WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 12, 2009

SIU: เส้นทางสู่แผน 11 - ความท้าทายของสภาพัฒน์

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่อิมแพค เมืองทองธานี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือที่รู้จักกันในนาม “สภาพัฒน์” ได้จัดงานประชุมประจำปี 2552 โดยหัวข้อประจำปีนี้คือ “จากวิสัยทัศน์ 2570 สู่แผนฯ 11” (เว็บไซต์งานประชุม) ซึ่งเป็นการระดมสมองจากหลายภาคส่วนเพื่อจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งเป็นการวางแผนระหว่าง พ.ศ. 2555-2559

งานในภาคเช้าเป็นปาฐกถาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากนั้นตามด้วยการอภิปรายในหัวข้อ “แนวคิด ทิศทางการพัฒนาประเทศไทย ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11” ซึ่งเป็นการนำเสนอ “เค้าโครงแผน” ที่ร่างโดยสภาพัฒน์ และขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่เชื้อเชิญมานั่นเอง

cover

ผู้นำเสนอเค้าโครงแผนคือ ดร. อำพน กิตติอำพน เลขาธิการของสภาพัฒน์ (ตำแหน่งเทียบได้กับผู้อำนวยการ) ส่วนแขกที่เชิญมาให้ความเห็นได้แก่ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาในฐานะประธานมูลนิธิหัวใจอาสา และเป็นตัวแทนของภาคสังคม, รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาในฐานะราชบัณฑิต และประธานสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นตัวแทนผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และ ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร หรือ OKMD) และประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ โดยมี ดร. พนัส สิมะเสถียร ประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ประธานบอร์ดของสภาพัฒน์) เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

หมายเหตุ: ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอของผู้ร่วมอภิปรายบางท่าน ได้จากเว็บไซต์ของสภาพัฒน์

นำเสนอแนวคิดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 โดย ดร. อำพน กิตติอำพน

ดร. อำพนเริ่มนำเสนอที่มาของการประชุมว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 นั้นมีระยะเวลารับฟังความเห็นน้อยเพียง 1 ปี ดังนั้นในแผนฉบับที่ 11 จึงเริ่มต้นให้เร็วกว่านั้นอีก 1 ปี งานประชุมในวันนี้เป็นการระดมความเห็นเพื่อกำหนดกรอบยุทธศาสตร์สำหรับจัดทำ แผน 11 ซึ่งจะเปิดรับฟังความเห็นอีก 1 ปี ก่อนจะเริ่มร่างตัวแผนจริงๆ และรับฟังความเห็นอีก 1 ปีก่อนประกาศใช้

รากฐานของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เกิดจากกรอบการทำงานระยะยาว “วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2570″ ซึ่งสภาพัฒน์ได้จัดทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พ.ศ. 2551 โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดในแผนฉบับที่ 10 และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อได้กรอบการทำงานระยะยาว “วิสัยทัศน์ 2570″ แล้ว จึงจะนำมาจัดทำแผนระยะกลาง 5 ปี ซึ่งก็คือแผนฉบับที่ 11 นั่นเอง

plan11 basis

ดร. อำพน กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงแผนที่ 10 ประกาศใช้ (พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา) ว่าโลกมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น

  • โลกาภิวัฒน์เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น ในส่วนของภูมิภาค อาเซียได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียน
  • เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ตัวอย่างเช่น นาโนเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมากขึ้น และคนไทยได้จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่างๆ มากขึ้น
  • ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
  • การคมนาคม สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่สาม และสร้างทางรถไฟไปเวียงจันทร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การรถไฟไทย
  • ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ราคาน้ำมันในตลาดโลกแกว่งตัวมาก เช่นเดียวกับราคาข้าวที่ไทยเป็นผู้ส่งออกรายหลักของโลก

แนวคิดหลักของแผนฉบับที่ 10 คือการสร้างดุลยภาพของต้นทุนของประเทศ 3 ด้าน ได้แก่ ทุนทางเศรษฐกิจ, ทุนทางสังคม และทุนทางทรัพยากร ที่ผ่านมา ประเทศไทยที่เคยได้บทเรียนจากวิกฤต 40 มีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกค่อนข้างดี ส่วนด้านทรัพยากรก็มีปัญหาบ้างเป็นจุดๆ ไป เช่น ที่มาบตาพุด แต่ด้านสังคมกลับอ่อนแอมาก การเมืองมีปัญหาอย่างหนัก ในขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่เมืองก็เกิดปัญหาสังคมในชนบทสูง

แนวคิดในแผน 11 จะเตรียมพร้อมสู่ความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังอุบัติขึ้นโดยแยกเป็น 5 ส่วนย่อย

1. มองหาโอกาสของประเทศไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก

economy crisis

สภาพัฒน์ประเมินภูมิทัศน์ของโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจไว้ดังนี้

  • การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกหลังฟื้นตัวจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จะไม่มากเท่ากับการขยายตัวในช่วงก่อนวิกฤต (ช่วงก่อนแผนฉบับที่ 10)
  • ภาคการเงินจะบังคับใช้หลักธรรมาภิบาลเข้มข้นมากขึ้น กฎระเบียบทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะกลายมาเป็นข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ
  • สกุลเงินใหม่ๆ เช่น เงินหยวนของจีน จะเริ่มมีบทบาทในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าโลกมากขึ้น แทนที่จะเป็นสกุลดอลลาร์และยูโรอย่างที่เป็นอยู่
  • โลกจะประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน
  • วิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้จะทำให้โลกเปลี่ยนจากทุนนิยม 100% มาเป็น “ทุนนิยมเชิงสร้างสรรค์” หรือ Creative Capitalism ซึ่งมีแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างเช่น CSR มากขึ้น

ในแผน 11 ประเทศไทยจะต้องรักษาอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงจากความผันผวน ของเศรษฐกิจโลกให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

2. มองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Creative Economy ที่กำลังถูกพูดถึงกันมากในช่วงนี้ เป็นคำนิยามถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความสร้างสรรค์เป็นหลัก เช่น งานศิลปกรรม หัตถกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันมีตัวอย่างประเทศที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์จนกลายเป็น สินค้าและบริการหลักที่ทำรายได้เข้าประเทศได้มากมาย เช่น อังกฤษและเกาหลีใต้

เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่บ้างแล้ว สภาพัฒน์เสนอให้ประเทศไทยมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นโอกาสสร้างสินค้าและ บริการใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดโลก โดยมีนโยบาย 3 ข้อดังนี้

  • พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ไปคู่กับเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy)
  • กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ และบูรณาการวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ของประเทศ ที่เอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น โครงข่ายด้านไอที มาตรการด้านกฎหมายและการลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา

ดร. อำพน ย้อนถึงต้นทุนของประเทศ 3 ชนิดในแผนฉบับที่ 10 ว่า ส่วนของทุนด้านสังคม ในแผน 11 อาจต้องแยกออกมาเป็นทุนทางกายภาพที่จับต้องได้ เช่น ทรัพยากรมนุษย์ และทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องเป็นชิ้นเป็นอันลำบากแต่ก็มีมูลค่าในตัวมันอยู่ มาก

3. เตรียมรับมือผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

global warming

สภาพัฒน์เสนอให้ประเทศไทยซึ่งยังต้องพึ่งพิงภาคเกษตรอยู่มาก ให้ปรับโครงสร้างภาคเกษตรให้เป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ยั่งยืนในการผลิตและการบริโภค ปล่อยคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รวมถึงมองหาโอกาสจากกระแสโลกร้อน เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต และรวมตัวกันกับภูมิภาคอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง

4. สถาปัตยกรรมทางสังคม เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงภาคสังคม

social architecture

ดร. อำพนเสนอว่าการพัฒนาภาคสังคมไทยนั้นไม่สมดุล ทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง ดังนั้นต้องปรับปรุงในด้านทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุข การศึกษา ทักษะแรงงาน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกแบบสังคมที่มีคุณภาพและมีความสมานฉันท์ (social cohesion) ไปพร้อมๆ กัน

5. สร้างความมีส่วนร่วมด้วยสัญญาประชาคมใหม่

social contract

ดัชนีความสงบสุข (Peace Index) ของไทยอยู่ในระดับต่ำ (118 จากทั้งหมด 140 ประเทศ) ในอาเซียนมีเพียงพม่าเท่านั้นที่มีอันดับต่ำกว่าไทย ด้านภาพลักษณ์การบริหารจัดการที่ดีก็มีแนวโน้มลดลงในสายตาของต่างชาติ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มี สาเหตุหลากหลาย

แนวทางที่เสนอเพื่อใช้แก้ปัญหาเหล่านี้คือพัฒนา “สัญญาประชาคมใหม่” หรือค่านิยมของสังคมที่เหมาะสมกับยุคสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกันในสังคม โดยกลไกในการพัฒนาจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม

หมายเหตุ: ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุม ซึ่งเป็นร่างข้อเสนอของแผน 11 ได้จากเว็บไซต์ของสภาพัฒน์

ความคิดเห็นโดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

นายไพบูลย์กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า ที่ผ่านมาทำมาทั้งหมด 10 แผน ครอบคลุมช่วงเวลา 51 ปี มีการ “อภิวัฒน์” หรือการปรับปรุงแผนครั้งใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือแผนฉบับที่ 2 ซึ่งเพิ่มเรื่องสังคมเข้ามา จากเดิมที่มีเรื่องเศรษฐกิจเพียงเรื่องเดียว และแผนฉบับที่ 8 ที่เริ่มใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น

