WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 14, 2009

ร่วมกันฉลอง วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
14 กรกฎาคม 2552

“ในไม่ช้าประเทศอารยะจะจับพวกชนชั้นปกครองเก่ามาขึ้นศาล พวกกษัตริย์จะหนีไปอยู่ในทะเลทรายกับพวกสัตว์ป่าที่เป็นพวกเดียวกับเขา และสิทธิมนุษย์ตามธรรมชาติจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”



วันที่ 14 กรกฎาคมปีค.ศ. 1789 เป็นวันที่ประชาชนปารีสในฝรั่งเศส ลุกฮือยึดคุก บาสตียล์ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของความป่าเถื่อนของระบบยุติธรรมภายใต้รัฐบาลกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 ในช่วงต่อมาจนถึงปัจจุบัน วันยึดคุกบาสเตียล์กลายเป็นวันที่เฉลิมฉลองกันทั่วฝรั่งเศส มีงานปาร์ตี้จุดดอกไม้ไฟเต้นรำฟังเพลงกันในทุกเมืองทุกหมู่บ้าน

สาเหตุที่มีการยึดคุกบาสเตียล์ในปี 1789 ไม่ใช่เพื่อปล่อยนักโทษไม่กี่คนที่ยังติดคุกอยู่ แต่สาเหตุหลักคือ นอกจากมันเป็นคุกแล้วมันยังเป็นคลังอาวุธด้วย ประชาชนคนยากคนจนในปารีสได้เริ่มกระบวนการปฏิวัติฝรั่งเศส ด้วยการยึดอาวุธจากรัฐบาลกษัตริย์นั้นเอง

การปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ของชนชั้นนายทุนต่อระบบกษัตริย์และขุนนาง นับเป็นครั้งที่สาม ที่มีการปฏิวัติใหญ่หลังการปฏิวัติในอังกฤษ/ฮอลแลนด์ที่เปิดทางให้ทุนนิยมเข้ามาในโลก และการปฏิวัติในอเมริกาต่อเจ้าอาณานิคมอังกฤษ

การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นผลของการสะสมความไม่พอใจของประชาชนเกือบทุกระดับ รัฐบาลกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 มีวิกฤตเศรษฐกิจและต้องการขึ้นภาษีกับนายทุนและคนจน ในขณะที่ตนเองเสพสุข นอกจากนี้รัฐบาลพยายามกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบการเมือง โดยมีสภาขุนนางและสภาพระศาสนาคริสต์ ที่คอยกีดกันความต้องการของพลเมือง

หลังจากที่มีการยึดคุกบาสตียล์ มีการประกาศหลักสิทธิมนุษยชน มีการใช้ธงสามสี แดง ขาว น้ำเงิน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และความสมานฉันท์ (ไม่ใช่ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์!!)

และท่ามกลางกระแสปฏิวัติมีการเชิดชูความเป็นมนุษย์ แทนที่จะบูชาพระเจ้า ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการชูคำขวัญที่เคารพความเป็นพลเมือง เพราะในยุคอดีตผู้ปกครองในระบบกษัตริย์มักมองว่าประชาชนเป็นแค่ไพร่ ทาส หรือสัตว์ที่ต้องมอบคลานต่อกษัตริย์และพระเจ้า

พลังในการขับเคลื่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสมาจากพลเมืองข้างล่าง ผู้นำจากชนชั้นนายทุนผู้มั่งมี เช่นพวกนายธนาคารใหญ่ ต้องการที่จะประนีประนอมกับกษัตริย์ แต่พรรคแจคโคบิน ซึ่งนำโดย โรบสเบียร์ เข้าใจว่าต้องปลุกระดมคนจนในเมืองเพื่อให้การปฏวัติถึงจุดจบ

มวลชนที่สำคัญของพรรคแจคโคบินจึงเป็นพวก แซนคูลอท (พวกคนจนที่ไม่ใส่กางเกงขาสั้นตามแฟชั่นคนมั่งมี แต่ใส่กางเกงขายาวแทน) นอกจากนี้มีการปกป้องทหารที่ไม่ยอมยิงประชาชนตามคำสั่งของกษัตริย์ ซึ่งทำให้ทหารธรรมดาจำนวนมากเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายปฏิวัติ

กษัตริย์หลุยส์ที่ 16 เป็นคนอ่อนแอ แต่อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ทั้งป่าเถื่อนและไร้คุณสมบัติที่จะพัฒนาสังคมให้ทันสมัย ประชาชนฝรั่งเศสตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า “หลุยส์คนสุดท้าย” ส่วนราชินี มารี อันตัวเน๊ต เป็นคนที่ไม่สนใจความทุกข์ยากของประชาชน มีตำนานเล่าว่าเมื่อมีคนจนประท้วงว่าไม่มีขนมปังกิน ราชินีตอบว่า “ทำไมไม่ไปกินเค้กแทนละ?

งานอดิเรกของราชินีคือการซ่อมวัง และการสั่งให้คนงานสร้างหมู่บ้านตัวอย่างเพื่อชักชวนให้คนใช้ชีวิตพอเพียงกับธรรมชาติ นอกจากนี้ราชินีมีส่วนในเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับสร้อยคอเพชรอีกด้วย


ในเดือนกันยายนปี 1792 รัฐสภาพลเมืองได้ลงมติยกเลิกสถาบันกษัตริย์ และประกาศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในที่สุดการปฏิวัติถึงจุดสุดยอดในปี 1793 ด้วยการประหารชีวิตกษัตริย์หลุยส์ที่ 16, ราชินี มารี อันตัวเน๊ต และราชวงศ์กับขุนนางจำนวนมาก เนื่องจากพวกนี้ต้องการขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของสังคมและหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคมืด

เซ็นต์จัสต์ ผู้นำพรรคแจคโคบินคนหนึ่งปราศรัยกับรัฐสภาในวันที่ 24 เมษายน ปี1793 ว่า

“ในไม่ช้าประเทศอารยะจะจับพวกชนชั้นปกครองเก่ามาขึ้นศาล

พวกกษัตริย์จะหนีไปอยู่ในทะเลทรายกับพวกสัตว์ป่าที่เป็นพวกเดียวกับเขา

และสิทธิมนุษย์ตามธรรมชาติจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

"แม้ว"คุยผู้นำทุกประเทศต้อนรับดี อ้างทั่วโลกเซ็งรัฐบาลไทยวุ่นวายล่าตัว โอดถูกคดียิ่งกว่าการเมือง

ที่มา มติชนออนไลน์

"แม้ว"โวผู้นำทุกประเทศต้อนรับอย่างดี อ้างทั่วโลกรำคาญรัฐบาลไทยวุ่นวายตามล่าตัว ย้อนคนอยู่ในประเทศยังจับไม่ได้ โปรยยาหอม"เสื้อแดงอุดรฯ"เป็นต้นแบบทั่วประเทศ ฟุ้งถ้ากลับได้จะซื้อที่ปลูกบ้านอยู่

"แม้ว"ซัดปชป.กู้แบบไร้สติปัญญา


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์เข้ารายการสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร คลื่น 97.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ตั้งอยู่ที่หนองเหล็ก ซอย 9 เขตเทศบาลนครอุดรธานี จ.อุดรธานี เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 กรกฎาคม พูดคุยกับนายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ผู้ดำเนินรายการ เพื่อออกอากาศสดผ่านวิทยุกระจายเสียงทางวิทยุชุมชนกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และเว็บไซต์เครือข่าย โดยที่สถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร มีสมาชิกชมรมไปรอฟัง พ.ต.ท.ทักษิณกว่า 200 คน


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า หากย้อนไปในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลช่วงเข้าโปรแกรมองค์กรการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ เห็นชัดว่ามีการกู้เงินมิยาซาว่ามาใช้กันชนิดที่ว่าไม่มีสติปัญญา มีการทุจริตและเงินไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำมาแล้ว เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นครั้งนี้ก็ไปกู้เงินมาทำแบบเดิมก็ไม่แปลกอะไร เพราะเป็นสิ่งที่เขาทำมาแล้ว และจะทำต่อ ซึ่งเขาถนัด แล้วจะทำอีก


