WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 15, 2009

บทความพิเศษ:“OTOP” มิใช่เพียงสินค้า

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “แนวร่วม Red” ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑
15 กรกฎาคม 2552

“ครับ ฝ่ายอำนาจเดิมเขากระทืบคุณทักษิณและกระบวนการประชาธิปไตยเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ยิ่งยืนหยัดและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จนตอนนี้ฝ่ายเขาก็เริ่มงงๆ ว่าทำไมฆ่ามันไม่ตายสักที ทำไมไม่เหมือน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙”
คุณทาเกชิตะยื่นมือมาให้ผมจับ ผมก็เช็คแฮนด์กับแก


“ท่านไปเห็นตัวอย่างจากญี่ปุ่นมิใช่หรือ?” ผมถามขึ้น

สุภาพบุรุษอายุราว ๖๐ ที่เป็นชาวญี่ปุ่นท่าทางใจดีและผมขาวยิ้มตอบ
“ใช่แล้ว ท่านได้ยินเรื่องราวของจังหวัดโออิตะในญี่ปุ่น และเดินทางไปดูกับที่ปรึกษาหลายคน ในที่สุดท่านก็นำมาประยุกต์ดัดแปลงเพื่อใช้ในเมืองไทย”

“อ้อ”

“ตั้งแต่ก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะชนะเลือกตั้งและก่อนท่านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”

“เข้าใจ”

“คุณรู้ไหมว่าการนำตัวอย่างนี้มาประยุกต์ใช้กับเมืองไทยได้ และสำเร็จงดงาม เป็นเรื่องที่น่าทึ่งในตัวเองมาก”

“ทำไมล่ะครับ-คุณทาเกชิตะ”

“เพราะเรื่องของจังหวัดโออิตะเป็นกรณีเฉพาะตัวของที่นั่น โครงการสินค้าท้องถิ่นที่ได้รับการคัดสรรขึ้นมาเป็นสินค้าระดับจังหวัด ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนโยบายหรือความต้องการทางเศรษฐกิจเลย แต่เป็นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างหาก”

การเมือง? ผมนึกไม่ออกเลยว่ายังไง”

“จังหวัดโออิตะเป็นจังหวัดเก่าแก่ ปกครองในรูปแบบของเขตอิทธิพลของหลายครอบครัว แต่ละครอบครัวก็ขัดแย้งแก่งแย่งกันเหมือนมาเฟียในซิซิลี่ ใช้ความรุนแรงต่อกันมาก วันหนึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะก็ฮึดขึ้นมา จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้สักที เขาก็เลยใช้มาตรการที่หลายคนนึกไม่ถึง”
คุณทาเกชิตะหยุดสูบบุหรี่ครู่หนึ่ง

“เขาสร้างโครงการประกวดสินค้าระดับท้องถิ่นขึ้นมา ให้แต่ละท้องถิ่นในจังหวัดโออิตะส่งสินค้าที่ตนคิดว่าแน่ที่สุด กรรมการทั้งชุดก็มาจากส่วนกลางและมีชื่อเสียงระดับชาติ เป็นผู้ตัดสิน ทีนี้ครอบครัวต่างๆ ก็กระโจนเข้าสู่การแข่งขันในเรื่องสินค้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย สินค้าท้องถิ่นถูกพัฒนาปรับปรุงขึ้นไม่รู้จักกี่ชนิด บางอย่างไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเลยว่าที่นั่นเขาทำได้ ต่างคนก็ต่างเผยไต๋ออกมาเต็มที่”
ผมอดยิ้มไม่ได้ “แทนที่จะแข่งขันแบบอันธพาล ก็มาแข่งขันกันทำสินค้า เรียกว่าเปลี่ยนจากความรุนแรงมาเป็นความสร้างสรรค์เลยนะนี่ แหม...นึกถึงเรื่องกัมพูชาเลย”

เพื่อนอาวุโสชาวญี่ปุ่นของผมขมวดคิ้ว
กัมพูชา... เหมือนกัมพูชายังไง?”

“ในสมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งในกัมพูชามาเป็นความสัมพันธ์ทางการค้า เรียกว่าเปลี่ยนสนามรบเป็น...”

สนามการค้า” ทาเกชิตะเสริมทันที “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า... ผมนึกออกแล้ว

“ผมว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะท่านคงไม่รู้เรื่องกัมพูชาหรอก แต่คล้ายกันมาก แล้วความขัดแย้งในจังหวัดล่ะครับ เปลี่ยนไปบ้างไหมหลังเกิดโครงการนี้”

“แทบจะหมดไปเลย เพราะคนรุ่นหลังๆ ก็ไม่อยากเสียเวลามานั่งขัดแย้งกันเหมือนรุ่นพ่อรุ่นปู่ เขาอยากร่ำรวยกันมากกว่า”
“อืมม์... ก็ไม่เลว”

“แต่ในความเห็นผม คุณทักษิณแน่กว่านะ”
“ทำไมล่ะครับ”

“คุณทักษิณเอาเรื่องเล็กๆ ในญี่ปุ่นมาขยายผลในเมืองไทยทั้งประเทศ ใช้กับคนมากกว่าหกสิบล้านคน แถมไม่ได้ใช้ความขัดแย้งเป็นแรงผลักดัน ท่านจูงใจตรงๆ แต่ก็ทำให้ผู้คนตื่นตัวกันมาก คุณจักรภพจำได้ไหมล่ะว่าความเคลื่อนไหวตอนนั้นเป็นอย่างไร”

“จำได้สิครับ ผมเข้ามาช่วยงานท่านนายกฯ ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๔๖ ได้ติดตามไปเห็นผลกระทบเชิงบวกของ OTOP ทั่วประเทศ ในใจผมถือว่าโครงการ OTOP คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย”

“คือการสร้างรายได้ให้กับคนจน?”

