WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 16, 2009

เชิญชมคอนเสิร์ตไลต์ออเคสตราเพลงปฏิวัติ"เพราะคิดถึงเพื่อน"

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ
15 กรกฎาคม 2552

โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ ...เพราะคิดถึงเพื่อน”
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 19:30 น.

วัตถุประสงค์
คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงได้จัดมีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวม ของมวลนิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของบทเพลงปฏิวัติ และเพื่อได้มีการพบปะกันในหมู่อดีตนักปฏิวัติ

รูปแบบการแสดง
เป็นการแสดงดนตรีของวงเพื่อนมิตรไลท์ออเคสตร้า ประกอบการขับร้องของส่วนหนึ่งของนักร้องปฏิวัติในอดีต นักศึกษาปัจจุบัน และชุดการแสดงนาฏศิลป์ประกอบ

บทเพลงที่ใช้แสดง
คัดเลือกบทเพลงปฏิวัติที่เกี่ยวกับความคิดความผูกพัน จำนวน 20 เพลง มาแสดงได้แก่

1. เพลงรำลึกวีรชน 12. เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล
2. นาฏศิลป์ประกอบเพลงฟ้าทอง 13. เพลงลาไปเป็นทหารปลดแอก
3. เพลงสดุดีวีรชน 14 ตุลา 14. เพลงทหารประชาชน
4. เพลงสดุดีวีรชน 6 ตุลา 15. เพลงดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน
5. เพลง ตุลาชัย 16. เพลงพี่น้องภาคใต้รุกรบช่ำชอง
6. เพลง นกน้อย 17. เพลงสดุดีนักรบแนวหน้า
7. สดุดีครูประชา 18. เพลงความหวังแห่งชีวิตใหม่
8. เพลงดาวแห่งชาวนา 19. เพลงขอสดุดีแด่พรรคที่รักยิ่ง
9. เพลงขอเพื่อนจงหยัดยืน 20. เพลงสายทางนักรบประชา
10. เพลงแผ่นดินของเรา 21. เพลงภูสระเริงรำ
11. นาฏศิลป์ประกอบเพลงตันหยง

บัตรชมการแสดง

ประกอบด้วยที่นั่งชม 520 ที่นั่ง จำแนกเป็น

บัตรวีไอพี 10 ที่นั่ง
บัตรราคา 1,000 บาท จำนวน 149 ที่นั่ง
บัตรราคา 500 บาท จำนวน 188 ที่นั่ง
บัตรราคา 300 บาท จำนวน 173 ที่นั่ง

การจองบัตรชมการแสดง

ติดต่อจองบัตรได้ที่ คุณจันทิรา สระทองเขียว หมายเลขโทรศัพท์: 084.116.4992 Email: cpt.song@gmail.com

จัดส่งโดย: โปรดโอนเงินเข้าบัญชี น.ส. นงลักษณ์ จตุเทน
เลขที่บัญชี 748-2-03431-9
ประเภทบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลพระรามที่ 3
และโปรดส่งใบโอนเงิน ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรสาร: 0.2295.1154 โทรศัพท์: 084.116.4992

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

วันที่จัดแสดง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เวลา 19.30 น.
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้โครงการกำแพงประวัติศาสตร์


หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้จะไม่มีบันทึกซีดี และดีวีดีไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะมีต้นฉบับเพื่อการนำไปสำเนาได้เพื่อการแจกจ่ายโดยไม่ได้นำไปหารายได้ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว (ถ้ามี) จะมอบให้กำแพงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพื่อร่วมสมทบทุนจัดงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519)


โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติม และชมกิจกรรม3ครั้งที่ผ่านมาได้ที่ http://cpt.igetweb.com

ตบเกรียนโจรก่อการร้าย แถมาได้ว่าเว่อร์!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กรกฎาคม 2552

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า พรุ่งนี้(16ก.ค.) ที่ พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกแกนนำและแนวร่วมพันธมิตร ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา กบฏ และ ข้อหาก่อการร้าย กรณีปิดล้อมสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมินั้น ได้มีการนัดแนะกับกลุ่มแกนนำและแนวร่วม ให้ไปเจอกันที่ สโมสรตำรวจ เวลา 10.00 น.แต่จะไม่รายงานตัวในฐานะผู้ต้องหา เนื่องจากทางแกนนำไม่ยอมรับข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินจริงดังกล่าว

พร้อมกันนี้จะยื่นหนังสือคัดค้าน การตั้งข้อหาที่ไม่ถูกต้องต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนพิจารณาตั้งข้อกล่าวหาใหม่และหากพนักงานสอบสวน ไม่แก้ไขข้อกล่าวหาก็จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไป

เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจอย่างแท้จริง ไทยอีนิวส์จึงขอให้พิจารณาหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อโต้กระแสทวนการแถของโจรก่อการร้ายพันธมิตรดังต่อไปนี้

Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป

A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต ดังนี้

-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้

-กฎหมายสากลนี้คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้

-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อไทยลงนามแล้วก็ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"

-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดังต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท

โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะอ้างว่าใช้สิทธิทางการเมืองจึงไม่ใช่การก่อการร้ายก็ย่อมไม่ได้ เพราะช่วงยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น ศาลมีคำสั่งให้ออกไปแล้ว แต่โจรก่อการร้ายพันธมิตรไม่สนใจคำสั่งศาล จึงเป็นการกระทำผิดกฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การใช้สิทธิทางการเมืองแต่อย่างใด

เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?


Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ

A-จะว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับสัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วนพระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน

-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท

-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย

แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย

Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย
ดูคลิปข่าวกษิตยึดสุวรรณภูมิ (คลิ้ก )
A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ

คำถามคือนายกษิตไปที่สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"

Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง

A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน

-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตรได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

วิญญูชนหรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?

Q-เป็นข้อหาทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่ ทำไมปล่อยไว้ตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเล่นงานตอนนี้ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นต่อหน้าที่ไหม?

A-ใครอยากให้ช้า หากไปดูดีๆจะพบว่ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าและพนักงานสอบสวนหลายหน

-ตอนแรกๆรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลนายสมชายก็ว่าจะเร่งคดี แต่เอาไปเอามาจากวันที่25ธ.ค.2551ที่ก่อการร้ายทำความผิด กว่าจะออกหมายเรียกก็วันที่ 1 ก.ค.2552กินเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ส่วนว่าพรรคประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ให้ไปไล่เบี้ยกันเอง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ทำงานรับส่งเข้าขากันมาตลอด

-มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดและพนักงานสอบสวนสืบสวนหลายชุด เดี๋ยวก็จะแยกคดีดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ เดี๋ยวก็จะรวม มีการโยกย้ายคนที่จะเอาจริงเอาจังพ้นหน้าที่

-สุดท้ายก็ว่ารอให้กรมการขนส่งทางอากาศรวบรวมข้อกฎหมายและร้องทุกข์มา กว่าจะครบทั้งพยาน หลักฐาน ข้อกฎหมายก็เลยกินเวลานานมาก ส่วนจะเล่นงานกันเรื่องละเว้นหรือไม่ละเว้นก็เชิญจัดการกันเอง

แต่ที่แน่ๆประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเห็นว่าช้ามาก และไม่เป็นการยุติธรรม เพราะเวลาเสื้อแดงโดนออกหมายจับทันควัน แต่โจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองมีคดีปล่อยเรื่องมานาน7เดือนเศษ แถมให้เกียรติแค่ออกหมายเรียกอีกต่างหาก

Q-แล้วทำไมไม่เล่นงานพวกเสื้อแดงข้อหาก่อการร้ายบ้าง ทีพันธมิตรทำไมโดนหนักๆทั้งกบฎ ทั้งก่อการร้าย

