WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 22, 2009

โรคขาดสมานฉันท์

ที่มา ไทยรัฐ

เมื่อหลายปีก่อน คนไทยโดยเฉพาะเด็กๆชนบทเป็นโรค "ขาดสารอาหาร" กันมาก ทำให้เด็กไทยตัวแคระแกร็น มีปัญหาด้านสมองและความเจริญเติบโต

กระทรวงสาธารณสุขไทยต้องใช้เวลานับเป็น 10 ปีในการแก้ปัญหา และในที่สุดก็สามารถบรรเทาลงได้ในระดับหนึ่ง

มาถึงช่วงนี้ประเทศไทยของเรากำลังเป็นโรคสำคัญอีกอย่าง (นอกเหนือไปจากโรคหวัด 2009) ได้แก่ "โรคขาดสมานฉันท์" หรือเรียกให้เต็มๆก็คือ โรคขาดความสมานฉันท์...เกิดความขัดแย้ง แบ่งกลุ่มกันขึ้นโดยทั่วไป

รัฐบาลไม่ได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขรับหน้าที่รักษาโรคนี้ แต่มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เรียกชื่อว่า "คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

ให้ทำหน้าที่เสนอแนะวิธีการแก้ไขปัญหาความไม่สมานฉันท์ หรืออีกนัยหนึ่งให้เสนอวิธีรักษาโรคขาดความสมานฉันท์ โดยเน้นที่การระบาด หรือเป็นอยู่ในแวดวงการเมืองเป็นสำคัญ

ปรากฏว่า คณะกรรมการประชุมหารือและศึกษาเบื้องต้นได้ข้อเสนอแนะในการที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อความสมานฉันท์มาหลายมาตราดังที่เป็นข่าวเกรียวกราวไปเมื่อ 2 วันก่อน

ผมไม่มีเวลาอ่านรายละเอียดว่า ข้อเสนอเป็นอย่างไรบ้าง แต่อ่านแค่ข่าวพาดหัวที่ว่า หนทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมือง จะต้องเริ่มด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็รู้สึกใจหาย

แสดงว่าโรคขาดความสมานฉันท์ทางการเมืองร้ายแรงกว่าที่คิดไว้มาก

มีบาดแผลหรือมีเนื้อร้ายก้อนใหญ่ ถึงขั้นจะต้องลงมือผ่าตัด (ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญ) เลยทีเดียว

ผมเคยนึกว่า คำว่า "สมานฉันท์" นั้น เป็นถ้อยคำประเภทรูปธรรมที่มีความหมายดีงาม จะต้องสร้างให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว ในชุมชน ในสังคม หรือในประเทศชาติ

เพราะคำนี้หมายถึงการอยู่ร่วมกันอย่างมีความเข้าใจ อย่างรักใคร่ กลมเกลียว ซึ่งไม่ว่าชุมชน หรือองค์กรใดที่มีคุณสมบัติในเรื่องสมานฉันท์เป็นที่ตั้ง ชุมชนนั้น องค์กรนั้นๆก็จะเปี่ยมไปด้วยความสุขและความสำเร็จ

เมื่อทึกทักว่าเป็นเรื่องของรูปธรรม เรื่องของความสำนึก และความ รู้สึกแล้ว ผมก็คิดต่อไปว่า วิธีแก้ไขก็น่าจะเน้นไปที่เรื่องการพัฒนาจิตใจ

ชุมชนใดขาดความสมานฉันท์ จะยกพวกตีกันอยู่เรื่อย...ก็หาทางไปห้ามไปปรามชี้ให้เห็นผิดเห็นถูก ชี้ให้รู้รักสามัคคี

ขึ้นมาในระดับชาติ เมื่อคนไทยขาดความสมานฉันท์ เราก็ควรให้ความรู้ความเข้าใจ และหันมารณรงค์ส่งเสริมให้เกิดความสมานฉันท์ด้วยการนำหลักธรรมที่สำคัญๆจากพระศาสนาบ้าง จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสต่างๆบ้าง มาชี้นำ

ด้วยความหวังว่า เมื่อประชาชนเข้าใจและซาบซึ้งในพระธรรมคำสอนและพระราชดำรัสที่เกี่ยวเนื่อง ก็จะปรับตัวปรับใจ หันหน้าเข้าหากัน สร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น

แต่พอเห็นข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ จะต้องแก้รัฐธรรมนูญหลายมาตรา ฯลฯ ในระยะสั้น ระยะยาว ผมถึงได้บอกว่าใจหายวาบ

เพราะความแตกแยกหรือความไม่สมานฉันท์ของประเทศไทยเรา ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการพัฒนาจิตใจเสียแล้ว ต้องใช้วิธีผ่าตัดแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ว่า

ก็เอาเถิด เมื่อมันล่วงเลยมาถึงขนาดนี้ และอาการของโรคหนักหนาสาหัสถึงขนาดนี้ ก็ต้องทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อเยียวยารักษา

อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นลงมือรักษา ดีกว่าปล่อยทิ้งไว้

ผมเองไม่มีความรู้ในเรื่องกฎบัตรกฎหมาย ไม่ถนัดในเรื่องการแก้ไขกฎโน่นกฎนี่ คงไม่สามารถจะออกความเห็นได้ว่าควรจะแก้อย่างไรบ้าง?

แต่โดยส่วนตัวแล้ว ผมยังเชื่อมั่นในยากลางบ้าน ที่สำคัญที่สุดคือ "ธรรมะ" หรือคำสั่งสอนจากผู้หลักผู้ใหญ่จะเป็นหนทางสร้างความสมานฉันท์ได้ดีกว่าการเยียวยาใดๆ

พระธรรมที่สอนให้เราเกื้อกูลกัน เมตตาต่อกัน รวมทั้งพระบรมราโชวาท ที่สอนให้คนไทยรู้รักสามัคคียังใช้สร้างความสมานฉันท์ได้เสมอ

อย่างน้อยก็จะทำให้คนไทยส่วนใหญ่รักกัน สมานฉันท์ต่อกัน ทำให้โรคขาดความสมานฉันท์ในระดับประชาชนเบาบางลง

สำหรับพวกที่เป็นโรคขาดความสมานฉันท์อย่างรุนแรงที่จะต้องรักษาเยียวยาด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันได้แก่ผู้ที่อยู่ในแวดวงการเมือง หรือฝักใฝ่การเมืองนั้น

เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จก็ต้องพัฒนาจิตใจและสร้างจิตสำนึกควบคู่ไป ด้วยครับ...ไม่งั้นโรคขาดสมานฉันท์ทางการเมืองก็จะกลับมาระบาดเหมือนเดิม.

"ซูม"

การเมืองล้วงลูก

ที่มา ไทยรัฐ

คดีลอบยิงแกนนำพันธมิตรฯ สนธิ ลิ้มทองกุล ชี้ให้เห็นถึงนัยทางการเมืองในหลายมิติด้วยกัน ทั้งอำนาจนอกระบบ ทั้งการใช้อำนาจทางการเมืองเข้าแทรกแซง ทั้งอำนาจจากกองทัพและกลุ่มการเมือง โดยข้อเท็จจริงแล้วจะปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นคดีอาญาที่ไม่ธรรมดา

เพราะเกี่ยวข้องกับวิกฤติการเมืองออกทนโท่

และผมก็เชื่อว่าคดีนี้ปิดไม่ลง รวมทั้งไม่สามารถที่จะสาวไปถึงตัวผู้บงการ ซุปเปอร์บิ๊ก แน่นอน ซึ่งถ้าจะลงไปถึงขนาดนั้นจริงๆ ก็จะนำไปสู่เหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองในที่สุด

คงจะจำคดีคาร์บอมบ์กันได้ มีผู้ต้องหา มีผู้เสียหาย มีพยานวัตถุและพยานบุคคล ซึ่งถ้าเป็นคดีอาญาโดยทั่วไปเอวังไปนานแล้วนี่ปกป้องทำลายหลักฐาน บิดข้อมูลกันสุดฤทธิ์

ประโยคที่หลุดออกมาจากปากของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ที่ดูแลคดีนี้ ว่า มีไส้ศึก การโยกย้ายนายตำรวจ ยศ พ.ต.อ. ซึ่งอยู่ในทีมสืบสวนสอบสวนไป จ.สุราษฎร์ธานี ต่อมาปรากฏว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขอย้ายกลับมาทำคดีตามเดิม และการที่ พล.ต.อ.ธานี รายงานตรงถึงนายกฯอภิสิทธิ์ ท่ามกลางข่าวลือถึงความขัดแย้งระหว่าง ผบ.ตร. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กับ พล.ต.อ.ธานี มีเงื่อนงำทั้งนั้น

ผมว่าการที่นายกฯอภิสิทธิ์ หลุดปากว่าทราบตัวคนร้าย จะเป็นการผูกมัดให้คดีนี้ต้องดำเนินการจนถึงที่สุด ซึ่งถ้าไม่สามารถหาตัวคนผิดมาลงโทษ คนที่เสียก็คือนายกฯอภิสิทธิ์เอง

ข้อต่อรองลึกๆบางอย่าง ที่ต่อสายระหว่างพันธมิตรฯ นายกฯอภิสิทธิ์ และแกนนำคนสำคัญในพรรคประชาธิปัตย์ มีผลชี้ชะตาถึงอนาคต รัฐบาล ในขณะที่ผู้จัดการรัฐบาลอย่าง รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ในสภาวะที่อึดอัด

เกิดปรากฏการณ์ความแตกแยกในขั้วเดียวกัน

งานนี้ต้องมองเลยไปถึงทหารและตำรวจ และไม่พ้นสายตาของสังคมที่จับจ้องไปยัง รมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณและ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ความซับซ้อนทางการเมือง บวกกับความซับซ้อนของอำนาจเหนือการเมือง ใช่ว่าคดีมุ่งสังหารแกนนำพันธมิตรฯจะปิดหีบได้อย่างราบรื่น

ถ้าเจรจากันไม่ได้ก็จบ

พิษของคดีนี้ไม่เฉพาะจะมีผลทางการเมืองเท่านั้น ยังมีผลถึงแวดวงสีกากีด้วย กับ ตำแหน่ง ผบ.ตร. ถูกจับตาว่าจะอยู่ถึงเกษียณอายุราชการหรือไม่ ถ้ามีอันเป็นไป การเมืองจะร้อนเป็นไฟแค่ไหน

แม้รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์จะทำใจดีสู้เสือ แต่ด้วยปัจจัยลบทางการเมือง ที่เป็นกับดักย้อนกลับมาเชือดคอตัวเอง โอกาสที่รัฐบาลถึงทางตันเกิดได้ทุกวินาที อุบัติเหตุทางการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ผมถึงได้ย้ำแล้วย้ำอีกว่าโชคดีที่คุณสนธิไม่ตาย ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองคงนองเลือด แผนการแม้จะรอบคอบรัดกุมแค่ไหน ก็ไม่สู้ฟ้าลิขิต เพราะการเมืองที่ชอบใช้อำนาจเข้าไปล้วงลูกเลยผูกคอตัวเองดิ้นไม่หลุด.

หมัดเหล็ก

ชมรมคนกลัวผีสะดุ้ง!

