WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 14, 2009

เสนอนิรโทษกรรม กก.บห.พรรคการเมืองที่ถูกยุบ เป็นมาตรการเร่งด่วน

ที่มา MCOT News


รัฐสภา 14 ก.ค.-เผยข้อเสนออนุกรรมการสมานฉันท์ฯ ในรายงานสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเสนอต่อประธานรัฐสภา-นายกรัฐมนตรี 16 ก.ค.นี้ ให้นิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์

การประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ (14 ก.ค.) มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมพิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการฯ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเสนอรายงานกับนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 16 กรกฎาคม เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรองชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 และจะจัดพิมพ์บทสรุปจำนวน 2,000 เล่ม เพื่อมอบแก่ ส.ว. ส.ส. และแจกจ่ายไปยังส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ได้สรุปว่าสมควรจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ใน 6 ประเด็น เป็นการเร่งด่วน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางในการลดเงื่อนไขความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์และการปฏิรูปการเมืองในระยะต่อไป ได้แก่ ประเด็นยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค (มาตรา 237) ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการเมือง ประเด็นที่มาของ ส.ส. (มาตรา 93-98) ประเด็นที่มาของ ส.ว. (มาตรา 111-121) ประเด็นการทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา (มาตรา 190) ประเด็นการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ส.ส. (มาตรา 265) และประเด็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนของ ส.ส. และ ส.ว. (มาตรา 266)

ส่วนการปฏิรูปการเมือง คณะกรรมการฯ เห็นควรทำทั้งในระยะสั้น (1 ปี) ระยะกลาง (3 ปี) และระยะยาว (5 ปี) พร้อมเสนอแนะว่าการปฏิรูปการเมือง นอกจากการแก้ไขตัวบทกฎหมาย ควรขยายไปถึงตัวบุคคลที่อยู่ในแวดวงการเมือง และเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจทางการเมือง และควรพิจารณาถึงบริบทของการเมือง คือ สังคม เศรษฐกิจ และจริยธรรมของนักการเมือง รวมทั้งควรเรียงลำดับความสำคัญ คือ การสร้างความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ในรายงานดังกล่าวมีข้อเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย ระบุว่า ในระยะเร่งด่วนควรผลักดัน สนับสนุน และส่งเสริมภารกิจของกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ไปสู่กระบวนการเลือกตั้งอย่างสันติ สุจริต และเที่ยงธรรม รวมถึงการพิจารณาคืนสิทธิและความเป็นธรรมให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ และถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-14 16:42:55

ล่าตัว2ทหาร-ตร. คดียิงสนธิ 'ธานี'พบนายกฯ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19502
พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์

พล.ต.อ.ธานี เข้าพบนายกฯ 16.00 น. รายงานความคืบหน้าคดี หลังจากยึดรถกระบะที่คาดว่าเป็นพาหนะก่อเหตุลอบสังหาร "สนธิ ลิ้มทองกุล" ล่าสุด ขออนุมัติหมายจับทหาร-ตร.ชั้นประทวน 2 นาย..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค.) เวลา 16.00 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. เตรียมเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าการคลี่คลายคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังจากตำรวจยึดรถยนต์กระบะจาก จ.ลพบุรี ที่คาดว่าอาจเป็นพาหนะที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ

ล่าสุด ทางพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลอาญาอนุมัติหมายจับทหาร และตำรวจ ชั้นประทวน 2 รายแล้ว โดยเป็นทหารสังกัดหน่วยรบพิเศษ ป่าหวาย จ.ลพบุรี และตำรวจสังกัดกองบังคับการปราบปรามยาเสพติด (ปส.)

นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี ร่วมกันตรวจสอบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีเปลือกมังคุด หมายเลขทะเบียน บธ 1474 ลพบุรี เพื่อเก็บหลักฐานลายนิ้วมือแฝง เลขตัวถังรถ และเลขเครื่องยนต์ ที่ถูกยึดมา คาดว่าอาจเป็นรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุยิงถล่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่บริเวณแยกบางขุนพรหม เมื่อหลายเดือนก่อน

โดยภายในรถ พบบัตรประจำตัวข้าราชการระบุชื่อ น.ส.รัศมี เมฆชัย แต่งกายด้วยเครื่องแบบทหาร เล่มทะเบียนบ้าน ขวดน้ำโพลาลิส แว่นสายตา และแผ่นซีดีจำนวนหนึ่ง และที่บริเวณกระจกหน้ารถ มีสติกเกอร์สำหรับผ่านเข้า-ออก หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ลพบุรี ติดอยู่ ซึ่งตำรวจภูธรภาค 1 ตรวจยึดได้จาก จ.ลพบุรี ก่อนนำมาเก็บไว้ที่กองบังคับการตำรวจจราจร แต่เมื่อสื่อมวลชนทราบเรื่อง เจ้าหน้าที่ได้ขับรถออกไปเก็บไว้ที่อื่นทันที และในการตจรวจหาหลักฐานครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังทดลองขึ้นไปนั่งบนกระบะท้ายรถ เพื่อจำลองลักษณะการนั่งยิงของคนร้ายด้วย

เป็นเรื่องของ Market Segmentation ครับ ช่วยมองมุมนี้กันก็จะเข้าใจ

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย Bugbunny
วันอังคารที่ 14 กรกฏาคม 2009 เวลา 22:47 น.

alt

สิ่ง สำคัญในการสร้างพลังของทุกขบวนการให้เข้มแข็งนั้น คือการเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ได้ผลที่สุด เริ่มตั้งแต่สร้างความรู้จัก ให้ข้อมูลความรู้ สร้างความเชื่อถือ ความภักดี เมื่อสร้างได้ก็ต้องพยายามรักษาความภักดีไว้ให้นานที่สุด จะเสนอเนื้อหาใด ก็ต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายว่ามีลักษณะอย่างไร ชอบแบบไหน เพราะเหตุผลหลักการหรือเพราะประโยชน์อื่น มีฐานะเศรษฐกิจสังคมแบบไหน คิดแบบไหน แล้วสื่อเนื้อหาที่เหมาะสมไปถึงให้ได้ มันก็จะได้ผลที่ต้องการ

เพราะ ละครหลังข่าวที่ปัญญาชนต่างพากันหยามหยันนั้น ยังมีผู้ชมที่เอาใจช่วยนางเอกซึ่งตกระกำลำบากถูกตัวอิจฉาย่ำยีบีฑากันไปทั่ว ทั้งเมืองได้ ส่วนปัญญาชนจำนวนมากที่มีกำลังซื้อสูงนั้น ย่อมจะชื่นชมกับ The French Revolution ที่ฉายทาง History Channel มากกว่าแน่นอน

อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น

ฉะนั้น คุณวีระ คุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ ฯลฯ นั้น มุ่ง Market Segment ที่ไม่ใช่ปัญญาชนหัวก้าวหน้านัก เขาแสดงออกแบบนักพูดที่มีหลายลีลาทั้งดุดันและขบขัน ก็เพราะกลุ่มเป้าหมายของเขาคือคนพื้นฐาน เราต้องยอมรับว่าประสบความสำเร็จ จัดตั้งมวลชนได้มาก เพราะสอดแทรกเรื่องแรง ๆ เอาไว้ด้วยคำพูดที่สนุกสนาน เราคงปฏิเสธยากว่าเขาทำงานในหน้าที่และเจาะกลุ่มที่ตั้งเป้าได้ผลดี

เส้น ทางของเขาคือ Emotional Approach ไม่ใช่ Rationale Approach เรื่องถวายฎีกา ก็รู้กันอยู่ทั่วไปว่า ไม่มีใครตั้งเป้าได้ แต่ถ้าไม่ได้ตามเป้าใหญ่นั้น มันก็จะกลับกลายเป็นได้เป้าที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างมาก การออกมาโลดเต้นทุกภาคส่วนของพวกอมาตยาธิปไตยวันนี้ ก็ เพราะพวกเขาก็รู้ดีว่า มันจะเกิดผลสะเทือนอย่างไร

แต่คุณจักรภพนั้น ผมถือว่าเจาะกลุ่มคนละกลุ่มกับคุณวีระ เขาเน้นกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป รวมทั้งปัญญาชนหัวก้าวหน้าทั้งหลาย แน่นอนที่คนในบอร์ดรวมทั้งผมเองก็ชื่นชมเขา เพราะท่าทางว่าเราจะพูดภาษาเดียวกันแน่

ฝ่ายคุณวีระก็มุ่ง Segment ของคุณวีระ คุณจักรภพก็ Segment ของคุณจักรภพ ต่างก็แยกกันไปทำงาน เราน่าจะมองมุมนี้ จะให้คุณวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ ไปนำกลุ่มปัญญาชนก็ลำบากอยู่ แต่ให้คุณจักรภพขึ้นเวทีแล้วเรียกเสียงกรี๊ดของสาวแก่แม่หม้ายเสื้อแดงกันไป ทั่ว แบบคุณณัฐวุฒิ ผมก็เชื่อว่าคงไม่ง่ายเช่นกัน เพราะ positioning ต่างกัน
alt
การ มองโลกด้วยหลักการนั้น เป็นอหังการ์ของปัญญาชนที่ไม่มีใครห้ามได้ แต่คงไม่ถูกที่ถ้าคิดไม่เหมือนแล้ว จะเอาเป็นเอาตายกัน นักปฏิบัิติทั้งหลายก็เช่นกัน บางท่านอาจจะหงุดหงิดกับนักคิดนักวิจารณ์ แต่ก็ไม่ควรที่จะผลักดันเขาไปเป็นฝ่ายตรงข้าม ต้องมองกลับไปด้วยว่า เขาเคยพิสูจน์ตนมาในอดีตแล้วว่าอยู่ข้างประชาชน

ยินดี ที่การตั้งแง่เหล่านี้ลดลง เพราะคนเสื้อแดงนั้นดีอยู่อย่างหนึ่งที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกมีผลประโยชน์แอบ แฝง อีกอย่าง เรื่องฎีกานี่คงหยุดไม่ไหวแล้วมันเกินเป้าไปแล้วถึงขนาดว่า ถ้าคุณวีระไม่ยื่นละก็ ผมว่าคนเสียคือคุณวีระเองนั่นแหละครับ

สื่อกระแสหลัก VS สื่อทางเลือก ..... โลกเก่า VS โลกใหม่ ... ชนะเห็นๆ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
14 กรกฎาคม 2552

วันนี้ ไม่ใช่สงครามระหว่าง สีเหลือง กับ สีแดง หรือสงครามระหว่าง อำมาตยาธิปไตย กับ ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ สงครามระหว่าง ความคิดเก่าล้าหลัง กับ ความคิดใหม่ทันโลก เท่านั้น

ยังมีสงครามระหว่าง สื่อกระแสหลัก ต่อสู้กับ สื่อทางเลือก แบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว

เราจะเห็นได้ว่า ฝ่ายอำมาตย์ยึดกุมสื่อกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ เอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ที่จริงไม่ใช่เป็นการยึดกุมเท่านั้น แต่เป็น "สื่อกระแสหลัก" เหล่านี้ คือ ส่วนหนึ่งของอำมาตย์ หรือเป็นคนของโลกเก่าเองนั้นเอง

ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยรากหญ้านั้น ได้ยึดกุมสื่อทางเลือกเอาไว้แทบหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่างๆ วิทยุออนไลน์ ทีวีออนไลน์ หรือ คลิปต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือ การโฟนอิน

วันนี้ เราจะเห็นเร็ตติ้งของการโฟนอินได้ทะลุรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย" ของนายอภิสิทธิ์ไปอย่างไม่เห็นฝุ่นแล้ว

ฝ่ายอำมาตย์ ทำสงครามภายใต้โลกทัศน์เดิม ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ยังนำแนวคิด วิธีการ ยุคสงครามเย็น เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว มาใช้อย่างไม่ดูสถานการณ์โลก

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายประชาธิปไตยกลับเปิดแนวรุกใหม่ ที่ไม่เคยมีในตำราสงครามมวลชนในอดีต เช่น การโฟนอิน การใช้กลยุทธ์การจัดตั้งแบบ Cell การแจกคลิป การก็อบบี้ซีดีแจก เป็นต้น เล่นเอากลยุทธ์ที่ส่งทหาร กอ.รมน. ออกไปอบรม ชี้แจงชาวบ้าน เป็นเรื่องตลก เหมือนไดโนเสาร์ออกมาเดินในโลกปัจจุบัน ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

กลยุทธ์เก่าๆ ของอำมาตย์ ที่กลายเป็นระเบิดด้านหลายลูกแล้ว เช่น ม็อบชนม็อบ การเอาทหารล้อมปราบ การส่งคนมาก่อกวนตามเน็ต ใช้สองมาตรฐาน เป็นต้น

กลยุทธ์เหล่านี้หากได้ผล คนเสื้อแดงคงแทบหมดแผ่นดินไปแล้ว แต่สิ่งที่เราเห็นคือ คนเสื้อแดงเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน สวนทางกับการโปรประกันดาอย่างเข้มข้นของฝ่ายอำมาตย์

