WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, July 28, 2009

3 สิงหาคม

ที่มา บางกอกทูเดย์

คนไทยท่านใดที่เกิดโชคร้ายในการติดเชื้อหวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ขอให้ทำใจเข้มแข็งเข้าไว้อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปเสียก่อน!!ตอนนี้ “ท่านผู้นำ” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เริ่มรู้และเชื่อแล้วว่า อันตรายของ “หวัดนรก” นี้มันทำให้คนป่วยถึงแก่ชีวิตได้จริง ไม่ใช่เป็นเองหายเองอย่างที่หลายคนในรัฐบาลนี้เคยออกมาพูดให้ท่านเชื่อมาร์ครู้ด้วยว่ายาที่จะรักษาโรคนี้ได้ ตอนนี้มีอยู่ตัวเดียว คือ ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ แต่ปัจจุบันนี้หลายส่วนในภูมิภาค ยังไม่สามารถจ่ายยาตัวนี้ได้ จึงต้องปรับแก้บนความพอดี เพราะผู้เชี่ยวชาญไม่อยากปล่อยยาตัวนี้ไปใช้อย่างไม่จำเป็นนี่คือเหตุผลที่กระทรวงสาธารณสุขอ้างเอาตัวรอดไปวันๆแต่...จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นการฉวยโอกาสในการหาเสียง ผมไม่อาจคาดเดาได้ คุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะรีบให้กระทรวงสาธารณสุขสั่งจ่าย “ยาตัวนี้”ให้กับคนไทยทั้งประเทศใน “วันที่ 3 สิงหาคม”ที่จะถึงนี้นี่ถ้าเป็น ทักษิณ ชินวัตร ก็คงด่าเปิง!!เพราะวันที่ 3 สิงหาคม คือ “วันเกิด” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ!!การสั่งจ่ายยา

ในวันนั้น อาจเป็นเรื่องบังเอิญ??แต่ถ้ากรณีนี้เป็น “คนอื่นทำ” หรือคู่ต่อสู้ทางการเมืองทำ ก็จะถูกนำมาเยาะเย้ยถากถางเสียผู้เสียคนไปแล้วแต่สำหรับ มาร์ค แล้ว เขาโชคดีเสมอในเรื่องอย่างนี้??สื่อทั้งหลายต่างพาดหัวข่าวสะท้อนให้เห็นถึง“ความล้มเหลว” ในการบริหารจัดการและการแก้ปัญหาโรคหวัดมหาภัยอย่างเห็นได้ชัด ด้วยประโยคที่ว่า.....“มาร์ค” สั่งรัฐรื้อระบบ-ปิดจุดอ่อนคนตายหวัด 09 สั่งกระจายยาก่อน 2-3 ส.ค. อังกฤษขุดสุสานเก่าฝังศพ!!อังกฤษยังเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มากที่สุดในยุโรป โดยเสียชีวิตไปแล้วอย่างน้อย 30 ราย รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล72 คน และไปรักษาตัวนอกโรงพยาบาลราว 2,000 คนแปลว่า หวัดนรก นี้ไม่ใช่หวัดธรรมดา เป็นแล้วหายเองได้อย่างที่นายกรัฐมนตรีเองก็เคยเผลอปากพูดออกมาตอนนี้เมืองไทยมีคนตายเพราะหวัด 2009มากกว่าประเทศอังกฤษ ที่ต้องขุดสุสานเก่ามาฝังศพกันแล้วอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังมีกะจิตกะใจไปเตะบอลกับทูตต่างประเทศ ในขณะที่บรรยากาศทั่วประเทศไทยกำลังวิตกกังวลกับโรคภัยที่สามารถคร่าชีวิตคนได้ทุกวินาทีและยังไม่มีทางรักษา??ก็ไม่มีใครคอมเพลนท่านอีกเหมือนกัน!!สำหรับคนที่เป็นหวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 อย่าเพิ่งตาย!! รอวันที่ 3 สิงหาคม ซึ่งเป็น “วันเกิดนายกรัฐมนตรี” จะมียาตัวใหม่มาช่วยท่านแล้ว!!■

เรตติ้ง

ที่มา บางกอกทูเดย์

เป็น..นายกรัฐมนตรีมาครบครึ่งปี..กลายเป็นว่า..ศรัทธาประชาชนในวันนี้..สุ่มตัวอย่างมาจากสำนักโพล..ทักษิณ ชินวัตร..ได้รับความนิยมมากกว่า อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..ไม่ว่ามวลมิตรและสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์..จะแสดงความไม่ยี่หระกับตัวเลขนี้..แต่กับพฤติกรรมที่ประดังกันออกมา..ยืนยันว่า..ตกใจ..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ต้องตัดใจแสดงความกล้า..จะเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..ก็น่าจะมาจากความปรารถนาจะสร้างเรตติ้งขึ้นมา..เพราะรู้ๆกันอยู่ว่า..มีหลายคดีความที่จะเป็นปัญหา..ทำให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..ต้องหยุดการทำหน้าที่..ก่อนวันเกษียณอายุราชการเหลืออีกแค่ 2 เดือน..ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..ก็จะเกษียณอายุราชการ..การปลดน้องชายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในคณะรัฐบาล..จึงเป็นเรื่องขัดแย้งกับหลักแห่งความเป็นจริงและมิตรภาพแห่งหมู่คณะ..มันจึงเป็นการสารภาพ..ถึงความไม่เป็นเอกภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน..สำหรับประชาชนแล้ว..นายกรัฐมนตรีผู้

กำลังเป็นปัจจุบัน..จะต้องทำงานหนัก..เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังนั้น..ย่อมสูงส่งกว่ากำลังความสามารถและถูกจำกัดด้วยงบประมาณ..นายกรัฐมนตรีในอดีตหรืออนาคต..มีเพียงวาจาก็สามารถ..ขายฝัน..สร้างความสำคัญให้กับตนเองได้แต่..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..เปื่อยยุ่ยยิ่งกว่านั้นโรคหวัด 2009..เป็นวิกฤติก็จริงอยู่..แต่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..สามารถปรับให้เป็นโอกาสได้..ถ้าท่านมีปัญญาหรือมีที่ปรึกษาที่..ลึกและกว้าง..ทักษิณ ชินวัตร..แค่บินไปยืนอยู่ท่ามกลางกองศพและซากปรักหักพัง..จากหายนะสึนามิ..หายนะนั้นก็ดันเขาขึ้นมาสู่ความเป็นนายกรัฐมนตรี..ของผู้เดือดร้อน..และคนไทยที่ยังไม่เดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าเฮลิคอปเตอร์ที่บินว่อน..บ้านราคาถูกที่ผุดขึ้นแบบฉับพลัน..อาหารการกินที่หลั่งไหลเข้าไป..หายนะกลายเป็นโอกาส..เขาพระวิหาร..บดทำลายภาพลักษณ์ของ..นายกรัฐมนตรีเด็กของประเทศไทย..จะเป็นอย่างไร หาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..จะกล่าวเตือน..กัมพูชาว่า..หากสงครามเกิดขึ้นแล้ว..ต่อไปจะไม่มีปราสาทหลังนั้นปรากฏอยู่บนหน้าผาเป้ยตาดี..หินทุกก้อนจะถูกกวาดลงไปจากหน้าผา..ไปสู่เขมรต่ำข้างล่าง..เอาปราสาทของคุณคืนไป..ไทยจะเอาแผ่นดินไทยของเราคืนมาประโยคนี้ประโยคเดียว..เรตติ้งทิ้งห่างทักษิณ..แน่นอน ■

ปชป.ปลดแอก? เลิกเป็นเบี้ยล่าง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