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_21165

ให้ราคาเท่าๆกัน

กับสัญญาณในระดับการทูตที่นายเคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา พร้อมด้วยนายอีริค จี. จอห์น เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบนาย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายปลอดประสพ สุรัสวดี นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และนายพิทยา พุกกะมาน หัวหน้าฝ่ายต่างประเทศพรรคเพื่อไทย

หลังจากก่อนหน้านั้น นายแคมป์เบลล์ และคณะได้เข้าพบ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ที่ทำเนียบรัฐบาล

ทั้งหมดเป็นกำหนดการอยู่ในโปรแกรมเดียวกับนางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศ สหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศไทย

อเมริกาก็เล่นเป็น อ่านเกมการเมืองขาด

ไม่เลือกข้างแทงเต็งในห้วงเกมวิ่งราวอำนาจในประเทศไทยยังพลิกไปพลิกมา

ที่แน่ๆ ได้เวลากระตุกขวัญ "ชมรมคนกลัวผีทักษิณ" ที่หนีไปกอดกันกลมอยู่มุมห้อง ให้ตัวสั่นงันงกกันอีกแล้ว


ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต่อสายโทรศัพท์ข้ามโลกจากเมืองดูไบมาคุยกับผู้ใกล้ชิด ถึงการเตรียมฉลองงานครบรอบวันคล้ายวันเกิด 60 ปี ในวันที่ 26 กรกฎาคมนี้

เตรียม "บิ๊กเซอร์ไพรส์" คนไทยทั้งประเทศ

โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่อดีตนายกฯ ทักษิณ ตั้งใจจัดให้เป็นพิเศษ ระบุเลยว่า การจัดคิวฉลองวันเกิดรอบนี้ ถือว่าเป็นการทดสอบเชาวน์ปัญญาของนายกฯ อภิสิทธิ์ว่าจะคิดตามทันหรือไม่ว่า ตนเองจะทำอะไร

ในอารมณ์ผู้ใหญ่แกล้งยั่ว แหย่เด็กแรงๆ


ตามเกมล่อให้ประชาธิปัตย์โดดลงมาร่วมวงตีปี๊บ "บิ๊กเซอร์ไพรส์"

แต่ก่อนอื่นเลย มันก็เป็นอะไรที่พอจับสัญญาณได้ เพราะในคิวเดียวกัน อดีตนายกฯทักษิณก็แบไต๋ ในระยะเวลาช่วง 3 เดือนข้างหน้า

จะทำโครงการ "โลกเชื่อมไทย"


โดยเตรียมจ้างบรรดาติวเตอร์ที่มีความสามารถ ค่าตัวชั่วโมงละ 10,000 บาท ในการกวดวิชาให้มาสอนพิเศษผ่านทางสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชนแนล หรือดีสเตชั่นเดิม

ซึ่งสมาชิกของสถานีทีวีดังกล่าวจะได้รับชมการถ่ายทอดการเรียนการสอนฟรี

เพื่อเป็นแนวทางในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย รวมถึงการเสริมหลักสูตร ต่างๆที่กำลังศึกษาในชั้นเรียนปัจจุบัน

นอกจากจะจ้างติวเตอร์จากต่างประเทศ มาสอนองค์ความรู้ที่มีการเรียนการสอนในต่างประเทศมาสอนให้คนไทยฟรี ทั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้เยาวชนไทยได้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกล

ชัดเลย โปรโมชั่นทีวีช่องใหม่ของแนวร่วมคนเสื้อแดง


"ทักษิณ" อัดของแถมรายการกวดวิชา หวังดึงแนวร่วมนักเรียน นักศึกษา คนรุ่นใหม่ เพิ่มเรตติ้งพีเพิลแชนแนล

ขยายวงผู้ชม เพิ่มเครือข่ายได้แบบเนียนๆ

พร้อมพูดดักคอล่วงหน้า หวังว่ารัฐบาลคงจะไม่บล็อกสัญญาณเพราะถือว่าเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนคนไทยอย่างแท้จริง


ได้ยินแบบนี้ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ หัวหน้าทีมไล่ล่าสื่อฝ่ายตรงข้าม ที่กำลังตั้งท่าล้มโต๊ะเครือข่ายวิทยุชุมชน ของกลุ่มคนเสื้อแดง

งานเข้าอีกแล้ว

อะไรก็ไม่เท่ากับว่า คิวนี้มาเป็นแพ็กเกจ

สังเกตว่า "ทักษิณ" โผล่ออกมาตีปี๊บ "บิ๊กเซอร์ไพรส์" วันเกิด เปิดโปรแกรมกวดวิชาโปรโมชั่นเพิ่มเรตติ้งพีเพิลแชนแนล ไล่เลี่ยๆกับคิวที่คนเสื้อแดงเปิดตัวนิตยสารรายปักษ์ "Voice of Thaksin" มองเผินๆหน้าปกถอดแบบมาจากนิตยสารไทม์


ปูพรม ขยายแนวรุกทางสื่อ


พร้อมกับโฆษณาล่วงหน้า "ทักษิณ" บอกว่า ได้เรียบเรียงและเขียนบรรยายความในใจถึงมรสุมชีวิตที่ผ่านมา รวมถึงบทเรียนที่ได้รับจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นกับตนเอง และสิ่งที่กำลังตัดสินใจที่จะทำในอนาคตอันใกล้นี้ รวมถึงอนาคตทางการเมือง จะเผยแพร่ให้คนไทยได้รับทราบในเวลาอันใกล้นี้

เซียนเชี่ยวกระแส ตีธงเดินหน้ายุทธศาสตร์ถนัด

"ทักษิณ" กลับมาเปิดเกมการตลาดเต็มรูปแบบ.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ชาวเอเชียรอชม สุริยคราส นานสุดในศตวรรษ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_21221

หลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย เตรียมรอชมสุริยุปราคาเต็มดวง ที่จะเกิดขึ้นในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ยาวนานที่สุด ในศตวรรษที่ 21 ขณะที่ประเทศไทย จะเห็นได้เพียงบางส่วน

ชาวเอเชียนับล้านเตรียมรอชมสุริยุปราคาเต็มดวงแห่งศตวรรษ ที่จะมีขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันนี้ (22 ก.ค.) และเป็นสุริยุปราคาเต็มดวง ที่กินเวลายาวที่สุด ในศตวรรษที่ 21 คือ 6 นาที 39 วินาที โดยจุดแรกที่จะได้ชมปรากฏการณ์ธรรมชาติ แห่งสุริยะครั้งนี้ คือ ที่อ่าวแคมเบย์ ทางตอนเหนือของนครมุมไบ ประเทศอินเดีย จากนั้นจะเคลื่อนไปทางตะวันออก ข้ามผ่านอินเดีย เนปาล พม่า บังกลาเทศ ภูฏาน และจีน นอกจากนี้ ปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง ครั้งนี้ ยังจะพาดผ่านหมู่เกาะทางใต้ ของประเทศญี่ปุ่น และยังสามารถมองเห็นได้ จากเกาะนิคุมาโรโระ ในทะเลแปซิฟิคใต้

สำหรับในส่วนของประเทศไทย จะสามารถมองเห็นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น โดยเฉพาะภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะเริ่มสัมผัสในเวลา 07.02 น. ใน จ.แม่ฮ่องสอน แต่บดบังมากที่สุดประมาณร้อยละ 69 ใน จ.เชียงราย และจะสิ้นสุดในเวลา 09.19 น. ใน จ.อุบลราชธานี

ส่วนการชมสุริยุปราคา อย่างปลอดภัยนั้น นายสิทธิพร เดือนตะคุ นักวิชาการด้านดาราศาสตร์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ห้ามดูด้วยตาเปล่า อย่างเด็ดขาด ซึ่งวิธีที่ปลอดภัย คือ การดูผ่านกล้องรูเข็ม โดยนำกระดาษมาเจาะรู ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร ไปปิดที่กระจกเงา แล้วนำกระจกเงาบานนั้นไปรับแสงอาทิตย์ ให้แสงสะท้อนไปตกบนผนังสีอ่อน หรือฉากรับภาพสีขาว ที่อยู่ในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องไม่ถึง อย่างไรก็ตาม หากพลาดชมสุริยุปราคา ครั้งนี้ จะได้เห็นอีกครั้ง ในวันที่ 15 มกราคม ปีหน้า โดยเป็นสุริยุปราคาวงแหวน ซึ่งไทยจะเห็นเป็นบางส่วน ขณะที่สุริยุปราคาเต็มดวง จะต้องรอไปจนถึง พ.ศ.2613 หรืออีก 61 ปีข้างหน้า



อย่างไรก็ตาม ในการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง วันนี้ มีการทำนายทางโหราสาสตร์ เกี่ยวกับผลกระทบ ที่จะเกิดจากปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยนายภิญโญ พงศ์เจริญ นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ กล่าวว่า การเกิดสุริยุปราคา ครั้งนี้ เกิดในราศีกรกฎ ธาตุน้ำ จะก่อให้เกิดอุทกภัย จึงควรระมัดระวังเรื่องน้ำท่วม และแผ่นดินไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นการเกิดยาวนานที่สุด ในศตวรรษที่ 21 นั้น จะมีอิทธิพลต่อมหาสมุทรแปซิฟิค ซึ่งเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง แต่ในส่วนของประเทศไทย จะเห็นปรากฏการณ์บางส่วน ความรุนแรงก็จะลดลง

ขณะที่นายราช กุมาร ชาร์มา โหรจากนครมุมไบ ของอินเดีย ได้ทำนายว่า ปรากฏการณ์สุริยุปราคา จะทำให้เกิดความรุนแรงขึ้น ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โดยจะเกิดการโจมตีอินเดีย จากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนแคชเมียร์ หรืออาจเป็นกลุ่มอัลเคด้า และจะเกิดหายนะครั้งใหญ่ จากภัยธรรมชาติ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ จะมีการสังหารนักการเมืองระดับสูง ของอินเดีย และความตึงเครียดระหว่างชาติตะวันตกกับอิหร่าน จะทวีความรุนแรงขึ้น จนอาจทำให้สหรัฐเปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร หลังจากวันที่ 9 กันยายนไปแล้ว เมื่อดาวเสาร์เคลื่อนออกจากกลุ่มดาวสิงโต ไปยังกลุ่มดาวหญิงสาว ซึ่งเมื่อครั้งที่ดาวเสาร์เคลื่อนเข้าสู่กลุ่มดาวหญิงสาว เมื่อ 200 ปีก่อน ได้ทำให้เกิดสงครามโลก หรือสงครามโลกย่อยๆ มาแล้ว



ด้านนายสมิทธ ธรรมสโรช อดีตประธานกรรมการอำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ กล่าวว่า ในวันนี้ อาจเกิดภัยพิบัติขึ้นได้ โดยนายสมิทธได้อ้างถึงนักวิชาการหลายฝ่าย ทั้งนักดาราศาสตร์ และนักธรณีวิทยา นำทฤษฎีเรื่องแรงดึงดูด มาใช้วิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ในการเกิดภัยพิบัติ โดยเฉพาะการเกิดสึนามิในมหาสมุทรแปซิฟิค

ขณะที่นายอดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้อำนวยการกองธรณีวิทยาสิ่งแวดล้อม กรมทรัพยากรธรณี กล่าวว่า การเตือนภัยเกี่ยวกับภัยพิบัติ เป็นเรื่องที่ดี ในแง่ของความไม่ประมาท แต่ข้อมูลการเตือนภัยดังกล่าว กลับไม่มีเหตุผลรองรับทางวิชาการ เพราะตามทฤษฎีฟิสิกส์แล้ว เมื่อดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก อยู่ในระนาบเดียวกัน ก็ไม่มีแรงดึงดูดมหาศาล ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก เพราะมวลดวงจันทร์มีน้อย หรือไม่มากพอที่จะส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหว หรือคลื่นขนาดใหญ่ ได้อย่างแน่นอน

