WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 12, 2009

"มาร์ค"ใส่เสื้อเกราะ ใช้ฮ.อารักขาลงพื้นที่บุรีรัมย์ เสื้อแดงสิ้นฤทธิ์โดนน้ำเงินสกัดถอยไม่เป็นขบวน

ที่มา มติชนออนไลน์

"มาร์ค"ลงพื้นที่บุรีรัมย์ผ่านฉลุยไม่มีเสื้อแดงต้าน สวมเสิ้อเกราะใช้เฮลิคอปเตอร์บินคุ้มกัน ยาหอมให้งบฯลงบ้านเนวิน 6.5 พันล้าน ติดใจเตรียมไปอุบลราชธานี-ยโสธร 23 ก.ค. "เสื้อน้ำเงิน" ตั้งด่านสกัด "เสื้อแดง" ถอยร่นไม่เป็นขบวน

นายกฯยกคณะใหญ่ไปบุรีรัมย์


เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 11 กรกฎาคม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประกอบด้วย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายธีระวงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย ส.ส.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พรรคประชาธิปัตย์ อาทิ นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน และ น.ส.ณิรัฐกานต์ ศรีลาภ ส.ส.ยโสธร ออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร (บน.6) ไปปฏิบัติภารกิจตรวจพื้นที่ภาคอีสานที่ จ.บุรีรัมย์


ไร้เงา"สุทัศน์"ใช้ ฮ.บินคุ้มกัน


เวลา 09.00 น. นายอภิสิทธิ์และคณะมาถึงท่าอากาศยานบุรีรัมย์ อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ เป็นที่น่าสังเกตว่า นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้มาร่วมคณะอย่างใด เมื่อมาถึงนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เจ้าของพื้นที่เดินมารับนายกฯพร้อมกับนายมงคล สุระสัจจะ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นอกจากนี้ยังมีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อาทิ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ รอง ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 3 พล.ต.อ.พัชรวาทกล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ว่า "มาดูแลความปลอดภัยในพื้นที่ เพราะเป็นห่วงนายกฯ ไม่อยากให้มีอะไรเกิดขึ้น"


บริเวณหน้าสนามบิน มีหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนกว่า 500 คน สวมเสื้อยืดสีขาวมีข้อความว่า "เรารักนายกฯ" มารอต้อนรับ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) อย่างเข้มงวด ทั้งตำรวจ ทหาร อพ.ปร. ยืนคุ้มกันตลอดเส้นทางที่คณะนายกฯผ่าน มีเฮลิคอปเตอร์บินติดตามขบวนนายกฯไปทุกจุด ระหว่างทางมีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมใส่เสื้อสีน้ำเงินตั้งด่านสกัดกลุ่มเสื้อแดงที่จะเคลื่อนมาชุมนุมขับไล่นายกฯ ตามถนนสายต่างๆ เช่น ที่สี่แยกบ้านกระสัง อ.เมือง เป็นต้น


นายกฯสวมเสื้อเกราะอ่อน


รายงานข่าวแจ้งว่า ทีม รปภ.ของนายกฯได้เพิ่มกำลังเป็นพิเศษ ติดอาวุธครบมือ อาทิ ปืนเอ็มพี 5 ปืนสั้นลูกกรด กระบอง ฯลฯ แบ่งการรักษาความปลอดภัยออกเป็น 3 ชั้น คือ ระยะประชิดตัว ระยะใกล้ และระยะไกล ด้านนายอภิสิทธิ์ได้สวมเสื้อเกราะอ่อนไว้ข้างใน ก่อนสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าทับชั้นที่ 2 และสวมเสื้อแจ๊คเก็ตสีขาวมีข้อความว่า "ฉันรักประเทศไทย" ทับเป็นชั้นที่ 3 เพื่ออำพราง เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดการเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกฯนั่งรถยนต์กันกระสุน ยี่ห้อฟอร์ด เอเวอเรสต์ สีดำ เลขทะเบียน ฌฌ 7771 กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังนำรถโตโยต้า พลาโด มานำขบวน และรถโตโยตา ฟอร์จูนเนอร์ ของหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน มาปิดท้ายขบวนนายกฯ ด้วย


เสื้อแดงเจอน้ำเงินสกัดยอมถอย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้ากลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 200 คน พร้อมขบวนรถยนต์หลายสิบคัน นำโดยนายทองพูน สุขเมือง เคลื่อนจากสระน้ำทุ่งแหลม ต.ถนนหัก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ มุ่งหน้าสู่ อ.ลำปลายมาศ จุดที่นายกฯจะลงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเคลื่อนมาถึงเส้นทางสาย อ.นางรอง-อ.ชำนิ มุ่งหน้าสู่ อ.ลำปลายมาศ ปรากฏว่า ที่บริเวณเส้นทางช่วงบ้านหนองเทา ต.หนองโดน อ.ชำนิ มีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมเสื้อสีน้ำเงินประมาณ 500 คน ในนาม คนรักบุรีรัมย์Ž นำโดยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน จ.บุรีรัมย์ หลายคนนำรถบรรทุกหกล้อติดเครื่องขยายเสียงปราศรัย มาตั้งด่านสกัดการเคลื่อนขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านมาถึง กลุ่มคนเสื้อน้ำเงินซึ่งมีทั้งกระบองและไข่ไก่ นำรถหกล้อและรถสองแถวหลายคันปิดหัวปิดท้ายขบวนเสื้อแดง ไม่ยอมให้เสื้อแดงเคลื่อนขบวนออกจากบริเวณดังกล่าวได้ ทำให้กลุ่มเสื้อแดงติดแหงกอยู่ที่นั่นตั้งแต่เวลาประมาณ 10.00 น. เป็นต้นมา ส่งผลให้รถที่ใช้เส้นทางสาย อ.นางรอง-อ.ลำปลายมาศ ต้องเลี่ยงไปใช้ถนนในหมู่บ้านหนองเทาแทน


กลุ่มคนเสื้อน้ำเงินผลัดเปลี่ยนกันปราศรัยยืนยันไม่ยอมให้กลุ่มคนเสื้อแดงมาทำลายชื่อเสียง หรือก่อความวุ่นวายให้กับ จ.บุรีรัมย์ ในระหว่างที่นายกฯลงพื้นที่ ระหว่างนั้นแกนนำทั้งสองกลุ่มเปิดเจรจากัน กลุ่มคนเสื้อน้ำเงินยืนยันไม่ให้ไปไหนจนกว่านายกฯจะออกจาก จ.บุรีรัมย์ กลุ่มเสื้อแดงยอมย้ายกลับไปชุมนุมที่สระน้ำทุ่งแหลมตามเดิมโดยไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น


ชาวบ้านกรี๊ด-แห่ผูกผ้าขาวม้า


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในแต่ละจุดที่นายอภิสิทธิ์ปฏิบัติภารกิจ ประชาชนให้ความสนใจขอถ่ายรูป ส่งเสียงกรี๊ด ขอลายเซ็น และแห่ผูกผ้าขาวม้ารอบเอวให้ เริ่มจุดแรกที่บริเวณสถานีรถไฟบุรีรัมย์ นายอภิสิทธิ์กล่าวปราศรัยต่อหน้าประชาชนหลายพันคนว่า มีการจับตาดูว่านายกฯมาบุรีรัมย์ มาภาคอีสานเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ทั้งที่ความจริงเคยมาปราศรัยที่ จ.บุรีรัมย์ แล้วคนมาฟังมากแต่คะแนนเสียงไม่ค่อยได้ ที่ผ่านมาเคยบอกประชาชนในวันเข้ารับตำแหน่งว่าจะทำหน้าที่ให้คนไทยทุกคนไม่ว่าอยู่ที่ไหน เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลของคนไทยทุกคน


ยาหอมงบฯลงบุรีรัมย์6.5พันล.


"ที่ผมตัดสินใจมาในช่วงนี้ เพราะต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ค่อนข้างวุ่นวาย ผมไม่อยากให้เกิดปัญหาจากการเดินทางของผมไม่ว่าจะภาคไหน หลายปีที่ผ่านมาปฏิเสธไม่ได้ว่าการลงทุนไม่ค่อยเกิด แต่ 3 ปีหลังจากนี้รัฐบาลจะลงทุนพัฒนาประเทศไทยอย่างจริงจัง เฉพาะ จ.บุรีรัมย์ จะมีงบประมาณมาลง 6.5 พันล้านบาท จะมีแหล่งน้ำ ถนนไร้ฝุ่น สถานีอนามัย" นายอภิสิทธิ์กล่าว


เวลา 11.10 น. นายอภิสิทธิ์ปฏิบัติภารกิจในจุดที่ 2 ด้วยการตรวจเยี่ยมโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา และศูนย์การเรียนรู้ของนายมีชัย วีระไวทยะ จากนั้น ไปที่โรงเรียนธารทองพิทยาคม อ. ลำปลายมาศ เพื่อเปิดงานมหกรรมสุขภาพและมหกรรมของดีบุรีรัมย์ ชมสาธิตการเต้นแอโรบิคจากอาสาสมัครสาธารณสุขจาก 5 อำเภอ จำนวน 3,000 คน ที่นี่มีประชาชนมารอต้อนรับหลายหมื่นคนจนเต็มพื้นที่สนามกีฬา นายอภิสิทธิ์กล่าวปราศรัยท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยงว่า ขอขอบคุณที่ชาวบุรีรัมย์ช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีไม่เฉพาะกับจังหวัด แต่หมายถึงประเทศ เพราะเชื่อว่าประชาชนในจังหวัดอื่นๆ ก็จะทำเช่นนี้


เปิบข้าวเหนียว-ส้มตำบ้าน"โสภณ"


จากนั้น นายอภิสิทธิ์ไปเปิดงานคมนาคมเคลื่อนที่ โดยนั่งรถอีแต๋นพร้อมกับโบกมือทักทายประชาชนที่มารอต้อนรับ ท่ามกลางเสียงกรี๊ดโดยเฉพาะจากผู้หญิงและนักเรียน บางคนวิ่งตามมาขอสัมผัสมือ


เวลา 12.45 น. นายกฯและคณะไปโรงเรียนบ้านหนองบัว เปิดโครงการถนนไร้ฝุ่นสายแรกที่บ้านแสงพัน-บ้านหนองน้ำขุ่น ต.ทะเมนชัย อ.ลำปลายมาศ เสร็จแล้วแวะไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพักของนายโสภณ เมนูที่เจ้าบ้านเตรียมไว้ อาทิ ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยวหมู ผัดหมี่โคราช ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ย่าง กุ้งเผา ลอดช่อง ฯลฯ


คุยชาวบ้านบอกมัดใจไว้ที่อีสาน


เวลา 14.40 น. นายอภิสิทธิ์นั่งรถอีแต๋นจากบ้านนายโสภณไปปฏิบัติภารกิจต่อในจุดที่ 5 ที่โครงการปลูกยางพาราและปลูกอ้อย อ.นาดอน ห่างไปประมาณ 2 กิโลเมตร เมื่อไปถึงนายกฯได้นั่งล้อมวงพูดคุยกับชาวบ้านที่พื้นดิน จากนั้น คว้าไมโครโฟนมากล่าวทักทายประชาชนด้วยสำเนียงอีสานเป็นครั้งแรกว่า ซำบายดีบ่Ž เรียกเสียงกรี๊ดดังสนั่น ก่อนจะสอบถามถึงความพอใจต่อการกำหนดราคาสินค้าเกษตร


ต่อมาไปยังสถานีอนามัยหนองครก ซึ่งพัฒนาเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ต.เมืองแฝก อ.ลำปลายมาศ เป็นจุดที่ 6 ก่อนปิดท้ายตรวจโครงการอ่างเก็บน้ำลำตะโคงเป็นภารกิจสุดท้าย นายอภิสิทธิ์ยังพูดด้วยภาษาอีสานขอบคุณชาวบุรีรัมย์ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ประทับใจมาก แสดงให้เห็นถึงความสมัครสมานสามัคคี ไม่เฉพาะชาวบุรีรัมย์เท่านั้น แต่เป็นความสามัคคีของคนทั้งชาติ มาครั้งนี้จะเห็นได้ว่าชาวบ้านได้นำผ้าขาวม้ามารัดที่เอวของตนหลายสิบผืน แถมบอกด้วยว่าจะต้องมัดให้แน่นๆ เพื่อที่จะได้มัดใจของตนไว้ที่อีสาน และจะได้กลับมาที่นี่อีก เมื่อดูจากจำนวนผ้าก็คงบอกได้ว่าจะต้องกลับมาอีกกี่รอบ


เสื้อแดง4คนเล็ดลอดมาไล่


ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างนายกฯเดินทางไปยังท่าอากาศยานบุรีรัมย์เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ ในเวลา 17.45 น. มีจุดหนึ่งที่ชาวบ้านสวมเสื้อแดง 3 คน นำเสื้อแดงมาทำเป็นธงแล้วโบกใส่คณะของนายกฯ มีเด็กถือตีนตบมาเขย่า ถือเป็นจุดเดียวที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงปรากฏตัว
ด้านนายโสภณ ซารัมย์ กล่าวหลังส่งนายกฯว่า รู้สึกสบายใจมาก เพราะเมื่อคืนวันที่ 10 กรกฎาคม ไม่ได้นอนเลยทั้งคืน เพราะออกไปดูว่าประชาชนตั้งด่านอยู่จริงหรือไม่ เนื่องจากข่าวดังจริงๆ มาตอนนี้ก็รู้สึกดีมากๆ


ติดใจเล็งไปอุบลฯ23ก.ค


นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ก่อนขึ้นเครื่อง ถึงกระแสข่าวในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ จะไปลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานีว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบกำหนดการ ขึ้นอยู่กับความพร้อมแต่ละพื้นที่ที่จัดมา รวมถึงภาคเหนือและภาคใต้ด้วย


เมื่อถามว่า งานนี้ต้องขอบคุณนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ก็ขอบคุณทุกท่าน เพราะหลายคนเหนื่อยกับการเตรียมการครั้งนี้" เมื่อถามว่า ทำไมไม่เห็นนายเนวินมาต้อนรับบ้างเลย นายกฯกล่าวว่า คงไม่จำเป็น การมาวันนี้ยังไม่ได้พูดคุยกับนายเนวิน แต่ได้โทรศัพท์พูดคุยกันก่อนหน้านี้


"วิฑูรย์"ขอให้แวะยโสธรด้วย


ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ในวันที่ 23 กรกฎาคม นายกฯมีภารกิจที่ต้องไปปฏิบัติราชการใน จ อุบลราชธานีอยู่แล้ว จึงได้หารือกับนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน ซึ่งนายวิฑูรย์เสนอให้นายกฯไปลงพื้นที่ จ.ยโสธรด้วย คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา นายกฯยังพูดเล่นกับนายวิฑูรย์ว่าถ้าไป จ.ยโสธร จะมีคนมาต้อนรับมากเหมือนมาที่ จ.บุรีรัมย์หรือไม่

