WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 13, 2009

บัวเหนือน้ำกำลังขุ่น

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19131

จากเวลา 09.30 น. ที่ล้อเครื่องบินแตะรันเวย์ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ นายกฯอภิสิทธิ์และคณะชุดใหญ่เดินทางถึงถิ่น "เนวิน ชิดชอบ"

เริ่มปฏิบัติภารกิจตามโปรแกรม ทำพิธีเปิดห้องสมุดดัดแปลงจากตู้รถไฟ แวะกินส้มตำ ไก่ย่างเป็นมื้อเที่ยงที่บ้านของนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ก่อนจะขึ้นรถอีแต๋นตรวจโครงการปลูกยางพาราและอ้อย ปิดท้ายด้วยการยืนให้แฟนๆถ่ายรูป พ่อใหญ่ แม่ใหญ่ ผูกผ้าขาวม้ารับขวัญรอบเอว

จนกระทั่งเวลา 17.30 น. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู นักเรียน อสม. ได้ตั้งแถวส่งนายกฯอภิสิทธิ์และคณะขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

8 ชั่วโมงเต็มๆ บนผืนดินอีสาน


ภายใต้มาตรการอารักขาความปลอดภัยเข้ม นายกฯอภิสิทธิ์ถูกจัดให้นั่งอยู่ในรถฟอร์ดเอเวอร์-เรสต์ กันกระสุนสีดำ โดยมีทีม รปภ.จากหน่วยอากาศโยธินประกบหน้าหลัง ตามด้วยรถตู้ของตำรวจ สันติบาล หน่วยอรินทราชคอยตามประกบขบวนตามจุดแยกตลอดสองข้างทาง มีการเกณฑ์ อปพร.และชาวบ้านกลุ่มเสื้อน้ำเงิน ยืนเฝ้าเรียงราย

และถึงจุดล่อแหลมอันตราย ก็มีเฮลิคอปเตอร์บินต่ำประกบขบวน

"ห่อหุ้ม" กันยิ่งกว่าไข่ในหินซะขนาดนี้ อย่าว่าแต่ม็อบเสื้อแดงจะฝ่าเข้าไปป่วนเลย แม้แต่มดง่ามยังยากจะหลุดเข้าไปได้

ราวกับไปฝ่าดงผู้ก่อการร้าย

โดยภาพที่ออกมาในห้วงเรียลลิตี้สั้นๆ จบภายใน 1 วัน มันจึงเป็นอะไรที่ได้ไปมากสุดก็แค่คิวที่นายกฯอภิสิทธิ์ได้เว้าอีสาน สำเนียงออกซ์ฟอร์ด


"สำบายดีบ่พี่น้อง"

แค่การต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ เหลี่ยมการเมืองบลัฟกระแสที่โดนเครือข่ายนายใหญ่ถากถาง นายกฯชื่อ "อภิสิทธิ์" พะยี่ห้อประชาธิปัตย์ ไม่มีที่ยืนบนผืนดินในอีสาน

"อภิสิทธิ์" ก็มายิ้มโชว์บนรถอีแต๋นให้เห็นแล้ว

แต่ที่แอบหัวเราะดังๆอยู่ในใจ โดยยี่ห้อ "เนวิน" ในฐานะผู้กำกับฉากอยู่เบื้องหลัง คิวนี้ได้แสดงพลังให้เห็นเลยว่า "ผู้ยิ่งใหญ่" ตัวจริง

ขาแข็งๆ ปีกอุ่นๆ คุ้มภัย "อภิสิทธิ์" ได้


ถ้าคิดจะบุกดงเสื้อแดงเข้าอีสาน ยังไงเสีย ยี่ห้อประชาธิปัตย์ก็ต้องพึ่งบริการ "เนวิน"

ในอารมณ์ตรงกันข้ามกับคนที่จะถูก "เลิกใช้บริการ"

โดยอาการธาตุไฟแตก ล่าสุด นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ด่ากราดข้ามประเทศมาจากเมืองโอ๊คแลนด์ นิวซีแลนด์ ซัดดะ สื่อชั่ว นักการเมืองเลว รับเงินอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร รวมหัวไล่บี้ออกจากเก้าอี้


ในอารมณ์เดือดดาลพาลมาจากคิวฉุนขาดกรณีที่มีข่าวว่าบิ๊กทหารใหญ่กดดันให้รัฐบาลโละออกจากเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ ผลพวงจากปัญหาชายแดนเขาพระวิหาร

"กษิต" โวยแหลก "โดนรุมกินโต๊ะ" ตีกราดไปทั่ว ไล่ตั้งแต่ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ไปยันบิ๊กทหาร

ท้าให้โผล่หัวออกมาลุยกันซึ่งๆหน้า


ยกยอดปัญหาค้างคาใจ โยงปมชักแม่น้ำ ตั้งคำถามร้อนๆ จี้ให้ "เทพเทือก" ตอบว่า ใครที่ปองร้ายนายกฯอภิสิทธิ์ และนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ

ประทับเครื่องหมายคำถามให้ "เทพเทือก" กับขั้วอำนาจสีเขียวพี่น้องทหารเสือราชินี

เขี่ยไฟโยนทุ่นให้สังคมไปเดาเอาเอง


แล้วก็ตบท้ายตามสไตล์ยี่ห้อ "กษิต" เล่นบท "บัวเหนือน้ำ" ขู่ระดมม็อบเรือนแสนมาแสดงพลังอุ้มให้อยู่บนเก้าอี้รัฐมนตรีต่อไป

และก็ให้บังเอิญรับมุกกันพอดีกับแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่เดินเกมไล่ฟ้องนายกฯอภิสิทธิ์ โทษฐานรู้เห็นเป็นใจให้ตำรวจตั้งข้อหาหนักเล่นงานแกนนำม็อบในคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน เพื่อนำร่องโละ "กษิต" เตะตัดขาค่ายการเมืองใหม่


"กษิต" ออกอาการเฮี้ยว ในจังหวะที่แกนนำม็อบพันธมิตรฯปักหลักชนรัฐบาลประชาธิปัตย์สู้คดีก่อการร้ายยึดสนามบิน

แท็กทีมเบี่ยงกระแส ลากเข้าเงื่อนไขเกมการเมือง

เรื่องของเรื่อง เบื้องหลังมันก็นัวเนียๆ มั่วกันในหมู่ผู้มีอุปการคุณที่หนุนขั้วรัฐบาลประชาธิปัตย์ เกิดอาการเหยียบตาปลา หันมาล่อกันเอง


ที่แน่ๆจอมเก๋ายี่ห้อ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยังต้องรีบชิ่ง โบ้ยเป็นเรื่องภายในของรัฐบาล ตัวเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

ไม่รู้จะช่วยประคองเกมยังไงเหมือนกัน.


ทีมข่าวการเมืองรายงาน

ถวายฎีกาช่วยทักษิณ: เกมกดดันสถาบัน?

ที่มา ประชาไท

พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงล่ารายชื่อประชาชน 1 ล้านรายชื่อ เพื่อยื่นถวายฎีกาขออภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า "ท่านคิดว่า ถูกหรือผิด การอภัยโทษต้องถูกลงโทษแล้วใช่หรือไม่"

