WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 23, 2009

คลังไร้ฝีมือเร่งบี้แบงก์

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในช่วงที่พรรคประชาธิปัตย์สามารถพลิกกลับขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ด้วยภาพลักษณ์เฉพาะตัวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะคนรุ่นใหม่ ชาติตระกูลดี มีความรู้ การศึกษาดีระดับออกซ์ฟอร์ดภาษาดี หน้าตาดีการก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นแม้จะมีเสียงเตือนเล็กๆ ในช่วงนั้นบ้างว่า ให้ระวังไว้หน่อยเนื่องจากนายอภิสิทธิ์ไม่เคยทำงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่จะโชว์Proud ได้เลย รวมทั้งการเป็นรัฐบาลเทพประทานที่ต้องทดแทนบุญคุณรอบทิศอาจจะทำให้ทีมรัฐมนตรีไม่ใช่อย่างที่หวังๆ ไว้ก็ได้แต่กระแสสนับสนุนขณะนั้นแรงมาก ขนาดภาพที่นายอภิสิทธิ์ไปยืนกอดกับ นายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวินอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสร่าเริงนั้น มีคนท้วงติงว่าเหมาะแล้วหรือ???แต่บรรดากองเชียร์ยังบอกว่าไม่เป็นไรดังนั้น เมื่อรายชื่อ ครม. ออกมา แม้จะยี้ จะแย้กันสักเพียงใดทุกคนก็พยายามที่จะมองข้ามกันไปหมด จะเอาคนไม่รู้เรื่องจะเอากลุ่มพันธมิตรฯ กลุ่มเพื่อนเนวิน กลุ่มมีสี อะไรก็ไม่ว่ากันทั้งนั้นขอแค่นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้นพอภาพลักษณ์ของนายอภิสิทธิ์ สามารถที่จะลบภาพลักษณ์อื่นๆที่ติดลบได้ทั้งหมดว่างั้นแม้แต่บรรดาผู้นำในภาคธุรกิจหลายๆ กลุ่มเองก็ยังคิดเช่นนั้น...ทั้งๆ ที่ลึกๆ ยังตะขิดตะขวงใจเรื่องการทำงานไม่เป็นโดยเฉพาะเสียงสะท้อนว่า ระวังนะปล่อยให้มือระดับเด็กๆทำงาน เศรษฐกิจจะพัง!!!จนผ่านพ้นไปได้ 3 เดือนแล้วนั่นแหละ ผู้คนในแวดวงธุรกิจเศรษฐกิจทั้งหลายจึงเริ่มที่จะรู้สึกขึ้นมาแล้วว่าระหว่างการทำงานเป็นกับการทำงานไม่เป็นนั้น มันกระทบต่อภาพรวมเพียงใด?เป้าใหญ่ในช่วง 3 เดือนแรกนั้น นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุซึ่งนายอภิสิทธิ์เลือกมาให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีดูแลด้านเศรษฐกิจโดนไปเต็มๆ ว่าทำงานไม่เป็นระบบ ทำจนวุ่นไปหมด ขนาดแค่โครงการต้นกล้าอาชีพซึ่งเป็นแค่โปรแกรมการอบรมวิชาชีพให้กับประชาชนยังทำจนล่มได้

ในขณะที่งานด้านแก้ปัญหาพืชผลทางการเกษตร ก็เอาแต่ราวีกับ นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์จนงานไม่คืบหน้า เกษตรกรถูกลอยแพไปตามยถากรรมนายกอร์ปศักดิ์โดนหนักกว่าเพื่อน ในขณะที่ นายกรณ์จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับนายอภิสิทธิ์ยังโดนแค่หางเลขแต่เมื่อครบรอบการทำงาน 6 เดือนหรือครึ่งปี ตอนนี้ภาพออกมาชัดเจนว่า เป็นการปล่อยให้เด็กทำงานหรือเป็นการเอาคนที่มีฝีมือแค่ระดับเด็กๆ เข้ามาบริหารประเทศจริงๆเพราะทุกโครงการถ้าไม่ยุ่งเหยิง ก็เละจนเป็นวุ้นไปหมดเอาง่ายๆ แค่แจกเช็คช่วยชาติ แค่ขายพันธบัตรออมทรัพย์ยังทำเอาคนแก่ผู้สูงอายุต้องทุลักทุเลมาจองกันแต่เช้ามืดแล้วสุดท้ายก็ทำให้คนแก่ต้องผิดหวังกันระนาวประเทศนี้มีคนกว่า 60 ล้านคน มีคนสูงอายุไม่น้อยกว่า10 ล้านคน หรือเอาแค่คนสูงอายุที่มีเงินออมและต้องการได้ดอกเบี้ยจากพันธบัตรเอามาเลี้ยงตัวเอง ก็มีถึง 3-4 ล้านคนเข้าไปแล้วแต่กระทรวงการคลังที่มีนายกรณ์เป็นผู้ดูแล ขายพันธบัตรให้ได้แค่ 30,000-40,000 คน หรือได้แค่ 1% ของคนสูงอายุที่ต้องการเท่านั้นเองจริงๆ แต่กลับหน้าบานคุยโขมงว่าทำสำเร็จแล้วสำเร็จอะไรล่ะ งานง่ายๆ แบบนี้ทำได้แค่นี้ ว่าแล้วบรรดาสถาบันการเงินและบริษัทเอกชนก็ทำให้ดูว่า แค่ทำให้ดอกเบี้ยจูงใจนั้นไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย สารพัดแบงก์จึงเข็นเงินฝากที่พอๆหรือเท่ากับพันธบัตรออมทรัพย์ออกมากันอุตลุดบางรายอย่าง บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือบัตรเคทีซี ยังออกหุ้นกู้ อายุ 3 ปี ให้ดอกเบี้ย 5.5% สูงกว่าพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งให้ดูเสียอีกสะท้อนชัดเจนว่าผลงานพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งที่นายกรณ์ภูมิใจนักหนานั้น มันแค่เด็กๆ เท่านั้นที่สำคัญจนถึงขณะนี้ นายกรณ์ไม่ได้ดูเลยว่า เศรษฐกิจภาพรวมกระทบภาคธุรกิจมากขึ้นเพียงใด

ประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุดก็คือ สรุปข้อมูลล่าสุดของทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ที่รายงานผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ไทยทั้ง 10 แห่ง โดยยังไม่รวมธนาคารไทยพาณิชย์ที่ยังไม่แจ้งงบมานั้นครึ่งปีแรกของปี 2552 นี้ พบว่า มีกำไรสุทธิรวม29,066.91 ล้านบาท ลดลง 4,402.97 ล้านบาท หรือลดลง13.16% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาซึ่งมีกำไรสุทธิ 33,469.88 ล้านบาทโดยธนาคารที่มีกำไรสุทธิลดลงมากที่สุด คือ ซีไอเอ็มบี ไทยขาดทุนสุทธิ 502.04 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 1,482.12 ล้านบาท หรือลดลงถึง 74.7%ถัดมา คือ ธนาคารทหารไทย กำไรสุทธิ 829.23 ล้านบาทลดลง 1,918.95 ล้านบาท หรือลดลง 69.83%แม้แต่ธนาคารกสิกรไทยของเจ้าสัวปั้น-บัณฑูร ล่ำซำยังมีกำไรสุทธิ 7,504.29 ล้านบาท ลดลง 1,203.71 ล้านบาทหรือ 13.82%เดี๋ยวจะว่าไม่แฟร์ ธนาคารที่มีกำไรสุทธิเติบโตเพิ่มขึ้นก็มีนั่นคือ ธนาคารเกียรตินาคิน มีกำไรสุทธิ 986.39 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 128.55 ล้านบาท หรือ 14.99%แต่ถ้าสรุปภาพรวม 6 เดือน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องบอกว่าระบบแบงก์ของเมืองไทย กำไรหดหายไปถึง 4,400 กว่าล้านบาทซึ่งถ้า 6 เดือนนานไป เพราะรัฐบาลอภิสิทธิ์อ้อมๆ แอ้มๆแล้วว่า ไตรมาสแรกของปี 2552 นี้ ยอมรับว่าสาหัสจริงๆแต่ไตรมาส 2 เริ่มกระเตื้องขึ้นแล้วนะแถมคุยด้วยว่า ปลายไตรมาส 3 และโดยเฉพาะไตรมาส 4เศรษฐกิจจะฟื้นแล้ว???งั้นดูของจริง เจาะเฉพาะไตรมาส 2/2552 บรรดาแบงก์พาณิชย์ของไทยมีกำไรสุทธิรวม 15,225.28 ล้านบาทลดลง 1,019.15 ล้านบาท หรือลดลง 6.27% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิ 16,244.43 ล้านบาทซึ่ง นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย บอกว่า ในครึ่งปีแรก

ที่มีผลขาดทุนสุทธิ เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผลลดลง1,808 ล้านบาท หรือลดลงไปถึง 31%ยังดีนะที่ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินฝากของแบงก์นี้ก็ลดลงไปด้วย532 ล้านบาท และหนี้สูญและหนี้สงสัยจะสูญลดลง 250ล้านบาท…ไม่งั้นมาเลเซียก็มาเลเซียเถอะ เหนื่อยสาหัสกว่านี้แน่...ยิ่งบริหารงานแบบล้วงลูกจนวุ่นไปหมดทั้งแบงก์ด้วยแล้ว มาเจอสถานการณ์เศรษฐกิจ มาเจอฝีมือขุนคลังไทยแบบเด็กๆ เข้าจะยิ่งดูไม่จืดฉะนั้น ด้วยผลประกอบการแบงก์ที่ออกมาแบบนี้ และด้วยภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อยอย่างนี้ด้วยทำให้ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องจับเข่าคุยกับนายแบงก์โดยในวันพรุ่งนี้ (วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม) ธปท. จะเชิญสมาคมธนาคารไทยหารือและสรุปภาพรวมภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันและแนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคต เพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินและในวันอังคารที่ 28 กรกฎาคมนี้ ก็จะมีรอบจับเข่าคุยกับตัวแทนกลุ่มภาคอุตสาหกรรม 7-8 สมาคม ด้วยเช่นกันไม่ว่าจะเป็นสมาคมการท่องเที่ยว การส่งออก บริการเพื่อหารือถึงความต้องการสินเชื่อ รวมถึงสอบถามถึงปัญหาการขอสินเชื่อ ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจของภาคอุตสาหกรรมเพราะแน่นอนว่า แบงก์ชาติเองก็รู้ดีว่าเสียงบ่นเรื่องแบงก์พาณิชย์ไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ เพราะกลัวความเสี่ยงกลัวปัญหาหนี้เสียนั้นมีมากมายเพียงใดซึ่งลึกๆ และในความเป็นจริงแล้ว จะโทษแบงก์พาณิชย์อย่างเดียวก็ไม่ถูก ก็ในเมื่อรัฐบาลไม่มีปัญญาทำให้เศรษฐกิจกระเตื้อง ทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้อย่างที่พูด แล้วจะให้แบงก์พาณิชย์มาเสี่ยงปล่อยสินเชื่อแบงก์เป็นธุรกิจนะไม่ใช่หน่วยงานสงเคราะห์ จะได้ไม่ต้องห่วงตนเอง เพราะถ้าปล่อยๆ ไปตามที่รัฐบาลขอร้องเกิดแบงก์เจ๊งขึ้นมาจะว่าอย่างไรก็คิดดูขนาดเป็นโครงการที่กระทรวงการคลังผลักดันเอง คือโครงการค้ำประกันเงินกู้ผ่าน บสย. กระทรวงการคลังให้ตั้งเป้าเอาไว้ 30,000 ล้านบาท มาถึงวันนี้เพิ่งช่วยไปได้แค่ 1,000ล้านบาทเศษๆ

หรือเท่ากับเพิ่งช่วยได้แค่ 3-4% เท่านั้นเอง...เอสเอ็มอีไม่เดี้ยงวันนี้แล้วจะไปเดี้ยงวันไหนเมื่อความเป็นจริงทำให้รัฐบาลหรือแม้แต่แบงก์ชาติต่างพากันใบ้รับประทาน ไม่สามารถจะไปบีบคอแบงก์พาณิชย์ได้นายกอร์ปศักดิ์ก็เลยเรียกประชุมผู้บริหารธนาคารของรัฐทั้ง 7 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์)และธนาคารกรุงไทยขอว่าที่กลุ่มธนาคารของรัฐวางเป้าหมายในการปล่อยสินเชื่อปี 2552 เอาไว้เป็นวงเงิน 625,500 ล้านบาทนั้นให้เพิ่มเป้าเป็น 900,000 ล้านบาท…นัยว่าช่วยกู้หน้ารัฐบาลหน่อยเถอะที่โดนเต็มๆ ก็คือ ธนาคารกรุงไทย ซึ่งแม้นายกอร์ปศักดิ์จะบอกว่าทำหน้าที่ได้ดีในการปล่อยสินเชื่อ แต่ยังไงก็ไม่พอหักคอให้เพิ่มเป้าหมายปล่อยสินเชื่อจาก 300,000 ล้านบาทเป็น 350,000 ล้านบาทให้ด้วยอ้างง่ายๆ ว่า ในช่วงไตรมาส 4 เงินลงทุนจากโครงการไทยเข้มแข็งจะออกสู่ระบบประมาณ 200,000 ล้านบาท และสัญญาณต่างๆ ของเศรษฐกิจน่าจะเริ่มดีขึ้น ถ้ารอเงินของรัฐอย่างเดียวคงไม่พอ จึงต้องการให้แบงก์รัฐช่วยปล่อยสินเชื่อเพิ่มแล้วสุดท้ายสรุปเบ็ดเสร็จตีขลุมเอาดื้อๆ ว่า แบงก์รัฐต้องปล่อยสินเชื่อทั้งหมดในปีนี้ 1.25 ล้านล้านบาทแต่แน่นอนว่า ท่าทีของแบงก์รัฐก็ยังหนักอกหนักใจ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมา ผู้บริหารแบงก์เองนั่นแหละที่จะซวยกลายเป็นแพะรับบาปไปซึ่งนายกอร์ปศักดิ์ก็อ่านท่าทีออก จึงได้เปิดช่องเอาไว้ว่า“หากปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐ ก็สามารถแยกบัญชีเสนอให้รัฐบาลชดเชยผลขาดทุนได้” นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวชัดเจนแต่ปัญหาก็คือถ้ารัฐบาลนี้ไม่อยู่แล้ว ผลเสียหายที่เกิดกับแบงก์ที่โผล่ออกมาในรัฐบาลต่อไปนั้น ผู้บริหารแบงก์จะไม่โดนจริงๆหรือ???...จะเชื่อได้แน่หรือ???พูดเป็นเด็กเล่นขายของแบบนี้นี่เอง...เศรษฐกิจมันถึงไม่กระเตื้อง...แบงก์ถึงได้เดี้ยง!! ■

