WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 16, 2009

นักข่าวพลเมือง: แรงงานไทรอัมพ์ฯ บุก "บีโอไอ" ร้องปัญหาบริษัทขยายฐานการลงทุนแต่เลิกจ้างงาน

ที่มา ประชาไท





แรงงานไทรอัมพ์ฯ ไป บีโอไอ เจรจาแก้ปัญหาถูกเลิกจ้าง

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.52 ที่ผ่านมา เวลา 9.00 น.พนักงานและสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ นักศึกษาและองค์กรเพื่อนมิตร กว่า 1,000 คน ได้ทยอยกันมารวมตัวกันบริเวณหน้าหน้าสวนรถไฟ ตรงข้ามห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ถนนวิภาวดีรังสิต หลังจากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น.ได้เคลื่อนขบวนไปยังหน้าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ใกล้กับตึก ปตท.เพื่อขอคำชี้แจงและเรียกร้องให้ บีโอไอ มารับผิดชอบกรณีบอร์ดบีโอไออนุมัติ ไทรอัมพ์ทุ่ม 75 ล้าน ขยายฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป (ตามข่าวแนวหน้า ฉบับวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2551) จนเป็นเหตุให้นายจ้างย้ายฐานการผลิตไปที่ จ.นครสวรรค์ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้าง 1,956 คน

เมื่อถึงบริเวณดังกล่าวได้มีการผลัดกันปราศรัยถึงปัญหาการเลิกจ้าง โดยตัวแทนของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ นอกจากยังมีตัวแทนจากสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กลุ่มนักศึกษานักกิจกรรมจากมหาวิทยาลัยรามคำแห่ง รวมทั้งตัวแทนจากกลุ่มองค์กรเพื่อนมิตร เช่น สมาพันธสิ่งทอฯ กลุ่มกรรมกรปฏิรูป กลุ่มประกายไฟ เป็นต้น ที่ขึ้นมาร่วมปราศรัยเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นและปัญหาเกี่ยวกับแรงงานไทยในปัจจุบัน พร้อมทั้งให้กำลังใจกลุ่มผู้ใช้แรงงาน

จากนั้นเวลาประมาณ 12.00 น. ตัวแทนของผู้ชุมนุมได้เข้าไปเจรจาในสำนักงาน บีโอไอ โดยมีตัวแทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมและ บีโอไอ เข้าร่วมเจรจา ในช่วงแรกประกอบด้วย นายชิตวร วรศักดิ์ รองเลขาธิการ บีโอไอ นายสุรศักดิ์ นาคดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิรัตน์ ศักดิ์จิราพาพงษ์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรมฝ่ายการเมือง ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายชาญชัย ชัยรุ่งเรืองและเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นางอรรชกา บริมเบิล สีบุญเรือง ได้เข้าร่วมเจรจา โดยระหว่างการพูดคุยนั้นทางตัวแทนของ บีโอไอ ก็กล่าวย้ำถึงงานหลักของ บีโอไอ คือการดึกการลงทุน เพื่อดึงเงินเข้าประเทศและเพื่อให้เกิดการจ้างงานด้วย

ผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่า ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลในการส่งเสริมการลงทุนในภายหลังตามขั้นตอน ที่สำคัญทางตัวแทน บีโอไอ และตัวแทนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มาเจรจารับปากว่าจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหาทางช่วยเหลือ พร้อมทั้งจะพยายามพูดคุยกับนายจ้างให้ทบทวนการเลิกจ้างดังกล่าวภายใน 1 – 2 วันนี้

หลังจากนั้น เวลาประมาณ 14.00 น. เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นางอรรชกา บริมเบิล สีบุญเรือง นายสุรศักดิ์ นาคดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิรัตน์ ศักดิ์จิราพาพงษ์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรมฝ่ายการเมือง ได้ออกมาพร้อมกับตัวแทนเจรจายังที่ชุมนุมด้านหน้าสำนักงานดังกล่าว เพื่อทำการรับหนังสือขอให้ชี้แจงเรื่องสนับสนุนการลงทุน ที่ทางสหภาพฯ มายื่น พร้อมทั้งกล่าวทักทายผู้ชุมนุมและให้คำยืนยันว่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา และจะมีการพูดคุยกับนายจ้างเพื่อให้ทบทวนเรื่องการเลิกจ้าง ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายมาก่อนหน้านี้เป็นเวลาพักใหญ่

หลังจากนั้นผู้ชุมนุมก็สลายการชุมนุม โดยส่วนหนึ่งทยอยกลับไปยังที่ชุมนุมบริเวณหน้าโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลีกับเพื่อนที่ยังปักหลักชุมนุมอยู่ตลอดต่อไป

00000


เรียน ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

สิ่งที่ส่งมาด้วย - สำเนาข่าวการส่งเสริมการลงทุน
- แผ่น CD บันทึกเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนไปสนับสนุนบริษัทฯในระหว่างการชุมนุมกรณีเลิกจ้างประธานสหภาพแรงงานฯ วันที่ 22 สิงหาคม 2551

ตามที่บริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัทไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล ตั้งอยู่ที่ 393 หมู่ 17 นิคมอุตสาหกรรมเมืองใหม่บางพลี ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ประกอบกิจการอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า ผลิต ชุดชั้นใน และชุดว่ายน้ำ ยี่ห้อไทรอัมพ์ วาเลเซีย สล๊อคกี้ AMO HOM ได้มีการประกาศเลิกจ้างคนงานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ทั้งหมด 1,959 คน เป็นจำนวน 50% ของคนงานทั้งหมดที่ โรงงานบางพลีให้มีผลการพ้นสภาพการเป็นคนงานของบริษัทบอดี้ฯในวันที่ 31สิงหาคม 2552 และคนงานที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯเป็นอนุกรรมการและกรรมการสหภาพแรงงานฯถึง 13 คนจากกรรมการสหภาพแรงงานทั้งหมด 19 คน และมีคนท้อง คนงานวัยใกล้เกษียณคนป่วย คนพิการในการเลิกจ้างครั้งนี้บริษัทฯได้อ้างว่า “ต้องการปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายระยะยาวของไทรอัมพ์ทุกหน่วยงาน จุดมุ่งหมายเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กรให้มีประสิทธิผล ทำให้เกิดความมั่นใจว่าธุรกิจของเรายังคงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความมั่นคงและยังขยายต่อได้เมื่อโอกาสมาถึง” ในขณะที่มีการขยายกำลังการผลิตที่โรงงานที่นครสวรรค์ โดยได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งเป็นข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สรุปข่าวโลกธุรกิจ ลงวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2008 ได้รับการส่งเสริมการลงทุน 75.5 ล้านในปัจจุปันโรงงานที่นครสวรรค์มีคนงานถึง 1,000 กว่าคน แต่ไม่มีสหภาพแรงงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ

พวกเราเชื่อว่าการเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการทำลายสหภาพแรงงาน ย้ายฐานการผลิตหาแหล่งค่าจ้างราคาถูก เป็นการเลิกจ้างคนงานที่ทำงานให้บริษัทฯมาอย่างยาวนานอายุมาก เพราะการปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างประสิทธิผลตามที่บริษัทกล่าวอ้างนั้นมีวิธีการที่สร้างสรรค์หลากหลายวิธีมากกว่าการทำลายสหภาพแรงงานด้วยการเลิกจ้างคนงาน 1,959 คน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้บริษัทก็ไม่ได้มีมาตราการอื่นที่จะสร้างประสิทธิภาพด้วยการปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน การส่งเสริมการลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และตามหลักการการขอและการให้การส่งเสริม ตามมาตรา 16 พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 3 พ.ศ.2544 ที่ว่าด้วยกิจการที่คณะกรรมการจะพึงให้การส่งเสริมการลงทุนได้ ต้องเป็นกิจการที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ กิจการผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ กิจการที่ใช้ทุน แรงงานหรือบริการในอัตราสูง เป็นต้น และตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 83 (7) ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ และเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนระยะ 1 ปี ในเรื่องของการรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน ได้เสนอให้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้างและป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม โดยใช้มาตรการจูงใจเพื่อลดภาระของภาคเอกชนในการชะลอการเลิกจ้างงาน