“มากกว่านั้นอีกครับ OTOP ได้เปลี่ยนสภาพความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับพี่น้องประชาชนที่เป็นชาวบ้านไปชั่วนิรันดร์ คุณทาเกชิตะจำได้ไหม เมื่อก่อนรัฐบาลกับข้าราชการพบชาวบ้าน ชาวบ้านลงไปอยู่กับพื้นทุกที ต่ำกว่าเขาเหลือเกิน แต่พอมี OTOP ชาวบ้านกลายเป็นตัวเอกเลย เป็นผู้รายงานให้นายกฯ ทราบถึงความคืบหน้าต่างๆ อย่างที่ข้าราชการบางคนมาแย่งเอาหน้าไม่ได้ เพราะไม่รู้เท่าชาวบ้านและนายกฯ ท่านก็ถามละเอียด พูดง่ายๆ คือ OTOP ยกระดับชาวบ้านในทางสังคม พูดไม่เกรงใจคือ OTOP เปลี่ยนชาวบ้านจากผู้อาศัยเขา มาเป็นผู้ร่วมพัฒนา ถึงยังไม่รู้สึกขนาดเป็นเจ้าของบ้านเพราะ OTOP ถูกถอดปลั๊กเสียก่อน ก็นับว่าก้าวหน้าจากเมื่อก่อนมาก”

คุณทาเกชิตะนิ่งคิด แล้วพูดขึ้นเบาๆ ว่า “แปลว่าคุณทักษิณใช้ OTOP แก้ไขปัญหาทางสังคมเป็นหลัก ก่อนเศรษฐกิจด้วยซ้ำ”
“ครับ” ผมว่า “ถูกต้อง”

“เมื่อก่อนคนกลับพูดกันว่า โครงการพวกนี้จะทำให้ชาวบ้านแก่งแย่งชิงดีกัน กลายเป็นสร้างความขัดแย้งด้วยซ้ำ”
“คนพูดเขาไม่เคารพนับถือในชาวบ้านนี่ครับ เขาคิดอย่างนั้นเพราะลึกๆ เขาคิดว่าเขาสูงส่งและก้าวหน้ากว่าสมองชาวบ้าน เขาลืมนึกไปว่าชาวบ้านที่ยากจน มีอำนาจต่อรองทางสังคมและเศรษฐกิจน้อยกว่าเขาไม่รู้จักกี่เท่า อยู่กันมาได้อย่างไร เอาตัวรอดมาตลอดได้อย่างไร ถ้าเขาเอาความเก่งแบบชาวบ้านมาคิด เขาจะรู้เลยว่า OTOP เปรียบเหมือนน้ำหยดลงกลางทะเลทรายที่แห้งผาก ต้นไม้รอขึ้นอยู่แล้วแต่ฝนไม่เคยตก”

“พอตกเข้าหน่อย ต้นไม้ก็ขึ้นกันไสวเลย”
“ครับ”

“คุณจักรภพคิดว่าผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญที่สุดของ OTOP คือการสร้างอำนาจต่อรองและเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ”

“ใหญ่ที่สุดคือการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย ทำให้ชาวบ้านมีคุณค่าและมีความหมายจริงๆ ไม่ใช่มีความหมายกลวงๆ ตามคำขวัญของราชการในอดีต ประเภทที่พร่ำพูดว่า “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ” แต่ปล่อยให้กระดูกผุจนเดินไม่ไหว และ...ใช่ครับ เมื่อชาวบ้านมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นและมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ประชาธิปไตยก็แข็งแรงขึ้น”
“อย่างตอนนี้?”

“ครับ ฝ่ายอำนาจเดิมเขากระทืบคุณทักษิณและกระบวนการประชาธิปไตยเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ยิ่งยืนหยัดและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จนตอนนี้ฝ่ายเขาก็เริ่มงงๆ ว่าทำไมฆ่ามันไม่ตายสักที ทำไมไม่เหมือน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙”
คุณทาเกชิตะยื่นมือมาให้ผมจับ ผมก็เช็คแฮนด์กับแก

“ขอแสดงความยินดีกับระบอบประชาธิปไตยไทยที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะช้าหน่อยก็ตาม ผมขอถามอีกคำนะครับ อำนาจต่อรองของเราสูงขึ้น เป็นเหตุผลให้เราคิดถวายฎีกาต่อพระเจ้าอยู่หัวเพื่อให้คุณทักษิณเป็นอิสระหรือเปล่า”

ผมค่อยๆ ปล่อยมือแล้วยิ้มให้คุณทาเกชิตะ
“คุยเรื่องอื่นเถอะครับ”

-----------------------------------
ประชาสัมพันธ์ :
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146
ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Tuesday, July 14, 2009

‘แม้ว’ สอน ‘มาร์ค’

ที่มา บางกอกทูเดย์

10.00-11.00 น. วันที่ 13 กรกฎาคม มีการถ่ายทอดสัญญาณทักษิณโฟนอินไปยังสถานีวิทยุชุมชนเครือข่ายคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ของเครือข่ายคนเสื้อแดงที่ต้องนำเรื่องนี้มาเขียนเพราะน่าสนใจ! คุณอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ กับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนี้ ก็น่าให้ความสนใจกับข่าวนี้เช่นเดียวกันเพราะเป็นการ “สอนมวย” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันล้วนๆคุณทักษิณ ชินวัตร พูดถึง “ข่าวลือ” ที่ เทพไทเสนพงศ์ ออกมาพูดเป็นตุเป็นตะว่า ทักษิณแว่บเข้ามาอยู่ที่ประเทศมาเลเซียแล้วแต่ในความจริง ทักษิณบอกให้เจ็บใจว่า...“ผมแวะเติมน้ำมันแล้วก็ค้างคืนหนึ่ง รัฐบาลมาเลเซียก็ส่งสันติบาล 15 คน มาอารักขาผม 24 ชั่วโมง”ต้องถามว่ารัฐบาลไทยจับคนในประเทศไทยยังจับไม่ได้เลยแล้วจะข้ามไปจับฝั่งโน้น ถามว่า เขาเป็นเมืองขึ้นเราหรือ??เขามีอธิปไตยของเขา เขาจะรับใครไม่รับใครก็เรื่องของเขา เขาจะร่วมมือกับใครหรือไม่ก็เรื่องของเขาเวลาที่ผมจะเดินทางไปไหน ผมต้องมั่นใจก่อนว่ารัฐบาลประเทศนั้นจะ