ออกพันธบัตรชุ่ยๆ เปิดช่องโกง


"จริงๆ แล้วการแก้ปัญหาเศรษกิจโดยไปกู้เงินนั้นเป็นไปได้ แต่ต้องมีเป้าหมาย เหมือนเราไปกู้เงินแบงก์มาเราต้องคิดว่าจะเอามาทำอะไร หากบอกว่ากู้เงินแบงก์มาจ่ายเงินเดือนไม่มีแบงก์ไหนให้หรอก แต่ถ้ากู้มาทำโครงการที่จะมีกำไร แบงก์ก็จะให้ แต่เรากู้เงินเราเองในประเทศ ธนาคารในประเทศ ด้วยการไปออกบอนด์ (พันธบัตร) ออกอะไร ไม่ต้องมีเหตุมีผลอะไรมาก อันนี้มันทำแบบง่ายๆ ชุ่ยๆ ดังนั้น ช่องทางที่จะคอร์รัปชั่นจึงมีมาก อย่างเรื่องรถเมล์ 4 พันคันไปอมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อว่าไม่มีการคอร์รัปชั่น รัฐบาลนี้เขากู้เก่ง แล้วก็มีสื่อช่วย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่พูดได้สวยแต่ทำไม่สวยหรอก" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างนี้ก็ต้องบอกก่อนว่าในยามที่ครอบครัวลำบากแล้วลูกยังไม่แข็งแรง หรือลูกยังไม่สบาย พ่อแม่ต้องกล้าที่จะแบกรับภาระแทนลูก ไม่ใช่ยัดเยียดภาระให้ลูก ถ้าเป็นพ่อแม่ที่ดี ดังนั้น การขึ้นภาษีในยามลำบาก เขาเรียกว่าเป็นการแก้ภาษีด้วยเครื่องคิดเลข ไม่ใช้สมองคิดแต่ใช้เครื่องคิดเลขคิด "ความจริงเวลานี้เราต้องมองว่าเราจะเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างไรและลดรายจ่ายให้ประชาชนอย่างไร แล้วก็มีช่องทางหารายได้ใหม่ๆ ไหม แล้วถึงมาดูว่าเงินที่กู้มาจะไปใช้ทำอะไร" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


คุยผู้นำทุกประเทศต้อนรับอย่างดี


อดีตนายกฯกล่าวตอบคำถามผู้ดำเนินรายการที่ว่า นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณแวะพักค้างคืนที่มาเลเซีย อาจเกี่ยวโยงกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงว่า "ผมแวะเติมน้ำมันแล้วก็ค้างคืนหนึ่ง รัฐบาลมาเลเชียก็ส่งสันติบาล 15 คนมาอารักขาผม 24 ชั่วโมง ต้องถามว่ารัฐบาลไทยจับคนในประเทศไทยยังจับไม่ได้เลย แล้วจะข้ามไปจับฝั่งโน้น ถามว่าเขาเป็นเมืองขึ้นเราหรือ เขามีอธิปไตยของเขา เขาจะรับใครไม่รับใครก็เรื่องของเขา เขาจะร่วมมือกับใครหรือไม่ก็เรื่องของเขา เวลาที่ผมจะเดินทางไปไหน ผมต้องมั่นใจก่อนว่ารัฐบาลประเทศนั้นจะไม่อึดอัด ถ้ารัฐบาลไทยจะมาวุ่นวายกับเขา เวลานี้ทั่วโลกเขารำคาญประเทศไทย รัฐบาลนี้มาก เพราะว่าเขามีหลักสากลอยู่แล้วว่าการจะร่วมมือในการจับผู้ร้ายข้ามแดนต้องไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คดีของผมยิ่งกว่าการเมืองอีก ตัดสินโดยศาลการเมือง สอบสวนโดยผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองหลังการปฏิวัติรัฐประหารอย่างนี้ ใครจะไปเชื่อ ทุกประเทศเขาต้อนรับผมอย่างดี ไปไหนพบผู้นำประเทศนั้นๆ เขายินดีต้อนรับผม แต่ที่ไม่ออกอะไรเลยเพราะผมเกรงใจเขา เพราะรัฐบาลไทยจะไปวุ่นวายกับเขา ทั้งๆ ที่มีกติกาของกฎหมายระหว่างประเทศใช้อยู่แล้ว แต่จะไปบอกว่าคุณต้องร่วมมือกับผม เขาก็อึดอัดรำคาญ"


ยอ"เสื้อแดงอุดรฯ"เป็นต้นแบบ


ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ผ่านทางนายขวัญชัยนั้น สมาชิกชมรมคนรักอุดร ที่มาฟังการจัดรายการ ได้เข้าไปยังห้องส่งแล้วทักทายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมบอกว่า คิดถึง อยากให้กลับมาเร็วๆ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า คนอุดรธานีเป็นต้นแบบของคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และหากได้กลับมา จะมาซื้อที่ดินปลูกบ้านที่ จ.อุดรธานี ก่อนที่จะวางสาย โดยใช้เวลาเข้ารายการประมาณ 1 ชั่วโมง

พลาดอย่างแรง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ไม่อยากซ้ำเติมเลยแต่ไม่พูดก็คงไม่ได้ เกี่ยวกับการรับมือ "หวัด 2009" ของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด

เป็นตัวบ่งบอกอย่างดีว่าที่ผ่านมาเมืองไทยรับสถานการณ์หวัดนี้ได้แย่เพียงใด

ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้วตอนเกิดเรื่องนี้ใหม่ๆ ประเทศไทยถือว่าเป็นหางแถวที่จะโดน "พายุหวัด" กระหน่ำ

แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเราเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบ รุนแรงที่สุดในเอเชีย

ขนาดจีนหรือญี่ปุ่นที่หวัดแพร่ใส่ก่อนเรา แถมเป็นประ เทศที่มีพลเมืองมากกว่าเราหลายเท่า ยังมียอดผู้เสียชีวิตน้อยกว่าเมืองไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประเมินความรุนแรงไข้หวัด 2009 ของประเทศไทยนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง

หากจำกันได้ตอนที่เกิดเรื่องใหม่ผู้บริหารประเทศ และผู้รับผิดชอบล้วนประสานเสียงในทำนองว่าก็แค่ไข้หวัดชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้น่ากลัวไปกว่าหวัดอื่นๆ ที่เราคุ้นเคย

ไม่รู้ว่าเพราะคิดแบบนี้หรือไม่ จึงทำให้มาตรการรับมือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ทำให้ทุกวันนี้หวัด 2009 แพร่ระบาดไปทั่วประเทศแล้ว

มีการประเมินตัวเลขคร่าวๆ ว่า ถึงเดือนตุลาคมประเทศไทยน่าจะมีผู้ติดเชื้อหวัดนับแสนคน และอาจจะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 600 คน

แต่ถ้ารับมือไม่ดียอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งไปอีก 1 เท่าตัวคือ 1,200 คน!!!

พร้อมกันนี้มีการร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ เกี่ยวกับ "หน้ากากอนามัย" ว่ากำลังกลายเป็น "เสนียด" ของคนกลุ่มหนึ่ง

เมื่อมีการร้องทุกข์ว่าผู้ให้บริการรถสาธารณะบางคน แสดงความรังเกียจคนที่ใช้หน้ากากอนามัย ปฏิเสธที่จะรับขึ้นรถ

หรือคนขับรถแท็กซี่บางคนก็ถูกเมินจากผู้โดยสารที่โบกเรียก หากเห็นคนขับสวมหน้ากากอันนี้

ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเพราะความเข้าใจผิดคิดว่า คนที่สวมหน้ากากอนามัยคือผู้ติดเชื้อ

รัฐบาลนอกจากจะรณรงค์ในเรื่องการป้องกันตัวแล้ว ยังควรเร่งทำความเข้าใจว่าผู้ที่สวมหน้ากากอนามัยเป็นบุคคลที่น่ายกย่อง และเป็นสิ่งที่ควรทำตามอย่างยิ่ง

สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องหวัด 2009 หรือต้องการรู้วิธีรับมือ-ป้องกัน และความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในภาวะเช่นนี้ แนะนำให้แวะไปร่วมงาน "มติชนเฮลท์แคร์" ระหว่างวันที่ 16-19 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โซนซี และโซนพลาซ่า

นอกจากหัวข้อใหญ่คือหวัด 2009 แล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง และรับมือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกเพียบ

ที่สำคัญฟรีทุกอย่าง

กษิตกับวิกฤติการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

การเมืองร้อนในสัปดาห์นี้ คงไม่พ้นเรื่องของ คุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศที่มีกระแสกดดันจากสังคมดังขึ้นทุกที เพราะ ฉะนั้นการโอบอุ้มคุณกษิต เอาไว้ คงไม่ต่างอะไรจากอุ้มเผือกร้อน คนอุ้มจะทนได้นานแค่ไหน ยังเดาใจไม่ถูก

คุณธรรมและจริยธรรมก็เอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้

ขึ้นอยู่กับตัวคุณกษิตเอง ว่าจะยึดบรรทัดฐานแค่ไหน มองในด้านความไม่เหมาะสมและถูกต้อง ไม่เฉพาะกรณีตกเป็นผู้ต้องหาคดีปิดสนามบินเท่านั้น แต่คุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ก็ไม่น่าจะมองข้าม