องคมนตรีชี้"ทักษิณ"ต้องรับโทษก่อนขออภัยโทษ "จตุพร" คุยล่ารายชื่อถวายฎีกาทะลุล้านแล้ว

ที่มา มติชนออนไลน์

องคมนตรีเผย"แม้ว"ต้องรับโทษก่อนขอพระราชทานอภัยโทษ ตุลาการตัดสินแล้วต้องเป็นไปตามกฎหมาย "จตุพร" โวล่ารายชื่อถวายฎีกาทะลุล้านแล้ว "อภิวันท์" เปรียบเหมือนสมัยพ่อขุนราม ไม่กระทบสถาบัน

องคมนตรีชี้อดีตนายกต้องรับโทษก่อน


เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 11 กรกฎาคม ที่โรงแรมอมารี วอร์เตอร์เกท พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านรายชื่อ เพื่อยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า "ท่านคิดว่า ถูกหรือผิด การอภัยโทษต้องถูกลงโทษแล้วใช่หรือไม่"


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการขออภัยโทษจะเป็นการระคายเคืองเบื้องยุคลบาทหรือไม่ พล.อ.พิจิตรกล่าวว่า ประเทศไทยมีฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการ และฝ่ายนิติบัญญัติในการทำหน้าที่ชัดเจน อยากถามว่า ทางอำนาจตุลาการตัดสินไปอย่างไร ตุลาการตัดสินไปแล้ว ดังนั้น ต้องว่ากันไปตามกฎหมาย เรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณอยู่ในขั้นตอนของกฎหมาย


"จตุพร"โวลงชื่อฎีกาทะลุล้านแล้ว


นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงความคืบหน้าในการล่าชื่อยื่นถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณว่า จากการประเมินจำนวนใบฎีกาเปิดผนึกที่ส่งกลับเข้ามายังสำนักงาน ความจริงวันนี้Ž เบื้องต้น น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านรายชื่อแล้ว ส่วนจะเพิ่มยอดไปถึงจำนวน 2-3 ล้านรายชื่อหรือไม่ รอผลการสรุปยอดในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จะดำเนินการถวายฎีกาให้เสร็จสิ้นในเดือนกรกฎาคม เพราะในเดือนสิงหาคม จะเริ่มเตรียมการจัดชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดงอีกครั้ง ที่ท้องสนามหลวง และจะขยายพื้นที่ไปจนถึงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย


"อภิวันท์"เทียบฎีกากับกระดิ่งพ่อขุน


พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ทราบมาว่าการถวายฎีกาเป็นการขอพระราชทานความเป็นธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เกี่ยวกับการอภัยโทษ เพราะถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มีความผิด ประชาชนมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะหลังจากการทำรัฐประหาร มีการออกกฎหมายไม่ได้เป็นมาตรฐานของโลกมาดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หากเป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เชื่อว่าประชาชนคงยอมรับได้ ขณะนี้ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็ต้องรีบสร้างความรักความสามัคคีให้เกิดขึ้นกับคนในชาติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลชุดปัจจุบันแทนที่จะรีบสร้างความรักความสามัคคีกลับมีโฆษกพรรคมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ทุกวัน ยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นเรื่อยๆ


พ.อ.อภิวันท์กล่าวว่า ธรรมเนียมราชประเพณีไทยตั้งแต่โบราณสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชทรงแขวนกระดิ่งหน้าพระราชวัง หากประชาชนเดือดร้อนจะพึ่งพระบารมีพระองค์ ก็จะไปสั่นกระดิ่ง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกันคือใช้วิธีการกราบบังคมทูล ขอความเป็นธรรมให้กับคนคนหนึ่ง ซึ่งถือว่าทำประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองมายาวนาน


ไม่ทิ้งแดงเหมือนปชป.รักเหลือง


เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่า การยื่นถวายฎีกาเป็นการกระทำที่กระทบต่อสถาบัน พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า มองว่า ถือเป็นการให้ความเคารพสถาบันเบื้องสูงด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ บรรดาลูกๆ ที่มีความเดือดร้อนจะต้องพึ่งพ่อแม่ ไม่ถือว่าเป็นการดึงสถาบันมาเกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์


รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยกล่าวด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณโทรศัพท์มาขอความกรุณากลุ่มคนเสื้อแดงว่าอย่าจัดงานแซยิดวันเกิดที่สนามหลวงแล้ว แต่หากจะจัดคงเป็นเรื่องของผู้จัด คงห้ามไม่ได้ เพราะห้ามความรักของคนไม่ได้ ส่วนกรณี ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะเข้าร่วมแซยิดด้วยนั้น กลุ่มประชาชนถือเป็นฐานเสียงให้ ส.ส.บางคน ส.ส.ละทิ้งไม่ได้ ถือเป็นเรื่องธรรมดาเหมือนกับที่พรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถละทิ้งกลุ่มเสื้อเหลืองได้เช่นกัน แต่สิ่งที่อยากจะให้ช่วยกันคิดคือจะทำอย่างไรให้บ้านเมืองกลับมาสู่ความรักความสามัคคี ความสมานฉันท์

ร้อนๆในประชาธิปัตย์ กษิต-วิทยา-สุทัศน์ ร้อนเก้าอี้-ร้อนงาน

ที่มา ข่าวสด

ทะลุคน ทะลวงข่าว




กษิต ภิรมย์/ วิทยา แก้วภราดัย / สุทัศน์ เงินหมื่น

ช่วงนี้ประชาธิปัตย์ "งานเข้า" เต็มๆ ทั้งปัญหาจากภายในและภายนอก

ส่งผลให้อุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่าขึ้นตามไปด้วย

ร้อนขึ้นหลังจาก พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผบ.ตร. หัวหน้าคณะสอบสวนคดีม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตย(พธม.)บุกสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ออกหมายเรียก 36 แกนนำและแนวร่วมพันธมิตรฯ

ในข้อหาก่อการร้าย

1 ใน 36 ผู้ต้องหมายเรียกคือ นาย กษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ

ตามติดมาคือเสียงเรียกร้องจากสังคมให้นายกษิตลาออก

เพื่อแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

มีพรรคฝ่ายค้านช่วยเตือนความจำ หยิบคำให้สัมภาษณ์ของนายกษิตเอง เมื่อ 23 ก.พ.ว่า

"หากผมเป็น 1 ใน 21 แกนนำพันธมิตรฯที่จะถูกออกหมายจับ ก็พร้อมจะลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพราะต้องให้ความเคารพกระบวนการยุติธรรม

"และหากผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว ก็จะไปต่อสู้กับสิ่งเลวร้ายในวงการการ เมืองบนถนนต่อไป"

และพุ่งเข้าใส่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะคนแต่งตั้ง

ว่าควรจะตัดสินใจปรับรมว.ต่างประ เทศออกได้

ยกกรณีของนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ที่แสดงสปิริตลาออกจากกรณีปลากระป๋องเน่ามาเทียบเคียง

แต่คนโดนกระทุ้งยังเสียงแข็ง

ประกาศลั่นจะอยู่บนเก้าอี้ต่อไป จน กว่าคดีจะถึงชั้นศาล

โดยมีเพื่อนๆ พันธมิตรฯออกมาฮึ่มฮั่ม จะฟ้องเจ้าหน้าที่ตำรวจและนายอภิสิทธิ์

ฐานตั้งข้อหาแรงไป

อีกหนึ่งเรื่องร้อนที่สะท้อนปัญหาภายใน

คล้อยหลังนายอภิสิทธิ์เปิดบ้านพิษณุ โลก ถกลับกับ นายเนวิน ชิดชอบ ตัวจริงของพรรคภูมิใจไทย โดยมีแกนนำพรรคอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ร่วมวง

ข่าว"โอ๋"ภูมิใจไทยเล็ดลอดออกมา ว่าจะทั้งทุ่มงบประมาณและมอบพื้นที่อีสานให้ภูมิใจไทยดูแลในสนามเลือกตั้งครั้งหน้า

ตามมาด้วยการลงพื้นที่อีสานครั้งแรกของนายกรัฐมนตรี เลือกเป้าที่บุรีรัมย์

พื้นที่ในการควบคุมเข้มแข็งของนายเนวิน

แทนที่จะเป็นอุบลราชธานี ฐานเสียงพรรคซึ่งมีแกนนำทั้ง นายวิฑูรย์ นามบุตร นายอิสสระ สมชัย

และนายสุทัศน์ เงินหมื่น อดีตรองหัวหน้าพรรคโควตาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อดีตส.ส.อุบลราชธานีหลายสมัย

เจ้าของวาทะ

"ชาวบ้านหวังให้คุณอภิสิทธิ์เป็นตัวของตัวเอง เพราะเขาเชื่อท่าน ไม่เชื่อบางคน

"ผมไปได้ทั่วภาคอีสาน ไปมาหมดแล้วทุกตำบล ขับรถไปได้หมดไม่ต้องดูแผนที่ เข้าใจดีว่าจะแก้ปัญหาให้คนอีสานได้อย่างไร

"พอมีข่าวว่าจะมอบให้พรรคอื่นดูแล ผมไม่ยอม เพราะเหมือนฮั้วประเทศชาติ"

เจ้าของวาจาคือ นายสุทัศน์ เงินหมื่น

ขย่มให้ระอุซ้ำว่า หากข้อตกลงดังกล่าวมีจริง จะลาออกจากพรรค

เพิ่มความร้อนเข้าไปอีกด้วยการกินข้าวกับ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีต นายกฯจากขั้วเพื่อไทย

แกนนำทั้งหลาย ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี-หัวหน้าพรรค ไปจนถึงเลขาธิการ-ผู้จัดการรัฐบาล ต้องออกปากบอก ปัดปฏิเสธกันให้วุ่น

เคลียร์จบก็เหมือนยังไม่จบ



ออกมานอกพรรค งานก็หนักอก

โดยเฉพาะปัญหาการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่แพร่กระจายแบบรั้งไม่อยู่

มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นนับร้อยคนแทบทุกวัน ส่งผลให้ยอดผู้ป่วยในไทยเฉียด 3,000 คน

ผู้อยู่ในข่ายป่วยอาจจะมากกว่า 200,000 ราย

ที่ร้ายกว่านั้นคือมีคนทยอยเสียชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ

เสียงวิจารณ์คือมาตรการแก้ปัญหาของรัฐบาลชุดนี้อ่อนหัด เมื่อเทียบกับครั้งแก้ปัญหาโรคหวัดนกและโรคซาร์ส

วัดกึ๋นของรมว.สาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรคและส.ส. นครศรีธรรมราชหลายสมัย

โดยเฉพาะกับระดับของมาตรการรับมือปัญหาที่กลับมากลับไป

จากเข้มข้นสุดขีดในช่วงเริ่มต้น จู่ๆ ก็คลายมือระบุว่าก็แค่ไข้หวัดธรรมดา อัตราผู้เสียชีวิตไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์

โดยผู้เสียชีวิตเกิดจากภาวะแทรกซ้อนของโรคประจำตัว

แต่ล่าสุด โรคประจำตัวไม่มีก็เสียชีวิตได้ง่ายๆ

ขณะที่การระบาดยิ่งแพร่กระจายมากขึ้นกว่าเก่า

ถึงขั้นหารือกันว่าจะต้อง "ปิดประ เทศ" อย่างที่เม็กซิโกต้นตอของหวัดชนิดนี้เคยทำมาแล้วหรือไม่

คำถามอื้ออึงคือทำไม

ทำไมบุคลากรสาธารณสุข แพทย์ พยาบาล ที่เคยรับมือโรคอุบัติใหม่ได้ผล จึงกลายเป็นปวกเปียกเอาในหนนี้

สังคมเพ่งสายตาไปที่นายวิทยา ในฐานะเจ้ากระทรวง

ว่าจะรับผิดชอบอย่างไร

เพ่งไปที่นายกรัฐมนตรี ว่าจะคลี่คลายปัญหาใหม่ที่ถาโถมเข้ามาซ้อนปัญหาเก่าอย่างไร

ฤดูฝนนี้ไยจึงร้อนนัก

ฏีกาตอกลิ่ม ไทยกลียุค

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18794

ชี้อันตราย "เสื้อแดง" ล่าล้านชื่ออภัยโทษหัวหน้าใหญ่ "ทักษิณ"

หลังตกอยู่ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์นานนับสัปดาห์

จากกรณีที่แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศจะใช้ท้องสนามหลวงรวมพลคนเสื้อแดงจัดงานแซยิดอายุครบ 60 ปี ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 26 กรกฎาคม

ท่ามกลางเสียงคัดค้านจากหลายฝ่ายว่า เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และอาจโดนครหาโจมตีว่าทำตัวเสมอเจ้า

ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณได้ออกมาเบรกการจัดงานแซยิดที่สนามหลวง โดยยกหูโทรศัพท์บอกผ่านมาทางนายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายส่วนตัว ที่ออกมาระบุว่า

พ.ต.ท.ทักษิณฝากขอบคุณประชาชนทุกคนที่ตั้งใจจะมาร่วมงานแซยิด 60 ปี แต่ไม่อยากให้ใช้ท้องสนามหลวงจัดงาน

เพราะรู้สึกไม่สบายใจที่มีหลายฝ่ายออกมาต่อต้าน และพยายามเชื่อมโยงไปถึงความไม่เหมาะสมและพาดพิงสถาบัน

จึงได้ขอร้องกลุ่มผู้จัดงานทบทวนเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าจะไม่เหมาะสม อยากให้ประชาชนที่ตั้งใจจะจัดงานวันเกิดให้เปลี่ยนไปทำบุญที่วัดใกล้บ้านแทน

แค่ "ทักษิณ" ส่งสัญญาณผ่านคนใกล้ชิด

แผนการจัดงานแซยิดที่ท้องสนามหลวงก็ยุติลง

ทั้งที่ก่อนหน้านี้ แม้มีเสียงคัดค้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะผู้ดูแลสถานที่ ออกมาประกาศชัดเจนว่า

กทม.ไม่เคยอนุญาตให้เอกชนรายใด เข้ามาใช้พื้นที่สนามหลวงจัดกิจกรรมที่เป็นลักษณะส่วนตัว

ดังนั้น จึงไม่อนุญาตให้กลุ่มคนเสื้อแดงใช้พื้นที่สนามหลวงจัดงานแซยิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเด็ดขาด

เพื่อป้องกันข้อครหาหรือถูกนำไปเป็นประเด็นโจมตีว่า บุคคลที่กำลังจะถูกจัดงานแซยิดให้นั้นทำตัวเสมอเจ้า

แต่แกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดงาน ก็ยังยืนยันแข็งกร้าวจะใช้วิธีการอารยะขัดขืน