บิ๊กเซอร์ไพรส์” ที่ถูกแย้มเอาไว้ล่วงหน้าว่า ให้ทุกคนรอฟังไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะเป็นกลุ่มเสื้อแดง หรือประชาชนคนใดก็ตามได้ก่อให้เกิดการจับจ้องและติดตาม รวมทั้งการคาดเดาไปสารพัดว่า น่าจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรืออาจจะเป็นเรื่องนั้นเรื่องนี้สื่อทุกฉบับไม่กล้าที่จะมองข้ามประเด็นนี้แน่นอนว่านี่คือกลยุทธ์ในทางการเมือง ที่ได้มาจากการสั่งสมประสบการณ์ในเชิงธุรกิจและการเคี่ยวกรำทางการตลาด รวมถึงการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นเป็นการช่วงชิงประเด็นบนพื้นที่สื่อ ที่แม้แต่รัฐบาลเองก็ต้องยอมรับว่า กระแสความสนใจทั้งสื่อไทยสื่อเทศเทไปตรงจุดนั้นหมดว่า คือ อะไรกันแน่แต่ก็แน่นอนอีกเช่นกันว่า เซอร์ไพรส์ใดๆ ในโลกก็ตามเมื่อเปิดออกมาแล้วก็ย่อมหมดความเซอร์ไพรส์ แล้วตามมาด้วยนานาจิตตังของแต่ละบุคคลแนวคิดในการจะลงทุนทำโทรทัศน์ที่ครอบคลุมทั้งโลกอาจจะถึงร้อยช่อง โดยที่จะมีการทำช่องเพื่อประเทศไทยให้เป็นประโยชน์กับคนไทยอย่างน้อย 3 ช่อง คือ ช่องการศึกษา ช่องขายของ และช่องเกี่ยวกับเรื่องความยากจนหนึ่ง คือ เรื่องเกี่ยวกับสินค้าโอท็อป เพื่อให้เห็นและซื้อสะดวก สามารถสั่งซื้อได้สอง คือ การทำเรียลลิตี้ทีวี ถ่ายทำชีวิตคนจนและสาม คือ เรื่องการศึกษา จะหาครูติวหนังสือผ่านทางทีวีและสามารถโต้ตอบได้

แนวคิดนี้ถือเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ก็ได้หากมองกันที่เนื้อหา หรือจะไม่ถือเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ก็ได้สำหรับคนที่มีจุดยืนตรงข้าม ซึ่งก็มีหลายคนเหลือเกินในขั้วรัฐบาลที่ออกมาพูดทำนองว่า ไม่เห็นจะบิ๊กเซอร์ไพรส์ตรงไหน?ซึ่งทำให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงวุฒิภาวะและความหมกมุ่นมืดดำ ในจิตใจของคนที่พูดเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนแต่สำหรับมุมมองของ บางกอกทูเดย์ บิ๊กเซอร์ไพรส์ของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26กรกฎาคมที่ผ่านมานั้น หากมองกันเฉพาะแค่เรื่องการจะทำทีวีครอบคลุมทั่วโลกนั้นแม้ว่าจะเป็นเซอร์ไพรส์ ก็เป็นเพียงแค่เซอร์ไพรส์อันดับ 2รองลงมาเท่านั้น!!!เพราะหากให้ลึกซึ้งและจับสัญญาณการเมืองด้วยใจเป็นกลางไม่เลือกสี ไม่เลือกฝ่าย และเห็นกับผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญที่สุดแล้ว ก็จะพบว่าบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่แท้จริง ก็คือคำพูดและท่าทีระหว่างกันของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรีเริ่มแสดงให้เห็นถึงการที่รู้แล้วว่า หากยืนกรานขึงพืดสถานการณ์ทางการเมืองกันต่อไปเช่นนี้ไม่มีใครได้ ซ้ำประเทศชาติก็จะมีแต่เสียกับเสียสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ต้องเกิดจากหัวขบวนทางการเมืองระดับแกนกลาง ระดับแก่นเพราะระดับกระพี้ที่เข้ามาในแวดวงการเมือง เพียงเพื่อหวังเกาะกินผลประโยชน์นั้น ไม่มีวันที่จะสนใจถึงผลประโยชน์ที่แท้จริงของประเทศชาติบ้านเมือง มีแต่คิดฉกฉวยสถานการณ์เพื่อแสวงหาประโยชน์ใส่ตนเองเท่านั้นและบรรดาคนเหล่านี้ เชื่อเถอะว่าพร้อมที่จะพลิกและเปลี่ยนขั้วกลับมาเชลียร์ใครก็ได้ โดยไม่มีจุดยืนที่แท้จริงทางการเมืองดังนั้น การสื่อสารกันระหว่างนายอภิสิทธิ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณทั้งการส่งข้อความอวยพรวันเกิด และตอบขอบคุณคำอวยพร

การเผยแพร่ข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ระบุว่า สิ่งที่ต้องการเนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ 60 ปี คือ ต้องการเห็นความปรองดองเกิดขึ้นภายในประเทศรวมทั้งยังได้ขอบคุณนายอภิสิทธิ์ที่ได้กล่าวถึง ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ และขอเป็นกำลังใจในการแก้ปัญหาบ้านเมืองประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ การเสนอตัวให้ความช่วยเหลือหากสามารถช่วยได้ขณะที่นายอภิสิทธิ์ก็พูดเช่นกันว่า การได้ทำงานตามอุดมการณ์ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ตาม ไม่รู้สึกกังวลใดๆ หากเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต แต่ที่สำคัญก็คือขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณมีดวงตาเห็นธรรม จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความสุขมากขึ้นเป็นการสื่อสารที่ไม่ควรมองข้ามประเด็นลึก คือความสมานฉันท์ในอนาคตเพราะโดยใจความที่เป็นนัยยะที่ตรงกันอยู่ประการหนึ่งก็คืออยากให้ประเทศไทยกลับสู่ภาวะปรองดองโดยเร็ว ไม่ต้องทะเลาะกัน ควรเป็นสีธงไตรรงค์ ธงชาติไทยเหมือนกันนี่แหละที่บางกอกทูเดย์ถือว่าน่าจะเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ที่แท้จริงสำหรับประเทศชาติเพราะต้องไม่ลืมว่า ไม่ว่าจะเป็นนายอภิสิทธิ์หรือพ.ต.ท.ทักษิณ ต่างก็มีแรงสนับสนุนด้วยกันทั้งนั้นดูแค่โพลล่าสุดของสำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่สำรวจเรื่องสภาวะเศรษฐกิจของสาธารณชนกับแนวโน้มความนิยมต่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจะเห็นว่าความนิยมชอบของประชาชนต่อ พ.ต.ท.ทักษิณยังมีอยู่ โดยที่มีประมาณร้อยละ 34.0ในขณะเดียวกันความนิยมในตัวนายอภิสิทธิ์เองแม้จะตกลงมาบ้าง จากช่วงที่เป็นนายกรัฐมนตรีใหม่ๆ แต่ก็ยังมีถึงร้อยละ 32.9

