ที่มา มติชน
คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม
เหลือเวลาอีก 2 เดือน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก็จะเกษียณอายุราชการจากตำแหน่ง "ผบ.ตร."
เวลาที่เหลือเพียง 2 เดือน ไม่ควรเกิดอาการสะดุด
"ปลด" แล้วได้ประโยชน์ยิ่งใหญ่มหาศาลอะไรแก่องค์กรตำรวจ
หรือประโยชน์ไปตกที่ใคร
ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจว่าจะปลดไปทำไม
"ปลด" เพื่อความสะใจแก่ผู้ที่ไม่ชอบ ถูกใจผู้ที่ได้รับผลด้านลบจากการดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.พัชรวาท
"ปลด" เพื่อตั้งคนใหม่ ที่คาดว่าสามารถสนองตอบความต้องการในเชิงบริหารจัดการ และการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในเวลาถัดไป
ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะ "ปลด" เพื่อเกิดความโล่งปลอดโปร่ง คดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล จะดำเนินไปได้โดยราบรื่น
เนื่องจากในสภาพความเป็นจริงของ "คดี" การทำลายพยานหลักฐานของกลุ่มมือสังหาร นับเป็นความปกติที่เกิดขึ้นทุกคดี ยากที่ใครจะยับยั้ง
อุปสรรคของการสืบสวนสอบสวนคดียิงนายสนธิ จึงย่อมไม่ใช่ พล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.
เพียงแต่ถ้าเอา พล.ต.อ.พัชรวาทออกจากเก้าอี้ "ผบ.ตร." อาจจะเกิดประโยชน์ทางอ้อมแก่คดีอื่นๆ ที่ พล.ต.อ.พัชรวาทออกอาการแข็งขืน
ว่าไปแล้ว จนถึงบัดนี้แม้ในทางสืบสวน เจ้าพนักงานผู้ช่ำชองจะมั่นใจในแนวทางการสืบสวน ซึ่งผู้ถูกออกหมายจับต่างพากันหลบหนี แต่ถ้าถามว่า เมื่อต้องสู้คดีกันในชั้นศาลแล้ว จะไปรอดหรือไม่
ไม่รับประกัน !
ไม่มีตำรวจคนไหนรับประกัน ต่อให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ที่คนบางกลุ่มจุดพลุก่อกระแส "ต่ออายุราชการ" ก็ไม่อาจรับประกัน
การหยิบเอาประเด็น "ปลด ผบ.ตร." ขึ้นมายึดโยงกับปัญหาอุปสรรคการสืบสวนสอบสวนคดียิงนายสนธิในยามนี้ จึงเป็นเพียง "ข้ออ้าง"
เข้าทำนอง ข่มขู่คุกคาม เพื่อจุดประสงค์ซ่อนเร้น
ถามว่า ในนาทีนี้ จุดประสงค์อะไรจะมีความหมายเท่า "การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ"
ทุกพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ทุกยุคสมัยที่ผ่านมาล้วนมุ่งใช้ตำรวจเป็น "เครื่องมือทางการเมือง" !?!!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, July 29, 2009
เป้าจริง-เป้าลวง
"มาร์คแม้ว"ปล่อยของ โฆษณาชวนเชื่อ จิตวิทยา การเมือง
ที่มา มติชน
โดยเฉพาะ การเปิดทีวี 100 ช่องคลุมทั่วโลก เพื่อใช้เป็นช่องทาง ขายสินค้าโอท็อป, จัดเรียลิตี้ชีวิตคนจน เพื่อให้คนรวยทั่วโลกร่วมบริจาคเงินสนับสนุน และเรื่องการศึกษา สอนติววิชา 2 ทาง โดยนำอาจารย์ หรือติวเตอร์ ที่เก่งแต่ละวิชามามาทำการสอน ทางทีวี เพื่อให้เด็กของไทย มีช่องทางเรียนรู้เพื่อแข่งขันกับทั่วโลกได้
เพราะนั่นคือเหตุผลทางการเมือง
เหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการ "ปล่อยของ" เพื่อหวังเกทับใส่รัฐบาล ด้วยการโชว์วิสัยทัศน์ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง ต่อผู้คนในสังคมไทย
"ปล่อยของ" เพื่อทุบรัฐบาล ในภาวะที่นายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำประเทศ กำลังตกอยู่ในวงล้อม ถูกตั้งคำถามด้วย "มรสุม" หลายลูก
สอดรับกับ "เอแบคโพลล์" ที่เปิดเผยผลสำรวจความนิยมต่อนายกฯอภิสิทธิ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ใน 17 จังหวัด 4,079 ครัวเรือน พบว่า
ความนิยมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ สูงกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ คือ 34% ต่อ 32%
แต่หากมองในเชิงเหตุผล ไม่ได้มองแบบการเมืองเพียวๆ จะพบว่า ปรากฏการณ์ "โฆษณาชวนเชื่อ" ของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเสมือนเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด "การแข่งขัน"
เมื่อเกิดการแข่งขัน
ผลประโยชน์ ก็จะตกอยู่กับประเทศชาติ ประชาชน
เหล่านี้ถือเป็น "ผลพลอยได้" ที่เกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ
มองในแง่จิตวิทยา รัฐบาลก็คงยอมไม่ได้ที่จะให้ "คู่แข่ง" ทางการเมือง ส่งเสียง พร้อมสารมาจากแดนไกล ลักษณะ "ขี่คอเป่าขลุ่ย" อย่างสบายใจเฉิบ
จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่า มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการ "แข่งขัน" หรือไม่..?
