WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 28, 2009

บิ๊กเซอร์ไพรส์

ที่มา ไทยรัฐ

หลังการ ยึดอำนาจ เมื่อ 19 กันยายน 2549 ปรากฏปัญหาของประเทศตามมาไม่หยุดหย่อน ซึ่งเป็นไปในทางลบมาก กว่าบวก อนาคตของประเทศไทยดูจะตกต่ำลงทุกที มีข้อเปรียบเทียบมากมายระหว่าง ผู้ล่ากับผู้ถูกไล่ล่า ท่ามกลางความแหลกราญของ หญ้าแพรก

ต้องยอมรับความจริงกันซะทีว่า ผู้ถูกไล่ล่า นอกจากจะอยู่ดีมีสุข ยังได้รับการยอมรับจากทั่วโลกจากผู้นำประมุขประเทศทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ให้เกียรติไปอวยพรวันเกิดกันถึง บ้านพัก

ในขณะที่ ผู้ล่าเริ่มจะอ่อนแรง สะเปะสะปะ ต้องพยายามประคับประคองตัวเองฝ่ามรสุมชีวิตไปให้รอด ความศรัทธาเชื่อถือทั้งในและต่างประเทศก็น้อยลงทุกวัน

หลายประเทศที่ ผู้ถูกล่า แวะเวียนไปทักทาย เหตุผลที่รัฐบาล ประเทศนั้นๆจะต้องนำมาพิจารณามีสองประเด็น ก็คือการร้องขอจากรัฐบาลไทยและเหตุผลทางการเมือง

ด้วยภาพที่ผู้ถูกล่า ยังได้รับความศรัทธาจากประชาชนจำนวนไม่น้อยอย่างเหนียวแน่น การตัดสินใจก็ต้องเอาประเด็นนี้ไปพิจารณาด้วย ระหว่างที่รัฐบาลไทยอาจจะไม่พอใจกับประชาชนไทยส่วนใหญ่ ไม่พอใจ

คงไม่ต้องบอกว่าจะตัดสินใจอย่างไร

ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยย่อมเข้าใจหลักการเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นขั้นตอนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยทั่วไป ผมว่าประเทศที่ไม่มีการเลือกตั้ง ก็น่าจะมีความเข้าใจหลักการพื้นฐานเหล่านี้ได้ดีด้วยซ้ำ

การแสดงความศรัทธาและยึดมั่นในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรของคนเสื้อแดง ในโอกาสครบรอบวันเกิด 60 ปีที่ผ่านมา ย่อมเป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณยังมีอิทธิพลทางการเมืองอยู่ ไม่น้อย

เพราะฉะนั้นการที่จะต้องสู้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยวิธีการเดิมๆ ที่ผ่านมา นอกจากจะไม่ได้ผล ยังเป็นการทำลาย เวลา 4-5 ปี ที่ผ่านมาทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสไปอย่างมหาศาล

ไม่อยากให้คิดว่า การที่รัฐบาลจะเริ่มต้นการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมือง โดยสันติวิธี เป็นการพ่ายแพ้แต่อยากให้คิดว่า นี่คือ การเสียสละเพื่อประเทศและประชาชน นายกฯอภิสิทธิ์จะประกาศในวันที่ 3 ส.ค.นี่เลยก็ได้

จะเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ของจริง

แค่อยากจะตั้งเป็นคำถามไว้ว่า ถ้าสมมุตินำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมารับโทษได้จริง จะรับมือกับความปั่นป่วนวุ่นวายทางการเมือง ที่จะเกิดขึ้นอย่างไร

คิดว่าเมื่อได้ตัว พ.ต.ท.ทักษิณกลับมาแล้ว เรื่องทุกอย่างจะจบ คงไม่ใช่ ผมว่ารัฐบาลก็คงรู้คำตอบอยู่เต็มอก ไม่อย่างนั้น คงหักด้ามพร้าด้วยเข่าไปแล้ว ผมไม่อยากเห็นเมืองไทยกลียุคซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอรัฐบาลหมดปัญญารับมือวิกฤติการเมือง

สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการปฏิวัติทุกที.

หมัดเหล็ก

กระบอกเสียงนักศึกษาใต้ ตอนที่ 11: สันติภาพจะไม่เกิดขึ้นด้วย... ผักชีโรยหน้าของผู้นำประเทศ