นั่นหมายความว่าหากการเมืองสามารถสมานฉันท์ 2 พรรคใหญ่คือ พรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทยได้ ความนิยมของประชาชนก็จะรวมกันมากถึงร้อยละ 60-70 เลยทีเดียวในขณะที่กลุ่มพลังเงียบประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์เชื่อว่า หากเห็นบ้านเมืองสงบก็น่าจะเห็นดีด้วยแน่จะมีก็คือกลุ่มก๊วนการเมือง กลุ่มพลังกลุ่มสีที่เห็นแก่ประโยชน์ตนเองเป็นที่ตั้ง กับกลุ่มที่ตกเป็นเหยื่อมอมเมาทางความคิดชนิดกู่ไม่กลับแล้วนั้น ซึ่งก็มีแค่ร้อยละ 4-5 ของประชาชนทั้งหมด ก็คงจะหมดอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชใดๆ ไปเองประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ทั้งนายอภิสิทธิ์และ พ.ต.ท.ทักษิณควรจะต้องไตร่ตรองให้จงหนักที่สำคัญ เอแบคโพลได้มีการระบุชัดว่า มีปัจจัยที่ควรจะต้องพิจารณาอย่างน้อย 4 ประการประการแรก ประชาชนส่วนใหญ่โดยเฉพาะระดับรากฐานของสังคมไทย ยังคงอยู่ในความยากลำบากเดือดร้อนประการที่สอง รัฐบาลอาจมีข้อจำกัดด้านบริหารจัดการที่ไม่ทันใจ ไม่เป็นเอกภาพ ไม่เป็นมืออาชีพ และข่าวความไม่โปร่งใสเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในโครงการต่างๆ ของรัฐบาลประการที่สาม ฝ่ายการเมืองน่าจะมีวิธีทำให้สาธารณชนรับทราบผลการดำเนินงานแก้ปัญหาอย่างกว้างขวางมากกว่านี้และ ประการที่สี่ แกนนำรัฐบาลบางส่วนกำลังมุ่งเน้นโจมตีพ.ต.ท.ทักษิณ มากเกินไป จึงเข้าทางที่ว่า ยิ่งตียิ่งได้รับความเห็นใจจากสาธารณชนมากขึ้นประเด็นเหล่านี้ นายอภิสิทธิ์ซึ่งวันนี้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องหาทางสร้างความสมานฉันท์ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นให้ได้ไม่อาจที่จะมองข้ามได้อย่าไปเดินหลงตามเกมบรรดาผู้ทวงบุญคุณทั้งหลายที่หวังเพียงผลประโยชน์และความสะใจเป็นอันขาด เพราะระยะเวลา 6 เดือนของการเป็นรัฐบาลร่วมกัน นายอภิสิทธิ์คงจะเห็นแล้วว่า

พรรคร่วมรัฐบาล กลุ่มก๊วนการเมือง คนจากกลุ่มเสื้อเหลืองคนจากกลุ่มสีเขียว สีกากี ที่อาละวาดฟาดงวงฟาดงา จนทำให้ผลงานบวกของรัฐบาลไม่ปรากฏมีแต่ผลงานลบที่ทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายและเอือมระอานั้นระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา น่าจะมากเพียงพอให้นายอภิสิทธิ์ได้รู้ซึ้งกระจ่างว่า มีใครจริงใจเพียงใด...หรือว่าใครแสบสันต์แค่ไหนจนขนาดนี้แล้ว ยังมีความพยายามจะเอาให้ได้กับ โครงการโคตรรถเมล์ฝังเพชร 4,000 คัน ทั้งๆ ที่ประชาชนยี้กันสนั่นว่าราคาโคตรแพงระยับซะขนาดนั้น...ฉุดรั้งให้รัฐบาลเสียคะแนนป่นปี้แม้แต่ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) คนนามสกุลเทือกสุบรรณ ก็แพ้ให้เห็นแล้วซ้ำยังลามไปถึงผลการเลือกตั้งนายก อบจ.สตูล ด้วย เพราะคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ นายสัมฤทธิ์ เลียงประสิทธิ์หมายเลข 1 ได้รับเลือกตั้งเป็น นายก อบจ.สตูล ด้วยคะแนน77,417 คะแนน ทิ้งห่างอันดับ 2 คือ นายอามีน มันยามีนพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้แค่ 30,500 คะแนน แบบไม่เห็นฝุ่นแม้แต่ ปชป. ทีม 2 ที่ลงประกบ คือ นายมาวิน หลีเส็นก็ได้แค่ 4,260 คะแนนเท่านั้นทั้งๆ ที่นายอามีนมี นายธานินทร์ ใจสมุทร อดีตนายกอบจ.สตูล และอดีต ส.ส.สตูล พรรคประชาธิปัตย์ หนุนหลังแถมมี นายฮาชาลี ม่าเหร็ม ส.ส.สตูล และ นายสมัยเจริญช่าง ส.ส.กทม. ช่วยหาเสียงให้ขณะที่ นายมาวิน หลีเส็น ก็เป็นน้องภรรยาของน.พ.อสิ มะหะมัดยังกี ส.ส.สตูล พรรคประชาธิปัตย์คนปัจจุบันและมี นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ไปช่วยหาเสียง แต่ก็ได้แค่อันดับสุดท้ายฉะนั้น นายอภิสิทธิ์ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรีและเป็น

หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้น…ผลงานของรัฐบาลจึงไม่มีไม่เกิดในสายตาประชาชนเกิดอะไรขึ้น...ความนิยมในตัวนายอภิสิทธิ์จึงได้ลดลงและเกิดอะไรขึ้น...พรรคประชาธิปัตย์ถึงพ่ายแพ้การเลือกตั้งในพื้นที่ภาคใตเป็นไปได้หรือไม่ว่า ประชาชนเอือมระอากับการแบ่งสีแบ่งฝ่ายเต็มทนแล้ว!!!หากพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยได้ การเมืองจะสงบ สัมภเวสีทางการเมืองจะกระจัดกระจายเพียงแต่นายอภิสิทธิ์จะต้องกล้าตัดสินใจทางการเมืองไม่เป็นเบี้ยล่างของพรรคร่วมรัฐบาลอีกต่อไป เพื่อที่จะได้สร้างผลงานดีๆ ให้เกิดกับประเทศชาติซึ่งหากเห็นกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ จะต้องเอาคำเสนอตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ เก็บไปตรึกตรองให้หนักแล้วหาทางที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไปหากทำให้พรรคเพื่อไทยจับมือได้ หากขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณหยุดพักบทบาททางการเมืองได้ เอาแค่ 4-5 ปีก็เหลือเฟือแล้วที่จะทำให้ประชาธิปัตย์มีผลงานซึ่งสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทวง จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง แต่ทวงแค่ความยุติธรรมเท่านั้น...ดังนั้นหากใครก็ตามในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นนายอภิสิทธิ์หรือบรรดาผู้อาวุโสอย่างเช่น นายชวน หลีกภัย นายบัญญัติบรรทัดฐาน สามารถทำได้ก็จะได้รับการยกย่องอย่างแน่นอนการเมืองขณะนี้แรงจนถึงขนาด พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธยังต้องเอ่ยปากว่า ไม่อยากเข้ามาในวังวน สะท้อนชัดว่าตกต่ำถึงที่สุดฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่คนชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะต้องกล้าทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับบ้านเมือง ■

โฆษก ปชป.วอนเสื้อแดงอย่าใส่ชุดดำต่อต้านอภิสิทธิ์ ในวันเกิด

ที่มา MCOT News


รัฐสภา 27 ก.ค.- โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ อ้างคะแนนนิยมรัฐบาลลดลง เพราะโรคหวัด 2009 และ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ประชาสัมพันธ์หนัก เชื่อประชาชนยังสนับสนุนรัฐบาล แก้ต่างนายกฯ เดินสายเปิดงานเพื่อแจงข้อเท็จจริง พร้อมระบุยูเออีห้ามอดีตนายกฯ ใช้พื้นที่ทำลายประเทศไทย จึงต้องปรับแผนเคลื่อนไหวผุดทีวีดาวเทียมเพื่อสังคม จับตาต้องไม่สร้างความแตกแยก แจงวันเกิดนายกฯ ไม่มีวาระพิเศษ แต่ขอให้คนเสื้อแดงอย่าแสดงการต่อต้านโดยใส่ชุดดำ

นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลสำรวจความเห็น (โพล) ของประชาชนที่เชื่อมั่นการทำงานของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีน้อยลงสวนทางกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า โพลจะเปลี่ยนแปรผันตามอารมณ์ของประชาชน ซึ่งพรรคพร้อมรับฟังและดำเนินการให้ตรงกับความคาดหวังของประชาชน แต่ช่วงสำรวจดังกล่าวอยู่ในช่วงการประชาสัมพันธ์อย่างหนักของอดีตนายกรัฐมนตรี ประกอบกับการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จึงทำให้มีผลกระทบเรื่องความไม่มั่นใจ แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะเดินหน้าแก้ปัญหาของประชาชนและประเทศชาติต่อไป อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประชาชนยังคงต้องการให้รัฐบาลทำงานต่อไป และนายกรัฐมนตรีจะต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจและเกิดความมั่นใจ เนื่องจากที่ผ่านมามีกระบวนการสร้างข่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง

ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่า นายกรัฐมนตรีเดินสายเปิดงานมากเกินไปนั้น นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า ตลอด 7 เดือนที่รัฐบาลทำงานมามีกระบวนการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งนายกรัฐมนตรีพยายามทำงานและชี้แจงข้อเท็จจริงควบคู่ไปกับการแก้ปัญหาให้ประชาชน และได้ใช้โอกาสในการเปิดงานแต่ละครั้งชี้แจงข้อเท็จจริงด้วย อย่างไรก็ตาม กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ขอให้นายกรัฐมนตรีใช้เวลาทำงานมากกว่าตามตัวอดีตนายกรัฐมนตรีกลับประเทศนั้น ขอย้ำว่านายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ต้องพยายามทำงานเพื่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศ ซึ่งในเรื่องการประสานงานเพื่อนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่

โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล่าวถึงการจัดงานวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (26 ก.ค.) ว่า การปรับการเคลื่อนไหวส่วนหนึ่งมาจากกรณีที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ไม่ต้องการให้ใช้พื้นที่ทำลายประเทศไทย ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวยังมีมวลชนให้การสนับสนุนอยู่ และยากต่อการควบคุม เพราะมีการจัดงานในหลายพื้นที่ อย่างไรก็ตาม นับว่ามีสัญญาณที่ดีที่มีการพูดเรื่องการสร้างความสมานฉันท์ปรองดอง แต่ทุกฝ่ายจะต้องเห็นตรงกันว่า การสร้างความสมานฉันท์ต้องไม่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา ทั้งนี้ เชื่อว่า หากมีการเปิดสมัยประชุมรัฐสภาแล้วจะมีแนวทางที่ชัดเจน โดยเฉพาะสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะเสนอผลงานรวมถึงกระบวนการในการเดินหน้าสร้างความสมานฉันท์หลังจากรับฟังความเห็นจากพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว

ส่วนแนวคิดขายสินค้าโอท็อป และสอนหนังสือผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมของอดีตนายกรัฐมนนตรีนั้น โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ต้องติดตามเรื่องเนื้อหา ซึ่งหากมีการยุยงให้เกิดความแตกแยก รัฐบาลก็ต้องดำเนินการ ขณะนี้มีช่องว่างเนื่องจากไม่มีกฎหมายรองรับการออกระเบียบดูแลของ กทช.

“การโจมตีนายกรัฐมนตรี และการแสดงออกความเห็นทางการเมือง สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมาย รัฐบาลคงไม่ต้องเตรียมรับมือแต่อย่างใด ทั้งนี้ รัฐบาลมีโครงการขายสินค้าไปต่างประเทศ และส่งเสริมการศึกษาอยู่แล้ว แต่หากอดีตนายกรัฐมนตรีมีแนวคิดที่เป็นประโยชน์รัฐบาลก็พร้อมรับฟัง” นพ.บุรณัชย์ กล่าว

นพ.บุรณัชย์ กล่าวด้วยว่า ในวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 3 ส.ค.นี้ คงไม่มีพิธีรีตองหรือวาระพิเศษอะไร เช่นเดียวกับทุกปีที่ผ่านมา และในกรณีที่กลุ่มเสื้อแดงประกาศให้สวมเสื้อดำเพื่อแสดงการต่อต้านนายกรัฐมนตรีในวันเกิด ทางพรรคไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น เพราะถือเป็นวันมงคล ประกอบกับที่ผ่านมารัฐบาลก็ไม่ได้ปิดกั้นการจัดงานวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีอวยพรวันเกิดผ่านทางทวิตเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นการดำเนินงานของทีมงานที่ไม่มีเจตนาแอบอ้างชื่อนายกรัฐมนตรีแต่อย่างใด. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-27 17:18:44

ปานปรีย์ ขยายผลบิ๊กเซอร์ไพรส์

ที่มา MCOT News

พรรคเพื่อไทย 27 ก.ค. - รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยรับลูกขยายผลบิ๊กเซอร์ไพรส์ "พ.ต.ท.ทักษิณ" เล็งดันเป็น "วาระแห่งชาติ" หากได้เป็นรัฐบาล

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบิ๊กเซอร์ไพรส์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีแนวคิดใช้โทรทัศน์ที่ครอบคลุมทั้งโลก ทำช่องเพื่อประเทศไทย 2-3 ช่อง ในเรื่องของการขายสินค้าโอท็อปผ่านทีวี ทำเรียลลิตี้เพื่อคนจน และเรื่องการศึกษาว่า เป็นการนำเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้อย่างน่าสนใจ ควรให้การสนับสนุนในเรื่องของการศึกษา จะทำให้เกิดการขยายตัวจากในเมืองสู่ท้องถิ่นจนถึงระดับรากหญ้า ครูเพียงคนเดียวอาจสอนนักเรียนได้ทั่วทั้งประเทศ ขณะเดียวกันครู อาจารย์ ก็อาจได้เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญอีกทางหนึ่งด้วย เมื่อก่อนต้องไปค้นคว้าหาความรู้จากที่ไกล ๆ แต่ในอนาคตจะสามารถเรียนรู้อย่างหลากหลายได้ที่บ้านตัวเอง เชื่อว่าเรื่องนี้ทำได้ง่ายมาก เพราะองค์ความรู้ หลักสูตรเรามีอยู่แล้ว และจะใช้งบประมาณไม่มาก ส่วนเรื่องโอท็อป การกระจายสินค้าจากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภายในประเทศออกสู่ตลาดโลกนั้น นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าทำได้จะเป็นการขายแบบไดเร็คเซล ไม่ต้องเสียเวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปยังตลาดต่างประเทศ ช่วยเหลือภาคธุรกิจได้มากแน่นอน

รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะง่ายมากต่อการสร้างกลไกตอบสนอง เพราะใช้งบประมาณไม่มาก โดยกำหนดหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาเป็นตัวกลางเชื่อมต่อในเรื่องของการศึกษา ทำเป็นวาระแห่งชาติได้เลย ประสานงานระหว่างรัฐบาล กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัย องค์กรเอ็นจีโอ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเราจะทำเรื่องนี้ไว้ในนโยบายพรรค เน้นเรื่องของภูมิปัญญาและคุณภาพการศึกษา แต่วันนี้เราเป็นฝ่ายค้านก็เสนอแนวทางไป ถ้ารัฐบาลสนใจฝ่ายค้านก็ยินดี เราไม่หวงว่าใครจะลอกเลียนแบบ