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสวัสดิการสูงสุดแก่ประเทศจากงบประมาณที่ได้มาจากภาษีของประชาชนนั้น การส่งเสริมการลงทุนในโครงการต่างๆ นอกจากการวิเคราะห์หรือประเมินผลทางทางด้านการเงินและเทคนิคแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวิเคราะห์และประเมินผลทางเศรษฐกิจ ที่มองทั้งผลดีผลเสีย เพื่อพิจารณาผลกระทบของโครงการต่อสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่อาจวัดในรูปของการเพิ่มรายได้แท้จริงให้กับประเทศโดยส่วนรวม อันจะนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ซึ่งทางคณะกรรมการฯก็ได้ยืนยันไว้ในพันธกิจว่าต้องมีการวิเคราะห์โครงการการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ตรวจสอบและควบคุมตลอดจนประเมินผลการลงทุนตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือเป็นเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญในการให้การส่งเสริม ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายสูงสุดและนโยบายของรัฐบาล รวมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

แต่ผลจากการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ส่งเสริมบริษัทฯดังกล่าว อันเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้นายจ้าง ฉวยโอกาสเลิกจ้างพนักงานถึง 1,959 คนย้ายฐานการผลิต และเพื่อหนีสหภาพแรงงานฯและหาแหล่งค่าจ้างราคาถูก ซึ่งขัดกับเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญในการให้การส่งเสริมข้างต้น ด้วยเหตุนี้สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ จึงขอให้ท่าน

1.ให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลในการส่งเสริมบริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัดและบริษัทไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ตามหลักธรรมาภิบาล และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ใน ม.74 และ ม.78 (5) ในเรื่อง การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงม.3/1 แห่ง พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2545 มุ่งเน้นให้ส่วนราชการใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ กล่าวคือ การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าเชิงการกิจแห่งรัฐ และตามพรบ.ข้อมูลข่าวสาร

2.คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนต้องให้บริษัทฯที่ได้รับการส่งเสริมรับคนงานกลับเข้าทำงานทันทีและไม่มีการเลิกจ้าง

3.เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญในการให้การส่งเสริมข้างต้น การส่งเสริมการลงทุนต้องไม่ให้คนงานได้รับผลกระทบ ถูกเลิกจ้าง เมื่อมีการเลิกจ้างคนงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ต้องหยุดการสนับสนุนบริษัทฯในทุกๆด้านจนกว่าจะมีการรับคนงานกลับเข้าทำงาน

4.เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ต้องการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนต้องมีมาตรการที่ชัดเจนว่าบริษัทฯได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องไม่มีการเลิกจ้างคนงาน และต้องปฎิบัติตามหลักมาตรฐานหลักมาตรฐานแรงงานสากลและแนวปฏิบัติของบรรษัทข้ามชาติ (OECD Guidelines) ตามหลัก OECD Guidelines for MNEs, CODE OF CONDUCT ของกลุ่มบริษัทไทรอัมพ์ฯ และมาตรฐานแรงงานไทย

5.ฉะนั้นสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะยอมรับตามข้อเสนอสหภาพแรงงานและเข้ามาแก้ปัญหาการเลิกจ้าง จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านดำเนินการ

จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถือ
นางสาวบุญรอด สายวงศ์
เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

สำเนาถึง : นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)
International Labour Organization (ILO)


00000

บีโอไอแจงจุดยืน ส่งเสริมลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน พร้อมเป็นตัวกลางหาทางออก กรณีเลิกจ้างพนักงานบอดี้แฟชั่น

วันเดียวกัน บีโอไอ ออกข่าวแจกชี้แจงสื่อมวลชนระบุว่า บีโอไอมีจุดยืนการส่งเสริมการลงทุน มุ่งแย่งชิงการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม พร้อมรับข้อเสนอพนักงานบริษัท บอดี้ แฟชั่น ในเครือไทรอัมพ์ เพื่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารบริษัท หวังหาทางออกเรื่องการเลิกจ้างงาน

โดยนายชิตวร วรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยถึงกรณีที่พนักงานบริษัท บอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จำนวนประมาณ 500 คน ได้ชุมนุมอยู่หน้าอาคารบีโอไอ บนถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเรียกร้องกรณีที่บริษัท เลิกจ้างพนักงานจำนวน 1,959 คน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ว่า บีโอไอได้หารือกับตัวแทนพนักงาน และรับข้อเสนอของกลุ่มพนักงาน และจะนำไปหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารของบริษัท บอดี้ แฟชั่น เพื่อหาทางออกสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“แม้ว่า บีโอไอ จะไม่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องปัญหาด้านแรงงาน แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บีโอไอก็ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน ให้กับทั้งฝ่ายลูกจ้างและสถานประกอบการ” รองเลขาธิการบีโอไอกล่าว

สำหรับในช่วงที่ผ่านมา บีโอไอได้ขอความร่วมมือสถานประกอบการ ในการประวิงเวลาการเลิกจ้างงานมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 จนถึงต้นปี 2552 นี้ โดยบีโอไอได้ขอร้องให้หลายบริษัท ใช้แนวทางอื่นๆ เช่น ลดวันทำงาน ลดชั่วโมงทำงาน ไม่มีการทำงานล่วงเวลา การเพิ่มวันหยุดจากปกติ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน

นายชิตวร กล่าวด้วยว่า ในส่วนของบีโอไอนั้น หน้าที่หลักคือ การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ การที่บีโอไอต้องไปแย่งชิงโครงการลงทุนจำนวนมากกับประเทศคู่แข่ง ก็เพื่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศ นอกจากนี้ การเข้ามาลงทุนในไทย ยังก่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การว่าจ้างบริษัทรับช่วงการผลิตในประเทศ การส่งออกสินค้าไปต่างประเทศการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย การพัฒนาฝีมือแรงงาน การวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คนไทย ฯลฯ

“ตลอดระยะเวลากว่า 43 ปี ที่บีโอไอส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ พบว่า มีสถิติการจ้างงานของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม จำนวนกว่า 4.1 ล้านคน และยังก่อให้เกิดการจ้างงานทางอ้อม จากการว่าจ้างบริษัทรับช่วงการผลิต บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบและเครื่องจักรในประเทศ อีกนับล้านคน” นายชิตวรกล่าว

สำหรับรายละเอียดของการเลิกจ้างพนักงานของบริษัท บอดี้ แฟชั่น ในครั้งนี้ บีโอไอได้รับรายงานจากบริษัทว่า ผู้บริหารของบอดี้ แฟชั่น จะทำการชี้แจงรายละเอียดเอง อย่างไรก็ตาม บีโอไอได้รับรายงานว่า บริษัทในเครือไทรอัมพ์หลายแห่งในต่างประเทศ ต้องปิดกิจการ และลดพนักงานหลายแห่ง เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ทำให้คำสั่งซื้อลดลงมาก อาทิ ที่อินเดียลดคนงานไป 900 คน จากทั้งหมดเกือบ 2,000 คน ที่ฟิลิปปินส์ ปิดโรงงานและปลดพนักงาน 1,500 คน ที่ประเทศจีน ปิดโรงงานและปลดคนงาน 1,000 คน ที่ประเทศอังกฤษ ปิดฝ่ายและบรรจุหีบห่อ ที่ประเทศออสเตรีย ปิดฝ่ายผลิต และปิดสำนักงานขายที่เกาหลี และไหหลำ

SIU: นายกฯ (ญี่ปุ่น) ประกาศยุบสภา!