แต่หากจับอาการของคนในรัฐบาลอย่าง "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้รับรู้ถึง "ความตื่นตระหนกทางการเมือง" ของรัฐบาลได้เป็นอย่างดีหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ "ปล่อยของ" ออกมาลองเชิง
เริ่มต้นจาก การเตรียมเรียกผู้ประกอบการสินค้าโอท็อปพบนายกฯอภิสิทธิ์ ประชุมเพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาสินค้า
หรือการออกมาพูดว่าโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ต้นแบบของประเทศไทยคือโรงเรียนวังไกลกังวลที่ทำมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว และการติวหนังสือผ่านโทรทัศน์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่
แถมบอกด้วยว่า "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รมว.ศึกษาธิการ เตรียมของบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งไปทำโครงการติวหนังสือผ่านโทรทัศน์ด้วย
มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่า นี่คือ "อาการตื่นตระหนก" ทางการเมือง ที่ต้องการ "เททับกลับ คู่กรณี
หากแต่การ "เกทับกลับ" กลายเป็นเหมือน "คำมั่นสัญญา" ที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชนว่า จะสนับสนุนสินค้าโอท็อป และจะให้ความสำคัญกับการติงหนังสือผ่านโทรทัศน์
ตรงนี้ประชาชนได้ประโยชน์ ผลประโยชน์ตกแก่ประเทศชาติ
หากรัฐบาลทำอย่างจริงจัง จริงใจ และต่อเนื่อง
มองในมุมกลับกัน รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กำลังจะแถลงผลงานรัฐบาล 6 เดือนในการบริหารประเทศ
โดยเลือกวัน "ปล่อยของ" เหมือนกันคือ ในวันเกิดนายกฯอภิสิทธิ์ 3 สิงหาคม
ซึ่งมาพร้อมสโลแกน "กว่า 100 มาตรการ หลายล้านความสุข.. 6 เดือนนี้ ชีวิตคนไทยดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น.."
แต่ก่อนจะ "ปล่อยของ" มีการออกโฆษณาในรูปแบบสื่อประชาสัมพันธ์ 4 รูปแบบ
1.หนังสือพิมพ์ ซึ่งจะลงตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมเป็นต้นไปเป็นเวลา 1 เดือน
2.บิลบอร์ดและแบนเนอร์ที่จะติดทั่วประเทศ โดยมีคอนเซ็ปท์ "ความสุขของคนไทย หรือเป้าหมายของรัฐบาล"
3.วิทยุชุมชน โดยจะเชิญดีเจและผู้จัดรายการวิทยุชุมชนมาพบกันในแต่ละภาค เพื่อจะบอกว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้างใน 6 เดือนที่ผ่านมา
และ 4.จัดทำหนังสือ โดยฉบับเต็ม จะจัดพิมพ์ทั้งหมด 1 หมื่นเล่ม เพื่อแจกจ่ายให้กับ ส.ส. ส.ว.และสื่อมวลชน ส่วนฉบับย่อ ที่จะมีการปรับเนื้อหาให้ไม่หนักมากนัก จะจัดพิมพ์ 2 แสนเล่ม แจกให้กับทุกหมู่บ้าน ทุกห้องสมุดของโรงเรียน และส่วนราชการของรัฐบาล
หากแต่การเดินเกมในลักษณะ "ปล่อยของตามหลัง" อาจจะเกิดผลกระทบในเชิงจิตวิทยา ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะเลี่ยงไม่ได้ว่า จะเกิดการนำมาเปรียบเทียบ
จริงอยู่ หลายโครงการของรัฐบาล อาจจะบอกกล่าวถึงความสำเร็จได้ อย่างโครงการเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท, โครงการต้นกล้าอาชีพ, โครงการเรียนฟรี 15 ปี ฯลฯ
แต่บางโครงการก็เป็นโครงการระยะสั้น ที่มีความสุขเพียงเดี๋ยวเดียว
บางโครงการก็เป็นโครงการระยะยาว ที่ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือน
ฉะนั้น สโลแกนที่ว่า "กว่า 100 มาตรการ หลายล้านความสุข.. 6 เดือนนี้ ชีวิตคนไทยดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น.."ในเชิงจิตวิทยา ต้องถือว่าไม่สามารถโน้มน้าวให้เกิดความเชื่อถือได้
เพราะในความเป็นจริง ที่ทุกคนประสบอยู่เวลานี้มีเพียง "ความสุขที่เหลือน้อย"
ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ได้แตกต่างจากผู้คนทั่วโลก ที่ประสบวิกฤตคล้ายๆ กัน อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ถดถอย และการรุกรานของเชื้อหวัดมรณะ
ฉะนั้นหากเปลี่ยนสโลแกนการแถลงผลงาน 6 เดือนรัฐบาล ใหม่เป็น "กว่า 100 มาตรการ หลายล้านความหวัง.. 6 เดือนนี้ ชีวิตคนไทยดีขึ้น มีความหวังมากขึ้น.." น่าจะเป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจคนไทยมากกว่าใช้คำว่า "คนไทยมีความสุขมากขึ้น"
เพราะในแง่ความเป็นจริง รวมทั้งข้อเท็จจริง มันไม่ใช่
ใครว่า "มาทีหลัง ดังกว่า.." ดูท่าจะไม่จริงซะแล้ว..!
