WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 14, 2009

แม้วโฟนอินอุดรฯ สอนรัฐบาล ออกวิทยุชุมชน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19282

ชี้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเครื่องคิดเลข ไม่ได้ใช้สมอง เลยมีแต่กู้-ขึ้นภาษี ที่ถูกคือต้องหาวิธีเพิ่มรายได้-ลดรายจ่ายให้คน และเน้นทำบัญชีครัวเรือน ปากหวานอุดรฯ เป็นเมืองหลวงของเสื้อแดง..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (13 ก.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เข้ามายังโทรศัพท์มือถือของนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ขณะจัดรายการอยู่ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร คลื่น 97.5 หนองเหล็ก ซ.9 เขตเทศบาลนครอุดรธานี เพื่อออกอากาศสดในรายการ นอกจากนี้ ทางคลื่นชมรมคนรักอุดร ยังได้กระจายเสียงผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงของจังหวัดต่างๆ ดึงสัญญาณถ่ายทอดสดออกอากาศพร้อมกันทั่วประเทศอีกด้วย โดยมีสมาชิกชมรมคนรักอุดร มารอฟังการโฟนอินที่สถานีกว่า 200 คน

โดยการจัดรายการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ เป็นลักษณะการตอบคำถามจากนายขวัญชัย เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลในหลายๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข ปัญหายาเสพติด ปัญหาชายแดนภาคใต้ กรณีปราสาทพระวิหาร เงินกองทุนหมู่บ้าน สินค้าโอทอป และการแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดใหญ่ 2009

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งนายขวัญชัย ถามถึงการสมานฉันท์ของประชาชนคนไทย ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี ตอบว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะให้คนไทยหันมาสมานฉันท์กัน ตราบใดที่อีกฝ่ายหนึ่งยังมองว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรู อีกฝ่ายหนึ่งมุ่งปองร้ายตน ทุกฝ่ายต้องมีการปรับความเข้าใจกัน และกล่าวถึงการกู้เงิน 8 แสนล้านบาทของรัฐบาล ว่า ต้องย้อนไปเมื่อครั้งก่อนสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์กู้เงินกองทุนมิยาซาว่ามาแล้วก็ใช้กันอย่างไม่มีสติปัญญา จนเกิดปัญหา มาครั้งนี้ก็กู้อีก คงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะเคยทำมาแล้ว การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการกู้เงินนั้นเห็นชอบด้วย แต่การกู้มาก็จะต้องมีเป้าหมายว่าจะเอามาทำอะไร เช่น การทำธุรกิจเมื่อไปขอกู้ธนาคารเพื่อเอามาจ่ายเงินเดือน ก็คงไม่มีใครให้

ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการขึ้นภาษีนั้น อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่า เป็นการแก้ปัญหาด้วยการยัดเยียดให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือประชาชน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเครื่องคิดเลข แต่ไม่ได้ใช้สมองในการแก้ไข วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือการที่จะหาวิธีเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้ประชาชน โดยเฉพาะการทำบัญชีครัวเรือนของประชาชน เพื่อที่จะได้รู้ว่ารายจ่ายอะไรที่ควรที่ต้องตัดออกไป เช่น ค่าเหล้า ค่าบุหรี่ แต่ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่ายด้วยการตัดหัว ตัดหาง

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึงนายกษิต ต่อกรณีปราสาทพระวิหารว่า ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่เอาปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ มาเล่นเป็นการเล่นการเมืองในประเทศ เพราะปัญหาระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีแต่พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกัน และว่า ขณะนี้ประเทศไทยขาดความน่าเชื่อถือ 2-3 อย่างคือ 1. ระดับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่สามารถสร้างความปรองดองในชาติได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก 2. ความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ที่มาจากการปฏิวัติเงียบ และ 3. ระบบสองมาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดเป็นสาเหตุของการไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาลงทุน การกระทำของรัฐบาลขณะนี้เหมือนกับวัวพันหลัก พร้อมกับแนะให้รัฐบาลนี้ หายใจลึกๆ ตั้งหลักใหม่ อย่าได้ไปยึดติดกับของเก่าๆ

ในช่วงท้ายของการจัดรายการ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึงคนเสื้อแดงทั่วประเทศ ว่า ในการบริหารบ้านเมืองในขณะนี้ หากบ้านเมืองยังไร้ซึ่งความยุติธรรม สื่อมวลชนยังไร้ซึ่งความเป็นกลาง ก็ยากที่ความสามัคคีในชาติจะเกิด เสื้อแดงของเราไม่ใช่เป็นคนก้าวร้าว เราเป็นม็อบไม่มีเส้น เราต้องระมัดระวังในการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะเขาหาเรื่องเราทุกเรื่อง เสื้อแดงเราขึ้นเวทีเขาก็ออกหมายจับ แต่อีกฝ่ายขึ้นเวทีพร้อมยึดสนามบิน เขาออกหมายเรียก เห็นได้ชัดเจนถึงเรื่องสองมาตรฐาน คนเสื้อแดงเราต้องทำตามวัฒนธรรมของเรา คือ ไม่ก้าวร้าว ขอให้เรารวมตัวกันให้เข้มแข็ง หากมีการเลือกตั้ง พวกเราต้องแสดงพลังเหมือนการเลือกตั้งที่ จ.สกลนคร และศรีษะเกษ ก็จะเปลี่ยนทิศทางประเทศได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่จะจบการโฟนอิน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนมีพันธะผูกพันกับชมรมคนรักอุดร โดย จ.อุดรธานี เหมือนกับเมืองหลวงของคนเสื้อแดง หากมีโอกาสกลับมาประเทศไทย และจะมาซื้อที่ดินปลูกบ้านอยู่ที่ จ.อุดรธานี พร้อมกับพูดปนหัวเราะว่า "แล้วจะให้คุณอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ไปอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์" โดยใช้เวลาโฟนอินทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงเต็ม

ด้านนายขวัญชัย กล่าวว่า การจัดรายการให้อดีตนายกฯ โฟนอินแบบนี้ คงต้องประเมินสถานการณ์ก่อนว่า หลังจากออกอากาศวันนี้ จะมีผลสะท้อนกลับมาอย่างไรบ้าง ขณะที่ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็บอกว่า นานๆ จัดรายการแบบนี้สักครั้ง อาจจะไม่ทุกวันจันทร์ แต่คงต้องดูสถานการณ์ที่เหมาะสม

กษิต ภิรมย์

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทหารจะกดดัน กษิต ภิรมย์ ให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นได้มากที่สุดก็แค่ “ข่าวลือ”จึงไม่น่าแปลกใจอะไร กับการที่ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ ออกมาแสดงอาการหงุดหงิด เมื่อถูกนักข่าวถามถึงเรื่องนี้หงุดหงิดถึงขนาดหลุดปากออกมาว่า“ไม่มี!! ทางกองทัพไม่เคยกดดันในเรื่องนี้ขอให้ถามคำถามอื่นดีกว่า เพราะกองทัพไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง!”กองทัพจะไม่ยุ่ง? หรือเคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่? พูดไปก็แค่นั้น เพราะคนไทยทั่วไปต่างรู้กันเต็มอกว่า รัฐบาลคณะนี้มีที่มาอย่างไร??ใครเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ทำให้ฝันของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นจริงขึ้นมาได้ปัญหาของ กษิต ภิรมย์ จึงเป็นปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์เอง เพราะทางพรรคหรือทางรัฐบาลต้องพิสูจน์ให้คนทั่วไปเห็นว่า พรรคไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของพันธมิตรฯกษิต ภิรมย์ เคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มาก่อน และหลายครั้งโดยเฉพาะตอน ยึดสนามบินสุวรรณภูมิดังนั้น

การที่ประชาชนจะตั้งข้อกังขาว่ารัฐมนตรีกษิตมีส่วนเป็นไปตามข้อกล่าวหาของตำรวจหรือไม่?จึงเป็นเรื่องที่คุณกษิตจะต้องแจกแจงต่อสังคมให้ดีกว่านี้ประชาธิปัตย์เองก็หนักใจกับการเมินเฉยต่อการปฏิบัติตามกฎเหล็ก “ข้อที่ 9” ของ “กฎเหล็ก 9ข้อ” ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาให้สัจวาจา และเป็นการยืนยันในการกำกับดูแล ครม.ชุดนี้ มันมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ประชาชนมองรัฐบาลมาร์คด้วยสายตาอย่างไร??ผมจึงเชื่อว่าหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ระหว่างวันที่ 17-24กรกฎาคมนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีคงมีการดำเนินการที่จะให้ กษิต ภิรมย์ ลาออกตามหลักการหรือทฤษฎีการสละแขนขาเพื่อรักษาชีวิตอย่างที่ชอบประพฤติปฏิบัติกษิต ภิรมย์ เอง ต้องทำใจกับคำว่า “การเมือง”อำนาจวาสนาที่มากับการเมืองนั้น มันหดได้ยืดได้ภายในพริบตาภารกิจ “ไล่ล่าทักษิณ” ที่ กษิต ภิรมย์ หวังจะเป็นคุณสมบัติพิเศษในการทำหน้าที่ รมว.ของเขาก็คงจบลงด้วยเช่นกันถึงวันนั้น? กษิตคงกลายเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่นั่งบนเก้าอี้ตัวนานแค่ 6 เดือน!!ทั้งสิ้นทั้งปวงเพราะเขาเองรู้จัก “ประชาธิปัตย์”แต่เพียงผิวเผิน!! ■

เงื่อน

ที่มา บางกอกทูเดย์

เรื่องเดียวกัน..คำถามเดียวกัน..แต่มันอธิบายได้..ใครมีอะไรแค่ไหน..กับคำตอบอย่างเรื่อง ทักษิณ ชินวัตร บินเข้ามาเลเซีย..แล้วไปฟิจิ..กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า..อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ใช้ชื่อปลอมในการเดินทางทั้งในการเข้าประเทศมาเลเซียและฟิจิก็ต้องถามว่า..เป็นไปได้หรือเป็นไปได้หรือ..เครื่องบิน 1 ลำที่บินเข้ามาจอดในประเทศมาเลเซีย..แน่นอนว่า..เขาจะต้องรู้ดีว่าเครื่องบินชนิดนั้นเป็นเครื่องบินชนิดใด..ใครเป็นเจ้าของ ใครเป็นผู้โดยสาร..มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร จะกลับออกไปเมื่อไหร่..เครื่องบินของทักษิณ..บินเข้ามาในประเทศมาเลเซีย..และเขาไม่ห้าม ไม่จับกุม แถมยังให้บินขึ้นบินลงได้..มันอธิบายได้อย่างเดียวเขาไม่ยอมรับสภาพของนักโทษหนีคุกของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ..เมื่อบินเข้าไปยังฟิจิ..ข่าวว่าทักษิณ..ปลอมชื่อเข้าไปเช่นกัน แต่ที่ฟิจินั้น..อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยได้พบกับผู้นำของประเทศฟิจิ..ข่าวว่ามีการหารือกันในเรื่องการลงทุนจำนวนหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ..ก่อนที่จะบินกลับคงไม่มีคนบ้าคนใด..ปลอมชื่อแล้วใช้เครื่องบินส่วนตัวบินลงไปจอดในประเทศใดประเทศหนึ่ง..เพราะมันเสี่ยงต่อการเป็นผู้ต้องหา..และเครื่องบินมันไม่ใช่เรือ..จะบินขึ้นบินลงนั้นมันต้องมีหอบังคับการนำทางแต่มันแสดงให้เห็นว่า..ทั้งฟิจิ ทั้งมาเลเซีย..ยังยอมรับในความเป็นนายกรัฐมนตรีของ ทักษิณชินวัตร..และไม่ยอมรับฐานะ..อาชญากรที่ประเทศไทยกำลังไล่ล่าถึงวันนี้..ทักษิณ ชินวัตร..บินกลับเข้าไปในดูไบ..รัฐมนตรีต่างประเทศเคยกล่าวว่า..ทักษิณชินวัตร หลบๆ ซ่อนๆ และประเทศเหล่านั้นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน..ถ้าท่านพูดจริง..ท่านก็กำลังโกหกคนไทยทั้งประเทศบินเข้าได้บินออกได้และบินกลับเข้าไปใหม่ได้..แปลไทยเป็นไทย..ดูไบดูแลทักษิณ..แปลไทยเป็นไทย..เขาเชื่ออย่างที่เขาเชื่อ..เขาไม่ได้เชื่ออย่างที่พวกคุณอยากให้เขาเชื่อ ■