หากใช้เกณฑ์นี้วัดผล คำตอบคือ ฝ่ายอำมาตย์ล้มเหลวไม่เป็นท่า กลายเป็นเสื้อแดงตายสิบเกิดแสน ยิ่งตียิ่งขยายตัว

โลกเก่า VS โลกใหม่ ทุกคนคงคาดเดาจุดจบได้ไม่ยาก

ต้นทุนในการทำเว็บไซต์ อยู่ที่หลักพันต่อเดือนเท่านั้น แต่เว็บไซต์ต้นกล้าของรัฐบาลมาร์ก ต้องลงทุนถึง 15 ล้านบาท ต้นทุนแตกต่างกันชัดเจน

ผมเข้าใจว่า ค่าโทรศัพท์โฟนอินของท่านทักษิณ ใช้ต้นทุนนาทีละ 6 บาท หากใช้บัตรโทรนะครับ

สรุปคือ การโฟนอินแต่ละครั้ง ใช้ทุนไม่เกิน 1000 บาท แต่สามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้จำนวนมาก

อีกอย่างหนึ่ง หลังโฟนอินเสร็จ และยังจัดทำเป็นคลิปให้ดาวน์โหลดกันได้ แบบ on Demand เลยทีเดียว

ต้นทุนระหว่าง โลกเก่า กับโลกใหม่ แตกต่างกันชัดเจน

แค่วิเคราะห์ต้นทุน ก็ชนะเห็นๆ อยุ่แล้ว

ระลึก 12 ปีรัฐธรรมนูญ 2540 ระลึก 220 ปีอภิวัฒน์ฝรั่งเศส

ที่มา Thai E-News


โดย อริน
ที่มา หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
*ชมคลิปวิดิโอสารคดีปฏิวัติฝรั่งเศส คลิ้กที่นี่หรือติดตามรับชมทางTRUE VISIONช่อง48(HISTORY CHANNEL)วันที่14กรกฎาคม2552เวลา15.00-17.00น.

กลุ่ม“อำมาตย์-อภิชน” เหล่านี้เองที่เป็นตัว “เน่าใน” ของระบบ ที่ยิ่งดิ้นดันทุรังฝืนมติของประชามหาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าใกล้วาระเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้นเท่านั้น อยู่ที่ว่าการเปลี่ยนผ่านนั้น เป็นไปโดยผ่านกระบวนการ “สัญญาประชาคม” อย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป หรือต้องออกแรงหักโค่นกันให้พับพ่ายกันไปข้างหนึ่ง...


ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ไม่ถูก “สำเร็จโทษ” โดยกลุ่มผู้เผด็จอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 รัฐธรรมนูญที่สมัยหนึ่งผู้คนในบ้านเมืองล้วนยอมรับเป็นเสียงเดียวกันอย่าง (น่าจะ) เป็นเอกภาพ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประวัติการเมืองไทย ก็จะมีอายุครบ 1 รอบนักษัตรในปีนี้

และประจวบกับครบรอบ 220 ปี “การอภิวัฒน์ใหญ่ฝรั่งเศส” หรือ “การปฏิวัติฝรั่งเศส (1789-1889)” อันเป็นหนึ่งในประเทศรุ่งอรุณแห่งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่

ที่เปิดฉากขึ้นพร้อมกับ “คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง (La déclaration des droits de l'homme et du citoyen)” และการร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นการรับอิทธิพลมาจากปรัชญารู้แจ้ง (Enlightened) บนรากฐานปรัชญามนุษยนิยม (Humanism) นั่นคือ ยุคที่มนุษย์ตระหนักในพลังอำนาจและความเสมอภาคกันของมนุษย์ด้วยกันเอง แทนที่ปรัชญาเทวนิยม (Theism) ซึ่งครอบงำสำนึกมนุษย์ให้ยอมจำนนอยู่ในกรอบของ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” มาช้านาน

และได้แบบอย่างจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ คำประกาศนี้ มีเนื้อหาหลักแสดงถึงหลักการพื้นฐานของการปฏิวัติ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” และต่อมาประกาศเป็นคำขวัญประจำชาติซึ่งก็ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสปีพ.ศ. 2489 และ 2501

การอภิวัฒน์ใหญ่ระเบิดขึ้นมาเนื่องจากสังคมไม่สามารถรักษาสมดุลใน “สาเหตุที่ฝังรากลึก (Les causes profondes)” อันได้แก่ สภาพทางสังคม การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม

สภาพทางสังคมทั่วไปก่อนยุคสาธารณรัฐครั้งแรกในฝรั่งเศสนั้น แบ่งเป็น 3 ฐานันดร คือ (1) ขุนนาง หรืออำมาตย์ ในปัจจุบันน่าจะรวมขุนศึกเข้าไปด้วย (2) นักบวช ควรรวมนักวิชาการเข้าไปด้วยอีกเช่นกัน และ (3) ฐานันดรที่สาม (tiers état) เป็นส่วนที่เหลือของประเทศ เช่น ชนชั้นกลางและชาวนา ซึ่งหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดมีกำลังการผลิตใหม่ล่าสุดขึ้นมาเรียกว่า “คนงาน” หรือผู้ใช้แรงงาน ก็คงต้องอนุโลมไว้ในฐานันดรที่สามนี้เช่นกัน

ในส่วนสภาพทางสังคม ปมเงื่อนที่นำไปสู่การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพคือ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายหนึ่งประกอบด้วยสองฐานันดรแรกที่มีลักษณะเป็น “อภิชน” กับอีกฝ่ายหนึ่งคือฐานันดรที่สาม หรือ “ชนชั้นรากหญ้า” ที่ไม่เคยมีโอกาสตัดสินเลือกอนาคตของคน หรือแม้แต่สิทธิมีเสียงใดๆ มีแต่หน้าที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่แล้วแต่กลุ่มอภิชนจะยัดเยียดให้

สำหรับระบบการบริหารประเทศ มีลักษณะล้าหลัง ไม่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น การเก็บภาษีอย่างไม่เป็นระบบไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม ระบบกฎหมายยุ่งเหยิงหลายมาตรฐาน การยกเว้นภาษีชนิดเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอภิชนที่มีฐานะร่ำรวย ทำให้ฐานันดรที่สามที่มีฐานะยากจนอยู่แล้วต้องรับภาระภาษีของสังคมทั้งสังคม การรีดภาษีเอากับประชาชนทำให้มีความเป็นอยู่แร้นแค้นยิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มอภิชนกลับใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย

ส่วนเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความฟุ่มเฟือยและการใช้ชีวิตอย่างไร้สาระของอภิชนบางส่วน นำไปสู่ความเสื่อมศีลธรรมยิ่งขึ้นทุกที นักเขียนเช่นวอลแตร์ (Voltaire) และรุสโซ (Jean Jaques Rousseau) ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของปัญญาชนในยุคนั้น ได้จุดประกายเกี่ยวกับความเสมอภาคและเสรีภาพ ก่อให้เกิดการไม่เห็นด้วยกับระบบการปกครองขึ้นอย่างเงียบๆ และมองหาหนทางในอนาคตที่เป็นของตนเองในหมู่ผู้เสียเปรียบในสังคม ซึ่งอยู่ในสถานะต่ำต้อยน้อยหน้าเสมอมา

แล้วห้วงเวลาสุกงอมของการอภิวัฒน์ก็มาถึง เมื่อภาวะบีบคั้นจากเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักที่รุมเร้าฝรั่งเศส ทำให้กลุ่มอภิชนในส่วนที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่มีแนวทางผ่อนคลายวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งประชาชนรากหญ้าเป็นผู้รับผลโดยตรง กับกลุ่มผลประโยชน์เก่าที่ยอมให้มีการจัดระเบียบใหม่ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

ตามมาด้วยภาวะอนาธิปไตยเป็นเวลา 1 ปี จนในที่สุดทำให้ประชาชนออกมาก่อจลาจลเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2332 และถัดมาอีก 2 วันก็ยึดคุกบาสตีย์ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของรัฏฐาธิปัตย์ลงได้ในวันที่ 14 กรกฎาคม

สมาชิกส่วนใหญ่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดตั้งขึ้นหลังประกาศ “คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง” นิยมระบอบประชาธิปไตยโดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญมากกว่าระบอบสาธารณรัฐ จึงมีภารกิจสำคัญอันดับแรกของสภาคือการดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้

ฝรั่งเศสก้าวเข้าสู่ ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัว (The Reign of Terror หรือ The Terror หรือ La Terreur) ซึ่งกินเวลา 10 เดือน จาก 5 กันยายน 2336 ถึง 28 กรกฎาคม 2337 กว่าที่การนองเลือดและกิโยตินจะสิ้นสุดลง มีการสถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐ บนพื้นฐาน 1 คน 1 เสียง

แต่แล้ว นโปเลียน โบนาปาร์ต ก็แต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ และรุกรานประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป เมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สอง การเมืองการปกครองของฝรั่งเศสพลิกผันต่อเนื่องมาอีกหลายปีกระทั่งระบอบราชาธิปไตยสิ้นสุดลงอย่างถาวรในปี พ.ศ.2413 ในรัชสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งทรงเป็นพระภาติยะ (หลานลุง) ของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (นโปเลียน โบนาปาร์ต)

การเกิดขึ้นของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศแม่แบบ ทั้ง 3 คือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษนั้น เมื่อพิจารณาลึกลงไป จะเห็นปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่ ความเหิมลำพองของกลุ่มอำมาตย์และนักบวชหรือนักวิชาการ (ตามยุคสมัย) นัยหนึ่งเป็น “อภิชน” ในสังคมจารีตแบบ “ศักดินาสวามิภักดิ์” ของตะวันตก กลุ่ม “อำมาตย์-อภิชน” เหล่านี้เองที่เป็นตัว “เน่าใน” ของระบบ ที่ยิ่งดิ้นดันทุรังฝืนมติของประชามหาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมากเท่าใด ระบอบการปกครองนั้นๆ ก็ยิ่งเข้าใกล้วาระเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้นเท่านั้น

อยู่ที่ว่าการเปลี่ยนผ่านนั้น เป็นไปโดยผ่านกระบวนการ “สัญญาประชาคม” อย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป หรือต้องออกแรงหักโค่นกันให้พับพ่ายกันไปข้างหนึ่ง...

ร่วมกันฉลอง วันที่ 14 กรกฎาคม ค.ศ. 1789

ที่มา Thai E-News


โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
14 กรกฎาคม 2552

“ในไม่ช้าประเทศอารยะจะจับพวกชนชั้นปกครองเก่ามาขึ้นศาล พวกกษัตริย์จะหนีไปอยู่ในทะเลทรายกับพวกสัตว์ป่าที่เป็นพวกเดียวกับเขา และสิทธิมนุษย์ตามธรรมชาติจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”



วันที่ 14 กรกฎาคมปีค.ศ. 1789 เป็นวันที่ประชาชนปารีสในฝรั่งเศส ลุกฮือยึดคุก บาสตียล์ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ของความป่าเถื่อนของระบบยุติธรรมภายใต้รัฐบาลกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 ในช่วงต่อมาจนถึงปัจจุบัน วันยึดคุกบาสเตียล์กลายเป็นวันที่เฉลิมฉลองกันทั่วฝรั่งเศส มีงานปาร์ตี้จุดดอกไม้ไฟเต้นรำฟังเพลงกันในทุกเมืองทุกหมู่บ้าน

สาเหตุที่มีการยึดคุกบาสเตียล์ในปี 1789 ไม่ใช่เพื่อปล่อยนักโทษไม่กี่คนที่ยังติดคุกอยู่ แต่สาเหตุหลักคือ นอกจากมันเป็นคุกแล้วมันยังเป็นคลังอาวุธด้วย ประชาชนคนยากคนจนในปารีสได้เริ่มกระบวนการปฏิวัติฝรั่งเศส ด้วยการยึดอาวุธจากรัฐบาลกษัตริย์นั้นเอง

การปฏิวัติฝรั่งเศส เป็นการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ของชนชั้นนายทุนต่อระบบกษัตริย์และขุนนาง นับเป็นครั้งที่สาม ที่มีการปฏิวัติใหญ่หลังการปฏิวัติในอังกฤษ/ฮอลแลนด์ที่เปิดทางให้ทุนนิยมเข้ามาในโลก และการปฏิวัติในอเมริกาต่อเจ้าอาณานิคมอังกฤษ

การปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นผลของการสะสมความไม่พอใจของประชาชนเกือบทุกระดับ รัฐบาลกษัตริย์หลุยส์ที่ 16 มีวิกฤตเศรษฐกิจและต้องการขึ้นภาษีกับนายทุนและคนจน ในขณะที่ตนเองเสพสุข นอกจากนี้รัฐบาลพยายามกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบการเมือง โดยมีสภาขุนนางและสภาพระศาสนาคริสต์ ที่คอยกีดกันความต้องการของพลเมือง

หลังจากที่มีการยึดคุกบาสตียล์ มีการประกาศหลักสิทธิมนุษยชน มีการใช้ธงสามสี แดง ขาว น้ำเงิน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของ เสรีภาพ ความเท่าเทียม และความสมานฉันท์ (ไม่ใช่ “ชาติ ศาสนา กษัตริย์!!)

