WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 16, 2009

เสื้อแดงกลับมาจัด ความจริงวันนี้อีกครั้ง

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 15 ก.ค.- นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) “แดงทั้งแผ่นดิน”กล่าวว่า แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ประกอบด้วยตน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ จะกลับมาจัดรายการความจริงวันนี้ โดยใช้สถานี People channel ทุกวันจันทร์ ถึงศุกร์ เวลา 21.30-22.30 น. โดยจะเริ่มตั้งแต่วันนี้ (15 ก.ค.) เป็นต้นไป ส่วนวันเสาร์ และวันอาทิตย์ จะมีรายการแดงทั้งแผ่นดิน ตั้งแต่เวลา 13.00-14.00 น. โดยแกนนำจะสับเปลี่ยนกันร่วมรายการ มีนายณัฐวุฒิ เป็นพิธีกร

ด้าน นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คณะกรรมการมวลชนสัมพันธ์ นปช. จะจัดทำบัตรสมาชิก นปช. ทั่วประเทศ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยนำตัวอย่างบัตรสมาชิกกิตติมศักดิ์ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แสดงเป็นตัวอย่าง โดยด้านหน้า มีชื่อ และ รูปของสมาชิก ส่วนด้านหลังมีนโยบาย 6 ข้อ ของ นปช. และสโลแกน ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่มีสองมาตรฐาน และมีลายเซ็นของ นายวีระ ด้วย .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-15 18:38:17

ศาลฎีกาไต่สวนยึดทรัพย์"แม้ว"7.6หมื่นล.นัดแรก16ก.ค.

ที่มา มติชนออนไลน์

แหล่งข่าวทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้นัดไต่สวนพยานคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว จำนวน 76,621,603,061.05 บาท เป็นวันแรกในวันที่ 16 กรกฎาคม เวลา 09.30 น. ทีมทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณเตรียมพยานเข้าไต่สวน 2 ปาก ประกอบด้วย นางกาญจนภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ และนายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ทนายความซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นนัดสำคัญที่จะนำเสนอข้อมูลคัดค้านคำฟ้องโจทก์

มาเลเซียปัดส่งตร.อารักขา"แม้ว"แวะเติมน้ำมัน เสื้อแดงเลื่อนเปิดชื่อถวายฎีกา31 ก.ค. อ้างขอตรวจก่อน

เสื้อแดงเลื่อนเปิดชื่อยื่นขออภัยโทษเป็น31ก.ค.พร้อมชุมนุมใหญ่สนามหลวง อ้างขอตรวจสอบก่อน ย้ำหลังถวายฎีกาจะไม่เคลื่อนไหวอีก ตร.มาเลย์ปัดส่งทีมรปภ.20นายอารักขา"แม้ว"

แดงเลื่อนเปิดชื่อยื่นฎีกา"31ก.ค."


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน พร้อมด้วยแกนนำคนเสื้อแดงและ นปช.แถลงที่ชั้น 6 อาคารอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 15 กรกฎาคม ถึงการรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้จำนวนประชาชนที่มาร่วมลงชื่อถวายฎีกายังไม่แน่ชัด ยังมีเพียงรายชื่อที่มาลงชื่อหน้าห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าวเท่านั้น ยังไม่มีการรวบรวมรายชื่อจากทั่วประเทศ จึงอยากให้รอฟังจำนวนที่แน่นอนอีกครั้ง


"แกนนำคนเสื้อแดงได้ตัดสินใจร่วมกันว่าจะมีการจัดงานเพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนจากภาคต่างๆ เข้ามาพร้อมกัน เพื่อป้องกันเล่ห์เหลี่ยมขบวนการที่จะขัดขวางการถวายฎีกาฯ โดยจะนัดหมายแกนนำแต่ละภาคทำความเข้าใจขั้นตอนและชี้แจงกลไกการขัดขวางของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย จะเริ่มจากวันที่ 17 กรกฎาคม ที่ จ.มหาสารคาม วันที่ 18 กรกฎาคม ที่ จ.ชลบุรี วันที่ 20 กรกฎาคม ที่ จ.อยุธยา และ จ.นครสวรรค์ วันที่ 21 กรกฎาคม ที่ จ.เพชรบุรี และวันที่ 22 กรกฎาคม ที่ จ.เชียงราย" นายณัฐวุฒิกล่าว


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า จากนั้นจะกำหนดรูปแบบของ 10 วันรณรงค์ให้ประชาชนร่วมลงลายมือชื่อถวายฎีกาฯ โดยคนเสื้อแดงทุกจังหวัดจะจัดจุดรวบรวมรายชื่อเพื่อนำมาส่งพร้อมกันที่ท้องสนามหลวง วันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งจะมีเวทีชุมนุมใหญ่คนเสื้อแดง ตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนถึงเวลา 24.00 น. ที่จะปิดรับรายชื่อ และในเวลา 24.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงจะประกาศจำนวนรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการอีกครั้ง


อ้างขอตรวจสอบถูกต้องก่อน


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเป็นวันที่ 31 กรกฎาคมนั้นเป็นเพราะหลังการชุมนุมคนเสื้อแดงจะตั้งคณะกรรมการแดงทั้งแผ่นดินขึ้นมาตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อและฎีกาที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยจะแถลงข่าวอย่างทางการให้เร็วที่สุด ก่อนจะนำรายชื่อทั้งหมดนำขึ้นทูลเกล้าฯ จากนั้นคนเสื้อแดงจะไม่มีการเคลื่อนไหวหรือชุมนุมติดตามการถวายฎีกาฯครั้งนี้อีก


นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวว่า คนเสื้อแดงจะจัดรายการความจริงวันนี้ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์พีเพิล ชาแนล อีกครั้งในเวลา 21.30-22.30 น. ทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ส่วนวันเสาร์และวันอาทิตย์เวลา 13.00-14.00 น. รายการแดงทั้งแผ่นดินจะกลับมาออกอากาศอีกครั้งด้วยเช่นกัน


"มาร์ค"เร่งสกัดทำความเข้าใจปชช.


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภาจะเชิญไปหารือถึงข้อห่วงใยการล่าชื่อเพื่อถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ไม่น่าจะเกินวันที่ 16 กรกฎาคม กระทรวงยุติธรรมจะชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา พูดคุยกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ซึ่งแนวทางคือการสร้างความเข้าใจชัดเจนให้กับประชาชนว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ การพิจารณาของหน่วยงานมีหลักเกณฑ์อย่างไร


เมื่อถามว่า แต่ดูเหมือนทาง ส.ว.ติดใจว่ารัฐบาลไม่ได้จริงจังในการเข้าไปดูเรื่องของการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกา นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตามมาตลอด ทั้งนี้รัฐบาลและตนจะพยายามทำทุกอย่างไม่ให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ตร.มาเลย์ปัดส่งทีมรปภ.แม้ว


ขณะที่หนังสือพิมพ์ เดอะ สตาร์ และนิว สเตรทไทม์ส ของมาเลเซีย รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของ ตันศรี มูซา ฮัสซัน จเรตำรวจมาเลเซีย ออกมายืนยันว่าไม่เคยส่งตำรวจหน่วยปราบปรามพิเศษ 20 นายไปอารักขา พ.ต.ท.ทักษิณระหว่างแวะพักในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามคำกล่าวอ้างของอดีตนายกรัฐมนตรีไทยแต่อย่างใด โดยระบุว่า ในวันดังกล่าวได้รับแจ้งจากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ว่าอาจมีนักโทษหลบหนีคดีเข้ามาพำนักในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาหลังจากมีรายงานข่าวทำนองดังกล่าวในกรุงเทพฯ ทางสำนักงานตำรวจมาเลเซียจึงตรวจสอบไปยังโรงแรมต่างๆ ในท้องถิ่น, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แสดงว่า พ.ต.ท.ทักษิณเคยเข้ามาพักอยู่ที่นี่แต่อย่างใด และไม่ได้ส่งตำรวจหน่วยปราบปรามพิเศษ 20 นายไปอารักขาตามที่กล่าวอ้าง


ปชป.เชื่อธรรมชาติลงโทษแดง


ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำคนเสื้อแดง พยายามปลุกกระแสเรื่องการทำฝนเทียมขับไล่กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงว่า อยากให้นายจตุพรยุติการปล่อยข่าวโคมลอยรายวัน มีการพิสูจน์หรือยังว่าการยิงปืนใหญ่ทำฝนเทียมทำได้ คิดว่านายจตุพรไม่ควรปฏิเสธเรื่องธรรมชาติลงโทษ คนที่คิดไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง คนอื่นลงโทษไม่ได้ แต่ธรรมชาติจะลงโทษ

"กษิต"ดิ้น

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายเรียกข้อหาก่อการร้าย ดิ้นอีกเฮือก

มอบหมายให้นายนิติธร ล้ำเหลือ ทนายความที่รู้จักกันดีในแวดวงพันธมิตร ไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมกับผบ.ตร.

