WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, July 19, 2009

กรุงเทพโพลล์ระบุ คนกรุงเทพฯ ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะรับมือไข้หวัด 2009ได้ 63.4%

ที่มา ประชาไท

19 ก.ค. 52 - จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 แล้วลุกลามขยายวงจนส่งผลให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในทวีปเอเชีย และเป็นอันดับ 6 ของโลก สร้างความวิตกกังวลให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตสูงที่สุดในประเทศ ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ (กรุงเทพโพลล์) จึงได้ดำเนินการสำรวจ “ความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ ต่อมาตรการป้องกันโรคไข้หวัด 2009” ขึ้น โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนชาวกรุงเทพมหานคร อายุ 18 ปีขึ้นไป ในทุกสาขาอาชีพ จำนวนทั้งสิ้น 1,018 คน เมื่อวันที่ 16-18 กรกฎาคมที่ผ่านมา สรุปผลได้ดังนี้

1.ความพึงพอใจต่อมาตรการรับมือกับโรคไข้หวัด 2009 ที่ผ่านมาของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่า

พอใจ
ร้อยละ 49.5
ไม่พอใจ
ร้อยละ 50.5

โดยกลุ่มที่ไม่พอใจให้เหตุผลว่า รัฐบาลไม่มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดที่จริงจังชัดเจน จำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน ปิดบังความจริง และข้อมูลข่าวสารไม่ทั่วถึง
2.ความชัดเจนและเพียงพอของการได้รับทราบข้อมูลความรู้เรื่องโรคไข้หวัด 2009

ได้รับทราบข้อมูลความรู้ที่ชัดเจนเพียงพอแล้ว
ร้อยละ 46.9
ยังไม่ได้รับทราบข้อมูลความรู้ที่ชัดเจนเพียงพอ
ร้อยละ 53.1

โดยเรื่องที่ต้องการรู้ให้ชัดเจนมากขึ้น คือ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

ลักษณะอาการและความรุนแรงของโรค
ร้อยละ 15.9
ขั้นตอนการรักษาที่ถูกต้อง
ร้อยละ 14.8
สิ่งที่ต้องปฏิบัติเมื่อสงสัยว่าป่วยเป็นโรค
ร้อยละ 13.6
วิธีป้องกันตนเองไม่ให้ติดเชื้อ
ร้อยละ 12.4
ตัวเลขสถิติผู้ป่วยและเสียชีวิต
ร้อยละ 6.9
อื่นๆ อาทิ ค่าใช้จ่ายในการตรวจรักษา และประสิทธิภาพของวัคซีน ฯลฯ
ร้อยละ 1.2

3. สิ่งที่เป็นห่วงและกังวลมากที่สุดเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ในประเทศไทย คือ

ห่วงความปลอดภัยของชีวิต
ร้อยละ 47.9
ผลกระทบเรื่องการเรียน อาชีพการงาน และการใช้ชีวิตประจำวัน
ร้อยละ 21.4
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว
ร้อยละ 9.6

ผลสำรวจในข้อนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าประชาชนเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิต มากกว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว

คุณภาพและมาตรฐานในการตรวจรักษาโรคของสถานพยาบาลต่างๆ
ร้อยละ 9.2
การฉวยโอกาสทุจริตคอร์รัปชันเงินงบประมาณโครงการรับมือกับโรคไข้หวัด 2009
ร้อยละ 6.1
การปกปิดตัวเลขข้อมูลความจริง
ร้อยละ 4.3
อื่นๆ อาทิ ความปลอดภัยของเด็กๆ ฯลฯ
ร้อยละ 1.5

4. ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถรับมือกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัด 2009 ไม่ให้ลุกลามจนถึงขั้นต้องปิดประเทศ

เชื่อมั่น
ร้อยละ 36.6
ไม่เชื่อมั่น
ร้อยละ 63.4

5. สิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการโดยเร่งด่วนเพื่อรับมือกับโรคไข้หวัด 2009 ในขณะนี้ คือ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

เพิ่มมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดให้จริงจังชัดเจนขึ้น
ร้อยละ 64.9
เร่งจัดหาวัคซีนป้องกันโรคให้เพียงพอ
ร้อยละ 60.1
ให้บริการรักษาฟรีกับผู้ป่วยโรคไข้หวัด 2009 ทุกคน
ร้อยละ 55.3
ประสานการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ไปในทิศทางเดียวกัน
ร้อยละ 37.3
อื่นๆ อาทิ เปิดสายด่วนให้คำปรึกษาเรื่องโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 และไม่ปิดบังข้อเท็จจริง

แปลกแต่จริงTrueแจงไม่เกี่ยวบล๊อคไทยอีนิวส์ แต่หลังโดนรุมสวดตอนนี้เปิดให้เข้าได้ปกติแล้ว

ที่มา Thai E-News


Trueไม่เกี่ยว!?/-หลังจากที่ท่านผู้อ่านของเรารวมพลังร้องเรียนไปยังเน็ตTrueให้ยกเลิกการบล๊อกเวบไทยอีนิวส์และอีก33เวบฝ่ายประชาธิปไตย ท่านผู้อ่านของเราแจ้งมาว่า ทรูได้ชี้แจงมาว่าเคยปิดกั้นไทยอีนิวส์จริงในช่วงสงกรานต์เลือด แต่ตอนนี้ที่มีการredirectไปที่เวบictใบไม้เขียวนั้น ทรูไม่เกี่ยว อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านของเราตั้งข้อสังเกตว่า แม้ทรูอ้างว่าไม่เกี่ยว แต่ก็น่าประหลาดใจที่ว่าภายหลังร้องเรียนไป ตอนนี้ก็เริ่มเข้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติแล้ว


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 กรกฎาคม 2552


ท่านผู้อ่านไทยอีนิวส์จำนวนมากได้กรุณาแจ้งเข้ามาว่า ได้ร้องเรียนไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตTrueเพื่อขอให้ยกเลิกการบล๊อกปิดกั้นเวบไทยอีนิวส์ และอีก33เวบไซต์ฝ่ายประชาธิปไตย โดยเตือนว่าหากไม่ยกเลิกการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายนี้ก็จะยกเลิกการให้บริการ อย่างไรก็ตามฝ่ายTrueแจ้งว่าไม่ได้บล๊อกไทยอีนิวส์แต่อย่างใดในช่วงนี้ เคยบล๊อกเฉพาะช่วงที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเดือนเมษายนที่ผ่านมาเท่านั้น อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านของเราก็อดแสดงความประหลาดใจไมได้ว่า ในเมื่อช่วงนี้Trueไม่ได้ปิดกั้น แล้วทำไมหลังจากได้ร้องเรียนไปในช่วงนี้ จึงเข้าไทยอีนิวส์ได้ปกติ ไม่เจอเวบictใบไม้เขียวอีกแล้ว ดังนั้นไทยอีนิวส์จึงขอวิงวอนให้ผู้อ่านของเราได้เฝ้าระวังเรื่องนี้ต่อไป


ต่อไปนี้เป็นเพียงบางตัวอย่าง ซึ่งท่านผู้อ่านของเราได้กรุณาแจ้งมาให้ไทยอีนิวส์ทราบ ซึ่งมีเนื้อหาคล้ายๆกัน

ต่อไปนี้คือคำชี้แจงจากTrueถึงผม ภายหลังจากที่ผมได้ร้องเรียนไปเมื่อวันศุกร์

เรียน คุณ...


ทรู ฯ ขออภัยที่ทำให้ท่านไม่ได้รับความสะดวกในการใช้บริการตามที่ท่านได้แจ้งปัญหากรณีไม่สามารถเปิดเว็ปไซต์www.thaienews.blogspot.com หรือhttp://thaienews.blogspot.com ได้บริษัทฯ ได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่า บริษัทฯ ได้ทำการบล๊อกเว็ปไซด์ดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 เมษายน ที่ผ่านมาทั้งนี้โดยดำเนินการตามคำสั่งขอ กระทรวงเทคโนโลยีฯ ซึ่งอาศัยอำนาจตาม พรก ฉุกเฉิน แต่เมื่อมีการยกเลิก พรก ฉุกเฉินแล้ว บริษัทฯ ก็ได้ยกเลิกการบล๊อคเว็ปไซด์ดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมาเช่นกัน เรื่องปัญหาในการเปิดดูเวปไซด์ไม่ได้นั้น น่าจะมาจากสาเหตุอื่นไม่น่าจะเป็นปัญหามาจากกรณีดังกล่าว

หากมีข้อเสนอแนะอื่น ๆ สามารถติดต่อศูนย์บริการลูกค้าสัมพันธ์ โทร. 0-2900-9898 ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

ขอแสดงความนับถือ
ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน
กมลรัตน์ ช่วงชัยชนะ
0-2900-9000 กด 5


อย่างไรก็ตามท่านผู้อ่านของเราท่านนี้ได้กรุณาให้ข้อสังเกตว่า แม้ทรูจะชี้แจงว่าไม่ได้ปิดกั้น หรือมีการบล็อกไทยอีนิวส์วิธีใหม่ด้วยการredirectไปที่เวบictใบไม้เขียว แต่ก็น่าแปลกใจว่าหลังการร้องเรียนไปแล้ว ตอนนี้สามารถเข้าไทยอีนิวส์ได้เป็นปกติแล้ว

นอกจากนั้นท่านผู้อ่านของเราอีกท่านก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่ทรูบอกว่า เคยสั่งบล๊อกไทยอีนิวส์ตั้งแต่วันที่4เมษายน2551ก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะเหตุการณ์ทางการเมืองกลุ่มเสื้อแดงเริ่มชุมนุมใหญ่กันในว้นที่8เมษายน และรัฐบาลประกาศฉุกเฉินในวันที่12เมษายน แล้วทรูจะอ้างว่าปิดไทยอีนิวส์ตามพรก.ฉุกเฉินตั้งแต่วันที่4เมษายนได้อย่างไร
อีกท่านแจ้งเข้ามาว่าใช้วิธีการโทรไปร้องเรียน พอตกเย็นก็เข้าใช้งานไทยอีนิวส์ได้เป็นปกติแล้ว

เมื่อเช้าโทร.ไปทรู ก็จัดการประนามให้สาแก่ใจเรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่า เสียเงินค่าเน็ต มิใช่ขอกันใช้ฟรี ๆ ไม่มีสิทธิที่จะมาปิดกั้นการรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่อาจหาอ่านได้ใน สื่อปัจจุบัน ถือว่าทรู ทำละเมิดสิทธิประชาชนขั้นพื้นฐานตามรธน. (แม้จะห่วยแตก) อัดไปเยอะ แต่ก็ขอโทษเด็กที่รับเรื่องไปแล้วว่า เราไม่ได้ว่าเค้า แต่ว่าไอ้และอีตัวที่สั่งให้เกิดการบล็อคขึ้นมา แจ้งเบอร์โทร.ที่ใช้กับไฮสปีดเสร็จ ไม่กลัว เพราะเป็นสมาชิกทั้งทรูแพ็คเก็จโกลด์ และ เน็ต ยกเลิกก็ได้..เฮอะ..