A-เสื้อแดงเขาได้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินสากล มีพิธีสารมอนทรีออลคุ้มครองไหมหละ ถึงต้องโดนคดีก่อการร้าย เขาได้เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นานเป็นเดือนๆเพื่อล้มล้างรัฐบาลไหมหละ ถึงต้องโดนข้อหากบฎ เขาได้บุกยึดโทรทัศน์NBTจนต้องโดนข้อหาบุกรุกและคุกคามสื่อหรือไม่

Q-แต่ยังไงกษิตก็ยังไม่ผิด จนกว่าศาลจะตัดสิน ดังนั้นกษิตก็เป็นรัฐมนตรีต่อได้ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นส.ส.ต่อได้

A-แล้วตอนกรณีเขาพระวิหารทำไมไล่นพดล ปัทมะออกหละ ทำไมคดีจักรภพ เรื่องยังไม่ถึงศาล ทำไมไล่บี้ให้ออกแสดงความรับผิดชอบ และรัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายทำไมเสื้อเหลืองพากันก่อกบฎก่อการร้ายกดดันให้พ้นตำแหน่ง ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินคดีก่อนบ้างหละ

Q-ยังไงๆก็เห็นว่าเว่อร์นะคดีก่อการร้าย ถือว่าเกินกว่าเหตุจริงๆ

A-??!! ก็ลองดูหลักฐานต่อไปนี้ดูว่าเกินกว่าเหตุไหม เว่อร์ไหม ที่จริงโจรก่อการร้ายพันธมิตรต่างหากที่ประท้วงเว่อร์และทำเกินกว่าเหตุ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือที่ต้องโดน

-คลิปข่าว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดกลางสภาว่าพาคนไปยึดสนามบินเอง คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพันธมิตรคลุมหน้าไอ้โม่งบุกปิดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าว ร.ต.แซมดินมือขวาของจำลองพาพันธมิตรคลุมหัวไอ้โม่งบุกยึดหอบังคับการบิน คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพลตรีจำลองเป็นตัวแทนพันธมิตรส่งมอบคืนสนามบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

Wednesday, July 15, 2009

นักรบไซเบอร์

ที่มา Thai E-News


โดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ที่มา คอลัมน์ อยากมีเรื่อง(ให้คิด) นสพ.มหาประชาชน ฉบับความจริงวันนี้
15 กรกฎาคม2552

อาจเป็นเพราะงานที่ผมทำ คือพูดให้คนฟัง น้อยครั้งเหลือเกินที่ผมจะได้เป็นผู้ฟัง แต่ในโลกไซเบอร์ผมเป็นผู้ฟัง ผู้เสพได้ตลอดเวลา บางคืนตระเวนอ่านความคิดล็อกอินต่างๆ จนเกือบเช้า ยอมรับตรงไปตรงมาว่าผมเป็นแฟนความคิด แฟนคารมของล็อกอินหลายคน


ผมรู้จัก คอมมิวนิสต์ก่อนคอมพิวเตอร์ เพราะช่วงชีวิตวัยเยาว์มีโอกาสสัมผัสกับคนเข้าป่า ถือปืน ยืนต่อสู้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พวกเขาคิดลึกซึ้งนัก

เช่นเดียวกับตอนรู้จักคอมพิวเตอร์หรือกระทั้งคอร์สเพื่อศึกษาทำความเข้าใจกับมัน

จนเวลาผ่านไป คำว่าคอมมิวนิสต์ก็ดูจะเลือนรางห่างหายจากสังคมไทย และสังคมโลก ต่างกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งขยายอิทธิพลอย่างไม่หยุดยั้ง จนพูดได้ว่า ณ ปัจจุบัน โลกใบนี้อยู่โดยไม่มีคอมพิวเตอร์ไม่ได้

ด้วยเหตุดังว่าทำให้ผมต้องหันมาสนใจคอมพิวเตอร์กับเขาด้วย แต่จะให้คนแบบผมมานั่งศึกษาโปรแกรมสร้างเอกสาร หรือสร้างงานอื่นๆด้วยคอมพิวเตอร์นี่เห็นจะไม่ใช่สิ่งที่สะกดความสนใจผมได้คราวละหลายชั่วโมง

คือโลกกว้างที่เราได้ท่องทะยานผ่านหน้าต่างบานเล็กๆ แบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เขาเรียกว่าอินเตอร์เน็ตนั่นต่างหาก

ผมได้รู้อะไรหลายอย่างจากการท่องเที่ยวในโลกอินเตอร์เน็ต ติดอกติดใจถึงขนาดไปหาซื้อคอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊กไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เดินทางไปทางไหนมาไหนก็มักสะพายติดตัวไปด้วย ล่าสุดที่สกลนครนี่ถึงกับนอนกอดเลยที่เดียว

เว็บที่เข้าไปนี่ก็ตามประสาล่ะครับ ที่ไหนมีการเมืองที่นั่นก็มีผมไปด้อมๆมองๆอยู่กับเขาด้วย ยิ่งที่ไหนมีการต่อสู้ปะทะคารม เฉือนคมความคิดกันทางการเมือง ผมยิ่งเป็นผู้ชมติดขอบเวที

ในโลกอินเตอร์เน็ต ผมได้รู้จักคนกลุ่มหนึ่ง ที่เขาเรียกตัวเองหรือใครไม่รู้เริ่มต้นเรียกพวกเขาว่านักรบไซเบอร์

จริงๆจะพูดว่ารู้จักก็คงไม่ถูกนัก เพราะบรรดานักรบไซเบอร์ทั้งหลายเขาแสดงตัวเป็นนามแฝงหรือล็อกอิน ซึ่งใครจะเป็นใครไม่ทราบ จะเลือกใช้ชื่ออะไรก็ได้

คล้ายๆกับในโลกใบนี้ทุกคนจะไม่มีตัวตน ไม่มีใครรู้ว่าไผเป็นไผ แต่สิ่งที่จะแสดงตัวตอนของแต่ละคน คือมุมความคิด และจุดยืนทางการเมืองซึ่งจะทำให้เรารู้ว่า สีอะไร

แดงกับเหลืองปะทะกันทุกวันในโลกไซเบอร์ ส่วนน้ำเงินไม่เคยเห็น เข้าใจว่าถนัดลอบกัดแบบที่พัทยา หรือหลายจุดในกรุงเทพฯ มากกว่า

เวลาเขาปะทะกันทุกวันผมจะสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าผมเป็นประเภทชอบซาดิสม์ ชอบดูคนซัดกันนะครับ แต่เวลามีการโพสต์ข้อความสู้กันของคนที่เห็นต่าง มันสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับตัวผมเข้าให้ด้วย

ผมชอบฟังสิ่งที่คนพูด อ่านสิ่งที่คนคิด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นพวกเดียวกับผมหรือไม่ เป็นนิสัยที่ติดตัวผมมาตลอด ผมอยากเข้าใจว่าเขาคิดอะไร และที่สำคัญเขาใช้วิธีการนำเสนอ หรืออธิบายความแบบไหน

อาจเป็นเพราะงานที่ผมทำ คือพูดให้คนฟัง ทำให้คนเข้าใจว่าคิดอะไร เห็นยังไง เชื่ออย่างไร เวลาเจอใครเขาก็ชอบให้ผมพูด อธิบายวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆอยู่ตลอดเวลา น้อยครั้งเหลือเกินที่ผมจะได้เป็นผู้ฟัง

แต่ในโลกไซเบอร์ผมเป็นผู้ฟัง ผู้เสพได้ตลอดเวลา บางคืนตระเวนอ่านความคิดล็อกอินต่างๆ จนเกือบเช้า ยอมรับตรงไปตรงมาว่าผมเป็นแฟนความคิด แฟนคารมของล็อกอินหลายคน