"แม้ว"เดินเครื่องดึงบิ๊ก ทรท.ร่วมทำทีวี100ช่อง ทาบพนง.ไอทีวี คุมข่าว-หัวกะทิ"ชินคอร์ป"เป็นช่างเทคนิค
ที่มา มติชนออนไลน์
คนสนิท"แม้ว"ตบเท้าร่วมปั้น"ทีวี100ช่อง" "อ๋อย"ยังลังเลยื่นเงื่อนไขต้องไม่เหมือนช่องเสื้อแดง ชวนอดีตพนง."ไอทีวี"ร่วมวง คาด"ประทีป"นั่งบก.ข่าว "ตวงพร"ขออยู่เบื้องหลัง คัดมือโปรจากชินคอร์ปเป็นมือเทคนิค หวังสร้างคะแนนนิยมทันเลือกตั้งใหม่
รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งถึงการเปิดทีวี 100 ช่อง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อทำเรียลริตี้แก้จน ขายสินค้าโอท็อป และเป็นติวเตอร์เผยแพร่ในหลายประเทศ ว่า ขณะนี้ทีวีช่องดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดลองออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวี (จานเหลือง) มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วภายใต้ชื่อสถานี "Voice TV" ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น โดยมีห้องส่งสัญญาณทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งในประเทศไทยอยู่ที่อาคารโกดักเก่า ริม ถ.วิภาวดี-รังสิต ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ชักชวนอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน หลายคนเข้ามาร่วมงาน โดยเฉพาะการระดมสมองในเรื่องรูปแบบและเนื้อหา อาทิ นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายภูมิธรรม เวชยชัย นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายอดิศร เพียงเกษ นายสุธรรม แสงประทุม นายจำลอง ครุฑขุนทด นายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นต้น ซึ่งบางคนยังลังเล เช่น นายจาตุรนต์มีเงื่อนไขว่าหากรูปแบบเน้นไปที่การเมืองเหมือนกับสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ก็คงจะไม่เข้าร่วม แต่อาจจะช่วยบ้างบางครั้งคราว เพราะแนวทางต้องการเน้นไปที่การทำงานด้านวิชาการเป็นหลักเพื่อเตรียมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ข่าวแจ้งว่านอกจากนี้ยังมีการทาบทามอดีตพนักงานไอทีวี หลายคนเข้าร่วมทำงานในครั้งนี้ด้วย โดยคาดว่านายประทีป คงสิบ จะมาทำหน้าที่บรรณาธิการข่าว ส่วนน.ส.ตวงพร อัศววิไล นั้นจะทำงานอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ยังมีมือโปรด้านเทคนิคที่คัดตัวมาจาก "ชินคอร์ป" มาช่วยงานอีกด้วย
สำหรับรูปแบบของทีวี 100 ช่องนั้น สถานีจะดำเนินการผลิตเองเพียงไม่กี่ช่อง ส่วนที่เหลือจะเป็นการเชื่อมสัญญาณมาจากเคเบิ้ลทีวีอื่น ซึ่งกำหนดไว้ว่าทีวี 100 ช่องจะต้องมีเนื้อหาครอบคลุมทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม การเกษตร เทคโนโลยี วัฒนธรรม กีฬา และบันเทิง คาดว่าจะออกอากาศได้ต้นเดือน สิงหาคมนี้
ข่าวแจ้งว่า การวางยุทธศาสตร์ในระยะแรกจะเน้นไปที่การเผยแพร่เนื้อหาที่สามารถเห็นประโยชน์ได้ทันที ซึ่งก็คือ การศึกษา และการขายสินค้าโอท็อป เพื่อให้เห็นผลในระยะสั้น ก่อนที่จะสอดแทรกเนื้อหาทางการเมือง รวมถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยลงไป โดยคาดว่าภายใน 1 ปีนี้หรือก่อนที่จะมีการหาเสียงเลือกตั้งครั้งใหม่ จะสามารถสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคเพื่อไทยได้
ทำอย่างมืออาชีพ
ที่มา ข่าวสด
ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
เห็นพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร.กลับมามีบทบาทในการทำคดียิงหัวหน้าม็อบเหลืองอีกหนก็น่าดีใจ หลังจากโดนหวาดระแวงอย่างไร้เหตุผลอยู่พักหนึ่ง เมื่ออัศวินกลับมาอีกครั้ง น่าจะรับประกันได้ว่าคดีนี้จะเดินหน้าต่อไปได้
คืบหน้าไปด้วยการทำงานของนักสืบจิตวิญญาณตำรวจแท้ๆ
ไม่ใช่คืบหน้าด้วยการชักใยของอำนาจภายนอกองค์กรตำรวจ!
อย่าลืมว่าคดีนี้ นอกจากต้องจับตาฝ่ายสั่งการสังหารว่าจะเข้ามาใช้อิทธิพลทำให้คดีล้มหรือไม่แล้ว
ยังต้องจับตาอีกขั้วอีกข้าง ว่าพยายามเข้ามาชักใยตำรวจบางคน ให้ทำคดีเพื่อเป้าหมายทำลายล้างทางการเมืองฝ่ายอริหรือไม่
ทั้งสองด้าน น่ารังเกียจพอกัน!!