เย็นกลับบ้านมาเช็ค อ้อ..มันเปิดแล้ว..ปิดอีกเมื่อไหร่ เจอแฟกซ์ด่าร่วมด้วยแน่นอน/จากเสื้อแดง


ไทยอีนิวส์กราบขอบพระคุณท่านผู้อ่านของเราที่กรุณาเสียสละเวลาของท่านแสดงพลังในการนี้ อย่างไรก็ตามยังวางใจไม่ได้นัก จึงขอเรียนเชิญร่วมพลังร้องเรียน และเฝ้าระวังต่อไป เพื่อให้Trueยกเลิกการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย และละเมิดสิทธิผู้บริโภค มีพฤติการณ์ปิดกั้นความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเด็ดขาดต่อไป

เมื่อเช้าวันศุกร์ที่ผ่านมานี้(17ก.ค.)ไทยอีนิวส์นำเสนอข่าวว่า เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์มาแล้วที่มีผู้อ่านของเราได้ร้องเรียนเข้ามา และมีการแจ้งข่าวร้องทุกข์ตามเวบบอร์ดต่างๆเช่น ประชาไท พันทิป ฟ้าเดียวกัน เป็นต้นว่า เมื่อคลิ้กเข้าชมเวบบล็อกของไทยอีนิวส์ ตามลิ้งค์www.thaienews.blogspot.com หรือhttp://thaienews.blogspot.comแล้วไม่สามารถเข้าได้ เพราะจะลิ้งค์ไปที่เวบไซต์ของictโดยอัตโนมัติที่ http://58.97.5.29/ict.html

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับกรณีผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตของTRUE เป็นหลัก ถือว่าเป็นวิธีบล๊อคเวบแบบใหม่ของคนที่ใช้ Internet ของ True คือการ redirect หน้า webpage ไปยังอีกหน้านึง ก็คือหน้าของictที่ขึ้นรูปใบไม้เขียว

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับไทยอีนิวส์ แต่รวมถึงอีก33เวบของฝ่ายประชาธิปไตย(ดูรายชื่อท้ายข่าวนี้)

อย่างไรก็ตามสำหรับวิธีแก้ไขในระยะนี้ เราแนะนำท่านผู้อ่านของเราที่ประสบปัญหาดังนี้

1.ท่านควรใช้สิทธิร้องเรียนตามประกาศคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เรื่อง “กระบวนการรับเรื่องร้องเรียนและพิจารณาเรื่อง ร้องเรียนของผู้ใช้บริการ” ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม 2549 โดยท่านสามารถร้องเรียนได้ดังนี้

- ทางโทรศัพท์ (Call Center) (ไม่คิดค่าบริการ)
ผ่านเลขหมาย 0-2900-8088
เวลาทำการ: ทุกวัน เวลา 08.00น.-20.00น. ไม่มีเวลาพัก
- ทางโทรสาร (Fax) (คิดอัตราค่าใช้จ่ายตามอัตราปกติ)
ผ่านเลขหมาย 0-2699-4338
- ทางจดหมายอิเลคทรอนิคส์ (Email) Email Address: voc@truecorp.co.th
- ทางเว็บไซต์ (Website) www.truecorp.co.th
- ทางจดหมาย (Mail) ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเลขที่ 1252 ชั้น10 อาคารธญาณ ถนนพัฒนาการ แขวงสวนหลวงเขตสวนหลวงกทม.10250


หากการร้องเรียนเป็นผล คือTrueยกเลิกการบล๊อก ท่านควรให้โอกาสเขาได้แก้ไข แต่หากท่านร้องเรียนแล้วไม่เกิดผล เราแนะนำให้ใช้วิธีการแก้ไขเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคือยกเลิก และเปลี่ยนไปใช้บริการของผู้ให้บริการรายอื่นที่ไม่บล๊อกไทยอีนิวส์ หรือเวบของฝ่ายประชาธิปไตย

2.หากท่านไม่ได้ดำเนินการตามข้อ1 คือไม่ขอร้องเรียน และหรือไม่ยกเลิกอินเตอร์เน็ตTRUEไปใช้บริการอื่น ก็ยอมทนรำคาญเสียเวลาอีกหน่อย ด้วยการเปิดหน้าwww.google.co.thก่อน จากนั้นคีย์คำว่าthaienewsลงไปในช่องค้นหาและคลิ้ก ก็จะเข้ามาหน้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ

3.หากท่านไม่ร้องเรียน และหรือไม่ยกเลิกอินเตอร์เน็ตTRUEไปใช้บริการอินเตอร์เน็ตอื่น และไม่อยากรำคาญทำตามข้อ2 ก็ขอรบกวนให้ท่านเข้าเยี่ยมชมผ่านทางเวบพร็อกซี่ต่างๆ โดยเข้าไปที่www.proxy.org จากนั้นเลือกเวบพร็อกซี่ที่ท่านต้องการ เช่น www.hidemyass.com เป็นต้น เมื่อเข้าไปในเวบพร็อกซี่เหล่านี้ได้แล้ว ก็นำชื่อurlของไทยอีนิวส์ คือwww.thaienews.blogspot.comหรือhttp://thaienews.blogspot.comไปวางในช่องค้นหา แล้วกดenter เพียงแค่นี้ท่านก็สามารถเข้าเยี่ยมชมไทยอีนิวส์ได้ แต่อาจไม่ได้รับความสะดวกนัก

ในการนี้เราใคร่ขอวิงวอนให้ท่านผู้อ่านของเรากรุณาสละเวลาเพียงเล็กน้อยด้วยการ โทรศัพท์ หรืออีเมล์ไปร้องเรียนกับTrueเพื่อให้พวกเขาทราบถึงปัญหาของท่านผู้อ่าน และกรุณาเตือนเขาว่าหากยังไม่ยกเลิกการบล๊อกไทยอีนิวส์ และเวบฝ่ายประชาธิปไตยอีก33เวบ ก็อาจทำให้Trueต้องสูญเสียลูกค้าที่ทรงคุณค่าอย่างท่าน และท่านอื่นๆที่เป็นผู้อ่านไทยอีนิวส์อีกนับล้านคนได้ เมื่อร้องเรียนไปแล้วผลเป็นประการใดกรุณาแจ้งมาให้เราทราบทางอีเมล์
thaienews@googlegroups.com จะเป็นพระคุณอย่างสูง


ไทยอีนิวส์เป็น1ในจำนวน63เวบไซต์ของฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งถูกรัฐบาลบล็อกเวบ นับตั้งแต่เหตุการณ์ลุกฮือขึ้นประท้วงครั้งใหญ่ของขบวนการคนเสื้อแดงในช่วงสงกรานต์เลือดที่ผ่านมา โดยรัฐบาลอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อบล็อกหรือปิดกั้นเวบ อย่างไรก็ตามแม้เวลาต่อมารัฐบาลได้ยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อสามารถควบคุมสถานการณ์ได้แล้วก็ไม่ยกเลิกการปิดกั้นเวบบล็อกของไทยอีนิวส์แต่อย่างใด และยังได้ปิดกั้นหนักขึ้นในระยะ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ โดยเมื่อผู้อ่านคลิ้กเข้าเยี่ยมชมก็จะลิ้งค์ไปยังเวบไซต์ของictขึ้นรูปใบไม้เขียว โดยไม่ต้องมีพฤติกรรมปิดบังซ่อนเร้นแบบที่เคยทำตั้งแต่หลังสงกานต์เลือดอีกแล้ว แต่ictก็ไม่ได้ระบุสาเหตุว่า ทำไมต้องปิดกั้นเวบบล็อกนี้

แต่ผู้อ่านของเราได้ตั้งข้อสังเกตว่าบางครั้ง บางวัน บางช่วงเวลาก็เข้าไทยอีนิวส์ได้ตามปกติ ไม่ต้องผ่านพร็อกซี่ ขึ้นกับว่า รัฐบาลหรือict และหรือTRUEกำลังอยู่ในอารมณ์ไหนเป็นหลัก

ไทยอีนิวส์เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร19กันยายน2549เพื่อรายงานข่าว และบทความ ตลอดถึงความเคลื่อนไหวของฝ่ายเรียกร้องต้องการประชาธิปไตย เปิดโปงความชั่วช้าของเผด็จการทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนกระแสหลักไม่ได้ทำในสิ่งที่ควรต้องทำ

ไทยอีนิวส์มียอดผู้เข้าอ่านถึงขณะนี้ 10,850,397 คลิ้ก โดยเริ่มนับจำนวนผู้เข้าเยี่ยมชมนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2550 เป็นต้นมา
(อ่านข่าวเกี่ยวเนื่อง:ฝ่าวงล้อมสื่อกระแสหลัก ยอดผู้อ่านไทยอีนิวส์ทะลุ10ล้านคลิ้ก )

รายชื่อเว็บไซต์ทั้ง 33 แห่งที่ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตของTrueเจอปัญหา เมื่อคลิ้กเข้ามาแล้วจะredirectไปที่ictใบไม้เขียว