ใช้พื้นที่ท้องสนามหลวงเป็นสถานที่จัดงานแซยิด 60 ปีให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

พร้อมเตรียมระดมพลคนเสื้อแดงมากันให้พรึบ โดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่สนใจกระแสทักท้วงจากฝ่ายใดทั้งสิ้น ใครขวางก็ไม่ยอม

แต่สุดท้าย พอ "ทักษิณ" ยกหูโทรศัพท์ส่งซิกผ่านคนสนิท ขอให้แกนนำกลุ่มเสื้อแดงยกเลิกการจัดงานแซยิดที่สนามหลวง

การเคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ก็ยุติลงทันที

เชื่อง เรียบร้อย สงบเสงี่ยม

ท่าทีกระเหี้ยนกระหือรือของแกนนำกลุ่มเสื้อแดงที่เคยประกาศกร้าวจะใช้สนามหลวงจัดงานแซยิด 60 ปีให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
วูบหายไปทันที

พร้อมกับเปลี่ยนแนวทางการจัดงานแซยิด มาเป็นการเชิญชวนคนเสื้อแดงไปทำบุญเลี้ยงพระที่วัดใกล้บ้านแทน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ถือเป็นอีกความเคลื่อนไหวหนึ่งที่สะท้อนชัดเจนว่า ใครคือหัวหน้าใหญ่ตัวจริงของกลุ่มนปช. กลุ่มคนเสื้อแดง รวมไปถึงพรรคเพื่อไทย

ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้

ที่สำคัญ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นยังสะท้อนให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งนอกสภาและในสภา ภายใต้รูปแบบประชาธิปไตยสากล

แต่เนื้อหาจริงๆ กลับเป็นการสั่งการกดปุ่มได้ โดยคนเพียงคนเดียว

เหนืออื่นใด เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงวันนี้ แม้จะมีการสั่งการให้แกนนำคนเสื้อแดงยกเลิกการจัดงานแซยิด 60 ปี ที่ท้องสนามหลวงไปแล้ว

เพื่อลดกระแสต่อต้านจากสังคมที่อาจส่งผลกระทบไปถึง "นายใหญ่"

แต่สำหรับอีกเรื่องหนึ่งที่ยังเป็นประเด็นร้อนแรง และยังไม่มีการสั่งการให้ยุติการดำเนินการ นั่นก็คือ

การที่แกนนำกลุ่ม นปช.เดินหน้าล่ารายชื่อประชาชนคนเสื้อแดง 1 ล้านคน ภายใน 1 เดือน

เพื่อยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ

ในคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทาง

การเมือง ตัดสินพิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดาฯ

ปมนี้ มีคำถามถึงท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณ และก็เป็นนายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ออกมาเฉลยคำตอบ

"พ.ต.ท.ทักษิณยังบอกเหมือนเดิม คือ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ปล่อยให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชน"

ยังไม่มีสัญญาณที่จะให้แกนนำกลุ่มเสื้อแดงยุติ เปลี่ยนแปลงแผนการแต่อย่างใด

ทั้งๆที่ว่ากันตามจริงแล้ว ปมการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้ "ทักษิณ"

ถือเป็นเรื่องใหญ่และร้อนแรงกว่าปมการการเคลื่อนไหว

จัดงานแซยิด 60 ปี ให้ พ.ต.ท.ทักษิณที่ท้องสนามหลวงหลายเท่านัก

ล่าสุด แกนนำกลุ่ม นปช.ออกมาประกาศโปรแกรมว่าจะแถลงจำนวนผู้ร่วมลงชื่อถวายฎีกาชุดแรกในวันที่ 15 กรกฎาคม โดยเชื่อว่าจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ถึง 1 ล้านรายชื่อ

เพราะถ้า 76 จังหวัด มีคนร่วมลงชื่อจังหวัดละ 15,000 คน หรือมีคนร่วมลงรายชื่อในแบบฟอร์มถวายฎีกาแค่ใบละ 4 คน เพียง 2,500 ใบ ก็ได้ 10,000 คน ถ้าแจกจังหวัดละ 5,000 ใบ เมื่อครบ 1 เดือนน่าจะได้รายชื่อเกิน 1 ล้านคนแน่นอน

และในวันที่ 31 กรกฎาคม จะยุติการล่ารายชื่อ หากได้ถึง

1 ล้านคน จะนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กำหนดการเคลื่อนไหวไว้เป็นขั้นเป็นตอน วางงานอย่างเป็นระบบ

โดยการเดินเกมดังกล่าว มีการจัดการผ่านแกนนำกลุ่ม นปช.

ในสาย "ความจริงวันนี้"

ผนวกกับการใช้ระบบหัวคะแนน กลไกจัดตั้งทางการเมืองของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยในจังหวัดต่างๆเป็นตัวขับเคลื่อน

เดินสายกระจายแบบฟอร์มให้ประชาชนร่วมลงชื่อ

แน่นอน ด้วยเครือข่ายการจัดการอย่างเป็นระบบ บวกกับฐานมวลชนคนเสื้อแดงที่ยังรักและศรัทธา พ.ต.ท.ทักษิณ

การรวบรวมรายชื่อ 1 ล้านคน ไม่ใช่เรื่องยาก

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวล่ารายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้ "ทักษิณ"

โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงให้การสนับสนุน

แต่ก็มีคนในสังคมอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวดังกล่าว

ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าฝ่ายที่มีความเห็นแย้งว่าไม่สมควรที่จะมีการอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ

ประกาศตั้งโต๊ะล่ารายชื่อประชาชนถวายฎีกาคัดค้านการอภัยโทษ

บ้านเมืองจะเกิดอะไรขึ้น

ที่สำคัญ หากเกิดสถานการณ์เช่นนั้น ก็เท่ากับว่าสถาบันสูงสุดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ อยู่เหนือจากความขัดแย้งทั้งมวล

ต้องถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมือง

ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่งที่คนไทยจะกระทำ

"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ขอชี้ว่า การที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงเดินเกมล่ารายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณในครั้งนี้

ถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ส่งผลสะเทือนต่อโครงสร้างของประเทศไทยอย่างรุนแรง

เริ่มจากกระบวนการยุติธรรม สถาบันศาล โดยเฉพาะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ซึ่งในห้วงที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณได้ป่าวร้องฟ้องนานาชาติว่า เขาถูกกระทำ ถูกรังแก กระบวนการยุติธรรมของไทยไม่น่าเชื่อถือ

โจมตีรุนแรงถึงขั้นระบุว่า เป็นกระบวนการยุติความเป็นธรรม

ทำให้กระบวนการยุติธรรมของไทย ถูกลดความเชื่อถือในสายตาของชาวต่างชาติบางส่วนที่ไม่เข้าใจสังคมไทย

อย่างลึกซึ้ง

ยิ่งมีการเคลื่อนไหวล่ารายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้ "ทักษิณ" ก็เท่ากับเป็นความพยายามที่จะตอกย้ำว่า

กระบวนการยุติธรรมของไทยมีปัญหา

ดิสเครดิตความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทย

ในขณะที่การบริหารของรัฐบาลก็จะสั่นคลอน เพราะเมื่อมีการล่ารายชื่อถวายฎีกา ก็จะมีทั้งฝ่ายที่สนับสนุนและคัดค้าน

ส่งผลให้ความแตกแยกของคนในชาติยิ่งถ่างออกไป และมีแต่ความเกรี้ยวกราดใส่กัน

ทำให้การบริหารประเทศเดินหน้าไปไม่ได้ เพราะเมื่อนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีเดินทางไปปฏิบัติงานที่ไหนก็จะโดนกลุ่มเสื้อแดงต่อต้าน

ในขณะที่การทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติ การทำงานในสภาฯระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ก็จะดำเนินไปแบบเป็นศัตรู

ตีรวน ขัดขา ขวางลำกันทุกเรื่อง ไม่ได้มองประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง เน้นไปที่การชำระแค้นกันเป็นหลัก

เหนืออื่นใด สถาบันสูงสุดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ และอยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง

กำลังถูกดึงให้กระทบกระเทือนไปด้วย

จากสถานการณ์ที่เป็นผลกระทบจากการเดินเกมล่ารายชื่อถวายฎีกาขออภัยโทษให้ "ทักษิณ" ในครั้งนี้

ล่อแหลมที่จะทำให้โครงสร้างประเทศไทยตกอยู่ในอาการเดี้ยง

สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดกลียุคครั้งใหญ่.

"ทีมการเมือง"

ชาเวซอัดสหรัฐฯ เหตุหนุนเจรจา เผย “เป็นกับดักที่อันตรายต่อประชาธิปไตย”

ที่มา ประชาไท

ชาเวซวิจารณ์การเจรจาในคอสตาริกา เป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย เผยควรจับตัวมิเชลเลตตีและให้สหรัฐฯ มีมาตรการที่แข็งกร้าวกว่านี้กับปัญหาฮอนดูรัส ด้านพรรคริพับริกันวิจารณ์รัฐบาลโอบามา เลือกข้างเดียวกับผู้นำละตินอเมริกา ในเรื่องรัฐประหารในฮอนดูรัส

ชาเวซอัดสหรัฐฯ เหตุหนุนเจรจา เผย “เป็นกับดักที่อันตรายต่อประชาธิปไตย”
ขณะที่การเจรจาระหว่างสองคู่ขัดแย้งของฮอนดูรัสยังไม่มีความคืบหน้าเป็นชิ้นเป็นอัน ประธานาธิบดีของเวเนซุเอลลาผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับสหรัฐฯ มาโดยตลอดคือ ฮูโก้ ชาเวซ ก็ได้ออกมากล่าวตำหนิวิธีการที่สหรัฐฯ ผลักดันให้มีการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งในคอสตาริกา
ออสการ์ อาเรียส ประธานาธิบดีคอสตาริกา ผู้เป็นคนกลางของการเจรจาออกมาระบุว่า ทั้งฝ่ายมานูเอล เซลายา ประธานาธิบดีฮอนดูรัสผู้ถูกทำรัฐประหาร และตัวโรเบอร์โต มิเชลเลตตี ผู้นำชั่วคราวที่ได้รับการแต่งตั้งหลังการรัฐประหาร ต่างก็บอกว่าจะยอมให้มีการเจรจาอีก ในอนาคต แต่ยังไม่ระบุวันและเวลา ซึ่งซิลเวีย อยาลา นักกฏหมายฝ่ายซ้ายและตัวแทนคนอื่น ๆ ของเซลายา บอกว่าทั้งสองฝ่ายยอมให้อาเรียสเป็นผู้เลือกวันเวลาการเจรจาครั้งต่อไป แต่ก็อยากให้จัดการเจรจาโดยเร็ว เนื่องจากคิดว่าคนในประเทศคงไม่อาจตนรอได้
ขณะที่ฮูโก้ ชาเวซ กล่าวถึงการเจรจาครั้งนี้ในการแถลงข่าวว่า การที่อาเรียสได้พบกับผู้นำชั่วคราวชองฮอนดูรัส โรเบอร์โต มิเชลเลตตี นั้น "เป็นกับดักอันตรายต่อประชาธิปไตยมาก ซึ่งมันจะทำให้เกิดความล้าหลังอย่างเลวร้าย"
เขายังได้วิจารณ์ว่าการเจรจาในคอสตาริกาเพื่อค้นหาทางออกให้กับวิกฤตการณ์ในฮอนดูรัสนั้น "ตีบตัน" (Dead) ชาเวซให้ความเห็นว่า การที่สหรัฐฯ ทำผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงในเรื่องนี้ "พวกเขาเจรจากับพวกยึดอำนาจเข้าไปได้ยังไง" ชาเวซกล่าว
"มันแย่ขนาดไหนที่เห็นประธานาธิบดีผู้มีความชอบธรรมให้การต้อนรับผู้ยึดอำนาจ และปฏิบัติต่อเขาเหมือนกัน (กับที่ปฏิบัติต่อเซลายา)" ชาเวซกล่าว ซึ่งเขาหมายถึงการที่ประธานาธิบดี อาเรียส ให้การต้อนรับและปฏิบัติต่อมิเชลเลตตี เช่นเดียวกับเซลายา
ชาเวซบอกว่าเขาได้รับการบอกเล่าจากคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ว่า ประธานาธิบดีอาเรียส ผู้เป็นคนกลางนั้นพูดคุยกับมานูเอล เซลายา เพียงแต่ชั่วโมงครึ่ง ขระที่พูดคุยกับ "ผู้ยึดอำนาจ" อย่างมิเชลเลตตีหลายชั่วโมง
ชาเวซระบุว่า มิเชลเลตตีควรจะถูกจับกุมในคอสตาริกา และสหรัฐฯ ควรกดดันฮอนดูรัสให้มากกว่า เพื่อให้เซลายาได้คืนสู่ตำแหน่ง ซึ่งเขาได้ตังคำถามว่า
"ทำไมพวกเขาไม่เรียกตัวเอกอัครราชฑูตของพวกเขากลับจากฮอนดูรัส ทำไมพวกเขาไม่หนุนการคว่ำบาตร ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ หรือการคว่ำบาตรทางการเมือง ขี้ขลาดตาขาวเสียจริง"
ซึ่งชาเวซได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับฑูตระดับสูงของสหรัฐฯ โทมัส แชนนอน เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ที่ผ่านมาเพื่อแสดงความเห็นของเขาในเรื่องนี้
"พวกเขามีฐานทัพนี่ ทำไมพวกเขาถึงไม่เคลื่อนไหวอะไรสักอย่างที่ฐานทัพนั่น" ชาเวซกล่าว "หรือถอนทัพกลับมาทั้งหมดน่ะหรือ ...ทำอะไรบางอย่างสิ โอบาม่า ทำสักอย่าง"
โดยมิเชลเลตตีได้พูดถึงชาเวซโดยท้าเขาว่าให้ทำอะไรสักอย่างกับรัฐบาลชั่วคราวของฮอนดูรัสนี้เสีย
"ชาเวซบอกว่าเขาจะบุก แต่ก็ไม่เห็นบุกเรา ขู่ว่าจะไม่ส่งน้ำมันให้ฮอนดูรัส แตเขาก็ไม่ได้ทำ ประกาศว่าจะทำให้มานูเอล เซลายา กลับคืนสู่ตำแหน่งในหนึ่งวัน แต่เขาก็ไม่ได้ทำ ฮูโก้ ชาเวซ กำลังเสียความน่าเชื่อถือในสายตาชาวโลก" มิเชลเลตตีกล่าว
ทางด้านประธานาธิบดีผู้พ่วงรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพออกมาเปิดเผยว่าเขาอยากให้ "ชาวอเมริกากลางแก้ปัญหาของชาวอเมริกาด้วยกันเองเช่นเดียวกับที่พวกเขาทำมาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว"
ทางด้านโฆษกรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ พี.เจ. โครวลีย์ กล่าวเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ว่าแม้การเจรจาจะดำเนินการโดยอาเรียส แต่ทางเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯ ก็จะยังคงประชุมหารือกันต่อไป และอาจทำงานร่วมกับองค์การรัฐอเมริกัน (OAS) ในเร็ววันนี้เพื่อดูว่าจะสามารถช่วยเหลืออะไรอาเรียสในการสร้างหนทางไปสู่ผลลัพท์อย่างสงบสุขได้บ้าง
โครวลีย์ ยังได้ตอบโต้ชาเวซโดยบอกว่าคำกล่าวของเขา "ไร้วุฒิภาวะ"
"มันไม่กระจ่างชัดว่าประธานาธิบดีชาเวซต้องการหรือกำลังต่อต้านอะไรอยู่แน่ ซึ่งข้าพเจ้าเชื่อว่า หลายครั้งมากที่รัฐบาลเวเนซุเอลลามีท่าทีสนับสนุนกระบวนการที่จะทำให้ประธานาธิบดีเซลายากลับคืนสู่ตำแหน่ง" โครวลีย์ กล่าว
ขณะเดียวกันหลังการเจรจา เซลายาก็ได้เดินทางไปสาธารณรัฐโดมินิกัน ซึ่งประธานาธิบดีเลออนเนล เฟอร์นานเดซ ให้การต้อนรับเขาอย่างดี
ทางด้านฮูโก้ ชาเวซ บอกว่าเซลายายังคงอยากกลับประเทศฮอนดูรัส แม้ว่าจะผิดพลาดจากการไม่สามารถนำเครื่องบินลงจอดได้จากการถูกปิดกั้นลานจอดโดยรัฐบาลชั่วคราวของมิเชลเลตตี และมีการขู่ว่าหากเซลายากลับไปแล้วจะมีการจับกุมตัวเขา
"เซลายาจะต้องกลับเข้าไป เขาต้องการจะกลับ" ชาเวซกล่าว "ไม่รู้ว่าโดยวิธีไหน บก น้ำ หรืออากาศ แต่เซลายาจะต้องกลับเข้าฮอนดูรัส"
นอกจากนี้ชาเวซยังได้อ่านโน้ตที่มาจากฟิเดล คาสโตรด้วยว่า "ชาเวซ การพบปะเจรจาที่คอสตาริกา เป็นประตูที่เปิดไปสู่กระแสการทำรัฐประหารในละตินอเมริกา"
ริพับลิกันวิจารณ์รัฐบาล เลือกข้างเดียวกับผู้นำละตินอเมริกาในฮอนดูรัส
ในวันที่ 10 ก.ค. ที่ผ่านมา ส.ส. พรรคริพับลิกัน ของสหรัฐฯ วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อกรณีรัฐประหารในฮอนดูรัส ในเรื่องที่พวกเขาเลือกข้างไปในทางเดียวกับประเทศอย่าง เวเนซุเอลลา และ โบลิเวีย แต่ทางรัฐบาลพรรคเดโมแครทก็ออกมาปฏิเสธจุดยืนดังกล่าว และต้องการให้ประธานาธิบดีมานูเอล เซลายา คืนสู่ตำแหน่ง
โดยทั้งนักวิเคราะห์ องค์กรภาคประชาชน และ อดีตนักการฑูต ที่เข้าฟังการปราศรัยจากสภาผู้แทนฯ ก็พากันวิจารณ์เซลายาที่สร้างบรรยากาศของขั้วการเมืองก่อนหน้าจะถูกรัฐประหารในวันที่ 28 มิ.ย. ที่ผ่านมา ขณะที่ คอนนี แมคค์ ส.ส.จากพรรคริพับลิกัน ออกมาเรียกร้องให้มีการจับกุมตัวเซลายา และแสดงความเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในฮอนดูรัสไม่ใช่รัฐประหาร เนื่องจากทหารไม่ได้นำกองกำลังเข้าไปยังที่ทำการของผู้นำ แต่ทหารแค่ทำตามสิ่งที่ศาลสูงสั่งมาเท่านั้น
"การที่เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นรัฐประหารและการเรียกร้องให้คืนตำแหน่งให้เซลายานั้น รัฐบาล (สหรัฐฯ) ในตอนนี้ได้ย้ายไปอยู่ข้างเดียวกับ (ฮูโก้) ชาเวซ (อีโว) โมราเลส และ (ดานิเอล) ออร์เตก้า ทั้งยังไม่ได้อยู่ข้างเดียวกับประชาชนฮอนดูรัสด้วย" แมคกล่าว
ที่มา แปลและเรียงเรียงจาก
Chavez attacks US plan to solve Honduras coup , MARIANELA JIMENEZ , AP , 10-07-2009
http://news.yahoo.com/s/ap/20090711/ap_on_re_la_am_ca/lt_honduras_coup_202
Chavez contacted US over Honduras: official , AFP , 10-07-2009
http://news.yahoo.com/s/afp/20090711/pl_afp/honduraspoliticsmilitarycoupvenezuelaus_20090711022300
US views as "premature" Chávez's criticism of discussions over Honduras , El Universal , 10-07-2009
http://english.eluniversal.com/2009/07/10/en_pol_esp_us-views-as-prematu_10A2482483.shtml
Chávez criticizes Costa Rica's reception of Michelleti , El Universal , 10-07-2009
http://english.eluniversal.com/2009/07/10/en_pol_esp_chavez-criticizes-co_10A2481163.shtml
Republicans: The US makes a mistake by taking sides with Venezuela in the Honduras case , El Universal , 10-07-2009
http://english.eluniversal.com/2009/07/10/en_pol_esp_republicans:-the-us_10A2482363.shtml

