WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 21, 2009

หวังดี+ห่วงใย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ท่ามกลางการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009

โพลทุกสำนักสรุปผลสำรวจไปในทิศทางเดียวกัน

ภายหลังเลิกแถลงรายวัน เปลี่ยนเป็นแถลงสัปดาห์ละครั้ง

นั่นคือ ประชาชนหวาดกลัวอันตรายของโรค และยังสับสน ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงกระทรวงสาธารณสุข

ประชาชน "เชื่อมั่น" แพทย์ไทย แต่ "ไม่เชื่อมั่น" กระทรวงสาธารณสุข และรัฐบาล??

ขณะเดียวกันบรรดาผู้รู้ ผู้เกี่ยวข้องที่ไม่ค่อยเป็นข่าว ออกมาให้ข้อมูลความเห็นอย่างหลากหลาย

โดยเฉพาะเรื่องวัคซีน!!

ที่น่าสนใจ และแหลมคม เริ่มจากศ.น.พ.สุชัย เจริญรัตนกุล อดีตรมว.สาธารณสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินหายใจ

"เป็นเรื่องแปลกที่ประเทศไทยที่ไม่เคยผลิตวัคซีนใช้เอง ยกเว้นวัคซีคโรคพิษสุนัขบ้า กลับจะมาผลิตวัคซีนใช้กับโรคที่ระบาดอย่างรุนแรงและมีโอกาสกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา

"กระบวนการผลิตวัคซีนนั้น องค์การอาหารและยาของสหรัฐ จะใช้เวลาทดลองถึง 2 ปี แต่ครั้งนี้รัฐบาลกลับบอกว่าจะใช้เวลาวิจัยแค่ 3 เดือน"

พร้อมเสนอคำแนะนำ

"1.รัฐบาลควรเร่งพัฒนาการให้บริการตรวจชันสูตรไวรัส 2009 ให้ครอบคลุม และควรสร้างห้องวิจัยทั่วประเทศ และรายงานผลภายใน 24 ชั่วโมง

"2.จัดหายา ทามิฟลู (Tamiflu) ให้เพียงพอ และจ่ายยาแก่ผู้ป่วยอย่างทั่วถึง"

ต่อด้วยรศ.น.พ.ทวี โชติพิทยสุนันท์ หัวหน้าทีมวิชาการไข้หวัดใหญ่ 2009 กระทรวงสาธารณสุข

"ไข้หวัดใหญ่ 2009 เป็นโรคที่อุบัติขึ้นใหม่ ยังไม่รู้ว่าจะระบาดรุนแรงขนาดไหนและนานเท่าไร

"ขณะนี้ต้องหันมาป้องกันการสูญเสียชีวิตให้ได้เสียก่อน โดยเปลี่ยนจากควบคุมเป็นการรักษาแทน

"ส่วนวัคซีนป้องกันจะได้ประมาณปลายเดือนตุลาคม เพื่อทดสอบกับคนและจะนำมาใช้ประมาณเดือนธันวาคม

"แต่การใช้วัคซีนจะไม่เป็นคำตอบสุดท้ายในการแก้ปัญหาให้กับผู้ป่วย

"เพราะเคยมีการให้วัคซีนกับเด็ก 2 คน ผลข้างเคียงคือ เด็กคนแรกมีอาการซึมคอตกตลอดเวลา

"ส่วนอีกคนเกิดอาการละเมอทั้งคืน เป็นผลข้างเคียงของยา ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย หรือในอนาคตอาจเกิดการดื้อยาได้"

เป็นข้อมูล ความเห็น ทั้งของคนกันเอง และคนละข้าง

แต่มีจุดประสงค์เดียวกัน

หวังดี และห่วงใย!?

ไม่แฟร์

ที่มา ไทยรัฐ

ตัวเลขยอดคนตายจากไวรัสไข้หวัดใหญ่มฤตยูที่รัฐบาลกั๊กเอาไว้แถลงเป็นรายสัปดาห์

รายงานข่าวล่าสุดยอดทะลุเกิน 30 ราย

ส่วนตัวเลข ส.ส.ที่ติดไวรัสไข้หวัดหุ้นที่ กกต.ยืนยันผลการตรวจสอบ เฉพาะพรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียว เสร็จค่อล่อซ่อไปแล้ว 13 ราย

ถ้ารวม ส.ว.ที่เจอพิษไข้หุ้นรุ่นแรกที่ กกต.

ขึ้นบัญชีจำหน่ายไว้แล้ว 16 ราย รวมเบ็ดเสร็จก็เป็น 29 ราย

ก็ยังเหลือเหยื่อไข้หวัดหุ้นรุ่นสุดท้าย ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจากห้องแล็บ กกต.อีก 44 คน คาดว่าจะประกาศผลได้ภายในสิ้นเดือนนี้แน่นอน

แต่ถ้าเทียบจากมาตรฐานเดียวกัน คาดว่าจะมี ส.ส.ติดเชื้อไข้หวัดหุ้นรุ่นที่ 3 อีก 13 ราย!!

เป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย 5 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 4 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 2 คน พรรคประชาราช 1 คน และพรรคกิจสังคม 1 คน

สรุปยอดผู้ติดเชื้อไข้หวัดหุ้นทั้ง 3 รุ่น รวมทั้งสิ้น 42 ราย ที่เข้าข่ายขาดคุณสมบัติเนื่องจากถือหุ้นบริษัทคู่สัญญากับรัฐ หรือบริษัทที่รับสัมปทานผูกขาดตัดตอนทั้งทางอ้อมและทางตรง

"แม่ลูกจันทร์" กราบเรียนว่า โอกาสรอดเหลือประตูเดียว...

คือต้องไปลุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญ

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การถือหุ้นของ ส.ส.และ ส.ว.ไม่เข้าข่ายต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ทั้ง 42 รายก็สบายแฮ

แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปทางเดียวกับมติ กกต. ก็เป็นว่า ส.ส.และ ส.ว.ทั้ง 42 คน ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งยวง!!

แต่การพ้นตำแหน่งเพราะพิษไข้หุ้นก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง

เพราะยังมีสิทธิ์เปิดหวอกลับมาเลือกตั้งซ่อมได้ทันทีภายใน 45 วัน

คือใส่ตะกร้าล้างนํ้ากลับมานั่งเก้าอี้ตัวเดิม

ยกเว้น กรณี "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ผู้จัดการรัฐบาล ที่ฉวยโอกาสยื่นใบลาออกจาก ส.ส. เพื่อให้น้องชายลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส. สุราษฎร์ฯแทน

นี่คือการเมืองระบบครอบครัวของแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่อดีต ส.ส.-ส.ว.ทุกคนจะได้กลับเข้าสภาฯ

เพราะ ส.ส.ระบบสัดส่วน กติกากำหนดให้ เลื่อนรายชื่อผู้สมัครลำดับถัดไปให้ดำรงตำ-แหน่งแทน

"แม่ลูกจันทร์" ตรวจสอบล่าสุดพบว่ามี ส.ส.สัดส่วน 7 คน ที่ไปแล้วไปลับไม่ได้กลับคืนสภาฯ แยกเป็น ส.ส.สัดส่วนพรรค ปชป. 2 คน พรรคเพื่อไทย 2 คน พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน พรรคชาติไทยพัฒนา 1 คน และพรรคประชาราช 1 คน อยู่ในข่ายต้องหลุดวงโคจร

แต่ประเด็นสำคัญที่ "แม่ลูกจันทร์" ฝากให้พี่น้องประชาชนเจ้าของเงินภาษีอากรช่วยกันใช้สะดือตรอง

คือการที่ ส.ส.และ ส.ว.ต้องพ้นตำแหน่งเพราะถือหุ้นต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในรัฐ-ธรรมนูญ

เมื่อรัฐธรรมนูญเขียนห้ามไว้ชัดเจน ย่อมเป็นหน้าที่ของ ส.ส.-ส.ว.ต้องปฏิบัติตาม การที่ ส.ส.-ส.ว.ยังคงถือหุ้นเอาไว้ ไม่ว่าเจตนา หรือไม่เจตนา

ต้องถือว่าเป็นความบกพร่องผิดพลาดของตัวเอง!!