ประกอบกับมีข่าว นายทหารชื่อย่อ 3 ป. กดดันให้คุณกษิต พิจารณาตัวเอง แม้จะเป็นแค่ข่าวเท่านั้น แต่คุณกษิตก็ลมออกหู จะจริงจะเท็จอย่างไร คุณกษิตก็คงรู้ตื้นลึกหนาบางพอสมควร ไม่ อย่างนั้นคงไม่เดือด

ก็ให้นึกถึงตอนที่คุณกษิตไปพูดเอาไว้ในต่างประเทศพาดพิง บางประเทศที่ให้การต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คุณกษิตเยาะเย้ยว่า เป็นประเทศที่มีการเลือกตั้งแต่ไม่เป็นประชาธิปไตย

กับกรณี 3 ป. ก็คงทำให้คุณกษิตอึ้ง

ความจริงผมติดอยู่ที่ปากตั้งแต่ฟังคุณกษิตให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ ไปใหม่ๆแล้ว จะติงว่าถ้าถูกย้อนเอาบ้างว่า ประเทศไทยก็มีการเลือกตั้ง ไม่เห็นมีประชาธิปไตยจะทำอย่างไร ในฐานะ รมว.ต่างประเทศควรพูดหรือไม่

เอาเถอะ สุภาษิตจีนที่ว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา คงจะ ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เมื่อมาคิดกันเล่นๆว่า ระบบเส้นสาย ที่เคยใช้มา ตั้งแต่มีการยึดอำนาจ ชักจะทะแม่งชอบกล

มีรายการเส้นทับเส้นเกิดขึ้น

จริงอยู่คุณกษิตภาพจะเป็นสีเหลืองก็ตาม แต่อีกมุมหนึ่งคุณกษิต ก็ศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ดั่งเดิม แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะประชาธิปัตย์สายไหน จะสายนายกฯอภิสิทธิ์ หรือสายคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือเปล่า

ที่มีเค้ารางมาตั้งแต่การมุ่งสังหารแกนนำพันธมิตรฯจนถึงออก หมายจับพันธมิตรฯคดี ก่อการร้ายปิดสนามบิน ตั้งแต่พันธมิตรฯออกมา อัดคนในรัฐบาลและผู้มีอำนาจ ระยะหลังยังวิพากษ์รัฐบาลชนิดไม่เลี้ยง

บ้างก็ว่า เป็นแผนลับ ลวง พราง แต่ผมว่าไม่ใช่ อาการปีนเกลียวอย่างนี้ คอการเมือง มองว่าเป็นเพราะผลประโยชน์และแนวคิดขัดกันอย่างรุนแรง

หรืออย่างที่ผมเคยเกริ่นว่าการที่พันธมิตรฯจัดตั้งพรรคการเมือง ย่อมเป็นตลาดเดียวกับประชาธิปัตย์ เสือสองตัวย่อมอยู่ถ้ำเดียว กันไม่ได้ ก็ยังเป็นสัจธรรม

การก้าวย่างของคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง บีบให้ ประชาธิปัตย์ จนตรอก ต้องหวานอมขมกลืนอยู่กับสีน้ำเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่อย่างนั้น คุณอภิสิทธิ์คงไม่ร้องว่าถูกกระหนาบซ้ายกระหนาบขวา

จับตาวิกฤติการเมืองจะขยายวงจรอุบาทว์ไปอีกขั้น ทหารที่เคยออกมาแสดงบทบาททางการเมืองในอดีตไว้อย่างไร ก็ต้องยึดเป็นมาตรฐาน กรณีคุณกษิตจะเป็นบวกเป็นลบกับประเทศ คุณอภิสิทธิ์ต้องตีโจทย์ให้แตก.

หมัดเหล็ก

ยักษ์ยังล้ม

ที่มา ไทยรัฐ

มาอีกระลอกที่จะกระหน่ำเสถียรภาพรัฐบาล โดยเฉพาะแกนนำอย่างประชาธิปัตย์ เมื่อ กกต.จะมีการพิจารณาและคงจะลงมติได้หลังจากที่เลื่อนเวลามาระยะหนึ่ง ล็อกนี้เป็น 28 ส.ส.ประชาธิปัตย์ซึ่งถือหุ้นบริษัทได้สัมปทานจากรัฐ

มีทั้ง ส.ส.และรัฐมนตรี จะกี่คนก็ตามขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต.ซึ่งมีบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณี 16 วุฒิสมาชิก ที่ถือหุ้นบริษัทสัมปทานรัฐโดยมีการระบุรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่อยู่ข่ายสัมปทานรัฐจำนวน 14 บริษัท

ปรากฏว่า 28 ส.ส.ที่ถูกข้อกล่าวหาก็ถือหุ้นใน 14 บริษัทนี้เป็นส่วนใหญ่ เรียกว่าไม่ต้องพิจารณาอะไรกันมาก เนื่องจากมีตัวอย่างสดๆร้อนๆให้เห็นมาแล้ว

ถ้า กกต.ชี้ว่าไม่ผิดนั่นแหละยุ่งแน่...2 มาตรฐานแน่

และยังเหลืออีกล็อกใหญ่ล็อกหนึ่งซึ่งจะมีทั้ง ส.ส.และ ส.ว.จำนวน 44 คน ที่เข้าข่ายเดียวกัน คงต้องรอให้มีการพิจารณาอีกระยะหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ 16 ส.ว.ที่ถูก กกต.พิจารณาให้พ้นจากสมาชิกภาพ ไปแล้ว ปรากฏว่ามีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านด้วยต่างเหตุต่างผล ซึ่ง ก็จะต้องรอการชี้ขาดสุดท้ายจากศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความว่าการถือหุ้น ดังกล่าว ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตีความว่าบริษัทใดที่เข้าข่ายเป็นหุ้นสัมปทานต้องห้าม

แต่ถ้าว่ากันตาม "เจตนา" แล้วคงดิ้นหลุดยาก แต่การชี้ว่าบริษัทไหนสัมปทานหรือไม่สัมปทานก็สำคัญ เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่ง

ว่ากันตามจริงแล้วทั้ง ส.ส.-ส.ว.หรือผู้คิดจะเล่นการเมืองไม่

ไปถือหุ้นลักษณะนี้ก็จบ เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดปัญหา อย่ามาอ้างว่าปรึกษาพวกหัวหมอแล้ว คิดว่าน้อยไม่มีปัญหา เป็นนักการเมืองหน้าใหม่เลยผิดพลาด ลองดี เสียดายผลประโยชน์ โยกย้ายไม่ทันหรือจะอะไรก็ตาม

เริ่มต้นเป็นนักการเมืองอย่าโกหกตัวเอง

กฎหมายในลักษณะนี้ถือว่าเป็นกติกาสังคมที่ดีและจะช่วยกำกับพฤติการณ์การเมืองของนักการเมืองทั้งเลือกตั้งและลากตั้ง อย่างน้อยก็พอจะปลิ้นไส้นักการเมืองได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีการซ่อนเร้น อำพรางฝากคนใช้ ให้คนขับรถ เลขานุการถือหุ้นแทนบ้างก็ตาม

แม้จะเล็ดลอดไปได้บ้างแต่ก็ควบคุมได้ระดับหนึ่ง ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นเพราะสังคมโลกทุกวันนี้มันสามารถจับเส้นทางการเงินได้พอสมควร ด้วยเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบความโปร่งใสเข้มข้นขึ้น

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในประเทศใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกาก็มาจากเหตุเดียวกับต้มยำกุ้งในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เล่นเอาประเทศเกิดปัญหาลากยาวมาหลายปี นั่นจะเห็นว่าเจ้าของ ผู้บริหารสถาบันการเงินโกงกินกันอย่างสนุกสนาน ด้วยเม็ดเงินมหาศาล

สหรัฐฯซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต้องหันกลับมาทบทวนกันใหม่ทั้งระบบ เพราะขืนปล่อยให้ผู้บริหารสถาบันการเงินดำเนินการไปด้วยความโลภ ไร้ระบบ กฎ กติกาที่เข้มงวดจะเป็นช่องทาง ให้เกิดเหตุนี้ขึ้นมาอีกได้

และเป็นเรื่องที่ทำลายระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ลดความน่าเชื่อถือ ในฐานะประเทศอันดับ 1 แม้กระทั่งเงินดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งถือว่าเป็นสกุลเงินที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องให้การยอมรับ อัตราแลกเปลี่ยนต้องเอาเงินดอลลาร์เป็นสกุลหลัก เงินทุนสำรองของทุกประเทศก็ต้องเป็น "ดอลลาร์"

เมื่อเกิดเหตุครั้งนี้ มีหลายประเทศเริ่มที่จะลดความสำคัญต่อดอลลาร์ และจะหันมาเอาเงินสกุลของตัวเองเป็นมาตรฐานแทน จีนกำลังมีความพยายามที่จะให้ "หยวน" มาแทนที่ดอลลาร์ เพื่อความมั่นคง และสร้างเครดิตให้สกุลเงินด้วย

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ ทำให้สหรัฐฯเสียหายหลายอย่าง โดยเฉพาะความเป็นผู้นำโลกกำลังถูกท้าทาย เช่นเดียวกับเมืองไทยที่การทุจริตคอรัปชันทำให้การเมืองไทยต้องติดหล่มและขัดแย้ง

สู้กันเพราะเรื่องโกงกินนี่แหละครับ...