ไม่อึดอัด ถ้ารัฐบาลไทยจะมาวุ่นวายกับเขาเวลานี้ทั่วโลกเขารำคาญประเทศไทย รำคาญรัฐบาลนี้มาก เพราะว่าเขามีหลักสากลอยู่แล้วว่าการจะร่วมมือในการ จับผู้ร้ายข้ามแดน ต้องไม่ใช่เรื่อง การเมืองแต่คดีของผมยิ่งกว่าการเมืองเสียอีก ตัดสินโดยอำนาจการเมือง สอบสวนโดยผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองหลังการปฏิวัติรัฐประหารอย่างนี้ใครจะไปเชื่อ? ทุกประเทศเขาต้อนรับผมอย่างดีไปไหนพบผู้นำประเทศนั้นๆ เขายินดีต้อนรับผมแต่ที่ไม่ออกอะไรเลยเพราะผมเกรงใจเขา เพราะรัฐบาลไทยจะไปวุ่นวายกับเขา ทั้งๆ ที่มีกติกาของกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้อยู่แล้ว แต่จะไปบอกว่าคุณต้องร่วมมือกับผม เขาก็อึดอัดรำคาญ”ผมคิดว่า...ถ้าคุณอภิสิทธิ์ลองเอาเทปคำพูดราวกับ“สมภารสอนเด็กวัด” มาฟังดูก็คงเจ็บใจและเจ็บปวด??ทุกคำพูดเถียงเขาไม่ได้!! เพราะตัวเองไม่ทันเกมเขาเองสำหรับข้อกล่าวหาของลิ่วล้อมาร์คที่บอกว่า ทักษิณต้อง ควักเงิน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเบิกทางพำนักใน ประเทศฟิจิ ทักษิณย้อนกลับอีกว่า...“ไม่มีครับ!!300 บาทไปแวะกินข้าวน่ะมี แต่ 300 ล้านไม่มี!!”ผมเขียนไปสงสารรัฐบาลไทยไป ผมภาวนาให้มาร์คพ้นจากบาปเคราะห์เร็วๆ กลับไปอยู่บ้านกับ “คุณแตงโม” ประเทศไทยก็จะเจริญรุ่งเรือง ประชาชนไทยก็จะพ้นเวรพ้นกรรม!! ■

มาตรฐานนักการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าจะเอา “มาตรฐานนักการเมือง” เป็น“ความหวังของประเทศไทย” จริงๆ แล้วเราจะหวังอะไรได้มากน้อยแค่ไหน?นี่คือคำถามของคนในสังคมไทยที่กำลังตั้งความหวังกับการเมืองประชาธิปไตย ที่หลายคนพยายามจะช่วยกันสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับการเมืองประเทศเราและแน่นอนว่า...“นักการเมือง” เป็นปัจจัยสำคัญ หรือ “ตัวแปร”ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในความหวังที่ว่านี้เพราะ...เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้วรัฐบาลเป็นพรรคประชาธิปัตย์และได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรีอันหมายความว่า วันนี้เราได้นายกรัฐมนตรีที่หลอมรูปแบบมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อชวน หลีกภัยซึ่งเป็นนักการเมืองตัวอย่างของรูปแบบที่นักการเมืองไทยอยากได้และอยากเป็นแต่การปฏิบัติและดำรงตนอย่างนั้น น้อยคนนักที่จะทำได้นั่นหมายถึง...คนไทยเริ่มมีความหวังในการเมืองประชาธิปไตยและต้องยอมรับความจริงว่า เพราะเขาหวังในมาตรฐานนักการเมืองจาก ชวน หลีกภัย ตกทอดมาถึงคนที่ถูกปั้นและถูกหลอมรวมมาจากรูปแบบ

ตัวอย่างที่ดีจนมาถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่ปัญหาความสับสนของการเมืองไทยวันนี้...มีความเข้าใจไม่ตรงกันของคนหลายฝ่ายว่า“มาตรฐานนักการเมือง” ควรจะเป็นอย่างไร ถึงจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นสอดคล้องกันจนกลายเป็น“ความหวังของประเทศไทย” ได้จึงเป็นเรื่องยากที่จะสร้าง “มาตรฐานนักการเมือง”ขึ้นมาให้แตกต่างระหว่างคนที่ประชาชนควรจะฝากความหวังทั้งปวง ไว้กับคนที่ควรคัดออกจากกลุ่มคนที่ประชาชนจะฝากความหวังและอนาคตทางประชาธิปไตยเอาไว้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้ท่านคงตระหนักแล้วว่าความหวังของคนทั้งปวงในประเทศที่อยากได้จากท่านและอยากให้ท่านเป็นคืออะไร?นั่นหมายถึงว่า...คนไทยจะฝากความหวังทางการเมืองไว้กับท่านและรัฐบาลได้ท่านจะต้องสร้างตัวเองให้เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพมาตรฐาน ต้องไม่บิดเบี้ยวและตะแบงเหมือนคนอื่นที่กำลังถูกจับตาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ของท่านเองคำถามจึงมีว่า...เมื่อไหร่และถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเอา“มาตรฐานนักการเมือง” มาฝากไว้ให้เป็น“ความหวังของประเทศไทย”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คำถามนี้ท่านต้องตอบด้วยการทำไม่ใช่การพูดครับ ■

อดีตวันพรุ่ง

ที่มา บางกอกทูเดย์

อายุพรรคแก่เกินจะนับ..เพราะยาวนานเกินกว่าเกษียณประสบการณ์..ยิ่งยาวนานมากมายเกินกว่าอายุ..พรรคประชาธิปัตย์ พรรคยอดรักของระบอบประชาธิปไตยของไทย..พรรคใหญ่พรรคเดียวที่มีอยู่แต่ประสบการณ์ดูเหมือนว่า เป็นแค่ทางผ่านไม่ใช่บทเรียน8 ปีก่อนที่จะมาเป็นฝ่ายค้านยาวนาน..ประชาธิปัตย์สร้างนโยบายเรื่องที่ดินให้กับประชาชนได้มีที่ดินทำกิน..เรียกว่า ส.ป.ก.4-01ครั้งนั้น..มีเรื่องราวที่ประชาชนสนใจการแจกจ่ายที่ดินบางแปลงนั้น..กลายเป็นคนมั่งคนมีกลายเป็นเศรษฐีรีสอร์ทแทนที่ประชาธิปัตย์..จะรับทราบความรู้สึกของสื่อและประชาชนคนทั่วไป..ประชาธิปัตย์กลับดันทุรัง..ถึงกับ..พลั้งปากไม่ชอบคราวหน้าก็อย่ามาเลือกพรรคนานกว่า 8 ปี ถ้าไม่มี..ปรากฏการณ์ทางทหาร..ถ้าไม่มีสหบาทากับ ทักษิณ ชินวัตร และการฆ่าตัดตอนพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงเป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่วันนี้..มีเรื่องราวที่เป็นวิกฤติศรัทธา..เกิดขึ้นมาใหม่..สำหรับชาวประชาธิปัตย์..วิกฤติศรัทธาเกี่ยวกับตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านกษิต ภิรมย์..เกี่ยวกับวิธีการพูดจา เกี่ยวกับการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการยึดสนามบิน จนกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาของตำรวจประชาชนเห็นว่า..สำหรับคำกล่าวหาและการรักษาคำพูด..คุณกษิต ภิรมย์ สามารถกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ใหม่ หากว่าพ้นผิดจากคำกล่าวหาเมื่อศาลไม่รับฟ้องหรือพิพากษาว่าไม่มีความผิดดีกว่าให้พรรคต้องมารับผิดชอบ..หรือให้รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเข้ามาการันตีพัวพันในมหาประชาชนนั้น..มีอารมณ์..และอารมณ์ร่วมของมหาประชาชนนั้น..เป็นสิ่งต้องพึงระมัดระวังเหมือนดังเรือสำเภากับคลื่นลมแห่งทะเลอย่าให้วิกฤติศรัทธาของคนๆ เดียว เป็นวิกฤติศรัทธาที่นำมาซึ่งอับปางพรรคทั้งพรรคอย่าให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอย ■

