WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, July 20, 2009

ไม่จบง่ายๆ..!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถูกตั้งข้อสงสัยไปในทางที่ไม่ค่อยดีอีกแล้ว...โดยเฉพาะกับการที่นายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ลงพื้นที่ไปเรียกคะแนน เอ้ย! พบปะพูดคุยกับพี่น้องประชาชนและติดตามดูโครงการต่างๆหลังจากปฐมฤกษ์เบิกโรงกันที่ จ.บุรีรัมย์ ฐานที่มั่นสำคัญของผู้มีอุปการคุณรายใหญ่ ก็มีอีกหลายจังหวัดขึ้นโปรแกรมตามขบวนมาติดๆ แต่ยังไม่ฟันธงชัวร์ป้าบว่าจะไปไหนงานนี้สาวน้อยสาวใหญ่คงต้องอดใจรอวันสัมผัสตัวเป็นๆ ของท่านนายกฯ 6 เดือน...กันไปก่อนที่ว่าโดนตั้งแง่อีกรอบ ก็เพราะเหตุการณ์ลงพื้นที่ของนายกฯอาจกำลังเป็นเงื่อนไขปลุกระดมให้กลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาลนัยว่ารัฐบาลจะเปิดสงครามประชาชนรอบใหม่..?นายกฯ “มาร์ค” พูดก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลไม่เคยไปเปิดสงครามกับใคร อยากทำความเข้าใจกับ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลและ ครม. เป็นไปตามปกติ การลงพื้นที่จะไม่มีลักษณะของการที่จะไปยั่วยุทำให้เกิดความขัดแย้ง แต่การลงพื้นที่คือ การไปทำงาน จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องมาปะทะหรือทำสงครามใดๆทั้งสิ้นและมาย้ำอีกครั้งก่อนออกเดินทางไปเปิดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ จ.ภูเก็ต ว่า สถานการณ์ขณะนี้คนในประเทศคงต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ทำงานได้ตามปกติ และขอเรียกร้องคนที่อยากจะแสดงออกต้องมีขอบเขตไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็ติดหล่มอยู่ตลอดเวลา หากเป็นการแสดงออกเฉยๆ ก็ไม่เป็นไร

แต่ถ้าเชิญชวนให้คนทำผิดกฎหมายนั้นทำไม่ได้ รัฐบาลคงต้องดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น โดยให้หน่วยงานติดตามข้อมูลในพื้นที่เฝ้าระวังและติดตามให้ใกล้ชิดขึ้น การทำความเข้าใจเราได้ทำไปมากแล้ว ปัจจุบันสื่อมีหลากหลาย บางทีคนก็เลือกที่จะรับข้อมูลด้านเดียว ซึ่งก็เป็นปัญหา แต่ก็ถือเป็นสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญว่ากันตามเนื้อผ้า บ้านเมืองมีขื่อมีแปก็จริง...แต่ความรุ่มร้อน จับให้มั่นคั้นให้ตาย ไม่เห็นคนไทยเป็นคนไทยด้วยกันไม่ว่าจะสถาปนาพวกพ้องตัวเองเป็นสีอะไรก็ตาม...กำลังจะสร้างค่านิยมให้ความคิดเห็นหรือการกระทำของคนหมู่มากเป็นสิ่งชอบธรรมไม่ผิด และเป็นสิ่งที่ร้ายแรงเกินไปหากจะตั้งข้อกล่าวหาหรือเอาผิดตามกฎหมายอาการดึงดัน กระฟัดกระเฟียด เลยเกิดขึ้นตามมาทุกครั้งอย่างที่สังคมไทยกำลังเผชิญภาวะกฎหมู่เหนือกฎหมาย..?“จาตุรนต์ ฉายแสง” อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทยยังออกมายอมรับว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดงเป็นสิ่งที่เกินเลยไป ซึ่งเคยเสนอหลายครั้งแล้วว่าให้กลุ่มแกนนำเสื้อแดงหันหน้ามาคุยกันเพื่อแสดงถึงจุดยืนในการต่อสู้หากชัดเจนแล้วว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โดยไม่ใช้ความรุนแรง ก็จะเป็นประโยชน์ และอย่าไปคิดว่าสิ่งที่พันธมิตรฯทำได้ กลุ่มเสื้อแดงก็ทำได้ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าทุกอย่างเกิดจากความคับแค้นใจ แต่แกนนำก็ต้องหารือและทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งกลายเป็นการเผชิญหน้าบางทีแกนหลักที่ขับเคลื่อนคนเสื้อแดงในตอนนี้ คงต้องฟังหรือเก็บเอาไปทบทวนถึงสิ่งที่ผู้เคยขึ้นเวทีร่วมกับกลุ่มคนเสื้อแดงพูดไว้บ้าง

ก็คงไม่เสียหายอะไรนักประธานรัฐสภา “ชัย ชิดชอบ” บอกว่า เวลานี้ยังมีคนเสื้อสีต่างๆเคลื่อนไหวและสร้างปัญหากันอยู่ อยากขอให้ยุติเสียที พวกเราในนามประชาชนทั่วประเทศ ต่างมีสีเดียว คือ สีของธงไตรรงค์ที่เราบูชาควรเลิกได้แล้ว มากอดคอกันแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศดีกว่าตอนนี้รัฐบาลมีนโยบายออกพันธบัตรช่วยชาติ ทำให้คนแก่คนเฒ่าที่สอดเงินสอดทองซ่อนไว้ใต้หมอน มาซื้อพันธบัตร 80,000-90,000ล้านบาท ซึ่งขายหมดภายในระยะเวลาอันสั้น เวลานี้เงินมันสะพัดเงินมาเข้ากระเป๋าเราโดยที่เราไม่รู้ตัวก็มี เงินที่หมุนเวียนจะทำให้เราฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น..คิดว่าเขาคงต้องออกลายบ้าง เสือไม่ทิ้งลายเขาว่าอย่างนั้นก่อนที่ลายจะหมดไปก็ต้องออกลายบ้างเป็นธรรมดา ส่วนจะเป็นใครบ้างที่ทิ้งลายก็ไม่ทราบ เพราะไม่ได้หมายถึงใคร แต่หมายถึงทั่วๆ ไป..ต้องมีลายไปเรื่อย ตราบใดที่คนเรากินพริกกินเกลือเค็ม เปรี้ยว หวาน ต้องออกฤทธิ์เป็นธรรมดา อาวุโสการเมืองอารมณ์ดีว่าไว้เมื่อถูกถามถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อาจรุนแรงขึ้นมีน้ำจิ้มทำนายชะตาบ้านเมืองว่า หลังปี 54 ไปแล้วประเทศไทยจะดีขึ้นทั้งเศรษฐกิจและการเมือง ความขัดแย้งที่เป็นอยู่จะลดน้อยลงและคลี่คลายไปในทางที่ดีแต่นั่นคือเรื่องของ “อนาคต”ส่วน “ปัจจุบัน” มันยังไม่จบ และ “ไม่จบง่ายๆ” แน่นอนไม่ยากเกินไปถ้าอยากให้คำทำนายดีๆ นี้เป็นจริง คงต้องเริ่มฆ่าเชื้อความเห็นแก่ตัว ไม่ฟังใคร ข้าถูก เอ็งผิด วันละนิด หรือพกติดตัวใส่ให้ชินทุกครั้ง ยิ่งเวลาที่ต้องอยู่ร่วมกับคนหมู่มากเหมือน “หน้ากากอนามัย” ยังไงยังงั้นเชื้อที่ว่าคงแพร่กระจายน้อยลงไปพร้อมๆ กับ ถ้ารัฐบาล“อภิสิทธิ์” ที่ยังถืออำนาจดูแลบ้านเมืองอย่างเต็มมือ จะทำให้ประชาชนเห็นจริงๆ เสียทีด้วย...!! ■

ดูไบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ดูไบ” เมืองนี้เมื่อก่อนคนไทยไม่สู้จะรู้จักนักแม้ระยะหลังเมืองนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือ มีความทันสมัยแบบโลกตะวันตกเข้ามาแทนที่ผืนทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาลมากแค่ไหนก็ตามคนไทยก็ยังเฉยๆ กับเมืองนี้จนกระทั่งมีข่าวว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ไปอยู่ที่นี่และมีข่าว “คุณอลงกรณ์ พลบุตร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไปตามจับทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่เมืองดูไบจึงเป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้นดูไบคืออะไร?? มีความสำคัญอย่างไร??ทำไม คุณทักษิณ จึงไปอยู่ที่นี่ รัฐบาลอภิสิทธิ์โดยเฉพาะ คุณอลงกรณ์ จะไปจับเขาได้ไหม ต่อไปนี้จะเป็นคำตอบ...เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมไปที่นั่นมาไปนั่งกินข้าวกับอดีตนายกฯ มาด้วย 2 มื้อ ทั้งที่บ้านและที่ร้านอาหาร บอกได้คำเดียวว่า...รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่มีทางจับเขาได้ที่จริงผมไป “ดูไบ” เพราะคำเชิญของบริษัทขายเสื้อผ้าบริษัทหนึ่งที่มาซื้อเสื้อผ้าบ้านเรา เพื่อดูตลาดเสื้อผ้าที่นั่นเมื่อไปแล้วก็อยากไปไต่ถามทุกข์สุขของอดีตผู้นำของเราเพราะมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับท่านเป็นการส่วนตัวมานาน ท่านก็ให้ไปพบทั้งที่บ้านและเลี้ยงสเต็กที่แสนอร่อยในร้านดังจะว่าไปอดีตนายกฯ ท่านก็ไม่ได้ลำบากอะไร ท่านซื้อบ้านอยู่ในสนามกอล์ฟแห่งหนึ่ง มีคนไทยตามไปรับใช้อยู่2-3 คน

แต่ที่สำคัญก็เหมือนกับที่เคยโฟนอินเข้ามาที่สนามหลวงคือ มันเหงา เมื่อมีคนไทยไปเยี่ยมท่านจึงยินดีผมว่าแม้จะเป็นคนที่ไม่ชอบท่านก็ยินดีถ้าเป็นคนไทยเพราะท่านรักคนไทยทุกคน รักเมืองไทยท่านจะคุยให้ฟังว่า ทำไม “ดูไบ” ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ที่กำลังพัฒนาแบบก้าวกระโดดจึงเจริญ เพราะผู้นำเขาฉลาด มีวิสัยทัศน์ ไม่มัวหาเรื่องทะเลาะกับผู้คนเหมือนผู้นำบางประเทศผู้นำดูไบมีมาตรการทางภาษีที่ดึงดูดนักลงทุนเข้าไปลงทุน โดยเขาทำโครงสร้างพื้นฐานที่ดีที่สุดในโลกไว้ให้หมดทั้งสนามบิน ถนน รถไฟฟ้า ท่าเรือที่ขนทั้งคน สินค้าและน้ำมันซึ่งเป็นสินค้าส่งออกสำคัญวันนี้ใครไปที่นี่จึงเห็นแต่ความเจริญ...เขาสร้าง โรงแรมรูปเรือใบ ไว้กลางทะเล ที่นักท่องเที่ยวจนๆ อย่างผมไม่มีปัญญาไปนอนขอไปถ่ายรูปร่วมกับนักท่องเที่ยวอีกมาก ที่ไม่มีปัญญาจ่ายค่าที่พักแต่มีปัญญาถ่ายรูปเหมือนผมเขาทำที่ เล่นสกี ไว้ในห้างสรรพสินค้าให้นักท่องเที่ยวและคนของเขาเล่น และมีตึกที่สูงที่สุดในโลกดึงดูดให้ผู้คนไปดูอดีตนายกฯ ทักษิณ บอกว่า รัฐบาลไทยอย่าตามจับเขาเลย เพราะไม่ว่าเขาจะอยู่หรือไปที่ไหน รัฐบาลประเทศนั้นๆ ก็ดูแลต้อนรับเขาอย่างดี เหมือนมาเลเซียที่ไปมาเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนนายกฯ มาเลเซีย ก็ส่งคนมาดูแลอย่างดี ทำไมเขาถึงให้เกียรติขนาดนั้น คุณอภิสิทธิ์ คงรู้ หรือไม่รู้ลองไปถามคนชื่อ อันวาร์ อิบราฮิม ดูก็ได้สุดท้าย...ถ้ารัฐบาลนี้ทำอะไรไม่เป็นเหมือนที่ทำอยู่ ให้ไปหาหนังสือภาษาอังกฤษชื่อ Tackling Poverty อ่านซะเผื่อจะทำงานเป็นบ้างไม่ต้องอายหรอก!! แม้จะเขียนโดย “ดร.ทักษิณชินวัตร” ■

‘มาร์ค’ เริงร่า

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมเคยเขียนในกรอบหน้านี้มาหลายครั้งก่อนหน้าว่า อย่าหมิ่นมาร์คว่าจะเป็นเพียง“นายกรัฐมนตรีร่างทรง” ของใคร เพราะถึงเวลาเข้าจริง คนมีสติปัญญาระดับ “ศิษย์ออกซ์ฟอร์ด” นั้นคงไม่ยอมให้ใครขี่คอตลอดกาลวันหนึ่งเขาจะปลดแอกเมื่อทุกอย่างพร้อม!!เป็นนายกรัฐมนตรีมากว่า 6 เดือน ถึงมาร์คไม่พร้อมเต็มร้อย แต่เขาก็เรียนรู้จากประสบการณ์ว่า การจะนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้ได้นานๆ นั้น...ต้องทำอย่างไร??หนึ่งนั้นต้องมี “เงิน” เพียงพอที่จะใช้จ่ายในการบริหารประเทศแต่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีเงินติดก้นคลังเพียงไม่กี่บาท เป็นหนี้เขาบักโกรก แต่เพราะเขามี“เพื่อนดี” เป็นเพื่อนซี้ เพื่อนร่วมสถาบันออกซ์ฟอร์ดเขากล้าตั้ง กรณ์ จาติกวณิช ซึ่งไม่เคยเป็นรัฐมนตรีมาก่อนเลยเข้ามาเป็น “ขุนคลัง”เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ใหญ่โตมโหฬาร คุมเงินทุกบาทของประเทศกรณ์ก็ไม่ทำให้มาร์คผิดหวัง เขากระซิบเพื่อนว่าการเป็น “เสือมือเปล่า” มาบริหารประเทศนั้นไม่มีวันสำเร็จ ไม่ช้าก็เร็วคนจะออกมาขับไล่จึงตัดสินใจเป็นหนี้! และเป็นหนี้มากกว่าที่นายกรัฐมนตรีทุกคนในประเทศนี้เคยทำ!!กู้แม่งไปเลย 800,000 ล้านบาท!!เงิน 800,000 ล้านบาท คนทั่วไปที่มี