และท่ามกลางกระแสปฏิวัติมีการเชิดชูความเป็นมนุษย์ แทนที่จะบูชาพระเจ้า ถือได้ว่าเป็นก้าวสำคัญของการชูคำขวัญที่เคารพความเป็นพลเมือง เพราะในยุคอดีตผู้ปกครองในระบบกษัตริย์มักมองว่าประชาชนเป็นแค่ไพร่ ทาส หรือสัตว์ที่ต้องมอบคลานต่อกษัตริย์และพระเจ้า

พลังในการขับเคลื่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสมาจากพลเมืองข้างล่าง ผู้นำจากชนชั้นนายทุนผู้มั่งมี เช่นพวกนายธนาคารใหญ่ ต้องการที่จะประนีประนอมกับกษัตริย์ แต่พรรคแจคโคบิน ซึ่งนำโดย โรบสเบียร์ เข้าใจว่าต้องปลุกระดมคนจนในเมืองเพื่อให้การปฏวัติถึงจุดจบ

มวลชนที่สำคัญของพรรคแจคโคบินจึงเป็นพวก แซนคูลอท (พวกคนจนที่ไม่ใส่กางเกงขาสั้นตามแฟชั่นคนมั่งมี แต่ใส่กางเกงขายาวแทน) นอกจากนี้มีการปกป้องทหารที่ไม่ยอมยิงประชาชนตามคำสั่งของกษัตริย์ ซึ่งทำให้ทหารธรรมดาจำนวนมากเปลี่ยนข้างมาอยู่ฝ่ายปฏิวัติ

กษัตริย์หลุยส์ที่ 16 เป็นคนอ่อนแอ แต่อนุรักษ์นิยมสุดขั้ว ทั้งป่าเถื่อนและไร้คุณสมบัติที่จะพัฒนาสังคมให้ทันสมัย ประชาชนฝรั่งเศสตั้งชื่อเล่นให้เขาว่า “หลุยส์คนสุดท้าย” ส่วนราชินี มารี อันตัวเน๊ต เป็นคนที่ไม่สนใจความทุกข์ยากของประชาชน มีตำนานเล่าว่าเมื่อมีคนจนประท้วงว่าไม่มีขนมปังกิน ราชินีตอบว่า “ทำไมไม่ไปกินเค้กแทนละ?

งานอดิเรกของราชินีคือการซ่อมวัง และการสั่งให้คนงานสร้างหมู่บ้านตัวอย่างเพื่อชักชวนให้คนใช้ชีวิตพอเพียงกับธรรมชาติ นอกจากนี้ราชินีมีส่วนในเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับสร้อยคอเพชรอีกด้วย


ในเดือนกันยายนปี 1792 รัฐสภาพลเมืองได้ลงมติยกเลิกสถาบันกษัตริย์ และประกาศสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในที่สุดการปฏิวัติถึงจุดสุดยอดในปี 1793 ด้วยการประหารชีวิตกษัตริย์หลุยส์ที่ 16, ราชินี มารี อันตัวเน๊ต และราชวงศ์กับขุนนางจำนวนมาก เนื่องจากพวกนี้ต้องการขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของสังคมและหมุนนาฬิกากลับสู่ยุคมืด

เซ็นต์จัสต์ ผู้นำพรรคแจคโคบินคนหนึ่งปราศรัยกับรัฐสภาในวันที่ 24 เมษายน ปี1793 ว่า

“ในไม่ช้าประเทศอารยะจะจับพวกชนชั้นปกครองเก่ามาขึ้นศาล

พวกกษัตริย์จะหนีไปอยู่ในทะเลทรายกับพวกสัตว์ป่าที่เป็นพวกเดียวกับเขา

และสิทธิมนุษย์ตามธรรมชาติจะกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง”

"แม้ว"คุยผู้นำทุกประเทศต้อนรับดี อ้างทั่วโลกเซ็งรัฐบาลไทยวุ่นวายล่าตัว โอดถูกคดียิ่งกว่าการเมือง

ที่มา มติชนออนไลน์

"แม้ว"โวผู้นำทุกประเทศต้อนรับอย่างดี อ้างทั่วโลกรำคาญรัฐบาลไทยวุ่นวายตามล่าตัว ย้อนคนอยู่ในประเทศยังจับไม่ได้ โปรยยาหอม"เสื้อแดงอุดรฯ"เป็นต้นแบบทั่วประเทศ ฟุ้งถ้ากลับได้จะซื้อที่ปลูกบ้านอยู่

"แม้ว"ซัดปชป.กู้แบบไร้สติปัญญา


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์เข้ารายการสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร คลื่น 97.5 เมกะเฮิร์ตซ์ ตั้งอยู่ที่หนองเหล็ก ซอย 9 เขตเทศบาลนครอุดรธานี จ.อุดรธานี เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 13 กรกฎาคม พูดคุยกับนายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ผู้ดำเนินรายการ เพื่อออกอากาศสดผ่านวิทยุกระจายเสียงทางวิทยุชุมชนกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และเว็บไซต์เครือข่าย โดยที่สถานีวิทยุชุมชนคนรักอุดร มีสมาชิกชมรมไปรอฟัง พ.ต.ท.ทักษิณกว่า 200 คน


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า หากย้อนไปในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลช่วงเข้าโปรแกรมองค์กรการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ เห็นชัดว่ามีการกู้เงินมิยาซาว่ามาใช้กันชนิดที่ว่าไม่มีสติปัญญา มีการทุจริตและเงินไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ทำมาแล้ว เมื่อวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นครั้งนี้ก็ไปกู้เงินมาทำแบบเดิมก็ไม่แปลกอะไร เพราะเป็นสิ่งที่เขาทำมาแล้ว และจะทำต่อ ซึ่งเขาถนัด แล้วจะทำอีก


