WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 15, 2009

หวัดระบาดหนัก ตาย อันดับ 6 ของโลก!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่ว่าถึงวันนี้จะมีการอ้างว่าอย่างไรก็ตาม ในการรับมือกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่วิกฤติครั้งนี้ถือว่าเป็นมหันตภัยที่ไม่สามารถจะมองข้ามหรือไม่ตื่นตัวได้อีกต่อไปแล้วก่อนหน้านั้น หลายๆ คน หลายๆ รัฐบาล พากันหัวเราะในการที่องค์การอนามัยโลกยกระดับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปสู่ระดับ 6ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดแล้ว แต่กลับมีเสียงสะท้อนว่าทำกระต่ายตื่นตูมไปหรือไม่ตื่นตูมหรือไม่ตื่นตูม วันนี้ดิ้นพล่านกันไปหมดแล้ว เพราะนางมารี ปอล คีนี ผู้อำนวยการวิจัยวัคซีนขององค์การอนามัยโลกสำทับซ้ำอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดถึงขั้นที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้แล้วทุกประเทศจำเป็นต้องมีวัคซีนป้องกันและกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนก่อนเป็นกลุ่มแรก คือ เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข เพราะต้องดูแลผู้ป่วยที่จะมีจำนวนมากขึ้นทั้งนี้ เพราะสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกระบุว่า พบผู้ป่วยแล้วไม่ต่ำกว่า 90,000 รายทั่วโลก ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 429 รายแต่ที่สำคัญ องค์การอนามัยโลกบอกว่ามีผลการศึกษาใหม่ชี้ว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เอ เอช 1 เอ็น 1 จะทำให้ปอดเสียหายมากกว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่ยังโชคดีอยู่บ้างที่ตอบสนองต่อยาต้านไวรัสอยู่ความจริงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยภายใต้การบริหารงานของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขที่มี นายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรัฐมนตรีว่าการนั้น จะบริหารจัดการแบบภาวะปกติทั่วไปไม่ได้อีกแล้วทั้งคู่จะใช้ภาพลักษณ์ของการเป็นคนดีมาสู้กับการแพร่กระจายของไวรัสมหาภัยนั้นไม่ได้แล้ว แต่ต้องใช้การลงมือและมีมาตรการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่าที่ผ่านมาที่สำคัญ แม้นายวิทยาจะบอกว่าเป็นคนดี ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวใครในกระทรวงสาธารณสุขเลย ก็เป็นคนละเรื่องกับการต้องทำหน้าที่ดูแลชีวิตและสุขภาพของประชาชนถึงตอนนี้นายวิทยาจะต้องเปิดหูตาให้กว้าง และเลือกใช้คนให้ถูกต้องต้องดูอย่างนายอภิสิทธิ์ ที่เมื่อถูกตำหนิมากๆ เข้า มีเสียงสะท้อนในมุมมองต่างๆ มากๆ เข้า ในเรื่องของมหาภัยจากไข้หวัดใหญ่

สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังยอมรับอยู่ลึกๆ ว่ากำลังจะพังเพราะคนรอบข้างถึงได้แอบไปค้นหาข้อมูลเองทางอินเตอร์เน็ต แล้วไปเจอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของอังกฤษ ทำให้รู้จริงจากการอ่านต้นฉบับเองมากกว่าที่จะอ่านรายงานและคำป้อยอจากคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์ถึงได้พูดชัดเจนขึ้น แม่นยำมากขึ้นในเรื่องข้อมูลไม่ได้เฟอะๆ ฟะๆ เหมือนเก่าฉะนั้น นายวิทยาจะต้องดูเป็นตัวอย่าง และต้องเลิกพึ่งทีมงานรอบข้าง ที่ทำให้แม้แต่คนในกระทรวงสาธารณสุขด้วยกันเองยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทนใช้งานอยู่ได้อย่างไร กับทีมงานที่ผิดพลาดอย่างต่อเนื่องมาตลอดในเรื่องของไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ควรจะเทกระจาดโละทิ้งไปได้ตั้งนานแล้วหรืออย่างน้อยก็ชัดเจนตั้งแต่แนะนำให้ติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วว่า ล้มเหลวเพราะนอกจากทำให้ขายหน้าเนื่องจากไม่ได้ผล ยังทำให้ถูกตำหนิแถมสูญเสียงบประมาณไปเปล่าๆ ปลี้ๆ...ก็แบบนี้แหละที่คนมีฝีมือซึ่งอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เนื่องจากที่ผ่านมานายวิทยาทำตามที่กลุ่มข้าราชการประจำกลุ่มนี้ชงบทให้เล่นมาโดยตลอด...เมื่อบทผิด บทโหลยโท่ยคนซวยก็คือรัฐมนตรีว่าการซึ่งเป็นคนเล่นตามบทนั่นแหละถึงได้โดนด่าเช้ายันเย็นอยู่ในเวลานี้ว่าไม่ทำอะไรซึ่งหากจับตาดูให้ดีจะเห็นว่า แม้แต่นายอภิสิทธิ์ก็ยังเปลี่ยนบทเล่น จากการเล่นตามการชงของข้าราชการประจำ ที่วันๆคอยแต่เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู...ร้องเรียกเหมียวๆ เดี๋ยวก็มาอะไรเทือกนั้นเปลี่ยนมาเป็นการตั้งคำถามแทน และถามแม้กระทั่งกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะโดนตำหนิจนจมหูจมกระเบื้องอย่างมากว่า รัฐบาลยิ่งพูดยิ่งทำให้ประชาชนสับสน ยิ่งทำให้ประชาชนไม่รู้ว่าตกลงแล้วไข้หวัดใหญ่ 2009 มันร้ายแรงแค่ไหนแน่นายอภิสิทธิ์ได้มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการแถลงข้อมูลออกไปแบบต่างคนต่างพูดกันคนละที และเมื่อพูดออกไปมักจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาแสดงความเห็นสวนออกมาโดยตลอด ทำให้ประชาชนสับสนแล้วก็ถือโอกาสอ้างว่า ตอนนี้ในประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา

อังกฤษ และประเทศในยุโรป ไม่ให้ความสนใจเรื่องการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อแล้ว แต่จะเน้นเรื่องการรักษา รวมทั้งหลายประเทศเปลี่ยนแปลงการเก็บตัวเลขแล้วจึงนำมาสู่แนวคิดที่จะไม่รายงานผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นรายวันหรือเดลี่ รีพอร์ท อีกแล้ว แต่จะใช้การสรุปเป็นรายสัปดาห์หรือวีกลี่ รีพอร์ท แทนโดยอ้างว่าเพื่อกันความสับสนและตื่นตระหนกแต่ก็เกิดเสียงสะท้อนขึ้นมาว่า เป็นการไม่ต้องการให้ข้อมูลความจริง เพราะเอาไม่อยู่แล้วใช่หรือไม่???เหมือนกับกรณีที่ไปฝากความหวังเอาไว้กับโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009รวมไปถึงการซื้อวัคซีนจากต่างประเทศซึ่งทั้งหมดจะต้องรออย่างเร็วที่สุดก็คือเดือนตุลาคม หรืออีกประมาณ 3 เดือนอย่างปานกลางก็คือเป็นช่วงเดือนธันวาคม หรือโน่นเลยอีก 5 เดือนและอย่างช้าก็เป็นต้นปีหน้า 2553จึงเกิดคำถามตามมามากมายว่า แล้วระหว่างทางประชาชนคนไทยจะทำอย่างไร เพราะขณะนี้ระดับความรุนแรงของการแพร่กระจายนั้น ที่ประชุม ครม. ก็รับรู้ไปแล้วว่า อย่างน้อยที่สุดก็มีคนกลุ่มเสี่ยงถึง 2.4 ล้านคนเป็นอย่างน้อยซึ่งก็มีการเสนอไอเดียที่ดูเหมือนฉลาด เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดารัฐมนตรีที่ไม่ประสีประสาได้ว่า น่าจะเป็นวิธีที่ดีและดูทันสมัยไฮเทค นั่นคือขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการส่ง SMS แจ้งเตือนไปยังกลุ่มเสี่ยง 2.4 ล้านคนที่ว่าสงสัยจะยังไม่เข็ดกับ SMS ตอนขึ้นรับตำแหน่งใหม่ๆอย่างไรก็ตาม ยังดีที่มีคนไม่บ้าจี้ไปด้วย ท้วงอย่างเรียบๆ ง่ายๆว่า แล้วจะเอารายชื่อ เอาข้อมูล เอาเบอร์โทรศัพท์ ของคนกลุ่มเสี่ยง 2.4 ล้านคนที่ว่านั้นมาจากไหนรัฐบาลเอาเวลาไปใช้ทำสิ่งที่ได้ผลและสามารถเห็นผลได้ทันท่วงทีกว่านี้จะดีหรือไม่???เพราะแค่ฝากความหวังเอาไว้กับวัคซีนต้นแบบก็เจอสอนมวยเข้าเต็มๆ จาก น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ในฐานะประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย ที่เตือนตรงๆ ว่า วัคซีนต้นแบบนั้นมีความเสี่ยงในเรื่องของอาการข้างเคียงอยู่พร้อมกับเตือนว่าขณะนี้ประเทศไทยได้มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อย่างรวดเร็วมากมียอดผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของเอเชียและเป็นอันดับที่ 6 ของโลกแล้วซึ่งเชื้อไวรัสจะค่อยๆ พัฒนาไปทีละน้อย จนอาจกลายพันธุ์เป็นไวรัสชนิดร้ายแรง ดังเช่นเคยเกิดมาแล้วที่ประเทศสเปนในปี พ.ศ.2461 มีผู้เสียชีวิตราว 20-40 ล้านคน และฮ่องกงในปี พ.ศ.2511 ก็มีผู้เสียชีวิต 1-4 ล้านคนจึงได้แต่ภาวนาและหวังว่า สถานการณ์ร้ายแรงหรือที่เรียกว่า “ไทยฟลู” คงจะไม่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2552 นี้โดยให้แง่คิดว่าการผลิตวัคซีนต้นแบบเพื่อใช้ในประเทศไทยนั้นไม่ควรจะเร่งดำเนินการนำมาฉีดให้ประชาชน ต้องศึกษาวิจัยประสิทธิผลให้รอบคอบเสียก่อนระวังจะเจอบทเรียนเหมือนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเจอมาเต็มๆแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2519 ที่มีการระบาดของไข้หวัดหมู (Swine flu)แล้วรัฐบาลรีบร้อนผลิตวัคซีนและฉีดให้กับประชาชนชาวอเมริกันปรากฏว่า มีประชาชน 33 ราย เสียชีวิตจากวัคซีนที่ไม่มีคุณภาพและอีก 500 ราย เป็นอัมพาตจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง(Gullain-Barre)เป็นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาถูกเรียกร้องค่าเสียหายจากประชาชน 1,571 ราย เป็นจำนวนเงินสูงถึง 35,000 ล้านบาทฟังข้อมูลแบบนี้แล้ว คณะรัฐมนตรีสมควรที่จะอึ้งเพราะที่ประชุมๆ กัน พูดๆ กัน ว่า หากบริษัทผลิตวัคซีนระบุไว้ในสัญญาว่า บริษัทไม่รับผิดชอบ กรณีที่หากเกิดผลข้างเคียงในการใช้วัคซีนให้ถือเป็นเรื่องของภาวะจำยอม นั้น...ไม่น่าจะเป็นคำพูดของคนระดับรัฐมนตรีเลยจริงๆยังดีที่นายอภิสิทธิ์หลุดปากออกมาว่า แม้เป็นเรื่องที่อยู่ในภาวะจำยอม แต่กระทรวงสาธารณสุขและคณะรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบหากเกิดอะไรขึ้น

ฉะนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขควรที่จะเลิกงมงายกับคนใกล้ตัว เพราะที่ผ่านมาเห็นชัดแล้วว่าพลาดมาตลอดรวมทั้งจะต้องหันไปขันน็อต น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ม.ล.น.พ.สมชาย จักรพันธุ์อธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งถือเป็นต้นเรื่องที่แท้จริงได้หรือยังเพราะไม่รู้ควบคุมโรคภาษาอะไร ถึงได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศหมดแล้วในตอนนี้ทำให้ขณะนี้กลายเป็นต้องเปลี่ยนโหมดจากการป้องกันมาเป็นโหมดของการรักษาแทนแต่กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่มีความพร้อม ได้แต่อ้างว่าคนไข้เยอะเกินไปทั้งๆ ที่พื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้ออยู่ในการควบคุมดูแลโดยตรงของกระทรวงสาธารณสุขเองแท้ๆ อย่างเช่นพื้นที่โรงพยาบาลต่างๆ แต่กระทรวงก็ยังไม่มีการออกประกาศให้เป็นพื้นที่สวมหน้ากาก 100% แต่อย่างใดทั้งสิ้นยังปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง และไปลุ้นเอาเองว่าไปโรงพยาบาลกลับมาจะเป็นหรือไม่เป็นไข้หวัดใหญ่ 2009และหากระหว่างการทดลองการใช้วัคซีนพบว่า เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ก็ต้องขยายระยะเวลาการใช้วัคซีนออกไปด้วยเช่นเดียวกันถึงวันนี้รัฐบาลต้องนำเอาประสบการณ์ของประเทศต้นตำรับของการแพร่ระบาด อาทิ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา โบลิเวียอาร์เจนตินา และญี่ปุ่น มาประยุกต์ใช้รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการที่เฉียบขาด ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายมากไปกว่านี้ แม้ว่าบางมาตรการจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจท่องเที่ยวในระยะสั้นๆ บ้างก็ต้องกล้าที่จะดำเนินการ เพื่อผลประโยชน์ระยะยาวทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพราะลึกๆ แล้วนายอภิสิทธิ์เองก็วิตกเช่นกันมิใช่หรือมิเช่นนั้นคงไม่ถามในที่ประชุม ครม. หรอกว่า ที่ผ่านมามีประเทศใดบ้างที่ต้องปิดประเทศในการแก้ไขปัญหานี้ซึ่งคำตอบก็คือมีประเทศเม็กซิโกที่ต้องปิดประเทศมาแล้วหรือไทยจะต้องซ้ำรอยเม็กซิโก ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์นี่แหละ ■

ตายทับถมรายวันขนาดนี้...

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19418

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่รัฐบาลจะมาล้อเล่น พูดจาให้ประชาชนสับสน หรือทำตัวประมาทไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

เพราะมันเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีวัคซีนรักษาโรค ติดแล้วอาจทำให้ตายได้ทันที อย่างที่ "ลม เปลี่ยนทิศ" ได้เขียนเตือนไปเมื่อวันก่อน...

ขณะนี้เชื้อหวัด 2009 ได้ลามระบาดไปทั่วประเทศ เข้าถึงเกือบทุกชุมชน คาดว่ามีผู้ติดเชื้อแล้วนับแสนคน ไม่ใช่ 3 พันกว่าคนอย่างที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงรายวัน

ที่น่ากลัวและเป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วจริงๆคือ โรคนี้เป็นแล้วตาย ถ้ารู้ตัวสายเกินไป หรือรักษาโรคอย่างไม่ถูกต้อง!!