ถ้าจะโทษว่ารัฐธรรมนูญเขียนไว้ไม่ ชัดเจน ก็ต้องโทษตัวเองที่รู้ว่า รัฐธรรมนูญไม่ชัดเจนยังเสี่ยงถือหุ้นเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญเอาไว้ทำไม??

คำถามก็คือ การที่ ส.ส.-ส.ว.พ้นตำแหน่งเพราะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ เหตุใดต้องใช้เงินภาษีประชาชนไปจัดเลือกตั้งซ่อมใหม่อีกก้อนโต??

เอาง่ายๆ เลือกตั้งซ่อม ส.ส.ใหม่ 19 เขต บวกกับการเลือกตั้งซ่อม ส.ว.อีก 8 จังหวัด ต้องเสียเงินจัดเลือกตั้งซ่อมอีกห้าร้อยล้านบาทฟรีๆ

ประเทศต้องเสียเงินอีกห้าร้อยล้านบาท เพื่อให้ ส.ส.-ส.ว. 27 คน ที่ทำตัวเองขาดคุณสมบัติได้รับเลือกตั้งซ่อมกลับมานั่งชูคอในสภาฯ

ในฐานะผู้จ่ายภาษี "แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าไม่แฟร์!!

ถ้าจะให้แฟร์ ต้องให้ ส.ส.-ส.ว. พวกนี้จ่ายค่าเลือกตั้งซ่อมเอง.

"แม่ลูกจันทร์"

ไข้หวัดอีกที

ที่มา ไทยรัฐ

ติดตามข่าวการแพร่ระบาด ไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทยแล้ว พอสรุปได้ว่าที่เชื้อโรคแพร่กระจาย จนเข้าขั้นโคม่าในขณะนี้ เป็นเพราะการเสมือนไร้ความสามารถของผู้รับผิดชอบ ไล่ ตั้งแต่รัฐบาลลงมา ปิดกันไปบังกันมาจนได้เรื่อง

วันก่อน นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร หัวหน้ากลุ่มพัฒนานักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคติดต่อ ระบุว่า สถานการณ์ระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 จะมีอีกหลายระลอกไปจนกว่าจะสิ้นปี ก็คืออีกประมาณ 5 เดือน

ที่ผ่านมาเฉลี่ยการแพร่ระบาดประมาณเดือนเดียวมีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเป็นทวีคูณ ที่ต้องมีการปิดโรงเรียนสถานศึกษา ก็เข้าใจ ได้ว่า จะมีผลกระทบต่อตารางการเรียนการสอนของเด็กชั่วคราว

จากเรื่องไกลตัวกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว เคยอ่านแต่ข่าวว่ามีคน ติดเชื้อไข้หวัดพันธุ์ใหม่ วันนี้ผมเชื่อว่าคนใกล้ตัวเราหรือคนที่เรา รู้จักอย่างน้อย ก็ต้องมี 1 คนที่ติดเชื้อ

อย่างน้อยคนที่ระมัดระวังตัวเองโดยการไม่ไปห้างสรรพสินค้า ไม่ไปโรงหนัง ไม่ไปในที่ชุมนุมชน ก็น่าจะมีประมาณ ร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด เพราะออกไปแล้วต้องใส่หน้ากาก ล้างมือ สารพัด ยุ่งยากสู้นอนเกาสะดืออยู่กับบ้านดีกว่า บวกกับเศรษฐกิจไม่ค่อยดีอยู่ด้วย

ย่อมกระทบกับเศรษฐกิจบ้างไม่มากก็น้อย

ผมได้รับจดหมายจากรั้วของชาติเล่าให้ฟังว่า ในค่ายทหารแถวภาคตะวันออก ป่วยกันทั้งค่าย แต่ผู้บังคับบัญชาไม่ให้เป็นข่าวก็เลย ติดกันไปติดกันมาจนบัดนี้ไม่รู้หายหรือยัง

คิดอีกมุม โรงเรียน สถานศึกษาก็พอจะสั่งปิดได้ ถ้าจะต้องสั่งปิด ค่ายทหาร หรือหน่วยราชการ หรือแม้แต่โรงพยาบาลเอง ผมว่าถึงตอนนั้น ประเทศไทยคงกลียุค ยุ่งตายหะ

ความมั่นคงก็ได้รับผลกระทบไปด้วย

ผมจะโทษอะไรไม่ได้นอกจากวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร แม้แต่ยาที่จะใช้ป้องกันหวัดชนิดนี้โดยเฉพาะก็จะได้รับประมาณเดือนตุลาคมโน่น ตอนนั้นคนไทยคงติดไข้กันงอมแงมทั้งประเทศไม่ต้องไปฉีดยาให้เมื่อยตุ้ม

ที่ต้องเฝ้าระวังก็คือมีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาจนแพทย์ปล่อยตัวกลับบ้านแล้วมีอาการไข้กลับ ต้องกลับมารักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเป็นรอบที่สอง ประสบการณ์จากคนใกล้ชิด เล่าให้ฟังว่า ลูกป่วย เป็นไข้พาไปตรวจที่ศูนย์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่โรงพยาบาลวชิระ ตรวจแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไร แต่เด็กยังตัวร้อนด้วยความเป็นห่วงลูก เลยกลับไปโรงพยาบาลเอกชนอีกเที่ยว ปรากฏว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 จริงๆ

แสนจะว้าเหว่

ติดตามสถานการณ์ไข้หวัดในต่างประเทศ รัฐบาลจีน สั่งกักตัวนักเรียนจากประเทศอังกฤษจำนวน 52 คนทันที เมื่อพบว่า มี 4 ราย ที่มีไข้สูง เวียดนาม ฮ่องกง เช็กแล้วเช็กอีกตามไปเช็กถึงบนเครื่อง 2-3 รอบ

ล่าสุดคุณชวน หลีกภัย ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ นัดหารือกับรัฐมนตรี 3 กระทรวงที่เกี่ยวข้องก็น่าจะได้ผลในเรื่องของภาพความตั้งใจ บนความล้มเหลวด้านนโยบายที่ต้องสังเวยด้วยชีวิตชาวบ้าน.