มองต่างมุม เหตุจลาจลในอิหร่าน: ปฏิวัติกำมะหยี่จอมปลอม

ที่มา ประชาไท


ความนำ
เมื่อได้เห็นการ์ตูนล้อเลียนสถานการณ์อิหร่านในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ซึ่งวาดรูปผู้นำสูงสุดอิหร่านสวมระเบิดแทนผ้าโพกศีรษะ มีสีหน้าหวาดกลัว ใกล้ๆ กันนั้นมีประธานาธิบดีอะฮ์มาดีเนญอดยืนถือป้ายซึ่งมีข้อความว่า “ ชนะเลือกตั้งแต่ไม่ชนะม็อบ ” จึงรู้สึกฉงนในใจว่าคนไทยให้ความสำคัญต่อสถานการณ์อิหร่านถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ทั้งที่การเมืองไทยก็มีประเด็นลัอเลียนมากมาย แต่เลือกเหตุการณ์ไม่สงบในอิหร่านมานำเสนอแทน เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาที่ได้รับการนำเสนอในเรื่องต่างๆ ซึ่งสวนทางกับความสนใจของคนไทยที่น้อยคนนักจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงเริ่มสังหรณ์ใจว่าคนไทยสนใจหรือว่าสื่อต้องการนำเสนอในสิ่งที่ตนต้องการกันแน่?
ภารกิจแกะรอยสื่อตะวันตก
เป็นที่ทราบกันดีว่าสื่อในเมืองไทยพึ่งพาเนื้อหาข่าวที่สื่อตะวันตกนำเสนอในฐานะสื่อกระแสหลักมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ฉะนั้นจำเป็นต้องแกะรอยไปถึงสื่อตะวันตกเพื่อทราบให้ได้ว่า เพราะเหตุใดจึงเกิดแรงกระเพื่อมมาถึงเมืองไทยเช่นนี้ เมื่อเข้าสู่มหาสมุทรข่าวสารที่นำเสนอโดยสื่อตะวันตก ก็พบกับความผิดปกติวิสัยในหลายกรณีด้วยกัน
เป็นต้นว่า สื่ออังกฤษอย่าง BBC อยู่การรายงานความเคลื่อนไหวในอิหร่านอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแถลงการณ์หรือความเคลื่อนไหวของผู้ประท้วงผลการเลือกตั้ง อันนำไปสู่ชัยชนะของประธานาธิบดีอะฮ์มาดีเนญอดอีกสมัยหนึ่ง ที่มากไปกว่านั้นคือ BBC ทีวีภาคภาษาฟารซี (อิหร่าน ) เริ่มการแพร่ภาพก่อนการเลือกตั้งไม่นาน ทั้งที่ภาษาอื่นๆ ที่สำคัญกว่ายังไม่ได้รับการอนุมัติ CNN ของอเมริกาก็เกาะติดสถานการณ์ไม่แพ้กัน
นอกจากนี้ยังมี VOA ( Voice of America) ภาษาฟารซี ตลอดจนช่องดาวเทียมภาษาฟารซีมากมายที่ดำเนินการโดยผู้นิยมใน เรซอ พะฮ์ละวี ( ลูกชายของอดีตชาห์อิหร่าน ) ซึ่งล้วนแล้วแต่ได้รับเงินอัดฉีดจากงบประมาณที่สภาคองเกรสอเมริกาอนุมัติทุกปี สิ่งที่เหมือนกันระหว่างสื่อยักษ์ใหญ่เหล่านี้ก็คือ พยายามแพร่ภาพผู้ประท้วงเป็นหลัก กระทั่งเคยนำภาพผู้เดินขบวนสนับสนุนประธานาธิบดีอะฮ์มาดีเนญอดไปบิดเบือนให้ผู้ชมเข้าใจผิดว่า เป็นภาพผู้สนับสนุนนายมูซาวี
ในส่วนของสื่อตะวันตก สามารถสรุปเนื้อหาข่าวที่นำเสนอและได้รับการวิเคราะห์วิจารณ์ดังนี้
1. มีการโกงการเลือกตั้ง
2. ผู้นำสูงสุดไม่เป็นกลาง และถือข้างประธานาธิบดีอะฮ์มาดีเนญอด
3. หน่วยงานความมั่นคงของอิหร่านสังหารประชาชน
4. ประชาชนปฎิเสธระบอบการปกครองแบบรัฐอิสลาม
เกิดอะไรขึ้นในอิหร่าน
ท่านผู้อ่านคงอยากทราบว่า “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นในอิหร่านกันแน่” ประเด็นปัญหาคือการเลือกตั้งประธานาธิบดีของอิหร่านที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 13 มิถุนายน 2552. ในการเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้สมัคร 4 คนด้วยกัน
1. มะฮ์มูด อะฮ์มาดีเนญอด
2. มีรฮูเซน มูซาวี
3. มะฮ์ดี คะรูบี
4. มุฮ์ซิน เรซออี
อย่างไรก็ตาม การขับเคี่ยวระหว่างสองคนแรกเป็นที่จับตามากที่สุด แนวคิดที่แตกต่างกันของ อะฮ์มาดีเนญอด และ มูซาวีทำให้แต่ละคนมีกลุ่มผู้สนับสนุนที่แตกต่างกัน
จากซ้ายบนสู่ขวาล่าง.. อะฮ์มะดีเนญอด , มูซาวี , คารูบี , เรซออี
มะฮ์มูด อะฮ์มาดีเนญอด คือประธานาธิบดีผู้เรียบง่ายสมถะ แต่แข็งกร้าวต่อปัญหาคอร์รัปชั่น และมีภาพลักษณ์ที่ทรงอิทธิพลในของเวทีโลก ส่วน มีรฮูเซน มูซาวี โดดเด่นในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีในยุคของท่านอิหม่ามโคมัยนี และเป็นผู้วิพากษ์วิจารณ์นโยบายการบริหาร และการต่างประเทศของอะฮ์มาดีเนญอดอย่างเผ็ดร้อน ส่งผลให้เขาเป็นขวัญใจของผู้ที่เห็นว่า อะฮ์มาดีเนญอด เป็นผู้บริหารที่สุดโต่ง แข็งกร้าว และไม่ฟังเสียงวิจารณ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ในการดีเบทสดทางโทรทัศน์ระหว่างสองคนนี้ อะฮ์มาดีเนญอดชูคำขวัญการปราบปรามคอร์รัปชั่นในประเทศและสร้างเสริมศักดิ์ศรีในเวทีโลก โดยกล่าววิจารณ์มูซาวีว่ามีความพยายามที่จะให้ร้ายป้ายสีรัฐบาลของเขามาตลอด และว่ามูซาวีคือหนึ่งในสามอดีตผู้นำที่ผนึกกำลังเพื่อหวังโค่นเขาและแนวทางของเขา สามผู้นำดังกล่าวคือ มูซาวี , รัฟซันญานี , คอตามี. ส่วนมูซาวี เน้นวิจารณ์ผลงานรัฐบาลมากกว่าจะชูนโยบายอันเป็นรูปธรรม เขาวิจารณ์อะฮ์มาดีเนญอดว่าเป็นคนทำให้ประเทศชาติตกต่ำในสายตาของชาวโลก ไม่จริงใจในการแก้ปัญหา
ก่อนวันเลือกตั้ง ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวอิหร่านจากโพลหลายสำนักชี้ว่า ความนิยมของอะห์มะดีเนญอดนำหน้ามูซาวี[1] สอดคล้องกับโพลของสำนัก terrorfreetomorrow ร่วมกับ New Americafoundation ที่สอบถามทางโทรศัพท์จากประชาชน1,000 คนใน 30 จังหวัด ระหว่างวันที่ 10-20 พ.ค.2009 มีอัตราความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ +/- 3.1 เปอร์เซ็นต์ ที่นำเสนอใน นสพ.วอชิงตัน โพสท์ ฉบับวันที่ 15 มิ.ย. 2009 และในเว็บไซต์ นสพ.การ์เดียน (อังกฤษ) ซึ่งระบุว่า อะห์มะดีเนญอดมีคะแนนนิยม 34 % และมูซาวีมีคะแนนนิยม 14 % ส่วนที่เหลือ 27 % ยังไม่ตัดสินใจ [2]
ในที่สุดวันเลือกตั้งก็มาถึง มูซาวีประกาศชัยชนะทั้งที่ศูนย์อำนวยการการเลือกตั้งยังไม่ยุติการนับคะแนน และคะแนนของเขายังตามหลังอะฮ์มาดีเนญอด ซึ่งตามกฎหมายอิหร่าน ผลคะแนนเป็นทางการคือผลคะแนนประกาศโดยศูนย์อำนวยการการเลือกตั้ง และได้รับการยืนยันจากสภาผู้พิทักษ์แล้วเท่านั้น
ในที่สุด ผลการเลือกตั้งที่ศูนย์อำนวยการเลือกตั้งประกาศก็คือ :
- ยอดผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 39,165,191 คน หรือ 85 % จากยอดผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- นายมะฮ์มูด อะห์มะดีเนญอด 24,527,516 เสียง หรือ 63.62%

- นายมีร ฮุเซน มูซาวี 13,216,411 เสียง หรือ 33.75 %
- นายมุห์ซิน เรซออี 678,240 เสียง หรือ 1.73 %
- นายมะห์ดี คะรูบี 333,635 เสียง หรือ 0.85 %
รวมบัตรเสีย 409,389 หรือ 1.04 % ของบัตรเลือกตั้งทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เมื่อผลคะแนนเริ่มทิ้งห่างกันจนไม่อาจคาดหวังชัยชนะของมูซาวีได้ มูซาวีเริ่มกล่าวหาการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าไม่โปรงใส และมีการโกงการเลือกตั้งอย่างแน่นอน เมื่อถามว่าเพราะเหตุใดจึงมั่นใจเช่นนี้ เขาตอบว่า เพราะทีมงานของเขายืนยันจากผลสำรวจแล้วว่า เขาต้องเป็นฝ่ายชนะอย่างไม่ต้องสงสัย !