“วันนี้แนวทางของท่านทักษิณ ยังเป็นได้แค่การศึกษาทางเลือก เพราะใช้ระบบทำเองส่วนตัว ถ้าหากจะให้ดีแล้วต้องได้รับการตอบสนองเชื่อมโยงจากภาครัฐ แต่ถ้าเขาไม่เอาด้วยก็เป็นสิทธิของเขา แต่จะเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยแน่นอน และถ้าเราได้เป็นรัฐบาลก็จะทำให้เป็นวาระแห่งชาติ” นายปานปรีย์ กล่าว. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-27 15:50:11

"แม้ว"ทุ่ม10ล.เปิดทีวีรับชมได้ 30ประเทศตีแผ่ชีวิต"คนยาก" ส่งชื่อคนลงฎีกาบันทึกใส่ซีดีให้"ทักษิณ"

ที่มา มติชนออนไลน์

"เสื้อแดง"เผย"แม้ว"ทุ่ม10ล.เปิดทีวี-เชื่อมต่อสัญญาณออกอากาศทางวิทยุชุมชน ตั้งเสร็จแล้วใช้ทีม"ตปท.-ไทย"เบื้องต้นรับชมได้ 30 ประเทศ ถ่ายทำเรียลิตี้ชีวิตคนยากจน และสินค้าโอท็อป บันทึกชื่อคนฎีกาลงซีดีส่ง"แม้ว" ดักคอเกมใต้ดินขอถอนรายชื่อ

เสื้อแดงเผย"แม้ว"ทุ่ม10ล.เปิดทีวี


ด้านความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทย (พท.) หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงบิ๊กเซอร์ไพรส์แนวคิดเปิดโทรทัศน์ 100 ช่อง ครอบคลุมทั้งโลก และทำช่องเพื่อประเทศไทย 2-3 ช่อง เรื่องการขายสินค้าโอท็อปผ่านทีวี ทำเรียลิตี้เพื่อคนจน และเรื่องการศึกษานั้น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท. และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า รูปแบบทีวีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณผ่านทีวีดาวเทียม สามารถตั้งได้อย่างเสรี และทีวีช่องนี้มีทีมงานอีกหนึ่งชุดของ พ.ต.ท.ทักษิณดูแลอยู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ ใช้งบฯลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท หากวิทยุชุมชนใดสนใจที่จะเชื่อมต่อสัญญาณไปออกอากาศทางคลื่นวิทยุสามารถทำได้แค่มีจานดาวเทียมเท่านั้น ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีการแถลงข่าวเปิดตัวอย่างเป็นทางการ


นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ขณะนี้กำลังพัฒนาด้านเทคนิค คาดว่าทางต่างประเทศมีความพร้อมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 แล้ว ทันทีที่สัญญาณจากต่างประเทศพร้อม ทางพีเพิลชาแนลก็พร้อม และไม่กังวลว่าจะถูกรัฐบาลควบคุมหรือสกัดกั้น แม้ว่าจะมี กทช.แล้วก็ตาม เพราะ กทช.ควบคุมการออกอากาศของวิทยชุมชนและเคเบิลทีวีในประเทศเท่านั้น กรณีพีเพิลชาแนลถูกต้องตามกฎหมายถ่ายทอดสัญญาณจากต่างประเทศ และในเมืองไทยคนที่มีจานดาวเทียมจะรับชมได้ เช่นเดียวกับที่ตอนนี้คนติดจานดาวเทียมก็รับชมช่องต่างชาติได้อยู่แล้วจำนวนมาก


ตั้งเสร็จแล้วใช้ทีม"ตปท.-ไทย"


ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พท. กล่าวว่า พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบว่าติดตั้งเครื่องรับส่งสัญญาณของช่องทีวีดังกล่าวดำเนินการเรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างทดลองออกอากาศ ซึ่งภาพที่ พ.ต.ท.ทักษิณวิดีโอลิงก์ผ่านสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีเพิลชาแนลนั้นได้รับการถ่ายทอดจากห้องส่งของทีวีช่องใหม่ที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ สามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมของประเทศต่างๆ ได้ทั่วโลก เบื้องต้นรับชมได้ 30 ประเทศ


นายประชากล่าวว่า สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวมีทั้งทีมงานต่างประเทศและทีมงานในประเทศไทย ซึ่งทีมงานประเทศไทยจะทำหน้าที่ภาคสนามลงพื้นที่ร่วมกับ ส.ส.พท.ที่เป็นเจ้าของพื้นที่นั้นๆ ถ่ายทำเรียลิตี้ชีวิตคนยากจน และสินค้าโอท็อปนำไปออกอากาศทางดาวเทียม ทีวีช่องนี้จะไม่มีเรื่องการเมือง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณต้องการเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น


บันทึกชื่อคนฎีกาลงซีดีส่ง"แม้ว"


นายจตุพรยังกล่าวถึงกรณีที่ประกาศบนเวทีงานฉลองวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ภัตตาคารมังกรหลวงว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะกลับประเทศไทยได้ภายในสิ้นปี 2552 ว่า เป็นความคาดหมายของประชาชนที่ไม่ต้องการรอถึง 10 ปี แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งคนเสื้อแดงกำลังจะทูลเกล้าฯถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษในเร็วๆ นี้ การชุมนุมใหญ่วันที่ 31 กรกฎาคม ที่ท้องสนามหลวง ได้เตรียมขบวนกลองยาว 10 ขบวน เพื่อแห่รายชื่อถวายฎีกา และหลังจากรวบรวมรายชื่อฎีกาแล้ว ทีมงานจะบันทึกรายชื่อผู้ที่ร่วมลงชื่อลงในแผ่นซีดีเพื่อมอบให้ พ.ต.ท.ทักษิณว่าบุคคลใดบ้างที่มีความรักความห่วงใยและทวงความยุติธรรมให้ ซึ่งเชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณคงจะหาโอกาสขอบคุณและตอบแทนเมื่อถึงระยะเวลาที่เหมาะสม


ดักคอเกมใต้ดินขอถอนรายชื่อ


นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ถึงวันนี้เกมใต้ดินนี้ก็ยังอยู่ เป็นต้นว่าถ้าถึงวันถวายฎีกาแล้วมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาประกาศขอถอนรายชื่อก็เป็นวิชาหนึ่งของเกม แต่การจะกล่าวอ้างว่าร่วมลงชื่อไปโดยไม่ทราบว่าจะนำไปทำอะไรนั้นคงอ้างไม่ได้ และเชื่อว่าประชาชนเองก็จะเข้าใจ ส่วนคนเสื้อแดงจะรับมือโดยดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา


นายจตุพรยังกล่าวถึงผลโพลระบุว่าความนิยมของ พ.ต.ท.ทักษิณเพิ่มขึ้นว่า เป็นความเห็นของคนไทยที่เห็นว่านายอภิสิทธิ์ไม่มีน้ำยาการบริหารประเทศ ไร้ภาวะผู้นำ และไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้เหมือนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ


พท.ตีปี๊บขยายผลวาระแห่งชาติ


นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรค พท. กล่าวถึงบิ๊กเซอร์ไพรส์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า หากพรรคเป็นรัฐบาลจะทำเป็นวาระแห่งชาติได้เลย โดยประสานงานระหว่างรัฐบาล กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัย องค์กรเอ็นจีโอ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะทำเรื่องนี้ไว้ในนโยบายพรรค เน้นเรื่องของภูมิปัญญา และคุณภาพการศึกษา แต่วันนี้เป็นฝ่ายค้านก็เสนอแนวทางไป ถ้ารัฐบาลสนใจฝ่ายค้านก็ยินดี ไม่หวงว่าใครจะลอกเลียนแบบ