หมัดเหล็ก

จบที่เกมการเมือง?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_20959
ประวิตร???????????????อภิสิทธิ์

ต้องฆ่าคน 4 คน

โดยตัวเลขที่ชวนขนหัวลุก จากปากของนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่อ้างเบื้องหลังการพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

"พ.ต.ท.ทักษิณเคยเล่าให้ผมฟังครั้งหนึ่งว่า มีซินแสชื่อดังของจีนบอกว่าจะกลับประเทศไทยได้ต้องฆ่าคน 4 คน แต่ พ.ต.ท.ทักษิณบอกว่า ถ้าฆ่าคนเพื่อได้กลับประเทศไม่ทำ เพราะเป็นคนพุทธ จะยอมรอจนกว่าคนในประเทศจะเข้าใจ ซึ่งซินแสยังทำนายอีกว่า ดวง พ.ต.ท.ทักษิณจะได้กลับประเทศแน่นอน แต่ช้าหรือเร็วอยู่ที่บุญกรรม"

ในอารมณ์ที่ตั้งใจจะบอกว่า ยังดีที่เป็นคนไทยพุทธ

เพราะสมมติถ้า "ทักษิณ" เชื่อตามคำแนะนำของซินแส แน่นอนเลยว่า 1 ใน 4 เหยื่อสังเวยวีซ่ากลับเข้าประเทศไทย ยังไงก็ต้องมีชื่อของ "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯอยู่ในบัญชีด้วย

ผู้ชมทางบ้านก็เดาได้

มันเป็นอะไรที่ลูกข่ายนายใหญ่ต้องรีบขุดบ่อ ดักคอไว้ ในสถานการณ์ที่คดีลอบสังหาร "เดอะลิ้ม" กำลังเหวี่ยงแหสุ่มตัวอย่างผู้ต้องสงสัย

และก็ให้เซอร์ไพรส์กันไปทั้งบ้านทั้งเมือง กับชื่อของ "บิ๊กเหวียง" พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีต รมว.กลาโหม รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ในฐานะนายเก่าของจ่าทหารหน่วยรบพิเศษป่าหวาย จังหวัดลพบุรี ที่ถูกระบุว่าอยู่ในทีมสังหาร

"บิ๊กเหวียง" ถูกเชื่อมโยงเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดีลอบยิงนายสนธิ

และก็ให้เร้าใจกันไปใหญ่ ในสถานะวันนี้ของ พล.อ.เชษฐา ก็นั่งเป็นประธานที่ปรึกษาของพรรคเพื่อไทย นัวเนียอยู่กับคนที่ดูไบ

เข้าทางหน่วยจับแพะชนแกะ สรุปสำนวนปิดคดี คิวนี้ "นายใหญ่" เอี่ยวชัวร์

แต่พวกที่ "บ้องลึก" ยังไม่ปักใจเชื่อง่ายๆ โดยทางข่าวก็อย่างที่เห็นๆกัน กระแสไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ฝีมือลูกข่ายของนายใหญ่ซักเท่าไหร่ แต่ให้น้ำหนักจับจ้องไปที่เกม ลับ ลวง พราง ล่อกันเองในฝ่ายที่ล้มโต๊ะ "ทักษิณ" ด้วยกันมา

เดิมพันเกมวิ่งราวอำนาจประเทศไทยที่ไหลมาถึงขั้นนี้

มันต้องมีอะไรซับซ้อนกว่านั้น

เอาเป็นว่า ไม่ต้องรอหลักฐาน ผลสรุปทางคดี แต่โดยการเล่นกระแสก็พอจับทางได้

ทีมงานม็อบพันธมิตรฯปักธงไปแล้ว

อย่างที่จับสัญญาณกันได้กับสถานภาพตำบลกระสุนตก "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดนถล่มเละรายวัน

โดยเฉพาะคิวที่คนสีเดียวกันเองอย่าง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าทีมพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหารนายสนธิ ออกมาบ่นดังๆ คดีสาวไปเจอตอบ้าง หนอนบ่อนไส้คาบข่าวไปบอกทีมงานคนร้ายไหวตัวบ้าง

เขี่ยลูก เปิดฟลอร์ให้ม็อบพันธมิตรฯเขย่า

"บิ๊กป๊อด" งานเข้า รับไม่ทัน

ที่สำคัญ โดยเป้าหมายที่ตั้งใจกระทบชิ่งไปถึงพี่ชายอย่าง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พี่ใหญ่เครือข่าย "3 ป"

"หัวขั้ว" อำนาจใหม่

นัยหนึ่งคือการ "ล็อกเป้า" ขบวนการล่าหัว "เดอะลิ้ม"

แต่อีกนัยก็ได้ตัดเกมไหลลื่นของขุมพลังสีเขียว สีกากี บวกสีน้ำเงิน ที่สนธิกำลังกันระหว่างทหาร ตำรวจ และนักเลือกตั้ง ยืนทะมึนครอบเงารัฐบาลประชาธิปัตย์

เพราะโดยพัฒนาการที่จะเป็นไป เริ่มต้นจากคดีลอบสังหาร จบที่เกมการเมือง

จากการแบ่งข้างถือหางเดิมพันกันจะจะ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดดออกมาเชียร์ พล.ต.อ.ธานีแบบสุดตัว

"ผมคุยกับคุณธานี คุณธานีบอกมั่นใจ ทำต่อได้ เดินต่อได้ ผมเชื่อความตรงไปตรงมาของคุณธานี จึงไม่หนักใจคดีของคุณสนธิ ใครทำก็ต้องรับผลตามนั้น ทุกคดีต้องไม่มีสีสำหรับผม"

และก็เป็นอะไรที่ต้องคิดกันใหม่ จากที่มองกันว่า พล.ต.อ.ธานีไม่มีอะไรจะเสีย แค่ฝากฝีมือทิ้งทวนก่อนเกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคมนี้

ทั้งๆที่มันยังมีช่องให้ทำกันได้ กับการต่ออายุราชการ เบิ้ลรางวัลเก้าอี้ ผบ.ตร.

"อภิสิทธิ์" ได้จังหวะหักดิบขุมพลัง "3 ป" ตัดทิ้งความหวาดระแวงหอกข้างแคร่

โหนกระแส รับมุกกับฝ่ายม็อบพันธมิตรฯ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กฟภ.-กปน.บักโกรกตบเท้าขอกู้อ่วมนโยบายน้ำไฟฟรี

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_20949

กระทรวงมหาดไทย เตรียมเสนอ ครม. วันนี้ พิจารณาให้ กฟภ. -กปน. ขอกู้เงินเสริมสภาพคล่อง อ้าง สนองนโยบายน้ำ-ไฟฟรี จนบักโกรก รวมวงเงิน กว่า 7,000 ล้านบาท ...