มูซาวี และ ซะฮ์รอ ระฮ์นะวัรด์ ภรรยา ขณะใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างอารมณ์ดี
เหตุผลอีกข้อของเขาคือ จำนวนบัตรเลือกตั้งของบางพื้นที่มีมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้อย่างไร เหตุผลนี้ฟังดูน่าเชื่อถือสำหรับประเทศอื่นๆ อย่างเช่น ประเทศไทย ที่ผู้ใช้สิทธิต้องกลับไปใช้สิทธิที่ภูมิลำเนาของตน แต่เหตุผลดังกล่าวถือว่าไม่มีน้ำหนักพอสำหรับการเลือกตั้งของอิหร่าน เพราะผู้ใช้สิทธิชาวอิหร่านสามารถใช้สิทธิได้ที่หน่วยเลือกตั้งใดก็ได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า ฉะนั้นในเมืองท่องเที่ยวจึงมีความเป็นไปได้ว่า จะมีจำนวนบัตรเลือกตั้งมากกว่าจำนวนผู้มีสิทธิมาเลือกตั้งในทะเบียนราษฎร์
ข้อกล่าวหาของมูซาวีอาจมองได้ว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะเชื่อเช่นนั้น แต่เมื่อพิจารณาอย่างตรงไปตรงมาก็จะพบข้อพิรุธบางอย่าง ทำให้สงสัยว่า นี่คือเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ หรือว่าเป็นฉากหนึ่งของแผนที่ถูกวางไว้ล่วงหน้าก่อนการเลือกตั้งหรือไม่ เพราะเหตุใดฝ่ายของมูซาวีจึงพูดถึงการโกงการเลือกตั้งก่อนการเลือกตั้งจะมีขึ้น มูซาวีตั้งคณะกรรมการพิทักษ์คะแนนเสียงของตนก่อนการเลือกตั้งเพื่ออะไร
มูซาวีกล่าวปราศรัยท่ามกลางผู้สนับสนุน
และทั้งๆ ที่เขากล่าวหารัฐบาลอย่างดุเดือดว่าเป็นฝ่ายโกงการเลือกตั้ง แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่สามารถนำเสนอพยานหลักฐานใดๆ ที่ชี้ชัดถึงเรื่องดังกลาวได้เลย มีเพียงความพยายามกล่าวอ้างและสร้างกระแสให้มวลชนเชื่อ และคล้อยตามโดยไม่ต้องถามหาหลักฐาน เพราะการที่จะกล่าวหาว่ามีการโกงคะแนนเสียงเกินสิบล้านเสียง คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องกล่าวหาว่าเป็นการโกงเลือกตั้งที่กว้างขวางและชัดเจน ซึ่งแน่นอนว่าหลักฐานการโกงย่อมมีให้เห็นมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพิจารณาจากจำนวนผู้สังเกตุการณ์ของมูซาวีที่ประจำอยู่ตามหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ มีจำนวนมากกว่าผู้สังเกตุการณ์จากผู้สมัครอื่นๆ บวกกับการจับตาของคณะกรรมการที่มูซาวีจัดตั้งขึ้น เพื่อพิทักษ์คะแนนเสียงของตนเอง หากมีการโกงในระดับสิบล้านเสียง พวกเขาย่อมทราบและรีบรายงานทันที ในขณะที่ทั้งผู้สังเกตการณ์และคณะกรรมการดังกล่าวมิได้ทักท้วงใดๆ จนจบการเลือกตั้งและประกาศผลเลือกตั้งแล้ว
เปรียบได้กับการแข่งขันกีฬา หากนักกีฬาไม่เชื่อถือในความเป็นกลางของกรรมการ เขาย่อมไม่ลงแข่งให้เหนื่อยเปล่า แต่ถ้าหากเขาตัดสินใจลงแข่งขันแล้ว ก็ต้องเคารพในการตัดสินของกรรมการ แม้ส่วนตัวจะไม่เชื่อตามนั้นก็ตาม หากนักกีฬาคนใดลงแข่งขันและถูกตัดสินในฝ่ายคู่ต่อสู้ เขามีสิทธิท้วงติงได้ตามช่องทางที่กำหนด แต่หากเขาแพ้การแข่งขันกลับโวยกรรมการและกดดันให้แข่งขันใหม่ นักกีฬาคนนี้มักจะถูกปรามาสว่า “ขี้แพ้ชวนตี”
ตรงกันข้ามกับกรณีที่ฮิซบุลลอฮ์ พ่ายการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในเลบานอน ทั้งที่ฝ่ายตนเชื่อว่ามีการโกงการเลือกตั้ง แต่พวกเขาก็ยอมรับผลเลือกตั้ง หรือกรณีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอเมริกาในยุคที่บุชขับเคี่ยวกับอัลกอร์ มีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับความโปร่งใส แต่เมื่อตัดสินถึงที่สุดแล้ว อัล กอร์ ก็ยอมรับความพ่ายแพ้ แม้จะมีคะแนนเสียงเทียบเท่าหรือมากกว่าจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ก็ตาม ในประวัติการเลือกตั้งในอิหร่านที่จัดขึ้นเกือบ 30 ครั้ง ซึ่งทั้งฝ่ายอนุรักษ์นิยมและฝ่ายปฏิรูปผลัดกันครองอำนาจมาโดยตลอด ยังไม่เคยมีใครตั้งข้อสงสัยถึงความโปร่งใสเช่นนี้มาก่อน
อย่างไรก็ตาม หากมูซาวีกล่าวหาว่ามีการโกงการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวก็คงไม่มีใครตำหนิอะไร แต่เขาประกาศจุดยืนเด่นชัดที่จะคัดค้านผลการเลือกตั้ง ซ้ำยังระดมผู้สนับสนุนของตนออกมาเดินขบวนประท้วงนับแสนคน มีการทำลายสถานที่ราชการ ธนาคาร บ้านเรือน และรถยนต์ของประชาชนเกิดขึ้น การประท้วงค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นการก่อจลาจล เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ประเทศมหาอำนาจอย่างอเมริกาที่ก่อนการเลือกตั้งมีท่าทีพินอบพิเทาต่ออิหร่านกลับฮึกเหิมขึ้น และรู้สึกว่าตนมีอำนาจต่อรองมากยิ่งขึ้น
การเดินขบวนเปลี่ยนเป็นการก่อจลาจลเมื่อตำรวจสลายการชุมนุม
สื่อตะวันตกประโคมข่าวและแพร่ภาพเพียงการทุบตีผู้ประท้วงโดยหน่วยปราบจลาจล แต่ไม่เคยเสนอภาพที่ผู้ประท้วงทำร้ายประชาชน และทำลายข้าวของ. รัฐบาลตะวันตกและอิสราเอลแสดงท่าทีเป็นผู้พิทักษ์สิทธิ และเป็นห่วงเป็นใยผู้ประท้วงทันที สอดรับกับการเสนอข่าวของสื่อกระแสหลัก ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่เคยมีส่วนในการคุกคามสิทธิมนุษยชนในกรณี คุกอบูฆุร็อยย์, กวนตานาโม, ชาวอัฟกานิสถาน, อิรัก, และฉนวนกาซ่าแต่อย่างใด
เหตุการณ์บานปลายจนกระทั่งมีผู้เสียชีวิตประมาณ 20 คน สถานการณ์ดังกล่าวกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ดังที่อิสราเอลประกาศให้การสนับสนุนผู้ประท้วง และพร้อมจะเผด็จศึกอิหร่านทางการทหาร แต่มูซาวีก็ยังยืนยันจุดยืนเดิมของตนและโยนความรับผิดชอบให้รัฐบาล

สัญลักษณ์สีเขียวเคียงข้างการเผาทำลายข้าวของ
ท่าทีเช่นนี้ของมูซาวีไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด เพราะในสมัยที่เขาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน อันเป็นช่วงที่อิหร่านยังสาละวนกับปัญหาสงครามกับอิรัก และต้องการความสงบและเอกภาพ มูซาวีกลับประกาศลาออกอย่างกะทันหันเนื่องจากความไม่ลงรอยกันกับ ส.ส.ในสภาในบางประเด็น แม้แต่ประธานาธิบดีในสมัยนั้น (อายะตุลลอฮ์ อลี คอเมเนอี) เองยังเพิ่งจะทราบข่าวนี้จากหน้าหนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้น จดหมายลาออกถูกส่งตรงถึงอิมามโคมัยนี แทนที่จะต้องผ่านการอนุมัติจากประธานาธิบดีเสียก่อน
อิหม่ามโคมัยนีตำหนิพฤติกรรมของเขาโดยตอบว่า “สิ่งที่ควรจะเป็นก็คือ อย่างน้อยควรจะแจ้งให้ฉันหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูงทราบล่วงหน้า ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจเช่นนี้.. ในขณะที่ประชาชนผู้อาจหาญกำลังส่งลูกหลานไปพลีชีพเพื่อผดุงไว้ซึ่งอิสลาม มันถูกกาละเทศะแล้วหรือที่ท่านจะแสดงความไม่พอใจและขอลาออกเช่นนี้... เราทุกคนต้องขอความคุ้มครองจากพระองค์ และในยามที่บันดาลโทสะ เราจะต้องไม่ทำอะไรให้ศัตรูอิสลามสามารถตักตวงผลประโยชน์ได้เด็ดขาด... ประชาชนของเราเผชิญเรื่องทำนองนี้มามากนับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามเป็นต้นมา การเคลื่อนใหวเช่นนี้จะไม่มีผลใดๆ ต่อแนวทางการปฏิวัติออิสลามแห่งอิหร่านอย่างแน่นอน” [3]

มูซาวี (ขวา) สมัยเป็นนายกรัฐมนตรียุคอิหม่ามโคมัยนี
อย่าลืมว่าผู้ที่ตอบจดหมายลาออกของมูซาวีนี้ คือคนเดียวกันกับที่เขียนจดหมายถึงกอร์บาชอฟแห่งโซเวียตในยุคที่ยังรุ่งเรืองอยู่ จดหมายดังกล่าวเตือนกอร์บาชอฟให้ตระหนักถึงจุดจบอันใกล้ของสหภาพโซเวียตอันเกิดจากระบอบคอมมิวนิสม์ที่ปฏิเสธพระเจ้า กาลเวลาพิสูจน์ความถูกต้องของวิสัยทัศน์ของท่านเมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายไปตามคำพยากรณ์ ในกรณีของมูซาวีก็เช่นกัน ประหนึ่งว่าอิมามโคมัยนีเพิ่งจะเปล่งคำพูดประโยคดังกล่าวในวันนี้ การเคลื่อนใหวของนายมูซาวี แม้สมมุติว่าเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญก็ตาม แต่อย่างไรเสีย เขาไม่มีสิทธิจะปล่อยให้ขบวนการของตนกลายเป็นพาหนะให้เหล่ามหาอำนาจและศัตรูของการปฏิวัติขึ้นขี่และกุมบังเหียนได้อย่างที่เป็นอยู่

หุ้นส่วนจากต่างแดนโดยสถาบัน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
เมื่อปี 2546 เกิดการปฏิวัติในประเทศจอร์เจีย ประธานาธิบดีไม่อาจต้านทานการปฏิวัติรูปแบบใหม่ที่ปราศจากความรุนแรงนี้ได้ ซึ่งในภายหลังได้ถูกขนานนามว่า“การปฏิวัติกำมะหยี่”( Velvet Revolution)(เพื่อสื่อถึงความนุ่มนวลดุจกำมะหยี่) (*) หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ “การปฏิวัติสี” (Colour Revolution) เพราะมักใช้สีเป็นสัญลักษณ์ การปฏิวัติรูปแบบนี้เกิดขึ้นในอีกหลายประเทศ อาทิเช่น ยูเครน เวเนซูเอลา ฯลฯ ที่น่าแปลกใจก็คือ การปฏิวัติกำมะหยี่เหล่านี้ มีสถาบัน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์อยู่เบื้องหลังเสมอ!


(*) สนใจอ่านเกี่ยวกับตัวอย่าง”การปฏิวัติกำมะหยี่”คลิกอ่านเรื่อง “
การปฏิวัติกำมะหยี่ของประชาชาติเชคฯ” สมเกียรติ ตั้งนโม: http://www.midnightuniv.org/midnight2545/document95097.html
เดือนกันยายน 2003 สถาบันนี้แนะนำให้ฝ่ายค้านของจอร์เจีย ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง และให้พร้อมใจกันแสดงพลังคัดค้าน อันนำไปสู่การคว่ำรัฐบาลในที่สุด. เดือนตุลาคม 2004 จีน ชาร์ป (Gene Sharp) มันสมองของสถาบันดังกล่าว กุมบังเหียนฝ่ายค้านในเวเนซูเอลาเพื่อล้มรัฐบาลนายฮูโก ชาร์เวซ แต่ทำไม่สำเร็จ ครั้งนั้น เขากำชับฝ่ายค้านว่า “ต้องสร้างความคลางแคลงใจเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง และต้องวางแผนกดดันให้ประธานาธิบดียอมลาออกให้ได้ [4]”

จีน ชาร์ป มันสมองของสถาบันไอน์สไตน์
วิจารณ์ภารกิจก่อการปฏิวัติกำมะหยี่
แตรี เมซซอง นักหนังสือพิมพ์ชาวฝรั่งเศส กล่าวหลังวิจารณ์ภารกิจก่อการปฏิวัติกำมะหยี่โดยสถาบันดังกล่าวว่า “...สุดท้ายเราคงเลี่ยงไม่ได้ที่จะจับตาการขุนนักสร้างสถานการณ์ในอิหร่านโดยสถาบัน อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์”
เมซซองยืนยันว่าสถาบันดังกล่าวร่วมมือกับนาโต้และซีไอเอในการฝึกนักปฏิวัติในประเทศต่างๆ โดยที่เอ็ดเวิร์ด บี แอทเคสัน อดีต ผอ.ซีไอเอ ได้กำหนดให้สถาบันดังกล่าวเป็นผู้คุมเครือข่ายลับในการแทรกแซงประเทศต่างๆ [5] สรุปคือ สถาบันดังกล่าวทำงานให้รัฐบาลสหรัฐฯ อย่างแน่นอน
สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของนาย มีรซา อัสลัม เบก อดีตผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ผ่านทางวิทยุในวันที่ 15 มิถุนายน 2552 ว่า “มีหลักฐานยืนยันว่า CIA ได้ใช้จ่ายงบกว่า 400 ล้านดอลลาร์ในอิหร่าน เพื่อโอบอุ้ม”การปฏิวัติสี”ที่ไร้ประสิทธิผลภายหลังการเลือกตั้ง”[6] น่าสังเกตว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกนำมาใช้โดยมูซาวี เมื่อเขาประกาศชัยชนะหลังปิดหีบเลือกตั้งประมาณหนึ่งชั่วโมง ทั้งที่เพิ่งจะเริ่มนับคะแนนไปไม่นาน ทว่าเขาจัดแจงตัดสินโดยเสร็จสรรพว่า “ผมชนะการเลือกตั้งแล้ว และหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ประกาศชัยชนะดังนี้ แสดงว่ามีการโกงการเลือกตั้งเกิดขึ้น” !? การถือตนเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อวัดคนทั้งโลกเช่นนี้ เป็นการหักล้างคำขวัญเลือกตั้งของเขาในการเชิดชูกฏหมายอย่างไม่ต้องสงสัย

