WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, July 29, 2009

มาพร้อมประชาธิปไตย

ที่มา บางกอกทูเดย์

3 ใน 100 ช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมตัวใหม่ ที่ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร บอกกับ “คนเสื้อแดง” ในวันคล้ายวันเกิดของตัวเอง เมื่อ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา...น่าสนใจไม่น้อยช่องหนึ่ง...ใช้สร้าง องค์ความรู้ชั้นยอด จากทั่วโลกให้กับเด็กและเยาวชนไทย ได้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันช่องหนึ่ง...ใช้ทำ เรียลลิตี้แก้จน ดึงเอาเศรษฐีทั้งชาวไทยและต่างชาติผู้ใจบุญ มาร่วมกิจกรรมแก้จนให้กับคนไทย...ที่ไม่ยอมงอมืองอเท้าและไม่จำนนต่อโชคชะตาอีกช่องหนึ่ง...ใช้ทำการตลาดระดับโลก ทั้งผลักและดันสินค้าโอท็อปและสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปขายให้กับชาวต่างชาติอีก 97 ช่อง...อาจจะมีช่องข่าว และอีกบางช่องที่ ทีมงานของอดีตนายกฯ ทักษิณ คงทำกันเอง แต่ส่วนใหญ่...น่าจะเชื่อมต่อสัญญาณทีวีเข้าที่อื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศสงครามแย่งซื้อรายการโทรทัศน์ดีๆ จากต่างประเทศฯ ที่...ฝั่ง ยูบีซี ผูกขาดเพียงผู้เดียว คงต้องเกิดขึ้นและน่าจะรุนแรง...พลังของสื่อโทรทัศน์...มันยิ่งใหญ่และรุนแรง ถ้ารู้จักและเลือกที่จะใช้มัน...ของอย่างนี้ผมเชื่อ...อดีตนายกฯทักษิณ เก่งที่จะเล่นกับสื่อแนวใหม่ที่ว่า...เห็นได้ชัดว่า...3 ช่องข้างต้น ก็คือแนวนโยบายของ อดีตนายกฯ ทักษิณ และ พรรคไทยรักไทย ที่เคยจุดประกายความฮือฮาให้กับคนไทยทั่วประเทศ...มาแล้วแต่เกือบ 3 ปี หลังการทำ รัฐประหาร ของ คปค.(แล้วเปลี่ยนมาเป็น คมช.) สิ่งเหล่านี้...ขาดการเหลียวสานต่อ ผลักดัน และช่วยเหลือ จนทำให้หลายสิ่งหลายอย่าง...ที่เคยขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง...ต้องพังทลายไปหมด!ส่วนตัวผมว่า...ทีวี 3 ช่อง ที่ อดีตนายกฯ ทักษิณพูดถึง...เป็นเรื่องที่ดีมากๆ

ไม่ว่า...จะได้กลับเข้าประเทศและลงเล่นการเมือง จนกลับมาเป็น นายกฯ อีกสมัย หรือไม่? แต่ภารกิจในการสร้างทีวีช่องการศึกษา ช่องแก้จน และช่องขายสินค้าไทย ก็จะยังคงอยู่และเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นความหวังของคนไทยอีกหลายล้านคน...เรื่อง ความดี...ความเลว ยังต้องรอการพิสูจน์ในชั้นศาลหรือให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่กับผลงานที่ผ่านมาของอดีตนายกฯ รายนี้...ใครจะปฏิเสธล่ะครับว่า...ไม่ได้สร้างผลงานจนเป็นที่พออกพอใจแก่คนไทยส่วนใหญ่ครับ! เรื่องล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ของ “คนเสื้อแดง” และ “พรรคเพื่อไทย” จะสัมฤทธิผลหรือโดน เตะตัดขาจนล้มครืน!แต่กับเรื่องทีวี 3 ช่องที่ว่านี้...ยังไงก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและสังคมไทยโดยรวมในเมื่อคนที่ถือ “อำนาจรัฐ” ยังคิดไม่ได้ อ่านไม่ออกทำกันไม่เป็น อย่างนี้...ก็จำเป็นจะต้องพึ่งพิงและพึ่งพาเอากับ“คนไกลบ้าน” นั่นแหละครับใครจะมองหรือกล่าวหา อดีตนายกฯ ทักษิณ ว่า...ไม่ดี เพราะไป ดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก แยกแผ่นดิน ยังไงก็ช่างแต่ชีวิต...มันต้องเดินไปข้างหน้า! ประชาชน...ยังคงหิวต้องการอาหารมาประทังชีวิต ต้องการเงินมาซื้อหาสิ่งของที่จำเป็น ถ้า ประชาธิปไตยมันจะมาพร้อมๆ กับเงินงาน อาหาร และความสุข! ผมว่า...ต้องสนับสนุนกันอย่างเต็มที่แหละครับ...ไม่ได้...ไม่ดี ขอแค่มี “ถนนคนแดง” ให้ “เสื้อแดง”หลายสิบล้านคน..ได้ซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เท่านี้...ก็ช่วย รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย...ได้มากแล้วล่ะครับ ■

