WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 14, 2009

เผด็จการอมาตย์พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่

ที่มา thaifreenews
alt

นับตั้งแต่เกิดการรัฐ ประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน เป็นต้นมา ฝ่ายผู้มีำอำนาจในประเทศนี้ต่างก็เชื่อว่าสถานการณ์ในประเทศไทยคงจะกลับเข้า สู่รูปแบบเดิมที่เคยเป็นมา คือเขียนรัฐธรรมนูญใหม่, เอาคนของตัวเองขึ้นมาครองอำนาจเป็นรัฐบาล แล้วทุกอย่างก็ลืม ๆ กันไป ประชาชนก็อดทน, อดกลั้น, อดออม กันต่อไป โดยไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยขึ้นมาต่อกรกับอำนาจเผด็จการที่ครองประเทศนี้มา อย่างยาวนานได้ต่อไป หลังจากที่ฝุ่นตลบและจัดระเบียบอยู่พักนึง แล้วทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม เผด็จการครองอำนาจ (สร้างภาพ) ต่อไป, ประชาชนไทยถูกกดขี่เอาเปรียบต่อไปแต่ หลังการรัฐประหารในครั้งนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่แตกต่างไปจากความคาดหมายโดยสิ้นเชิง ประชาชนจำนวนมากมายทั่วทั้งประเทศกลับลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ของตนเอง รัฐบาลที่เคยคาดว่าจะได้เป็นรัฐบาลของเผด็จการ ก็ถูกประชาชนทำลายยับเยินลงด้วยการแพ้เสียงในการลงคะแนนเลือกตั้ง และยังเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านอำนาจเผด็จการมากขึ้นจนน่ากลัวในทุก พื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการจัดการประเทศของ เผด็จการอมาตย์ในประเทศไทย ซึ่งก็ได้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนจำนวนมากขึ้นแล้วในขณะ นี้.....
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
สิ่งที่น่าจะนำพิจารณาเพื่อพึงตั้งเป็นข้อ สังเกตก็คือ นับจากเกิดกระแสต่อต้านเผด็จการขึ้นอย่างรุนแรงและขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ ฝ่ายเผด็จการอมาตย์และผู้ที่มีอำนาจภายใต้อมาตย์นี้ ไม่เคยที่จะแสดงความจริงใจในการพยายามสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับประเทศ เพื่อนบ้านที่อยู่โดยรอบเลย ไม่เคยเกิดความตกลงร่วมกันในการพัฒนาผลประโยชน์ระหว่างกัน, ไม่เคยเกิดโครงการแลกเปลี่ยนร่วมมือใด ๆ เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน, แต่ดูเหมือนฝ่ายเผด็จการ และกลุ่มเครือข่ายของพวกเขากลับพยายามสร้างความร้าวฉาน, ความขัดแย้งจนถึงขั้นใกล้จะเกิดสงครามเข้าไปทุกทีกับประเทศรอบข้างเหล่า นั้น แม้ไม่มีเรื่องราวใด ๆ เลยก็กลับพูดจาก้าวก่ายกิจการภายในต่อประเทศนั้น ๆ ซึ่งในทางการทูตถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง จนปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าประเทศไทยถูกโดดเดี่ยวโดยประเทศที่อยู่โดย รอบอย่างสิ้นเชิงในด้าน “ความสัมพันธ์ิเชิงประจักษ์ (Evident Association)” ความ พยายามทำเรื่องประสานไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อนำตัวท่านอดีตนายกทักษิณกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย กลายเป็นเรื่องตลกระหว่างประเทศ และไม่มีประเทศใดให้การสนับสนุนด้วยเลยแม้แต่น้อย ทุก ๆ ประเทศต่างตอบกลับมาตามวิถีทางการทูตว่าไม่สามารถกระทำได้ทั้งสิ้น....สิ่ง นี้มีหรือว่าเผด็จอมาตย์ผู้มีอำนาจเต็มในการครอบครองประเทศอยู่ในขณะนี้จะ ไม่รับรู้หรือสัมผัสได้....กระแสข่าวลือหนาหูเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า มีผู้ยิ่งใหญ่บางคนในประเทศไทยได้นำเอาทองคำสำรองที่เก็บสะสมเอาไว้เป็นเวลา นานออกมาขายทอดตลาดที่ฮ่องกง...และเมื่อประกอบกับการได้เห็นความผิดปกติ อย่างยิ่งของรัฐบาลเทพประทาน ที่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลยที่เป็๋นรูปธรรมในการที่จะควบคุมหรือยับยั้งการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ปล่อยให้มีคนไทยติดเชื้อโรคไปแล้วนับแสนคน และมีคนเสียชีวิตเท่าที่ตรวจพบและยืนยัันแล้ว 15 คน ยิ่งทำให้มีพิรุธ และข้อน่าสังเกตมากยิ่ิงขึ้น.... “เผด็จการอมาตย์พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่” มี ความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่ตรงหน้าชัด ๆ โดยไม่ต้องแปลความใด ๆ ก็คือ ฝ่ายเผด็จการอมาตย์ล้วนแล้วแต่มีอายุชนิดที่เป็น “ไม้ใกล้ฝั่ง” กันทั้งนั้น จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ดังนั้นคำว่า “อนาคตข้างหน้า” จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกเขา พวกเขาเหล่านั้นมีเพียง “อำนาจในวันนี้” และ “ความยิ่งใหญ่ในอดีต” ที่จะให้จดจำเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ทั้งหลายพวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจว่าประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ลูกหลานหรือประชาชนไทยในประเทศนี้ที่จะต้องอยู่ต่อไปจะเป็นอย่างไร เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะไม่ได้อยู่ในแผ่นดิน หรือในโลกนี้แล้ว ดังนั้นวิธีใดก็ตามที่จะยังคงรักษาอำนาจเอาไว้แ่ก่ตัวของพวกเขาได้ โดยไม่ยอมให้ใครมายึดเอาอำนาจนั้นไปพวกเขาจะต้องทำแน่ เพราะพวกเขาคิดถึงแต่วันนี้เท่านั้น.....สิ่งต่าง ๆ อันเป็นวิธีการปฏิบัติใด ๆ ก็ตามที่ผ่านมาของเผด็จการอมาตย์ นับตั้งแต่การเปิดความขัดแย้งกับประเทศรอบด้าน, การแสดงความประสงค์ตามไล่ล่าท่านนายกทักษิณ ไปทั่วโลกผ่านประเทศต่าง ๆ, การไม่แสดงความใส่ใจในการควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009 สิ่งเหล่านี้ถ้านำมาประมวลเข้าด้วยกันให้ดี พร้อมกับมองดูถึงความเป็นผู้สูงวัยของเผด็จการอมาตย์ที่ “ไม่มีอนาคต” และเพียงแต่คิดถึงปัจจุบันเท่านั้น.... ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของโลก ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่เมื่อเข้าตาจนจากการถูกบีบจากนานาชาติ เผด็จการอมาตย์ในประเทศนี้อาจจะบ้าเลือดถึงขั้น “สั่งปิดประเทศ” ไม่ติดต่อค้าขายกับใคร อยู่แบบโดดเดี่ยวเหมือนกับประเทศพม่า...ก็อาจเป็นได้เวลา นี้เผด็จการอมาตย์กำลังเข้าตาจนชนิดที่ไม่มีทางออกใด ๆ แล้ว จาก 1. แรงกดดันของประชาชนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศที่ออกมาต่อต้าน อำนาจเผด็จการและมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 2. แรงกดดันจากนานาชาติในเรื่อง “การปิดสนามบินนานาชาติ” ที่กำลัีงใกล้ถึงตัวเข้ัามาทุกขณะ 3. ปัญหาเศรษฐกิจที่พังทลายและกำลังทำลายประเทศให้พินาศหมดสิ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.... การสั่งปิดประเทศ จึงอาจจะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาหนทางสุดท้าย ที่จะสามารถรักษาอำนาจเผด็จการโบราญของตนเอาไว้ได้ก็เป็นไปได้เพราะ สถานการณ์ทุกอย่าง สุกงอม แล้วถ้าวิเคราะห์ตามสถานการณ์เหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงที่เผด็จการอมาตย์จะใช้อำนาจสุดท้ายที่ตนถือครองอยู่ ใช้กำลังเข้าจัดการและจัดระเบียบใหม่กับประชาชนภายในประเทศ โดยไม่สนใจว่าประเทศอื่น ๆ จะคิดเห็นอย่างไร จากนั้นก็สั่งการให้ “ปิดประเทศ” แบบเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งถ้าเผด็จการอมาตย์หน้ามืดถึงขั้นนั้น และกล้าที่จะทำเช่นนั้นจริง ประเทศนี้คงจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ และไม่มีทางกลัีบมารวมกันได้อีก เพราะประชาชนไทยที่ “ตาสว่าง” กันทั้งแ่ผ่นดินแล้วนั้นคงจะลุกขึ้นต่อต้านอย่างเต็มกำลังแน่นอนความ น่ากลัวของเผด็จการอมาตย์ยุคสุดท้ายนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแต่เป็นอำนาจที่เขาครอบครองอยู่ ซึ่งมีทั้งอำนาจมวลชนจัดตั้ง, อำนาจกองกำลังติดอาวุธ, อำนาจของข้าราชการ, และที่สำคัญก็คือยังมีอำนาจบารมีจากประเพณีความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมไทย อีกด้วย และเมื่อถึงเวลาคราวจำเป็นที่สุดเขาจะใช้อำนาจทุกอย่างทำลายประชาชนผู้รัก ประชาธิปไตยอย่างเต็มที เพียงเพื่อให้เขาได้ยึดครองอำนาจเผด็จการเอาไว้ต่อไปตราบลมหายใจสุดท้ายเท่า นั้นเอง เวลานี้เป็นภาวะสงคราม ระหว่างชนชั้นและสงครามทางการปกครอง ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของประเทศไทยร่วมกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นประเทศชาติจะรุ่งเรื่อง หรือร่วงโรย เราคนไทยก็ไม่สามารถย้ายไปอยู่ประเทศอื่นได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุก ๆ คนต้องช่วยกันสังเกตสถานการณ์และร่วมกันแสดงพลังอย่างเต็มที่ว่า “เราต้องการประชาธิปไตย” โดยแสดงความต้องการอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจุดมุ่งหมายเดียวกันนี้ แม้จะมีความขัดแย้งไม่เข้าใจกันบ้างแต่ก็ขอให้ร่วมเดินกันไปบนหนทางเดียว กันนี้ โดยไม่ทำลายกันจนหมดไปเสียก่อน“จับมือไปด้วยกัน....เดินไปด้วยกัน....ก้าวย่างไปด้วยกัน....สู้ไปด้วยกัน....และเราจะชนะร่วมกัน”.....ปูนนก
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 13 กรกฏาคม 2009 เวลา 16:59 น.