01. http://www.justin.tv/nationsiam (Blocked)
02 http://www.konthai.org (Blocked)
03. http://www.thaifreenews.com (Blocked)
04. http://www.thairedshirt-democracy.org/cbox/s1.html (Blocked)
05. [url]http://www.democracytoday.tv [/url](OK)
06. http://www.thaipeoplevoice.org (OK)
07. http://freethais.com/update_13apr09.php (OK)
08. http://www.wered.net (Blocked)
09. http://www.redplus.org (N/A)
10. http://thaienews.blogspot.com (Blocked)
11. http://www.prachachonthai.com (Blocked)
12. http://www.cbnpress.com (OK)
13. http://uddtoday.ning.com (Blocked)
14. http://www.thaireduk.com (N/A)
15. http://www.nocoup.net (OK)
16. http://downmerng.blogspot.com (Blocked)
17. http://www.jakrapob.net (Blocked)
18. http://www.truethaksin.com (Blocked)
19. http://www.chupong.com (Blocked)
20. http://www.rednon.com (Blocked)
21. http://www.chupong.org (Blocked)
22. http://www.serichon.com (Blocked)
23. http://www.nationsiam.com (OK)
24. http://www.gmm2008.com/index.php (OK)
25. http://thaksin.wordpress.com (Blocked)
26. http://thaipresslog.blogspot.com (Blocked)
27. http://thaiopinions.blogspot.com (Blocked)
28. http://www.newskythailand.com (Blocked)
29. http://sites.google.com/site/prachathaiclub/Home (Blocked)
30. http://siamfreedom.blogspot.com (Blocked)
31. http://www.priority-radio.com (Blocked)
32. http://www.cbox.ws (Blocked)
33. http://www.sameskyboard.org

ประชาชนต้องตายก่อน / ทางเสือผ่าน

ที่มา สยามรัฐ

ณรงค์ ชื่นชม 17/7/2552



ชีวิตฉันมีแต่หมาพาไป จะเดินหนใดมีหมานำ เพลงของพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

นับจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วไทยมีจำนวน 24 ชีวิต มีการจัดอันดับว่าเราอยู่ในลำดับ 6 ของโลกและนำโด่งสุดในเอเซีย

คุณอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ดูจะไม่ยอมรับ วิธีการ คิดแบบนี้ เพราะจะต้องปรียบเทียบการติดเชื้อกับอัตราส่วนประชากร และเปรียบเทียบอัตราส่วนการเสียชีวิตต่อจำนวนประชากร ซึ่งไทยไม่ติดอันดับทุกกรณี

แต่เมื่อพูดถึงประเทศอื่นเชิงเปรียบเทียบกับไทย คุณอภิสิทธิ์ก็บอกว่า อย่างสหรัฐฯเสียชีวิตไป 200 กว่าคน ตนก็ไม่ได้ว่าหย่อนยานเพราะเป็นเรื่องลำบาก วันนี้บางประเทศทะลุ 100 คนแล้ว

1.ประเทศต้นธารของหวัด 2009 คือ เม็กซิโก มีพื้นที่ติดกับสหรัฐฯ แคนนาดา ประเทศกว้างขวางและประชากรจำนวนมาก ทั้งสังคมของเขามีการเดินทาง-ติดต่อถ่ายเทระหว่างคนถี่ยิบ จะนำเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันด้วยหรือไม่ (จะนับศพทั้งสหรัฐฯและแคนาดาก็มากกว่าไทย และคิดแบบคุณอภิสิทธิ์ทั้งสองประเทศก็มากกว่าอีกนั่นแหละ)

2.ประเทศไทยมีพื้นที่ห่างไกลมาก มาทีหลังแต่ดังกว่า เนื่องเพราะ ตายในอัตราส่วนเร่ง ยิ่งนำเรื่องเวลามาพิจารณาด้วย จะเห็นได้ว่าของเราพุ่งจี๊ดทันที

3.วันข้างหน้าถ้าวิธีการคิดแบบที่คุณอภิสิทธิ์ (ที่หามุมเพื่อหลบเลี่ยงแล้ว) เกิดไทยเรานำโด่งติดอันดับอีก ท่านจะหามุมใหม่ มุขใหม่ว่าอย่างไร-กันหนอ

4.ขอร้องว่า เมื่อถึงจุดนั้น อย่ามาพูดว่า จะต้องดูที่คุณค่าด้านทรัพยากรมนุษย์ด้วย เพราะคนไทย 5 คน อาจจะมีค่าเท่าคนสหรัฐฯ 1 คน (เพราะการศึกษาสูงกว่า รวยกว่า อะไรประเภทนี้) เพราะฉะนั้น สหรัฐฯตาย 200 คน จะเปรียบเทียบได้ด้วยคนไทยจะต้องตายในสัดส่วนที่เท่ากัน คือการเอา 5 คูณ ถึงจะเป็นวิธีคิดเปรียบเทียบที่ถูกต้องหรือกระไรหนุ่มมาร์ค

5. ตั้งแต่เกิดหวัด 2009 มา การออกนโยบาย สร้างมาตรการและการปฏิบัติ เป็นอย่างไร ยิ่งการสื่อสารกับประชาชนแล้ว ผมไม่อยากจะบอกว่า ไร้ปัญญาและปกปิด

6.พอระบาดเข้าไทย ก็บอกว่าโรคนี้เหมือนกับหวัดใหญ่ธรรมดาตามฤดูกาล อัตราการตายน้อยกว่าเสียด้วยซ้ำ เป็นเองก็หายเอง คุณอภิสิทธิ์และคุณวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่การกระทรวงสาธารณะสุข ทำเป็นตัวอย่างหน่อยได้หรือไม่ นำเชื้อมาใส่ตัวแล้วนอนอยู่บ้านรักษาร่างกายให้อบอุ่น ดื่มน้ำให้มากๆ พักผ่อนไปสัก 7 วัน 10 วัน แล้วดูว่าจะหายหรือไม่ เพราะการที่รัฐบาลออกมาแพร่กระจายข้อมูลแบบนี้ทำให้คนไทยประมาณ คิดว่าเป็นโรคที่ไม่รุนแรง (คุณทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งเกิดหวัดนก บอกกินไข่ได้ เขายังออกมากินโชว์เลย)

7.พอมีคนตายเกิดขึ้นก็โบ้ยไปว่า เพราะเป็นกลุ่มเสี่ยงเป็นโรคประจำตัวอยู่แล้วถึงตาย ดีที่ยังไม่แถลงถึงพวกเล็บขบ-ส้นเท้าแตกให้ระวังด้วย แล้วเป็นไงก็ตายได้ทั้งนั้น ทั้งคนผอม คนอ้วน เด็กและผู้สูงอายุ

8.ในเอเซีย อาทิ จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย คนก็มาก ประเทศก็ใหญ่โต ทำไมรัฐบาลเขาดูแลประชาชนได้ดีกว่าเราล่ะ

9.เราประกาศว่าโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่น ดูเหมือนจะยอมแพ้ และแพ้จริงๆเสียด้วยซิ เพราะนายกรัฐมนตรีของเราบอกว่า วันนี้ไข้หวัดมันระบาด คนเป็นก็ไปรับการรักษา คนเป็นไม่มากก็อยู่บ้าน หลักมีอยู่เท่านี้ ถ้ามีอาการไข้สูงต้องไปพบแพทย์

10.ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาลมีมาตรการใดที่ทำให้ไทยหลุดจากการเป็นแชมป์การระบาดในขณะนี้ นายกรัฐมนตรีตอบสวนว่า เราไม่ได้เป็นแชมป์ ขณะนี้ท็อปเท็นยังไม่ติดเลยครับ ผมเลยต่อให้ว่า ฉะนั้น จึงไม่ต้องมีมาตรการใช่หรือไม่ เลยไม่ตอบผู้สื่อข่าว ที่ผู้สื่อข่าวถามนั้นนะเขาถามในฐานะนายกรัฐมนตรี ไม่ได้ถามนักการ เมืองหรือนักโต้วาที

11.แล้วถ้าคิดแบบคุณอภิสิทธิ์เราอยู่อันดับที่เท่าไหร่ของโลกแจงมาซิ หรือว่าลำดับที่ 11 ครับ แล้วในเอเซียเป็นแชมป์หรือเปล่า

12.ถาม ชีวิตมนุษย์กับเศรษฐกิจ คุณอภิสิทธิ์จะเลือกอะไร สำคัญกว่ากัน ต้องตอบคำถามนี้ให้ได้ก่อนแล้วเราก็จะรู้ว่า รัฐบาลนี้ทำไมถึงดำเนินการอย่างที่เป็นมา

13.บอกว่า จะต้องสร้างดุลยภาพระหว่างชีวิตกับเศรษฐกิจ มันเลื่อนลอย และกว่าจะเกิดดุลยภาพจริงหรือมีมือที่มองไม่เห็นมาจัดดุลยภาพ ไม่ตายเป็นเบือก่อนหรืออย่างไร

อีกมุมหนึ่งก็หมายถึง เมื่อมีปัญหาแล้วถึงตามแก้ ตามสมมุติฐานของโลก ปวดหัวเอายาแก้ปวดไป ตัวร้อนเอายาแก้ไขไป รัฐบาลก็กำลังแก้หวัด 2009 แบบนี้เหมือนกัน เช่น คิดว่าที่แพร่เชื้อจากโรงเรียนกวดวิชา ก็ปิดโรงเรียนกวดวิชา เป็นต้น คิดอะไรล่วงหน้าไม่เป็นหรือไร

ประการต่อมา หลัวว่าจะกระทบเศรษฐกิจจึงไม่กล้าออกมาตรการเฉียบขาด เพราะจะกระทบต่อผลงานทางเศรษฐกิจ เลยกลืนไม่เข้า คายไม่ออก

14.แล้วที่รัฐบาลกำลังทำอยู่นี้ คือจุดดุลยภาพหรือ? ก็บอกได้ว่า เขาเรียกว่า จุดล้มเหลวไม่ไช่เรียกว่าจุดดุลยภาพ

15.การกำหนดให้มีการแถลงข่าวผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเป็นรายสัปดาห์นั้น เข้าข่ายปกปิดข้อมูลหรือไม่ ยุคข้อมูลข่าวสาร ประชาธิปไตยของโลกาภิวัตน์ ประชาชนคนไทยมีสิทธิความเป็นพลเมือง สิทธิความเป็นมนุษย์แค่สัปดาห์ละครั้งเท่านั้นหรือ (ถ้าเป็นสื่อกระดาษถือว่าเป็น รายสัปดาห์ ผมขอเสนอว่าน่าจะเป็น รายปี นะครับ ข้อมูลจะแน่นดี ถูกต้อง แม่นยำ ไม่ผิดและเป็นทางการที่เชื่อถือได้ สมบูรณ์ดีครับ)