ที่มา ประชาไท

หลังจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrat Party หรือ LDP) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายรัฐบาล พ่ายแพ้อย่างยับเยินให้กับพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan หรือ DPJ) ในสนามเลือกตั้งสภาท้องถิ่นกรุงโตเกียวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนทำให้แม้ร่วมกับพันธมิตรคือพรรคโคเมยโตะใหม่ (New Komeito party) ซึ่งเป็นพรรคที่มีความใกล้ชิดกับลัทธิความเชื่อทางพุทธแบบหนึ่งในญี่ปุ่นก็ไม่สามารถได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ (64 ที่นั่งจากทั้งหมด 127 ที่นั่ง) โดย LDP ได้ไป 38 ที่นั่ง ส่วนโคเมยโตะใหม่ได้ไป 23 ที่นั่ง ในขณะที่ DJP ได้ไปถึง 54 ที่นั่ง ส่งให้นายทาโร อาโซะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศยุบสภาภายในวันที่ 21 กรกฎาคม หรือวันอังคารของสัปดาห์หน้าแล้ว การเลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคมนี้

LDP พ่ายการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นกรุงโตเกียวอย่างถล่มทลาย

หนังสือพิมพ์เกียวโตอ้างการพูดคุยของนายอาโซะ กับการประชุมภายในพรรคว่า เขาต้องการผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับในสภา ซึ่งรวมทั้ง พ.ร.บ.การปลูกถ่ายอวัยวะ และ พ.ร.บ.การตรวจสอบคลังสินค้า เป็นต้น นายอาโซะเชื่อว่าการประกาศยุบสภาจะสร้างความชอบธรรมให้เขาในการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองของญี่ปุ่นก็ไม่เชื่อว่าพรรค LDP จะช่วงชิงความได้เปรียบอะไรได้จากการประกาศยุบสภาก่อนกำหนดเช่นนี้ ศาสตราจารย์ทาคาโยชิ ชิบาตะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวเคซาอิ ชี้ว่า มันสายเกินไปที่จะทำอะไร การเปลี่ยนตัวผู้นำก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้ด้วย

ภาพ นายทาโร อาโซะ, ที่มา - วิกิพีเดีย

ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของพรรค LDP ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นเริ่มเบื่อหน่ายนโยบายของพรรค LDP ที่ปกครองญี่ปุ่นแบบแทบจะผูกขาดมามากกว่าห้าทศวรรษแล้ว LDP เคยสูญเสียการเป็นรัฐบาลช่วงสั้นๆ เป็นเวลา 11 เดือนในช่วงปี พ.ศ. 2536 - 2537 แต่การเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคเป็น นายจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ ก็ช่วยดึง LDP กลับเข้าสู่การเป็นรัฐบาลได้ แต่การสูญเสียความเชื่อถือครั้งใหม่ของ LDP ดูเหมือนเป็นเรื่องเสียหายหนักกว่าที่จะทำอะไรได้อีก LDP พยายามเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้

แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวญี่ปุ่นจะเบื่อหน่าย LDP เพื่อมาเลือก DJP ผลโพลล์บ่งชี้ว่าประชาชนญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งกำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆ แต่ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็แสดงถึงการถดถอยอำนาจทางการเมืองของ LDP อย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของญี่ปุ่นยังต้องรออีกพักใหญ่

เรียบเรียงจาก - The Economist, CNA, สำนักข่าวซินหัว

ห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ แต่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวกำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ ๔ วัน คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา โดยยกเว้นให้ขายในโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรมที่มีการจดทะเบียนที่ถูกต้องเท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้ถัดจากวันประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา คือ ตั้งแต่วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ซึ่งผลของการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นไปอย่างขาดๆ เกินๆ มีการฝ่าฝืนข้อห้ามให้เห็นกันอยู่โดยทั่วไป นั้น

จากประกาศฉบับดังกล่าวก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างมากมายแต่ส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งเน้นไปที่การเลือกยกเว้นให้ขายในโรงแรมแต่ไม่มีการยกประเด็นของการขัดรัฐธรรมนูญขึ้นมากล่าวถึงแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่มีประเด็นปัญหากฎหมายที่น่าสนใจไม่น้อยว่าประกาศฉบับดังกล่าวนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร เพราะขัดต่อหลักการพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการที่ว่าด้วยความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นหลักที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ฯลฯ

หลักการที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดที่กำหนดไว้ว่าคนไทยจะต้องนับถือศาสนาพุทธและจะต้องปฏิบัติตามข้อห้ามของศาสนาพุทธเท่านั้น การดื่มสุราในศาสนาบางศาสนามิได้เป็นข้อห้ามร้ายแรงที่จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง และที่สำคัญรัฐไทยเป็นรัฐฆราวาสหรือรัฐโลกวิสัย (secular state) มิใช่รัฐเทวาธิปไตย (theocratic state) ที่ยึดศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นที่ตั้งโดยศาสนาจักรมีอำนาจเหนืออาณาจักรดังเช่นรัฐอื่นๆดังเช่นคริสต์จักรในยุคกลางของยุโรปหรือในตะวันออกกลางปัจจุบันที่บัญญัติให้หลักการทางศาสนาเป็นข้อห้ามทางกฎหมาย ผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษ

การงดเว้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ดีและควรปฏิบัติ แต่มิใช่สิ่งที่จะต้องถึงขนาดถูกลงโทษด้วยการถูกปรับหรือจำคุก และย่อมไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งหากผู้ถูกลงโทษเป็นศาสนิกในศาสนาอื่นที่ไม่มีข้อห้ามเช่นนั้น

ในทางตรงข้ามมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญกลับบัญญัติรับรองให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนาธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนและบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนาธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนแตกต่างจากบุคคลอื่น

หลักการที่ว่าด้วยความเสมอภาค

มาตรา ๓๐ วรรคสามของรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้

จะเห็นได้ว่าประกาศฉบับดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งถึงสองประเด็นคือ นอกเหนือจากการเลือกห้ามในวันพระใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนาแล้ว การยกเว้นให้ขายในโรงแรมเท่านั้นย่อมแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติในฐานะทางเศรษฐกิจเพราะมีแต่คนมีสตางค์เท่านั้นที่จะเข้าไปดื่มกินในโรงแรมได้ พูดง่ายๆว่าคนจนไม่มีสิทธิทั้งๆที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนั่นเอง

หลักที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ

บุคคลที่ทำมาค้าขายโดยสุจริตและเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้องและครบถ้วนย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ ที่บัญญัติให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ และการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

การที่รัฐยกเอาข้อห้ามทางศาสนามาบัญญัติเป็นกฎหมายที่เป็นบทลงโทษบุคคลที่ทำมาค้าขายโดยสุจริตและเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้องและครบถ้วน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรานี้อย่างชัดแจ้ง จะทำได้อย่างมากเพียงการขอความร่วมมือเท่านั้น หากไม่ให้ความร่วมมือก็เป็นเรื่องของมาตรการทางสังคมที่จะลงโทษหรือต่อต้าน มิใช่การลงโทษด้วยการจำหรือปรับเช่นนี้

นายกรัฐมนตรีในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองหรืออนุบัญญัติที่ออกโดยฝ่ายบริหารซึ่งมีสถานะเป็นกฎตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ ซึ่งบัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะต้องถูกตรวจสอบการใช้อำนาจ ทางปกครองในการออกกฎนี้

ฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้มีการตอกลิ่มปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและขัดแย้งทางความเชื่อศาสนาซึ่งมีมากอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นจากประกาศเจ้าปัญหานี้ จึงควรที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายจากประกาศดังกล่าวตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ น่าจะได้นำคดีไปสู่องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีนี้ ซึ่งก็คือศาลปกครองเพื่อให้มีการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานว่า การที่นายกรัฐมนตรีออกประกาศเช่นนี้ จะขัดต่อกฎหมายในลำดับที่สูงกว่าหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ต่อไป


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒

อำมาตย์พลาดแล้ว ที่ตัดสินใจทำรัฐประหาร 19 กันยา 49 !!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ นก ฟินิกซ์
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
15 กรกฎาคม 2552

รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ดูเหมือนจะเหลือพื้นที่เดินหมากของตัวเอง แคบลงไปทุกวัน หากจะมีเหลือ ก็น่าจะเป็นพื้นที่ของการเมืองแบบโต้วาทีเท่านั้น...

แต่เนื่องจากเป็นศึกสงครามทางขอบเขตวาทกรรม หรือการเมืองแบบล้างสมองด้วยสื่อ ทุกอย่างย่อมหนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ของการจำกัดตัวเอง กล่าวคือ หมากเด็ด ไม้ตาย หรืออาวุธร้ายๆ ที่ออกมานั้น ทั้งผู้บริโภคหรือฝ่ายตรงกันข้าม เขาจับไต๋ได้จนหมดเสียแล้ว...