บางคนได้รู้จักตัวจริงบ้างแล้ว เพราะเขามาแนะนำตัว แต่บางคนยังไม่รู้จักกัน และผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าเราจะรู้จักกันหรือไม่
เพราะในโลกไซเบอร์ขอแค่ให้เราได้รู้จักความคิดนั่นก็คงเพียงพอ

พรรคพวกที่สนิทกันบางคนแนะนำให้ผมมีล็อกอินเป็นนักรบไซเบอร์กับเขาบ้าง เวลามีอะไรสื่อสารกับประชาชนชาวไซเบอร์ก็ทำได้เลยโดยไม่ต้องแสดงตัว แต่ผมว่าไม่ดีกว่าผมอยากอยู่ในโลกไซเบอร์ในฐานะคนเสื้อแดงคนหนึ่งที่ร่วมต่อสู้กับบรรดานักรบทั้งหลาย

เวลาเขาโพสต์ข้อความกัน ผมก็เอาใจช่วย อันไหนถูกใจผมก็ปรบมือชื่นชม ผมอยากเป็นเหมือนพี่น้องคนเสื้อแดงที่เขามาร่วมต่อสู้ในเวทีของเรา พวกผมอยู่บนเวที พี่น้องเรือนหมื่นเรือนแสนอยู่ข้างล่าง เราไม่รู้จักกันเป็นส่วนตัว บางคนมาร่วมชุมนุมทุกครั้งโดยไม่ได้แสดงตัวกับใครหรือแกนนำคนไหน

ถึงเวลาที่ท่านมาสู้ แล้วไม่ได้สู้ตามการชักจูงของใคร แต่สู้เพราะสิ่งที่ท่านเชื่อ สู้เพราะสิ่งที่ท่านศรัทธานั่นคือประชาธิปไตย

ผมเป็นคนแบบนี้ในโลกไซเบอร์ครับ ทุกครั้งที่มีโอกาสผมจะไปยืนข้างนักรบทุกท่าน แม้ไม่ได้ร่วมตากแดดตากฝนเหมือนภาคสนาม
แต่ผมก็อดหลับอดนอนไปพร้อมกับพวกท่านได้ ก็พวกท่านเป็นแกนนำของผมนี่

การต่อสู้ของคนเสื้อแดงยามนี้ก็เป็นแบบนี้ครับ ไม่มีใครเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพียงแต่จิตวิญญาณประชาธิปไตยของแต่ละคนนำพวกเรามา แล้วมารวมพลังต่อสู้ด้วยกัน ใครถนัดทางไหนก็ไปแสดงบทบาทตรงนั้น

เวลาผมปราศรัยนักรบไซเบอร์ทั้งหลายก็เชียร์อยู่หน้าเวที เวลาท่านสู้ในโลกไซเบอร์ผมก็เคียงบ่าเคียงไหล่อยู่ในนั้น

ถึงวันนี้ ไม่ต้องรอใครแล้วครับ เส้นไม่ต้องมี ศาลไม่ต้องช่วย ประชาชนเพียวๆนี่แหละ ให้มันรู้ไปว่าชนะเขาไม่ได้

ขอเป็นกำลังใจให้นักรบไซเบอร์ตลอดไปครับ และขอชื่นชมกิจกรรมที่แตกกอต่อยอดออกไปเป็นหน่วยแพทย์ หรืออื่นๆอีกมากมายเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

ส่วนล็อกอินไหน กวนตี.. ก็เอาให้หนักเลยครับนักรบทั้งหลาย ผมจะเขย่าหัวใจตบเชียร์อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

เตือนภัยเสื้อแดง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะเรียกว่าเป็น กับดัก “ปิดประตูตีแมว” หรืออะไรก็ช่าง?แต่สำหรับ พรรคเพื่อไทย และ คนเสื้อแดง แล้ว...พวกเขาไม่ประสงค์จะเดินทางไป “ป่วน” การประชุมรมต.ต่างประเทศอาเซียน กับ รมต.ต่างประเทศคู่เจรจาของอาเซียน และการประชุม อาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 17-23 ก.ค.2552 ที่จังหวัดภูเก็ตเหมือนเมื่อครั้ง...การประชุม ผู้นำอาเซียน +3 และ +6ที่เมืองพัทยามีการส่งสัญญาณบอกต่อๆ กันว่า...คนเสื้อแดง...ห้ามไปโดยเด็ดขาด! เหตุผลเพราะ...ที่นั่นจะถูกจัดฉากให้เป็นพื้นที่ “คิลลิ่ง โซน” หรือ “พื้นที่เชือดคนเสื้อแดง”โดยเฉพาะฟังน้ำเสียงของ “โฆษกฯ เพื่อไทย” คุณพร้อมพงศ์นพฤทธิ์ และ “แกนนำเสื้อแดง” อย่าง...คุณจตุพรพรหมพันธุ์ แล้ว...ก็น่าตกใจ!ถ้าจะมีการ “จัดฉาก” สร้างสถานการณ์ และ เซต“เสื้อแดงเทียม” ขึ้นมา เพื่อขยายวงของการ “ป่วน”ให้ดูรุนแรง! สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลที่จะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นที่มี “สายข่าว” บอกกับทั้ง2 ท่าน...จริง!โอกาสที่เมืองไทยจะกลับสู่ความเป็นปกติสุข และความสมานฉันท์ภายในชาติ...คงจะเกิดขึ้นยาก!!!แล้วสิ่งนี้...ก็ใช่จะเกิดขึ้นไม่ได้กับเมืองไทย!ในอดีต...เราก็เคยได้เห็น ได้ยิน และได้ฟังเรื่องราวต่างๆของเมืองไทยมาอย่างมากมาย หลายๆ เรื่องที่คนไทยต้องดู(โทรทัศน์) ต้องฟัง (วิทยุ) และต้องอ่าน (หนังสือพิมพ์)จากสื่อต่างประเทศ เพราะสื่อในประเทศ...ถูกสั่งห้ามเผยแพร่ข่าวสารและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ บนแผ่นดินไทยของเราเอง

คุณพร้อมพงศ์ ชี้จุดที่ทำให้น้ำหนักความเป็น “คิลลิ่ง โซน”ดูหนักแน่น...ก็เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้...เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่เมืองพัทยา แม้ว่าที่นั่นจะเป็น...เมืองเปิด คือ มีทางเข้า-ออกหลายช่องทางแต่เหตุการณ์...สร้าง “กับดัก” เพื่อ “ปิดประตูตีแมว”และ ป้ายความผิด ให้กับ “คนเสื้อแดง” ก็ยังเกิดขึ้นจนได้???ประสาอะไรกับ เกาะภูเก็ต ซึ่งถือเป็น เมืองปิด!แม้จะมีทางเข้า-ออกได้ถึง 3 ทาง แต่ทางบก...ก็มีจุดเดียวคือ สะพานสารสิน...จากพังงา ส่วนทางน้ำและทางอากาศ...ไม่ต้องพูดถึงยิ่งกำลังตำรวจ ทหาร สนธิกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กว่า 9,000 ที่เห็นตัว...และอีกหลายพันนายที่แฝงตัวปะปนกับคนทั่วไป...ในรัศมี 5 กม.จึงถือเป็น “พื้นที่เสี่ยง” มากๆ ในความหมายของพรรคเพื่อไทย และ คนเสื้อแดงนี่ยังไม่รวม...พวก “สีเหลือง” รวมถึง ตัวป่วนตัวจริง!สีน้ำเงิน...ที่พร้อมจะขยายวงความรุนแรงในทุกมิติและทุกระดับก็สมควรอยู่หรอกครับ ที่จะมีการส่งสัญญาณเตือนให้“คนเสื้อแดง” ห้ามไปเหยียบพื้นที่เกาะภูเก็ตในช่วงที่จะมีการประชุมนานาชาติหนนี้ครับ! ไม่ว่าสิ่งที่ คุณพร้อมพงศ์ และ คุณจตุพรคิดและให้ข่าวนี้ จะเกิดขึ้นและเป็นจริงหรือไม่? ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเอาชีวิตของ “คนเสื้อแดง” ไปเสี่ยง…จิ้งจกทัก! ยังต้องระวังกันเลย!!! ■