นายไพบูลย์เสนอให้ “อภิวัฒน์” อีกครั้งในช่วงแผนฉบับที่ 11 โดยพิจารณาเพิ่มเรื่องการเมืองเข้ามาด้วย เพราะถ้าการเมืองไม่นิ่ง ก็ไม่สามารถพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ โดยนายไพบูลย์เสนอให้เปลี่ยนชื่อจาก “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” มาเป็น “แผนพัฒนาประเทศ” หรือ “แผนพัฒนา”

paiboon

(ภาพจาก บล็อกของนายไพบูลย์ บน Gotoknow)

นอกจากนี้นายไพบูลย์ยังมีข้อเสนออีก 4 ข้อ ดังนี้

1. สร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินแผนงาน และวิเคราะห์หาปัจจัยสู่ความสำเร็จในการพัฒนา

ตัวชี้วัดที่ควรสร้างขึ้นต้องแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ตัวชี้ระดับการปกครองส่วนท้องถิ่น, ตัวชี้ระดับองค์กร, ตัวชี้วัดในประเด็นสำคัญที่รัฐและประชาชนเห็นร่วมกัน (เช่น เรื่องโลกร้อน) และตัวชี้วัดระดับประเทศ ที่ผ่านมา สภาพัฒน์เคยสร้างแต่ตัวชี้วัดระดับประเทศ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ระดับการปกครองท้องถิ่นและระดับองค์กร ซึ่งเป็นที่ๆ คนไทยสังกัดอยู่มากที่สุด

ตัวชี้วัดจะต้องสามารถวัดปัจจัยหลักของการพัฒนาทั้งสามเรื่อง คือ ความมีสุขภาวะ, ความดี และความสามารถได้

2. ประชาชนต้องเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา และต้องสร้างโครงสร้างที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนเป็นผู้พัฒนา

รัฐต้องโอนอำนาจให้การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมากแล้วแต่ยังทำไม่สำเร็จ ประเทศไทยควรมี อบจ. หรือหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับ กทม. ให้มากขึ้น เช่น ตามจังหวัดใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่หรือภูเก็ต ในอีกทาง ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องลดบทบาทลงให้เหลือเพียงสำนักงานขนาดเล็ก ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับประชาชนเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้รัฐไม่จำเป็นต้องมีภาคราชการส่วนภูมิภาคมากอย่างที่เป็นอยู่

3. กระบวนการวางแผนต้องเป็นของประชาชน โดยรัฐมีบทบาทแค่มีส่วนร่วมและสนับสนุนเท่านั้น

ซึ่งจะกลับกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่รัฐและข้าราชการเป็นผู้วางแผน ส่วนประชาชนมีส่วนร่วมและสันบสนุน นายไพบูลย์มองว่าการ “รับฟังความเห็น” ของสภาพัฒน์นั้นไม่เพียงพอ ควรยกระดับเป็นการ “สานเสวนา” (Citizen Dialogue) ในระดับต่างๆ ทุกภาคส่วนของประเทศ ส่วนรัฐเป็นแค่ผู้สนับสนุนทางนโยบายและงบประมาณเท่านั้น

4. เปลี่ยนระยะเวลาของแผนให้เป็น “แผนเคลื่อนที่” (moving plan) ตามสูตร 2+6+12

การวางแผนล่วงหน้ามีโอกาสผิดพลาดสูง ถ้าสมมติฐานที่สภาพัฒน์เคยวางไว้นั้นผิดเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ ตัวอย่างก่อนหน้านี้คือ แผน 8 ที่พูดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่เมื่อเจอวิกฤต 40 เข้าไปทำให้ต้องไปสนใจเรื่องกู้เศรษฐกิจ ส่วนแผน 10 พูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็เจอกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

นายไพบูลย์เสนอให้สร้างแผนระยะสั้น 2 ปี ตามด้วยแผนระยะกลาง 6 ปี และแผนระยะยาว 12 ปี รวมกันเป็น 20 ปี แผนระยะสั้นเริ่มนับจากปัจจุบัน มีจุดประสงค์เพื่อหา “จุดคานงัด” ของประเทศเพื่อเข้าสู่แผนระยะกลาง ส่วนแผนระยะกลางเน้นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอย่างที่เป็นอยู่ และแผนระยะยาวเน้นจุดมุ่งหมายในบั้นปลาย

p47

p48

ตัวอย่างแผนระยะสั้นที่ควรจัดทำ ได้แก่

  • การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตเศรษฐกิจ
  • ฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ รอบคอบ มองการณ์ไกล
  • สร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง โดยดึงเอานักสันติวิธีเข้ามา
  • ความสงบสุขในชายแดนภาคใต้ โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นเจ้าของปัญหา

ข้อมูลเพิ่มเติม: อ่านได้จากบล็อกของนายไพบูลย์ ที่เขียนถึงการพูด ณ วันนี้ แนวคิด ทิศทาง ในการวางแผนพัฒนาประเทศ

ความคิดเห็นโดย ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี

ขอมาเล่าเหตุการณ์สำคัญของโลกในอดีตเพื่อเทียบให้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สถานการณ์โลกในช่วงปี 1989-2008 นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี 1989 ซึ่งจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรบ้าง และจะบอกว่าโลกในยุคถัดจากนี้ไปก็จะคล้ายๆ กัน คือ เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2008

เหตุการณ์สำคัญในปี 1989

  • สหภาพโซเวียตถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน เป็นจุดเปลี่ยนทางนโยบายของโซเวียด ส่วนอัฟกานิสถานก็กลายมาเป็นดินแดนสำคัญของผู้ก่อการร้าย
  • มีการประดิษฐ์ World Wide Web ส่งผลให้เกิด “รัฐทางไซเบอร์” (cyber state) ซึ่งทำให้ความสำคัญของ “รัฐชาติ” (nation state) ลดลง
  • เหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ทำให้จีนต้องหันเหความสนใจจากชาวโลกจากด้านการเมืองเป็นด้านเศรษฐกิจ และส่งผลให้จีนกลายเป็นโรงงานการผลิตสำคัญของโลก
  • เวียดนามถอนทหารจากกัมพูชา ทำให้ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion หรือ GMS) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น
  • กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย ยุติสงครามเย็น ประเทศสังคมนิยมหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ทำให้โลกกลายเป็นขั้วเดียวคือขั้วโลกเสรี

ผลกระทบต่อเนื่องในปี 1989-2008

ระดับโลก

  • เศรษฐกิจโลกพึ่งการผลิตจากประเทศกำลังพัฒนา เพื่อส่งออกในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว และใช้บริการภาคการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว
  • สหรัฐอเมริกาและยุโรปมีอิทธิพลมากที่สุด
  • กลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และ BRIC (Brazil Russia India China) กลายเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศโลกที่สาม
  • พฤติกรรมการผลิตและการบริโภคเกินขนาด ส่งผลให้โลกร้อน ราคาน้ำมันสูง ราคาโภคภัณฑ์และอาหารพุ่งสูง
  • การบริโภคเกินฐานะของคนอเมริกัน และระบบการเงินเสรี ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008

ผลกระทบต่อประเทศไทย

  • ประเทศไทยผูกโยงเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจโลกอย่างเต็มที่
  • ปี 1989 ตรงกับแผนพัฒนาฉบับที่ 6 (1987-1991)
  • ไทยเปิดเสรีทางการเงินในปี 1991 สมัยรัฐบาลอานันท์ ปัญญารชุน
  • แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ก็ล้มเหลวมาโดยตลอด ในปี 1997 เราเจอกับวิกฤตทางการเงิน ส่วนปี 2008 เจอกับวิกฤตในการส่งออกที่พึ่งตลาดตะวันตกมากเกินไป เราพอเพียงกันแต่ปากแต่เอาเข้าใจแล้วก็ตามกระแสโลก

เหตุการณ์สำคัญในปี 2008

2008 event

  • การล่มสลายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐ เกิดวิกฤตครั้งใหญ่และเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก
  • บารัค โอบามาที่มีนโยบายสมานฉันท์ ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
  • จุดที่จะเป็นปัญหาในแวดวงการเมืองโลก ได้แก่ ยิว-ปาเลสไตน์, อิหร่าน-อิรัก, อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน, พม่า, เกาหลีเหนือ

โลกหลังปี 2008

  • ประชาธิปไตยหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องตามแนวทางของตะวันตกทั้งหมด
  • เศรษฐกิจจะไม่ใช่การค้าเสรีอย่างเต็มที่เหมือนสมัยประธานาธิบดีเรแกนอีกแล้ว มีการกำกับดูแลทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
  • กลุ่มภูมิภาคจะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่นำโดยสหรัฐและยุโรป
  • โลกมุสลิมจะมีอิทธิพลมากขึ้น

ข้อเสนอต่อประเทศไทย

thailand2008

  • ด้านการเมืองโลก ต้องปรับตัวจากเดิมที่เรามี “ความสัมพันธ์พิเศษ” กับสหรัฐ มาคบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ มากขึ้น เช่น อาเซียน, เอเชียตะวันออก, เอเชียใต้ (BIMST - EC), เอเชียกลาง (Shanghai Cooperation Organisation), สหภาพยุโรป, ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
  • ด้านเศรษฐกิจ ในระยะสั้นต้องเอาตัวรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ลดดอกเบี้ยให้ต่ำ สร้างสภาพคล่องสูง เงินบาทต้องเสถียร การคลังต้องไม่ขึ้นภาษี หลังจากนั้นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต และมองไปถึงเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในระยะยาว
  • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาการลงทุนในสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์, สินค้าและบริการที่อิงศิลปะวัฒนธรรม ตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นหน่วยงานอิสระและคล่องตัว ต่างไปจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • ลดการพึ่งพิงชาติตะวันตกแต่เพียงอย่างเดียว สร้างวิธีการเชื่อมสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันตก และสมานฉันท์กับโลกมุสลิม