"สายล่อฟ้า"

แม้วโฟนอินอุดรฯ สอนรัฐบาล ออกวิทยุชุมชน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19282

ชี้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเครื่องคิดเลข ไม่ได้ใช้สมอง เลยมีแต่กู้-ขึ้นภาษี ที่ถูกคือต้องหาวิธีเพิ่มรายได้-ลดรายจ่ายให้คน และเน้นทำบัญชีครัวเรือน ปากหวานอุดรฯ เป็นเมืองหลวงของเสื้อแดง..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (13 ก.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) เข้ามายังโทรศัพท์มือถือของนายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ขณะจัดรายการอยู่ที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร คลื่น 97.5 หนองเหล็ก ซ.9 เขตเทศบาลนครอุดรธานี เพื่อออกอากาศสดในรายการ นอกจากนี้ ทางคลื่นชมรมคนรักอุดร ยังได้กระจายเสียงผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพื่อให้สถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงของจังหวัดต่างๆ ดึงสัญญาณถ่ายทอดสดออกอากาศพร้อมกันทั่วประเทศอีกด้วย โดยมีสมาชิกชมรมคนรักอุดร มารอฟังการโฟนอินที่สถานีกว่า 200 คน

โดยการจัดรายการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ครั้งนี้ เป็นลักษณะการตอบคำถามจากนายขวัญชัย เกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลในหลายๆ ประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง เรื่องของนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข ปัญหายาเสพติด ปัญหาชายแดนภาคใต้ กรณีปราสาทพระวิหาร เงินกองทุนหมู่บ้าน สินค้าโอทอป และการแก้ไขปัญหาโรคไข้หวัดใหญ่ 2009

ทั้งนี้ ช่วงหนึ่งนายขวัญชัย ถามถึงการสมานฉันท์ของประชาชนคนไทย ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี ตอบว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะให้คนไทยหันมาสมานฉันท์กัน ตราบใดที่อีกฝ่ายหนึ่งยังมองว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นศัตรู อีกฝ่ายหนึ่งมุ่งปองร้ายตน ทุกฝ่ายต้องมีการปรับความเข้าใจกัน และกล่าวถึงการกู้เงิน 8 แสนล้านบาทของรัฐบาล ว่า ต้องย้อนไปเมื่อครั้งก่อนสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์กู้เงินกองทุนมิยาซาว่ามาแล้วก็ใช้กันอย่างไม่มีสติปัญญา จนเกิดปัญหา มาครั้งนี้ก็กู้อีก คงไม่เป็นเรื่องแปลกอะไร เพราะเคยทำมาแล้ว การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการกู้เงินนั้นเห็นชอบด้วย แต่การกู้มาก็จะต้องมีเป้าหมายว่าจะเอามาทำอะไร เช่น การทำธุรกิจเมื่อไปขอกู้ธนาคารเพื่อเอามาจ่ายเงินเดือน ก็คงไม่มีใครให้

ส่วนการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการขึ้นภาษีนั้น อดีตนายกรัฐมนตรี มองว่า เป็นการแก้ปัญหาด้วยการยัดเยียดให้ประชาชน ไม่ใช่เป็นการช่วยเหลือประชาชน เป็นการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยเครื่องคิดเลข แต่ไม่ได้ใช้สมองในการแก้ไข วิธีการแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือการที่จะหาวิธีเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้ประชาชน โดยเฉพาะการทำบัญชีครัวเรือนของประชาชน เพื่อที่จะได้รู้ว่ารายจ่ายอะไรที่ควรที่ต้องตัดออกไป เช่น ค่าเหล้า ค่าบุหรี่ แต่ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่ายด้วยการตัดหัว ตัดหาง

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึงนายกษิต ต่อกรณีปราสาทพระวิหารว่า ไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่เอาปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ มาเล่นเป็นการเล่นการเมืองในประเทศ เพราะปัญหาระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีแต่พยายามสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกัน และว่า ขณะนี้ประเทศไทยขาดความน่าเชื่อถือ 2-3 อย่างคือ 1. ระดับปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่สามารถสร้างความปรองดองในชาติได้ ซึ่งเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก 2. ความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล ที่มาจากการปฏิวัติเงียบ และ 3. ระบบสองมาตรฐาน ซึ่งทั้งหมดเป็นสาเหตุของการไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาลงทุน การกระทำของรัฐบาลขณะนี้เหมือนกับวัวพันหลัก พร้อมกับแนะให้รัฐบาลนี้ หายใจลึกๆ ตั้งหลักใหม่ อย่าได้ไปยึดติดกับของเก่าๆ

ในช่วงท้ายของการจัดรายการ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวถึงคนเสื้อแดงทั่วประเทศ ว่า ในการบริหารบ้านเมืองในขณะนี้ หากบ้านเมืองยังไร้ซึ่งความยุติธรรม สื่อมวลชนยังไร้ซึ่งความเป็นกลาง ก็ยากที่ความสามัคคีในชาติจะเกิด เสื้อแดงของเราไม่ใช่เป็นคนก้าวร้าว เราเป็นม็อบไม่มีเส้น เราต้องระมัดระวังในการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะเขาหาเรื่องเราทุกเรื่อง เสื้อแดงเราขึ้นเวทีเขาก็ออกหมายจับ แต่อีกฝ่ายขึ้นเวทีพร้อมยึดสนามบิน เขาออกหมายเรียก เห็นได้ชัดเจนถึงเรื่องสองมาตรฐาน คนเสื้อแดงเราต้องทำตามวัฒนธรรมของเรา คือ ไม่ก้าวร้าว ขอให้เรารวมตัวกันให้เข้มแข็ง หากมีการเลือกตั้ง พวกเราต้องแสดงพลังเหมือนการเลือกตั้งที่ จ.สกลนคร และศรีษะเกษ ก็จะเปลี่ยนทิศทางประเทศได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่จะจบการโฟนอิน พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ตนมีพันธะผูกพันกับชมรมคนรักอุดร โดย จ.อุดรธานี เหมือนกับเมืองหลวงของคนเสื้อแดง หากมีโอกาสกลับมาประเทศไทย และจะมาซื้อที่ดินปลูกบ้านอยู่ที่ จ.อุดรธานี พร้อมกับพูดปนหัวเราะว่า "แล้วจะให้คุณอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ไปอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์" โดยใช้เวลาโฟนอินทั้งสิ้น 1 ชั่วโมงเต็ม

ด้านนายขวัญชัย กล่าวว่า การจัดรายการให้อดีตนายกฯ โฟนอินแบบนี้ คงต้องประเมินสถานการณ์ก่อนว่า หลังจากออกอากาศวันนี้ จะมีผลสะท้อนกลับมาอย่างไรบ้าง ขณะที่ตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็บอกว่า นานๆ จัดรายการแบบนี้สักครั้ง อาจจะไม่ทุกวันจันทร์ แต่คงต้องดูสถานการณ์ที่เหมาะสม

กษิต ภิรมย์

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทหารจะกดดัน กษิต ภิรมย์ ให้ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศหรือไม่ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นได้มากที่สุดก็แค่ “ข่าวลือ”จึงไม่น่าแปลกใจอะไร กับการที่ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ ออกมาแสดงอาการหงุดหงิด เมื่อถูกนักข่าวถามถึงเรื่องนี้หงุดหงิดถึงขนาดหลุดปากออกมาว่า“ไม่มี!! ทางกองทัพไม่เคยกดดันในเรื่องนี้ขอให้ถามคำถามอื่นดีกว่า เพราะกองทัพไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง!”กองทัพจะไม่ยุ่ง? หรือเคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองหรือไม่? พูดไปก็แค่นั้น เพราะคนไทยทั่วไปต่างรู้กันเต็มอกว่า รัฐบาลคณะนี้มีที่มาอย่างไร??ใครเป็นตัวตั้งตัวตีในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ทำให้ฝันของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นจริงขึ้นมาได้ปัญหาของ กษิต ภิรมย์ จึงเป็นปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์เอง เพราะทางพรรคหรือทางรัฐบาลต้องพิสูจน์ให้คนทั่วไปเห็นว่า พรรคไม่ได้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของพันธมิตรฯกษิต ภิรมย์ เคยขึ้นเวทีพันธมิตรฯ มาก่อน และหลายครั้งโดยเฉพาะตอน ยึดสนามบินสุวรรณภูมิดังนั้น