Wednesday, July 22, 2009

สถานีสีแดง / ซอยสวัสดี

ที่มา สยามรัฐ

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ22/7/2552

มีข่าวว่า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มีคณะทำงานพิเศษเพื่อรวบรวมรายชื่อวิทยุชุมชน เว็บไซต์ และสถานีเคเบิลทีวี ของผู้ที่สนับสนุนอดีตนายรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และกลุ่มคนเสื้อแดง

รายงานข่าวแจ้งด้วยว่ามีวิทยุชุมชน 9 แห่ง เว็บไซต์ 17 แห่ง และสถานีโทรทัศน์เคเบิล 1 แห่ง ทั้งยังได้มีการประสานกับตำรวจและกระทรวงไอซีทีเพื่อดำเนินการจับกุมแล้วด้วย

โดยเนื้อหานั้นมีการกล่าวหาว่าเป็นการ “ปลุกระดมและยุยงให้ประชาชนต่อต้านรัฐบาลและสถาบัน โดยแต่งเพลงโจมตีรัฐบาลและระบอบอำมาตย์” ทั้งยังมีการถ่ายทอดภารกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ “ตลอดวันตลอดคืน” ทางสถานีโทรทัศน์เคเบิลด้วย

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวว่า รัฐบาลต้องดำเนินการให้เข้มข้นขึ้น โดยให้หน่วยงานที่ติดตามข้อมูลความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ต่างๆ และเรียกร้องว่า “คนที่อยากจะแสดงออกต้องมีขอบเขต ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็ติดหล่มอยู่ตลอดเวลา หากเป็นการแสดงออกเฉยๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเชิญชวนให้คนทำผิดกฎหมายนั้นไม่ได้ รวมทั้งปัจจุบันสื่อมีหลากหลาย บางทีคนก็เลือกที่จะรับข้อมูลด้านเดียว ซึ่งก็เป็นปัญหา

เรื่องนี้รัฐบาลควรที่จะต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะตราบใดที่ยังเป็นคนไทย ผู้นั้นย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และอาจเลือกช่องทางที่จะแสดงออกได้อย่างเสรี ไม่ควรมีผู้ไปปิดกั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นอำนาจรัฐที่ใช้อย่าง “เหมารวม” ไปยังทุกคนที่ “ต่อต้าน” รัฐบาล

เพราะ นายกฯอภิสิทธิ์ เองมิได้แจ้งเสียด้วยว่าอะไรคือ “ขอบเขต” ของการแสดงออก การเรียกร้อง การประท้วงนั้นย่อมทำได้ หรือแม้แต่การที่จะ “โน้มน้าว” ให้ผู้ชมผู้ฟัง “คล้อยตาม” ก็คงไม่ผิดอะไร ทั้งที่ผู้ไม่เห็นด้วยอาจตีความว่าเป็นการ “ปลุกระดม”

ซึ่งก็เป็นยุทธวิธีที่มีทั่วโลก ใครได้ดูโทรทัศน์เคเบิล ฟังวิทยุชุมชน หรืออ่านเว็บไซต์ ที่มีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา ย่อมจะเห็นว่ามีจุดยืนและการแสดงออกทางความคิดที่ชัดเจน และหลายครั้งอาจเรียกได้ว่า “ปลุกระดม” ด้วยคำพูดที่ “รุนแรง”

แต่หากเชื่อในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแล้ว ก็ควรที่จะทำใจให้ “เปิดกว้าง” และไม่ควรที่จะกล่าวหาว่ามีใครที่เลือกรับ “ข้อมูลเพียงด้านเดียว” นั้น “เป็นปัญหา” เพราะทีวีมีรีโมต์ วิทยุมีแป้นหมุนหรือปุ่มกด และเว็บไซต์มีนับแสนที่จะท่องไปในโลกกว้าง

ประชาชนไม่ได้ “กินหญ้า” เขาเลือกชมเลือกอ่าน เลือกฟังเลือกดูได้!!

และในทางการเมืองนั้น หากปิดกั้นฝ่ายหนึ่ง แต่ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามออกอากาศได้อย่างเสรีในท่วงทำนองเดียวกัน รัฐบาลจะโดนข้อกล่าวหาว่า “สองมาตรฐาน” และเป็นการใช้อำนาจรัฐในการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ

เพราะ “สีแดง” เขาก็จ้องจับผิด “สีเหลือง” เช่น ASTV อยู่เหมือนกัน!!

อย่างไรก็ตาม ใครจะมีความเห็นเช่นไร ย่อมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน และต้องมีความรับผิดชอบในคำพูดและการแสดงออกของตนเองและพรรคพวก การใช้สิทธิเสรีภาพย่อมกระทำได้แต่จะต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น ทั้งยังมีกรอบศีลธรรมและจริยธรรมจรรยาอันดีงามของสังคมที่ต้องอยู่ร่วมกัน

การรักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์จึงต้องเป็นงานที่มีลำดับความสำคัญสูงสุดของทุกรัฐบาล และผู้ที่กระทำผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่ก็ต้องระวังไม่ใช้เรื่องดังกล่าวเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ทั้งยังต้องปกป้องสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งสามารถฟ้องร้อง “หมิ่นประมาท” ได้ โดยรัฐบาลจะต้องยึดมั่นในกระบวนการยุติธรรม สร้างความเชื่อมั่นในความโปร่งใส และไม่ให้มีการแทรกแซงโดยอำนาจอันมิชอบ

การใช้อำนาจโดยกล่าวหาแบบ “ยกเข่ง” ใครเกี่ยวข้องเป็นผิด ใครคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลต้องเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ถึงขนาดต้องมีบัญชีรายชื่อไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย ทำไปยิ่งจะเป็นการ “ปลุกเร้า” และทำให้มีการเรียกร้องหาความ “ยุติธรรม” มากยิ่งขึ้น หาใช่ความ “สมานฉันท์” ที่ต้องการ

อันเป็นการสร้างแนวร่วมที่เป็น “ศัตรู” มากกว่า “มิตร” และนำมาซึ่งความแตกแยกล่มสลายในที่สุด!!