เดี๋ยวนี้ แค่ขยับขาสักนิด คงอ่านกันออกไม่ยาก กโลบายใดๆ ในเชิงอำนาจภายใต้เวทีของผู้ดูแลที่ชาญฉลาด การจับผิด “ผู้เล่น” จึงเป็นอะไรที่ไม่ยากนัก

นี่เป็นข้อจำกัดของมิติใหม่ คือ คนหลอกกันได้ยากขึ้น อาจเพราะถูกหลอกมามากแล้ว แต่นี่เป็นเงื่อนไขทางสภาวะวิสัยที่จะกำหนดเกมอำนาจในคุณภาพใหม่...

นับจากอดีตกว่า 700 ปี มาถึงบัดนี้ มีปัจจัยที่ฝ่ายอำนาจได้แลข้ามไปอย่างน่าเศร้าใจ นั่นคือการเรียนรู้ของภาคประชาชน

ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งใดในราชอาณาจักรไทย จะสร้างแรง “ดีดกลับ” ทางการรับรู้ให้แก่ประชาชนได้สูงปานนี้ เท่ากับพิษผลของ 19 กันยายน 2549 ...เป็นความพลาดสำหรับการตัดสินใจรัฐประหาร?

อาจประเมินการเรียนรู้ของประชาชนได้ว่า สูงกว่าภายหลัง 14 ตุลาคม 2516 ด้วยซ้ำเป็นหลายเท่าตัว ไม่มีครั้งใดที่ชาวบ้านทั่วๆ ไป เริ่มทำความเข้าใจกับความหมายของนิติรัฐ-นิติธรรม ชนิดหูตาสว่างได้มากกว่าคราวนี้...

แค่เรื่องนี้ประเด็นเดียว ที่ประชาชนเข้าใจมากขึ้น มันก็ล้อมกรอบจำกัดพื้นที่ของอำนาจนิยมไปเรื่อยๆ จะตะแบงอธิบายให้เป็นอื่น ก็มิใช่เรื่องที่จะกระทำได้เหมือนเดิม ย้อนไปอธิบายอย่าง พ.ศ. 2549 คนเขาก็ไม่เชื่อเสียแล้ว?

เป็นครั้งแรก ที่ชาวชนบทจำนวนไม่น้อย เข้าใจศัพท์คำว่า วาทกรรรม แล้วเริ่มตระหนักถึงปฏิบัติการสงครามจิตวิทยามวลชน สงครามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น และใช้ปฏิบัติการล้างสมองพวกเขามาร่วม 4 ปี ...

และคงเป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่ยายเฒ่าวัย 70 กว่า รับรู้ว่า ประเทศนี้ มีระบอบอำมาตยาธิปไตยคงอยู่มาช้านาน ขณะที่เยาวชนรุ่น 30 กว่าๆ ชักจะคุ้นหูกับถ้อยคำ “อภิชนาธิปไตย”

สภาวะการรับรู้ใหม่นี้ มิใช่เพราะ “สื่อเร็ว” อย่างเดียว หรือเพราะมีความแตกต่างหลากหลาย ที่จะเลือกรับหรือเลือกใช้เครื่องมือทางการสื่อสาร ...แต่การสื่อสารสองจังหวะ ยังเป็นอีกอานุภาพ ที่เปิดม่านการรับรู้ในชนบทให้เตียนโล่งได้ไม่ยาก

บิดาอยู่หลังภูเขา วัยห้าสิบเศษ ใช้มือถือโทรเข้าหาลูกสาวที่ทำงานในเมืองกรุง ขอร้องให้เปิดดูอินเทอร์เน็ต สงสัยว่าประธานาธิบดีฮอนดูรัส จะกลับเข้าสู่ประเทศได้หรือไม่? สหประชาชาติจะว่าอย่างไร? แล้วพ่อเฒ่าอาจสงสัยว่า เหตุใดตอนปี 2549 ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่เลือกที่จะดิ้นรนสู้แบบประธานาธิบดีมานูเอล เซลายา?

รัฐบาลประชาธิปัตย์-กองทัพ หรือชนชั้นนำ อาจคิดว่า การสื่อสารคือระบบเส้นประสาทของการเมือง และอำนาจ ฉะนั้นการจัดการสื่อสารที่ครอบงำ มีประสิทธิภาพเท่านั้น จะเป็นตัวชี้ ทำให้อำนาจและการเมืองดำรงอยู่ได้?...

แต่ลืมคิดถึงความฉลาดที่เพิ่มขึ้นของคน?

วิธีคิดเช่นนี้ไม่ผิด แต่ใน พ.ศ. 2552 มันไม่ถูกต้องอีกแล้ว มันอาจเพราะมีสื่อใหม่มากนัก ทั้งอินเทอร์เน็ต วิทยุชุมชน SMS โฟนอิน คลิปมือถือ วิดีโอลิ้งค์...

แต่ที่สำคัญ คือปากต่อปาก จึงเป็นไปได้ยาก ที่จะตัดฐานการสื่อสารและการรับรู้ของประชาชน ซึ่งอาจต้องกระทำกันในขั้น ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามครอบครองคอมพิวเตอร์ หรือควบคุมการส่ง SMS ตามไอเดียของสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อาจหนักสุดๆ ไปขนาดห้ามใช้กระแสไฟฟ้าทั่วประเทศไทย?

ทางเลือกของสื่อใหม่ๆ อาจสัมพันธ์ และเป็นนัยสำคัญต่อการรับรู้

แต่สิ่งที่เหนืออื่นใด ก็คือบรรดาตัวแสดงทางอำนาจของรัฐ กองทัพ หรือกลุ่มชนชั้นนำ ไม่เข้าใจสภาวะแวดล้อม หรือการรับรู้ในคุณภาพใหม่ของประชาชน...นี่เป็นงานวิจัย หรือโพลของหลายสำนัก ที่มองข้ามไป

เพราะการปกปิดข้อมูลข่าวสาร บิดเบือนข่าวสาร ความยากแค้นลำบากใจ สภาวะทางเศรษฐกิจที่แย่ลง ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ผู้คนต้องหาทางออก จึงหลอมเป็นเบ้าของสิ่งแวดล้อมใหม่ในการรับรู้ เพราะพวกเขาย่อมอยากจะรู้ว่า มันมีอะไรจริงๆ อยู่หลังฉากที่เกิดขึ้นในประเทศไทย?

ตอนนี้ ชาวบ้านยังอ่านเกมขาดว่า ยังไงประชาธิปัตย์ไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญ และยังคงไม่ยุบสภาเร็วนัก เพราะไงๆ เลือกก็แพ้ คงยื้อเอาไว้ให้นานมากที่สุด...

แล้วชาวบ้านยังอ่านหมากออกอีกว่า ประชาธิปัตย์หักกษิตแน่นอน ?

สุดยอดความด้าน อะไรคือ 'มาตรฐาน' ของนายอภิสิทธิ์ ??

ที่มา Thai E-News


โดย วิหคเหินฟ้า
ที่มา เวบไซต์ มติชน
15 กรกฎาคม 2552

"รัฐมนตรีทุกคน ไม่มีสิทธิเหนือประชาชนคนอื่น ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น จะต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย" เป็นกฎเหล็กข้อที่ 9 ที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"ประกาศกลางที่ประชุม ครม.

"วิฑูรย์ นามบุตร" คือรัฐมนตรีคนแรก ที่สังเวยกฎเหล็กข้อที่ 9 กับข้อครหาเรื่อง "ปลากระป๋องเน่า"

เขาลาออกจากตำแหน่งทั้งที่กระบวนการยุติธรรม และ ปปช. ยังไม่มีการตั้งข้อหา หรือออก"หมายเรียก" เลย......

ถามว่า "วิฑูรย์" มีสปิริตสูงส่ง ตัดสินใจ"ลาออก"เอง หรือถูกกดดันแบบเงียบๆ จาก"อภิสิทธิ์-สุเทพ"

คำตอบนี้ คนในพรรคประชาธิปัตย์รู้ดี ถ้าจำได้วันที่ "วิฑูรย์" แถลงข่าวลาออก คนที่นั่งขนาบซ้าย-ขวา คือ "กรณ์ จาติกวณิช" และ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" ......

