WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 19, 2009

“จาตุรนต์” ชี้ 6 ข้อเสนอแก้ รธน.แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ที่มา ประชาไท

“จาตุรนต์” ชี้เสื้อแดงปะทะตำรวจเพราะกระบวนการยุติธรรม 2 มาตรฐาน ยอมรับบางทีม็อบแรงเกินไป ระบุให้หันหน้ามาพูดคุยกันก่อนแสดงจุดยืนในการต่อสู้ไม่ใช้ความรุนแรง ชี้ 6 ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า

18 ก.ค.52 - ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวกรณีการปะทะกันระหว่างกลุ่มเสื้อแดงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จังหวัดเชียงใหม่เมื่อคืนวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า เป็นการแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งในสังคมไทยยังมีอยู่ ซึ่งพื้นฐานสิ่งที่เกิดขึ้นเกิดจากการคับแค้นใจ ที่กระบวนการยุติธรรมไม่ยุติธรรม มีการกระทำที่เป็น 2 มาตรฐาน มีการย่ำยีกระบวนการยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรมอยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก

อย่างไรก็ตามยอมรับว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงเป็นสิ่งที่เกินเลยไป ตนเคยเสนอหลายครั้งแล้วว่าให้กลุ่มแกนนำเสื้อแดง หันหน้าเข้ามาคุยกันเพื่อแสดงถึงจุดยืนในการต่อสู้ หากชัดเจนแล้วว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยไม่ใช้ความรุนแรง ก็จะเป็นประโยชน์ และอย่าไปคิดว่าสิ่งที่พันธมิตรฯ ทำได้ กลุ่มเสื้อแดงก็ทำได้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างเกิดจากความคับแค้นใจ แต่แกนนำก็ต้องหารือและทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งกลายเป็นการเผชิญหน้า
อย่างที่เห็นถึงการกดดันพนักงานสอบสวนในคดีที่กลุ่มพันธมิตรฯยึดสนามบิน ทั้งที่การตั้งข้อกล่าวหาก็มีเหตุผลชัดเจนเพียงพอ แต่กลับมีการข่มขู่ด้วยการใช้กำลังจนกลายเป็นจะยกเลิกข้อกล่าวหา หรือเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหา อย่างที่รู้กันอยู่ว่ากลุ่มพันธมิตรฯทำอะไรไม่ผิด ท่าทีเหล่านี้จึงเกิดปัญหา ที่สำคัญรัฐบาลยังแสดงท่าทีถึงคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพันธมิตรฯอย่างไม่ชัดเจน
เหมือนอย่างที่รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม พยายามบอกว่าคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล อาจจะเป็นปัญหาความขัดแย้งส่วนตัว แม้ว่านายกฯจะออกมาบอกว่าจะไม่ให้คดีนี้เป็นมวยล้ม แต่เมื่อรัฐมนตรีในรัฐบาลออกมาปฏิเสธทั้งเรื่องความไม่เกี่ยวข้องของทหาร ทั้งที่แนวทางการสืบสวนสอบสวนไปในทิศทางนั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานทำงานได้ยากลำบาก เพราะมีคนระดับรัฐมนตรีไปปกป้อง อยู่เบื้องหลัง และมีความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม นี่คือการซ้ำเติมกระบวนการยุติธรรมที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมทนไม่ได้ อย่างที่โพลล์ระบุว่าส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย
ส่วนตัวมองว่าการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ให้รัฐมนตรีบางคนหยุดพูด แต่จะต้องทำให้ประชาชนทั้งประเทศเกิดความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมด้วยการแก้หลักใหญ่คือรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะแก้ไขเรื่องนี้ และเมื่อมีความยุติธรรมเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมแล้วก็ให้มีการเลือกตั้งใหม่
ส่วนที่มีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นของคณะกรรมการสมานฉันท์ ตนมองว่าเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างแท้จริง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ตนไม่เชื่อมั่นในท่าทีของนายกฯ เนื่องจากแม้ว่าตอนแรกจะกระตือรือร้นในการรับฟังคณะกรรมการสมานฉันท์ แต่ก็ยังส่งอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ออกมาอีก 2 คนออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่เห็นด้วยและไม่เห็นประโยชน์ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
นอกจากนี้ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่อยู่ในกรรมการสมานฉันท์ ไม่เคยแสดงท่าทีที่ชัดเจนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลย ดังนั้นจึงน่าสงสัยในความจริงใจของพรรคประชาธิปัตย์
นายจาตุรนต์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯลาออกจากการเป็น ส.ส. เนื่องจากถูก กกต.วินิจฉัยว่าเข้าข่ายขาดคุณสมบัติการเป็นส.ส. ว่า อาจเป็นเพราะนายสุเทพไม่อยากที่จะวุ่นวายกับเรื่องดังกล่าว เพราะแม้ว่ารัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่เท่าที่ดูแล้วศาลรัฐธรรมนูญน่าจะวินิจฉัยไปในทิศทางเดียวกับ กกต. นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา ส.ส.ต้องขาดคุณสมบัติ เพราะการถือหุ้นเพียงเล็กน้อย เหมือนกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯเพราะทำกับข้าว เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องการที่จะจัดการกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพียงคนเดียว จนทำให้เกิดเสถียรภาพของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตามหากเรื่องนี้กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตนก็ไม่คิดว่าส.ส.อีก 12 คน จำเป็นต้องลาออกหรือไม่
ที่มาเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์คมชัดลึก, เว็บไซด์ไทยรัฐ

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีเรียกร้องให้ ปชป. แก้ไขปัญหาที่ดินให้คนจน

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกร้องให้“พรรคประชาธิปัตย์” ในฐานะแกนนำรัฐบาลและข้าราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัด ต้องมารับผิดชอบ แก้ปัญหาความยากจนของคนสุราษฎร์ฯ โดยเฉพาะ เรื่องที่สำคัญ คือ“การปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน”

เรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์แก้ปัญหาคนจน โดยเฉพาะเรื่องที่ดินทำกิน