การที่ประชาชนจะตั้งข้อกังขาว่ารัฐมนตรีกษิตมีส่วนเป็นไปตามข้อกล่าวหาของตำรวจหรือไม่?จึงเป็นเรื่องที่คุณกษิตจะต้องแจกแจงต่อสังคมให้ดีกว่านี้ประชาธิปัตย์เองก็หนักใจกับการเมินเฉยต่อการปฏิบัติตามกฎเหล็ก “ข้อที่ 9” ของ “กฎเหล็ก 9ข้อ” ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาให้สัจวาจา และเป็นการยืนยันในการกำกับดูแล ครม.ชุดนี้ มันมีน้ำหนักพอที่จะทำให้ประชาชนมองรัฐบาลมาร์คด้วยสายตาอย่างไร??ผมจึงเชื่อว่าหลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนและประเทศคู่เจรจา ระหว่างวันที่ 17-24กรกฎาคมนี้แล้ว นายกรัฐมนตรีคงมีการดำเนินการที่จะให้ กษิต ภิรมย์ ลาออกตามหลักการหรือทฤษฎีการสละแขนขาเพื่อรักษาชีวิตอย่างที่ชอบประพฤติปฏิบัติกษิต ภิรมย์ เอง ต้องทำใจกับคำว่า “การเมือง”อำนาจวาสนาที่มากับการเมืองนั้น มันหดได้ยืดได้ภายในพริบตาภารกิจ “ไล่ล่าทักษิณ” ที่ กษิต ภิรมย์ หวังจะเป็นคุณสมบัติพิเศษในการทำหน้าที่ รมว.ของเขาก็คงจบลงด้วยเช่นกันถึงวันนั้น? กษิตคงกลายเป็นอดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่นั่งบนเก้าอี้ตัวนานแค่ 6 เดือน!!ทั้งสิ้นทั้งปวงเพราะเขาเองรู้จัก “ประชาธิปัตย์”แต่เพียงผิวเผิน!! ■

เงื่อน

ที่มา บางกอกทูเดย์

เรื่องเดียวกัน..คำถามเดียวกัน..แต่มันอธิบายได้..ใครมีอะไรแค่ไหน..กับคำตอบอย่างเรื่อง ทักษิณ ชินวัตร บินเข้ามาเลเซีย..แล้วไปฟิจิ..กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า..อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ใช้ชื่อปลอมในการเดินทางทั้งในการเข้าประเทศมาเลเซียและฟิจิก็ต้องถามว่า..เป็นไปได้หรือเป็นไปได้หรือ..เครื่องบิน 1 ลำที่บินเข้ามาจอดในประเทศมาเลเซีย..แน่นอนว่า..เขาจะต้องรู้ดีว่าเครื่องบินชนิดนั้นเป็นเครื่องบินชนิดใด..ใครเป็นเจ้าของ ใครเป็นผู้โดยสาร..มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเข้ามาเพื่ออะไร จะกลับออกไปเมื่อไหร่..เครื่องบินของทักษิณ..บินเข้ามาในประเทศมาเลเซีย..และเขาไม่ห้าม ไม่จับกุม แถมยังให้บินขึ้นบินลงได้..มันอธิบายได้อย่างเดียวเขาไม่ยอมรับสภาพของนักโทษหนีคุกของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ..เมื่อบินเข้าไปยังฟิจิ..ข่าวว่าทักษิณ..ปลอมชื่อเข้าไปเช่นกัน แต่ที่ฟิจินั้น..อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยได้พบกับผู้นำของประเทศฟิจิ..ข่าวว่ามีการหารือกันในเรื่องการลงทุนจำนวนหลายล้านเหรียญสหรัฐฯ..ก่อนที่จะบินกลับคงไม่มีคนบ้าคนใด..ปลอมชื่อแล้วใช้เครื่องบินส่วนตัวบินลงไปจอดในประเทศใดประเทศหนึ่ง..เพราะมันเสี่ยงต่อการเป็นผู้ต้องหา..และเครื่องบินมันไม่ใช่เรือ..จะบินขึ้นบินลงนั้นมันต้องมีหอบังคับการนำทางแต่มันแสดงให้เห็นว่า..ทั้งฟิจิ ทั้งมาเลเซีย..ยังยอมรับในความเป็นนายกรัฐมนตรีของ ทักษิณชินวัตร..และไม่ยอมรับฐานะ..อาชญากรที่ประเทศไทยกำลังไล่ล่าถึงวันนี้..ทักษิณ ชินวัตร..บินกลับเข้าไปในดูไบ..รัฐมนตรีต่างประเทศเคยกล่าวว่า..ทักษิณชินวัตร หลบๆ ซ่อนๆ และประเทศเหล่านั้นไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน..ถ้าท่านพูดจริง..ท่านก็กำลังโกหกคนไทยทั้งประเทศบินเข้าได้บินออกได้และบินกลับเข้าไปใหม่ได้..แปลไทยเป็นไทย..ดูไบดูแลทักษิณ..แปลไทยเป็นไทย..เขาเชื่ออย่างที่เขาเชื่อ..เขาไม่ได้เชื่ออย่างที่พวกคุณอยากให้เขาเชื่อ ■

รัฐบาลอ่อนหัด มีสิทธิ์ปิดประเทศ!!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

การที่มีผู้เชี่ยวชาญหลายต่อหลายคนออกมาคาดการณ์ว่าหากรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรียังแก้ไขปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แบบเรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง นกบินเฉียงกันเป็นหมู่คือ เลือกที่จะหาเสียงสร้างภาพมากกว่าที่จะทำงานจริงๆ จังๆสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 จะรุนแรงและเลวร้ายมากจะมีคนติดเชื้อมากถึง 20 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตนับพันๆ คนไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องเกมการเมือง และไม่ใช่เรื่องประจานรัฐบาลแต่เป็นเรื่องความเป็นความตายของชีวิตคนไทยผู้บริสุทธิ์ทั่วประเทศรัฐบาลจะกล้าเสี่ยงหรือ...นายอภิสิทธิ์จะรับผิดชอบได้อย่างไร...เป็นคำถามที่เกิดขึ้นระงมไปหมดแล้วทั้งสังคมไทยในเวลานี้การไม่เห็นผลงานในเรื่องอื่นๆ จะเป็นเรื่องความปรองดองสมานฉันท์ จะเป็นเรื่องความล้มเหลวในการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือแม้กระทั่งเรื่องการใช้นโยบายประชานิยมแล้วแจกเงินไม่เป็นโล้เป็นพายผลงานเหล่านี้มองไม่เห็นหรือว่าล้มเหลว ยังพอที่สังคมจะให้อภัยกันได้แต่ผลงานเรื่องควบคุมและแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009

หากล้มเหลวผิดพลาด...ก็ไม่สมควรเป็นรัฐบาลแล้วไล่มาตั้งแต่หัวหน้าคณะรัฐบาลและรัฐมนตรีทุกคน จะต้องแสดงสปิริตทางการเมืองในอดีตซามูไรที่มีศักดิ์ศรีและหยิ่งในเกียรติ จะกระทำพิธีฮาราคีรีตนเองในทันที หากงานที่ได้รับมอบหมายผิดพลาดล้มเหลวจะเป็นการเสียสละชีวิตที่เป็นการแสดงสปิริตที่มีเกียรติยศสูงสุด ได้รับการยกย่องและจดจำ...ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองในยุคปัจจุบันควรจะต้องยึดเป็นแนวคิดในการเสียสละเป็นอย่างยิ่ง...ทำไม่ได้ก็ควรจะฮาราคีรีตำแหน่งลุกจากเก้าอี้ไปให้พ้นๆเพื่อให้คนที่มีความสามารถเข้ามาทำแทนไม่ใช่มานั่งตะแบงหน้าด้านกันไปวันๆ...ไม่ลาออกเพราะต้องการพิสูจน์ตัวก่อนแล้วเคยถามบ้างหรือไม่ว่า ประเทศชาติจะเสียหายไปอีกเท่าไรกันซึ่งความรุนแรงของปัญหา ณ วันนี้ ความคืบหน้าสถานการณ์ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ของไทย ตั้งแต่วันที่28 เม.ย.-13 ก.ค.2552มีผู้ป่วยสะสมทั้งหมด 3,883 ราย และเสียชีวิตแล้วทั้งสิ้น21 รายเฉพาะแค่วันที่ 13 ก.ค.เพียงวันเดียวเท่านั้น ได้รับรายงานผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันผู้ป่วยรายใหม่แล้วอีก 328 รายมีผู้ป่วยอาการหนักต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด 10 รายและมีผู้เสียชีวิตเฉพาะที่ได้รับรายงานวันเดียวรวด 3 รายแรงกดดันแบบนี้ ไม่แปลกเลยที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข จะอดรนทนไม่ไหวต้องออกมาเตือนกันตรงๆ ชัดๆ และแรงๆ เพราะรู้ดีว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ในทุกวันนี้ “ดื้อยา”…ดื้อในคำเตือนทั้งหลายแหล่ไปหมดแล้ว