(มติชนออนไลน์ วันที่ 11/07/2552)
สอดรับกับความเห็นของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล
“การถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษนั้น คนที่ต้องการได้อภัยโทษต้องรับโทษก่อน และคนขอต้องเป็นนักโทษเองคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ให้คนอื่นเป็นตัวแทนล่ารายชื่อ ไม่เช่นนั้นอีกหน่อยใครมีเงิน เมื่อต้องโทษอะไรก็ไปจ้างประชาชนมาเข้าชื่อถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพราะฉะนั้นในเมื่อรู้ดีว่าเรื่องนี้ทำไมได้ แต่คนพวกนี้ก็ยังทำ ก็เพราะต้องการเอาการเมืองไปเล่นกับพระเจ้าอยู่หัว หากเมื่อถวายฎีกาแล้วไม่ประสบความสำเร็จ ก็จะไปพูดกันทันทีว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ให้ความเป็นธรรมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยชาวบ้านที่ไปลงชื่อก็จะไม่เข้าใจที่มาที่ไปว่าโดยหลักการแล้วทำไม่ได้ ก็จะเข้าใจผิดต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
(ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 4/07/2552)
ลองเปรียบเทียบกับความเห็นอีกด้าน
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า “ทราบมาว่าการถวายฎีกาเป็นการขอพระราชทานความเป็นธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เกี่ยวกับการอภัยโทษ เพราะถือว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้มีความผิด ประชาชนมองว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะหลังจากการทำรัฐประหาร มีการออกกฎหมายไม่ได้เป็นมาตรฐานของโลกมาดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ หากเป็นกระบวนการยุติธรรมตามปกติ เชื่อว่าประชาชนคงยอมรับได้” เมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่า การยื่นถวายฎีกาเป็นการกระทำที่กระทบต่อสถาบัน พ.อ.อภิวันท์ กล่าวว่า “ถือเป็นการให้ความเคารพสถาบันเบื้องสูงด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์ บรรดาลูกๆ ที่มีความเดือดร้อนจะต้องพึ่งพ่อแม่ ไม่ถือว่าเป็นการดึงสถาบันมาเกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นการเฉลิมพระเกียรติพระองค์”
(มติชนออนไลน์ วันที่ 11/07/2552)
จะเห็นได้ว่า ฝ่ายแรกมองประเด็นเรื่อง “เทคนิคทางกฎหมาย” ที่ถือว่าผู้จะขอพระราชทานอภัยโทษต้อง “ถูกลงโทษก่อน” และมองเป็นประเด็นการเมืองว่าอีกฝ่าย “ต้องการเอาการเมืองไปเล่นกับพระเจ้าอยู่หัว” ส่วนฝ่ายหลังมองประเด็น “ความเป็นธรรม” เพราะเห็นว่า “...หลังจากการทำรัฐประหาร มีการออกกฎหมายไม่ได้เป็นมาตรฐานของโลกมาดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ”
อันที่จริงทั้งสองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกัน เราจะสร้างความชัดเจนในประเด็นเรื่อง “เทคนิคทางกฎหมาย” โดยละเลยการสร้างความชัดเจนในประเด็น “ความเป็นธรรม” ไม่ได้
น่าสนใจว่า ในประเด็น “ความเป็นธรรม” นั้น ประชาชนมองอย่างไร?
สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน "คิดอย่างไรเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม"พบว่า “58.69% เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมมี 2 มาตรฐานและไม่เชื่อว่าการดำเนินคดีกับพันธมิตรฯและเสื้อแดงจะเป็นไปด้วยความยุติธรรมและโปร่งใส”
(มติชนออนไลน์ วันที่ 11/07/2552)
ในประเด็น “ความเป็นธรรม” อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยโพสเข้ามาแสดงความเห็นในบทความของผมนานมาแล้ว ทำนองว่า (ถ้าจำไม่ผิด) “ใครที่เรียกร้องทักษิณให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่ได้เรียกร้องให้พวกที่ทำรัฐประหารให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในความผิดฐานฉีกรัฐธรรมนูญหรือล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ถือว่ากำลังใช้ 2 มาตรฐาน” (ถ้าจำผิดต้องขออภัยด้วย)
เราอาจเข้าใจความคิดของ อาจารย์สมศักดิ์ ชัดเจนขึ้นจากนิทาน “การแบ่งเค้ก” ของชาวกรีกที่เล่าต่อๆ กันมาว่า “ในบางแบ่งเค้กนั้น เมื่อนาย ก.จะแบ่งเค้กกับนาย ข. เขาใช้มีดตัดแบ่งเค้กออกเป็น 2 ซีกเท่าๆ กันแล้วจึงบอกกับนาย ข.ว่า ให้คุณเป็นคนเลือกก่อนว่าจะเอาซีกไหน” ถ้าเราคิดอย่างใช้เหตุผล เราย่อมเข้าใจตรงกันว่า วิธีการแบ่งเค้กเช่นนี้เป็นวิธีการที่ “ยุติธรรม”
และถ้าเราเข้าใจตรงกันในเรื่อง “ความยุติธรรม” เราย่อมเข้าใจตรงกันได้ว่า วิธีการที่คณะบุคคลใดคณะบุคคลหนึ่งใช้กำลังทหารยึดอำนาจรัฐมา แล้วใช้ “กระบวนการยุติธรรมที่ไม่ปกติ” จัดการกับฝ่ายที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนนั้น ย่อมเป็นการกระทำที่ไม่ยุติธรรม หรือไม่เป็นธรรม
ในขณะเดียวกัน ตามหลักความยุติธรรมดังกล่าวแล้ว ถ้าเราไม่ใช้สองมาตรฐานเมื่อเราเรียกร้องให้ฝ่ายที่ถูกทำรัฐประหารเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีความต่างๆ เราก็ต้องเรียกร้องให้ฝ่ายที่ทำรัฐประหารเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในความผิดฐาน “ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย” ด้วยเช่นกัน
ในประเด็นดังกล่าวนี้นักรัฐศาสตร์หรือนักนิติศาสตร์โดยทั่วไป อาจมองว่า เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของฝ่ายที่ทำรัฐประหารได้สำเร็จ เมื่อเขามีอำนาจรัฐอยู่ในมือเขาย่อมออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ตนเอง
แต่คำถามสำคัญคือ เพราะสังคมยอมรับธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้หรือไม่จึงทำให้รัฐประหารเกิดขึ้นได้ง่ายๆ และธรรมเนียมปฏิบัติดังกล่าวเป็นการทำลายหลักความยุติธรรมอย่างถึงรากหรือไม่ที่ฝ่ายซึ่งทำความผิดใหญ่หลวงโดยการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยแล้วสามารถออกกฎหมายจัดการกับศัตรูทางการเมืองของตนเองได้โดยที่ตนเองไม่ต้องรับผิดชอบในความผิดที่ได้กระทำลงไปใดๆเลย (อย่างนี้นอกจากคุณจะเป็นคนตัดเค้กและเลือกส่วนแบ่งของตนเองก่อน แล้วยังใช้มีดตัดเค้กไล่แทงอีกฝ่ายด้วย [“เค้ก” ในที่นี้หมายถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่สมาชิกแห่งรัฐพึงได้รับ ซึ่งฝ่ายที่ถูกทำรัฐประหารก็ย่อมเป็นสมาชิกแห่งรัฐด้วย])
ดังนั้น การถกเถียงกันว่า “ควรถวายฎีกาช่วยทักษิณหรือไม่?” ต้องกำหนดให้ชัดว่า เรากำลังถกเถียงกันในประเด็นเทคนิคทางกฎหมาย หรือประเด็นความเป็นธรรม? หรือในกรณีคดีการเมืองเช่นนี้ เราสามารถแยกทั้ง 2 ประเด็นออกจากกันได้อย่างเด็ดขาดหรือไม่? ถ้าแยกไม่ได้ประเด็นไหนน่าจะเป็นประเด็นใหญ่กว่าหรือสำคัญกว่า?
ถ้าเราเห็นว่าประเด็น “ความเป็นธรรม” สำคัญกว่า (ไม่ใช่เพราะว่าต้องการช่วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่เพราะต้องการรักษาบรรทัดฐานของสังคม) การถวายฎีกาก็เป็นสิ่งที่ควรทำ (ภายใต้เงื่อนไขของระบอบการปกครองที่เป็นจริงในสังคมไทยปัจจุบัน)
เพราะถ้าในกรณีที่พระมหากษัตริย์เข้ามาระงับความขัดแย้งทางการเมืองหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 และล่าสุดคือการมีกระแสพระราชดำรัสให้ศาลแก้ปัญหาการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็นสิ่งที่สังคมไทยยอมรับได้ว่า “เป็นธรรม” หรือ “ชอบด้วยหลักการและเหตุผล” ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว การถวายฎีกาเพื่อขอความเป็นธรรมให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็น่าจะเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้เช่นกัน ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นใดก็ตาม
หากคิดกันอย่างตรงไปตรงมา ประเด็นหลักในเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องตื้นๆ ที่ว่า “ต้องการเอาการเมืองไปเล่นกับพระเจ้าอยู่หัวฯ” หรือ “ใครมีเงิน เมื่อต้องโทษอะไรก็ไปจ้างประชาชนมาเข้าชื่อถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” หรือ “จะเป็นการกดดันสถาบันหรือไม่?” แต่เป็นเรื่องที่ (ในความขัดแย้งที่เป็นอยู่) สังคมไทยไม่สามารถหาความชัดเจนหรือหาทางออกร่วมกันได้ในเรื่อง “ความเป็นธรรม” และเมื่อเกิดปัญหาทำนองนี้ในอดีตที่ผ่านมาพระมหากษัตริย์สามารถเข้ามาคลี่คลายปัญหาทำนองนี้ได้ โดยที่สังคมไทยยอมรับในบทบาทดังกล่าวของพระมหากษัตริย์
ฉะนั้น ประเด็นหลัก (หรือที่ท้าทาย ณ เวลานี้) คือ สังคมไทยยังเชื่อ หรือจะยอมรับร่วมกันอยู่หรือไม่ว่า สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นที่พึ่งสุดท้ายในเรื่อง “ความเป็นธรรม” เฉกเช่นในอดีตที่ผ่านมา?

การสร้างความคิดรุนแรงในภาคใต้ : ควรมองปัญหาที่เครือข่ายปฏิบัติการ ไม่ใช่ที่โรงเรียน

ที่มา ประชาไท

เผยแพร่ครั้งแรก : เว็บไซต์ศูนย์ข่าวอิศรา
www.isranews.org/cms/index.php

โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามบางแห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีลักษณะดึงดูดกลุ่มคนที่มีความคิดรุนแรง (radical) แต่ก็ไม่อาจเหมารวมว่า สถาบันการศึกษาทั้งหมด หรือครูและนักเรียนจะเป็นแหล่งต้นตอของปัญหา บางครั้งมักจะมีความเข้าใจที่ผิดๆ ในเรื่องความสัมพันธ์ของสถานที่กับคนที่อยู่ในสถานที่นั้น

โรงเรียนเป็นสถานที่ที่เด็กหนุ่มซึ่งอยู่ในวัยที่มีความคิดและความรู้สึกเร่าร้อนมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เด็กหนุ่มเหล่านี้จึงเป็นตัวผ่านชั้นเยี่ยมของกระแสความคิดรุนแรงที่เข้ามาในชุมชนเหล่านี้ ซึ่งลักษณะดังกล่าวก็เกิดขึ้นเช่นกันในโรงเรียนมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยในประเทศแถบตะวันตก

รายงานชิ้นล่าสุดสองฉบับของอินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป ในประเทศอินโดนีเซียและประเทศไทย แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสถาบันการศึกษากับกลุ่มคนที่มีความคิดหัวรุนแรง เช่น ในเมืองปาเล็มบัง ประเทศอินโดนีเซีย กลุ่มหัวรุนแรงจะใช้โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามในเครือข่ายของกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ (เจไอ) เป็นสถานที่นัดพบเพื่อวางแผนก่อการ แต่ว่าสมาชิกที่เข้าร่วมส่วนใหญ่ไม่ใช่ครูหรือนักเรียนในโรงเรียนเหล่านั้น

จิตสำนึกต่อหน้าที่ที่แม้อาจจะไม่ถูกต้องนัก หรือการสาบานตนอาจส่งผลให้ผู้บริหารโรงเรียนไม่อาจจะปฏิเสธกลุ่มคนหัวรุนแรงเหล่านี้ได้ แม้ว่าผู้อำนวยการโรงเรียนอาจจะไม่เห็นด้วยกับการปฏิบัติการที่ใช้ความรุนแรงเช่นนั้นก็ตาม