แต่กรณีของ "กษิต ภิรมย์" ท่าทีของ "อภิสิทธิ์" กลับเปลี่ยนไป ประกาศ "กฎเหล็ก" ข้อ 9.1 ผ่านรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยฯ" ว่าถ้ารัฐมนตรีแค่เจอ "หมายเรียก" จากตำรวจ แล้วต้องลาออก

"ผมคิดว่า จะเกินเลยมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป"......

ไม่รู้ว่า "มาตรฐานทั่วไป" คือมาตรฐานของใคร แต่ถ้าเป็น "มาตรฐาน" ของคนชื่อ "อภิสิทธิ์" สมัยที่เป็น"ผู้นำฝ่ายค้าน" ที่ทำหนังสือถึง "สมัคร สุนทรเวช" กรณี "จักรภพ เพ็ญแข" ที่มี "ทัศนคติที่อันตราย"

เชื่อหรือไม่ว่า "กษิต" จะไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น "รัฐมนตรี" ......

มาตรฐานของ "อภิสิทธิ์" เริ่มจากการให้สัมภาษณ์วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 ว่า จะทำหนังสือถึง "สมัคร" ให้พิจารณา กรณี "จักรภพ" เพราะ "บุคคลผู้นี้ ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารกับประชาชน" ......

22 พฤษภาคม ในรายการวิทยุ "ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์" ...อยากให้ "สมัคร" แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ด้วยการตัดสินใจทางการบริหารและการเมือง "เรื่องของคดี ก็ต้องดำเนินไป" แต่ไม่อยากให้ทุกอย่าง ไปผูกกับเรื่องของคดี......

25 พฤษภาคม เมื่อนักข่าวถามว่า "จักรภพ" ต้องลาออกหรือไม่ "อภิสิทธิ์" ตอบว่า ถ้านายจักรภพลาออกไป ก็จะช่วยให้ความขัดแย้งและความตึงเครียดลดลงไป จากนั้นก็ไปพิสูจน์ตัวในกระบวนการยุติธรรม......

27 พฤษภาคม เมื่อ "จักรภพ" อ้างว่า ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม "อภิสิทธิ์" โต้ว่า "ผมไม่เชื่อว่า นายจักรภพเรียนรัฐศาสตร์มา เพราะความรับผิดชอบทางกฎหมายและการเมือง มีความแตกต่างกัน" ......

ประเด็นสำคัญกรณี "จักรภพ" และ "กษิต" ก็คือ

1. ตำหนิ ที่ติดตัว "จักรภพ" กับ "กษิต" ล้วนเกิดขึ้นก่อนเป็นรัฐมนตรี คนหนึ่ง ไปพูดก่อนเป็นรัฐมนตรี 10 เดือน อีกคนหนึ่งไปร่วมยึดสนามบินสุวรรณภูมิก่อนเป็นรัฐมนตรี ประมาณ 1 เดือน......

2. กรณีของ "จักรภพ" นั้น "อภิสิทธิ์" เรียกร้องให้ "สมัคร" ปลดจากตำแหน่ง ทั้งที่แค่ถูกแจ้งความ และตำรวจยังไม่ออกหมายเรียก

แต่กรณีของ "กษิต" กลับเห็นว่า การเจอ "หมายเรียก" แล้ว ต้อง "ลาออก" ถือว่าเกิน "มาตรฐาน" ทั่วไป......และ

3. ถ้าทัศนคติของ "จักรภพ" เรื่อง "สถาบัน" เป็นเรื่องอันตรายของคนที่คุมเรื่องการประชาสัมพันธ์ของรัฐ แล้ว

การที่มี "รัฐมนตรีต่างประเทศ" เห็นด้วยกับการ "ยึดสนามบิน" ไม่รู้ว่า "อภิสิทธิ์" คิดว่า เป็น "ทัศนคติ" ที่อันตรายสำหรับตำแหน่งนี้หรือไม่??......

ตบท้ายด้วยคำคมของ "อภิสิทธิ์" ในรายการ "ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์" วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 "คุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ต้องพูดในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่พูด แล้วต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่พูด"

เชิญชมคอนเสิร์ตไลต์ออเคสตราเพลงปฏิวัติ"เพราะคิดถึงเพื่อน"

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ
15 กรกฎาคม 2552

โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ ...เพราะคิดถึงเพื่อน”
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 19:30 น.

วัตถุประสงค์
คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงได้จัดมีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวม ของมวลนิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของบทเพลงปฏิวัติ และเพื่อได้มีการพบปะกันในหมู่อดีตนักปฏิวัติ

รูปแบบการแสดง
เป็นการแสดงดนตรีของวงเพื่อนมิตรไลท์ออเคสตร้า ประกอบการขับร้องของส่วนหนึ่งของนักร้องปฏิวัติในอดีต นักศึกษาปัจจุบัน และชุดการแสดงนาฏศิลป์ประกอบ

บทเพลงที่ใช้แสดง
คัดเลือกบทเพลงปฏิวัติที่เกี่ยวกับความคิดความผูกพัน จำนวน 20 เพลง มาแสดงได้แก่

1. เพลงรำลึกวีรชน 12. เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล
2. นาฏศิลป์ประกอบเพลงฟ้าทอง 13. เพลงลาไปเป็นทหารปลดแอก
3. เพลงสดุดีวีรชน 14 ตุลา 14. เพลงทหารประชาชน
4. เพลงสดุดีวีรชน 6 ตุลา 15. เพลงดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน
5. เพลง ตุลาชัย 16. เพลงพี่น้องภาคใต้รุกรบช่ำชอง
6. เพลง นกน้อย 17. เพลงสดุดีนักรบแนวหน้า
7. สดุดีครูประชา 18. เพลงความหวังแห่งชีวิตใหม่
8. เพลงดาวแห่งชาวนา 19. เพลงขอสดุดีแด่พรรคที่รักยิ่ง
9. เพลงขอเพื่อนจงหยัดยืน 20. เพลงสายทางนักรบประชา
10. เพลงแผ่นดินของเรา 21. เพลงภูสระเริงรำ
11. นาฏศิลป์ประกอบเพลงตันหยง

บัตรชมการแสดง

ประกอบด้วยที่นั่งชม 520 ที่นั่ง จำแนกเป็น

บัตรวีไอพี 10 ที่นั่ง
บัตรราคา 1,000 บาท จำนวน 149 ที่นั่ง
บัตรราคา 500 บาท จำนวน 188 ที่นั่ง
บัตรราคา 300 บาท จำนวน 173 ที่นั่ง

การจองบัตรชมการแสดง

ติดต่อจองบัตรได้ที่ คุณจันทิรา สระทองเขียว หมายเลขโทรศัพท์: 084.116.4992 Email: cpt.song@gmail.com

จัดส่งโดย: โปรดโอนเงินเข้าบัญชี น.ส. นงลักษณ์ จตุเทน
เลขที่บัญชี 748-2-03431-9
ประเภทบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลพระรามที่ 3
และโปรดส่งใบโอนเงิน ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรสาร: 0.2295.1154 โทรศัพท์: 084.116.4992

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

วันที่จัดแสดง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เวลา 19.30 น.
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้โครงการกำแพงประวัติศาสตร์


หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้จะไม่มีบันทึกซีดี และดีวีดีไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะมีต้นฉบับเพื่อการนำไปสำเนาได้เพื่อการแจกจ่ายโดยไม่ได้นำไปหารายได้ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว (ถ้ามี) จะมอบให้กำแพงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพื่อร่วมสมทบทุนจัดงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519)


โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติม และชมกิจกรรม3ครั้งที่ผ่านมาได้ที่ http://cpt.igetweb.com

ตบเกรียนโจรก่อการร้าย แถมาได้ว่าเว่อร์!