สงครามปฏิวัติ สงครามประชาชน

ที่มา Thai E-News


โดย ทหารอาชีพ
14 กรกฎาคม 2552

*บทความวิถีประชาธิปไตยเพื่อสังคมสงบสุขครบชุดประกอบด้วย:
-ตอนที่1:สงครามปฏิวัติ สงครามประชาชน
-ตอนที่2:การปฏิวัติสังคม
-ตอนที่3:ยุทธศาสตร์ นโยบาย ภารกิจ
-ตอนที่ 4:แนวทางการต่อสู้/องค์กรนำและหน่วยปฏิบัติการ
-ตอนจบ:ภาคการทหาร หลักการรบ สงครามประชาชน

กล่าวนำ

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลไปสู่ความลำบากยากแค้นของประชาชนในทุกแห่งของโลก ในบางแห่งถึงขนาดทำให้ประชาชนผู้ถูกปกครองไม่ยอมให้ปกครอง หรือเกิดสงครามประชาชนตลอดจนการปฏิวัตินั้น สรุปได้ว่า เกิดจากการกดขี่ทางการเมืองและการขูดรีดทางเศรษฐกิจจากเผด็จการในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นบุคคลและหมู่คณะ ตั้งแต่ผู้นำเผด็จการเพียงคนเดียว ไปจนถึงพรรคการเมืองที่ซื้อเสียง แสวงหาอำนาจด้วยวิธีการฉ้อฉล ลวงโลก คดโกงและติดสินบน


แนวทางที่จะนำความสงบ สันติมาสู่สังคมได้มีวิธีการเดียวคือ ประชาชนเกิดการเรียนรู้ และตระหนักถึงอำนาจของตนเอง เกิดรู้ความจริงว่า เสรีภาพและเงินทองที่เป็นของตนนั้น โดนกลุ่มเผด็จการ แย่งชิง หรือหลอกลวงไปเป็นของตนอยู่ตลอดมา

การตระหนักถึงอำนาจและความจริงนั้น ต้องมากพอที่จะเกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยต้องมีประชาชนที่พร้อมเข้ามีส่วนร่วมในการทำให้สังคมให้เป็นประชาธิปไตยจำนวนเป็นล้านคน และมีผู้สนับสนุนเป็นแนวร่วมอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของประชากรในประเทศ

แนวทางนี้ต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มเผด็จการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น พรรคนาซี พรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต พรรคการเมืองที่มุ่งซื้อสิทธิขายเสียง กลุ่มข้าราชการที่ต้องการรักษาอำนาจของกลุ่มตน แม้แต่องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรช่วยเหลือจากนานาชาติ เพราะ ประชาชนเท่านั้น ที่จะไม่กดขี่ประชาชนด้วยกันเอง ถ้าประชาชนนั้นได้รับการฝึกฝนในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นแล้วเป็นอย่างดี

แนวทางที่ได้เสนอนี้เป็นการเขียนในหลักการกว้างๆ สำหรับทุกกลุ่มสังคม ทุกกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่กำลังทหาร กำลังกึ่งทหาร กำลังประชาชน กลุ่มอาสาสมัครต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชน พรรคการเมือง สมาคม ชมรม หรือแม้แต่องค์กรศาสนาที่มีพื้นฐานคำสอนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างดีที่สุด และ กรณีประเทศไทยซึ่งมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข วิธีการทางประชาธิปไตย ก็จะเป็นการยึดระบบรัฐสภาเป็นสำคัญ กระบวนการ แนวคิดต่างๆ ในเอกสารนี้จะตั้งอยู่บนหลักการนี้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามเอกสารนี้ก็ได้มีการกล่าวถึงการใช้กองกำลังในการทำศึกไว้ด้วย รวมถึงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีทางทหารต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์เป็น แนวทางการขยายแนวร่วมมวลชน การสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการใช้กำลังในกรณีเกิดความไม่สงบและแตกแยกในสังคมขนาดต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน จริงๆด้วย

ในการนำเสนอจะแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนด้านการเมือง และด้านการทหาร สุดแต่จะนำไปใช้ประโยชน์ ในลักษณะใด การนำเสนอบางครั้งจะเป็นเพียงหัวข้อ หรือประเด็นเท่านั้นผู้ที่สนใจด้านการเมืองมาแล้วควรที่จะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

แหล่งที่มาของความคิดในเอกสารฉบับนี้ นอกจากจะมีปรัชญาประชาธิปไตยของนักการเมืองจากตะวันตกที่เป็นนักคิดสำคัญแล้ว ยังได้ลงรายละเอียดถึงการสร้างการเคลื่อนไหวมวลชนผ่านกลุ่มแกนนำแบบพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย ซึ่งก็ได้ทำการดัดแปลงบ้างเล็กน้อยให้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นขึ้น

ทั้งนี้ยังคงแนวคิดด้านประชาธิปไตยแบบตะวันตกโดยเฉพาะของ ยัง ยาค รุสโซ ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ก็เพราะในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์นั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในได้นำมาใช้อย่างกว้างขวางและได้ผลดี เป็นผลให้ชนะสงครามคอมมิวนิสต์ในที่สุด

แนวความคิดหลัก ๆ ในเอกสารฉบับนี้จึงอยู่ในกรอบของ กอ.รมน. ในยุคต่อสู้ให้ชนะคอมมิวนิสต์ด้วยการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรมขึ้น ดังนั้นขอให้ท่านผู้ศึกษาอ่าน คำสั่ง สร.ที่66/2523 และ 65/2525 ที่เป็นต้นแบบของการปฏิบัติงานด้วย จึงจะเข้าใจอย่างครบถ้วน

นอกจากนั้นเป็นบางส่วนจาก คติพจน์ และ นิพนธ์ด้านการทหาร ของเหมาเจ๋อตุง เพื่อให้การปฏิบัติการงานมวลชนมีความกระชับ แม่นยำ ไม่หละหลวม และ นำไปสู่ชัยชนะในที่สุด

วัตถุประสงค์เฉพาะ

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำไปใช้ในพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองและการทหารสูง เช่น ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าความขัดแย้งนั้นมีต้นเหตุจากความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจทางการเมือง ผลประโยชน์ขัดกันทางเศรษฐกิจ โดยนำเรื่องของอุดมการณ์ ศาสนาและชาติพันธุ์มาเป็นข้ออ้างในการแสวงหาแนวร่วมและการใช้กำลัง ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสถาปนาประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกันด้วยวิถีทางประชาธิปไตยในพื้นที่ได้ แผ่นดินที่ลุกเป็นไฟก็จะกลับมาสู่ความสงบร่มเย็นได้

เนื่องจากเอกสารฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้มีลักษณะทั่วไป สามารถนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ทุกพื้นที่และเวลา ดังนั้น จึงได้นำเสนอครอบคลุมทุกเรื่อง ทุกด้าน ทั้งการเมืองและการทหาร สำหรับในกรณีที่พื้นที่เป้าหมายนั้นถูกครอบครองหรือปลดปล่อยโดยกลุ่มที่แข่งขัน ขัดแย้งหรือทำสงครามด้วย ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง

ดังนั้นการกำหนดให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นคู่แข่งขัน คู่ขัดแย้ง ฝ่ายตรงข้าม หรือ ศัตรู ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ทั้งนี้ยังคงหมายถึงกลุ่มเดียวกันที่ได้ต่อสู้กับ ฝ่ายเรานั่นเอง

สำหรับขอบเขตความกว้างขวางก็ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบลในสนามขึ้นไปจนถึงระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม จะพยายามให้เป็นขอบข่ายระดับกลุ่มจังหวัดหรือเป็นภาค ซึ่งจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกระดับ

ในกรณีที่นำไปใช้ในด้านการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการแข่งขันทางการเมือง หรือการบริหารจัดการใด ๆ ก็สามารถ ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยการปรับปรุงนิยามเพียงเล็กน้อย แต่วิธีการดำเนินการและปรัชญาประชาธิปไตยนั้นยังคงเป็นเช่นเดิม

หลักการประชาธิปไตยและปรัชญาทางการเมือง ในเรื่องต่อไปนี้จะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ มีปรากฏอยู่ในเอกสารและในเวปไซท์ต่าง ๆ แล้ว

- หลักการประชาธิปไตย
- หลักการประชาธิปไตยของ จอห์น ล๊อค
- หลักการประชาธิปไตยของ ยัง ยาค รุสโซ
- หลักการประชาธิปไตยใน แมกนาคาตา ของอังกฤษ
- หลักการประชาธิปไตยใน ปฏิวัติฝรั่งเศส
- หลักการประชาธิปไตยใน การประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา
- หลักการประชาธิปไตยใน สหรัฐอเมริกา
- หลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นลายลักษณ์อักษร แบบสวีเดน ญี่ปุ่น
- หลักการรัฐสวัสดิการ


โดยสรุปแล้ว การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนมีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยมาก และในระยะเวลาไม่นานนัก การนำวิธีการประชาธิปไตยทางตรงให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในทุกกิจการจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้นประชาชนก็จะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของตนอย่างสมบูรณ์โดยไม่สามารถมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาอ้างความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจนั้นแทนประชาชนได้

ดังนั้น การวางรากฐานประชาธิปไตยและการนำเทคโนโลยีต่างๆ เช่นการลงประชามติผ่านอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์มาใช้อย่างกว้างขวางจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในปัจจุบัน

นายกฯที่ต้องหลอกตัวเองไปวันๆ ว่า เป็นที่รักของประชาชน !!

ที่มา Thai E-News

โดย นายหัวดี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
ภาพจากคุณ นักเลงโบราณ
14 กรกฎาคม 2552

วันนี้ไม่อยากจะสาธยายอะไรมาก แค่อยากให้รู้ข้อเท็จจริงบางประการ เกี่ยวกับผู้นำประเทศที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

การลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา บ่งบอกถึงสถานะของผู้นำคนนี้ดีว่าเป็นอย่างไร เป็นที่รักของประชาชนหรือไม่

นี่คือบางช่วงบางตอนที่สื่อนำเสนอข่าวการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี

...บริเวณหน้าสนามบินมีหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนกว่า 500 คน สวมเสื้อยืดสีขาวมีข้อความว่า “เรารักนายกฯ” มารอต้อนรับ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) อย่างเข้มงวด ทั้งตำรวจ ทหาร อพ.ปร. ยืนคุ้มกันตลอดเส้นทางที่คณะนายกฯผ่าน มีเฮลิคอปเตอร์บินติดตามขบวนนายกฯไปทุกจุด ระหว่างทางมีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมเสื้อสีน้ำเงินตั้งด่านสกัดกลุ่มเสื้อแดงที่จะเคลื่อนมาชุมนุมขับไล่นายกฯตามถนนสายต่างๆ เช่นที่สี่แยกบ้านกระสัง อ.เมือง เป็นต้น