ประเพณี ‘ผลาญเงิน’

ที่มา บางกอกทูเดย์

เที่ยวฟรี–กินฟรี...ใครบ้างจะไม่ชอบ?ช่วง ปิดสมัยประชุมรัฐสภา ในส่วนของกรรมาธิการรัฐสภาและวุฒิสภา กรณีมีเสียง“วิพากษ์วิจารณ์” ถึงการเดินทางไปดูงานยัง“ต่างประเทศ”ซึ่งใช้งบดูงานสูงถึง 160 ล้านบาท!พูดง่ายๆ ก็คือ เงินก้อนโตที่ประชาชนอย่างเราได้ควักกระเป๋า “เสียภาษี” เพื่อนำพวกท่านบินไปเที่ยว ชมนกชมไม้ ที่สวยงามถึงยังต่างแดนถามว่า...เต็มใจหรือไม่?ตอบเลยว่า...เป็นเงินภาษีที่ให้ด้วย “ความเต็มใจ” หากพวกท่านนำไป “จับจ่ายใช้สอย”โดยคิดถึง “ผลประโยชน์” ของประเทศชาติอย่างแท้จริงนำ “ภูมิปัญญา” ความรู้เหล่านั้นกลับมาทำให้ประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของท่านและของผม...พัฒนาไปข้างหน้ามุ่งสู่ “ความเจริญ”จะใช้เท่าไหร่? ขอให้บอก...เดี๋ยวประชาชนอย่างพวกผมจะจัดให้แต่ต้องมี ข้อแลกเปลี่ยน โดยที่พวกท่านต้องมารายงานให้ประชาชนทราบก่อนว่า จะเดินทางไปที่ไหน...ไปทำอะไรสุดท้าย! ดูงานแล้วจะได้รับอะไรกลับมาพัฒนาประเทศชาติ...พัฒนาชีวิตของประชาชนซึ่งต้อง

มี “ผลงาน” ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบได้และให้ติดตามผล...ถ้าท่านตอบว่า“ตกลง” พวกผมก็ “ตกลง”อย่างน้อยๆ เงินที่ประชาชน “เสียไป” ในรูปของ ภาษีอากร เพื่อนำไป พัฒนาประเทศ จะได้รู้ที่มาที่ไป...ซึ่งต้องเป็นเงินที่เสียไปอย่าง “ไม่ไร้คุณค่า”แต่ที่ผ่านมา “จุดประสงค์” ของการเดินทางไปดูงานยัง “ต่างประเทศ” ร้อยทั้งร้อยกระทำไปเพื่อความสุขของ “ตัวบุคคล” หรือเพื่อ “กลุ่มคน”บางกลุ่มไม่ใช่เพื่อ “ประโยชน์” ของประเทศชาติส่วนรวมเป็นอย่างนี้ทุกๆ รัฐบาล...เหมือนเป็นธรรมเนียม“ประเพณี” ที่ได้รับการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาว่ากันตามตรง...ถึงวันนี้ก็ยังไม่มี “อัศวินขี่ม้าขาว”คนใด เข้ามาแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจังกรณีท่าน “โฆษกฝีปากกล้า” เดินทางไปดูรัฐสภายังประเทศ “ฮังการี” เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการสร้าง รัฐสภาแห่งใหม่ ของไทยมันเป็นเรื่อง “เร่งด่วน” ขนาดนั้นเลยหรือ?ประเทศชาติกำลังเดือดร้อน แต่กลับทำเรื่องอะไรที่ “ไร้สาระ” แบบนี้เขาเรียกว่า “ช่วยชาติ”หรือ “ผลาญชาติ”ถึงบางอ้อที่ว่า...ทำอย่างไรประเทศไทยก็“ไม่เจริญ” เพราะผู้มีอำนาจตั้งแต่นายกฯ รัฐมนตรีส.ส. ส.ว. ยังคงมี “กิเลส” ครอบงำว่าแต่ “คนปากเสีย” ภาษา “ฮังกาเรียน” เขาพูดว่ายังไงหว่า?!? ■