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขหรือรัฐบาล จะมาใช้เล่ห์เหลี่ยมการเมือง เอาตัวรอดไปวันๆไม่ได้เด็ดขาด

เพราะผู้ติดเชื้อที่ล้มตายไปแต่ละวัน ไม่ใช่ เครื่องสังเวยในความประมาทของใคร

มาถึงกรณีที่ผู้คนตำหนิรัฐบาลรุนแรง เรื่องที่ไม่ยอมกระตือรือร้นในการเปิดเผยข้อมูลและการรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตัวเองจากไข้หวัด 2009

ผมว่าเรื่องนี้สำควรแล้วที่จะตำหนิ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอีกคนที่ควรตำหนิมากที่สุดก็คือ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ

เพราะไม่เคยเอาเครื่องมือรัฐออกมาประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเตรียมตัวรับมือกับโรคร้ายนี้

แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยเห็นสปอตโฆษณาการรณรงค์แต่อย่างใด

หรือฟรีทีวีที่เอกชนบริหารก็มีหลายช่อง รัฐควรขอความร่วมมือไปยังผู้บริหารเหล่านั้น เพื่อพร้อมใจกันกระตุ้นเตือนประชาชนอย่างเต็มที่และเป็นระบบ การแพร่ระบาดก็คงไม่ลุกลามใหญ่โตระดับนี้

แต่เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชอบบริหารงานแบบอึมครึม ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง มันถึงได้เป็นเช่นนี้

ทว่าก็ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะกลับมาใช้สื่อในมือลุยระดมกันเต็มสูบ ยกระดับให้ ไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นวาระแห่งชาติ น่าจะกำจัดการระบาดของเชื้อโรคลงได้

ความเป็นความตายกำลังรออยู่ข้างหน้า... รัฐบาลประชาธิปัตย์อย่ามาทำปากดีไม่ได้อีกแล้ว

จิตใจผู้คนหวาดกลัว กระเจิดกระเจิงกันไป หมด ไม่รู้เชื้อร้ายมันแพร่ระบาดไปขนาดไหน

ตายทับถมรายวันขนาดนี้...หากพวกท่านยังใจเย็นกันอีก ก็ไม่ควรอยู่แล้ว??!!

"แจ๋วริมจอ"

ไทยจะเข้มแข็ง

ที่มา ไทยรัฐ

แบงก์พาณิชย์ในฐานะตัวแทนจำหน่าย พันธบัตรไทยเข้มแข็ง ที่รัฐบาลจะระดมเงินทุนเอามาพัฒนาประเทศจากการออกพันธบัตรรัฐบาลมาขายให้กับประชาชน พูดง่ายๆก็คือ เป็น วิธีการหาเงินของรัฐบาล ในทางหนึ่งนอกจากการกู้ โดยผู้ซื้อพันธบัตรก็จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเอาเงินไปฝากแบงก์ หรือเสี่ยงน้อยกว่าที่จะนำไปลงทุนอย่างอื่น

งานนี้ประชาชนผู้ซื้อพันธบัตรก็แฮปปี้ แบงก์ตัวแทน 7 แห่งก็แฮปปี้ รัฐบาลชุดนี้ก็แฮปปี้ เพราะอย่างน้อยก็มีเงินมาให้หมุนอุ่นใจไปพักใหญ่

แต่ประเทศได้สร้างภาระหนี้ในอนาคตขึ้นมาก้อนใหญ่

เนื่องจากพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทเปิดจำหน่าย 3 รอบด้วยกันเริ่มตั้งแต่รอบผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป รอบไม่จำกัดอายุแต่จำกัดวงเงินและรอบสุดท้ายประชาชนทั่วไปไม่จำกัดอายุและวงเงินสูงสุด ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมีเงื่อนไขแปลกๆแบบนี้ด้วย

ทั้งนี้ อายุพันธบัตรมีเวลา 5 ปี ได้รับผลตอบแทนในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 สรุปแล้วรัฐบาลจะต้องจ่ายคืนเมื่อพันธบัตรครบอายุเท่าไหร่ ก็เอาอัตราดอกเบี้ยคูณ 5 หมื่นล้านเข้าไปก็แล้วกัน

ปัญหาอยู่ที่ว่า การนำเงินที่ระดมจากการขายพันธบัตรไปบริหารดังกล่าว จะเกิดประสิทธิภาพหรือพูดภาษาชาวบ้านว่ามีกำไรมากน้อยแค่ไหน ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันการลงทุนถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก

ก็จะเป็นรายการ อัฐยายซื้อขนมยาย เพราะในที่สุดแล้วรัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนไปนี่แหละมาชำระ ผมถึงบอกว่างานนี้ถ้าดูให้ดีจะมีคนแฮปปี้ไม่กี่กลุ่ม

แต่คนไทยที่เหลือก็ต้องรับ ผลการกระทำของความแฮปปี้ เหล่านี้ด้วย ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้าไม่แน่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่หรือเปล่า แล้วในที่สุดก็จะต้องมาตั้งวงเงินงบประมาณในการนำไปชดเชยต่อภาระการออกพันธบัตรครั้งนี้อย่างไรบ้าง

ถือว่าเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรม

ความหวังว่าประเทศไทยจะเข้มแข็ง จะต้องอยู่ที่ความเข้มแข็งของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลเข้มแข็งหรือคนกลุ่มหนึ่งเข้มแข็ง ชาวบ้านที่ด้อยโอกาสก็เลยตกเป็นเหยื่อของความ เข้มแข็งอีกกระทอก

สุดท้ายนี้ผมต้องขอแสดงความยินดีกับ คุณปิยสวัสดิ์ อัมระ-นันทน์ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ บริษัทการบินไทย คนใหม่ จะมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ต.ค. ที่จะถึงนี้ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวน 9 แสนบาท ต่อเดือน

ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตของการบินไทยจะฟื้นจากการขาดทุนได้เมื่อไหร่ เพราะภาพที่เคยเห็น พนักงานการบินไทยทำงานด้วยความอยู่ดีมีสุข ฟู่ฟ่า ก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งการบินไทยจะขาดทุนได้บักโกรกขนาดนี้

นี่แหละประเทศไทย.

หมัดเหล็ก

รุมกินโต๊ะ 'เทพเทือก'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19602

สุเทพ

"อย่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือกาตาร์ เจ้าผู้ครองนครประเทศเหล่านี้ ล้วนมีสตางค์ ประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ฯลฯ ต่างมาขอตังค์เจ้านครเหล่านี้ไปลงทุน โอบอุ้มธุรกิจของประเทศ

แต่รัฐบาลไทย แทนที่จะเจรจาขอทุนไปลงทุนในประเทศ กลับมาเจรจาขอตัวผมกลับไปดำเนินคดี พวกเจ้านครจึงไม่พบ ไม่เจรจาด้วย เพราะเขาไม่คิดเล่นการเมือง ถ้ารัฐบาลยังมัวไล่จับหนูตัวเดียว ด้วยการเผาบ้านทั้งหลัง ไม่เป็นผลดีกับประเทศแต่อย่างใด"

โดยประเด็นที่ตั้งใจป่าวประกาศให้ได้ยินกันทั่วโลก และให้รู้กันในหมู่แฟนคลับที่เมืองไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินข้ามประเทศมาจากเมืองดูไบ เข้ารายการวิทยุของกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี

แฉเบื้องหลังเกมไล่ล่าของรัฐบาลไทย

และยังยอมรับด้วยว่า เอาเครื่องบินส่วนตัวไปลงจอดเติมน้ำมันที่ประเทศมาเลเซียจริง และนอนพักอีก 1 คืน โดยทางมาเลเซียได้ส่งกองกำลังตำรวจสันติบาลมาอารักขาความปลอดภัยให้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

ในอารมณ์คุยข่มเป็นนัยๆ

บลัฟข้อครหาของฝ่ายตรงข้ามที่เยาะเย้ยถากถางสถานะนักโทษชายที่ต้องหลบๆซ่อนๆ

โดยปมที่สะท้อนเหลี่ยมเชิงออกมามันก็ชัดเจนว่า นาทีนี้เดิมพัน "ทักษิณ" กับฝ่ายคุมเกมอำนาจในเมืองไทย

อยู่ที่เกม "Catch Me If You Can" ปฏิบัติการไล่ล่าข้ามชาติ

และภายใต้เงื่อนไขนี้ ก็พอคาดการณ์ได้ เหตุใดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงได้พลิกท่าทีจากที่อึกๆอักๆ กล้าๆกลัวๆ กลับมาเล่นบท "อุ้ม" นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แบบเต็มตัว