18 ก.ค. 52 - เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกร้องให้“พรรคประชาธิปัตย์” ในฐานะแกนนำรัฐบาลและข้าราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัด ต้องมารับผิดชอบ แก้ปัญหาความยากจนของคนสุราษฎร์ฯ โดยเฉพาะ เรื่องที่สำคัญ คือ“การปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน”
แถลงการณ์ฉบับที่ 2
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี
เรื่อง ความรับผิดชอบของรัฐบาลประชาธิปัตย์ต่อการแก้ปัญหาการปฏิรูปที่ดินในจังหวัดสุราษฎร์ธานี
เรียน พี่น้องประชาชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่เคารพ
ในสถานการณ์ที่การเมืองมีความขัดแย้งสูงยิ่งขึ้น ใน 4 - 5 ปี ที่ผ่านมา ทำให้ข้าราชการบางส่วนฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์มากยิ่งขึ้น และข้าราชการต่างขึ้นต่อเจ้ากระทรวงของตนเองมากกว่าขึ้นกับฝ่ายการเมืองหรือราชการส่วนอื่น ๆ การเฉื่อยชาต่อการปฏิบัติหน้าที่แก้ปัญหาประชาชน การปัดปัญหาให้พ้นความรับผิดชอบ ลักษณะเช้าชามเย็นชาม ยิ่งหนักหน่วงยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาความเชื่อต่อระบบราชการของประชาชน
ระบบตำรวจในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่รู้เห็นการทำลายป่าต้นน้ำ 4 - 5 พันไร่ ในอำเภอท่าชนะ และการบุกรุกครอบครองที่ดินอย่างผิดกฎหมายของกลุ่มนายทุน กลุ่มอิทธิพล ในอำเภอชัยบุรี และอำเภออื่น ๆ จำนวนมาก ในที่ดินหลายประเภท ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีและจังหวัดอื่น ๆ ในภาคใต้
ข้าราชการบางคนกลับเรียกร้องผลประโยชน์จากผู้ประกอบการอย่างไร้ยางอาย ไม่คิดถึงการแก้ปัญหาแต่เป็นส่วนสร้างปัญหาเสียเอง โดยอาศัยช่องทางกฎหมายเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนโดยคิดว่าไม่มีใครกล้าตรวจสอบ
ในขณะเดียวกันข้าราชการบางส่วนกลับว่องไวและขยันต่อการปราบปรามประชาชน โดยเฉพาะคนยากจนที่ไร้ทางออกและอ่อนแอ เปรียบเสมือนขยะของสังคมที่ต้องคอยกวาดทิ้งอยู่เสมอ
การเข้าไปค้นอาวุธของตำรวจ ที่ยกกำลังเข้าค้นอาวุธคนจนที่รุกเข้าไปในแปลงที่ดินที่หมดสัญญาเช่าจากนายทุนและเมื่อตำรวจออกไป ก็มีการทำลายเพิงที่พักของคนจนในปี 2550 ที่อำเภอชัยบุรี ล่าสุดการฆ่าคนจน 2 ศพ ที่อำเภอชัยบุรี ในเดือนมีนาคมนี้มีหลักฐานคนร้ายชัดเจนแต่เรื่องกลับเงียบหาย แต่กลับสั่งให้เจ้าหน้าที่เข้าดูแลความสงบในพื้นที่ ที่แท้เหมือนเป็นการคุ้มครองนายทุนขโมยผลปาล์มในที่ดิน สปก. โดยทางอ้อม
ถึงเวลาที่ “พรรคประชาธิปัตย์” ในนามของรัฐบาลและข้าราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัด ต้องมารับผิดชอบ แก้ปัญหาความยากจนของคนสุราษฎร์ฯ โดยเฉพาะ เรื่องที่สำคัญ คือ“การปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน”
ประชาชนสุราษฎร์ฯ มีความพร้อมในการปฏิรูปที่ดินและมีปัญหาไม่มากนัก เพราะปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่อยู่ที่คนจน แต่เหตุเกิดจากความผิดพลาดจากนโยบายของรัฐฯ คือการกระจายสิทธิที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม
“ขอให้ข้าราชการจังหวัดช่วยเปลี่ยนทัศนะคติต่อการปฏิรูปที่ดินเพื่อคนจน ให้ถูกต้อง” เพราะเป็นแนวทางประชาธิปไตยทางด้านทรัพยากร อย่าแช่แข็งและดองปัญหา
ตำรวจและหน่วยงานฝ่ายความมั่นคงช่วยหยุดปราบปรามคนอ่อนแอไร้ทางต่อสู้
รัฐบาลประชาธิปัตย์ หยุดนิ่งเฉยต่อการแก้ปัญหา อันจะทำให้เรื่องนี้บานปลายมากยิ่งขึ้น โดยการสั่งการทางนโยบาย ให้ข้าราชการในจังหวัดดำเนินการแก้ไขปัญหาให้กับคนจนผู้เดือดร้อนด้านที่ดินทำกินในจังหวัด สุราษฎร์ธานี โดยด่วน
เรียนมาด้วยความเคารพยิ่ง
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี
ข้อเรียกร้องของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี
โดยข้อเรียกร้องเพื่อเร่งรัดการจัดสรรที่ดินสวนปาล์มและปัญหาเกษตรกรสวนปาล์มรายย่อย ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีดังนี้
1. เร่งดำเนินการนำที่ดินสวนปาล์มที่ผู้ประกอบการหรือเอกชน สิ้นสุดสัญญาเช่าหรือครอบครอง โดยผิดกฎหมาย ในที่ดินของรัฐทุกประเภท มาจัดสรรให้ราษฎรผู้เดือดร้อนด้านที่ดินทำกิน โดยให้ยึดถือตามมติคณะรัฐมนตรี 26 สิงหาคม 2546 และสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการแก้ไขปัญหากรณีราษฎรบุกรุกสวนปาล์มเอกชน ครั้งที่ 1/2547 เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2547 ณ ตึกบัญชาการทำเนียบรัฐบาล
2. ให้จังหวัดนำบัญชีรายชื่อผู้เดือดร้อนของกลุ่ม / องค์กร / เครือข่ายที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี มาตรวจสอบคุณสมบัติตามที่คณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดิน (ศจพ.จ.สฎ.) กำหนด ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน
3. ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบที่ดิน เร่งสรุปความคืบหน้าประเด็นแปลงที่ดิน ตามมติที่ประชุมของคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดิน (ศจพ.จ.สฎ.) เห็นชอบ โดยให้สรุปความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม และกำหนดวัน เวลา ในการนำที่ดินมากำหนดรูปแบบเพื่อจัดสรรให้กับราษฎรโดยเร็ว
4. ห้ามมิให้รัฐจ่ายค่าชดเชยหรือค่าตอบแทนใดๆให้กับผู้ประกอบการหรือเอกชนที่บุกรุกครอบครองที่ดินของรัฐ และให้เร่งดำเนินคดีฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกโดยเร่งด่วน ในระหว่างการฟ้องขับไล่ หากหน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นโจทย์ ให้ขออำนาจศาล สั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อนำที่ดินมาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาลตัดสินจนถึงที่สุด
5. ให้กรมธนารักษ์ กำหนดการต่ออนุญาตการเช่าคราวละ 30 ปีในที่ดินราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ สฎ. 848 ที่ได้จัดสรรให้ราษฎร ในท้องที่อำเภอพุนพินและเคียนซา และขอให้รัฐบาลสนับสนุนเงินทุนในการปลูกสร้างสวนปาล์มใหม่แทนปาล์มเก่าที่ เสื่อมสภาพ
6. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำแผนพัฒนาแปลงที่ดินที่ได้จัดสรรไปแล้ว เช่น จัดสร้างสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ โครงการบ้านเอื้ออาทร บ้านมั่นคงชนบท จัดตั้งชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง
7. ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือผู้แทน เสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล โดยกลุ่ม / องค์กร/เครือข่ายฯผู้เดือดร้อนที่ดินทำกิน และจะนัดมาชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี อีกครั้ง เพื่อรอรับฟังคำตอบและการปฏิบัติงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนแล้วเสร็จและนำที่ดินจัดสรรให้กับราษฎร ผู้เดือดร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรม
เผยรายละเอียดข้อมูลพื้นที่ป่าที่เอกชนได้รับอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้เครือข่ายปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้เปิดเผย รายละเอียดข้อมูลพื้นที่ป่าที่เอกชนได้รับอนุญาตและไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันในท้องที่จังหวัดสุราษฎรธานี จำนวน 16 ราย ดำเนินการสำรวจตามมติ ครม. 26 สิงหาคม 2546 และสรุปแนวทางการแก้ปัญหาที่ประชุม 4 กระทรวงหลัก 13 มกราคม 2547
ที่
รายชื่อผู้ประกอบการ
เนื้อที่อนุญาต
ไร่
สำรวจตามมติ ครม.
26 สิงหาคม 2546
สำรวจรังวัดจริง
ได้เนื้อที่ปลูก
พื้นที่ราษฎรบุกรุก
ทำประโยชน์
ท้องที่อำเภอ
สัญญาสิ้นสุด
ประเภท
พื้นที่
หมายเหตุ
1.
2.
3.
4.
5.
6.
บริษัทที่ใบอนุญาตยังไม่สิ้นสุด
บริษัท ประจักษ์วิวัฒน์ จำกัด
บริษัท แสงสวรรค์ปาล์มน้ำมัน จำกัด
บริษัท พรทวีปาล์ม จำกัด
บริษัท ไทยอุตสาหกรรม จำกัด
บริษัท พันธ์ศรี จำกัด
บริษัท ภูสวัสดิ์ จำกัด
10,600
20,000
3,246-3-28
8,250
20,000
700
8,588
10,730
2,514
6,863
12,874
698
2,406-1-95
704-3-64
2,012
9,270
732
1,387
7,126
เคียนซา
พระแสง
กาญจนดิษฐ์
พระแสง
ชัยบุรี
ชัยบุรี
กรกฎาคม 2557
มกราคม 2558
มีนาคม 2560
พฤศจิกายน2566
มกราคม 2558
มกราคม 2567
ที่ราชพัสดุ
ที่ราชพัสดุ
ที่ป่าสงวนฯ
ที่ป่าสงวนฯ
ที่ป่าสงวนฯ
ที่ป่าสงวนฯ
ยื่นขอเช่าต่อกรมป่าไม้
ยื่นขอเช่าต่อกรมป่าไม้
แปลงที่1 1,765-1-63ไร่แปลงที่2 641 ไร่
รวม
62,796
42,267
20,527
1.
2.
3.
4.
5.
6.
บริษัทที่ใบอนุญาตสิ้นสุด
บริษัท นำบี้พัฒนาการเกษตร จำกัด
บริษัทกุ้ยหลิมพัฒนาการเกษตร จำกัด
บริษัท สามชัยสวนปาล์ม จำกัด
บริษัท ไทยบุญทอง จำกัด
บริษัท สุราษฎร์ปาล์มทอง จำกัด
บริษัท ชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด
20,000
20,000
1,850
3,000
1,168
15,000
6,182
3,572
3,775
3,420
747
7,534
985-1-15
13,818
16,428
182-3-85
7,466
พุนพิน
พุนพิน
พุนพิน
ชัยบุรี
กาญจนดิษฐ์
ชัยบุรี
กุมภาพันธ์ 2542
กุมภาพันธ์ 2542
กุมภาพันธ์ 2542
ธันวาคม 2543
ธันวาคม 2543
มกราคม 2543
ที่ราชพัสดุ
ที่ราชพัสดุ
ที่ราชพัสดุ
ที่ป่าสงวนฯ
ที่ป่าสงวนฯ
ที่ สปก.
ยื่นขออนุญาตแบ่งครึ่งต่อกรมธนารักษ์
ยื่นขออนุญาตแบ่งครึ่งต่อกรมธนารักษ์
ยื่นขออนุญาตแบ่งครึ่งต่อกรมธนารักษ์
ระหว่างขออนุญาตแบ่งครึ่งต่อกรมป่าไม้
ยื่นขออนุญาตแบ่งครึ่งต่อกรมป่าไม้
อยู่ระหว่าง สปก.ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุก
รวม
61,018
25,230
985-1-15
37,894-3-85
1.
2.
3.
4.
บริษัทที่ไม่ได้รับอนุญาต
บริษัท วรการปาล์ม จำกัด
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช.เกียรติเจริญ
บริษัท เกษตรกรรมปาล์มน้ำมัน จำกัด
บริษัท จิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด
3,373
2,057
10,561
3,000
เคียนซา
เคียนซา
พุนพิน
ชัยบุรี
ที่ราชพัสดุ
ที่ราชพัสดุ
ที่ราชพัสดุ
ที่ สปก.
ยื่นฟ้องศาลปกครองเรียกค่าชดเชย
ยื่นฟ้องศาลปกครองเรียกค่าชดเชย
ยื่นทบทวน ครม. แบ่งเช่าที่ดิน 40 %
อยู่ระหว่าง สปก. ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุก

รายงาน: อบรมผู้สื่อข่าวพลเมืองคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค “เมื่อเขาทำเป็น เขาจะทำข่าวเอง”

ที่มา ประชาไท

cj_camp1
จำนวนประชากรของไทยมีประมาณ 66 ล้านคน ขณะที่หมายเลขโทรศัพท์มือถือมีจำนวนกว่า 85 ล้านเลขหมาย โดยร้อยละ 90 เป็นระบบเติมเงิน ไม่มีการจดทะเบียน ขณะที่เจ้าของเบอร์จดทะเบียนมีจำนวนไมน้อยที่ไม่เชื่อมั่นในความถูกต้องของบิลค่าโทรศัพท์ เจ้าของเบอร์เติมเงินก็เผชิญกับปัญหา “วันหมด-เงินไม่หมด” และผู้ใช้บริการทั้งหมดนี้ต้องรับมือกับโทรศัพท์เสนอขายของบริษัทประกันชีวิต สินค้า เอสเอ็มเอสดูดวง เอสเอ็มเอสข่าว โทรไม่ติด โทรหาเบอร์ฉุกเฉินไม่ได้เพราะไม่มีสัญญาณ
และขณะที่เบอร์โทรศัพท์มีมากกว่าจำนวนประชากร แต่ในหลายๆ พื้นที่แม้แต่ชานเมืองกรุงเทพฯ หรือใจกลางกรุงเทพฯ เอง ยังเข้าไม่ถึงโทรศัพท์พื้นฐาน ด้วยเหตุผล “อยู่นอกพื้นที่บริการ” หรือ “คู่สายเต็ม”
สิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องที่คุ้นชินได้ยินกันบ่อยๆ เป็นเรื่องใกล้ชิดกับทุกคนซึ่งต้องการเครื่องมือสื่อสาร แต่เมื่อพูดคำว่า "สิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม" อาจจะเป็นคำที่ยังไม่เป็นที่คุ้นเคยนักในสังคมไทย “คนที่เข้าใจเรื่องโทรคมนาคมก็ยังไม่เข้าใจเรื่องของสิทธิผู้บริโภค คนที่เข้าใจเรื่องสิทธิผู้บริโภคก็ยังไม่เข้าใจเรื่องกิจการโทรคมนาคม” นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวถึงความขาดแคลนความเข้าใจในเรื่องนี้
และด้วยเหตุนี้เอง วันที่ 17-20 ก.ค. สถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) ร่วมกับเว็บไซต์ประชาไท และสยามอินเทเลเจนท์ ยูนิต จัดการอบรมผู้สื่อข่าวพลเมืองในกิจการโทรคมนาคมให้กับผู้สื่อข่าวพลเมืองและผู้ประสานงานของสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยมีนักข่าวพลเมืองด้านกิจการโทรคมนาคมเข้าร่วมทั้งสิ้น 43 คน
คณารักษ์ เจริญศิริ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะ สบท. กล่าวว่า โครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการนักข่าวคุ้มครองสิทธิ เกิดจากการที่ สบท. ต้องการพัฒนาศักยภาพให้กับเครือข่ายในด้านการสื่อสารสาธารณะ โดยจะเน้นการติดอาวุธด้านการสื่อสารสาธารณะไม่้ว่าจะเป็นการเขียนข่าว ทำคลิปวิดีโอ หรือถ่ายภาพ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมนำไปใช้สื่อสาร หรือรณรงค์ให้ความรู้เรื่องสิทธิในพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมในแต่ละพื้นที่ต่อไป