การใช้สีเป็นสัญลักษณ์ก็เป็นสิ่งที่สถาบัน จอร์จ โซรอส (Open Society Institute and Soros Foundations Network) นำมาใช้ในการคว่ำประเทศอดีตสหภาพโซเวียต ที่ยูเครนใช้สีส้ม, เคอร์กิสถานใช้สีชมพู, ส่วนฝ่ายค้านโดยการนำของนายมูซาวีใช้สีเขียว [7] คงเพราะต้นสายปลายเหตุเช่นนี้กระมังที่ มักจะเห็นข้อความต่อต้านรัสเซียเคียงข้างผ้าผูกข้อมือสีเขียวในหมู่ผู้ประท้วงในอิหร่านเสมอ
ชายโพกผ้ากับการชูข้อความ "รัสเซีย อิหร่านไม่มีวันให้อภัย"
อลาสเตร์ ครู้ก เขียนในหนังสือพิมพ์ แอลเอ ไทมส์ ว่า "ชาวอิหร่านจำนวนมากเชื่อว่า เหล่าผู้นำชาติตะวันตกล้ำเส้นตายอิหร่าน ด้วยการปลุกระดมเสียงคัดค้านของผู้สนับสนุนมูซาวี เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการทำลายความชอบธรรมของการปฏิวัติอิสลามในอิหร่าน ตลอดจนดำเนินการเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างละมุนละม่อม" [8]

โดยทั่วไปแล้ว “การปฏิวัติกำมะหยี่”จะต้องมีสองปัจจัยในการขับเคลื่อนและเติบโตเสมอ นั่นก็คือ “มวลชน”และ”สื่อ” ซึ่งเมื่อสื่อเริ่มสร้างกระแส ก็จะเกิดมวลชนสนับสนุน และมวลชนก็จะสร้างข่าวให้สื่อนำเสนอเพื่อที่จะเพิ่มจำนวนมวลชนไปเรื่อยๆ ไม่ต่างจากปฏิกริยาลูกโซ่ เพื่อกดดันให้กลไกรัฐเป็นอัมพาตและยอมต่อข้อเรียกร้องในที่สุด
สอดคล้องกับที่มูซาวีได้ให้สัมภาษณ์นิตยสารไทม์ เขาเชื่อว่า คลื่นมวลชนที่ร่วมประท้วงการเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจอย่างกว้างขวาง และจะกดดันผู้นำสูงสุด(อายะตุลลอฮ์ อลี คอเมเนอี)ให้ยอมอ่อนท่าทีต่อข้อเรียกร้องของประชาชน เมื่อถูกถามว่า หากท่านแพ้เลือกตั้งจะทำอย่างไร? เขาตอบว่า “การเปลี่ยนแปลงได้เริ่มขึ้นแล้ว ชัยชนะจากคะแนนเสียงเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่อีกส่วนจะเดินหน้าต่อไปและจะไม่มีวันถอย”[10] ซึ่งก็เป็นการไขข้อสงสัยที่ว่า เหตุใด มูซาวีจึงยังไม่หยุดแม้ผู้นำสูงสุดออกมาปฏิเสธข้อเรียกร้องอันไร้หลักฐานในการคัดค้านผลเลือกตั้งของเขา
.ดร. ฮะมีด เมาลานา หนึ่งในผู้วางรากฐานสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้กล่าวว่า “การปฏิวัติเหล่านี้จะสัมฤทธิ์ผลก็ต่อเมื่อ
1. ประเทศนั้นๆ มีความเป็นเผด็จการของผู้นำสูง
2. ประเทศนั้นๆ ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางความคิดของตนเอง นอกจากลัทธิทุนนิยมและสังคมนิยม
ซึ่งเมื่อพิจารณากรณีของอิหร่านจะพบว่า อิหร่านอุดช่องโหว่ทั้งสองประการไว้แล้ว ประเด็นแรก อิหร่านเคารพเสียงประชาชนเป็นอย่างยิ่ง สังเกตจากถัวเฉลี่ยการเลือกตั้งหนึ่งครั้งต่อปี. ประเด็นที่สอง อิหร่านมีแนวคิดอิสลามและพึ่งพาแนวคิดนี้ในการบริหารจัดการ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาทุนนิยมและสังคมนิยมที่จะเปิดช่องให้นักปฏิวัติกำมะหยี่แฝงกายเข้ามาในอนาคต
นอกจากมหาอำนาจตะวันตกจะมีส่วนร่วมในการปฏิวัติกำมะหยี่ในฐานะผู้วางแผนและสั่งการแล้ว ในแวดวงบันเทิงก็ยังมีการสอดแทรกประเด็นอิหร่านเข้าไปเช่นกัน จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นชื่อของ อะฮ์มะดีเนญอด และ มูซาวี ปรากฏในภาพยนตร์ ทรานสฟอร์เมอร์ ภาคสอง [10]
ที่สำคัญ ในระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอเมริกาและยุโรป โดยเฉพาะอังกฤษก็ยังพยายามแสดงท่าทีให้การสนับสนุนผู้ประท้วง และถือว่านั่นคือการเรียกร้องเสรีภาพโดยชอบธรรม (ทั้งที่มีการทำลายสถานที่ราชการและตึกรามบ้านช่องมากมาย) แทนที่ผู้ประท้วงส่วนใหญ่จะฮึกเหิมขึ้น กลับส่งผลให้พวกเขาปลีกตัวออกห่างพฤติกรรมที่เหล่ามหาอำนาจให้การสนับสนุน เพราะอิมามโคมัยนีเคยกล่าวเตือนสติพวกเขาไว้ว่า “หากวันใดศัตรูยกย่องเชิดชูเรา ให้เราพิจารณาให้จงดีว่า ผิดพลาดจุดใดอันเป็นเหตุให้ศัตรูระรื่น แล้วให้แก้ไขเสีย” หรือ “หากวันใดอเมริกายกย่องเรา วันนั้นคือวันที่เราต้องจัดงานไว้อาลัย” [11]
คุตบะฮ์วันศุกร์ของท่านผู้นำ เผาผ้ากำมะหยี่เขียวเป็นเถ้าถ่าน
พฤติกรรมของบางคนเปรียบเสมือนการถูตะเกียงให้ยักษ์อเมริกาและอังกฤษออกมาเริงระบำ และแสดงอาการดีใจอย่างออกหน้าออกตา ยักษ์ใหญ่เหล่านี้รีบปูพรมกำมะหยี่สีเขียวเพื่อต้อนรับมวลชนมหาศาลที่สนับสนุนมูซาวี พลางนึกภูมิใจและรู้สึกคุ้มค่ากับเวลาและทุนรอนที่เสียไปในการถักทอกำมะหยี่ผืนนี้ด้วยความปราณีต แต่ท้ายที่สุด พรมกำมะหยี่สีเขียวก็ต้องไหม้กลายเป็นเถ้าธุลี และยักษ์เหล่านั้นก็รีบกลับเข้าตะเกียงแทบไม่ทันด้วยเหตุผลเดียว นั่นก็คือ คุตบะฮ์วันศุกร์ของท่านผู้นำสูงสุด อายะตุลลอฮ์ ซัยยิด อลี คอเมเนอี!

ท่านแสดงภาวะผู้นำและแสดงท่าทีเป็นกลางระหว่างผู้สนับสนุนมูซาวีและอะฮ์มะดีเนญอด และตักเตือนทั้งสองฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา คำเตือนของท่านครอบคลุมไปถึงประธานาธิบดีอะฮ์มะดีเนญอด ที่กล่าวพาดพิงบุคคลที่สามเมื่อครั้งที่ดีเบทกับมูซาวี และยังเตือนว่าฝ่ายสนับสนุนผู้ชนะเลือกตั้งเอง ก็ไม่ควรตอบโต้การเดินขบวนของฝ่ายมูซาวีด้วยวิธีเดียวกัน อันจะเป็นการประจันหน้ากันอย่างไม่รู้จบ

แต่สิ่งที่ชัดเจนที่สุดที่ได้รับการเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นของท่านก็คือ ไม่มีทางที่ท่านจะก้มหัวต่อการกดดันให้กระทำการฝ่าฝืนกฏหมายโดยอาศัยพลังมวลชนเด็ดขาด

เหล่านี้คือคุตบะฮ์ของท่านผู้นำโดยสังเขป: บทพิสูจน์ว่าประชาชนต้องการใคร คือคะแนนเสียงในหีบบัตร มิใช่การออกมาเดินขบวนบนท้องถนน ถ้าภายหลังจากการเลือกตั้งผ่านไป ทั้งสองฝ่ายต่างชักชวนพลพรรคให้ออกมาเดินขบวนบนท้องถนน ถ้าเช่นนั้นแล้วจะมีการเลือกตั้งไปเพื่ออะไร? การใช้กำลังคุกคามตามท้องถนนหลังจากการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้ว ถือเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ข้าพเจ้าขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติวิธีการเช่นนี้ เป็นความคิดที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ที่เพ้อฝันว่า การใช้วิธีกดดันบนท้องถนน จะสามารถบีบคั้นให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองยอมจำนน อย่าลืมว่าการบีบบังคับให้เป็นไปตามอำเภอใจโดยผิดกฎหมายนั้น คือการเริ่มต้นใช้อำนาจเผด็จการ ปัญหาสำคัญของศัตรูคู่แค้นของอิหร่านก็คือ จนถึงขณะนี้พวกเขาก็ยังไม่รู้จักประชาชาติอิหร่าน พวกเขาคิดว่าที่นี่คือ “ประเทศจอร์เจีย” ที่จะปฏิวัติกำมะหยี่ได้ อเมริกาไม่มีสิทธิมาอบรมสั่งสอนปัญหาสิทธิมนุษยชนในอิหร่าน"
ในตอนท้าย ท่านกล่าวพรรณาถึงอิมามมะฮ์ดีไว้ว่า:
“โอ้ สัยยิด (นาย) ของข้าฯ
โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของข้าฯ
ข้าฯ มีเพียงชีวิตที่ไร้ค่า
มีร่างกายที่พิการ (มือของท่านพิการจากแรงระเบิดของศัตรู ในขณะที่ท่านกำลังกล่าวคุฏบะฮฺวันศุกร์ หลังการปฏิวัติอิสลาม = ผู้แปล)
มีเกียรติอันน้อยนิด
ที่ท่านมอบทั้งหมดนี้แด่ข้าฯ
ที่ข้าฯ พร้อมยอมพลีอุทิศแด่การปฏิวัติและแด่ท่าน
โอ้ สัยยิด (นาย) ของเรา
โอ้ เมาลา (ผู้ปกครอง) ของเรา
โปรดดุอาอ์ให้เราด้วยเถิด
เพราะการปฏิวัติเป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน”[12]

หลังการคุตบะฮ์ของผู้นำสูงสุด ละครเรื่องกำมะหยี่สีเขียวที่ตั้งใจจะให้เป็นมหากาพย์ ก็จำต้องถึงกาลอวสานก่อนเวลาที่กำหนดไว้ อเมริกาและยุโรปเพิ่งประจักษ์ว่า ประชาชนชาวอิหร่านยังยึดมั่นในระบอบวิลายะตุลฟะกีฮ์ (สิทธิการปกครองโดยนักการศาสนา) อย่างไม่เสื่อมคลาย
เพราะในแนวคิดของอิมามโคมัยนี อำนาจวิลายะตุลฟะกีฮ์มาจากเบื้องบนในฐานะตัวแทนอิมามที่จำเป็นต้องภักดีในทางศาสนา แต่อำนาจของประธานาธิบดี, ส.ส.,หรือนายกรัฐมนตรีนั้น มาจากเบื้องล่างในฐานะตัวแทนประชาชนที่ตั้งให้ทำหน้าที่แทนตน หากจะต้องขัดแย้งกัน แน่นอนว่าประชาชนย่อมให้ความเคารพต่อผู้นำทางศาสนาอย่างแน่นอน และนี่คือสิ่งที่ตะวันตกไม่เคยเข้าใจ และดำเนินนโยบายผิดพลาดมาโดยตลอด
ในอารมณ์ที่สื่อตะวันตกเริ่มไม่แน่ใจเกี่ยวกับความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่ทุ่มไปกับการนำเสนอข่าวสหายกำมะหยี่เขียว ทันใดนั้น ระฆังช่วยชีวิตก็ดังขึ้น การตายของไมเคิล แจ็คสัน เป็นช่องทางให้สื่อเหล่านั้นย่องกลับไปเลียแผลเงียบๆ
ส่วนบรรดาผู้นำชาติตะวันตกก็กำลังสังหรณ์ใจว่าอิหร่านจะโต้กลับอย่างไรบ้าง อย่างน้อยก็เป็นที่รู้กันดีในหมู่พวกเขาว่า ถ้าอิหร่านไม่ให้ความร่วมมือ กิจการใดๆ ในตะวันออกกลางโดยเฉพาะในอิรัก เลบานอน อัฟกานิสถาน ก็ไม่มีทางบรรลุผลอย่างแน่นอน ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ หากอิหร่านไม่เอาชีวิตทหารของตนเข้าแลกเพื่อสกัดกั้นยาเสพติดจากอัฟกานิสถาน ยาเสพติดหนึ่งในสามของโลกจะไหลทะลักเข้าสู่ยุโรปและอเมริกาและทั่วโลกอย่างรวดเร็ว
มีรซา อัสลัม เบก อดีตผู้บัญชาการกองทัพปากีสถาน ยืนยันถึงบทบาทของอิหร่านในภูมิภาคว่า “หากปากีสถานและอัฟกานิสถานสามารถประสานความร่วมมือกับอิหร่านได้ แน่นอนว่าอเมริกาจะต้องถอนสมอจากภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะอัฟกานิสถานอย่างไม่ต้องสงสัย [13]