"วันนี้แนวทางของท่านทักษิณยังเป็นได้แค่การศึกษาทางเลือก เพราะใช้ระบบทำเองส่วนตัว ถ้าหากจะให้ดีแล้วต้องได้รับการตอบสนองเชื่อมโยงจากภาครัฐ แต่ถ้าเขาไม่เอาด้วยก็เป็นสิทธิของเขา แต่จะเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทยแน่นอน" นายปานปรีย์กล่าว

เรตติ้ง"มาร์ค-แม้ว"

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




สร้างความฮึกเหิมในหัวใจบรรดามิตรรักพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันเกิดครบรอบ 60 ปี ที่จัดทำบุญให้กระจายไปทั่วประเทศ

เมื่อผลเอแบคโพล ที่สำรวจแนวโน้มความนิยมระหว่างนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า

คะแนนความนิยมพ.ต.ท.ทักษิณเหนือนายอภิสิทธิ์ ร้อยละ 34.0 ต่อ 32.9

จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไป ใน 17 จังหวัด

ได้แก่ กรุงเทพฯ ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี เลย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุดรธานี ขอนแก่น สตูล และสงขลา จำนวน 4,079 ครัวเรือน

อย่างไรก็ตาม ก็พบว่ามีผู้ระบุว่าไม่นิยมต่อบุคคลทั้งสองร้อยละ 33.1

ผู้จัดทำโพลอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อเทียบแนวโน้มความนิยมตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบันในฐานข้อมูลของสำนักวิจัยเอแบคโพลพบว่าความนิยมต่อพ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 23.6 ในเดือนมี.ค.2552 มาอยู่ที่ร้อยละ 34.0

ขณะที่ความนิยมต่อนายอภิสิทธิ์ ลดลงจากร้อยละ 50.6 ในเดือนมี.ค. มาอยู่ที่ร้อยละ 32.9

เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับความนิยมมากกว่านายอภิสิทธิ์ในภาคเหนือ ร้อยละ 32.9 ต่อร้อยละ 28.8 และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 44.5 ต่อร้อยละ 18.4

ส่วนภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพฯ พบว่ามีผู้ชื่นชอบนายอภิสิทธิ์ มากกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ

คือร้อยละ 36.5 ต่อร้อยละ 32.9 ในภาคกลาง ร้อยละ 66.3 ต่อร้อยละ 8.0 ในภาคใต้ และร้อยละ 41.4 ต่อร้อยละ 36.2 ในกรุงเทพฯ

ในวันแซยิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเพิ่งเปิดช่องสารสื่อสารในทวิตเตอร์หมาดๆ ก็มีสงครามเล็กๆ บนโลกไซเบอร์

เมื่อเว็บไซต์ทวิตเตอร์ PM_Abhisit ก็ร่วมด้วยช่วยอวยพรแบบสไตล์ปชป.ว่า

"เนื่องในวันคล้ายวันเกิดวันนี้ ท่านคงเหมือนคนอื่นคงอยากมีความสุข หากท่านจะดวงตาเห็นธรรมท่านจะมีความสุขมากขึ้นครับ"

จากนั้น ทวิตเตอร์ Thaksininlive ของพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ส่งข้อความสวนทันทีว่า

"ขอขอบคุณท่านนายกฯ มาก ขอเป็นกำลังใจในการแก้ปัญหาบ้านเมือง หากมีอะไรที่ผมช่วยได้ ก็ยินดีครับ"

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ทำงง โวยลั่นว่าไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียน และบอกว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้

สำหรับทวิตเตอร์นายกฯ นั้น นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกฯ อ้างว่านายอภิสิทธิ์ทำมาก่อน พร้อมกับบลัฟกลับพ.ต.ท.ทักษิณว่า เอาต์ เพราะมาทำทีหลัง

ขณะนี้ นายอภิสิทธิ์อาจได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วก็ได้ว่าใครเป็นคนส่ง

ประเด็นของถ้อยคำที่สวนกันไปมา คือการแก้ปัญหาบ้านเมือง

อันนี้แหละ จะเป็นตัววัดเรตติ้งที่สำคัญที่สุด

จะเป็นประชาธิปไตยแบบไหน / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์27/7/2552

จะเป็นประชาธิปไตยแบบไหน

หลายวันก่อน ได้อ่านบทความของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ในหน้า 5 สยามรัฐเรื่อง “Guided Democracy” บทความนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พูดทางวิทยุรายการ เพื่อนนอน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2506 และนำมาตีพิมพ์ภายหลัง แต่ก็ยังใช้ได้กับเหตุการณ์บ้านเมืองในยุคปัจจุบัน มีเนื้อหาสรุปได้ดังนี้แล้ว

อินโดนีเชียเคยตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่ง ประธานาธิบดีชูการ์โนต่อสู้ปลดแอกได้สำเร็จและนำระบอบประชาธิปไตยมาใช้ แต่หลังจากใช้ไปได้พักใหญ่ก็พบว่าไม่เหมาะสม ไม่สามารถพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า ทำให้อินโดนีเชียทรุดอยู่กับที่และถอยหลัง

ชูการ์โน จึงดัดแปลงให้เป็น “Guided Democracy” ซึ่งแปลว่า ประชาธิปไตยแบบชี้นำ เพื่อให้ตรงกับสภาพภูมิประเทศและเหมาะกับโครงสร้างสังคมตลอดจนวิถีชีวิตของคนอินโดนีเชีย ที่ต้องการเพียงแค่การมีระบบรัฐสวัสดิการที่ดี มีบ้านอยู่อาศัย มีอาหารพอกิน มีเครื่องนุ่งห่ม มียารักษาโรค และทุกหมู่บ้านมีสินค้าพอกับการยังชีพและความต้องการของคนใจชุมชน

ประชาธิปไตยแบบชี้นำ ทำให้อินโดนีเซียพัฒนาได้ และเป็นแบบฉบับให้ประเทศอื่นๆในเอเซียเลียนแบบตาม

ฟิลิปปินส์สมัยประธานาธิบดีมาคาปากัลก็ทำเช่นเดียวกัน โดยยกเลิกระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา แล้วดัดแปลงให้เป็น “Functional Democracy” ซึ่งแปลว่า ประชาธิปไตยแบบใช้การได้จริง

แต่อย่างไรก็ตาม การเป็นประชาธิปไตยแบบดัดแปลงดังกล่าวไว้ข้างต้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า แม้จะทำด้วยเจตนาดีและเป็นผลดีแก่ประเทศชาติ ก็ไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่านี่คือประชาธิปไตย เพราะประชาชนไม่มีอำนาจปกครองตนเองอย่างแท้จริง

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช บอกว่า ประเทศที่มีผู้นำหรือมีฝ่ายบริหารที่ไม่มีผู้ใดสามารถควบคุมได้ จะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยไม่ได้ และแม้จะอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยแบบ ก.แบบข.ซึ่งเหมาะสมกับสภาพจิตใจของประชาชนและเป็นผลดีแก่ประเทศ การอ้างเช่นนี้ก็เป็นได้แค่การเลี่ยงบาลีเท่านั้น

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช สรุปไว้ว่า ประชาธิปไตยแบบที่ให้อำนาจประชาชนปกครองตนเอง และมีการกำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆไว้อย่างแน่นอนในรัฐธรรมนูญ เห็นมีแต่ประชาธิปไตยแบบประเทศตะวันตกเท่านั้น