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (21 ก.ค.) กระทรวงมหาดไทย จะเสนอให้ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กู้เงินในประเทศภายในกรอบวงเงินไม่เกิน 2,900 ล้านบาท โดยรัฐบาลเป็นผู้รับภาระดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายใด ๆ อันเกิดจากการกู้เงินดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพคล่องจากการดำเนินการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน ที่ กฟภ. ทั้งนี้ทางกระทรวงมหาดไทย รายงานว่า กฟภ.ได้ดำเนินการ 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคนตามติ คณะรัฐมนตรี (ครม.) 15 ก.ค. 2551 ที่ให้กฟภ. รับผิดชอบมาตรการลดค่าไฟฟ้าของครัวเรือน เป็นเวลา 6 เดือน (1 ส.ค. 2551-ม.ค. 2552) และ มติ ครม. 29 ก.ค.2551 ที่ให้ขยายมาตรการให้ครอบคลุมถึงกลุ่มผู้มีรายได้น้อยที่เช่าอาศัยในอาคารชุด หรือ ห้องเช่าที่ผู้ประกอบการถูกต้องตามกฎหมาย โดยให้เริ่มดำเนินการในรอบการจัดเก็บเดือน ก.ย. 2551และสิ้นสุดในเดือน ก.พ. 2552 โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลัง และ สำนักงบประมาณแทนทางการจ่ายเงินชดเชยและการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องให้แก่รัฐวิสหากิจที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ กฟภ.รายงานว่า กฟภ.ได้ลดค่าไฟฟ้าประจำเดือน ส.ค. 2551 ถึงเดือน ม.ค. 2552 และ ก.พ. 2552 ให้แก่ผู้ใช้ไฟฟ้าแล้ว วงเงินทั้งสิ้น 8,182.583 ล้านบาท ได้รับการชดเชยรายได้จากสำนักงบประมาณแล้วถึงเดือน พ.ย. 2551 วงเงินรวม 5,282.582 ล้านบาท ยังคงเหลือวงเงินที่ยังไม่ได้รับการชดเชยฯอีกจำนวน 2,900 ล้านบาท ซึ่งเดิม กฟภ. มีผลกระทบทางการเงินเดิม เกิดจากการที่ไม่สามารถเก็บเงินค่าไฟฟ้าจากหน่วยงานราชการได้เต็มจำนวนมาอย่างต่อเนื่อง มีลูกหนี้ค่าไฟฟ้าของหน่วยงานราชการเป็นวงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาทด้วย และจำเป็นต้องเร่งนำเงินที่ขาดอยู่ไปชำระค่ากระแสไฟฟ้า จาก กฟผ. อยู่โดยเร็ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ กฟภ. ยังขอความเห็นชอบการกู้เงินในประเทศปี 2552 เพิ่มเติม จำนวน 7 งาน วงเงินดำเนินการ 3,203.193 ล้านบาท เป้าหมายเบิกจ่าย 2,628.109 ล้านบาท เนื่องจาก สภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันทำให้สถานะการเงินของ กฟภ. เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยมีการพยากรณ์ว่าอัตราการเพิ่มของหน่วยจำหน่ายไฟฟ้าจะลดลง ทำให้ต้องมีการปรับแผนการลงทุน การจัดซื้อจัดจ้าง แต่ขณะเดียวกัน กฟภ. ยังมีภาระที่จะต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการบริการด้านสาธารณูปโภคให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างทั่วถึง จึงมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแหล่งเงินลงทุนจากการใช้เงินรายได้ กฟภ. มาดำเนินการ โดยกู้เงินในประเทศปี 2552 เพิ่มเติม ในงบลงทุนเพื่อการดำเนินงานตามปกติ งานด้านระบบไฟฟ้า จำนวน 7 งาน ประกอบด้วย งานต่างๆ ดังนี้ 1.งานขยายเขตระบบจำหน่ายและระบบสายส่งสำหรับผู้ใช้ไฟ วงเงิน 375.604 ล้านบาท

2.งานตรวจสอบบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้า และ Underground Cable ในสถานีไฟฟ้า 118.031 ล้านบาท 3.งานขยายเขตไฟฟ้าให้บ้านเรือนราษฎรที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ 555.800 ล้านบาท 4.งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้าอมตะนคร จ.ชลบุรี 211.516 ล้านบาท 5.งานก่อสร้างสถานีไฟฟ้านวนคร 4 วงเงิน 126.763 ล้านบาท 6.งานจัดหามิเตอร์และอุปกรณ์ประกอบสำรองจ่าย 1,437.791 ล้านบาท 7.งานจัดหาหม้อแปลงและอุปกรณ์ประกอบสำรองจ่าย 377.688 ล้านบาท รวมวงเงินดำเนินการทั้งสิ้น 3,203.193 ล้านบาท แต่มีเป้าหมายเบิกจ่ายรวม 2,628.109 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ขณะที่การประปานครหลวง (กปน.) ได้ขออนุมัติวงเงินกู้เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น (Working Capital) เป็นระยะเวลา 1 ปี วงเงิน 1,000 ล้านบาท โดยกระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน เพื่อเอาไว้สำหรับสำรองไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการเสริมสภาพคล่องในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน โดยกปน. ได้อ้างเหตุผล ผลกระทบทางการเงินจากการดำเนินนโยบาย 6 มาตรการ 6 เดือน ฝ่าวิกฤตเพื่อคนไทยทุกคน เช่นกัน โดย กปน.เบิกเงินชดเชยค่าน้ำตั้งแต่เดือน ส.ค.-ธ.ค. 2551 เป็นเงิน 1,491 ล้านบาท ยังคงค้างการเบิกจ่าย 2 เดือน คือ ม.ค. 2552-ก.พ. 2552 รวม 506 ล้านบาท แต่จากประมาณการเงินสดรับ-จ่ายของปีงบประมาณ 2552-2553 เห็นว่ามีความต้องการใช้เงินทุนหมุนเวียนเสริมสภาพคล่องในกรณีจำเป็นเร่งด่วน โดยช่วงเดือน เม.ย.-ก.ย. 2552 ต้องการใช้เงินประมาณ 750 ล้านบาท และเดือนต.ค. 2552 - มี.ค.2553 ต้องการใช้เงิน 1,000 ล้านบาท

"กระจกเงา"เผยสถานการณ์การค้ามนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ที่มา ประชาไท