ให้นั่งคาชนักปักหลังข้อหาก่อการร้ายยึดสนามบินอยู่บนเก้าอี้ต่อไป

เสี่ยงอุ้มสายล่อฟ้า ท้ากระแส ก็เพื่อแลกกับบท "หัวหอกโมกสักข์" ภารกิจหลักของ "กษิต" คอยไล่ทิ่มไล่แทง "ทักษิณ"

ไม่ให้ลอยไปลอยมาในต่างประเทศ โฉบตีกินได้แบบสบายๆ

อย่างไรเสียก็ต้องเก็บ "กษิต" ไว้ คำตอบที่นายกฯอภิสิทธิ์เคลียร์คลื่นตรงกันกับฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องคลี่ปมกันต่อไป ผลจากคำถามที่นายกษิตเกิดอาการไฟธาตุแตกกับข่าวที่บิ๊กทหารร่วมวงขาใหญ่รัฐบาลเตรียมโละออกจากเก้าอี้ โยนระเบิดตูมใหญ่จี้ให้ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือก-สุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ตอบชัดๆ ใครลอบทำร้ายนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ และใครปองร้ายนายกฯอภิสิทธิ์

เขี่ยไฟเพิ่มเชื้ออาการหวาดระแวง

วันนี้ "อภิสิทธิ์" กับ "เทพเทือก" ยังสนิทใจกันแค่ไหน

เพราะในทางข่าวที่กระเส็นกระสายออกมาเป็นระยะ อาการ "ไม่ไว้วางใจ" คนกันเองกับบทมือประสานสิบทิศ "เทพเทือก" สนิทไปหมดทั้งยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ที่ต่อสายตรงตลอดเวลา สายสัมพันธ์โยงแน่นปึ้กกับสองพี่น้องทหารเสือราชินี ทั้ง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

ไม่เว้นแม้แต่คนชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ก็ยังมีคนเชื่อว่า ตัดไม่ตายขายไม่ขาด ในฐานะเพื่อนเกลอที่กอดคอแบ่งกันกิน แบ่งกันใช้มาก่อน

"เทพเทือก" โดนระแวงหนัก

ถูกกันออกจากชั้นวงในฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย "สายอำมาตย์"

โดยเฉพาะกับยี่ห้อ "ซีไอเอเฒ่าคาบไปป์" ที่คอยป้อนข้อมูลลับ ให้ผู้ใหญ่ย่านเทเวศร์จับความเคลื่อนไหวของ "เทพเทือก" พฤติกรรมไม่อยู่ในข่ายน่าไว้วางใจ

และโยงใยไปถึงศึกสายเลือดภายในของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 กำลังลามเล่นงานนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข

กระแสข้างนอกก็ด่า คนในพรรคยังจ้องถล่มซ้ำบ้อท่า

นั่นก็เพราะนายวิทยาคือรัฐมนตรีในสายของนายสุเทพ ที่ไม่ได้ แนบแน่นกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายนิพนธ์ บุญญามณี

คิวนี้เลยเจอหางเลข มหกรรมรุมกินโต๊ะ "เทพเทือก".

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ศาลไม่รับคดี “ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์” ฟ้องมาร์ค-สุเทพ-พัชรวาท ตั้งข้อหาเกินจริง

ที่มา ประชาไท

ศาลอาญาไม่รับคดี "ไชยวัฒน์ สินสุวงศ์" ยื่นฟ้อง "อภิสิทธิ์-สุเทพ-พัชรวาท" ตั้งข้อหารุนแรงเกินจริง ศาลพิเคราะห์ ผช.ผบ.ตร. ตั้งข้อหาตามอำนาจการสอบสวน ไม่เกี่ยวกับอำนาจบริหารและอำนาจกำกับดูแลตำรวจของจำเลยจึงให้ยกฟ้อง ด้านทนายไชยวัฒน์เล็งอุทธรณ์ ส่วนทนาย “กษิต ภิรมย์” ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ผบ.ตร. ให้ทบทวน ยกเลิก เพิกถอนข้อกล่าวหายึดสนามบิน

ศาลไม่รับ "ไชยวัฒน์" ฟ้องมาร์ค-สุเทพ-พัชรวาท

มติชนออนไลน์ รายงานว่า เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 14 กรกฎาคม ศาลอาญามีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีนายณัฐพร โตประยูร ทนายความ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ พล.ต.อ.พัชรวาท เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 157 และ 200 กรณีมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกโจทก์กับพวกที่เป็นแกนนำและแนว ร่วมพันธมิตร ในข้อหาก่อการร้ายซึ่งรุนแรงเกินจริง จากการชุมนุมปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการที่ พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร.หัวหน้าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกและตั้งข้อหาโจทก์ตามฟ้อง เป็นการกระทำของพนักงานสอบสวนซึ่งมีอำนาจตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา และอำนาจการสอบสวนเป็นอำนาจแยกต่างหากจากอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน และแยกจากอำนาจการควบคุมดูแลและกำกับการปฏิบัติตลอดจนกำหนดนโยบายตามพระราช บัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจแห่งชาติของจำเลยทั้ง 3 จากการกระทำของ พล.ต.ท.วุฒิ จำเลยทั้ง 3 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้ง 3 จึงให้ยกฟ้อง
ด้านนายณัฐพรกล่าวว่า ขอเวลาศึกษาข้อกฎหมาย เพื่อยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อไป เพราะเห็นว่าคดีนี้ศาลควรรับไว้พิจารณาและไต่สวนข้อเท็จจริงก่อนจะมีคำสั่งใดๆ

ทนายนกเขายื่นยกเลิกข้อหา

วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาร่วมก่อการร้ายคดีปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิ ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.อ.พัชรวาท ผ่านทาง พล.ต.ต.มนู เมฆหมอก เลขานุการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้พนักงานสอบสวนคดีปิดล้อมสนามบินสุวรรณภูมิตรวจสอบทบทวนการตั้งข้อ กล่าวหา และให้มีคำสั่งให้ยกเลิก เพิกถอนข้อกล่าวหาทั้งหมด
นายนิติธรกล่าวว่า มาขอความเป็นธรรม หลังจากที่นายกษิตไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้วและได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และขอให้การเพิ่มเติมเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน ตนเองในฐานะทนายความหลังจากดูพฤติการณ์แห่งคดีแล้วปรากฏว่ามีหลายส่วนคลาด เคลื่อน ทุกข้อหาไม่เป็นธรรม การรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาแต่ละ คนร่วมกันทำความผิดด้วยวิธีการใด แต่ละคนได้รับมอบหมายให้กระทำการใดเมื่อใด ใครเป็นผู้มอบหมายสั่งการ หรือประชุมกันที่ไหน
นายนิติธรกล่าวว่า ขอให้ทาง ผบ.ตร. พิจารณาดำเนินการ 1.ตรวจสอบ ทบทวนการตั้งข้อกล่าวหา และมีคำสั่งให้ยกเลิก เพิกถอนข้อกล่าวหาทั้งหมด 2.แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ การใช้ดุลพินิจของคณะพนักงานสอบสวนชุดปัจจุบันทั้งคณะ 3.พิจารณายุติการดำเนินการสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนชุดปัจจุบันทั้งคณะจน กว่าการดำเนินการตามข้อ 1 และ 2 แล้วเสร็จ และยังไม่ร้องขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนเพียงแต่ให้พิจารณาข้อหาอย่างละเอียด รอบคอบ ทั้งนี้ ในวันที่ 16 กรกฎาคม ผู้ต้องหาคนอื่นๆ ก็ยังยืนยันว่าจะไปรับทราบข้อกล่าวหา