ที่มา ประชาไท

หลังจากเกิดเหตุการณ์โศกนาฏกรรมสังหารหมู่ชาวบ้านในมัสยิดอัลฟุรกอน บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2552 จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 11 คน และบาดเจ็บ 10 ราย
เป็นที่ทราบโดยทั่วกันสำหรับผู้ที่ติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐกับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าได้เกิดสงครามนอกระบบแล้วในดินแดนแหลมทองแห่งนี้ ซึ่งขณะนี้เต็มไปด้วยองค์ประกอบของสงครามอย่างสมบูรณ์แบบ นั่นคือ การมีอาวุธยุทโธปกรณ์ร้ายแรงและกองกำลังติดอาวุธจำนวนมากห้ำหั่นกันระหว่างรัฐกับประชาชนที่ตัดสินใจจับอาวุธในการต่อสู้เพื่อไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม ซึ่งทางด้านของรัฐนั้นได้รับการคุ้มครองความชอบธรรมในการทำสงครามครั้งนี้โดยอำนาจของกฎหมายพิเศษ คือกฎอัยการศึก และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548
ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดว่าเป็นที่ล้มเหลวอย่างชัดเจนของนโยบายการเมืองนำการทหาร ที่เน้นการแย่งชิงมวลชนมาอยู่ข้างรัฐ โดยการนำของชุดพัฒนาสันติภายใต้กองกำลังผสมพลเรือน ตำรวจ ทหารที่ 43 (พตท.43) ซึ่งกระจัดกระจายตามพื้นที่สีแดงตามที่รัฐกำหนด มีทั้งหมด 217 หมู่บ้าน ทั่วทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และอีก 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพราะว่าความสงสัยของชาวบ้านที่ไม่ใช่เฉพาะในหมู่บ้านไอร์ปาแยเท่านั้น แต่รวมถึงพี่น้องประชาชนมุสลิมในทุกสังคมทั้งในและต่างประเทศ สงสัยว่าจากสภาพแวดล้อมของสถานที่เกิดเหตุและสภาพการก่อเหตุของคนร้ายนั้นน่าจะมีเจ้าหน้าที่มีส่วนเกี่ยวข้องพัวพัน แต่ความสงสัยเหล่านั้นถูกปฏิเสธโดยสิ้นเชิงโดยภาครัฐ เพราะหลังเหตุการณ์ได้แค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ทาง พ.อ.ปริญญา ฉายดิลก หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์และโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลว่า “ไม่ใช่ฝีมือเจ้าหน้าที่แน่นอน” และหลังจากนั้นไม่กี่วัน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ สัมภาษณ์สื่อมวลชนเชิงให้ความหวังกับสังคมมุสลิมว่า ”จะตรวจสอบให้ความเป็นธรรมอย่างตรงไปตรงมา”
ท่าทีของรัฐที่ไม่ฟังเสียงข้อสงสัยข้อเคลือบแคลงใจของสังคมมุสลิมที่มีต่อเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่ไอร์ปาแยในครั้งนี้ เสมือนว่ารัฐต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ในการดำเนินการตามนโยบายการเมืองนำการทหารที่เน้นการแย่งชิงมวลชน สิ่งที่รัฐสั่งสมมาตลอดระยะเวลาที่ได้ดำเนินการแย่งชิงมวลชนมานั้นมีค่าเท่ากับศูนย์โดยทันที เพราะการแสดงท่าทีไม่ฟังเสียงประชาชนก็เหมือนเป็นการปฏิเสธแม้แต่การรับไปพิจารณาพิสูจน์ผ่านกระบวนการยุติธรรมแห่งนิติรัฐที่เป็นกลาง ท่าทีเช่นนี้ของรัฐเกิดขึ้นพร้อมๆ กับท่าทีของโอไอซี (OIC) และ 11 องค์กรภาคประชาสังคมในประเทศมาเลเซียกดดันให้รัฐไทยให้ความเป็นธรรมอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งปรากฏการณ์อย่างนี้ถือว่าอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อพัฒนาการความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ขณะนี้ค่อนข้างก้ำกึ่งระหว่างเป็นปัญหาภายในประเทศหรือเป็นปัญหาในระดับสากล
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 ได้มีองค์กรนักศึกษาทั่วประเทศซึ่งเรียกตัวเองว่า เครือข่ายนักศึกษาผู้กระหายต่อสันติภาพ นำโดยสมาพันธ์นิสิตนักศึกษามุสลิมแห่งประเทศไทย(สนมท.) สมาคมนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิม (สนท.) สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) เครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน(คพช.) เครือข่ายสตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้เพื่อสันติภาพ (คสตส.) และชมรมนักศึกษามุสลิมในหลายๆสถาบัน อาทิเช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ม.ธรรมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ม.เกษมบัณฑิต ม.รามคำแหง และอื่นๆ อีกมาก และในวันเดียวกันทางองค์กรนักศึกษาในประเทศมาเลเซียหลายๆองค์กรได้เคลื่อนไหวที่หน้าสถานทูตไทยประจำกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อกดดันรัฐบาลไทยให้ความเป็นธรรมกับผู้สูญเสียอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน
ส่วนที่ประเทศไทยองค์กรนักศึกษาที่เรียกตัวเองว่า เครือข่ายนักศึกษาผู้กระหายต่อสันติภาพ ได้มีการเคลื่อนไหวที่หน้าทำเนียบรัฐบาลโดยมีมวลชนนักศึกษาจำนวนกว่า 300 คน เพื่อทำการยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีใจความสำคัญว่า “ขอให้รัฐบาลนำเหตุการณ์ไอร์ปาแยเป็นจุดเริ่มต้นในการพิสูจน์ความจริงใจต่อการดำเนินการให้ความเป็นธรรม โดยการแต่งตั้งคณะกรรการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา ตามหลักการ ที่ปราศจากการถูกแทรกแซงจากภาครัฐ เพราะสันติภาพขึ้นอยู่กับความมั่นคงของประชาชนซึ่งสัมพันธ์กับกระบวนการยุติธรรมแห่งนิติรัฐที่เป็นธรรมจริงๆ”แต่ท่านนายกฯก็ปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา
จากการบอกเล่าของหนึ่งในห้าคนตัวแทนนักศึกษาที่ได้พบปะกับท่านนายกฯขณะยื่นจดหมายเปิดผนึกในทำเนียบรัฐบาลนั้น เขาได้อธิบายถึงความสำคัญของการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อท่านนายกฯ ว่า “มีความจำเป็นมากเลยทีเดียวในท่ามกลางบรรยากาศที่ชาวบ้านและสังคมมุสลิมมีความหวาดระแวงและไม่เชื่อมั่นต่อเจ้าหน้าที่รัฐและกระบวนการยุติธรรมของรัฐ เพราะจะสามารถขจัดซึ่งความรู้สึกว่าภาครัฐนั้นไม่ได้เป็นกลาง แต่ไม่ใช่ว่าชาวบ้านและสังคมมุสลิมกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐแต่อย่างใด แค่อยากให้รัฐพิสูจน์ความจริงใจเท่านั้นเอง โดยได้ยกตัวอย่างกรณีเหตุการณ์กรือเซะกับเหตุการณ์ตากใบยังมีการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเลย แต่ท่านนายกฯ กลับตอบว่า เหตุการณ์กรือเซะและตากใบเทียบกับเหตุการณที่ไอร์ปาแยนั้นแตกต่างกันมาก จะไปยึดเป็นมาตรฐานเดียวกันนั้นไม่ได้ เพราะทั้งกรือเซะและตากใบเป็นที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่เป็นคนทำ แต่ที่ไอร์ปาแยนั้นไม่ใช่เจ้าหน้าที่เป็นคนทำ ฉะนั้นแล้วไม่จำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา เพราะตอนนี้เองทางกระบวนการยุติธรรมแบบปกติได้ออกหมายจับแล้ว 1 คน แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้”
เป็นที่ชัดเจนว่าความรู้สึกเคลือบแคลงใจของประชาชนในสายตาของผู้นำประเทศนั้นไร้ความหมาย ทั้งๆ ที่หลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวบ้านโดยเจ้าหน้าที่รัฐที่ไร้วินัยก็มาจากการใช้ความรู้สึกนำหน้าความจริงและความถูกต้อง ท้ายที่สุดก็เกิดวัฒนธรรมของการไม่ต้องรับผิด เพราะมีกฎหมายพิเศษคุ้มครองอยู่
ทั้งหมดนี้ก็เป็นแค่การให้ความหวังลมๆ แล้งๆ ต่อความยุติธรรมแห่งนิติรัฐผ่านคำพูดหวานๆของท่านนายกฯ แต่สุดท้ายก็ปล่อยให้ความหวังของชาวบ้านหายไป... หายไปพร้อมกับเสียงปืน อย่างที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วกับเหตุการณ์กรือเซะและตากใบ ที่จนถึงทุกวันนี้ความเป็นธรรมก็ยังเป็นแค่... ความหวังลึกๆ ของประชาชนที่ชายแดนใต้ ในเมื่อรัฐยังให้ความยุติธรรมกับประชาชนไม่ได้ ก็อย่าหวังเลยว่า... สันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นด้วยผักชีโรยหน้าของผู้นำประเทศ

เผย \"ทักษิณ\" ทุ่มพันล้าน ทำTV

ที่มา thaifreenews

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึง ความคืบหน้ากรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศตั้งโทรทัศน์ที่ครอบคลุมทั้งโลก โดยจะทำช่องเพื่อประเทศไทย ในเรื่องของการขายสินค้าโอท็อป เรียลลิตี้เพื่อคนจน และเรื่องการศึกษา ว่า ทราบมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เตรียมพร้อมในการจัดตั้งโทรทัศน์ดังกล่าวมานานกว่า 3 เดือนแล้ว คาดว่า ใช้งบประมาณกว่า 1,000 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถเปิดออนแอร์เป็นทางการได้ในต้นเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งประชาชนในประเทศไทยที่มีจานรับสัญญาณก็สามารถรับชมได้ และไม่สามารถบล็อกสัญญาณ