มูลนิธิกระจกเงา ในฐานะองค์กรพัฒนาเอกชน ที่มีบทบาทในภาคส่วนของการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ โดยมีหน่วยงานปฏิบัติการ ได้แก่ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ และ ศูนย์ข้อมูลคนหาย เป็นตัวขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยในระยะเวลาช่วง 1 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิกระจกเงา ได้ลงพื้นที่ทำงานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หลายกรณี จึงได้จัดทำสรุปรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีข้อเท็จจริงและข้อค้นพบ แยกออกเป็นปรากฏการณ์ ดังต่อไปนี้
1.การค้ามนุษย์แรงงานประมง
ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา รับแจ้งเหตุแรงงานภาคประมงขอรับความช่วยเหลือ เนื่องจากถูกล่อลวงและบังคับให้ทำงานโดยไม่สมัครใจ ตลอดจนถูกละเมิดสิทธิ กว่า 80 กรณี (สถิติระหว่าง พ.ค. 51-มิ.ย.52) โดยผู้เสียหายร้อยละ 80 มีภูมิลำเนาอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในพื้นที่จากจังหวัดทางอีสานใต้ ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องการล่อลวงแรงงานประมง ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะสภาพปัญหาการขาดแคลนแรงงานประมงจำนวนมาก จึงทำให้มีขบวนการนายหน้าคอยหาแรงงานป้อนเข้าสู่เรือประมงอีกทอดหนึ่ง ทั้งนี้ มีพื้นที่เสี่ยงในการล่อลวงแรงงานประมงในกรุงเทพ 5 จุดใหญ่ๆ ด้วยกัน ประกอบด้วย บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง บริเวณสถานีขนส่งหมอชิต บริเวณสนามหลวง บริเวณวงเวียนใหญ่ และบริเวณสวนรมณีนาถ
จากการลงพื้นที่และสัมภาษณ์ผู้เสียหาย ทำให้ทราบว่าชาวบ้านในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการย้ายถิ่นในการทำงานอย่างไม่ปลอดภัย กล่าวคือ เป็นลักษณะการเคลื่อนย้ายตัวเองเข้ามาหางานทำในกรุงเทพฯ โดยไม่มีจุดหมายปลายทาง ไม่มีงานรองรับ เข้ามาในลักษณะแบบตายเอาดาบหน้า ทำให้ผู้เสียหายส่วนใหญ่ มักต้องใช้สถานีขนส่งและสวนสาธารณะเป็นที่พัก หรือ รอหางานทำ จึงมักตกเป็นเหยื่อของขบวนการนายหน้าค้ามนุษย์
นอกจากนี้ การให้ความรู้ และ สร้างเสริมความเข้าใจในการระมัดระวังภัยในการหางานทำ ยังเป็นเรื่องที่ขาดกระบวนการทำงานในพื้นที่ โดยเฉพาะกับกลุ่มเสี่ยง ที่ขาดโอกาสและการศึกษาซึ่งมักตกเป็นเหยื่อได้ง่าย
ทั้งนี้ มีผู้เสียหายจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มิได้เข้าไปแจ้งความ หรือให้ข้อมูลแก่หน่วยงานภาครัฐ จึงเป็นผลให้หน่วยงานในพื้นที่ไม่ทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จึงขาดกระบวนการทางนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหา
2.การค้าประเวณีเด็ก
ปัญหาการค้าประเวณีเด็ก กลายเป็นประเด็นใหญ่ในพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสถานะเป็นทางผ่านและปลายทาง ในการค้าประเวณีเด็ก โดยแบ่งสภาพปัญหาเป็น 2 ประเภท คือ
2.1 การค้าประเวณีเด็กต่างชาติ
ปัญหาเรื่องการค้าประเวณีเด็กต่างชาติ ทำให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กลายเป็นพื้นที่ทางผ่านและพื้นที่ปลายทางของการค้ามนุษย์ ลักษณะของสภาพปัญหาคือมีการนำเด็กจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศลาวเข้ามาค้าประเวณีบริเวณชายแดนและจังหวัดใกล้เคียงในรูปแบบของซ่องและร้านคาราโอเกะ
พื้นที่ใจกลางเมืองอุดรธานี ถือเป็นแหล่งขายบริการทางเพศเด็กต่างชาติ ที่รุนแรงที่สุด มีการจับกุมโดยหน่วยงานภาครัฐ และถูกนำเสนอข่าวต่อสื่อมวลชนหลายครั้ง แต่ก็ยังมีการเปิดให้บริการอย่างโจ่งแจ้งจนถึงทุกวันนี้
ขณะที่เว็บไซต์ของนักเที่ยวกลางคืนแห่งหนึ่ง มีการนำเสนอข้อมูลของซ่องในจังหวัดอุดรธานีอย่างแพร่หลาย ผู้เข้าใช้บริการในเว็บไซต์ดังกล่าวมีการรวมตัวกัน เพื่อเดินทางมายังจังหวัดอุดรธานี เพื่อซื้อบริการทางเพศเด็กลาวโดยเฉพาะ
นอกจากนี้แล้วในพื้นที่จังหวัดชายแดนที่ติดกับแม่น้ำโขง ตั้งแต่ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร จนกระทั่งถึงอุบลราชธานี ก็ประสบปัญหามีเด็กลาวถูกนำมาค้าบริการทางเพศแอบแฝงตามสถานบริการต่างๆ
ในขณะเดียวกัน จังหวัดชายแดนลุ่มแม่น้ำโขง ยังเป็นทางผ่านให้ “นักล่าประเวณีเด็ก”จำนวนมาก ข้ามแดนเข้าไปซื้อบริการทางเพศเด็กในประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยเฉพาะด้านจังหวัดหนองคายและมุกดาหาร
ด้วยสภาพภูมิประเทศที่ติดกันสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันได้ง่าย ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ ทำให้มีเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่การขายบริการทางเพศอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายเข้ามาขายบริการบริเวณชายแดนฝั่งไทยมากขึ้น
2.2 การค้าประเวณีเด็กไทย
สภาพปัญหาทางสังคมและปัญหาเรื่องค่านิยมที่เด็กและเยาวชนซึมซับได้จากสิ่งแวดล้อมรอบกาย ทำให้มีเด็กจำนวนมาก เข้าสู่การขายบริการทางเพศโดยความสมัครใจ แต่กระนั้นก็ตาม เมื่อพิจารณาตามข้อกฎหมายและพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ปัญหาการขายบริการทางเพศของเด็ก กลายเป็นการค้ามนุษย์ เนื่องจากส่วนใหญ่ การขายบริการทางเพศของเด็กมักอยู่ภายใต้ผู้ดูแลในรูปแบบของเอเย่นต์ คอยทำหน้าที่เป็นธุระจัดหาแขก
ทั้งนี้ เด็กส่วนใหญ่ อยู่ในสถานศึกษาทั้งในสายสามัญและอาชีวะ พบมากในจังหวัดขนาดใหญ่และมีสถานศึกษาจำนวนมาก เช่น จังหวัดขอนแก่น อุดรธานี ร้อยเอ็ด นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม เป็นต้น
เอเย่นต์หรือผู้เป็นธุระจัดหาเพื่อการประเวณีเด็ก มักหาลูกค้าตามสถานบันเทิงต่างๆ หรือให้พนักงานยกกระเป๋า/บริกรตามโรงแรมต่างๆ คอยติดต่อหาลูกค้าให้ กลุ่มนักท่องเที่ยวเพื่อการนี้มักจะทราบว่าต้องติดต่อกับใครในการหาซื้อประเวณี
แนวโน้มที่น่าสนใจของปัญหานี้ คือ เด็กที่เข้าสู่การขายบริการทางเพศ โดยผ่านผู้เป็นธุระจัดหามีอายุน้อยลง เพราะตัวเด็กไม่จำเป็นต้องออกไปหาลูกค้าด้วยตัวเอง การขายบริการทางเพศจึงเป็นความลับรู้กันเฉพาะกลุ่ม นอกจากนี้ยังเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ เพราะเห็นว่าเพื่อนมีเงินในการจับจ่ายใช้สอยไม่ขาดมือ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้เป็นธุระจัดหายังเป็นเยาวชนอีกด้วย
3.ขอทานเด็ก
การนำเด็กมาเป็นเครื่องมือในการขอทาน พบปัญหามากในแถบอีสานใต้ โดยเฉพาะจังหวัดสุรินทร์ โดยลักษณะของปัญหาที่เกิดขึ้นคือการที่ครอบครัวของเด็ก นำเด็กมาขอทานในกรุงเทพฯ โดยมีแคนเป็นเครื่องดนตรีประกอบการขอทาน กระทั่งเริ่มมีบางครอบครัวตั้งตัวเองเป็นนายหน้าในการพาเด็กคนอื่นๆ เข้ามาเป่าแคนในกรุงเทพฯ โดยหักเปอร์เซ็นต์จากการขอทานเป็นค่านำพาเข้ามาขอทาน
โรงเรียนระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสุรินทร์ มีเด็กมาเป่าแคนทั้งสิ้น เกือบ 40 คน จากนักเรียนทั้งโรงเรียน 140 คน เทียบได้กับนักเรียน 1 ใน 4 ของโรงเรียนถูกนำพามาขอทานที่กรุงเทพฯ
ช่วงเย็นวันศุกร์ของทุกสัปดาห์ กลุ่มเด็กเป่าแคนจะเดินทางออกจากจังหวัดสุรินทร์ เพื่อเข้ากรุงเทพฯ และจะกระจายตัวออกไปเป่าแคนในพื้นที่ต่างๆ รอบกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ สวนจตุจักร อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บางกะปิ และลาดพร้าว โดยเด็กจะต้องเป่าแคนขอทานตั้งแต่เวลาประมาณ 9.00 น. ถึงเวลาประมาณ 23.00 น. ในวันเสาร์อาทิตย์ และจะเดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์ในเย็น วันอาทิตย์
ขณะที่ในมิติของครอบครัวเด็ก มองว่า การที่เด็กเข้าไปเป่าแคนเป็นการแสดงดนตรีมิใช่การขอทาน แต่ในขณะที่งานวิจัยสภาพปัญหาในพื้นที่ของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำ พบว่า เด็กไม่สมัครใจในการไปเป่าแคนที่กรุงเทพฯ ประกอบกับเด็กส่วนใหญ่ไม่สามารถเป่าแคนเป็นเพลงได้ ลักษณะท่าทางที่ปรากฏจึงเป็นการเป่าลมเข้าไปในแคนให้มีเสียงออกมาเท่านั้น และครอบครัวเด็กยังให้เด็กสวมชุดนักเรียนขณะขอทาน เพื่อเรียกร้องความน่าสงสารอีกด้วย
ปัญหาเด็กจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือเข้าไปขอทานที่กรุงเทพฯ มีแนวโน้วจะขยายตัวมาขึ้น เพราะเด็กคนนึงสามารถมีรายได้ต่อเดือนประมาณ 10,000-30,000 บาทต่อเดือน เป็นผลให้หลายครอบครัวเริ่มที่จะนำบุตรของตนเองเข้ามาขอทานที่กรุงเทพฯ ทั้งมาด้วยตนเองและฝากบุตรหลานมากับนายหน้า
4.การลักพาตัวเด็ก
ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีกระแสข่าวลือเรื่องการลักพาตัวเด็ก และแก๊งรถตู้ลักพาตัวเด็กจำนวนมาก แต่ข้อเท็จจริงนับตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน มีการลักพาตัวเด็กที่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่าเกิดขึ้นจริงเพียง 1 กรณีเท่านั้น โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อปี 2551 ที่จังหวัดอุดรธานี
โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นลักษณะของบุคคลที่มีอาการทางจิตและลักร่วมเพศ ล่อลวงเด็กชายอายุ 9 ปี ไปกระทำทางเพศและบังคับใช้แรงงานในจังหวัดต่างๆ จนถูกจับกุมตัวได้ที่จังหวัดชุมพร
จากสถิติการรับแจ้งเหตุเด็กถูกลักพาตัวของมูลนิธิกระจกเงามีจำนวนทั้งสิ้น 34 กรณี ไม่มีกรณีใดที่ใช้รถตู้เป็นยานพาหนะในการลักพาตัวเด็ก ทั้งนี้ ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่มิใช่ขบวนการค้ามนุษย์ที่ชัดเจน แต่เป็นในลักษณะบุคคลธรรมดา ที่นำพาเด็กไปบังคับใช้แรงงานหรือกระทำทางเพศ
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลของข่าวลือ พบว่า มีหน่วยงานราชการหลายหน่วยในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักให้ข่าวกับสื่อมวลชนผิดๆ ไม่มีการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและตื่นตระหนก กลายเป็นข่าวลือเรื่องแก๊งค์รถตู้ หรือกระทั่งแก๊งค์ตัดอวัยวะเด็ก ซึ่งไม่ปรากฏตัวผู้เสียหายในพื้นที่แต่อย่างใด
5.การถูกบังคับค้าประเวณีในต่างแดน
มีหญิงไทยจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวนมาก ถูกหลอกเพื่อบังคับให้ค้าประเวณีในต่างแดนทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรป และแอฟริกาใต้ โดยหญิงไทยที่ถูกหลอกส่วนหนึ่งประกอบอาชีพค้าประเวณีในประเทศไทยอยู่ก่อนแล้ว และได้รับการติดต่อจากนายหน้าให้ไปทำงานในต่างประเทศ แต่กลับถูกกดขี่ให้ต้องทำงานอย่างหนักกว่าที่ได้ตกลงกันไว้ และเป็นหนี้ค่าเดินทางจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังมีหญิงไทยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มักใช้บริการบริษัทจัดหาคู่หรือนายหน้าหาคู่กับชายชาวต่างชาติ ซึ่งมีหลายกรณีที่เมื่อแต่งงานไปแล้ว หญิงไทยถูกนำไปบังคับให้ขายบริการทางเพศในต่างแดน หรือบังคับใช้แรงงานบ้านอย่างหนัก
ด้วยค่านิยม และความต้องการยกระดับความเป็นอยู่ ทำให้การตัดสินใจของหญิงไทยหลายคนขาดความรอบคอบ ตลอดจนในพื้นที่ไม่มีมาตรการให้ความรู้แก่ประชาชนที่กำลังจะเดินทางไปทำงานหรือแต่งงานยังต่างประเทศ จึงทำให้แนวโน้มจะยังมีหญิงไทยตกเป็นผู้เสียหายจำนวนมากขึ้นในอนาคต
ปัญหาการค้ามนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ใน 3 สถานะ ทั้งเป็นพื้นต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางของปัญหา ด้วยสภาพภูมิประเทศและปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการเข้าสู่กระบวนการค้ามนุษย์ได้โดยง่าย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้องทำงานเชิงรุกเพื่อสกัดกั้นมิให้ปัญหาการค้ามนุษย์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือขยายตัวจนเกินจะเยียวยา...