เงินติดกระเป๋าไม่เกินคนละ 500-1,000 บาท ไม่มีทางรู้หรือคิดออกว่า มันมากมายมโหฬารพันลึกขนาดไหน??ผมบอกได้สั้นๆ ว่า มันมีจำนวนเท่ากับเงินงบประมาณแผ่นดินประจำปีของรัฐบาล ทักษิณชินวัตร ที่ได้รับมาจากรัฐสภาเพื่อบริหารประเทศแต่มาร์คก็ กล้าหาญผิดมนุษย์ ที่กล้ากู้เงินมากมายขนาดนี้!! แม้จะทำไม่ได้ในตอนแรกเพราะจำนวนการกู้ติดเพดาน เขาก็ดึงดัน “ออกกฎหมาย”มาเป็นเครื่องมือ จนกู้ได้สำเร็จทุกวันนี้...มาร์คมีเงินเต็มหน้าตัก เขาจึงเริงร่าออกมาแสดงความมั่นใจว่า ต่อไปนี้ ประเทศไทยจะเข้มแข็ง!! ส่วนประชาชนและ ธนาคารพาณิชย์ที่ถูกรัฐกู้ยืมจะอ่อนแอลงหรือไม่ มาร์คไม่จำเป็นต้องรับรู้??ฟังๆ ดูอภิสิทธิ์แฮปปี้เหลือเกินกับการกู้เงินตั้ง800,000 ล้านบาทมาบริหารประเทศ เขาพูดถึง“การตอบรับ” การซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งที่เกินความคาดหมาย จน ครม. ต้องอนุมัติให้ออกเพิ่มเติม อีก 30,000 ล้านบาทเป็นเงินรวม 80,000 ล้านบาท!!ผมขอจบนิยายชีวิตจริงที่อิงน้ำเน่าเรื่องนี้ด้วยการฉายหนังซ้ำว่า 800,000 ล้านบาทที่นายกรัฐมนตรีชื่ออภิสิทธิ์กู้มาเป็นเงินที่ต้องใช้คืน!!แล้วรัฐบาลคณะไหนที่จะต้องมารับกรรมต่อ?? ■

ปล่อยๆ กันบ้าง?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถ้า ฝ่ายบริหาร ซึ่งก็คือ รัฐบาล...ยัง จะถลุงเงินงบประมาณ นับหมื่นนับแสนล้านบาทกันแบบเพลิดเพลินจำเริญใจ...ผ่านโครงการที่ดูเหมือนจะไม่ไร้สาระต่อการพัฒนาประเทศ ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม และต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศ อย่างนี้ก็อย่าไปตำหนิ ฝ่ายนิติบัญญัติ ในยุคของ “ปู่ชัย”คุณชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรกันเลยครับกะอีแค่เม็ดเงินของหลวงเพียง 36 ล้านบาท กับการอนุมัติให้ คณะกรรมาธิการชุดต่างๆ ของสภาผู้แทนราษฎร รวม 12 คณะจากทั้งหมด 35 คณะ เดินทางไปต่างประเทศในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ...ไปเพื่อดูงานบ้างทัศนศึกษาบ้าง หรืออาจจะเที่ยวกันบ้าง?เหนื่อยกันมาหลายเดือน...จะใช้โอกาสที่ภายในประเทศเองก็ยังเต็มไปด้วยสารพัดปัญหา ทั้งปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม อาชญากรรม และความแตกแยกของคนในชาติ รวมถึงการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 อย่างนี้...ไปเปิดหู...เปิดตากันบ้างจะเป็นไร! เม็ดเงินแค่นี้...คงไม่ทำให้เมืองไทยดีขึ้นหรือเลวลงมากไปกว่านี้หรอกครับ!!!อย่ามองเพียงมุมเดียว...มุมที่คนเป็น ส.ส. ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับประชาชนโถ! รัฐมนตรี ในคณะรัฐบาลหลายคนก็เป็น ส.ส.หลายคน...แม้จะไม่ได้เป็น ส.ส. แต่ส่วนใหญ่ก็ได้ชื่อว่าเป็นนักการเมือง!เหมือนๆ กัน...มีใครหน้าไหนบ้าง? ที่พอจะอาศัยใช้เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนได้บ้างอาจจะมีบ้าง...บางคน! แต่ส่วนใหญ่แล้วนักการเมืองแบบนั้น...สิ้นสุดการมีอุดมการณ์ดีๆ นับแต่ก้าวแรก

ที่พวกเขาได้เป็น ส.ส. หรือไม่ก็แค่วินาทีแรกของการประกาศตัวว่า จะลงเล่นการเมือง กันแล้ว…มันเป็นความจริงที่น่าเศร้าใจอย่างยิ่งยวด!กลับมาที่เรื่อง “ปู่ชัย” กันต่อ...ถ้าไม่ให้ กรรมาธิการทั้ง 12 คณะ และที่จะมีตามมาอีก 23 คณะ...เดินทางออกนอกประเทศด้วยงบประมาณแผ่นดิน...แล้วจะให้คนกลุ่มนี้คลุกและสุมหัวกันอยู่แค่ในเมืองไทยอย่างนั้นหรือ?ขณะที่เรารณรงค์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย แต่ปิดกั้นคนไทย...ห้ามเดินทางไปต่างประเทศลองคิดดู! ประเทศหลักๆ ที่ กรรมาธิการ ทั้ง 12 คณะ...จะไปศึกษาดูงาน พ่วงด้วยการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นที่...เมืองจีน ออสเตรเลีย และอีกหลายชาติในฝั่งยุโรป!รัฐบาลและคนในประเทศเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไร?เมื่อรัฐสภาไทยซึ่งอาจรวมถึงรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐบาล สั่งห้ามคนของตัวเองเดินทางไปบ้านเขา แต่อยากให้คนของเขาเข้ามาท่องเที่ยวยังเมืองไทยมันเป็นการเอาเปรียบกันหรือไม่? ใครลองคิดแทน“ปู่ชัย” ทีเถอะครับ!ถึงตรงนี้...ขอยืนยันว่า...ไม่ได้เข้าข้าง “ปู่ชัย” หรือบรรดากรรมาธิการชุดต่างๆ แต่อย่างใด? เพียงแต่เห็นว่า...การปิดกั้นกันอย่างนี้มันก็มากไป...ถ้า! แต่ละคณะฯถลุงเงินงบประมาณมากมายกว่านี้ หรือไปแล้วมันไม่ได้อะไรกลับมาเลย...นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง!หรือถ้าจะให้ดี...ใครก็ได้ช่วยบอก “ปู่ชัย” ทีว่า...ทุกบาททุกสตางค์ที่เบิกกันไปในภารกิจใดๆ ของแต่ละกรรมาธิการนั้น...ได้อะไรเป็นรูปธรรมกลับมาบ้างและอะไรที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบ้านเราได้...ผมว่า...ตรงนี้น่าจะเป็นสาระสำคัญของการเดินทางไปศึกษาดูงาน แม้กระทั่งจะแอบไปท่องเที่ยวในต่างแดน...มากกว่า ไม่รู้ความเห็นนี้...จะตรงกับคนส่วนใหญ่หรือเปล่า??? ■

ท่านประธานที่เคารพ

ที่มา บางกอกทูเดย์

การอนุมัติเงินหลายร้อยล้านเพื่อซื้อวัคซีนสู้โรคหวัด 2009 ของคณะรัฐมนตรี ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันอังคารที่แล้วเป็นเรื่องถูกต้องและจะยิ่งถูกต้องกว่า หากวาระการจัดซื้อจัดหาวัคซีนนี้..มันเกิดขึ้นก่อนหน้าหลังวันที่หวัดมันปรากฏขึ้นมาที่เม็กซิโกนายกรัฐมนตรีที่สามารถ..จะต้องรู้โดยสัญชาตญาณว่า..จะไม่มีตัวยาใดมีมากมายเพียงพอสำหรับประชาชนทั้งโลก..ดังนั้น..ทันทีที่มีโรคสายพันธุ์ใหม่เกิดขึ้น และมีตัวยาที่สามารถรักษาป้องกัน..นายกรัฐมนตรีที่สามารถจะต้องจัดซื้อจัดหาขึ้นมาทันทีอเมริกาวันนี้..มียาสำหรับอเมริกันทุกคน..เยอรมนีวันนี้มียามากกว่าจำนวนพลเมืองประเทศไทย..แสดงตนอย่างเอิกเกริกยิ่งใหญ่..ไม่มีหวัด 2009 ในแผ่นดินไทย..ประเทศไทยมีเวลามากมายก่อนหน้า..ที่จะบอกกล่าวกับประชาชนว่า..โรคระบาดชนิดใหม่..นั้น มันมีวิธีการติดต่ออย่างไร และจะหายได้อย่างไรกับคนป่วยชนิดไหนนายกรัฐมนตรีที่สามารถ..จะประกาศตั้งสภาสงครามเพื่อรับมือกับการเล็ดลอดเข้ามาการป้องกันดูแลและ