ตามล่า ‘ฆาตกร’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ช่วงนี้ผมให้ความสนใจกับคดีการลอบสังหารแกนนำพันธมิตรฯ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นพิเศษอยากรู้ “ในตอนจบ” อย่างที่ประชาชนคนทั้งประเทศอยากรู้ว่า ใครคือ “ผู้ลอบสังหาร” และเป็น “ผู้บงการ”บุคคลคนนี้หรือบุคคลกลุ่มนี้สามารถสั่งการอุกอาจเย้ยฟ้าท้าดิน ท้าทายกฎหมาย ซึ่งในใจของผมก็มีคำตอบและคิดอยู่เสมอว่า ต้องเป็นบุคคลที่“ไม่ธรรมดา”หากนับเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมสอบสวนทำงาน ตั้งแต่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ถูกมือมืดลอบสังหาร เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 17 เม.ย.52นับเป็นเวลาเกือบ 3 เดือน สำหรับการควานหาตัว“ผู้กระทำผิด” มาลงโทษถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย...แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินความสามารถของทีมชุดสอบสวน ซึ่งล่าสุดได้มีการออกหมายจับผู้มีส่วนกระทำผิดในคดีนี้เป็นที่เรียบร้อยแต่เหมือน “ผู้ต้องหา” จะรู้ตัวล่วงหน้า...เพราะได้ขาดราชการไปแล้ว 14 วัน ทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามติดต่อแต่ไม่สามารถติดต่อได้ผู้ต้องหารู้ตัวได้อย่างไร...และมีบุคคลใดที่รู้บ้างว่าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา เขา

ยังคง“ปฏิบัติหน้าที่” ตามปกติซึ่งไม่มีใครบ้างเลยหรือ?? ที่ระแคะระคายในเรื่องนี้ขนาดเจ้านายเองยังไม่รู้เรื่อง มาทำงานหรือไม่มาทำงาน ขาดงานราชการไปถึง 14 วัน ซึ่งด้านวินัยก็ถือเป็น “ความผิดร้ายแรง”แต่ก็คิดในแง่ดี...คงไม่หายไปเพราะโดนใครบางคน “สั่งเก็บ”ในเมื่อยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหาในการ “ให้ปากคำ”ทางเจ้าหน้าที่สามารถตามสืบขยายผลต่อจากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุโดยเฉพาะหลักฐานสำคัญที่สุด...ในทุกคดีความที่มีการยิงกัน ซึ่งสามารถสืบสาวไปถึงตัวผู้กระทำผิดได้ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ “ปลอกกระสุน”ปลอกกระสุนนี้มาจากแหล่งใด...ใครเป็นผู้ผลิตใครเป็นผู้ทำ ใครเป็นผู้ขาย ใครเป็นผู้ซื้อโดยเฉพาะการถล่มด้วยอาวุธสงครามหมายสังหาร“สนธิ ลิ้มทองกุล”ซึ่งระบุที่มาชัดเจนว่า ผลิตโดยกรมสรรพาวุธหากนำไปใช้ในหน่วยงาน กรม กอง หรือสังกัดใดก็เป็นเรื่องที่สามารถใช้อำนาจเข้าตรวจสอบได้ไม่ยาก...เพื่อจะได้รู้ว่า “ปลอกกระสุน” ชุดนี้ ได้มีการ“ถ่ายโอน” ไปถึงมือบุคคลอื่นหรือไม่ว่าแต่ประชาชนส่วนหนึ่งสงสัยว่า “คนบงการ”เก็บสนธิ...ทำไม สุเทพ เทือกสุบรรณ ถึงต้องปิดเงียบเป็นความลับขนาดนั้นการใดในประเทศ ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์รู้โดยเฉพาะคนเลวๆ ที่สั่งฆ่า “ธิลิ้ม” ยิ่งต้องนำมาลงโทษแห่ประจานทำไมไม่เปิดเผย...คุณเป็นลูกจ้างของประชาชนไม่ใช่หรือ?? ■

กัปตัน

ที่มา บางกอกทูเดย์

น่าจะใช้คำว่า..ไม่เป็นโล้เป็นพายกับรัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ในหลายๆ เรื่องหลายๆราวที่เกิดขึ้น ในครึ่งขวบปีที่ผ่านมาเปรียบกันว่ารัฐบาลเหมือนเรือลำหนึ่ง เป็นรัฐนาวาที่จะต้องแบกใส่ชะตากรรมของประเทศ ความอยู่เย็นเป็นสุขและความอยู่ดีกินดีของประชาชนไว้ในรัฐนาวาลำนี้กัปตันใหญ่..ในระบอบประชาธิปไตย..ก็คือนายกรัฐมนตรี..รัฐนาวาจะฟันฝ่าคลื่นลมหรือเข้าบังมุมหลบพายุใหญ่ หรือใช้ความเร็วตามฝีจักรไปสู่จุดหมายปลายทางได้เร็วหรือช้า..ก็ขึ้นอยู่กับกัปตัน..กัปตัน..จะไม่ทำหน้าที่เป็นแม่ไก่..ที่มุ่งแต่จะป้องลูกไก่หรือลูกเรือทั้งหลายไว้ใต้หุ้มปีกสถานเดียว..กัปตันต้องกล้าที่จะเข้าไปแทนที่ลูกเรือคนใดที่กำลังมะงุมมะงาหรา..ทำหน้าที่ไม่ถูกต้องไม่เป็น..จากนั้นก็จะสั่งสอนให้รู้และเข้าใจ..หรือปรับเปลี่ยนไปสู่หน้าที่อื่นกัปตัน..มีกฎของการเดินเรือที่จะต้องควบคุมดูแล..กฎดังกล่าวจะต้องศักดิ์สิทธิ์และเสมอภาคกับทุกๆ ลูกเรือ..ไม่ใช่ละเว้นกับบางคนใช้กับบางคน..ยิ่งโดยเฉพาะ..กฎเหล็กที่กัปตันสร้างขึ้นมาเอง..กัปตัน..ต้องรู้ว่า..ลูกเรือคนใดตำแหน่งใด..ทำให้เกิดปัญหากับการเดินเรือ..มีความบกพร่องและเป็นอุปสรรคกับการเดินเรือ..เป็นพนักงานต้อนรับกลับมีอาการเกรี้ยว