ล่าสุดพล.ต.ท.อัศวินส่งสัญญาณแล้วว่าจะออกหมายจับอีก 3 ซึ่งเป็นชุดปฏิบัติการยิง
เราจะเห็นได้ว่าการทำงานอย่างมืออาชีพ มีประสบการณ์โชกโชน
เขาจะไม่เพ้อเจ้อซัดไปถึงคนบงการอย่างเลอะเทอะ
พูดง่ายๆ ตอนนี้เพิ่งล่าตัวจ่ากับหมู่ อย่าเพิ่งข้ามขั้นไปกล่าวหาพลเอกทั้งทหารและตำรวจจนเขาเสียหายอย่างไม่เป็นธรรม!
ขณะเดียวกันพล.ต.ท.อัศวินก็ย้ำว่า การทำงานในฐานะฝ่ายสืบสวนนั้น เหมือนการคาดเดานิดๆ
ได้ข้อมูลเสร็จยังจะต้องส่งให้ฝ่ายสอบสวนไปกลั่นกรอง ไปรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำไปสู่การออกหมายจับต่อไป
แต่แน่นอนหมายจับต้องมีหลักฐานรองรับเพียงพอ
ขณะเดียวกันจุดยืนของพล.ต.ท.อัศวินก็คือ การสืบจับผู้กระทำผิด ใครจะไปขยายเป็นขบวนการโค่นล้มใครจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง
แม้แต่ผู้ต้องหา 2 รายแรกที่หายไปนั้น ก็ไม่ได้เป็นเพราะข้อมูลรั่วไหลมีไส้ศึกอะไร แต่มาจากการสืบสวนเข้าใกล้ตัวเกินไป ทำให้ทั้งสองไหวตัว
นี่คือการพูดจาไปตามเนื้อผ้า ไม่ใช่มุ่งสร้างเรื่องเพื่อทำลายคนอื่นอย่างไร้คุณธรรม
ขออวยพรให้ทีมพล.ต.ท.อัศวิน ลุล่วงในการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย
ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ นั้น ประจักษ์ชัดแล้วว่า ที่โดนหาเรื่องอยู่ในเวลานี้
*ไม่ใช่ผู้เป็นอุปสรรคคดียิงสนธิ*
แต่เป็นอุปสรรคในการล้มคดีก่อการร้าย และเป็นอุปสรรคโผแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจจากภายนอก
เท่านั้นแหละ!
ฝูงหนูไล่จับแมว
ที่มา ข่าวสด
เหล็กใน
โดยตั้งคำถามเฉพาะคนในรัฐบาล
เพราะสารพัดโพลสำรวจประชาชนทุกแง่มุมหมดแล้ว
เชื่อว่านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ นายสาทิตย์ นายเทพไท
รวมทั้งบรรดาพรรคร่วมล้วนมีคำตอบในใจ
อยู่ที่ว่ากล้าพูดความจริงแค่ไหน?
ขนาดเร่ร่อนพเนจรอยู่ต่างแดน 3 ปี ยังเหมือนนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเรือวัดดงมูลเหล็ก
อยากโผล่ อยากพูด อยากแอ๊กชั่น ทำได้ตามใจอยาก
มหกรรมแซยิดสดๆ หมาดๆ เสี่ยแม้วแสดงศักยภาพ ประสิทธิภาพ
เจ้าพ่อดาวเทียม เจ้าพ่อการตลาดของจริง เป็น อย่างไร
ถ้ากลับเมืองไทยจะขนาดไหน
ต่อให้อยู่ในคุกก็เถอะ!!
รัฐบาลต้องยอมรับ 6-7 เดือนที่ผ่านมา ได้ทุ่มสรรพสิ่งไปกับการตามล่าตัวเสี่ยแม้ว
ผลออกมารู้ๆ เห็นๆ กันแจ่มแจ้ง
รมว.ต่างประเทศ เหมือนดาวร้าย ดาวตลก บนเวทีโลก
มีข่าวเสี่ยแม้วอยู่ฮ่องกง ก็บินข้ามหัวจีนไปไล่บี้
ทั้งๆ ที่ฮ่องกงเป็นเขตปกครองของจีน
ได้ข่าวเที่ยวดูไบ ไปมอนเตเนโกร โผล่นิการากัว ก็ทุบโต๊ะปัง
YOU จะเลือกไทย หรือทักษิณ!
นายสุเทพ รองนายกฯ งานประจำเพียบแปล้
แต่ต้องแบกภาระไปเลียบๆ เคียงๆ ฮุนเซน เพื่อเช็กข่าวเสี่ยแม้วมาพนมเปญ
เพราะรมว.ต่างประเทศไม่กล้าสู้หน้าผู้นำเขมร
นี่คือการทูตฉบับกษิต ภิรมย์??
ส่วนนายกฯ มาร์ค เรื่องหลัก เรื่องรอง เรื่องจิ๊บจ๊อย ยังแยกไม่ออก
วันๆ ปาฐกถา ออกงาน ตัดริบบิ้นก็หมดเวลา
ยังเอาตัวเองมาติดพันกับกลๆ เกมๆ ของคนไม่กี่คน อย่างเรื่องปลดผบ.ตร.