เตรียมการสำหรับการบำบัดรักษาสภาสงคราม..ต้องประกอบไปด้วย..ครูบาอาจารย์ในมหาลัย นายใหญ่แห่งโรงงานผลิตยา ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง..อธิบดีหมอทุกกรม..กระทรวงศึกษาธิการ..ฯลฯนายกรัฐมนตรีที่สามารถ..จะตัดภาระทุกชนิดออกไปแล้วประกาศตนเป็นแม่ทัพใหญ่..สู้ภัยร้ายที่น่าจะจู่โจมเข้ามา..แต่..นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย..ทุ่มเทเวลางบประมาณและการประชุมไปให้กับการอวดตนโชว์ตัว..ปักธงแห่งความนิยมในภาคอีสาน..สนุกสนานอยู่กับการปรากฏตนในฐานะนายกรัฐมนตรี..ไม่มีเวลากับหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีที่จะต้อง..ฝังตัวทำงานท่านดูคณะรัฐมนตรีเหมือนโค้ชดูทีมฟุตบอลในสังกัด..ท่านปกป้องรักษาแม้แต่นักฟุตบอลที่เตะลูกเข้าประตูตัวเอง ท่านมีตัวตนมากเกินไปในตำแหน่งที่ต้องไม่มีตัวตน ท่านเป็นเขาเป็นเราในหน้าที่ที่จะต้องไม่มีเขามีเรา..ท่านลืมไปว่า..ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย..ในฐานะประชาชนคนไทย..ท่านประธานครับ..กระผมไม่สามารถไว้วางใจให้ท่านผู้นี้เป็นนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ■

กฎหมู่-กฎหมาย

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการทำลายหรือทำให้เสื่อมเสียอย่างร้ายแรงต่อสิ่งอำนวยความสะดวกของท่าอากาศยานที่ให้บริการการบินพลเรือน หรือต่ออากาศยานที่ไม่อยู่ในระหว่างให้บริการหรืออยู่ในท่าอากาศยานนั้นหรือทำให้การบริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลงนี่คือที่มาของคำว่า..“การก่อการร้าย”การก่อการร้ายตามพฤติกรรมดังกล่าว..เป็นความตกลงร่วมกันของสนามบินทั่วโลก..เอาพฤติกรรมเป็นตัวกำหนดจะตะแบงกันอย่างไร..ว่า ไม่ได้พกปืนถือไม้มีแต่ปากกับปากกา..กฎหมายท่านว่า..ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุน..ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการเรียนหนังสือหนังหา..รับราชการมาจนเกือบจะได้เป็นปลัดกระทรวง..เห็นโลกมามากมาย..ในความเป็นคนบนความเป็นมนุษย์นั้น อะไรที่ทำไป

แล้วมันต้องกล้า กล้าที่จะยืนยันถึงการกระทำของตน..ถ้าจะผิดร่วมกันก็ให้มันร่วมกันทั้งคณะไม่ใช่ตัดตอนเฉพาะตัว..ทิ้งสมัครพรรคพวกให้เป็นผู้ก่อการร้าย แล้วตัวเองกลายเป็นวิทยากร..กรรมของประเทศไทย..วิบัติวอดวายไปเป็นแสนล้าน..เป็นสนามบินใหญ่แห่งเดียวในโลกที่โดนยึดถูกปิด..แต่หาคนผิดได้ยากลำบากเต็มทน..แถมเจ้าหน้าที่ผู้ทำคดีทำตามหน้าที่..ยังโดนผู้ถูกกล่าวหาไปคุกคามด่าว่าโลกมองเข้ามาคงเวทนาสงสารแต่ที่น่าจะเสียหายมากกว่า..หากว่าในที่สุดของการก่อการร้ายจะถูกกฎหมาย เพราะรัฐธรรมนูญให้โอกาสกับการเมืองภาคประชาชนมันตะแบงจะไม่รับในประโยคที่ว่า..“โดยสงบและปราศจากอาวุธ”โดยสงบนั้น..มันจะต้องไม่เอาการปิดสนามบินมาเป็นอาวุธต่อรอง..โดยสงบนั้น..ต้องไม่มีใครเดือดร้อน ประเทศชาติต้องไม่เสื่อมโทรมเสื่อมเสียแต่ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่..ไม่ใช่แต่สนามบินสุวรรณภูมิ..ทั้งภูเก็ตและหาดใหญ่..ก็อยู่ในชะตากรรมเดียวกัน..ใครสั่งใครทำนั้นไม่ใช่เรื่องปกปิด..รู้กันทั้งไทยรู้กันทั้งโลก..ว่า ใคร ทำอะไร เพื่ออะไร..หากเรื่องนี้..มีแต่ความเสียหายแต่ไม่มีผู้ทำลาย..ประเทศไทยในสายตาชาวโลกคงสกปรกน่าดู..สงสารอำนาจแห่งความยุติธรรม..จริงๆ ■

กลุ่มอำนาจใหม่ ป้อม–ป๊อก–ป๊อด!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ดูเหมือนว่ากระแสในเรื่อง “กลุ่มอำนาจใหม่” กำลังมาแรงแซงทางโค้ง จนทำให้สังคมโดยเฉพาะหลายๆ กลุ่มการเมือง อึ้ง ทึ่ง เสียว ไปตามๆ กันต่างพากันฉงนฉงายและงงงวยกันถ้วนหน้า พร้อมกับได้ตั้งคำถามว่า“คนกลุ่มนี้เป็นใครกันแน่???”จริงๆ คำเรียกขานกลุ่มอำนาจใหม่เกิดมาตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาแล้ว หลังจากที่เกิดเหตุการณ์แดงเดือดกับแดงเสียรู้จนเลือดพล่านและพ่ายแพ้ในเกมอย่างแสบสันต์ที่สุดในช่วงฮอลิเดย์หยุดยาววันสงกรานต์รู้ๆ กันอยู่ว่าในสังคมไทยแล้ว ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์เป็นวันหยุดที่สำคัญต่อรากหญ้า ฉะนั้นการที่เกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้น จึงถือเป็นเรื่องที่พลาดอย่างมหันต์ในเกมของการรวมพลังมวลชนมีการมองว่านี่คือฝีมือของกลุ่มอำนาจใหม่ ที่โยงใยลึกซึ้งกับการปรากฏขึ้นของกลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน ซึ่งในภายหลังก็มีภาพเฉลยต่อสังคมแล้วว่านายใหญ่ของกลุ่มเสื้อสีน้ำเงิน คือ ผู้ที่เชื่อมั่นในบารมีและตบะทางการเมืองว่าเลื่อนชั้นแล้ว นามว่า “เนวิน ชิดชอบ”นั่นเองแต่หลังรัฐบาลอภิสิทธิ์ประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน แล้ว ปรากฏว่ามีปฏิบัติการถล่มยิง สนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่แกนนำพันธมิตรฯ เข้าเท่านั้นแม้ฝีมือยิงจะบ้อเท่าโล่สุดๆ เพราะยิงกระหน่ำเป็น 100 นัดแต่แค่เพียงอาทิตย์เศษๆ สนธิก็สามารถเดินปร๋อได้แล้ว…สู้“มีดบินไม่เคยพลาดเป้า” ของลี้คิมฮวงไม่ได้เลยจริงๆอย่างไรก็ตาม การแฉความนัยของนายสนธิ ทำให้คำว่า“กลุ่มอำนาจใหม่” เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อยกลุ่มอำนาจใหม่กลายเป็นการรวมศูนย์ของบุคคลที่หวังผลประโยชน์ทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองซึ่งนายใหญ่ของกลุ่มพันธมิตรฯ มองว่า มีเป้าหมาย