คำพูด

ที่มา บางกอกทูเดย์

เวลามีการชุมนุมทางการเมือง จะถูกหรือผิดกฎหมายมันต้องมีคนเดือดร้อน แต่ถามว่าคนที่ตากแดดตากฝนบนถนนส่วนตัว หลายคนละทิ้งการงาน ทะเลาะกับครอบครัว ตรงนั้นเราบอกว่าเป็นกบฏหรือเครื่องมือทางการเมืองหรือ ไม่ใช่หรอกเราต้องคิด รัฐบาลต้องคิด นายกฯ ต้องคิดแต่วันนี้นายกฯ ไม่คิดแล้วครับถ้าท่านนายกฯ กลัวว่าการลาออกจะเป็นการสร้างวัฒนธรรมที่ไม่ดี เพราะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งท่านเรียกว่าหยิบมือเดียวไปดูเถอะครับถ้าหยิบมือเดียวกัน ถ้ากลัวเสียวัฒนธรรมประเพณี แต่หลายประเทศทำแล้วผมไม่เห็นมันเสียหาย ก็ไม่เป็นไรครับ บอกเลยว่าวันนี้ผมต้องพูดขัดใจเพื่อนสมาชิกอีกหลายคน ส.ส.จะไม่เสนอให้ยุบสภา ผมเองแค่นึกว่าเหนื่อยแค่ไหนกับการหาเสียง แต่ยุบสภาจะเป็นการรับผิดชอบ ทำเถอะเพื่อบ้านเมืองสงบสร้างบรรทัดฐานที่ดีเถอะครับ..วลีเยี่ยมประโยคสวยแบบนี้..มีอยู่ยี่ห้อเดียว..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..ขณะที่เป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน..แต่วันนี้ท่านมาเป็น..นายกรัฐมนตรีแค่ 31 สิงหาคม 2551 มา

จนถึงวันนี้..เป็นวันเวลาที่สั้นมากสำหรับ..ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี..แต่ก็ยาวเกินกว่าจะรอ..สำหรับคนที่เป็นฝ่ายค้าน..เราทุกคนในประเทศนี้..ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชะตากรรมบ้านเมือง..จะยอมรับกันหรือไม่..ในระบอบประชาธิปไตยให้ประชาชนเป็นคนเลือกตัวแทนเข้ามาสู่รัฐสภา..และสรรหานายกรัฐมนตรีขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดิน..เลือกตั้งว่ากันใหม่..น่าจะเป็นหนทางแก้ปัญหา..ความล่มสลายของประเทศไทยในวันนี้..ทำอย่างที่อดีตผู้นำพรรคฝ่ายค้านเคยแนะนำดูตัวอย่างญี่ปุ่นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้า..ทั้งๆที่บ้านเมืองมีปัญหาน้อยกว่าบ้านเรา..เขาก็ยังลาออกเลือกตั้งกันใหม่..ดูอย่างใกล้บ้านมาเลเซียก็ได้..เขาใช้เลือกตั้งผลัดแผ่นดิน..เขาไม่ใช้กองทัพ เขาไม่กล่าวหากันไม่เอาสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องในวันนี้..เงินเหรียญของเขาถึงแพงกว่าของเรา..วันนี้โรงแรมของเขาต้องจองล่วงหน้า..นักท่องเที่ยวที่ทิ้งประเทศไทย..ไปกองกันอยู่ที่นั่นให้ประชาชนตัดสินใจเถิดครับ..เขาอยากได้ใครมาเป็นรัฐบาล..หยุดคิดแทนประชาชนเสียที..ทำอย่างที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..เคยพูด..“ยุบสภาจะเป็นการรับผิดชอบ ทำเถอะเพื่อบ้านเมืองสงบ สร้างบรรทัดฐานที่ดีเถอะครับ” ■