ชัดเจนแล้วว่าในอนาคต เราคงเห็นกำมะหยี่สีเขียวในพิพิธภัณฑ์ได้เพียงที่เดียว
เมื่อหวนรำลึกถึงประโยคประวัติศาสตร์ของอิหม่ามโคมัยนี ที่มีต่อนายมูซาวีที่ว่า “การเคลื่อนใหวเช่นนี้จะไม่มีผลใดๆ ต่อแนวทางการปฏิวัติออิสลามแห่งอิหร่านอย่างแน่นอน”
ในที่สุดการพยากรณ์ของอิหม่ามโคมัยนีก็เป็นจริงอีกครั้ง

--------------------------------------------------------
หมายเหตุ
ประชาไทคงชื่อเรียกบุคคลตามต้นฉบับของผู้เขียน
อ้างอิง
[7] Colour Revolution ใน Wikipedia
[10] เขียนที่กำแพงว่า”มะฮ์มูด”และ “มีร ฮุเซน” อันเป็นชื่อของอะฮ์มะดีเนญอดและมูซาวี ในฉากที่ตัวละครคนหนึ่งกำลังโทรศัพท์หลังจากเพิ่งผ่านด่านในอิยิปต์ /Transformer2
[12] บางส่วนจากคำแปลโดย สายธารพิสุทธิ์ ใน http://www.islamichomepage.com

กษิตแจงสื่อนอกประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์

ที่มา ประชาไท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ก.ค. ภายหลังจากที่ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ แถลงข่าวผลการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่โรงแรมลากูนา บีช รีสอร์ท จ.ภูเก็ตแล้ว ได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม

ทั้งนี้มีผู้สื่อข่าวจากประเทศอินโดนีเซีย ได้ถามว่าการที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีพูดว่า ไทยพร้อมที่จะให้คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน เข้ามาสอบสวนในกรณีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่ให้มีการวิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้ง 2 อย่างจะไปด้วยกันอย่างไร

นายกษิต ตอบว่า ตนไม่ได้อยู่ตอนที่ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ แต่ตนคิดว่าเราอยู่ในสังคมเปิดเราไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบัง ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีกลไกสิทธิมนุษยชนนี้ เราก็ยังเป็นสังคมเปิดสังคมที่มีกฎเกณฑ์และไม่มีการแทรกแซงกระบวนการทางกฎหมาย อย่างที่ตนพูดมาตลอดเมื่อวันที่ 31ธันวาคมปีที่แล้ว นายกฯ ได้กล่าวถ้อยแถลงต่อรัฐสภา ซึ่ง 7 เดือนที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่าเราให้ความเคารพกฎหมาย และการบริหารจะต้องโปร่งใส และถ้าหากใครทำอะไรผิดก็จะต้องสอบสวน ไม่มีการละเว้น

"ในรัฐธรรมนูญของไทย องค์พระมหากษัตริย์ อยู่เหนือการเมือง ดังนั้นอย่าสับสน เพราะมีบางคน บางกลุ่มมีความต้องการดึงสถาบันลงมาสู่การเมือง ขออย่าสับสน

"ประเด็นที่สองคือสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีใครคุ้มครองในเวลาที่ถูกโจมตี เราต้องมีกฎหมายเพื่อที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ คือกฎหมายเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะท่านไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ พระมหากษัตริย์ไม่สามารถที่จะไปฟ้องร้องดำเนินคดีใครต่อศาลได้ เหมือนอย่างกรณีที่มีกฎหมายคุ้มครองผู้พิพากษา เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะไปฟ้องศาลได้ ในกรณีประเทศไทยก็คล้ายๆ กับหลายประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือประเทศที่จำเป็นต้องคุ้มครองสิทธิของผู้พิพากษาที่จะรักษาบทบาทธำรงบทบาทรักษาความเป็นธรรม ให้ปราศจากภัยคุกคาม ขอให้เข้าใจ ต้องแยกแยะให้ได้ว่าในการเมืองไทยมีผู้ที่ต้องการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาในการเมือง ซึ่ง ผมคิดว่าไม่ถูกต้อง" นายกษิตกล่าว

เลขาธิการอาเซียนปฏิเสธเหตุก่อการร้าย ประชุมเอเซียน

ที่มา ประชาไท

เลขาธิการอาเซียนปฏิเสธมีก่อการร้าย ยืนยันผู้นำ 16 ประเทศกลับมาประชุมอีกครั้ง หลังล้มเลิกที่พัทยา บอกไร้สาระ อวยฝ่ายความมั่นคงผ่านการทดสอบ ฟุ้งเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสุดยอดอาเซียน 23-25 ต.ค.

ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูนา จ.ภูเก็ต นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมือง-ความมั่นคงอาเซียน ครั้งที่2 โดยนายสุรินทร์ กล่าวถึง กระแสข่าวระบุเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยสามารถจับผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายกลุ่มก่อการร้ายเจมาห์ อิสลามิยาห์(เจไอ) ที่จ.ภูเก็ต ว่า ว่ามีการชี้แจงสั้นๆ ในที่ประชุมว่ามีการเข้าใจผิดกันไม่มีสาระใดๆ ทั้งสิ้น

"เป็นความพยายามของฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจที่จะตรวจสอบให้เกิดความแน่ใจและเกิดความมั่นใจว่าการประชุมครั้งนี้จะไม่ได้รับการรบกวนใดๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่บางคนอาจจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นที่สุด เห็นอะไรเขาก็สงสัยเอาไว้ก่อนและก็ทราบว่าได้มีการประเมินสถานการณ์และทำความเข้าใจกันแล้วว่าเป็นการเข้าใจผิด เรื่องมันก็จบเพียงแค่นั้นนะครับ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ผมไม่ทราบ"

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีข่าวระบุว่าเมื่อวันที่ 20ก.ค.มีการจับผู้ต้องสงสัยได้ 1 คน พร้อมเงิน 1 แสนบาท โทรศัพท์ 10 เครื่องและกัญชา นายสุรินทร์ กล่าวว่า อันนั้นผมไม่ได้รับรายงานครับ แต่ที่ได้รับรายงานคือเรื่องอาจจะเกิดความเข้าใจผิดกัน ส่วนเรื่องโทรศัพท์ กัญชา ผมไม่ทราบ โดยย้ำว่าไม่มีการตรวจพบวัตถุระเบิดและผู้ต้องสงสัย

สำหรับความจำเป็นต้องเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยมากขึ้นหรือไม่นั้น นายสุรินทร์กล่าวว่าว่าทางฝ่ายความมั่นคงเข้มงวดอยู่แล้ว และไม่มีอะไรน่าห่วง

“ผมประทับใจมากกับความเร็วในเรื่องการข่าวของเขา ผมพยายามทดสอบแต่เขาก็ผ่านการทดสอบด้วยดีทุกคน คือตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาทั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทั้งผู้บัญชาการตำรวจเขต8 ทั้งผู้บังคับการตำรวจของภูเก็ตทุกระดับจนกระทั่งถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและหน่วยที่ปฏิบัติการร่วมเกี่ยวกับความปลอดภัย ซึ่งมีรัฐมนตรีกลาโหมเป็นประธานและมอบหมายให้ผู้ใต้บังคับบัญชารวมทั้งผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างๆ มีส่วนประสานงานเกี่ยวกับความปลอดภัย ไม่มีอะไรน่าห่วง” โดยนายสุรินทร์กล่าวว่ามีความมั่นใจอย่างที่สุดและได้แสดงความชื่นชมต่อทุกฝ่ายไปแล้ว โดยเฉพาะความพยายามที่จะให้ประชาชนในจ.พังงา จ.ภูเก็ต มีส่วนร่วม

“ผมประทับใจมากที่ใครเคลื่อนไหวไปไหนเขารู้หมด ถึงขนาดบางท่านได้แสดงความจำนงว่าอยากจะมีการไปเยี่ยมชมภูเก็ตเป็นการส่วนตัวได้บ้างหรือไม่ ก็ถูกปฏิเสธ ซึ่งทุกคนก็ชื่นชมและแสดงความเข้าใจ เป็นความพยายามที่แสดงให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจัง ของฝ่ายที่รับผิดชอบในขณะนี้ ทุกคนได้รับการป้องกันและดูแลตลอด 24 ชั่วโมง การเคลื่อนไหวไปไหน ทุกฝ่ายต้องรับรู้รับทราบ จากโรงแรมไปจุดไหน จากจุดไหนไปโรงแรมถึงเวลาเท่าไหร่ อยู่ในรายงานของฝ่ายความมั่นคงหมด ซึ่งก็เป็นการดี ผมก็เรียนทุกฝ่ายว่านี่คือการเตรียมการเพื่อการประชุมสุดยอดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในวันที่ 23-25 ต.ค. ที่ภูเก็ต ซึ่งก็จะมีผู้นำทุกคนที่เคยมาประชุมที่พัทยาและการประชุมต้องล้มเลิก ซึ่งทั้ง 16 คนนั้น จะมาอีกครั้ง รวมทั้งผู้นำองค์กรระหว่างประเทศที่สำคัญๆ ก็จะมาร่วมกับเราด้วย ก็เป็นการซ้อมเพื่อความพร้อมในการประชุมสุดยอดครั้งนั้น จำนวนผู้ประชุมจะน้อยกว่านี้แต่ว่าสูงกว่านี้”

สำหรับบรรยากาศการประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ครั้งที่ 42 และการประชุมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ที่โรงแรมเชอราตัน แกรนด์ ลากูน่า ภูเก็ต ซึ่งวันนี้เป็นวันที่ 3 นั้น ได้มีการประชุมคณะมนตรีประชาคมการเมือง-ความมั่นคงอาเซียนครั้งที่ 2 ประชุมคณะมนตรีประสานงานอาเซียน ครั้งที่ 4 การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนบวก 3 (เกาหลี ญี่ปุ่น จีน) ขณะเดียวกันก็ได้มีการหารือเจ้าหน้าที่อาวุโสของประเทศคู่เจรจา เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ก.ค.นี้
ส่วนบรรยากาศทั่วไปเป็นไปด้วยความเรียบร้อย รัฐมนตรีต่างประเทศของประเทศคู่เจรจาทยอยเดินทางมา โดยรัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ได้เดินทางมาถึงสนามบินภูเก็ตตั้งแต่กลางดึกของคืนวานนี้ (20ก.ค.) ส่วนตลอดวันนี้ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงกลางดึกจะมีรัฐมนตรีต่างประเทศคู่เจรจา หรือคณะผู้แทนคู่เจรจาทยอยเดินทางมาตั้งแต่ช่วงเช้า อาทิ แคนาดา เกาหลีเหนือ ฟิลิปปินส์ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น มองโกเลีย และผู้แทนด้านการต่างประเทศของสหภาพยุโรป