ในสมองคิดแต่ว่าถูกจ้องเล่นงานทางการเมืองโดยไม่ได้สำเหนียกเลยว่า คำเตือนทั้งหลายนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้ต้องการช่วยรัฐบาลดื้อด้าน แต่ต้องการช่วยประชาชนคนไทยให้พ้นจากความเสี่ยงของไข้หวัดใหญ่ 2009... ต้องการช่วยให้เศรษฐกิจ และธุรกิจ รอดจากวิบัติไข้หวัดใหญ่มหากาฬที่เกิดขึ้นในเวลานี้เช่นเดียวกับที่คุณหญิงสุดารัตน์ออกมาเตือน ก็เพราะเคยมีประสบการณ์ในการแก้ปัญหามาแล้ว ทั้ง โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือรู้จักกันในชื่อ โรคซาร์ส (SARS :Severe Acute Respiratory Syndrome)ซึ่งเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้มีไข้สูง ไอแห้งหอบ หรือหายใจลำบากในตอนนั้นเรียกกันเป็นไข้หวัดมรณะกันเลยทีเดียวเพราะโรคซาร์สก็เกิดจากเชื้อไวรัสเช่นกันโดยมีทั้งไวรัสในกลุ่มโคโรนาไวรัส (Corona Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหวัดธรรมดากับไวรัสอยู่ในกลุ่มพาราไมโซไวรัส (Paramyxo Virus) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหัด คางทูม และโรคติดเชื้อทางเดินหายใจองค์การอนามัยโลกระบุว่า โรคนี้มีต้นกำเนิดมาจากมณฑลกวางตุ้งของประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 พ.ย.2545 ระบาดไปยังฮ่องกงซึ่งการรับมือกับโรคซาร์สที่ระบาดมายังไทยได้อย่างอยู่หมัดนั้น ทำให้องค์การอนามัยโลกนำประเทศไทยไปยกย่องเป็นต้นแบบที่ดีในการรับมือโรคติดต่อร้ายแรงและทำให้เมื่อเกิดปัญหา ไข้หวัดนก (avian influenza) หรือชื่อสามัญ Bird flu ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ชื่อH5N1 พบได้ในสัตว์ปีก โดยพบครั้งแรกในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 ในประเทศอิตาลี เรียกกันว่าไข้หวัดสเปน (Spanish Flu)ระบาดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2460-2461 มีผู้เสียชีวิตทั่วโลก

ประมาณ 20-40 ล้านคนครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ.2500-2501 เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่เอเชีย” (Asian Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ 1-4 ล้านคนและครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2511 เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่ฮ่องกง” (Hong Kong Flu) มีผู้เสียชีวิตทั่วโลกประมาณ1-4 ล้านคนจนมาเกิดในไทยช่วงปี 2547-2548 เป็นการระบาดมาจากเมืองกวางโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นเพราะรัฐบาลขณะนั้นมีประสบการณ์ในการรับมือโรคซาร์สมาแล้ว จึงทำให้รับมือไข้หวัดนกได้ดีดังนั้น เมื่อตอนนี้ไข้หวัดใหญ่ 2009 กำลังอาละวาด เป็นเรื่องที่เดิมพันอยู่กับชีวิตประชาชนและประเทศชาติ รัฐบาลอภิสิทธิ์ควรที่จะลดละทิฐิ อย่าไปคิดว่าแนวทางการรับมือโรคระบาดโรคซาร์สและไข้หวัดนกนั้นเป็นของใครถ้าดี...ถ้าแม้แต่องค์การอนามัยโลกยังเอาไปชม เอาไปยกย่องเป็นประเทศตัวอย่าง...ตอนนี้ก็ควรที่จะนำเอาแนวทางเหล่านั้นมาใช้ไม่ใช่ปล่อยให้มีคนตายพุ่งขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ หรือปล่อยให้มีเด็กนักเรียนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงมากขนาดนี้ เพราะแม้แต่โรงเรียนดังโรงเรียนมีชื่อแถวจุฬาฯ ตอนนี้ก็พูดกันมากแล้วว่ามีเด็กอยู่ในระบบคัดกรองตรวจสอบกว่าครึ่งค่อนห้อง ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่สูงมากและไม่ใช่ปล่อยให้วันนี้ ทั้งเซ็นทรัลเวิลด์ ทั้งสยามพารากอน รวมทั้งโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ตกอยู่ในภาวะเงียบเหงาราวป่าช้า...ลูกค้าหด นักท่องเที่ยวหายจนแล้วจนรอดรัฐบาลก็ไม่ใช้กลไกกระทรวงสาธารณสุขยุคคุณหญิงสุดารัตน์มาแก้ไขปัญหา...ก็อีแค่กลัวเสียหน้ารัฐบาลอภิสิทธิ์เท่านั้นหรือ???

ที่ปล่อยให้ประเทศชาติและประชาชนคนไทยเผชิญกับชะตากรรม ภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการวิบัติ จนอาจถึงขั้นต้องปิดประเทศแม้ว่าทางอธิบดีกรมการแพทย์จะออกมาระบุว่า กรณีประเทศไทยสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ยังอยู่ใน Levelแค่ MILD เท่านั้นยังไม่ถึงขั้น SEVERE!!!แต่คำถามก็คือ แล้วต้องรอให้ถึงระดับ SEVERE ก่อนงั้นหรือ??? รัฐบาลถึงจะรู้ร้อนรู้หนาวมากกว่านี้ต้องให้ประชาชนเสี่ยงก่อนใช่หรือไม่ ถึงจะทำให้นายกฯอยู่กับร่องกับรอยมากกว่านี้ เพราะทุกวันนี้ประชาชนฟังสัมภาษณ์แล้วงง ตกลงว่าเป็นเรื่องที่ยังไม่ต้องซีเรียส หรือว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกอย่างยิ่งแล้วกันแน่กลับไปกลับมาจนประชาชนงงเต็กไปตามๆ กันประเทศที่ใหญ่ๆ ไม่ว่า จีน ญี่ปุ่น หรือแม้แต่เม็กซิโก ต่างเข้มงวดเต็มพิกัดจนเอาอยู่ ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น สบายใจในขณะที่ประเทศไทยยังหละหลวม จนหามาตรการป้องกันไม่ค่อยจะเจอแม้แต่ปิดประเทศก็ยังไม่รู้ว่า จะเอาอยู่หรือไม่แล้วตอนนี้คงเหมือนกับที่โรงเรียนกวดวิชาตั้งคำถามนั่นแหละว่าปิดโรงเรียนกวดวิชา 15 วันรอบนี้ หวังว่าคงไม่สูญเปล่านะ!!!ที่พูดไม่ใช่โรงเรียนกวดวิชาน้อยใจหรือดื้อแพ่ง หากแต่เป็นเพราะมองไม่เห็นมาตรการรองรับที่ชัดเจนที่จะตามมาแต่อย่างใดดังนั้น วันนี้นอกจากต้องการมาตรการรองรับแล้ว สังคมยังอยากเห็นการแสดงความรับผิดชอบจากผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงด้วยนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขน.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ถึงเวลาที่ต้องลาออกเพื่อแสดงสปิริตต่อผู้เสียชีวิตทั้งหมดหรือยังนายเรวัต วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ และม.ล.น.พ.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค สมควรที่จะลุกขึ้นมาทำหน้าที่ โดยไม่หวาดหวั่นต่ออิทธิพลทางการเมืองแล้วหรือไม่ตรงนี้ขอกระตุ้นจิตสำนึกให้คิดเพราะไม่อยากให้ปัญหาไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นเหมือนปัญหา4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เมื่อตายกันมากๆ จนกลายเป็นการตายรายวัน แล้วก็กลายเป็นความเคยชินของรัฐบาลไม่คิดจะแก้ปัญหาอะไรแล้ว เพราะถือว่าประชาชนเคยชินแล้ว...จะเอาอย่างนั้นหรือถึงวินาทีนี้เชื่อเถอะว่า การที่นายอภิสิทธิ์ทุ่มเทกำลังคนอย่างเต็มที่ ใช้คนร่วม 5,000 คน ใส่เสื้อเกราะอ่อน พร้อมเตรียมเฮลิคอปเตอร์บินวนรักษาการณ์และป้องกันภาวะฉุกเฉินนั้นมันไม่ได้ช่วยสร้างภาพบวกให้กับนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลเลยคนที่เก็บเอาไปคุยเขื่องขยายความก็คือ กลุ่มเพื่อนเนวินผู้มากบารมีทั้งหลายเท่านั้นเองแต่ประชาชนได้อะไรกับการกระทำตรงนั้น คิดหรือว่าประชาชนจะชื่นชม??? จะเรียกคะแนนศรัทธาได้???วันนี้คะแนนศรัทธามีรออยู่แล้ว...แค่นำมาตรการที่เคยได้ผลในการรับมือโรคซาร์ส รับมือโรคไข้หวัดนก มาใช้อย่างจริงจังเพราะขืนยังไม่ทำ ไม่มีมาตรการป้องกันที่ดี เกิดในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่ภูเก็ตปลายเดือนนี้หากมีผู้นำรัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านที่มาร่วมประชุมติดไข้หวัดใหญ่ 2009 ขึ้นมาคงได้งามไส้กันแน่ ..ชื่อเสียงประเทศไม่เหลือแน่ถึงวันนี้ระดับของการระบาดที่รัฐบาลอ้างว่า ไม่ Full Attackยังขนาดนี้...แล้วถ้า Full Attack แล้วจะขนาดไหน...อย่าทำร้ายประเทศไทยกันขนาดนี้เลย...เชื่อเถอะ ■