แปลความหมาย จาก ‘คำพูด’

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ถ้ากล้าพูดก็ต้องกล้าแสดงตัวด้วย...เป็นลูกผู้ชายก็ต้องออกมาแสดงตัวจะกลัวอะไร และบอกด้วยว่าเนื้อหาแท้ๆ มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลทำไมมาเก่งกับผม...เพราะผมไม่มีอำนาจเงินใช่ไหมถ้าจะเปิดศึกรบก็ต้องรบกันรอบด้าน และต้องถามด้วยว่า...ตอนที่ทักษิณปู้ยี่ปู้ยำ คนพวกนี้หายไปไหน หรือว่าเกรงกลัวพวกรุ่น 10หากผมเป็น รมว.กลาโหม วิพากษ์วิจารณ์ผมได้ ผมรับฟังเพราะผมไม่ใช้อำนาจเถื่อน ถ้ารักชาติก็ต้องรักตลอดเวลาและช่วยถามทีว่า ใครปองร้าย “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำพันธมิตรฯ ใครปองร้ายนายกฯ ซึ่ง “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ”รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่งคง คงต้องตอบ”จากวลีคำพูดข้างบนของ “นายกษิต ภิรมย์” ในกรณีที่มีข่าวว่าบิ๊กทหาร กดดัน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ให้ตัวเองพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแปลความได้ดังนี้ประการแรก นายกษิตกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธอย่างสุดๆเหมือนถูกตีที่ปลายหางขนด

ประการที่สอง ท้าทายให้ผู้พูดแสดงตัวออกมา...ซึ่งก็นับว่าได้ผลเพราะว่า “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผู้บัญชาการทหารบกได้ออกมายืนยันว่า...“ไม่เคยกดดันใดๆ ให้นายกษิตออกจากตำแหน่ง ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่นายกษิตจะมีความคิดอย่างไรก็อยู่ที่ตัวท่านเองมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับผม”จากคำพูดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า พล.อ.อนุพงษ์ก็มีอารมณ์โกรธ แต่น้อยกว่านายกษิตมากประการที่สาม นายกษิตมองว่า ที่บิ๊กทหารมาเสนอปลดตน...เพราะมองว่าตัวเองไม่มีน้ำยาแต่ นายกษิต พิจารณาดูตัวเองแล้วว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนขาดอยู่อย่างเดียว คือ “อำนาจเงิน” (Power of the purse)ประเด็นนี้คงไม่จริง!นายกษิต เป็นคนมีเงิน แต่ไปเปรียบเทียบหรือแขวะ “พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ใช้อำนาจเงินทำให้คนไม่กล้าตอแยด้วยประการที่สี่ นายกษิตมองว่าเตรียมทหารรุ่นที่ 10 เป็นพวกเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และถือว่าเป็น ศัตรูกับตนจนแกล้งลืมไปว่า ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร. และตัวเก็งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนต่อไป ก็เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 หรือนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26อย่าง...พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย หรือ พล.ต.อ.วงกตมณีรินทร์ รอง ผบ.ตร.ประการที่ห้า นายกษิตมองว่า “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม...รู้เรื่องนี้ดีแม้นว่า “พล.อ.ประวิตร” จะยืนยันว่า...ไม่เคยพูดและไม่รู้เรื่องไม่มีการกดดันแต่อย่างไร

แต่ นายกษิต กลับแสดงให้เห็นว่า...ถ้าตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อใด ท้าทายให้ บิ๊กทหาร ทั้งหลายวิพากษ์วิจารณ์ได้ทั้งที่ นายกษิต เรียนจบมาทางรัฐศาสตร์ ได้คะแนนดี แต่ลืมคำของ Paul Appleby ที่กล่าวไว้ว่า“ข้าราชการประจำต้องทำตัวเหมือนปลาเงินปลาทองในตู้กระจก ปลาย่อมพูดไม่ได้ฉันใด ข้าราชการย่อมพูดไม่ได้ฉันนั้น”เพราะ นายกษิต ตอนเป็นข้าราชการประจำเป็นคนช่างพูดก้าวร้าว ใช้อารมณ์...ลูกน้องเกลียดแต่แปลก..นายบางคนกลับชอบ!อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็มี “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง...แต่หลังจากประชุมรัฐมนตรีอาเซียน...ต้องมาว่ากันอีกทีประการที่หก นายกษิตมองว่า พวกทหารชอบใช้อำนาจเถื่อน...การที่โค่นล้ม “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ได้เพราะฝีมือของนายกษิต และ กลุ่มพันธมิตรฯทหารที่เข้ามาปฏิวัตินั้นเป็นผลพลอยได้จากจุดที่เขาและพรรคพวกได้เริ่มต้นด้วยความกล้าหาญประการสุดท้าย สายสัมพันธ์ระหว่าง นายกษิต ภิรมย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มีปัญหาค่อนข้างรุนแรงเป็นปัญหาที่ค้างคาใจทั้งหมด รวมทั้งการลอบสังหาร นายสนธิลิ้มทองกุล คำตอบจึงพุ่งเป้าไปยัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณเหมือน นายกษิต ภิรมย์ จะพูดว่า หากจะปรับคณะรัฐมนตรีในคราวหน้า คนที่จะต้องโดนปรับเป็นคนแรก คือ นายสุเทพเทือกสุบรรณ ไม่ใช่ตัวเขา ■