รัฐบาลอ่อนหัด มีสิทธิ์ปิดประเทศ!!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

การที่มีผู้เชี่ยวชาญหลายต่อหลายคนออกมาคาดการณ์ว่าหากรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรียังแก้ไขปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แบบเรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงกันเป็นหมู่คือ เลือกที่จะหาเสียงสร้างภาพมากกว่าที่จะทำงานจริงๆ จังๆสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 จะรุนแรงและเลวร้ายมากจะมีคนติดเชื้อมากถึง 20 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตนับพันๆ คนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องเกมการเมือง และไม่ใช่เรื่องประจานรัฐบาลแต่เป็นเรื่องความเป็นความตายของชีวิตคนไทยผู้บริสุทธิ์ทั่วประเทศรัฐบาลจะกล้าเสี่ยงหรือ...นายอภิสิทธิ์จะรับผิดชอบได้อย่างไร...เป็นคำถามที่เกิดขึ้นระงมไปหมดแล้วทั้งสังคมไทยในเวลานี้การไม่เห็นผลงานในเรื่องอื่นๆ จะเป็นเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ จะเป็นเรื่องความล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือแม้กระทั่งเรื่องการใช้นโยบายประชานิยมแล้วแจกเงินไม่เป็นโล้เป็นพายผลงานเหล่านี้มองไม่เห็นหรือว่าล้มเหลว ยังพอที่สังคมจะให้อภัยกันได้แต่ผลงานเรื่องควบคุมและแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009

หากล้มเหลวผิดพลาด...ก็ไม่สมควรเป็นรัฐบาลแล้วไล่มาตั้งแต่หัวหน้าคณะรัฐบาลและรัฐมนตรีทุกคน จะต้องแสดงสปิริตทางการเมืองในอดีตซามูไรที่มีศักดิ์ศรีและหยิ่งในเกียรติ จะกระทำพิธีฮาราคีรีตนเองในทันที หากงานที่ได้รับมอบหมายผิดพลาดล้มเหลวจะเป็นการเสียสละชีวิตที่เป็นการแสดงสปิริตที่มีเกียรติยศสูงสุด ได้รับการยกย่องและจดจำ...ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองในยุคปัจจุบันควรจะต้องยึดเป็นแนวคิดในการเสียสละเป็นอย่างยิ่ง...ทำไม่ได้ก็ควรจะฮาราคีรีตำแหน่งลุกจากเก้าอี้ไปให้พ้นๆเพื่อให้คนที่มีความสามารถเข้ามาทำแทนไม่ใช่มานั่งตะแบงหน้าด้านกันไปวันๆ...ไม่ลาออกเพราะต้องการพิสูจน์ตัวก่อนแล้วเคยถามบ้างหรือไม่ว่า ประเทศชาติจะเสียหายไปอีกเท่าไรกันซึ่งความรุนแรงของปัญหา ณ วันนี้ ความคืบหน้าสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของไทย ตั้งแต่วันที่28 เม.ย.-13 ก.ค.2552มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 3,883 ราย และเสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น21 รายเฉพาะแค่วันที่ 13 ก.ค.เพียงวันเดียวเท่านั้น ได้รับรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันผู้ป่วยรายใหม่แล้วอีก 328 รายมีผู้ป่วยอาการหนักต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด 10 รายและมีผู้เสียชีวิตเฉพาะที่ได้รับรายงานวันเดียวรวด 3 รายแรงกดดันแบบนี้ ไม่แปลกเลยที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะอดรนทนไม่ไหวต้องออกมาเตือนกันตรงๆ ชัดๆ และแรงๆ เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ในทุกวันนี้ “ดื้อยา”…ดื้อในคำเตือนทั้งหลายแหล่ไปหมดแล้ว

ในสมองคิดแต่ว่าถูกจ้องเล่นงานทางการเมืองโดยไม่ได้สำเหนียกเลยว่า คำเตือนทั้งหลายนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้ต้องการช่วยรัฐบาลดื้อด้าน แต่ต้องการช่วยประชาชนคนไทยให้พ้นจากความเสี่ยงของไข้หวัดใหญ่ 2009... ต้องการช่วยให้เศรษฐกิจ และธุรกิจ รอดจากวิบัติไข้หวัดใหญ่มหากาฬที่เกิดขึ้นในเวลานี้เช่นเดียวกับที่คุณหญิงสุดารัตน์ออกมาเตือน ก็เพราะเคยมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามาแล้ว ทั้ง โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือรู้จักกันในชื่อ โรคซาร์ส (SARS :Severe Acute Respiratory Syndrome)ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้มีไข้สูง ไอแห้งหอบ หรือหายใจลำบากในตอนนั้นเรียกกันเป็นไข้หวัดมรณะกันเลยทีเดียวเพราะโรคซาร์สก็เกิดจากเชื้อไวรัสเช่นกันโดยมีทั้งไวรัสในกลุ่มโคโรนาไวรัส (Corona Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหวัดธรรมดากับไวรัสอยู่ในกลุ่มพาราไมโซไวรัส (Paramyxo Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัด คางทูม และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคนี้มีต้นกำเนิดมาจากมณฑลกวางตุ้งของประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2545 ระบาดไปยังฮ่องกงซึ่งการรับมือกับโรคซาร์สที่ระบาดมายังไทยได้อย่างอยู่หมัดนั้น ทำให้องค์การอนามัยโลกนำประเทศไทยไปยกย่องเป็นต้นแบบที่ดีในการรับมือโรคติดต่อร้ายแรงและทำให้เมื่อเกิดปัญหา ไข้หวัดนก (avian influenza) หรือชื่อสามัญ Bird flu ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ชื่อH5N1 พบได้ในสัตว์ปีก โดยพบครั้งแรกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในประเทศอิตาลี เรียกกันว่าไข้หวัดสเปน (Spanish Flu)ระบาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2460-2461 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลก

ประมาณ 20-40 ล้านคนครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2500-2501 เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่เอเชีย” (Asian Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1-4 ล้านคนและครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2511 เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง” (Hong Kong Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ1-4 ล้านคนจนมาเกิดในไทยช่วงปี 2547-2548 เป็นการระบาดมาจากเมืองกวางโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นเพราะรัฐบาลขณะนั้นมีประสบการณ์ในการรับมือโรคซาร์สมาแล้ว จึงทำให้รับมือไข้หวัดนกได้ดีดังนั้น เมื่อตอนนี้ไข้หวัดใหญ่ 2009 กำลังอาละวาด เป็นเรื่องที่เดิมพันอยู่กับชีวิตประชาชนและประเทศชาติ รัฐบาลอภิสิทธิ์ควรที่จะลดละทิฐิ อย่าไปคิดว่าแนวทางการรับมือโรคระบาดโรคซาร์สและไข้หวัดนกนั้นเป็นของใครถ้าดี...ถ้าแม้แต่องค์การอนามัยโลกยังเอาไปชม เอาไปยกย่องเป็นประเทศตัวอย่าง...ตอนนี้ก็ควรที่จะนำเอาแนวทางเหล่านั้นมาใช้ไม่ใช่ปล่อยให้มีคนตายพุ่งขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ หรือปล่อยให้มีเด็กนักเรียนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากขนาดนี้ เพราะแม้แต่โรงเรียนดังโรงเรียนมีชื่อแถวจุฬาฯ ตอนนี้ก็พูดกันมากแล้วว่ามีเด็กอยู่ในระบบคัดกรองตรวจสอบกว่าครึ่งค่อนห้อง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่สูงมากและไม่ใช่ปล่อยให้วันนี้ ทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ ทั้งสยามพารากอน รวมทั้งโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ตกอยู่ในภาวะเงียบเหงาราวป่าช้า...ลูกค้าหด นักท่องเที่ยวหายจนแล้วจนรอดรัฐบาลก็ไม่ใช้กลไกกระทรวงสาธารณสุขยุคคุณหญิงสุดารัตน์มาแก้ไขปัญหา...ก็อีแค่กลัวเสียหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์เท่านั้นหรือ???