ความคิดเห็นจาก รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร

การเมืองเป็นตัวกำหนดเศรษฐกิจและสังคมมาโดยตลอด สมัยแผนฉบับที่ 1 ก็เกิดจากจอมพลสฤษดิ์มีความมั่นคงทางการเมือง เลยมาวางแผนเศรษฐกิจ การเมืองแบ่งเป็นภายนอกประเทศที่เราควบคุมไม่ได้ ส่วนการเมืองภายในเราก็หวังว่าจะควบคุมได้

เดิมทีวิธีการจัดทำแผนพัฒนาเป็นแบบ top-down มาโดยตลอด ถึงวันนี้ไม่มีทางที่จะไม่ฟังเสียงประชาชนได้แล้ว ยังไงสภาพัฒน์ต้องสร้างวิธีที่เป็น bottom-up

ปัญหาของประเทศทั่วไปในทางรัฐศาสตร์ แบ่งออกเป็นสองประเด็นใหญ่ๆ อย่างแรกคือ ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสันติได้อย่างไร และประเด็นที่สองคือ จะกระจายทรัพยากรหรือสิ่งที่ทรงคุณค่า เช่น บริการทางสุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ ให้เท่าเทียมได้อย่างไร

ในเอกสารของสภาพัฒน์ เขียนคำว่า “ต้องสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย” เอาไว้ การสร้างวัฒนธรรมต้องใช้เวลานานมาก เรามีประชาธิปไตยมา 77 ปี แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

ความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

  • ควรจัดทำแผนหลายแบบไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละแผน แล้วเลือกส่วนที่ดีที่สุดมาใช้
  • สภาพัฒน์ควรมองถึงเรื่องการเมืองด้วย ที่ผ่านมาสภาพัฒน์ไม่กล้าแตะเรื่องการเมือง (ดร. พนัส ประธานสภาพัฒน์ตอบว่า มีสภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้ว ไม่ควรไปก้าวก่าย)
  • แผนพัฒนาฯ มีบทบาทในการนำไปปฏิบัติจริงแค่ไหน (ดร. อำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ตอบว่า นโยบายของรัฐบาลทุกสมัยต้องอิงกับแผนพัฒนาในช่วงนั้นๆ)

บทวิเคราะห์ SIU

บรรยากาศและความคิดเห็นในงานประชุมประจำปี 2552 ของสภาพัฒน์ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าทั้งแผนพัฒนาฯ และสภาพัฒน์เอง กำลัง “ถูกท้าทาย”

ประเด็นแรก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเริ่มถูกตั้งคำถามมาได้หลายปีแล้วว่า ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนฉบับหลังๆ (ประมาณฉบับที่ 7 เป็นต้นมา) ที่ไม่สามารถเป็นหลักพาสังคมไทยก้าวหน้าสู่อนาคตได้อย่างแผนฉบับแรกๆ เป้าหมายของแผนช่วงหลังไม่ว่าจะเป็นการกระจายรายได้ (แผน 7) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (แผน 8 ) เศรษฐกิจพอเพียง (แผน 9) และสังคมอยู่เย็นเป็นสุข (แผน 10) ล้วนแต่เป็นเพียงคำพูดสวยหรูในหน้ากระดาษ แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในทางปฏิบัติ

ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ จุดอ่อนเรื่องนี้ยิ่งกระจ่างชัด เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีทีมที่ปรึกษาของตัวเอง นำโดยนายพันศักดิ์ วิญญูรัตน์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานเหนือกว่าสภาพัฒน์มาก ทีมที่ปรึกษาชุดพันศักดิ์ได้เสนอนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญหลายประการ เช่น เศรษฐกิจแบบดูอัลแทร็ก หรือแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ทีมของพันศักดิ์มีบทบาทในการก่อตั้ง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ตั้งแต่ปี 2546 และดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มาตั้งแต่ช่วงนั้น ในขณะที่สภาพัฒน์เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เมื่อไม่นานนี้

ดังนั้นก่อนจะถามว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 11 ควรเสนอเรื่องใดเป็นธีมหลัก ควรถามก่อนว่า เรายังจำเป็นต้องมีแผนพัฒนาฯ อยู่หรือไม่?

ประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่ SIU เห็นตรงกันกับผู้ร่วมเสวนาหลายคน ก็คือ บทบาทของสภาพัฒน์ที่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น ไม่สามารถรวมประเด็นด้านการเมือง การปกครอง การกระจายอำนาจมาไว้ในกรอบการวิเคราะห์ได้ ทำให้วิเคราะห์ผิดพลาด และเป็นผลให้แผนพัฒนาฯ พลาดอย่างรุนแรง ดังเช่นที่นายไพบูลย์ได้ยกตัวอย่างมา คำตอบของ ดร. พนัส สิมะเสถียร ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ที่ว่า “มีสภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้ว ไม่ควรก้าวก่าย” นั้นเป็นแค่การหนีปัญหา สภาพัฒน์ต้องรีบทบทวนบทบาทของตัวเองตั้งแต่วันนี้ว่า หน้าที่รับผิดชอบของสภาพัฒน์มีเรื่องอะไรบ้าง และเรื่องเหล่านั้นเหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่? ก่อนที่สภาพัฒน์จะถูกกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ลดบทบาทจากเดิมที่เคยเป็นผู้ชี้นำสังคมไทย ลงมาเหลือแค่เทคโนแครตหรือข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทาง เศรษฐกิจตามที่รัฐบาลสั่งเท่านั้น

ประเด็นสุดท้าย เกี่ยวกับวิธีการทำงานของสภาพัฒน์เอง ตามที่ รศ. นรนิติ เศรษฐบุตร ให้ข้อมูลไว้ว่า นับตั้งแต่ตั้งสภาพัฒน์มา การทำงานของสภาพัฒน์คือใช้ข้าราชการประจำที่มีการศึกษาในด้านเศรษฐศาสตร์ วางแผนเศรษฐกิจให้กับประเทศมาโดยตลอด เป็นการทำงานแบบ top down ที่เริ่มเห็นแล้วว่าล้าสมัย ยิ่งในยุคที่ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง รักษาสิทธิ์และเข้ามาถ่วงดุลการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ วิธีการทำงานแบบ top-down นั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว SIU ขอเสนอให้สภาพัฒน์ปฏิรูปวิธีการทำงานอย่างเร่งด่วน และนำเทคนิคการวิเคราะห์และวางแผนแบบใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น การวางแผนแบบ scenario ที่แบ่งความเป็นไปได้ในอนาคตออกเป็นหลายแบบ และวางแผนรองรับมือเหตุการณ์แต่ละแบบไว้ หรือ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างแผน เช่น อาจจะรับร่างแผนพัฒนาฯ ของประชาชนมาพิจารณา หรือ ให้หน่วยงานต่างๆ อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง จัดทำและเสนอร่างแผนพัฒนาฯ เข้ามาให้สภาพัฒน์เลือก เป็นต้น

“กษิต” ท้าทหารที่บอกให้ตัวเองลาออกดีเบทผ่านทีวี อ้างทักษิณทำลายประเทศทำไมไม่โวย

ที่มา ประชาไท

“กษิต ภิรมย์” แจงกรณีข่าวระบุว่าทหารเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรให้ รมว.ต่างประเทศออกจากตำแหน่ง นั้นตนไม่รู้ว่านายทหารเหล่านั้นเป็นใครและหนังสือพิมพ์ไปเอามาจากไหน ตนไม่มีอำนาจอะไรไปกลั่นแกล้งหรือโยกย้ายทหาร ท้าออกทีวีดีเบท ระบุตอนทักษิณทำลายประเทศไปมุดหัวอยู่ที่ไหน

11 ก.ค. 52 ที่โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีข่าวระบุว่า ทหารเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรให้ รมว.ต่างประเทศออกจากตำแหน่ง ว่า ตนไม่รู้ว่านายทหารเหล่านั้นเป็นใครและหนังสือพิมพ์ไปเอามาจากไหน ตนไม่มีอำนาจอะไรไปกลั่นแกล้งหรือโยกย้ายทหาร ดังนั้นเขาไม่ต้องกลัวการเปิดเผยตัว