จักร์เพชร

เสนอนิรโทษกรรม กก.บห.พรรคการเมืองที่ถูกยุบ เป็นมาตรการเร่งด่วน

ที่มา MCOT News


รัฐสภา 14 ก.ค.-เผยข้อเสนออนุกรรมการสมานฉันท์ฯ ในรายงานสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเสนอต่อประธานรัฐสภา-นายกรัฐมนตรี 16 ก.ค.นี้ ให้นิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อนำไปสู่ความสมานฉันท์

การประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันนี้ (14 ก.ค.) มีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ประธานคณะกรรมการฯ เป็นประธานการประชุมพิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการฯ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่จะเสนอรายงานกับนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 16 กรกฎาคม เวลา 13.30 น. ณ ห้องรับรองชั้น 2 อาคารรัฐสภา 2 และจะจัดพิมพ์บทสรุปจำนวน 2,000 เล่ม เพื่อมอบแก่ ส.ว. ส.ส. และแจกจ่ายไปยังส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ได้สรุปว่าสมควรจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ใน 6 ประเด็น เป็นการเร่งด่วน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางในการลดเงื่อนไขความขัดแย้งเพื่อนำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์และการปฏิรูปการเมืองในระยะต่อไป ได้แก่ ประเด็นยุบพรรคการเมือง และการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรค (มาตรา 237) ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการเมือง ประเด็นที่มาของ ส.ส. (มาตรา 93-98) ประเด็นที่มาของ ส.ว. (มาตรา 111-121) ประเด็นการทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา (มาตรา 190) ประเด็นการดำรงตำแหน่งทางการเมืองของ ส.ส. (มาตรา 265) และประเด็นการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนของ ส.ส. และ ส.ว. (มาตรา 266)

ส่วนการปฏิรูปการเมือง คณะกรรมการฯ เห็นควรทำทั้งในระยะสั้น (1 ปี) ระยะกลาง (3 ปี) และระยะยาว (5 ปี) พร้อมเสนอแนะว่าการปฏิรูปการเมือง นอกจากการแก้ไขตัวบทกฎหมาย ควรขยายไปถึงตัวบุคคลที่อยู่ในแวดวงการเมือง และเจ้าหน้าที่ที่ใช้อำนาจทางการเมือง และควรพิจารณาถึงบริบทของการเมือง คือ สังคม เศรษฐกิจ และจริยธรรมของนักการเมือง รวมทั้งควรเรียงลำดับความสำคัญ คือ การสร้างความสมานฉันท์ การปฏิรูปการเมือง และการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ในรายงานดังกล่าวมีข้อเสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย ระบุว่า ในระยะเร่งด่วนควรผลักดัน สนับสนุน และส่งเสริมภารกิจของกระบวนการสร้างความสมานฉันท์ไปสู่กระบวนการเลือกตั้งอย่างสันติ สุจริต และเที่ยงธรรม รวมถึงการพิจารณาคืนสิทธิและความเป็นธรรมให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบ และถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-14 16:42:55

ล่าตัว2ทหาร-ตร. คดียิงสนธิ 'ธานี'พบนายกฯ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19502
พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์

พล.ต.อ.ธานี เข้าพบนายกฯ 16.00 น. รายงานความคืบหน้าคดี หลังจากยึดรถกระบะที่คาดว่าเป็นพาหนะก่อเหตุลอบสังหาร "สนธิ ลิ้มทองกุล" ล่าสุด ขออนุมัติหมายจับทหาร-ตร.ชั้นประทวน 2 นาย..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (14 ก.ค.) เวลา 16.00 น. พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. เตรียมเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อรายงานความคืบหน้าการคลี่คลายคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังจากตำรวจยึดรถยนต์กระบะจาก จ.ลพบุรี ที่คาดว่าอาจเป็นพาหนะที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ

ล่าสุด ทางพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออำนาจศาลอาญาอนุมัติหมายจับทหาร และตำรวจ ชั้นประทวน 2 รายแล้ว โดยเป็นทหารสังกัดหน่วยรบพิเศษ ป่าหวาย จ.ลพบุรี และตำรวจสังกัดกองบังคับการปราบปรามยาเสพติด (ปส.)

นายสนธิ ลิ้มทองกุล

ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และทหารจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี ร่วมกันตรวจสอบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีเปลือกมังคุด หมายเลขทะเบียน บธ 1474 ลพบุรี เพื่อเก็บหลักฐานลายนิ้วมือแฝง เลขตัวถังรถ และเลขเครื่องยนต์ ที่ถูกยึดมา คาดว่าอาจเป็นรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุยิงถล่ม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่บริเวณแยกบางขุนพรหม เมื่อหลายเดือนก่อน

โดยภายในรถ พบบัตรประจำตัวข้าราชการระบุชื่อ น.ส.รัศมี เมฆชัย แต่งกายด้วยเครื่องแบบทหาร เล่มทะเบียนบ้าน ขวดน้ำโพลาลิส แว่นสายตา และแผ่นซีดีจำนวนหนึ่ง และที่บริเวณกระจกหน้ารถ มีสติกเกอร์สำหรับผ่านเข้า-ออก หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ ลพบุรี ติดอยู่ ซึ่งตำรวจภูธรภาค 1 ตรวจยึดได้จาก จ.ลพบุรี ก่อนนำมาเก็บไว้ที่กองบังคับการตำรวจจราจร แต่เมื่อสื่อมวลชนทราบเรื่อง เจ้าหน้าที่ได้ขับรถออกไปเก็บไว้ที่อื่นทันที และในการตจรวจหาหลักฐานครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ยังทดลองขึ้นไปนั่งบนกระบะท้ายรถ เพื่อจำลองลักษณะการนั่งยิงของคนร้ายด้วย

เป็นเรื่องของ Market Segmentation ครับ ช่วยมองมุมนี้กันก็จะเข้าใจ

ที่มา thaifreenews

เขียนโดย Bugbunny
วันอังคารที่ 14 กรกฏาคม 2009 เวลา 22:47 น.