ที่ปล่อยให้ประเทศชาติและประชาชนคนไทยเผชิญกับชะตากรรม ภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการวิบัติ จนอาจถึงขั้นต้องปิดประเทศแม้ว่าทางอธิบดีกรมการแพทย์จะออกมาระบุว่า กรณีประเทศไทยสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังอยู่ใน Levelแค่ MILD เท่านั้นยังไม่ถึงขั้น SEVERE!!!แต่คำถามก็คือ แล้วต้องรอให้ถึงระดับ SEVERE ก่อนงั้นหรือ??? รัฐบาลถึงจะรู้ร้อนรู้หนาวมากกว่านี้ต้องให้ประชาชนเสี่ยงก่อนใช่หรือไม่ ถึงจะทำให้นายกฯอยู่กับร่องกับรอยมากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ประชาชนฟังสัมภาษณ์แล้วงง ตกลงว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่ต้องซีเรียส หรือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่งแล้วกันแน่กลับไปกลับมาจนประชาชนงงเต็กไปตามๆ กันประเทศที่ใหญ่ๆ ไม่ว่า จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เม็กซิโก ต่างเข้มงวดเต็มพิกัดจนเอาอยู่ ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น สบายใจในขณะที่ประเทศไทยยังหละหลวม จนหามาตรการป้องกันไม่ค่อยจะเจอแม้แต่ปิดประเทศก็ยังไม่รู้ว่า จะเอาอยู่หรือไม่แล้วตอนนี้คงเหมือนกับที่โรงเรียนกวดวิชาตั้งคำถามนั่นแหละว่าปิดโรงเรียนกวดวิชา 15 วันรอบนี้ หวังว่าคงไม่สูญเปล่านะ!!!ที่พูดไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชาน้อยใจหรือดื้อแพ่ง หากแต่เป็นเพราะมองไม่เห็นมาตรการรองรับที่ชัดเจนที่จะตามมาแต่อย่างใดดังนั้น วันนี้นอกจากต้องการมาตรการรองรับแล้ว สังคมยังอยากเห็นการแสดงความรับผิดชอบจากผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงด้วยนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขน.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ถึงเวลาที่ต้องลาออกเพื่อแสดงสปิริตต่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดหรือยังนายเรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ และม.ล.น.พ.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สมควรที่จะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ โดยไม่หวาดหวั่นต่ออิทธิพลทางการเมืองแล้วหรือไม่ตรงนี้ขอกระตุ้นจิตสำนึกให้คิดเพราะไม่อยากให้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นเหมือนปัญหา4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เมื่อตายกันมากๆ จนกลายเป็นการตายรายวัน แล้วก็กลายเป็นความเคยชินของรัฐบาลไม่คิดจะแก้ปัญหาอะไรแล้ว เพราะถือว่าประชาชนเคยชินแล้ว...จะเอาอย่างนั้นหรือถึงวินาทีนี้เชื่อเถอะว่า การที่นายอภิสิทธิ์ทุ่มเทกำลังคนอย่างเต็มที่ ใช้คนร่วม 5,000 คน ใส่เสื้อเกราะอ่อน พร้อมเตรียมเฮลิคอปเตอร์บินวนรักษาการณ์และป้องกันภาวะฉุกเฉินนั้นมันไม่ได้ช่วยสร้างภาพบวกให้กับนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลเลยคนที่เก็บเอาไปคุยเขื่องขยายความก็คือ กลุ่มเพื่อนเนวินผู้มากบารมีทั้งหลายเท่านั้นเองแต่ประชาชนได้อะไรกับการกระทำตรงนั้น คิดหรือว่าประชาชนจะชื่นชม??? จะเรียกคะแนนศรัทธาได้???วันนี้คะแนนศรัทธามีรออยู่แล้ว...แค่นำมาตรการที่เคยได้ผลในการรับมือโรคซาร์ส รับมือโรคไข้หวัดนก มาใช้อย่างจริงจังเพราะขืนยังไม่ทำ ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดี เกิดในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่ภูเก็ตปลายเดือนนี้หากมีผู้นำรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านที่มาร่วมประชุมติดไข้หวัดใหญ่ 2009 ขึ้นมาคงได้งามไส้กันแน่ ..ชื่อเสียงประเทศไม่เหลือแน่ถึงวันนี้ระดับของการระบาดที่รัฐบาลอ้างว่า ไม่ Full Attackยังขนาดนี้...แล้วถ้า Full Attack แล้วจะขนาดไหน...อย่าทำร้ายประเทศไทยกันขนาดนี้เลย...เชื่อเถอะ ■

ความเหมือนในความต่าง: “ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์” ในซินเกียงและจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มา ประชาไท

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมืองอุรุมฉีในเขตปกครองตนเองซินเกียงของจีนกลายเป็นจุดสนใจของทั้งชาวไทยและสังคมโลก หลังเกิดเหตุจลาจลและปะทะนองเลือดระหว่างชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์กับชาวจีนฮั่น จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 184 คนและบาดเจ็บอีกกว่าพันคน<1> ทางการจีนจำต้องเร่งระดมกองกำลังจำนวนมากเข้าไปในพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ประชาชนหลายพันคนพยายามอพยพออกจากพื้นที่ความรุนแรง การจลาจลและการปะทะกันอย่างรุนแรงดังกล่าวสั่นคลอนมายาคติว่าด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของจีน ที่แม้แต่หน่วยงานภาครัฐของไทย รวมทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เคยพากันไปศึกษาดูงานเพื่อหวังจะให้เป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมาแล้ว

หากพิจารณาเปรียบเทียบปรากฏการณ์ในเขตปกครองตนเองซินเกียงกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยย่อมเห็นได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงมาจากความแตกต่างของผู้คนในพื้นที่ ทว่าเป็นผลมาจากปมเหตุในระดับโครงสร้างซึ่งถูกทำให้เข้มข้นชัดเจนขึ้นเพราะความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนาและความเข้าใจทางประวัติศาสตร์<2>
อันที่จริงความขัดแย้งระหว่างจีนและชาวมุสลิมในซินเกียงไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นปัญหาที่มีรากเหง้าหยั่งลึกในเชิงประวัติศาสตร์ ไม่ต่างกันกับปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย กล่าวคือ ซินเกียงเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณมาตั้งแต่เมื่อสองพันปีก่อน อีกทั้งยังเคยมีความเจริญสูงสุดทางด้านเศรษฐกิจและเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลามในแถบนี้ บรรดาสุลต่านแห่งนครทั้งหลายพากันเรียกขานดินแดนแห่งนี้ของพวกเขาว่า “เตอร์กิสถานตะวันออก” ทว่าในศตวรรษที่ 18 จีนแข่งขันกับรัสเซียแผ่ขยายอิทธิพลในเอเชียกลาง จึงมีนโยบายเพิ่มความเข้มข้นในการปกครองซินเกียง เส้นเขตแดนระหว่างประเทศถูกเขียนขึ้นล้อมอาณาจักรจีน ตัดขาดชาวมุสลิมในซินเกียงกับมุสลิมในเอเชียกลางและอำนาจปกครองถูกรวบไปรวมศูนย์อยู่ที่กรุงปักกิ่ง<3> ขณะที่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนครปัตตานีเกิดขึ้นพร้อมกับกำเนิดของรัฐชาติสมัยใหม่เมื่อสยามปฏิรูปการปกครองแผ่นดินด้วยการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง อีกทั้งการลงนามในสนธิสัญญา Anglo-Siamese Treaty เมื่อ พ.ศ.2452 ก็ส่งผลให้ดินแดนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณาจักรปัตตานีถูกแยกออกเป็นสองส่วน ด้านเหนือกลายเป็นภาคใต้ของรัฐสยามและด้านใต้ตกอยู่ใต้บังคับบัญชาของบริติช มลายา<4>
อาจกล่าวได้ว่าเส้นอาณาเขตความเป็นรัฐที่ขีดแบ่งแยกลงบน “ความเป็นชาติ” นี้นำไปสู่การมองประวัติศาสตร์ได้จากสองมุม กล่าวคือ จากทัศนะของศูนย์อำนาจเช่นปักกิ่งและกรุงเทพ ประวัติศาสตร์ของซินเกียงและปัตตานีเป็นประวัติศาสตร์ของการขบถ ทว่าหากมองประวัติศาสตร์เดียวกันนี้จากมุมมองของกลุ่มชนชายขอบย่อมจะมองเห็นเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู่เพื่อความเป็นอิสระและพิทักษ์รักษาอัตลักษณ์ของตน
นอกจากนี้ ขณะที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) วินิจฉัยเหตุของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง อันได้แก่ ความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมและลักษณะการปกครอง ปัญหาความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและการแย่งชิงทรัพยากร รวมทั้งปัญหาอันเนื่องมาจากการจัดการศึกษาในท้องถิ่น<5> งานศึกษาเกี่ยวกับเขตปกครองตนเองซินเกียงก็สะท้อนให้เห็นบทสรุปที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ นับแต่อดีต จีนส่งขุนนางจากปักกิ่งไปปกครองซินเกียงแทนชาวมุสลิม ทางหนึ่งก็เพื่อลงโทษขุนนางเหล่านั้นให้ไปลำบากในแดนไกล ทว่าการอยู่ห่างไกลเมืองหลวงกลับยิ่งเปิดช่องให้ขุนนางพวกนี้กดขี่ประชาชน ขูดรีด ทุจริต ไม่เคารพต่อประเพณีมุสลิมและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คน เป็นเหตุให้ชาวมุสลิมเกลียดชังรัฐบาลจีนและก่อเหตุรุนแรงต่อต้านทางการนับครั้งไม่ถ้วน<6> แม้ต่อมารัฐบาลจีนจะพยายามลดแรงกดดันด้วยการประกาศให้ซินเกียงเป็นเขตปกครองตนเองในปี 2498 โดยตั้งนครอุรุมฉีเป็นศูนย์กลาง ทว่าในทางปฏิบัติก็ยังคงใช้ความเด็ดขาดในการปกครองและควบคุมชาวมุสลิมอย่างเข้มงวด<7> อีกนัยหนึ่ง แม้ชาวอุยกูร์จะดำรงตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดของซินเกียงในปัจจุบัน หากอำนาจการปกครองที่แท้จริงกลับอยู่ในมือของเลขาธิการท้องถิ่นจากพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นชาวจีนฮั่น<8>
ในด้านเศรษฐกิจ ซินเกียงเป็นที่ตั้งของแอ่งทาริมซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของจีน ทว่าประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ก็ยังคงดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความยากจน ถึงแม้รัฐบาลจีนจะพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการบรรจุแผนพัฒนาซินเกียงในแผนพัฒนาประเทศปี 2539 ทว่าการกระจายโอกาสให้กับประชาชนก็ยังคงเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงเพราะปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่<9> โอกาสงานและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมักตกอยู่กับกลุ่มชาวจีนฮั่นที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในซินเกียงโดยการสนับสนุนของรัฐบาลจีน และสามารถสื่อสารภาษาจีนได้ดีกว่า<10> ขณะที่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ยังปรับตัวไม่ได้และมีฐานะยากจน ไม่มีงานทำและด้อยโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาโดยรัฐบาลจีนจึงกลายเป็นสิ่งที่เพิ่มช่องว่างและความแตกต่างระหว่างผู้คนมากยิ่งขึ้น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เป็นผลมาจากความตกต่ำในภาคเกษตรทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของบรรดาเขตปกครองที่มีสัดส่วนคนจนมากที่สุดในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน “หมู่บ้านสีแดง” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางทรัพยากรสูง เป็นไปได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทางทรัพยากรไม่มากก็น้อย<11>
นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินนโยบายด้านการศึกษาและวัฒนธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนแทบไม่แตกต่างจากนโยบาย “รัฐนิยม” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวคือ มีการสั่งห้ามสอนภาษาเตอร์กให้แก่เยาวชนอุยกูร์ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีและบังคับให้ใช้ภาษาจีนในระบบการศึกษา อีกทั้งยังประกาศให้ศาสนาอิสลามเป็นสิ่งต้องห้าม มัสยิดถูกทำลายหรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้ามไม่ให้แต่งกายในชุดแบบมุสลิมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นชนชาติอุยกูร์ อีกทั้งยังเปลี่ยนชื่อโบราณสถานต่างๆ ในซินเกียงเป็นภาษาจีนซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะลบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น<12>