ม็อบ31ก.ค.ต่อด้วยดำทั้งแผ่นดินเบิร์ธเดย์มาร์ค

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กรกฎาคม 2552


แกนนำนปช.ได้เปิดแถลงข่าวช่วงบ่ายวันนี้ยืนยันไม่มีอะไรขัดขวางการชุมนุมของเสื้อแดงเพื่อรวบรวมรายชื่อถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในวันที่31กรกฎาคมนี้ได้ พร้อมประกาศให้วันที่3สิงหาคมนี้ซึ่งเป็นวันเกิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นวัน"ดำทั้งแผ่นดิน"เพื่อให้นายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดเกิด"ดวงตาเห็นดำ"ว่าประชาชนไทยทุกข์ยากขนาดไหนภายใต้รัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบอมาตยาธิปไตย




นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แถลงว่านอกจากการจัดการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดงในวันที่ 31 กรกฎาคมเพื่อรวบรวมรายชื่อประชาชนถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้ว นปช.ยังมีมติว่าให้ประชาชนแต่งชุดดำไว้ทุกข์ทั่วประเทศในโอกาสที่รัฐบาลจะแถลงผลงานครบรอบ6เดือนในวันที่3สิงหาคมนี้ด้วย เพื่อเป็นการไว้ทุกข์ให้ประเทศที่ต้องทนทุกข์กับรัฐบาลอำมาตยาธิปไตย

"ตอนวันเกิดนายกฯทักษิณ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะพูดว่าหวังว่าดวงจะเห็นธรรม คราวนี้ที่จะแถลงผลงานรัฐบาลบังเอิญตรงกับวันเกิดนายอภิสิทธิ์พอดี เราก็หวังว่านายอภิสิทธิ์จะมีดวงตำ"เห็นดำ"เนื่องจากประชาชนจะแต่งดำไว้ทุกข์ทั่วประเทศ"

นายณัฐวุฒิกล่าวว่าการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาก็มี"เกมล้มฎีกา"จากกลุ่มอำมาตยาธิปไตยจากกลุ่มหน้าเดิมๆที่เป็นฝ่ายปฏิปักษ์กับพ.ต.ท.ทักษิณ โดยไม่ต้องแอบซ่อนกันอีกต่อไป ซึ่งนปช.ขอชี้แจงว่าเราทำได้ตามรัฐธรรมนูญ หากบอกว่าไม่บังควรก็ขอถามพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ว่า การนำคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าฯกลางดึกคืนวันรัฐประหาร19กันยายนนั้น"เป็นการบังควร"หรือไม่?


นายจตุพร พรมพันธ์ แถลงว่า ไม่มีอะไรหรือใครจะขัดขวางการจัดชุมนุมของเสื้อแดงในวันที่31ก.ค.นี้ได้ ไม่ว่าองคมนตรีหรือใครจะออกมาขัดขวาง ซึ่งล่าสุดสำนักราชเลขาธิการออกมาชี้แจงแล้วว่าไม่มีการหารือเรื่องดังกล่าวเหมือนที่พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ออกมาให้ข่าว

นายวีระ มุสิกพงศ์ เปิดเผยว่าถึงตอนนี้มีคนลงชื่อเพื่อยื่นฎีกาเกินกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้1ล้านรายชื่อ ก็จะได้ดำเนินการยื่นขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณต่อไป