เรียกร้องให้ตรวจสอบ ทบทวนการตั้งข้อกล่าวหา และมีคำสั่ง ให้ยกเลิก เพิกถอนข้อกล่าวหาทั้งหมด

พร้อมทั้งให้ผบ.ตร.ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ การใช้ดุลพินิจของคณะกรรมการสอบสวนชุดพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วยผบ.ตร.

รวมถึงให้ยุติการดำเนินการของพนักงานชุดดังกล่าวทั้งคณะ

ทนายความนายกษิตอ้างว่าหลังจากดูพฤติการณ์แห่งคดีมีหลายส่วนคลาดเคลื่อน ทุกข้อหาไม่เป็นธรรม

การรวบรวมพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวน ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ต้องหาแต่ละคนร่วมกันทำความผิดด้วยวิธีการใด แต่ละคนได้รับมอบหมายให้กระทำการใดเมื่อใด ใครเป็นผู้มอบหมายสั่งการ หรือประชุมกันที่ไหน

ขณะที่ พล.ต.ท.วุฒิกล่าวเพียงสั้นๆ ว่าพนักงานสอบ สวนทำดีที่สุดแล้ว การแจ้งข้อกล่าวหามีพยานหลักฐาน พร้อมกับขออภัยหากทำให้ผู้ต้องหาไม่สบายใจ

ก่อนหน้านี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ออกมาปกป้องนายกษิตว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย และระบุว่าพนักงานสอบสวนตั้งข้อหาแรงไป

ก็ต้องจับตาดูกันต่อว่างานนี้ จะมีรายการอุ้มนายกษิตให้พ้นข้อหาดังกล่าวหรือไม่

รวมทั้งจะเป็นบรรทัดฐานในการยื่นร้องให้ผู้ต้องหาอื่นๆ ที่โดนข้อหาเดียวกันนี้หรือไม่

สำหรับนายกษิต หลังจากรัฐบาลช่วยกันกระเตงให้อยู่ในเก้าอี้ต่อไป โดยไม่สนใจเสียงชาวบ้าน หรือแม้แต่กฎเหล็กที่เคยประกาศไว้อย่างภาคภูมิใจ

การประชุมอาเซียนซัมมิต ที่ภูเก็ต ในเร็วๆ นี้ ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียนจะสง่างามขนาดไหน เมื่อรมว.ต่างประเทศตกเป็นผู้ต้องหาก่อการร้ายยึดสนามบิน

ในส่วนของนายกษิตหลังจากเบรกแตกด่ากราด ท้าใครต่อใครไปทั่ว ก็มาแก้ตัวทีหลังอ้างว่าไม่มีเจตนาพาด พิงทหาร

แถมกลับมายกยอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงขนาดยกให้เป็น ปูชนียบุคคลของประเทศ

พูดจาไม่อยู่กับร่องกับรอยหรือไม่ ก็พิจารณากันเองได้

แบบเดียวที่เคยด่าสมเด็จฮุนเซนเป็นกุ๊ย เป็นไอ้นักเลงข้างรั้ว

แล้วก็มาแก้ตัวเอาใจว่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในอาเซียนในภายหลัง

ไม่รู้จะยกย่องว่าเป็นสุดยอดของลิ้นการทูต หรือตอก ย้ำ"ไซมีส ทอล์ก"ดี

เพราะจนถึงขณะนี้ ก็ยังเข้าหน้าผู้นำกัมพูชาไม่ติด

ต้องใช้บริการนายสุเทพ ที่อ้างว่าสนิทสนมกับสมเด็จฮุนเซนทำหน้าที่แทน

ยังสะเปะสะปะ

ที่มา ไทยรัฐ

การชักเข้าชักออกของ มาตรการป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่รัฐบาลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ยังหาความชัดเจนไม่ได้ ดูอย่างการสั่งปิดโรงเรียนกวดวิชานั่นปะไร ไม่กี่วันก็ออกมาบอกว่าจะลดจำนวนวันปิดโรงเรียนลงซะแล้ว ทั้งๆที่รู้เต็มอกว่าเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดไปไกลกว่าโรงเรียนกวดวิชาตั้งเยอะ

เอาแค่ผู้ป่วยนั่งรถจากบ้านไปถึงโรงเรียนกวดวิชาก็ไม่รู้แพร่เชื้อไปเท่าไหร่แล้ว ชอบมาแก้เอาที่ปลายเหตุทุกที หรืออย่างกรณีรู้ทั้งรู้ว่า งานคอนเสิร์ตแต่ละครั้งเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรค อย่างมากรัฐบาลก็ได้แค่ส่ง รมว.และ รมช.สาธารณสุขไปแจกหน้ากากอนามัย

แจกไปแล้วก็เก็บใส่กระเป๋า หรือไม่ก็ทิ้งขยะ คิดดูขากรี๊ดทั้งหลาย ถ้าไปนั่งดูคอนเสิร์ตโดยสวมหน้ากากเอาไว้ คงจะกรี๊ดไม่เต็มที่ สนุกไม่ได้อารมณ์ สุดท้ายมาตรการนี้ก็ล้มเหลวอีกตามเคย จะสั่งงดก็ไม่กล้า

เมื่อภาพของ คนที่ใส่หน้ากากก็คือผู้ป่วย ทำให้สังคมไม่ยอมรับกับการใส่หน้ากาก คนป่วยก็ไม่อยากใส่เพราะกลัวสังคมจะรังเกียจ คนที่อยากจะใส่หน้ากากป้องกันเอาไว้ก็ไม่กล้าเพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นผู้ป่วย ทั้งขึ้นทั้งล่อง

เลยบานทะโรค

สุดท้ายไม่จำเป็นคนก็จะไม่ออกจากบ้าน ดูทีวี ฟังเพลง อ่านหนังสืออยู่กับบ้านสบายใจกว่ากันเยอะ โรงหนัง ห้างสรรพสินค้าก็จะเงียบเป็นป่าช้า นี่เห็นว่าเกิดไอเดีย จะให้ปิดโรงเรียนเร็วขึ้น ปิดเทอมเร็วขึ้น ผมไม่รู้ว่าจะไปกระทบกับตารางการเรียนการสอนอย่างไรบ้าง
อีกหน่อยชาวบ้านก็ต้องมุดอยู่ในรู

เศรษฐกิจไม่ต้องไปพูดถึง สังคมก็หวาดผวา การศึกษาของประเทศก็ยังมีผลกระทบตามมาอีก เกาไม่ถูกที่คันก็เป็นอย่างนี้ ยิ่งเกาก็เลยยิ่งคัน

ทั้งหลายทั้งปวงเกิดจากความสะเปะสะปะของรัฐบาล ทำอะไรครึ่งๆกลางๆ เพราะกลัวจะเสียภาพพจน์ กลัวว่าจะเสียคะแนนเสียง ในสมองมีแต่เรื่องการเมืองกับการเมือง

บ้านเมืองก็เลยวุ่นวาย

อย่างที่ผมเคยเกริ่นไปแล้วว่า ทำไมบ้านอื่นเมืองอื่นเขาสามารถสกัดการแพร่ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ได้อย่างทัน ท่วงที เพราะรัฐบาลเขาเอาจริง เข้มงวด พบคนป่วยที่ไหน จับตรวจ 2 รอบ 3 รอบ ไม่มัวมาตำน้ำพริกกันอยู่อย่างนี้

หรือสมมติถ้าพบบ้านไหนสังคมไหนมีผู้ป่วย กักบริเวณทันที ทำการรักษาให้จนหาย รักษาฟรีแถมมีข้าวให้กินฟรีอีก ส่วนบ้านเรานอกจากไม่ฟรีมีแต่เสียเงินแล้ว ก็ยังปล่อยตามบุญตามกรรม

นี่เห็นว่า วิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข ประกาศชัดถ้อยชัดคำถ้าพบว่าเจ้าหน้าที่คนไหนทำงานบกพร่องในเรื่องนี้ พร้อมที่จะมีการพิจารณาทันที เฮ้อ ว้าเหว่.