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ความขุ่นเคืองและการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลจีนของชาวอุยกูร์นับตั้งแต่อดีต ทว่ากลับถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากรัฐบาลจีน ทำให้ชาวมุสลิมล้มตายเป็นจำนวนมาก ยิ่งส่งผลให้คนหนุ่มที่สิ้นหวังจำนวนมากหันเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายเพื่อมุ่งตอบโต้โดยใช้ความรุนแรง นับตั้งแต่การวางระเบิดสถานที่ราชการและสถานีรถโดยสาร การลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐ การบุกโจมตีที่ทำการเทศบาลและสถานีตำรวจ ไปจนถึงการเผาโรงงานที่เป็นวิสาหกิจของรัฐและกลุ่มทุนเอกชนชาวจีน
<13> ทั้งหมดนี้หมายความว่า นโยบายที่เน้นการใช้ความรุนแรงปราบปรามและกดขี่อัตลักษณ์ของผู้คนในท้องถิ่นมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายรุนแรงมากขึ้นไปอีก กระทั่งการศึกษาบางชิ้นเกี่ยวกับซินเกียงระบุว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีแนวโน้มจะปะทุขึ้นก่อนหน้านี้มานานแล้ว<14>
ในทางหนึ่งการลุกฮือขึ้นต่อสู้และแก้แค้นกันเองระหว่างชาวมุสลิมอุยกูร์และชาวจีนฮั่นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจในประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐจากประชาชนทั้งสองฝ่าย บทวิเคราะห์แนวโน้มความรุนแรงที่ กอส. เคยนำเสนอไว้ในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจกำลังกลายเป็นแนวโน้มที่น่ากังวลไม่แพ้กันสำหรับสถานการณ์ในซินเกียงปัจจุบัน กล่าวคือ ความขุ่นเคืองและความรุนแรงที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมยิ่งส่งผลให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมหวาดระแวงกัน มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูและแยกห่างจากกันมากขึ้นทุกที<15>
ภาพการเดินขบวนตามท้องถนนของชาวจีนฮั่นและชาวมุสลิมอุยกูร์นับร้อยพร้อมอาวุธที่พอจะจัดหากันได้เองเพื่อมุ่งล้างแค้นกันและกันอาจไม่ต่างจากปรากฏการณ์ปัจจุบันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการจัดตั้งกองกำลังพลเรือนติดอาวุธ ทั้งกลุ่มทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) อ้างว่าภายในสิ้นปี 2551 มีกองกำลังพลเรือนติดอาวุธที่ผ่านการฝึกฝนภายใต้โครงการของกระทรวงมหาดไทยไปแล้วกว่า 30,000 คน<16> อีกทั้งมีข้อมูลว่าอาวุธปืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เฉพาะที่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายภายในปี 2551 ก็มีจำนวนมากกว่า 159,445 กระบอก<17> หรือความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันเองทั้งในเขตปกครองตนเองซินเกียงและจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ทั้งสองอาจจะยิ่งเลวร้ายอันตรายมากขึ้นในอนาคต หากปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ยังไม่ได้รับการใส่ใจแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ประสบการณ์นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของความรุนแรงทั้งในซินเกียงและจังหวัดชายแดนภาคใต้ย่อมจะเป็นบทเรียนสำคัญแก่ความพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรงอันมีพื้นฐานมาจากความแตกต่างระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ของกันและกันได้บ้าง กล่าวคือ แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นเรื่องปกติในบรรดารัฐและสังคมพหุวัฒนธรรม ทว่าความขัดแย้งดังกล่าวมีแนวโน้มจะปะทุเป็นความรุนแรงได้จากความไม่เป็นธรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจ ประกอบกับนโยบายกดขี่อัตลักษณ์ของผู้คนต่างวัฒนธรรม ที่สำคัญ ความเป็นจริงจากทั้งสองพื้นที่ความขัดแย้งนี้ย่อมจะสามารถสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าความพยายามรับมือกับความขัดแย้งด้วยมาตรการรุนแรงไม่ว่าจะโดยรัฐหรือสังคมไม่เคยนำไปสู่ข้อยุติอย่างสันติและยั่งยืนได้เลย
เชิงอรรถ
1 ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2552
2 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์. (กรุงเทพ: คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, 2549), 2-3.
3 จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง” ในมติชนรายวัน ฉบับวันที่ 8 กันยายน 2548, 7.
4 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, 32-33.
5 ดูรายละเอียดเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใน คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, 17-28.
6 จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง”, 7.
7 เพิ่งอ้าง.
8 Michael Dillon, “Uighur resentment at Beijing's rule” in BBC News, http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/8137206.stm (accessed July 11, 2009)
9 จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง”, 7.
10 Michael Dillon, “Uighur resentment at Beijing's rule”
11 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, 23-24.
12 กิ่งกนก ชวลิตธำรง, “กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามในเขตปกครองพิเศษ ซินเจียงของประเทศจีนและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย” การทดลองบรรยายของผู้สมัครอาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552.
13 จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง”, 7.
14 Michael Dillon, “Uighur resentment at Beijing's rule”
15 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, 53.
16 Diana Sarosi and Janjira Sombutpoonsiri, Rule by the Gun: Armed Civilians and Firearms
Proliferation in Southern Thailand. (Bangkok: Nonviolence International Southeast Asia, 2009), 12.
17 Ibid., 17.

เผด็จการอมาตย์พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่

ที่มา thaifreenews
alt

นับตั้งแต่เกิดการรัฐ ประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน เป็นต้นมา ฝ่ายผู้มีำอำนาจในประเทศนี้ต่างก็เชื่อว่าสถานการณ์ในประเทศไทยคงจะกลับเข้า สู่รูปแบบเดิมที่เคยเป็นมา คือเขียนรัฐธรรมนูญใหม่, เอาคนของตัวเองขึ้นมาครองอำนาจเป็นรัฐบาล แล้วทุกอย่างก็ลืม ๆ กันไป ประชาชนก็อดทน, อดกลั้น, อดออม กันต่อไป โดยไม่มีใครกล้าหาญชาญชัยขึ้นมาต่อกรกับอำนาจเผด็จการที่ครองประเทศนี้มา อย่างยาวนานได้ต่อไป หลังจากที่ฝุ่นตลบและจัดระเบียบอยู่พักนึง แล้วทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม เผด็จการครองอำนาจ (สร้างภาพ) ต่อไป, ประชาชนไทยถูกกดขี่เอาเปรียบต่อไปแต่ หลังการรัฐประหารในครั้งนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ที่แตกต่างไปจากความคาดหมายโดยสิ้นเชิง ประชาชนจำนวนมากมายทั่วทั้งประเทศกลับลุกขึ้นมาทวงสิทธิ์ของตนเอง รัฐบาลที่เคยคาดว่าจะได้เป็นรัฐบาลของเผด็จการ ก็ถูกประชาชนทำลายยับเยินลงด้วยการแพ้เสียงในการลงคะแนนเลือกตั้ง และยังเกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้านอำนาจเผด็จการมากขึ้นจนน่ากลัวในทุก พื้นที่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการจัดการประเทศของ เผด็จการอมาตย์ในประเทศไทย ซึ่งก็ได้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงจากประชาชนจำนวนมากขึ้นแล้วในขณะ นี้.....
อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น
สิ่งที่น่าจะนำพิจารณาเพื่อพึงตั้งเป็นข้อ สังเกตก็คือ นับจากเกิดกระแสต่อต้านเผด็จการขึ้นอย่างรุนแรงและขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้ ฝ่ายเผด็จการอมาตย์และผู้ที่มีอำนาจภายใต้อมาตย์นี้ ไม่เคยที่จะแสดงความจริงใจในการพยายามสร้างสัมพันธไมตรีอันดีกับประเทศ เพื่อนบ้านที่อยู่โดยรอบเลย ไม่เคยเกิดความตกลงร่วมกันในการพัฒนาผลประโยชน์ระหว่างกัน, ไม่เคยเกิดโครงการแลกเปลี่ยนร่วมมือใด ๆ เพื่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน, แต่ดูเหมือนฝ่ายเผด็จการ และกลุ่มเครือข่ายของพวกเขากลับพยายามสร้างความร้าวฉาน, ความขัดแย้งจนถึงขั้นใกล้จะเกิดสงครามเข้าไปทุกทีกับประเทศรอบข้างเหล่า นั้น แม้ไม่มีเรื่องราวใด ๆ เลยก็กลับพูดจาก้าวก่ายกิจการภายในต่อประเทศนั้น ๆ ซึ่งในทางการทูตถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง จนปัจจุบันแทบจะเรียกได้ว่าประเทศไทยถูกโดดเดี่ยวโดยประเทศที่อยู่โดย รอบอย่างสิ้นเชิงในด้าน “ความสัมพันธ์ิเชิงประจักษ์ (Evident Association)” ความ พยายามทำเรื่องประสานไปยังประเทศต่าง ๆ เพื่อนำตัวท่านอดีตนายกทักษิณกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย กลายเป็นเรื่องตลกระหว่างประเทศ และไม่มีประเทศใดให้การสนับสนุนด้วยเลยแม้แต่น้อย ทุก ๆ ประเทศต่างตอบกลับมาตามวิถีทางการทูตว่าไม่สามารถกระทำได้ทั้งสิ้น....สิ่ง นี้มีหรือว่าเผด็จอมาตย์ผู้มีอำนาจเต็มในการครอบครองประเทศอยู่ในขณะนี้จะ ไม่รับรู้หรือสัมผัสได้....กระแสข่าวลือหนาหูเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า มีผู้ยิ่งใหญ่บางคนในประเทศไทยได้นำเอาทองคำสำรองที่เก็บสะสมเอาไว้เป็นเวลา นานออกมาขายทอดตลาดที่ฮ่องกง...และเมื่อประกอบกับการได้เห็นความผิดปกติ อย่างยิ่งของรัฐบาลเทพประทาน ที่ไม่ได้ดำเนินการใด ๆ เลยที่เป็๋นรูปธรรมในการที่จะควบคุมหรือยับยั้งการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ปล่อยให้มีคนไทยติดเชื้อโรคไปแล้วนับแสนคน และมีคนเสียชีวิตเท่าที่ตรวจพบและยืนยัันแล้ว 15 คน ยิ่งทำให้มีพิรุธ และข้อน่าสังเกตมากยิ่ิงขึ้น.... “เผด็จการอมาตย์พวกเขากำลังคิดจะทำอะไรกันอยู่” มี ความเป็นจริงที่เห็นกันอยู่ตรงหน้าชัด ๆ โดยไม่ต้องแปลความใด ๆ ก็คือ ฝ่ายเผด็จการอมาตย์ล้วนแล้วแต่มีอายุชนิดที่เป็น “ไม้ใกล้ฝั่ง” กันทั้งนั้น จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ดังนั้นคำว่า “อนาคตข้างหน้า” จึงไม่มีความจำเป็นสำหรับพวกเขา พวกเขาเหล่านั้นมีเพียง “อำนาจในวันนี้” และ “ความยิ่งใหญ่ในอดีต” ที่จะให้จดจำเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ทั้งหลายพวกเขาไม่จำเป็นต้องสนใจว่าประเทศไทย ในวันพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร ลูกหลานหรือประชาชนไทยในประเทศนี้ที่จะต้องอยู่ต่อไปจะเป็นอย่างไร เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็จะไม่ได้อยู่ในแผ่นดิน หรือในโลกนี้แล้ว ดังนั้นวิธีใดก็ตามที่จะยังคงรักษาอำนาจเอาไว้แ่ก่ตัวของพวกเขาได้ โดยไม่ยอมให้ใครมายึดเอาอำนาจนั้นไปพวกเขาจะต้องทำแน่ เพราะพวกเขาคิดถึงแต่วันนี้เท่านั้น.....สิ่งต่าง ๆ อันเป็นวิธีการปฏิบัติใด ๆ ก็ตามที่ผ่านมาของเผด็จการอมาตย์ นับตั้งแต่การเปิดความขัดแย้งกับประเทศรอบด้าน, การแสดงความประสงค์ตามไล่ล่าท่านนายกทักษิณ ไปทั่วโลกผ่านประเทศต่าง ๆ, การไม่แสดงความใส่ใจในการควบคุมและป้องกันไข้หวัด 2009 สิ่งเหล่านี้ถ้านำมาประมวลเข้าด้วยกันให้ดี พร้อมกับมองดูถึงความเป็นผู้สูงวัยของเผด็จการอมาตย์ที่ “ไม่มีอนาคต” และเพียงแต่คิดถึงปัจจุบันเท่านั้น.... ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของโลก ดังนั้นมีความเป็นไปได้สูงทีเดียวที่เมื่อเข้าตาจนจากการถูกบีบจากนานาชาติ เผด็จการอมาตย์ในประเทศนี้อาจจะบ้าเลือดถึงขั้น “สั่งปิดประเทศ” ไม่ติดต่อค้าขายกับใคร อยู่แบบโดดเดี่ยวเหมือนกับประเทศพม่า...ก็อาจเป็นได้เวลา นี้เผด็จการอมาตย์กำลังเข้าตาจนชนิดที่ไม่มีทางออกใด ๆ แล้ว จาก 1. แรงกดดันของประชาชนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยทั้งประเทศที่ออกมาต่อต้าน อำนาจเผด็จการและมีแต่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ 2. แรงกดดันจากนานาชาติในเรื่อง “การปิดสนามบินนานาชาติ” ที่กำลัีงใกล้ถึงตัวเข้ัามาทุกขณะ 3. ปัญหาเศรษฐกิจที่พังทลายและกำลังทำลายประเทศให้พินาศหมดสิ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบถึงตนเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้.... การสั่งปิดประเทศ จึงอาจจะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาหนทางสุดท้าย ที่จะสามารถรักษาอำนาจเผด็จการโบราญของตนเอาไว้ได้ก็เป็นไปได้เพราะ สถานการณ์ทุกอย่าง สุกงอม แล้วถ้าวิเคราะห์ตามสถานการณ์เหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงที่เผด็จการอมาตย์จะใช้อำนาจสุดท้ายที่ตนถือครองอยู่ ใช้กำลังเข้าจัดการและจัดระเบียบใหม่กับประชาชนภายในประเทศ โดยไม่สนใจว่าประเทศอื่น ๆ จะคิดเห็นอย่างไร จากนั้นก็สั่งการให้ “ปิดประเทศ” แบบเดียวกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เกิดการปกครองอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งถ้าเผด็จการอมาตย์หน้ามืดถึงขั้นนั้น และกล้าที่จะทำเช่นนั้นจริง ประเทศนี้คงจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ และไม่มีทางกลัีบมารวมกันได้อีก เพราะประชาชนไทยที่ “ตาสว่าง” กันทั้งแ่ผ่นดินแล้วนั้นคงจะลุกขึ้นต่อต้านอย่างเต็มกำลังแน่นอนความ น่ากลัวของเผด็จการอมาตย์ยุคสุดท้ายนี้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคลแต่เป็นอำนาจที่เขาครอบครองอยู่ ซึ่งมีทั้งอำนาจมวลชนจัดตั้ง, อำนาจกองกำลังติดอาวุธ, อำนาจของข้าราชการ, และที่สำคัญก็คือยังมีอำนาจบารมีจากประเพณีความเชื่อที่ฝังรากลึกในสังคมไทย อีกด้วย และเมื่อถึงเวลาคราวจำเป็นที่สุดเขาจะใช้อำนาจทุกอย่างทำลายประชาชนผู้รัก ประชาธิปไตยอย่างเต็มที เพียงเพื่อให้เขาได้ยึดครองอำนาจเผด็จการเอาไว้ต่อไปตราบลมหายใจสุดท้ายเท่า นั้นเอง เวลานี้เป็นภาวะสงคราม ระหว่างชนชั้นและสงครามทางการปกครอง ในฐานะที่เราเป็นเจ้าของประเทศไทยร่วมกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นประเทศชาติจะรุ่งเรื่อง หรือร่วงโรย เราคนไทยก็ไม่สามารถย้ายไปอยู่ประเทศอื่นได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราทุก ๆ คนต้องช่วยกันสังเกตสถานการณ์และร่วมกันแสดงพลังอย่างเต็มที่ว่า “เราต้องการประชาธิปไตย” โดยแสดงความต้องการอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในจุดมุ่งหมายเดียวกันนี้ แม้จะมีความขัดแย้งไม่เข้าใจกันบ้างแต่ก็ขอให้ร่วมเดินกันไปบนหนทางเดียว กันนี้ โดยไม่ทำลายกันจนหมดไปเสียก่อน“จับมือไปด้วยกัน....เดินไปด้วยกัน....ก้าวย่างไปด้วยกัน....สู้ไปด้วยกัน....และเราจะชนะร่วมกัน”.....ปูนนก
แก้ไขล่าสุด ใน วันจันทร์ที่ 13 กรกฏาคม 2009 เวลา 16:59 น.