รายงานข่าวแจ้งว่าทีม รปภ.ของนายกฯได้เพิ่มกำลังเป็นพิเศษ ติดอาวุธครบมือ อาทิ ปืนเอ็มพี 5 ปืนสั้นลูกกรด กระบอง ฯลฯ แบ่งการรักษาความปลอดภัยออกเป็น 3 ชั้นคือ ระยะประชิดตัว ระยะใกล้ และระยะไกล ด้านนายอภิสิทธิ์ได้สวมเสื้อเกราะอ่อนไว้ข้างใน ก่อนสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าทับชั้นเป็นที่ 2 และสวมเสื้อแจ๊กเกตสีขาวมีข้อความว่า “ฉันรักประเทศไทย” ทับเป็นชั้นที่ 3 เพื่ออำพราง
เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดการเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้นายกฯนั่งรถยนต์กันกระสุนยี่ห้อฟอร์ด เอเวอเรสต์ สีดำ เลขทะเบียน ฌฌ 7771 กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังนำรถโตโยต้า พลาโด มานำขบวน และรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ของหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน มาปิดท้ายขบวนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้ากลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 200 คน พร้อมขบวนรถยนต์หลายสิบคัน นำโดยนายทองพูน สุขเมือง เคลื่อนจากสระน้ำทุ่งแหลม ต.ถนนหัก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ มุ่งหน้าสู่ อ.ลำปลายมาศ จุดที่นายกฯจะลงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเคลื่อนมาถึงเส้นทางสาย อ.นางรอง-อ.ชำนิ มุ่งหน้าสู่ อ.ลำปลายมาศ ปรากฏว่าบริเวณเส้นทางช่วงบ้านหนองเทา ต.หนองโดน อ.ชำนิ มีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมเสื้อสีน้ำเงินประมาณ 500 คน ในนาม “คนรักบุรีรัมย์” นำโดยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน จ.บุรีรัมย์หลายคนนำรถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงปราศรัย มาตั้งด่านสกัดการเคลื่อนขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านมาถึง กลุ่มคนเสื้อน้ำเงินซึ่งมีทั้งกระบองและไข่ไก่นำรถ 6 ล้อ และรถสองแถวหลายคันปิดหัวปิดท้ายขบวนกลุ่มเสื้อแดง ไม่ยอมให้คนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนออกจากบริเวณดังกล่าวได้ ทำให้กลุ่มเสื้อแดงติดแหงกอยู่ที่นั่น



นี่คือบางช่วงบางตอน ที่สื่อรายงานการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร นี่หรือผู้นำประเทศที่มาจากระบอบประชาธิปไตย และอ้างตนเองว่า เป็นที่รักของประชาชน

การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งทางภาคพื้นดิน ทางอากาศ และยังจัดกำลังมวลชน มาคอยปะทะคนที่ไม่ศรัทธาในตัวนายกรัฐมนตรี เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะของนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นอย่างดีว่า ได้นั่งอยู่ในใจของประชาชนจริงหรือไม่

การลงพื้นที่ โดยยอมให้เฉพาะคนที่ชื่นชอบ คนที่ต้องการประจบสอพลอ เข้าใกล้นายกรัฐมนตรี จะได้อะไรจากการลงพื้นที่

นอกจากภาพลวงตา หลอกตัวเองไปวันๆ ว่า เป็นที่รักของประชาชน

คนที่อยู่บนเส้นทางสายการเมืองมานานอย่างนายอภิสิทธิ์ น่าจะรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ แล้วมีประโยชน์อะไรที่จะหลอกตัวเอง

คนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องสง่าผ่าเผย เดินไปไหนก็ได้ การรักษาความปลอดภัยมีบ้าง แต่ไม่ต้องถึงขนาดขนกันไปเป็นกองทัพ

การตั้งกลุ่มมวลชน มาคอยชนกับคนที่ไม่เห็นด้วยนั้น แน่ใจหรือว่า นี่คือแนวทางสร้างความสมานฉันท์

พวกเสื้อน้ำเงินที่ไปก่อกวนที่พัทยา จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต ที่วันนั้นออกมาปฏิเสธจนคอเป็นเอ็นว่า ไม่รู้ ไม่เกี่ยว แต่วันนี้คนเสื้อน้ำเงินโผล่ที่บุรีรัมย์

อยากถามว่า นายกฯอภิสิทธิ์ รู้สึกอะไรบ้างหรือไม่

***สื่อต่างชาติ..ทนการบิดเบือนข่าวสารไม่ไหว..ออกหนังสือเปิดโปงข้อเท็จจริงกรณีเหลืองแดง*** (Recommended Book)

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
14 กรกฎาคม 2552

ใครที่ติดตามข่าวจากสื่อต่างชาติมากกว่าสื่อหลักในเมืองไทย ก็คงจะพอทราบกันว่า นักข่าวต่างชาติท่านหนึ่ง คือคุณ นิค นอสติส ได้รายงานข่าวเมืองไทยมาแบบ "มีภาพประกอบ" เสมอมา ตั้งแต่การยึดทำเนียบของกลุ่มพันธมิตร

คุณ Nick เป็นนักข่าวภาคสนามคนหนึ่ง ประจำประเทศไทย ที่รายงานข่าวตรงไปตรงมา และไม่มีเสนอในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Dan Rivers จาก CNN ที่รายงานข่าวกรณีกลุ่มพันธมิตรบุกสถานี NBT หรือเจาะข่าวกรณี โรฮิงญา จนทหารไทยต้องออกมาโวยวายหรือแม้แต่ โจนาธาน เฮด จาก BBC ก็ตาม ก็ยังรายงานแบบถึงลูกถึงคน สู้คุณ Nick ไม่ได้

และส่งผลให้ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประำจำประเทศไทย ...ถูกฟ้องร้องคดีหมิ่น ฯ (เมืองไทยไม่กล้าเสนอข่าว)

ซึ่งเท่าที่ผมรับทราบมา สื่อต่างชาติสัญชาติอเมริกันบางคน ที่เคย "pro เหลือง" ถึงกับอึ้ง ..และหันมาพิจารณาความจริงอย่างถ่องแท้

คุณ Nick นี้ ผมได้อ่านบันทึกของเขา ทั้งในช่วงพันธมิตรล้อมรัฐสภา ช่วงเดือนตุลาปีที่แล้ว และ ในช่วงสงกรานต์แดงเดือด

ทำให้ผมได้รู้อีกเพิ่มเติมว่า กลุ่มเสื้อน้ำเงินนั้น ก็คือการ์ดพันธมิตรบางส่วน ...และบางส่วนก็คือ ทหารนอกเครื่องแบบนั่นเองเหล่านี้ ..คนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่รู้

และโชคดีอย่างหนึ่ง ที่บันทึกฉบับประวัติศาสตร์นั้น ถูกแปล และได้เผยแพร่ไปยังหมู่คนไทยที่ไม่โง่รับข่าวแต่ด้านเดียว ทำให้คนไทยจำนวนมาก ได้รู้ถึงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายของประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ถูกปกปิดจากสื่อและรัฐไทย

คุณ Nick จึงได้เขียนหนังสือ เป็นซีรี่ส์ ออกมา ชื่อ "เหลือง ปะทะแดง" ซึ่งจะตีแผ่เรื่องราวต่าง ๆ ให้คนไทยที่ยังลุ่มหลงได้รับรู้ได้รับรู้ว่า ...ที่เห็น ๆ กันอยู่ทุกวัน พวกจอมสร้างภาพ แท้จริงแล้ว ..เป็นอย่างไร

โบราณว่า ...ช้างตายทั้งตัว ..เอาบัวมาปิด ก็ไม่มิดฉะนั้น คนที่จะคิดปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ จงกลับไป "สำนึก" ตัวเองเสีย ว่า อำนาจทั้งหลายทั้งปวง มันไม่จีรังยั่งยืน

สิ่งที่ยั่งยืนที่สุด ก็คือ "ความจริง"

เสียดายที่พรรคประชาธิปัตย์ มีโลโก้แม่ธรณีบีบมวยผม และมี motto ไว้กำกับข้างใต้ แต่คนพรรคประชาธิปัตย์ ...ไม่เคยหลืบตามองดูเลย

เขาจะคิดเป็นอยู่อย่างเดียว ...ว่า จะหาเรื่องมาโจมตีคนอื่นได้อย่างไร

========================================

ข้อมูลหนังสือเพิ่มเติม จากทีมข่าวไทยอีนิวส์

Red vs. Yellow Volume 1
By Nick Nostitz

Red vs. Yellow, Volume 1: Thailand's crisis of identity describes, both in photos and in text, the political turmoil and violent street protests that took place during the first elected administration in Thailand after the 2006/2007 coup period, its government led by the PPP (People Power Party) a place holder party of the TRT (Thai Rak Thai) which had been ousted by the military coup. The anti-government and nationalist-royalist PAD ( People's Alliance for Democracy) entered Government House, the seat of Thailand’s cabinet, and occupied it for months, before its protests culminated in the invasion of Bangkok's airports, the dissolution of the PPP and the overthrow of the government by forces seen as sympathetic to the PAD.

In the course of the year the police, the PAD and their opponents - the Red shirts, an alliance of government supporters and pro-democracy groups - clashed on several occasions. Incidents involving at times shocking violence laid bare Thailand's long neglected social, political and regional divisions and left it a deeply unstable nation. Nick Nostitz covers this significant period of Thai History from the center of events. His articles on which this book is based caused considerable controversy when first published.

The second volume will be published at a later date, and describes the events of 2009, including the clashes in Bangkok over the Songkran Holiday.

Hard Cover
Bangkok 2009
White Lotus 158 pages, heavy 190g paper, fully illus., in col.
ISBN 9789744801500

ปากคำจักรภพ:อย่าติดที่เป้าลวง แต่สู้กับเป้าจริง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา www.konthaiuk.com
13 กรกฎาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:จักรภพ เพ็ญแข แกนนำนปช.ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ ได้โฟนอินเข้ามาให้สัมภาษณ์กับเวบ www.konthaiuk.com เมื่อวันที่10กรกฎาคมที่ผ่านมา มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้


กราบสวัสดีครับ ผมสบายดีทั้งด้านความปลอดภัยและสุขภาพ ปรับตัวได้ดีนับแต่ออกจากประเทศมาช่วงสงกรานต์เลือด และพร้อมจะอยู่ยาวนานเพื่อต่อสู้

ตอนนี้ผมเองก็เหมือนพี่น้องเสื้อแดงในอังกฤษ ยุโรป อเมริกาในต่างประเทศที่คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน แต่ก็ไม่ใช่อยากหาทางกลับให้เร็วทุกวิถีทาง แต่หากรีบกลับไปโดยการต่อสู้ไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร ภารกิจการต่อสู้และรอนแรมในต่างประเทศเป็นภารกิจตอนปลาย ตอนมาอยู่ต่างประเทศก็เลยได้ร้องเพลงคิดถึงบ้านหรือเดือนเพ็ญสมใจ(ร้องเพลงเดือนเพ็ญ)

ผู้ดำเนินรายการบอกว่า ผู้ฟังๆแล้วน้ำตาซึม

จักรภพบอกว่า เพลงนี้ทำให้หวนไปคิดถึงอัศนี พลจันทร ที่ต่อสู้กับอำมาตย์สมัยก่อน ต้องออกจากสยามข้ามโขงไปลาวห่างบ้านห่างเมืองมองพระจันทร์แล้วคิดถึงบ้าน และมีอีกเพลงที่อมตะคือเพลง"เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ"ของจิตร ภูมิศักดิ์แต่งไว้ ตอนที่เนรเทศออกจากเมืองหลวงไปต่อสู้กับฝ่ายอำมาตย์ในป่า แล้วโดนลวงออกมายิงถึงแก่ความตาย(ฟังเพลงเสียงเพรียกจากมาตุภูมิ คลิ้กที่นี่)