หมัดเหล็ก

คุ้นๆเคยอ่าน 'สามก๊ก'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_19787

อภิสิทธิ์

ต้องบอกว่า "ของเค้าแรงจริงๆ"


จากคำถามที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เกิดอาการธาตุไฟแตก อาละวาดใส่กระแสข่าวที่กลุ่มบิ๊กทหารและขาใหญ่รัฐบาลบี้ให้โละออกจากเก้าอี้

ย้อนศร เค้นคอให้ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ตอบว่า ใครเป็นคนลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ใครที่ลอบปองร้ายนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เขี่ยลูกเปิดฟลอร์กันในที


ล่าสุด จากที่ไม่มีวี่แววอะไร อยู่ๆเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีก็ไปตรวจยึดรถกระบะโตโยต้า วีโก้ สีเปลือกมังคุด คันต้องสงสัยที่ภาพวงจรปิดบันทึกไว้ได้ในวันเกิดเหตุลอบยิงถล่มนายสนธิ

แกะรอยทีมลอบสังหารเป็นจ่าทหารจากหน่วยรบพิเศษป่าหวาย จังหวัดลพบุรี และตำรวจชั้นประทวนสังกัด บช.ปส. โดยมีพลเรือนเป็นตระกูลแขกดังอยู่ในจังหวัดสระบุรี ร่วมขบวนการล่าสังหาร

กระตุกวงการกลับมาฮือฮา


ที่แน่ๆโดยทางข่าว คิวจับทีมลอบสังหาร "เดอะลิ้ม" น่าจะยึดพื้นข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ไปอีกหลายวัน เบียดประเด็น "กษิต" ติดชนักคดีก่อการร้ายยึดสนามบิน ร่วมกับแกนนำม็อบพันธมิตรฯ

ตกขอบ ลดโทนร้อนแรงลงไป

ในทางตรงกันข้าม "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ในฐานะพี่ใหญ่ค่ายทหารเสือราชินี ต้องเจอกับคำถามร้อนๆ จี้เข้าใส่ หากตำรวจสาวไปถึงใครอยู่เบื้องหลัง กองทัพก็จะไม่ปกป้องใช่หรือไม่


"ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย อย่าไปพูดว่าใครอยู่เบื้องหลังเลย เดี๋ยวจะกลายเป็นการชี้นำ ทั้งนี้ กฎหมายมีการสืบสวนสอบสวนให้ดำเนินการไป"

ไม่วายถูกตั้งแง่จากเครือข่ายเสื้อเหลืองว่า รีบตัดตอน

อารมณ์เดียวกับ "เทพเทือก" ที่ออกมาชื่นชมการทำหน้าที่ของตำรวจ แต่ไม่อยากให้ตั้งข้อสงสัยเชื่อมโยงถึงต้นสังกัด เพราะเป็นการกระทำส่วนบุคคล และตอบไม่ได้ว่าจะสามารถนำไปถึงตัวผู้บงการได้หรือไม่ก็โดนฝ่ายม็อบพันธมิตรฯแย็บว่า ชิงดักคอ แก้ต่างแทน

จับอาการแค้นฝังหุ่นปักใจจากฝ่ายคนเสื้อเหลือง ตั้งแง่ใส่ขั้วอำนาจสีเขียว สะท้อนเกมอำนาจซับซ้อนในหมู่คนที่ร่วมกันหัก "ทักษิณ"


ลับ ลวง พราง ล่อกันเอง


และจังหวะเหมาะเหม็งพอดีกับกระแสความหวาดระแวงที่คนกันเองเริ่มลดระดับความสนิทใจ ข่าววงในกระเส็นกระสาย นายกฯอภิสิทธิ์ กับ "เทพเทือก" ยืนอยู่กันคนละมุม

ฝ่ายหนึ่งอิงกับสีเหลือง อีกฝ่ายหนึ่งปึ้กกับสีน้ำเงินปนสีเขียว


ประชาธิปัตย์ยังแตกไปกันคนละทิศ


โดยเฉพาะคิวหวุดหวิดโดนรุมสกรัมในการประชุมอาเซียนที่พัทยา มาถึงรายการโดนล้อมกรอบทุบรถที่กระทรวงมหาดไทย

ล่าสุดผลสรุปของคณะกรรมการฯตั้งแง่ใส่ตำรวจกับทหารใส่เกียร์ว่างทำให้สถานการณ์บานปลายที่พัทยา และยังตั้งแง่สงสัยเหตุจูงใจที่ "เทพเทือก" เลือกไปประชุมที่กระทรวงมหาดไทยในเวลาล่อแหลม

สอดรับกับเสียงตอกลิ่มออกมาจากเครือข่ายม็อบพันธมิตรฯ เอะใจกับแผนลวง "อภิสิทธิ์" ไปล่อเป้า


เอากันถึงขั้นเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย

และจนถึงนาทีนี้ ก็ยิ่งตอกย้ำกันชัดๆ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์-ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. หัวหน้าทีมสอบสวนคดีลอบสังหารแกนนำ ม็อบพันธมิตรฯ ออกมาบ่นดังๆ เบื่อหนอนบ่อนไส้ ทำให้ผู้ต้องหาไหวตัว หนีเกมไล่ล่าทัน

มันก็ชัดว่า อะไรเป็นอะไร

ในอารมณ์นี้ "อภิสิทธิ์" จะไว้ใจใครได้

ยิ่งติดตามก็ยิ่งเข้าเค้า โดยสถานการณ์ที่สีเหลืองฟัดกับสีน้ำเงินที่ผนึกกับสีเขียว เปิดเกมเตะตัดขากันในกลุ่มอำนาจที่หักโค่นกองกำลังสีแดงร่วมกันมา

ล้อตำรา "สามก๊ก" ไปทุกวัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

นักข่าวพลเมือง: แรงงานไทรอัมพ์ฯ บุก "บีโอไอ" ร้องปัญหาบริษัทขยายฐานการลงทุนแต่เลิกจ้างงาน

ที่มา ประชาไท





แรงงานไทรอัมพ์ฯ ไป บีโอไอ เจรจาแก้ปัญหาถูกเลิกจ้าง

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.52 ที่ผ่านมา เวลา 9.00 น.พนักงานและสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ นักศึกษาและองค์กรเพื่อนมิตร กว่า 1,000 คน ได้ทยอยกันมารวมตัวกันบริเวณหน้าหน้าสวนรถไฟ ตรงข้ามห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว ถนนวิภาวดีรังสิต หลังจากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น.ได้เคลื่อนขบวนไปยังหน้าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ใกล้กับตึก ปตท.เพื่อขอคำชี้แจงและเรียกร้องให้ บีโอไอ มารับผิดชอบกรณีบอร์ดบีโอไออนุมัติ ไทรอัมพ์ทุ่ม 75 ล้าน ขยายฐานการผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูป (ตามข่าวแนวหน้า ฉบับวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2551) จนเป็นเหตุให้นายจ้างย้ายฐานการผลิตไปที่ จ.นครสวรรค์ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้าง 1,956 คน