กราดหยาบคาย..เป็นเสนาบดี..ในเรื่องตีรันฟันแทง..อย่างภัยจากหวัดใหม่ 2009..เรือของกัปตันอภิสิทธิ์..ปลอดภัยไร้เชื้อ ในขณะที่เรือลำอื่นๆเขากำลังหนักหนาสาหัส..แต่เพราะความไร้เดียงสา..ของลูกเรือที่มีหน้าที่..ปกป้องดูแล..ทันทีที่โรคร้ายย่างกรายมาถึงลำเรือ..รัฐนาวาของกัปตันอภิสิทธิ์..ก็กลายเป็นอันดับ 6ในโลก และเป็นอันดับ 1 ในเอเชียปราชัย..ไร้ฝีมือระดับนี้..เป็นแม่ทัพนายกองญี่ปุ่น..เขาจะคว้านท้องฮาราคีรี..เป็นเสนาบดีเกาหลี..เขากระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย..แต่ไทยเรา..เฉยและยิ้มแย้มแจ่มใส..กัปตัน..ออกมาพลิ้วพรายใช้คารมเป็นต่อ รูปหล่อเป็นเลิศ..กลบเกลื่อนปิดบังข้อบกพร่องไว้ให้..กัปตันรู้หรือไม่..วัคซีนที่บอกว่าโรงงานในไทยจะผลิตได้ใช้ได้นั้น..มันไม่จริงตามหมายเวลา..และเงินที่ให้ไปจะไว้ซื้อยานั้น..รู้กันหรือไม่..จะไปซื้อมาจากที่ไหน..ประเทศใหญ่ประเทศที่เป็นมาก่อน เขาระดมซื้อไปเก็บไว้อย่างท่วมท้น..ยังมีสิ่งที่กัปตันไม่รู้..อีกมากมายแอบแฝงอยู่ในรัฐนาวาคำนี้..กัปตันต้องทำใจให้กว้าง..มองออกไปให้ทั่วลำเรือ..อย่าให้ความคับแคบของหัวใจ..พรางความจริงไม่ให้ปรากฏ..กัปตันเป็นคนดี..ไม่มีปัญหาถ้าอยู่ในเรือบรรทุกสินค้าหรือเรือโดยสาร..แต่บนเรื่องของโจรสลัดที่มีประชาชนเป็นตัวประกันนั้นกัปตันต้อง..ดี เก่ง และกล้า ■

หวัดระบาดหนัก ตาย อันดับ 6 ของโลก!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่ว่าถึงวันนี้จะมีการอ้างว่าอย่างไรก็ตาม ในการรับมือกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แต่วิกฤติครั้งนี้ถือว่าเป็นมหันตภัยที่ไม่สามารถจะมองข้ามหรือไม่ตื่นตัวได้อีกต่อไปแล้วก่อนหน้านั้น หลายๆ คน หลายๆ รัฐบาล พากันหัวเราะในการที่องค์การอนามัยโลกยกระดับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ไปสู่ระดับ 6ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดแล้ว แต่กลับมีเสียงสะท้อนว่าทำกระต่ายตื่นตูมไปหรือไม่ตื่นตูมหรือไม่ตื่นตูม วันนี้ดิ้นพล่านกันไปหมดแล้ว เพราะนางมารี ปอล คีนี ผู้อำนวยการวิจัยวัคซีนขององค์การอนามัยโลกสำทับซ้ำอย่างชัดเจนว่า ขณะนี้ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ระบาดถึงขั้นที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้แล้วทุกประเทศจำเป็นต้องมีวัคซีนป้องกันและกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนก่อนเป็นกลุ่มแรก คือ เจ้าหน้าที่ด้านสาธารณสุข เพราะต้องดูแลผู้ป่วยที่จะมีจำนวนมากขึ้นทั้งนี้ เพราะสถิติล่าสุดขององค์การอนามัยโลกระบุว่า พบผู้ป่วยแล้วไม่ต่ำกว่า 90,000 รายทั่วโลก ในจำนวนนี้เสียชีวิตแล้ว 429 รายแต่ที่สำคัญ องค์การอนามัยโลกบอกว่ามีผลการศึกษาใหม่ชี้ว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เอ เอช 1 เอ็น 1 จะทำให้ปอดเสียหายมากกว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล แต่ยังโชคดีอยู่บ้างที่ตอบสนองต่อยาต้านไวรัสอยู่ความจริงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไทยภายใต้การบริหารงานของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขที่มี นายวิทยา แก้วภราดัย เป็นรัฐมนตรีว่าการนั้น จะบริหารจัดการแบบภาวะปกติทั่วไปไม่ได้อีกแล้วทั้งคู่จะใช้ภาพลักษณ์ของการเป็นคนดีมาสู้กับการแพร่กระจายของไวรัสมหาภัยนั้นไม่ได้แล้ว แต่ต้องใช้การลงมือและมีมาตรการที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกว่าที่ผ่านมาที่สำคัญ แม้นายวิทยาจะบอกว่าเป็นคนดี ไม่เคยดุด่าว่ากล่าวใครในกระทรวงสาธารณสุขเลย ก็เป็นคนละเรื่องกับการต้องทำหน้าที่ดูแลชีวิตและสุขภาพของประชาชนถึงตอนนี้นายวิทยาจะต้องเปิดหูตาให้กว้าง และเลือกใช้คนให้ถูกต้องต้องดูอย่างนายอภิสิทธิ์ ที่เมื่อถูกตำหนิมากๆ เข้า มีเสียงสะท้อนในมุมมองต่างๆ มากๆ เข้า ในเรื่องของมหาภัยจากไข้หวัดใหญ่

สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังยอมรับอยู่ลึกๆ ว่ากำลังจะพังเพราะคนรอบข้างถึงได้แอบไปค้นหาข้อมูลเองทางอินเตอร์เน็ต แล้วไปเจอข้อมูลที่เป็นประโยชน์ของอังกฤษ ทำให้รู้จริงจากการอ่านต้นฉบับเองมากกว่าที่จะอ่านรายงานและคำป้อยอจากคนรอบข้างนายอภิสิทธิ์ถึงได้พูดชัดเจนขึ้น แม่นยำมากขึ้นในเรื่องข้อมูลไม่ได้เฟอะๆ ฟะๆ เหมือนเก่าฉะนั้น นายวิทยาจะต้องดูเป็นตัวอย่าง และต้องเลิกพึ่งทีมงานรอบข้าง ที่ทำให้แม้แต่คนในกระทรวงสาธารณสุขด้วยกันเองยังอดสงสัยไม่ได้ว่าทนใช้งานอยู่ได้อย่างไร กับทีมงานที่ผิดพลาดอย่างต่อเนื่องมาตลอดในเรื่องของไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ควรจะเทกระจาดโละทิ้งไปได้ตั้งนานแล้วหรืออย่างน้อยก็ชัดเจนตั้งแต่แนะนำให้ติดตั้งเครื่องเทอร์โมสแกนที่สนามบินสุวรรณภูมิแล้วว่า ล้มเหลวเพราะนอกจากทำให้ขายหน้าเนื่องจากไม่ได้ผล ยังทำให้ถูกตำหนิแถมสูญเสียงบประมาณไปเปล่าๆ ปลี้ๆ...ก็แบบนี้แหละที่คนมีฝีมือซึ่งอยู่ในกระทรวงสาธารณสุขจึงไม่สามารถที่จะทำอะไรได้เนื่องจากที่ผ่านมานายวิทยาทำตามที่กลุ่มข้าราชการประจำกลุ่มนี้ชงบทให้เล่นมาโดยตลอด...เมื่อบทผิด บทโหลยโท่ยคนซวยก็คือรัฐมนตรีว่าการซึ่งเป็นคนเล่นตามบทนั่นแหละถึงได้โดนด่าเช้ายันเย็นอยู่ในเวลานี้ว่าไม่ทำอะไรซึ่งหากจับตาดูให้ดีจะเห็นว่า แม้แต่นายอภิสิทธิ์ก็ยังเปลี่ยนบทเล่น จากการเล่นตามการชงของข้าราชการประจำ ที่วันๆคอยแต่เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู...ร้องเรียกเหมียวๆ เดี๋ยวก็มาอะไรเทือกนั้นเปลี่ยนมาเป็นการตั้งคำถามแทน และถามแม้กระทั่งกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพราะโดนตำหนิจนจมหูจมกระเบื้องอย่างมากว่า รัฐบาลยิ่งพูดยิ่งทำให้ประชาชนสับสน ยิ่งทำให้ประชาชนไม่รู้ว่าตกลงแล้วไข้หวัดใหญ่ 2009 มันร้ายแรงแค่ไหนแน่นายอภิสิทธิ์ได้มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการแถลงข้อมูลออกไปแบบต่างคนต่างพูดกันคนละที และเมื่อพูดออกไปมักจะมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญออกมาแสดงความเห็นสวนออกมาโดยตลอด ทำให้ประชาชนสับสนแล้วก็ถือโอกาสอ้างว่า ตอนนี้ในประเทศอื่น เช่น สหรัฐอเมริกา