คปส. จับมือ เครือข่ายพลเมืองเน็ต–มูลนิธิหนังไทย กำหนดอนาคตสื่อไทย 2020

ที่มา ประชาไท

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ได้ ร่วมกับเครือข่ายพลเมืองเน็ต กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิพลเมืองบนโลกออนไลน์ และมูลนิธิหนังไทย จะร่วมกันสรุปบทเรียนตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาพร้อมกับมองถึงอนาคตในอีกสิบปี ข้างหน้าภายใต้โครงการ “จินตนาการปฏิรูปสื่อทศวรรษหน้า 2010-2020” (Rethinking Media Reform and Integrated Media Policy 2010-2020)

สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ประสานงานโครงการฯ กล่าวว่า “กลุ่มภาคีดังกล่าวจะร่วมกันแถลงจุดยืน ศึกษาวิจัย อบรมสัมมนา และพัฒนาข้อเสนอและร่างกฎหมายต่าง ๆ เพื่อร่วมกำหนดทิศทางสื่อไทยในอนาคต ทั้งเรื่องการเผยแพร่เนื้อหาและระบบเครือข่ายโทรคมนาคม”

อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ตัวแทนเครือข่ายพลเมืองเน็ต มองว่า “สื่ออินเทอร์เน็ตในอนาคตจะเข้าไปอยู่ในทุกมุมของชีวิต และจะมีแนวโน้มในการข้ามสื่อมากยิ่งขึ้น ซึ่งงานวิจัยนี้อาจจะทำให้เห็นภาพรวมได้ชัดเจน”

ตัวแทนมูลนิธิหนังไทย ชลิดา เอื้อบำรุงจิต มองว่า “ปัญหาในส่วนของภาพยนตร์ เราจะมองให้ไกลไปกล่าวเรื่องของการเซ็นเซอร์ แต่จะมองไปถึงวิธีการเรียนการสอนภาพยนตร์ใน เมืองไทย เพราะมันคือรากฐานของวงการภาพยนตร์ในประเทศไทย”

นอกจากนั้นยังมีตัวแทนจากคณะทำงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ พรรษาสิริ กุหลาบ อาจารย์ประจำภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สุเทพ วิไลเลิศ เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส.) ร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ด้วย

โดยงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กรกฎาคม นี้ ที่ห้องประชุมชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (แยกปทุมวัน) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป และเปิดให้สื่อมวลชนได้ร่วมซักถามรายละเอียดโครงการดังกล่าวในทุกประเด็น

ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ: คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียน: ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของอาเซียน?

ที่มา ประชาไท

การประชุมคณะรัฐมนตรีอาเซียนครั้งที่ 42 (ASEAN Ministerial Meeting) ที่เพิ่งยุติไปที่จังหวัดภูเก็ตได้สร้างคำถามให้กับนักวิชาการ องค์กรสิทธิมนุษยชน และนักวิเคราะห์ว่าสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียนจะสามารถเป็นองค์กรระดับภูมิภาคที่มีศักยภาพในการแก้ปัญหาสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไหม หรือจะเป็นได้เพียงแต่ “ชมรมของเจ้าหน้าที่รัฐ” ตามที่ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอด หาใช่องค์กรที่มี “ประชาชนเป็นศูนย์กลาง” (people-oriented ASEAN) ตามที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของอาเซียนต้องการให้ประชาชนเห็นเป็นอย่างนั้น

ในระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาที่ได้ภาคประชาสังคมได้มีการรณรงค์กับคณะทำงานระดับสูงว่าด้วยองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน (High Level Panel on ASEAN Human Rights Body) เพื่อผลักดันให้องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนมีอำนาจหน้าที่ตามหลักสากลเพื่อคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมภาคได้ ภาคประชาสังคมได้ตั้งคำถามว่าการรณรงค์เพื่อให้อาเซียนก่อตั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน (ASEAN human rights body) ที่มีอำนาจในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคจะเป็นเรื่องที่คุ้มค่ากับการทุ่มเทหรือเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

หลังจากคณะรัฐมนตรีอาเซียนได้แต่งตั้งคณะทำงานระดับสูงฯ เพื่อวางร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ (Terms of Reference) ขององค์กรสิทธิมนุษยชนในการประชุมคณะรัฐมนตรีอาเซียนครั้งที่ 41 ที่ประเทศสิงคโปร์ในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว คณะทำงานระดับสูงฯ ได้สร้างความหวังให้กับภาคประชาสังคมอาเซียนว่าอาเซียนในที่สุดจะยอมรับหลักประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมและหลักธรรมมาภิบาลโดยการออกแถลงการณ์ว่าคณะทำงานฯ “เห็นความสำคัญในการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมอาเซียนในการ [วางร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ขององค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน]

ในเดือนกรกฎาคมปีที่แล้วเป็นต้นมา กลุ่มองค์กรภาคประชาชนอาเซียนที่ได้ติดตามกระบวนการนี้ได้รวบรวมข้อเสนอหลักสามข้อซึ่งเป็นผลสรุปจากการระดมสมองในระดับประเทศและระดับภูมิภาคหลายสิบครั้งว่า:
หนึ่ง องค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียนอย่างน้อยต้องสามารถมีอำนาจในการจัดการทีมผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนเมื่อมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน สอง ต้องสามารถรับเรื่องร้องเรียนจากเหยื่อจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือองค์กรสิทธิมนุษยชน และสาม ต้องทำการตรวจสอบสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศสมาชิกได้อย่างเป็นประจำ ข้อเรียกร้องเหล่านี้ได้นำเสนอต่อคณะทำงานระดับสูงฯ ในการประชุมร่วมระหว่างคณะทำงานระดับสูงฯ กับภาคประชาสังคมในกรุงมานิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ในเดือนกันยายนปีที่แล้วและในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในเดือนมีนาคมปีนี้

แต่อย่างไรก็ดี กรอบขอบเขตการทำงานของ “คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนระหว่างรัฐบาลอาเซียน” (ASEAN Inter-governmental Commission on Human Rights ซึ่งเป็นชื่อที่รัฐมนตรีอาเซียนตั้งแทนองค์กรสิทธิมนุษยชนอาเซียน) ที่การประชุมคณะรัฐมนตรีอาเซียนเห็นชอบในวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา หาได้มีข้อเสนอแนะในส่วนนี้จากภาคประชาสังคมอาเซียนไม่
หลังจากที่นักวิชาการและภาคประชาชนได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนฯ เป็นเพียงองค์กรที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากเป็นเสมือนเสือที่ไม่มีฟันในการกัดผู้ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน (Tiger without teeth) นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและประธานอาเซียนได้ออกมาปกป้องว่าองค์กรนี้มีเป้าหมายสองอย่างในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่หากเราได้ศึกษากรอบขอบเขตการทำงานที่ได้เปิดเผยโดยสำนักเลขาธิการอาเซียน เราจะเห็นภาพที่ตรงกันข้าม เนื่องจากองค์กรนี้สามารถทำได้เพียงส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เช่น ส่งเสริมความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนและให้ความช่วยเหลือกับองค์กรในอาเซียนเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนเป็นต้น แต่ไม่ได้มีการพูดถึงอำนาจในการเข้าไปตรวจสอบในประเทศนั้น ๆ เวลามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐสมาชิก
“เรารู้สึกผิดหวังมากที่เห็นว่ากรอบขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนฯ ต่ำกว่าความคาดหวังมาก” ราเฟนดี เดจามิน (Rafendi Djamin) นักสิทธิมนุษยชนจากประเทศอินโดนีเซียและผู้ประสานงานคณะทำงานองค์กรภาคประชาชนเพื่อติดตามสิทธิมนุษยชนในอาเซียน (Task Force on ASEAN and Human Rights) กล่าวในการแถลงข่าววิจารณ์ขอบเขตอำนาจคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนฯ ราเฟนดียังกล่าวเพิ่มว่า “ถ้าอาเซียนมีความต้องการให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนฯ จะทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมการนี้ต้องมีอำนาจในการคุ้มครองประชาชนอาเซียนจากการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการเข้าตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน”

ภาคประชาสังคมอาเซียนยังได้ตั้งความกังวลว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนฯ (ซึ่งจะก่อตั้งเสร็จภายในเดือนตุลาคมปีนี้ ตรงกับการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 15 ที่ประเทศไทย) จะเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรมในสังคมมากแค่ไหน เนื่องจากกรอบขอบเขตการทำงานของคณะกรรมการให้ความยอมรับกับองค์กรวิชาชีพที่อาเซียนอ้างว่าเป็นองค์กรภาคประชาสังคมอยู่เพียงห้าสิบองค์กรเท่านั้น โดยที่องค์กรเหล่านี้ที่ไม่ได้ทำงานทางด้านสังคมหรือทางด้านสิทธิมนุษยชน เช่น องค์กรหมากรุกอาเซียน (ASEAN Chess Association) องค์กรเครื่องสำอางอาเซียน (ASEAN Cosmetic Association) สมาคมน้ำมันพืชอาเซียน (ASEAN Vegetable Oils Club) เป็นต้น

รัฐบาลอาเซียนมองการเกิดขึ้นของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ นี้เป็นความสำเร็จทางด้านสิทธิมนุษยชนของอาเซียนแต่กลับไม่ได้มองในภาพกว้างว่าการพัฒนาทางด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนได้อยู่ห่างไกลภูมิภาคอื่นมาก เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภาคยุโรป แอฟฟริกา และทวีปอเมริกา สามภูมิภาคนี้ไม่เพียงได้ก่อตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาคที่มีอำนาจในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศสมาชิกเป็นระยะเวลาหลายทศวรรษแล้ว ทวีปเหล่านี้ได้มีการก่อตั้งศาลสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค (ยุโรปได้มีการก่อตั้งในปี 1959 ทวีปอเมริกาในปี 1979 และแอฟฟริกาในปี 2004) เพื่อออกมาตรการที่มีผลบังคับทางกฎหมายในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน แต่สำหรับอาเซียนนั้นการพูดคุยเรื่องความเป็นไปได้ในการก่อตั้งศาลสิทธิมนุษยชนอาเซียนนับว่ายังเป็นเรื่องต้องห้าม (taboo) สำหรับรัฐบาลอาเซียนส่วนมาก

วัชชาลา นัยดู (Wathslah Naidu) นักกิจกรรมทางด้านสิทธิผู้หญิงชาวมาเลเซียและเจ้าหน้าที่เครือข่ายปฏิบัติงานสากลเพื่อสิทธิสตรี (International Women’s Rights Action Watch) กล่าวว่า “อาเซียนจำเป็นต้องมองว่าสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภูมิภาคเลวร้ายแค่ไหนเพื่อสะท้อนว่าถ้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนฯ มีเพียงอำนาจการในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สถานการณ์ในภูมิภาคจะพัฒนาไปได้อย่างไร”

“อาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่การใช้ฆาตกรรมโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ (extrajudicial executions) และผู้หญิงได้รับการละเมิดสิทธิตั้งแต่การค้าผู้หญิงจนไปถึงการกดขี่แรงงาน” วัชชาลากล่าว

ที่สำคัญที่สุด อาเซียนยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเลวร้ายลงในประเทศพม่า (ซึ่งเป็นสมาชิกของอาเซียนตั้งแต่ปี 1997 ได้) การที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนจะมีขอบเขตการทำงานที่อ่อนแอจะสามารถตอบคำถามกับสถานการณ์ผู้ลี้ภัยจากพม่า การกดขี่และละเมิดสิทธิมนุษยชนกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่า และการคุมขังนักโทษทางการเมืองมากกว่าสองพันคนรวมถึงออง ซาน ซู จี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่มีกำหนดได้อย่างไร

ท้ายที่สุดนี้ รัฐบาลอาเซียนไม่ควรคิดอย่างไร้เดียงสาว่าการก่อตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนที่มีแต่ชื่อแต่ไม่มีอำนาจหน้าที่ในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนจะเป็นการพัฒนาที่เพียงพอในการลดแรงกดดันจากองค์กรสิทธิมนุษยชน อาเซียนต้องพร้อมที่จะตอบคำถามไม่เพียงแต่จากประชาคมอาเซียนแต่จากประชาคมโลกว่าอาเซียนมีท่าทีในการแก้ไขอย่างไรหากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนอาเซียนจะทำได้เพียงแต่หน้าที่ส่งเสริมสิทธิมนุษยชน แต่ไม่สามารถพัฒนาสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคได้อย่างเป็นรูปธรรม หากอาเซียนไม่สามารถทำได้ อาเซียนอาจจะไดถูกมองว่าเป็นองค์กรที่สามารถดูแลเรื่องความมั่นคงของรัฐเพียงเท่านั้น แต่เป็นองค์กรล้าหลังที่ไม่สามารถปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาภูมิภาคที่มีผลกระทบกับความมั่นคงของประชาชนของตัวเองได้

รวบรวมกิจกรรมแดงทั่วแผ่นดิน รับฎีกา ฉลองวันเกิดครบ 60 ปี ทักษิณ ชินวัตร และรวมพลังต่อเนื่อง

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าว thaienews
22 กรกฎาคม 2552

พูธที่ 22 กค.52

  • อุดรธานี - กลุ่มพลังเสื้อแดงอุดรธานี โดยชมรมคนรักอุดรฯ จัดกิจกรรมเข้าชื่อถวายฎีกา พร้อมฉลองวันเกิด ร่วมเขียนการ์ดอวยพรจัดทำโดยสมาพันธ์เสื้อแดงภาคอีสาน จำนวน 1000 แผ่น และจะนำไปให้ พตท.ทักษิณ ที่ดูไบ มีกิจกรรมทำบุญตักบาตร ปราศรัย มหรสพ เริ่ม 18.00 น.ที่สนามทุ่งศรีเมือง ฟังโฟนอิน พตท.ทักษิณ ประมาณ 20.00 น.