“ถ้ากล้าพูดแล้วก็ต้องกล้าแสดงตัวด้วยเป็นลูกผู้ชายก็ต้องออกมาแสดงตัวจะกลัวอะไรและบอกด้วยว่าเนื้อหาแท้ๆ มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับตัวผม ทำไมมาเก่งกับผมเพราะผมไม่มีอำนาจเงินใช่ไหม ถ้าจะเปิดศึกรบก็ต้องรบกันรอบด้าน” นายกษิต กล่าวและว่า ต้องถามด้วยว่าตอนที่ทักษิณ ปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมือง คนพวกนี้หายไปไหน ต้องเอาความจริงมาพูดกันนายทหารเหล่านั้นหายไปไหน ทำไมไม่ออกมาป้องกันประเทศชาติ และถ้าหากผมเป็น รมว. กลาโหม ทหารเหล่านั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์ผมได้ ผมรับฟัง เพราะผมไม่ใช้อำนาจเถื่อน ถ้ารักชาติก็ต้องรักตลอดเวลา และช่วยถามทีว่าใครปองร้ายคุณสนธิ (นายสนธิ ลิ้มทองกุล) ใครปองร้ายท่านอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ซึ่งท่านสุเทพ คงต้องตอบ
นายกษิต กล่าวด้วยว่า ขอท้าให้ทหารที่พูดแบบนั้นออกมาแสดงตัวและพูดกันอย่างเปิดเผยเป็นการดีเบทผ่านสื่อโทรทัศน์ก็ได้ เพิ่งมารักบ้านเมืองตอนนี้แล้วตอนที่คุณทักษิณ ปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมืองแล้วหายไปไหน ทำไมไม่ออกมาปกป้องสถาบัน ไม่ใช่ว่าผมเป็นพลเรือนและไม่มีอำนาจ พอมีกระแสทีหนึ่งก็ลุกขึ้นมาผสมโรงด้วย แล้วตอนที่บ้านเมืองคับขัน พวกนี้หายไปไหน หรือว่าเกรงกลัวพวกรุ่น 10 แล้วตอนที่บ้านเมืองถูกโกงกิน พวกนี้หายไปไหน
“อย่ามาหลบๆ ซ่อนๆ และข่าวที่บอกว่ากลุ่มนายทหาร ผมก็อยากจะรู้ว่ากลุ่มไหน มาขึ้นเวทีออกโทรทัศน์ด้วยกันไหม แล้วบอกว่ากระแสกดดันให้ลาออกนี่ กระแสทั้งหมดมีกี่ร้อยคนกัน ผมเอาออกมาเป็นแสนนะ ถ้าผมจะเรียกร้องให้คนออกมาสนับสนุนผมผมก็ทำได้”
ถามว่าฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีที่จะให้รัฐมนตรีออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่มีครับ ใครอยากผลักดันก็ผลักดันมา แต่ต้องมีเนื้อหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดกันลอยๆ แล้วทำไมไม่ตั้งคำถามว่าการตั้งข้อหาก่อการร้ายกับผมเกิดขึ้นได้อย่างไร ตอนนี้เหมือนเอาหลายๆเรื่องมารวมกันเหมารุมกินโต๊ะ แล้วทำไมนักการเมืองเลวๆ ตั้งเยอะตั้งแยะเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในสภาและนอกสภา ทำไมไม่ออกไปวิพากษ์วิจารณ์และขับไล่คนพวกนั้น ทำไมกราบไหว้คนเลวๆ ตั้งเยอะตั้งแยะ และหนังสือพิมพ์บางท่านที่ด่าผมอยู่ ทำไมไม่ไปขุดคุ้ยความเลวระยำของคนอื่นอีกเยอะแยะที่มีอำนาจ หรือกลัวเขาเหรอ หรือว่ารับเงินเขา และที่สำคัญ ต้องถามว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรผิด นายอภิสิทธิ์และผมทำอะไรผิด
“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจใครอีกแล้ว ผมสงบเสงี่ยมมานานเพราะว่าเห็นอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในรัฐบาล ผมไม่อยากจะไปพูดอะไรให้เกินหน้าเกินตา แต่ถ้าจะรุมกินโต๊ะผมคนเดียวผมก็จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้ ผมไม่ต้องเกรงใจใครอีกแล้ว”
ถามถึงการประสานงานกับทหารตั้งแต่เป็นรมว.ต่างประเทศ นายกษิต กล่าวว่า ก็เจอกันตลอดเวลา มีอะไรก็โทรศัพท์คุยกับรัฐมนตรีกลาโหม พบปะคุยกันเจอกันที่ ครม. ท่านมีข้อห่วงกังวลอะไรมาผมก็ตอบ ผมห่วงกังวลอะไรก็ถามเท่าที่เวลาจะอำนวย เราก็ต่างคนต่างงานยุ่ง แต่เราจะไม่มีการทำอะไรที่ต่างคนต่างทำและก็ข้ามหน้าข้ามตากัน เพราะอยู่ในรัฐบาล เดียวกัน มีธงคือผลประโยชน์ประเทศชาติ
เมื่อถามถึงผลโพลล์ที่ระบุให้ รมว.ต่างประเทศลาออก นายกษิต กล่าวว่า มันอยู่ที่ว่าการทำโพลล์ตั้งคำถามว่าอะไร อย่างที่เอแบคไปถามว่าผมควรจะออกจากตำแหน่งไหม มันง่ายนี่ แต่ทำไมไม่ถามเสียก่อนว่ามาตั้งข้อหาผมมันถูกต้องหรือเปล่า คนทำโพลล์ตั้งคำถามว่าอย่างไร และคนรู้ตื้นลึกหนาบางหรือเปล่า เกี่ยวกับความเป็นมาการตั้งข้อหา ทำไมผมจึงถูกตั้งข้อหาคนเดียว และการไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯนี่เป็นบาปหรืออย่างไร เทียบกับคนที่หลบๆ ซ่อนๆ รับผลประโยชน์จากระบอบทักษิณ โอนอ่อนหรือไม่ได้รับผลประโยชน์แต่ก็ไม่กล้าขึ้นมายืนยันปล่อยให้ระบอบการเมืองเราถูกปู้ยี่ปู้ยำ หรือทุกวงการที่บอกว่าตัวเองถวายสัตย์ปฏิญาณบอกว่าตัวเองต้องมีจรรยาบรรณของอาชีพ ต้องถามคนแต่ละคนว่าได้ทำในสิ่งที่ควรทำหรือเปล่า คนเลวๆ ตั้งเยอะอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ทำไมไม่ออกมาประณามกันละครับและปล่อยให้คนเลวๆ อยู่ในสังคมเป็นข่าวอยู่ได้ยังไงทุกวัน ลงข่าวเกี่ยวกับที่คนเลวๆ พูดโกหกพกลมประชาชนอยู่ได้ยังไงทุกวัน เรื่องโกหกก็มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ บิดเบือนข้อเท็จจริงบ่อนทำลายรัฐบาล และคนที่โจมตีผมแล้วบอกว่าพูดเรื่องหลักการ ทำไมยังบินไปกราบไปไหว้คุณทักษิณ ซึ่งทำผิด ทำไมไม่พิจารณาตัวเอง ทำไมมี 2 มาตรฐานไปกราบไปไหว้ทำตัวเป็นทาสคนที่ผิดอย่าง คุณทักษิณ ทีกับผมกลับพยายามจะมาเล่นงานในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด
นายกษิต กล่าวด้วยว่า ตนไม่แคร์แรงกดดันที่ลอยๆ มาในอากาศมาจากไม่กี่กลุ่มมาผสมโรง ถ้าไม่มาจากระบอบทักษิณแล้วจะมาจากใคร แค้นนี้ต้องชำระ ก็มีแค่นั้นเอง ผมไม่แคร์พวกนั้น แต่คนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ควรจะพูดอะไรในสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมไม่ออกมา ซึ่งก็มีมาบ้างแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมก็ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยเหตุด้วยผล ตั้งข้อหาได้ยังไง ผมไม่ทราบตื้นลึกหนาบางภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือใครก็ตามที่สั่ง อันนี้ผมไม่ทราบ
“ผมจะไปสะทกสะท้านกับความไม่ชอบมาพากลทำไม เสียงลือเสียงเล่าอ้าง เต็มไปด้วยอคติ ไม่ได้พูดจากจิตใจ มือปืนรับจ้างทั้งนั้น เป็นทาสเงินทาสอำนาจ คนที่วิพากษ์วิจารณ์หาความน่าเชื่อถือได้ที่ไหน คนที่อกมาด่าพ่อล่อแม่ผมทุกวัน มีใครเป็นที่เคารพนับถือในสังคมไทยไหม แล้วทำไมสังคมไทยไม่ไปประณามพวกนั้น กลับมาคอยถามผมว่าจะออกหรือไม่ออก ต้องถามว่าคนที่มาให้ผมออกอยู่ในคนประเภทใดของสังคม บัวในระดับน้ำขั้นไหน หรือต่ำกว่าน้ำยังอยู่ในโคลนในดินโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำสิครับ ผมอยู่บนน้ำตลอด แล้วอย่ามาเก่งตอนนี้เรื่องปราสาทพระวิหาร ที่จะตกอยู่ในความเลวร้ายของตัวเองในอดีต แล้วทำไมมารุมสะกรัมผมมีใครเป็นลูกผู้ชายบ้าง มีใครมีใจเป็นนักเลงบ้างไม่มี”
เมื่อถามถึงผลประโยชน์ทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกษิต กล่าวว่า อะไรที่ตกลงกันเราก็ต้องได้ เขาก็ต้องได้ เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องไปเพื่อความเจริญของทั้งชาวกัมพูชาและของชาวไทยทุกคน จะไม่ลงไปที่กลุ่มใครหรือบุคคลใดเป็นอันขาดและนี่เป็นสิ่งที่เราได้ป้องกันมาในเวทีพันธมิตร จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นโดยเด็ดขาดตราบใดที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
นายกษิต กล่าวถึงตรรกะที่บอกว่าเสื้อแดงจะก่อความวุ่นวายจึงต้องมาหาเหตุตั้งคดีกับคนเสื้อเหลือง ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับตรรกะแบบนี้ เพราะพฤติกรรมและเป้าหมายดำเนินการทางการเมืองมันต่างกัน วิธีการก็ต่างกัน และการประท้วงของเสื้อแดงก็ไม่ควรเป็นเหตุให้ผมต้องลาออกเพราะไม่ได้ไปเผาเมืองไม่ได้ไปขัดขวางการประชุมระดับโลก ไม่ได้ไปข่มขู่ทำร้ายนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย
ส่วนข่าวที่บอกว่ามีกลุ่มทหารไม่ชอบผมนั้น ช่วยบอกด้วยว่านายทหารนั้นเป็นใคร ผมจะไปจับเข่าคุยด้วย “ผมท้าสู้ทุกเวทีในทางเปิด ในทุกเรื่องที่ผมรับผิดชอบ ในทุกเรื่องที่ผมพูดบนเวทีพันธมิตรฯ และตอนที่ผมอยู่บนเวทีพันธมิตรฯ ผมไม่มีอะไร รถถังก็ไม่มี เงินก็ไม่มี พรรคก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลย”
ถามว่าการที่นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถต่อสายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยได้โดยตรงนั้นสร้างความระแวงให้ประเทศเพื่อนบ้านที่ปฏิเสธสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นคุณฮิลลารี คลินตันหรือรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือประเทศใดก็ตาม ประเด็นอยู่ที่เราทำอะไรด้วยกัน เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความมั่นคงของภูมิภาค จะมีไม่ได้ตราบใดที่มีการกดขี่ในการบริหารปกครองแต่ละประเทศ นอกจากนั้นเรามีความรู้สึกเป็นเพื่อนมนุษย์กับชาวพม่าเหมือนรู้สึกกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ
เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางไปกัมพูชา เป็นการก้าวก่ายงานของกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า การดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตมีหลายประเภท เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล วัฒนธรรม การแพทย์ การให้ความร่วมมือช่วยเหลือ การทูตด้านความมั่นคง และเรื่องทั่วๆ ไป ส่วนการที่นายสุเทพเดินทางไปกัมพูชานั้นเป็นเรื่องเหมาะสมเพราะนายสุเทพ มีความสนิทชิดเชื้อกับสมเด็จฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก่อนที่เราจะมาเป็นรัฐบาลและเราก็สามารถที่จะรักษาความสนิทชิดเชื้อเอาไว้ได้ เมื่อมีอะไรบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถพูดกันในห้องประชุมอย่างเป็นทางการได้ ท่านนายกฯ ก็คิดว่าท่านสุเทพก็เหมาะ นอกจากนั้น นายสุเทพยังเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชานั้น ก็มีส่วนความมั่นคงเป็นสำคัญ ต้องเสริมกับสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศเจรจาทางการเมืองเรื่องการปักปันเขตแดน ช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ ผมไม่ได้เห็นรู้สึกอันใด ก็มีความยินดี ส่วนพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ ก็ดูแลเรื่องความมั่นคง แต่ละคนก็ทำงาน เพราะเรื่องกัมพูชาก็เกินกำลังของผม เรื่องการสู้รบ การวางกองกำลังเป็นเรื่องของทหารไม่ใช่เรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ แต่การป้องกันและระงับการสู้รบเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นคนที่ไม่เข้าใจก็คิดว่าผมต้องทำทุกอย่าง“ผมก็ไม่ใช่เพื่อนสนิทกับสมเด็จฮุนเซนและผมก็มิบังอาจจะทำตัวเป็นเพื่อนกับสมเด็จฮุนเซน”นายกษิตกล่าว
เมื่อถามว่ารองนายกฯฝ่ายความมั่นคงสนิทกับสมเด็จฮุนเซนด้วยเรื่องอะไร นายกษิต กล่าวว่า ไม่ทราบว่าสนิทเรื่องอะไรเพราะรู้เพียงว่าสนิทส่วนตัวก็คือสนิทส่วนตัว ส่วนจะสนิทมากน้อยแค่ไหนนั้น ตนไม่ทราบและทำไมตนต้องไปรู้ว่าเขาสนิทอะไรกันยังไง
ถามว่าสนิทกันเรื่องธุรกิจหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไปคิดอย่างงั้นไม่ได้ ถ้าไปคิดอย่างนั้นเท่ากับไปว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องกล่าวหา จะเป็นการตีตราบาปเขาตั้งแต่ต้น ทำไมต้องเอาบรรทัดฐานขั้นต่ำของรัฐบาลในอดีตมาเป็นบรรทัดฐาน ทำไมถึงคิดว่าคุณสุเทพจะลดตัวไปทำเหมือนคนในรัฐบาลที่แล้วมา แล้วทำไมเราต้องไปคิดว่าผู้นำประเทศอื่นเขาไม่ดี ทำไมเราต้องมีอคติอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถามถึงกรณีการถือหุ้นของภรรยารัฐมนตรีต่างประเทศ นายกษิต กล่าวว่า ภรรยาตนไม่ได้ถือหุ้นและไม่ได้ซื้อ ซึ่งได้ตอบข้อถามของ ป.ป.ช.ไปแล้ว เป็นเพียงหุ้นกู้คือไปซื้ออะไรที่ธนาคารแล้วก็ได้ดอกเบี้ยตอบแทน และผู้ที่กล่าวหาตนก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ทำไมต้องบิดเบือนข้อมูล