เรื่องนี้อมาตย์เคยทำมาด้วยการพยายามเด็ดหัวคนอย่างจิตร หรืออัศนี แต่ก็ยิ่งทำให้ไฟปฏิวัติลามออกไปแก่ประชาชนผู้เรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย

ถาม-ได้ข่าวเสื้อแดงเมืองไทยไหม

ได้ทราบตลอด ไม่ใช่เฉพาะทางเปิด ข่าวกรองที่พรรคพวกหามาก็ได้รับทราบโดยตลอด

ที่ผมอยู่ต่างประเทศก็มีงาน3อย่างใหญ่ๆ
1.เขียนหนังสือ ให้สื่อหนังสือพิมพ์ที่ส่งเสริมประชาธิปไตย

อีกอันเขียนงานขนาดยาว2-3เรื่องที่ผมกลั่นจากการต่อสู้มา4ปีเข้าปีที่5 และมองไปว่าหากเราได้ประชาธิปไตยแท้จริงมา เราจะมีมโนภาพสำหรับอนาคตประเทศอย่างไร เพื่อให้ใช้อำนาจที่ได้มาอย่างคุ้มค่าที่พี่น้องต่อสู้กันมาด้วยความลำบากลำบน เพื่อให้พี่น้องได้ทราบว่าผมคิดอะไร พี่น้องจะได้นำหนังสือเล่มนี้เป็นตัวควบคุมผม หากผมกลายเป็นเผด็จการทรราชตัวใหม่ขึ้นมาก็เอาหนังสือเล่มนี้ขว้างใส่หัวผมได้เลย

หนังสือที่ทำก็มีเผยแพร่แล้วคือประชาธิปไตยในกรงขัง ตอนไปต่อสู้ที่หน้าบ้านสี่เสาเมื่อ22ก.ค.50และโดนจับกุม อีกอันก็เป็นการเขียนกลอนตอนมาอยู่ต่างประเทศจะได้รวมเล่มด้วย

2.กลุ่มแผนงานระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งการต่อสู้นี้ได้เลือกตั้งไปเป็นรัฐบาลเฉยๆมันไม่พอ เราถูกหลอกเลือกตั้งมาหลายครั้ง เราชนะเลือกตั้งมา2ครั้งซ้อนๆ แม้แต่ตอนเผด็จการคมช.คุมอำนาจเราชนะเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถปกครองได้ เพราะมีอำนาจนอกเหนือการเลือกตั้งคอยกำกับ หากต่อสู้เพียงเพื่อชนะการเลือกตั้งมันเป็นการเข้าไปสู่กับดักเขาเท่านั้น เราก็มีทีมคิดทำเรื่องนี้กัน

3.กลุ่มที่3คือการเดินทางต่างประเทศเพื่อคุยกับผู้มีอำนาจทางการเมืองและเอ็นจีโอ ให้เขาเข้าใจว่าสถานการณ์ของประเทศที่แท้จริงเป็นอย่างไร ศัตรูของประเทศเป็นใคร ผู้นำประเทศหนึ่งก็โทรถามผมว่ากลุ่มอำนาจเก่ากำลังเสนอปิดประเทศโดยอ้างเรื่องไข้หวัด2009นี้เป็นแผนการปิดประเทศเพราะสู้โลกาภิวัตน์ไม่ไหวใช่ไหม

ขบวนเสื้อแดงในส่วนประชาชนมีพลังมาก แต่แกนนำแบ่งความคิดเป็น2ทาง กลุ่มแรกคิดการต่อสู้ในอนาคต อีกกลุ่มคิดชนะเลือกตั้ง พูดง่ายๆแบบแรกจะต่อสู้เอาชนะ อีกกลุ่มจะขอเอา การต่อสู้ก็เหมือนเดินทางขึ้นบนเขา ก็มีล้ามีเหนื่อยบ้าง คนเหนื่อยก็พักบ้าง คนไม่เหนื่อยก็เดินต่อ

สิ่งที่เราทำอยู่คือการปฏิวัติ ไม่ใช่การชุมนุม ไม่ใช่งานเลี้ยงงานรื่นเริงแล้วกลับบ้านไปปวดใจว่าทำไมยังเหมือนเดิม ตอนนี้ก็ต้องพิจารณากันว่าหากใครไม่ไหวก็ต้องปลดเชือกออกนั่งพัก คนที่เขาจะปีนขึ้นต่อไปก็จะได้ไม่แบกภาระไว้ ก็อยู่ที่ว่ามาคิดว่าทำอย่างไรจะได้อำนาจเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่งั้นก็เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดแบบอภิสิทธิ์ อยู่หน้าต้องรับผิดชอบแต่ไม่มีอำนาจ แต่คนที่อยู่ข้างหลังมีอำนาจแต่ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

การต่อสู้แบบนี้ก็คือการปีนเขาไปข้างหน้า เป็นงานปฏิวัติต่อสู้ ต้องพิจารณาว่าหากใครไม่ไหวก็ต้องพัก ใครไหวก็ไปต่อ เราไม่ต้องการแกนนำมากๆ อีกไม่เกิน1เดือนนี้คงเห็นความชัดเจนขึ้นว่าใครจะปีนเขาต่อสู้กันต่อ และใครจะต้องพัก มีคนจำนวนมากที่จะมากับเราเดินไปข้างหน้า

ฝ่ายอำมาตย์ตอนนี้อยู่ไม่สุขหรอกครับ เตรียมตัวสละเรือกันแล้วหากพ่ายแพ้ ส่วนฝ่ายเราประชาชนคนเสื้อแดงพร้อมต่อสู้ แต่ฝ่ายนำกลับจะไปขอร้องเขา แล้วมันขอร้องได้หรือครับ หากขอร้องได้ก็ไม่เกิด19กันยา ไม่เกิดการยึดสนามบิน ไม่เกิดการปราบปราบเสื้อแดงตอนสงกรานต์เลือด สรุปคือเขาขอร้องไม่ได้ ขออนุญาตพูดว่าเวลานี้แกนนำอาจก้าวตามไม่ทันมวลชน ล้าหลังมวลชนแล้ว ก็คงต้องมีการปรับขบวนต่อสู้ ผมเองก็อาจเข้าไปมีบทบาทมากขึ้น

ผมเองก่อน19กันยาก็ไม่ได้คิดชัดเจนขนาดนี้ แต่หลังต่อสู้แล้วประชาชน เสื้อแดงก็เสนอแนะมามาก ดังนั้นประเด็นไม่ใช่แกนนำให้ความคิด แต่มวลชนก็ให้ความคิดแกนนำ เป็นปฏิสัมพันธ์กัน

เป้าหมายการต่อสู้

1.เราต่อสู่กับอะไร รัฐซ้อนรัฐ ที่เราเลือกตั้งเป็นประเทศไทยรอบนอก แต่ประเทศไทยภายในเป็นเรื่องรัฐซ้อนรัฐ
2.ไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้ง
3.การต่อสู้ทางความคิด อย่างการใช้คดีหมิ่นมาเล่นงานฝ่ายเรายิ่งนานยิ่งมากก็จะยิ่งกลับมาเป็นประโยชน์ฝ่ายเรา


ตอนนี้เรายังก้าวไม่พ้นระบบอมาตย์จาก14ตุลา เขาใช้พลังประชาธิปไตยเป็นฉากหน้า 6ตุลาเขาปราบปรามเพราะเห็นว่าท้าทายเกินไป สะท้อนว่าเขาโหดเหี้ยมรุนแรง มาพฤษภาทมิฬนั้นเกิดจากผู้มีอำนาจไม่พอใจรัฐบาลชาติชายไปมีนโยบายสันติภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เลยจัดการรัฐประหาร พอทหารขึ้นมามีอำนาจก็กลัวมีอำนาจมากคุมไม่อยู่ก็ไล่ออกไปอีก

แต่หลัง19กันยา49เราไม่ได้สู้กับนายหน้า แต่เป็นการต่อสู้กับตัวจริง เป็นครั้งแรกต่างจาก14ตุลา 6 ตุลา พฤษภา ถือเป็นครั้งแรก เราก็มีประสบการณ์น้อย ทำให้บางคนก็หลงทางวนกลับไปสู่ระนาบเดิมคือไปสู้กับนายหน้าเขา

ต้องคิดว่าตอนนี้เราไม่ได้ยึดกับคนๆเดียว นายกฯทักษิณจะมาชี้ว่าขบวนจะไปทางไหนก็ไม่ได้ ท่านก็เป็นแนวร่วมเหมือนเสื้อแดงคนหนึ่ง

การปิดสนามบินสุวรรณภูมิคนทั่วโลกตกใจ ตอนนี้จะไปไล่กษิตก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเทียบไปกษิตก็เหมือนภารโรง เราจะไปไล่ทำไม ก็ต้องไล่อาจารย์ใหญ่ แต่เอาเถอะหากอยู่ว่างๆก็ไล่ไปก่อนก็ได้

เวลานี้ตั้งแต่หลังสงกรานต์เลือดเป็นต้นมา มีการนำเสนอข่าวทางสื่อมวลชนเพื่อหันเหความสนใจของคนไปยังข่าวอาชญากรรมบ้าง ข่าวเรื่องหมีแพนด้าบ้าง เวลานี้ก็มาเรื่องไข้หวัด2009 คือเบี่ยงเบนความสนใจของคนออกไปยังเรื่องอื่นๆ อย่างเรื่องไข้หวัดนกก็จะหาข้ออ้างปิดพรมแดน ผมเกรงว่าจะนำไปสู่การปืดประตูตีแมว คนเสื้อแดงที่สู้ไม่ถึงที่สุดอาจให้อภัย ส่วนคนที่สู้ถึงที่สุดก็อาจฉวยโอกาสปิดประเทศเพื่อปิดประตูตีแมว

อย่างล่าสุดก็ตัดไม้ข่มนามไปฟ้องร้องดำเนินคดีสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ส่วนเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กเรื่องการที่ในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยให้สมเด็จพระบรมฯเป็นองค์รัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์นั้นก็ดีแล้วครับ คุณอภิสิทธิ์คงไม่ได้พูดเอง แต่ได้รับไฟเขียวให้มาพูดกัน ที่ควรทำให้เกิดความชัดเจน ทางราชสำนักควรประกาศให้เป็นที่เปิดเผย อย่างไรก็ตามสถาบันตามประเพณีนั้นก็ควรเชื่อมโยงในทางเกื้อหนุนความเคลื่อนไหวของทิศทางประเทศชาติ