ในภาคใต้ของไทยก็มีการแอบแฝงเข้าไปในโรงเรียนเพื่อทำการคัดเลือกนักเรียนที่มีคุณสมบัติเหมาะที่จะเข้าร่วมขบวนการก่อความไม่สงบ หลังจากนั้นจะมีการกลั่นกรองด้วยการอบรมพิเศษนอกห้องเรียนเพื่อชักนำเด็กเหล่านั้นให้เข้าสู่ขบวนการต่อสู้ต่อไป ห้องเรียนและหอพักที่เต็มไปด้วยเด็กนักเรียนเป็นเกราะกำบังที่เหมาะต่อปฏิบัติการที่ซ่อนเร้น โดยที่ผู้สอนหรือนักเรียนที่เรียนหรือพักอยู่ในสถานที่เหล่านั้นเองก็อาจไม่รู้หรือไม่เข้าใจว่ามีการดำเนินกิจกรรมเช่นนั้นอยู่

คงเป็นแนวทางที่ไม่ฉลาดนักหากรัฐบาลจะจัดการกับปัญหานี้ด้วยการปิดโรงเรียนหรือลงโทษครู รวมทั้งความพยายามที่จะเปลี่ยนแบบเรียนหรือหลักสูตรการศึกษา แม้ว่าอาจจะมีประโยชน์ต่อการศึกษาโดยรวม แต่จะไม่มีผลใดๆ ในการหยุดกระบวนการชักชวนเด็กหนุ่มให้เข้าไปสู่ขบวนการก่อความไม่สงบได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่นั่น

การปราบปรามอย่างรุนแรงก็ไม่ใช่แนวทางที่ดีในการแก้ปัญหา เพราะรังแต่จะเป็นการผลักให้กลุ่มเหล่านี้ออกไปปฏิบัติการในพื้นที่อื่นๆ ที่มีการต่อต้านน้อยกว่า

สิ่งสำคัญคือการตระหนักว่าโรงเรียนเป็นเพียงสถานที่ที่การปฏิสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายเกิดขึ้น การทำความเข้าใจว่าเครือข่ายเหล่านี้ทำงานอย่างไรเป็นประเด็นที่สำคัญกว่า บางคนอาจจะรู้สึกเป็นกังวลต่อการบ่งชี้ถึงความเชื่อมโยงดังกล่าว แต่เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความสัมพันธ์ของสถาบันการศึกษาบางส่วนกับกลุ่มคนหัวรุนแรงนั้นมีอยู่จริง ความท้าทายจึงอยู่ที่การมองให้เห็นถึงตัวการปัญหาในขณะที่ไม่กล่าวโทษสถาบันการศึกษาทั้งระบบ

ในประเทศไทย คนหนุ่มที่เข้าร่วมในวิถีทางที่ใช้ความรุนแรงมักมีจุดเริ่มต้นจากห้องเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งเป็นระบบการเรียนการสอนแบบสมัยใหม่ ส่วนในอินโดนีเซีย กลุ่มคนหัวรุนแรงจะเข้าไปใช้โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแบบกินนอนบางแห่งเป็นที่พักพิงและเป็นสถานที่ติดต่อสื่อสารระหว่างสมาชิก เครือข่ายเหล่านี้ต่างหากที่เป็นภัยคุกคาม ไม่ใช่โรงเรียน

ฉะนั้น รัฐบาลจึงควรคำนึงถึงความละเอียดอ่อนดังกล่าวนี้เมื่อมีการพิจารณานโยบายและการแสวงหนทางในการแก้ปัญหาในภาคใต้

..................................................................
อินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป (ไอซีจี) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานวิจัยและนำเสนอนโยบายการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก บทความชิ้นนี้แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษซึ่งตีพิมพ์ใน The Interpreter เว็บไซต์ของ The Lowy Institute for International Policy ในประเทศออสเตรเลีย รายงานล่าสุดเรื่อง Recruiting Militants in Southern Thailand และรายงานฉบับก่อนๆ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษเรื่องภาคใต้ของไครซิส กรุ๊ป สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.crisisgroup.org.

(หมายเหตุจากอิศรา : บทความชิ้นนี้เขียนขึ้นหลังจากที่ อินเตอร์เนชั่นแนล ไครซิส กรุ๊ป (ไอซีจี) เผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดที่ชื่อ “เส้นทางเข้าสู่ขบวนการต่อสู้ในภาคใต้ของไทย” หรือ Recruiting Militants in Southern Thailand เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2552 โดยมีเนื้อหาตอนหนึ่งแสดงความเป็นห่วงต่อการชักชวนเด็กหนุ่มมุสลิมให้เข้าร่วมขบวนการต่อสู้กับรัฐไทย โดยเฉพาะในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม

ประเด็นดังกล่าวทำให้รายงานของ ไอซีจี ฉบับนี้ ถูกจับตามองและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย รวมทั้งขบวนการที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวในเวทีโลก ทั้งๆ ที่เนื้อหาของรายงานทั้งฉบับไม่ได้พุ่งเป้าไปที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนา แต่ให้น้ำหนักไปที่เครือข่ายปฏิบัติการ ดังที่บทความของ จิม เดลลา-จิอาโคมา ผู้อำนวยการโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเตอร์เนชันแนล ไครซิส กรุ๊ป ระบุ โดยรายงานฉบับดังกล่าวที่มีบทคัดย่อเป็นภาษาไทยสำหรับสื่อมวลชน สามารถหาอ่านได้ในเว็บอิศรา โดยค้นหาคำว่า "ไครซิส กรุ๊ป")

การเพิ่มและคงกำลังทหารคือตัวเร่งการปลดปล่อยรัฐปัตตานี

ที่มา ประชาไท

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตากรุณาเสมอ ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสดามูฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีแด่ผู้อ่านทุกท่าน

บทความนี้เขียนขึ้นหลังจากผู้เขียนได้อ่านแนวคิดหรือทัศนคติของพล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ซึ่งมองว่า.” ถอนทหารเมื่อไหร่...ป่วนใต้ขยายวง” [1] โดย ผู้เขียนมีทัศนะว่า การยังคงและเพิ่มกำลังทหารคือตัวเร่งการปลดปล่อยรัฐปัตตานี โดยมีเหตุปัจจัยดีนี้

๑. สถิติความรุนแรงและความอนุภาพความรุนแรงไม่ได้ลด
การพิจารณาว่าความรุนแรงลดหรือไม่ต้องดูสถิติก่อนปี 2547 ไม่ใช่ดูช่วง 5 ปี เพราะช่วง 5 ปีคือการปฏิบัติการณ์ทางทหาร