  • เชียงใหม่ - มีการประชุมแกนนำภาคเหนือตอนบน ร่วมกับคุณณัฐวุฒิ และคุณจตุพร พร้อมตั้งโต๊ะรับเรื่องเข้าชื่อถวายฎีกา ที่โรงแรมธารินทร์

เสาร์ที่ 25 กค.52

  • นครนายก - เสื้อแดงนครนายก ร่วมกับชมรมแฟนคลับณัฐวุฒิ จัดงาน 'แดงสัมพันธ์นครนายกเพื่อประชาธิปไตย' เริ่ม 15.00 น. ณ.สนามกีฬาจังหวัดนครนายก (ใกล้ศูนย์ประชุมกิตตินเรศวร) อาหาร น้ำดื่มฟรี รถรับส่งฟรีที่ชมรมแฟนคลับณัฐวุฒิ จองได้ที่ 080-0652249

  • นนทบุรี - คุณอุ๊ วัฒนา เอ็บเบจช์ ร่วมกับ แรมโบ้แฟนคลับ, นิวสกายไทยแลนด์ และ ไทยฟรีนิวส์ konthai.org ร่วมจัดงานทำบุญเลี้ยงพระสงฆ์ จำนวน 69 รูป เพื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในวันคล้ายวันเกิด ท่านนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ที่ วัดบัวขวัญ งามวงศ์วาน นนทบุรี พบ ดร.อภิวันท์ วิริยะชัย ประธานในพิธี, คุณวีระ มุสิกพงศ์, คุณสุพร อัตถาวงศ์ ฯลฯ มีโฟนอินท่านนายกทักษิณ และ คุณจักรภพ เพ็ญแข ถ่ายทอดสดโดย ทีมงานนิวสกายไทยแลนด์

  • ร้อยเอ็ด - กลุ่มคนร้อยเอ็ดรักประชาธิปไตย และสมาพันธ์คนเสื้อแดงภาคอีสาน รวมพลทั้งแผ่นดิน เพื่อทักษิณ ผู้ปลดหนี้ IMF จัดงานวันคล้ายวันเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด มีนิทรรศการ จาก 19 จังหวัดภาคอีสาน และกิจการบริหารราชการแผ่นดินของอดีตนายกฯทักษิณ ที่สังคมโลกให้การยอมรับมากที่สุดคนหนึ่ง ทำพิธีทางศาสนาในช่วงเช้า การสวดเสริมบารมีและการปราศรัยของแกนนำคนเสื้อแดง จนถึง 24.00 น. โดยร่วมรับฟังการโฟนอินของ พตท.ทักษิณ เวลาประมาณ 22.00 น.

อาทิตย์ที่ 26 กค.52

  • อ่างทอง - เลี้ยงพระเพล 9-12 น. ที่วัดต้นสน อ.เมือง จ.อ่างทอง

  • ปทุมธานี - ที่วัดแสงสรร คลองสอง เวลา 11.00 น. เลี้ยงพระเพล และ 17.00 น. จัดเลี้ยงโต๊ะจีน (3,000 บาท/โต๊ะ) และงาน 'รำวงย้อนยุคไทยท้องถิ่น' ฉลองแซยิด พตท.ทักษิณ 60 ปี พร้อมโฟนอิน

  • กรุงเทพฯ - ช่วงเช้า เลี้ยงพระเพล ที่ลานเอนกประสงค์ ซอยวัดอุทัยธาราม ถ.พระราม 9 (RCA) และรับฟังโฟนอิน 21.19 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่วิทยุชุมชนแท๊กซี่ 02-6177118-9

  • เชียงใหม่ - บริเวณพืชสวนโลก เวลา 6 น. ทำบุญตักบาตร, 8-10 น. พิธีสืบชะตา ที่วัดดอนจั่น เวลา 16-24 น. ภาคบันเทิง โดย กลุ่มคนรักทักษิณแห่งประเทศไทย(เชียงใหม่), สมาพันธ์รากหญ้าแดง,ชมรมวิทยุล้านนา, สหกรณ์เดินรถล้านนา, กลุ่มสันป่าตองเพื่อประชาธิปไตย และพี่น้องประชาชนเสื้อแดงที่เชียงใหม่

  • ยโสธร - กลุ่มคนรักทักษิณยโสธร ร่วมทำบุญตักบาตร และถวายภัตตาหารเพล เริ่ม 7.00 น. ที่วัดมหาธาตุ อ.เมือง

  • นนทบุรี - ที่วัดแก้วฟ้า บางกรวย จัดโดยชมรมคนคิดถึงทักษิณ 9-12 น. พระเกจิอาจารย์จากวัดต่างๆ 109 รูป โดยมีพระธรรมกิตติเมธี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และมีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ถวายภัตตาหารเพล ผ้าอาบน้ำฝน และปล่อยโค 9 ตัวเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วงเย็น 18-23 น. ที่ภัตตาคารมังกรหลวง ถนนบางนาตราด จัดงานเลี้ยงโต๊ะจีน 350 โต๊ะ โดยมี น.ส.ยิ่งลักษณ์, นายพานทองแท้ และบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณมาร่วมงาน พร้อมอดีต กก.บริหารพรรคไทยรักไทย เช่น คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และในเวลา 20.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดคุยผ่านกับผู้ร่วมงาน และร่วมเป่าเทียนเค้กวันเกิดผ่านระบบวิดีโอลิงค์ โดยภายในงานจะมีการจัดรำอวยพรตามแบบจีน และจุดดอกไม้ไฟเฉลิมฉลอง (บัตรใบละ 500 บาท)

  • ขอนแก่น - จัดงานแซยิด พตท.ทักษิณ เริ่ม 17.00 น. ที่ข้างศูนย์อบรม AIA ถนนมิตรภาพ ฟรี

  • สงขลา - เชิญ พลพรรคผู้รักประชาธิปไตย ชาว สตูล พัทลุง สงขลา ตรัง นครศรีฯ และผู้ที่สนใจ พบปะสังสรรค์ งานแซยิด 60 ปีนายกฯทักษิณ ณ.ตำบล 3 บ่อ อ.ระโนด สงขลา ริมถนน สายสงขลา - นครศรี (ระโนด-สะทิ้งพระ) เริ่มงานเวลา 13.30 น.เป็นต้นไป รายละเอียดสอบถามได้ที่ 084- 4500338

  • นครศรีธรรมราช - ที่วัดสวนขัน อ.ช้างกลาง หน้าศาลาชินวัตร-วงศ์สวัสดิ์ เวลา 9-12 น. ร่วมทำบุญวันเกิด และร่วมลงชื่อถวายฎีกา

  • USA - คุณปรีชา แกนนำคนเสื้อแดงจาก Chicago ประเทศสหรัฐอเมริกา จัดเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ พตท.ทักษิณ ที่ร้านอาหารไทยรามาการ์เดนส์ เวลา 11 น. จะมีโฟนอินด้วย

  • สุรินทร์ - ตั้งเต๊นท์ รับลงชื่อถวายฎีกาที่หน้าโรงพยาบาลสุรินทร์ จนถึงวันที่ 29 กค.52

  • จันทบุรี - ที่วัดแสลง อ.เมือง จัดทำบุญเลี้ยงพระเพล 12.00 น. ช่วงเย็นมีกิจกรรมบนเวที ที่สนามสามเหลี่ยมทุ่งนาเชย

  • สัตหีบ ชลบุรี - ที่วัดเตาถ่าน อ.สัตหีบ ช่วงเช้าจนเที่ยง ตักบาตร เลี้ยงพระเพล และร่วมพัฒนาวัด

  • ร้อยเอ็ด - ที่ อ.เมืองสรวง โต๊ะรับฎีกาที่ตลาดเทศบาล อ.เมืองสรวง โดยคุณประดับพร โทร.086-2477464

  • กำแพงเพชร - รับใบถวายฎีกา ที่ศูนย์เครื่องสำอางค์ MTI หน้าวัดบาง หลังโรงแรมชากังราว 8-19 น. ติดต่อคุณมณีรัตน์

อาทิตย์-จันทร์ที่ 26-27 กค.52

  • เพชรบุรี - กลุ่มเสื้อแดงเพชรบุรี จัดเลี้ยงพระเพล 26 กค.52 ที่วัดไสกระดาน อ.เมือง จ.เพชรบุรี และรุ่งขึ้น 27 กค.52 เริ่มตั้งแต่ 10.00 น. ณ ชายหาดเขาตะเกียบ..ที่เดียวกับ จัดเทศกาลดนตรีแจ๊ส พบกับ แกนนำทีมความจริงวันนี้ ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แรมโบ้..สุนัย จุลพงษธร พร้อมโฟนอินของนายกขวัญใจประชาชน และ คุณจักรภพ เพ็ญแข ชมฟุตบอลนัดสำคัญ ระหว่าง ทีมเสื้อแดงเพชรบุรี 51 และ ทีมฟุตบอล เรารักทักษิณ (รวมนักธุรกิจชาวเกาหลีที่รักท่านทักษิณ) ชิงถ้วย ของ ท่านนายกทักษิณ

ศุกร์ที่ 31 กค.52

  • ที่ท้องสนามหลวง กรุงเทพฯ - เวทีชุมนุมใหญ่ คนเสื้อแดงท้องสนามหลวง ตั้งแต่เวลา 15-24 น. รวมพลังวันปิดรับรายชื่อถวายฎีกา และในเวลา 24.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงจะประกาศจำนวนรายชื่ออย่างไม่เป็นทางการ

เสาร์ที่ 1 สค.52

  • พิษณุโลก - ชมรมคนรักทักษิณ ร่วมกับ เครือข่ายเสื้อแดงภาคเหนือตอนล่าง เชิญร่วมงานรวมพลคนรักประชาธิปไตย ณ สนามกีฬากลาง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก

เสาร์ที่ 8 สค.52

  • นนทบุรี - กลุ่มแกนนำกลุ่มบ้านบัวทอง โดยความร่วมมือของแกนนำกลุ่มต่างๆ ในจังหวัดนนทบุรี ขอเชิญพี่น้องผู้มีหัวใจสีแดงทั่วประเทศ ร่วมพบปะ พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์บนเส้นทางการเรียกร้องประชาธิปไตย ในงาน “รวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรี เพื่อประชาธิปไตย” เวลา 16.00 - 24.00 น. ณ ลานเอนกประสงค์ ข้างโรงเรียนกสินธร ฯ หมู่บ้านบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พบกับแกนนำหลักครบชุด นำทีมโดย คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คุณจตุพร พรหมพันธ์ ฯลฯ อย่าพลาด!!!! ไฮไลท์ ของงาน โฟนอินของ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร และคุณจักรภพ เพ็ญแข ฟรีตลอดงาน !!!