ตอนนี้ความไม่แน่นอนมีสูง ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ หากทำให้เคลียร์ก็ไม่ต้องใจเต้นมากนัก จะได้มีแผนในการทำในอนาคต ส่วนการที่คุณอภิสิทธิ์ออกมานั้นก็เพราะฝ่ายอำมาตย์เขาเลี้ยงต้อยเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ใช่นายกฯของระบอบประชาธิปไตย ก็เหมือนกับพลเอกเปรม พลเอกสุรยุทธ์ อดีตนายกฯธานินท์ กรัยวิเชียร ที่อำนาจพิเศษนอกครรลองประชาธิปไตยหนุนหลังอยู่ เส้นทางการเดินของคุณอภิสิทธิ์จึงเป็นนายกฯคนสุดท้ายในระบอบอมาตยาธิปไตย ก็เขายอมตัวในระบบนี้ก็ต้องทำหน้าที่ไป จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปต่อสู้กับเขา เช่นเดียวกับคุณกษิต ภิรมย์ เขาไม่ใช่เป้าเราจะไปโจมตีเขาให้เสียเวลาทำไม สู้ตีเป้าที่แท้จริงดีกว่า เราก็ต้องตั้งเป้าว่าคุณอภิสิทธิ์ก็ควรจะเป็นนายกฯในระบอบอมาตยาธิปไตยเสียที

ที่ประเทศไทยดักดานอยู่นี้เพราะมัวแต่จะมาคุม เจริญก้าวหน้าไม่ได้ก็จะคุมเอาไว้ แล้วตั้งคนแบบอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็ควรเลิกได้แล้ว เราก็ต้องต่อสู้โจมตีเป้าที่แท้จริง อย่าไปหลงอยู่กับเป้าที่เป็นนายหน้าตัวแทนของเขาแบบอภิสิทธิ์หรือกษิต

ตอนนี้คนเสื้อแดงต้องพิจารณาว่าอย่าท้อถอยถอดใจ มีอะไรให้มาร่วม เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อแกนนนำ เพราะปีนี้เป็นปีสำคัญที่ว่า ปีนี้มันจะมีเรื่องตามครรลองธรรมชาติบ้าง เราต้องรวมพลังกันไว้เพื่อจะกำหนดชะตาอนาคตประเทศชาติด้วยตัวเราเอง

พี่น้องพึงทราบว่าที่เราต่อสู้มา4-5ปีเขาพยายามฆ่าเราให้ตาย แต่เราก็ไม่ตาย ก็ฟื้นตัวขึ้นมาตลอด อย่างพี่น้องทำกันมา เช่น ส่งข่าวสารข้อมูลต่างๆที่เป็นเรื่องที่ดี ส่งต่อกันไป มีการนัดหมายพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน อันนี้ดีที่สุดเพราะข้อมูลข่าวสารคืออำนาจ

ผมยังทำหน้าที่ในการส่งต่อข้อมูลข่าวสารให้ผู้นำทั้งที่อยู่ในอำนาจ และฝ่ายค้านของหลายประเทศเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ผู้นำเหล่านั้นมากกว่า20ประเทศในช่วง2เดือนครึ่งที่ผ่านมานี้

ผมได้คุยกับแกนนำเสื้อแดงอยู่บ้าง แต่ผมไม่ชอบการแสดง โดยเฉพาะแสดงปาหี่ แต่อันนี้ตรงกันก็คุยกัน อันไหนไม่ตรงกันก็ต้องรักษากันไว้ ตอนนี้จะทิ้งขว้างใครก็ไม่ได้

นอกจากแกนนำ3เกลอแล้วก็มีแกนนำอื่นๆด้วยครับ 3เกลอท่านก็มีบทบาทบนเวทีท่านทำได้ดีก็ต้องทำไป ส่วนบทบาทอื่นๆก็มีคนอื่นๆทำกันอยู่ โดยไม่ต้องขึ้นเวทีก็ได้ครับ

สุดท้ายนี้พี่น้องรักษาสุขภาพกายสุขภาพใจไว้ให้ดีครับ ขอให้พี่น้องที่รักประชาธิปไตยทุกคนที่อยากเห็นอนาคตลูกหลานดีกว่าโลกที่เราเคยอยู่มา หากมีอะไรสะกิดใจบ้างก็ให้มองเป็นเรื่องเล็ก แล้วให้เรามองข้ามไปที่เรื่องใหญ่ดีกว่า หากฝ่ายตรงข้ามเขารังควานก็ให้ถือภาษิตอินเดียว่า"ช้างเดินไปไหน สุนัขมันก็เห่าบ้าง"เราทำงานใหญ่ก็มีเสียงวิจารณ์บ้าง เราก็เงี่ยหูฟังไว้บ้างอย่าไปท้อใจ

ขอแสดงความขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วงผม ผมจะรักษาดูแลตัวเองให้ดีมีความปลอดภัยเพื่อการทำงานให้อนาคตประเทศเราต่อไป
.........
ฟังคลิปเสียงการสัมภาษณ์ล่าสุดของจักรภพทางเวบkonthaiuk.comคลิ้กที่นี่ หรือ ที่นี่

Monday, July 13, 2009

ทักษิณสายตรงจากต่างแดนผ่านวิทยุคนรักอุดรเริ่มวันนี้10-11.00น.

ที่มา Thai E-News


ติดตามรับฟังวิทยุทางอินเตอร์เน็ตได้ที่
-http://www.weloveudon.net/
-http://www.weloveudon.net/radio-station.php

หาเรื่องเพื่อนบ้าน : นโยบายอำมาตย์ไทย

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา เวบไซต์ konthaiuk
13 กรกฎาคม 2552

เกิดเป็นไทย เราก็รักเมืองไทยกันทุกคน แต่ความรักชาติ มักกลายเป็นบททดสอบครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ใครรักชาติยิ่งกว่าใคร และนำมาเบ่งทับกัน เพื่อหาคะแนนทางการเมือง อย่างนี้ไม่งามและแสดงท่าทีเสมือนเด็กทารก

อันตรายยิ่งกว่านั้น คือความกระเ*****้ยนกระหือรือ ที่จะแสดงความรักชาติ โดยหาเรื่องกับประเทศอื่น โดยเฉพาะเพื่อนบ้านรอบตัว ซึ่งก็มีเพียงสี่คือ เมียนมาร์ ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย ซึ่งล้วนเป็นสมาชิกของอาเซียน และประเทศไทยก็เป็นประธานอาเซียนอยู่

กรณีตึงเครียดกับกัมพูชา เป็นตัวอย่างหนึ่งของอาการป่วยบางอย่างในเมืองไทย ไม่ได้ซ่านไปไกลขนาดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่หรอกครับ แต่เป็นเชื้อโรคที่ติดเชื้อเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูงของไทย ติดเชื้อเมื่อไหร่ จะเปิดฉากมีเรื่องกับเพื่อนบ้านทันที โดยเฉพาะเมื่อเข้าตาจนกับการเมืองในประเทศ

ใครมองเหตุการณ์ที่ปลายเหตุ ก็สะดุ้งตกใจทุกคน เพราะฝ่ายกัมพูชา ระดมกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์เป็นจำนวนมากมาพร้อมอยู่ที่ชายแดน มีทั้งจรวดยิงเครื่องบินและรถถัง อาวุธประจำกาย ก็เปลี่ยนมาใช้แบบทันสมัย และมีลักษณะผสมผสานเทคโนโลยี

เห็นแล้วก็ต้องถามว่าความขัดแย้งขนาดไหนหรือ เพื่อนบ้านอาเซียน ๒ ประเทศ ที่นำโดยผู้นำที่มีอาวุโสสูงสุดในกลุ่มประเทศหนึ่ง และผู้นำที่มีฐานะเป็นประธานอาเซียนอีกประเทศหนึ่ง จึงต้องเกิดภาวะใกล้สงครามระหว่างกันอย่างนี้

ไล่ดูแล้ว ก็น่าละอายสิ้นดี เพราะมิใช่เป็นเหตุที่ควรนับเป็นเหตุเลย ขนาดองค์การสหประชาชาติ ยังทำเฉยกับความขัดแย้งในชายแดนไทย-กัมพูชา จนบัดนี้ ในทำนองว่า เป็นเรื่องทะเลาะเบาะแว้งที่ไร้วุฒิภาวะและไร้สาระ เกินกว่าที่องค์การโลกจะเข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่าว่าแต่องค์การแม่เลยครับ องค์กรลูกที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ UNESCO ก็ยังสงวนท่าทีไว้เป็นอันมาก การขยับเวลาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ที่ไทยส่งคนไปวิ่งเต้นถึงสเปนนั้น ก็เป็นขั้นตอนธุรการธรรมดา เพื่อให้ปัญหาที่ไม่ใช่เรื่องจบลงเอง ไม่ต้องการจะข้องแวะด้วย

เรื่องนี้ ใครถือเป็นชัยชนะในเกมการทูต ก็คงถูกโลกเขาหัวเราะเยาะ

ถามง่ายๆ เลยก็ได้ว่า ถ้าราชอาณาจักรกัมพูชาเป็นฝ่ายโกงไทย ในกรรมสิทธิ์เรื่องปราสาท เหตุใดเล่า คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้เป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง จึงต้องกระเสือกกระสนไปเจรจาความกับเขาถึง ๒ ครั้ง ในเวลาเพียงไม่กี่วัน หลังจากการเยือนของคุณอภิสิทธิ์เพียงชั่วช้างกระดิกหู ถึงจะอ้างว่า ครั้งที่สองไปในภารกิจเปิดถนนสายใหม่ และตีกอล์ฟที่เมืองเสียมราฐ เพื่อให้ดูดีก็เถิด

ทำไมรัฐบาลไม่ประกาศราชศักดิ์ให้มันดังก้องไปทั่วโลกว่า เขารุกรานเรา และเราก็จะตอบโต้อย่างอารยประเทศให้เขาอายไปข้างหนึ่งทีเดียว?