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
16 กรกฎาคม 2552

นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า พรุ่งนี้(16ก.ค.) ที่ พนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกแกนนำและแนวร่วมพันธมิตร ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา กบฏ และ ข้อหาก่อการร้าย กรณีปิดล้อมสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมินั้น ได้มีการนัดแนะกับกลุ่มแกนนำและแนวร่วม ให้ไปเจอกันที่ สโมสรตำรวจ เวลา 10.00 น.แต่จะไม่รายงานตัวในฐานะผู้ต้องหา เนื่องจากทางแกนนำไม่ยอมรับข้อกล่าวหาที่รุนแรงเกินจริงดังกล่าว

พร้อมกันนี้จะยื่นหนังสือคัดค้าน การตั้งข้อหาที่ไม่ถูกต้องต่อพนักงานสอบสวน เพื่อให้พนักงานสอบสวนพิจารณาตั้งข้อกล่าวหาใหม่และหากพนักงานสอบสวน ไม่แก้ไขข้อกล่าวหาก็จะฟ้องร้องต่อศาลปกครองต่อไป

เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจอย่างแท้จริง ไทยอีนิวส์จึงขอให้พิจารณาหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อโต้กระแสทวนการแถของโจรก่อการร้ายพันธมิตรดังต่อไปนี้

Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป

A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต ดังนี้

-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้

-กฎหมายสากลนี้คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้

-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อไทยลงนามแล้วก็ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"

-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดังต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท

โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะอ้างว่าใช้สิทธิทางการเมืองจึงไม่ใช่การก่อการร้ายก็ย่อมไม่ได้ เพราะช่วงยึดสนามบินสุวรรณภูมินั้น ศาลมีคำสั่งให้ออกไปแล้ว แต่โจรก่อการร้ายพันธมิตรไม่สนใจคำสั่งศาล จึงเป็นการกระทำผิดกฎหมายไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การใช้สิทธิทางการเมืองแต่อย่างใด

เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?


Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ

A-จะว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับสัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วนพระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน

-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท

-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย

แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย

Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย
ดูคลิปข่าวกษิตยึดสุวรรณภูมิ (คลิ้ก )
A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ

คำถามคือนายกษิตไปที่สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"

Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง

A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน

-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตรได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

วิญญูชนหรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?

Q-เป็นข้อหาทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่ ทำไมปล่อยไว้ตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเล่นงานตอนนี้ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นต่อหน้าที่ไหม?

A-ใครอยากให้ช้า หากไปดูดีๆจะพบว่ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าและพนักงานสอบสวนหลายหน

-ตอนแรกๆรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลนายสมชายก็ว่าจะเร่งคดี แต่เอาไปเอามาจากวันที่25ธ.ค.2551ที่ก่อการร้ายทำความผิด กว่าจะออกหมายเรียกก็วันที่ 1 ก.ค.2552กินเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ส่วนว่าพรรคประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ให้ไปไล่เบี้ยกันเอง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ทำงานรับส่งเข้าขากันมาตลอด

-มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดและพนักงานสอบสวนสืบสวนหลายชุด เดี๋ยวก็จะแยกคดีดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ เดี๋ยวก็จะรวม มีการโยกย้ายคนที่จะเอาจริงเอาจังพ้นหน้าที่

-สุดท้ายก็ว่ารอให้กรมการขนส่งทางอากาศรวบรวมข้อกฎหมายและร้องทุกข์มา กว่าจะครบทั้งพยาน หลักฐาน ข้อกฎหมายก็เลยกินเวลานานมาก ส่วนจะเล่นงานกันเรื่องละเว้นหรือไม่ละเว้นก็เชิญจัดการกันเอง

แต่ที่แน่ๆประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเห็นว่าช้ามาก และไม่เป็นการยุติธรรม เพราะเวลาเสื้อแดงโดนออกหมายจับทันควัน แต่โจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองมีคดีปล่อยเรื่องมานาน7เดือนเศษ แถมให้เกียรติแค่ออกหมายเรียกอีกต่างหาก

Q-แล้วทำไมไม่เล่นงานพวกเสื้อแดงข้อหาก่อการร้ายบ้าง ทีพันธมิตรทำไมโดนหนักๆทั้งกบฎ ทั้งก่อการร้าย

A-เสื้อแดงเขาได้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินสากล มีพิธีสารมอนทรีออลคุ้มครองไหมหละ ถึงต้องโดนคดีก่อการร้าย เขาได้เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นานเป็นเดือนๆเพื่อล้มล้างรัฐบาลไหมหละ ถึงต้องโดนข้อหากบฎ เขาได้บุกยึดโทรทัศน์NBTจนต้องโดนข้อหาบุกรุกและคุกคามสื่อหรือไม่

Q-แต่ยังไงกษิตก็ยังไม่ผิด จนกว่าศาลจะตัดสิน ดังนั้นกษิตก็เป็นรัฐมนตรีต่อได้ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นส.ส.ต่อได้

A-แล้วตอนกรณีเขาพระวิหารทำไมไล่นพดล ปัทมะออกหละ ทำไมคดีจักรภพ เรื่องยังไม่ถึงศาล ทำไมไล่บี้ให้ออกแสดงความรับผิดชอบ และรัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายทำไมเสื้อเหลืองพากันก่อกบฎก่อการร้ายกดดันให้พ้นตำแหน่ง ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินคดีก่อนบ้างหละ

Q-ยังไงๆก็เห็นว่าเว่อร์นะคดีก่อการร้าย ถือว่าเกินกว่าเหตุจริงๆ

A-??!! ก็ลองดูหลักฐานต่อไปนี้ดูว่าเกินกว่าเหตุไหม เว่อร์ไหม ที่จริงโจรก่อการร้ายพันธมิตรต่างหากที่ประท้วงเว่อร์และทำเกินกว่าเหตุ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือที่ต้องโดน

-คลิปข่าว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดกลางสภาว่าพาคนไปยึดสนามบินเอง คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพันธมิตรคลุมหน้าไอ้โม่งบุกปิดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าว ร.ต.แซมดินมือขวาของจำลองพาพันธมิตรคลุมหัวไอ้โม่งบุกยึดหอบังคับการบิน คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพลตรีจำลองเป็นตัวแทนพันธมิตรส่งมอบคืนสนามบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

Wednesday, July 15, 2009

นักรบไซเบอร์

ที่มา Thai E-News


โดย ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ
ที่มา คอลัมน์ อยากมีเรื่อง(ให้คิด) นสพ.มหาประชาชน ฉบับความจริงวันนี้
15 กรกฎาคม2552

อาจเป็นเพราะงานที่ผมทำ คือพูดให้คนฟัง น้อยครั้งเหลือเกินที่ผมจะได้เป็นผู้ฟัง แต่ในโลกไซเบอร์ผมเป็นผู้ฟัง ผู้เสพได้ตลอดเวลา บางคืนตระเวนอ่านความคิดล็อกอินต่างๆ จนเกือบเช้า ยอมรับตรงไปตรงมาว่าผมเป็นแฟนความคิด แฟนคารมของล็อกอินหลายคน


ผมรู้จัก คอมมิวนิสต์ก่อนคอมพิวเตอร์ เพราะช่วงชีวิตวัยเยาว์มีโอกาสสัมผัสกับคนเข้าป่า ถือปืน ยืนต่อสู้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้เข้าใจสิ่งที่พวกเขาคิดลึกซึ้งนัก

เช่นเดียวกับตอนรู้จักคอมพิวเตอร์หรือกระทั้งคอร์สเพื่อศึกษาทำความเข้าใจกับมัน

จนเวลาผ่านไป คำว่าคอมมิวนิสต์ก็ดูจะเลือนรางห่างหายจากสังคมไทย และสังคมโลก ต่างกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งขยายอิทธิพลอย่างไม่หยุดยั้ง จนพูดได้ว่า ณ ปัจจุบัน โลกใบนี้อยู่โดยไม่มีคอมพิวเตอร์ไม่ได้

ด้วยเหตุดังว่าทำให้ผมต้องหันมาสนใจคอมพิวเตอร์กับเขาด้วย แต่จะให้คนแบบผมมานั่งศึกษาโปรแกรมสร้างเอกสาร หรือสร้างงานอื่นๆด้วยคอมพิวเตอร์นี่เห็นจะไม่ใช่สิ่งที่สะกดความสนใจผมได้คราวละหลายชั่วโมง