ที่จะโค่นทั้งเหลืองและทำลายทั้งแดงเป็นยุทธวิธีในการทำลายล้างเพื่อหวังสร้างฐานการเมืองชนิดที่ต้องเรียกว่าไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมืองกันเลยเลยฮือฮากันมากว่า กลุ่มอำนาจใหม่ คือ ตัวแปรสำคัญต่อไปในอนาคต ที่อาจจะทำให้หลายๆ กลุ่มต้องจับมือร่วมกันในการต่อสู้กับกลุ่มอำนาจใหม่กลุ่มนี้เพราะเล่นบทสิงห์คะนองนา ไม่เหลือเยื่อใยใครเลยจริงๆจุดนี้เองที่ทำให้มีการถอยกลับมาไล่เรียงกันใหม่ว่า ลำพังกลุ่มนักการเมืองอย่างนายเนวิน นายใหญ่กลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงินจะกล้าปฏิบัติการสะท้านสะเทือนเมืองไทยขนาดนั้นเชียวหรือถ้าไม่มี “ตัวช่วย” หรือไม่มี “ไอ้โม่ง” ตัวจริงอยู่ข้างหลังและเมื่อดูเหมือนว่าน้อยคนนักที่จะมองว่าผู้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารสนธิ จะเป็นคนเสื้อแดงซึ่งเป็นศัตรูที่ชัดเจนที่สุดของกลุ่มพันธมิตรฯโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสนธิและบรรดาคนใกล้ชิดรอบข้างก็ล้วนแต่ปักใจเชื่อว่างานนี้มีจอมบงการที่เกี่ยวพันกับคนมีสีอย่างแน่นอนนั่นแหละที่ทำให้มีการพยายามแกะรอยหาคีย์แมนของกลุ่มนี้กันจ้าละหวั่น เพราะระแคะระคายว่าได้มีการจับมือกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ภาพยังเลือนๆ รางๆ ไม่ชัดเจนแต่จู่ๆ ก็มีกระแสในเรื่อง “กลุ่มอำนาจใหม่” ที่ไม่รู้ว่าจะใช่ขั้วอำนาจใหม่ในมุมมองของกลุ่มพันธมิตรฯ และนายสนธิหรือไม่ปะทุขึ้นมา พร้อมตัวละครต่างๆ ราวกับจงใจให้เกิดโดยคีย์แมนกลุ่มอำนาจใหม่กลุ่มนี้ที่ถูกเปิดประเด็นขึ้นมาล้วนแล้วแต่เป็นบุคคลที่มี “สี” ด้วยกันทั้ง 3 คนเป็น “เพาเวอร์ทรี ป.” ที่เรียกความสนใจได้ไม่น้อยเพราะคนแรก คือ “บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนที่ 2 ก็คือ “บิ๊กป๊อก-พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา”ผู้บัญชาการทหารบกและคนสุดท้าย คือ “บิ๊กป๊อด-พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ”ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนปัจจุบัน

สรุปง่ายๆ กลุ่มอำนาจใหม่ในวงนี้ก็คือ บรรดากลุ่มคนชื่อ“ป.” ในแวดวงคนมีสี ที่มากบารมีในยุคปัจจุบันนั่นเองแต่หลายคนก็ตั้งคำถามกันว่า จริงๆ แล้วกลุ่มอำนาจใหม่ตัว ป.นี้ มี “วอร์เตอร์ เมดิซีน” กันขนาดนั้นเชียวหรือสามารถที่จะดำเนินการโค่นเหลือง พิชิตแดง หรือดีดลูกคิดบนรางแก้ว ได้อย่างที่ใครบางคนพยายามที่จะให้เกิดภาพดังกล่าวหรือไม่???จริงอยู่แม้ว่า พล.อ.ประวิตร ขณะนี้อาจจะดูขลัง เพราะล่าสุดก็ทุบโต๊ะจนได้งบประมาณถึง 200 ล้านบาท เพื่อเอาไปใช้ในการอารักขาบรรดารัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอาเซียนที่มาประชุมอยู่ที่ภูเก็ตให้คนเห็นบารมีว่า แค่ดูแลความสงบแค่ 6-7 วัน บิ๊กป้อมยังทำให้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไฟเขียวจนกระทั่งได้เงินไป 200 ล้านตามที่ขอดูซิว่ามากบารมีแค่ไหนแถมยังมีการโยงเพื่อให้ดูมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกด้วยว่าพล.อ.ประวิตร และน้องชาย พล.ต.อ.พัชรวาท นั้นมีสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับกลุ่มเนวินมิใช่น้อยเพราะหากไม่มีการพลิกขั้วการเมืองของนายเนวินจนประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาล ต่อให้เป็นพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลในตอนนั้น บิ๊กป้อมก็ยังได้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมอยู่ดีและยิ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท ด้วยแล้ว ถือว่ามีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกลุ่มเนวินมานานแล้วการกลับเข้าสู่ตำแหน่ง ผบ.ตร. หลังจากโดนเด้งในช่วงรัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แม้จะเกิดขึ้นจากการลงนามที่รวบรัดแต่หลายคนยังมองว่า ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องรีบเซ็นก่อนที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะขึ้นมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพียงไม่กี่ชั่วโมงฉะนั้น งานนี้มองยังไงก็มี “ใบสั่ง” แน่นอน ยิ่งปรากฏชัดในขบวนการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปัตย์ใน “ค่ายทหาร” โดยที่มีเงาร่างของนายเนวินอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยทุกอย่างก็ยิ่งชัวร์ในขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถือได้ว่าเป็นคนที่เก็บอาการได้สงบนิ่งที่สุด ก็ขนาดถูกนายสนธิด่ากราดโครมๆก็ยังเฉย ...

จนไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่า จริงๆ แล้วบิ๊กป๊อกคือแนวร่วมของกลุ่มอำนาจใหม่จริงหรือไม่แต่เนื่องจากภาพอดีตของบิ๊กป๊อกกับบิ๊กป้อมนั้น คือ“พี่น้องนอกสายเลือด” ที่เคารพนับถือกันมากกว่าพี่น้องในสายเลือดบางคู่ด้วยซ้ำที่สำคัญ การแสดงจุดยืนทางการเมืองของบิ๊กป๊อกที่ดูเหมือนค้ำเก้าอี้นายกรัฐมนตรีให้นายอภิสิทธิ์ และค้ำรัฐบาลเทพประทานอย่างชัดเจน แม้จะถูกต่อว่าทำนองทหารมี2 มาตรฐาน...บิ๊กป๊อกมี 2 จุดยืนในการควบคุมดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองแต่บิ๊กป๊อกก็ไม่ได้สนใจ ..สุดท้ายจึงทำให้ถูกมองว่า แบบนี้น่าจะแปลว่าบิ๊กป๊อกเป็นหนึ่งในกลุ่มอำนาจใหม่อย่างแน่นอนส่วน บิ๊กป๊อด-พล.ต.อ.พัชรวาท นั้น แม้ว่ากันยายนที่จะถึงในอีก 2 เดือนเศษ หรือเหลืออีกแค่ 72 วัน นับจากวันนี้(21 ก.ค.) ก็จะต้องเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ก็กลับถูกจุดพลุลากให้ไปใกล้ชิดกับคดียิงสนธิเอาดื้อๆ ด้วยเหตุผลเพียงแค่การสั่งย้ายนายตำรวจระดับพันตำรวจเอกจากสุราษฎร์ฯที่มาช่วยตามคดีนี้ให้กลับไปยังพื้นที่เท่านั้นเป็นเรื่องเลยในทันทีว่า นี่แหละน่าจะเกี่ยวข้องกับ “ตอ”ที่ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เจอ...อะไรทำนองนั้นซึ่งหากดูประเด็นและน้ำหนักที่พยายามจะยกให้ ทั้ง 3 ป. คือ“ป้อม–ป๊อก–ป๊อด” เป็นกลุ่มอำนาจใหม่ ต้องถือว่ายังค่อนข้างหน่อมแน้มไปหน่อยแค่จะเอาไปราดขนมจีนให้โชกยังไม่แน่ใจเลยว่า กลุ่ม3 ป. ที่ถูกจับตามองอยู่ในขณะนี้ จะมีน้ำยามากพอหรือไม่???นั่นเองที่ทำให้ต้องมีการดึงเอา นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปเอี่ยวกับกลุ่มอำนาจใหม่ด้วยหวังว่าจะทำให้เห็นว่า ขั้วอำนาจใหม่กลุ่มนี้น่าจะเป็นขั้วอำนาจที่มีความสมบูรณ์มากคือ มีทั้งทหาร ตำรวจ และกลุ่มการเมืองที่มาแรงอย่างกลุ่มเนวิน และกลุ่มการเมืองลายครามอย่างกลุ่มนายสุเทพหนุนหลัง