จึงไม่แปลกที่ต้องไล่ตาม ไล่ตอบ เสี่ยแม้วทางทวิตเตอร์
รัฐมนตรี รัฐมนโท วอลเปเปอร์ โทรโข่ง
ทำได้แค่ตีหน้าเข้ม เสียงแข็ง
เหมือนไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ กลบเกลื่อน ตัวเอง
อ้าว เพิ่งผ่านแซยิดหยกๆ 31 ก.ค.มีงานใหญ่จ่อคอ
ฎีกาขออภัยโทษ!
"แมว" ทำ (ฝูง) หนูเหนื่อยอีกแล้ว!?
'แม้ว'ดึงลูกน้องเก่าช่วยงานทีวี
ที่มา เดลินิวส์
'จาตุรนต์'รีบชิ่งหนี ปชป.ส่งน้องสุเทพชิง ส.ส.สุราษฎร์ธานี
"แม้ว"ดึงลูกน้องเก่าผุดทีวีโลกล้อมไทย ทั้ง"พรหมินทร์-ภูมิธรมม-ยุทธตู้เย็น"มาพร้อมหน้า ส่วน “จาตุรนต์” ชิ่งหนีเกมคืนสู่อำนาจนายใหญ่ ด้าน “ชวน” สะบัดมีดโกนวันเกิดอย่ารายงานข้อมูลเท็จ “รมต.สื่อ” ยืมมือ “กทช.” ราวี โต้อุตลุดไม่แพ้ยุทธการสื่อ อ้างสงครามอีกยาวไกล ยันแถลงผลงานฉลองวันเกิด “มาร์ค” 3 ส.ค. แน่นอน ทุ่มจ้างสื่อบอกความสุขคนไทย “เทือก” ฮึ่มไม่ยอมใครเปลี่ยนระบอบการปกครอง ดอดสุมหัวนายกฯ ถกเครียดนอกห้องประชุม ครม. “ปชป.” ส่ง “น้องเทือก” แก้มือ ส.ส.สุราษฎร์ฯ “ชวน” เตือนอย่าประมาทคู่แข่ง แจงพ่ายศึกนายก อบจ. เหตุตัดคะแนนกันเอง ส่วน “ภท.” ดาหน้าค้านทั่วไทยห้ามถวายฎีกา “ธงทอง” สะกิด “นายเก่า” อย่าดึงฟ้าต่ำ แนะการเมืองควรแก้ด้วยการเมือง ขณะที่ “กทม.” ปิดทางไม่ให้ “เสื้อแดง” ใช้สนามหลวง 31 ก.ค. ด้าน “ตุ๊ดตู่” ลั่น เบนเข็มทำเนียบฯ แทน “พท.” ส่ง “วิชัยดิษฐ” แย่งเก้าอี้
* “เทือก”ฮึ่มขวางเด็ดขาดล้มเจ้า
เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ประกาศจะยกระดับการชุมนุมมาเป็นการขับไล่รัฐบาลอีกรอบว่า อย่าเพิ่งไปคาดการณ์อะไรในทางร้ายว่าจะมีการเพิ่มความเข้มข้นขึ้นหรือจะมีเหตุบานปลาย เพราะประชาชนส่วนใหญ่อาจจะไม่เอาด้วยก็ได้
ต่อข้อถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะเอาวัน เสียงปืนแตก 7 ส.ค. 2508 มาเป็นสัญลักษณ์ในการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษแก่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสุเทพ กล่าวว่า ในฐานะคนไทยคนหนึ่งตอบยืนยันว่าการยื่นถวายฎีกาไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง แต่คงพูดอะไรลงลึกมากกว่านี้ไม่ได้ เมื่อถามย้ำว่า คนเสื้อแดงระบุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่าปี 2475 นาย สุเทพ กล่าวว่า “คนไทยไม่ยอม และผมที่รับหน้าที่นี้ก็ไม่ยอมเด็ดขาด แต่จะสกัดกั้นอย่างไรก็ค่อยติดตามสถานการณ์ ใครทำอะไรผิดก็จะใช้กฎหมายดำเนินคดี”
* ยืมมือ “กทช.” ปิดทีวี “ทักษิณ”
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเปิดสถานีโทรทัศน์ครอบคลุมไปทั่วโลกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเงินก็สามารถเปิดทีวีดาวเทียมได้ แต่ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย เพราะช่องการศึกษาก็มีโครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมของโรงเรียนวังไกลกังวลเป็นต้นแบบ และดำเนินการมากว่า 10 ปีแล้ว กระทรวงศึกษาธิการได้จัดงบประมาณไว้แล้ว ส่วนช่องโอทอปนั้น รัฐบาลได้จัดสมัชชาโอทอป เรียบร้อยแล้วเช่นกัน รัฐบาลจะไม่เต้นตามเกมของพ.ต.ท.ทักษิณ แต่ถ้าเนื้อหาเป็นเรื่องการเมืองเราก็ต้องเข้าไปดูแล
รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ได้ออกประกาศว่าด้วยการจัดระเบียบวิทยุชุมชนแล้ว จากนี้จะจัดระเบียบสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ดังนั้นผังรายการที่ไม่เข้ากับระเบียบก็ไม่สามารถดำเนินการได้ และจะมีบทลงโทษตั้งแต่ปิดสถานี ยึดใบอนุญาต
* “แม้ว” ดึง “ขาเก่า” ร่วมงานทีวี
แหล่งข่าวจากพรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงการเปิดทีวี 100 ช่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขณะนี้ทีวีดังกล่าวกำลังทดลองออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวี (จานเหลือง) มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วภายใต้ชื่อ วอยซ์ทีวี “Voice TV” ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น. โดยมีห้องส่งสัญญาณทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในไทยอยู่ที่อาคารโกดักเก่า ริมถนนวิภาวดีรังสิต