16. แล้วรัฐบาลก็สั่งห้ามออกหนังสือพิมพ์รายวัน สื่ออินเตอร์เนต วิทยุและโทรทัศน์ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาล เพราะจะเป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งชาติ (ตามพรบ.) ทำให้ประชาชนตกกะใจ-หมดเลย

17. มีแต่จะต้องพูดความจริงแล้วประชาชนจะไม่ตื่นตระหนก ข่อมูลต้องทันเวลา เสริมด้วยความรู้ รวมพลังคนในชาติเป็นหนึ่งเดียว เพื่อสู้กับ ไวรัส อย่างมีปัญญา มีวิสัยทัศน์ และมีสติ (อย่าเพียงแต่พูดแก้ตัว เพราะคิดว่า ชาตินี้จะต้องไม่เคยทำความผิดหรือเคยล้มเหลว ต้องเอาดีใส่ตัวชั่วไปให้คนอื่น เรื่องหวัด 2009 ทำให้มันผิดแผลกแตกต่างไปกับความเป็นเลือดพรรคประชาธิปัตย์ก็ได้นะครับ)

18.คำเสียดสีที่ว่า พรรคประชาธิปัตย์บริหารไม่เป็นหรือบริหารแต่ปาก ดีแต่ปาก ได้กลับมาอยู่ในห้วงคิดคำนึงอีกคราหนึ่งแล้ว หรือจะเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่ง

19.รัฐบาลจะแสดงสปิริตและรับผิดชอบก็ต่อเมื่อ... อาทิ มีผู้เสียชีวิตถึง 111 ชีวิต หรือ จะใช้เกณฑ์อะไร ไม่ใช่ว่าอยู่มันไปเรื่อยๆแล้วคนก็ตายไปเรื่อยๆ รัฐบาลก็แก้ตัวไปเรื่อยๆ อยู่มันไปวัน-วัน

20.ทำไมโรคซาร์ โรคหวัดนก รัฐบาลในอดีตถึง เอาอยู่ จนได้รับความชมเชย ยกย่อง จากนานาชาติ เหมือนกับเป็น โมเดลตัวอย่าง ฉะนั้น ฟัง-ฟังข้อเสนอของอดีตที่เคยทำงานมาก็ได้นะครับ อย่างคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไม่เสียเหลี่ยมหรอก (ต้องฝังความขัดแย้งในอดีต ที่เคยทำงานอยู่ร่วมกันในสำนักโฆษกรัฐบาลเสีย)

21.มีการแบ่งหรือจัดสรรวัคซีน จำนวน 2 ล้านโดส ฉีดให้กับบุคคล 3 กลุ่ม คือ บุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ในสถานพยาบาล 2.กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 7 โรค และ3.ผู้บริหารระดับสูงของประเทศ แล้วชาวบ้านตาดำๆจะทำอย่างไรกันล่ะทีนี้

22.เห็นพรรคประชาธิปัตย์บอกว่า ประชาชนต้องมาก่อน ก็น่าจะฉีดให้กับประชาชนก่อนที่จะฉีดให้กับผู้บริหารระดับสูงทั้งรัฐมนตรีในรัฐบาล พลพรรคประชาธิปัตย์ หรือคุณวิทยา อาจจะบอกว่า ผมเสียสละ รับผิดชอบ โดยไม่ฉีดวัคชีนก็ได้นะครับไม่ผิดกติกาใด-ใด

23.อย่างไรเสีย ประชาชนก็ตายก่อนแล้วถึง 24 ชีวิต เป็นชีวิตมนุษย์คนไทย ด้วยการบริหารบ้านเมืองของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ

24.ผลลัพธ์ คือ เกณฑ์ ที่ประเทศไหนๆเขาก็มีไว้สำหรับการประเมินกันทั้งนั้น หาใช่ วาจา

25.สวัสดี หาใช่ หวัดดี (ฮา-อภิสิทธิ์,วิทยา)

รัฐบาล"อ่วม" หวัด09-ศึกใน

ที่มา ข่าวสด



แม้ว่าการเดินทางไปบุรีรัมย์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะผ่านไปอย่างเรียบร้อย

แต่ก็ทราบกันว่า เบื้องหลังความเรียบร้อย คือการระดมกำลังเจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย และมวลชนในเครือข่าย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดภาพการชุมนุมชูป้ายประท้วงของกลุ่มเสื้อแดง

หากเป็นการเดินทางตามปกติ ก็คงไม่ราบรื่นแน่นอน

และยังมีข่าวออกมาว่า นายอภิสิทธิ์ มีแผนการจะไปตรวจราชการที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอื่นๆ ในภาคอีสาน

แต่แผนการเดินทางดังกล่าวอาจจะต้องมีการทบทวนใหม่อีกครั้ง

หลังจากที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อพบกับนักธุรกิจในภาคเหนือ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม แล้วโดนม็อบเสื้อแดงชุมนุมประท้วงและพยายามติดตามหาตัว

ถึงขั้นปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

และก่อนหน้านั้น กลุ่มเสื้อแดงเชียงใหม่ได้ประกาศว่า จะไม่ให้นายกรัฐมนตรี มาเยี่ยมแพนด้าน้อยเป็นอันขนาด

ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ปรับการเคลื่อนไหว หันมาปักหลักเน้นพื้นที่ภาคอีสาน โดยโฟนอินมาออกในรายการวิทยุที่จังหวัดอุดรธานี

กรณีดังกล่าว ตอกย้ำว่า อุณหภูมิความขัดแย้งระหว่างฝ่ายสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ และขั้วอำนาจปัจจุบัน ยังร้อนแรง

และไม่มีวี่แววว่าจะเลิกราไปง่ายๆ



ผลจากการเลือกตั้งซ่อม 2 จังหวัดภาคอีสาน ที่พรรคเพื่อไทยกวาดชัยชนะไปทั้ง 2 จังหวัด ทำให้พรรครัฐบาลเห็นพ้องกันว่า ทักษิณยังแรงอยู่

ไม่มีหนทางอื่น นอกจากกอดคอกัน ฉุดลากรัฐบาลให้อยู่ต่อไปให้นานที่สุด ใช้ความได้เปรียบในฐานะเป็นฝ่ายบริหารมาสร้างความเข้มแข็งให้ขั้วตัวเอง

และหาหนทางทำให้อีกฝ่ายอ่อนกำลังลงไป รวมถึงการไล่ล่าปิดล้อมพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ร่อนเร่ไปตามประเทศต่างๆ

การมองอีกฝ่ายเป็น "ศัตรู" ที่ต้องตามล่าหาตัว ทำให้ "ภารกิจ"สำคัญที่รัฐบาลจะต้องเป็นผู้นำ คือการประสานรอยร้าวระหว่างคนที่คิดต่างกัน ถูกละเลยไป

แม้จะมีเงื่อนไขให้เกิดการสมานฉันท์ อย่างเช่น การดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯ ที่เข้ายึดสนามบิน ที่ตำรวจสามารถสรุปเรื่องและตั้งข้อหาได้

แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ ก็แสดงความไม่พอใจ จัดชุมนุมมวลชนของตนเองและประกาศไม่ยอมรับข้อหา

โดยมีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์หลายคน แสดงความเห็นสนับสนุนพันธมิตรฯ

เมื่อเป็นเช่นนี้ ความพยายามที่จะนำเอาปัญหาต่างๆ มาสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน อาจจะล้มเหลว

ผลที่ตามมาแน่นอนคือ ข้อหา 2 มาตรฐาน และรอยร้าวที่ยิ่งขยายกว้างออกไปอีก

ความขัดแย้งที่ไม่มีการแก้ไขเยียวยานี้ ส่งผลสะเทือนลึกซึ้งยาวไกล

ทั้งต่อความสงบสุข ความปลอดภัยของประชาชน และต่อการทำงานของรัฐบาล

การประชุมระหว่างประเทศที่สำคัญๆ ต้องเลือกใช้พื้นที่ซึ่งรัฐบาลควบคุมได้

เกิดสภาพพื้นที่อันตราย ที่รัฐบาลเข้าไม่ถึง เข้าไม่ได้



ความขัดแย้งสำคัญ ไม่ได้มีเฉพาะความขัดแย้งระหว่างขั้วอำนาจปัจจุบันและขั้วอำนาจเก่าเท่านั้น

แต่ในขั้วอำนาจปัจจุบันก็มีปัญหาความขัดแย้งภายในที่สลับซับซ้อน

การจัดสรรอำนาจและผลประโยชน์ไม่ลงตัว นำไปสู่การทำลายล้างกันเอง

ทั้งด้วยการใช้แง่มุมกฎหมายและรัฐธรรมนูญฟาดฟัน ส่งเรื่องให้องค์กรที่มีอำนาจดำเนินการ ไปจนถึงการ "กวาดล้าง" กลายเป็นคดีซึ่งรัฐบาลเองก็เข้าไม่ถึง

ขณะที่การบริหารงานรายวันของรัฐบาลก็ยังมีปัญหา และยังรับเละอยู่กับการระบาดครั้งใหญ่ของไข้หวัด 2009

ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือกกต. ตัดสินให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ 13 คน พ้นสภาพเพราะขาดคุณสมบัติ เนื่องจากถือหุ้นที่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ

ในจำนวน 13 คน ยังรวมถึงนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้จัดการรัฐบาลชุดปัจจุบันรวมอยู่ด้วย

หลังจากกกต.มีคำวินิจฉัย ได้ลาออกจากส.ส. โดยไม่รอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และประกาศยืนยันไม่ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ

และในวันที่ 23 กรกฎาคมนี้ กกต.จะพิจารณาการถือหุ้นของส.ส.ที่ยังค้างการพิจารณาของคณะกรรมการไต่สวนของกกต. อีกระลอก จำนวน 44 คน

แต่ถ้าเอาหลักเกณฑ์ที่กกต.สั่งฟัน 13 ส.ส.ประชาธิปัตย์ จะมีส.ส.เข้าข่ายโดนเชือดอีก 13 คน

แม้น้ำเสียงของนายสุเทพและแกนนำรัฐบาล จะวางฟอร์ม "นิ่ง" ต่อการวินิจฉัยของกกต. แต่เรื่องที่เกิดขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลแน่นอน