คือโลกกว้างที่เราได้ท่องทะยานผ่านหน้าต่างบานเล็กๆ แบบหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่เขาเรียกว่าอินเตอร์เน็ตนั่นต่างหาก

ผมได้รู้อะไรหลายอย่างจากการท่องเที่ยวในโลกอินเตอร์เน็ต ติดอกติดใจถึงขนาดไปหาซื้อคอมพิวเตอร์โน็ตบุ๊กไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เดินทางไปทางไหนมาไหนก็มักสะพายติดตัวไปด้วย ล่าสุดที่สกลนครนี่ถึงกับนอนกอดเลยที่เดียว

เว็บที่เข้าไปนี่ก็ตามประสาล่ะครับ ที่ไหนมีการเมืองที่นั่นก็มีผมไปด้อมๆมองๆอยู่กับเขาด้วย ยิ่งที่ไหนมีการต่อสู้ปะทะคารม เฉือนคมความคิดกันทางการเมือง ผมยิ่งเป็นผู้ชมติดขอบเวที

ในโลกอินเตอร์เน็ต ผมได้รู้จักคนกลุ่มหนึ่ง ที่เขาเรียกตัวเองหรือใครไม่รู้เริ่มต้นเรียกพวกเขาว่านักรบไซเบอร์

จริงๆจะพูดว่ารู้จักก็คงไม่ถูกนัก เพราะบรรดานักรบไซเบอร์ทั้งหลายเขาแสดงตัวเป็นนามแฝงหรือล็อกอิน ซึ่งใครจะเป็นใครไม่ทราบ จะเลือกใช้ชื่ออะไรก็ได้

คล้ายๆกับในโลกใบนี้ทุกคนจะไม่มีตัวตน ไม่มีใครรู้ว่าไผเป็นไผ แต่สิ่งที่จะแสดงตัวตอนของแต่ละคน คือมุมความคิด และจุดยืนทางการเมืองซึ่งจะทำให้เรารู้ว่า สีอะไร

แดงกับเหลืองปะทะกันทุกวันในโลกไซเบอร์ ส่วนน้ำเงินไม่เคยเห็น เข้าใจว่าถนัดลอบกัดแบบที่พัทยา หรือหลายจุดในกรุงเทพฯ มากกว่า

เวลาเขาปะทะกันทุกวันผมจะสนใจเป็นพิเศษ ไม่ใช่ว่าผมเป็นประเภทชอบซาดิสม์ ชอบดูคนซัดกันนะครับ แต่เวลามีการโพสต์ข้อความสู้กันของคนที่เห็นต่าง มันสร้างความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับตัวผมเข้าให้ด้วย

ผมชอบฟังสิ่งที่คนพูด อ่านสิ่งที่คนคิด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นพวกเดียวกับผมหรือไม่ เป็นนิสัยที่ติดตัวผมมาตลอด ผมอยากเข้าใจว่าเขาคิดอะไร และที่สำคัญเขาใช้วิธีการนำเสนอ หรืออธิบายความแบบไหน

อาจเป็นเพราะงานที่ผมทำ คือพูดให้คนฟัง ทำให้คนเข้าใจว่าคิดอะไร เห็นยังไง เชื่ออย่างไร เวลาเจอใครเขาก็ชอบให้ผมพูด อธิบายวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆอยู่ตลอดเวลา น้อยครั้งเหลือเกินที่ผมจะได้เป็นผู้ฟัง

แต่ในโลกไซเบอร์ผมเป็นผู้ฟัง ผู้เสพได้ตลอดเวลา บางคืนตระเวนอ่านความคิดล็อกอินต่างๆ จนเกือบเช้า ยอมรับตรงไปตรงมาว่าผมเป็นแฟนความคิด แฟนคารมของล็อกอินหลายคน

บางคนได้รู้จักตัวจริงบ้างแล้ว เพราะเขามาแนะนำตัว แต่บางคนยังไม่รู้จักกัน และผมคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องสำคัญว่าเราจะรู้จักกันหรือไม่
เพราะในโลกไซเบอร์ขอแค่ให้เราได้รู้จักความคิดนั่นก็คงเพียงพอ

พรรคพวกที่สนิทกันบางคนแนะนำให้ผมมีล็อกอินเป็นนักรบไซเบอร์กับเขาบ้าง เวลามีอะไรสื่อสารกับประชาชนชาวไซเบอร์ก็ทำได้เลยโดยไม่ต้องแสดงตัว แต่ผมว่าไม่ดีกว่าผมอยากอยู่ในโลกไซเบอร์ในฐานะคนเสื้อแดงคนหนึ่งที่ร่วมต่อสู้กับบรรดานักรบทั้งหลาย

เวลาเขาโพสต์ข้อความกัน ผมก็เอาใจช่วย อันไหนถูกใจผมก็ปรบมือชื่นชม ผมอยากเป็นเหมือนพี่น้องคนเสื้อแดงที่เขามาร่วมต่อสู้ในเวทีของเรา พวกผมอยู่บนเวที พี่น้องเรือนหมื่นเรือนแสนอยู่ข้างล่าง เราไม่รู้จักกันเป็นส่วนตัว บางคนมาร่วมชุมนุมทุกครั้งโดยไม่ได้แสดงตัวกับใครหรือแกนนำคนไหน

ถึงเวลาที่ท่านมาสู้ แล้วไม่ได้สู้ตามการชักจูงของใคร แต่สู้เพราะสิ่งที่ท่านเชื่อ สู้เพราะสิ่งที่ท่านศรัทธานั่นคือประชาธิปไตย

ผมเป็นคนแบบนี้ในโลกไซเบอร์ครับ ทุกครั้งที่มีโอกาสผมจะไปยืนข้างนักรบทุกท่าน แม้ไม่ได้ร่วมตากแดดตากฝนเหมือนภาคสนาม
แต่ผมก็อดหลับอดนอนไปพร้อมกับพวกท่านได้ ก็พวกท่านเป็นแกนนำของผมนี่

การต่อสู้ของคนเสื้อแดงยามนี้ก็เป็นแบบนี้ครับ ไม่มีใครเป็นผู้นำเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพียงแต่จิตวิญญาณประชาธิปไตยของแต่ละคนนำพวกเรามา แล้วมารวมพลังต่อสู้ด้วยกัน ใครถนัดทางไหนก็ไปแสดงบทบาทตรงนั้น

เวลาผมปราศรัยนักรบไซเบอร์ทั้งหลายก็เชียร์อยู่หน้าเวที เวลาท่านสู้ในโลกไซเบอร์ผมก็เคียงบ่าเคียงไหล่อยู่ในนั้น

ถึงวันนี้ ไม่ต้องรอใครแล้วครับ เส้นไม่ต้องมี ศาลไม่ต้องช่วย ประชาชนเพียวๆนี่แหละ ให้มันรู้ไปว่าชนะเขาไม่ได้

ขอเป็นกำลังใจให้นักรบไซเบอร์ตลอดไปครับ และขอชื่นชมกิจกรรมที่แตกกอต่อยอดออกไปเป็นหน่วยแพทย์ หรืออื่นๆอีกมากมายเพื่อสนับสนุนการต่อสู้ของคนเสื้อแดง

ส่วนล็อกอินไหน กวนตี.. ก็เอาให้หนักเลยครับนักรบทั้งหลาย ผมจะเขย่าหัวใจตบเชียร์อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