เล่นเอานายสุเทพต้องรีบใช้จังหวะที่โดน กกต. สอยเรื่องขาดคุณสมบัติ ส.ส. เพราะมีหุ้น ชิงลาออกจากการเป็น ส.ส.เพื่อให้นายอภิสิทธิ์สบายใจว่า ไม่ได้คิดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนตามที่กลุ่มอำนาจใหม่ถูกจับตามองอยู่แต่อย่างใดทั้งสิ้นและยังเป็นการกลบกระแสข่าวที่ว่ามีการสังสรรค์พิเศษที่โรงแรมรีสอร์ทหรูบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ระหว่างนายสุเทพกับนายทหารใหญ่และครอบครัว ซึ่งมีทั้ง บิ๊กป้อมพล.อ.ประวิตร บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์แถมพ่วงด้วยอีก 1 ป.ปลาตากลม พล.อ.ประยุทธ์จันทร์โอชา เสธ.ทบ.แม้ในทางกระแสข่าวจะมองว่าเป็นการพบกัน โดยมีคนชื่อกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งไม่มีผลงานที่ชัดเจนเลยตั้งแต่นั่งมา 6 เดือน แถมยังออกอาการก้าวร้าวทุกทีที่มีกระแสข่าวเก้าอี้สั่นคลอนเป็นเป้าหมายหลักของการพบกันเพื่อเปลี่ยนแปลง???แต่เมื่อนายกษิตเป็นคนของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่แม้แต่นายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ยังต้องเกรงใจและไม่กล้าคิดที่จะเปลี่ยน ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าเป็น “จุดอ่อน”เป็น “สายล่อฟ้า”!!!แต่ทำอย่างไรได้ บุญคุณรับเขามาแล้ว ก็ย่อมจำเป็นจะต้องทดแทน จะกล้าหือกล้าอือได้อย่างไรนี่แหละที่ทำให้เกมการเมืองและเกมกลุ่มอำนาจต่างๆยิ่งยุ่งอีนุงตุงนังไปหมดในเวลานี้ไม่รู้กลุ่มอำนาจไหนของจริง กลุ่มอำนาจไหนของปลอมกันแล้วรู้แค่ว่า ถ้ากลุ่ม ป.ปลาตากลม 3-4 คนนี้เป็นกลุ่มอำนาจใหม่จริงๆ ก็ช่างเป็นกลุ่มที่พัวพันยุ่งเหยิงจนถูกเปิดโปงได้เร็วเสียจนสะท้อนได้ว่าถ้าไม่เลอะเทอะ...ก็ไม่มีน้ำยาใดๆ เลยหรือต้องมองข้ามช็อตว่า กลุ่มอำนาจใหม่ที่ถูกเปิดออกมานี้เป็นเพียงลูกแดงที่ต้องตบให้ลงหลุมก่อนที่จะไปกินลูกดำเพราะลูกดำต่างหากที่เป็นกลุ่มอำนาจที่มากบารมีจริงๆ !!! ■

การเลือกตั้ง เส้นทางประชาธิปไตยที่คนเสื้อแดงต้องเลือกเดิน

ที่มา Thai E-News


โดย ปูนนก
20 กรกฎาคม 2552

คุณจักรภพ เพ็ญแข ได้มีโอกาสสนทนาเข้ามาทางรายการวิทยุก็พูดในทำนองเดียวกันว่า “การเลือกตั้งภายใต้ระบอบเผด็จการไม่ใช่หนทางนำประชาธิปไตยมาสู่ชาติ” และมีหลาย ๆ กระแสเริ่มออกมาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน...


ไม่ว่าจะมองในทางไหนหรือในแง่มุมใด รัฐบาลเทพประทาน มาร์ค ม. 7 ก็ดูท่าจะไปไม่รอด

ต่อให้เป็นรัฐบาลเทพอุ้มสม หรือรัฐบาลเทพประทานขนาดไหนก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นและรุมเร้ารัฐบาลขณะนี้มันยากลำบากรุนแรง และปมเงื่อนมันสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะแก้ไขให้จบสิ้นได้ในเร็ววัน...

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่มีปัญญาทำอะไรในการเพิ่มรายได้นอกจากอาศัยเงินกู้ และออกพันธบัตรให้ประชาชนกินดอกเบี้ย ซึ่งที่จริงก็คือเงินของภาษีของตัวเองน่ะิแหละ....

ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่นับวันแต่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ....

ปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหากับเขาไปทั่ว....

ปัญหาสาธารณสุขโรคไข้หวัด 2009 ที่กำลังกลายเป็นจุดตายของรัฐบาลที่ล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านการป้องกัน... เพราะครั้งนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของประชาชนโดยตรง

การเปิดแนวรบเข้าโจมตีกองกำลัง และฐานอำนาจของเผด็จการอมาตย์ในหลายๆ แนวรบ ไม่ว่าจะเป็นการโฟนอินเรื่่องการแก้ไขเศรษฐกิจชาติของท่านนายกทักษิณ...

การเข้าชื่อถวายฎีกาเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ท่านนายกทักษิณ....

หรือแม้กระทั่งแรงกดดันให้มีการดำเนินคดีข้อหาผู้ก่อการร้ายสากลแ่ก่นายกษิต ภิรมย์ และกลุ่มแกนนำพันธมิตร...

เหล่านี้ล้วนส่งผลร้ายจนถึงขั้นพลังอำนาจของเผด็จการอมาตย์ที่เคยมีอยู่อย่างเต็มเปี่ยมสั่นคลอนลงอย่างเห็นได้ชัด

รัฐบาลมาร์ค ม. 7 ก็มิได้เป็นรัฐบาลที่เข็มแข็งอะไร เพราะลำพังเสียงในสภาของพรรค ประชาธิปัตย์เอง ก็มีเพียง 164 คนเท่านั้น ถ้าไม่ได้เสียงสนับสนุนจากพรรคงูเห่าของภูมิใจไทยก็ล่มอย่างแน่นอน...

และข้อเท็จจริงก็คือ ส.ส. ปัจจุบันในพรรคภูมิใจไทยก็เคยเป็นอดีต ส.ส. ในพรรคพลังประชาชนมาก่อนทั้งสิ้น แม้ว่าปัจจุบันจะกลายเป็น ส.ส. งูเห่าแตกแยกกันไปกับพรรคเพื่อไทย แต่ถึงอย่างไรก็เหมือนกับ “คนบ้านเดียวกัน...พี่น้องกันทะเลาะกัน” วันหนึ่งก็อาจจะกลับมาคืนดีกันก็ได้เพราะเคยเป็นน้ำเนื้อเดียวกันมาก่อน ซึ่งไม่เหมือนกับการเข้ามารวมกับพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นคนละน้ำคนเนื้อกัน....