การอบรมเปิดฉากด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคาดหวังจากผู้เข้าร่วมการอบรมทั้งหมด โดยแบ่งเป็นกลุ่มย่อย 4
cj_camp2
ทองอยู่ พรมชมชา หรือ "พี่ทองอยู่" ผู้สื่อข่าวพลเมืองจากศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นจาก จ.เพชรบูรณ์ บอกเล่าถึงประสบการณ์การทำข่าวกับ "สยามนิวส์" หนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของจังหวัด ที่บางครั้ง พี่ทองอยู่ส่งการรายงานข่าวไปพร้อมภาพประกอบไปแล้ว แต่กองบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์อาจจะตัดสินใจไม่ตีพิมพ์เนื้อข่าว แต่ตีพิมพ์เฉพาะภาพข่าวที่ส่งเท่านั้น โดยไม่นำเนื้อข่าวที่เขาเขียนลงไปด้วย การเข้าอบรมครั้งนี้จึงหวังว่าจะสามารถเพิ่มพูนทักษะการเขียนข่าวได้ด้วย
ส่วน "จี๊ด" อภิญญา สอาดบุตร จากศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม จ.ประจวบคีรีขันธ์ บอกว่านอกจากการพัฒนาทักษะการรายงานข่าวแล้ว ยังคาดหวังว่าการเข้าร่วมอบรมครั้งนี้ จะเป็นการสร้างเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคมในพื้นที่ต่างๆ ด้วย
จากนั้น เป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากต่างประเทศโดย อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ blognone.com และ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม โดยผู้ร่วมอบรมได้รับโจทย์ให้เขียนข่าวรายงานการเสวนาดังกล่าวเป็นแบบฝึกหัดแรก
cj_camp3
อิสริยะกล่าวถึงกิจการโทรคมนาคมว่า นอกจากโทรศัพท์ โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต mobile broadband (3G) Gateway และเคเบิลทีวีแล้ว อาจร่วมไปถึงฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์บนโครงข่ายคอมพิวเตอร์ซึ่งในอนาคตการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้ จะเข้ามามีบทบาทในวงการเคเลคอมซึ่งจะช่วยขยายขอบเขตของการสื่อสารให้กว้างขวางขึ้น ทั้งนี้ ภาพรวมของปัญหาของเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับเรื่องสิทธิผู้บริโภคในต่างประเทศ ประกอบด้วย 1.ความเป็นส่วนตัว (Privacy) ยกตัวอย่างปัญหาของเว็บที่ให้บริการในลักษณะ social network ที่ยากจะควบคุมความเป็นส่วนตัวของบุคคล เช่น รูปหลุดจาก My Space หรือในกรณีของ Google street view เทคโนโลยีใหม่ที่ทำให้มองเห็นภาพในมุมมองเหมือนอยู่บนถนนจริง แต่ภาพเหล่านั้นอาจมีภาพส่วนตัวของบุคคลที่ไม่เหมาะสมกับการเผยแพร่รวมอยู่ด้วย
2.ในเรื่องราคา (Pricing) เขายกกรณีของ sms ในอังกฤษที่มีราคาแพงมาก โดย ข้อมูล 1 เมกะไบต์ ราคา 374 ปอนด์ ขณะที่มีผู้ศึกษาข้อมูลเปรียบเทียบพบว่านาซ่าส่งข้อมูลขึ้นไปบนดาวเทียมใน อวกาศ 1 เมกะไบต์ราคาเพียง 8.5 ปอนด์ จึงมีหน่วยงานรัฐเข้ามาตรวจสอบ กระทั่งสหภาพยุโรปมีบทบาทมากำหนดราคาการส่ง sms ข้ามประเทศ และบริการอื่นๆ ให้ราคาถูกลงหลายเท่าตัว 3.กรณีการขายตรงผ่านโทรศัพท์ (Telemarketing) ซึ่งในต่างประเทศจะมีการตั้งศูนย์นำโทรศัพท์ไปลงทะเบียนเบอร์นี้ห้ามขายสินค้า “do not call registry” หากบริษัทใดโทรเข้าถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งประเทศไทยก็มีความพยายามทำเรื่องนี้อยู่
4.กรณีการผูกขาด (Monopoly) ยกตัวอย่างของบริษัท AT&T ในสหรัฐอเมริกา เป็นบริษัทรายใหญ่รายแรกที่ผูกขาดการให้บริการดทรศัพท์บ้าน และคิดค่าใช้จ่ายสูงมาก สุดท้ายศาลสหรัฐมีคำสั่งให้ AT&T แตกบริษัทย่อยเป็น 7 แห่งเพื่อให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น หรือการผูกขาดของระบบปฎิบัติการ windows จากบริษัท Microsoft ซึ่งผู้ใช้คอมพิวเตอร์กว่า 95 เปอร์เซ็นต์ของโลกใช้ระบบนี้ทำให้เกิดผลกระทบในการแข่งขันทางการตลาด ทำให้ อเมริกา อียู และเกาหลี ห้ามมีการลงโปรแกรมบางตัวในคอมพิวพ์เตอร์ที่วางขายในประเทศนั้นๆ 5.การจำกัดการเข้าถึง (Censorship) ยกตัวอย่างกรณีศาลในบราซิลมีคำสั่งบล็อกเว็บ Youtube เนื่องจากมีการโพสต์คลิปวิดีโอที่แอบถ่ายนางแบบบราซิลคนหนึ่ง ทำให้คนทั่วไปเข้าไม่ถึงเว็บนี้ซึ่งมีเนื้อหาหลากหลายมากจึงเกิดการรณรงค์ คัดค้านการบล็อกเว็บจนกระทั่งศาลฎีกากลับคำตัดสินให้ยกเลิกการบล็อก ด้วยเหตุว่าถึงอย่างไรก็ไม่สามารถปิดกั้นทางอินเทอร์เน็ตได้เนื่องจากมีการ โพสต์คลิปในเว็บอื่นมากมาย
ด้าน นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กล่าวในเวทีเดียวกันว่า เรื่องสิทธิผู้บริโภคได้รับความสนใจหลังกระแสทุนนิยมเติบโต โดยในปี 2505 จอห์น เอฟ. เคนเนดี อดีตประธานาธิบดีของอเมริกาในขณะนั้นได้ประกาศหลักสิทธิผู้บริโภค 4 ข้อ ประกอบด้วย ปลอดภัย รับข้อมูล เลือก และแสดงความคิดเห็น ต่อมาองค์กรที่เกี่ยวข้องเริ่มเห็นความสนใจ มีการพูดคุยในระดับนานาชาติเรื่องของ สิทธิผู้บริโภคสากลโดยเน้นระบบตลาด ในเรื่องความมีจริยธรรมและการมีเงื่อนไขของระบบตลาด ที่จะทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกและสามารถเข้าถึงได้ ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้จัดทำออกมาในรูปเล่ม
จากนั้นองค์กรผู้บริโภคสากลได้พัฒนาขึ้น และมีการพูดคุยและรับรองเรื่อง สิทธิผู้บริโภคสากลเพิ่มขึ้นเป็น 8 ข้อ ประกอบด้วย 1.สิทธิที่จะเข้าถึงสินค้าและบริการที่จำเป็นขั้นพื้นฐาน เช่น การเข้าถึงยา อาหาร 2.สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าและบริการ 3.สิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนที่จำเป็นเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ 4.สิทธิที่จะเลือกซื้อสินค้าและบริการได้อย่างอิสระ 5.สิทธิที่จะร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรม 6.สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและค่าชดเชยความเสียหาย 7.สิทธิที่จะได้รับความรู้เกี่ยวกับการบริโภค 8.สิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย
ส่วนประสบการณ์ต่างประเทศ นพ.ประวิทย์ ยกตัวอย่างกรณีการพิทักษ์สิทธิผู้บริโภคในประเทศออสเตรเลียว่า มีการบริการอย่างทั่วถึง ซึ่งในเรื่องนี้ประเทศไทยยังขาดเพราะบางพื้นที่ไม่มีบริการโทรศัพท์สาธารณะ นั่นแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่สามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคนได้ทุกคน นอกจากนี้ยังมีการให้บริการกับคนบางกลุ่มเป็นกรณีเฉพาะ เช่น คนหูหนวก การโทรศัพท์จะใช้การสื่อสารผ่านตัวกลางที่จะถ่ายทอดข้อความจากตัวอักษรของคนหูหนวกออกไปเป็นข้อความเสียงแก่ผู้รับปลายทาง อีกทั้งขณะนี้มีเทคโนโลยีอย่าง Webcam ที่ช่วยในการสื่อสารได้
บริการโทรคมนาคมของออสเตรเลียมีบริการทดแทนกรณีที่อุปกรณ์หลักไม่สามารถใช้งานได้เป็นเวลานาน ยกตัวอย่างโทรศัพท์บ้านเสียจะมีบริการทดแทน มีการกำหนดให้การตลาดและการโฆษณาต้องไม่ทำให้เกิดการเข้าใจผิด มีการป้องกันข้อความอิเล็กทรอนิคที่ไม่ต้องการ เช่น SMS รบกวนจากบริษัทขายสินค้า ซึ่งในส่วนประเทศไทยผลสำรวจจากเอแบคโพล เมื่อกลางปี 51 ระบุว่าคนไทยกว่า 79 เปอร์เซ็นต์ถูก SMS รบกวน โดยที่มากที่สุดคือ SMS โหลดริงค์โทน/เพลงรอสาย ดูดวง และเล่นเกมชิงโชค