alt

สิ่ง สำคัญในการสร้างพลังของทุกขบวนการให้เข้มแข็งนั้น คือการเจาะกลุ่มเป้าหมายให้ได้ผลที่สุด เริ่มตั้งแต่สร้างความรู้จัก ให้ข้อมูลความรู้ สร้างความเชื่อถือ ความภักดี เมื่อสร้างได้ก็ต้องพยายามรักษาความภักดีไว้ให้นานที่สุด จะเสนอเนื้อหาใด ก็ต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายว่ามีลักษณะอย่างไร ชอบแบบไหน เพราะเหตุผลหลักการหรือเพราะประโยชน์อื่น มีฐานะเศรษฐกิจสังคมแบบไหน คิดแบบไหน แล้วสื่อเนื้อหาที่เหมาะสมไปถึงให้ได้ มันก็จะได้ผลที่ต้องการ

เพราะ ละครหลังข่าวที่ปัญญาชนต่างพากันหยามหยันนั้น ยังมีผู้ชมที่เอาใจช่วยนางเอกซึ่งตกระกำลำบากถูกตัวอิจฉาย่ำยีบีฑากันไปทั่ว ทั้งเมืองได้ ส่วนปัญญาชนจำนวนมากที่มีกำลังซื้อสูงนั้น ย่อมจะชื่นชมกับ The French Revolution ที่ฉายทาง History Channel มากกว่าแน่นอน

อ่านต่อ และแสดงความคิดเห็น

ฉะนั้น คุณวีระ คุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ ฯลฯ นั้น มุ่ง Market Segment ที่ไม่ใช่ปัญญาชนหัวก้าวหน้านัก เขาแสดงออกแบบนักพูดที่มีหลายลีลาทั้งดุดันและขบขัน ก็เพราะกลุ่มเป้าหมายของเขาคือคนพื้นฐาน เราต้องยอมรับว่าประสบความสำเร็จ จัดตั้งมวลชนได้มาก เพราะสอดแทรกเรื่องแรง ๆ เอาไว้ด้วยคำพูดที่สนุกสนาน เราคงปฏิเสธยากว่าเขาทำงานในหน้าที่และเจาะกลุ่มที่ตั้งเป้าได้ผลดี

เส้น ทางของเขาคือ Emotional Approach ไม่ใช่ Rationale Approach เรื่องถวายฎีกา ก็รู้กันอยู่ทั่วไปว่า ไม่มีใครตั้งเป้าได้ แต่ถ้าไม่ได้ตามเป้าใหญ่นั้น มันก็จะกลับกลายเป็นได้เป้าที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างมาก การออกมาโลดเต้นทุกภาคส่วนของพวกอมาตยาธิปไตยวันนี้ ก็ เพราะพวกเขาก็รู้ดีว่า มันจะเกิดผลสะเทือนอย่างไร

แต่คุณจักรภพนั้น ผมถือว่าเจาะกลุ่มคนละกลุ่มกับคุณวีระ เขาเน้นกลุ่มชนชั้นกลางขึ้นไป รวมทั้งปัญญาชนหัวก้าวหน้าทั้งหลาย แน่นอนที่คนในบอร์ดรวมทั้งผมเองก็ชื่นชมเขา เพราะท่าทางว่าเราจะพูดภาษาเดียวกันแน่

ฝ่ายคุณวีระก็มุ่ง Segment ของคุณวีระ คุณจักรภพก็ Segment ของคุณจักรภพ ต่างก็แยกกันไปทำงาน เราน่าจะมองมุมนี้ จะให้คุณวีระ จตุพร ณัฐวุฒิ ไปนำกลุ่มปัญญาชนก็ลำบากอยู่ แต่ให้คุณจักรภพขึ้นเวทีแล้วเรียกเสียงกรี๊ดของสาวแก่แม่หม้ายเสื้อแดงกันไป ทั่ว แบบคุณณัฐวุฒิ ผมก็เชื่อว่าคงไม่ง่ายเช่นกัน เพราะ positioning ต่างกัน
alt
การ มองโลกด้วยหลักการนั้น เป็นอหังการ์ของปัญญาชนที่ไม่มีใครห้ามได้ แต่คงไม่ถูกที่ถ้าคิดไม่เหมือนแล้ว จะเอาเป็นเอาตายกัน นักปฏิบัิติทั้งหลายก็เช่นกัน บางท่านอาจจะหงุดหงิดกับนักคิดนักวิจารณ์ แต่ก็ไม่ควรที่จะผลักดันเขาไปเป็นฝ่ายตรงข้าม ต้องมองกลับไปด้วยว่า เขาเคยพิสูจน์ตนมาในอดีตแล้วว่าอยู่ข้างประชาชน

ยินดี ที่การตั้งแง่เหล่านี้ลดลง เพราะคนเสื้อแดงนั้นดีอยู่อย่างหนึ่งที่ส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกมีผลประโยชน์แอบ แฝง อีกอย่าง เรื่องฎีกานี่คงหยุดไม่ไหวแล้วมันเกินเป้าไปแล้วถึงขนาดว่า ถ้าคุณวีระไม่ยื่นละก็ ผมว่าคนเสียคือคุณวีระเองนั่นแหละครับ

สื่อกระแสหลัก VS สื่อทางเลือก ..... โลกเก่า VS โลกใหม่ ... ชนะเห็นๆ

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
14 กรกฎาคม 2552

วันนี้ ไม่ใช่สงครามระหว่าง สีเหลือง กับ สีแดง หรือสงครามระหว่าง อำมาตยาธิปไตย กับ ทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ สงครามระหว่าง ความคิดเก่าล้าหลัง กับ ความคิดใหม่ทันโลก เท่านั้น

ยังมีสงครามระหว่าง สื่อกระแสหลัก ต่อสู้กับ สื่อทางเลือก แบบเอาเป็นเอาตายเลยทีเดียว

เราจะเห็นได้ว่า ฝ่ายอำมาตย์ยึดกุมสื่อกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ เอาไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ที่จริงไม่ใช่เป็นการยึดกุมเท่านั้น แต่เป็น "สื่อกระแสหลัก" เหล่านี้ คือ ส่วนหนึ่งของอำมาตย์ หรือเป็นคนของโลกเก่าเองนั้นเอง

ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยรากหญ้านั้น ได้ยึดกุมสื่อทางเลือกเอาไว้แทบหมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่างๆ วิทยุออนไลน์ ทีวีออนไลน์ หรือ คลิปต่างๆ และที่สำคัญที่สุดคือ การโฟนอิน

วันนี้ เราจะเห็นเร็ตติ้งของการโฟนอินได้ทะลุรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทย" ของนายอภิสิทธิ์ไปอย่างไม่เห็นฝุ่นแล้ว