แหล่งข่าว เปิดเผยอีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ชักชวนอดีตแกนนำพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน หลายคนมาร่วมงาน อาทิ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายภูมิธรรม เวชยชัย นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายอดิศร เพียงเกษ นายสุธรรม แสงประทุม นายจำลอง ครุฑขุนทด นายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายจักรภพ เพ็ญแข แต่บางคนยังลังเล เช่น นายจาตุรนต์ มีเงื่อนไขว่าจะไม่เข้าร่วมหากรูปแบบเน้นไปที่การเมืองเหมือนสถานีดีสเตชั่น นอกจากนี้ยังจะมีอดีตพนักงาน ไอทีวีหลายคนเข้าร่วมงานด้วย
อ่านรายละเอียดทั้งหมด เดลินิวส์
อาศัยช่วงมั่วเป่าเค้ก
ที่มา ไทยรัฐ
ทักษิณ - อภิสิทธิ์
ยี่ห้อประชาธิปัตย์เก็บทุกช็อตจริงๆ
แม้กระทั่งควันหลงจากเกมชิงกระแสไฮเทค ที่ปรากฏข้อความอวยพรวันเกิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์มาจากเว็บ Twitter ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ขณะที่เจ้าตัวนายกฯอภิสิทธิ์ปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่ได้เป็นคนโพสต์
ล่าสุด นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงยอมรับ จากตรวจสอบพบว่า เป็นการกระทำของคณะทำงานของนายกฯที่เป็นอาสาสมัครไม่ได้รับเงินเดือน
ทำไปด้วยเจตนาดี ด้วยการนำประโยคคำพูดของนายอภิสิทธิ์ ในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ โพสต์ไปถึงเว็บ Twitter ของอดีตนายกฯทักษิณ
สรุป โยนให้เด็กในทีมงาน
ก็ถือว่าออกตัวได้เนียน สมกับพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น จากประโยคอวยพรที่บอกให้อดีตนายกฯทักษิณ ดวงตาเห็นธรรม ในอารมณ์ไม่รู้จักกาลเทศะของเด็กๆที่จ้องแต่จะบลัฟกันท่าเดียว เทียบกับอีกฝ่ายที่ตอบมาแบบนิ่มๆ ขอบคุณ และขอเป็นกำลังใจให้นายกฯอภิสิทธิ์ในการแก้ปัญหาบ้านเมือง
โดยวุฒิภาวะมันฟ้อง
งานนี้เลยต้องรีบปัดให้พ้นตัว "อภิสิทธิ์" ที่กำลังโชว์มาดผู้ใหญ่ลบภาพเด็ก
แต่ทั้งหมดทั้งปวง จะโดยตั้งใจหรือว่าเกมพาไป รายการนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทีมงานพรรคประชาธิปัตย์เองก็ไหลตามน้ำ
โหนกระแสแซยิด "ทักษิณ" ไล่เก็บแต้ม
อย่างที่ล้อกันเห็นๆเลย ในอารมณ์ตั้งใจบลัฟกับวันเกิดครบรอบ 60 ปีอดีตนายกฯทักษิณ ที่อึกทึกครึกโครม ทีมงานประชาธิปัตย์เปิดโปรแกรมล่วงหน้า วันเกิดครบรอบปีที่ 45 ของนายกฯอภิสิทธิ์ ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ จะฉลองด้วยการไปเลี้ยงอาหาร ทำบุญกับผู้ด้อยโอกาสที่บ้านกาญจนาภิเษก
ก่อนจะเล่นบทเป็นแฟมิลี่แมนอยู่กับครอบครัว
ทำตัวเป็นผู้นำแบบอย่าง "พอเพียง"
แถมโปรโมชั่นที่จัดให้เป็นพิเศษ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดโปรแกรมแถลงผลงานรัฐบาล จะถือฤกษ์ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของนายกฯอภิสิทธิ์พอดี
นัยว่า เน้นสาระ มากกว่าปั่นกระแส
แก้กันช็อตต่อช็อต
เกมการตลาดของเซียนตัวพ่อกับตัวลูก ดูกันแบบเอามัน
แต่ที่แสบกว่านั้น โดยอาการเหมือนเพิ่งเอะใจนึกขึ้นได้ นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ออกมาโวยวาย รัฐบาลรับลูกโหมกระแสแซยิดอดีตนายกฯทักษิณโชว์บิ๊กเซอร์ไพรส์ ดาหน้าออกมาตอบโต้เรื่องการจัดงานวันเกิด "นายใหญ่"
เพื่อกลบกระแส ปิดบังการทุจริตอย่างมโหฬารในโครงการต่างๆตามแผนกู้เงิน 8 แสนล้านบาท กระตุ้นเศรษฐกิจ
ตามรายการที่ทีมงานพรรคเพื่อไทยช่วยกันตีฆ้องร้องป่าวชี้เป้า