“ถ้าเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี ก่อนการปะทุของเหตุการณ์ ในปี พ.ศ. 2547 เหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนภาคใต้ได้สูงโด่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน อย่างรุนแรงและเป็นระบบ ระหว่างเดือนมกราคม 2547 ถึงเดือนธันวาคม 2551 มีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นรวมเป็นจำนวน 8,541 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บรวม 8,692 ราย ในจำนวนนี้ เป็นผู้เสียชีวิต ประมาณ 3,287 ราย และบาดเจ็บ 5,405 ราย ความ ไม่สงบดังกล่าวสะท้อนออกมาในรูปของการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ด้วยวิธีการโจมตีด้วยการยิงสังหาร การวางระเบิด การวางเพลิงและการก่อกวนทำลายสถานที่ต่างๆ เหมือนไฟที่เผาลามสังคมของจังหวัดชายแดนภาคใต้และอารมณ์ความรู้สึกของคนทั้ง ชาติอย่างไม่รู้จบสิ้น” [2]
นี่คือข้อมูลจาก ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผอ. ศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ สถาบันวิจัยความขัดแย้งและความหลากหลายทางวัฒนธรรมภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ซึ่งผ่านกระบวนการวิจัยและเป็นตัวเลขที่นับได้และผู้เขียนมั่นใจว่ายังมีตัวเลขที่ไม่ได้อีกจำนวนหนึ่งอย่างแน่นอน
๒. ความอยุติธรรม การซ้อมทรมานและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเพิ่มขึ้นช่วงปฏิบัติการทางทหารมิใช่หรือ
ในทุกเวทีที่ผู้อ่านเข้าร่วมสัมมนาว่าด้วย ความยุติธรรม การซ้อมทรมานและสิทธิมนุษยชน ทั้งที่ชายแดนใต้หรือเวที ในกรุงเทพมหานคร ต่างสะท้อนตรงกันว่า "ความไม่เป็นธรรม" คือรากเหง้าหนึ่งของปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ณ ปัจจุบัน แม้ทุกรัฐบาลจะพยายาม ฟื้นฟูกระบวนการยุติธรรมโดยมีกระทรวงยุติธรรมเป็น "ส่วนหนึ่ง" ของโครงสร้าง ศอ.บต. เพื่อเป็นหลักประกันด้าน "ความเป็นธรรม" ให้มากขึ้นกว่าเดิม
ในขณะที่ข้อมูลการอุ้มฆ่า อุ้มหาย การซ้อมทรมานและการวิสามัญฆาตกรรม เกิดขึ้นทั้งจากการใช้อำนาจตามกฎหมายและนอกกฎหมายเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบโดยมีกรณี ตัวอย่างที่รัฐไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบเพราะมันถูกเปิดเผยสูสาธารณชนแล้วอย่างกรณีอิหม่ามยะผา หรือคดีล่าสุดซึ่งเป็นข้อมูลจาก มูลนิธิผสานวัฒนธรรมซึ่งผู้ต้องสงสัยนายชมาน ปะแตบือแน ถูกเจ้าหน้าที่แต่งกายชุดเครื่องแบบอยู่ในสภาพที่เมาเหล้าและมีกลิ่นเหล้าติดตัวซ้อมทรมานขณะซึ่ง นับเป็นกรณีที่ 18 จากการตรวจสอบและการรับเรื่องร้องเรียนเรื่องการซ้อมทรมานนับแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2552 ซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นเหตุการณ์ซึ่งพื้นที่เต็มไปด้วยหน่วยความมั่นคงทั้งในและนอกพื้นที่
อันเนื่องมาจากโจทย์ของความไม่สงบคือขบวนการแบ่งแยกดินแดนดังนั้นกลุ่มเป้าหมายหลักๆจากหน่วยความมั่นคงก็ยังคงเป็นไทยคนมลายูมุสลิมจาก จากกลุ่มผู้นำศาสนาโต๊ะอิหม่าม โต๊ะครู อุสตาซ หรือครูที่สอนในโรงเรียนตาดีกา (โรงเรียนสอนเด็กเล็ก) การตรวจค้นจับกุมบุคคลเหล่านี้ หากไม่ทำความเข้าใจให้ดี และไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนเพียงพอ จะกระทบกับความรู้สึกของชาวบ้านอย่างมาก
ยิ่งฝ่ายความมั่นคงใช้มาตรการตามกฎหมายพิเศษ และเปิดยุทธการปิดล้อม ตรวจค้น จับกุม มากขึ้นเท่าใด ความรู้สึก "ไม่เป็นธรรม" ในหัวจิตหัวใจของชาวบ้านในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีมากขึ้นเท่านั้น เบื้องหลังของความรู้สึกแบบนี้เป็นสิ่งที่ต้องค้นหา เพื่อหยุดยั้ง "สงครามความรู้สึก" ระหว่าง "รัฐ" กับ "ชาวบ้าน" ที่ทำให้คนสองกลุ่มในชาติเดียวกันยืนห่างกันคนละมุมมากขึ้นทุกที
3. งบประมาณที่มากและกระจุกคือจุดอ่อนหลักในการแก้ปัญหา
การคงทหารจะต้องคงงบประมาณ และเป็นที่ยอมรับว่างบประมาณเป็นปัจจัยหลักในการแก้ปัญหาเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแต่มันอาจเป็นจุดอ่อนหลักเช่นกัน หากปัจจุบันงบประมาณ ถูกทำให้เหมือนยาเสพติด ซึ่งเป็นที่กล่าวขวัญของคนในพื้นที่ว่า “ หลายโครงการคือการเสพงบประมาณ” เพราะปัจุบันด้านงบประมาณในรอบ 5 ปี ใช้ไปแล้วประมาณ 109,000 ล้านบาท จากการคำนวณต้นทุนในการจัดการพบว่า การทำให้เกิดเหตุการณ์ลดลง 1 เหตุการณ์จะต้องใช้งบประมาณ 88 ล้านบาท ซึ่งเป็นฐานที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นถ้ารัฐใช้นโยบายที่เน้นการทหารและความเข้มแข็งเป็นหลัก ต้นทุนที่รัฐต้องลงทุนเพื่อนำไปสู่ความสงบต้องเพิ่มอีกประมาณ 235,984 ล้านบาท รวมแล้วประมาณ 345,280 ล้านบาท และใช้เวลาอีกประมาณ 5 -10 ปี
4. การพัฒนาต้องให้ประชาชนไม่ใช้ทหารนำ
หากจะพิจารณาการพัฒนาที่นำโดยทหารโดยลงพื้นที่สัมผัสจริงๆหรือเข้าไปวิจัยก็ได้ (ผู้เขียนในฐานะทำและร่วมโครงการดับบ้านดับเมืองซึ่งลงสู่ชุมชน)พบว่าลึกๆแล้วเกิดผลสัมฤทธิ์น้อยกว่าชุมชนคิดเอง ทำเอง และควรให้หน่วยงานอื่นทำมากมากว่าทหาร โดยใช้งบประมาณเท่ากันหรือน้อยกว่าก็ได้
หลักการให้ประชาชนเป็นพลังหลักในงานพัฒนานั้นมีส่วนสำคัญมากทั้งทัศนคติและการลงสู่ปฏิบัติ การพัฒนาในอดีตหรือทหารให้โมเดลมาที่มีลักษณะรวมศูนย์การตัดสินใจอยู่ที่ส่วนกลางได้สร้างปัญหาให้ประชาชนเกิดความรู้สึกวางเฉยต่องานพัฒนา ทั้งนี้เนื่องจากประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมกำหนดทิศทางงานพัฒนา ไม่มีบทบาทใดๆจึงไม่มีความรู้สึกเป็นเจ้าของงานพัฒนา เพื่อให้เกิดผลในทางตรงกันข้าม ทิศทางใหม่ของงานพัฒนาควรให้ประชาชนในพื้นทีเป็นหลัก ประชาชนมีความรักและหวงแหนในสิ่งที่ตนได้ทำเอง โดยมีพี่เลี้ยงผู้ชำนาญการด้านวิชาการจากคนในพื้นที่หรือมีความเป็นพลเรือนคอยดูแลให้การปรึกษาหารือและประสานงานเป็นระยะ โดยมีการสนับสนุนอีกชั้นหนึ่งจากภาครัฐ(ภาคพลเรือน)ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความพร้อม มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือจากภาคส่วนอื่นๆ ซึ่งบทบาทนี้ภาคประชาสังคมจะทำหน้าที่ได้ดี แต่ขาดทรัพยากรด้านงบประมาณในการทำงาน
โดยที่หลักการพัฒนาจะต้องเกิดจากความต้องการจากข้างล่าง (Bottom Up) ซึ่งจะได้ข้อมูลข้อเท็จจริงของแต่ละพื้นที่ มีความเบี่ยงเบนน้อยที่สุด ทำให้การแก้ปัญหาได้ตรงจุดเป็นรายพื้นที่ ไม่เสียงบประมาณโดยเปล่าประโยชน์ และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อประชาชนในพื้นทีที่สามารถกำหนดตนเองตามความต้องการได้ มีความสอดคล้องอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบันเพื่อขจัดข้อหวาดระแวงที่มีอยู่ในใจของประชาชน สามารถแก้ปัญหาในส่วนที่เป็นการบริการของภาครัฐที่มีการเลือกปฏิบัติและเข้าไม่ถึงพื้นที่ โดยการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีเวทีแสดงความคิดเห็นที่หลากหลายอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เป็นเวทีที่ผู้เข้าร่วมเกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียมกันและมีอุปสรรคในการใช้ภาษาในการพูดคุย
การพัฒนาเหล่านี้จะเป็นหลักการพัฒนาแห่งการพึ่งพาตนเองได้ ให้ประชาชนคิดเอง แก้ปัญหาเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก เพราะที่ผ่านมาไม่ว่าฝ่ายใด มักจะช่วยเหลือในเชิงการสงเคราะห์ ซึ่งไม่ได้สร้างสติปัญญาและพัฒนาความสามารถของประชาชนเท่าใดนัก ทำให้ประชาชนมีนิสัยเอาแต่ร้องขอและรอความช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา แก้ปัญหาตนเองไม่ได้ ซึ่งวิธีการที่ได้ผลต้องมีการรวมกลุ่มและมีการสร้างกิจกรรมกลุ่มอย่างที่มีพัฒนาการอย่างเป็นขั้นตอน สามารถต่อยอดจากกิจกรรมหนึ่งสู่อีกกิจกรรมหนึ่งได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เป็นกิจกรรมที่ประชาชนต้องเริ่มต้นใหม่อยู่ตลอดเวลาซึ่งเป็นการสูญเสียเวลาและงบประมาณ
ในขณะเดียวกันจะต้องไม่ลืมหลักการที่ใช้ทุนเดิมมีอยู่ในท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัดจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย และมีภูมิปัญญาท้องถิ่น สามารถเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มมูลค่า โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมทั้งจิตภาพและกายภาพ ด้วยเช่นกัน
กล่าวโดยสรุป การแก้ปัญหาความไม่สงบที่ใช้ทหารนำในการพัฒนาแบบสั่งการในเชิงปฏิบัติในพื้นที่คือปัญหาด้วยส่วนหนึ่งดังนั้น ควรภาคประชาสังคมในพื้นที่ร่วมทั้งรัฐที่เป็นภาควิชาการและพลเรือนควรมีบทบาทที่สำคัญอย่างยิ่งในการคลี่คลายสถานการณ์ เพราะมีข้อจำกัดอยู่ไม่มาก มีการทำงานที่ยืดหยุ่นมากกว่าภาครัฐที่เป็นหน่วยความมั่นคงและ ควรได้รับแรงหนุนเสริมที่ไปในทิศทางเดียวกันของส่วนภาครัฐ ซึ่งจะเกิดได้ต้องอาศัยเวทีการสานเสวนาสร้างความเข้าใจและได้ปฏิบัติการไปพร้อมๆ กัน มิฉะนั้นจะมีแต่การสร้างวาทะกรรมกันเพียงอย่างเดียว โดยไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรมที่เป็นสัญญาณของงานพัฒนาที่ได้รับการสัมผัสจริงที่สอดคล้องกับความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน
หรือแม้แต่การปรับทัศนคติเกี่ยวกับรัฐปัตตานีซึ่งทหารทำอยู่และอบรมหลายรุ่นโดยใช้นักวิชาการจากกรุงเทพมหานครนั้นก็ควรให้ภาคประชาสังคมจัดให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้มากว่าอบรมยัดเยียดความรู้
5.ปัญหาใต้เข้าสู่เวทีโลกมุสลิมแน่นอน [3]
รัฐ หรือคนเข้าข้างรัฐมักแสดงความวิตกกังวลว่า เหตุการณ์ภาคใต้ จนถึง ณ วินาทีนี้ อาจถูกดึงเข้าสู่เวทีโลกมุสลิมและและความช่วยเหลืออย่างอื่นจากกลุ่มต่างๆในโลกมุสลิมเข้ามา หรือกลุ่มเหล่านั้นเข้ามาเอง จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไป และอาจเกิดการต่อสู้ที่ทำให้เกิดความสูญเสียมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้
สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับโดยดุษฎีในยุคโลกไร้พรมแดน นั้นปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้สู่การพูดคุย ในทางทีไม่ดีในเวทีนานาชาติแล้วตลอดมาและจะยิ่งสู่จุดอับมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน NGOs หรือ หน่วยงานของรัฐมุสลิมหลายประเทศ
หากรัฐมั่นใจในการคงทหารเพื่อเดินเกมส์การแก้ปัญหาและมั่นใจว่าทหารนับหมื่นในพื้นที่ไม่พลาดและมั่นใจว่าสามารถควบคุมคนของหน่วยความมั่นคงนอกแถวหรือคนที่รัฐสนับสนุนติดอาวุธให้ได้ตลอดก็คงไว้เถอะกองกำลังทหาร
แต่หากกองกำลังทหารไทยพลาดเมื่อไร ไม่เพียงแต่เวทีโลกมุสลิมเท่านั้นยอมรับไม่ได้ ชาวบ้านที่เป็นคนไทยมลายูมุสลิมเองส่วนใหญ่นั่นแหละจะออกมาเรียกร้อง……ส่วนเป็นการเรียกร้องจะเป็นเรื่องอะไรนั่น รัฐคงมีคำตอบอยู่ในใจ เพราะประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทั่วโลกไม่ต่างกันมากหรอก