สงครามปฏิวัติ สงครามประชาชน

ที่มา Thai E-News


โดย ทหารอาชีพ
14 กรกฎาคม 2552

*บทความวิถีประชาธิปไตยเพื่อสังคมสงบสุขครบชุดประกอบด้วย:
-ตอนที่1:สงครามปฏิวัติ สงครามประชาชน
-ตอนที่2:การปฏิวัติสังคม
-ตอนที่3:ยุทธศาสตร์ นโยบาย ภารกิจ
-ตอนที่ 4:แนวทางการต่อสู้/องค์กรนำและหน่วยปฏิบัติการ
-ตอนจบ:ภาคการทหาร หลักการรบ สงครามประชาชน

กล่าวนำ

ความขัดแย้งทางการเมืองที่ส่งผลไปสู่ความลำบากยากแค้นของประชาชนในทุกแห่งของโลก ในบางแห่งถึงขนาดทำให้ประชาชนผู้ถูกปกครองไม่ยอมให้ปกครอง หรือเกิดสงครามประชาชนตลอดจนการปฏิวัตินั้น สรุปได้ว่า เกิดจากการกดขี่ทางการเมืองและการขูดรีดทางเศรษฐกิจจากเผด็จการในรูปแบบต่างๆ ทั้งที่เป็นบุคคลและหมู่คณะ ตั้งแต่ผู้นำเผด็จการเพียงคนเดียว ไปจนถึงพรรคการเมืองที่ซื้อเสียง แสวงหาอำนาจด้วยวิธีการฉ้อฉล ลวงโลก คดโกงและติดสินบน


แนวทางที่จะนำความสงบ สันติมาสู่สังคมได้มีวิธีการเดียวคือ ประชาชนเกิดการเรียนรู้ และตระหนักถึงอำนาจของตนเอง เกิดรู้ความจริงว่า เสรีภาพและเงินทองที่เป็นของตนนั้น โดนกลุ่มเผด็จการ แย่งชิง หรือหลอกลวงไปเป็นของตนอยู่ตลอดมา

การตระหนักถึงอำนาจและความจริงนั้น ต้องมากพอที่จะเกิดความต้องการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยต้องมีประชาชนที่พร้อมเข้ามีส่วนร่วมในการทำให้สังคมให้เป็นประชาธิปไตยจำนวนเป็นล้านคน และมีผู้สนับสนุนเป็นแนวร่วมอีกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 25 ของประชากรในประเทศ

แนวทางนี้ต้องเป็นประชาธิปไตยอย่างเข้มข้น ไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มเผด็จการกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น พรรคนาซี พรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต พรรคการเมืองที่มุ่งซื้อสิทธิขายเสียง กลุ่มข้าราชการที่ต้องการรักษาอำนาจของกลุ่มตน แม้แต่องค์กรพัฒนาเอกชน หรือองค์กรช่วยเหลือจากนานาชาติ เพราะ ประชาชนเท่านั้น ที่จะไม่กดขี่ประชาชนด้วยกันเอง ถ้าประชาชนนั้นได้รับการฝึกฝนในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นแล้วเป็นอย่างดี

แนวทางที่ได้เสนอนี้เป็นการเขียนในหลักการกว้างๆ สำหรับทุกกลุ่มสังคม ทุกกลุ่มอาชีพ ตั้งแต่กำลังทหาร กำลังกึ่งทหาร กำลังประชาชน กลุ่มอาสาสมัครต่างๆ องค์กรพัฒนาเอกชน พรรคการเมือง สมาคม ชมรม หรือแม้แต่องค์กรศาสนาที่มีพื้นฐานคำสอนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

ทั้งนี้เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะเสริมสร้างการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้อย่างดีที่สุด และ กรณีประเทศไทยซึ่งมีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข วิธีการทางประชาธิปไตย ก็จะเป็นการยึดระบบรัฐสภาเป็นสำคัญ กระบวนการ แนวคิดต่างๆ ในเอกสารนี้จะตั้งอยู่บนหลักการนี้ทั้งสิ้น

อย่างไรก็ตามเอกสารนี้ก็ได้มีการกล่าวถึงการใช้กองกำลังในการทำศึกไว้ด้วย รวมถึงยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีทางทหารต่างๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์เป็น แนวทางการขยายแนวร่วมมวลชน การสร้างการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการใช้กำลังในกรณีเกิดความไม่สงบและแตกแยกในสังคมขนาดต้องใช้กำลังเข้าต่อสู้กัน จริงๆด้วย

ในการนำเสนอจะแยกเป็นสองส่วนคือ ส่วนด้านการเมือง และด้านการทหาร สุดแต่จะนำไปใช้ประโยชน์ ในลักษณะใด การนำเสนอบางครั้งจะเป็นเพียงหัวข้อ หรือประเด็นเท่านั้นผู้ที่สนใจด้านการเมืองมาแล้วควรที่จะทำความเข้าใจได้ไม่ยาก

แหล่งที่มาของความคิดในเอกสารฉบับนี้ นอกจากจะมีปรัชญาประชาธิปไตยของนักการเมืองจากตะวันตกที่เป็นนักคิดสำคัญแล้ว ยังได้ลงรายละเอียดถึงการสร้างการเคลื่อนไหวมวลชนผ่านกลุ่มแกนนำแบบพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย ซึ่งก็ได้ทำการดัดแปลงบ้างเล็กน้อยให้มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างเข้มข้นขึ้น

ทั้งนี้ยังคงแนวคิดด้านประชาธิปไตยแบบตะวันตกโดยเฉพาะของ ยัง ยาค รุสโซ ไว้อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ก็เพราะในสมัยสงครามคอมมิวนิสต์นั้น กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในได้นำมาใช้อย่างกว้างขวางและได้ผลดี เป็นผลให้ชนะสงครามคอมมิวนิสต์ในที่สุด

แนวความคิดหลัก ๆ ในเอกสารฉบับนี้จึงอยู่ในกรอบของ กอ.รมน. ในยุคต่อสู้ให้ชนะคอมมิวนิสต์ด้วยการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นรูปธรรมขึ้น ดังนั้นขอให้ท่านผู้ศึกษาอ่าน คำสั่ง สร.ที่66/2523 และ 65/2525 ที่เป็นต้นแบบของการปฏิบัติงานด้วย จึงจะเข้าใจอย่างครบถ้วน

นอกจากนั้นเป็นบางส่วนจาก คติพจน์ และ นิพนธ์ด้านการทหาร ของเหมาเจ๋อตุง เพื่อให้การปฏิบัติการงานมวลชนมีความกระชับ แม่นยำ ไม่หละหลวม และ นำไปสู่ชัยชนะในที่สุด