"หัวหน้าทีมสอบสวน"คดีกษิตลั่นยังไม่ถอดใจ

เวลา 12.30 น. พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนกล่าวถึงกรณีทนายความของนายกษิตยื่นหนังสือร้อง เรียนให้ยกเลิกข้อกล่าวหาและตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทีมพนักงานสอบสวนว่า เป็นสิทธิของผู้ถูกออกหมายเรียก หากเห็นว่าพนักงานสอบสวนดำเนินการไม่ถูกต้อง ส่วนการทำงานของพนักงานสอบสวนคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว การแจ้งข้อกล่าวหานั้น มีหลักฐานและพยานตามสมควร หากผู้ถูกกล่าวหาไม่สบายใจก็ต้องขออภัย หากพนักงานสอบสวนทำงานแล้วทำให้ผู้ถูกสอบสวนไม่สบายใจ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนต้องทบทวนหน้าที่ของตัวเองและสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ โดย ผบ.ตร.ก็ต้องทบทวนด้วย
"ไม่ได้หมดกำลังใจ แต่ต้องยอมรับว่าสังคมขณะนี้มีความแตกแยก และหากไม่มีการยอมรับอำนาจรัฐ การดำเนินการสิ่งใดๆ ไป จะทำให้คดียิ่งยืดเยื้อ และหากมีหัวหน้าพนักงานสอบสวนที่สามารถมาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ดีกว่า ก็เห็นด้วย เพื่อประโยชน์ของสังคมโดยรวม แม้จะมีการเปลี่ยนหัวหน้าพนักงานสอบสวนแล้วคงไม่สามารถเปลี่ยนข้อกล่าวหาได้ เพราะว่าทีมพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว" พล.ต.ท.วุฒิกล่าว

แกนนำกลุ่ม “ส.ว. เลือกตั้ง” ออกปากไล่กษิต

ที่รัฐสภา นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ว.ราชบุรี แกนนำกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีมีเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่ายให้นายกรัฐมนตรีปรับนายกษิตออกจาก ตำแหน่งว่า ที่นายกษิตถูกออกหมายเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหาการก่อการร้ายปิดสนามบินนั้น ไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าไร แต่จากการพูดคุยกับ ส.ว.หลายคนเห็นว่า นายกษิตเคยประกาศต่อสาธารณะไว้ว่า จะลาออกหากมีคดี จุดนี้จึงมีปัญหาเรื่องความสง่างาม
"รัฐบาลทำงานมา 6 เดือน รัฐมนตรีส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา มีเพียงนายกษิตคนเดียวที่ไม่สามารถทำงานได้ โดยเฉพาะกับประเทศกัมพูชา จึงเป็นเรื่องที่นายกฯจะต้องพิจารณา เพราะการมอบหมายให้นายสุเทพไปทำหน้าที่นั้นไม่ใช่หน้าที่โดยตรง ขณะที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอยู่แล้ว ดังนั้น หากในอนาคตนายสุเทพถูกคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยเรื่องการถือหุ้นในบริษัทที่รับสัมปทานจากรัฐ นายกฯจะเอาใครทำหน้าที่แทนอีก" ส.ว.ราชบุรี กล่าว
นายยุทธนา ยุพฤทธิ์ ส.ว.ยโสธร แกนนำกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้ง กล่าวว่า พูดคุยกับเพื่อน ส.ว.ในกลุ่มเห็นว่า กฎเหล็ก 9 ข้อ ที่นายกฯเป็นผู้ตั้ง เป็นมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งที่ต้องสูงกว่าประชาชนทั่วไป กรณีนายกษิตควรจะคำนึงถึงความสง่างามและพิจารณาตัวเอง เพื่อเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมในกระบวนการสอบสวนของตำรวจ ซึ่งเชื่อว่าการตั้งข้อกล่าวหานี้ตำรวจมีความลำบากใจมากเพราะพรรคประชา ธิปัตย์เป็นรัฐบาล ผลที่ออกคงต้องมีความรอบคอบรัดกุมที่สุดจึงจะกล้าประกาศออกมา แต่นายกฯคงหนักใจไม่กล้าปรับออก อาจเป็นเพราะถูกแรงกดดันจากกลุ่ม 40 ส.ว. และกลุ่มพันธมิตรที่ออกมาปกป้อง

ผบ.สส.ปัดกองทัพบี้ "กษิต" พ้นเก้าอี้

พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกษิตระบุว่า ผู้นำเหล่าทัพกดดันให้รัฐบาลปลดออกจากตำแหน่งว่า ผู้บัญชาการเหล่าทัพไม่เคยหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนายกษิต เหล่าทัพทำหน้าที่ตามขอบเขตของกระทรวงกลาโหม และ ไม่หวั่นไหวกับความพยายามที่จะเชื่อมโยงกองทัพกับการเมือง ทั้งนี้ นายกษิตไม่ได้โทรศัพท์มาทำความเข้าใจ เพราะกองทัพก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องและไม่เคยคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ว่านายกษิตเข้าใจผิด พล.อ.ทรงกิตติกล่าวว่า ไม่ทราบ ไม่มีอะไร
ที่มา: เรียบเรียงจาก มติชนออนไลน์

บทความพิเศษ:“OTOP” มิใช่เพียงสินค้า

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “แนวร่วม Red” ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑
15 กรกฎาคม 2552

“ครับ ฝ่ายอำนาจเดิมเขากระทืบคุณทักษิณและกระบวนการประชาธิปไตยเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ยิ่งยืนหยัดและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จนตอนนี้ฝ่ายเขาก็เริ่มงงๆ ว่าทำไมฆ่ามันไม่ตายสักที ทำไมไม่เหมือน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙”
คุณทาเกชิตะยื่นมือมาให้ผมจับ ผมก็เช็คแฮนด์กับแก


“ท่านไปเห็นตัวอย่างจากญี่ปุ่นมิใช่หรือ?” ผมถามขึ้น

สุภาพบุรุษอายุราว ๖๐ ที่เป็นชาวญี่ปุ่นท่าทางใจดีและผมขาวยิ้มตอบ
“ใช่แล้ว ท่านได้ยินเรื่องราวของจังหวัดโออิตะในญี่ปุ่น และเดินทางไปดูกับที่ปรึกษาหลายคน ในที่สุดท่านก็นำมาประยุกต์ดัดแปลงเพื่อใช้ในเมืองไทย”

“อ้อ”

“ตั้งแต่ก่อนที่พรรคไทยรักไทยจะชนะเลือกตั้งและก่อนท่านขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี”

“เข้าใจ”

“คุณรู้ไหมว่าการนำตัวอย่างนี้มาประยุกต์ใช้กับเมืองไทยได้ และสำเร็จงดงาม เป็นเรื่องที่น่าทึ่งในตัวเองมาก”

“ทำไมล่ะครับ-คุณทาเกชิตะ”

“เพราะเรื่องของจังหวัดโออิตะเป็นกรณีเฉพาะตัวของที่นั่น โครงการสินค้าท้องถิ่นที่ได้รับการคัดสรรขึ้นมาเป็นสินค้าระดับจังหวัด ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะนโยบายหรือความต้องการทางเศรษฐกิจเลย แต่เป็นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองต่างหาก”

การเมือง? ผมนึกไม่ออกเลยว่ายังไง”

“จังหวัดโออิตะเป็นจังหวัดเก่าแก่ ปกครองในรูปแบบของเขตอิทธิพลของหลายครอบครัว แต่ละครอบครัวก็ขัดแย้งแก่งแย่งกันเหมือนมาเฟียในซิซิลี่ ใช้ความรุนแรงต่อกันมาก วันหนึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะก็ฮึดขึ้นมา จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนี้สักที เขาก็เลยใช้มาตรการที่หลายคนนึกไม่ถึง”
คุณทาเกชิตะหยุดสูบบุหรี่ครู่หนึ่ง

“เขาสร้างโครงการประกวดสินค้าระดับท้องถิ่นขึ้นมา ให้แต่ละท้องถิ่นในจังหวัดโออิตะส่งสินค้าที่ตนคิดว่าแน่ที่สุด กรรมการทั้งชุดก็มาจากส่วนกลางและมีชื่อเสียงระดับชาติ เป็นผู้ตัดสิน ทีนี้ครอบครัวต่างๆ ก็กระโจนเข้าสู่การแข่งขันในเรื่องสินค้ากันอย่างเอาเป็นเอาตาย สินค้าท้องถิ่นถูกพัฒนาปรับปรุงขึ้นไม่รู้จักกี่ชนิด บางอย่างไม่มีใครเคยรู้มาก่อนเลยว่าที่นั่นเขาทำได้ ต่างคนก็ต่างเผยไต๋ออกมาเต็มที่”
ผมอดยิ้มไม่ได้ “แทนที่จะแข่งขันแบบอันธพาล ก็มาแข่งขันกันทำสินค้า เรียกว่าเปลี่ยนจากความรุนแรงมาเป็นความสร้างสรรค์เลยนะนี่ แหม...นึกถึงเรื่องกัมพูชาเลย”

เพื่อนอาวุโสชาวญี่ปุ่นของผมขมวดคิ้ว
กัมพูชา... เหมือนกัมพูชายังไง?”