มีการคาดหมายกันอย่างกว้างขวางว่ารัฐบาลนี้คงมีอายุอยู่ได้ไม่เกินสิ้นปีนี้ จากนั้นจะต้องยุบสภาเลือกตั้งใหม่ แต่ที่รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ยังไม่ยอมยุบสภาในขณะนี้ทั้ง ๆ พรก. กู้เงิน800,000 ล้านก็ผ่านไปแล้ว ส่วนสำคัญก็เพราะว่าเหตุการณ์การเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนคร และที่ศรีสะเกษเป็นตัวอย่างทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่า ถ้าเกิดการเลือกตั้งใหญ่ครั้งใหม่จะได้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกหรือเปล่า....

ซึ่งนี่คือความคิดในมุมมองของรัฐบาลเทพประทาน และพรรคร่วม

แต่ในส่วนมุมมองของคนเสื้อแดงผู้ต่อสู้เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยนั้น กลับมีเรื่องที่น่าจะต้องนำมาพิจารณากันอย่างรอบคอบก็คือว่า “ถ้าเกิดการยุบสภาขึ้นในครั้งนี้และมีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้น พี่น้องคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยควรจะไปร่วมเลือกตั้งด้วยหรือไม่?” ผมมองว่าประเด็นนี้น่าจะเป็นประเด็นที่พึงนำมาพิจารณาเพื่อวางแผนยุทธศาสตร์กันอย่างเร่งรีบมิใช่น้อย....

ก่อนจะมีการเลือกตั้งซ่อมที่จัุงหวัดสกลนคร อาจารย์ชูพงศ์ ถี่ถ้วน ได้เป็นผู้จุดประเด็นเรื่องการ Vote No ในการเลือกตั้งครั้งนั้น โดยให้เหตุผลว่า “การเลือกตั้งในระบอบเผด็จการนั้นไม่มีประโยชน์อันใดเลย เพราะถึงแม้ว่าจะได้เป็นรัฐบาลก็จะยังคงถูกอำนาจเผด็จการนอกรัฐธรรมนูญทำลายอยู่ดี (ดังที่มีตัวอย่างมาแล้ว 2 รัฐบาล) ดังนั้นการใช้เวทีเลือกตั้งลงประชามติให้ประชาชนแสดงความเห็นถึงพิษภัยและอำนาจเผด็จการด้วยการ Vote No คือการปฏิเสธการเลือกตั้งในระบบเผด็จการนี้ จึงเป็นหนทางออกที่ดีที่สุดเพื่อส่งสัญญาณให้เกิดการยอมรับในระดับนานาชาิติ”

การจุดประเด็นในครั้งนั้นเป็นข้อถกเถียงที่ ฮือฮากันมาก จนทำให้คนเสื้อแดงเกือบจะแตกทางความคิดออกเป็น 2 ฝ่าย แต่ในที่สุด อาจารย์ชูพงศ์ ก็ยอมถอยด้วยการขอถอนความคิดนี้ในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาโดยให้เหตุผลว่า คนเสื้อแดงก็เหมือนคนที่กำลังเดินทางไปบนถนนเส้นเดียวกัน บางคนอาจจะแวะที่สระบุรี บางคนอาจจะแวะที่พิษณุโลก บางคนอาจจะมีเป้าหมายไปที่เชียงใหม่ ก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด เพราะทุกคนอยู่บนถนนเส้นทางเดียวกัน จากนั้นก็หันมาให้การสนับสนุนผู้สมัครพรรคเพื่อไทยแทน และเมื่อคนเสื้อแดงรวมพลังกันได้ในที่สุดก็ทำให้ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยก็ชนะถล่มทลาย ทั้งที่จังหวัดสกลนคร และที่ศรีสะเกษ...

นั่นคือการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา

แต่ในการเลือกตั้งใหญ่ที่จะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้ต่างหากที่มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง... เวลานี้ประชาชนไทยโดยเฉพาะพี่น้องที่อยู่ตามต่างจังหวัดเริ่มมีความเข้าใจถึงอำนาจมืดของเผด็จการอมาตย์ที่ได้ครอบคลุึมประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านานแล้ว พี่น้องเหล่านั้นต้องการต่อสู้ให้ประเทศนี้มีความเป็นประชาธิปไตยและประชาชนทุกคนมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน ไม่เกิด 2 มาตรฐานขึ้นในการบังคับใช้กฎหมาย พี่น้องเหล่านั้นเริ่มมองเห็นแล้วว่า การเลือกตั้งไม่ใช่คำตอบที่จะนำไปสู่การได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตย แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นการต่ออายุให้อำนาจเผด็จการเสียด้วยซ้ำ...

คุณจักรภพ เพ็ญแข ได้มีโอกาสสนทนาเข้ามาทางรายการวิทยุก็พูดในทำนองเดียวกันว่า “การเลือกตั้งภายใต้ระบอบเผด็จการไม่ใช่หนทางนำประชาธิปไตยมาสู่ชาติ” และมีหลาย ๆ กระแสเริ่มออกมาแสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน...


เป็นความจริงอย่างยิ่งว่า พี่น้องคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยทุก ๆ คนต่างก็ต้องการให้ประเทศนี้ได้มาซึ่งความเป็นประชาธิปไตยขอให้เพียงให้บอกมาแระกันว่าจะต้องทำอย่างไร ก็ยินดีทำตามทั้งสิ้น จะเห็นได้จากการเลือกตั้งซ่อมที่จังหวัดสกลนคร, ศรีสะเกษ การรวบรวมรายชื่อถวายฎีิกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ท่่านนายกทักษิณ (ซึ่งขณะนี้มีมากกว่าล้านคนแล้ว)

ด้วยเหตุนี้การกำหนดยุทธศาสตร์ล่วงหน้าเพื่อนำมาพิจารณาว่า “ถ้าิเกิดยุบสภาเพื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ ประชาชนไทยจะได้อะไรจากการเลือกตั้ง... ควรหรือไม่ที่พี่น้องผู้ต้องการประชาธิปไตยจะ Vote No เพื่อปฏิเ้สธการเลือกตั้งภายใต้ระบอบเผด็จการนี้”

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยในการพิจารณาเพื่อวางแผนกำหนดการต่อสู้กับอำนาจเผด็จการให้เป็นไปตามเป้าหมายประชาิธิปไตย... ถ้าเกิดการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ โดยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 นี้ แล้วพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้ง...

ต่อมา กกต. ก็แจกใบแดงให้กับผู้สมัครผู้ได้รับการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย จนเหลือจำนวนไม่ถึงครึ่ง...และเมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้วแม้พรรคเพื่อไทยได้รับเสียงข้างมากแต่ก็ไม่สามารถสั่งการใครได้โดยเฉพาะกองทัพ...จากนั้นไม่นานก็ถูกตุลาการพิจารณาพิพากษาให้นายกรัฐมนตรีพ้นสภาพ ถูกยุึบพรรค หรือไม่ก็ถูกบีบจากอำนาจภายนอกให้บริหารราชการไม่ได้... ประชาชนก็ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของอำนาจเผด็จการมืดต่อไป พวกที่ประท้วงเรียกร้องก็เรียกร้องไป พวกที่คอยสูบเลือดสูบเนื้อประชาชนก็หน้าด้านทำต่อไปโดยไม่สนใจอะไร..... “แล้วพี่น้องคนไทยจะได้รับอะไรจากการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้” เราจะได้ประชาธิปไตยหรือเปล่า ? การต่อสู้ที่สูญเสียแม้กระทั่งเลือดเนื้อชีวิตจะสูญเปล่าหรือเปล่า ?