"เบื้องต้นไม่ขอเปิดเผยว่า ใช้สัญญาณดาวเทียมดวงไหน ส่วนชื่อของสถานีและรายการ ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา อาจใช้ชื่อ Voice TV พร้อมสามารถติดตามในอินเตอร์เน็ตได้ที่ www.voicetv.co.th และจะมีรายการของ ”แผ่นดินสยามเพื่อไทย” ซึ่งจะเชื่อมสัญญาณกับดีสเตชั่น ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้เวลาในการจัดผังรายการด้วยตัวเอง และเป็นไปได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะจัดรายการด้วยตัวเอง ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณได้บอกกับ ส.ส.ที่เดินทางไปพบปะหลายคนว่า การดำเนินการบิ๊กเซอร์ไพรส์ ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นแนวทางที่จะทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า แนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนควรทำอย่างไร ที่ประชาชนจะได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง" นายประชา กล่าว.

เครือข่ายแรงงานโลก ไม่ได้สนับสนุนพันธมาร ตามที่ “ผู้จัดโกง” อ้างแต่อย่างใด

ที่มา Thai E-News

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
28 กรกฎาคม

มีการส่งจดหมายครั้งนี้เพราะรู้จักสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นส่วนตัวจากการประชุมเชิงเที่ยวที่ไร้สาระแต่ใช้เงินสูงที่องค์กรชอบจัดตามที่ต่างๆ พวกนี้ก็หลงเชื่อคำโกหกของสมศักดิ์.. เป็นประเพณีอันยาวนานขององค์กรเอ็นจีโอไทย ซึ่งชอบนำชื่อ “องค์กรผี” มาพ่วงคำแถลงให้ดูดี โดยที่ไม่มีมวลชนจริง


เมื่อไม่นานมานี้สื่อ “ผู้จัดโกง” ป่าวประกาศว่าแรงงานทั่วโลกสนับสนุนพันธมิตรฯ โดยการอ้างว่ามีหนังสือจากผู้นำแรงงานขนส่งโลก International Transport Workers Federation-ITF ถึงอภิสิทธ์ ประท้วงข้อกล่าวหา “ก่อการร้าย” เนื่องจากการปิดสนามบิน

(หมายเหตุไทยอีนิวส์:อ่านข่าวจากกระบอกเสียงผู้ก่อการร้ายพันธมิตรเรื่อง"เครือข่ายแรงงานทั่วโลกจี้มาร์คถอนข้อหาพันธมิตร")

ข้อเท็จจริงคือ องค์กร ITF เป็นองค์กรประเภท “หัวไม่มีหาง” เจ้าหน้าที่เป็น “ข้าราชการแรงงานมืออาชีพ” ที่ไม่มีมวลชนและไม่เคยเป็นนักสหภาพแรงงานในสถานประกอบการเลย

มีการส่งจดหมายครั้งนี้เพราะรู้จักสมศักดิ์ โกศัยสุข เป็นส่วนตัวจากการประชุมเชิงเที่ยวที่ไร้สาระแต่ใช้เงินสูงที่องค์กรชอบจัดตามที่ต่างๆ พวกนี้ก็หลงเชื่อคำโกหกของสมศักดิ์

การอ้างว่ามีสหภาพจากหลายๆ ประเทศเป็นสมาชิก ITF เป็นแค่คำอ้างในนามธรรม ไม่ได้แปลว่าสหภาพแรงงานรถไฟหรือสหภาพแรงงานเดินเรือในประเทศเหล่านั้นมีการพูดคุยหรือลงมติเกี่ยวกับประเทศไทยแต่อย่างใด นักสหภาพแรงงานทั่วโลกคงไม่ทราบว่าในไทยเกิดอะไรขึ้น และไม่ได้มีส่วนร่วมแม้แต่นิดเดียวในการส่งจดหมายถึงอภิสิทธิ์ และคงไม่มีวันออกมาเคลื่อนไหวสนับสนุนพันธมิตรฯ

การพ่วงรายชื่อองค์กรไปกับแถลงการณ์ต่างๆ โดยที่องค์กรเหล่านั้นมีแต่ชื่อ แต่ไม่มีการสนับสนุนจริง เป็นประเพณีอันยาวนานขององค์กรเอ็นจีโอไทย ซึ่งชอบนำชื่อ “องค์กรผี” มาพ่วงคำแถลงให้ดูดี โดยที่ไม่มีมวลชนจริง นี่คือสาเหตุที่องค์กรเหล่านี้ชอบวิ่งไปหาผู้มีอำนาจ เช่นอำมาตย์ แทนที่จะสร้างฐานมวลชนจริงในหมู่คนยากคนจน

ใครที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับขบวนการแรงงานโลก จะทราบดีว่า “องค์กรสากล” ในขบวนการแรงงาน ไม่มีบทบาทอะไรเลยในการนำการต่อสู้ของแรงงานในแต่ละประเทศ มีเจ้าหน้าที่มืออาชีพที่ไร้จิตรสำนึกทางการเมืองโดยสิ้นเชิง และห่างเหินจากมวลชนสมาชิก

ดังนั้นในประเทศที่ขบวนการแรงงานเข้มแข็ง อย่างเกาหลีใต้ ออสเตรเลีย หรือยุโรป ไม่มีใครสนใจองค์กรสากลเลย เพราะการต่อสู้ของแรงงานจริง ในสหภาพแรงงานจริง ในระดับรากหญ้า เป็นเรื่องชี้ขาดเสมอ ไม่มีกรณีใดในประวัติศาสตร์ที่องค์กรสากลสร้างผลงานให้แรงงานเลย

และในกรณีสมศักดิ์เขาเองก็ไม่มีผลงานในการต่อสู้เพื่อประโยชน์ลูกจ้างในการรถไฟเลย การรถไฟแห่งประเทศไทยถูกแปรเป็นเอกชนหลายส่วน มีพนักงานเหมาช่วงที่เงินเดือนต่ำและไม่มีความมั่นคงจำนวนมาก และรัฐไทยละเลยการลงทุนในระบบรถไฟมานาน เมื่อมีการสร้างรถไฟไฟฟ้าในกรุงเทพฯ สหภาพไม่ได้สนใจจัดตั้งคนงานใหม่ แต่ผู้นำแรงงานอย่างสมศักดิ์กระตือรือร้นมากที่จะคลานเข้าไปอาสารับใช้อำมาตย์ ซึ่งตรงข้ามกับผลประโยชน์สมาชิกสหภาพ

นักสหภาพแรงงานทั่วโลกที่ไม่ใช่นักสหภาพปลอมแบบที่ถูกแต่งตั้งโดยนายจ้างหรืออำมาตย์ คงจะต่อต้านการทำลายประชาธิปไตย การดูถูกคนยากคนจน และการเสนอการเมืองระเบียบใหม่ของพันธมิตรฯเพื่อปกป้องระบบกษัตริย์ เรามั่นใจได้ว่าเขาไม่มีวันสนับสนุนขบวนการฟาสซิสต์แบบพันธมิตรฯ