[1] See …..http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=4744&Itemid=86
[2] ซึ่งผู้อ่านสามารถอ่านตัวเลขเหล่านนี้ได้จาก http://www.deepsouthwatch.org/documents/01-520118.pdf
[3]ส่วนหนึ่งของข่าวและสกูปผ่านสื่ออาหรับ และมุสลิม โปรดดูhttp://www.islamonline.net/servlet/Satellite?c=ArticleA_C&cid=1213871658378&pagename=Zone-Arabic-News%2FNWALayout
http://www.almotamar.net/news/48641.htm
http://mppas.wordpress.com/2007/07/03/wakil-rakyat-pas-bela-nasib-umat-islam-4-wilayah/

เพลงพิณมรณะ ปะทะ ฝ่ามือพิฆาต.."ฎีกาล้านใบ"

ที่มา Thai E-News

โดย วโรทาห์

จาก เวปบอร์ดประชาไท

ย่ำค่ำแห่งราตรีที่ 27 ของเดือนที่ 6 ปีพุทธศักราชที่ 2552 พลังเสียงสายหนึ่ง พุ่งตรงลงมาจากฟากฟ้า พลันแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณอันกวัางใหญ่ ของลานประลองยุทธหลวง "ทุ่งเผาผี" อันเลื่องชื่อ ท่ามกลางเหล่าชาวยุทธเสื้อแดงกว่าสิบหมื่น ที่นัดหมายมาชุมนุมกันอย่างสงบ เพื่อรับสารจากอดีตจ้าวยุทธภพ อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขา


ที่แท้เป็นพลัง"สุรเสียงสายฟ้า"อันลึกล้ำ ของจอมยุทธมั่งคั่งผู้ท่องยุทธภพณ.แดนไกล คาดไม่ถึงว่าคลื่นเสียงที่เปล่งออกมาด้วยกำลังภายในขั้นสุดยอดนั้น ถึงกับทะลุทะลวงขึ้นสู่ดวงดาวจำแลงบนท้องฟ้า พลันสะท้อนกลับลงมาสู่พื้นโลกณ.ดินแดนเซี่ยมล้อก๊ก ที่อยู่ห่างไกลนับหมื่นลี้ได้ อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก


ช่างเป็นเคล็ดวิชาที่แปลกประหลาดพิศดาร จนแม้เพียงแค่จินตนาการถึง ยังยากยิ่ง


พลังเสียงนั้นแม้กล้าแข็งสุดหยั่งคาด ยังกลับอ่อนโยนและอบอุ่นเหลือพรรณนา เมื่อกระทบเข้ากับโสตประสาทของเหล่าชาวยุทธฝ่ายธรรมะณ.ที่นั้น จนแม้แต่ชายชาตรีผู้ทระนง ยังถึงกับสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ ต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยความปลาบปลื้มยินดี ระคนโหยหาอาลัยอย่างสุดซึ้ง


นานมาแล้ว ที่พวกเขาจำต้องเหินห่างจากอดีตจ้าวยุทธภพ ผู้ยอมทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อย เพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีของชาวยุทธฝ่ายธรรมะที่ต่ำต้อย ให้เงยหน้าขึ้นมองฟ้าได้อย่างไม่ขัดเขิน


แต่ถึงแม้ว่าคุณธรรมความดี ที่สั่งสมมานั้น จะทำให้เขาเป็นที่รักของเหล่าชาวยุทธทั้งมวล อย่างท่วมท้น แต่คาดไม่ถึงว่า กลับเป็นที่ชิงชังของเหล่ามารเหลือง ที่ได้รับการหนุนหลังจากจอมอสูรพันปี จนมิอาจอยู่ร่วมปฐพีเดียวกันได้


พลังมนต์ดำของจอมอสูรนั้นร้ายกาจยิ่งนัก จนแม้แต่เหล่าชาวยุทธหลายสิบล้านฝ่ามือ ต่อให้ผนึกกำลังกันเป็นหนึ่ง ยังมิอาจปกป้องจ้าวยุทธภพที่พวกเขาลงติ้วเลือกมากับมือได้


มิเสียแรง ที่จอมอสูรอำมหิตผู้นี้ เฝ้าเพียรพยายามจำศีลอยู่นับพันปี เพียงเพื่อให้ได้สำเร็จสุดยอดเพลงพิณมรณะ "หัตถ์ล่องหน" อันแสนลึกล้ำพิศดาร สดับเสียงแต่ไม่เห็นคน ลงมือโหดเหิ้ยมแต่ไร้ร่องรอย นับเป็นสุดยอดวิชามารของจอมยุทธผู้ขลาดเขลา กล้าลงมือแต่มิกล้าเผยตัว


เพลงพิณ"ตุลาการพิฆาต" คือสุดยอดกระบวนท่าไม้ตายของเพลงพิณจอมอสูร สุ้มเสียงไพเราะกว่า"กู่เจิ้ง" ดนตรีจากสวรรค์ แต่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังอำมหิตสุดล้ำลึก พลันที่ตุลาการปีศาจออกมาร่ายรำตามท่วงทำนองที่จอมมารกรีดนิ้วลงบนเส้นเสียง เหล่าชาวยุทธเสื้อแดงย่อมต้องแตกพ่ายไม่เป็นขบวน


แต่ทว่า..ในดียังมี เสีย ทุกครั้งที่พิณถูกดีด กลับต้องสูญเสียพลังภายในมหาศาล ที่ไหลหลั่งพรั่งพรูออกมามิขาดสาย จอมอสูรยิ่งมายิ่งอ่อนแรง หากมิอาจเผด็จศึกได้ในเร็ววัน เกรงว่าอาณาจักรปีศาจ คงต้องพังทลายลงในไม่ช้าแล้ว


อีกด้านหนึ่งห่างไกลออกไปนับร้อยลี้ อันเป็นที่สิงสถิตย์ของเหล่าชาวยุทธฝ่ายอธรรม คาดไม่ถึงว่าพลังเสียงสายฟ้าของอดีตจ้าวยุทธภพ กลับกระแทกกระทั้นเข้าใส่พวกมัน ระลอกแล้วระลอกเล่า ทั้งดุดันก้าวร้าวจนพลพรรคอสูรถึงกับมิอาจทานทน ต้องโก่งคอแผดร้องออกมาสุดเสียง กับตีอกชกหัวตัวเองจนอาบโลหิตแดงฉาน ดูน่าสมเพชเป็นยิ่งนัก


จนเมื่อเวลาผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม จอมยุทธณ.แดนไกลจึงยอมรามือ ท่ามกลางความอาลัยอาวรณ์ของเหล่าเทพยุทธ แต่กลับเป็นความโล่งใจของหมู่มาร ที่สามารถรอดตายอย่างหวุดหวิด รักษาชีวิตอันแสนโสโครกไว้ได้อีกคำรบหนึ่ง


clip_image001ทันใดนั้น เงาร่างดำทะมึนสายหนึ่ง พุ่งตรงมายังด้านหน้าของเหล่าชาวยุทธ ทำให้พวกเขาต้องตื่นตะลึง หันไปจ้องมองยังจุดเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย ร่างนั้นม้วนตัวตีลังกา 3 รอบ ด้วยพลังภายในสุดลึกล้ำ พลันขึ้นไปยืนอยู่บนปะรำพิธีอย่างองอาจ เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตานับสิบล้านคู่ จนมิอาจไม่ส่งเสียงอื้ออึงออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจ


ที่แท้เป็นจอมยุทธไข่มุกดำ ผู้เฒ่าเริงร่าแห่งหมู่เกาะทะเลใต้ ผู้เร้นกายค้นคว้าสุดยอดวิทยายุทธ เพื่อหวนกลับมากำราบหมู่มารที่นับวันยิ่งกำแหงหาญ หมายล้างผลาญพวกมันให้สิ้นซากไปจากพื้นปฐพี


มิทันได้เอ่ยปากทักทาย ตามธรรมเนียม จอมยุทธเฒ่ากลับฟาดฝ่ามือออกไปเบื้องหน้าด้วยกำลังภายในเพียง 3 ส่วน ถึงกับปรากฎคลื่นลมแปรปรวน พัดพาต้นมะขามที่รายรอบบริเวณนั้นโอนไปเอนมาอย่างน่าตกใจ เหล่าชาวยุทธเสื้อแดงณ.ที่นั้น ถึงกับถามไถ่กันอื้ออึง ว่าที่แท้แล้วเป็นเคล็ดวิชาอันใด จึงทรงพลานุภาพถึงเพียงนั้น