นายวีระยังได้กล่าวยกอ้างพระราชกระแสดำรัสในหลวงต่อองคมนตรีว่ามีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ จึงอยากถามพลงอ.พิจิตรที่ขัดขวางการยื่นฎีกาของประชาชน และการกล่าวร้ายต่อพ.ต.ท.ทักษิณว่าซุกเงินไว้เกาะเคย์แมน1.8หมื่นล้านบาทเป็นหน้าที่ขององคมนตรีหรือไม่ หากรู้ว่าผิดพลาดก็ควรลาออกจากตำแหน่งองคมนตรีดีกว่า

สำหรับการชุมนุมใหญ่เพื่อรวบรายชื่อประชาชนมาส่งพร้อมกันที่ท้องสนามหลวงในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งจะมีเวทีการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงจะเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. จนถึงเวลา 24.00 น. ที่จะเป็นเวลาในการปิดรับรายชื่อประชาชน และในเวลา 24.00 น. แกนนำคนเสื้อแดงจะประกาศจำนวนรายชื่อประชาชนที่ร่วมลงชื่อถวายฎีกาฯ อย่างไม่เป็นทางการอีกครั้ง

นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า สาเหตุที่ต้องประกาศจำนวนรายชื่อประชาชนอย่างไม่เป็นทางการในการชุมนุมวันที่ 31 กรกฎาคมนั้นเป็น เพราะหลังการชุมนุมวันที่ 31 กรกฎาคม คนเสื้อแดงจะมีการตั้งคณะกรรมการแดงทั้งแผ่นดิน ขึ้นมาตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อและฎีกาที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เมื่อกระบวนการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยก็จะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะนำรายชื่อทั้งหมดนำข้นทูลเกล้าฯ จากนั้นคนเสื้อแดงจะไม่มีการเคลื่อนไหวหรือชุมนุมติดตามการถวายฎีกาฯ ครั้งนี้อีก

"จากนี้ไปคนเสื้อแดงจะมีการทำบัตรสมาชิกคนเสื้อแดงแจกจ่ายให้คนเสื้อแดงทั้งประเทศ โดยเริ่มแรกเราได้จัดทำบัตรสมาชิกคนเสื้อแดงกิติมศักดิ์ ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีก่อนเป็นคนแรก โดยด้านหน้าจะมีชื่อพร้อมรูปของสมาชิก และด้านหลังจะเป็นแนวทางการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงที่แกนนำได้มีมติร่วมกัน 6 ข้อ " นายณัฐวุฒิ กล่าว

หัวโจกผู้ก่อการร้ายจาบจ้วงในหลวง-ราชินี

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ASTVผู้จัดการ
29 กรกฎาคม 2552

นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งถูกตำรวจแจ้งข้อหาดำเนินคดีเป็นหัวโจกก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ได้พูดผ่านกระบอกเสียงของตนเองคือ ASTVเมื่อค่ำวานนี้ มีเนื้อหาโจมตีกลุ่มเสื้อแดงที่ล่ารายชื่อประชาชนเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรว่า เป็นการทำลายสถาบันฯและโจมตีรัฐบาลว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณไม่มีความจริงใจในการเล่นงานกลุ่มเสื้อแดง

อย่างไรก็ตามมีการตั้งข้อสังเกตว่า ถึงจะเป็นการพูดปกป้องสถาบันกษัตริย์ และโจมตีทักษิณและเสื้อแดงว่าทำลายสถาบันฯแบบเดิมๆที่เคยทำมา จนศาลเคยมีคำสั่งตัดสินให้นายสนธิเลิกแอบอ้างมาก่อนหน้านี้ แต่ในคราวนี้หัวโจกผู้ก่อการร้ายรายนี้ได้ใช้วาจาจาบจ้วงที่มิบังควรอย่างยิ่ง ( ดูวิอิโอคลิปการพูด คลิ้กที่นี่)