เตือนภัยเสื้อแดง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะเรียกว่าเป็น กับดัก “ปิดประตูตีแมว” หรืออะไรก็ช่าง?แต่สำหรับ พรรคเพื่อไทย และ คนเสื้อแดง แล้ว...พวกเขาไม่ประสงค์จะเดินทางไป “ป่วน” การประชุมรมต.ต่างประเทศอาเซียน กับ รมต.ต่างประเทศคู่เจรจาของอาเซียน และการประชุม อาเซียนว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่ 16 ระหว่างวันที่ 17-23 ก.ค.2552 ที่จังหวัดภูเก็ตเหมือนเมื่อครั้ง...การประชุม ผู้นำอาเซียน +3 และ +6ที่เมืองพัทยามีการส่งสัญญาณบอกต่อๆ กันว่า...คนเสื้อแดง...ห้ามไปโดยเด็ดขาด! เหตุผลเพราะ...ที่นั่นจะถูกจัดฉากให้เป็นพื้นที่ “คิลลิ่ง โซน” หรือ “พื้นที่เชือดคนเสื้อแดง”โดยเฉพาะฟังน้ำเสียงของ “โฆษกฯ เพื่อไทย” คุณพร้อมพงศ์นพฤทธิ์ และ “แกนนำเสื้อแดง” อย่าง...คุณจตุพรพรหมพันธุ์ แล้ว...ก็น่าตกใจ!ถ้าจะมีการ “จัดฉาก” สร้างสถานการณ์ และ เซต“เสื้อแดงเทียม” ขึ้นมา เพื่อขยายวงของการ “ป่วน”ให้ดูรุนแรง! สร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลที่จะดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใด เช่นที่มี “สายข่าว” บอกกับทั้ง2 ท่าน...จริง!โอกาสที่เมืองไทยจะกลับสู่ความเป็นปกติสุข และความสมานฉันท์ภายในชาติ...คงจะเกิดขึ้นยาก!!!แล้วสิ่งนี้...ก็ใช่จะเกิดขึ้นไม่ได้กับเมืองไทย!ในอดีต...เราก็เคยได้เห็น ได้ยิน และได้ฟังเรื่องราวต่างๆของเมืองไทยมาอย่างมากมาย หลายๆ เรื่องที่คนไทยต้องดู(โทรทัศน์) ต้องฟัง (วิทยุ) และต้องอ่าน (หนังสือพิมพ์)จากสื่อต่างประเทศ เพราะสื่อในประเทศ...ถูกสั่งห้ามเผยแพร่ข่าวสารและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ บนแผ่นดินไทยของเราเอง

คุณพร้อมพงศ์ ชี้จุดที่ทำให้น้ำหนักความเป็น “คิลลิ่ง โซน”ดูหนักแน่น...ก็เพราะเหตุการณ์ทำนองนี้...เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่เมืองพัทยา แม้ว่าที่นั่นจะเป็น...เมืองเปิด คือ มีทางเข้า-ออกหลายช่องทางแต่เหตุการณ์...สร้าง “กับดัก” เพื่อ “ปิดประตูตีแมว”และ ป้ายความผิด ให้กับ “คนเสื้อแดง” ก็ยังเกิดขึ้นจนได้???ประสาอะไรกับ เกาะภูเก็ต ซึ่งถือเป็น เมืองปิด!แม้จะมีทางเข้า-ออกได้ถึง 3 ทาง แต่ทางบก...ก็มีจุดเดียวคือ สะพานสารสิน...จากพังงา ส่วนทางน้ำและทางอากาศ...ไม่ต้องพูดถึงยิ่งกำลังตำรวจ ทหาร สนธิกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง กว่า 9,000 ที่เห็นตัว...และอีกหลายพันนายที่แฝงตัวปะปนกับคนทั่วไป...ในรัศมี 5 กม.จึงถือเป็น “พื้นที่เสี่ยง” มากๆ ในความหมายของพรรคเพื่อไทย และ คนเสื้อแดงนี่ยังไม่รวม...พวก “สีเหลือง” รวมถึง ตัวป่วนตัวจริง!สีน้ำเงิน...ที่พร้อมจะขยายวงความรุนแรงในทุกมิติและทุกระดับก็สมควรอยู่หรอกครับ ที่จะมีการส่งสัญญาณเตือนให้“คนเสื้อแดง” ห้ามไปเหยียบพื้นที่เกาะภูเก็ตในช่วงที่จะมีการประชุมนานาชาติหนนี้ครับ! ไม่ว่าสิ่งที่ คุณพร้อมพงศ์ และ คุณจตุพรคิดและให้ข่าวนี้ จะเกิดขึ้นและเป็นจริงหรือไม่? ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะเอาชีวิตของ “คนเสื้อแดง” ไปเสี่ยง…จิ้งจกทัก! ยังต้องระวังกันเลย!!! ■

ตามล่า ‘ฆาตกร’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ช่วงนี้ผมให้ความสนใจกับคดีการลอบสังหารแกนนำพันธมิตรฯ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นพิเศษอยากรู้ “ในตอนจบ” อย่างที่ประชาชนคนทั้งประเทศอยากรู้ว่า ใครคือ “ผู้ลอบสังหาร” และเป็น “ผู้บงการ”บุคคลคนนี้หรือบุคคลกลุ่มนี้สามารถสั่งการอุกอาจเย้ยฟ้าท้าดิน ท้าทายกฎหมาย ซึ่งในใจของผมก็มีคำตอบและคิดอยู่เสมอว่า ต้องเป็นบุคคลที่“ไม่ธรรมดา”หากนับเวลาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและทีมสอบสวนทำงาน ตั้งแต่ “สนธิ ลิ้มทองกุล” ถูกมือมืดลอบสังหาร เมื่อช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 17 เม.ย.52นับเป็นเวลาเกือบ 3 เดือน สำหรับการควานหาตัว“ผู้กระทำผิด” มาลงโทษถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย...แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินความสามารถของทีมชุดสอบสวน ซึ่งล่าสุดได้มีการออกหมายจับผู้มีส่วนกระทำผิดในคดีนี้เป็นที่เรียบร้อยแต่เหมือน “ผู้ต้องหา” จะรู้ตัวล่วงหน้า...เพราะได้ขาดราชการไปแล้ว 14 วัน ทางเจ้าหน้าที่ได้พยายามติดต่อแต่ไม่สามารถติดต่อได้ผู้ต้องหารู้ตัวได้อย่างไร...และมีบุคคลใดที่รู้บ้างว่าตลอดระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมา เขา

ยังคง“ปฏิบัติหน้าที่” ตามปกติซึ่งไม่มีใครบ้างเลยหรือ?? ที่ระแคะระคายในเรื่องนี้ขนาดเจ้านายเองยังไม่รู้เรื่อง มาทำงานหรือไม่มาทำงาน ขาดงานราชการไปถึง 14 วัน ซึ่งด้านวินัยก็ถือเป็น “ความผิดร้ายแรง”แต่ก็คิดในแง่ดี...คงไม่หายไปเพราะโดนใครบางคน “สั่งเก็บ”ในเมื่อยังไม่ได้ตัวผู้ต้องหาในการ “ให้ปากคำ”ทางเจ้าหน้าที่สามารถตามสืบขยายผลต่อจากพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุโดยเฉพาะหลักฐานสำคัญที่สุด...ในทุกคดีความที่มีการยิงกัน ซึ่งสามารถสืบสาวไปถึงตัวผู้กระทำผิดได้ค่อนข้างชัดเจน นั่นคือ “ปลอกกระสุน”ปลอกกระสุนนี้มาจากแหล่งใด...ใครเป็นผู้ผลิตใครเป็นผู้ทำ ใครเป็นผู้ขาย ใครเป็นผู้ซื้อโดยเฉพาะการถล่มด้วยอาวุธสงครามหมายสังหาร“สนธิ ลิ้มทองกุล”ซึ่งระบุที่มาชัดเจนว่า ผลิตโดยกรมสรรพาวุธหากนำไปใช้ในหน่วยงาน กรม กอง หรือสังกัดใดก็เป็นเรื่องที่สามารถใช้อำนาจเข้าตรวจสอบได้ไม่ยาก...เพื่อจะได้รู้ว่า “ปลอกกระสุน” ชุดนี้ ได้มีการ“ถ่ายโอน” ไปถึงมือบุคคลอื่นหรือไม่ว่าแต่ประชาชนส่วนหนึ่งสงสัยว่า “คนบงการ”เก็บสนธิ...ทำไม สุเทพ เทือกสุบรรณ ถึงต้องปิดเงียบเป็นความลับขนาดนั้นการใดในประเทศ ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์รู้โดยเฉพาะคนเลวๆ ที่สั่งฆ่า “ธิลิ้ม” ยิ่งต้องนำมาลงโทษแห่ประจานทำไมไม่เปิดเผย...คุณเป็นลูกจ้างของประชาชนไม่ใช่หรือ?? ■