ถึงเวลาการต่อสู้ขั้นแตกหักระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย กับเผด็จการอมาตย์แล้ว ถ้าประเทศนี้ไม่ได้ประชาธิปไตยประชาชนก็จะต้องถูกกดขี่ และถูกสูบเลือดสูบเนื้อจนแห้งตาย....

สมรภูมิที่สำคัญมากชี้เป็นชี้ตายซึ่งกำลังจะมาถึงอันใกล้นี้ก็คือ “การเลือกตั้งใหญ่” ที่จะเกิดขึ้นนี้ เพราะเมื่อเผด็จการอมาตย์กำลังจะสูญสิ้นอำนาจพวกเขาก็จะยุบสภาโดยไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 50 และยังคงอำนาจเผด็จการอมาตย์เอาไว้...

เมื่อถึงเวลานั้นพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยทุกท่านคงจะต้องตัดสินใจร่วมกันว่า “การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญเผด็จการนั้นให้ประโยชน์ใดแก่ประชาชนในประเทศชาติบ้าง”

และการเลือกตั้งใหญ่จะทำให้ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยได้ประชาธิปไตยตามที่เรียกร้องจริงหรือ?

"ศุภชัย"ลั่นทำถูกต้องส่งกกต.ฟัน13ส.ส.ประชาธิปัตย์

ที่มา มติชนออนไลน์

นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้ร้อง 28 ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ จนส่งผลให้ ส.ส. 13 รายต้องถูกส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ กล่าววันที่ 20 กรกฎาคมว่าการยื่นดังกล่าวไม่มีความประสงค์ที่จะให้เกิดความวุ่นวาย ตอนที่ยื่นสังคมมีการตั้งคำถามเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย เพราะมีบุคคลสำคัญของบ้านเมืองไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จึงยื่นคำร้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานให้กับสังคมไม่มีเจตนาที่จะก่อผลกระทบกับรายบุคคลแต่เป็นการทำตามหลักการ และการตัดสินของ กกต.ก็สร้างบรรทัดฐานให้กับสังคม ประชาชนก็คงชื่นชม กกต.


“ผมคิดว่าได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าใครโกรธก็แสดงความเสียใจด้วยที่รู้สึกอย่างนั้น ผมเข้าใจที่ท่านจะโกรธ แต่ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยก็ยังสามารถทำงานร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ได้ เพราะเราแยกเรื่องส่วนตัวออกจากบ้านเมือง ผมไม่ได้แค้นใคร และเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์คงไม่แค้นผม เพราะเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่และเข้าใจหลักกฎหมายเป็นอย่างดี แต่อาจจะมีอารมณ์วูบๆเข้ามาบ้าง แต่ท่านก็จะเข้าใจ ”


นายศุภชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ต้องมาดูว่ามีรัฐธรรมนูญมาตราใดที่มีปัญหา และผู้ที่เกี่ยวข้องน่าจะถือโอกาสนำไปดำเนินการ เช่นมาตรา 265 ที่เราก็ไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความอย่างไร เรื่องดังกล่าวน่าจะนำไปทบทวนว่าต้องมีกฎหมายลูกออกมาอธิบายความว่าน่าจะมีวิธีปฏิบัติอย่างไรหรือไม่ เช่นหุ้นน่าจะมีนัยยะอย่างไร เป็นหุ้นในลักษณะใดหรือห้ามถือในจำนวนเท่าไหร่


สำหรับ 44 ส.ส. ที่จะตัดสินในวันที่ 23 ก.ค. นั้นในส่วนของพรรคภูมิใจไทยมีผู้เข้าข่าย 2 คนคือ นาย บุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช. มหาดไทย และ นาย มานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข หากผลออกมาว่าท่านมีคุณสมบัติขัดรัฐธรรมนูญ ทั้งสองคนก็พร้อมจะลงสมัคร ส.ส. ใหม่ แต่ส่วนตนเห็นว่า กกต.เหมือนกับพนักงานสอบสวน การจะมีความผิดหรือไม่ต้องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้ตัดสินดังนั้นอย่าเพิ่งรีบลาออก

เสียรังวัด

ที่มา ข่าวสด

เหล็กใน




เป็นรัฐบาลมาได้ครึ่งปีเศษ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งรอดจากโดนฤทธิ์ฝ่ายค้านและคนเสื้อแดงเล่นงานมาตลอด กลับแทบตกม้าตายด้วยน้ำมือคนในรัฐบาลด้วยกันเอง

เริ่มจากปัญหาที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ โดนพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาก่อการร้าย จากเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ จนทั้งรัฐบาลและนายกษิตโดนวิพากษ์วิจารณ์กันกระหึ่มเมือง

ถึงแม้ว่ามีความพยายามจะบอกว่า ผิดหรือไม่ผิดก็ต้องรอให้สิ้นสุดกระบวนการยุติธรรมเสียก่อนก็ตาม

แต่ในความเป็นจริง ได้เกิดความเสียหายขึ้นแล้ว!

เพราะคนที่เป็นรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นรมว.ต่างประเทศ กลับถูกกล่าวโทษด้วยข้อหาฉกรรจ์เสียเอง

ความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีโลกจะเป็นอย่างไร!?

การประชุมรมต.ต่างประเทศอาเซียนที่ภูเก็ตในช่วงนี้อาจจะมีฟีดแบ็กบ้าง ซึ่งต้องเฝ้าจับตาอย่ากะพริบ

ยิ่งช่วงหลังการประชุมรมต.อาเซียน อาจมีแอ๊กชั่นอะไรขึ้นมาบ้าง!?

ไม่แน่นายกฯ มาร์คอาจจะไม่ปล่อยให้กรณีของนายกษิตคาราคาซังจนถึงศาลตัดสินคดีก่อการร้ายก็เป็นได้

อีกปัญหาหนักอกนายกฯ มาร์คก็เป็นเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยให้ 13 ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์สิ้นสภาพ จากการถือครองหุ้นในบริษัทที่เป็นสัมปทานของรัฐ

ในจำนวน 13 ส.ส.ก็รู้กันว่ามีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายสัมพันธ์ ทองสมัคร นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายจุติ ไกรฤกษ์ ฯลฯ

ก็เหมือนกับเคสของนายกษิตที่โดนคดีก่อการร้าย เพราะเมื่อกกต.วินิจฉัยแล้วว่าส.ส.ถือหุ้นมีความผิดจริง ตามขั้นตอนต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง ถึงจะถือว่าสิ้นสุดกระบวนการ

หากพบว่าผิดจริง ส.ส.ทั้ง 13 คนก็ต้องสิ้นสภาพไปทันที ต้องมีการจัดเลือกตั้งซ่อมส.ส.ขึ้นใหม่

ถึงแม้เทพเทือกจะโชว์สปิริต"ครึ่งเดียว" ด้วยการลาออกจากตำแหน่งส.ส. แต่ไม่ลาออกจากเก้าอี้รองนายกฯ

ก็ยังดีกว่าไม่ทำอะไรเลย!

ผิดจากนายกษิตที่ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว ตอบโต้อย่างดุเด็ดเผ็ดมันทุกครั้งที่โดนสื่อถามเรื่องการแสดงสปิริตลาออกจากเก้าอี้รมว.ต่างประเทศ

เห็นแล้วผิดวิสัยนักการทูตจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ถึงรัฐบาลมาร์คจะโดนมรสุมเล่นงานเป็นระลอกๆ แต่หลายคนยังวิเคราะห์สถานการณ์ในตอนนี้ คงไม่ทำให้นายกฯ มาร์คเป๋ถึงขนาดต้องยุบสภา

แค่เสียรังวัดไปพอสมควร