ย่อมเป็นเคล็ดวิชาฎีกาล้านใบอันเลื่องชื่อในอดีต ตั้งแต่สมัยแคว้นสุโขทัยยังเรืองอำนาจ คาดไม่ถึงว่าท่านผู้เฒ่าถึงกับค้นพบคัมภีร์โบราณเล่มนี้จนได้ ยิ่งไม่น่าเชื่อว่า จอมยุทธไข่มุกดำ ถึงกับฝึกปรือจนสำเร็จเคล็ดวิชาขั้นสุดยอดแล้ว


พลังของเคล็ดวิชา โบราณนั้นช่างมหัศจรรย์สุดหยั่งคาด ด้านหนึ่งปล่อยพลังเย็นยะเยียบจับขั้วหัวใจ ทั้งวิงวอนอ้อนออด จนมิอาจต้านทานได้ หากแม้นพลังภายในไม่อำมหิตพอ แต่อีกด้านหนึ่งกลับแฝงไว้ด้วยพลังบีบคั้นรุนแรง จนยากที่จะรับมือ


เหล่าปีศาจมารเหลือง ที่เร้นกายอยู่ตามซอกมุมที่ทั้งมืดมิดและอับชื้น ถึงกับมิอาจฝืนหลบซ่อนอยู่ได้ ต้องแตกตื่นออกมาบิดกายเร่าๆ ด้วยปวดแสบปวดร้อนเหลือที่จะทานทน ยังแผดร้องออกมาอย่างโหยหวล ชวนเวทนาเป็นยิ่งนัก


เพียงแค่กระบวนท่าแรกของเคล็ดวิชาสุดพิศดาร หมู่มารยังถึงกับแตกตื่นชักดิ้นชักงอ ดูราวสุนัขขี้เรื้อนฝูงหนึ่ง ที่ถูกน้ำร้อนสาดซัดจนลงไปนอนดิ้นเร่าๆ เจ็บปวดรวดร้าวจวนเจียนจะขาดใจ หากครบ 12 กระบวนท่า ไฉนเลยชีวิตโสมมของพวกมันยังดำรงอยู่ได้


พลังแปลกประหลาดพิศดารนั้น จนแม้แต่เหล่าชาวยุทธเสื้อแดงเองยังถึงกับตื่นตะลึง ด้านหนึ่งโอนอ่อนผ่อนตาม แต่อีกด้านหนึ่งกลับต่อต้าน มิอาจยอมรับได้ หากคิดใช้พลังเย็นกับหมู่มาร มีแต่ห้ำหั่นให้ตายไปข้างหนึ่ง จึงสาแก่ใจ


มิได้ล้านฝ่ามือ มิอาจเผด็จศึก คือหัวใจของเคล็ดวิชาฎีกาล้านใบของท่านผู้เฒ่า หากแม้นใน 30 ราตรี ยังมิได้ล้านฝ่ามือ จักยอมเลิกรา คือคำประกาศิตที่แสดงถึงความมั่นใจอันเปี่ยมล้น ของจอมยุทธไข่มุกดำ
คาดไม่ถึงว่า ผ่านไปเพียงแค่ 11 ราตรี เหล่าจอมยุทธเสื้อแดง ที่เริ่มต้นดูเหมือนขัดแย้งหนักข้อ แต่กลับรวบรวมมาได้ถึง 1 ล้านฝ่ามืออย่างไม่ยากเย็น หากแม้นรั้งรอไปถึง 30 ราตรี ใยมิใช่ 3 ล้านฝ่ามือยังน้อยไป


อา..หรือนี่จะเป็นสุดยอดกลยุทธ "ชนะโดยมิต้องออกอาวุธ" ที่แท้แล้ว เพียงแค่แสดงพลังฝ่ามือยุทธภพให้เป็นที่ประจักษ์ ก็อาจสะกดหมู่มารให้ยอมสงบราบคาบ มิกล้าเชิดหน้าขึ้นมาต่อกร หาไม่แล้ว หากมวลชนชาวยุทธ ลุกฮือขึ้นพร้อมกันทั่วพื้นพิภพ พลังอำนาจนั้นย่อมยิ่งใหญ่เหลือคณานับ


จนอาจถึงกับพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน..ก็เป็นได้


วโรทาห์: 12 มิ.ย.52

Sunday, July 12, 2009

ทักษิณสายตรงจากต่างแดนผ่านวิทยุคนรักอุดรเริ่มจันทร์13ก.ค.

ที่มา Thai E-News


ติดตามรับฟังวิทยุทางอินเตอร์เน็ตได้ที่
-http://www.weloveudon.net/
-http://www.weloveudon.net/radio-station.php

แฉกลโกงใน โครงการ 'เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน'

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ NARAK
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
12 กรกฎาคม 2552

===============================

สืบเนื่องจากข่าว ในเวบไซต์ ไทยรัฐ

' ส.ส.เพื่อไทย ปูดพบการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ใน กทม. ตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ราคาไม่เกิน 1.5แสน ซื้อ 2.5-3 แสน จากเอกชนรายเดียว ร่วมนักการเมืองพรรคใหญ่ขี้โกง รวมโครงการอื่นๆ เสียหายพันล้าน... '

================================

หลังจากที่เห็นข่าวนี้แล้ว ก็เอามาลงให้อ่านกัน ปรากฏว่า พี่ท่านหนึ่ง(ไม่ขอเปิดเผยนาม) โทรมาหาผมทันที ว่าเรื่องนี้นั้นเป็นอย่างไร ช่วยขยายให้หน่อยได้ไหม และตกลงโครงการนี้ มันโกงกันได้ด้วยเหรอ

ผมเลยตัดสินใจตามเรื่องนี้ทั้งคืน โดยการติดต่อหาข้อมูลเท่าที่จะหาได้ จากแหล่งข่าวของผม

เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้ กล่าวคือโครงการนี้มันดันแปลงมาจากโครงการ SML ของท่านนายกทักษิณนั่นล่ะ แต่แล้วพอเอามาใช้ ก็เปลี่ยนชื่อ เพื่อให้ชาวบ้านลืมท่านนายก ด้วยการตั้งชื่อว่า โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน แล้วมีการเปลี่ยนขั้นตอนการดำเนินการ และเพิ่มงบลงไปมากกว่าเดิม เรียกว่าทุ่มไม่อั้น เพราะรัฐบาลนี้ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบประมาณก็ล่อไป 2 หมื่นล้าน

วิธีการดำเนินโครงการแบบคร่าวๆ คือในแต่ละชุมชน ที่มีประชากรตั้งแต่ 50 คน ขึ้นไป โดยจะแบ่งเป็น 7 ระดับ มีงบให้ ชุมชนละ 1 แสน ถึง 7 แสน ขึ้นอยู่กับขนาดชุมชน ซึ่งชุมชนเหล่านี้ก็เป็นชุมชนที่ ส่วนหนึ่งก็มาจากโครงการ SML แต่หากเข้าโครงการนี้มาแล้ว จะได้งบครึ่งเดียว

หลังจากที่ได้รวบรวมประชาชนในชุมชนแล้ว ก็จะมีการประชุมแบบเปิดเวทีประชาคม คัดเลือกกรรมการชุมชน 12 คน และผู้นำชุมอีก 3 คน(กรรมการ เลือก) กลุ่มคนพวกนี้ ก็จะเสนอนโยบาย หรือโครงการต่างๆ ในชุมชน

ซึ่งเดิมทีนั้น ใน SML ไม่ได้จำกัดว่า ต้องทำอะไร แต่โครงการใหม่นี้ เขาจำกัดแนวทาง และหนึ่งในนั้นคือ ส่งเสริมอนุรักษ์ พลังงานทดแทน

หลังจากที่ชาวบ้านได้โครงการต่างๆ แล้ว ก็จะต้องเสนอเรื่องไปให้เขต เพื่อส่งให้กับ สนง. เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช) เพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณลงมาให้ เพื่อเอาเงินไปใช้จ่าย

แต่ที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น ไม่มีการดำเนินการจัดเวทีประชาคม และมีการกำหนดสินค้า สร้างโครงการ เพื่อเบิกงบประมาณเอาไว้แล้ว เพียงแต่ล่ารายชื่อชาวบ้านเท่านั้น เสร็จแล้วก็ส่งเรื่องไป ดำเนินการเบิกงบ

เท่าที่ทราบมานั้น มีการไปเปิดบัญชีรอ แล้วคนจากบริษัทที่ขายของ ก็ไปรอที่ธนาคารเลยทันที เรียกว่าเงินมาปุ๊บ แม่งเอาเงินไปก่อน ของยังไม่ส่ง (ส่งทีหลัง มีด้วยหรือว่ะ

แล้วที่ตลกที่สุดก็คือ ไอ้เครื่องกรองน้ำ หรือเครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์เนี่ย จริงแล้ว ก็ใช้ไฟฟ้าธรรมดา แบบที่เราเห็นตามร้านค้าทั่วไป หรือตามหอพักต่างๆ แต่เพื่อให้เข้าองค์ประกอบข้อกำหนดส่งเสริมอนุรักษ์ พลังงานทดแทน เลยเอาโซลาเซลมาติดเข้า (เอากะมัน

แล้วที่ระยำหนักเลยก็คือ มันขาย Set ละ 3 แสนครับ ไอ้เชี่ย เครื่องกรองน้ำแบบนี้ ขายกันเต็มที่ไม่เกิน 50,000 บางยี่ห้อ 25,000 ก็ซื้อได้ ผมให้ราคากลางที่ 4 หมื่น

ส่วน Solar Cell นั้น เต็มที่เลย ไม่เกิน 6 หมื่น เพราะโดยปกติแล้ว ขนาด 120 watts ขายที่ 3 หมื่น

แต่เครื่องกรองน้ำมันใช้กำลังไฟ 250 watts เอาหยวนๆ คิดแบบสองชุด คิดให้ 6 หมื่น รวมแล้ว แสนเดียว

แต่แม่งเอามาขาย 3 แสน และที่สำคัญ ราคามันจัดมาพอดีงบเป๊ะๆ หากชุมชนระดับ 6 ที่ได้งบ 6 แสน มันเอามาขายให้สองชุด จัญไรไหม