วัตถุประสงค์เฉพาะ

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้นำไปใช้ในพื้นที่ซึ่งมีความขัดแย้งทางการเมืองและการทหารสูง เช่น ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเชื่อว่าความขัดแย้งนั้นมีต้นเหตุจากความไม่เป็นธรรมในสังคมอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอำนาจทางการเมือง ผลประโยชน์ขัดกันทางเศรษฐกิจ โดยนำเรื่องของอุดมการณ์ ศาสนาและชาติพันธุ์มาเป็นข้ออ้างในการแสวงหาแนวร่วมและการใช้กำลัง ซึ่งหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถสถาปนาประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียมกันด้วยวิถีทางประชาธิปไตยในพื้นที่ได้ แผ่นดินที่ลุกเป็นไฟก็จะกลับมาสู่ความสงบร่มเย็นได้

เนื่องจากเอกสารฉบับนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้มีลักษณะทั่วไป สามารถนำไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ทุกพื้นที่และเวลา ดังนั้น จึงได้นำเสนอครอบคลุมทุกเรื่อง ทุกด้าน ทั้งการเมืองและการทหาร สำหรับในกรณีที่พื้นที่เป้าหมายนั้นถูกครอบครองหรือปลดปล่อยโดยกลุ่มที่แข่งขัน ขัดแย้งหรือทำสงครามด้วย ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง

ดังนั้นการกำหนดให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นคู่แข่งขัน คู่ขัดแย้ง ฝ่ายตรงข้าม หรือ ศัตรู ก็ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรง ทั้งนี้ยังคงหมายถึงกลุ่มเดียวกันที่ได้ต่อสู้กับ ฝ่ายเรานั่นเอง

สำหรับขอบเขตความกว้างขวางก็ตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบลในสนามขึ้นไปจนถึงระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม จะพยายามให้เป็นขอบข่ายระดับกลุ่มจังหวัดหรือเป็นภาค ซึ่งจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทุกระดับ

ในกรณีที่นำไปใช้ในด้านการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการแข่งขันทางการเมือง หรือการบริหารจัดการใด ๆ ก็สามารถ ที่จะนำไปประยุกต์ใช้ได้ด้วยการปรับปรุงนิยามเพียงเล็กน้อย แต่วิธีการดำเนินการและปรัชญาประชาธิปไตยนั้นยังคงเป็นเช่นเดิม

หลักการประชาธิปไตยและปรัชญาทางการเมือง ในเรื่องต่อไปนี้จะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ มีปรากฏอยู่ในเอกสารและในเวปไซท์ต่าง ๆ แล้ว

- หลักการประชาธิปไตย
- หลักการประชาธิปไตยของ จอห์น ล๊อค
- หลักการประชาธิปไตยของ ยัง ยาค รุสโซ
- หลักการประชาธิปไตยใน แมกนาคาตา ของอังกฤษ
- หลักการประชาธิปไตยใน ปฏิวัติฝรั่งเศส
- หลักการประชาธิปไตยใน การประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา
- หลักการประชาธิปไตยใน สหรัฐอเมริกา
- หลักการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขที่เป็นลายลักษณ์อักษร แบบสวีเดน ญี่ปุ่น
- หลักการรัฐสวัสดิการ


โดยสรุปแล้ว การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยโดยประชาชนมีความสำคัญต่อระบอบประชาธิปไตยมาก และในระยะเวลาไม่นานนัก การนำวิธีการประชาธิปไตยทางตรงให้ประชาชนลงคะแนนเสียงในทุกกิจการจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้นประชาชนก็จะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของตนอย่างสมบูรณ์โดยไม่สามารถมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาอ้างความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจนั้นแทนประชาชนได้

ดังนั้น การวางรากฐานประชาธิปไตยและการนำเทคโนโลยีต่างๆ เช่นการลงประชามติผ่านอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์มาใช้อย่างกว้างขวางจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในปัจจุบัน

นายกฯที่ต้องหลอกตัวเองไปวันๆ ว่า เป็นที่รักของประชาชน !!

ที่มา Thai E-News

โดย นายหัวดี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
ภาพจากคุณ นักเลงโบราณ
14 กรกฎาคม 2552

วันนี้ไม่อยากจะสาธยายอะไรมาก แค่อยากให้รู้ข้อเท็จจริงบางประการ เกี่ยวกับผู้นำประเทศที่ชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”

การลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา บ่งบอกถึงสถานะของผู้นำคนนี้ดีว่าเป็นอย่างไร เป็นที่รักของประชาชนหรือไม่

นี่คือบางช่วงบางตอนที่สื่อนำเสนอข่าวการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี

...บริเวณหน้าสนามบินมีหัวหน้าส่วนราชการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน กลุ่มพลังมวลชน และประชาชนกว่า 500 คน สวมเสื้อยืดสีขาวมีข้อความว่า “เรารักนายกฯ” มารอต้อนรับ ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) อย่างเข้มงวด ทั้งตำรวจ ทหาร อพ.ปร. ยืนคุ้มกันตลอดเส้นทางที่คณะนายกฯผ่าน มีเฮลิคอปเตอร์บินติดตามขบวนนายกฯไปทุกจุด ระหว่างทางมีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมเสื้อสีน้ำเงินตั้งด่านสกัดกลุ่มเสื้อแดงที่จะเคลื่อนมาชุมนุมขับไล่นายกฯตามถนนสายต่างๆ เช่นที่สี่แยกบ้านกระสัง อ.เมือง เป็นต้น

รายงานข่าวแจ้งว่าทีม รปภ.ของนายกฯได้เพิ่มกำลังเป็นพิเศษ ติดอาวุธครบมือ อาทิ ปืนเอ็มพี 5 ปืนสั้นลูกกรด กระบอง ฯลฯ แบ่งการรักษาความปลอดภัยออกเป็น 3 ชั้นคือ ระยะประชิดตัว ระยะใกล้ และระยะไกล ด้านนายอภิสิทธิ์ได้สวมเสื้อเกราะอ่อนไว้ข้างใน ก่อนสวมเสื้อเชิ้ตสีฟ้าทับชั้นเป็นที่ 2 และสวมเสื้อแจ๊กเกตสีขาวมีข้อความว่า “ฉันรักประเทศไทย” ทับเป็นชั้นที่ 3 เพื่ออำพราง
เป็นที่น่าสังเกตว่าตลอดการเดินทางลงพื้นที่ครั้งนี้นายกฯนั่งรถยนต์กันกระสุนยี่ห้อฟอร์ด เอเวอเรสต์ สีดำ เลขทะเบียน ฌฌ 7771 กรุงเทพมหานคร อีกทั้งยังนำรถโตโยต้า พลาโด มานำขบวน และรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ของหน่วยบัญชาการอากาศโยธิน มาปิดท้ายขบวนด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเช้ากลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 200 คน พร้อมขบวนรถยนต์หลายสิบคัน นำโดยนายทองพูน สุขเมือง เคลื่อนจากสระน้ำทุ่งแหลม ต.ถนนหัก อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ มุ่งหน้าสู่ อ.ลำปลายมาศ จุดที่นายกฯจะลงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม เมื่อเคลื่อนมาถึงเส้นทางสาย อ.นางรอง-อ.ชำนิ มุ่งหน้าสู่ อ.ลำปลายมาศ ปรากฏว่าบริเวณเส้นทางช่วงบ้านหนองเทา ต.หนองโดน อ.ชำนิ มีกลุ่มชายฉกรรจ์สวมเสื้อสีน้ำเงินประมาณ 500 คน ในนาม “คนรักบุรีรัมย์” นำโดยผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน จ.บุรีรัมย์หลายคนนำรถบรรทุก 6 ล้อติดเครื่องขยายเสียงปราศรัย มาตั้งด่านสกัดการเคลื่อนขบวนของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงผ่านมาถึง กลุ่มคนเสื้อน้ำเงินซึ่งมีทั้งกระบองและไข่ไก่นำรถ 6 ล้อ และรถสองแถวหลายคันปิดหัวปิดท้ายขบวนกลุ่มเสื้อแดง ไม่ยอมให้คนเสื้อแดงเคลื่อนขบวนออกจากบริเวณดังกล่าวได้ ทำให้กลุ่มเสื้อแดงติดแหงกอยู่ที่นั่น



นี่คือบางช่วงบางตอน ที่สื่อรายงานการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี อ่านแล้วรู้สึกอย่างไร นี่หรือผู้นำประเทศที่มาจากระบอบประชาธิปไตย และอ้างตนเองว่า เป็นที่รักของประชาชน

การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งทางภาคพื้นดิน ทางอากาศ และยังจัดกำลังมวลชน มาคอยปะทะคนที่ไม่ศรัทธาในตัวนายกรัฐมนตรี เป็นเครื่องบ่งบอกสถานะของนายกรัฐมนตรีคนนี้เป็นอย่างดีว่า ได้นั่งอยู่ในใจของประชาชนจริงหรือไม่

การลงพื้นที่ โดยยอมให้เฉพาะคนที่ชื่นชอบ คนที่ต้องการประจบสอพลอ เข้าใกล้นายกรัฐมนตรี จะได้อะไรจากการลงพื้นที่

นอกจากภาพลวงตา หลอกตัวเองไปวันๆ ว่า เป็นที่รักของประชาชน

คนที่อยู่บนเส้นทางสายการเมืองมานานอย่างนายอภิสิทธิ์ น่าจะรู้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ แล้วมีประโยชน์อะไรที่จะหลอกตัวเอง

คนเป็นนายกรัฐมนตรี ต้องสง่าผ่าเผย เดินไปไหนก็ได้ การรักษาความปลอดภัยมีบ้าง แต่ไม่ต้องถึงขนาดขนกันไปเป็นกองทัพ

การตั้งกลุ่มมวลชน มาคอยชนกับคนที่ไม่เห็นด้วยนั้น แน่ใจหรือว่า นี่คือแนวทางสร้างความสมานฉันท์

พวกเสื้อน้ำเงินที่ไปก่อกวนที่พัทยา จนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต ที่วันนั้นออกมาปฏิเสธจนคอเป็นเอ็นว่า ไม่รู้ ไม่เกี่ยว แต่วันนี้คนเสื้อน้ำเงินโผล่ที่บุรีรัมย์

อยากถามว่า นายกฯอภิสิทธิ์ รู้สึกอะไรบ้างหรือไม่

***สื่อต่างชาติ..ทนการบิดเบือนข่าวสารไม่ไหว..ออกหนังสือเปิดโปงข้อเท็จจริงกรณีเหลืองแดง*** (Recommended Book)

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ขนมต้ม
ที่มา เวบบอร์ด พันทิปราชดำเนิน
14 กรกฎาคม 2552

ใครที่ติดตามข่าวจากสื่อต่างชาติมากกว่าสื่อหลักในเมืองไทย ก็คงจะพอทราบกันว่า นักข่าวต่างชาติท่านหนึ่ง คือคุณ นิค นอสติส ได้รายงานข่าวเมืองไทยมาแบบ "มีภาพประกอบ" เสมอมา ตั้งแต่การยึดทำเนียบของกลุ่มพันธมิตร