คนเสื้อแดงที่รักประชาธิปไตยแท้ จะต้องขยันทำงานกับนักสหภาพแรงงานตัวจริงในระดับรากหญ้าหรือสถานประกอบการ ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม เราควรสนับสนุนคนงานไทรอัมฟ์ และคนงานอื่นๆ ที่กำลังถูกเลิกจ้างท่ามกลางวิกฤต เราต้องเรียกร้องให้เพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และที่สำคัญคือเราไม่ควรเหมารวมพวกผู้นำสหภาพแรงงานน้ำเน่าที่ทำตัวเป็นขุนนางรับใช้อำมาตย์ กับ ผู้นำแรงงานจริงในสถานประกอบการ เราต้องขยันขยายความคิดของคนเสื้อแดงในสหภาพแรงงานไทย เพราะเป็นแหล่งพลังสำคัญในสังคม

อย่าปล่อยให้พันธมารสร้างภาพว่าพูดแทนคนงาน

Monday, July 27, 2009

ท่องเที่ยวฉบับ ‘แม้ว’ ‘แรง’ กว่าฉบับ ‘มาร์ค’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ทั้งเข็น ทั้งผลัก ทั้งดัน ก็ยังไม่ค่อยจะ “ขึ้น”แม้รัฐบาลจะประกาศหยุดยาวยืด 5 วันรวด หวังให้ประชาชนคนไทยนี่แหละ “ควักเงิน” ใช้จ่ายด้วยการ “ท่องเที่ยว” ในประเทศไทยแต่รายได้ที่“หวัง ” ก็ยัง “แป้ก ” ส่งสัญญาณ “ร่อแร”หมดเรี่ยวหมดแรงเหมือนเดิมเมื่อเส้นเลือดใหญ่ตีบตัน!! มันก็อ่อนแรงหมดกำลัง...หากหวังเอาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติก็คงต้อง “หงอย” คอตก!!เพราะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ออกฤทธิ์ซะจน “วิทยา แก้วภราดัย”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กุมขมับ..แถม ครม.ทั้งแผงยัง “สกัด” ไม่อยู่คนไทยครึ่งประเทศต้อง “พึ่ง” ผ้าปิดปากปิดจมูก ป้องกัน “เชื้อโรค”อย่างไรก็ตาม ต้อง “ปรบมือ” ให้รัฐบาลที่สู้ไม่ถอย..สารพัดงัดมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวกันสุดฤทธิ์ล่าสุด!!! นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรี ยังใช้การประชุมผู้นำสมาชิกตระกูลแซ่อาเซียน +4 (จีนฮ่องกง ไต้หวัน มาเก๊า) ที่โรงแรมรามาดาถนนเจริญกรุง ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปด้วย โดยแนะนำให้ผู้นำตระกูลแซ่ที่มาร่วมประชุมเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทยก่อนบินกลับถิ่น และให้ผู้นำตระกูลแซ่เล่าความประทับใจให้ญาติพี่น้องที่บ้านฟัง เพื่อญาติพี่น้องผู้นำตระกูลแซ่จะสนใจและกลับมาเที่ยวในประเทศไทยอีกครั้ง..ไม่ได้อยากจะลูบหลังแล้วตบหัว!!

แต่ก็อดไม่ได้ ว่ากันง่ายๆ แบบบ้านๆ..“รัฐบาลกำลังทายาผิดที่ผิดทาง”วัด วัฒนธรรมไทย ทะเล ภูเขา โหมโรงกันเข้าไป..ประเทศไหนๆเขาก็มียิ่งเป็นเมือง 3 พิษ พิษหวัด พิษเศรษฐกิจ พิษการเมือง ระบาดอย่างนี้...ถ้าจะเที่ยวไม่จำเป็นต้องดันทุรังมาไกลถึง “ไทยแลนด์”จริงไหมล่ะ?ไม่ได้เชียร์ ไม่ได้ชม เพราะไม่ได้ค่าขนมสักบาทแต่บังเอิ๊ญ บังเอิญ “คนเขียน” อยากย้อนวันวานไปท่องเที่ยว“พักผ่อน” ใช้ชีวิตแบบวิถีดั้งเดิม!! แล้วต้องผิดหวัง เพราะท่องเที่ยวตามแบบฉบับวิถีดั้งเดิมหรือที่เราเรียกกันว่า “โฮมสเตย์” นั้นมันหงอยเหงา ขาดการดูแลหมดอารมณ์ สลดใจกันเลยทีเดียว...ทว่า ตอนแรกกลับ “โทษปี่โทษกลอง” ว่า เศรษฐกิจจากเมืองนอกมันพ่นพิษ..แต่เอาเข้าจริง..ชาวบ้านกลับบอกว่า “ขาดการสนับสนุน” ต่างหากล่ะ!!ย้อนกลับไปวันวานที่ “โฮมสเตย์” เรืองรองแม้จะสร้างรายได้ให้ชาวบ้านเพิ่มเพียงคนละ 1,000-2,000 ต่อครัวเรือนแต่มันก็เป็นรายได้ที่ทำให้ “ชุมชน” เข้มแข็งขึ้น..ในวงกว้างระดับประเทศ คือ เศรษฐกิจไม่ง่อยเปลี้ยเสียขาอย่างทุกวันนี้“โฮมสเตย์” กำลังนับถอยหลังถึงจุด “อวสาน”นับตั้งแต่สิ้นการบริหารของ “รัฐบาลทักษิณ”การท่องเที่ยวรูปแบบโฮมสเตย์ เป็นรูปแบบการท่องเที่ยวพักผ่อนโดยเน้นการได้เข้าไปสัมผัสเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวบ้านในชนบทด้วยการไปพักอาศัยอยู่กินร่วมกับเจ้าของวัฒนธรรมในชุมชน เป็นโครงการที่แจ้งเกิดและเคยเรืองรองในยุครัฐบาลทักษิณเป้าหมายหลักของการสนับสนุน“โฮมสเตย์” คือ สร้างรายได้ให้ชาวบ้านส่งเสริมให้มีการท่องเที่ยวแบบอนุรักษ์ธรรมชาติ และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นบ้านเราอีกทั้งยังเป็นการ “ปูเสื่อ”ให้สินค้าโอท็อป “ผงาด” ขึ้นสู่ตลาดโลกในสมัยรัฐบาลทักษิณ “โฮมสเตย์” เกือบจะกลายเป็น“ฟันเฟือง” สำคัญในการผลักดันการท่องเที่ยวระดับประเทศเพราะทักษิณเขาวางแผนให้ไทย

เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียนนอกเหนือจากเป้าหมายที่หวังว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้ชุมชน ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ คือ ชาวฝรั่งเศสสเปน ออสเตรเลีย อเมริกาและญี่ปุ่นแม้รายได้เสริมที่ว่าจะเพิ่มขึ้นมาเพียงเดือนละ 1,000-2,000 บาทต่อครัวเรือน แต่ในสังคมชนบทนั้นถือเป็นน้ำเลี้ยงที่ช่วยให้พวกเขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเพราะนอกจากรายได้ส่วนที่นักท่องเที่ยวไปพักและอยู่กินกับโฮมสเตย์แล้ว ชาวบ้านยังมีรายได้จากการนำวัตถุดิบในท้องถิ่นมาเพิ่มมูลค่า ผลิตหรือแปรรูปเป็นของฝาก ของที่ระลึก ขายให้นักท่องเที่ยวช่วยเพิ่มรายได้ให้อีกส่วนเมื่อมีการปฏิวัติยึดอำนาจ “รัฐบาลทักษิณ”!?!“โฮมสเตย์” ก็ถูก “ลืม” บ้างก็ถูก “ดอง” ขาดการเหลียวแลจากผู้บริหารประเทศ..แม้แต่โฮมสเตย์ทั้ง 36 แห่ง ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานชี้วัดระดับชาติ(Home Stay Standard) ทั้งด้านที่พัก อาหาร ความปลอดภัยการจัดการ กิจกรรมท่องเที่ยว สภาพแวดล้อม ฯลฯ จากสำนักงานพัฒนาการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา...ก็ต้อง “หงอยเหงา” ไปตามๆ กัน“โฮมสเตย์” แม้จะไม่ใช่ “สถานที่ท่องเที่ยว” หรือ “รูปแบบ”ในใจของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แต่รายได้ที่เพิ่มขึ้น “นิดหน่อย” ให้ชาวชนบท มันคือการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของชาวบ้าน ซึ่งมีผลไปถึงระดับประเทศแนวทางที่รัฐบาลทักษิณวางไว้ตั้งแต่แรก หากทำได้มันก็คือรายได้ไทยแลนด์...ซึ่งมันยังดีกว่า “ลงทุน” ไปแล้วไม่ได้อะไรกลับคืนมาจมดิ่ง! กู่ไม่กลับ พอเถอะครับรัฐบาล ■

ดวงตาเห็นธรรม

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผ่านพ้นไปด้วยความสุขชื่นมื่น ระหว่างผู้คนที่รักใคร่และสนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ในวันเกิดครบรอบ 60 ปี เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมาสิ่งที่เห็นและมิอาจปฏิเสธได้ในเวลานี้ คือ คนไทยครึ่งค่อนประเทศ ได้แสดงออกซึ่งความรัก ความศรัทธา และแสดงความกตัญญูต่อ “ผู้นำ” ที่เขาชื่นชอบไม่ต้องมีใครบอกให้ทำ...และไม่มีใครมาบังคับฝืนใจซึ่งนั่นเป็นการแสดงออกด้วยความ “เต็มใจ” และ “จริงใจ” ที่ต้องการมอบสิ่งดีๆ ให้เกียรติกันในวันเกิด ซึ่ง 1 ปีจะมีสักครั้งน่าสนใจกับการ “สื่อสาร” ทางคำพูดของนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ที่ฝากไปถึง “ทักษิณ ชินวัตร” เนื่องในวันคล้ายวันเกิด“...ท่านคงเหมือนคนอื่น คงอยากมีความสุข แต่ต้องใช้คำว่าถ้าหากท่านจะดวงตาเห็นธรรม ท่านจะมีความสุขมากขึ้น”หากคำว่า “ดวงตาเห็นธรรม” ที่ท่านนายกฯ หมายความถึง คือ...การเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในปัญญาความตรัสรู้แจ้งของพระพุทธเจ้าที่ว่า...ความทุกข์ คือสภาพจิตใจที่ถูกบีบคั้นให้เร่าร้อนลำบากเชื่อว่า...ราษฎรคนไทยในเวลานี้ คงยัง “มิอาจหลุดพ้น” เนื่องด้วยความอึดอัดและอัดอั้น จากการกดขี่ของ “ผู้มีอำนาจ”โดยเฉพาะในเนื้อแท้จิตใจของ “ผู้มีอำนาจ” ที่ยังลุ่มหลงยึดมั่นอย่างผิดๆว่าสิ่งนั้นเป็นของเรา...สิ่งนี้เป็นของเราพวกท่านเองที่กำลัง “แบกรับความทุกข์” และเป็นผู้ที่ต้องเรียกร้องหาคำว่า“ดวงตาเห็นธรรม”“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะนายกรัฐมนตรี และเป็นคู่ต่อสู้ทางการเมืองของอดีตนายกฯ “ทักษิณ ชินวัตร” เข้าใจถึงคำว่า “ดวงตาเห็นธรรม” มากน้อยเพียงใด??บุคคลที่ยังวนเวียนอยู่ใน “แวดวงการเมือง” เชื่อเถิดว่าร้อยทั้งร้อยยังมิอาจละซึ่ง “กิเลสตัณหา” ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชนเพราะหากใครมี “ดวงตาเห็นธรรม” คงได้ผันตัวตั้งมั่นเข้าสู่ ร่มกาสาวพัสตร์ไปเป็นที่เรียบร้อย...ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลกเมื่อได้ฟังคำตอบของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่พูดส่งต่อไปถึง “ทักษิณชินวัตร” หากกล่าวกันในฐานะที่เป็น “ศาสนิกชน”พระศาสดาไม่ว่าพระองค์ใด มิได้สั่งสอนให้ไปกล่าววาจา “ค่อนแคะ” ส่อเสียดผู้อื่น...เพราะนั่นเป็นผลสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่ “คับแคบ” เต็มไปด้วย “โมหจริต”

ที่สำคัญ...ไม่มีความเป็น “สุภาพบุรุษ” ไม่ยอมรับและให้เกียรติในตัวบุคคลคนหนึ่งที่เคยโอบอุ้มถึง “กลางใจคนรากหญ้า”งาน “แซยิด” เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา...บ่งบอกความจริงแล้วว่า“คนไทยส่วนใหญ่เอาหรือไม่เอาทักษิณ”ใครกัน? ที่แบกรับความทุกข์อย่าง “หนักหน่วง” ไว้ในจิตใจใครกัน? ที่ต้องการแสดงออกซึ่งการยอมรับ...แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับตรงกันข้าม กลายเป็นความเบื่อหน่ายเพราะประชาชนไม่รู้สึกพึงพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่การต่อสู้ทางการเมืองไทยเวลานี้...จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ ความรู้ความสามารถ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน...อันประกอบด้วยหลักธรรมะเพื่อนำพาประเทศให้พบกับแสงสว่างแห่ง“ความถูกต้อง” เหตุสำคัญเพราะมี เมตตามากกว่า อคติการพ้นทุกข์...ย่อมเกิดจากการปล่อยวางแต่ความเป็นจริง...การต่อสู้เพื่อเรียกร้องความถูกต้องระหว่าง ประชาชน กับ ผู้มีอำนาจ ในประเทศ...ยังไม่ถึงเวลาที่ทำให้จิตใจรู้สึกถึงการปล่อยวางประชาชนกำลัง “ต่อสู้” เพื่อให้การเมืองมี “คุณธรรม” และรักษาเป็นรากฐานให้สืบต่อไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานเมื่อถึงเวลานั้น...คนไทยคงไม่คิดลังเลในทางดำเนินที่จะ ถอดถอนความทุกข์ ออกจากจิตใจให้หมดสิ้นเมื่อหมดความลังเลสงสัย...ย่อมมั่นคงใน“พระรัตนตรัย” ซึ่งประเทศชาติคงพบกับความสุขความเจริญดังนั้น “ดวงตาเห็นธรรม” ตามแบบฉบับ“อภิสิทธิ์” ที่ยกตัวอย่างกล่าวถึงและตัวท่านเข้าใจจึงไม่ใช่ “การเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในปัญญา”เพราะท่านนายกฯ ก็ยังมิอาจปล่อยวางละซึ่ง“กิเลส” ทางการเมืองอย่างนั้นไม่ถือว่า “เห็นธรรม” แต่หน่วงเอาธรรมไว้เป็นอารมณ์!