SIU: เส้นทางสู่แผน 11 - ความท้าทายของสภาพัฒน์

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่อิมแพค เมืองทองธานี สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือที่รู้จักกันในนาม “สภาพัฒน์” ได้จัดงานประชุมประจำปี 2552 โดยหัวข้อประจำปีนี้คือ “จากวิสัยทัศน์ 2570 สู่แผนฯ 11” (เว็บไซต์งานประชุม) ซึ่งเป็นการระดมสมองจากหลายภาคส่วนเพื่อจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งเป็นการวางแผนระหว่าง พ.ศ. 2555-2559

งานในภาคเช้าเป็นปาฐกถาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากนั้นตามด้วยการอภิปรายในหัวข้อ “แนวคิด ทิศทางการพัฒนาประเทศไทย ในช่วงแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11” ซึ่งเป็นการนำเสนอ “เค้าโครงแผน” ที่ร่างโดยสภาพัฒน์ และขอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญที่เชื้อเชิญมานั่นเอง

cover

ผู้นำเสนอเค้าโครงแผนคือ ดร. อำพน กิตติอำพน เลขาธิการของสภาพัฒน์ (ตำแหน่งเทียบได้กับผู้อำนวยการ) ส่วนแขกที่เชิญมาให้ความเห็นได้แก่ นายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม อดีตรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ มาในฐานะประธานมูลนิธิหัวใจอาสา และเป็นตัวแทนของภาคสังคม, รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาในฐานะราชบัณฑิต และประธานสำนักธรรมศาสตร์และการเมือง เป็นตัวแทนผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และ ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี ประธานกรรมการบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร หรือ OKMD) และประธานกรรมการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ โดยมี ดร. พนัส สิมะเสถียร ประธานกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ประธานบอร์ดของสภาพัฒน์) เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย

หมายเหตุ: ดาวน์โหลดเอกสารนำเสนอของผู้ร่วมอภิปรายบางท่าน ได้จากเว็บไซต์ของสภาพัฒน์

นำเสนอแนวคิดของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 โดย ดร. อำพน กิตติอำพน

ดร. อำพนเริ่มนำเสนอที่มาของการประชุมว่า แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 นั้นมีระยะเวลารับฟังความเห็นน้อยเพียง 1 ปี ดังนั้นในแผนฉบับที่ 11 จึงเริ่มต้นให้เร็วกว่านั้นอีก 1 ปี งานประชุมในวันนี้เป็นการระดมความเห็นเพื่อกำหนดกรอบยุทธศาสตร์สำหรับจัดทำ แผน 11 ซึ่งจะเปิดรับฟังความเห็นอีก 1 ปี ก่อนจะเริ่มร่างตัวแผนจริงๆ และรับฟังความเห็นอีก 1 ปีก่อนประกาศใช้

รากฐานของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 11 เกิดจากกรอบการทำงานระยะยาว “วิสัยทัศน์ประเทศไทย 2570″ ซึ่งสภาพัฒน์ได้จัดทำขึ้นเมื่อปีที่แล้ว พ.ศ. 2551 โดยมีรากฐานมาจากแนวคิดในแผนฉบับที่ 10 และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อได้กรอบการทำงานระยะยาว “วิสัยทัศน์ 2570″ แล้ว จึงจะนำมาจัดทำแผนระยะกลาง 5 ปี ซึ่งก็คือแผนฉบับที่ 11 นั่นเอง

plan11 basis

ดร. อำพน กล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงแผนที่ 10 ประกาศใช้ (พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา) ว่าโลกมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก เช่น

  • โลกาภิวัฒน์เริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น ในส่วนของภูมิภาค อาเซียได้ลงนามในกฎบัตรอาเซียน
  • เทคโนโลยีพัฒนาขึ้น ตัวอย่างเช่น นาโนเทคโนโลยีถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอมากขึ้น และคนไทยได้จดสิทธิบัตรการประดิษฐ์ต่างๆ มากขึ้น
  • ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
  • การคมนาคม สร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่สาม และสร้างทางรถไฟไปเวียงจันทร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การรถไฟไทย
  • ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ราคาน้ำมันในตลาดโลกแกว่งตัวมาก เช่นเดียวกับราคาข้าวที่ไทยเป็นผู้ส่งออกรายหลักของโลก

แนวคิดหลักของแผนฉบับที่ 10 คือการสร้างดุลยภาพของต้นทุนของประเทศ 3 ด้าน ได้แก่ ทุนทางเศรษฐกิจ, ทุนทางสังคม และทุนทางทรัพยากร ที่ผ่านมา ประเทศไทยที่เคยได้บทเรียนจากวิกฤต 40 มีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตเศรษฐกิจโลกค่อนข้างดี ส่วนด้านทรัพยากรก็มีปัญหาบ้างเป็นจุดๆ ไป เช่น ที่มาบตาพุด แต่ด้านสังคมกลับอ่อนแอมาก การเมืองมีปัญหาอย่างหนัก ในขณะเดียวกันการเคลื่อนย้ายแรงงานเข้าสู่เมืองก็เกิดปัญหาสังคมในชนบทสูง

แนวคิดในแผน 11 จะเตรียมพร้อมสู่ความท้าทายใหม่ๆ ที่กำลังอุบัติขึ้นโดยแยกเป็น 5 ส่วนย่อย

1. มองหาโอกาสของประเทศไทยหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลก

economy crisis

สภาพัฒน์ประเมินภูมิทัศน์ของโลกหลังวิกฤตเศรษฐกิจไว้ดังนี้

  • การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลกหลังฟื้นตัวจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ จะไม่มากเท่ากับการขยายตัวในช่วงก่อนวิกฤต (ช่วงก่อนแผนฉบับที่ 10)
  • ภาคการเงินจะบังคับใช้หลักธรรมาภิบาลเข้มข้นมากขึ้น กฎระเบียบทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะกลายมาเป็นข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ
  • สกุลเงินใหม่ๆ เช่น เงินหยวนของจีน จะเริ่มมีบทบาทในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าโลกมากขึ้น แทนที่จะเป็นสกุลดอลลาร์และยูโรอย่างที่เป็นอยู่
  • โลกจะประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน
  • วิกฤตเศรษฐกิจรอบนี้จะทำให้โลกเปลี่ยนจากทุนนิยม 100% มาเป็น “ทุนนิยมเชิงสร้างสรรค์” หรือ Creative Capitalism ซึ่งมีแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม อย่างเช่น CSR มากขึ้น

ในแผน 11 ประเทศไทยจะต้องรักษาอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงจากความผันผวน ของเศรษฐกิจโลกให้ได้มากที่สุด ในขณะเดียวกันก็ต้องมองหาโอกาสทางเศรษฐกิจจากความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้

2. มองเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็นทางเลือกหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจสร้างสรรค์หรือ Creative Economy ที่กำลังถูกพูดถึงกันมากในช่วงนี้ เป็นคำนิยามถึงอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ความสร้างสรรค์เป็นหลัก เช่น งานศิลปกรรม หัตถกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์ ฯลฯ ซึ่งในปัจจุบันมีตัวอย่างประเทศที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์จนกลายเป็น สินค้าและบริการหลักที่ทำรายได้เข้าประเทศได้มากมาย เช่น อังกฤษและเกาหลีใต้

เนื่องจากประเทศไทยมีพื้นฐานด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่บ้างแล้ว สภาพัฒน์เสนอให้ประเทศไทยมองเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นโอกาสสร้างสินค้าและ บริการใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดโลก โดยมีนโยบาย 3 ข้อดังนี้

  • พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ไปคู่กับเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy)
  • กำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ และบูรณาการวิธีการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ ของประเทศ ที่เอื้อประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เช่น โครงข่ายด้านไอที มาตรการด้านกฎหมายและการลงทุน ทรัพย์สินทางปัญญา

ดร. อำพน ย้อนถึงต้นทุนของประเทศ 3 ชนิดในแผนฉบับที่ 10 ว่า ส่วนของทุนด้านสังคม ในแผน 11 อาจต้องแยกออกมาเป็นทุนทางกายภาพที่จับต้องได้ เช่น ทรัพยากรมนุษย์ และทุนทางวัฒนธรรมที่จับต้องเป็นชิ้นเป็นอันลำบากแต่ก็มีมูลค่าในตัวมันอยู่ มาก

3. เตรียมรับมือผลกระทบจากภาวะโลกร้อน

global warming

สภาพัฒน์เสนอให้ประเทศไทยซึ่งยังต้องพึ่งพิงภาคเกษตรอยู่มาก ให้ปรับโครงสร้างภาคเกษตรให้เป็นเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ที่ยั่งยืนในการผลิตและการบริโภค ปล่อยคาร์บอนต่ำ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานสะอาด ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน รวมถึงมองหาโอกาสจากกระแสโลกร้อน เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิต และรวมตัวกันกับภูมิภาคอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง

4. สถาปัตยกรรมทางสังคม เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงภาคสังคม

social architecture

ดร. อำพนเสนอว่าการพัฒนาภาคสังคมไทยนั้นไม่สมดุล ทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงพฤติกรรม ซึ่งส่งผลให้เกิดความขัดแย้งและความรุนแรง ดังนั้นต้องปรับปรุงในด้านทรัพยากรมนุษย์ สาธารณสุข การศึกษา ทักษะแรงงาน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกแบบสังคมที่มีคุณภาพและมีความสมานฉันท์ (social cohesion) ไปพร้อมๆ กัน