ทั้งหมดนั้นเป็นข้อคิดของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ท่านมองว่า การเป็นประชาธิปไตยจะต้องให้ประชาชนมีอำนาจมากกว่าผู้นำหรือคณะผู้บริหารประเทศที่ลอยตัวเป็นอิสระและไม่มีใครสามารถควบคุมได้

ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลาย ไม่ว่าจะในแอฟริกาหรือในเอเชียก็ตาม ถ้ายังติดอยู่ในบ่วงของการเป็น ประชาธิปไตยแบบดัดแปลง ประเทศเหล่านั้นก็จะเป็นได้แค่ประชาธิปไตยแบบจอมปลอม คือเป็นได้แค่เปลือกส่วนเนื้อในยังเป็นเผด็จการโดยคนกลุ่มน้อย

การเป็นประชาธิปไตยแบบจอมปลอม เป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดแย้งและการต่อสู้ ซึ่งในที่สุดแล้วฝ่ายที่เป็นคนส่วนใหญ่ในชาติที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและมีชีวิตทุกข์ยากก็จะรวมพลังต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของตน

เรื่องอย่างนี้มีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ซึ่งอาจถือเป็นสัจจธรรมของสังคมมนุษย์ได้

พท.รับลูกทีวีแม้ว เข็นเป็นนโยบาย

ที่มา เดลินิวส์

ใช้สอนมวยมาร์ค

“เสื้อแดง” ได้ทีขย่มรัฐบาล นัด 31 ก.ค. แห่กลองยาว 10 ขบวนรอบสนามหลวง ฉลองล่าครบล้านชื่อ ปูดเกมชักชื่อออกภายหลัง “เพื่อไทย”โหนกระแส”ทีวีแม้ว” ยกเป็นนโยบายพรรค ลั่นหากเป็นรัฐบาลดันเป็นวาระแห่งชาติ โวออนแอร์สอนมวยปชป.ทำงาน “เทพเทือก” ย้ำอย่าจี้เส้นเต้นตาม “ทักษิณ” แจงแทนนายกฯไม่ใช่ดีแต่เดินสายพูด แต่ต้องชี้แจงการทำงาน “มาร์ค” เมิน” แม้วเซอร์ไพร้ส์” ทำไก๋ไม่รู้เรื่อง” ลุงจิ้น “เซ็งแซยิด “ทักษิณ” จืด ภท.ดันเรื่องถวายฎีกาเข้าถกในพรรค เตรียมหาคำตอบกล่อมคนอีสาน “หมอท็อป” รับฝีมือทีมงานปชป.โพสต์อวยพรวันเกิดให้ “ทักษิณ” ยันไม่ใช่นายกฯทำ “สดศรี” ขอดีเอสไอส่ง “ประจวบ สังข์ขาว” ให้กกต. สอบเงินบริจาค 258 ล. เข้าปชป. ดีเอสไอปฏิเสธยังไม่ส่งให้ คดีนายกฯฟ้อง “จตุพร” หมิ่น ศาลฯประทับรับฟ้อง นัดคู่ความ 31 ส.ค. ส่วน “เทพเทือก” ชี้แพ้เลือกตั้งนายกฯอบจ.สุราษฎร์ฯไม่กระทบสนามใหญ่

* พท.เข็นทีวีแม้วขึ้นวาระชาติ

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบิ๊กเซอร์ไพร้ส์ของ พ.ต.ท.ทักษิณที่มีแนวคิดใช้โทรทัศน์ที่ครอบคลุมทั้งโลกโดยจะมี 3 ช่องสำหรับประเทศไทยเพื่อทำในเรื่องของการขายสินค้าโอทอป ทำเรียลิตี้ เพื่อคนจนและเรื่องการศึกษาว่า เป็นการนำเทค โนโลยีการสื่อสารสมัยใหม่มาประยุกต์ใช้อย่าง น่าสนใจ เชื่อว่าเรื่องนี้ทำได้ง่ายมากเพราะองค์ความรู้หลักสูตรเรามีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องโอทอป การกระจายสินค้าจากภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมภายในประเทศออกสู่ตลาดโลกนั้น นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าทำได้จะเป็นการขายตรงไม่ต้องเสียเวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปยังตลาดต่างประเทศ ช่วยเหลือภาคธุรกิจได้มากแน่นอน

นายปานปรีย์ กล่าวอีกว่า จากแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นได้แค่การศึกษาทางเลือก หากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลจะง่ายมากต่อการสร้างกลไกตอบสนองเพราะใช้งบประมาณไม่มาก โดยกำหนดหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งขึ้นมาเป็นตัวกลางเชื่อมต่อในเรื่องของการศึกษา โดยทำเป็นวาระแห่งชาติได้เลย ประสานงานระหว่างรัฐบาล กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร มหาวิทยาลัย องค์กรเอ็นจีโอ ทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเราจะทำเรื่องนี้ไว้ในนโยบายพรรค และถ้าเราได้เป็นรัฐบาลก็จะทำให้เป็นวาระแห่งชาติ

* โวออนแอร์สอนมวยรัฐบาล

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้ากรณี พ.ต.ท. ทักษิณ ประกาศตั้งโทรทัศน์ที่ครอบคลุมทั้งโลกโดยจะทำช่องเพื่อประเทศไทยในเรื่องของการขายสินค้าโอทอป เรียลิตี้เพื่อคนจน และเรื่องการศึกษา ว่า ทราบมาว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้เตรียมพร้อมในการจัดตั้งโทรทัศน์ดังกล่าวมานานกว่า 3 เดือนแล้ว คาดว่าใช้งบประมาณกว่า 1 พันล้านบาท ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางไปทั่วโลก เพื่อหาตลาดให้กับสินค้าโอทอป ของไทยและพัฒนาการศึกษาของเยาวชนไทย คาดว่าจะสามารถเปิดออนแอร์เป็นทางการได้ในต้นเดือน ส.ค.นี้

นายประชา กล่าวอีกว่า เบื้องต้นไม่ขอเปิดเผยว่าใช้สัญญาณดาวเทียมดวงไหน ส่วนชื่อของสถานีและรายการยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา อาจใช้ชื่อ Voice TV พร้อมสามารถติดตามในอินเทอร์เน็ตได้ที่ www.voicetv.co.th และจะมีรายการของ “แผ่นดินสยามเพื่อไทย” ซึ่งจะเชื่อมสัญญาณกับดีสเตชั่น เป็นไปได้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ จะจัดรายการด้วยตัวเอง ทั้งนี้ พ.ต.ท. ทักษิณได้บอกกับ ส.ส.ที่เดินทางไปพบปะหลายคนว่าบิ๊กเซอร์ไพร้ส์ไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นแนวทางที่จะทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่าแนวทางที่ถูกต้องในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ควรทำอย่างไรที่ประชาชนจะได้รับ ประโยชน์อย่างแท้จริง

* เสื้อแดงนัดแห่ล้านรายชื่อ

นายจตุพร กล่าวภายหลังศาลอาญามีคำสั่งประทับรับฟ้องกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาว่า เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ว่ากันไปตามกระบวนการ โดยตนจะเตรียมต่อสู้คดีต่อไป อย่างไรก็ตามในขณะนี้ตนจะขอให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯเป็นพยานในคดีนี้ในฐานะที่เคยเป็นนายกฯ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง กล่าวถึงรูปแบบการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 31 ก.ค.ที่สนามหลวง เพื่อทำพิธีรับมอบรายชื่อ ประชาชนที่ร่วมถวายฎีกาว่า ได้เตรียมขบวนกลองยาว 10 ขบวนตั้งจุดโดยรอบสนามหลวง ทำหน้าที่แห่รายชื่อไปมอบให้กับแกนนำบนเวทีตลอดทั้งวัน ไปจนถึงเวลา 24.00 น. ของวันที่ 31 ก.ค. จากนั้นจะประกาศจำนวนอย่างไม่เป็นทางการก่อนนำไปตรวจสอบความถูกต้องเพื่อ ดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตามทางเราทราบดีว่ามีเกมล้มฎีกา เป็นต้นว่าถ้าถึงวันถวายฎีกาแล้วอาจมีคนกลุ่มหนึ่งออกมาประกาศขอถอนรายชื่อ ก็เป็นวิชาหนึ่งของเกม