“ในสมัยที่พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณเป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเปลี่ยนแปลงความขัดแย้งในกัมพูชามาเป็นความสัมพันธ์ทางการค้า เรียกว่าเปลี่ยนสนามรบเป็น...”

สนามการค้า” ทาเกชิตะเสริมทันที “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า... ผมนึกออกแล้ว

“ผมว่าท่านผู้ว่าราชการจังหวัดโออิตะท่านคงไม่รู้เรื่องกัมพูชาหรอก แต่คล้ายกันมาก แล้วความขัดแย้งในจังหวัดล่ะครับ เปลี่ยนไปบ้างไหมหลังเกิดโครงการนี้”

“แทบจะหมดไปเลย เพราะคนรุ่นหลังๆ ก็ไม่อยากเสียเวลามานั่งขัดแย้งกันเหมือนรุ่นพ่อรุ่นปู่ เขาอยากร่ำรวยกันมากกว่า”
“อืมม์... ก็ไม่เลว”

“แต่ในความเห็นผม คุณทักษิณแน่กว่านะ”
“ทำไมล่ะครับ”

“คุณทักษิณเอาเรื่องเล็กๆ ในญี่ปุ่นมาขยายผลในเมืองไทยทั้งประเทศ ใช้กับคนมากกว่าหกสิบล้านคน แถมไม่ได้ใช้ความขัดแย้งเป็นแรงผลักดัน ท่านจูงใจตรงๆ แต่ก็ทำให้ผู้คนตื่นตัวกันมาก คุณจักรภพจำได้ไหมล่ะว่าความเคลื่อนไหวตอนนั้นเป็นอย่างไร”

“จำได้สิครับ ผมเข้ามาช่วยงานท่านนายกฯ ในฐานะโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๔๖ ได้ติดตามไปเห็นผลกระทบเชิงบวกของ OTOP ทั่วประเทศ ในใจผมถือว่าโครงการ OTOP คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย”

“คือการสร้างรายได้ให้กับคนจน?”

“มากกว่านั้นอีกครับ OTOP ได้เปลี่ยนสภาพความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับพี่น้องประชาชนที่เป็นชาวบ้านไปชั่วนิรันดร์ คุณทาเกชิตะจำได้ไหม เมื่อก่อนรัฐบาลกับข้าราชการพบชาวบ้าน ชาวบ้านลงไปอยู่กับพื้นทุกที ต่ำกว่าเขาเหลือเกิน แต่พอมี OTOP ชาวบ้านกลายเป็นตัวเอกเลย เป็นผู้รายงานให้นายกฯ ทราบถึงความคืบหน้าต่างๆ อย่างที่ข้าราชการบางคนมาแย่งเอาหน้าไม่ได้ เพราะไม่รู้เท่าชาวบ้านและนายกฯ ท่านก็ถามละเอียด พูดง่ายๆ คือ OTOP ยกระดับชาวบ้านในทางสังคม พูดไม่เกรงใจคือ OTOP เปลี่ยนชาวบ้านจากผู้อาศัยเขา มาเป็นผู้ร่วมพัฒนา ถึงยังไม่รู้สึกขนาดเป็นเจ้าของบ้านเพราะ OTOP ถูกถอดปลั๊กเสียก่อน ก็นับว่าก้าวหน้าจากเมื่อก่อนมาก”

คุณทาเกชิตะนิ่งคิด แล้วพูดขึ้นเบาๆ ว่า “แปลว่าคุณทักษิณใช้ OTOP แก้ไขปัญหาทางสังคมเป็นหลัก ก่อนเศรษฐกิจด้วยซ้ำ”
“ครับ” ผมว่า “ถูกต้อง”

“เมื่อก่อนคนกลับพูดกันว่า โครงการพวกนี้จะทำให้ชาวบ้านแก่งแย่งชิงดีกัน กลายเป็นสร้างความขัดแย้งด้วยซ้ำ”
“คนพูดเขาไม่เคารพนับถือในชาวบ้านนี่ครับ เขาคิดอย่างนั้นเพราะลึกๆ เขาคิดว่าเขาสูงส่งและก้าวหน้ากว่าสมองชาวบ้าน เขาลืมนึกไปว่าชาวบ้านที่ยากจน มีอำนาจต่อรองทางสังคมและเศรษฐกิจน้อยกว่าเขาไม่รู้จักกี่เท่า อยู่กันมาได้อย่างไร เอาตัวรอดมาตลอดได้อย่างไร ถ้าเขาเอาความเก่งแบบชาวบ้านมาคิด เขาจะรู้เลยว่า OTOP เปรียบเหมือนน้ำหยดลงกลางทะเลทรายที่แห้งผาก ต้นไม้รอขึ้นอยู่แล้วแต่ฝนไม่เคยตก”

“พอตกเข้าหน่อย ต้นไม้ก็ขึ้นกันไสวเลย”
“ครับ”

“คุณจักรภพคิดว่าผลสัมฤทธิ์ที่สำคัญที่สุดของ OTOP คือการสร้างอำนาจต่อรองและเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาประเทศ”

“ใหญ่ที่สุดคือการเสริมสร้างระบอบประชาธิปไตย ทำให้ชาวบ้านมีคุณค่าและมีความหมายจริงๆ ไม่ใช่มีความหมายกลวงๆ ตามคำขวัญของราชการในอดีต ประเภทที่พร่ำพูดว่า “ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ” แต่ปล่อยให้กระดูกผุจนเดินไม่ไหว และ...ใช่ครับ เมื่อชาวบ้านมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นและมีส่วนร่วมในการบริหารบ้านเมืองมากขึ้น ประชาธิปไตยก็แข็งแรงขึ้น”
“อย่างตอนนี้?”

“ครับ ฝ่ายอำนาจเดิมเขากระทืบคุณทักษิณและกระบวนการประชาธิปไตยเท่าไหร่ ชาวบ้านก็ยิ่งยืนหยัดและแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น จนตอนนี้ฝ่ายเขาก็เริ่มงงๆ ว่าทำไมฆ่ามันไม่ตายสักที ทำไมไม่เหมือน ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙”
คุณทาเกชิตะยื่นมือมาให้ผมจับ ผมก็เช็คแฮนด์กับแก

“ขอแสดงความยินดีกับระบอบประชาธิปไตยไทยที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ถึงจะช้าหน่อยก็ตาม ผมขอถามอีกคำนะครับ อำนาจต่อรองของเราสูงขึ้น เป็นเหตุผลให้เราคิดถวายฎีกาต่อพระเจ้าอยู่หัวเพื่อให้คุณทักษิณเป็นอิสระหรือเปล่า”

ผมค่อยๆ ปล่อยมือแล้วยิ้มให้คุณทาเกชิตะ
“คุยเรื่องอื่นเถอะครับ”

-----------------------------------
ประชาสัมพันธ์ :
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146
ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Tuesday, July 14, 2009

‘แม้ว’ สอน ‘มาร์ค’