สถาบันปรีดีฯเชิญร่วมงานเผยแพร่เกียรติคุณสุพจน์ ด่านตระกูล

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กรกฎาคม 2552

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานเผยแพร่เกียรติคุณ สุพจน์ ด่านตระกูล วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552 นี้


โครงการเผยแพร่งานเขียนคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ครั้งที่ ๑

แนะนำหนังสือ ชีวิตและงานของ ดร. ปรีดี พนมยงค์ รวบรวมโดย สุพจน์ ด่านตระกูล

วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒
ณ สถาบัน ปรีดี พนมยงค์
ถนนสุขุมวิท ซอยทองหล่อ (๕๕)
โทร. ๐๒ ๓๘๑-๓๘๖๐-๑
email: banomyong_inst@yahoo.com

กำหนดการ

๑๑.๐๐ น. นิทรรศการ สุพจน์ ด่านตระกูล เสมือนสายฝนชโลมใจคนที่รักสัจจะ (ชีวิตและงานของสุพจน์ ด่านตระกูล) ณ โถงแสดงนิทรรศการ

๑๑.๐๐ น. กิจกรรมวาดภาพเหมือน

๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียนสื่อมวลชน ณ ห้องประชุมพูนศุข พนมยงค์

๑๓.๓๐ น. คุณวัฒนา ชัยชนะสกุล กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานและแนะนำความเป็นมาของงาน

๑๓.๓๕ น. คุณศักดิชัย บำรุงพงศ์ กล่าวเปิดงาน

๑๓.๔๕ น. DVD Presentation รำลึกสุพจน์ ด่านตระกูล

๑๓.๕๕ น. การแสดงจินตลีลาประกอบเพลง คนดีมีค่า

๑๔.๐๕ น. การแสดงเดี่ยวทรัมเป็ตเพลง ลา มาร์ซาแยซ (La Marseillaise)

๑๔.๑๕ น. อภิปราย รู้จัก อ. ปรีดีฯ จากงานเขียนของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล
- ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
- ดร. ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
- คุณ ชูพงศ์ ถี่ถ้วน
- คุณ วันไททิพย์ ด่านตระกูล
- คุณ ชมัยภร แสงกระจ่าง ดำเนินการอภิปราย

๑๗.๑๐ – ๑๗.๓๐ น. ผู้ฟังร่วมแสดงความคิดเห็น

สถาบันปรีดี พนมยงค์

65/1 ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท55 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์02-2381-3860-1 Fax : 02-2381-3859
email : banomyong_inst@yahoo.com
website : www.pridiinstitute.com
.......
ข่าวเกี่ยวเนื่องที่ไทยอีนิวส์เคยนำเสนอ
-สุพจน์ ด่านตระกูล ส่งต่อคบเพลิงการอภิวัฒน์ที่สมบูรณ์สู่ชนรุ่นหลังก่อนสิ้นบุญสงบ
-สานต่อเจตนาลุงสุพจน์ให้สมบูรณ์:สืบสายธารการอภิวัฒน์คณะราษฎร์2475
-สถาบันปรีดีเชิดชูเกียรติลุงสุพจน์ยิ่งใหญ่ จัดงานรำลึก
(เนื่องจากถูกictบล็อกปิดกั้นเวบ กรุณาเสิร์ซหาทางgoogle)

Saturday, July 11, 2009

ชุมชนพอเพียง พท.ปูดทุจริต เสียหายพันล้าน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18785

ส.ส.เพื่อไทย ปูดพบการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ใน กทม. ตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ราคาไม่เกิน 1.5แสน ซื้อ 2.5-3 แสน จากเอกชนรายเดียว ร่วมนักการเมืองพรรคใหญ่ขี้โกง รวมโครงการอื่นๆ เสียหายพันล้าน...