ความเหมือนในความต่าง: “ความขัดแย้งทางชาติพันธุ์” ในซินเกียงและจังหวัดชายแดนภาคใต้

ที่มา ประชาไท

ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมืองอุรุมฉีในเขตปกครองตนเองซินเกียงของจีนกลายเป็นจุดสนใจของทั้งชาวไทยและสังคมโลก หลังเกิดเหตุจลาจลและปะทะนองเลือดระหว่างชนกลุ่มน้อยชาวอุยกูร์กับชาวจีนฮั่น จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่า 184 คนและบาดเจ็บอีกกว่าพันคน<1> ทางการจีนจำต้องเร่งระดมกองกำลังจำนวนมากเข้าไปในพื้นที่เพื่อควบคุมสถานการณ์ ขณะที่ประชาชนหลายพันคนพยายามอพยพออกจากพื้นที่ความรุนแรง การจลาจลและการปะทะกันอย่างรุนแรงดังกล่าวสั่นคลอนมายาคติว่าด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของจีน ที่แม้แต่หน่วยงานภาครัฐของไทย รวมทั้งศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เคยพากันไปศึกษาดูงานเพื่อหวังจะให้เป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยมาแล้ว

หากพิจารณาเปรียบเทียบปรากฏการณ์ในเขตปกครองตนเองซินเกียงกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยย่อมเห็นได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นไม่ได้มีสาเหตุโดยตรงมาจากความแตกต่างของผู้คนในพื้นที่ ทว่าเป็นผลมาจากปมเหตุในระดับโครงสร้างซึ่งถูกทำให้เข้มข้นชัดเจนขึ้นเพราะความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนาและความเข้าใจทางประวัติศาสตร์<2>
อันที่จริงความขัดแย้งระหว่างจีนและชาวมุสลิมในซินเกียงไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นปัญหาที่มีรากเหง้าหยั่งลึกในเชิงประวัติศาสตร์ ไม่ต่างกันกับปัญหาความขัดแย้งรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย กล่าวคือ ซินเกียงเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณมาตั้งแต่เมื่อสองพันปีก่อน อีกทั้งยังเคยมีความเจริญสูงสุดทางด้านเศรษฐกิจและเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมอิสลามในแถบนี้ บรรดาสุลต่านแห่งนครทั้งหลายพากันเรียกขานดินแดนแห่งนี้ของพวกเขาว่า “เตอร์กิสถานตะวันออก” ทว่าในศตวรรษที่ 18 จีนแข่งขันกับรัสเซียแผ่ขยายอิทธิพลในเอเชียกลาง จึงมีนโยบายเพิ่มความเข้มข้นในการปกครองซินเกียง เส้นเขตแดนระหว่างประเทศถูกเขียนขึ้นล้อมอาณาจักรจีน ตัดขาดชาวมุสลิมในซินเกียงกับมุสลิมในเอเชียกลางและอำนาจปกครองถูกรวบไปรวมศูนย์อยู่ที่กรุงปักกิ่ง<3> ขณะที่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของนครปัตตานีเกิดขึ้นพร้อมกับกำเนิดของรัฐชาติสมัยใหม่เมื่อสยามปฏิรูปการปกครองแผ่นดินด้วยการรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง อีกทั้งการลงนามในสนธิสัญญา Anglo-Siamese Treaty เมื่อ พ.ศ.2452 ก็ส่งผลให้ดินแดนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นอาณาจักรปัตตานีถูกแยกออกเป็นสองส่วน ด้านเหนือกลายเป็นภาคใต้ของรัฐสยามและด้านใต้ตกอยู่ใต้บังคับบัญชาของบริติช มลายา<4>
อาจกล่าวได้ว่าเส้นอาณาเขตความเป็นรัฐที่ขีดแบ่งแยกลงบน “ความเป็นชาติ” นี้นำไปสู่การมองประวัติศาสตร์ได้จากสองมุม กล่าวคือ จากทัศนะของศูนย์อำนาจเช่นปักกิ่งและกรุงเทพ ประวัติศาสตร์ของซินเกียงและปัตตานีเป็นประวัติศาสตร์ของการขบถ ทว่าหากมองประวัติศาสตร์เดียวกันนี้จากมุมมองของกลุ่มชนชายขอบย่อมจะมองเห็นเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู่เพื่อความเป็นอิสระและพิทักษ์รักษาอัตลักษณ์ของตน
นอกจากนี้ ขณะที่คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ (กอส.) วินิจฉัยเหตุของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่าเป็นผลส่วนหนึ่งมาจากเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง อันได้แก่ ความไม่เป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมและลักษณะการปกครอง ปัญหาความอ่อนแอทางเศรษฐกิจและการแย่งชิงทรัพยากร รวมทั้งปัญหาอันเนื่องมาจากการจัดการศึกษาในท้องถิ่น<5> งานศึกษาเกี่ยวกับเขตปกครองตนเองซินเกียงก็สะท้อนให้เห็นบทสรุปที่คล้ายคลึงกัน กล่าวคือ นับแต่อดีต จีนส่งขุนนางจากปักกิ่งไปปกครองซินเกียงแทนชาวมุสลิม ทางหนึ่งก็เพื่อลงโทษขุนนางเหล่านั้นให้ไปลำบากในแดนไกล ทว่าการอยู่ห่างไกลเมืองหลวงกลับยิ่งเปิดช่องให้ขุนนางพวกนี้กดขี่ประชาชน ขูดรีด ทุจริต ไม่เคารพต่อประเพณีมุสลิมและสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คน เป็นเหตุให้ชาวมุสลิมเกลียดชังรัฐบาลจีนและก่อเหตุรุนแรงต่อต้านทางการนับครั้งไม่ถ้วน<6> แม้ต่อมารัฐบาลจีนจะพยายามลดแรงกดดันด้วยการประกาศให้ซินเกียงเป็นเขตปกครองตนเองในปี 2498 โดยตั้งนครอุรุมฉีเป็นศูนย์กลาง ทว่าในทางปฏิบัติก็ยังคงใช้ความเด็ดขาดในการปกครองและควบคุมชาวมุสลิมอย่างเข้มงวด<7> อีกนัยหนึ่ง แม้ชาวอุยกูร์จะดำรงตำแหน่งผู้ปกครองสูงสุดของซินเกียงในปัจจุบัน หากอำนาจการปกครองที่แท้จริงกลับอยู่ในมือของเลขาธิการท้องถิ่นจากพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งเป็นชาวจีนฮั่น<8>
ในด้านเศรษฐกิจ ซินเกียงเป็นที่ตั้งของแอ่งทาริมซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ที่สุดของจีน ทว่าประชาชนจำนวนมากในพื้นที่ก็ยังคงดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความยากจน ถึงแม้รัฐบาลจีนจะพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการบรรจุแผนพัฒนาซินเกียงในแผนพัฒนาประเทศปี 2539 ทว่าการกระจายโอกาสให้กับประชาชนก็ยังคงเป็นไปอย่างไม่ทั่วถึงเพราะปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่<9> โอกาสงานและความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจมักตกอยู่กับกลุ่มชาวจีนฮั่นที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในซินเกียงโดยการสนับสนุนของรัฐบาลจีน และสามารถสื่อสารภาษาจีนได้ดีกว่า<10> ขณะที่ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ยังปรับตัวไม่ได้และมีฐานะยากจน ไม่มีงานทำและด้อยโอกาสทางการศึกษา การพัฒนาโดยรัฐบาลจีนจึงกลายเป็นสิ่งที่เพิ่มช่องว่างและความแตกต่างระหว่างผู้คนมากยิ่งขึ้น ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากความอ่อนแอของเศรษฐกิจท้องถิ่นที่เป็นผลมาจากความตกต่ำในภาคเกษตรทำให้จังหวัดชายแดนภาคใต้จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของบรรดาเขตปกครองที่มีสัดส่วนคนจนมากที่สุดในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของจำนวน “หมู่บ้านสีแดง” ในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางทรัพยากรสูง เป็นไปได้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งทางทรัพยากรไม่มากก็น้อย<11>
นอกจากนี้ อาจกล่าวได้ว่าการดำเนินนโยบายด้านการศึกษาและวัฒนธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนแทบไม่แตกต่างจากนโยบาย “รัฐนิยม” ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวคือ มีการสั่งห้ามสอนภาษาเตอร์กให้แก่เยาวชนอุยกูร์ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีและบังคับให้ใช้ภาษาจีนในระบบการศึกษา อีกทั้งยังประกาศให้ศาสนาอิสลามเป็นสิ่งต้องห้าม มัสยิดถูกทำลายหรือไม่ก็เปลี่ยนเป็นพิพิธภัณฑ์ ห้ามไม่ให้แต่งกายในชุดแบบมุสลิมหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นชนชาติอุยกูร์ อีกทั้งยังเปลี่ยนชื่อโบราณสถานต่างๆ ในซินเกียงเป็นภาษาจีนซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะลบร่องรอยทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น<12>