‘ม็อบ’ คนละชนชั้น

ที่มา บางกอกทูเดย์

คนไทยเหมือนกัน...แต่การใช้วิธี “กำราบ” เป็นมาตรฐานที่แตกต่างกัน“อำพล เวียงสิมา” นายกสมาคมเกษตรจังหวัดเชียงราย “ส.ต.อ.ภูชิชย์ โสลา” และ “มานิตย์ คำปุก”แกนนำชาวนาใน อ.พาน จ.เชียงรายกรณีนำชาวนา ปิดถนนพหลโยธิน สายเชียงราย-พานเมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาราคาข้าวนาปรังตกต่ำบุคคลเหล่านี้ถูกตัดสินลงโทษให้จำคุกคนละ 1 ปีและปรับ 200 บาทด้วยหลักการกฎเกณฑ์ใน “ข้อกฎหมาย” การปิดถนนดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ “ผิดกฎหมาย”ทำให้ประชาชนผู้อื่นเกิดความเดือดร้อน!พูดง่ายๆ คือ “ติดคุก” ทันที...ไม่ต้องรอลงอาญาเห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแล้วทำให้คิดว่า “ผู้มีอำนาจ”ต้องการจะสั่งสอน “บทเรียน” อะไรบางอย่างหรือไม่??ต่อการกระทำของกลุ่มบุคคลที่ ปิดโน้น...ปิดนี่สร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมส่วนรวม โดยยึดหลักเหตุผลของตน “เป็นที่ตั้ง”แน่นอนว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต่างหยิบยกเอาประเด็นม็อบชาวนา กับ ม็อบพันธมิตรฯ ขึ้นมาเป็น “ข้อเปรียบเทียบ”

ถึงคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”...ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันเมื่อคำพูดของ “ผู้นำประเทศ” ยังเชื่อถือไม่ได้...แล้วความหวังของประชาชนจะฝากไว้ที่ไหน??เกษตรกร “คนปลูกข้าว” เดินขบวนประท้วงปิดถนนในสิ่งที่พวกเขาเดือดร้อนมานมนาน เพื่อ “ขอความช่วยเหลือ” ให้พวกท่านช่วยบรรเทาความเดือดร้อนแต่สิ่งที่ได้รับ นั่นคือการ “โดนจับติดคุก”ในความแตกต่างอีกเหตุการณ์...คนจำนวนหนึ่ง “ปลูกข้าว”ในสถานที่ทางราชการ...ปลูกเอาไว้ “เป็นเสบียง”เพื่อประทังชีวิตในช่วงที่ชุมนุมขับไล่ อดีตรัฐบาลวันนี้กลุ่มคนเหล่านั้นยังมีชีวิต “สุขสบาย” มีข้าวปลาอาหารกินอิ่มท้อง...ไม่ต้องดิ้นรนด้วยความคิดว่าจะ “ไม่มีกิน”ความแตกแยกของคนในชาติทุกวันนี้ เกิดจากการได้รับการปฏิบัติที่ “ไม่เท่าเทียม”ใครมีเส้นก็อยู่เหนือกฎหมาย...ส่วนใครไม่มีเส้นก็ต้องอยู่อย่างสงบเสงี่ยม “เจียมเนื้อเจียมตัว”ประชาชนคนไทยคนหนึ่ง...เห็นข่าวนี้และพูดระบายออกมาด้วยความ “เศร้าใจ” สงสัยว่าหัวจิตหัวใจของ“ผู้มีอำนาจ” เขาทำด้วยอะไรกันเขาสงสัยว่าการที่ “ตัดสินใจ” ทำแบบนี้...มันคือการสร้าง “ความสมานฉันท์” ของคนในชาติอย่างนั้นหรือ??มาตรฐานกฎเกณฑ์การตัดสินแบบนี้ ที่สร้างความ“แตกแยก” จนเกิดเรื่องราวขึ้นมามากมาย แต่ผู้มีอำนาจก็ไม่คิดที่จะ ลด ละ เลิกพยายามรักษาอำนาจของตนไว้...ส่วนคนที่ตายก็คือ“ประชาชน”อุทาหรณ์เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า...ใครช่วยพวกท่านจะทำอะไรก็ไม่ผิด แต่ใครจะมาให้ท่านช่วยนั่นแหละ!ถือเป็นเรื่องผิด ■

ใครก้าวล่วง?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ตกลง พสกนิกรไทย มีสิทธิ์จะยื่น ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยให้ใครต่อใครได้หรือไม่?แกนนำคนเสื้อแดง ที่กำลังล่ารายชื่อประชาชน...จนเกินตัวเลขเป้าหมายที่ 1 ล้านคนไปแล้วนั้น...หรือ กลุ่มคนที่คัดค้านการยื่นถวายฎีกา ซึ่งเท่าที่เห็น...ล้วนเป็นกลุ่มก้อนเดียวกับที่เคยร่วมกันขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และมีส่วนได้ส่วนเสียหลัง เหตุการณ์รัฐประหาร...ยึดอำนาจ เมื่อ19 กันยายน 2549...ต่างหากใครกันแน่? ที่ทำถูกหรือผิดการยื่น ถวายฎีกา มีมาตั้งนมนาน...ย้อนกลับไปไกลกว่า 700 ปี ยุคที่ พ่อขุนรามคำแหง ยังทรงปกครองแผ่นดินไทยถึงวันนี้...ทุกฝ่ายที่ออกมาพูดก็พูดเอาแต่ได้...จนผู้คนในสังคมไทย เกิดความรู้สึกสับสนไปหมดแล้วเอาล่ะ...ไม่ว่าสิ่งที่แกนนำคนเสื้อแดง เตรียมทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อ...จะถูกหรือผิด! ดูเหมือนรัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามกับคนเสื้อแดง...คงจะหยุดยั้งอะไรไม่ได้แล้วสู้ปล่อยให้ แกนนำคนเสื้อแดง ทำกันไปก่อน...อย่าเพิ่งออกมาสร้างเรื่องสร้างเงื่อนไขให้คนไทยเกิดความสับสนปล่อยให้เป็น “ชะตากรรม” ของ คนเสื้อแดงและ อดีตนายกฯ ทักษิณ เองก็ถ้า กลุ่มคนที่คัดค้าน...ไม่ใช่ศัตรูของอดีตนายกฯ ทักษิณ และเป็น พวกที่ได้ประโยชน์