“สุเทพ”ยังไม่หลุดจากบ่วง / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์22/7/2552

การลาออกจาก ส.ส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ด้วยข้ออ้างว่า รับไม่ได้กับการตัดสินของ กกต. และไม่ต้องการต่อสู้คดีในศาลรัฐธรรมนูญ อยากให้ทุกอย่างจบลงแค่นี้ จะได้มีเวลาทำงานในตำแหน่งรองนายกฯรับใช้ชาติบ้านเมืองให้เต็มที่ ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์หลายแง่มุม

ฝ่ายหนึ่งบอกว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ แสดงสปิริตถูกต้องแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็บอกว่านายสุเทพทำไม่ถูก เพราะเหมือนกับเอาตัวรอดและทำให้ภาพลักษณ์ กกต.เสียหาย

คนในพรรคประชาธิปัตย์ออกมาช่วยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ โดยบอกว่า นายสุเทพถือหุ้นบริษัททรู คอร์ปอเรชั่นเพียงเล็กน้อยและถือมาก่อนหน้าเข้าร่วมรัฐบาล พอรู้ว่าผิดก็รีบขายทิ้งจึงไม่มีส่วนได้เสียอะไรกับหุ้นตัวนี้

คำพูดดังกล่าวทำให้มีคนโต้แย้งว่า พูดอย่างนี้เหมือนเอาสีข้างเข้าถู เพราะไม่ว่าจะถือหุ้นมากหรือน้อย หรือถือหุ้นมานานเท่าไหร่ก็ตาม เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าเป็นความผิดก็ต้องรับผิดโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ดังนั้นการอ้างพอรู้ว่าทำผิดก็รีบขายหุ้นทิ้งจึงฟังไม่ขึ้น เนื่องจากความผิดนี้เป็นความผิดที่ทำสำเร็จแล้ว

และมีบางเสียงตั้งคำถามว่า ถ้าส.ส.หรือส.ว.ทำผิดจนถูกเพิกถอนสมาชิกภาพ ทำให้กกต.ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งซ่อม ทำไมจึงไม่ให้ส.ส.หรือ ส.ว.ที่ทำผิดจ่ายค่าเลือกตั้งซ่อม

นั่นเป็นมุมมองที่แตกต่างกัน แต่มีประเด็นที่น่าคิดก็คือ การลาออกจากส.ส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะทำให้พ้นผิดและเรื่องยุติลงจริงหรือ

ประเด็นนี้ทำให้ต้องเปิดดูรัฐธรรมนูญ ซึ่งมาตรา 48 เขียนไว้ชัดเจนว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จะเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ หรือโทรคมนาคม มิได้ ไม่ว่าในนามของตนเองหรือให้ผู้อื่นเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นแทน หรือจะดำเนินการโดยวิธีการอื่น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ที่สามารถบริหารกิจการดังกล่าวได้ในทำนองเดียวกับการเป็นเจ้าของกิจการหรือถือหุ้นในกิจการดังกล่าว

คำว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองครอบคลุมกว้างมาก และบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น ก็ทำธุรกิจโทรคมนาคมและเคเบิลทีวี ดังนั้นกรณีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จึงน่าจะเข้าข่ายขัดต่อมาตรา 48

รัฐธรรมนูญบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในหลายมาตรา เช่นมาตรา 265 ห้ามส.ส.และ ส.ว.รับหรือแทรกแซงหรือก้าวก่ายการหรือเข้าเป็นคู่สัญญา ในกิจการที่ได้รับสัมปทานจากรัฐจาก หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ อันมีลักษณะเป็นการผูกขาดตัดตอน

มาตรา 267 กับ 268 เขียนไว้ว่า ให้นำมาตรา 265 มาบังคับใช้กับนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีด้วย เว้นแต่เป็นการดำรงตำแหน่งหรือดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย หรือเป็นการทำตามอำนาจหน้าที่ ในการบริหารราชการตามนโยบายที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาหรือตามที่กฎหมายบัญญัติ

และมาตรา 269 บัญญัติว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท หรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นต่อไป ทั้งนี้ตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่อยากคงหุ้นไว้ให้นายกฯและรัฐมนตรีผู้นั้น แจ้งให้ประธานป.ป.ช.ทราบใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้โอนหุ้นให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นเป็นผู้ดูแลทำการแทน บทบัญญัตินี้ให้บังคับใช้กับคู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วย

มาตรานี้ทำให้นายไชยา สะสมทรัพย์ ต้องพ้นจากรมว. สาธารณสุขมาแล้ว

พท.ยื่นป.ป.ช.เล่นงาน"อภิสิทธิ์-โสภณ" กรณี"งาช้าง"แล้ว

ที่มา มติชนออนไลน์


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับมอบงาช้าง 1 คู่จากนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อครั้งลงพื้นที่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ว่า เวลา 13.00 น. ตนพร้อมด้วยนายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย เดินทางไปยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์และนายโสภณ เนื่องจากมีความผิดตามมาตรา 103 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 กรณีที่นายอภิสิทธิ์รับมอบงาช้าง 1 คู่จากนายโสภณ ซึ่งมีมูลค่าเกิน 3,000 บาท มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งการรับงาช้างจากนายโสภณครั้งนี้ไม่ทราบว่าเป็นการแลกเปลี่ยนอะไรกันหรือไม่


นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ การที่นายโสภณมีงาช้าง ถือเป็นสัตว์ป่าสงวนและซากสัตว์ป่าคุ้มครองไว้ในครอบครองนั้น ยังผิดมาตรา 19 ของพ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 47 มีโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับอีกด้วย ทั้งนี้ ความผิดทั้งหมดถือว่าเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้ว่านายอภิสิทธิ์จะรู้ตัวและนำงาช้างไปคืนนายโสภณในภายหลังก็ตาม

อดีตปลัด ศธ.เบิกความยันเงินหวยบนดิน ช่วยเด็กยากไร้

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 22 ก.ค.- ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันที่ 22 ก.ค. นายสบโชค สุขารมณ์ รองประธานศาลฎีกา เจ้าของสำนวนทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) พร้อมองค์คณะ 9 คน ไต่สวนพยานจำเลยคดีหมายเลขดำ อม.1/2551 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (จำหน่ายคดีออกจากสารบบ) จำเลยที่ 1, อดีตคณะรัฐมนตรีชุดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ 2-30 และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นจำเลยที่ 31-47 ในความผิดฐานร่วมกันทำผิดยักยอกทรัพย์, เป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่จัดการดูแลกิจการ เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นและละเว้นไม่เรียกเก็บภาษีอากร และเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติโดยมิชอบตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา147,152,153,154,157 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 3,4,8,9,10และ 11 โดย ป.ป.ช. ขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยทั้งหมด ร่วมกันคืนเงินที่มีมติอนุมัติให้จ่ายไปรวมจำนวน 14,862,254,865.94 บาท ให้แก่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลด้วย

โดยวันนี้ ทนายความจำเลย นำนางจรวยพร ธรณินทร์ อดีตปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และอดีตกรรมการยุทธศาสตร์ เข้าไต่สวน สรุปว่า โครงการทุนการศึกษาเพื่อเด็กยากไร้และด้อยโอกาส ได้รับเงินสนับสนุนจากรายได้การจำหน่ายสลากหวยบนดิน ซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อเด็ก โดยในแต่ละปีจะเปิดคัดเลือกเด็กนักเรียนที่มีผลการเรียนดีมีคุณภาพและเป็นเด็กนักเรียนที่ยากไร้และด้อยโอกาสประมาณ 3,000-4,000 คน ให้ได้รับการช่วยเหลือเรื่องทุนการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายหลังเกิดการปฏิวัติรัฐประหารแล้ว รัฐบาลต่อมาได้มีมติยกเลิกโครงการ ภายหลังเบิกความแล้วเสร็จ ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งต่อไปวันที่ 24 ก.ค.นี้ เวลา 09.30 น.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-22 15:06:43

กกต.ส่อเลื่อนฟัน44สส.ถือหุ้น อ้างติดขัดเอกสาร

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_21314

สดศรี สัตยธรรม

"สดศรี" การันตี "วิสุทธิ์" รู้งาน กกต. เผยส่อเลื่อนฟัน44 ส.ส.ถือหุ้น อ้างติดปัญหาผู้ถูกร้อง6คน เรื่องเอกสาร จี้ "ประสพสุข" ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ 16 ส.ว. ...