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

กรอบนอกกลวงใน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_22509

สุเทพ - อภิสิทธิ์

ผลงานเข้าตากองเชียร์ข้างสนาม

กับลีลาสับขาหลอกของ "มาร์คคี่" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหอกเบอร์ 9 หน้าหยก โชว์ฝีเท้าขั้นเทพ ทำแฮตทริก เหมาคนเดียว 3 ประตู พาทีม "PM' Eleven" รวมดาวรัฐมนตรีและ ส.ส.ประชาธิปัตย์ เสมอกับทีมคณะทูต "Los Diplomaticos" ไปแบบหยวนๆ 3 ต่อ 3

ภาพข่าวสีสันขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวันเกือบทุกหัว

แต่เนื้อข่าวหลักใหญ่ๆที่เป็นสาระจริงๆ หนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับเหมือนกันพุ่งไปที่ประเด็น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินเข้าร่วมเป่าเค้กวันเกิดที่กองเชียร์จัดให้ ในช่วง 3 ทุ่มกว่าๆ ของวันที่ 26 กรกฎาคม

เฉลย "บิ๊กเซอร์ไพรส์" ทุ่มทุนทำรายการทีวีครอบคลุมไปทั่วโลก

โดยจะเปิดให้ประเทศไทย 3 ช่อง

ช่องแรกเอาไว้แก้ไขปัญหาความยากจน ในลักษณะเดียวกับการจัดเรียลลิตี้ที่อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ช่องสองเอาไว้ขายสินค้า เน้นสินค้าเอสเอ็มอี และโอทอปที่ไม่มีเงินโฆษณา และช่องที่สามเป็นช่องการศึกษา โดยจัดหาติวเตอร์เก่ง ตำราดีๆมาสอนนักเรียนไทย

ช็อตเดียวกวาดเรียบ

"ทักษิณ" เหมาหมดทุกหน้า ทั้งนักธุรกิจมืออาชีพระดับอินเตอร์ โคตรเซียนการตลาดตัวพ่อ นักเลือกตั้งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ยากที่ใครจะไล่กวดทัน

ยิ่งดูก็ยิ่งห่างชั้น หันไปที่คนชื่อ "อภิสิทธิ์" ยังต้องเหนื่อยกับการแก้ตัวผ่านรายการ "เชื่อมั่น ประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" เคลียร์เสียงวิพากษ์วิจารณ์

"มีคนบอกว่าเห็นข่าวผมไปเปิดงานปาฐกถาเยอะ ผมทำงานแต่ละวันไม่ได้ไปละเลยเรื่องอื่น ยืนยันได้เลยว่า การประชุม การสั่งการติดตามข้อมูล ผมทำไม่น้อยกว่าผู้นำท่านอื่นๆแน่นอน"

"พูดเก่ง" กับ "ทำเก่ง" มันวัดกันที่ผลสุดท้าย

ต่อให้พี่เลี้ยงอุ้มสุดตัวยังไง คะแนนรวมหลังครบยก แต้มจากกรรมการทางบ้านก็อย่างที่เห็นๆกัน

ล่าสุดเอแบคโพลเปิดโพยผลสำรวจในหัวเรื่อง "สภาวะเศรษฐกิจของสาธารณชน กับแนวโน้มความนิยมต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" โดยสำรวจประชาชนอายุ 18 ปี ขึ้นไป ใน 17 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพฯ ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี ชลบุรี เลย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ บุรีรัมย์ อุดรธานี ขอนแก่น สตูล และสงขลา

ครอบคลุมทุกภาคของประเทศไทย

ปรากฏตัวเลข "ทักษิณ" กลับมาพุ่งแซง "อภิสิทธิ์" ร้อยละ 34 ต่อร้อยละ 32.9

และไม่ใช่โพล "นั่งเทียน" ที่สำรวจกันแบบลวกๆตามใบสั่งเบี่ยงกระแส เพราะมีการเทียบแนวโน้มความนิยมในฐานข้อมูล พบว่าความนิยมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 23.6 ในเดือนมีนาคม 2552 มาอยู่ที่ร้อยละ 34.0 ขณะที่ความนิยมต่อนายอภิสิทธิ์ ลดลงจากร้อยละ 50.6 ในเดือนมีนาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 32.9

ตัวเลขล้อไปในทิศทางเดียวกันกับปรากฏการณ์

งานนี้พรรคประชาธิปัตย์ยากจะปฏิเสธความจริง หลอกตัวเอง

ยิ่งในสถานการณ์ "กลวงใน" กับรายการล็อกถล่ม ผลการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สุราษฎร์ธานีคนใหม่ แทนนายธานี เทือกสุบรรณ น้องชาย "เทพเทือก" ที่โดน กกต.ให้ใบเหลือง ปรากฏว่า นายมนตรี เพชรขุ้ม ผู้สมัครอิสระ เข้าป้ายด้วยคะแนน 113,340 คะแนนเบียดนายดำรง เทือกสุบรรณ ลูกพี่ลูกน้องของ "เทพเทือก" ในนามพรรคประชาธิปัตย์ ร่วงไม่เป็นท่า

ปมที่ตระกูล "เทือกสุบรรณ" โดนทีมงานเสื้อแดงล้มยักษ์ก็ว่าฮือฮาแล้ว

แต่ที่น่าแกะรอยจริงๆมันอยู่ที่รายการหักกันเอง วงในก็รู้กันอยู่ว่านายประวิช นิลวัชรมณี ผู้สมัครอีกคนที่เข้าป้ายอันดับ 3 เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ในปีกของนายบัญญัติ บรรทัดฐาน

งานนี้เลยถูกมองว่า คนกันเอง "แทงหลัง" กันแรงๆ

และก็เป็นอะไรที่จับน้ำเสียงแปร่งๆ ล่าสุดนายสุเทพตอบคำถามนักข่าวว่าด้วยเกมลับ ลวง พราง ล่อกันเองในหมู่สีเหลืองกับสีเขียวบวกน้ำเงิน เป็นเหตุให้ "เทพเทือก" กับ "อภิสิทธิ์" ไม่สนิทใจเหมือนเก่า

"ผมไม่ทำอะไรที่ลับ ลวง พราง อย่ากังวลใจเลย และกลับไปย้อนดูประวัติศาสตร์ มันเพิ่งผ่านมาไม่เท่าไหร่เอง ผมช่วยทำงานให้นายกฯ ท่านมีบัญชาอะไรผมก็ทำ เพราะคิดว่านายกฯเป็นบุคคลที่เหมาะสมที่สุด ที่จะมาดูแลบริหารบ้านเมืองในภาวการณ์ อย่างนี้

เรามีหน้าที่ช่วยเป็นกำลังใจและช่วยทำงานให้นายกฯ ทำงานให้กับประเทศได้ ผมเป็นกำลังของท่านนายกฯ อยู่ๆจะมาแยกผมออกไป อย่างนี้นายกฯก็ลำบากสิครับ"

ขู่กันเป็นนัยๆ "ไม่มีข้า เอ็งก็เดี้ยงเหมือนกัน".

ทีมข่าวการเมือง รายงาน