ที่มา บางกอกทูเดย์

10.00-11.00 น. วันที่ 13 กรกฎาคม มีการถ่ายทอดสัญญาณทักษิณโฟนอินไปยังสถานีวิทยุชุมชนเครือข่ายคนเสื้อแดงทั่วประเทศ และถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ของเครือข่ายคนเสื้อแดงที่ต้องนำเรื่องนี้มาเขียนเพราะน่าสนใจ! คุณอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ กับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลนี้ ก็น่าให้ความสนใจกับข่าวนี้เช่นเดียวกันเพราะเป็นการ “สอนมวย” นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันล้วนๆคุณทักษิณ ชินวัตร พูดถึง “ข่าวลือ” ที่ เทพไทเสนพงศ์ ออกมาพูดเป็นตุเป็นตะว่า ทักษิณแว่บเข้ามาอยู่ที่ประเทศมาเลเซียแล้วแต่ในความจริง ทักษิณบอกให้เจ็บใจว่า...“ผมแวะเติมน้ำมันแล้วก็ค้างคืนหนึ่ง รัฐบาลมาเลเซียก็ส่งสันติบาล 15 คน มาอารักขาผม 24 ชั่วโมง”ต้องถามว่ารัฐบาลไทยจับคนในประเทศไทยยังจับไม่ได้เลยแล้วจะข้ามไปจับฝั่งโน้น ถามว่า เขาเป็นเมืองขึ้นเราหรือ??เขามีอธิปไตยของเขา เขาจะรับใครไม่รับใครก็เรื่องของเขา เขาจะร่วมมือกับใครหรือไม่ก็เรื่องของเขาเวลาที่ผมจะเดินทางไปไหน ผมต้องมั่นใจก่อนว่ารัฐบาลประเทศนั้นจะ

ไม่อึดอัด ถ้ารัฐบาลไทยจะมาวุ่นวายกับเขาเวลานี้ทั่วโลกเขารำคาญประเทศไทย รำคาญรัฐบาลนี้มาก เพราะว่าเขามีหลักสากลอยู่แล้วว่าการจะร่วมมือในการ จับผู้ร้ายข้ามแดน ต้องไม่ใช่เรื่อง การเมืองแต่คดีของผมยิ่งกว่าการเมืองเสียอีก ตัดสินโดยอำนาจการเมือง สอบสวนโดยผู้ที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองหลังการปฏิวัติรัฐประหารอย่างนี้ใครจะไปเชื่อ? ทุกประเทศเขาต้อนรับผมอย่างดีไปไหนพบผู้นำประเทศนั้นๆ เขายินดีต้อนรับผมแต่ที่ไม่ออกอะไรเลยเพราะผมเกรงใจเขา เพราะรัฐบาลไทยจะไปวุ่นวายกับเขา ทั้งๆ ที่มีกติกาของกฎหมายระหว่างประเทศ ใช้อยู่แล้ว แต่จะไปบอกว่าคุณต้องร่วมมือกับผม เขาก็อึดอัดรำคาญ”ผมคิดว่า...ถ้าคุณอภิสิทธิ์ลองเอาเทปคำพูดราวกับ“สมภารสอนเด็กวัด” มาฟังดูก็คงเจ็บใจและเจ็บปวด??ทุกคำพูดเถียงเขาไม่ได้!! เพราะตัวเองไม่ทันเกมเขาเองสำหรับข้อกล่าวหาของลิ่วล้อมาร์คที่บอกว่า ทักษิณต้อง ควักเงิน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเบิกทางพำนักใน ประเทศฟิจิ ทักษิณย้อนกลับอีกว่า...“ไม่มีครับ!!300 บาทไปแวะกินข้าวน่ะมี แต่ 300 ล้านไม่มี!!”ผมเขียนไปสงสารรัฐบาลไทยไป ผมภาวนาให้มาร์คพ้นจากบาปเคราะห์เร็วๆ กลับไปอยู่บ้านกับ “คุณแตงโม” ประเทศไทยก็จะเจริญรุ่งเรือง ประชาชนไทยก็จะพ้นเวรพ้นกรรม!! ■

มาตรฐานนักการเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้าจะเอา “มาตรฐานนักการเมือง” เป็น“ความหวังของประเทศไทย” จริงๆ แล้วเราจะหวังอะไรได้มากน้อยแค่ไหน?นี่คือคำถามของคนในสังคมไทยที่กำลังตั้งความหวังกับการเมืองประชาธิปไตย ที่หลายคนพยายามจะช่วยกันสร้างสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นกับการเมืองประเทศเราและแน่นอนว่า...“นักการเมือง” เป็นปัจจัยสำคัญ หรือ “ตัวแปร”ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จในความหวังที่ว่านี้เพราะ...เมื่อการเมืองเปลี่ยนขั้วรัฐบาลเป็นพรรคประชาธิปัตย์และได้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นนายกรัฐมนตรีอันหมายความว่า วันนี้เราได้นายกรัฐมนตรีที่หลอมรูปแบบมาจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อชวน หลีกภัยซึ่งเป็นนักการเมืองตัวอย่างของรูปแบบที่นักการเมืองไทยอยากได้และอยากเป็นแต่การปฏิบัติและดำรงตนอย่างนั้น น้อยคนนักที่จะทำได้นั่นหมายถึง...คนไทยเริ่มมีความหวังในการเมืองประชาธิปไตยและต้องยอมรับความจริงว่า เพราะเขาหวังในมาตรฐานนักการเมืองจาก ชวน หลีกภัย ตกทอดมาถึงคนที่ถูกปั้นและถูกหลอมรวมมาจากรูปแบบ

ตัวอย่างที่ดีจนมาถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะแต่ปัญหาความสับสนของการเมืองไทยวันนี้...มีความเข้าใจไม่ตรงกันของคนหลายฝ่ายว่า“มาตรฐานนักการเมือง” ควรจะเป็นอย่างไร ถึงจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นสอดคล้องกันจนกลายเป็น“ความหวังของประเทศไทย” ได้จึงเป็นเรื่องยากที่จะสร้าง “มาตรฐานนักการเมือง”ขึ้นมาให้แตกต่างระหว่างคนที่ประชาชนควรจะฝากความหวังทั้งปวง ไว้กับคนที่ควรคัดออกจากกลุ่มคนที่ประชาชนจะฝากความหวังและอนาคตทางประชาธิปไตยเอาไว้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วันนี้ท่านคงตระหนักแล้วว่าความหวังของคนทั้งปวงในประเทศที่อยากได้จากท่านและอยากให้ท่านเป็นคืออะไร?นั่นหมายถึงว่า...คนไทยจะฝากความหวังทางการเมืองไว้กับท่านและรัฐบาลได้ท่านจะต้องสร้างตัวเองให้เป็นนักการเมืองที่มีคุณภาพมาตรฐาน ต้องไม่บิดเบี้ยวและตะแบงเหมือนคนอื่นที่กำลังถูกจับตาและถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เวลานี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ของท่านเองคำถามจึงมีว่า...เมื่อไหร่และถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะเอา“มาตรฐานนักการเมือง” มาฝากไว้ให้เป็น“ความหวังของประเทศไทย”อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คำถามนี้ท่านต้องตอบด้วยการทำไม่ใช่การพูดครับ ■