วันนี้ (22ก.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นางสดศรี สัตยธรรม กกต. กล่าวถึงเรื่องแบ่งงานหลังจากที่นายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กกต. คนใหม่ ที่เข้ามาแทนนายสุเมธ อุปนิสากร ที่ดูแลด้านกิจการการมีส่วนร่วมว่า ต้องหารือกับ กกต.ที่เหลือก่อน แต่ตำแหน่งที่ว่างตอนนี้คือด้านกิจการการมีส่วนร่วม ซึ่งเคยอยู่ในความดูแลของนายสุเมธ และนายวิสุทธิ์ ก็ยังไม่ได้ระบุว่าต้องการจะดูแลในด้านใด แต่ท่านเคยเป็น กกต.มาก่อน คงจะทราบงานต่างๆ ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหาก กกต.มาครบก็ต้องหารือกัน และต้องให้นายวิสุทธิ์ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยเพิ่มเติม แทนส่วนของนายสุเมธที่ต้องพ้นตำแหน่งไป หรือจะไม่เปลี่ยนก็ได้ซึ่งก็ต้องแล้วแต่นายวิสุทธิ์ เพราะขณะนี้อาจจะมีปัญหาในเรื่องของชั้นอนุกรรมการที่มักมีข่าวรั่ว ว่าควรจะมีการเปลี่ยนหรือไม่อย่างไร

นางสดศรี กล่าวถึงการพิจารณา 44 ส.ส.ว่า ขณะนี้สำนวนยังไม่เสร็จ และในการประชุม กกต.พรุ่งนี้ (23 ก.ค.) อาจจะมีการขอขยายเวลาเพิ่มเติม เนื่องจากยังติดปัญหาผู้ถูกร้องจำนวน 6 คนยังไม่ได้มาชี้แจง และยังไม่ได้รับเอกสารชี้แจงจากตลาดหลักทรัพย์และกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งกกต.ได้สั่งการไปว่าอย่าไปรอเอกสารว่าเขาจะส่งมา เราควรจะออกไปหาเอกสารด้วยตัวเอง นอกจากนี้เพื่อป้องกันปัญหาการยื้อคดีโดยไม่มาชี้ตามที่นัด ในอนาคตจำเป็นจะต้องระบุว่า หากไม่มีชี้แจงต้องให้ตัดพยานทิ้งไป เพราะเรื่องนี้ถือเป็นประโยชน์ของผู้ถูกร้องเอง และสำหรับส.ส.ที่กกต.ได้วินิจฉัยไปแล้วก็ขอให้ใจเย็นๆอย่าพึ่งรีบลาออก เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะมาประชดกกต. อีกทั้งยังทำให้ประเทศเสียงบประมาณในการจัดการเลือกตั้งซ่อม และในกรณีนี้ก็ยังต้องถูกวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพราะกกต.ก็เหมือนอัยการ ที่ไม่มีเครดิต จึงไม่กลัวว่าใครจะมาดิสเครดิต

เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวนายวิสุทธิ์ จะร่วมพิจาณณาด้วยหรือไม่ นางสดศรีตอบว่า เชื่อว่าหากมีการขยายเวลาออกไป นายวิสุทธิ์คงมีเวลาในการพิจารณาสำนวนและหารือกันในที่ประชุม ทั้งนี้เชื่อว่าการที่นายวิสุทธิ์เป็นผู้ที่มาจากสายรัฐศาสตร์ ก็ไม่น่ามีปัญหาในการทำงานหรือการวินิจฉัยร่วมกับ กกต.คนอื่น ส่วนกรณีที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา จะส่งคำวินิจฉัย 16 ส.ว.มาให้กกต.ทบทวน นางสดศรี กล่าวว่า ตอนนี้เราได้ส่งเอกสารไปยังประธานวุฒิฯแล้ว และคงจะไม่มาทบทวนแล้ว หากมีส.ว.บางคนต้องการจะชี้แจงเพิ่มเติมก็น่าจะให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้พิจารณา และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหลายคนก็เป็นส.ส.ร.มาก่อน น่าจะทราบเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 และ 48 เป็นอย่างดี ส่วนการที่ ส.ว.จะร้องต่อศาลปกครองว่า หากจะร้องก็เป็นสิทธิที่ทำได้ เพราะเรายืนยันว่าพิจารณาโดยชอบธรรม และกกต.ก็ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย หากมีข้อมูลว่าอะไรที่ไม่ถูกต้องก็สามารถก็เอาหลักฐานไปยื่นต่อศาลได้ และเชื่อว่าศาลจะพิจารณาโดยยุติธรรม

หลังจากจัดพิธีต้อนรับนายวิสุทธิ์ โพธิแท่น กกต. คนใหม่อย่างเป็นทางการแล้ว นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานเน้นเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต ส่วนใครจะเชียร์สีอะไร ก็ถือเป็นสิทธิส่วนตัวแต่ต้องแยกแยะการทำงานโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการ รักษาความลับขององค์กร ซึ่งสำคัญที่สุด เพราะหน่วยงานนี้มีหน้าที่เอาคนเข้าสู่อำนาจและเอาคนออกจากอำนาจ เพราะฉะนั้นต้องเป็นกลางอย่าหวั่นไหวเข้ากับคนนั้นคนนี้ และต้องทำตามหน้าที่ ส่วนที่ตนเคยโดนอะไรมาบ้างนั้น อยากให้ไปอ่านคำพิพากษาและถามคนที่รู้จักว่าตนเป็นคนอย่างไร

ส่วนการพิจารณาคุณสมบัติ 44 ส.ส.ถือหุ้นกิจการสื่อและสัมปทานรัฐ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นสำนวนดังกล่าวโดยตนต้องขอเข้าร่วมประชุมและศึกษาก่อนแต่ เรื่องนี้รัฐธรรมนูญ เขียนไว้อย่างไร ก็คงต้องพิจารณาไปตามนั้น ซึ่งหากกฎหมายเขียนเปิดช่องอะไรไว้ ก็อาจจะสามารถตีความไปตามช่องนั้นได้ แต่หากไม่ได้มีเปิดช่องไว้ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย ซึ่งการจะมาหาว่า กกต. คนนั้นคนนี้ไม่ยืดหยุ่นตีความตามตัวอักษรคงไม่ได้ เพราะต้องทำทุกอย่างโดยสุจริต