คุณ Nick เป็นนักข่าวภาคสนามคนหนึ่ง ประจำประเทศไทย ที่รายงานข่าวตรงไปตรงมา และไม่มีเสนอในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็น Dan Rivers จาก CNN ที่รายงานข่าวกรณีกลุ่มพันธมิตรบุกสถานี NBT หรือเจาะข่าวกรณี โรฮิงญา จนทหารไทยต้องออกมาโวยวายหรือแม้แต่ โจนาธาน เฮด จาก BBC ก็ตาม ก็ยังรายงานแบบถึงลูกถึงคน สู้คุณ Nick ไม่ได้

และส่งผลให้ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประำจำประเทศไทย ...ถูกฟ้องร้องคดีหมิ่น ฯ (เมืองไทยไม่กล้าเสนอข่าว)

ซึ่งเท่าที่ผมรับทราบมา สื่อต่างชาติสัญชาติอเมริกันบางคน ที่เคย "pro เหลือง" ถึงกับอึ้ง ..และหันมาพิจารณาความจริงอย่างถ่องแท้

คุณ Nick นี้ ผมได้อ่านบันทึกของเขา ทั้งในช่วงพันธมิตรล้อมรัฐสภา ช่วงเดือนตุลาปีที่แล้ว และ ในช่วงสงกรานต์แดงเดือด

ทำให้ผมได้รู้อีกเพิ่มเติมว่า กลุ่มเสื้อน้ำเงินนั้น ก็คือการ์ดพันธมิตรบางส่วน ...และบางส่วนก็คือ ทหารนอกเครื่องแบบนั่นเองเหล่านี้ ..คนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่รู้

และโชคดีอย่างหนึ่ง ที่บันทึกฉบับประวัติศาสตร์นั้น ถูกแปล และได้เผยแพร่ไปยังหมู่คนไทยที่ไม่โง่รับข่าวแต่ด้านเดียว ทำให้คนไทยจำนวนมาก ได้รู้ถึงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของกลุ่มคนที่อยู่เบื้องหลังความวุ่นวายของประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ถูกปกปิดจากสื่อและรัฐไทย

คุณ Nick จึงได้เขียนหนังสือ เป็นซีรี่ส์ ออกมา ชื่อ "เหลือง ปะทะแดง" ซึ่งจะตีแผ่เรื่องราวต่าง ๆ ให้คนไทยที่ยังลุ่มหลงได้รับรู้ได้รับรู้ว่า ...ที่เห็น ๆ กันอยู่ทุกวัน พวกจอมสร้างภาพ แท้จริงแล้ว ..เป็นอย่างไร

โบราณว่า ...ช้างตายทั้งตัว ..เอาบัวมาปิด ก็ไม่มิดฉะนั้น คนที่จะคิดปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ จงกลับไป "สำนึก" ตัวเองเสีย ว่า อำนาจทั้งหลายทั้งปวง มันไม่จีรังยั่งยืน

สิ่งที่ยั่งยืนที่สุด ก็คือ "ความจริง"

เสียดายที่พรรคประชาธิปัตย์ มีโลโก้แม่ธรณีบีบมวยผม และมี motto ไว้กำกับข้างใต้ แต่คนพรรคประชาธิปัตย์ ...ไม่เคยหลืบตามองดูเลย

เขาจะคิดเป็นอยู่อย่างเดียว ...ว่า จะหาเรื่องมาโจมตีคนอื่นได้อย่างไร

========================================

ข้อมูลหนังสือเพิ่มเติม จากทีมข่าวไทยอีนิวส์

Red vs. Yellow Volume 1
By Nick Nostitz

Red vs. Yellow, Volume 1: Thailand's crisis of identity describes, both in photos and in text, the political turmoil and violent street protests that took place during the first elected administration in Thailand after the 2006/2007 coup period, its government led by the PPP (People Power Party) a place holder party of the TRT (Thai Rak Thai) which had been ousted by the military coup. The anti-government and nationalist-royalist PAD ( People's Alliance for Democracy) entered Government House, the seat of Thailand’s cabinet, and occupied it for months, before its protests culminated in the invasion of Bangkok's airports, the dissolution of the PPP and the overthrow of the government by forces seen as sympathetic to the PAD.

In the course of the year the police, the PAD and their opponents - the Red shirts, an alliance of government supporters and pro-democracy groups - clashed on several occasions. Incidents involving at times shocking violence laid bare Thailand's long neglected social, political and regional divisions and left it a deeply unstable nation. Nick Nostitz covers this significant period of Thai History from the center of events. His articles on which this book is based caused considerable controversy when first published.

The second volume will be published at a later date, and describes the events of 2009, including the clashes in Bangkok over the Songkran Holiday.

Hard Cover
Bangkok 2009
White Lotus 158 pages, heavy 190g paper, fully illus., in col.
ISBN 9789744801500

ปากคำจักรภพ:อย่าติดที่เป้าลวง แต่สู้กับเป้าจริง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา www.konthaiuk.com
13 กรกฎาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:จักรภพ เพ็ญแข แกนนำนปช.ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ ได้โฟนอินเข้ามาให้สัมภาษณ์กับเวบ www.konthaiuk.com เมื่อวันที่10กรกฎาคมที่ผ่านมา มีความน่าสนใจดังต่อไปนี้


กราบสวัสดีครับ ผมสบายดีทั้งด้านความปลอดภัยและสุขภาพ ปรับตัวได้ดีนับแต่ออกจากประเทศมาช่วงสงกรานต์เลือด และพร้อมจะอยู่ยาวนานเพื่อต่อสู้

ตอนนี้ผมเองก็เหมือนพี่น้องเสื้อแดงในอังกฤษ ยุโรป อเมริกาในต่างประเทศที่คิดถึงบ้าน อยากกลับบ้าน แต่ก็ไม่ใช่อยากหาทางกลับให้เร็วทุกวิถีทาง แต่หากรีบกลับไปโดยการต่อสู้ไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร ภารกิจการต่อสู้และรอนแรมในต่างประเทศเป็นภารกิจตอนปลาย ตอนมาอยู่ต่างประเทศก็เลยได้ร้องเพลงคิดถึงบ้านหรือเดือนเพ็ญสมใจ(ร้องเพลงเดือนเพ็ญ)

ผู้ดำเนินรายการบอกว่า ผู้ฟังๆแล้วน้ำตาซึม

จักรภพบอกว่า เพลงนี้ทำให้หวนไปคิดถึงอัศนี พลจันทร ที่ต่อสู้กับอำมาตย์สมัยก่อน ต้องออกจากสยามข้ามโขงไปลาวห่างบ้านห่างเมืองมองพระจันทร์แล้วคิดถึงบ้าน และมีอีกเพลงที่อมตะคือเพลง"เสียงเพรียกจากมาตุภูมิ"ของจิตร ภูมิศักดิ์แต่งไว้ ตอนที่เนรเทศออกจากเมืองหลวงไปต่อสู้กับฝ่ายอำมาตย์ในป่า แล้วโดนลวงออกมายิงถึงแก่ความตาย(ฟังเพลงเสียงเพรียกจากมาตุภูมิ คลิ้กที่นี่)

เรื่องนี้อมาตย์เคยทำมาด้วยการพยายามเด็ดหัวคนอย่างจิตร หรืออัศนี แต่ก็ยิ่งทำให้ไฟปฏิวัติลามออกไปแก่ประชาชนผู้เรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตย

ถาม-ได้ข่าวเสื้อแดงเมืองไทยไหม

ได้ทราบตลอด ไม่ใช่เฉพาะทางเปิด ข่าวกรองที่พรรคพวกหามาก็ได้รับทราบโดยตลอด

ที่ผมอยู่ต่างประเทศก็มีงาน3อย่างใหญ่ๆ
1.เขียนหนังสือ ให้สื่อหนังสือพิมพ์ที่ส่งเสริมประชาธิปไตย

อีกอันเขียนงานขนาดยาว2-3เรื่องที่ผมกลั่นจากการต่อสู้มา4ปีเข้าปีที่5 และมองไปว่าหากเราได้ประชาธิปไตยแท้จริงมา เราจะมีมโนภาพสำหรับอนาคตประเทศอย่างไร เพื่อให้ใช้อำนาจที่ได้มาอย่างคุ้มค่าที่พี่น้องต่อสู้กันมาด้วยความลำบากลำบน เพื่อให้พี่น้องได้ทราบว่าผมคิดอะไร พี่น้องจะได้นำหนังสือเล่มนี้เป็นตัวควบคุมผม หากผมกลายเป็นเผด็จการทรราชตัวใหม่ขึ้นมาก็เอาหนังสือเล่มนี้ขว้างใส่หัวผมได้เลย

หนังสือที่ทำก็มีเผยแพร่แล้วคือประชาธิปไตยในกรงขัง ตอนไปต่อสู้ที่หน้าบ้านสี่เสาเมื่อ22ก.ค.50และโดนจับกุม อีกอันก็เป็นการเขียนกลอนตอนมาอยู่ต่างประเทศจะได้รวมเล่มด้วย

2.กลุ่มแผนงานระยะกลางถึงระยะยาว ซึ่งการต่อสู้นี้ได้เลือกตั้งไปเป็นรัฐบาลเฉยๆมันไม่พอ เราถูกหลอกเลือกตั้งมาหลายครั้ง เราชนะเลือกตั้งมา2ครั้งซ้อนๆ แม้แต่ตอนเผด็จการคมช.คุมอำนาจเราชนะเลือกตั้ง แต่ไม่สามารถปกครองได้ เพราะมีอำนาจนอกเหนือการเลือกตั้งคอยกำกับ หากต่อสู้เพียงเพื่อชนะการเลือกตั้งมันเป็นการเข้าไปสู่กับดักเขาเท่านั้น เราก็มีทีมคิดทำเรื่องนี้กัน

3.กลุ่มที่3คือการเดินทางต่างประเทศเพื่อคุยกับผู้มีอำนาจทางการเมืองและเอ็นจีโอ ให้เขาเข้าใจว่าสถานการณ์ของประเทศที่แท้จริงเป็นอย่างไร ศัตรูของประเทศเป็นใคร ผู้นำประเทศหนึ่งก็โทรถามผมว่ากลุ่มอำนาจเก่ากำลังเสนอปิดประเทศโดยอ้างเรื่องไข้หวัด2009นี้เป็นแผนการปิดประเทศเพราะสู้โลกาภิวัตน์ไม่ไหวใช่ไหม

ขบวนเสื้อแดงในส่วนประชาชนมีพลังมาก แต่แกนนำแบ่งความคิดเป็น2ทาง กลุ่มแรกคิดการต่อสู้ในอนาคต อีกกลุ่มคิดชนะเลือกตั้ง พูดง่ายๆแบบแรกจะต่อสู้เอาชนะ อีกกลุ่มจะขอเอา การต่อสู้ก็เหมือนเดินทางขึ้นบนเขา ก็มีล้ามีเหนื่อยบ้าง คนเหนื่อยก็พักบ้าง คนไม่เหนื่อยก็เดินต่อ

สิ่งที่เราทำอยู่คือการปฏิวัติ ไม่ใช่การชุมนุม ไม่ใช่งานเลี้ยงงานรื่นเริงแล้วกลับบ้านไปปวดใจว่าทำไมยังเหมือนเดิม ตอนนี้ก็ต้องพิจารณากันว่าหากใครไม่ไหวก็ต้องปลดเชือกออกนั่งพัก คนที่เขาจะปีนขึ้นต่อไปก็จะได้ไม่แบกภาระไว้ ก็อยู่ที่ว่ามาคิดว่าทำอย่างไรจะได้อำนาจเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาประเทศ ไม่งั้นก็เป็นรัฐบาลหุ่นเชิดแบบอภิสิทธิ์ อยู่หน้าต้องรับผิดชอบแต่ไม่มีอำนาจ แต่คนที่อยู่ข้างหลังมีอำนาจแต่ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