ที่ พรรคเพื่อไทย วันนี้ (11 ก.ค.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย แถลงว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง หรือชุมชนพอเพียง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม. ) โครงการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปยังชุมชนโดยตรง ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) พบว่า มีความไม่ชอบมาพากล ส่อทุจริต เพราะการดำเนินการไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการ ที่กำหนดให้การจัดสรรงบประมาณไปยังชุมชมต้องมีการจัดเวทีประชาคมรับฟังความ เห็นของประชาชนในชุมชุน และโครงการที่ได้รับการคัดเลือกต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 70% ของประชาชนในชุมชน อีกทั้งโครงการที่ได้รับการคัดเลือกต้องอยู่ในหลักการรองรับผู้ด้อยโอกาส ผู้ว่างงาน อนุรักษ์ส่งเสริมหรือพัฒนาพลังงานทดแทน แต่จากการตรวจสอบพบว่า การดำเนินโครงการนี้ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เพราะไม่มีการทำเวทีประชาคม แต่ใช้วิธีนำเอกสารไปหลอกให้ชาวบ้านลงชื่อ เพื่อแสดงให้เห็นว่า โครงการได้รับความยินยอมจากคนในชุมชน ทั้งที่ชาวบ้านไม่ทราบว่ามีโครงการนี้ในชุมชนของตัวเอง และไม่เป็นไปตามความต้องการของชุมชน

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่พบว่า โครงการที่มีความไม่โปร่งใสมากที่สุดคือ การซื้อตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่า 2.5- 3 แสนบาท มีชุมชนในกทม. 20 แห่งได้รับเครื่องนี้ไปแล้ว แต่เครื่องดังกล่าวมีราคาแพงเกินความจริง เพราะราคาตู้น้ำดื่มในท้องตลาดมีราคาไม่เกิน 4 หมื่นบาท บวกกับราคาแผงโซลาร์เซลล์ อีก 9 หมื่นบาท รวมกันแล้วไม่น่าเกิน 1.5 แสนบาท แต่กลับไปซื้อในราคา 2.5-3 แสนบาท เป็นการจัดซื้อจากเอกชนเพียงรายเดียว โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองขี้โกงกับพ่อค้าหัวใส ที่พบว่ามีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ทั้งนี้ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญก็ไม่อยู่ในองค์ประกอบที่จะเข้าร่วมโครงการได้ จึงมีการผนวกระบบโซลาร์เซลล์เข้าไป เพื่อให้อยู่ในองค์ประกอบของการอนุรักษ์หรือพัฒนาพลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังพบว่า ยังมีการจัดซื้อโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ เตาเผาขยะ ในชุมชนต่างๆ มีราคาแพงเกินจริงอีกด้วย รวมแล้วมีความเสียหายเกิดขึ้นถึงพันล้านบาท พรรคเพื่อไทยจะเกาะติดโครงการเหล่านี้อย่างละเอียด และจะนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการในวันที่ 15 ก.ค. และจะนำข้อมูลการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงไปยื่นต่อป.ป.ช.และกรมสอบสวนคดี พิเศษ(ดีเอสไอ) ต่อไป

จาตุรนต์ ฉายแสง:ข้อเสนอต่อรัฐบาลกรณีการแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา Thai E-News


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ที่มา เวบเครือข่ายจาตุรนต์
11 กรกฎาคม 2552

ในอเมริกา หน่วยงานสาธารณสุขออกแถลงอย่างเป็นทางการไปแล้วว่า..จะมีผู้ติดหวัด 90 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน..จึงเป็นที่วิตกกันว่า โรคนี้จะระบาดมากขึ้น โดยที่คนจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อถือตัวเลขจากทางการ ไม่เชื่อมั่นในมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งไม่เชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการได้เผยแพร่หรือชี้แจง ซึ่งมีเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกอย่างนั้น



"สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009"

สถานการณ์ปัจจุบันโรคนี้ได้ระบาดอย่างรวดเร็ว มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดจะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และสร้างความเสียหายให้แก่คนทั่วโลกได้อีกมาก

ในประเทศไทยโรคนี้ได้แพร่ระบาดเร็วมาก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 คน มียอดผู้ป่วยด้วยโรคนี้เป็นอันดับ 9 ของโลก มีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ในเอเชีย

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าในขณะนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าตัวเลขที่เป็นทางการอีกมาก ถ้าการแพร่ระบาดยังเป็นไปในลักษณะนี้ หมายความว่าจะเพิ่มอัตราเร่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำให้เราพบกับสภาพที่มีผู้ปวยด้วยโรคนี้จำนวนเป็นแสนๆคนในอนาคตอันใกล้

ในอเมริกา หน่วยงานสาธารณสุขออกแถลงอย่างเป็นทางการไปแล้วว่า ในประเทศสหรัฐฯประเทศเดียว คาดว่าจะมีผู้ติดหวัด 90 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน

จึงเป็นที่วิตกกันว่า โรคนี้จะระบาดมากขึ้น สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยที่คนจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อถือตัวเลขจากทางการ ไม่เชื่อมั่นในมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหานี้ รวมทั้งไม่เชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการได้เผยแพร่หรือชี้แจง ซึ่งมีเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกอย่างนั้น

"ขาดยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรการ"

ความจริงประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีหลายอย่างในการที่จะรับมือกับโรคนี้ คือเรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชื่ยวชาญ ในเรื่องที่เกี่ยวกับโรคระบาดอยู่พอสมควร เราได้ผ่านประสบการณ์กับการที่ต้องเผชิญกับโรคซาส์และปัญหาไข้หวัดนกในชวงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีประสบการณ์ทำงาน ในการวางแผน ในการจัดการ รวมทั้งยังได้มีแผนรับมือกับภาวะโรคระบาดที่ได้มีการวางแผนไว้แล้วอย่างต่อเนื่องถึง 2 แผน

แผนแรกได้ทำโดยคณะกรรมการติดตามแก้ปัญหาไข้หวัดนก และต่อมามีการพัฒนาแผนขึ้นอีกเป็นแผนงานขั้นที่ 2 ที่ต่อเนื่องโดยสำนักงานสภาพัฒน์ฯ นอกจากนั้นเรายังมีเครือข่ายความร่วมมือที่ดีกับองค์กรต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้ง WHO ที่ได้เคยให้เราเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้

เรายังได้เคยมีการศึกษา ค้นคว้า เพื่อจะสร้างหรือผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้เรามีความรู้ ความเชี่ยวชาญอยู่พอสมควร ในการที่จะสร้าง ผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้

มีคำถามว่า ทำไมเราจึงมาอยู่ในจุดที่ผู้คนขาดความเชื่อถือ และดูเหมือนการแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจ จนกระทั่งทำให้เกิดการคาดการณ์ในทางหวั่นวิตกว่า ปัญหาจะหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

สาเหตุสำคัญ คือ เราขาดยุทธศาสตร์ในการรทำงาน ขาดนโยบาย การวางแผน การวางมาตรการที่ดี ขาดการปรึกษาหารือกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างเป็นระบบ และไม่มีการตัดสินใจที่ดี รวมทั้งไม่มีการวางยุทธศาสตร์ วางแผนในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้เข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งสร้างความเข้าใจว่าเรากำลังจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ผู้คนทั้งหลายจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร

"ปัดฝุ่นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงต่างประเทศ"

หากจะให้เสนอแนะความคิดเห็น ผมคิดว่าควรจะมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้น เพื่อดูแลปัญหานี้ แต่จากการติดตามข่าวสารทราบว่า มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ระดับรัฐบาลเพื่อดูแลปัญหานี้แล้ว แต่ว่าคณะกรรมการคณะนี้ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ค่อยได้ประชุมปรึกษาหารือกัน จึงไม่เห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำงานอะไร ทำหน้าที่อย่างไร

ข้อเสนอประการแรกคือ ให้คณะกรรมการฯที่ตั้งไว้นี้ ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการชุดนี้ให้ทันสมัยมากขึ้น ให้มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ จากกระทรวงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งควรจะเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและจากต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการหรือเป็นที่ปรึกษา แล้วให้คณะกรรมการนี้ทำงานอย่างจริงจัง มีการประชุมสม่ำเสมออย่างน้อยทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรการ และเพื่อที่จะบัญชาการ สั่งการ ให้เกิดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

รวมทั้งควรจะมีการนำเอาแผนฉุกเฉินที่จะรับมือกับการเกิดโรคระบาด ที่มีการทำไว้แล้วนั้นมาพิจารณาเพื่อนำส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นประโยชน์มาใช้โดยเร็ว รวมทั้งควรจะมีการชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชาชน......