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า วันนี้เป็นการประชุม กกต.นัดแรกที่นายวิสุทธิ์เข้าร่วมโดยมีนายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารการเลือกตั้งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เนื่องจากนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ติดภารกิจที่ประเทศเยอรมนี

สุเทพเมินอีกคน"ทักษิณ"ทำบิ๊กเซอร์ไพรส์

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_21249
บอกมือขวาฮิลลารีดอดพบพรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องปกติเป็นมารยาททางการทูต ขณะที่ ส.ส.เชียงใหม่ กลับจากเยี่ยมทักษิณ นั่งโต๊ะแถลงย้ำวันเกิดมีเซอร์ไพรส์แน่ อุบต้องคอยติดตามดู

วันนี้ (22 ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงการที่ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ สหรัฐฯ มาพบรัฐบาล จากนั้นได้เดินทางไปพบฝ่ายค้านที่พรรคเพื่อไทยเพื่อไปรับฟังปัญหาประชาธิปไตยภายในประเทศ ว่า สหรัฐฯให้ความสำคัญกับประเทศไทยและประเทศอาเซียน โดยฉพาะประเทศไทยที่ถือเป็นมิตรประเทศมายาวนาน และสหรัฐฯเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีที่ยึดถือระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งสหรัฐฯชื่มชมมาก ตนยังได้อธิบายถึงแนวนโยบายการปราบปรามยาเสพติดและแก้ไขปัญหาจังหวัดภาคใต้ว่า เราไม่ใช้วิธีอุ้มฆ่าเหมือนในอดีต ซึ่งสหรัฐฯก็รู้ และยินดีที่จะให้ความร่วมมือในการที่จะให้เจตนารมณ์ของไทยบรรลุในการสร้างความสมานฉันท์และสร้างประชาธิปไตยในประเทศ

การไปพบพรรคเพื่อไทย แต่ถือเป็นเรื่องปกติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน และเพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯต้องการพูดคุยกับคนไทยทุกคนทุกฝ่าย ไม่เกี่ยวกับไม่เชื่อถือข้อมูลของรัฐบาล นายสุเทพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมเชิญทูตทั่วโลกมาชี้แจงเรื่องแนวทางประชาธิปไตยในประเทศไทยจะทำให้เกิดความสับสนหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่มีอะไรที่สับสน พรรคการเมืองมีสิทธิในการเผยแพร่ความคิดเห็น สาธารณะได้รับรู้ รับทราบ และโลกก็ได้รับรู้ด้วย ส่วนจะเท็จหรือจริงอย่างไรก็ติดตามกันต่อไป และตนเชื่อว่าทูตแต่ละประเทศจะมีภูมิปัญญาและอยู่ในประเทศไทยต้องมีการทำการบ้าน

เมื่อถามว่ารัฐบาลจะตั้งรับสงครามการตลาดรอบใหม่ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศจะมีบิ๊กเซอร์ไพร์สในการจัดงานครบรอบ 60 ปีอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่เป็นไร ค่อยดูไปเป็นเรื่อง ๆ ส่วนเรื่องบิ๊กเซอร์ไพรส์ตนไม่ได้สนใจ

ล่าสุด นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย แถลงข่าวที่รัฐสภาหลังจากกลับมาจากการไปเยี่ยมเยียน พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า อดีตนายกฯ ฝากความเป็นห่วงถึงคนไทยเกี่ยวกับพืชผลราคาข้าวและเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำ พร้อมย้ำวันเกิดมีเซอร์ไพรส์แน่นอน แต่ไม่ทราบว่าเรื่องอะไรต้องคอยติดตามดู

ศาลส่งศาล รธน.ตีความการ ประกาศ พ.ร.ก.12 เม.ย.

ที่มา MCOT News

กรุงเทพฯ 21 ก.ค. - “แรมโบ้อีสาน” แกนนำ นปช.” ขึ้นศาลปฏิเสธคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มั่วสุม 5 คนขึ้นไป ร้องศาลส่งเรื่องศาลรัฐธรรมนูญตีความ นายกรัฐมนตรีประกาศ พ.ร.ก. ขัด รธน.มาตรา 63 สิทธิชุมนุมโดยสงบหรือไม่ ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราว รอศาล รธน.ตีความ

ที่ศาลแขวงดุสิต ถ.บรมราชชนนี วันนี้ ( 21 ก.ค.) ศาลนัดสอบคำให้การคดีที่อัยการฝ่ายคดีศาลแขวง 3 (ดุสิต) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายสุพร อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน อดีต ส.ส.นครราชสีมา พรรคไทยรักไทย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ ( นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป กระทำการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีกลุ่มคนเสื้อแดงร่วมชุมนุมกันที่บริเวณรอบทำเนียบรัฐบาล เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

โดยศาลได้อ่านและอธิบายคำฟ้องให้ฟังแล้วสอบถาม ซึ่งนายสุพร แถลงให้การปฏิเสธสู้คดี พร้อมทั้งยื่นคำร้องขอให้ส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย โดยตีความว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่นายกรัฐมนตรีประกาศใช้เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 63 เรื่องสิทธิการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ หรือไม่

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อคู่ความโต้แย้งเกี่ยวกับบทบัญญัติของกฎหมาย ซึ่งกรณีดังกล่าวยังไม่เคยมีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมา อาศัยบทบัญญัติ รธน. มาตรา 211 ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาความชอบของการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ต่อไป โดยให้จำหน่ายคดีนี้ออกจากสารบบความเป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ด้าน นายคารม พลทะกลาง ทนายความ กล่าวว่า การยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความเกี่ยวกับประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ ถือเป็นครั้งแรก ซึ่งเราต่อสู้ประเด็นนี้มาตั้งแต่ต้น และหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาก็จะเป็นบรรทัดฐานต่อไป.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-21 16:04:54

พรรคการเมืองใหม่เล็งประเดิมส่งชิงส.ส.สุราษฎร์สนามแรก พท.จัดทัพลุยอีสาน-เจาะฐานเข็นดารา"เสาร์5"ลงแข่ง

ที่มา มติชนออนไลน์

พรรคการเมืองใหม่เล็งชิงซ่อมส.ส.สุราษฎร์ ปชป.ซัด"เสนาะ" เปลี่ยนไปหลังมีชื่อแคนดิเดตหน.พรรคเพื่อไทย พท.จัดทัพลุยอีสาน-เจาะฐาน"ภท." เข็นดารา"เสาร์5" ลงชิงส.ส.สระบุรี 2-3ส.ค.แถลงผลงานรบ.6เดือน "มาร์ค" โยนพรรคร่วมดูแก้รธน.