การต่อสู้แบบนี้ก็คือการปีนเขาไปข้างหน้า เป็นงานปฏิวัติต่อสู้ ต้องพิจารณาว่าหากใครไม่ไหวก็ต้องพัก ใครไหวก็ไปต่อ เราไม่ต้องการแกนนำมากๆ อีกไม่เกิน1เดือนนี้คงเห็นความชัดเจนขึ้นว่าใครจะปีนเขาต่อสู้กันต่อ และใครจะต้องพัก มีคนจำนวนมากที่จะมากับเราเดินไปข้างหน้า

ฝ่ายอำมาตย์ตอนนี้อยู่ไม่สุขหรอกครับ เตรียมตัวสละเรือกันแล้วหากพ่ายแพ้ ส่วนฝ่ายเราประชาชนคนเสื้อแดงพร้อมต่อสู้ แต่ฝ่ายนำกลับจะไปขอร้องเขา แล้วมันขอร้องได้หรือครับ หากขอร้องได้ก็ไม่เกิด19กันยา ไม่เกิดการยึดสนามบิน ไม่เกิดการปราบปราบเสื้อแดงตอนสงกรานต์เลือด สรุปคือเขาขอร้องไม่ได้ ขออนุญาตพูดว่าเวลานี้แกนนำอาจก้าวตามไม่ทันมวลชน ล้าหลังมวลชนแล้ว ก็คงต้องมีการปรับขบวนต่อสู้ ผมเองก็อาจเข้าไปมีบทบาทมากขึ้น

ผมเองก่อน19กันยาก็ไม่ได้คิดชัดเจนขนาดนี้ แต่หลังต่อสู้แล้วประชาชน เสื้อแดงก็เสนอแนะมามาก ดังนั้นประเด็นไม่ใช่แกนนำให้ความคิด แต่มวลชนก็ให้ความคิดแกนนำ เป็นปฏิสัมพันธ์กัน

เป้าหมายการต่อสู้

1.เราต่อสู่กับอะไร รัฐซ้อนรัฐ ที่เราเลือกตั้งเป็นประเทศไทยรอบนอก แต่ประเทศไทยภายในเป็นเรื่องรัฐซ้อนรัฐ
2.ไม่ใช่แค่การชนะเลือกตั้ง
3.การต่อสู้ทางความคิด อย่างการใช้คดีหมิ่นมาเล่นงานฝ่ายเรายิ่งนานยิ่งมากก็จะยิ่งกลับมาเป็นประโยชน์ฝ่ายเรา


ตอนนี้เรายังก้าวไม่พ้นระบบอมาตย์จาก14ตุลา เขาใช้พลังประชาธิปไตยเป็นฉากหน้า 6ตุลาเขาปราบปรามเพราะเห็นว่าท้าทายเกินไป สะท้อนว่าเขาโหดเหี้ยมรุนแรง มาพฤษภาทมิฬนั้นเกิดจากผู้มีอำนาจไม่พอใจรัฐบาลชาติชายไปมีนโยบายสันติภาพกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เลยจัดการรัฐประหาร พอทหารขึ้นมามีอำนาจก็กลัวมีอำนาจมากคุมไม่อยู่ก็ไล่ออกไปอีก

แต่หลัง19กันยา49เราไม่ได้สู้กับนายหน้า แต่เป็นการต่อสู้กับตัวจริง เป็นครั้งแรกต่างจาก14ตุลา 6 ตุลา พฤษภา ถือเป็นครั้งแรก เราก็มีประสบการณ์น้อย ทำให้บางคนก็หลงทางวนกลับไปสู่ระนาบเดิมคือไปสู้กับนายหน้าเขา

ต้องคิดว่าตอนนี้เราไม่ได้ยึดกับคนๆเดียว นายกฯทักษิณจะมาชี้ว่าขบวนจะไปทางไหนก็ไม่ได้ ท่านก็เป็นแนวร่วมเหมือนเสื้อแดงคนหนึ่ง

การปิดสนามบินสุวรรณภูมิคนทั่วโลกตกใจ ตอนนี้จะไปไล่กษิตก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะเทียบไปกษิตก็เหมือนภารโรง เราจะไปไล่ทำไม ก็ต้องไล่อาจารย์ใหญ่ แต่เอาเถอะหากอยู่ว่างๆก็ไล่ไปก่อนก็ได้

เวลานี้ตั้งแต่หลังสงกรานต์เลือดเป็นต้นมา มีการนำเสนอข่าวทางสื่อมวลชนเพื่อหันเหความสนใจของคนไปยังข่าวอาชญากรรมบ้าง ข่าวเรื่องหมีแพนด้าบ้าง เวลานี้ก็มาเรื่องไข้หวัด2009 คือเบี่ยงเบนความสนใจของคนออกไปยังเรื่องอื่นๆ อย่างเรื่องไข้หวัดนกก็จะหาข้ออ้างปิดพรมแดน ผมเกรงว่าจะนำไปสู่การปืดประตูตีแมว คนเสื้อแดงที่สู้ไม่ถึงที่สุดอาจให้อภัย ส่วนคนที่สู้ถึงที่สุดก็อาจฉวยโอกาสปิดประเทศเพื่อปิดประตูตีแมว

อย่างล่าสุดก็ตัดไม้ข่มนามไปฟ้องร้องดำเนินคดีสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศด้วยคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ส่วนเรื่องที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สำนักข่าวบลูมเบิร์กเรื่องการที่ในหลวงทรงลงพระปรมาภิไธยให้สมเด็จพระบรมฯเป็นองค์รัชทายาทสืบทอดราชบัลลังก์นั้นก็ดีแล้วครับ คุณอภิสิทธิ์คงไม่ได้พูดเอง แต่ได้รับไฟเขียวให้มาพูดกัน ที่ควรทำให้เกิดความชัดเจน ทางราชสำนักควรประกาศให้เป็นที่เปิดเผย อย่างไรก็ตามสถาบันตามประเพณีนั้นก็ควรเชื่อมโยงในทางเกื้อหนุนความเคลื่อนไหวของทิศทางประเทศชาติ

ตอนนี้ความไม่แน่นอนมีสูง ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไหร่ หากทำให้เคลียร์ก็ไม่ต้องใจเต้นมากนัก จะได้มีแผนในการทำในอนาคต ส่วนการที่คุณอภิสิทธิ์ออกมานั้นก็เพราะฝ่ายอำมาตย์เขาเลี้ยงต้อยเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ใช่นายกฯของระบอบประชาธิปไตย ก็เหมือนกับพลเอกเปรม พลเอกสุรยุทธ์ อดีตนายกฯธานินท์ กรัยวิเชียร ที่อำนาจพิเศษนอกครรลองประชาธิปไตยหนุนหลังอยู่ เส้นทางการเดินของคุณอภิสิทธิ์จึงเป็นนายกฯคนสุดท้ายในระบอบอมาตยาธิปไตย ก็เขายอมตัวในระบบนี้ก็ต้องทำหน้าที่ไป จึงไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปต่อสู้กับเขา เช่นเดียวกับคุณกษิต ภิรมย์ เขาไม่ใช่เป้าเราจะไปโจมตีเขาให้เสียเวลาทำไม สู้ตีเป้าที่แท้จริงดีกว่า เราก็ต้องตั้งเป้าว่าคุณอภิสิทธิ์ก็ควรจะเป็นนายกฯในระบอบอมาตยาธิปไตยเสียที

ที่ประเทศไทยดักดานอยู่นี้เพราะมัวแต่จะมาคุม เจริญก้าวหน้าไม่ได้ก็จะคุมเอาไว้ แล้วตั้งคนแบบอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีก็ควรเลิกได้แล้ว เราก็ต้องต่อสู้โจมตีเป้าที่แท้จริง อย่าไปหลงอยู่กับเป้าที่เป็นนายหน้าตัวแทนของเขาแบบอภิสิทธิ์หรือกษิต

ตอนนี้คนเสื้อแดงต้องพิจารณาว่าอย่าท้อถอยถอดใจ มีอะไรให้มาร่วม เราต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ไม่ใช่เพื่อแกนนนำ เพราะปีนี้เป็นปีสำคัญที่ว่า ปีนี้มันจะมีเรื่องตามครรลองธรรมชาติบ้าง เราต้องรวมพลังกันไว้เพื่อจะกำหนดชะตาอนาคตประเทศชาติด้วยตัวเราเอง

พี่น้องพึงทราบว่าที่เราต่อสู้มา4-5ปีเขาพยายามฆ่าเราให้ตาย แต่เราก็ไม่ตาย ก็ฟื้นตัวขึ้นมาตลอด อย่างพี่น้องทำกันมา เช่น ส่งข่าวสารข้อมูลต่างๆที่เป็นเรื่องที่ดี ส่งต่อกันไป มีการนัดหมายพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกัน อันนี้ดีที่สุดเพราะข้อมูลข่าวสารคืออำนาจ

ผมยังทำหน้าที่ในการส่งต่อข้อมูลข่าวสารให้ผู้นำทั้งที่อยู่ในอำนาจ และฝ่ายค้านของหลายประเทศเพื่อให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ผู้นำเหล่านั้นมากกว่า20ประเทศในช่วง2เดือนครึ่งที่ผ่านมานี้

ผมได้คุยกับแกนนำเสื้อแดงอยู่บ้าง แต่ผมไม่ชอบการแสดง โดยเฉพาะแสดงปาหี่ แต่อันนี้ตรงกันก็คุยกัน อันไหนไม่ตรงกันก็ต้องรักษากันไว้ ตอนนี้จะทิ้งขว้างใครก็ไม่ได้

นอกจากแกนนำ3เกลอแล้วก็มีแกนนำอื่นๆด้วยครับ 3เกลอท่านก็มีบทบาทบนเวทีท่านทำได้ดีก็ต้องทำไป ส่วนบทบาทอื่นๆก็มีคนอื่นๆทำกันอยู่ โดยไม่ต้องขึ้นเวทีก็ได้ครับ

สุดท้ายนี้พี่น้องรักษาสุขภาพกายสุขภาพใจไว้ให้ดีครับ ขอให้พี่น้องที่รักประชาธิปไตยทุกคนที่อยากเห็นอนาคตลูกหลานดีกว่าโลกที่เราเคยอยู่มา หากมีอะไรสะกิดใจบ้างก็ให้มองเป็นเรื่องเล็ก แล้วให้เรามองข้ามไปที่เรื่องใหญ่ดีกว่า หากฝ่ายตรงข้ามเขารังควานก็ให้ถือภาษิตอินเดียว่า"ช้างเดินไปไหน สุนัขมันก็เห่าบ้าง"เราทำงานใหญ่ก็มีเสียงวิจารณ์บ้าง เราก็เงี่ยหูฟังไว้บ้างอย่าไปท้อใจ

ขอแสดงความขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วงผม ผมจะรักษาดูแลตัวเองให้ดีมีความปลอดภัยเพื่อการทำงานให้อนาคตประเทศเราต่อไป
.........
ฟังคลิปเสียงการสัมภาษณ์ล่าสุดของจักรภพทางเวบkonthaiuk.comคลิ้กที่นี่ หรือ ที่นี่