มีการป้องกันการขายสินค้าและบริการทางโทรศัพท์ ซึ่งในส่วนนี้เกี่ยวของกับข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากผู้โทรมาขายสินค้าจะทราบข้อมูลส่วนตัว เช่น เบอร์โทร ชื่อ นามสกุล ชื่อเล่น ฯลฯ ของคนที่เป็นเป้าหมาย และนอกจากเรื่องข้อมูลส่วนบุคคลยังคำนึงถึงเรื่องความเป็นส่วนตัว ในส่วนโทรศัพท์พื้นฐานโทรทางใกล้คิดราคาต่อครั้ง มีการกำหนดให้โทรศัพท์ต้องโทรเข้าหมายเลขฉุกเฉินได้ โดยเฉพาะในกรณีของคนป่วยที่ต้องการการรักษาอย่างเฉียบพลันหากโทรศัพท์ชำรุดจะได้รับการพิจารณาแก้ไขให้ก่อน นอกจากนี้ยังมีเรื่องสิทธิในเรื่องการคงเลขหมายคือการเปลี่ยนระบบใหม่แต่สามารถใช้เบอร์เดิมได้ มีการกำหนดให้แจ้งข้อมูลบริการที่มีอัตราสูง ดูแลที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม มีมาตรฐานการบริการ และมีจรรยาบรรณผู้ประกอบการ
สำหรับประเทศไทยใช้ระบบเติมเงิน ไม่มีการจดทะเบียน อาจเป็นเพราะสามารถเติมเงินทีละนิดได้ และคนหนึ่งใช้หลายเลขหมาย ซึ่งกลายเป็นปัญหาเรื่องการตรวจสอบตัวตน โดยเฉพาะผู้ใช้โทรศัพท์ไปในทางมิชอบ สำหรับในส่วนที่จดทะเบียนปัญหาที่เจอคือ การไม่เชื่อข้อมูลจากใบเรียกเก็บเงิน เนื่องจากมาตรฐานของไทยไม่มีระบบตรวจสอบการรายงานข้อมูลความผิดพลาดของการบริการที่รายงานโดยผู้ประกอบการ อาจทำให้เกิดการรายงานข้อมูลเท็จได้ ซึ่งในส่วนนี้ต้องมีการผลักดันให้มีระบบตรวจสอบที่สร้างความน่าเชื่อถือให้มากขึ้น
การอบรมวันที่ 2 เริ่มด้วยการเสวนา “สื่อหลักVS สื่อทางเลือก” โดย แสงจันทร์ สีดำ จาก ASTV ผู้จัดการ สฤณี อาชวานันทกุล บรรณาธิการ www.onopen.com อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล จาก Open Dream และอรพิณ ยิ่งยงพัฒนา จากเว็บไซต์ www.ilaw.or.th
cj_camp6
สฤณีกล่าวว่าสื่อทางเลือกหรือนักข่าวพลเมืองก็ต้องมีจรรยาบรรณ คือความถูกต้องแม่นยำ ครบถ้วน และความเป็นอิสระ “เราอาจจะเลือกข้างก็ได้แต่ก็พยายามดูที่ประเด็นเป็นหลัก และที่มาที่ไป และข้อเท็จจริง แยกแยะว่าอะไรที่เป็นข้อเท็จจริง อะไรคือความเห็น” และนักข่าวพลเมืองต้องเปิดรับความคิดเห็นเพื่อเรียนรู้จากคนอ่านซึ่งสามารถสะท้อนความคิดเห็นต่อผู้เขียนได้เหมือนกัน ซึ่งเป็นลักษระเด่นของสือทางเลือก หรือสื่อใหม่
“โครงสร้างของนิวมีเดีย ไม่ได้ผูกขาด หรือปิดกั้นความคิดเห็น นักข่าวพลเมืองเป็นคนธรรมดา และมีเสรีภาพกว่านักข่าวกระแสหลัก เช่นเราคิดว่ามันแย่ เราก็พูดได้ ไม่เหมือนนักข่าวกระแสหลัก แต่เราต้องอธิบายให้ได้ว่าทำไมมันถึงแย่ และประเด็นสำคัญของสื่อพลเมืองก็คือการเปิดโอกาสให้คนแสดงความเห็น ให้คนเข้ามาถกเถียงกับเรา หรือชี้ให้เราเห็นว่าข้อมูลเราผิด เราก็สามารถเปิดกว้างได้” สฤณีกล่าว
อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุลกล่าวว่า งานข่าวแบบดั้งเดิมเป็นการเน้นผลลัพธ์สุดท้าย เป็นผลิตภัณฑ์ แต่งานข่าวแบบใหม่เป็นข่าวที่เน้นตัวกระบวนการ เช่นการเขียนบล็อกก็มีการสะท้อนกลับ “อาจจะมีคนบอกว่าบนอินเทอร์เน็ตมีแต่ข่าวลือ และสิ่งที่บล็อกเกอร์เขียนไม่น่าเชื่อถือ ซึ่งการพูดแบบนี้ แสดงทัศนคติที่ไม่ยอมรับการทำงานของสื่อใหม่ บล็อกเกอร์มีข้อมูลไม่ครบถ้วน หรือน่าจะเป็นข่าวลือ แต่จุดเด่นคือสามารถเติมเต็มข้อมูลได้”
อาทิตย์ระบุว่า สื่อกระแสหลักอาจะถูกมองว่าเป็นพื้นที่สาธารณะ แต่ด้วยวิธีการทำข่าวแบบเดิมที่ไม่สามารถนำเสนอทุกประเด็น มีการตรวจตราความเรียบร้อย แต่ขณะเดียวกันการทำงานของกอง บ.ก. ก็เป็นการเลือกว่าจะเสนอประเด็นอะไรและไม่เสนอประเด็นอะไร ดังนั้นแม้สื่อจะเป็นพื้นที่สาธารณะจริงแต่มันก็ถูกกำหนดโดยกอง บ.ก. ในการกำหนดวาระ แต่ว่านักข่าวพลเมืองไม่มีข้อจำกัดในเรื่องความเป็นเจ้าของหรือธุรกิจมันสามรรถกำหนดวาระของเราเองได้
“เราในฐานะพลเมือง เป็นคนในพื้นที่ เป็นคนที่เดือดร้อนในประเด็นนั้นๆ เราอยู่กับปัญหา เราเป็นคนที่เดือดร้อนกับมัน แล้วเราก็พูด นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมคิดว่า เป็นแง่มุมของพลเมืองในนักข่าวพลเมือง”
อาทิตย์กล่าวต่อไปด้วยว่า สิ่งที่ใหม่ในนิวมีเดีย ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือความเป็นพลเมือง “เทคโนโลยีมันทำให้เราพูดได้ดังขึ้น นักข่าวพลเมืองจะพูดอาจจะไม่ต่างกับที่เราจะพูดกับญาติพี่น้องเรา แต่อาจจะต้องระวังเพราะว่าคนที่เราจะพูดด้วยไม่ได้ใกล้ชิดหรือรู้จักกับเรา ก็อาจจะต้องปูพื้นหน่อยว่ามันเป็นมาอย่างไร และอาจจะนำเสนอในลักษณะสื่อผสมได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นภาพ การ์ตูน หรืออะไรอื่นๆ”
อรพิณ กล่าวว่าสื่อพลเมืองไม่ได้เป็นเรื่องที่จะมาแทนที่สื่อกระแสหลัก แต่จริงๆ เป็นเรื่องอุดรูรั่วซึ่งกันละกัน เพราะพลังของสื่อหลักก็มีคือเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มาก รวดเร็ว ทันเวลา แต่ถ้าเป็นสื่อพลเมือง ข้อดีคือสามารถสืบค้นข้อมูลได้ง่าย และสิ่งที่สื่อใหม่สร้างวัฒนธรรมการสื่อสารก็คือการตรวจสอบถ่วงดุลข้อมูลระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน นอกจากเป็นฝ่ายส่งข้อมูลแล้วก็เป็นฝ่ายรับข้อมูลด้วย เช่น ทวิตเตอร์ แต่ข้อควรระวังคือต้องไม่ทำตัวเป็นสแปม คืออย่ามองคนอื่นเป็นผู้รับสารแต่ฝ่ายเดียว
ภายหลังการเสวนา ผู้เข้าร่วมอบรมแยกย้ายกับฝึกหัดเขียนข่าวอีกครั้ง
การอบรมที่ดำเนินมาถึงวันสองนี้ จะดำเนินต่อเนื่องไปอีก 2 วันซึ่งจะเสริมทักษะด้านเทคนิคให้กับผู้สื่อข่าวพลเมือง รวมถึงทำความรู้จักกับพื้นที่สื่อใหม่ในโลกไซเบอร์ เช่น ทวิตเตอร์ และบล็อก
cj_camp4
cj_camp5
การอบรมยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นการทำงานของนักข่าวพลเมืองคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม หลายๆ ประเด็นอาจจะยังเป็นเรื่องใหม่ และเต็มไปด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกมากมาย ที่ไม่ใช่เพียงแค่การใช้โทรศัพท์มือถือโทรเข้า-ออก หรือเปิดอินเตอร์เน็ตเพื่ออ่านข่าวหรือเช็คอีเมล์ แต่สิ่งเหล่านี้สามารถกลายมาเป็นพื้นที่ใหม่ๆ ในการสื่อสารของนักข่าวพลเมือง ที่ยังต้องเดินทางต่ออีกไกล
"นอกจากเครือข่ายจะได้อาวุธในการสื่อสารสาธารณะแล้ว ก็คาดหวังให้เขาไปดำเนินการจริง อาทิ สื่อข่าว หรือสื่อสารสาธารณะในพื้นที่จริง ในอนาคตก็อยากจะสร้างเครือข่ายนักข่าวคุ้มครองสิทธิให้เข้มแข็ง เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมมีประสิทธิภาพมากขึ้น" คณารักษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์สาธารณะกล่าวย้ำจุดมุ่งหมายของการอบรมอีกครั้ง
ขณะที่ "มะห์" หรือ โสวิภา อินทรสุข นักข่าวพลเมืองจากศูนย์คุ้มครองสิทธิเพื่อผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กลไกภาคตะวันออก/กลาง จาก จ.ระยอง กล่าวว่า ที่ผ่านมามีความพร้อมในการทำสื่อส่วนหนึ่ง คือ ถนัดการพูดเพื่อสื่อสาร แต่ยังเขียน ยังเรียบเรียงไม่คล่อง
มะห์กล่าวถึงความคาดหวังของเธอจากการร่วมอบรมครั้งนี้ซึ่งจะทำไปเผยถ่ายทอดต่อให้กับเพื่อนๆ ในเครือข่ายว่า "เมื่อเขาทำเป็น เขาจะทำเอง และเป็นตัวอย่างให้คนในพื้นที่อื่นๆ ได้”