5. สร้างความมีส่วนร่วมด้วยสัญญาประชาคมใหม่

social contract

ดัชนีความสงบสุข (Peace Index) ของไทยอยู่ในระดับต่ำ (118 จากทั้งหมด 140 ประเทศ) ในอาเซียนมีเพียงพม่าเท่านั้นที่มีอันดับต่ำกว่าไทย ด้านภาพลักษณ์การบริหารจัดการที่ดีก็มีแนวโน้มลดลงในสายตาของต่างชาติ ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มี สาเหตุหลากหลาย

แนวทางที่เสนอเพื่อใช้แก้ปัญหาเหล่านี้คือพัฒนา “สัญญาประชาคมใหม่” หรือค่านิยมของสังคมที่เหมาะสมกับยุคสมัยและเป็นที่ยอมรับร่วมกันในสังคม โดยกลไกในการพัฒนาจะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม

หมายเหตุ: ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการประชุม ซึ่งเป็นร่างข้อเสนอของแผน 11 ได้จากเว็บไซต์ของสภาพัฒน์

ความคิดเห็นโดยนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม

นายไพบูลย์กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่า ที่ผ่านมาทำมาทั้งหมด 10 แผน ครอบคลุมช่วงเวลา 51 ปี มีการ “อภิวัฒน์” หรือการปรับปรุงแผนครั้งใหญ่ 2 ครั้ง ครั้งแรกคือแผนฉบับที่ 2 ซึ่งเพิ่มเรื่องสังคมเข้ามา จากเดิมที่มีเรื่องเศรษฐกิจเพียงเรื่องเดียว และแผนฉบับที่ 8 ที่เริ่มใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนมากขึ้น

นายไพบูลย์เสนอให้ “อภิวัฒน์” อีกครั้งในช่วงแผนฉบับที่ 11 โดยพิจารณาเพิ่มเรื่องการเมืองเข้ามาด้วย เพราะถ้าการเมืองไม่นิ่ง ก็ไม่สามารถพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคมได้ โดยนายไพบูลย์เสนอให้เปลี่ยนชื่อจาก “แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม” มาเป็น “แผนพัฒนาประเทศ” หรือ “แผนพัฒนา”

paiboon

(ภาพจาก บล็อกของนายไพบูลย์ บน Gotoknow)

นอกจากนี้นายไพบูลย์ยังมีข้อเสนออีก 4 ข้อ ดังนี้

1. สร้างดัชนีชี้วัดความสำเร็จในการดำเนินแผนงาน และวิเคราะห์หาปัจจัยสู่ความสำเร็จในการพัฒนา

ตัวชี้วัดที่ควรสร้างขึ้นต้องแบ่งเป็น 4 ระดับ คือ ตัวชี้ระดับการปกครองส่วนท้องถิ่น, ตัวชี้ระดับองค์กร, ตัวชี้วัดในประเด็นสำคัญที่รัฐและประชาชนเห็นร่วมกัน (เช่น เรื่องโลกร้อน) และตัวชี้วัดระดับประเทศ ที่ผ่านมา สภาพัฒน์เคยสร้างแต่ตัวชี้วัดระดับประเทศ แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ระดับการปกครองท้องถิ่นและระดับองค์กร ซึ่งเป็นที่ๆ คนไทยสังกัดอยู่มากที่สุด

ตัวชี้วัดจะต้องสามารถวัดปัจจัยหลักของการพัฒนาทั้งสามเรื่อง คือ ความมีสุขภาวะ, ความดี และความสามารถได้

2. ประชาชนต้องเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนา และต้องสร้างโครงสร้างที่เอื้ออำนวยให้ประชาชนเป็นผู้พัฒนา

รัฐต้องโอนอำนาจให้การปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดกันมานานมากแล้วแต่ยังทำไม่สำเร็จ ประเทศไทยควรมี อบจ. หรือหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่นเดียวกับ กทม. ให้มากขึ้น เช่น ตามจังหวัดใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่หรือภูเก็ต ในอีกทาง ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดต้องลดบทบาทลงให้เหลือเพียงสำนักงานขนาดเล็ก ที่ทำหน้าที่ประสานงานกับประชาชนเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้รัฐไม่จำเป็นต้องมีภาคราชการส่วนภูมิภาคมากอย่างที่เป็นอยู่

3. กระบวนการวางแผนต้องเป็นของประชาชน โดยรัฐมีบทบาทแค่มีส่วนร่วมและสนับสนุนเท่านั้น

ซึ่งจะกลับกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่รัฐและข้าราชการเป็นผู้วางแผน ส่วนประชาชนมีส่วนร่วมและสันบสนุน นายไพบูลย์มองว่าการ “รับฟังความเห็น” ของสภาพัฒน์นั้นไม่เพียงพอ ควรยกระดับเป็นการ “สานเสวนา” (Citizen Dialogue) ในระดับต่างๆ ทุกภาคส่วนของประเทศ ส่วนรัฐเป็นแค่ผู้สนับสนุนทางนโยบายและงบประมาณเท่านั้น

4. เปลี่ยนระยะเวลาของแผนให้เป็น “แผนเคลื่อนที่” (moving plan) ตามสูตร 2+6+12

การวางแผนล่วงหน้ามีโอกาสผิดพลาดสูง ถ้าสมมติฐานที่สภาพัฒน์เคยวางไว้นั้นผิดเมื่อเวลานั้นมาถึงจริงๆ ตัวอย่างก่อนหน้านี้คือ แผน 8 ที่พูดเรื่องการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่เมื่อเจอวิกฤต 40 เข้าไปทำให้ต้องไปสนใจเรื่องกู้เศรษฐกิจ ส่วนแผน 10 พูดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง แต่ก็เจอกับปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

นายไพบูลย์เสนอให้สร้างแผนระยะสั้น 2 ปี ตามด้วยแผนระยะกลาง 6 ปี และแผนระยะยาว 12 ปี รวมกันเป็น 20 ปี แผนระยะสั้นเริ่มนับจากปัจจุบัน มีจุดประสงค์เพื่อหา “จุดคานงัด” ของประเทศเพื่อเข้าสู่แผนระยะกลาง ส่วนแผนระยะกลางเน้นยุทธศาสตร์ในการพัฒนาอย่างที่เป็นอยู่ และแผนระยะยาวเน้นจุดมุ่งหมายในบั้นปลาย

p47

p48

ตัวอย่างแผนระยะสั้นที่ควรจัดทำ ได้แก่

  • การบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากวิกฤตเศรษฐกิจ
  • ฟื้นฟูและพัฒนาเศรษฐกิจอย่างสร้างสรรค์ รอบคอบ มองการณ์ไกล
  • สร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง โดยดึงเอานักสันติวิธีเข้ามา
  • ความสงบสุขในชายแดนภาคใต้ โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นเจ้าของปัญหา

ข้อมูลเพิ่มเติม: อ่านได้จากบล็อกของนายไพบูลย์ ที่เขียนถึงการพูด ณ วันนี้ แนวคิด ทิศทาง ในการวางแผนพัฒนาประเทศ

ความคิดเห็นโดย ดร. ณรงค์ชัย อัครเศรณี

ขอมาเล่าเหตุการณ์สำคัญของโลกในอดีตเพื่อเทียบให้เห็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

สถานการณ์โลกในช่วงปี 1989-2008 นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในปี 1989 ซึ่งจะเล่าให้ฟังว่าเกิดอะไรบ้าง และจะบอกว่าโลกในยุคถัดจากนี้ไปก็จะคล้ายๆ กัน คือ เป็นผลสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์สำคัญในปี 2008

เหตุการณ์สำคัญในปี 1989

  • สหภาพโซเวียตถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน เป็นจุดเปลี่ยนทางนโยบายของโซเวียด ส่วนอัฟกานิสถานก็กลายมาเป็นดินแดนสำคัญของผู้ก่อการร้าย
  • มีการประดิษฐ์ World Wide Web ส่งผลให้เกิด “รัฐทางไซเบอร์” (cyber state) ซึ่งทำให้ความสำคัญของ “รัฐชาติ” (nation state) ลดลง
  • เหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ทำให้จีนต้องหันเหความสนใจจากชาวโลกจากด้านการเมืองเป็นด้านเศรษฐกิจ และส่งผลให้จีนกลายเป็นโรงงานการผลิตสำคัญของโลก
  • เวียดนามถอนทหารจากกัมพูชา ทำให้ภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion หรือ GMS) เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น
  • กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย ยุติสงครามเย็น ประเทศสังคมนิยมหันมาใช้ระบบเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี ทำให้โลกกลายเป็นขั้วเดียวคือขั้วโลกเสรี

ผลกระทบต่อเนื่องในปี 1989-2008

ระดับโลก

  • เศรษฐกิจโลกพึ่งการผลิตจากประเทศกำลังพัฒนา เพื่อส่งออกในตลาดประเทศพัฒนาแล้ว และใช้บริการภาคการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว
  • สหรัฐอเมริกาและยุโรปมีอิทธิพลมากที่สุด
  • กลุ่มประเทศเอเชีย ตะวันออกกลาง และ BRIC (Brazil Russia India China) กลายเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศโลกที่สาม
  • พฤติกรรมการผลิตและการบริโภคเกินขนาด ส่งผลให้โลกร้อน ราคาน้ำมันสูง ราคาโภคภัณฑ์และอาหารพุ่งสูง
  • การบริโภคเกินฐานะของคนอเมริกัน และระบบการเงินเสรี ทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2008

ผลกระทบต่อประเทศไทย

  • ประเทศไทยผูกโยงเข้ากับห่วงโซ่เศรษฐกิจโลกอย่างเต็มที่
  • ปี 1989 ตรงกับแผนพัฒนาฉบับที่ 6 (1987-1991)
  • ไทยเปิดเสรีทางการเงินในปี 1991 สมัยรัฐบาลอานันท์ ปัญญารชุน
  • แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ต้องการพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่ก็ล้มเหลวมาโดยตลอด ในปี 1997 เราเจอกับวิกฤตทางการเงิน ส่วนปี 2008 เจอกับวิกฤตในการส่งออกที่พึ่งตลาดตะวันตกมากเกินไป เราพอเพียงกันแต่ปากแต่เอาเข้าใจแล้วก็ตามกระแสโลก

เหตุการณ์สำคัญในปี 2008

2008 event

  • การล่มสลายของสถาบันการเงินขนาดใหญ่ในสหรัฐ เกิดวิกฤตครั้งใหญ่และเป็นตัวกำหนดสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลก
  • บารัค โอบามาที่มีนโยบายสมานฉันท์ ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ
  • จุดที่จะเป็นปัญหาในแวดวงการเมืองโลก ได้แก่ ยิว-ปาเลสไตน์, อิหร่าน-อิรัก, อัฟกานิสถาน-ปากีสถาน, พม่า, เกาหลีเหนือ

โลกหลังปี 2008

  • ประชาธิปไตยหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องตามแนวทางของตะวันตกทั้งหมด
  • เศรษฐกิจจะไม่ใช่การค้าเสรีอย่างเต็มที่เหมือนสมัยประธานาธิบดีเรแกนอีกแล้ว มีการกำกับดูแลทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
  • กลุ่มภูมิภาคจะมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่นำโดยสหรัฐและยุโรป
  • โลกมุสลิมจะมีอิทธิพลมากขึ้น

ข้อเสนอต่อประเทศไทย

thailand2008

  • ด้านการเมืองโลก ต้องปรับตัวจากเดิมที่เรามี “ความสัมพันธ์พิเศษ” กับสหรัฐ มาคบกับกลุ่มประเทศอื่นๆ มากขึ้น เช่น อาเซียน, เอเชียตะวันออก, เอเชียใต้ (BIMST - EC), เอเชียกลาง (Shanghai Cooperation Organisation), สหภาพยุโรป, ตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ
  • ด้านเศรษฐกิจ ในระยะสั้นต้องเอาตัวรอดจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก ลดดอกเบี้ยให้ต่ำ สร้างสภาพคล่องสูง เงินบาทต้องเสถียร การคลังต้องไม่ขึ้นภาษี หลังจากนั้นต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต และมองไปถึงเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ในระยะยาว
  • ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ พัฒนาการลงทุนในสินค้าและบริการใหม่ๆ เช่น เศรษฐกิจสีเขียว, เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์, สินค้าและบริการที่อิงศิลปะวัฒนธรรม ตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาที่เป็นหน่วยงานอิสระและคล่องตัว ต่างไปจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา
  • ลดการพึ่งพิงชาติตะวันตกแต่เพียงอย่างเดียว สร้างวิธีการเชื่อมสัมพันธ์กับตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันตก และสมานฉันท์กับโลกมุสลิม

ความคิดเห็นจาก รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร

การเมืองเป็นตัวกำหนดเศรษฐกิจและสังคมมาโดยตลอด สมัยแผนฉบับที่ 1 ก็เกิดจากจอมพลสฤษดิ์มีความมั่นคงทางการเมือง เลยมาวางแผนเศรษฐกิจ การเมืองแบ่งเป็นภายนอกประเทศที่เราควบคุมไม่ได้ ส่วนการเมืองภายในเราก็หวังว่าจะควบคุมได้

เดิมทีวิธีการจัดทำแผนพัฒนาเป็นแบบ top-down มาโดยตลอด ถึงวันนี้ไม่มีทางที่จะไม่ฟังเสียงประชาชนได้แล้ว ยังไงสภาพัฒน์ต้องสร้างวิธีที่เป็น bottom-up

ปัญหาของประเทศทั่วไปในทางรัฐศาสตร์ แบ่งออกเป็นสองประเด็นใหญ่ๆ อย่างแรกคือ ประชาชนจะมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสันติได้อย่างไร และประเด็นที่สองคือ จะกระจายทรัพยากรหรือสิ่งที่ทรงคุณค่า เช่น บริการทางสุขภาพ การศึกษา สวัสดิการ ให้เท่าเทียมได้อย่างไร

ในเอกสารของสภาพัฒน์ เขียนคำว่า “ต้องสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย” เอาไว้ การสร้างวัฒนธรรมต้องใช้เวลานานมาก เรามีประชาธิปไตยมา 77 ปี แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

ความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

  • ควรจัดทำแผนหลายแบบไปพร้อมๆ กัน เพื่อเปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละแผน แล้วเลือกส่วนที่ดีที่สุดมาใช้
  • สภาพัฒน์ควรมองถึงเรื่องการเมืองด้วย ที่ผ่านมาสภาพัฒน์ไม่กล้าแตะเรื่องการเมือง (ดร. พนัส ประธานสภาพัฒน์ตอบว่า มีสภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้ว ไม่ควรไปก้าวก่าย)
  • แผนพัฒนาฯ มีบทบาทในการนำไปปฏิบัติจริงแค่ไหน (ดร. อำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ตอบว่า นโยบายของรัฐบาลทุกสมัยต้องอิงกับแผนพัฒนาในช่วงนั้นๆ)