เหตุที่วิ่งล้อมหน้าล้อมหลังเขาอย่างไร้ศักดิ์ศรี เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า นี่คือเรื่องไม่มีมูล และกุกันขึ้นมา เพื่อเล่นการเมืองในประเทศไทยเท่านั้นใช่ไหมเล่า

ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็เป็นเวรกรรมอย่างหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มักมีคนโยงไปเกี่ยวข้องกับการโกหกพกลม เมื่อได้ของโจรมาเป็นสมบัติ คือได้เป็นรัฐบาลเที่ยวนี้ จึงต้องก้มหน้าก้มตาแก้ไขปัญหาชนิดหายใจไม่ทั่วท้อง

จะไปเอาโทษพันธมิตรฯ ที่เป็นต้นเหตุอันแท้จริงก็ไม่ได้ เพราะเขารับคำสั่งมาจากคนที่เหนือกว่าขึ้นไป

จะไปลากคนที่อยู่เหนือพันธมิตรฯ มารับผิดชอบ ก็ทำไม่ได้ มิหนำซ้ำเมื่อทุกอย่างลุกลามใหญ่โตไปแล้ว เขาเหล่านั้นก็นั่งกันเฉย ถือว่ารัฐบาลมีหน้าที่แก้ แก้ไม่ได้จนถึงขั้นตกเก้าอี้ เขาก็จะหาพรรคใหม่และคนใหม่มาเป็นนายหน้าต่อไป จนกว่ารายนั้นจะตายคาที่ไปเหมือนกัน

ปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชาเที่ยวนี้ เป็นมรดกเลือดทางประวัติศาสตร์ในยุคก่อนเมืองไทยจะมีประชาธิปไตยนานนักหนา ผมไม่อยากย้อนหลังมากมายนัก แต่เผด็จการจอมพลสฤษฏิ์ ที่เชื่อมโยงกับระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างลึกซึ้ง เหมือนผีกับโลงไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราสูญเสียปราสาทพระวิหารไปตั้งแต่ต้น

ฝ่ายเขาที่นำโดยเจ้านโรดมสีหนุ เล่นการเมืองระหว่างประเทศเก่งกว่า ในขณะที่ฝ่ายเรา งมโข่งอยู่ในบ้าน แถมนั่งสรรเสริญกันเองว่า เก่งกล้าสามารถ เพราะเหตุเช่นนี้มิใช่หรือ ที่ทำให้เราเสียเอกราชมาแล้วหลายครั้ง

ปราสาทพระวิหารสูญเสียไป เพราะระบอบอำมาตยาธิปไตยไทยมานานกว่าห้าสิบปีแล้ว ไม่ควรบิดเบือนประวัติศาสตร์ และแก้เกี้ยวในความผิดฉกรรจ์ของตัวเอง ด้วยการโทษฝ่ายประชาธิปไตยอย่างผิดๆ

จากความเจ็บลึกในครั้งนั้น ก็พยาบาทเขาตลอดมาใช่ไหมเล่า เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแรงในบ้านเขา สหรัฐฯ โดย CIA ใช้นายพลลอนนอลโค่นล้มบัลลังก์ของสีหนุ ยุติงานเลี้ยงรื่นเริงชนิดร้องเพลงโชว์อยู่พระองค์เดียวในยุคนั้น ๖๐ เพลงรวด

ลอนนอลต่อมา ถูกโค่นโดยเขมรแดงภายใต้พอลพต ผู้ทำให้กัมพูชากลายเป็น “ทุ่งสังหาร” อยู่สี่ปีเต็มๆ ประชาชนล้มตายไปอย่างทารุณถึง ๑ ใน ๓ ของประเทศ ก่อนจะเข้าสู่ยุคของเขมรสามฝ่าย ที่มีความชอบธรรมทางกฎหมายและระบอบ เฮง สัมริน-ฮุนเซ็น ที่เวียดนามสนับสนุน แย่งกันเป็นรัฐบาล จนมาลงตัวในระบอบประชาธิปไตยภายใต้สมเด็จฮุนเซ็นในขณะนี้

จำไม่ได้หรือว่า ฝ่ายไทยทำอะไรเขาไว้บ้าง ตามความแค้นเก่าแก่ตั้งแต่คราวสูญเสียปราสาทพระวิหาร?

เพราะตัวเองมองเวียดนามและฮุนเซ็นเป็นศัตรูหลัก วิ่งซุกปีกจีน เพื่อให้เขาไม่คิดโค่นตน ในที่สุดก็ต้องเข้าข้างเขมรแดง ที่คนเขมรเขาเกลียดและกลัว เพราะเขมรแดงแนบแน่นอยู่กับจีน คอยเป็นเสี้ยนหนามของรัฐบาลกรุงพนมเปญ โดยใช้กองทัพบกไทยเป็นผู้ปฏิบัติการที่สำคัญใช่ไหม

การหาเรื่องกัมพูชาในวันนี้ มาจากความอาฆาตคุมแค้นเรื่องปราสาทพระวิหาร การแอบสนับสนุนเขมรแดงให้ทำลายเสถียรภาพของบ้านเมืองเขาจนแทบกระอักเลือด มาจนถึงการเขมือบดินแดนที่เป็นตะเข็บรอยต่ออย่างเงียบๆ ยาวตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

จนเมื่อรัฐบาลเขาดีกับคนของเขา คือเขมรแดงแล้ว เรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องอ้อยเข้าปากช้าง เพราะทหารใหญ่ๆ ฝ่ายไทย ตั้งแต่ยุคนั้นเป็นต้นมา ต่างก็มีผลประโยชน์กับการค้าชายแดนไปจนถึงอัญมณี (ในอดีต) และป่าไม้จนคายไม่ไหวใช่ไหม

ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง มักหาวีรบุรุษหรือวีรสตรีไม่พบ

ความขัดแย้งกับเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จึงไม่ใช่เรื่องของผลประโยชน์แห่งชาติ และประชาชนแต่อย่างใด แต่เป็นความรู้สึกนึกคิด และผลประโยชน์ของฝ่ายอำมาตย์เมืองไทยล้วนๆ

ไม่ต้องถามทางเมียนมาร์ ลาว และมาเลเซียหรอกครับ เขาอยู่ในวงจรอุบาทว์เดียวกันนี้แหละ เพียงแต่หวยออกที่กัมพูชาก่อนเที่ยวนี้ เพราะ “เขา” เชื่อว่า รัฐบาลกัมพูชาในปัจจุบัน ให้การสนับสนุนฝ่ายประชาธิปไตยของไทย ก็เลยงัดบัญชีเก่าขึ้นมาชำระก่อนเท่านั้นเอง

นี่คือฝันร้ายของผู้ปฏิบัติการอย่างสุเทพ ประวิตร อนุพงศ์ ฯลฯ ต่างวิ่งวุ่นคอย “เช็ดอุจจาระ” ที่เขาถ่ายทิ้งไว้ให้ เพื่อแลกกับการเป็นรัฐบาลให้ได้ยาวนานที่สุด ขนาดวิ่งไปวิงวอนครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อไม่ให้เขาเอาจริงก็ยังยอมทำ

การหาเรื่องเพื่อนบ้าน เพื่อแสดงบารมีและความเหนือกว่า และการตักตวงผลประโยชน์จนลืมว่า เขาก็เป็นคนเหมือนกัน จึงเป็นอาการอันประจำ และโดยประวัติศาสตร์ของอำมาตยาธิปไตยไทย

แสลงอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณอาเซียน (ASEAN Spirit).

หน่วยอาสากู้ชีพคนเสื้อแดง (RSR) เตรียมความพร้อม : รับอาสาสมัคร บริจาคยา-เวชภัณฑ์-เงิน

ที่มา Thai E-News

โดย คุณอ้วนแดง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
13 กรกฎาคม 2552

สองสา่มวันนี้หน่วย RSR (Red Shirt Rescue) หรือ หน่วยอาสากู้ชีพคนเสื้อแดง ได้ประชุมกับคุณหมอหลายๆ ท่าน รวมถึงอบรมพยาบาล ให้เรามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นด้วย


ขอบคุณคุณหมอ ต้าหมิ่ง ที่อบรมให้พวกเรา ได้มีความสามารถในหลายๆด้านนะครับ แต่ทางคุณหมออีกท่านหนึ่งแนะนำว่า หน่วย RSR น่าจะมีคนที่มีวิชาชีพทางนี้ ไม่ว่าจะหน่วยกู้ชีพต่างๆ หรือ ที่ทำเกี่ยวกับ EMS ต่างๆมาช่วยเรามากกว่านี้

หรือคุณหมอท่านใดที่สนใจ เราจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้ให้ช่วยคนเสื้อแดงได้มีประสิทธิมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของคนเสื้อแดงนะครับ

หน่วยเราเกิดมาเพราะ วันที่ 13 เมษายน เราเลยมีความจำเป็นที่จะให้หน่วยเรามีประสิทธิภาพมากที่สุดในการช่วยเหลือ

แต่ตอนนี้ หน่วยเราก็มีคนทางวิชาชีพในการช่วยเ้หลือหลายคน แต่ก็ยังไม่พอ ตอนนี้เราก็เพิ่งรับสมาชิกใหม่มาเพิ่มอีก 6 คน แล้วอบรมไปแล้วในวันนี้ เลยขออนุญาตประชาสัมพันธ์ไว้ ณ ที่นี้ ว่า

ใครที่มีวิชาชีพทางนี้ โทรศัพท์ติดต่อหาพวกเราได้เลยนะครับ หรือเมล์มาก็ได้ที่ RedShirtRescue@hotmail.com

แต่เราเป็นหน่วยอาสานะครับ เราช่วยจากใจจริง และอุดมการณ์ของพวกเราวันนี้ เราก็ปรึกษาคุณหมอ เพื่อที่จะซื้ออุปกรณ์กู้ชีพหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น เปลสนาม เตียงคนไข้ ยา และ เวชภัณฑ์ ฯลฯ แต่งบประมาณเราก็จำกัดจริงๆ

เราจึงขอประชาสัมพันธ์ ถ้าใครมีของต่างๆ ที่เกี่ยวกับอุปกรณ์พวกนี้ เช่น รถเข็นคนไข้ เตียงพับ เปลสนามเราเปิดรับบริจาคนะครับ ไม่ว่าจะเป็นของใช้แล้วหรืออะไรก็ได้

เบอร์ติดต่อ 081-625-6670 เอ็ม, 089-200-1237 ปุ๊ก

ถ้าท่านใดที่มีวัตถุประสงค์ที่จะบริจาคเป็นเงิน ก็ส่งมาที่
ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยเซียร์รังสิต
เลขที่บัญชี 754-0-08798-6
ชื่อบัญชี นายฤทธิพงษ์ มหาเพชร

เราทุกคนกำลังเตรียมตัวทุกด้าน ทั้งความรู้ และ พละกำลัง เพื่อเผชิญในสิ่งที่ไม่คาดฝัน เหมือนวันที่เราเจอวันที่ 13 เมษานะครับ

ขอบคุณเป็นอย่างสูง
นาย ฤทธิพงษ์ มหาเพชร

===============================

*** อาสากู้ชีพคนเสื้อแดง ได้เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการแล้วที่อุดรธานี และได้เปิดตัวเป็นทางการในวันที่ 27 มิถุนายน 2552 ที่ท้องสนามหลวง

พวกเราคือพยาบาลภาคสนาม ของหน่วย FARED เก่า แต่ทาง FARED ได้จำกัดงานไว้ที่ First Aid (RED SHIRTS) หรือ ปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ทางเราเลยมีไอเดียว่า น่าจะทำกู้ชีพ ซึ่งไม่ได้จำกัดงานแค่ปฐมพยาบาล แต่หมายถึงช่วยเหลือคนเสื้อแดงที่กำลังเสี่ยงอันตรายในสภาพต่างๆ ได้

เราจะมีรถกู้ชีพ 1 คัน อุปกรณ์กู้ชีพ ยา และเวชภันฑ์ที่เต๊นท์ของเรา บุคลากรเรา เป็นพยาบาลภาคสนามของ FARED เก่า บวกกับกู้ชีพที่ทำอยู่แล้วประจำครับ ประมาณ 10 กว่านาย หรือใครที่ทำกู้ชีพอยู่แล้ว ก็โทรมาหาผมได้ที่ เบอร์ 081-625-6670 เอ็ม