อังกฤษ และประเทศในยุโรป ไม่ให้ความสนใจเรื่องการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อแล้ว แต่จะเน้นเรื่องการรักษา รวมทั้งหลายประเทศเปลี่ยนแปลงการเก็บตัวเลขแล้วจึงนำมาสู่แนวคิดที่จะไม่รายงานผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นรายวันหรือเดลี่ รีพอร์ท อีกแล้ว แต่จะใช้การสรุปเป็นรายสัปดาห์หรือวีกลี่ รีพอร์ท แทนโดยอ้างว่าเพื่อกันความสับสนและตื่นตระหนกแต่ก็เกิดเสียงสะท้อนขึ้นมาว่า เป็นการไม่ต้องการให้ข้อมูลความจริง เพราะเอาไม่อยู่แล้วใช่หรือไม่???เหมือนกับกรณีที่ไปฝากความหวังเอาไว้กับโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009รวมไปถึงการซื้อวัคซีนจากต่างประเทศซึ่งทั้งหมดจะต้องรออย่างเร็วที่สุดก็คือเดือนตุลาคม หรืออีกประมาณ 3 เดือนอย่างปานกลางก็คือเป็นช่วงเดือนธันวาคม หรือโน่นเลยอีก 5 เดือนและอย่างช้าก็เป็นต้นปีหน้า 2553จึงเกิดคำถามตามมามากมายว่า แล้วระหว่างทางประชาชนคนไทยจะทำอย่างไร เพราะขณะนี้ระดับความรุนแรงของการแพร่กระจายนั้น ที่ประชุม ครม. ก็รับรู้ไปแล้วว่า อย่างน้อยที่สุดก็มีคนกลุ่มเสี่ยงถึง 2.4 ล้านคนเป็นอย่างน้อยซึ่งก็มีการเสนอไอเดียที่ดูเหมือนฉลาด เรียกเสียงฮือฮาจากบรรดารัฐมนตรีที่ไม่ประสีประสาได้ว่า น่าจะเป็นวิธีที่ดีและดูทันสมัยไฮเทค นั่นคือขอความร่วมมือจากภาคเอกชนในการส่ง SMS แจ้งเตือนไปยังกลุ่มเสี่ยง 2.4 ล้านคนที่ว่าสงสัยจะยังไม่เข็ดกับ SMS ตอนขึ้นรับตำแหน่งใหม่ๆอย่างไรก็ตาม ยังดีที่มีคนไม่บ้าจี้ไปด้วย ท้วงอย่างเรียบๆ ง่ายๆว่า แล้วจะเอารายชื่อ เอาข้อมูล เอาเบอร์โทรศัพท์ ของคนกลุ่มเสี่ยง 2.4 ล้านคนที่ว่านั้นมาจากไหนรัฐบาลเอาเวลาไปใช้ทำสิ่งที่ได้ผลและสามารถเห็นผลได้ทันท่วงทีกว่านี้จะดีหรือไม่???เพราะแค่ฝากความหวังเอาไว้กับวัคซีนต้นแบบก็เจอสอนมวยเข้าเต็มๆ จาก น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์

คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช ในฐานะประธานมูลนิธิโรคหืดแห่งประเทศไทย ที่เตือนตรงๆ ว่า วัคซีนต้นแบบนั้นมีความเสี่ยงในเรื่องของอาการข้างเคียงอยู่พร้อมกับเตือนว่าขณะนี้ประเทศไทยได้มีการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อย่างรวดเร็วมากมียอดผู้เสียชีวิตเป็นอันดับ 1 ของเอเชียและเป็นอันดับที่ 6 ของโลกแล้วซึ่งเชื้อไวรัสจะค่อยๆ พัฒนาไปทีละน้อย จนอาจกลายพันธุ์เป็นไวรัสชนิดร้ายแรง ดังเช่นเคยเกิดมาแล้วที่ประเทศสเปนในปี พ.ศ.2461 มีผู้เสียชีวิตราว 20-40 ล้านคน และฮ่องกงในปี พ.ศ.2511 ก็มีผู้เสียชีวิต 1-4 ล้านคนจึงได้แต่ภาวนาและหวังว่า สถานการณ์ร้ายแรงหรือที่เรียกว่า “ไทยฟลู” คงจะไม่เกิดขึ้นในปี พ.ศ.2552 นี้โดยให้แง่คิดว่าการผลิตวัคซีนต้นแบบเพื่อใช้ในประเทศไทยนั้นไม่ควรจะเร่งดำเนินการนำมาฉีดให้ประชาชน ต้องศึกษาวิจัยประสิทธิผลให้รอบคอบเสียก่อนระวังจะเจอบทเรียนเหมือนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเจอมาเต็มๆแล้ว เมื่อปี พ.ศ.2519 ที่มีการระบาดของไข้หวัดหมู (Swine flu)แล้วรัฐบาลรีบร้อนผลิตวัคซีนและฉีดให้กับประชาชนชาวอเมริกันปรากฏว่า มีประชาชน 33 ราย เสียชีวิตจากวัคซีนที่ไม่มีคุณภาพและอีก 500 ราย เป็นอัมพาตจากโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง(Gullain-Barre)เป็นเหตุให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาถูกเรียกร้องค่าเสียหายจากประชาชน 1,571 ราย เป็นจำนวนเงินสูงถึง 35,000 ล้านบาทฟังข้อมูลแบบนี้แล้ว คณะรัฐมนตรีสมควรที่จะอึ้งเพราะที่ประชุมๆ กัน พูดๆ กัน ว่า หากบริษัทผลิตวัคซีนระบุไว้ในสัญญาว่า บริษัทไม่รับผิดชอบ กรณีที่หากเกิดผลข้างเคียงในการใช้วัคซีนให้ถือเป็นเรื่องของภาวะจำยอม นั้น...ไม่น่าจะเป็นคำพูดของคนระดับรัฐมนตรีเลยจริงๆยังดีที่นายอภิสิทธิ์หลุดปากออกมาว่า แม้เป็นเรื่องที่อยู่ในภาวะจำยอม แต่กระทรวงสาธารณสุขและคณะรัฐมนตรีก็ต้องรับผิดชอบหากเกิดอะไรขึ้น

ฉะนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขควรที่จะเลิกงมงายกับคนใกล้ตัว เพราะที่ผ่านมาเห็นชัดแล้วว่าพลาดมาตลอดรวมทั้งจะต้องหันไปขันน็อต น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ ม.ล.น.พ.สมชาย จักรพันธุ์อธิบดีกรมควบคุมโรค ซึ่งถือเป็นต้นเรื่องที่แท้จริงได้หรือยังเพราะไม่รู้ควบคุมโรคภาษาอะไร ถึงได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศหมดแล้วในตอนนี้ทำให้ขณะนี้กลายเป็นต้องเปลี่ยนโหมดจากการป้องกันมาเป็นโหมดของการรักษาแทนแต่กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่มีความพร้อม ได้แต่อ้างว่าคนไข้เยอะเกินไปทั้งๆ ที่พื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อการติดเชื้ออยู่ในการควบคุมดูแลโดยตรงของกระทรวงสาธารณสุขเองแท้ๆ อย่างเช่นพื้นที่โรงพยาบาลต่างๆ แต่กระทรวงก็ยังไม่มีการออกประกาศให้เป็นพื้นที่สวมหน้ากาก 100% แต่อย่างใดทั้งสิ้นยังปล่อยให้คนไทยตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง และไปลุ้นเอาเองว่าไปโรงพยาบาลกลับมาจะเป็นหรือไม่เป็นไข้หวัดใหญ่ 2009และหากระหว่างการทดลองการใช้วัคซีนพบว่า เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรง ก็ต้องขยายระยะเวลาการใช้วัคซีนออกไปด้วยเช่นเดียวกันถึงวันนี้รัฐบาลต้องนำเอาประสบการณ์ของประเทศต้นตำรับของการแพร่ระบาด อาทิ เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา โบลิเวียอาร์เจนตินา และญี่ปุ่น มาประยุกต์ใช้รัฐบาลจะต้องดำเนินมาตรการที่เฉียบขาด ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลายมากไปกว่านี้ แม้ว่าบางมาตรการจะมีผลกระทบทางเศรษฐกิจท่องเที่ยวในระยะสั้นๆ บ้างก็ต้องกล้าที่จะดำเนินการ เพื่อผลประโยชน์ระยะยาวทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเพราะลึกๆ แล้วนายอภิสิทธิ์เองก็วิตกเช่นกันมิใช่หรือมิเช่นนั้นคงไม่ถามในที่ประชุม ครม. หรอกว่า ที่ผ่านมามีประเทศใดบ้างที่ต้องปิดประเทศในการแก้ไขปัญหานี้ซึ่งคำตอบก็คือมีประเทศเม็กซิโกที่ต้องปิดประเทศมาแล้วหรือไทยจะต้องซ้ำรอยเม็กซิโก ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์นี่แหละ ■

ตายทับถมรายวันขนาดนี้...

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19418

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ไม่ใช่เรื่องเล็กๆที่รัฐบาลจะมาล้อเล่น พูดจาให้ประชาชนสับสน หรือทำตัวประมาทไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

เพราะมันเป็นไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ที่ยังไม่มีวัคซีนรักษาโรค ติดแล้วอาจทำให้ตายได้ทันที อย่างที่ "ลม เปลี่ยนทิศ" ได้เขียนเตือนไปเมื่อวันก่อน...

ขณะนี้เชื้อหวัด 2009 ได้ลามระบาดไปทั่วประเทศ เข้าถึงเกือบทุกชุมชน คาดว่ามีผู้ติดเชื้อแล้วนับแสนคน ไม่ใช่ 3 พันกว่าคนอย่างที่กระทรวงสาธารณสุขแถลงรายวัน

ที่น่ากลัวและเป็นข้อพิสูจน์ได้แล้วจริงๆคือ โรคนี้เป็นแล้วตาย ถ้ารู้ตัวสายเกินไป หรือรักษาโรคอย่างไม่ถูกต้อง!!

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขหรือรัฐบาล จะมาใช้เล่ห์เหลี่ยมการเมือง เอาตัวรอดไปวันๆไม่ได้เด็ดขาด

เพราะผู้ติดเชื้อที่ล้มตายไปแต่ละวัน ไม่ใช่ เครื่องสังเวยในความประมาทของใคร

มาถึงกรณีที่ผู้คนตำหนิรัฐบาลรุนแรง เรื่องที่ไม่ยอมกระตือรือร้นในการเปิดเผยข้อมูลและการรณรงค์ให้ประชาชนป้องกันตัวเองจากไข้หวัด 2009

ผมว่าเรื่องนี้สำควรแล้วที่จะตำหนิ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอีกคนที่ควรตำหนิมากที่สุดก็คือ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯที่กำกับดูแลสื่อของรัฐ

เพราะไม่เคยเอาเครื่องมือรัฐออกมาประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเตรียมตัวรับมือกับโรคร้ายนี้

แม้แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยเห็นสปอตโฆษณาการรณรงค์แต่อย่างใด

หรือฟรีทีวีที่เอกชนบริหารก็มีหลายช่อง รัฐควรขอความร่วมมือไปยังผู้บริหารเหล่านั้น เพื่อพร้อมใจกันกระตุ้นเตือนประชาชนอย่างเต็มที่และเป็นระบบ การแพร่ระบาดก็คงไม่ลุกลามใหญ่โตระดับนี้

แต่เพราะพรรคประชาธิปัตย์ชอบบริหารงานแบบอึมครึม ไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง มันถึงได้เป็นเช่นนี้

ทว่าก็ยังไม่สายเกินไปที่รัฐบาลจะกลับมาใช้สื่อในมือลุยระดมกันเต็มสูบ ยกระดับให้ ไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นวาระแห่งชาติ น่าจะกำจัดการระบาดของเชื้อโรคลงได้

ความเป็นความตายกำลังรออยู่ข้างหน้า... รัฐบาลประชาธิปัตย์อย่ามาทำปากดีไม่ได้อีกแล้ว

จิตใจผู้คนหวาดกลัว กระเจิดกระเจิงกันไป หมด ไม่รู้เชื้อร้ายมันแพร่ระบาดไปขนาดไหน

ตายทับถมรายวันขนาดนี้...หากพวกท่านยังใจเย็นกันอีก ก็ไม่ควรอยู่แล้ว??!!

"แจ๋วริมจอ"

ไทยจะเข้มแข็ง

ที่มา ไทยรัฐ

แบงก์พาณิชย์ในฐานะตัวแทนจำหน่าย พันธบัตรไทยเข้มแข็ง ที่รัฐบาลจะระดมเงินทุนเอามาพัฒนาประเทศจากการออกพันธบัตรรัฐบาลมาขายให้กับประชาชน พูดง่ายๆก็คือ เป็น วิธีการหาเงินของรัฐบาล ในทางหนึ่งนอกจากการกู้ โดยผู้ซื้อพันธบัตรก็จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเอาเงินไปฝากแบงก์ หรือเสี่ยงน้อยกว่าที่จะนำไปลงทุนอย่างอื่น

งานนี้ประชาชนผู้ซื้อพันธบัตรก็แฮปปี้ แบงก์ตัวแทน 7 แห่งก็แฮปปี้ รัฐบาลชุดนี้ก็แฮปปี้ เพราะอย่างน้อยก็มีเงินมาให้หมุนอุ่นใจไปพักใหญ่

แต่ประเทศได้สร้างภาระหนี้ในอนาคตขึ้นมาก้อนใหญ่

เนื่องจากพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งที่ออกโดยกระทรวงการคลัง ในวงเงิน 5 หมื่นล้านบาทเปิดจำหน่าย 3 รอบด้วยกันเริ่มตั้งแต่รอบผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป รอบไม่จำกัดอายุแต่จำกัดวงเงินและรอบสุดท้ายประชาชนทั่วไปไม่จำกัดอายุและวงเงินสูงสุด ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจะต้องมีเงื่อนไขแปลกๆแบบนี้ด้วย

ทั้งนี้ อายุพันธบัตรมีเวลา 5 ปี ได้รับผลตอบแทนในอัตราดอกเบี้ย ร้อยละ 4 สรุปแล้วรัฐบาลจะต้องจ่ายคืนเมื่อพันธบัตรครบอายุเท่าไหร่ ก็เอาอัตราดอกเบี้ยคูณ 5 หมื่นล้านเข้าไปก็แล้วกัน

ปัญหาอยู่ที่ว่า การนำเงินที่ระดมจากการขายพันธบัตรไปบริหารดังกล่าว จะเกิดประสิทธิภาพหรือพูดภาษาชาวบ้านว่ามีกำไรมากน้อยแค่ไหน ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันการลงทุนถือว่ามีความเสี่ยงสูงมาก