บทวิเคราะห์ SIU

บรรยากาศและความคิดเห็นในงานประชุมประจำปี 2552 ของสภาพัฒน์ เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าทั้งแผนพัฒนาฯ และสภาพัฒน์เอง กำลัง “ถูกท้าทาย”

ประเด็นแรก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเริ่มถูกตั้งคำถามมาได้หลายปีแล้วว่า ยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนฉบับหลังๆ (ประมาณฉบับที่ 7 เป็นต้นมา) ที่ไม่สามารถเป็นหลักพาสังคมไทยก้าวหน้าสู่อนาคตได้อย่างแผนฉบับแรกๆ เป้าหมายของแผนช่วงหลังไม่ว่าจะเป็นการกระจายรายได้ (แผน 7) พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (แผน 8 ) เศรษฐกิจพอเพียง (แผน 9) และสังคมอยู่เย็นเป็นสุข (แผน 10) ล้วนแต่เป็นเพียงคำพูดสวยหรูในหน้ากระดาษ แต่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในทางปฏิบัติ

ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ จุดอ่อนเรื่องนี้ยิ่งกระจ่างชัด เมื่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีทีมที่ปรึกษาของตัวเอง นำโดยนายพันศักดิ์ วิญญูรัตน์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำงานเหนือกว่าสภาพัฒน์มาก ทีมที่ปรึกษาชุดพันศักดิ์ได้เสนอนโยบายทางเศรษฐกิจที่สำคัญหลายประการ เช่น เศรษฐกิจแบบดูอัลแทร็ก หรือแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ทีมของพันศักดิ์มีบทบาทในการก่อตั้ง ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ตั้งแต่ปี 2546 และดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์มาตั้งแต่ช่วงนั้น ในขณะที่สภาพัฒน์เพิ่งเริ่มสนใจเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์เมื่อไม่นานนี้

ดังนั้นก่อนจะถามว่า แผนพัฒนาฉบับที่ 11 ควรเสนอเรื่องใดเป็นธีมหลัก ควรถามก่อนว่า เรายังจำเป็นต้องมีแผนพัฒนาฯ อยู่หรือไม่?

ประเด็นที่สอง เป็นประเด็นที่ SIU เห็นตรงกันกับผู้ร่วมเสวนาหลายคน ก็คือ บทบาทของสภาพัฒน์ที่ถูกจำกัดอยู่เฉพาะด้านเศรษฐกิจและสังคมเท่านั้น ไม่สามารถรวมประเด็นด้านการเมือง การปกครอง การกระจายอำนาจมาไว้ในกรอบการวิเคราะห์ได้ ทำให้วิเคราะห์ผิดพลาด และเป็นผลให้แผนพัฒนาฯ พลาดอย่างรุนแรง ดังเช่นที่นายไพบูลย์ได้ยกตัวอย่างมา คำตอบของ ดร. พนัส สิมะเสถียร ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ที่ว่า “มีสภาพัฒนาการเมืองอยู่แล้ว ไม่ควรก้าวก่าย” นั้นเป็นแค่การหนีปัญหา สภาพัฒน์ต้องรีบทบทวนบทบาทของตัวเองตั้งแต่วันนี้ว่า หน้าที่รับผิดชอบของสภาพัฒน์มีเรื่องอะไรบ้าง และเรื่องเหล่านั้นเหมาะสมกับยุคสมัยหรือไม่? ก่อนที่สภาพัฒน์จะถูกกระแสโลกอันเชี่ยวกราก ลดบทบาทจากเดิมที่เคยเป็นผู้ชี้นำสังคมไทย ลงมาเหลือแค่เทคโนแครตหรือข้าราชการประจำที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลทาง เศรษฐกิจตามที่รัฐบาลสั่งเท่านั้น

ประเด็นสุดท้าย เกี่ยวกับวิธีการทำงานของสภาพัฒน์เอง ตามที่ รศ. นรนิติ เศรษฐบุตร ให้ข้อมูลไว้ว่า นับตั้งแต่ตั้งสภาพัฒน์มา การทำงานของสภาพัฒน์คือใช้ข้าราชการประจำที่มีการศึกษาในด้านเศรษฐศาสตร์ วางแผนเศรษฐกิจให้กับประเทศมาโดยตลอด เป็นการทำงานแบบ top down ที่เริ่มเห็นแล้วว่าล้าสมัย ยิ่งในยุคที่ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองสูง รักษาสิทธิ์และเข้ามาถ่วงดุลการจัดสรรทรัพยากรของประเทศ วิธีการทำงานแบบ top-down นั้นเป็นไปไม่ได้แล้ว SIU ขอเสนอให้สภาพัฒน์ปฏิรูปวิธีการทำงานอย่างเร่งด่วน และนำเทคนิคการวิเคราะห์และวางแผนแบบใหม่ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น การวางแผนแบบ scenario ที่แบ่งความเป็นไปได้ในอนาคตออกเป็นหลายแบบ และวางแผนรองรับมือเหตุการณ์แต่ละแบบไว้ หรือ การให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการร่างแผน เช่น อาจจะรับร่างแผนพัฒนาฯ ของประชาชนมาพิจารณา หรือ ให้หน่วยงานต่างๆ อาจจะเป็นมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง จัดทำและเสนอร่างแผนพัฒนาฯ เข้ามาให้สภาพัฒน์เลือก เป็นต้น

“กษิต” ท้าทหารที่บอกให้ตัวเองลาออกดีเบทผ่านทีวี อ้างทักษิณทำลายประเทศทำไมไม่โวย

ที่มา ประชาไท

“กษิต ภิรมย์” แจงกรณีข่าวระบุว่าทหารเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรให้ รมว.ต่างประเทศออกจากตำแหน่ง นั้นตนไม่รู้ว่านายทหารเหล่านั้นเป็นใครและหนังสือพิมพ์ไปเอามาจากไหน ตนไม่มีอำนาจอะไรไปกลั่นแกล้งหรือโยกย้ายทหาร ท้าออกทีวีดีเบท ระบุตอนทักษิณทำลายประเทศไปมุดหัวอยู่ที่ไหน

11 ก.ค. 52 ที่โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีข่าวระบุว่า ทหารเห็นว่านายกรัฐมนตรีควรให้ รมว.ต่างประเทศออกจากตำแหน่ง ว่า ตนไม่รู้ว่านายทหารเหล่านั้นเป็นใครและหนังสือพิมพ์ไปเอามาจากไหน ตนไม่มีอำนาจอะไรไปกลั่นแกล้งหรือโยกย้ายทหาร ดังนั้นเขาไม่ต้องกลัวการเปิดเผยตัว