อย่างน้อยๆ ก็จะกลายเป็นประเด็นหรือเป็นเป้าให้วิพากษ์วิจารณ์โจมตี

และหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตามที่กกต.วินิจฉัยไปแล้ว ก็จะตามมาด้วยการเลือกตั้งซ่อม ซึ่งมีหลายพื้นที่ อาจกลายเป็นเวทีประลองกำลังระหว่างพรรคได้อีก

แม้จะเป็นเรื่องธรรมดาในระบอบประชาธิปไตยที่ต้องมีการแข่งขันเลือกตั้ง ตามเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ

แต่ในสังคมของประเทศไทยที่ขัดแย้งแตกแยกกันอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันมากยิ่งขึ้น

แม้พรรคร่วมรัฐบาลประกาศจะกอดคอกันจนกว่าสถานการณ์จะสุกงอมไปไม่ไหวจริงๆ

แต่สัญญาณ "ขับไล่" รัฐบาลด้วยปรากฏการณ์ต่างๆ เพิ่มความเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ

เดี๋ยวหมดกัน

ที่มา ไทยรัฐ

รัฐบาลตัดสินใจต่ออายุบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯใน 3 จังหวัดภาคใต้ต่อไปอีก 3 เดือน ตามข้อเสนอของฝ่ายความมั่นคง

ถือเป็นการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ครั้งที่ 15 หลังจากวิกฤติไฟใต้ลุกลาม

สวนทางกับเสียงเรียกร้องของนักวิชาการและผู้นำท้องถิ่น ที่ต้องการให้ รัฐบาลเลิกต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และให้ถอนกำลังทหารออกไป

ปัญหาอยู่ที่ถ้าเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุก-เฉินฯ และถอนกำลังทหารออกจาก 3 จังหวัดภาคใต้ จะทำให้สถานการณ์ดี ขึ้น? หรือยิ่งแย่ลง?

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่าถ้ายกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จะทำให้ขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดนเคลื่อนไหวได้สะดวกโยธิน

และถ้าถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ ก็จะทำให้แผนแยกดินแดน 3 จังหวัดภาคใต้เป็นรัฐปัตตานี มีโอกาสสำเร็จสูงกว่าเดิม

สรุปว่า ถ้าไม่ต้องการให้ประเทศ ไทยเสียดินแดน การต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และการตรึงกำลังทหารไว้ในพื้นที่ยังเป็น เรื่องจำเป็น

เช่นเดียวกับวิกฤติปราสาทพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งมีปัญหาขัดแย้งเรื่องเขตแดน

ในเมื่อกัมพูชาส่งกำลังทหารเข้ามาล่วงลํ้าเขตพื้นที่ทับซ้อนของไทย แถม ยังแสดงท่าทีชัดเจนจะ "เคลม" พื้นที่รอบ ปราสาทพระวิหารซึ่งอยู่ในเขตไทยเข้าไปเป็นของตัวเอง

ถ้าไทยไม่อยากเสียดินแดนพื้นที่ ทับซ้อน 2,500 ตร.กม. ไทยก็จำเป็นต้องส่งกำลังทหารขึ้นไปยันไว้ก่อนจนกว่าความ ขัดแย้งจะคลี่คลาย

เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยไม่ให้ ใครรุกลํ้ามาครอบครอง

สรุปว่า เสียอะไรเสียได้ แต่เสียดินแดนตารางนิ้วก็ไม่ยอม

แต่ใครจะรู้บ้างว่าขณะนี้ประเทศ ไทยกำลังเสียดินแดนให้กับประเทศเพื่อน บ้านไปแล้วบานตะเกียง

แถมเป็นการเสียดินแดนฟรีๆ โดยเราไม่มีสิทธิป้องกัน

ต้นเหตุที่ประเทศไทยต้องเสียดินแดน ก็เพราะโดนภัยธรรมชาติโจมตี

แม่นํ้าโขง ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดน ไทยลาว เกิดเปลี่ยนเส้นทางแว้งเข้ามา กินแดนไทย

ผลคือ ตลิ่งด้านฝั่งไทยถูกสายนํ้าโขงกัดเซาะเป็นระยะทางยาว 300 กม.

ไทยต้องเสียดินแดนไม่ตํ่ากว่า สี่แสนตารางเมตร หรือ 280 ไร่ต่อปี!!

และมีแนวโน้มว่าจะโดนทะลวงกลวงโบ๋หนักขึ้นตลอดเวลา

แต่ที่ปวดกระดองใจคือ ผลจากแม่นํ้าโขงเปลี่ยนทางทำให้แผ่นดินไปงอก เพิ่มทางฝั่งลาว

ไทยขาดทุน แต่ลาวได้กำไร

ประเทศลาวใช้ประโยชน์จากแผ่นดิน ที่งอกเพิ่มไปให้ต่างชาติลงทุนสร้างโรงแรม พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวอย่างสบายแฮ

เช่นเดียวกับ "แม่นํ้าเมย" ที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนพม่า-ไทย ก็เกิดเปลี่ยนเส้นทางแว้งเข้ามาสะง่อมฝั่งไทย

เฉพาะอำเภอแม่สอด จังหวัดตากจุดเดียวก็เสียดินแดนไปแล้วมากมาย

ส่วนฝ่ายพม่าได้กำไรแผ่นดินงอกเพิ่มมาอีกฟรีๆ

แถมผลจากแม่นํ้าเมยเปลี่ยนทางยังทำให้แผ่นดินงอกเป็นเกาะใหญ่ บางเกาะมีพื้นที่ถึง 400 ไร่ เหมาะที่จะลงทุนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างดี

แต่มันมีมารคอหอย เพราะพม่าอ้าง กรรมสิทธิ์ครอบครองฝ่ายเดียว

อ้างว่าเกาะ 3 เกาะที่งอกขึ้นมาใหม่ อยู่ใกล้ฝั่งพม่ามากกว่าฝั่งไทย

โอ้อุแม่เจ้า ทำไมไทยถึงต้องเสีย เปรียบเพื่อนบ้านตะพึดตะพือ

ปัญหาคือ เราจะป้องกันการสูญเสียดินแดนอย่างไรไม่ให้นํ้าเซาะตลิ่งพัง??

วิธีป้องกันที่ดีที่สุดคือ ต้องลงทุน สร้างเขื่อนป้องกันเส้นเขตแดน

เฉพาะแนวแม่นํ้าโขงแห่งเดียวก็ยาว ถึง 300 กม.

เออ...ขอเจียดงบไทยเข้มแข็งมาเสริมความแข็งซักสามพันล้านได้มั้ยโยม??

"แม่ลูกจันทร์"

"ทักษิณ" ไม่ได้ ไทยไม่สงบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_20380

ผ่ากระบวนการ "สมานฉันท์" จากนับหนึ่งถึงขั้นสุดท้าย

รับกลับมาอยู่ในมือแล้ว หลังจากให้การบ้านไปทำนาน 45 วัน

ล่าสุด นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ได้ส่งรายงานข้อสรุปผลการศึกษาของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯให้แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

เพื่อนำไปพิจารณาดำเนินการไปสู่กระบวนการที่คาดหวังว่าจะทำให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ขึ้นในประเทศ

โดยงานนี้ นายดิเรกได้เน้นย้ำว่า คณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ทำงานโดยยึดหลักที่ว่า ความเป็นธรรมไม่มี ความสามัคคีในชาติเกิดขึ้นไม่ได้

จึงพยายามที่จะทำให้ความขัดแย้งในบ้านเมืองลดน้อยลง โดยมีข้อเสนอ 2 แนวทาง คือ ระยะสั้นและระยะยาว

ในระยะสั้นได้เสนอแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น ส่วนระยะยาวเห็นควรให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ ส.ส.ร.3 ขึ้นมา เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ

โดยอยากให้รัฐบาลและรัฐสภา ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรม

ในขณะที่นายกฯอภิสิทธิ์ ระบุถึงการนำผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯไปสู่ภาคปฏิบัติว่า

ได้ปรึกษากับนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ว่าจะนำผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ที่จะเปิดสมัยประชุมตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้

โดยจะทำคู่ขนานไปกับฝ่ายบริหารที่จะนำผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯเข้าไปหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

แต่ยอมรับว่า เรื่องนี้ยังมีความเห็นที่แตกต่าง แม้เพียง 1-2 ประเด็นก็สามารถนำไปสู่ความขัดแย้งได้

การทำงานของฝ่ายบริหารและรัฐสภาจะต้องคำนึงถึงความ ละเอียดอ่อนและทำให้ดีที่สุด เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมต่อไป

ยืนยันว่ารัฐบาลมีเจตนาแน่วแน่ที่จะให้การเมืองเข้าสู่ ระบบ เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย และเป็นการปฏิรูปการเมืองภายใต้การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข

ออกอาการ แบ่งรับแบ่งสู้

ไม่ฟันธงว่าจะสามารถดำเนินการให้เป็นไปตามผลสรุปของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯได้ทุกเรื่องทุกประเด็นหรือไม่

เพราะในส่วนผสมของสังคมที่หลากหลาย มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย กับแนวทางของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ

สำหรับการบ้านของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ที่ต้องหาแนวทางเพื่อคลี่คลายปัญหาวิกฤติทางการเมือง และสร้างความปรองดองของคนในชาติ

เป็นผลมาจากการที่สังคมเกิดความขัดแย้งแตกแยกอย่างรุนแรง เกิดปัญหาเสื้อเหลือง เสื้อแดง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย พวกมึง พวกกู

ฝ่ายหนึ่งต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในขณะที่อีกฝ่ายศรัทธาชื่นชอบ

เกิดเหตุเผชิญหน้า ปะทะห้ำหั่นกันหลายครั้งหลายหน

จนกระทั่งมาถึงเหตุการณ์ม็อบเสื้อแดงบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่พัทยา และก่อเหตุจลาจลกลางกรุงเทพฯในช่วงเทศกาลสงกรานต์

รัฐบาลต้องประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน ใช้กำลังทหารเข้าควบคุมสถานการณ์ ยุติการจลาจล สลายการชุมนุมของม็อบเสื้อแดง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา และภาคส่วนต่างๆในสังคม มองเห็นตรงกันว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ความแตกแยกดำเนินต่อไป บ้านเมืองจะเกิดกลียุค แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย

ควรที่จะหาคนกลางมาร่วมปรึกษาหาทางออก เพื่อคลี่คลายวิกฤติการเมืองของประเทศ

ด้วยเหตุนี้ในห้วงที่รัฐบาลขอเปิดประชุมรัฐสภาชี้แจง เหตุการณ์จลาจลช่วงสงกรานต์ และรับฟังข้อเสนอแนะ จาก ส.ส.และ ส.ว.