ปชป.ซัด"เสนาะ" เปลี่ยนไป


นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค ปชป. แถลงเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ถึงกรณีพรรค พท.จัดการแข่งขัน "กอล์ฟปาร์ตี้สานสัมพันธ์สามัคคี ครั้งที่ 2 111+37 = เพื่อไทย" โดยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯแสดงท่าทีสนับสนุนการเข้าชื่อถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า รู้สึกผิดหวังกับนายสมชายที่เคยเป็นปลัดกระทรวงยุติธรรม น่าจะเข้าใจขั้นตอนการขออภัยโทษ แต่นายสมชายกลับใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมาอยู่เหนือความถูกต้องทางกฎหมาย


ส่วนที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช (ปชร.) ให้สัมภาษณ์ว่าประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้มหาโจร โดยพาดพิงนายอภิสิทธิ์ และพรรคร่วมรัฐบาล นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า "อยากให้นายเสนาะกลับไปดูคำพูดของตัวเองที่เคยพูดโจมตีถึง พ.ต.ท.ทักษิณในอดีตไว้อย่างไร และอยากให้ดูตอนนี้ที่พอมีชื่อนายเสนาะเป็นแคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทยก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไป"


"ก.ม.ม." เล็งชิงซ่อมส.ส.สุราษฎร์


กรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ลาออกจากการเป็น ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 และทางพรรค ปชป.เตรียมส่งนายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายนายสุเทพลงเลือกตั้งซ่อมนั้น ผู้สื่อข่าว จ.สุราษฎร์ธานีรายงานว่า ขณะนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.) ต่อการส่งคนสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 แล้ว โดยแกนนำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จ.สุราษฎร์ธานี มีความเห็นว่า น่าจะส่งคนของพรรค ก.ม.ม.ลงสมัครเพื่อเป็นการเปิดตัวพรรคให้ประชาชนรู้จัก อีกทั้งเป็นการแสดงศักยภาพให้พรรคอื่นเห็นว่ามีความพร้อม คาดว่าน่าจะส่ง พ.ต.ผาด พรหมจันทร์ ลงสมัคร


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ผ่านความเห็นชอบของแกนนำพันธมิตรระดับจังหวัดไปแล้ว ส่วนการตัดสินใจครั้งสุดท้าย ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของกรรมการบริหารพรรค ก.ม.ม.ต่อไป


ปชป.ท้าพท.ลาออกแข่งชิงส.ส.


ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวถึงกรณีที่นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) ปฏิเสธไม่ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 ว่า คนเล่นการเมืองต้องมีจิตใจพร้อมทำงานการเมือง แต่เมื่อถอดใจก็ไม่ว่ากัน ส่วนที่สมาชิกพรรค พท.ระบุว่าที่ตนท้าทายนายยงยุทธให้ลงสมัคร ส.ส.ถือว่าไม่เป็นธรรม ก็ไม่เข้าใจว่า หัวหน้าพรรค พท. เป็นนักการเมืองหรือเปล่า หรือว่าเป็นเพียงแขกยาม


ส่วนที่ท้าทายให้นายอภิสิทธิ์ลงสมัคร ส.ส.ในพื้นที่ภาคอีสานและเหนือนั้น นายเทพไทกล่าวว่า คงจะไม่ได้ เพราะขณะนี้นายอภิสิทธิ์เป็น ส.ส.แล้ว แต่ถ้าพรรค พท.กล้าพิสูจน์ศรัทธาของประชาชน ก็ขอให้ ส.ส.พรรค พท.ในพื้นที่ภาคอีสานและเหนือลาออกจะได้เห็นการแข่งขันกันระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค พท.กล่าวว่า นายยงยุทธเป็นหัวหน้าพรรคอันดับหนึ่งที่มี ส.ส. 188 เสียง ต้องลงสมัครแบบสัดส่วนถึงจะเหมาะสม เมื่อมีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งออกมาเมื่อใด พรรค พท.ยืนยันมีความพร้อมเรื่องตัวผู้สมัคร


พท.จัดทัพลุยอีสาน-เจาะฐาน"ภท."


วันเดียวกัน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) มีการประชุมคณะกรรมการภาคอีสาน โดยมีนายพายัพ ชินวัตร น้องชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ประธานคณะกรรมการภาคอีสาน เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส.ก่อนส่งให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณา โดยให้ผู้แสดงความจำนงแนะนำตัวพร้อมเสนอประวัติและคุณสมบัติตัวเองต่อที่ประชุม


นายนิรมิต สุจารี ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรค พท. กล่าวภายหลังว่า พรรคเช็คยอด ส.ส.อย่างละเอียดทั้งคนที่จะออกจากพรรคและคนที่จะกลับเข้ามา เพื่อจัดทัพผู้สมัคร ส.ส.อีสานก่อนจะขับเคลื่อนเตรียมการเลือกตั้ง คาดว่าจะมีข้อสรุปเรื่องตัวผู้สมัครภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยเขตใดที่มีผู้เสนอตัวมาก พรรคต้องทำโพลสอบถามความเห็นประชาชน


ด้านนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรค พท. กล่าวว่า เสถียรภาพรัฐบาลไม่มั่นคง คงจะยุบสภาเร็วๆ นี้ พรรค พท.จึงเตรียมพร้อม เพื่อให้ว่าที่ผู้สมัครลงพื้นที่พบปะประชาชนแต่เนิ่นๆ ที่ประชุมยังตั้งเป้าว่าพรรคต้องกวาด ส.ส.ภาคอีสานให้ได้ทั้งหมด โดยเฉพาะ จ.บุรีรัมย์ และจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

เข็นดารา"เสาร์5" ลงชิงส.ส.สระบุรี


นายศักดา คงเพชร ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรค พท. กล่าวว่า ผู้สมัคร ส.ส.ร้อยเอ็ด เขต 2 พรรค พท.จะส่งนางเอมอร สินธุไพร ภรรยานายนิสิต สินธุไพร อดีตกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน (พปช.) เป็นผู้สมัครแทนนายปิยะรัช หมื่นแสน ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรค พท. ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาภรรยานายนิสิตสังกัดพรรคไม่ครบกำหนด ส่วนเขต 3 แม้จะมีนายนิรันดร์ นาเมืองรักษ์ อดีต ส.ส.ร้อยเอ็ด แต่คาดว่าต้องทำโพลเพราะมีผู้เสนอตัวหลายรายเช่น นายสุรพร ดนัยตั้งตระกูล อดีตรองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา


ด้านนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรค พท.ในฐานะรองโฆษกประจำภาคกลาง กล่าวว่า จ.สระบุรี เขต 1 เบื้องต้นวางตัว พล.ท.ดุสิต เครือใย ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ซึ่งจะเกษียณใน 2 เดือนข้างหน้าลงสมัครแทนว่าที่ ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ที่จะย้ายไปพรรค ภท. คู่กับนายฤทธิ์ลือชา คุ้มแพรวพรรณ ดาวร้ายจากละครเรื่องเสาร์ห้า อย่างไรก็ตามต้องปรึกษานายพศ อดิเรกสาร อดีต ส.ส.สระบุรี เขต 2 ก่อนเนื่องจากนายพศยืนยันร่วมงานกับพรรค พท. แม้นายปองพล อดิเรกสาร ซึ่งเป็นพี่ชาย และร.ต.ปรพลหลานชายจะย้ายไปพรรค ภท.ก็ตาม และวางตัวพล.ท.ทวนทอง อินทรทัต อดีตผู้สมัคร ส.ว.ลพบุรี เป็นผู้สมัคร ส.ส.ลพบุรี เขต 1 คู่กับตน