ปชป.มั่นใจได้ ส.ส.อีสานเพิ่มหลังนายกฯ ลงพื้นที่บุรีรัมย์

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 12 ก.ค.-“อิสสระ” มั่นใจ ปชป.คว้าเก้าอี้ ส.ส.อีสานเพิ่มขึ้น ยันส่งคนสมัครไม่ต้องคุยภูมิใจไทย เชื่อ “สุทัศน์” ไม่ขัดแย้ง หลังไม่ไปรับนายกฯ ที่บุรีรัมย์

นายอิสสระ สมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีกระแสคนอีสานไม่ต้อนรับคนในรัฐบาลชุดนี้ แต่จากการที่นายกรัฐมนตรี ไปจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว แสดงว่ากระแสดังกล่าวไม่เป็นความจริง เพราะมีประชาชนมาต้อนรับเป็นหมื่นคน ซึ่งถือเป็นความสำเร็จของรัฐบาล และจะทำให้รัฐบาลทำงานได้ง่ายขึ้น เพราะโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลทำไปได้ไปถึงประชาชนแล้ว และกำลังจะมีโครงการต่างๆ ลงไปอีกจำนวนมาก และนอกจากกระแสของรัฐบาลจะดีแล้ว กระแสของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคอีสานก็ดีขึ้น ไม่ได้เป็นเหมือนกับที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี บอกว่าคนอีสานไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์ ถือว่าเป็นข้อมูลเก่า

นายอิสสระ กล่าวว่า มั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ส.ส.ในภาคอีสานเพิ่มขึ้น เพราะเมื่อได้เป็นรัฐบาลก็ย่อมจะมีโครงการต่างๆ ทำเพื่อคนอีสานมากขึ้น แต่ยอมรับว่ามีปัญหาที่ผู้สมัครไม่โดดเด่น ซึ่งก็ต้องเตรียมหาผู้สมัครเพื่อลงพื้นที่เผยแพร่นโยบายของพรรค เมื่อถามว่าการส่งคนลงสมัครต้องคุยกับพรรคภูมิใจไทยก่อนหรือไม่ นายอิสสระ กล่าวว่า เรื่องเลือกตั้งไม่จำเป็นต้องคุย เพราะไม่เกี่ยวอะไรกัน พรรคการเมืองมีหน้าที่ส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้ง หากพรรคภูมิใจไทยจะส่งคนก็เป็นเรื่องของพรรคภูมิใจไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่าขุนพลอีสานในพรรคประชาธิปัตย์มีความแตกแยกกันหรือไม่ เพราะนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วนของพรรค ไม่ได้มาต้อนรับนายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดบุรีรัมย์ นายอิสสระ กล่าวว่า นายสุทัศน์ติดภารกิจไปประเทศลาว ไม่น่ามีความขัดแย้ง แต่ตนก็ไม่ได้เจอกับนายสุทัศน์ มานานแล้ว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-12 17:03:10

"มาร์ค"ซัดมีพวกจ้องขวางรบ.ทำงาน หวังเปลี่ยนขั้ว พอใจไปบุรีรัมย์ ปชป.หนุนลงพท.อีสานสัปดาห์ละครั้ง

ที่มา มติชนออนไลน์

นายกฯซัดมีคนบางกลุ่มจ้องขวางรัฐบาลทำงาน หวังการเมืองเปลี่ยนขั้ว พอใจลงพื้นที่บุรีรัมย์ ส.ส.ปชป.ยุ"มาร์ค"ลงพื้นที่สัปดาห์ต่อครั้ง ส.ส.อุบลฯ คุยได้ใจคนอีสานเพิ่ม รับส่วนหนึ่งมาจาก"เนวิน" ประธานวิป รบ. ปลุกพรรคร่วมลุยยุทธศาสตร์ "รวมกันเราอยู่" ด้านเสื้อแดงเย้ย"เล่นลิเกการเมือง" แดงนครปฐมตามป่วนนายกฯ


"อภิสิทธิ์"ซัดกลุ่มขวางรบ.ทำงาน


พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดโครงการส่งเสริมการมีส่วนร่วมและขยายฐานสมาชิกพรรค ปชป. ในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ปชป. เป็นประธานเปิดงาน เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 กรกฎาคม ที่โรงแรมดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก โดยกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสบริหารประเทศมา 6 เดือนเศษ บางคนลืมไปแล้วว่าเราเริ่มต้นมาจากภาวะที่บ้านเมืองสับสนยุ่งเหยิงมาก ตอนนั้นประเทศไม่มีทางออก เกิดปัญหารุมเล้าด้านเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้การส่งออกติดลบ ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2551 มีปัญหาเรื่องการเมืองเข้ามาด้วย แต่เมื่อเราเข้ามาทำหน้าที่รัฐบาล ก็พยายามทำให้ประเทศเกิดความมั่นคง มีเสถียรภาพมากขึ้น แต่ยังไม่สำเร็จลุล่วง เพราะมีคนบางกลุ่มยืนยันเคลื่อนไหวต่อไป โดยมีเป้าหมายขัดขวางไม่ให้รัฐบาลทำงานได้ โดยเฉพาะการจัดงานสำคัญ เช่น การประชุมอาเชียน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีเป้าหมายต้องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และเป้าหมายที่ตัวอดีตนายกรัฐมนตรี


"จากปัญหาดังกล่าวจึงยังไม่สามารถทำให้ประเทศเกิดความเรียบร้อยทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ได้ ทั้งที่เหตุการณ์พัทยา และเหตุการณ์ช่วงเดือนเมษายน แต่รัฐบาลพยายามใช้อำนาจหน้าที่ที่มีอยู่ทำให้เกิดความเรียบร้อย โดยไม่ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งผมได้ชี้แจงกับต่างประเทศ โดยยืนยันว่ายึดนโยบายนี้ในการแก้ไขปัญหา" นายกฯกล่าว


"ดักคอ" กลัวรบ.ลงไปชี้แจงปชช.


นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในวันที่ 16 กรกฎาคม คณะกรรมการสมานฉันท์ เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่รัฐสภาตั้งขึ้นจะรายงานให้ทราบว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการหาทางออกให้ประเทศทางหนึ่ง แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไร ก็ยังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ยังคงไม่พอใจ บางกลุ่มบอกว่ามาเรียกร้องประชาธิปไตย แต่วิธีการเรียกร้องกลับไม่เป็นประชาธิปไตย เช่น การขัดขวางการลงพื้นที่ ตรงนี้ต่างประเทศเข้าใจดี แต่คนกลุ่มนี้พยายามทำให้เห็นว่าต้องการขัดขวางการทำงานของรัฐบาล ชี้ให้เห็นว่ากลัวรัฐบาลลงไปชี้แจงต่อประชาชน เพราะถ้าไม่กลัวจะขัดขวางทำไม


"ผมยืนยันว่าจะเดินทางไปทุกพื้นที่ จากภาคอีสาน ก็จะไปภาคเหนือ ส่วนที่ จ.บุรีรัมย์ ที่มีประชาชนมาตอนรับนับหมื่นคน ได้มีการพูดคุยทักทาย ปราศรัยใกล้ชิดตามสมควร โดยไม่มีเหตุความรุนแรงเกิดขึ้น ทุกอย่างเรียบร้อยดี และทุกๆ ที่ที่ผมจะลงไปก็ไม่ต้องการให้เกิดการปะทะกัน" นายกฯกล่าว


เชื่อไม่ใช่จัดตั้งบุรีรัมย์ต้อนรับ


"เรื่องความสมานฉันท์ ในพรรคต้องมีความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นกันก่อน ถ้าทำให้เกิดขึ้นในพรรคไม่ได้ แล้วจะไปทำให้ภาคนอกสมานฉันท์ได้อย่างไร" นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การทำงานของสาขาพรรค โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ก. และ ส.ข. ก็ต้องเตรียมให้พร้อม เพราะมีตารางการเลือกตั้งอยู่แล้ว ส่วน ส.ส.สาขาพรรคก็ต้องช่วยกันดูแลให้ ส.ส.ของท่านให้ลงพื้นที่ให้มากที่สุด เพราะในระบบรัฐสภาการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ จึงอยากให้สาขาพรรคศึกษากฎหมายและระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เข้าใจ บางที่อาจดูยุ่งยากบ้าง แต่ก็ต้องยอม ขอให้อย่าเบื่อและต้องมีความอดทน เพราะเรื่องของกฎหมายไม่มีทางเลี่ยงเป็นอย่างอื่น เมื่อพรรคจัดกิจกรรมก็ต้องมีรายละเอียดค่าใช้จ่ายแสดงต่อ กกต.


ที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า โดยรวมก็พึงพอใจที่ได้ไปติดตามงานในส่วนของแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ซึ่งประชาชนมีความตื่นตัวที่จะให้งานเหล่านี้เกิดขึ้น เมื่อถามว่ากระแสตอบรับเป็นกระแสจัดตั้งหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คนที่ได้เดินทางไปจะเห็นเองว่าปฏิกิริยาของคนทั่วไปเป็นอย่างไร


ชี้ปัญหาแหล่งน้ำอีสานเรื่องใหญ่


นายอภิสิทธิ์กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ตอนหนึ่งถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า การไปครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเหมือนที่มีการวิเคราะห์กัน เพราะบอกกับ ครม.แล้วว่า ประเทศไทยกำลังลงทุนครั้งใหญ่ จะปรับปรุงทั้งเรื่องถนน แหล่งน้ำ โรงเรียน สถานีอนามัย ฯลฯ จึงต้องการลงไปดูพื้นที่เพื่อทำสิ่งเหล่านี้ มีคนพูดว่าทำไมไม่ไปลงพื้นที่ที่เป็นพรรคร่วมบ้าง จึงเห็นว่าแนวคิดนี้ไม่เลว เมื่อเจอนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่รัฐสภา จึงบอกว่าจะไปดูโครงการไทยเข้มแข็งในพื้นที่ ซึ่งนายโสภณก็เสนอให้ไป จ.บุรีรัมย์ ความจริงตนอยากจะไปทั่วประเทศอยู่แล้ว


"ความต้องการของอีสาน เรื่องแหล่งน้ำเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด ถ้าผันน้ำมาจากเพื่อนบ้าน ทำอุโมงค์ลอดแม่น้ำโขงต้องใช้เงินเป็นแสนล้านบาท และยังไม่ทราบว่าจะมีปัญหากฎเกณฑ์ระหว่างประเทศหรือไม่ จริงๆ แล้วน้ำตามธรรมชาติในภาคอีสานก็มีไม่ใช่น้อย เพียงแต่ขาดการบริหารจัดการที่ดี ขณะเดียวกัน ปัญหาเรื่องถนน สถานีอนามัย และโรงเรียนก็เหมือนกันทั่วประเทศ" นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า โครงการแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้น จะต้องแก้ปัญหาเรื่องความยากจน อาจจะมีบางมาตรการ เช่น มีเงินทุนให้กู้ยืมไปล้างหนี้ หรือเรื่องการแทรกแซงราคาพืชผล ต้องทำให้เป็นระบบมากขึ้น