เสื้อแดงทำเนียนเหมือนจะเชลียร์มาร์ค ทะลุเข้าวงในได้ทียกป้ายด่าขวัญกระเจิง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คมชัดลึก
19 กรกฎาคม 2552


เสื้อแดงเนียนเปลี่ยนมาใส่เสื้อดำ อำพรางแก่นแกนตะโกนนายกฯสู้ๆ ตำรวจกับการ์ดเห็นว่างานนี้ได้หน้ายอมปล่อยทะลุวงใน ได้จังหวะยกป้ายด่าลั่นขณะมาร์คสร้างภาพอัดรายการเชื่อมั่นประเทศไทย


คมชัดลึก รายงานว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปปาฐกถาเรื่องคิดเพื่ออนาคต ตอบโจทย์ประเทศไทย ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมเรดิสัน พระรามเก้า จากนั้นเวลา 10.35 น.นายกฯเดินทางมายังสถานีรถไฟฟ้ามหานคร สถานีพระรามเก้า เพื่อนั่งรถไฟฟ้าไปสถานีบางซื่อบันทึกรายงาน"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ซึ่งมีนายสุทธิพงษ์ ทัดพิทักษ์กุล หรือฮาร์ท เป็นผู้ดำเนินรายการพิเศษ

ทั้งนี้นายกฯยังมีกำหนดการตรวจสอบเส้นทางส่วนขยายโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง รวมทั้งสายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯได้แลกเหรียญซื้อตั๋วรถไฟฟ้า โดยกล่าวว่า “ผมเคยขึ้นรถไฟฟ้านี้เมื่อนานมาแล้ว”สำหรับการรักษาความปลอดภัยนั้นมีความ เข้มข้นโดยมีตำรวจหลายสิบนาย รวมทั้งสุนัขตำรวจกระจายกำลังในบริเวณสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ ทั้งนี้มีการปิดกั้นสองโบกี้ที่นายกฯเดินทางและบันทึกเทปอย่างหนาแน่น ทั้งนี้นายกฯใส่หน้ากากอนามัยเพื่อสาธิตให้ประชาชนใช้ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่และใช้เจลล้างมือในช่วงการบันทึกเทปรายการด้วย โดยนายกฯกล่าวว่า” หากต้องใกล้ชิดกับใครที่ไม่แน่ใจในระยะหนึ่งเมตรก็ควรใส่หน้ากากอนามัยและ ใช้เจลล้างมือเพื่อป้องกันโรคนี้ด้วย เพราะผมไม่รู้ว่าใครเป็นใคร”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างการบันทึกเทปในช่วงแรก นายกฯไม่ยอมถอดหน้ากากอนามัยและอ้างว่า หากช่างภาพและผู้สื่อข่าว รวมทั้งเจ้าหน้าที่ไม่ยอมออกห่างจากตนหนึ่งเมตร ตนก็ไม่ถอดหน้ากากอนามัยเพราะไม่มั่นใจ แต่ผ่านไปสักระยะนายกฯก็ถอดหน้ากากอนามัยออกไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายกฯเดินทางมาถึงสถานีบางซื่อนั้น มีรายงานข่าวว่าคนเสื้อแดงหลาย สิบคนมาชุมนุมอยู่บริเวณป้ายรถเมล์ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟจำนวน 50นาย คอยดูแลรักษาความเรียบร้อยและปิดประตูทางขึ้นลงรถไฟฟ้าแต่ไม่มีเหตุการณ์ รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้น และเมื่อมีคนเสื้อแดงมา ชุมนุม ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยต้องเปลี่ยนกำหนดการของนายกฯที่เดิมนั้นจะขึ้นไป ตรวจสอบเส้นต่อขยายโครงการสายสีม่วง โดยเปลี่ยนให้นายกฯตรวจสอบโมเดลและแผนผังของโครงการนี้ภายในสถานีรถไฟฟ้า บางซื่อแทน

โดยระหว่างที่นายกฯตรวจโครงการอยู่นั้น กลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 20 คนที่สวมเสื้อดำพร้อมตีนตบและหมวก”ความจริงวันนี้” มาชูป้าย และยกตีนตบตะโกน “ยินดีต้อนรับนายกฯจอมกู้” บริเวณทางออกประตู 1 ฝั่งสถานีรถไฟบางซื่อ โดยก่อนหน้านี้ คนเสื้อแดงกลุ่มนี้ตะโกนว่า นายกฯสู้ๆ แต่เมื่อทราบว่านายกฯมาถึงก็ตะโกนขับไล่นายกฯแทน

พวกมัน “หิวโหย”...กันแค่ไหน !?

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ วาทตะวัน สุพรรณเภสัช
ที่มา เวบไซต์ vattavan
18 กรกฎาคม 2552

ตอนที่ 1 ความฉิบหายของ กทม.

เมื่อประชาธิปัตย์ได้มีโอกาสเข้าบริหาร กทม. ท่านผู้อ่านคงเห็นฝีมือการบริหารกรุงเทพมหานครของพรรคนี้มาแล้ว ซึ่งความฉิบหายที่เกิดขึ้น เพราะฝีมือนายอภิรักษ์ฯอดีตผู้ว่า ก็มากมายมหาศาล

เฉพาะกรณีรถและเรือดับเพลิงนั้น งบประมาณของกรุงเทพมหานคร ที่ต้องเสียไปเพราะเรื่องอื้อฉาวนี้ เป็นตัวเงินสูงหลายพันล้านบาท

น่าเสียดายงบประมาณของ กทม. เป็นจำนวนมาก ที่นำไปจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง แต่ก็เอามาใช้ไม่ได้ ต้องจอดแช่อยู่ที่ท่าเรือมานานหลายปี

มาถึงวันนี้ ก็กลายเป็นรถเก่า เพราะจอดตากแดดตากลมทะเล และไอน้ำเค็ม อยู่นานหลายปี จนสนิมกินแดงไปทั้งคันก็มี...

โถ เงินภาษีประชาชนทั้งนั้นนะครับ อย่าลืมเชียว!!!

ใช่แต่แค่นั้นนะ นายอภิรักษ์ฯ ยังมีเรื่องที่เป็นคดีความต่อไปอีก ก็คือเรื่องรถ บีทีเอส. ซึ่งอดีตปลัดกรุงเทพมหานคร คุณหญิง ณัฐนนท์ ทวีสิน เป็นผู้ร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีเอง แต่ไปติดตรงกระบวนการสอบสวนที่ยืดยาดเยิ่นเย้อ ของ ป.ป.ช.

สำหรับเรื่องนี้ความเสียหายก็มีจำนวนนับร้อยล้านบาทเช่นกัน

นายอภิรักษ์ฯ ผู้ต้องจำใจลาออกจากตำแหน่งไป เพราะคดีความเป็นชนักปักหลัง โดยมีเงาของตะรางพ่วงขาไปด้วย ถึงตอนนี้ไปรับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายอภิสิทธิ์แล้ว ก็ยังมีข่าวคราวทุจริตที่โผล่ขึ้นมาใหม่ อีกจำนวนไม่น้อย ขอให้ติดตามผมต่อไปก็แล้วกัน รับรองว่ามีอะไรดีๆ มาเล่าให้ฟังกันอีก!

ตอนที่ 2 ทุจริตซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญพ่วงโซลาร์เซล

พอประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล แต่ไม่ทันไร เรื่องตำบอนของการทุจริตก็โผล่ให้เห็นอีก ซึ่งเป็นข่าวเข้ามาแล้ว กล่าวคือ

รัฐบาลโลซกของนายอภิแสบฯ ได้กู้เงินมาเป็นจำนวนมหาศาล เอามาดำเนินโครงการ ซึ่งนายมาร์ค มุกควาย แย้มออกมาว่า มีกว่า 6,000 โครงการ แต่ละโครงการจะมีการดำเนินการที่รวดเร็ว และอาจลัดขั้นตอนของระเบียบต่างๆ เช่น เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างโครงการชื่อแปลกๆ ที่โผล่ออกมาให้เห็น และน่าสนใจที่จะติดตาม เพื่อพวกเราจะได้ช่วยกันเอาผู้เกี่ยวข้องเข้าคุก เรื่องเป็นอย่างนี้ครับ

ทางรัฐบาลของนายอภิแสบนั้น ได้มีการกล่าวอ้างว่า เศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบ จากการทรุดตัวของเศรษฐกิจโลก จำเป็นต้องกู้เงินมาเพื่ออัดฉีดเข้าระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจของชาติฟื้นตัว

จึงมีการออกพระราชกำหนด กู้เงิน 4 แสนล้าน และจะกู้ต่อๆไปอีก นัยว่าจะใช้เงินกู้ถึง 1.5 ล้าน/ล้านบาทภายในกำหนด 3 ปี (ตามอายุรัฐบาล)

ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า สมัยนายกฯทักษิณมีโครงการ SML ซึ่งดำเนินการได้ดี ชาวบ้านชอบกันมาก จนทำสืบต่อมาถึงรัฐบาลนายกฯสมัคร ก็มีพิธีกดปุ่มโอนเงินไปให้ชุมชนอย่างชัดเจน

แต่มาถึงยุคประชาธิปัตย์ ไอ้พวกนี้ไม่มีปัญญาคิดโครงการใหม่ๆ ดีๆ ให้ผู้คนได้เห็นหรือชื่นชมกัน เลยเปลี่ยนชื่อโครงการ SML เสียใหม่ เป็น “โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน” ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานชื่อเดียวกัน คือ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) สำนักงานนี้อยู่ที่ไหน หรือครับ?