หลังการรัฐประหารครั้งล่าสุด ผมว่า...คนในสังคมไทยซึ่งน่าจะเป็นส่วนใหญ่...คงเห็นด้วยกับการคัดค้านครั้งนี้แต่พอเป็นพวกคุณที่ออกมาเคลื่อนไหว...ตั้งแต่ฝ่ายรัฐบาล กลุ่ม ส.ว.40 อดีตนายทหารในสังกัดคมช. และ แกนนำพันธมิตรฯ เลยทำให้ผู้คนในสังคมไทยรู้สึกกังขาขึ้นมาทันที!ทำไปเพื่อปกป้องตัวเองหรือไม่? เพราะหากอดีตนายกฯ ทักษิณ ได้รับพระราชทานอภัยโทษในสิ่งที่ตัวเขา และ คนเสื้อแดง เชื่อว่า...ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม...มาตลอดนั่นก็หมายความว่า...อดีตนายกฯ ทักษิณสามารถจะกลับมาเล่นการเมืองอย่างสง่าผ่าเผยอีกครั้ง สิ่งที่ ฝ่ายตรงข้าม หวาดระแวงพอๆ กับหวาดกลัว คือ...เมื่อได้กลับมาเป็น นายกฯ อีกสมัยอะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขา??? จะมีรายการ “ถอนแค้น”กันหรือไม่?ทางที่จะให้ ฝ่ายตรงข้ามของอดีตนายกฯทักษิณ เดิน...ยังจะพอมีเหลือหรือเปล่า?เมื่อคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย...ไม่เชื่อใน กลุ่มที่ออกมาต่อต้านการล่ารายชื่อถวายฎีกาครั้งนี้ถึงพวกเขาจะไม่ร่วมลงชื่อไปด้วย...แต่ก็ไม่คิดคัดค้าน!มีก็แต่พวก วัวสันหลังหวะ! ที่ออกมาเคลื่อนไหว?ผมถึงได้บอกยังไงครับว่า...ถ้าสิ่งที่ คนเสื้อแดงกระทำลงไป ต้องปล่อยให้มันเป็นไป...คนไทยจะได้ รู้เช่น...เห็นชาติ ระหว่าง...พฤติกรรมของ คนเสื้อแดงหรือคนที่คัดค้านการถวายฎีกา ว่าใคร?กันแน่...ที่ ก้าวล่วงเกินขอบเขตแห่งการกระทำ ■

เผ็ด

ที่มา บางกอกทูเดย์

การเมืองไทยเผ็ดกว่าอาหารไทยประโยคสั่งลาของ นางฮิลลารี่ คลินตัน..ก่อนที่จะอำลาประเทศไทยกลับไปสู่สหรัฐอเมริกานั้น..หากฟังกันเอามัน..ก็แปลได้ว่า อดีตสุภาพสตรีหมายเลข 1 ที่ครองทำเนียบขาวมายาวนานถึง8 ปี..เป็นผู้ที่รักใคร่คลั่งไคล้ในอาหารไทยผู้หนึ่งแต่หากจะฟัง..แบบเอาความ ก็ต้องแปลว่า..เธอและสหรัฐอเมริกา..รู้จักการเมืองไทยอย่างดียิ่ง..เพราะการพูดถึงการเมืองไทยว่าเผ็ดหรือร้อนแรงดุจพริกนั้นไม่ใช่คำด่า ไม่ใช่คำชม แต่เป็นการลงลึกถึงความปริวิตกและห่วงใยเป็นไปได้ว่า..ผู้นำแห่งประชาธิปไตย..อย่างสหรัฐอเมริกา..ไม่ได้มองว่า..การเมืองไทยอยู่ในการต่อสู้ระหว่างพรรคการเมืองทั้งหลาย..พรรคใดได้เสียงข้างมากก็เป็นผู้บริหารราชการแผ่นดิน..การเมืองแบบนั้น..จะใช้คำว่าร้อนแรงหรือจะเปรียบเปรยว่าเผ็ดก็ไม่ใช่อธิบายได้อีกว่าการเมืองอย่างที่เราๆ ท่านๆ ที่เป็นคนไทยรับรู้รับทราบและรู้ล้ำลึกเข้าไปถึงก้นบึ้งแห่งหัวใจนั้น..ไม่ใช่มีแค่คนไทยเท่านั้นที่รับรู้รับทราบฝรั่งมังค่า..แม้กระทั่งประธานาธิบดี บา

รัคโอบาม่า ฮิลลารี่ คลินตัน..กับนักการเมืองในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ก็รับรู้เช่นกัน จนเกิดความวิตกห่วงใยและไม่ปรารถนาที่จะให้เป็นไปอย่างที่วิตกกันอเมริกาโดยคนอเมริกัน..ยืนยันถึงความเป็นมิตรกับประเทศไทย โดยเฉพาะกับประชาชนคนไทย..เขาอยากให้..รัฐบาลและฝ่ายค้าน ช่วยกันหาทางออกให้กับความเผ็ดร้อนที่กำลังดำเนินอยู่..โอบาม่าเห็น ฮิลลารี่เห็น..คนไทยเห็น แต่..ผู้คนบนถนนการเมืองของเมืองไทย..มีแต่..โทสะและโมหะจนมองไม่เห็น..มันทั้งหลาย..ลากจูงประเทศไปสู่ความหายนะ..เพียงเพราะว่า..มันอยากจะเอาชนะซึ่งกันและกัน..ผู้เฒ่ากิเลสหนา..พกพาความแค้นและริษยา..เอาสติปัญญาปรับปรุงวิชามาร..มาไล่ล่าเข่นฆ่ากัน..ครั้งแล้วครั้งเล่า..ผู้ไทยล้มตายเลือดนองไปทั่วทุกท้องถนน..การทำมาหากินปี้ป่น..การค้าพังพินาศวอดวาย..มันฉีกกติกาที่มันเขียน..มันใช้กฎหมายแบบกฎอัยการศึก..ยุติธรรมคือความเป็นธรรมยุติ..ดินที่เย็นเยือกก็ผะผ่าว..800 กว่าปีแผ่นดินนี้เพิ่งปรากฏ..ไทยต่างสีจะบีฑากัน..ประชาชนแตกตัวแล้ว แผ่นดินกำลังแตกตัวตามฝรั่งว่าไว้..WE ALL LIVE UNDER THE SAME SKY-BUT WE DON’T ALL HAVE THE SAME HORIZON ■

‘ตอ’ คดี ‘ลิ้ม’ ทำรัฐบาลวูบ!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่มีมูลฝอย หมาคงไม่ขี้?? แล้วมูลเหตุมันเกิดขึ้นจากอะไร?? กรณีกระแสข่าวที่ว่าจะมีการสั่งปลด ผบ.ตร. “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” น้องชายสุดเลิฟของ “พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ” รมว.กลาโหมทำไมเรื่องราวถึงได้ บานปลาย มาจนถึงจุดนี้?? คดียิง “สนธิ ลิ้มทองกุล” ถือเป็น คดีพิเศษ