ก็จะเป็นรายการ อัฐยายซื้อขนมยาย เพราะในที่สุดแล้วรัฐบาลก็ต้องเอาเงินภาษีที่เก็บจากประชาชนไปนี่แหละมาชำระ ผมถึงบอกว่างานนี้ถ้าดูให้ดีจะมีคนแฮปปี้ไม่กี่กลุ่ม

แต่คนไทยที่เหลือก็ต้องรับ ผลการกระทำของความแฮปปี้ เหล่านี้ด้วย ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้าไม่แน่ว่ารัฐบาลชุดนี้จะอยู่หรือเปล่า แล้วในที่สุดก็จะต้องมาตั้งวงเงินงบประมาณในการนำไปชดเชยต่อภาระการออกพันธบัตรครั้งนี้อย่างไรบ้าง

ถือว่าเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรม

ความหวังว่าประเทศไทยจะเข้มแข็ง จะต้องอยู่ที่ความเข้มแข็งของประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลเข้มแข็งหรือคนกลุ่มหนึ่งเข้มแข็ง ชาวบ้านที่ด้อยโอกาสก็เลยตกเป็นเหยื่อของความ เข้มแข็งอีกกระทอก

สุดท้ายนี้ผมต้องขอแสดงความยินดีกับ คุณปิยสวัสดิ์ อัมระ-นันทน์ ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ของ บริษัทการบินไทย คนใหม่ จะมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในวันที่ 9 ต.ค. ที่จะถึงนี้ โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นจำนวน 9 แสนบาท ต่อเดือน

ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าอนาคตของการบินไทยจะฟื้นจากการขาดทุนได้เมื่อไหร่ เพราะภาพที่เคยเห็น พนักงานการบินไทยทำงานด้วยความอยู่ดีมีสุข ฟู่ฟ่า ก็ไม่คิดว่าวันหนึ่งการบินไทยจะขาดทุนได้บักโกรกขนาดนี้

นี่แหละประเทศไทย.

หมัดเหล็ก

รุมกินโต๊ะ 'เทพเทือก'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19602

สุเทพ

"อย่างประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือกาตาร์ เจ้าผู้ครองนครประเทศเหล่านี้ ล้วนมีสตางค์ ประเทศมหาอำนาจทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี ฯลฯ ต่างมาขอตังค์เจ้านครเหล่านี้ไปลงทุน โอบอุ้มธุรกิจของประเทศ

แต่รัฐบาลไทย แทนที่จะเจรจาขอทุนไปลงทุนในประเทศ กลับมาเจรจาขอตัวผมกลับไปดำเนินคดี พวกเจ้านครจึงไม่พบ ไม่เจรจาด้วย เพราะเขาไม่คิดเล่นการเมือง ถ้ารัฐบาลยังมัวไล่จับหนูตัวเดียว ด้วยการเผาบ้านทั้งหลัง ไม่เป็นผลดีกับประเทศแต่อย่างใด"

โดยประเด็นที่ตั้งใจป่าวประกาศให้ได้ยินกันทั่วโลก และให้รู้กันในหมู่แฟนคลับที่เมืองไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินข้ามประเทศมาจากเมืองดูไบ เข้ารายการวิทยุของกลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดอุดรธานี

แฉเบื้องหลังเกมไล่ล่าของรัฐบาลไทย

และยังยอมรับด้วยว่า เอาเครื่องบินส่วนตัวไปลงจอดเติมน้ำมันที่ประเทศมาเลเซียจริง และนอนพักอีก 1 คืน โดยทางมาเลเซียได้ส่งกองกำลังตำรวจสันติบาลมาอารักขาความปลอดภัยให้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย

ในอารมณ์คุยข่มเป็นนัยๆ

บลัฟข้อครหาของฝ่ายตรงข้ามที่เยาะเย้ยถากถางสถานะนักโทษชายที่ต้องหลบๆซ่อนๆ

โดยปมที่สะท้อนเหลี่ยมเชิงออกมามันก็ชัดเจนว่า นาทีนี้เดิมพัน "ทักษิณ" กับฝ่ายคุมเกมอำนาจในเมืองไทย

อยู่ที่เกม "Catch Me If You Can" ปฏิบัติการไล่ล่าข้ามชาติ

และภายใต้เงื่อนไขนี้ ก็พอคาดการณ์ได้ เหตุใดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงได้พลิกท่าทีจากที่อึกๆอักๆ กล้าๆกลัวๆ กลับมาเล่นบท "อุ้ม" นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แบบเต็มตัว

ให้นั่งคาชนักปักหลังข้อหาก่อการร้ายยึดสนามบินอยู่บนเก้าอี้ต่อไป

เสี่ยงอุ้มสายล่อฟ้า ท้ากระแส ก็เพื่อแลกกับบท "หัวหอกโมกสักข์" ภารกิจหลักของ "กษิต" คอยไล่ทิ่มไล่แทง "ทักษิณ"

ไม่ให้ลอยไปลอยมาในต่างประเทศ โฉบตีกินได้แบบสบายๆ

อย่างไรเสียก็ต้องเก็บ "กษิต" ไว้ คำตอบที่นายกฯอภิสิทธิ์เคลียร์คลื่นตรงกันกับฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

แต่ก็เป็นอะไรที่ต้องคลี่ปมกันต่อไป ผลจากคำถามที่นายกษิตเกิดอาการไฟธาตุแตกกับข่าวที่บิ๊กทหารร่วมวงขาใหญ่รัฐบาลเตรียมโละออกจากเก้าอี้ โยนระเบิดตูมใหญ่จี้ให้ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือก-สุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ตอบชัดๆ ใครลอบทำร้ายนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ และใครปองร้ายนายกฯอภิสิทธิ์

เขี่ยไฟเพิ่มเชื้ออาการหวาดระแวง

วันนี้ "อภิสิทธิ์" กับ "เทพเทือก" ยังสนิทใจกันแค่ไหน

เพราะในทางข่าวที่กระเส็นกระสายออกมาเป็นระยะ อาการ "ไม่ไว้วางใจ" คนกันเองกับบทมือประสานสิบทิศ "เทพเทือก" สนิทไปหมดทั้งยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ที่ต่อสายตรงตลอดเวลา สายสัมพันธ์โยงแน่นปึ้กกับสองพี่น้องทหารเสือราชินี ทั้ง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก

ไม่เว้นแม้แต่คนชื่อ "ทักษิณ ชินวัตร" ก็ยังมีคนเชื่อว่า ตัดไม่ตายขายไม่ขาด ในฐานะเพื่อนเกลอที่กอดคอแบ่งกันกิน แบ่งกันใช้มาก่อน

"เทพเทือก" โดนระแวงหนัก

ถูกกันออกจากชั้นวงในฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย "สายอำมาตย์"

โดยเฉพาะกับยี่ห้อ "ซีไอเอเฒ่าคาบไปป์" ที่คอยป้อนข้อมูลลับ ให้ผู้ใหญ่ย่านเทเวศร์จับความเคลื่อนไหวของ "เทพเทือก" พฤติกรรมไม่อยู่ในข่ายน่าไว้วางใจ

และโยงใยไปถึงศึกสายเลือดภายในของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ไข้หวัดใหญ่ 2009 กำลังลามเล่นงานนายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข

กระแสข้างนอกก็ด่า คนในพรรคยังจ้องถล่มซ้ำบ้อท่า

นั่นก็เพราะนายวิทยาคือรัฐมนตรีในสายของนายสุเทพ ที่ไม่ได้ แนบแน่นกับนายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายนิพนธ์ บุญญามณี

คิวนี้เลยเจอหางเลข มหกรรมรุมกินโต๊ะ "เทพเทือก".

ทีมข่าวการเมือง รายงาน