นาทีที่39:35

บ้านเป็นตัวแทนของสังคม สังคมเป็นตัวแทนของประเทศ ประเทศคือหน้าตาของพวกเรา การมีจารีต มีประเพณี มีการเคารพ เราเคารพพ่อเคารพแม่ แล้วประชาชนคนไทยเคารพพ่อหลวงแม่หลวง มันเสียหายตรงไหน สมเด็จพระนางเจ้าฯ ไม่ใช่อีเมลดา มาร์กอส ที่จะไปโกงชาติโกงบ้านโกงเมือง พระเจ้าอยู่หัว ก็ไม่ใช่ เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ที่โกงประเทศอย่างร่ำรวย พระองค์ท่านอยู่อย่างสมถะ


นาทีที่58:50

ผมถูกยิงยังมีการไปปล่อยข่าวพี่น้อง ว่าสถาบันกษัตริย์สั่งให้ยิงผม พี่น้องเชื่อไหม ความบัดซบของคน ผมจะบอกอะไรให้อย่าง วันนี้ผมตัดสินใจเดินหน้าทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง และพระเจ้าอยู่หัว วันนั้นเป็นอมตะวาจาของผมไปจนสิ้นสุดชีวิตจะหาไม่ ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง


แม้หัวโจกผู้ก่อการร้ายรายนี้จะทำจะพูดจะแสดงออกไปในนามการปกป้องสถาบัน ด้วยการโจมตีปฏิปักษ์ทางการเมืองอย่างไร้มูล และศาลเคยมีคำสั่งตัดสินมาแล้วว่าไม่สมควรพูดทำนองนี้อีก คำถามคือวาจาเปรียบเปรยจาบจ้วงดังกล่าวของเขาผู้นี้ถือเป็นเรื่องมิบังควรหรือไม่

วิญญูชนพึงพิจารณา และโดยเฉพาะผู้ที่อ้างว่าจงรักภักดีเหนือใครในประเทศอย่างองคมนตรี พวกราชนิกูลที่ชอบออกมาปกป้องสถาบัน นักวิชาการ นักสื่อมวลชน รวมทั้งคนเสื้อเหลือง สิ่งที่สนธิพูดมานี้บังควร หรือมิบังควร?

เปิดปูมคำพิพากษาศาลสั่งจำคุกลิ้ม

ทั้งนี้ศาลเคยพิพากษาจำคุกนายสนธิ โดยมีคำตัดสินตอนหนึ่งว่า (อ่านรายละเอียด คลิ้ก)

"ทางนำสืบจำเลยที่ 1 (สนธิ ลิ้มทองกุล) และพฤติการณ์การกล่าวปราศรับของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า"เราจะสู้เพื่อในหลวง" ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1(นายสนธิ) พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไปจึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา "

ประจวบ สังข์ขาว เข้าให้ปากคำ กกต.แล้ว

ที่มา MCOT News

กกต. 28 ก.ค.- “ประจวบ สังข์ขาว” เข้าให้ปากคำ กกต. มัด ปชป.ไซฟ่อนเงินบริจาค-เงินกองทุน ระบุแค่ใช้ บ.แมซไซอะ ผ่านเงิน ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ปัดเป็นคนพามา

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวภายหลังการเข้าให้ปากคำกับคณะกรรมการไต่สวนฯ กรณีตรวจสอบเงินบริจาค 258 ล้านบาท และการใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ตนและนายพีรพันธุ์ พาลุสุข ได้ยืนยันพยานหลักฐาน และคำอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นดังกล่าวต่อคณะกรรมการไต่สวนฯ

ร.ต.อ.เฉลิม ย้ำว่า เงินที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับจากบริษัท ทีพีไอ ไม่ได้มีการแจ้งในบัญชีรายรับที่ได้แสดงต่อ กกต. และเงินกองทุนฯ ที่ได้รับไปจาก กกต. ก็ไม่ได้นำไปจ้างบริษัท แมซไซอะ ทำป้ายโฆษณาหาเสียง แต่เป็นการทำนิติกรรมอำพราง เอาเงินไปผ่านบริษัทฯ แล้วให้นายประจวบ สังข์ขาว กรรมการบริษัท ออกใบเสร็จรับเงินให้ ซึ่งคณะกรรมการไต่สวนฯ ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยหรือซักถามในประเด็นอื่น