ที่กำลังถูกจับตามอง โดยเฉพาะการสาวไปให้ถึงตัว “ผู้บงการ”ซึ่งเป็นหน้าที่รับผิดชอบหลักของ รอง ผบ.ตร.“พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์” ซึ่งท่านก็กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถในการจับตัว “ผู้กระทำผิด” มาลงโทษแต่ไม่ใช่เรื่องง่าย...เพราะหลายครั้งเรามักได้ยินสม่ำเสมอกับคำว่า “เจอตอ”โดยเฉพาะหากนิยามความหมายคำว่า เจอตอ ของนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สามารถตีความแปลความหมายได้ 2 อย่างนั่นคือ “คนที่ใหญ่คับบ้านคับเมือง” หรือไม่อย่างงั้นก็“คนกันเอง”แน่นอนว่า...ประเทศนี้เมืองนี้ยังมีผู้ที่ “อยู่เหนือกฎหมาย”เพราะจากเหตุการณ์ลอบสังหาร “สนธิ” ประชาชนที่เห็นสภาพรถด้วย “คมกระสุน” กว่าร้อยนัดมองด้วยตาเปล่าก็รู้แล้ว ต้องเป็น “บุคคลที่ไม่ธรรมดา”เพราะแม้แต่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังออกมาให้สัมภาษณ์ในเชิงที่ว่า...คดีการลอบสังหาร “สนธิ” ยังมีข้อมูลหลายฝ่ายไม่ตรงกันถึงขนาด “ลงทุน” พร้อมที่จะลุยหาข้อมูลด้วยตนเอง!!สิ่งที่ท่านนายกฯ พูด...แสดงว่าข้อมูลที่ใช้ยืนยันถึงตัว“ผู้ต้องหา” ที่ออกหมายจับไปแล้วมีข้อมูลไม่ตรงกัน...ขัดแย้งกันเมื่อเป็นเช่นนี้ในขั้นตอนต่อไปของ “การสืบสวน”พยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวผู้กระทำผิดขัดกันผลลัพธ์ “คำตัดสิน” จะไม่ต้องยกประโยชน์ให้กับความสงสัยในตัวจำเลยอย่างนั้นหรือดังนั้น การที่ พล.อ.ประวิตร จะออกอาการเป็นห่วงน้องชายพล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของ พล.ต.อ.ธานีย่อมเป็นความรู้สึกในสายเลือดที่บุคคลทั่วไปพึงมี

เพราะหาก “คดีไม่คืบ” หรือคดีนี้ “จบไม่ลง” นั่นหมายถึงพล.ต.อ.พัชรวาท ต้องตกเป็นเป้าที่ทางรัฐบาลจะทำการ“สั่งปลด” ออกจากตำแหน่งโดยเฉพาะแรงกดดันจากบุคคลทางฟากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต้องการอยากให้คดีนี้จบลง“โดยเร็ว”แน่นอนว่า...ภาพที่ออกมาระหว่าง รัฐบาลประชาธิปัตย์ กับกลุ่มพันธมิตรฯ ดูเป็นมิตรมากกว่าที่จะเป็นศัตรูการที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมา “ไล่บี้” การทำงานในด้านคดีของทางเจ้าหน้าที่ “ตำรวจ” คงทำให้ รัฐบาลประชาธิปัตย์เกิดความรู้สึก “อึดอัดใจ” อยู่ไม่น้อยไหนจะมิตร...ไหนจะมวลชน...และไหนจะเรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ “พล.อ.ประวิตร” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อน“ประชาธิปัตย์” ให้มีทุกวันนี้ไม่รู้จะเลือกใคร...แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเลือก เพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์ต้องเอาของสำคัญ 3 สิ่งไว้กับตัวหากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด...เท่ากับว่า “หายนะ” คงใกล้เข้ามาเยือนไม่งั้นเราจะได้เห็นภาพ “ความง่อนแง่น” กันระหว่างอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ อย่างนั้นหรือ??อภิสิทธิ์ จะปลด ผบ.ตร. แต่ สุเทพ รองนายกฯ ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ไม่ปลด” มันหมายความว่าอย่างไร??ชัดเจนใช่ไหมว่า “อภิสิทธิ์” ต้องเกรงใจผู้คนรอบข้างเพราะการก้าวขึ้นตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” เนื่องจากมีผู้อุปถัมภ์ค้ำจุนอุ้มชูมากถึงวันนี้จึงกลืนไม่เข้า...คายไม่ออก!!ถ้าหากท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ สั่งปลด พล.ต.อ.พัชรวาทโดยที่ไม่ฟังเสียงคนรอบข้าง เชื่อว่าปัญหาจะต้องเพิ่มพูนเป็น“ดินพอกหางหมู”ไม่ใช่จะมีคนมองท่านว่า “ไม่โดนครอบงำ” หรือคดียิงสนธิจะตรงไปตรงมา หรือเป็นการสลายขั้วตำรวจ

แต่คนจะมองนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า...เป็นการกระทำเพื่อดึงเวลา ขายผ้าเอาหน้ารอด ไปวันๆ...เพราะหากตัวของพล.ต.อ.พัชรวาท เป็นตอ ส่งผลให้การสืบสวนคดี “ไม่ราบรื่น”ดังนั้น จะไม่โยงไปถึงบิ๊กกลาโหมอย่าง “พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ” ซึ่งมีเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันกับ พล.ต.อ.พัชรวาทอีกทั้งจะไม่โยงไปถึงรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง “สุเทพเทือกสุบรรณ” อย่างนั้นหรือ?? ในเมื่อเขาจัดตั้งรัฐบาลมาด้วยกันย้อนไปเมื่อ 17 เม.ย.52 คำสั่งการแบ่งมอบหมายอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ทั้งหมด ระดับรอง ผบ.ตร.และ ผู้ช่วย ผบ.ตร.การฟอร์มทีม 3 ประสาน อันมี พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์-พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง-พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชาเพื่อประสานการสอบสวนเชื่อเถิดว่า...ไม่ช้าก็เร็ว กลุ่มผู้สอบสวนคณะนี้จะถึงบทส่งท้าย...ยกเว้นแต่จะมีการยื้อช่วยกันไว้เพื่อหวังผลเรื่องทั้งหมดชาวบ้านเขารู้แล้วว่า ใครเป็นใคร...ใครทำอะไร??เพียงแต่กำลังดูว่า ผู้ที่มีหน้าที่ ที่รับกินเงินเดือนภาษีของประชาชนคนไทย จะหาทางลงอย่างไรเท่านั้นเองชีวิตของ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นสิ่งมีค่าที่จะทำให้คนไทยได้เห็นอะไรอีกเยอะแยะมากมายที่สำคัญ คือ...การทำงานของผู้มีหน้าที่รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องหากบุคคลใดไม่ทำก็จะโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แต่หากทำก็คง “เจอตอ” อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้แม้แต่นายกฯ เอง ก็เข้าไปอยู่ในแหปากนี้ด้วย!! ■