“หนังสือลับมาก” สั่งจัดการวิทยุชุมชน-เว็บ-เคเบิลทีวี อ้างปลุกระดม

ที่มา ประชาไท

ไทยรัฐ-เอเอสทีวีเผยมีหนังสือ “ลับมาก” ส่ง “สาทิตย์ วงศ์หนองเตย” บัญชีดำรายชื่อวิทยุชุมชน-เว็บ-เคเบิลทีวี อ้างปลุกระดม-โจมตีระบอบอำมาตย์ อ้างเคเบิลบางช่องถ่ายทอดภารกิจ “ทักษิณ” ทั้งวันทั้งคืน เผยมีการส่งข้อมูลให้ “เทพ-มาร์ค” พิจารณาจับกุม-ดำเนินคดีแล้ว

วานนี้ (20 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวทั้ง ไทยรัฐ และ ASTVผู้จัดการออนไลน์ รายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ได้มีหนังสือ “ลับมาก” รายงานข้อมูลเกี่ยวกับวิทยุชุมชน เว็บไซต์ และสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีมาถึง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยหนังสือลับดังกล่าวได้มีรายชื่อวิทยุชุมชน เว็บไซต์ และ สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี โดยอ้างว่ามีการจัดรายการปลุกระดม ยุยง โดยเฉพาะโทรทัศน์เคเบิลทีวี ในรายงานอ้างว่า ได้ถ่ายถอดภารกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีตลอดทั้งวันทั้งคืน ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีช่องดังกล่าวได้ประกอบกิจการอยู่ย่านลาดพร้าว เป็นต้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการจัดทีมเฉพาะกิจ เพื่อเฝ้าฟังการถ่ายทอดการจัดรายการของวิทยุชุมชน และเข้าไปดูในเว็บไซต์ตามรายงานลับ ซึ่งทีมเฉพาะกิจเป็นการประสานกันระหว่างหน่วยเฝ้าฟัง มอนิเตอร์ ตำรวจสันติบาล ปรากฏว่า มีการปลุกระดมยุยงให้เกิดการต่อต้านรัฐบาล ระบอบประชาธิปไตย รวมทั้งสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่งเพลงให้ร้ายโจมตีรัฐบาล ระบอบอำมาตย์ เป็นประจำเกือบทุกวัน ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดได้ส่งไปถึง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เพื่อพิจารณาดำเนินการ
ผู้สื่อข่าว รายงานว่า ขณะนี้นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ นายสาทิตย์ ได้ประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทรวงไอซีที และ ทีมเฉพาะกิจเพื่อบุกเข้าจับกุมดำเนินคดีตามหลักฐานที่มีอยู่ในรายงานลับแล้ว สำหรับรายชื่อวิทยุชุมชน เว็บไซต์ และ สถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวีที่อยู่ในข่ายถูกจับกุม และดำเนินคดี ได้แก่ วิทยุชุมชนอุดรคนรู้ใจ คลื่น 87.75 วิทยุชุมชนคนรักไทย คลื่น 95.25 วิทยุชุมชนเชียงใหม่ คลื่น 92.50 วิทยุชุมชนลำปาง คลื่น 90.25 วิทยุชุมชนเชียงราย คลื่น 104 วิทยุชุมชนริมปิง วิทยุชุมชนลำพูน วิทยุชุมชนอุบล วิทยุชุมชนคนรักแท็กซี่ คลื่น 92.75
นอกจากนี้ ยังมี 17 เว็บไซต์ อาทิ www.redthai.org, www.thaienews.blogspot.com, www.chupung.info, www.chupug.org, www.thaipeoplevioce.info, www.jaunuea.com, www. Konthai.org, www.Konthaiuk.com, www.redplus.org, www.thaipuworinusa.com, www.vod-staticn.com, www.vod-station.org, www.sameskybooks.org, www.konrakya.com สำหรับสถานีโทรทัศน์เคเบิลทีวี คือ MVTV5
ที่มา: เรียบเรียงจาก ไทยรัฐ และ ASTVผู้จัดการออนไลน์