ทั้งโครงการชุมชนพอเพียงที่ใช้งบประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท บางโครงการมีการชักหัวคิว 30-40 เปอร์เซ็นต์ โดยมีญาติของรัฐมนตรีเข้าไปเอี่ยวล็อบบี้จัดซื้อจัดหา
กลายเป็นโครงการชุมชน "แพงเพียบ"
และโดยตัวเลขที่เห็นแล้วสะอึก กับโครงการก่อสร้างบ้านพักตำรวจทั่วประเทศมูลค่านับหมื่นล้านบาท ถูกหักค่าหัวคิวไป 2,000 ล้านบาท
กบดานเขมือบกันนิ่งๆ
ไหนจะโปรเจกต์โรงไฟฟ้าเอ็มเอสพีอาร์มูลค่า 10,000 ล้านบาท ก่อสร้างทั่วประเทศ 100 โรง งบประมาณโรงงานละ 100 ล้านบาท
ว่ากันว่า คนรับผิดชอบรวยเป็นพันๆล้าน เพราะเอกชนใช้งบแค่โรงละ 60 ล้านบาท
อาศัยจังหวะชุลมุน "ทักษิณ" เป่าเค้ก เสือหิวแบ่งเค้กอิ่มกันถ้วนหน้า
บิ๊กเซอร์ไพรส์ที่ซ่อนอยู่ในบิ๊กเซอร์ไพรส์.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำ
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อเร็วๆนี้ ผู้อำนวยการใหญ่บริษัทโตตาลสำรวจและผลิต นายฌองปิแอร์ ลาบเบ ได้แถลงถึงความคืบหน้าในการเข้าไปสัมปทานการขุดเจาะน้ำมันในประเทศกัมพูชา โดยอ้างคำพูดของ สมเด็จฮุน เซน นายกฯกัมพูชา ว่าได้มีการอนุมัติทำธุรกิจน้ำมันในเขตทับซ้อนบริเวณอ่าวไทยเรียบร้อยแล้ว
เรื่องนี้ผมเคยเกริ่นกับท่านผู้อ่านไปครั้งหนึ่งสมัยที่มีคนไทยกลุ่มหนึ่งเย้วๆ ออกมาทวงคืนเขาพระวิหาร กันไม่ลืมหูลืมตา ในขณะที่กัมพูชาไม่สะเทือน กลายเป็นคนไทยสะเทือนขัดแย้งกันเอง เพราะรู้กันอยู่เต็มอกว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชามาตั้งแต่ไหนแต่ไร
แค่กุเรื่องเอามาเป็นประเด็นการเมืองเท่านั้น
ที่น่าห่วงเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อนมากกว่า แหล่งพลังงานที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนอยู่ในบริเวณอ่าวไทย นี่แหละ ถ้าจำไม่ผิดจะแบ่งเป็น 4-5 แปลงด้วยกัน ปรากฏว่าแปลงที่ค่อนข้างไปทางฝั่งกัมพูชาสำรวจในเบื้องต้นแล้ว จะมีน้ำมันมากกว่าก๊าซ ในขณะฝั่งบ้านเรามีก๊าซมากกว่าน้ำมัน
ดังนั้นจึงต้อง มีการพยายามเจรจาต่อรอง ทำอย่างไรเราจะมีส่วนในแปลงที่มีน้ำมันมากกว่าก๊าซ ด้วยเพราะระหว่างน้ำมันกับก๊าซใครได้เปรียบเสียเปรียบคงไม่ต้องอธิบายกันมาก
ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไปเอะอะโวยวายกันจนไก่ตื่น วันนี้ กัมพูชาหันมาทำธุรกิจน้ำมันสบายใจไป ซึ่งผมก็ไม่รู้จริงๆว่า เรื่องพื้นที่ทับซ้อนอย่างนี้มีการเจรจาตกลงกันไปอย่างไรแค่ไหน
ก็รัฐบาลมัวแต่ ตามราวี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนหน้ามืดตามัว ผลประโยชน์มหาศาลของประเทศกลับถูกละเลย จะด้วยเจตนาหรือไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ที่สำคัญก็คือว่า เราควรจะเข้าไปมีส่วนรู้เห็นต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ กับกัมพูชาด้วยหรือไม่ เพราะเป็นพื้นที่ทับซ้อนที่จะต้องมีการตกลงกันก่อน
ในลักษณะเป็นทรัพยากรแบ่งปันในน่านน้ำ
ไม่ใช่แอบไปมีอะไรกุ๊กกิ๊กต่อรองกับกัมพูชากันแล้ว เห็นขยันเดินทางไปกัมพูชากันบ่อยๆ เรื่องนี้ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็โปรดแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบด้วยก็แล้วกัน เผื่อพวกที่ชอบประท้วงจะได้ออกมาทำประโยชน์บ้าง
เนื่องจากผลประโยชน์ตรงนี้ มีเป็นจำนวนมหาศาล ที่จะช่วยให้ประชาชนไทยได้ลืมตาอ้าปาก เป็นการต่อสู้เรียกร้องที่กินได้ ไม่ใช่เป็นการสร้างภาพหรือสร้างเรื่องให้คนไทยทะเลาะกัน
บางทีคิดๆไปก็อายประเทศเพื่อนบ้าน นายกฯ ฮุน เซนเดินสายไปฝรั่งเศส ยุโรป หลายประเทศ เพื่อไปเจรจาการค้าการลงทุนหาเงินเข้าประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหรือการเกษตร ดักเอาไว้หมดทุกทาง น่ากลัวตรงที่ว่าประเทศเพื่อนบ้านเรายังมีทรัพยากรธรรมชาติ และเงื่อนไขในการเอื้อประโยชน์ต่อการลงทุนอย่างเหลือเฟือ บ้านเราผู้นำก็ขยันเดินสายเหมือนกัน
แต่เป็นการเดินสายหาเรื่องเข้าบ้าน.