ตอบได้ว่า อยู่ในทำเนียบนายกรัฐมนตรีนั่นเอง แต่ยังไม่ทันไร ก็ปรากฏเรื่องราวที่โผล่หางแดงแจ๋ออกมา รายละเอียดพอสังเขปเป็นอย่างนี้ครับ

เมื่อวันที่ 12 ก.ค.นี้เอง ผู้สื่อข่าวของสถานีโทรทัศน์ TPBS ซึ่งเมื่อประชาธิปัตย์เข้ามาสู่อำนาจใหม่ๆ ผมก็เห็นเป็นคอหอยลูกกระเดือกกับรัฐบาลดี แต่เกิดไปกินยาผิดอะไรไม่ทราบได้ ดันไปทำสกู๊ปข่าวความไม่ชอบมาพากล ของโครงการพิลึกกึกกือประชาธิปัตย์เข้า นั่นคือ

มีการซื้อตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ไปแจกตามหมู่บ้านและชุมชนต่างๆ โดยที่ผู้นำชาวบ้านไม่ทราบ และไม่ส่วนร่วมรู้เห็นด้วย กำหนดมูลค่าไว้ที่ราคา 2.5- 3 แสนบาท

แต่เครื่องนี้มีราคาแพงเกินความจริง เพราะราคาตู้น้ำดื่มในท้องตลาด มีราคาไม่เกิน 4 หมื่นบาท บวกกับราคาแผงโซลาร์เซลล์ อีก 9 หมื่นบาท รวมกันแล้วไม่น่าเกิน 1.5 แสนบาท แต่กลับไปซื้อในราคา 2.5-3 แสนบาท และตามกระแสข่าวที่ได้รับมา ก็เป็นการจัดซื้อจากเอกชนเพียงรายเดียวเท่านั้น

สถานีโทรทัศน์ TPBS ได้สัมภาษณ์ผู้นำชุมชนเมืองใหม่ ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จว.ปราจีนบุรี คือ คุณอังคณา ชูกิตตินันท์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านด้วย เธอและลูกบ้านก็โวยวายเอาว่า ทางชุมชนไม่ได้ทำโครงการเสนอไป แต่กลับมีการจัดส่งตู้น้ำดื่ม และแผงโซลาร์เซลมาให้

ความเสียหายที่เกิดขึ้นก็คือ เงินตามโครงการของชุมชุนที่สมาชิกทำแผนไว้ซื้อเมล็ดพันธ์ผัก และลูกสุกร ก็กลายมาเป็นตู้น้ำและแผงโซลาร์เซลที่แสนอัปลักษณ์นี้แทน

ตรงนี้ขออธิบายเพิ่มนิดหนึ่ง โครงการ SML เดิมนั้น หลักการที่สำคัญมีอยู่ว่า ชาวบ้านเขาต้องคิดโครงการของพวกเขาเอง ซึ่งต้องมีการประชุมชาวบ้านช่วยกันออกความคิดเห็น จะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 70% ของประชาชนในชุมชน อีกทั้งโครงการที่ได้รับการคัดเลือกนั้น ต้องอยู่ในหลักการรองรับผู้ด้อยโอกาส ผู้ว่างงาน และอนุรักษ์ส่งเสริมหรือพัฒนาพลังงานทดแทน

แต่โครงการตู้น้ำนี้ กลับปรากฏชัด ว่า ไอ้พวกขี้โกงมันสุมหัวกัน เอาตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ ซึ่งไม่อยู่ในองค์ประกอบที่จะเข้าร่วมโครงการได้ แต่จัดแจงเอาระบบโซลาร์เซลบวกพ่วงเข้าไปกับตู้น้ำ เพื่อให้อยู่ในองค์ประกอบของการอนุรักษ์หรือพัฒนาพลังงานทดแทน

ฮู้ย...มันช่างคิดกันจริงๆ! ชาวบ้านพูดกันในสกู๊ปข่าว TPBS ว่า โครงการนี้เป็นของ “ประชาธิปัตย์” พวกเขาพูดชัดเจน จะจะกันเลย ใครอยากดูผมทำลิงค์เอาไว้ให้แล้ว กรุณาคลิกเข้าไปที่ ลิงก์

ใช่แค่ชาวบ้านต่างจังหวัดไกลๆ ตามที่สถานีโทรทัศน์ TPBS เขาว่าเอาไว้เท่านั้น แม้แต่ชุมชนในกรุงเทพแท้ๆ ก็ดันมีโครงการต้มตุ๋น แหกตา มหาอัปรีย์อย่างนี้เหมือนกัน มีเป็นร้อยๆชุมชน ด้วยซ้ำไป!

ท่านผู้อ่าน ที่เคารพครับ แค่โครงการตู้น้ำหยดเหรียญกับแผงโลซกนี้ เพียงโครงการเดียวก็เป็นหลักฐานชัดเจน ถึงการถลุงเงินที่รัฐบาลต้องไปกู้มา ไม่รู้ว่าเป็นจำนวนกี่สิบกี่ร้อยล้านบาทเข้าไปแล้ว แต่ที่น่าขนหัวลุก ก็คือ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) นั้นมีงบมากมายถึง 20,000 ล้านบาท และชุมชนทั้งหมดมีประมาณ 80,000 ชุมชน เฉลี่ยได้รับชุมชนละกว่า 2 แสนบาท

การดำเนินงานในลักษณะที่หาประโยชน์ชัดเจน และครอบคลุมพื้นที่ ทั้งเมืองหลวงและต่างจังหวัดอย่างนี้ ต้องมีการกระทำเป็นขบวนการอย่างแน่นอน เพราะอะไรหรือครับ?

คำเฉลยในรูปคำถามง่ายๆ ก็คือ ทำไมราษฎรในพื้นที่ต่างกัน ถึงดันเกิดจะอยากได้ตู้น้ำโซลาร์เซลมาพร้อมกัน เป็นร้อยๆ พันๆ ชุมชน ...หือม์!?

สำนักงานที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ของพรรคประชาธิปัตย์เอง โดยมีรองนายกรัฐมนตรี คนชื่อนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นประธานโครงการ จะมีส่วนรู้เห็นต่อการกระทำอย่างนี้หรือไม่? นั้น

ไม่ต้องใช้ “หัวกบาล” คิดให้เปลืองเวลา เอาแค่นิ้วก้อยตีนซ้าย...คิดก็ยังได้!

แค่โครงการเฮงซวยของประชาธิปัตย์นี้ เพียงโครงการเดียว ซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงาน ในทำเนียบนายกรัฐมนตรี Under the nose ใต้จมูกอภิสิทธิ์ ด้วยซ้ำไป ยังเลวร้าย ได้ถึงขนาดนี้... หรือจมูกนายมาร์คเป็นริดสีดวง!!?

ดังนั้น ถ้าหากมีการดำเนินงานลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ คือประมาณ 80,000 ชุมชน เฉลี่ยได้รับชุมชนละกว่า 2 แสนบาท เงินของชาติจะฉิบหายอย่างไร? และใครจะได้ประโยชน์เท่าไหร่? ท่านผู้อ่านลองคูณกันเอาเอง ก็แล้วกัน!

ฉะนั้น ผมจะไม่แปลกใจเลย หากมีชาวบ้านกลุ่มไหนเกิดอาการของขึ้น เพราะงบประมาณที่พวกเขาจะเอามาพัฒนาท้องถิ่นของตัวเอง ต้องถูกคดโกง ล้างผลาญจนหดหายไปอย่างไร้ประโยชน์ เกิดอดรนทนไม่ไหว ชวนกันไปชุมนุมร้องตะโกนด่าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล หรือที่ทำการพวกดักดาน ว่า

“ไอ้พวกขี้โกง ...ไอ้พวกขี้ฉ้อ ...มีงจะแดกกันให้หมดประเทศหรือไงวะ!!!?”

พวกที่อยู่ในทำเนียบ หรือสมาชิกพรรค จะพาลไปโกรธเขาไม่ได้นะจ๊ะ เพราะพฤติกรรมของพวกแกนั้น ประชาชนคนในบ้านเมืองนี้ เขา “รับกันไม่ได้” หรอกจ้ะ!

ตอนที่ 3 กู้เงินมาถลุงเล่น ประชาชนก้มหน้ารับภาระ จ่ายทั้งต้นทั้งดอก

รัฐบาลนี้ภูมิอกภูมิใจว่า ผู้คนแห่งซื้อพันธบัตร หรือ BOND “ไทยเข้มแข็ง” (น่าจะเรียกว่า “ไทยขลุกขลัก” มากกว่า เพราะยังต้องไปกู้เงินเขามาใช้จ่าย และดันจ่าย อย่างคดโกงด้วย!)