- ได้เข้าใจข้อเท็จจริง
- เข้าใจลักษณะความรุนแรงของโรค
- วิธีการในการป้องกันรักษา
- วิธีปฏิบัติตน
- แนวปฏิบัติขององค์กรหน่วยงาน สถานที่ต่างๆ
- รวมไปถึงบุคคลแต่ละคนว่าควรปฏิบัติในการป้องกันรักษาโรคนี้อย่างไร
ควรจะมีรายละเอียดตั้งแต่ในภาวะปกติที่ยังไม่ปรากฎ ไปจนถึงสงสัยว่า
- เริ่มมีอาการอย่างไร
- จะทำอย่างไร
- ควรจะไปพบแพทย์ และควรจะไปโรงพยาบาลใดบ้าง หรือทั่วไป
- หรือว่าเมื่อใดควรจะหยุดเรียน เมื่อใดโรงเรียนควรจะปิด
- จากนี้ไปผู้ที่รับผิดชอบสถานที่ ระบบขนส่ง อาคารตึกรามต่างๆจะต้องมีมาตรการอย่างไร


ชี้แจงประสัมพันธ์ทั้งระบบ จัดทำแผนฉุกเฉิน ผลิตวัคซีน

ควรจะมีคำแนะนำที่ชัดเจน ควรจะมีการมาสรุปผลการศึกษาการวิเคราะบทเรียนจากการป้องกันรักษาโรคนี้ ทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ เพื่อให้คนเข้าใจพฤติกรรมเข้าใจการพัฒนาการคลี่คลายของเรื่องนี้ว่า คนมักจะติดโรคนี้จากอะไร ติดมาในโอกาสไหนมาจากใครอย่างไร ที่หายๆได้อย่างไรแต่ละคนจะได้วางตัวถูก

ประการที่สอง คือ นอกจากชี้แจงสิ่งที่เป็นปัจจุบันแล้ว ต้องแสดงภาพให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะต้องเผชิญกับสภาพอย่างไร แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร ในอนาคตคนจะเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธรณะอย่างไร คนจะใช้บริการต่างๆ ไปดูหนัง อยู่ในร้านอาหาร ไปซื้อข้าวซื้อของตามศูนย์การค้าและอื่นๆจะทำอย่างไร

โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดของโรคนี้อย่างกว้างขวางมากๆ แล้วคนแต่ละคนจะทำกันอย่างไร ให้นำเอาแผนฉุกเฉินแผนที่มีไว้สำหรับการรับมือกับโรคระบาดอย่างร้ายแรงมาพิจารณาดูว่าควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาโรคอย่างไรและก็ต้องเร่งทำอย่างจริงจัง ต้องทุ่มเทงบประมาณหาบุคลากรมาเสริมอีกมาก รวมทั้งต้องร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศก็ต้องรีบดำเนินการ หมายถึงว่าต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือเตรียมยาสำหรับรักษาเตรียมผลิตวัคซีน เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ อย่างเช่นห้องทดลอง เครื่องมือในการตรวจพิสูจน์ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่เป็นโรคนี้หรือไม่ ห้องรักษาคนไข้แบบปิดที่ไม่แผ่เชื้อต่อๆไป รวมทั้งก็จะต้องเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้

ประการสำคัญ ต้องจัดระบบการชี้แจงประชาสัมพันธ์เสียใหม่ คือเมื่อมีการพิจารณาอย่างเป็นระบบแล้ว นำเรื่องสำคัญๆมาชี้แจงแก่ประชาชนทราบให้เข้าใจสถานะของปัญหาความร้ายแรงของปัญหาในขอบเขตทั่วโลก และทั่วประเทศ รวมทั้งความรุนแรงที่จะเกิดต่อคนแต่ละคน วิธีการป้องกันวิธีการรักษาที่ดีควรเป็นอย่างไร ในการชี้แจงควรจะชี้แจงอย่างจริงจังเป็นระบบด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เช่นต้องขอความร่วมมือให้มีการใช้ทีวีพูล มีการใช้วิทยุรวมการเฉพาะกิจ ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุต่างๆให้มีความร่วมมือในการที่เผยแผ่ข้อมูลข่าวสารอย่างจริงจังทั้งระบบ

กระทำอย่างต่อเนื่องอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เพื่อให้คนในสังคมรู้ว่าจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ผมคิดว่าหากได้มีการพยายามทางยุทธศาสตร์วางแผนอย่างเป็นระบบ มีการบัญชาการสั่งการอย่างจริงจัง รวมทั้งชี้แจงข้อมูลอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ทั้งหลายอย่างเพียงพอ ประชาชนก็จะลดความวิตกกังวลลดความเครียดลงไป ก็คงจะไม่ได้ตำหนิอะไรรัฐบาลมากมายอย่างที่เป็นอยู่ เพราะว่าประชาชนย่อมจะรู้อยู่ว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่หลายหลายส่วนก็เป็นเรื่องสุดวิสัยที่ใครจะทำอะไรได้

ถ้าแต่หากว่ายังปล่อยให้อยู่ในสภาพที่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดีไม่มีการบัญชาการสั่งการที่ดี ไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี มีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ คนก็จะรู้สึกตำหนิรัฐบาลมากยิ่งขึ้นๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับว่า จะทำอย่างไร จะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว และที่จะเกิดขึ้นจากโรคนี้ในวันข้างหน้า

สิ่งสำคัญคือว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยกันป้องกันลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและที่จะเกิดขึ้นจากโรคนี้ ประเด็นสุดท้าย ทั้งหมดนี้จะเริ่มที่ไหน ผมคิดว่าก็ต้องเริ่มที่นายกรัฐมนตรี
..........
แหล่งอ้างอิง
http://www.flutrackers.com/forum/
http://www.pandemicflu.gov/
http://www.hhs.gov/pandemicflu/
......
ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม

สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับสถาบันเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น ขอเชิญร่วมฟังการอภิปราย

หัวข้อ "การล่มสลายของประชาธิปไตยไทย : จุดเริ่มต้นในการแสวงหาประชาธิปไตย"วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552 ณ โรงแรมสุริวงศ์ จ.เชียงใหม่

กำหนดการ

12.00 น. ลงทะเบียน

13.00 น. กล่าวเปิดงานโดย สถาบันเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น

รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง

13.15 น. กล่าวนำการอภิปรายโดย คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

13.30 น. เริ่มการอภิปราย " การล่มสลายของประชาธิปไตยไทย : จุดเริ่มต้นในการแสวงหาประชาธิปไตย"

ดร.สุชาติ ธาดาดำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
รศ.ดร.วรพล พรหมมิกบุตร คณะมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาธรรมศาสตร์
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 40 และอดีตส.ส.หลายสมัย
คุณจอม เพชรประดับ ผู้ดำเนินรายการ

16.30 น. กล่าวขอบคุณ

แกนนำเสื้อแดงขู่ชุมนุมยืดเยื้อหาก จนท.ใช้ความรุนแรง

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่บุรีรัมย์ 11 ก.ค.-แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงระบุ หากเจ้าหน้าที่ทำร้ายกลุ่มเสื้อแดงที่จังหวัดบุรีรัมย์ จะทำให้เหตุการณ์ยืดเยื้อ และรัฐบาลจะไม่สามารถลงพื้นที่ไหนได้อีก

เช้าวันนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงจัดกิจกรรม “คนเสื้อแดงมินิมาราธอน 2009” ที่สนามรัชมังคลากีฬาสถาน นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเดินทางมาร่วมงานด้วย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ของนายกรัฐมนตรีว่า การดูแลรักษาความปลอดภัยเป็นเจ้าหน้าที่ชุดเดียวกับที่พัทยา หากมีเหตุการณ์กระทบกระทั่ง หรือทำร้ายกลุ่มคนเสื้อแดง เชื่อว่าเหตุการณ์จะยืดเยื้อ และรัฐบาลคงไม่สามารถลงพื้นที่ไหนได้อีก

ส่วนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงที่สนามหลวง จะมีขึ้นอีกครั้งประมาณต้นเดือนสิงหาคม หลังเสร็จสิ้นการทูลเกล้าถวายฎีกาให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แต่หากเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่บุรีรัมย์ จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเร็วขึ้น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-11 10:15:15

ชี้คนเชื่อกระบวนการยุติธรรมมี2มาตรฐาน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18773

สวน ดุสิตโพลสำรวจพบประชาชนเชื่อกระบวนการยุติธรรมไทยมี 2 มาตรฐาน ไม่เชื่อมั่นเสื้อเหลือง-เสื้อแดงถูกดำเนินคดีด้วยความเป็นธรรมและ โปร่งใส...

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 ก.ค.) สวนดุสิตโพล เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในหัวข้อประชาชนคิดอย่างไรกับกระบวนการ ยุติธรรมของไทย จำนวน 1,104 คน ระหว่างวันที่ 6 - 9 ก.ค. 2552 พบว่า ประชาชน 60.78% เมื่อพูดถึงกระบวนการยุติธรรมนึกถึงศาล 24.49% นึกถึงกระทรวงยุติธรรม 6.67% นึกถึงตำรวจ 4.45% นึกถึงอัยการและ 3.61% นึกถึงกรมราชทัณฑ์ โดยประชาชนส่วนใหญ่ 39.68% เชื่อถือและเชื่อมั่นศาล 26.63% เชื่อถือและเชื่อมั่นอัยการ 18.81% เชื่อถือและเชื่อมั่นกรมราชทัณฑ์ 14.88% เชื่อถือและเชื่อมั่นตำรวจ

ใน หัวข้อประชาชนมีความเชื่อมั่นว่าการดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อ ประชาธิปไตยหรือกลุ่มเสื้อเหลืองจะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส หรือไม่ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 41.86% ไม่เชื่อมั่น เพราะไม่มั่นใจในคณะทำงานที่เข้าร่วมพิจารณาตัดสินคดีและอาจถูกแทรกแซงจากผู้มีอิทธิพล 30.23% ไม่แน่ ใจ เพราะขึ้นอยู่กับเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่ได้มาและข้อกล่าวหาในการดำเนินคดี และ 27.91% เชื่อมั่น เพราะเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจและถูกจับตามองมาก การตัดสินต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอน รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมมีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้

ขณะเดียวกันประชาชน 36.88% ไม่เชื่อมั่นการดำเนินคดีกับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติหรือ กลุ่มเสื้อแดง จะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรมและโปร่งใส เพราะกลัวจะเป็นการเลือกปฏิบัติและใช้ 2 มาตร ฐานตัดสิน 32.57% ไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับความหนักเบาของข้อกล่าวหา รวมทั้งหลักฐานทางพยานและวัตถุ และ 30.55% เชื่อมั่น เพราะกระบวนการยุติธรรมมีกฎหมาย ระเบียบคำสั่งข้อบังคับในการปฏิบัติที่ชัดเจน และการพิจารณาคดีนี้ เป็นบทพิสูจน์การทำงานของศาลได้