นายกฯอภิสิทธิ์ได้ประกาศกลางที่ประชุมถึงแนวทางในการคลี่คลายวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง

โดยให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมตัวแทนวิป 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และวุฒิสภา

พิจารณาประเด็นในการแก้ไข รัฐธรรมนูญ ทั้งเรื่องความไม่เป็นธรรมและความไม่เป็นประชาธิปไตย ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
จนนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการ สมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐ-ธรรมนูญ

ที่มีกรรมการมาจากทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน วุฒิสภา และตัวแทนจากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมพิจารณาหาทางคลี่คลาย ความขัดแย้งทางการเมือง

หาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญ นิรโทษกรรมนักการเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกฎหมาย สร้างความปรองดองสมานฉันท์
ยุติปัญหาวิกฤติความแตกแยกในประเทศ

มาถึงวันนี้ การบ้านที่นายกฯอภิสิทธิ์ตั้งโจทย์ให้คณะกรรมการสมานฉันท์ฯไปทำนั้น เสร็จเรียบร้อยแล้ว

โดยเฉพาะในประเด็นของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะ

กรรมการสมานฉันท์ฯมีข้อสรุปออกมาชัดเจนว่า

ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญใน 6 ประเด็น คือ

1. มาตรา 237 ยกเลิกการยุบพรรคและการเพิกถอนสิทธิ หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรค โดยให้เพิกถอนสิทธิเฉพาะตัวผู้สมัคร ส.ส. ที่กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

2. มาตรา 93-98 ที่มาของ ส.ส. ให้กลับไปใช้ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 คือใช้ระบบแบ่งเขต เขตละคน และระบบบัญชีรายชื่อ

3. มาตรา 111-121 ที่มาของ ส.ว. ให้ใช้ตามรัฐ-ธรรมนูญปี 2540 คือให้มาจากการเลือกตั้ง

4. มาตรา 190 การทำหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ให้กำหนดประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา

5. มาตรา 265 ให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ อาทิ เป็นเลขานุการหรือที่ปรึกษารัฐมนตรีได้

6. มาตรา 266 การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชนของ ส.ส.และ ส.ว. ให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาของประชาชนผ่านส่วนราชการได้

ส่วนในระยะยาวให้มีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ เข้ามาแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต่อไป

แน่นอน คณะกรรมการสมานฉันท์ฯมีความมุ่งหวังว่าแนวทางเหล่านี้จะทำให้เกิดความปรองดอง ยุติปัญหา ความขัดแย้งในบ้านเมือง

และการดำเนินการในช่วงต่อไปก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลและรัฐสภา ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แต่การจะเดินไปสู่จุดที่เป็นความมุ่งหวังในการทำให้ บ้านเมืองเกิดความสมานฉันท์ จะสำเร็จลุล่วงหรือไม่ จะทำให้คนไทยหันกลับมาปรองดองกันได้หรือเปล่า

ยังมีปัจจัยอื่นเป็นตัวแปรสำคัญ ซึ่งมีทั้งปัจจัย ภายใน และปัจจัยภายนอก

ปัจจัยภายใน ได้แก่ ฝ่ายรัฐบาลที่ประกอบด้วยพรรคแกนนำและพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา

ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ กลุ่มพลังมวลชน ทั้งเสื้อเหลืองและเสื้อแดง รวมไปถึงบุคคลที่เป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งนั่นก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ

ความปรองดอง ความสมานฉันท์ จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายทุกภาคส่วนเห็นพ้องในประเด็นใหญ่ๆร่วมกัน

ที่สำคัญ คงไม่มีฝ่ายไหนได้ตามที่ตัวเองต้องการทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์

แต่ถ้าทุกฝ่ายยึดกติกาในระบอบประชาธิปไตย ยึดเสียงส่วนใหญ่เป็นเกณฑ์ ก็จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้

อย่างไรก็ตาม แค่เริ่มต้นที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯชงประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญออกมา ก็เริ่มมีเสียงค้านกระหึ่มขึ้นมา

ไล่ตั้งแต่กลุ่ม 40 ส.ว.ออกมา ประกาศคัดค้านการแก้ไขรัฐ-ธรรมนูญทั้ง 6 ประเด็น โดยชี้ ว่าเป็นการทำเพื่อผลประโยชน์ ของนักการเมืองเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้นำไปสู่ความสมานฉันท์

แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งครั้งใหม่ อาทิ มาตรา 237 ยกเลิกโทษยุบพรรคและตัดสิทธิหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรค ถือเป็นการนิรโทษ-กรรมซ่อนรูป

แถมยังสอดไส้ออกกฎหมายปรองดองที่มีเนื้อหายกเลิกความผิดของนักการเมือง

ในขณะที่ ส.ว.ฝ่ายที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ออกมาแย้งว่า เป็นการแก้ไขสิ่งที่ไม่เป็นธรรมให้เกิดความเป็นธรรม เพราะต้องยอมรับว่า กติกาบางอย่างทำให้

นักการเมืองรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นต้นตอของความขัดแย้งทั้งหลาย

นอกจากนี้ในฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเอง ทางพรรคแกนนำอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขระบบเขตเลือกตั้งจากแบ่งเขตเรียงเบอร์ มาเป็นเขตเดียวเบอร์เดียว

รวมไปถึงการยกเลิกโทษตัดสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค และการออกกฎหมายนิรโทษกรรมนักการ เมืองบ้านเลขที่ 111 และ 109 ในขณะที่แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆที่มีชนักติดหลัง ต้องการให้แก้ไข

ปมขัดแย้งเหล่านี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องเจรจาต่อรองกัน เพื่อหาจุดลงตัว

ซึ่งทีมของเราเชื่อว่า ด้วยความจำเป็นที่ต้องกอดคอร่วมรัฐบาลกันต่อไป จะสามารถทำให้เจรจาต่อรองกันได้

แต่สำหรับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสมประโยชน์ ของ "ทักษิณ" ที่เป็นหัวหน้าใหญ่ของพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดง

โดยเฉพาะเป้าหมายที่ต้องการได้รับการนิรโทษ-กรรม กลับประเทศไทยโดยไม่ต้องรับโทษอาญา และขอขุมทรัพย์คืน

ถ้ายังไม่ได้อย่างที่ต้องการ ความสมานฉันท์และความสงบ ก็ไม่เกิด.

"ทีมการเมือง"

โครงการชุมชนพอเพียงส่อทุจริตหลายพื้นที่

ที่มา ประชาไท

“โครงการชุมชนพอเพียง” อาจจะไม่ “พอเพียง” เสียแล้ว เพราะมีการส่อแววทุจริตหลายพื้นที่ ส.ส. เพื่อไทย เตรียมร้อง ป.ป.ช.-ดีเอสไอตรวจสอบอ้างพบส่อทุจริตถึง 24 ชุมชน “กอร์ปศักดิ์” ยอมรับมีผู้ร้องเรียน ตั้งทีมพิเศษล่าทุจริตชุมชนพอเพียง

โครงการชุมชนพอเพียง
รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินนโยบายตามที่แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2551 ให้มีการจัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียงขึ้น เพื่อจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศเพิ่มเติมจากวง เงินงบประมาณที่เคยได้จัดสรรเดิม ทั้งนี้ไม่ได้เป็นกองทุนตามพระราชบัญญัติเงินคงคลังพ.ศ. 2491 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่ดำเนินการในรูปแบบของ“โครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน” ซึ่งคณะรัฐมนตรี ในคราวประชุมเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2552 ลงมติเห็นชอบให้มีการจัดตั้งโครงการเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (ศพช.) หรือ โครงการชุมชนพอเพียง และให้มีสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) หรือ สำนักงานชุมชนพอเพียง เป็นหน่วยงานภายในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 18/2552 ลงวันที่ 20 มกราคม 2552 ทำหน้าที่บริหารจัดการโครงการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เป็นประธานกรรมการ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายกนก วงษ์ตระหง่านและนายมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เป็นรองประธานกรรมการ พร้อมกรรมการอีก 21 คน มี ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานฯ
โครงการชุมชนพอเพียง เป็นโครงการของรัฐบาลที่ต้องการสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยรัฐบาลมุ่งจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ ให้ทุกชุมชนมีโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือจากงบประมาณของภาครัฐอย่างรวด เร็ว กำหนดเป้าหมายการใช้เงินไว้ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาอาชีพสำหรับผู้ด้อยโอกาส การพัฒนาการเกษตร การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการอนุรักษ์พลังงาน โดยมุ่งให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่ มีอยู่อย่างมีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ การลดต้นทุนและปัจจัยการผลิต พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่ม และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ กับชุมชน โดยโครงการที่อนุมัติดำเนินการไปแล้วส่วนใหญ่ได้แก่โครงการประเภท การผลิตปุ๋ย ยุ้งฉาง ลานตาก เกษตรผสมผสาน การส่งเสริมกลุ่มอาชีพ พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ/ต้นน้ำ พลังงานทดแทน เป็นต้น โดยหลักเกณฑ์สำคัญที่ใช้ในการพิจารณาอนุมัติโครงการ ได้แก่ ความยั่งยืนของการดำเนินโครงการ และแนวทางการบริหารจัดการโครงการเพื่อความยั่งยืนในชุมชน
วัตถุประสงค์ของโครงการ
* เพื่อจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณของภาครัฐอย่างรวด เร็ว และครอบคลุมทั่วถึง
* เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่ให้มีศักยภาพเพิ่มมากขึ้น
* เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
* เพื่อพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพทาง เศรษฐกิจในระดับฐานรากให้กับชุมชน
การเข้าร่วมโครงการ
ชุมชนที่มีความประสงค์จะขอรับการจัดสรรงบประมาณตามโครงการชุมชนพอเพียง ต้องเป็นชุมชนที่จัดตั้งขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2552 ตามประกาศ ของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ประกาศของกรุงเทพมหานคร และประกาศของเทศบาล ต้องมีความรู้ความเข้าใจในแนวทางของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และสามารถนำไปปรับประยุกต์ใช้เพื่อปฏิบัติได้ โครงการชุมชนพอเพียงมีการจัดฝึกอบรมให้กับตัวแทนชุมชน ณ ศูนย์ฝึกอบรม 100 แห่งทั่วประเทศ ระยะเวลา 3 วัน โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ตัวแทนชุมชนที่เข้ามารับการฝึกอบรมสามารถเขียนโครงการขออนุมัติงบ ประมาณกับรัฐบาลได้ทันที และเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการดำเนินโครงการภายใต้กรอบปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน โดยหัวข้อในการฝึกอบรมจะมีตั้งแต่การเขียนโครงการให้ประสบความสำเร็จ การวิเคราะห์ชุมชนของตนจากการทำบัญชีชุมชน ขั้นตอนการบริหารจัดการโครงการที่ยั่งยืน เป็นต้น
หลักเกณฑ์ของโครงการ
โครงการที่เสนอขออนุมัติต้องมีความยั่งยืนของการดำเนินโครงการ โดยมีผลต่อเนื่องไม่สิ้นสุดในครั้งเดียว และเข้าหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
* เป็นโครงการที่สามารถรองรับผู้ด้อยโอกาสและผู้ว่างงานในชุมชน ให้สามารถพัฒนาไปสู่ความอยู่ พอกิน พอใช้ ซึ่งเป็นเป้าหมายขั้นต้นของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
* เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการลดต้นทุนและปัจจัยในการผลิตด้าน ต่างๆ อาทิ ด้านการเกษตร ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพ และเพิ่มความสามารถในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานราก
* เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการใช้และอนุรักษ์พลังงาน หรือพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก
* เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ ชุมชนสามารถลงทุนร่วมดำเนินโครงการกับชุมชนใกล้เคียง หรือองค์การภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ หรือนอกพื้นที่ได้ เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนของตนเอง
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:

"พท." ตรียมร้อง ป.ป.ช.ตรวจชุมชนพอเพียง
คณะกรรมการประสานงานภาค กทม.พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. ลงพื้นที่ชุมชนวัดกลาง เขตบางกะปิ พบปะผู้นำชุมชนจำนวน 9 ชุมชนในเขตบางกะปิ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบโครงการจัดซื้อตู้หยอดน้ำและแผงโซลาร์เซลล์ ตามแผนงานโครงการชุมชนพอเพียงที่ส่อไปในทางไม่ชอบมาพากล
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ปัญหาการใช้งบประมาณโครงการชุมชนพอเพียงที่ส่อไปในทางทุจริตนั้น จากการสอบถามผู้นำชุมชนยืนยันว่าได้รับการติดต่อจากตัวแทนบริษัทขายสินค้า และนักการเมืองบางพรรค อ้างว่าโครงการดังกล่าวเป็นโครงการให้เปล่า โดยบีบบังคับให้ชุมชนต้องเลือกสินค้าราคาแพงเกินจริงตามที่ล็อคสเปคมา ซึ่งสินค้าเหล่านั้นไม่ตรงกับความต้องการของชุมชนนั้นแม้แต่น้อย นอกจากนี้ ยังไม่มีการจัดเวทีประชาคมตามระเบียบที่กำหนดไว้ จึงเป็นที่น่าสงสัยว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐถึงยอมรับรองโครงการเหล่านี้ได้
"มีชุมชนที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ถึง 24 ชุมชน โดยมีการนัดเปิดบัญชีที่ธนาคารออมสิน สาขารามคำแหง 21 ชุมชน ซึ่งมีข้อพิรุธอย่างมากคือ ทันทีเปิดบัญชีและปรากฏยอดเงินโอนเข้านั้น เจ้าหน้าที่โครงการได้ให้ตัวแทนชุมชนถอนเงินออกมาภายในวันเดียวกันนั้นเอง นอกจากนี้ ชุมชนสามัคคีพัฒนาได้รับการอนุมัติโครงการจำนวน 6 แสนบาท แต่มียอดเงินโอนเข้าบัญชีของชุมชนเพียง 5 แสนบาท เท่านั้น อยากถามว่าส่วนต่าง 1 แสนบาท หายไปไหน" น.อ.อนุดิษฐ์กล่าว
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวว่า ขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรีให้ลงมาตรวจสอบในเรื่องนี้ นอกจากนี้ เตรียมไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบในวันที่ 17 และ 20 กรกฎาคม ตามลำดับ
ตรวจสอบตู้หยอดน้ำ และแผงโซลาร์เซลล์ ของชุมชนวัดกลาง ชาวบ้านไม่เอา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.อ.อนุดิษฐ์นำสื่อมวลชนตรวจสอบตู้หยอดน้ำ และแผงโซลาร์เซลล์ ของชุมชนวัดกลาง ที่จัดหาจากโครงการชุมชนพอเพียง โดยพบว่าตู้หยอดน้ำดังกล่าวมีลักษณะเช่นเดียวกับตู้หยอดน้ำทั่วไป แต่มีการเชื่อมต่อกับวงจรไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ซึ่งตู้น้ำดังกล่าวชุมชนวัดกลางได้รับมอบในเดือนพฤษภาคม ก่อนที่จะส่งเรื่องร้องเรียนไปยัง พท.ในเดือนมิถุนายน
ขณะที่นายอารักษ์ ยงจิรกุลพงศ์ ประธานชุมชนวัดกลาง กล่าวว่า มีตัวแทนจากเจ้าหน้าที่โครงการติดต่อมา ว่ามีโครงการที่มาจากงบฯเลือกตั้งซึ่งถือเป็นการให้เปล่า แต่ละชุมชนสามารถเลือกตามความต้องการ "ชุมชนผมต้องการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการก่ออาชญากรรม และยาเสพติด แต่เจ้าหน้าที่โครงการบอกว่าถ้าผมไม่เลือกโครงการใดโครงการหนึ่งตามที่กำหนดไว้ก็จะนำงบฯชุมชนวัดกลางที่ได้ไปมอบให้ชุมชนอื่นแทน ผมจึงต้องเลือกโครงการตู้หยอดน้ำและแผงโซลาร์เซลล์แทน ทั้งที่ชุมชนตั้งตู้หยอดน้ำเพื่อบริหารคนในชุมชนเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว" นายอารักษ์กล่าว
นายอารักษ์กล่าวว่า หลังจากที่ตัดสินใจเลือกโครงการตู้หยอดน้ำและแผงโซลาร์เซลล์ เจ้าหน้าที่โครงการได้กำชับให้รีบรวบรวมรายชื่อคนในชุมชนให้ครบตามจำนวนที่กำหนดภายในวันต่อมาทันที จึงแปลกใจว่าเหตุใดต้องเร่งรีบถึงเพียงนั้น อย่างไรก็ตาม ในที่สุดบริษัทผู้จำหน่ายสินค้านำสินค้ามามอบให้ โดยระบุว่าตู้หยอดน้ำที่ใช้กระแสไฟจากแผงโซลาร์เซลล์นั้นจะต้องใช้ควบคู่กับไฟบ้านด้วย เนื่องจากพลังงานจากแผงโซลาร์เซลล์มีปริมาณไม่เพียงพอต่อการทำงานของเครื่องหยอดน้ำ
"ชุมชนไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ได้ตั้งแต่วันแรกแล้ว คาดว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าไม่สามารถรองรับไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ได้ แม้แต่พัดลมติดผนังเพียงตัวเดียวยังไม่สามารถทำงานได้เลย ส่วนเครื่องหยอดน้ำนั้นไม่มีคนในชุมชนมาใช้บริการเนื่องจากมีตู้หยอดน้ำจำนวนมาก วันนี้มีเพียงมอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ตั้งอยู่หน้าตู้หยอดน้ำเท่านั้นที่มาใช้บริการ" นายอารักษ์กล่าว
มี “โบรกเกอร์" จัดตั้งบริษัทเฉพาะกิจสนอง “ชุมชนพอเพียง”
นอกจากนี้ น.อ.อนุดิษฐ์ ยังกล่าวถึงโครงการชุมชนพอเพียงใน กทม.จัดซื้ออุปกรณ์ประหยัดพลังงานชนิดต่างๆ ว่า ยังมีจุดที่น่าสงสัยเกี่ยวกับตัวบริษัทผู้เสนอสินค้า โดยเฉพาะการมีตัวแทน 1 คนทำหน้าที่เหมือน "โบรกเกอร์" จัดตั้งบริษัทเฉพาะกิจ เพื่อเสนองานในครั้งนี้โดยเฉพาะ ก่อนที่จะรวบรวมสินค้าที่เข้าเงื่อนไขโครงการชุมชนพอเพียง และจัดทำเป็นแค็ตตาล็อก ส่งมอบให้นักการเมืองพรรคหนึ่งลงพื้นที่พบผู้นำชุมชนเพื่อเสนอโครงการ กรณีนี้ผู้มีส่วนได้เสียได้กำไรถึง 2 เด้ง นอกจากกำไรส่วนต่างของราคาแล้ว ยังได้บุญคุณจากประชาชนอีกด้วย ตนได้สำรวจสถานที่ตั้งบริษัทจำหน่ายสินค้าแล้วพบว่าจัดตั้งขึ้นเฉพาะกิจ นอกจาก กทม.แล้ว อีกหลายจังหวัดก็ประสบปัญหาดังกล่าว
8 ชุมชนปราจีนฯเจออ้างพรรคใหญ่ ซื้อตู้น้ำโซล่าเซลล์แลกงบฯ พอเพียง
นายเฉลิม เกียรติบรรจง อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 572/18 หมู่ 8 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี อดีตผู้สมัคร ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชามติ เปิดเผยว่า เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีนาย "ป." อ้างว่าเป็นผู้ประสานงานของพรรคการเมืองใหญ่เข้ามาพร้อมนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลตำบลเมืองเก่า แจ้งให้ชุมชน 8 แห่งในเขตเทศบาลช่วยลงชื่อจัดซื้อตู้น้ำหยอดเหรียญและแผงโซลาร์เซลล์ตามโครงการชุมชนพอเพียง หากลงชื่อ ชาวบ้านจะได้โครงการที่เคยทำประชาคมไว้แล้ว รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,850,000 บาท ต่อมาปรากฏว่า ตู้น้ำหยอดเหรียญและแผงโซลาร์เซลล์ที่ถูกนำมาติดตั้งในแต่ละหมู่บ้านไม่สามารถใช้งานได้ อีกทั้งโครงการเดิมที่ประชาคมเลือกไว้แล้วก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้ เข้าใจว่าโดนหลอกให้ลงชื่อกัน จึงได้ร้องเรียนอำเภอกบินทร์บุรีขอให้สอบสวนและชี้แจง
นายเฉลิมกล่าวอีกว่า ต่อมานายสุมิตร แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการ สพช. และนายประโภชน์ สภาวสุ รองประธานกรรมการ สพช.แจ้งมาว่ายินดีคืนเงินให้ และนายประโภชน์ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืนให้ 8 ชุมชน มีการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.กบินทร บุรี สำหรับตู้น้ำหยอดเหรียญราคาเครื่องละ 42,000 บาท แผงโซลาร์เซลล์ 2 แผง ราคาไม่เกินชุดละ 4,000 บาท พร้อมค่าบริการติดตั้งเครื่องละ 8,000 บาท เรื่องทั้งหมดอยู่ระหว่างการสอบสวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติด้วย
น.ส.อังคณา ชูกิติพันธุ์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 ต.เมืองเก่า อ.กบินทร์บุรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทตู้น้ำหยอดเหรียญได้ถอนตู้ที่ติดตั้งกลับไปหมดแล้ว
นายกบอกบางที่เขียนโครงการนำไปใส่มือให้ชุมชน
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้ให้นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ติดตามอยู่ เพราะในหลายพื้นที่รายงานมา ซึ่งไม่ได้เป็นเจตนาที่รัฐบาลกำหนดลงไป คือ ประเภทที่พยายามเขียนโครงการนำไปใส่มือให้ชุมชนขอมา ไม่ใช่แนวทางที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือใครก็ต้องจัดการ
นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ประธานกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส.ส.พท.คนหนึ่งมาร้องเรียนกับตนเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีเอกสารยืนยันได้ว่ามีการทุจริตและล็อคสเปคโครงการชุมชนพอเพียง ซึ่งพบว่ามีทั้ง ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลเกี่ยวข้องด้วย จึงเสนอให้ ส.ส.คนดังกล่าวไปหาบุคคลมาร้องเรียนเรื่องนี้ เพื่อที่ กมธ.ป.ป.ช.จะได้ตรวจสอบต่อไป
“กอร์ปศักดิ์” ยอมรับมีผู้ร้องเรียน ตั้งทีมพิเศษล่าทุจริตชุมชนพอเพียง
เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 52 ที่ผ่านมา ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการบริหารโครงการชุมนุมพอเพียง เปิดเผยความคืบหน้าของโครงการชุมชนพอเพียงที่มีการอนุมัติงบประมาณ จำนวน 8,432 ล้านบาท เพื่อกระจายให้โครง 31,582 โครงการทั่วประเทศ เพื่อกระตุ้นประชาคมให้เขียนโครงการส่งมาที่สำนักงานชุมชนพอเพียงในการขออนุมัติภายในเดือนสิงหาคมนี้รวมถึงได้จัดจั้งทีมพิเศษขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและติดตามผลการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้ลดสัดส่วนประชาชน ในการทำประชาคมในแต่ละหมู่บ้านเหลือเพียง 50% ของจำนวนประชาชนในชุมชน จากเดิมที่กำหนดไว้ 70% เพื่อความคล่องตัวในการทำประชาคม เพื่อคัดเลือกโครงการพอเพียงที่ต้องการ จะได้ไม่มีปัญหาเหมือนที่ผ่านมา ที่พบว่าการทำประชาคมแต่ละครั้งบางครั้งผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่เข้ามาร่วมทำประชาคม จึงทำให้การเสนอโครงการดำเนินการได้ล่าช้า
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดความเป็นกลางในการจัดซื้อจัดจ้างของชุมชนที่อาจไม่มีความรู้ที่ดีพอ ขอให้สำนักงบประมาณจัดทำราคากลางสำหรับสินค้าหรือเครื่องจักรที่ชุมชนต้องการ ประมาณ 20 รายการ เพื่อจะได้ตรวจสอบราคากลางให้ชัดเจนต่อไป เช่น เครื่องผลิตปุ๋ย เครื่องสีข้าว เครื่องผลิตน้ำดื่ม เครื่องสูบน้ำ เครื่องนวดข้าว เป็นต้น
นายกอร์ปศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีกระแสข่าวทุจริตตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ ว่าอาจจะเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่อย่างที่ฝ่ายค้านกล่าวหาว่ามี ส.ส.พรรคใหญ่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง และฮั้วกับบริษัทที่เป็นผู้จัดจำหน่าย แต่อาจจะเป็นขั้นตอนของการทำประชามติที่นำเสนอให้แก่ประชาชนในชุมนุมเป็นผู้เลือกว่าจะทำโครงการใด ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าวอาจจะมีผู้จัดจำหน่ายบางรายเข้าไปอ้างชื่อของรัฐบาลว่าถ้าสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากบริษัทจะทำให้ได้รับการอนุมัติโครงการเร็วขึ้น ทั้งนี้จึงตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อตรวจสอบและติดตามการงานโดยให้พล.อ.ชัชวาล ทัตตานนท์ รองผู้อำนวยการโครงการชุมนุมพอเพียง พร้อมด้วยดร.พรหมมิน สีบุตร กำชับให้นายอำเภอ ,นายกเทศมนตรี,ผู้อำนวยการเขต ดำเนินการตรวจสอบโดยเฉพาะการทำประชาคม
“มีเรื่องที่ถูกร้องเรียนความไม่โปร่งใสเข้ามากว่า ร้อยเรื่องแต่จะมี 83 เรื่องเท่านั้นที่มีผู้ร้องเรียนลงชื่อชัดเจน โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องการทำประชาคมที่ไม่โปร่งใส รวมถึงมีการแอบอ้างเจ้าหน้าที่หรือผู้เกี่ยวข้อกับโครงการเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ ”นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์มติชน, เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ

นปช. ออกนโยบายเฉพาะหน้า 6 ข้อ “แดงทั้งแผ่นดิน”

ที่มา ประชาไท

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ออกนโยบายเฉพาะหน้า 6 ข้อ เป็นเข็มทิศในการช่วยเหลือกันและกันของฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดง ในการยกระดับอาวุธทางปัญญา จิตสำนึกทางการเมือง หวั่นผู้ไม่หวังดีแอบอ้างการเคลื่อนไหวใส่ร้ายป้ายสีจึงต้องมีหลักปฏิบัติไว้ก่อน

โดยเหตุผลในการออกนโยบายนี้ นพ.เหวง โตจิราการ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้อ่านนโยบายเฉพาะหน้าหกประการในวันแถลงข่าวเมื่อวันที่ 9 ก.ค. 52 ที่ผ่านมา ได้แจ้งเหตุผลไว้คือ..

1) เพื่อจะได้ประกาศให้สาธารณะชนได้ทราบเป็นการทั่วไป ว่า “นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” และผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย ได้มีนโยบายทั่วไปเฉพาะหน้าที่ตรงกันตามที่กำหนดไว้หกประการดังกล่าวแล้ว 2) เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าใจผิด และการใส่ร้ายป้ายสีจากฝ่ายที่ไม่ปรารถนาดีต่อประชาธิปไตย เพราะหากมีการกระทำใดๆ ที่ไม่เป็นไปตามหลักนโยบายเฉพาะหน้าหกประการดังกล่าวย่อมไม่อาจจะถือได้ว่าเป็น การเคลื่อนไหวในฐานะ "นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" อาจจะเป็นการเคลื่อนไหวโดยแอบแฝงจากฝ่ายที่ไม่ประสงค์ดีเพื่อป้ายความผิดให้แก่ “นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” ได้
3) เป็นการทำให้การเคลื่อนไหวของ "ผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย โดยมีคนเสื้อแดงเป็นกองหน้า" ได้มีทิศทางที่เป็นเอกภาพ ผนึกกำลังทั้งขบวนเป็นหนึ่งเดียวกันในการรุดหน้าไปต่อสู้กับ ปรปักษ์ของประชาธิปไตย อย่างทรงพลัง 4) เป็นเข็มทิศในการช่วยเหลือกันและกันของฝ่ายประชาธิปไตยเสื้อแดง ในการยกระดับอาวุธทางปัญญา จิตสำนึกทางการเมือง การจัดตั้งองค์กรของเสื้อแดง การสามัคคีกับแนวร่วม การสามัคคีวิจารณ์วิจารณ์ตนเองสามัคคี ในฝ่ายประชาธิปไตยทั้งมวล
นโยบายเฉพาะหน้าของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) “แดงทั้งแผ่นดิน”
1.เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายทางการเมืองการปกครอง คือระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชนไทยอย่างแท้จริง
2.สามัคคีประชาชนไทย โดยมีมวลชนพื้นฐานเป็นกำลังหลัก ประสานกับผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรมทุกภาคส่วน ทั้งใน ภาคธุรกิจ พรรคการเมือง องค์กรศาสนา สถาบันการศึกษา ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ พลเรือน เพื่อต่อสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตย ที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ของไทยให้ได้ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
3.ในการเคลื่อนไหว และปฏิบัติการใช้ แนวทางสันติวิธี
4.ผนึกการต่อสู้ทางเศรษฐกิจ และการแก้ปัญหาความยากจน ร่วมกับการต่อสู้ทางการเมือง โดยชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและทางรอดของประเทศชาติ ประชาชนไทยนั้น ต้องมาจากการเมืองที่อำนาจอธิปไตยต้องเป็นของประชาชนเท่านั้น
5.ต่อสู้เพื่อให้ประเทศเป็น “นิติรัฐที่มีนิติธรรมอย่างแท้จริง”กระบวนการยุติธรรมต้องไม่ถูกแทรกแซง กดดัน โดยผู้มีอำนาจ และอำมาตย์ ต่อสู้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมสำหรับประชาชนไทยโดยเสมอหน้า “ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่สองมาตรฐาน”
6.ยกเลิกรัฐธรรมนูญอำมาตยาธิปไตย 2550 ให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 มาปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมต่างๆต้องยกเลิกหรือปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนโดยทั่วหน้า