เมื่อถึงบริเวณดังกล่าวได้มีการผลัดกันปราศรัยถึงปัญหาการเลิกจ้าง โดยตัวแทนของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ นอกจากยังมีตัวแทนจากสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) กลุ่มนักศึกษานักกิจกรรมจากมหาวิทยาลัยรามคำแห่ง รวมทั้งตัวแทนจากกลุ่มองค์กรเพื่อนมิตร เช่น สมาพันธสิ่งทอฯ กลุ่มกรรมกรปฏิรูป กลุ่มประกายไฟ เป็นต้น ที่ขึ้นมาร่วมปราศรัยเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นและปัญหาเกี่ยวกับแรงงานไทยในปัจจุบัน พร้อมทั้งให้กำลังใจกลุ่มผู้ใช้แรงงาน

จากนั้นเวลาประมาณ 12.00 น. ตัวแทนของผู้ชุมนุมได้เข้าไปเจรจาในสำนักงาน บีโอไอ โดยมีตัวแทนจากกระทรวงอุตสาหกรรมและ บีโอไอ เข้าร่วมเจรจา ในช่วงแรกประกอบด้วย นายชิตวร วรศักดิ์ รองเลขาธิการ บีโอไอ นายสุรศักดิ์ นาคดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิรัตน์ ศักดิ์จิราพาพงษ์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรมฝ่ายการเมือง ต่อมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายชาญชัย ชัยรุ่งเรืองและเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นางอรรชกา บริมเบิล สีบุญเรือง ได้เข้าร่วมเจรจา โดยระหว่างการพูดคุยนั้นทางตัวแทนของ บีโอไอ ก็กล่าวย้ำถึงงานหลักของ บีโอไอ คือการดึกการลงทุน เพื่อดึงเงินเข้าประเทศและเพื่อให้เกิดการจ้างงานด้วย

ผลการเจรจาได้ข้อสรุปว่า ทางคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลในการส่งเสริมการลงทุนในภายหลังตามขั้นตอน ที่สำคัญทางตัวแทน บีโอไอ และตัวแทนกระทรวงอุตสาหกรรมที่มาเจรจารับปากว่าจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหาทางช่วยเหลือ พร้อมทั้งจะพยายามพูดคุยกับนายจ้างให้ทบทวนการเลิกจ้างดังกล่าวภายใน 1 – 2 วันนี้

หลังจากนั้น เวลาประมาณ 14.00 น. เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) นางอรรชกา บริมเบิล สีบุญเรือง นายสุรศักดิ์ นาคดี ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม นายวิรัตน์ ศักดิ์จิราพาพงษ์ โฆษกกระทรวงอุตสาหกรรมฝ่ายการเมือง ได้ออกมาพร้อมกับตัวแทนเจรจายังที่ชุมนุมด้านหน้าสำนักงานดังกล่าว เพื่อทำการรับหนังสือขอให้ชี้แจงเรื่องสนับสนุนการลงทุน ที่ทางสหภาพฯ มายื่น พร้อมทั้งกล่าวทักทายผู้ชุมนุมและให้คำยืนยันว่าจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา และจะมีการพูดคุยกับนายจ้างเพื่อให้ทบทวนเรื่องการเลิกจ้าง ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายมาก่อนหน้านี้เป็นเวลาพักใหญ่

หลังจากนั้นผู้ชุมนุมก็สลายการชุมนุม โดยส่วนหนึ่งทยอยกลับไปยังที่ชุมนุมบริเวณหน้าโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางพลีกับเพื่อนที่ยังปักหลักชุมนุมอยู่ตลอดต่อไป

00000


เรียน ประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

สิ่งที่ส่งมาด้วย - สำเนาข่าวการส่งเสริมการลงทุน
- แผ่น CD บันทึกเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการลงทุนไปสนับสนุนบริษัทฯในระหว่างการชุมนุมกรณีเลิกจ้างประธานสหภาพแรงงานฯ วันที่ 22 สิงหาคม 2551

ตามที่บริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัทไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล ตั้งอยู่ที่ 393 หมู่ 17 นิคมอุตสาหกรรมเมืองใหม่บางพลี ต.บางเสาธง อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ประกอบกิจการอุตสาหกรรมตัดเย็บเสื้อผ้า ผลิต ชุดชั้นใน และชุดว่ายน้ำ ยี่ห้อไทรอัมพ์ วาเลเซีย สล๊อคกี้ AMO HOM ได้มีการประกาศเลิกจ้างคนงานเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ทั้งหมด 1,959 คน เป็นจำนวน 50% ของคนงานทั้งหมดที่ โรงงานบางพลีให้มีผลการพ้นสภาพการเป็นคนงานของบริษัทบอดี้ฯในวันที่ 31สิงหาคม 2552 และคนงานที่ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯเป็นอนุกรรมการและกรรมการสหภาพแรงงานฯถึง 13 คนจากกรรมการสหภาพแรงงานทั้งหมด 19 คน และมีคนท้อง คนงานวัยใกล้เกษียณคนป่วย คนพิการในการเลิกจ้างครั้งนี้บริษัทฯได้อ้างว่า “ต้องการปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายระยะยาวของไทรอัมพ์ทุกหน่วยงาน จุดมุ่งหมายเพื่อการปรับปรุงประสิทธิภาพโดยรวมขององค์กรให้มีประสิทธิผล ทำให้เกิดความมั่นใจว่าธุรกิจของเรายังคงยืนหยัดอยู่ได้ด้วยความมั่นคงและยังขยายต่อได้เมื่อโอกาสมาถึง” ในขณะที่มีการขยายกำลังการผลิตที่โรงงานที่นครสวรรค์ โดยได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งเป็นข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า สรุปข่าวโลกธุรกิจ ลงวันอังคารที่ 8 กรกฎาคม 2008 ได้รับการส่งเสริมการลงทุน 75.5 ล้านในปัจจุปันโรงงานที่นครสวรรค์มีคนงานถึง 1,000 กว่าคน แต่ไม่มีสหภาพแรงงานสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ

พวกเราเชื่อว่าการเลิกจ้างครั้งนี้เป็นการทำลายสหภาพแรงงาน ย้ายฐานการผลิตหาแหล่งค่าจ้างราคาถูก เป็นการเลิกจ้างคนงานที่ทำงานให้บริษัทฯมาอย่างยาวนานอายุมาก เพราะการปรับปรุงองค์กรให้มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างประสิทธิผลตามที่บริษัทกล่าวอ้างนั้นมีวิธีการที่สร้างสรรค์หลากหลายวิธีมากกว่าการทำลายสหภาพแรงงานด้วยการเลิกจ้างคนงาน 1,959 คน ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้บริษัทก็ไม่ได้มีมาตราการอื่นที่จะสร้างประสิทธิภาพด้วยการปรับปรุงโครงสร้างค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน การส่งเสริมการลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน และตามหลักการการขอและการให้การส่งเสริม ตามมาตรา 16 พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน พ.ศ.2520 แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 3 พ.ศ.2544 ที่ว่าด้วยกิจการที่คณะกรรมการจะพึงให้การส่งเสริมการลงทุนได้ ต้องเป็นกิจการที่สำคัญและเป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศ กิจการผลิตเพื่อส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ กิจการที่ใช้ทุน แรงงานหรือบริการในอัตราสูง เป็นต้น และตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในมาตรา 83 (7) ส่งเสริมให้ประชากรวัยทำงานมีงานทำ คุ้มครองแรงงานเด็กและสตรี จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ และเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาในวันที่ 30 ธันวาคม 2551 ในส่วนของมาตรการเร่งด่วนระยะ 1 ปี ในเรื่องของการรักษาและเพิ่มรายได้ของประชาชน ได้เสนอให้ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้างและป้องกันการขยายตัวของการเลิกจ้างในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดย่อม โดยใช้มาตรการจูงใจเพื่อลดภาระของภาคเอกชนในการชะลอการเลิกจ้างงาน

คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสวัสดิการสูงสุดแก่ประเทศจากงบประมาณที่ได้มาจากภาษีของประชาชนนั้น การส่งเสริมการลงทุนในโครงการต่างๆ นอกจากการวิเคราะห์หรือประเมินผลทางทางด้านการเงินและเทคนิคแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวิเคราะห์และประเมินผลทางเศรษฐกิจ ที่มองทั้งผลดีผลเสีย เพื่อพิจารณาผลกระทบของโครงการต่อสวัสดิการทางเศรษฐกิจที่อาจวัดในรูปของการเพิ่มรายได้แท้จริงให้กับประเทศโดยส่วนรวม อันจะนำไปสู่ความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ซึ่งทางคณะกรรมการฯก็ได้ยืนยันไว้ในพันธกิจว่าต้องมีการวิเคราะห์โครงการการขอรับการส่งเสริมการลงทุน ตรวจสอบและควบคุมตลอดจนประเมินผลการลงทุนตามโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน สิ่งต่างๆเหล่านี้ถือเป็นเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญในการให้การส่งเสริม ซึ่งสอดคล้องกับกฎหมายสูงสุดและนโยบายของรัฐบาล รวมถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุน

แต่ผลจากการที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้ส่งเสริมบริษัทฯดังกล่าว อันเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้นายจ้าง ฉวยโอกาสเลิกจ้างพนักงานถึง 1,959 คนย้ายฐานการผลิต และเพื่อหนีสหภาพแรงงานฯและหาแหล่งค่าจ้างราคาถูก ซึ่งขัดกับเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญในการให้การส่งเสริมข้างต้น ด้วยเหตุนี้สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ จึงขอให้ท่าน

1.ให้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเปิดเผยข้อมูลและเหตุผลในการส่งเสริมบริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัดและบริษัทไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ตามหลักธรรมาภิบาล และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ใน ม.74 และ ม.78 (5) ในเรื่อง การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน รวมถึงม.3/1 แห่ง พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 แก้ไขเพิ่มเติมโดย พรบ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5 ) พ.ศ.2545 มุ่งเน้นให้ส่วนราชการใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ กล่าวคือ การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อการกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าเชิงการกิจแห่งรัฐ และตามพรบ.ข้อมูลข่าวสาร

2.คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนต้องให้บริษัทฯที่ได้รับการส่งเสริมรับคนงานกลับเข้าทำงานทันทีและไม่มีการเลิกจ้าง

3.เพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่เป็นสาระสำคัญในการให้การส่งเสริมข้างต้น การส่งเสริมการลงทุนต้องไม่ให้คนงานได้รับผลกระทบ ถูกเลิกจ้าง เมื่อมีการเลิกจ้างคนงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ต้องหยุดการสนับสนุนบริษัทฯในทุกๆด้านจนกว่าจะมีการรับคนงานกลับเข้าทำงาน

4.เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ต้องการการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน ดังนั้นการส่งเสริมการลงทุนต้องมีมาตรการที่ชัดเจนว่าบริษัทฯได้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องไม่มีการเลิกจ้างคนงาน และต้องปฎิบัติตามหลักมาตรฐานหลักมาตรฐานแรงงานสากลและแนวปฏิบัติของบรรษัทข้ามชาติ (OECD Guidelines) ตามหลัก OECD Guidelines for MNEs, CODE OF CONDUCT ของกลุ่มบริษัทไทรอัมพ์ฯ และมาตรฐานแรงงานไทย

5.ฉะนั้นสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะยอมรับตามข้อเสนอสหภาพแรงงานและเข้ามาแก้ปัญหาการเลิกจ้าง จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านดำเนินการ

จึงขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้
ขอแสดงความนับถือ
นางสาวบุญรอด สายวงศ์
เลขาธิการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย

สำเนาถึง : นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD)
International Labour Organization (ILO)


00000

บีโอไอแจงจุดยืน ส่งเสริมลงทุนเพื่อให้เกิดการจ้างงาน พร้อมเป็นตัวกลางหาทางออก กรณีเลิกจ้างพนักงานบอดี้แฟชั่น

วันเดียวกัน บีโอไอ ออกข่าวแจกชี้แจงสื่อมวลชนระบุว่า บีโอไอมีจุดยืนการส่งเสริมการลงทุน มุ่งแย่งชิงการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรม พร้อมรับข้อเสนอพนักงานบริษัท บอดี้ แฟชั่น ในเครือไทรอัมพ์ เพื่อประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารบริษัท หวังหาทางออกเรื่องการเลิกจ้างงาน

โดยนายชิตวร วรศักดิ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยถึงกรณีที่พนักงานบริษัท บอดี้ แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัด จำนวนประมาณ 500 คน ได้ชุมนุมอยู่หน้าอาคารบีโอไอ บนถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อเรียกร้องกรณีที่บริษัท เลิกจ้างพนักงานจำนวน 1,959 คน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2552 ว่า บีโอไอได้หารือกับตัวแทนพนักงาน และรับข้อเสนอของกลุ่มพนักงาน และจะนำไปหารือกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง และผู้บริหารของบริษัท บอดี้ แฟชั่น เพื่อหาทางออกสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“แม้ว่า บีโอไอ จะไม่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องปัญหาด้านแรงงาน แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บีโอไอก็ได้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาด้านแรงงาน ให้กับทั้งฝ่ายลูกจ้างและสถานประกอบการ” รองเลขาธิการบีโอไอกล่าว

สำหรับในช่วงที่ผ่านมา บีโอไอได้ขอความร่วมมือสถานประกอบการ ในการประวิงเวลาการเลิกจ้างงานมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2551 จนถึงต้นปี 2552 นี้ โดยบีโอไอได้ขอร้องให้หลายบริษัท ใช้แนวทางอื่นๆ เช่น ลดวันทำงาน ลดชั่วโมงทำงาน ไม่มีการทำงานล่วงเวลา การเพิ่มวันหยุดจากปกติ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการหลายกลุ่ม อาทิ กลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์และชิ้นส่วน

นายชิตวร กล่าวด้วยว่า ในส่วนของบีโอไอนั้น หน้าที่หลักคือ การส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ การที่บีโอไอต้องไปแย่งชิงโครงการลงทุนจำนวนมากกับประเทศคู่แข่ง ก็เพื่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศ นอกจากนี้ การเข้ามาลงทุนในไทย ยังก่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ การว่าจ้างบริษัทรับช่วงการผลิตในประเทศ การส่งออกสินค้าไปต่างประเทศการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทย การพัฒนาฝีมือแรงงาน การวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดองค์ความรู้แก่คนไทย ฯลฯ

“ตลอดระยะเวลากว่า 43 ปี ที่บีโอไอส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในประเทศ พบว่า มีสถิติการจ้างงานของบริษัทที่ได้รับการส่งเสริม จำนวนกว่า 4.1 ล้านคน และยังก่อให้เกิดการจ้างงานทางอ้อม จากการว่าจ้างบริษัทรับช่วงการผลิต บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายวัตถุดิบและเครื่องจักรในประเทศ อีกนับล้านคน” นายชิตวรกล่าว

สำหรับรายละเอียดของการเลิกจ้างพนักงานของบริษัท บอดี้ แฟชั่น ในครั้งนี้ บีโอไอได้รับรายงานจากบริษัทว่า ผู้บริหารของบอดี้ แฟชั่น จะทำการชี้แจงรายละเอียดเอง อย่างไรก็ตาม บีโอไอได้รับรายงานว่า บริษัทในเครือไทรอัมพ์หลายแห่งในต่างประเทศ ต้องปิดกิจการ และลดพนักงานหลายแห่ง เพราะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย ทำให้คำสั่งซื้อลดลงมาก อาทิ ที่อินเดียลดคนงานไป 900 คน จากทั้งหมดเกือบ 2,000 คน ที่ฟิลิปปินส์ ปิดโรงงานและปลดพนักงาน 1,500 คน ที่ประเทศจีน ปิดโรงงานและปลดคนงาน 1,000 คน ที่ประเทศอังกฤษ ปิดฝ่ายและบรรจุหีบห่อ ที่ประเทศออสเตรีย ปิดฝ่ายผลิต และปิดสำนักงานขายที่เกาหลี และไหหลำ

SIU: นายกฯ (ญี่ปุ่น) ประกาศยุบสภา!