ปชป.หนุนลงพื้นที่สัปดาห์ครั้ง


ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง และกรรมการบริหารพรรค ปชป. แถลงว่า การลงพื้นที่ของนายกฯที่ จ.บุรีรัมย์ ถือว่าประสบความสำเร็จ และพรรคเห็นว่านายกฯควรลงพื้นที่แบบนี้อย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง หรือถ้าอาทิตย์ละครั้งได้ก็จะยิ่งดี และสนับสนุนให้ลงพื้นที่ด้วยเกณฑ์สภาพปัญหาด้วย เช่น ที่สระบุรีที่มีทั้งคนหนุนและต้านการสร้างโรงกำจัดขยะ หรือที่มาบตาพุด มีเรื่องคุณภาพชีวิต เพื่อไปเห็นสภาพปัญหาที่แท้จริง จะได้ประโยชน์มากไปตรวจสอบว่าฝ่ายปฏิบัติทำตามนโยบายรัฐบาลได้แค่ไหน และประชาชนจะให้ข้อมูลเชิงลึกกับนายกฯได้ ไม่ใช่ได้แต่ข้อมูลปั้นแต่ง


นายสาธิตกล่าวว่า นอกจากนี้ คนที่ไม่ชอบนายกฯ อาจเกิดขึ้นเพราะได้ข้อมูลด้านเดียว การที่นายกฯลงพื้นที่จะทำให้ประชาชนได้สัมผัส ใกล้ชิด เข้าใจความจริงใจของนายกฯในการแก้ปัญหามากขึ้น สามารถลดความขัดแย้งของประชาชนได้ โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดง และชาวอีสาน ที่จะเข้าใจรัฐบาลมากขึ้นว่าทำอะไร อย่างไรบ้าง


ส.ส.อุบลฯโวนายกฯได้ใจชาวบ้าน


นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี พรรค ปชป. กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ของนายกฯว่า ได้คุยกับเพื่อน ส.ส.อีสานของพรรค และประเมินว่าประสบความสำเร็จอย่างดี จากเดิมที่คิดว่าพื้นที่นี้เป็นของนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ซึ่งเคยอยู่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เคยลงพื้นที่นี้และได้รับความชื่นชอบมาก แต่เมื่อดูจากแววตาของประชาชนที่มาต้อนรับจะเห็นว่าชาวบ้านรักนายกฯจริงๆ ทำให้เชื่อว่า พื้นที่อื่นๆ ในอีสาน หากนายกฯลงพื้นที่จะได้ใจประชาชนไม่ต่างจากที่ จ.บุรีรัมย์


นายศุภชัยกล่าวว่า ต่อไป 5 ยุทธศาสตร์เรื่อง การศึกษา แหล่งน้ำ โรงพยาบาล ถนนไร้ฝุ่น และฟื้นฟูวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว จะเป็นปัจจัยสำคัญ นายกฯคงต้องลงพื้นที่ไปบอกชาวอีสานและพื้นที่อื่นๆ ว่าจะเกิดตรงไหน อย่างไรบ้าง ถ้านายกฯลงมาติดตามด้วยตัวเอง มั่นใจว่าจะได้ใจประชาชนเพิ่มขึ้นอีก


รับส่วนหนึ่งสำเร็จเพราะ"เนวิน"


"ต้องยอมรับด้วยว่าเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้นายกฯประสบความสำเร็จในการลงพื้นที่ คือนายเนวิน และนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่บริหารจัดการหลายอย่างให้เรียบร้อย จุดนี้จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะทำให้นายกฯลุยพื้นที่อีสานได้" นายศุภชัยกล่าว


เมื่อถามว่า การจัดการดังกล่าวอาจทำให้ประเมินความสำเร็จของนายกฯคลาดเคลื่อนได้ นายศุภชัยกล่าวว่า แน่นอนว่าส่วนหนึ่งที่สำเร็จเป็นเพราะการจัดการ แต่อีกส่วนจะเห็นว่ารถนายกฯวิ่งผ่านจะมีพ่อแม่ และเด็กๆ วิ่งออกมาโบกมือต้อนรับ ตรงนี้เป็นธรรมชาติ บริหารจัดการยาก เป็นความผูกพันที่ไม่ธรรมดา และ ส.ส.สัมผัสได้ ทั้งนี้ 2 กลุ่มที่พิเศษมากคือ กลุ่มนักเรียน ซึ่งนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ทำให้ได้ใจ และเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ ที่ให้ผู้สูงอายุออกมากอดต้อนรับนายกฯ


เตือนเสื้อแดงขวางระวังไม่มีที่ยืน


เมื่อถามว่า แต่ยังมีบางกลุ่มออกมาขับไล่นายกฯ นายศุภชัยกล่าวว่า ลองคิด 2 ทางว่าคนหนึ่งเอาผลงาน ความเจริญไปให้ กับอีกฝ่ายมาไล่ ก็เหมือนการขัดขวาง กระแสจะตีกลับ ทำให้พรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงไม่มีที่ยืนในภาคอีสาน และจะเจ็บเอง ขอฟันธง เพราะกลุ่มที่ต้องการให้บ้านเมืองสงบมีมากกว่า


นายศุภชัยกล่าวว่า ส่วนนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.สัดส่วน พรรค ปชป. ที่ไม่ได้ไปลงพื้นที่ด้วยนั้น ทราบว่าไปประเทศลาวเพื่อร่วมงาน 100 ปีชาตกาล เจ้าสุภานุวงศ์ อดีตประธานประเทศลาว ซึ่งกอบกู้อิสรภาพของประเทศลาวจากประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหรัฐอเมริกา


ปธ.วิปรบ.ปลุกรวมกันเราอยู่


นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป. ประธานคณะกรรมการประสานงาน (วิป) พรรคร่วมรัฐบาล กล่าวถึงการลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ของนายกฯว่า เป็นการเดินตามยุทธศาสตร์ในการ "รวมกันเราอยู่ กอบกู้เศรษฐกิจ ใกล้ชิดประชาชน" โดยประชาชนให้การขานรับเป็นอย่างดี รัฐบาลจึงควรเดินหน้าทำยุทธศาสตร์นี้ให้เป็นจริงในนามพรรคร่วมรัฐบาล ให้คิดว่าทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก จะทำให้ประชาชนขานรับเช่นเดียวกับที่ จ.บุรีรัมย์ ทั้งนี้ ยุทธศาสตร์นี้พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องประเมินกันเป็นระยะๆ และต้องร่วมกันทำงานให้เป็นจริง จะทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลตั้งใจแก้ปัญหา ส่วนกลุ่มอื่นที่ไม่เห็นด้วยก็ต้องแยกให้ชัดว่ารัฐบาลไม่ได้ทำงานการเมือง แต่ทำงานเพื่อประชาชน


ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช ในฐานะโฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรค ปชป.แถลงว่า ที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ส่งสัญญาณสนับสนุน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) นั้น ตนคาดหมายอยู่แล้วว่าถึงอย่างไรคนในตระกูลชินวัตรก็จะได้เป็นหัวหน้าพรรค พท. หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์มาเป็นหัวหน้าพรรค พท. ก็ขอแสดงความยินดีด้วยที่จะลงสนามการเมืองเต็มตัว อย่ามาลับๆ ล่อๆ

"ณัฐวุฒิ"ซัด"มาร์ค"ลิเกการเมือง


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มเสื้อแดง กล่าวว่า ที่นายอภิสิทธิ์เดินทางลงพื้นที่จ.บุรีรัมย์นั้น เป็นภาพลิเกการเมือง เพื่อสมประโยชน์กันของฝ่ายการเมืองสองกลุ่ม คือพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทย (ภท.) โดยไม่ได้มีประโยชนกับประชาชนคนบุรีรัมย์อย่างแท้จริง จากการลงพื้นที่ดังกล่าว ทำให้เห็นภาพทางการเมืองที่ว่าสามารถลงพื้นที่ภาคอีสานได้ ขณะที่นายเนวินอยากกอบกู้ศักดิศรี ซึ่งบอบช้ำจากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนครและ จ.ศรีสะเกษ


"วันนี้คุณอภิสิทธิ์เล่นบทพระเอกแล้วลอยตัวจากทุกปัญหา ไม่เคยลงมารับผิดชอบปัญหาใดๆ ด้วยตัวเอง แม้แต่เรื่องเดียว ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาประชาชนไม่เคยสัมผัสว่านายกฯลงมือทำงานเลย ที่นายกฯจะไปภาคเหนือ ภาคอีสาน แล้วต้องมีเจ้าหน้าที่ 5 พันนายอารักขา และมีงบฯมหาศาลเทลงไปเพื่อให้นายอภิสิทธิ์เล่นบทเป็นพระเอก โดยเดินทางไปกลับในวันเดียวนั้น ความจริงคนเสื้อแดงในแต่ละจังหวัดอยากจะแสดงออกว่าไม่ต้อนรับก็ทำไม่ได้ เรื่องนี้คงต้องเพิ่มความเข้มข้นในการเคลื่อนไหวให้มากขึ้น"นายณัฐวุฒิกล่าว


เสื้อแดงนครปฐมโผล่ไล่ "มาร์ค"


เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์เดินทางไปคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม เพื่อทำพิธีเปิดโรงงานต้นแบบนำร่องทดลองผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ณ อาคารปฏิบัติการควบคุมและประเมินคุณภาพทางเภสัชศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี หลังนายอภิสิทธิ์ตรวจห้องปฏิบัติการเรียบร้อยแล้ว ได้สวมหน้ากากอนามัยเดินพบกับประชาชน เพื่อเป็นตัวอย่างในการรณรงค์การสวมหน้ากากอนามัยในที่ชุมชนด้วย


ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายอภิสิทธิ์ทำพิธีเปิดนั้น มีกลุ่มเสื้อแดงประมาณ 20 คน พร้อมป้ายผ้าข้อความว่า "คนนครปฐม ไม่ต้อนรับรัฐบาลโจรก่อการร้าย" มาชุมนุมบริเวณหน้าคณะเภสัชศาสตร์ โดยมีตำรวจคอยดูแลความปลอดภัยรอบบริเวณ นอกจากนี้นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีต ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน (พปช.) มาร่วมพิธีเปิดงานนี้ด้วย


จากนั้น เวลา 15.15 น. นายอภิสิทธิ์ไปร่วมพิธีปิดงาน World Saxophone Congress ครั้งที่ 15 ณ อาคารภูมิพลสังคีต วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล และร่วมชมการแสดงดนตรีด้วย โดยมีกลุ่มคนเสื้อแดงกว่า 20 คน ถือธงแดงช้างเผือก พร้อมตีนตบหน้าอาคารภูมิพลสังคีต โดยมีตำรวจดูแลความปลอดภัย ระหว่างที่นายกฯจะเดินทางกลับ กลุ่มเสื้อแดงพยายามปิดล้อมประตูทางออก ตำรวจต้องนำกำลังไปเคลียร์พื้นที่กันกลุ่มผู้ชุมนุมออกไป เพื่อเปิดทางขบวนของนายกฯ