และที่ร้ายไปกว่านั้น พี่ที่ให้ข้อมูลมาบอกว่า บางชุมชนรับไปแล้ว ต้องเสียบไฟบ้านแบบธรรมดา ไม่ได้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพราะไม่พอครับ ใช้ไม่ได้

จริงๆ แล้ว เครื่องกรองน้ำหยอดเหรียญ มันกินไฟวันละ 21 บาท (กินไม่ถึง 1 ยูนิท / ชม.) หากหักลบกับเครื่องกรองน้ำ ที่ราคา 4 หมื่น ได้ชุดพลังงานแสงอาทิตย์ มันจะราคา 2.6 แสนบาท แล้วเอา 21 หาร จะเท่ากับ 33 ปี

ไม่ทราบว่า มันอนุรักษ์ภาษาพ่อมันครับ เครื่องกรองน้ำพังชิบหายไปแล้ว ยังไม่คุ้มทุนเลย กับเงินที่เสียไป

และสิ่งที่ผมต้องตามเรื่องนี้อีก ตามสันดานชอบขุด ก็คือ เรื่องบริษัทที่ขายของให้โครงการนี้ เท่าที่ทราบมาว่า มาจากคนกลุ่มเดียว

และโครงการลักษณะ ส่งเสริมอนุรักษ์ พลังงานทดแทน ไอ้บริษัทนี้ เหมาอยู่บริษัทเดียว แล้วตอนนี้ มันกระจายไปทั่วประเทศครับเรียกว่าหมู่บ้านไหนเผลอ ก็จะเข้าไปจัดการให้ทั้งหมด แล้วเอาของจากบริษัทตัวเองเข้าไปยัดให้ชาวบ้าน

เรื่องนี้จากที่ทราบมาว่า บางชุมชนนั้น ชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่า มีโครงการนี้ แล้วในระเบียบการดำเนินการนั้น โครงการชุมชนพอพียง ต้องมีการตั้งเวทีประชาคม โดยชาวบ้านในชุมชน ไม่น้อยกว่า 70 % แต่นี่ไม่มี

เหอะๆ งานนี้ ต้องติดตามต่อไป เพราะเชื่อได้ว่า เจอของดี

การคุ้มกันมาร์คที่บุรีรัมย์ คือชัยชนะของคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ LB1
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

หลายคนอาจจะมองว่า นี่คือความสำเร็จ ที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและเจ้าพ่อใหญ่ของจังหวัดบุรีรัมย์ สามารถวางแนวป้องกัน จนไม่ปรากฏภาพการประท้วงของคนเสื้อแดงในบริเวณที่มาร์คเดินทางไปถึง

หลายคนอาจจะดูว่า เสื้อแดงเสียหน้า/พ่ายแพ้ จากการถูกสมุน นายเนวิน ปิดล้อม ทำให้ไม่สามารถเข้าใกล้ทรราชได้

แต่ผมกลับมองว่า มุมมอง 2 กรณีข้างต้น คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่า นายมาร์ค ประสบความล้มเหลวในการเยี่ยมเยือนบุรีรัมย์ ในฐานะผู้นำรัฐบาล

ถ้ารัฐบาลที่มาจากประชาชน เดินทางบนแผ่นดินไทย ไปในสถานที่ที่ตนเองมั่นใจว่า มีเจ้าถิ่นระดับเจ้าพ่อค้ำประกันความปลอดภัย กลับต้องมีบุคคล ทั้งที่อยู่ในกฏหมายและนอกกฎหมายจำนวนมากมายมหาศาล ล้อมหน้าล้อมหลัง ทั้งบนดินและบนฟ้า เพื่อคอยให้ความคุ้มครองป้องกัน

ใช้แค่บางเสี้ยวของสมองคิด ก็ตอบได้ว่า...

ต้องเป็นรัฐบาลที่ดำรงอยู่ท่ามกลางความเกลียดชังของประชาชนเท่านั้น จึงจะเกิดภาพเช่นนี้ขึ้นมาได้

..............

เกาะเก้าอี้อยู่ต่อไปนานๆ เถิด ให้ความเกลียดชังของประชาชน ได้สั่งสมจนกลายเป็นพลังมหึมา กวาดทั้งรัฐบาลโจรและมือที่อุ้มสม ให้สูญสิ้นไปจากแผ่นดินไทย

เรื่องเล่า.. คนเสื้อแดงถูกละเมิดสิทธิ์การเดินทางถึง 7 ชม. เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คว่า ไม่มีการต่อต้านที่บุรีรัมย์

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ไทยสีคิ้ว
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

ผมต้องขอขอบคุณ และนับถือน้ำใจของคนเสื้อแดง และความอดทน ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดของเสื้อแดง ที่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนี้ทุกๆ ท่าน

ก่อนอื่นผมต้องยอมรับว่า การเป็นเสื้อแดงบุรีรัมย์นั้น ยากลำบากกว่าจังหวัดอื่นๆ จริงๆ นอกจากต้องมีใจรักประชาธิปไตยแล้ว ยังจะต้องต่อสู้กับพวกนักเลงอันธพาลในจังหวัด

วันนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจน ได้จากการกระทำ ถ่อย เถื่อน ของพวกเสื้อน้ำเงิน ผมขอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทราบกันอีกครั้ง

คนเสื้อแดงบุรีรัมย์ จัดเวทีสาธารณะในวันที่ 10 มีการอภิปรายตั้งแต่เย็นจนเช้าวันรุ่งขึ้น ที่บริเวณสระริมน้ำทางแยกเข้าเมื่องบุรีรัมย์ เหตุการก็ปกติ ไม่มีอะไรรุนแรง มีวัยรุ่นมาก่อกวนบ้างเป็นช่วงๆ แต่ก็ไม่มีเหตุร้าย

ได้มีการประชุมแกนนำคนเสื้อแดงในคืนนั้น และสรุปว่า คนเสื้อแดงบุรีรัมย์ ต้องการแสดงให้สังคมภายนอก และ นายอภิสิทธิ์รับรู้ว่า บุรีรัมย์ ก็มีกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่เหมือนกลุ่มเนวิน ที่ทรยศต่อประชาชน

จึงวางแผนที่จะเคลื่อนขบวนในตอนเช้าไปที่ อ. ลำปลายมาศ เพื่อแสดงตนให้อภิสิทธิ์เห็นว่า จริงแล้ว เนวิน คุมคนบุรีรัมย์ไม่ได้ทั้งหมดตามที่คุยไว้

จึงเคลื่อนขบวนประชาชนโดยรถยนต์ ส่วนมากจะเป็นรถส่วนตัว เดินทางไปกันประมาณ 30 คัน

เมื่อเดินทางผ่านอำเภอ ชำนิ เข้าเขต อ. ลำปลายมาศ จึงพบว่า มีกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินประมาณ 200 คน ปิดถนนอยู่ ขบวนจึงหยุดและเข้าเจรจาขอผ่านทาง จึงผ่านทางมาได้

เมื่อเดินทางต่อมาอีก 2 กิโลเมตร ก็พบกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินจำนวนมากประมาณ 500 คน พร้อมอาวุธในเมือปิดถนนอยู่ และกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินเหล่านี้ ก็ไม่ยอมให้ผ่าน จึงมีการตั้งตัวแทนเข้าเจรจากัน โดยเสื้อแดงส่งประธานกลุ่มเสื้อแดงบุรีรัมย์ คุณทองพูน เมืองสุข และคุณเขื่อนเพชร โพนรัมย์ เป็นตัวแทน และเสื้อน้ำเงินก็ส่ง คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ.ลำปลายมาศ มาเป็นตัวแทน

การเจราจาเป็นไปด้วยดี มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือว่า คนเสื้อแดงจะไม่เดินทางต่อไป ที่ลำปลายมาศ และให้เดินทางกลับที่ตั้ง ที่ อ. นางรอง และเสื้อน้ำเงินต้องถอนกลุ่มคนออกไป อย่าให้เข้ามาช่วงเสื้อแดงถอนตัว

ปัญหาเกิดขึ้น เพราะ คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ. ท่านนั้น ไม่สามารถสั่งการคนเสื้อน้ำเงินได้

ผลการเจรจาจึงไม่มีประโยชน์ ทำให้ทั้งสองฝ่าย ต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้น และในเวลานั้น คนเสื้อน้ำเงินที่เราผ่านด่านแรกมา ก็รวมตัวกันปิดถนน และบีบวงล้อมเข้ามา ทำให้เกิดอาการตึงเครียดขึ้นมาทันที

ขณะที่คนเสื้อน้ำเงิน ก็พูดจายั่วยุผ่านเครื่องขยายเสียงตลอด มีการยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนเสื้อแดง ต้องขึ้นประกาศขอโทษนายของเขา แต่ได้รับการปฏิเสธจากเสื้อแดง ทำให้เวลาต้องยืดเยื้อยาวนาน

ช่วงหลังก็มีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อขาวจำนวนหนึ่ง ส่วนมากอยู่ในอาการมึนเมา ปรากฏตัวที่แนวตั้งของเสื้อน้ำเงิน คนกลุ่มนี้ มีแป๊บน้ำและไม้กระบองเป็นอาวุธ เริ่มออกมายั่วยุ และเดินเข้ามาประชิดเสื้อแดง ทำให้เกิดการตึงเครียดมากขึ้น และมีการใช้หนังสติ๊ก และขว้างปาสิ่งของเข้าใส่คนเสื้อแดง และมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากเสื้อน้ำเงิน

ช่วงเที่ยงวัน ทำให้คนเสื้อแดงไม่มีข้าวที่จะรับประทาน มีแต่น้ำ โชคดี มีรถกาแฟโบราณของคนเสื้อแดงร่วมขบวนอยู่ด้วย จึงพอที่จะซื้อหามาทดแทนกันได้ระดับหนึ่ง

เวลายิ่งผ่านไป ยิ่งมีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อหัวหน้าเสื้อน้ำเงินบางส่วนมาบอกว่า พวกเขาไม่สามารถสั่งการคนเสื้อขาวได้ พวกนี้รับคำสั่งจากเนวินเท่านั้น

จากเหตุนี้ ทำให้หัวหน้าคนเสื้อน้ำเงินเริ่มมองปํญหาที่จะเกิดขึ้นมาแน่นอน ถ้าไม่มีทางออก และตนเองจะต้องได้รับผิดชอบ เพราะส่วนมากเป็น สจ. สท. และ อบต. และข้าราชการที่รับคำสั่งจาก เนวิน

จึงมีการนำเสนอให้แกนนำทั้งสองฝ่าย ยอมรับการขอโทษซึ่งกันและกัน โดยประกาศที่รถเครื่องเสียง

แกนนำคนเสื้อแดง ประกาศก่อนว่า ถ้าการกระทำของคนเสื้อแดง ทางเสื้อน้ำเงินเห็นว่าไม่ถุกต้องตรงไหน ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ ส่วนแกนนำคนเสื้อน้ำเงิน ก็กล่าวขอโทษที่ปิดกั้นการเดินทางของคนเสื้อแดง ในการที่จะใช้สิทธิ์ในการแสดงออก

กล่าวจบ การปิดกั้นถนนของคนเสื้อน้ำเงินก็ยอมเปิดถนน ให้เสื้อแดงเดินทางได้

เหตุการณ์ก็จบลง..