Monday, July 20, 2009

นปช.ถือฤกษ์วันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดตัวหนังสือ Voice of Taksin

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 20 ก.ค. –นปช. เปิดตัวหนังสือ Voice of Taksin ถือฤกษ์ขาย วันแซยิด 26 ก.ค. ฝันเทียบเท่า Time “วีระ” เผย ฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษ ครบ 1 ล้านชื่อแล้ว

ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ มีการเปิดตัวนิตยสารรายปักษ์ เสียงทักษิณ (Voice of Taksin) โดยมีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน เข้าร่วมมากมาย อาทิ นายสุธรรม แสงประทุม ประธานกรรมการบริหาร นิตยสาร Voice of Taksin นายประแสง มงคลศิริ บรรณาธิการบริหาร นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส. สัดส่วนพรรคเพื่อไทย

นายสุธรรม กล่าวว่า การจัดทำหนังสือดังกล่าวเกิดจาก นักวิชาการ นักการเมือง นักคิดนักเขียนและประชาชนที่ได้รับประโยชน์จากการดำเนินนโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มีความระลึกถึงจึงได้ทำนิตยสารเสียงสะท้อนของทักษิณ เพื่อเป็นสื่อกลางสะท้อนความคิดของคนในชาติให้สังคมได้รับทราบ ชะตากรรมของความไม่ยุติธรรม และถือฤกษ์ 26 ก.ค. 2552 ที่เป็นวันคล้ายวันเกิด 60 ปี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดตัวหนังสืออย่างเป็นทางการ โดยเป็นหนังสือรายปักษ์ 2 เล่มต่อเดือน ออกทุกวันที่ 1 และ 15 ของทุกเดือน เบื้องต้น พิมพ์ 30,000 เล่ม

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักเขียนประจำและแนวร่วม นปช. กล่าวว่า เงินทุนเบื้องต้นที่นำมาจัดทำหนังสือ 600,000 บาท ได้จากการบริจาค และให้ถือหุ้น หุ้นละ 1,000 บาท ไม่ได้มาจากการสนับสนุนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่กำไร ที่จะได้รับ จะจัดสรร ดังนี้ ร้อยละ 50 เก็บไว้เพื่อขยายทุน ขยายงานไปสู่ภูมิภาคเอเชีย คล้ายนิตยสาร Time เพื่อให้เป็นนิตยสารระดับเอเชีย ร้อยละ 20 แบ่งให้ผู้ถือหุ้น ร้อยละ 20 ให้ผู้ปฏิบัติงาน และร้อยละ 10 บริจาค สาธารณกุศล

นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ขณะนี้มีรายชื่อประชาชนที่รวบรวมไว้เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ครบ 1 ล้านรายชื่อ ตามที่ตั้งเป้าไว้แล้ว แต่ต้องดูว่าการนัดชุมนุมครั้งใหญ่ที่สนามหลวงวันที่ 31 ก.ค. ของ นปช. จะมีจำนวนรายชื่อประชาชนเพิ่มอีกเท่าใด อย่างไรก็ตามกรณีที่มีสมาชิก นปช. ต้องการจะจัดงานวันเกิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และมีเสียงคัดค้านนั้น นายวีระ กล่าวว่า สามารถทำได้ และไม่เกี่ยวกับใคร ขณะเดียวกันส่วนตัวได้รับข้อมูลจากผู้หวังดีว่า ให้ทำบังสุกุลเป็นให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรของ พ.ต.ท.ทักษิณ และให้อธิษฐานว่าหากได้รับส่วนกุศลแล้ว ให้อโหสิกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่าผูกกรรม ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณอีกเลย เพื่อให้กรรมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับหมดไป.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-20 15:47:27

ยื่นฏีกาหลังศาลอุทธรณ์ยกฟ้องทีมฆ่าผู้พิพากษา'รพินทร์'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_20873

รพินทร์ เรือนแก้ว

อัยการปัตตานี ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกฟ้องทีมฆ่าผู้พิพากษา "รพินทร์ เรือนแก้ว" กลางเมืองปัตตานี เมื่อปี 47 เนื่องจากพยานหลักฐานโจทก์มีความสงสัย..

วันนี้ (20 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าคดีที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับคำพิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีให้ยกฟ้อง นายอับดุลเลาะห์ ปะชี อาชีพช่างแกะสลักเฟอร์นิเจอร์ อยู่เลขที่ 57/1 ต.ปะกาฮะรัง อ.เมือง จ.ปัตตานี จำเลยในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.นั้น ล่าสุด พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานีได้ยื่นฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ขอให้ศาลฎีกาลงโทษจำเลยตามความผิดไปเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 52 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ทั้งนี้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์นั้น มีใจความโดยสรุปว่า พนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี เป็นโจทก์ฟ้องสรุปว่า เมื่อเดือน ก.ค. -17 ก.ย. 2547 ต่อเนื่องกัน จำเลยกับพวก สมคบกันก่อนการร้ายโดยเป็นสมาชิกของกลุ่มบุคคลไม่ทราบชื่อซึ่งปกปิดวิธีการ และมีความมุ่งหมายใช้กำลังประทุษร้าย ฆ่า และลอบฆ่าเจ้าพนักงานของรัฐและประชาชนเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความกลัวในหมู่ประชาชน โดยเมื่อวันที่ 17 ก.ย.47 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกอีก 3 คน ซึ่งหลบหนีไป ร่วมกันใช้อาวุธปืนพกปืนสั้นขนาด .38 ยิงนายรพินทร์ เรือนแก้ว ผู้พิพากษาศาลจังหวัดปัตตานี เสียชีวิต โดยพวกจำเลยคบคิดกันวางแผนแบ่งหน้าที่กันทำและไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจำเลยได้พร้อมของกลางรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ หมายเลขทะเบียน กนร 877 ปัตตานี หมวกกันน็อก โทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดตามการเคลื่อนไหวของผู้ตายและแจ้งให้พวกจำเลยหลบหนี

ชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33,83,91,135/1 และ 289 โดยศาลชั้นต้น ศาลจังหวัดปัตตานี มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2550 พิพากษาว่าให้ลงโทษประหารชีวิต แต่คำรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกตลอกชีวิต ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ อ้างว่าขณะถูกจับกุมจำเลยกำลังไปแลกเหรียญเพื่อใช้โทรศัพท์หาเพื่อน เมื่อถูกจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำร้ายร่างการข่มขู่ให้รับสารภาพว่าร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายซึ่งจำเลยทนความเจ็บปวดไม่ได้จึงยอมรับสารภาพ ซึ่งในชั้นสอบสวนเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้อ่านคำให้การให้ฟังและขณะลงลายมือชื่อจำเลยอยู่ในอาการสับสนตกอยู่ในภวังค์รู้สึกปวดศีรษะโดยลงลายมือชื่อตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดูเป็นตัวอย่าง

ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 เห็นว่าคดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า ร่วมกับพวกฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่าแม้โจทก์มี นางยามีล๊ะ เจ๊ะเล๊าะ เจ้าของร้านขายอาหาร,นายมนตรี ธรรมโชติ ผู้เช่าแผงขายอาหาร และนายวินิจ จันทร์ประดิษฐ์ เจ้าของร้านขายของบริเวณสี่แยกถนนสายโรงเหล้าที่เกิดเหตุ เบิกความทำนองเดียวกันว่าขณะกำลังจัดร้านและล้างจานอยู่ในร้านได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดเมื่อหันออกไปดูเห็นคนร้ายขับรถจักรยานยนต์มา 2 คน หลังยิงปืนได้ขับหลบหนีโดยเห็นโดยเห็นคนเจ็บถูกนำขึ้นรถพยาบาล และเห็นรถยนต์แบบโฟร์วีลและรถกระบะอยู่ในที่เกิดเหตุแต่พยานไม่ได้สังเกตหน้าคนร้ายและจดจำไม่ได้เพราะอยู่ในอาการตกใจ เห็นว่าพยานทั้ง 3 ปาก ซึ่งอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุต่างไม่เห็นหน้าคนร้ายที่ร่วมกันยิงผู้ตาย และไม่ได้เบิกความว่าเห็นจำเลยอยู่ในที่เกิดเหตุหรือมีส่วนร่วมกระทำผิดอย่างใดบ้าง

แม้โจทก์มี นางเพ็ญศรี มารดาผู้ตายเบิกความว่าก่อนวันเกิดเหตุเห็นจำเลยมาดูลาดเลาอยู่หน้าบ้านผู้ตายช่วงเช้านานประมาณ 5 วันซึ่งวันเกิดเหตุเวลา 07.00 น.พยานเปิดประตูรั้วเพื่อให้ผู้ตายขับรถออกไปส่งบุตรตามปกติ เห็นจำเลยอยู่ที่หน้าบ้านอีกและจำเลยทำเป็นไม่สนใจ แต่นางเพ็ญศรี ให้การในชั้นสอบสวนว่า ช่วงเวลา 22.00 น.ก่อนเกิดเหตุ 2-3 วันเห็นชายอายุประมาณ 20 ปี ขี่รถจักรยานยนต์มาสังเกตการณ์ที่หน้าบ้านพักโดยในวันเกิดเหตุเวลา 07.00 น.

ขณะยืนอยู่บนบ้านพยานเห็นจำเลยขี่รถจักรยานยนต์จอดคุยโทรศัพท์มือถืออยู่ข้างถนน เห็นได้ว่าคำเบิกความของนางเพ็ญศรีล้วนขัดแย้งแตกต่างกับคำให้การชั้นสอบสวนโดยสิ้นเชิง จึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ นอกจากนี้หลังจับกุมจำเลยได้ ไม่ปรากฏว่านางเพ็ญศรีไม่ได้ไปชี้ตัวจำเลยเพื่อยืนยันว่าเป็นคนร้าย พยานหลักฐานโจทก์จึงขาดความเชื่อมโยงแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร

นอกจากนี้ จำเลยให้การปฏิเสธในชั้นพิจารณาว่าไม่ได้กระทำผิดและต่อสู้ว่าถูกขู่เข็ญ ทำร้ายร่างการให้รับสารภาพ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ร่วมกับพวกฆ่า ผู้ตายหรือไม่ จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.227 วรรค 2 ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย ศาลอุทธรณ์ ภาค 9 ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จึงพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องจำเลยข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นฯ โดยให้คืนรถจักรยานยนต์ และโทรศัพท์มือถือของกลางให้จำเลย แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา

‘กฎเด็ก’

ที่มา บางกอกทูเดย์

รัฐบาลชุดนี้ต้องพร้อมรับ “การตรวจสอบ” จะมีทั้งการตรวจสอบเชิงนโยบายหรือเรื่องอื่นๆ รัฐมนตรีต้องไม่สร้างอุปสรรคขัดขวางการตรวจสอบ...รัฐมนตรีไม่มีสิทธิ์เหนือประชาชนคนอื่นในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมายแต่ความรับผิดชอบทางการเมืองนั้น ต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วยนี่คือข้อความใน กฎเหล็ก 9 ข้อ ของ “นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของประเทศไทยแต่ผมยกมาเพียงข้อ 8 และข้อ 9 ก็เพียงพอเพื่อการพิสูจน์ในการกระทำของนายกรัฐมนตรีคนนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ “เป็นผู้นำ 2 มาตรฐาน”กรณี นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทยแจกเงินแนบนามบัตรแต่ไม่โดนปรับออกจากการเป็นรัฐมนตรีแต่ นายวิฑูรย์ นามบุตร กรณีแจกปลากระป๋องเน่าให้ผู้ประสบอุทกภัยที่จังหวัดพัทลุง กลับโดนปรับออกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กรณี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงลาออกจากการเป็น ส.ส. เนื่องจากถูก กกต. วินิจฉัยเข้าข่ายขาดคณุ สมบตั กิ ารเปน็ ส.ส. แตไ่มล่ าออกจากการเปน็ รองนายกรฐั มนตรีนี่ถ้าเป็นต่างประเทศ...เขาลาออกจากตำแหน่งทางการเมือง

ทุกตำแหน่งไปแล้ว!แต่ นายอภิสิทธิ์ กลับแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย พร้อมกับห้ามปรามไม่ให้ 12 ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกเพราะคิดว่ายังมีโอกาสไปต่อสู้ในชั้นศาล ทั้งที่ กกต.วินิจฉัยให้พ้นสภาพ ส.ส.นี่หรือ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเก่าแก่ของประเทศไทยที่จรรโลง ระบอบประชาธิปไตยวันหนึ่งที่ กกต. พิจารณาลงโทษ พรรคไทยรักไทยหรือแม้แต่ พรรคพลังประชาชน ก็ส่งเสียงเชียร์สนับสนุนว่าทำถูกแล้วแต่ครั้นพอ กกต. ซึ่งยึดระเบียบตัวบทกฎหมายตัดสินเรื่องพรรคพวกตนเองไปในทางลบ กลับแสดงอาการไม่พอใจ ไม่แสดงสปิริตทางการเมือง โดยให้เกียรติหรือเคารพ กกต.ซื้อเวลารอให้ศาลตัดสินเพื่อรักษาแต่เพียงเสถียรภาพทางการเมืองเท่านั้นหรือ พดูง่ายๆก็คือรักษาอำนาจของตนเองและพวกพอ้ง แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของ “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่า “เป็นผู้ไม่มีคุณธรรมทางการเมือง”ซึ่งแตกต่างจาก “นายชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างสิ้นเชิงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พูดอยู่เสมอว่า ต้องยึดหลักกฎหมายซึ่งเป็นหลักสำคัญในระบอบประชาธิปไตยพร้อมกับเน้นอยู่เสมอว่า“ความรับผิดชอบทางการเมืองต้องสูงกว่าความรับผิดชอบทางกฎหมายด้วย”แต่นายกรัฐมนตรีคนนี้พูดได้แต่ไม่เคยกระทำ!ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์เริ่มละลายหายไปเหมือน “น้ำลาย” ที่เป็นผลงานของรัฐบาลชุดนี้ตามที่สื่อมวลชนทุกแขนงให้สมญานามว่า“รัฐบาลแห่งน้ำลายไร้รูปธรรม”แ ล ะ ก ฎ เ ห ล็ ก ข อ งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้ง9 ประการ ปัจจุบันนี้ผู้คนในประเทศยากที่จะเชื่อถือ!■