2-3ส.ค.แถลงผลงานรบ.6เดือน


ส่วนความคืบหน้าการจัดตารางเดินทางลงพื้นที่ของนายกฯ เพื่อพบปะประชาชนและติดตามนโยบายของรัฐบาลนั้น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันที่ 25 กรกฎาคม นายกฯจะไปพื้นที่บริเวณปริมณฑล ขณะนี้กำลังพิจารณา 2-3 พื้นที่ จากนั้นวันที่ 1 สิงหาคม จะไป จ.สงขลาเพื่อประกาศวาระแห่งชาติด้านสวัสดิการชุมชน


นายสาทิตย์กล่าวว่า ส่งร่างผลงานรอบ 6 เดือนของรัฐบาลให้นายกฯ ดูแล้ว หลังจากนี้จะกำหนดวันแถลงผลงานอย่างเป็นทางการ คาดว่าอาจเป็นวันที่ 2 หรือ 3 สิงหาคม พร้อมกันนี้รัฐบาลจะจัดทำเอกสารผลงานของรัฐบาลฉบับเต็มเพื่อส่งมอบให้ ส.ส.-ส.ว. และสื่อมวลชน และจัดทำฉบับย่อเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชน โดยจะแจกไปยังกองทุนหมู่บ้าน (กทบ.) และห้องสมุดทั่วประเทศ นอกจากนี้จะทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั่วประเทศ ในรูปบิลบอร์ด และซื้อสปอตโฆษณาวิทยุชุมชน


"มาร์ค" โยนพรรคร่วมดูแก้รธน.


ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ว่า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม ตนได้รับรายงานของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ จึงแจ้งให้ ครม.ทราบ เพื่อให้ทุกพรรคนำเรื่องนี้ไปพิจารณาว่าสมควรจะดำเนินการอย่างไร การประชุม ครม.สัปดาห์หน้า จะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยนิติบัญญัติ ก็จะศึกษาไปพร้อมๆ กับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เพื่อหาแนวทางการเดินหน้าต่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการรือเกี่ยวกับข้อเสนอให้ทำประชามติเกี่ยวกับแก้รัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้ลงรายละเอียด เนื่องจาก ครม.ส่วนใหญ่ยังไม่ได้เห็นรายงาน


รายข่าวแจ้งว่า นายอภิสิทธิ์กล่าวกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลว่า "อยากฝากให้แต่ละพรรคไปช่วยกันดูประเด็นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ 6 ประเด็นที่คณะกรรมการ ตั้งมาว่ามีความคิดอย่างไร หากต้องการแก้ไขตรงไหน หรือมีประเด็นใหม่เพิ่มเข้ามา ก็ขอให้ส่งเรื่องไปให้วิปรัฐบาลต่อไป" แต่นายกฯ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่าจะให้พรรคร่วมรัฐบาลสรุปประเด็นเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในเมื่อไหร่

รู้ไปหมด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




หัวข้อวิจารณ์กระหึ่มแวดวงตำรวจในเวลานี้หนีไม่พ้นเรื่อง "ไส้ศึก" ในคดีสนธิ ลิ้มทองกุล

หลังจากพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.ทิ้งบอมบ์ว่า มีตำรวจบางคนคอยส่งข้อมูลการสืบสวนสอบสวนคดีคนร้ายลอบยิงแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ให้ฝ่ายตรงข้าม

กลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์

บ้างก็ชื่นชมว่าพล.ต.อ.ธานีนอกจากเก่งกาจไม่กลัวไส้ศึกแล้ว ยังทำตามที่เคยรับปากม็อบพันธมิตรฯ ไว้ว่าจะคลี่คลายคดีนี้ก่อนเกษียณได้จริง

เพราะออกหมายจับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 2 ราย มีจ.ส.อ. ปัญญา ศรีเหรา ทหารป่าหวาย กับส.ต.อ.วรวุฒิ มั่งสันติ ตำรวจบช.ปส.

บ้างก็สงสัยว่าผู้ต้องสงสัยทั้ง 2 คนเป็นตัวจริงหรือเปล่า แม้แต่การสำรวจความคิดเห็นประชาชนของสวนดุสิตโพล ยังพบว่าเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างสูง ไม่แน่ใจว่าผู้ถูกออกหมายจับเป็นแพะหรือเปล่า

หากย้อนดูขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนคดี ที่ตำรวจได้พยานหลักฐานและพยานแวดล้อมจนสามารถออกหมายจับผู้ต้องหาได้

พยานหลักฐานสำคัญคือกล้องวงจรปิดในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งย่านตลิ่งชัน ซึ่งจับภาพปิกอัพวีโก้คันที่คล้ายกับที่ใช้ยิงนายสนธิ ไปจอดอยู่ก่อนและหลังเวลาที่นายสนธิโดนยิง

สาวต่อไปว่าเป็นรถของสาวลูกจ้างในค่ายป่าหวายที่ลพบุรี

หลักฐานแวดล้อมคือการตรวจสอบการใช้โทรศัพท์มือถือของกลุ่มผู้ต้องสงสัย ที่บอกว่ามีการติดต่อกันทั้งก่อนและหลังเหตุการณ์นายสนธิโดนลอบยิง

นำหลักฐานทั้ง 2 อย่างมาประมวลความเชื่อมโยงกันจนสามารถออกหมายจับผู้ต้องสงสัยในระดับปฏิบัติการได้ 2 คน

วิธีการคล้ายๆ กับคดีอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร

ขั้นตอนต่อไปก็ต้องตามจับตัวทั้งคู่มาให้ได้ และพิสูจน์ให้ชัดว่าเป็นคนร้ายตัวจริงหรือเป็นแพะ

ถึงจะสาวต่อไปถึงผู้คนสั่งการ คนรับงาน ทีมชี้เป้า และทีมมือปืนที่เหลือ

กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการคงต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร

รวมทั้งต้องหาหลักฐานสำคัญที่สุดของคดีคืออาวุธปืนให้ได้ด้วย

แต่ในขณะที่ตำรวจก้มหน้าก้มตาทำงานไป

กลับมีบางสื่อประโคมข่าวเกินเลยจนน่าเสียวไส้ รู้ไปหมดยิ่งกว่าตำรวจ

ใครบงการ ใครร่วมรู้เห็น ใครรับงาน มือปืนนั่งประทับปืนยิงท่าไหน

พาดพิงนายพลทหารคนนั้นก็รู้เห็น รัฐมนตรีคนนี้ก็เกี่ยว ข้อง นายตำรวจใหญ่คนโน้นก็เป็นไส้ศึก พันเอกอีกคนรับงานจากนาย

รู้ถึงขนาดว่าหลังมือปืนลงมือพลาดแล้วยังโทร.รายงานนายพลใหญ่รายหนึ่ง

เป็นทฤษฎีสมคบคิด (Conspiracy Theory) สมบูรณ์แบบ

แบบว่าเอลวิสยังไม่ตาย ประธานาธิบดีเคนเนดี้ยังมีชีวิตอยู่ สึนามิเป็นฝีมือมนุษย์ต่างดาว

หรือวินาศกรรม 11 กันยาเป็นฝีมือสหรัฐเอง

จะรู้อะไรขนาดนั้น!