ซึ่งคนที่อยู่ในวงการเงินพูดกันว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะเรายังอยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำ คนที่มีเงินเหลือเก็บก็จะแสวงหาแหล่งฝากเงิน ที่มีความมั่นคง และให้ผลตอบแทนดีด้วยกันทั้งนั้น ยกตัวอย่างให้ก็ได้

ข้าราชการตำรวจนั้น นิยมฝากเงินไว้ในสหกรณ์ออมทรัพย์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งให้ดอกเบี้ยเงินฝากกับสมาชิก 3.5% ต่อปีโดย แบ่งจ่ายดอกเบี้ย 6 เดือน/ครั้ง แต่ตำรวจผู้ฝาก ไม่เสียต้องเสียภาษีเงินฝาก

สำหรับพันธบัตรของรัฐบาลนั้น ฝากระยะยาว ดอกเบี้ย 3, 4 และ 5% เริ่มแต่ปีที่ 1-3 ทยอยขึ้น แต่ก็ต้องเสียภาษีเอง อีกทั้งระยะเวลาไถ่ถอนพันธบัตรนั้น ก็ยืดยาวหลายปี หากมีความจำเป็นต้องไปขายก่อนเวลา ก็ไม่แคล้วต้องขาดทุน

ที่สำคัญมาก และรัฐบาลไม่เคยพูดถึง คือ ถ้ารัฐบาลนี้กู้เงิน 1 ล้าน/ล้าน บาท (แผนการกู้เต็ม 1.5 ล้าน/ล้าน) ก็จะเสียดอกเบี้ยและค่าการจัดการ (Management Fee) สูงถึงปีละ 50,000 ล้านบาท

นี่ยังไม่รวมหนี้เก่า และภาระการผ่อนชำระเงินต้น แต่รัฐบาลจะไถ่ถอนพันธบัตร และจ่ายดอกเบี้ยครบถ้วน ให้กับประชาชนผู้ซื้อพันธบัตรตามกำหนดระยะเวลา หรือไม่นั้น? ยังเป็นเรื่องอนาคต

เพราะ... Government Bond ที่ออกไปเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เงินก้อนใหญ่ที่กู้ประชาชนมา กลับถูกถลุงกันอย่างที่เห็นอย่างนี้

อยากจะเล่าให้ท่านฟังว่า แม้แต่รัฐบาลประเทศใหญ่ๆ เอง ก็เคยชำระเงินคืนให้ผู้ซื้อพันธบัตรไม่ได้ มีให้เห็นอย่าง รัสเซีย, อาร์เจนติน่า เป็นต้น จนประชาชนที่ไม่ได้รับเงินคืน ต้องเอาพันธบัตรไปแปะข้างฝา เอาไว้เตือนใจตนด้วยความเจ็บช้ำ

ใครไม่เชื่อผม ลองไปค้นคว้าดูได้ และเรื่องอย่างนี้ ก็ไม่มีใครสามารถรับประกันว่า จะไม่มีวันเกิดขึ้นในเมืองไทยของเรา?

การที่กู้เงินมาเป็นจำนวนมากอย่างนี้ ผมได้ยินผู้ดำเนินรายการวิทยุหลายแห่ง พูดแสดงความห่วงใยในทำนองเดียวกันว่า รัฐบาลจะหาเงินที่ไหนมาจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ และจ่ายคืนเงินต้น

แต่ผมอยากส่งสัญญาณ เพิ่มเติมอีกว่า ในขณะนี้ มีคำเตือนออกมาแล้ว จากชาติเศรษฐกิจใหญ่อย่างญี่ปุ่น ที่ออกมาบอกว่า หากเศรษฐกิจจะพลิกฟื้น ก็อย่าหวังว่า เมื่อฟื้นแล้ว เศรษฐกิจจะดีเหมือนอย่างที่เคยเป็น

เพราะฉะนั้น ใครที่คาดหวังว่า เศรษฐกิจจะกลับมาสดใส ดีเหมือนยุคทักษิณนั้น คงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งได้รัฐบาลประชาธิปัตย์มาบริหารบ้านเมืองแบบสะเปะสะปะ มีเรื่องคดโกงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์อย่างนี้... ยิ่งมืดมนอนธการ...หนักเข้าไปอีก!

บทส่งท้าย

ท่านผู้อ่าน จะสังเกตกันบ้างหรือไม่ครับว่า รัฐบาลนี้มีวิธีหารายได้ ด้วยการกู้เงินมาใช้จ่าย โดยมีโครงการ 6,000 โครงการเป็นตัวรองรับ ซึ่งประชาชนคนไทยเราทุกคน มีภาระจะต้องเสียภาษีไปชำระทั้งเงินต้น และค่าดอกเบี้ยดอกหอย

แต่การบริหารจัดการของพวกเขานั้น นอกจากไม่ได้ฉายแววแห่งความสำเร็จแล้ว ยังมีการทุจริตคดโกงเงินของหลวง แบบปล้นกลางแดดเห็นๆ น่าเจ็บใจนัก!

โครงการอัปรีย์ ควบการคดโกงไม่เคยมีคำว่า “พอเพียง” ที่นำสู่สาธารณะโดยโทรทัศน์ TPBS นั้น เป็นแค่โครงการแรก แต่ก็ทำให้ผู้คนในประเทศ ได้เห็นการโกงสุดแสบแบบซึ่งๆ หน้า

แค่นี้ ความเชื่อถือในรัฐบาลดักดาน ก็หมดไปแล้ว!

ที่น่ากลัวยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ... ไอ้ 6 พันกว่าโครงการที่หลงเหลืออยู่นั้น มันจะมีอีกสักกี่โครงการ ที่ต้มตุ๋น แหกตา มหาอัปรีย์ เหมือนกับโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ที่หลอกขายตู้น้ำหยอดเหรียญ ควบกับแผงโซลาร์เซล ที่หาประโยชน์ไม่ได้ เพราะแม้แต่ผลิตกระแสไฟจ่ายให้ตู้ก็ยังไม่พอ

และตอนนี้ ที่น่าขันเป็นที่สุด คือ... ชาวบ้านเอาแผงโซลาร์เซล เป็นที่ตากปลาแห้งกันแล้ว!

ผมมีความรู้สึกว่า รัฐบาลโลซกของนายมาร์ค มุกควาย เอาโครงการที่อ้างจะต้องใช้เงินที่กู้มา ด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลขายให้กับประชาชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ถ้าโครงการเหล่านี้ ดันมีสภาพอย่างเดียวกับตู้ผลิตน้ำดื่ม ก็คงเปรียบโครงการเหล่านี้ได้ว่า มันไม่ต่างอะไรจาก “โครงการ...ขยะ!” .......

..... ท่านทั้งหลาย คงเห็นกันแล้วว่า ไอ้พวกที่มันไม่ได้สัมผัสความเป็นผู้บริหารบ้านเมืองมานานๆ นั้น

พวกมัน “หิวโหย”...กันแค่ไหน!?

เชิญคนเสื้อแดงภาคตะวันตก ร่วมงานฟรี ที่หาดปีกเตียน 21 กค.52

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ pet
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
18 กรกฎาคม 2552

งานนี้ ไม่เสียเงินอีกแล้ว ....นปช. แดงทั้งแผ่นดิน

โดย วีระ, ณัฐวุฒิ, จตุพร, อริสมันต์, แรมโบ้, วรชัย, พายัพ..ฯลฯ ในงาน แดงทั้งแผ่นดิน

ตั้งโต๊ะ ..รับฎีกา จาก พี่น้อง เสื้อแดงภาคตะวันตก นครปฐม, ราชบุรี, สมุทรสาคร, สมุทรสงคราม, เพชรบรี, ประจวบฯ, ชุมพร, สุราษฎร์ และ จังหวัดอื่นๆ....

นำส่งฎีกา แกนนำ เดินทางมารับฎีกาด้วยตัวเอง ...จะได้ทะลุ 4 ล้าน เสียที จึงมาบริการถึงที่...

และ อยากเรียนเชิญ พี่น้อง มาเที่ยวพักผ่อนตากอากาศไปในตัว ..แถมด้วยความสนุกสนาน จากแกนนำ แบบส่วนตั๊วส่วนตัว....

อังคารที่ 21 กรกฎาคม 2552 เวลา 10.00 เป็นต้นไป.....

ณ..ห้องประชุม ริมทะเล หาดปึกเตียน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี

ไปไม่ถูก โทร. ถามเส้นทางที่ สนง.หาดปึกเตียน 032-591026-7....

หรือ ติดต่อ แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี 081-8575762.......

งานนี้ ฟรี! ตลอดงานจร้า....รู้แล้วก็บอกต่อๆ กันไปด้วย..