ที่มา ประชาไท

หลังจากพรรคเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democrat Party หรือ LDP) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำฝ่ายรัฐบาล พ่ายแพ้อย่างยับเยินให้กับพรรคประชาธิปไตยแห่งญี่ปุ่น (Democratic Party of Japan หรือ DPJ) ในสนามเลือกตั้งสภาท้องถิ่นกรุงโตเกียวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จนทำให้แม้ร่วมกับพันธมิตรคือพรรคโคเมยโตะใหม่ (New Komeito party) ซึ่งเป็นพรรคที่มีความใกล้ชิดกับลัทธิความเชื่อทางพุทธแบบหนึ่งในญี่ปุ่นก็ไม่สามารถได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งได้ (64 ที่นั่งจากทั้งหมด 127 ที่นั่ง) โดย LDP ได้ไป 38 ที่นั่ง ส่วนโคเมยโตะใหม่ได้ไป 23 ที่นั่ง ในขณะที่ DJP ได้ไปถึง 54 ที่นั่ง ส่งให้นายทาโร อาโซะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นประกาศยุบสภาภายในวันที่ 21 กรกฎาคม หรือวันอังคารของสัปดาห์หน้าแล้ว การเลือกตั้งครั้งใหม่จะมีขึ้นในวันที่ 30 สิงหาคมนี้

LDP พ่ายการเลือกตั้งสภาท้องถิ่นกรุงโตเกียวอย่างถล่มทลาย

หนังสือพิมพ์เกียวโตอ้างการพูดคุยของนายอาโซะ กับการประชุมภายในพรรคว่า เขาต้องการผลักดันร่างกฎหมายหลายฉบับในสภา ซึ่งรวมทั้ง พ.ร.บ.การปลูกถ่ายอวัยวะ และ พ.ร.บ.การตรวจสอบคลังสินค้า เป็นต้น นายอาโซะเชื่อว่าการประกาศยุบสภาจะสร้างความชอบธรรมให้เขาในการผ่านร่างกฎหมายดังกล่าวได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองของญี่ปุ่นก็ไม่เชื่อว่าพรรค LDP จะช่วงชิงความได้เปรียบอะไรได้จากการประกาศยุบสภาก่อนกำหนดเช่นนี้ ศาสตราจารย์ทาคาโยชิ ชิบาตะ แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียวเคซาอิ ชี้ว่า มันสายเกินไปที่จะทำอะไร การเปลี่ยนตัวผู้นำก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้ด้วย

ภาพ นายทาโร อาโซะ, ที่มา - วิกิพีเดีย

ความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของพรรค LDP ครั้งนี้ เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาชนชาวญี่ปุ่นเริ่มเบื่อหน่ายนโยบายของพรรค LDP ที่ปกครองญี่ปุ่นแบบแทบจะผูกขาดมามากกว่าห้าทศวรรษแล้ว LDP เคยสูญเสียการเป็นรัฐบาลช่วงสั้นๆ เป็นเวลา 11 เดือนในช่วงปี พ.ศ. 2536 - 2537 แต่การเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคเป็น นายจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ ก็ช่วยดึง LDP กลับเข้าสู่การเป็นรัฐบาลได้ แต่การสูญเสียความเชื่อถือครั้งใหม่ของ LDP ดูเหมือนเป็นเรื่องเสียหายหนักกว่าที่จะทำอะไรได้อีก LDP พยายามเปลี่ยนตัวผู้นำพรรคมาหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้

แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวญี่ปุ่นจะเบื่อหน่าย LDP เพื่อมาเลือก DJP ผลโพลล์บ่งชี้ว่าประชาชนญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งกำลังมองหาทางเลือกใหม่ๆ แต่ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นก็แสดงถึงการถดถอยอำนาจทางการเมืองของ LDP อย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของญี่ปุ่นยังต้องรออีกพักใหญ่

เรียบเรียงจาก - The Economist, CNA, สำนักข่าวซินหัว

ห้ามขายเหล้าวันพระใหญ่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

ที่มา ประชาไท

จากการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี กำหนดวันห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๒ แต่ได้มีการปรับปรุงแก้ไขลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ซึ่งตามประกาศดังกล่าวกำหนดห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่ ๔ วัน คือ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา โดยยกเว้นให้ขายในโรงแรมตามพระราชบัญญัติโรงแรมที่มีการจดทะเบียนที่ถูกต้องเท่านั้น โดยมีผลบังคับใช้ถัดจากวันประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา คือ ตั้งแต่วันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๒ เป็นต้นมา ซึ่งผลของการบังคับใช้กฎหมายก็เป็นไปอย่างขาดๆ เกินๆ มีการฝ่าฝืนข้อห้ามให้เห็นกันอยู่โดยทั่วไป นั้น

จากประกาศฉบับดังกล่าวก่อให้เกิดข้อถกเถียงกันอย่างมากมายแต่ส่วนใหญ่แล้วจะมุ่งเน้นไปที่การเลือกยกเว้นให้ขายในโรงแรมแต่ไม่มีการยกประเด็นของการขัดรัฐธรรมนูญขึ้นมากล่าวถึงแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่มีประเด็นปัญหากฎหมายที่น่าสนใจไม่น้อยว่าประกาศฉบับดังกล่าวนั้นจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่อย่างไร เพราะขัดต่อหลักการพื้นฐานตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา ไม่ว่าจะเป็นด้วยหลักการที่ว่าด้วยความเสมอภาค ไม่ว่าจะเป็นหลักที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ฯลฯ

หลักการที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา

ไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราใดที่กำหนดไว้ว่าคนไทยจะต้องนับถือศาสนาพุทธและจะต้องปฏิบัติตามข้อห้ามของศาสนาพุทธเท่านั้น การดื่มสุราในศาสนาบางศาสนามิได้เป็นข้อห้ามร้ายแรงที่จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายบ้านเมือง และที่สำคัญรัฐไทยเป็นรัฐฆราวาสหรือรัฐโลกวิสัย (secular state) มิใช่รัฐเทวาธิปไตย (theocratic state) ที่ยึดศาสนาใดศาสนาหนึ่งเป็นที่ตั้งโดยศาสนาจักรมีอำนาจเหนืออาณาจักรดังเช่นรัฐอื่นๆดังเช่นคริสต์จักรในยุคกลางของยุโรปหรือในตะวันออกกลางปัจจุบันที่บัญญัติให้หลักการทางศาสนาเป็นข้อห้ามทางกฎหมาย ผู้ที่ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษ

การงดเว้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นสิ่งที่ดีและควรปฏิบัติ แต่มิใช่สิ่งที่จะต้องถึงขนาดถูกลงโทษด้วยการถูกปรับหรือจำคุก และย่อมไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งหากผู้ถูกลงโทษเป็นศาสนิกในศาสนาอื่นที่ไม่มีข้อห้ามเช่นนั้น

ในทางตรงข้ามมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญกลับบัญญัติรับรองให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพโดยสมบูรณ์ในการนับถือศาสนา นิกายของศาสนา หรือลัทธินิยมในทางศาสนา และย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติตามศาสนาธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนและบุคคลย่อมได้รับการคุ้มครองมิให้รัฐกระทำการใดๆ อันเป็นการรอนสิทธิหรือเสียประโยชน์อันควรมีควรได้ เพราะเหตุที่ถือศาสนา นิกายของศาสนา ลัทธินิยมในทางศาสนา หรือปฏิบัติตามศาสนาธรรม ศาสนบัญญัติ หรือปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อถือของตนแตกต่างจากบุคคลอื่น

หลักการที่ว่าด้วยความเสมอภาค

มาตรา ๓๐ วรรคสามของรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ชัดเจนว่าการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรมหรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้

จะเห็นได้ว่าประกาศฉบับดังกล่าวขัดรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้งถึงสองประเด็นคือ นอกเหนือจากการเลือกห้ามในวันพระใหญ่ซึ่งเกี่ยวพันกับความเชื่อทางศาสนาแล้ว การยกเว้นให้ขายในโรงแรมเท่านั้นย่อมแสดงให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติในฐานะทางเศรษฐกิจเพราะมีแต่คนมีสตางค์เท่านั้นที่จะเข้าไปดื่มกินในโรงแรมได้ พูดง่ายๆว่าคนจนไม่มีสิทธิทั้งๆที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนั่นเอง