“ถ้ากล้าพูดแล้วก็ต้องกล้าแสดงตัวด้วยเป็นลูกผู้ชายก็ต้องออกมาแสดงตัวจะกลัวอะไรและบอกด้วยว่าเนื้อหาแท้ๆ มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับตัวผม ทำไมมาเก่งกับผมเพราะผมไม่มีอำนาจเงินใช่ไหม ถ้าจะเปิดศึกรบก็ต้องรบกันรอบด้าน” นายกษิต กล่าวและว่า ต้องถามด้วยว่าตอนที่ทักษิณ ปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมือง คนพวกนี้หายไปไหน ต้องเอาความจริงมาพูดกันนายทหารเหล่านั้นหายไปไหน ทำไมไม่ออกมาป้องกันประเทศชาติ และถ้าหากผมเป็น รมว. กลาโหม ทหารเหล่านั้น ก็วิพากษ์วิจารณ์ผมได้ ผมรับฟัง เพราะผมไม่ใช้อำนาจเถื่อน ถ้ารักชาติก็ต้องรักตลอดเวลา และช่วยถามทีว่าใครปองร้ายคุณสนธิ (นายสนธิ ลิ้มทองกุล) ใครปองร้ายท่านอภิสิทธิ์ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ซึ่งท่านสุเทพ คงต้องตอบ
นายกษิต กล่าวด้วยว่า ขอท้าให้ทหารที่พูดแบบนั้นออกมาแสดงตัวและพูดกันอย่างเปิดเผยเป็นการดีเบทผ่านสื่อโทรทัศน์ก็ได้ เพิ่งมารักบ้านเมืองตอนนี้แล้วตอนที่คุณทักษิณ ปู้ยี่ปู้ยำบ้านเมืองแล้วหายไปไหน ทำไมไม่ออกมาปกป้องสถาบัน ไม่ใช่ว่าผมเป็นพลเรือนและไม่มีอำนาจ พอมีกระแสทีหนึ่งก็ลุกขึ้นมาผสมโรงด้วย แล้วตอนที่บ้านเมืองคับขัน พวกนี้หายไปไหน หรือว่าเกรงกลัวพวกรุ่น 10 แล้วตอนที่บ้านเมืองถูกโกงกิน พวกนี้หายไปไหน
“อย่ามาหลบๆ ซ่อนๆ และข่าวที่บอกว่ากลุ่มนายทหาร ผมก็อยากจะรู้ว่ากลุ่มไหน มาขึ้นเวทีออกโทรทัศน์ด้วยกันไหม แล้วบอกว่ากระแสกดดันให้ลาออกนี่ กระแสทั้งหมดมีกี่ร้อยคนกัน ผมเอาออกมาเป็นแสนนะ ถ้าผมจะเรียกร้องให้คนออกมาสนับสนุนผมผมก็ทำได้”
ถามว่าฝ่ายรัฐบาลมีท่าทีที่จะให้รัฐมนตรีออกจากตำแหน่งหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่มีครับ ใครอยากผลักดันก็ผลักดันมา แต่ต้องมีเนื้อหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่พูดกันลอยๆ แล้วทำไมไม่ตั้งคำถามว่าการตั้งข้อหาก่อการร้ายกับผมเกิดขึ้นได้อย่างไร ตอนนี้เหมือนเอาหลายๆเรื่องมารวมกันเหมารุมกินโต๊ะ แล้วทำไมนักการเมืองเลวๆ ตั้งเยอะตั้งแยะเดินลอยหน้าลอยตาอยู่ในสภาและนอกสภา ทำไมไม่ออกไปวิพากษ์วิจารณ์และขับไล่คนพวกนั้น ทำไมกราบไหว้คนเลวๆ ตั้งเยอะตั้งแยะ และหนังสือพิมพ์บางท่านที่ด่าผมอยู่ ทำไมไม่ไปขุดคุ้ยความเลวระยำของคนอื่นอีกเยอะแยะที่มีอำนาจ หรือกลัวเขาเหรอ หรือว่ารับเงินเขา และที่สำคัญ ต้องถามว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรผิด นายอภิสิทธิ์และผมทำอะไรผิด
“ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจใครอีกแล้ว ผมสงบเสงี่ยมมานานเพราะว่าเห็นอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์อยู่ในรัฐบาล ผมไม่อยากจะไปพูดอะไรให้เกินหน้าเกินตา แต่ถ้าจะรุมกินโต๊ะผมคนเดียวผมก็จำเป็นต้องลุกขึ้นสู้ ผมไม่ต้องเกรงใจใครอีกแล้ว”
ถามถึงการประสานงานกับทหารตั้งแต่เป็นรมว.ต่างประเทศ นายกษิต กล่าวว่า ก็เจอกันตลอดเวลา มีอะไรก็โทรศัพท์คุยกับรัฐมนตรีกลาโหม พบปะคุยกันเจอกันที่ ครม. ท่านมีข้อห่วงกังวลอะไรมาผมก็ตอบ ผมห่วงกังวลอะไรก็ถามเท่าที่เวลาจะอำนวย เราก็ต่างคนต่างงานยุ่ง แต่เราจะไม่มีการทำอะไรที่ต่างคนต่างทำและก็ข้ามหน้าข้ามตากัน เพราะอยู่ในรัฐบาล เดียวกัน มีธงคือผลประโยชน์ประเทศชาติ
เมื่อถามถึงผลโพลล์ที่ระบุให้ รมว.ต่างประเทศลาออก นายกษิต กล่าวว่า มันอยู่ที่ว่าการทำโพลล์ตั้งคำถามว่าอะไร อย่างที่เอแบคไปถามว่าผมควรจะออกจากตำแหน่งไหม มันง่ายนี่ แต่ทำไมไม่ถามเสียก่อนว่ามาตั้งข้อหาผมมันถูกต้องหรือเปล่า คนทำโพลล์ตั้งคำถามว่าอย่างไร และคนรู้ตื้นลึกหนาบางหรือเปล่า เกี่ยวกับความเป็นมาการตั้งข้อหา ทำไมผมจึงถูกตั้งข้อหาคนเดียว และการไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯนี่เป็นบาปหรืออย่างไร เทียบกับคนที่หลบๆ ซ่อนๆ รับผลประโยชน์จากระบอบทักษิณ โอนอ่อนหรือไม่ได้รับผลประโยชน์แต่ก็ไม่กล้าขึ้นมายืนยันปล่อยให้ระบอบการเมืองเราถูกปู้ยี่ปู้ยำ หรือทุกวงการที่บอกว่าตัวเองถวายสัตย์ปฏิญาณบอกว่าตัวเองต้องมีจรรยาบรรณของอาชีพ ต้องถามคนแต่ละคนว่าได้ทำในสิ่งที่ควรทำหรือเปล่า คนเลวๆ ตั้งเยอะอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ทำไมไม่ออกมาประณามกันละครับและปล่อยให้คนเลวๆ อยู่ในสังคมเป็นข่าวอยู่ได้ยังไงทุกวัน ลงข่าวเกี่ยวกับที่คนเลวๆ พูดโกหกพกลมประชาชนอยู่ได้ยังไงทุกวัน เรื่องโกหกก็มีแต่น้ำไม่มีเนื้อ บิดเบือนข้อเท็จจริงบ่อนทำลายรัฐบาล และคนที่โจมตีผมแล้วบอกว่าพูดเรื่องหลักการ ทำไมยังบินไปกราบไปไหว้คุณทักษิณ ซึ่งทำผิด ทำไมไม่พิจารณาตัวเอง ทำไมมี 2 มาตรฐานไปกราบไปไหว้ทำตัวเป็นทาสคนที่ผิดอย่าง คุณทักษิณ ทีกับผมกลับพยายามจะมาเล่นงานในสิ่งที่ผมไม่ได้ทำอะไรผิด
นายกษิต กล่าวด้วยว่า ตนไม่แคร์แรงกดดันที่ลอยๆ มาในอากาศมาจากไม่กี่กลุ่มมาผสมโรง ถ้าไม่มาจากระบอบทักษิณแล้วจะมาจากใคร แค้นนี้ต้องชำระ ก็มีแค่นั้นเอง ผมไม่แคร์พวกนั้น แต่คนที่อยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ควรจะพูดอะไรในสิ่งที่ถูกต้อง ทำไมไม่ออกมา ซึ่งก็มีมาบ้างแล้วผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมก็ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยเหตุด้วยผล ตั้งข้อหาได้ยังไง ผมไม่ทราบตื้นลึกหนาบางภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือใครก็ตามที่สั่ง อันนี้ผมไม่ทราบ
“ผมจะไปสะทกสะท้านกับความไม่ชอบมาพากลทำไม เสียงลือเสียงเล่าอ้าง เต็มไปด้วยอคติ ไม่ได้พูดจากจิตใจ มือปืนรับจ้างทั้งนั้น เป็นทาสเงินทาสอำนาจ คนที่วิพากษ์วิจารณ์หาความน่าเชื่อถือได้ที่ไหน คนที่อกมาด่าพ่อล่อแม่ผมทุกวัน มีใครเป็นที่เคารพนับถือในสังคมไทยไหม แล้วทำไมสังคมไทยไม่ไปประณามพวกนั้น กลับมาคอยถามผมว่าจะออกหรือไม่ออก ต้องถามว่าคนที่มาให้ผมออกอยู่ในคนประเภทใดของสังคม บัวในระดับน้ำขั้นไหน หรือต่ำกว่าน้ำยังอยู่ในโคลนในดินโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำสิครับ ผมอยู่บนน้ำตลอด แล้วอย่ามาเก่งตอนนี้เรื่องปราสาทพระวิหาร ที่จะตกอยู่ในความเลวร้ายของตัวเองในอดีต แล้วทำไมมารุมสะกรัมผมมีใครเป็นลูกผู้ชายบ้าง มีใครมีใจเป็นนักเลงบ้างไม่มี”
เมื่อถามถึงผลประโยชน์ทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา นายกษิต กล่าวว่า อะไรที่ตกลงกันเราก็ต้องได้ เขาก็ต้องได้ เงินทุกบาททุกสตางค์ต้องไปเพื่อความเจริญของทั้งชาวกัมพูชาและของชาวไทยทุกคน จะไม่ลงไปที่กลุ่มใครหรือบุคคลใดเป็นอันขาดและนี่เป็นสิ่งที่เราได้ป้องกันมาในเวทีพันธมิตร จะไม่ยอมให้เกิดขึ้นโดยเด็ดขาดตราบใดที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
นายกษิต กล่าวถึงตรรกะที่บอกว่าเสื้อแดงจะก่อความวุ่นวายจึงต้องมาหาเหตุตั้งคดีกับคนเสื้อเหลือง ว่า ผมไม่เห็นด้วยกับตรรกะแบบนี้ เพราะพฤติกรรมและเป้าหมายดำเนินการทางการเมืองมันต่างกัน วิธีการก็ต่างกัน และการประท้วงของเสื้อแดงก็ไม่ควรเป็นเหตุให้ผมต้องลาออกเพราะไม่ได้ไปเผาเมืองไม่ได้ไปขัดขวางการประชุมระดับโลก ไม่ได้ไปข่มขู่ทำร้ายนายกรัฐมนตรีที่กระทรวงมหาดไทย
ส่วนข่าวที่บอกว่ามีกลุ่มทหารไม่ชอบผมนั้น ช่วยบอกด้วยว่านายทหารนั้นเป็นใคร ผมจะไปจับเข่าคุยด้วย “ผมท้าสู้ทุกเวทีในทางเปิด ในทุกเรื่องที่ผมรับผิดชอบ ในทุกเรื่องที่ผมพูดบนเวทีพันธมิตรฯ และตอนที่ผมอยู่บนเวทีพันธมิตรฯ ผมไม่มีอะไร รถถังก็ไม่มี เงินก็ไม่มี พรรคก็ไม่มี ไม่มีอะไรเลย”
ถามว่าการที่นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศสหรัฐอเมริกา สามารถต่อสายถึงรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยได้โดยตรงนั้นสร้างความระแวงให้ประเทศเพื่อนบ้านที่ปฏิเสธสหรัฐอเมริกาหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นคุณฮิลลารี คลินตันหรือรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย หรือประเทศใดก็ตาม ประเด็นอยู่ที่เราทำอะไรด้วยกัน เพื่อสันติภาพ เสถียรภาพ ความมั่นคงของภูมิภาค จะมีไม่ได้ตราบใดที่มีการกดขี่ในการบริหารปกครองแต่ละประเทศ นอกจากนั้นเรามีความรู้สึกเป็นเพื่อนมนุษย์กับชาวพม่าเหมือนรู้สึกกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ
เมื่อถามถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เดินทางไปกัมพูชา เป็นการก้าวก่ายงานของกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า การดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตมีหลายประเภท เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างตัวบุคคล วัฒนธรรม การแพทย์ การให้ความร่วมมือช่วยเหลือ การทูตด้านความมั่นคง และเรื่องทั่วๆ ไป ส่วนการที่นายสุเทพเดินทางไปกัมพูชานั้นเป็นเรื่องเหมาะสมเพราะนายสุเทพ มีความสนิทชิดเชื้อกับสมเด็จฮุนเซ็นนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก่อนที่เราจะมาเป็นรัฐบาลและเราก็สามารถที่จะรักษาความสนิทชิดเชื้อเอาไว้ได้ เมื่อมีอะไรบางสิ่งบางอย่างไม่สามารถพูดกันในห้องประชุมอย่างเป็นทางการได้ ท่านนายกฯ ก็คิดว่าท่านสุเทพก็เหมาะ นอกจากนั้น นายสุเทพยังเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ซึ่งปัญหาระหว่างไทย-กัมพูชานั้น ก็มีส่วนความมั่นคงเป็นสำคัญ ต้องเสริมกับสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศเจรจาทางการเมืองเรื่องการปักปันเขตแดน ช่วยกันทำคนละไม้คนละมือ ผมไม่ได้เห็นรู้สึกอันใด ก็มีความยินดี ส่วนพล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ ก็ดูแลเรื่องความมั่นคง แต่ละคนก็ทำงาน เพราะเรื่องกัมพูชาก็เกินกำลังของผม เรื่องการสู้รบ การวางกองกำลังเป็นเรื่องของทหารไม่ใช่เรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ แต่การป้องกันและระงับการสู้รบเป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นคนที่ไม่เข้าใจก็คิดว่าผมต้องทำทุกอย่าง“ผมก็ไม่ใช่เพื่อนสนิทกับสมเด็จฮุนเซนและผมก็มิบังอาจจะทำตัวเป็นเพื่อนกับสมเด็จฮุนเซน”นายกษิตกล่าว
เมื่อถามว่ารองนายกฯฝ่ายความมั่นคงสนิทกับสมเด็จฮุนเซนด้วยเรื่องอะไร นายกษิต กล่าวว่า ไม่ทราบว่าสนิทเรื่องอะไรเพราะรู้เพียงว่าสนิทส่วนตัวก็คือสนิทส่วนตัว ส่วนจะสนิทมากน้อยแค่ไหนนั้น ตนไม่ทราบและทำไมตนต้องไปรู้ว่าเขาสนิทอะไรกันยังไง
ถามว่าสนิทกันเรื่องธุรกิจหรือไม่ นายกษิต กล่าวว่า ไปคิดอย่างงั้นไม่ได้ ถ้าไปคิดอย่างนั้นเท่ากับไปว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นเรื่องกล่าวหา จะเป็นการตีตราบาปเขาตั้งแต่ต้น ทำไมต้องเอาบรรทัดฐานขั้นต่ำของรัฐบาลในอดีตมาเป็นบรรทัดฐาน ทำไมถึงคิดว่าคุณสุเทพจะลดตัวไปทำเหมือนคนในรัฐบาลที่แล้วมา แล้วทำไมเราต้องไปคิดว่าผู้นำประเทศอื่นเขาไม่ดี ทำไมเราต้องมีอคติอยู่ตลอดเวลา
เมื่อถามถึงกรณีการถือหุ้นของภรรยารัฐมนตรีต่างประเทศ นายกษิต กล่าวว่า ภรรยาตนไม่ได้ถือหุ้นและไม่ได้ซื้อ ซึ่งได้ตอบข้อถามของ ป.ป.ช.ไปแล้ว เป็นเพียงหุ้นกู้คือไปซื้ออะไรที่ธนาคารแล้วก็ได้ดอกเบี้ยตอบแทน และผู้ที่กล่าวหาตนก็รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแต่ทำไมต้องบิดเบือนข้อมูล

สถาบันปรีดีฯเชิญร่วมงานเผยแพร่เกียรติคุณสุพจน์ ด่านตระกูล

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 กรกฎาคม 2552

สถาบันปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานเผยแพร่เกียรติคุณ สุพจน์ ด่านตระกูล วันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2552 นี้


โครงการเผยแพร่งานเขียนคุณสุพจน์ ด่านตระกูล ครั้งที่ ๑

แนะนำหนังสือ ชีวิตและงานของ ดร. ปรีดี พนมยงค์ รวบรวมโดย สุพจน์ ด่านตระกูล

วันอาทิตย์ที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒
ณ สถาบัน ปรีดี พนมยงค์
ถนนสุขุมวิท ซอยทองหล่อ (๕๕)
โทร. ๐๒ ๓๘๑-๓๘๖๐-๑
email: banomyong_inst@yahoo.com

กำหนดการ

๑๑.๐๐ น. นิทรรศการ สุพจน์ ด่านตระกูล เสมือนสายฝนชโลมใจคนที่รักสัจจะ (ชีวิตและงานของสุพจน์ ด่านตระกูล) ณ โถงแสดงนิทรรศการ

๑๑.๐๐ น. กิจกรรมวาดภาพเหมือน

๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียนสื่อมวลชน ณ ห้องประชุมพูนศุข พนมยงค์

๑๓.๓๐ น. คุณวัฒนา ชัยชนะสกุล กล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานและแนะนำความเป็นมาของงาน

๑๓.๓๕ น. คุณศักดิชัย บำรุงพงศ์ กล่าวเปิดงาน

๑๓.๔๕ น. DVD Presentation รำลึกสุพจน์ ด่านตระกูล

๑๓.๕๕ น. การแสดงจินตลีลาประกอบเพลง คนดีมีค่า

๑๔.๐๕ น. การแสดงเดี่ยวทรัมเป็ตเพลง ลา มาร์ซาแยซ (La Marseillaise)

๑๔.๑๕ น. อภิปราย รู้จัก อ. ปรีดีฯ จากงานเขียนของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล
- ดร. สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ
- ดร. ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
- คุณ ชูพงศ์ ถี่ถ้วน
- คุณ วันไททิพย์ ด่านตระกูล
- คุณ ชมัยภร แสงกระจ่าง ดำเนินการอภิปราย

๑๗.๑๐ – ๑๗.๓๐ น. ผู้ฟังร่วมแสดงความคิดเห็น

สถาบันปรีดี พนมยงค์

65/1 ซอยทองหล่อ ถนนสุขุมวิท55 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทรศัพท์02-2381-3860-1 Fax : 02-2381-3859
email : banomyong_inst@yahoo.com
website : www.pridiinstitute.com
.......
ข่าวเกี่ยวเนื่องที่ไทยอีนิวส์เคยนำเสนอ
-สุพจน์ ด่านตระกูล ส่งต่อคบเพลิงการอภิวัฒน์ที่สมบูรณ์สู่ชนรุ่นหลังก่อนสิ้นบุญสงบ
-สานต่อเจตนาลุงสุพจน์ให้สมบูรณ์:สืบสายธารการอภิวัฒน์คณะราษฎร์2475
-สถาบันปรีดีเชิดชูเกียรติลุงสุพจน์ยิ่งใหญ่ จัดงานรำลึก
(เนื่องจากถูกictบล็อกปิดกั้นเวบ กรุณาเสิร์ซหาทางgoogle)

Saturday, July 11, 2009

ชุมชนพอเพียง พท.ปูดทุจริต เสียหายพันล้าน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_18785

ส.ส.เพื่อไทย ปูดพบการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ใน กทม. ตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ราคาไม่เกิน 1.5แสน ซื้อ 2.5-3 แสน จากเอกชนรายเดียว ร่วมนักการเมืองพรรคใหญ่ขี้โกง รวมโครงการอื่นๆ เสียหายพันล้าน...

ที่ พรรคเพื่อไทย วันนี้ (11 ก.ค.) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย แถลงว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง หรือชุมชนพอเพียง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม. ) โครงการที่รัฐบาลจัดสรรงบประมาณไปยังชุมชนโดยตรง ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) พบว่า มีความไม่ชอบมาพากล ส่อทุจริต เพราะการดำเนินการไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของโครงการ ที่กำหนดให้การจัดสรรงบประมาณไปยังชุมชมต้องมีการจัดเวทีประชาคมรับฟังความ เห็นของประชาชนในชุมชุน และโครงการที่ได้รับการคัดเลือกต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 70% ของประชาชนในชุมชน อีกทั้งโครงการที่ได้รับการคัดเลือกต้องอยู่ในหลักการรองรับผู้ด้อยโอกาส ผู้ว่างงาน อนุรักษ์ส่งเสริมหรือพัฒนาพลังงานทดแทน แต่จากการตรวจสอบพบว่า การดำเนินโครงการนี้ไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ เพราะไม่มีการทำเวทีประชาคม แต่ใช้วิธีนำเอกสารไปหลอกให้ชาวบ้านลงชื่อ เพื่อแสดงให้เห็นว่า โครงการได้รับความยินยอมจากคนในชุมชน ทั้งที่ชาวบ้านไม่ทราบว่ามีโครงการนี้ในชุมชนของตัวเอง และไม่เป็นไปตามความต้องการของชุมชน

น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่พบว่า โครงการที่มีความไม่โปร่งใสมากที่สุดคือ การซื้อตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ มูลค่า 2.5- 3 แสนบาท มีชุมชนในกทม. 20 แห่งได้รับเครื่องนี้ไปแล้ว แต่เครื่องดังกล่าวมีราคาแพงเกินความจริง เพราะราคาตู้น้ำดื่มในท้องตลาดมีราคาไม่เกิน 4 หมื่นบาท บวกกับราคาแผงโซลาร์เซลล์ อีก 9 หมื่นบาท รวมกันแล้วไม่น่าเกิน 1.5 แสนบาท แต่กลับไปซื้อในราคา 2.5-3 แสนบาท เป็นการจัดซื้อจากเอกชนเพียงรายเดียว โดยเป็นการร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองขี้โกงกับพ่อค้าหัวใส ที่พบว่ามีสายสัมพันธ์กับพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ทั้งนี้ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญก็ไม่อยู่ในองค์ประกอบที่จะเข้าร่วมโครงการได้ จึงมีการผนวกระบบโซลาร์เซลล์เข้าไป เพื่อให้อยู่ในองค์ประกอบของการอนุรักษ์หรือพัฒนาพลังงานทดแทน นอกจากนี้ยังพบว่า ยังมีการจัดซื้อโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ เตาเผาขยะ ในชุมชนต่างๆ มีราคาแพงเกินจริงอีกด้วย รวมแล้วมีความเสียหายเกิดขึ้นถึงพันล้านบาท พรรคเพื่อไทยจะเกาะติดโครงการเหล่านี้อย่างละเอียด และจะนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบโครงการในวันที่ 15 ก.ค. และจะนำข้อมูลการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงไปยื่นต่อป.ป.ช.และกรมสอบสวนคดี พิเศษ(ดีเอสไอ) ต่อไป