ออกพันธบัตรชุ่ยๆ เปิดช่องโกง


"จริงๆ แล้วการแก้ปัญหาเศรษกิจโดยไปกู้เงินนั้นเป็นไปได้ แต่ต้องมีเป้าหมาย เหมือนเราไปกู้เงินแบงก์มาเราต้องคิดว่าจะเอามาทำอะไร หากบอกว่ากู้เงินแบงก์มาจ่ายเงินเดือนไม่มีแบงก์ไหนให้หรอก แต่ถ้ากู้มาทำโครงการที่จะมีกำไร แบงก์ก็จะให้ แต่เรากู้เงินเราเองในประเทศ ธนาคารในประเทศ ด้วยการไปออกบอนด์ (พันธบัตร) ออกอะไร ไม่ต้องมีเหตุมีผลอะไรมาก อันนี้มันทำแบบง่ายๆ ชุ่ยๆ ดังนั้น ช่องทางที่จะคอร์รัปชั่นจึงมีมาก อย่างเรื่องรถเมล์ 4 พันคันไปอมพระมาพูดก็ไม่มีใครเชื่อว่าไม่มีการคอร์รัปชั่น รัฐบาลนี้เขากู้เก่ง แล้วก็มีสื่อช่วย ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่พูดได้สวยแต่ทำไม่สวยหรอก" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า สำหรับสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างนี้ก็ต้องบอกก่อนว่าในยามที่ครอบครัวลำบากแล้วลูกยังไม่แข็งแรง หรือลูกยังไม่สบาย พ่อแม่ต้องกล้าที่จะแบกรับภาระแทนลูก ไม่ใช่ยัดเยียดภาระให้ลูก ถ้าเป็นพ่อแม่ที่ดี ดังนั้น การขึ้นภาษีในยามลำบาก เขาเรียกว่าเป็นการแก้ภาษีด้วยเครื่องคิดเลข ไม่ใช้สมองคิดแต่ใช้เครื่องคิดเลขคิด "ความจริงเวลานี้เราต้องมองว่าเราจะเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างไรและลดรายจ่ายให้ประชาชนอย่างไร แล้วก็มีช่องทางหารายได้ใหม่ๆ ไหม แล้วถึงมาดูว่าเงินที่กู้มาจะไปใช้ทำอะไร" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว


คุยผู้นำทุกประเทศต้อนรับอย่างดี


อดีตนายกฯกล่าวตอบคำถามผู้ดำเนินรายการที่ว่า นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุ พ.ต.ท.ทักษิณแวะพักค้างคืนที่มาเลเซีย อาจเกี่ยวโยงกับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงว่า "ผมแวะเติมน้ำมันแล้วก็ค้างคืนหนึ่ง รัฐบาลมาเลเชียก็ส่งสันติบาล 15 คนมาอารักขาผม 24 ชั่วโมง ต้องถามว่ารัฐบาลไทยจับคนในประเทศไทยยังจับไม่ได้เลย แล้วจะข้ามไปจับฝั่งโน้น ถามว่าเขาเป็นเมืองขึ้นเราหรือ เขามีอธิปไตยของเขา เขาจะรับใครไม่รับใครก็เรื่องของเขา เขาจะร่วมมือกับใครหรือไม่ก็เรื่องของเขา เวลาที่ผมจะเดินทางไปไหน ผมต้องมั่นใจก่อนว่ารัฐบาลประเทศนั้นจะไม่อึดอัด ถ้ารัฐบาลไทยจะมาวุ่นวายกับเขา เวลานี้ทั่วโลกเขารำคาญประเทศไทย รัฐบาลนี้มาก เพราะว่าเขามีหลักสากลอยู่แล้วว่าการจะร่วมมือในการจับผู้ร้ายข้ามแดนต้องไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่คดีของผมยิ่งกว่าการเมืองอีก ตัดสินโดยศาลการเมือง สอบสวนโดยผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองหลังการปฏิวัติรัฐประหารอย่างนี้ ใครจะไปเชื่อ ทุกประเทศเขาต้อนรับผมอย่างดี ไปไหนพบผู้นำประเทศนั้นๆ เขายินดีต้อนรับผม แต่ที่ไม่ออกอะไรเลยเพราะผมเกรงใจเขา เพราะรัฐบาลไทยจะไปวุ่นวายกับเขา ทั้งๆ ที่มีกติกาของกฎหมายระหว่างประเทศใช้อยู่แล้ว แต่จะไปบอกว่าคุณต้องร่วมมือกับผม เขาก็อึดอัดรำคาญ"


ยอ"เสื้อแดงอุดรฯ"เป็นต้นแบบ


ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์ผ่านทางนายขวัญชัยนั้น สมาชิกชมรมคนรักอุดร ที่มาฟังการจัดรายการ ได้เข้าไปยังห้องส่งแล้วทักทายกับ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมบอกว่า คิดถึง อยากให้กลับมาเร็วๆ ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า คนอุดรธานีเป็นต้นแบบของคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และหากได้กลับมา จะมาซื้อที่ดินปลูกบ้านที่ จ.อุดรธานี ก่อนที่จะวางสาย โดยใช้เวลาเข้ารายการประมาณ 1 ชั่วโมง

พลาดอย่างแรง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ไม่อยากซ้ำเติมเลยแต่ไม่พูดก็คงไม่ได้ เกี่ยวกับการรับมือ "หวัด 2009" ของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข ที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด

เป็นตัวบ่งบอกอย่างดีว่าที่ผ่านมาเมืองไทยรับสถานการณ์หวัดนี้ได้แย่เพียงใด

ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้วตอนเกิดเรื่องนี้ใหม่ๆ ประเทศไทยถือว่าเป็นหางแถวที่จะโดน "พายุหวัด" กระหน่ำ

แต่ไปๆ มาๆ กลายเป็นว่าเราเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบ รุนแรงที่สุดในเอเชีย

ขนาดจีนหรือญี่ปุ่นที่หวัดแพร่ใส่ก่อนเรา แถมเป็นประ เทศที่มีพลเมืองมากกว่าเราหลายเท่า ยังมียอดผู้เสียชีวิตน้อยกว่าเมืองไทย

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการประเมินความรุนแรงไข้หวัด 2009 ของประเทศไทยนั้นต่ำกว่าความเป็นจริง

หากจำกันได้ตอนที่เกิดเรื่องใหม่ผู้บริหารประเทศ และผู้รับผิดชอบล้วนประสานเสียงในทำนองว่าก็แค่ไข้หวัดชนิดหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้น่ากลัวไปกว่าหวัดอื่นๆ ที่เราคุ้นเคย

ไม่รู้ว่าเพราะคิดแบบนี้หรือไม่ จึงทำให้มาตรการรับมือน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

ทำให้ทุกวันนี้หวัด 2009 แพร่ระบาดไปทั่วประเทศแล้ว

มีการประเมินตัวเลขคร่าวๆ ว่า ถึงเดือนตุลาคมประเทศไทยน่าจะมีผู้ติดเชื้อหวัดนับแสนคน และอาจจะมีผู้เสียชีวิตมากถึง 600 คน

แต่ถ้ารับมือไม่ดียอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งไปอีก 1 เท่าตัวคือ 1,200 คน!!!