หลักที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพ

บุคคลที่ทำมาค้าขายโดยสุจริตและเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้องและครบถ้วนย่อมได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๓ ที่บัญญัติให้บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบกิจการหรือประกอบอาชีพ และการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม

การที่รัฐยกเอาข้อห้ามทางศาสนามาบัญญัติเป็นกฎหมายที่เป็นบทลงโทษบุคคลที่ทำมาค้าขายโดยสุจริตและเสียภาษีให้แก่รัฐอย่างถูกต้องและครบถ้วน จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรานี้อย่างชัดแจ้ง จะทำได้อย่างมากเพียงการขอความร่วมมือเท่านั้น หากไม่ให้ความร่วมมือก็เป็นเรื่องของมาตรการทางสังคมที่จะลงโทษหรือต่อต้าน มิใช่การลงโทษด้วยการจำหรือปรับเช่นนี้

นายกรัฐมนตรีในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นกฎหมายลำดับรองหรืออนุบัญญัติที่ออกโดยฝ่ายบริหารซึ่งมีสถานะเป็นกฎตามพระราชบัญญัติ จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๒๓ ซึ่งบัญญัติให้ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาข้อพิพาทระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกับเอกชน หรือระหว่างหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยกัน อันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครอง นายกรัฐมนตรีจึงควรที่จะต้องถูกตรวจสอบการใช้อำนาจ ทางปกครองในการออกกฎนี้

ฉะนั้น แทนที่จะปล่อยให้มีการตอกลิ่มปัญหาความไม่เท่าเทียมกันและขัดแย้งทางความเชื่อศาสนาซึ่งมีมากอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้นจากประกาศเจ้าปัญหานี้ จึงควรที่ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อนเสียหายจากประกาศดังกล่าวตามมาตรา ๔๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.๒๕๔๒ น่าจะได้นำคดีไปสู่องค์กรที่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีนี้ ซึ่งก็คือศาลปกครองเพื่อให้มีการวินิจฉัยถึงความชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้เป็นบรรทัดฐานว่า การที่นายกรัฐมนตรีออกประกาศเช่นนี้ จะขัดต่อกฎหมายในลำดับที่สูงกว่าหรือรัฐธรรมนูญหรือไม่อย่างไร ต่อไป


หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๕๒

อำมาตย์พลาดแล้ว ที่ตัดสินใจทำรัฐประหาร 19 กันยา 49 !!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ นก ฟินิกซ์
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
15 กรกฎาคม 2552

รัฐบาลที่มีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ ดูเหมือนจะเหลือพื้นที่เดินหมากของตัวเอง แคบลงไปทุกวัน หากจะมีเหลือ ก็น่าจะเป็นพื้นที่ของการเมืองแบบโต้วาทีเท่านั้น...

แต่เนื่องจากเป็นศึกสงครามทางขอบเขตวาทกรรม หรือการเมืองแบบล้างสมองด้วยสื่อ ทุกอย่างย่อมหนีไม่พ้นกฎเกณฑ์ของการจำกัดตัวเอง กล่าวคือ หมากเด็ด ไม้ตาย หรืออาวุธร้ายๆ ที่ออกมานั้น ทั้งผู้บริโภคหรือฝ่ายตรงกันข้าม เขาจับไต๋ได้จนหมดเสียแล้ว...

เดี๋ยวนี้ แค่ขยับขาสักนิด คงอ่านกันออกไม่ยาก กโลบายใดๆ ในเชิงอำนาจภายใต้เวทีของผู้ดูแลที่ชาญฉลาด การจับผิด “ผู้เล่น” จึงเป็นอะไรที่ไม่ยากนัก

นี่เป็นข้อจำกัดของมิติใหม่ คือ คนหลอกกันได้ยากขึ้น อาจเพราะถูกหลอกมามากแล้ว แต่นี่เป็นเงื่อนไขทางสภาวะวิสัยที่จะกำหนดเกมอำนาจในคุณภาพใหม่...

นับจากอดีตกว่า 700 ปี มาถึงบัดนี้ มีปัจจัยที่ฝ่ายอำนาจได้แลข้ามไปอย่างน่าเศร้าใจ นั่นคือการเรียนรู้ของภาคประชาชน

ไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร หรือการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจครั้งใดในราชอาณาจักรไทย จะสร้างแรง “ดีดกลับ” ทางการรับรู้ให้แก่ประชาชนได้สูงปานนี้ เท่ากับพิษผลของ 19 กันยายน 2549 ...เป็นความพลาดสำหรับการตัดสินใจรัฐประหาร?

อาจประเมินการเรียนรู้ของประชาชนได้ว่า สูงกว่าภายหลัง 14 ตุลาคม 2516 ด้วยซ้ำเป็นหลายเท่าตัว ไม่มีครั้งใดที่ชาวบ้านทั่วๆ ไป เริ่มทำความเข้าใจกับความหมายของนิติรัฐ-นิติธรรม ชนิดหูตาสว่างได้มากกว่าคราวนี้...

แค่เรื่องนี้ประเด็นเดียว ที่ประชาชนเข้าใจมากขึ้น มันก็ล้อมกรอบจำกัดพื้นที่ของอำนาจนิยมไปเรื่อยๆ จะตะแบงอธิบายให้เป็นอื่น ก็มิใช่เรื่องที่จะกระทำได้เหมือนเดิม ย้อนไปอธิบายอย่าง พ.ศ. 2549 คนเขาก็ไม่เชื่อเสียแล้ว?

เป็นครั้งแรก ที่ชาวชนบทจำนวนไม่น้อย เข้าใจศัพท์คำว่า วาทกรรรม แล้วเริ่มตระหนักถึงปฏิบัติการสงครามจิตวิทยามวลชน สงครามข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้น และใช้ปฏิบัติการล้างสมองพวกเขามาร่วม 4 ปี ...

และคงเป็นครั้งแรกเช่นกัน ที่ยายเฒ่าวัย 70 กว่า รับรู้ว่า ประเทศนี้ มีระบอบอำมาตยาธิปไตยคงอยู่มาช้านาน ขณะที่เยาวชนรุ่น 30 กว่าๆ ชักจะคุ้นหูกับถ้อยคำ “อภิชนาธิปไตย”

สภาวะการรับรู้ใหม่นี้ มิใช่เพราะ “สื่อเร็ว” อย่างเดียว หรือเพราะมีความแตกต่างหลากหลาย ที่จะเลือกรับหรือเลือกใช้เครื่องมือทางการสื่อสาร ...แต่การสื่อสารสองจังหวะ ยังเป็นอีกอานุภาพ ที่เปิดม่านการรับรู้ในชนบทให้เตียนโล่งได้ไม่ยาก

บิดาอยู่หลังภูเขา วัยห้าสิบเศษ ใช้มือถือโทรเข้าหาลูกสาวที่ทำงานในเมืองกรุง ขอร้องให้เปิดดูอินเทอร์เน็ต สงสัยว่าประธานาธิบดีฮอนดูรัส จะกลับเข้าสู่ประเทศได้หรือไม่? สหประชาชาติจะว่าอย่างไร? แล้วพ่อเฒ่าอาจสงสัยว่า เหตุใดตอนปี 2549 ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงไม่เลือกที่จะดิ้นรนสู้แบบประธานาธิบดีมานูเอล เซลายา?

รัฐบาลประชาธิปัตย์-กองทัพ หรือชนชั้นนำ อาจคิดว่า การสื่อสารคือระบบเส้นประสาทของการเมือง และอำนาจ ฉะนั้นการจัดการสื่อสารที่ครอบงำ มีประสิทธิภาพเท่านั้น จะเป็นตัวชี้ ทำให้อำนาจและการเมืองดำรงอยู่ได้?...

แต่ลืมคิดถึงความฉลาดที่เพิ่มขึ้นของคน?

วิธีคิดเช่นนี้ไม่ผิด แต่ใน พ.ศ. 2552 มันไม่ถูกต้องอีกแล้ว มันอาจเพราะมีสื่อใหม่มากนัก ทั้งอินเทอร์เน็ต วิทยุชุมชน SMS โฟนอิน คลิปมือถือ วิดีโอลิ้งค์...