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ความขุ่นเคืองและการลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลจีนของชาวอุยกูร์นับตั้งแต่อดีต ทว่ากลับถูกปราบปรามอย่างรุนแรงจากรัฐบาลจีน ทำให้ชาวมุสลิมล้มตายเป็นจำนวนมาก ยิ่งส่งผลให้คนหนุ่มที่สิ้นหวังจำนวนมากหันเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายเพื่อมุ่งตอบโต้โดยใช้ความรุนแรง นับตั้งแต่การวางระเบิดสถานที่ราชการและสถานีรถโดยสาร การลอบสังหารเจ้าหน้าที่รัฐ การบุกโจมตีที่ทำการเทศบาลและสถานีตำรวจ ไปจนถึงการเผาโรงงานที่เป็นวิสาหกิจของรัฐและกลุ่มทุนเอกชนชาวจีน
<13> ทั้งหมดนี้หมายความว่า นโยบายที่เน้นการใช้ความรุนแรงปราบปรามและกดขี่อัตลักษณ์ของผู้คนในท้องถิ่นมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายรุนแรงมากขึ้นไปอีก กระทั่งการศึกษาบางชิ้นเกี่ยวกับซินเกียงระบุว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีแนวโน้มจะปะทุขึ้นก่อนหน้านี้มานานแล้ว<14>
ในทางหนึ่งการลุกฮือขึ้นต่อสู้และแก้แค้นกันเองระหว่างชาวมุสลิมอุยกูร์และชาวจีนฮั่นสะท้อนให้เห็นถึงความไม่ไว้วางใจในประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐจากประชาชนทั้งสองฝ่าย บทวิเคราะห์แนวโน้มความรุนแรงที่ กอส. เคยนำเสนอไว้ในบริบทของจังหวัดชายแดนภาคใต้อาจกำลังกลายเป็นแนวโน้มที่น่ากังวลไม่แพ้กันสำหรับสถานการณ์ในซินเกียงปัจจุบัน กล่าวคือ ความขุ่นเคืองและความรุนแรงที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอำนาจรัฐที่ไม่เป็นธรรมยิ่งส่งผลให้ผู้คนต่างวัฒนธรรมหวาดระแวงกัน มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูและแยกห่างจากกันมากขึ้นทุกที<15>
ภาพการเดินขบวนตามท้องถนนของชาวจีนฮั่นและชาวมุสลิมอุยกูร์นับร้อยพร้อมอาวุธที่พอจะจัดหากันได้เองเพื่อมุ่งล้างแค้นกันและกันอาจไม่ต่างจากปรากฏการณ์ปัจจุบันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีการจัดตั้งกองกำลังพลเรือนติดอาวุธ ทั้งกลุ่มทหารพราน อาสาสมัครรักษาดินแดน(อส.) ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) อ้างว่าภายในสิ้นปี 2551 มีกองกำลังพลเรือนติดอาวุธที่ผ่านการฝึกฝนภายใต้โครงการของกระทรวงมหาดไทยไปแล้วกว่า 30,000 คน<16> อีกทั้งมีข้อมูลว่าอาวุธปืนในจังหวัดชายแดนภาคใต้เฉพาะที่มีการจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายภายในปี 2551 ก็มีจำนวนมากกว่า 159,445 กระบอก<17> หรือความขัดแย้งรุนแรงระหว่างประชาชนด้วยกันเองทั้งในเขตปกครองตนเองซินเกียงและจังหวัดชายแดนภาคใต้นี้จะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์ในพื้นที่ทั้งสองอาจจะยิ่งเลวร้ายอันตรายมากขึ้นในอนาคต หากปรากฎการณ์ดังกล่าวนี้ยังไม่ได้รับการใส่ใจแก้ไขอย่างเร่งด่วน
ประสบการณ์นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของความรุนแรงทั้งในซินเกียงและจังหวัดชายแดนภาคใต้ย่อมจะเป็นบทเรียนสำคัญแก่ความพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งรุนแรงอันมีพื้นฐานมาจากความแตกต่างระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ของกันและกันได้บ้าง กล่าวคือ แม้ว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นเรื่องปกติในบรรดารัฐและสังคมพหุวัฒนธรรม ทว่าความขัดแย้งดังกล่าวมีแนวโน้มจะปะทุเป็นความรุนแรงได้จากความไม่เป็นธรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจ ประกอบกับนโยบายกดขี่อัตลักษณ์ของผู้คนต่างวัฒนธรรม ที่สำคัญ ความเป็นจริงจากทั้งสองพื้นที่ความขัดแย้งนี้ย่อมจะสามารถสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนแล้วว่าความพยายามรับมือกับความขัดแย้งด้วยมาตรการรุนแรงไม่ว่าจะโดยรัฐหรือสังคมไม่เคยนำไปสู่ข้อยุติอย่างสันติและยั่งยืนได้เลย
เชิงอรรถ
1 ข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2552
2 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์. (กรุงเทพ: คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, 2549), 2-3.
3 จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง” ในมติชนรายวัน ฉบับวันที่ 8 กันยายน 2548, 7.
4 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, 32-33.
5 ดูรายละเอียดเงื่อนไขเชิงโครงสร้างของความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใน คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, 17-28.
6 จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง”, 7.
7 เพิ่งอ้าง.
8 Michael Dillon, “Uighur resentment at Beijing's rule” in BBC News, http://news.bbc.co.uk/2/hi/asia-pacific/8137206.stm (accessed July 11, 2009)
9 จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง”, 7.
10 Michael Dillon, “Uighur resentment at Beijing's rule”
11 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, 23-24.
12 กิ่งกนก ชวลิตธำรง, “กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่างชนกลุ่มน้อยที่นับถือศาสนาอิสลามในเขตปกครองพิเศษ ซินเจียงของประเทศจีนและจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย” การทดลองบรรยายของผู้สมัครอาจารย์ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552.
13 จันทร์จุฑา สุขขี, “จีนกับปัญหาผู้ก่อการร้ายมุสลิมในซินเกียง”, 7.
14 Michael Dillon, “Uighur resentment at Beijing's rule”
15 คณะกรรมการอิสระเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ, เอาชนะความรุนแรงด้วยพลังสมานฉันท์, 53.
16 Diana Sarosi and Janjira Sombutpoonsiri, Rule by the Gun: Armed Civilians and Firearms
Proliferation in Southern Thailand. (Bangkok: Nonviolence International Southeast Asia, 2009), 12.
17 Ibid., 17.