หมัดเหล็ก
นักข่าวพลเมือง: ชาวบ้านปากมูลซัดภาครัฐโกหกตลอด หวั่นผู้ได้รับผลกระทบเขื่อนบ้านกุ่มเจอซ้ำรอย ชี้รีบเก็บข้อมูลทรัพยากรก่อนสูญหาย
ที่มา thaifreenews
วานนี้ (28 กรกฎาคม 2552) มูลนิธิประชาสังคมจังหวัดอุบลราชธานี ร่วมกับกลุ่มสหอาสา อ.เขมราฐ และชุมชนบ้านดอนงิ้ว ต.นาตาล อ.นาตาล จ.อุบลราชธานี จัดเวทีเสวนา “สิทธิชุมชนกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ” มีชุมชนจากอ.นาตาล อ.เขมราฐ อ.โพธิ์ไทร อ.น้ำยืน ประมาณ 300 คนเข้าร่วม
ผู้ร่วมเวทีเสวนาประกอบด้วย นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรมมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ , นางสาวเปรมฤดี ดาวเรือง มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ,อาจารย์กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็น อาจารย์ประจำ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี , นายสมเกียรติ พ้นภัย ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล , นายวีระชัย ขันบุตรศรี รองประธานกลุ่มสหอาสา อ.เขมราฐ ดำเนินรายการโดย นายสุชัย เจริญมุขยนันท
นายวีระชัย ขันบุตรศรี รองประธานกลุ่มสหอาสา กล่าวว่าชาวบ้านกังวลมากเรื่องการสร้างเขื่อนบ้านกุ่ม ต.โพธิ์ไทร อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี โดยเฉพาะผลกระทบต่อที่ทำกินของชาวบ้านที่ไม่มีเอกสารสิทธิ และชาวบ้านยังแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย คือเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อน จนบัดนี้ยังไม่มีใครเข้ามาชี้แจงผลกระทบอย่างจริงจัง สิ่งที่ชุมชนต้องการมากคือ ข้อมูลที่ครบถ้วนเพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง
นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ได้เน้นถึง”สิทธิชุมชน” คืออำนาจอันชอบธรรมของประชาชนส่วนรวม เราเลือกผู้แทน ส.ส.,สว. ไปเป็นตัวแทนของเรา “ตัวแทน” ไม่ใช่ตัวจริง ตัวจริงคือประชาชน การสร้างเขื่อนบ้านกุ่มตามกฎหมายต้องผ่านชาวบ้านและผ่านสภาฯ ที่มาวันนี้ไม่ได้มาต้านเขื่อนแต่มาบอกให้ชาวบ้านรู้ว่าเรามีสิทธิในการรับรู้ว่าเขาจะมาทำอะไรในบ้านของเราและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้
ด้านนายสมเกียรติ พ้นภัย ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนปากมูล กล่าวว่าตนและพี่น้องได้รับความเจ็บปวด ผ่านเหตุการณ์ทั้งเลือดและน้ำตามามากมายจึงอยากมาเล่าให้ฟังจากประสบการณ์จริงว่า ภาครัฐล้วนแล้วแต่โกหกเราทั้งสิ้น เช่น ก่อนสร้างเขื่อน มีรถแห่ประกาศ ต่อไปเราจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรี ใช้น้ำประปาฟรี จนป่านนี้ยังไม่เคยได้ใช้ฟรีแถมขึ้นค่า FT อยู่เรื่อย ๆ , มีงานทำเงินเดือนสูง ๆ ทุกวันนี้ชาวบ้านก็ยังอดอยากเหมือนเดิม ระดับน้ำท่วมก็ผิด ปริมาณไฟฟ้าที่เขื่อนผลิตได้ก็ไม่ถูก จะมีปลาให้จับเยอะขึ้นก็โกหก การไฟฟ้าให้เงินให้การดูแลกำนันผู้ใหญ่บ้านจนเป็นพวกเขาหมด ตนต่อสู้มาตั้งแต่ยังไม่มีกฎหมายสิทธิชุมชนเหมือนทุกวันนี้
นายสมเกียรติกล่าวด้วยว่าอยากให้ชาวบ้านคิดให้ดีก่อนตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งลงไป ที่สำคัญควรรีบเก็บข้อมูลทรัพยากรธรรมชาติที่นี่ให้ละเอียดว่าเราได้ประโยชน์อะไรจากริมโขงบ้าง ก่อนที่มันจะสูญหายไป
อาจารย์กิ่งกาญจน์ สำนวนเย็น เสนอว่า ผู้นำท้องถิ่นกำนัน ผู้ใหญ่บ้านควรนึกถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตมากกว่าทำถนนหนทางหรือพัฒนาด้านวัตถุอย่างเดียว ชาวบ้านต้องรู้จักสิทธิตนเอง อย่างน้อยการแสดงออกด้านการพูดว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับนโยบายภาครัฐ
“การต่อสู้เพื่อดา ตอร์ปิโด คือการต่อสู้เพื่อตัวเอง” เสียงจากสมัชชาสังคมก้าวหน้า
ที่มา ประชาไท