สำหรับหัวข้อความคิดเห็นต่อกรณีมีการกล่าวว่ากระบวนการยุติธรรมของไทยมี 2 มาตรฐาน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ 58.69% เห็นด้วย เพราะประชาชนอาจมองว่า เป็นการเลือกปฏิบัติ ควรใช้การตัดสินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ควรว่าไปตามข้อเท็จจริงผิดคือผิดถูกคือถูก 26.09% ไม่เห็นด้วย เพราะควรมั่นใจและเคารพกระบวน การยุติธรรม ควรรับฟังเหตุผลและชี้แจงก่อนด่วนสรุป และอีก 15.22% ไม่แน่ใจ เพราะยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้เท่าที่ควร และที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นการตัดสินโดยนำวิธีนี้มาใช้มาก่อน

ทั้งนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ 54.55% ไม่เห็นด้วยที่รัฐบาลจะเข้ามาดูแลคดีความของทั้ง 2 ฝ่าย เพราะแสดงถึงความไม่โปร่งใส และควรปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมได้ดำเนินคดีเองอย่างเป็นอิสระการเมืองไม่ ควรเข้าแทรกแซง 30.41% เห็นด้วย เพราะจะได้ทราบถึงความก้าวหน้าในการดำเนินคดี และเป็นการตรวจสอบการทำงานอีกทางหนึ่ง และอีก 15.04% ไม่แน่ใจ เพราะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ 41.31% เสนอแนะให้สร้างจิตสำนึกที่ดีแก่เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรมให้มีความ ตระหนักและเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นสำคัญเพื่อทำให้กระบวนการ ยุติธรรมของไทยดีขึ้น

'แดงพัทลุง' เชิญร่วมงานเพื่อระดมทุน อาทิตย์ที่ 12 กค.นี้

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ถังแดง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

กลุ่มผู้รักประชาธิปไตยพัทลุง (แดงพัทลุง)
เชิญร่วมงาน"จิบน้ำชา สนทนาประชาธิปไตย" เพื่อระดมทุน

วันที่ 12 กรกฎาคม 2552
เวลา 09.00 - 18.00 น.

ณ. ร้านเล่าฝัน ถนนเอเชีย อ.เมือง พัทลุง
(ติดกับสนามกีฬากลาง จังหวัดพัทลุง
ตรงข้ามป้อมตำรวจทางหลวง)

เศร้า เจ็บ สู้ : เงินภาษีถูกผลาญกว่าร้อยล้าน เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คเหยียบบุรีรัมย์ไม่กี่ชั่วโมง

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ สาละวิน
ที่มา เวบบอร์ด พันธ์ทิพย์ราชดำเนิน
11 กรกฎาคม 2552

สองสามวัน ก่อนที่นายอภิสิทธิ์ มีกำหนดไปเยือนบุรีรัมย์ตามการชี้นิ้วของเนวิน

มีการเตรียมงานด้านรักษาความปลอดภัย เสมือนว่า นายกฯผู้คลอดมาจากการปล้นอำนาจผู้นี้ กำลังเดินทางเข้าสู่เขตสงครามในประเทศอิรัก

เพราะสารพัดกองกำลัง ทุ่มพลจำนวนมหาศาลเข้าบุรีรัมย์ หวังอารักขานายอภิสิทธิ์ และรักษาหน้าของเนวิน เพื่อมิให้พี่น้องเสื้อแดง เข้าไปสร้างความเคืองใจให้พวกเขา

งบประมาณที่ทุ่มลงไปในการเยือนบุรีรัมย์ ตามบัญชาของเนวินครั้งนี้ ว่ากันว่า พุ่งบานกว่า 100 ล้าน ในรูปของเบี้ยเลี้ยงกำลังพล และอีกกว่า 100 ล้าน ในด้านการตกแต่งสถานที่ ให้ดูยิ่งใหญ่อลังการ ตามประสารสนิยมของนักการเมืองต่างจังหวัด และรสนิยมของคน ปชป. ที่มักยึดเอาภาพข่าวแสนดีบังหน้า

ความไร้สมรรถนะในเชิงบริหารข่าว การทุ่มกำลังมหาศาล ทั้งจำนวนคนและงบประมาณ เพื่ออารักขานายกรัฐมนตรีของไทยในแดนอิสาน ใครๆ ที่เป็นคนไทยในประเทศนี้ ได้รับรู้รับทราบ ก็คงเศร้าใจไปตามๆ กัน

เพราะจากพฤติกรรมดังกล่าว ย่อมพิสูจน์ในตัวมันเองแล้วว่า นายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ตามที่เจ้าตัวจีบปากจีบคอประกาศผ่านสื่อครั้งแล้วครั้งเล่า

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยังคงเป็นตัวแทนระบอบอำมาตย์ และเป็นตัวแทนของเผด็จการซ่อนรูป ทำให้พี่น้องเสื้อแดงต้องตามไปต่อต้านในทุกหนแห่ง ที่นายอภิสิทธิ์ (ตลอดจนรัฐมนตรีทุกผู้) อาจหาญไปปรากฏตัว......จนกว่าจะพินาศกันไปข้าง

อนิจจา....ประเทศไทย !

อย่าตะแบง

ที่มา ไทยรัฐ

เฮ้อ ว้าเหว่ กับ การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขยังคลำเป้าไม่ถูกซะที เปรียบเทียบกับ การจัดการกับโรคซาส์ แล้วต่างกันเยอะ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นเพราะวิสัยทัศน์ของผู้บริหารหรือฝีมือของผู้ปฏิบัติ หรือทั้งสองอย่าง

การแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทยเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียวแท้ๆ รัฐบาลกลัวโน่นกลัวนี่ จนในที่สุดบานตะไท มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุดในเอเชีย งานนี้ต้องโทษรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขไปเต็มๆ เพราะมาตรการป้องกัน จับจด มาตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของโรคกระทั่งมีคนตายจนได้

ยังปราศจากความรับผิดชอบ

ที่น่าวิตกไปกว่านั้น ประเทศไทยกำลังถูกจับตา เป็นประเทศที่จะมีการแพร่เชื้อ ไปสู่ประเทศอื่นฉิบ เนื่องมาจากมีคนงานไทยเอาเชื้อไปแพร่ในต่างประเทศแล้ว ก่อนหน้านี้ก็มีนักท่องเที่ยวอ้างว่าติดโรคไปจากเรา

แน่นอนว่า การท่องเที่ยวทรุดแน่

มาตรฐานการป้องกันโรคดูจะมีจุดบกพร่องหลายอย่าง องค์การอนามัยโลก จะมองการทำงานด้านสาธารณสุขบ้านเราอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง แต่ที่นักลงทุน นักท่องเที่ยว เขามองคงไปไกลกว่า โรคไข้หวัด 2009 นั่นหมายถึงเรื่องของสุขอนามัยของประเทศไทยด้วย

ป่วยการที่จะไปปิดร้านเกม ปิดโรงเรียนกวดวิชา เพราะการแพร่ระบาดของโรคไปไกลกว่านั้นแล้ว ทุกสังคม ชนชั้นวรรณะ ทุกสาขาอาชีพ ทุกหย่อมหญ้า ติดไข้หวัดใหญ่ 2009 จนเป็นแฟชั่น

งานนี้ประชาชนคงต้องก้มหน้ารับกรรมไปตามระเบียบ

พฤติกรรมสะเปะสะปะไม่ยอมรับความจริงของรัฐบาลชุดนี้ ผมไม่รู้ว่า สังคมยังให้อภัยอยู่ได้อย่างไร ถ้าเป็นชุดอื่นอ่วมอรทัยไปตั้งแต่ยกแรกแล้ว ดูอย่างกรณีของ รมว.ต่างประเทศ คุณกษิต ภิรมย์ นั่นปะไร จำนนด้วยคำพูด กฎเหล็กและจริยธรรม ยังเฉยๆ

คำว่าข้อหาก่อการร้าย ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่มาเถียงแค่ว่า ยังเป็นแค่หมายเรียก คดียังไม่ถึงที่สุด เป็นการยึดสนามบินโดยเป็นไปตามขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่ต้องลาออก อะไรทำนองนี้

ลองไปเปิดกฎหมายว่าด้วยกฎการบินพลเรือนสากลดู

นี่ถ้าการยึดสนามบินครั้งนั้นมีการบาดเจ็บล้มตาย คงได้เห็นอะไรดีๆกว่านี้ และคงได้หายนะกันไปแล้ว ผมไม่เข้าใจว่าทำไมรัฐบาลจึงแกล้งเฉไฉไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่ชาวโลก เขาก็ถือเป็นเรื่องใหญ่จนทุกวันนี้ ยังเล่าลือถึงวีรกรรมการปิดสนามบินในประเทศไทยไม่รู้จบ

ด้วยสารพัดปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเวลานี้ ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทนตะแบงไปทำไม ยิ่งตะแบง ก็ยิ่งจะทำให้ปัญหาของประเทศบานปลายไปเรื่อยๆ เอาแค่เรื่องความแตกแยกของคนไทย ยังร้าวลึก

แม้แต่ในพรรครัฐบาลเองยังแตก.

หมัดเหล็ก