จาตุรนต์ ฉายแสง:ข้อเสนอต่อรัฐบาลกรณีการแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009

ที่มา Thai E-News


โดย จาตุรนต์ ฉายแสง
ที่มา เวบเครือข่ายจาตุรนต์
11 กรกฎาคม 2552

ในอเมริกา หน่วยงานสาธารณสุขออกแถลงอย่างเป็นทางการไปแล้วว่า..จะมีผู้ติดหวัด 90 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน..จึงเป็นที่วิตกกันว่า โรคนี้จะระบาดมากขึ้น โดยที่คนจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อถือตัวเลขจากทางการ ไม่เชื่อมั่นในมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งไม่เชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการได้เผยแพร่หรือชี้แจง ซึ่งมีเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกอย่างนั้น



"สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009"

สถานการณ์ปัจจุบันโรคนี้ได้ระบาดอย่างรวดเร็ว มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มการแพร่ระบาดจะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และสร้างความเสียหายให้แก่คนทั่วโลกได้อีกมาก

ในประเทศไทยโรคนี้ได้แพร่ระบาดเร็วมาก มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 คน มียอดผู้ป่วยด้วยโรคนี้เป็นอันดับ 9 ของโลก มีผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นอันดับที่ 1 ในเอเชีย

นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าในขณะนี้มีผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากกว่าตัวเลขที่เป็นทางการอีกมาก ถ้าการแพร่ระบาดยังเป็นไปในลักษณะนี้ หมายความว่าจะเพิ่มอัตราเร่งสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำให้เราพบกับสภาพที่มีผู้ปวยด้วยโรคนี้จำนวนเป็นแสนๆคนในอนาคตอันใกล้

ในอเมริกา หน่วยงานสาธารณสุขออกแถลงอย่างเป็นทางการไปแล้วว่า ในประเทศสหรัฐฯประเทศเดียว คาดว่าจะมีผู้ติดหวัด 90 ล้านคน และเสียชีวิตมากถึง 2 ล้านคน

จึงเป็นที่วิตกกันว่า โรคนี้จะระบาดมากขึ้น สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยที่คนจำนวนมากไม่ค่อยเชื่อถือตัวเลขจากทางการ ไม่เชื่อมั่นในมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหานี้ รวมทั้งไม่เชื่อในข้อมูลข่าวสารที่ทางราชการได้เผยแพร่หรือชี้แจง ซึ่งมีเหตุผลที่ทำให้คนจำนวนมากรู้สึกอย่างนั้น

"ขาดยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรการ"

ความจริงประเทศไทยมีพื้นฐานที่ดีหลายอย่างในการที่จะรับมือกับโรคนี้ คือเรามีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชื่ยวชาญ ในเรื่องที่เกี่ยวกับโรคระบาดอยู่พอสมควร เราได้ผ่านประสบการณ์กับการที่ต้องเผชิญกับโรคซาส์และปัญหาไข้หวัดนกในชวงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้เรามีประสบการณ์ทำงาน ในการวางแผน ในการจัดการ รวมทั้งยังได้มีแผนรับมือกับภาวะโรคระบาดที่ได้มีการวางแผนไว้แล้วอย่างต่อเนื่องถึง 2 แผน

แผนแรกได้ทำโดยคณะกรรมการติดตามแก้ปัญหาไข้หวัดนก และต่อมามีการพัฒนาแผนขึ้นอีกเป็นแผนงานขั้นที่ 2 ที่ต่อเนื่องโดยสำนักงานสภาพัฒน์ฯ นอกจากนั้นเรายังมีเครือข่ายความร่วมมือที่ดีกับองค์กรต่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้ง WHO ที่ได้เคยให้เราเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคนี้

เรายังได้เคยมีการศึกษา ค้นคว้า เพื่อจะสร้างหรือผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ทำให้เรามีความรู้ ความเชี่ยวชาญอยู่พอสมควร ในการที่จะสร้าง ผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้

มีคำถามว่า ทำไมเราจึงมาอยู่ในจุดที่ผู้คนขาดความเชื่อถือ และดูเหมือนการแก้ปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าไว้วางใจ จนกระทั่งทำให้เกิดการคาดการณ์ในทางหวั่นวิตกว่า ปัญหาจะหนักหน่วงรุนแรงมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

สาเหตุสำคัญ คือ เราขาดยุทธศาสตร์ในการรทำงาน ขาดนโยบาย การวางแผน การวางมาตรการที่ดี ขาดการปรึกษาหารือกับผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบอย่างเป็นระบบ และไม่มีการตัดสินใจที่ดี รวมทั้งไม่มีการวางยุทธศาสตร์ วางแผนในการสื่อสารประชาสัมพันธ์ ให้เจ้าหน้าที่ผู้ที่เกี่ยวข้องและประชาชนได้เข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งสร้างความเข้าใจว่าเรากำลังจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ผู้คนทั้งหลายจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร

"ปัดฝุ่นคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เชื่อมโยงต่างประเทศ"

หากจะให้เสนอแนะความคิดเห็น ผมคิดว่าควรจะมีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติขึ้น เพื่อดูแลปัญหานี้ แต่จากการติดตามข่าวสารทราบว่า มีการตั้งคณะกรรมการระดับชาติ ระดับรัฐบาลเพื่อดูแลปัญหานี้แล้ว แต่ว่าคณะกรรมการคณะนี้ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่ค่อยได้ประชุมปรึกษาหารือกัน จึงไม่เห็นว่าคณะกรรมการชุดนี้ได้ทำงานอะไร ทำหน้าที่อย่างไร

ข้อเสนอประการแรกคือ ให้คณะกรรมการฯที่ตั้งไว้นี้ ปรับปรุงองค์ประกอบคณะกรรมการชุดนี้ให้ทันสมัยมากขึ้น ให้มีผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ จากกระทรวงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งควรจะเชิญผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศและจากต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ให้เข้าร่วมเป็นกรรมการหรือเป็นที่ปรึกษา แล้วให้คณะกรรมการนี้ทำงานอย่างจริงจัง มีการประชุมสม่ำเสมออย่างน้อยทุกสัปดาห์ เพื่อที่จะกำหนดยุทธศาสตร์ แผนงาน มาตรการ และเพื่อที่จะบัญชาการ สั่งการ ให้เกิดการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย

รวมทั้งควรจะมีการนำเอาแผนฉุกเฉินที่จะรับมือกับการเกิดโรคระบาด ที่มีการทำไว้แล้วนั้นมาพิจารณาเพื่อนำส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นประโยชน์มาใช้โดยเร็ว รวมทั้งควรจะมีการชี้แจงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชาชน......

- ได้เข้าใจข้อเท็จจริง
- เข้าใจลักษณะความรุนแรงของโรค
- วิธีการในการป้องกันรักษา
- วิธีปฏิบัติตน
- แนวปฏิบัติขององค์กรหน่วยงาน สถานที่ต่างๆ
- รวมไปถึงบุคคลแต่ละคนว่าควรปฏิบัติในการป้องกันรักษาโรคนี้อย่างไร
ควรจะมีรายละเอียดตั้งแต่ในภาวะปกติที่ยังไม่ปรากฎ ไปจนถึงสงสัยว่า
- เริ่มมีอาการอย่างไร
- จะทำอย่างไร
- ควรจะไปพบแพทย์ และควรจะไปโรงพยาบาลใดบ้าง หรือทั่วไป
- หรือว่าเมื่อใดควรจะหยุดเรียน เมื่อใดโรงเรียนควรจะปิด
- จากนี้ไปผู้ที่รับผิดชอบสถานที่ ระบบขนส่ง อาคารตึกรามต่างๆจะต้องมีมาตรการอย่างไร


ชี้แจงประสัมพันธ์ทั้งระบบ จัดทำแผนฉุกเฉิน ผลิตวัคซีน

ควรจะมีคำแนะนำที่ชัดเจน ควรจะมีการมาสรุปผลการศึกษาการวิเคราะบทเรียนจากการป้องกันรักษาโรคนี้ ทั้งในประเทศไทยและจากต่างประเทศ เพื่อให้คนเข้าใจพฤติกรรมเข้าใจการพัฒนาการคลี่คลายของเรื่องนี้ว่า คนมักจะติดโรคนี้จากอะไร ติดมาในโอกาสไหนมาจากใครอย่างไร ที่หายๆได้อย่างไรแต่ละคนจะได้วางตัวถูก

ประการที่สอง คือ นอกจากชี้แจงสิ่งที่เป็นปัจจุบันแล้ว ต้องแสดงภาพให้เห็นว่าในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะต้องเผชิญกับสภาพอย่างไร แล้วเราจะรับมือกับมันอย่างไร ในอนาคตคนจะเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธรณะอย่างไร คนจะใช้บริการต่างๆ ไปดูหนัง อยู่ในร้านอาหาร ไปซื้อข้าวซื้อของตามศูนย์การค้าและอื่นๆจะทำอย่างไร

โดยเฉพาะเมื่อมีการระบาดของโรคนี้อย่างกว้างขวางมากๆ แล้วคนแต่ละคนจะทำกันอย่างไร ให้นำเอาแผนฉุกเฉินแผนที่มีไว้สำหรับการรับมือกับโรคระบาดอย่างร้ายแรงมาพิจารณาดูว่าควรจะต้องเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาโรคอย่างไรและก็ต้องเร่งทำอย่างจริงจัง ต้องทุ่มเทงบประมาณหาบุคลากรมาเสริมอีกมาก รวมทั้งต้องร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศก็ต้องรีบดำเนินการ หมายถึงว่าต้องมีเครื่องไม้เครื่องมือเตรียมยาสำหรับรักษาเตรียมผลิตวัคซีน เตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ อย่างเช่นห้องทดลอง เครื่องมือในการตรวจพิสูจน์ว่าเขาเป็นอะไรกันแน่เป็นโรคนี้หรือไม่ ห้องรักษาคนไข้แบบปิดที่ไม่แผ่เชื้อต่อๆไป รวมทั้งก็จะต้องเร่งผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคนี้

ประการสำคัญ ต้องจัดระบบการชี้แจงประชาสัมพันธ์เสียใหม่ คือเมื่อมีการพิจารณาอย่างเป็นระบบแล้ว นำเรื่องสำคัญๆมาชี้แจงแก่ประชาชนทราบให้เข้าใจสถานะของปัญหาความร้ายแรงของปัญหาในขอบเขตทั่วโลก และทั่วประเทศ รวมทั้งความรุนแรงที่จะเกิดต่อคนแต่ละคน วิธีการป้องกันวิธีการรักษาที่ดีควรเป็นอย่างไร ในการชี้แจงควรจะชี้แจงอย่างจริงจังเป็นระบบด้วยเครื่องไม้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เช่นต้องขอความร่วมมือให้มีการใช้ทีวีพูล มีการใช้วิทยุรวมการเฉพาะกิจ ขอความร่วมมือจากสถานีวิทยุต่างๆให้มีความร่วมมือในการที่เผยแผ่ข้อมูลข่าวสารอย่างจริงจังทั้งระบบ

กระทำอย่างต่อเนื่องอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง เพื่อให้คนในสังคมรู้ว่าจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร ผมคิดว่าหากได้มีการพยายามทางยุทธศาสตร์วางแผนอย่างเป็นระบบ มีการบัญชาการสั่งการอย่างจริงจัง รวมทั้งชี้แจงข้อมูลอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมาให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริง รวมทั้งข้อมูลข่าวสารที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ทั้งหลายอย่างเพียงพอ ประชาชนก็จะลดความวิตกกังวลลดความเครียดลงไป ก็คงจะไม่ได้ตำหนิอะไรรัฐบาลมากมายอย่างที่เป็นอยู่ เพราะว่าประชาชนย่อมจะรู้อยู่ว่าปัญหานี้เป็นเรื่องที่หลายหลายส่วนก็เป็นเรื่องสุดวิสัยที่ใครจะทำอะไรได้

ถ้าแต่หากว่ายังปล่อยให้อยู่ในสภาพที่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดีไม่มีการบัญชาการสั่งการที่ดี ไม่มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี มีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ คนก็จะรู้สึกตำหนิรัฐบาลมากยิ่งขึ้นๆ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาเท่ากับว่า จะทำอย่างไร จะช่วยป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้ว และที่จะเกิดขึ้นจากโรคนี้ในวันข้างหน้า

สิ่งสำคัญคือว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยกันป้องกันลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นและที่จะเกิดขึ้นจากโรคนี้ ประเด็นสุดท้าย ทั้งหมดนี้จะเริ่มที่ไหน ผมคิดว่าก็ต้องเริ่มที่นายกรัฐมนตรี
..........
แหล่งอ้างอิง
http://www.flutrackers.com/forum/
http://www.pandemicflu.gov/
http://www.hhs.gov/pandemicflu/
......
ข่าวประชาสัมพันธ์กิจกรรม

สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย ร่วมกับสถาบันเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น ขอเชิญร่วมฟังการอภิปราย

หัวข้อ "การล่มสลายของประชาธิปไตยไทย : จุดเริ่มต้นในการแสวงหาประชาธิปไตย"วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552 ณ โรงแรมสุริวงศ์ จ.เชียงใหม่

กำหนดการ

12.00 น. ลงทะเบียน

13.00 น. กล่าวเปิดงานโดย สถาบันเพื่อการศึกษาและพัฒนาท้องถิ่น

รศ.ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง

13.15 น. กล่าวนำการอภิปรายโดย คุณจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

13.30 น. เริ่มการอภิปราย " การล่มสลายของประชาธิปไตยไทย : จุดเริ่มต้นในการแสวงหาประชาธิปไตย"

ดร.สุชาติ ธาดาดำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
รศ.ดร.วรพล พรหมมิกบุตร คณะมานุษยวิทยาและสังคมวิทยาธรรมศาสตร์
รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
อ.คณิน บุญสุวรรณ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 40 และอดีตส.ส.หลายสมัย
คุณจอม เพชรประดับ ผู้ดำเนินรายการ

16.30 น. กล่าวขอบคุณ