ฝ่ายอำมาตย์ ทำสงครามภายใต้โลกทัศน์เดิม ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ยังนำแนวคิด วิธีการ ยุคสงครามเย็น เมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว มาใช้อย่างไม่ดูสถานการณ์โลก

ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายประชาธิปไตยกลับเปิดแนวรุกใหม่ ที่ไม่เคยมีในตำราสงครามมวลชนในอดีต เช่น การโฟนอิน การใช้กลยุทธ์การจัดตั้งแบบ Cell การแจกคลิป การก็อบบี้ซีดีแจก เป็นต้น เล่นเอากลยุทธ์ที่ส่งทหาร กอ.รมน. ออกไปอบรม ชี้แจงชาวบ้าน เป็นเรื่องตลก เหมือนไดโนเสาร์ออกมาเดินในโลกปัจจุบัน ยังไงยังงั้นเลยทีเดียว

กลยุทธ์เก่าๆ ของอำมาตย์ ที่กลายเป็นระเบิดด้านหลายลูกแล้ว เช่น ม็อบชนม็อบ การเอาทหารล้อมปราบ การส่งคนมาก่อกวนตามเน็ต ใช้สองมาตรฐาน เป็นต้น

กลยุทธ์เหล่านี้หากได้ผล คนเสื้อแดงคงแทบหมดแผ่นดินไปแล้ว แต่สิ่งที่เราเห็นคือ คนเสื้อแดงเพิ่มจำนวนขึ้นทุกวัน สวนทางกับการโปรประกันดาอย่างเข้มข้นของฝ่ายอำมาตย์

หากใช้เกณฑ์นี้วัดผล คำตอบคือ ฝ่ายอำมาตย์ล้มเหลวไม่เป็นท่า กลายเป็นเสื้อแดงตายสิบเกิดแสน ยิ่งตียิ่งขยายตัว

โลกเก่า VS โลกใหม่ ทุกคนคงคาดเดาจุดจบได้ไม่ยาก

ต้นทุนในการทำเว็บไซต์ อยู่ที่หลักพันต่อเดือนเท่านั้น แต่เว็บไซต์ต้นกล้าของรัฐบาลมาร์ก ต้องลงทุนถึง 15 ล้านบาท ต้นทุนแตกต่างกันชัดเจน

ผมเข้าใจว่า ค่าโทรศัพท์โฟนอินของท่านทักษิณ ใช้ต้นทุนนาทีละ 6 บาท หากใช้บัตรโทรนะครับ

สรุปคือ การโฟนอินแต่ละครั้ง ใช้ทุนไม่เกิน 1000 บาท แต่สามารถครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายได้จำนวนมาก

อีกอย่างหนึ่ง หลังโฟนอินเสร็จ และยังจัดทำเป็นคลิปให้ดาวน์โหลดกันได้ แบบ on Demand เลยทีเดียว

ต้นทุนระหว่าง โลกเก่า กับโลกใหม่ แตกต่างกันชัดเจน

แค่วิเคราะห์ต้นทุน ก็ชนะเห็นๆ อยุ่แล้ว

ระลึก 12 ปีรัฐธรรมนูญ 2540 ระลึก 220 ปีอภิวัฒน์ฝรั่งเศส

ที่มา Thai E-News


โดย อริน
ที่มา หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
*ชมคลิปวิดิโอสารคดีปฏิวัติฝรั่งเศส คลิ้กที่นี่หรือติดตามรับชมทางTRUE VISIONช่อง48(HISTORY CHANNEL)วันที่14กรกฎาคม2552เวลา15.00-17.00น.

กลุ่ม“อำมาตย์-อภิชน” เหล่านี้เองที่เป็นตัว “เน่าใน” ของระบบ ที่ยิ่งดิ้นดันทุรังฝืนมติของประชามหาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมากเท่าใด ก็ยิ่งเข้าใกล้วาระเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้นเท่านั้น อยู่ที่ว่าการเปลี่ยนผ่านนั้น เป็นไปโดยผ่านกระบวนการ “สัญญาประชาคม” อย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป หรือต้องออกแรงหักโค่นกันให้พับพ่ายกันไปข้างหนึ่ง...


ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 ไม่ถูก “สำเร็จโทษ” โดยกลุ่มผู้เผด็จอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 รัฐธรรมนูญที่สมัยหนึ่งผู้คนในบ้านเมืองล้วนยอมรับเป็นเสียงเดียวกันอย่าง (น่าจะ) เป็นเอกภาพ ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดในประวัติการเมืองไทย ก็จะมีอายุครบ 1 รอบนักษัตรในปีนี้

และประจวบกับครบรอบ 220 ปี “การอภิวัฒน์ใหญ่ฝรั่งเศส” หรือ “การปฏิวัติฝรั่งเศส (1789-1889)” อันเป็นหนึ่งในประเทศรุ่งอรุณแห่งระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่

ที่เปิดฉากขึ้นพร้อมกับ “คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง (La déclaration des droits de l'homme et du citoyen)” และการร่างรัฐธรรมนูญ อันเป็นการรับอิทธิพลมาจากปรัชญารู้แจ้ง (Enlightened) บนรากฐานปรัชญามนุษยนิยม (Humanism) นั่นคือ ยุคที่มนุษย์ตระหนักในพลังอำนาจและความเสมอภาคกันของมนุษย์ด้วยกันเอง แทนที่ปรัชญาเทวนิยม (Theism) ซึ่งครอบงำสำนึกมนุษย์ให้ยอมจำนนอยู่ในกรอบของ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” มาช้านาน

และได้แบบอย่างจากรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ คำประกาศนี้ มีเนื้อหาหลักแสดงถึงหลักการพื้นฐานของการปฏิวัติ ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ” และต่อมาประกาศเป็นคำขวัญประจำชาติซึ่งก็ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสปีพ.ศ. 2489 และ 2501

การอภิวัฒน์ใหญ่ระเบิดขึ้นมาเนื่องจากสังคมไม่สามารถรักษาสมดุลใน “สาเหตุที่ฝังรากลึก (Les causes profondes)” อันได้แก่ สภาพทางสังคม การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม

สภาพทางสังคมทั่วไปก่อนยุคสาธารณรัฐครั้งแรกในฝรั่งเศสนั้น แบ่งเป็น 3 ฐานันดร คือ (1) ขุนนาง หรืออำมาตย์ ในปัจจุบันน่าจะรวมขุนศึกเข้าไปด้วย (2) นักบวช ควรรวมนักวิชาการเข้าไปด้วยอีกเช่นกัน และ (3) ฐานันดรที่สาม (tiers état) เป็นส่วนที่เหลือของประเทศ เช่น ชนชั้นกลางและชาวนา ซึ่งหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดมีกำลังการผลิตใหม่ล่าสุดขึ้นมาเรียกว่า “คนงาน” หรือผู้ใช้แรงงาน ก็คงต้องอนุโลมไว้ในฐานันดรที่สามนี้เช่นกัน

ในส่วนสภาพทางสังคม ปมเงื่อนที่นำไปสู่การเรียกร้องสิทธิเสรีภาพคือ ความไม่เท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายหนึ่งประกอบด้วยสองฐานันดรแรกที่มีลักษณะเป็น “อภิชน” กับอีกฝ่ายหนึ่งคือฐานันดรที่สาม หรือ “ชนชั้นรากหญ้า” ที่ไม่เคยมีโอกาสตัดสินเลือกอนาคตของคน หรือแม้แต่สิทธิมีเสียงใดๆ มีแต่หน้าที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่แล้วแต่กลุ่มอภิชนจะยัดเยียดให้

สำหรับระบบการบริหารประเทศ มีลักษณะล้าหลัง ไม่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น การเก็บภาษีอย่างไม่เป็นระบบไม่ทั่วถึงและไม่เป็นธรรม ระบบกฎหมายยุ่งเหยิงหลายมาตรฐาน การยกเว้นภาษีชนิดเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มอภิชนที่มีฐานะร่ำรวย ทำให้ฐานันดรที่สามที่มีฐานะยากจนอยู่แล้วต้องรับภาระภาษีของสังคมทั้งสังคม การรีดภาษีเอากับประชาชนทำให้มีความเป็นอยู่แร้นแค้นยิ่งขึ้น ส่วนกลุ่มอภิชนกลับใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย

ส่วนเงื่อนไขการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ความฟุ่มเฟือยและการใช้ชีวิตอย่างไร้สาระของอภิชนบางส่วน นำไปสู่ความเสื่อมศีลธรรมยิ่งขึ้นทุกที นักเขียนเช่นวอลแตร์ (Voltaire) และรุสโซ (Jean Jaques Rousseau) ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิดของปัญญาชนในยุคนั้น ได้จุดประกายเกี่ยวกับความเสมอภาคและเสรีภาพ ก่อให้เกิดการไม่เห็นด้วยกับระบบการปกครองขึ้นอย่างเงียบๆ และมองหาหนทางในอนาคตที่เป็นของตนเองในหมู่ผู้เสียเปรียบในสังคม ซึ่งอยู่ในสถานะต่ำต้อยน้อยหน้าเสมอมา

แล้วห้วงเวลาสุกงอมของการอภิวัฒน์ก็มาถึง เมื่อภาวะบีบคั้นจากเศรษฐกิจตกต่ำอย่างหนักที่รุมเร้าฝรั่งเศส ทำให้กลุ่มอภิชนในส่วนที่เป็นรัฏฐาธิปัตย์เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ระหว่างกลุ่มที่มีแนวทางผ่อนคลายวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งประชาชนรากหญ้าเป็นผู้รับผลโดยตรง กับกลุ่มผลประโยชน์เก่าที่ยอมให้มีการจัดระเบียบใหม่ทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง

ตามมาด้วยภาวะอนาธิปไตยเป็นเวลา 1 ปี จนในที่สุดทำให้ประชาชนออกมาก่อจลาจลเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2332 และถัดมาอีก 2 วันก็ยึดคุกบาสตีย์ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของรัฏฐาธิปัตย์ลงได้ในวันที่ 14 กรกฎาคม

สมาชิกส่วนใหญ่ของสภาร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดตั้งขึ้นหลังประกาศ “คำประกาศสิทธิของมนุษย์และพลเมือง” นิยมระบอบประชาธิปไตยโดยให้พระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญมากกว่าระบอบสาธารณรัฐ จึงมีภารกิจสำคัญอันดับแรกของสภาคือการดำรงสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้

ฝรั่งเศสก้าวเข้าสู่ ยุคสมัยแห่งความหวาดกลัว (The Reign of Terror หรือ The Terror หรือ La Terreur) ซึ่งกินเวลา 10 เดือน จาก 5 กันยายน 2336 ถึง 28 กรกฎาคม 2337 กว่าที่การนองเลือดและกิโยตินจะสิ้นสุดลง มีการสถาปนาการปกครองระบอบสาธารณรัฐ บนพื้นฐาน 1 คน 1 เสียง

แต่แล้ว นโปเลียน โบนาปาร์ต ก็แต่งตั้งตัวเองขึ้นเป็นจักรพรรดิ และรุกรานประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรป เมื่อนโปเลียนพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสจึงกลับมาใช้ระบบสาธารณรัฐอีกครั้ง เรียกว่ายุคสาธารณรัฐที่สอง การเมืองการปกครองของฝรั่งเศสพลิกผันต่อเนื่องมาอีกหลายปีกระทั่งระบอบราชาธิปไตยสิ้นสุดลงอย่างถาวรในปี พ.ศ.2413 ในรัชสมัยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ซึ่งทรงเป็นพระภาติยะ (หลานลุง) ของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 (นโปเลียน โบนาปาร์ต)

การเกิดขึ้นของการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศแม่แบบ ทั้ง 3 คือ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และอังกฤษนั้น เมื่อพิจารณาลึกลงไป จะเห็นปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่ ความเหิมลำพองของกลุ่มอำมาตย์และนักบวชหรือนักวิชาการ (ตามยุคสมัย) นัยหนึ่งเป็น “อภิชน” ในสังคมจารีตแบบ “ศักดินาสวามิภักดิ์” ของตะวันตก กลุ่ม “อำมาตย์-อภิชน” เหล่านี้เองที่เป็นตัว “เน่าใน” ของระบบ ที่ยิ่งดิ้นดันทุรังฝืนมติของประชามหาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศมากเท่าใด ระบอบการปกครองนั้นๆ ก็ยิ่งเข้าใกล้วาระเปลี่ยนผ่านเร็วขึ้นเท่านั้น

อยู่ที่ว่าการเปลี่ยนผ่านนั้น เป็นไปโดยผ่านกระบวนการ “สัญญาประชาคม” อย่างสันติค่อยเป็นค่อยไป หรือต้องออกแรงหักโค่นกันให้พับพ่ายกันไปข้างหนึ่ง...