เพิ่มเติม ... คุณ cheeky จากเวบ konthaiuk
คลิป 1 สัมภาษณ์ คุณทองพูน สุขเนื่อง แกนนำคนเสื้อแดงบุรีรัมย์ และ
คลิป 2 สัมภาษณ์ ดร.สากล ศรีวันทา พรรคเพื่อไทย
ในห้วข้อ: เหตุการณ์ความตึงเครียดที่ นางรอง-ชำนิ-ลำปลายมาศ บุรีรัมย์

เรื่องเล่า.. คนเสื้อแดงถูกละเมิดสิทธิ์การเดินทางถึง 7 ชม. เพียงเพื่อสร้างภาพให้มาร์คว่า ไม่มีการต่อต้านที่บุรีรัมย์

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ไทยสีคิ้ว
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
11 กรกฎาคม 2552

ผมต้องขอขอบคุณ และนับถือน้ำใจของคนเสื้อแดง และความอดทน ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดของเสื้อแดง ที่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนี้ทุกๆ ท่าน

ก่อนอื่นผมต้องยอมรับว่า การเป็นเสื้อแดงบุรีรัมย์นั้น ยากลำบากกว่าจังหวัดอื่นๆ จริงๆ นอกจากต้องมีใจรักประชาธิปไตยแล้ว ยังจะต้องต่อสู้กับพวกนักเลงอันธพาลในจังหวัด

วันนี้พิสูจน์ให้เห็นชัดเจน ได้จากการกระทำ ถ่อย เถื่อน ของพวกเสื้อน้ำเงิน ผมขอเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้ทราบกันอีกครั้ง

คนเสื้อแดงบุรีรัมย์ จัดเวทีสาธารณะในวันที่ 10 มีการอภิปรายตั้งแต่เย็นจนเช้าวันรุ่งขึ้น ที่บริเวณสระริมน้ำทางแยกเข้าเมื่องบุรีรัมย์ เหตุการก็ปกติ ไม่มีอะไรรุนแรง มีวัยรุ่นมาก่อกวนบ้างเป็นช่วงๆ แต่ก็ไม่มีเหตุร้าย

ได้มีการประชุมแกนนำคนเสื้อแดงในคืนนั้น และสรุปว่า คนเสื้อแดงบุรีรัมย์ ต้องการแสดงให้สังคมภายนอก และ นายอภิสิทธิ์รับรู้ว่า บุรีรัมย์ ก็มีกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ไม่เหมือนกลุ่มเนวิน ที่ทรยศต่อประชาชน

จึงวางแผนที่จะเคลื่อนขบวนในตอนเช้าไปที่ อ. ลำปลายมาศ เพื่อแสดงตนให้อภิสิทธิ์เห็นว่า จริงแล้ว เนวิน คุมคนบุรีรัมย์ไม่ได้ทั้งหมดตามที่คุยไว้

จึงเคลื่อนขบวนประชาชนโดยรถยนต์ ส่วนมากจะเป็นรถส่วนตัว เดินทางไปกันประมาณ 30 คัน

เมื่อเดินทางผ่านอำเภอ ชำนิ เข้าเขต อ. ลำปลายมาศ จึงพบว่า มีกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินประมาณ 200 คน ปิดถนนอยู่ ขบวนจึงหยุดและเข้าเจรจาขอผ่านทาง จึงผ่านทางมาได้

เมื่อเดินทางต่อมาอีก 2 กิโลเมตร ก็พบกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินจำนวนมากประมาณ 500 คน พร้อมอาวุธในเมือปิดถนนอยู่ และกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินเหล่านี้ ก็ไม่ยอมให้ผ่าน จึงมีการตั้งตัวแทนเข้าเจรจากัน โดยเสื้อแดงส่งประธานกลุ่มเสื้อแดงบุรีรัมย์ คุณทองพูน เมืองสุข และคุณเขื่อนเพชร โพนรัมย์ เป็นตัวแทน และเสื้อน้ำเงินก็ส่ง คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ.ลำปลายมาศ มาเป็นตัวแทน

การเจราจาเป็นไปด้วยดี มีการทำข้อตกลงเป็นหนังสือว่า คนเสื้อแดงจะไม่เดินทางต่อไป ที่ลำปลายมาศ และให้เดินทางกลับที่ตั้ง ที่ อ. นางรอง และเสื้อน้ำเงินต้องถอนกลุ่มคนออกไป อย่าให้เข้ามาช่วงเสื้อแดงถอนตัว

ปัญหาเกิดขึ้น เพราะ คุณคำตา แทนบุญจัน และ สจ. ท่านนั้น ไม่สามารถสั่งการคนเสื้อน้ำเงินได้

ผลการเจรจาจึงไม่มีประโยชน์ ทำให้ทั้งสองฝ่าย ต้องเผชิญหน้ากันมากขึ้น และในเวลานั้น คนเสื้อน้ำเงินที่เราผ่านด่านแรกมา ก็รวมตัวกันปิดถนน และบีบวงล้อมเข้ามา ทำให้เกิดอาการตึงเครียดขึ้นมาทันที

ขณะที่คนเสื้อน้ำเงิน ก็พูดจายั่วยุผ่านเครื่องขยายเสียงตลอด มีการยื่นข้อเสนอให้ตัวแทนเสื้อแดง ต้องขึ้นประกาศขอโทษนายของเขา แต่ได้รับการปฏิเสธจากเสื้อแดง ทำให้เวลาต้องยืดเยื้อยาวนาน

ช่วงหลังก็มีเด็กวัยรุ่นใส่เสื้อขาวจำนวนหนึ่ง ส่วนมากอยู่ในอาการมึนเมา ปรากฏตัวที่แนวตั้งของเสื้อน้ำเงิน คนกลุ่มนี้ มีแป๊บน้ำและไม้กระบองเป็นอาวุธ เริ่มออกมายั่วยุ และเดินเข้ามาประชิดเสื้อแดง ทำให้เกิดการตึงเครียดมากขึ้น และมีการใช้หนังสติ๊ก และขว้างปาสิ่งของเข้าใส่คนเสื้อแดง และมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดจากเสื้อน้ำเงิน

ช่วงเที่ยงวัน ทำให้คนเสื้อแดงไม่มีข้าวที่จะรับประทาน มีแต่น้ำ โชคดี มีรถกาแฟโบราณของคนเสื้อแดงร่วมขบวนอยู่ด้วย จึงพอที่จะซื้อหามาทดแทนกันได้ระดับหนึ่ง

เวลายิ่งผ่านไป ยิ่งมีความตึงเครียดมากขึ้น เมื่อหัวหน้าเสื้อน้ำเงินบางส่วนมาบอกว่า พวกเขาไม่สามารถสั่งการคนเสื้อขาวได้ พวกนี้รับคำสั่งจากเนวินเท่านั้น

จากเหตุนี้ ทำให้หัวหน้าคนเสื้อน้ำเงินเริ่มมองปํญหาที่จะเกิดขึ้นมาแน่นอน ถ้าไม่มีทางออก และตนเองจะต้องได้รับผิดชอบ เพราะส่วนมากเป็น สจ. สท. และ อบต. และข้าราชการที่รับคำสั่งจาก เนวิน

จึงมีการนำเสนอให้แกนนำทั้งสองฝ่าย ยอมรับการขอโทษซึ่งกันและกัน โดยประกาศที่รถเครื่องเสียง

แกนนำคนเสื้อแดง ประกาศก่อนว่า ถ้าการกระทำของคนเสื้อแดง ทางเสื้อน้ำเงินเห็นว่าไม่ถุกต้องตรงไหน ก็ขอโทษมา ณ ที่นี้ ส่วนแกนนำคนเสื้อน้ำเงิน ก็กล่าวขอโทษที่ปิดกั้นการเดินทางของคนเสื้อแดง ในการที่จะใช้สิทธิ์ในการแสดงออก

กล่าวจบ การปิดกั้นถนนของคนเสื้อน้ำเงินก็ยอมเปิดถนน ให้เสื้อแดงเดินทางได้

เหตุการณ์ก็จบลง..

เพิ่มเติม ... คุณ cheeky จากเวบ konthaiuk
คลิป 1 สัมภาษณ์ คุณทองพูน สุขเนื่อง แกนนำคนเสื้อแดงบุรีรัมย์ และ
คลิป 2 สัมภาษณ์ ดร.สากล ศรีวันทา พรรคเพื่อไทย
ในห้วข้อ: เหตุการณ์ความตึงเครียดที่ นางรอง-ชำนิ-ลำปลายมาศ บุรีรัมย์