พร้อมกันนี้มีการร้องเรียนผ่านช่องทางต่างๆ เกี่ยวกับ "หน้ากากอนามัย" ว่ากำลังกลายเป็น "เสนียด" ของคนกลุ่มหนึ่ง

เมื่อมีการร้องทุกข์ว่าผู้ให้บริการรถสาธารณะบางคน แสดงความรังเกียจคนที่ใช้หน้ากากอนามัย ปฏิเสธที่จะรับขึ้นรถ

หรือคนขับรถแท็กซี่บางคนก็ถูกเมินจากผู้โดยสารที่โบกเรียก หากเห็นคนขับสวมหน้ากากอันนี้

ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเพราะความเข้าใจผิดคิดว่า คนที่สวมหน้ากากอนามัยคือผู้ติดเชื้อ

รัฐบาลนอกจากจะรณรงค์ในเรื่องการป้องกันตัวแล้ว ยังควรเร่งทำความเข้าใจว่าผู้ที่สวมหน้ากากอนามัยเป็นบุคคลที่น่ายกย่อง และเป็นสิ่งที่ควรทำตามอย่างยิ่ง

สำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจเรื่องหวัด 2009 หรือต้องการรู้วิธีรับมือ-ป้องกัน และความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเองในภาวะเช่นนี้ แนะนำให้แวะไปร่วมงาน "มติชนเฮลท์แคร์" ระหว่างวันที่ 16-19 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โซนซี และโซนพลาซ่า

นอกจากหัวข้อใหญ่คือหวัด 2009 แล้ว ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง และรับมือโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกเพียบ

ที่สำคัญฟรีทุกอย่าง

กษิตกับวิกฤติการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

การเมืองร้อนในสัปดาห์นี้ คงไม่พ้นเรื่องของ คุณกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศที่มีกระแสกดดันจากสังคมดังขึ้นทุกที เพราะ ฉะนั้นการโอบอุ้มคุณกษิต เอาไว้ คงไม่ต่างอะไรจากอุ้มเผือกร้อน คนอุ้มจะทนได้นานแค่ไหน ยังเดาใจไม่ถูก

คุณธรรมและจริยธรรมก็เอามาเป็นบรรทัดฐานไม่ได้

ขึ้นอยู่กับตัวคุณกษิตเอง ว่าจะยึดบรรทัดฐานแค่ไหน มองในด้านความไม่เหมาะสมและถูกต้อง ไม่เฉพาะกรณีตกเป็นผู้ต้องหาคดีปิดสนามบินเท่านั้น แต่คุณสมบัติความเป็นรัฐมนตรี ก็ไม่น่าจะมองข้าม

ประกอบกับมีข่าว นายทหารชื่อย่อ 3 ป. กดดันให้คุณกษิต พิจารณาตัวเอง แม้จะเป็นแค่ข่าวเท่านั้น แต่คุณกษิตก็ลมออกหู จะจริงจะเท็จอย่างไร คุณกษิตก็คงรู้ตื้นลึกหนาบางพอสมควร ไม่ อย่างนั้นคงไม่เดือด

ก็ให้นึกถึงตอนที่คุณกษิตไปพูดเอาไว้ในต่างประเทศพาดพิง บางประเทศที่ให้การต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร คุณกษิตเยาะเย้ยว่า เป็นประเทศที่มีการเลือกตั้งแต่ไม่เป็นประชาธิปไตย

กับกรณี 3 ป. ก็คงทำให้คุณกษิตอึ้ง

ความจริงผมติดอยู่ที่ปากตั้งแต่ฟังคุณกษิตให้สัมภาษณ์เรื่องนี้ ไปใหม่ๆแล้ว จะติงว่าถ้าถูกย้อนเอาบ้างว่า ประเทศไทยก็มีการเลือกตั้ง ไม่เห็นมีประชาธิปไตยจะทำอย่างไร ในฐานะ รมว.ต่างประเทศควรพูดหรือไม่

เอาเถอะ สุภาษิตจีนที่ว่า ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา คงจะ ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย เมื่อมาคิดกันเล่นๆว่า ระบบเส้นสาย ที่เคยใช้มา ตั้งแต่มีการยึดอำนาจ ชักจะทะแม่งชอบกล

มีรายการเส้นทับเส้นเกิดขึ้น

จริงอยู่คุณกษิตภาพจะเป็นสีเหลืองก็ตาม แต่อีกมุมหนึ่งคุณกษิต ก็ศิษย์เก่าประชาธิปัตย์ดั่งเดิม แต่ผมไม่แน่ใจว่าจะประชาธิปัตย์สายไหน จะสายนายกฯอภิสิทธิ์ หรือสายคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หรือเปล่า

ที่มีเค้ารางมาตั้งแต่การมุ่งสังหารแกนนำพันธมิตรฯจนถึงออก หมายจับพันธมิตรฯคดี ก่อการร้ายปิดสนามบิน ตั้งแต่พันธมิตรฯออกมา อัดคนในรัฐบาลและผู้มีอำนาจ ระยะหลังยังวิพากษ์รัฐบาลชนิดไม่เลี้ยง

บ้างก็ว่า เป็นแผนลับ ลวง พราง แต่ผมว่าไม่ใช่ อาการปีนเกลียวอย่างนี้ คอการเมือง มองว่าเป็นเพราะผลประโยชน์และแนวคิดขัดกันอย่างรุนแรง

หรืออย่างที่ผมเคยเกริ่นว่าการที่พันธมิตรฯจัดตั้งพรรคการเมือง ย่อมเป็นตลาดเดียวกับประชาธิปัตย์ เสือสองตัวย่อมอยู่ถ้ำเดียว กันไม่ได้ ก็ยังเป็นสัจธรรม

การก้าวย่างของคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง บีบให้ ประชาธิปัตย์ จนตรอก ต้องหวานอมขมกลืนอยู่กับสีน้ำเงินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่อย่างนั้น คุณอภิสิทธิ์คงไม่ร้องว่าถูกกระหนาบซ้ายกระหนาบขวา

จับตาวิกฤติการเมืองจะขยายวงจรอุบาทว์ไปอีกขั้น ทหารที่เคยออกมาแสดงบทบาททางการเมืองในอดีตไว้อย่างไร ก็ต้องยึดเป็นมาตรฐาน กรณีคุณกษิตจะเป็นบวกเป็นลบกับประเทศ คุณอภิสิทธิ์ต้องตีโจทย์ให้แตก.