แต่ที่สำคัญ คือปากต่อปาก จึงเป็นไปได้ยาก ที่จะตัดฐานการสื่อสารและการรับรู้ของประชาชน ซึ่งอาจต้องกระทำกันในขั้น ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือ ห้ามครอบครองคอมพิวเตอร์ หรือควบคุมการส่ง SMS ตามไอเดียของสาทิตย์ วงศ์หนองเตย อาจหนักสุดๆ ไปขนาดห้ามใช้กระแสไฟฟ้าทั่วประเทศไทย?

ทางเลือกของสื่อใหม่ๆ อาจสัมพันธ์ และเป็นนัยสำคัญต่อการรับรู้

แต่สิ่งที่เหนืออื่นใด ก็คือบรรดาตัวแสดงทางอำนาจของรัฐ กองทัพ หรือกลุ่มชนชั้นนำ ไม่เข้าใจสภาวะแวดล้อม หรือการรับรู้ในคุณภาพใหม่ของประชาชน...นี่เป็นงานวิจัย หรือโพลของหลายสำนัก ที่มองข้ามไป

เพราะการปกปิดข้อมูลข่าวสาร บิดเบือนข่าวสาร ความยากแค้นลำบากใจ สภาวะทางเศรษฐกิจที่แย่ลง ปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ผู้คนต้องหาทางออก จึงหลอมเป็นเบ้าของสิ่งแวดล้อมใหม่ในการรับรู้ เพราะพวกเขาย่อมอยากจะรู้ว่า มันมีอะไรจริงๆ อยู่หลังฉากที่เกิดขึ้นในประเทศไทย?

ตอนนี้ ชาวบ้านยังอ่านเกมขาดว่า ยังไงประชาธิปัตย์ไม่ยอมแก้รัฐธรรมนูญ และยังคงไม่ยุบสภาเร็วนัก เพราะไงๆ เลือกก็แพ้ คงยื้อเอาไว้ให้นานมากที่สุด...

แล้วชาวบ้านยังอ่านหมากออกอีกว่า ประชาธิปัตย์หักกษิตแน่นอน ?

สุดยอดความด้าน อะไรคือ 'มาตรฐาน' ของนายอภิสิทธิ์ ??

ที่มา Thai E-News


โดย วิหคเหินฟ้า
ที่มา เวบไซต์ มติชน
15 กรกฎาคม 2552

"รัฐมนตรีทุกคน ไม่มีสิทธิเหนือประชาชนคนอื่น ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น จะต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมาย" เป็นกฎเหล็กข้อที่ 9 ที่ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"ประกาศกลางที่ประชุม ครม.

"วิฑูรย์ นามบุตร" คือรัฐมนตรีคนแรก ที่สังเวยกฎเหล็กข้อที่ 9 กับข้อครหาเรื่อง "ปลากระป๋องเน่า"

เขาลาออกจากตำแหน่งทั้งที่กระบวนการยุติธรรม และ ปปช. ยังไม่มีการตั้งข้อหา หรือออก"หมายเรียก" เลย......

ถามว่า "วิฑูรย์" มีสปิริตสูงส่ง ตัดสินใจ"ลาออก"เอง หรือถูกกดดันแบบเงียบๆ จาก"อภิสิทธิ์-สุเทพ"

คำตอบนี้ คนในพรรคประชาธิปัตย์รู้ดี ถ้าจำได้วันที่ "วิฑูรย์" แถลงข่าวลาออก คนที่นั่งขนาบซ้าย-ขวา คือ "กรณ์ จาติกวณิช" และ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" ......

แต่กรณีของ "กษิต ภิรมย์" ท่าทีของ "อภิสิทธิ์" กลับเปลี่ยนไป ประกาศ "กฎเหล็ก" ข้อ 9.1 ผ่านรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยฯ" ว่าถ้ารัฐมนตรีแค่เจอ "หมายเรียก" จากตำรวจ แล้วต้องลาออก

"ผมคิดว่า จะเกินเลยมาตรฐานที่มีการปฏิบัติโดยทั่วไป"......

ไม่รู้ว่า "มาตรฐานทั่วไป" คือมาตรฐานของใคร แต่ถ้าเป็น "มาตรฐาน" ของคนชื่อ "อภิสิทธิ์" สมัยที่เป็น"ผู้นำฝ่ายค้าน" ที่ทำหนังสือถึง "สมัคร สุนทรเวช" กรณี "จักรภพ เพ็ญแข" ที่มี "ทัศนคติที่อันตราย"

เชื่อหรือไม่ว่า "กษิต" จะไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น "รัฐมนตรี" ......

มาตรฐานของ "อภิสิทธิ์" เริ่มจากการให้สัมภาษณ์วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 ว่า จะทำหนังสือถึง "สมัคร" ให้พิจารณา กรณี "จักรภพ" เพราะ "บุคคลผู้นี้ ไม่เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี โดยเฉพาะในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบกับการนำเสนอข้อมูลข่าวสารกับประชาชน" ......

22 พฤษภาคม ในรายการวิทยุ "ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์" ...อยากให้ "สมัคร" แก้ไขปัญหาเรื่องนี้ ด้วยการตัดสินใจทางการบริหารและการเมือง "เรื่องของคดี ก็ต้องดำเนินไป" แต่ไม่อยากให้ทุกอย่าง ไปผูกกับเรื่องของคดี......

25 พฤษภาคม เมื่อนักข่าวถามว่า "จักรภพ" ต้องลาออกหรือไม่ "อภิสิทธิ์" ตอบว่า ถ้านายจักรภพลาออกไป ก็จะช่วยให้ความขัดแย้งและความตึงเครียดลดลงไป จากนั้นก็ไปพิสูจน์ตัวในกระบวนการยุติธรรม......

27 พฤษภาคม เมื่อ "จักรภพ" อ้างว่า ไม่เคารพกระบวนการยุติธรรม "อภิสิทธิ์" โต้ว่า "ผมไม่เชื่อว่า นายจักรภพเรียนรัฐศาสตร์มา เพราะความรับผิดชอบทางกฎหมายและการเมือง มีความแตกต่างกัน" ......

ประเด็นสำคัญกรณี "จักรภพ" และ "กษิต" ก็คือ

1. ตำหนิ ที่ติดตัว "จักรภพ" กับ "กษิต" ล้วนเกิดขึ้นก่อนเป็นรัฐมนตรี คนหนึ่ง ไปพูดก่อนเป็นรัฐมนตรี 10 เดือน อีกคนหนึ่งไปร่วมยึดสนามบินสุวรรณภูมิก่อนเป็นรัฐมนตรี ประมาณ 1 เดือน......

2. กรณีของ "จักรภพ" นั้น "อภิสิทธิ์" เรียกร้องให้ "สมัคร" ปลดจากตำแหน่ง ทั้งที่แค่ถูกแจ้งความ และตำรวจยังไม่ออกหมายเรียก

แต่กรณีของ "กษิต" กลับเห็นว่า การเจอ "หมายเรียก" แล้ว ต้อง "ลาออก" ถือว่าเกิน "มาตรฐาน" ทั่วไป......และ

3. ถ้าทัศนคติของ "จักรภพ" เรื่อง "สถาบัน" เป็นเรื่องอันตรายของคนที่คุมเรื่องการประชาสัมพันธ์ของรัฐ แล้ว

การที่มี "รัฐมนตรีต่างประเทศ" เห็นด้วยกับการ "ยึดสนามบิน" ไม่รู้ว่า "อภิสิทธิ์" คิดว่า เป็น "ทัศนคติ" ที่อันตรายสำหรับตำแหน่งนี้หรือไม่??......

ตบท้ายด้วยคำคมของ "อภิสิทธิ์" ในรายการ "ตรงไปตรงมากับอภิสิทธิ์" วันที่ 15 พฤษภาคม 2551 "คุณธรรมที่สำคัญอย่างหนึ่ง ต้องพูดในสิ่งที่เชื่อ เชื่อในสิ่งที่พูด แล้วต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่พูด"