อดีตวันพรุ่ง

ที่มา บางกอกทูเดย์

อายุพรรคแก่เกินจะนับ..เพราะยาวนานเกินกว่าเกษียณประสบการณ์..ยิ่งยาวนานมากมายเกินกว่าอายุ..พรรคประชาธิปัตย์ พรรคยอดรักของระบอบประชาธิปไตยของไทย..พรรคใหญ่พรรคเดียวที่มีอยู่แต่ประสบการณ์ดูเหมือนว่า เป็นแค่ทางผ่านไม่ใช่บทเรียน8 ปีก่อนที่จะมาเป็นฝ่ายค้านยาวนาน..ประชาธิปัตย์สร้างนโยบายเรื่องที่ดินให้กับประชาชนได้มีที่ดินทำกิน..เรียกว่า ส.ป.ก.4-01ครั้งนั้น..มีเรื่องราวที่ประชาชนสนใจการแจกจ่ายที่ดินบางแปลงนั้น..กลายเป็นคนมั่งคนมีกลายเป็นเศรษฐีรีสอร์ทแทนที่ประชาธิปัตย์..จะรับทราบความรู้สึกของสื่อและประชาชนคนทั่วไป..ประชาธิปัตย์กลับดันทุรัง..ถึงกับ..พลั้งปากไม่ชอบคราวหน้าก็อย่ามาเลือกพรรคนานกว่า 8 ปี ถ้าไม่มี..ปรากฏการณ์ทางทหาร..ถ้าไม่มีสหบาทากับ ทักษิณ ชินวัตร และการฆ่าตัดตอนพรรคไทยรักไทย พลังประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังคงเป็นพรรคฝ่ายค้านอยู่วันนี้..มีเรื่องราวที่เป็นวิกฤติศรัทธา..เกิดขึ้นมาใหม่..สำหรับชาวประชาธิปัตย์..วิกฤติศรัทธาเกี่ยวกับตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านกษิต ภิรมย์..เกี่ยวกับวิธีการพูดจา เกี่ยวกับการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการยึดสนามบิน จนกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหาของตำรวจประชาชนเห็นว่า..สำหรับคำกล่าวหาและการรักษาคำพูด..คุณกษิต ภิรมย์ สามารถกลับมาเป็นรัฐมนตรีได้ใหม่ หากว่าพ้นผิดจากคำกล่าวหาเมื่อศาลไม่รับฟ้องหรือพิพากษาว่าไม่มีความผิดดีกว่าให้พรรคต้องมารับผิดชอบ..หรือให้รองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ หรือนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องเข้ามาการันตีพัวพันในมหาประชาชนนั้น..มีอารมณ์..และอารมณ์ร่วมของมหาประชาชนนั้น..เป็นสิ่งต้องพึงระมัดระวังเหมือนดังเรือสำเภากับคลื่นลมแห่งทะเลอย่าให้วิกฤติศรัทธาของคนๆ เดียว เป็นวิกฤติศรัทธาที่นำมาซึ่งอับปางพรรคทั้งพรรคอย่าให้ประวัติศาสตร์กลับมาซ้ำรอย ■

แปลความหมาย จาก ‘คำพูด’

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ถ้ากล้าพูดก็ต้องกล้าแสดงตัวด้วย...เป็นลูกผู้ชายก็ต้องออกมาแสดงตัวจะกลัวอะไร และบอกด้วยว่าเนื้อหาแท้ๆ มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลทำไมมาเก่งกับผม...เพราะผมไม่มีอำนาจเงินใช่ไหมถ้าจะเปิดศึกรบก็ต้องรบกันรอบด้าน และต้องถามด้วยว่า...ตอนที่ทักษิณปู้ยี่ปู้ยำ คนพวกนี้หายไปไหน หรือว่าเกรงกลัวพวกรุ่น 10หากผมเป็น รมว.กลาโหม วิพากษ์วิจารณ์ผมได้ ผมรับฟังเพราะผมไม่ใช้อำนาจเถื่อน ถ้ารักชาติก็ต้องรักตลอดเวลาและช่วยถามทีว่า ใครปองร้าย “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” แกนนำพันธมิตรฯ ใครปองร้ายนายกฯ ซึ่ง “นายสุเทพ เทือกสุบรรณ”รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่งคง คงต้องตอบ”จากวลีคำพูดข้างบนของ “นายกษิต ภิรมย์” ในกรณีที่มีข่าวว่าบิ๊กทหาร กดดัน “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ให้ตัวเองพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแปลความได้ดังนี้ประการแรก นายกษิตกำลังอยู่ในอารมณ์โกรธอย่างสุดๆเหมือนถูกตีที่ปลายหางขนด

ประการที่สอง ท้าทายให้ผู้พูดแสดงตัวออกมา...ซึ่งก็นับว่าได้ผลเพราะว่า “พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ผู้บัญชาการทหารบกได้ออกมายืนยันว่า...“ไม่เคยกดดันใดๆ ให้นายกษิตออกจากตำแหน่ง ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่นายกษิตจะมีความคิดอย่างไรก็อยู่ที่ตัวท่านเองมากกว่า ซึ่งไม่เกี่ยวกับผม”จากคำพูดดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า พล.อ.อนุพงษ์ก็มีอารมณ์โกรธ แต่น้อยกว่านายกษิตมากประการที่สาม นายกษิตมองว่า ที่บิ๊กทหารมาเสนอปลดตน...เพราะมองว่าตัวเองไม่มีน้ำยาแต่ นายกษิต พิจารณาดูตัวเองแล้วว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนขาดอยู่อย่างเดียว คือ “อำนาจเงิน” (Power of the purse)ประเด็นนี้คงไม่จริง!นายกษิต เป็นคนมีเงิน แต่ไปเปรียบเทียบหรือแขวะ “พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีว่า ใช้อำนาจเงินทำให้คนไม่กล้าตอแยด้วยประการที่สี่ นายกษิตมองว่าเตรียมทหารรุ่นที่ 10 เป็นพวกเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และถือว่าเป็น ศัตรูกับตนจนแกล้งลืมไปว่า ผบ.สส., ผบ.ทบ., ผบ.ทร. และตัวเก็งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนต่อไป ก็เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 หรือนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26อย่าง...พล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย หรือ พล.ต.อ.วงกตมณีรินทร์ รอง ผบ.ตร.ประการที่ห้า นายกษิตมองว่า “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม...รู้เรื่องนี้ดีแม้นว่า “พล.อ.ประวิตร” จะยืนยันว่า...ไม่เคยพูดและไม่รู้เรื่องไม่มีการกดดันแต่อย่างไร

แต่ นายกษิต กลับแสดงให้เห็นว่า...ถ้าตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเมื่อใด ท้าทายให้ บิ๊กทหาร ทั้งหลายวิพากษ์วิจารณ์ได้ทั้งที่ นายกษิต เรียนจบมาทางรัฐศาสตร์ ได้คะแนนดี แต่ลืมคำของ Paul Appleby ที่กล่าวไว้ว่า“ข้าราชการประจำต้องทำตัวเหมือนปลาเงินปลาทองในตู้กระจก ปลาย่อมพูดไม่ได้ฉันใด ข้าราชการย่อมพูดไม่ได้ฉันนั้น”เพราะ นายกษิต ตอนเป็นข้าราชการประจำเป็นคนช่างพูดก้าวร้าว ใช้อารมณ์...ลูกน้องเกลียดแต่แปลก..นายบางคนกลับชอบ!อย่างน้อยที่สุดตอนนี้ก็มี “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง...แต่หลังจากประชุมรัฐมนตรีอาเซียน...ต้องมาว่ากันอีกทีประการที่หก นายกษิตมองว่า พวกทหารชอบใช้อำนาจเถื่อน...การที่โค่นล้ม “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ได้เพราะฝีมือของนายกษิต และ กลุ่มพันธมิตรฯทหารที่เข้ามาปฏิวัตินั้นเป็นผลพลอยได้จากจุดที่เขาและพรรคพวกได้เริ่มต้นด้วยความกล้าหาญประการสุดท้าย สายสัมพันธ์ระหว่าง นายกษิต ภิรมย์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มีปัญหาค่อนข้างรุนแรงเป็นปัญหาที่ค้างคาใจทั้งหมด รวมทั้งการลอบสังหาร นายสนธิลิ้มทองกุล คำตอบจึงพุ่งเป้าไปยัง นายสุเทพ เทือกสุบรรณเหมือน นายกษิต ภิรมย์ จะพูดว่า หากจะปรับคณะรัฐมนตรีในคราวหน้า คนที่จะต้องโดนปรับเป็นคนแรก คือ นายสุเทพเทือกสุบรรณ ไม่ใช่ตัวเขา ■

จักร์เพชร