หมัดเหล็ก

ยักษ์ยังล้ม

ที่มา ไทยรัฐ

มาอีกระลอกที่จะกระหน่ำเสถียรภาพรัฐบาล โดยเฉพาะแกนนำอย่างประชาธิปัตย์ เมื่อ กกต.จะมีการพิจารณาและคงจะลงมติได้หลังจากที่เลื่อนเวลามาระยะหนึ่ง ล็อกนี้เป็น 28 ส.ส.ประชาธิปัตย์ซึ่งถือหุ้นบริษัทได้สัมปทานจากรัฐ

มีทั้ง ส.ส.และรัฐมนตรี จะกี่คนก็ตามขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ กกต.ซึ่งมีบรรทัดฐานมาแล้วจากกรณี 16 วุฒิสมาชิก ที่ถือหุ้นบริษัทสัมปทานรัฐโดยมีการระบุรายชื่อบริษัทต่างๆ ที่อยู่ข่ายสัมปทานรัฐจำนวน 14 บริษัท

ปรากฏว่า 28 ส.ส.ที่ถูกข้อกล่าวหาก็ถือหุ้นใน 14 บริษัทนี้เป็นส่วนใหญ่ เรียกว่าไม่ต้องพิจารณาอะไรกันมาก เนื่องจากมีตัวอย่างสดๆร้อนๆให้เห็นมาแล้ว

ถ้า กกต.ชี้ว่าไม่ผิดนั่นแหละยุ่งแน่...2 มาตรฐานแน่

และยังเหลืออีกล็อกใหญ่ล็อกหนึ่งซึ่งจะมีทั้ง ส.ส.และ ส.ว.จำนวน 44 คน ที่เข้าข่ายเดียวกัน คงต้องรอให้มีการพิจารณาอีกระยะหนึ่ง

ก่อนหน้านี้ 16 ส.ว.ที่ถูก กกต.พิจารณาให้พ้นจากสมาชิกภาพ ไปแล้ว ปรากฏว่ามีทั้งเสียงสนับสนุนและคัดค้านด้วยต่างเหตุต่างผล ซึ่ง ก็จะต้องรอการชี้ขาดสุดท้ายจากศาลรัฐธรรมนูญที่จะตีความว่าการถือหุ้น ดังกล่าว ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตีความว่าบริษัทใดที่เข้าข่ายเป็นหุ้นสัมปทานต้องห้าม

แต่ถ้าว่ากันตาม "เจตนา" แล้วคงดิ้นหลุดยาก แต่การชี้ว่าบริษัทไหนสัมปทานหรือไม่สัมปทานก็สำคัญ เพราะมันเป็นข้อเท็จจริงอันหนึ่ง

ว่ากันตามจริงแล้วทั้ง ส.ส.-ส.ว.หรือผู้คิดจะเล่นการเมืองไม่

ไปถือหุ้นลักษณะนี้ก็จบ เพราะรู้อยู่แล้วว่ามันจะเกิดปัญหา อย่ามาอ้างว่าปรึกษาพวกหัวหมอแล้ว คิดว่าน้อยไม่มีปัญหา เป็นนักการเมืองหน้าใหม่เลยผิดพลาด ลองดี เสียดายผลประโยชน์ โยกย้ายไม่ทันหรือจะอะไรก็ตาม

เริ่มต้นเป็นนักการเมืองอย่าโกหกตัวเอง

กฎหมายในลักษณะนี้ถือว่าเป็นกติกาสังคมที่ดีและจะช่วยกำกับพฤติการณ์การเมืองของนักการเมืองทั้งเลือกตั้งและลากตั้ง อย่างน้อยก็พอจะปลิ้นไส้นักการเมืองได้ระดับหนึ่ง แม้จะมีการซ่อนเร้น อำพรางฝากคนใช้ ให้คนขับรถ เลขานุการถือหุ้นแทนบ้างก็ตาม

แม้จะเล็ดลอดไปได้บ้างแต่ก็ควบคุมได้ระดับหนึ่ง ทั้งหลายทั้งปวงที่เกิดขึ้นเพราะสังคมโลกทุกวันนี้มันสามารถจับเส้นทางการเงินได้พอสมควร ด้วยเทคโนโลยีและระบบตรวจสอบความโปร่งใสเข้มข้นขึ้น

ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในประเทศใหญ่ อย่างสหรัฐอเมริกาก็มาจากเหตุเดียวกับต้มยำกุ้งในประเทศไทยเมื่อปี 2540 เล่นเอาประเทศเกิดปัญหาลากยาวมาหลายปี นั่นจะเห็นว่าเจ้าของ ผู้บริหารสถาบันการเงินโกงกินกันอย่างสนุกสนาน ด้วยเม็ดเงินมหาศาล

สหรัฐฯซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจต้องหันกลับมาทบทวนกันใหม่ทั้งระบบ เพราะขืนปล่อยให้ผู้บริหารสถาบันการเงินดำเนินการไปด้วยความโลภ ไร้ระบบ กฎ กติกาที่เข้มงวดจะเป็นช่องทาง ให้เกิดเหตุนี้ขึ้นมาอีกได้

และเป็นเรื่องที่ทำลายระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่น ลดความน่าเชื่อถือ ในฐานะประเทศอันดับ 1 แม้กระทั่งเงินดอลลาร์สหรัฐฯซึ่งถือว่าเป็นสกุลเงินที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องให้การยอมรับ อัตราแลกเปลี่ยนต้องเอาเงินดอลลาร์เป็นสกุลหลัก เงินทุนสำรองของทุกประเทศก็ต้องเป็น "ดอลลาร์"

เมื่อเกิดเหตุครั้งนี้ มีหลายประเทศเริ่มที่จะลดความสำคัญต่อดอลลาร์ และจะหันมาเอาเงินสกุลของตัวเองเป็นมาตรฐานแทน จีนกำลังมีความพยายามที่จะให้ "หยวน" มาแทนที่ดอลลาร์ เพื่อความมั่นคง และสร้างเครดิตให้สกุลเงินด้วย

วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ ทำให้สหรัฐฯเสียหายหลายอย่าง โดยเฉพาะความเป็นผู้นำโลกกำลังถูกท้าทาย เช่นเดียวกับเมืองไทยที่การทุจริตคอรัปชันทำให้การเมืองไทยต้องติดหล่มและขัดแย้ง

สู้กันเพราะเรื่องโกงกินนี่แหละครับ...

"สายล่อฟ้า"