ร.ต.อ.เฉลิม เชื่อว่าคดีน่าจะสรุปได้ในเร็ว ๆ นี้ เพราะได้รับทราบจากผู้ใหญ่ที่ดูแลนายประจวบ ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็นนายคณาปติ ว่า นายประจวบได้เข้ามาให้การกับคณะกรรมการไต่สวนฯ ของ กกต. แล้วในวันนี้ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้พานายประจวบมาให้การกับ กกต. และไม่ได้พูดคุยกับนายประจวบแต่อย่างใด แต่ก่อนหน้านี้ นายประจวบได้เข้าไปให้การเพิ่มกับดีเอสไอเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา และโทรศัพท์มายืนยันกับตนว่า ได้ยืนยันกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเช่นที่เคยให้การไว้ เพียงแต่ว่ามีรายละเอียดของเนื้อหาสาระเพิ่มเติมเล็กน้อย

“ขณะนี้นายประจวบยังอยู่ในความดูแลของนายทหารนอกราชการคนหนึ่ง ซึ่งการมาให้การกับ กกต. เขาก็เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของตัวเองเหมือนกัน แต่ผมคิดว่าคำให้การของนายประจวบคงจะเป็นอื่นไปไม่ได้ เพราะหากเขาไม่มีเจตนาที่จะทำให้ความจริงปรากฏ ก็คงไม่มาให้การกับ กกต. และเมื่อพยานสำคัญคือผมและนายประจวบมาให้การแล้ว ละครก็ใกล้จะจบแล้ว ขอให้ติดตามดู” ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า เลขาธิการคณะกรรมการไต่สวนฯ ได้แจ้งให้ทราบว่า นายประจวบจะมาชี้แจงในวันเดียวกันนี้ โดยเป็นการประสานกับดีเอสไอด้วยวาจา ให้ช่วยติดต่อนายประจวบให้ หลังจากที่ก่อนหน้าที่ได้ส่งหนังสือไปให้นายประจวบตามที่อยู่ แต่ก็ถูกตีกลับ ซึ่งก็ทราบว่าขณะนี้นายประจวบได้มาให้การแล้ว โดย ร.ต.อ.เฉลิม เป็นผู้พามา

ขณะที่นางสดศรี สัตยธรรม กกต.ด้านกิจการพรรคการเมือง กล่าวถึงการเข้าให้ปากคำของนายประจวบ ว่า นายประจวบไม่ใช่พยานปากสุดท้าย ยังคงเหลือพยานในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายปากที่จะเข้าให้ปากคำเป็นลำดับถัดไป ซึ่งการทำงานของคณะกรรมการไต่สวนฯ จะครบกำหนดระยะเวลาที่ขอขยาย ในวันที่ 16 ส.ค. และคงมีการเสนอให้ กกต. พิจารณา .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-28 18:10:20

จาตุรนต์ เบิกความคดีหวยบนดิน ระบุ คตส.มีอคติ

ที่มา MCOT News

ศาลฎีกา 28 ก.ค.- “จาตุรนต์ ฉายแสง” เบิกความคดีหวยบนดิน ซัด คตส. จ้องเอาคนรัฐบาล “พ.ต.ท.ทักษิณ” เข้าคุก เบี่ยงประเด็นฟ้อง ทั้งที่คดีนี้ สตง.ตรวจสอบแล้วไม่มีทุจริต เตรียมนำ “พงศ์เทพ-อสส.- รอง อสส.” เบิกความ เช้าวันที่ 29 ก.ค.นี้

ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สนามหลวง วันนี้ (28 ก.ค.) นายสบโชค สุขารมณ์ รองประธานศาลฎีกา ว่าที่ประธานศาลฎีกาคนใหม่ เจ้าของสำนวนทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว (หวยบนดิน) พร้อมองค์คณะ 9 คน ไต่สวนพยานจำเลย คดีหมายเลขดำ อม.1/2551 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นโจทก์ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (จำหน่ายคดีจากสารบบ) จำเลยที่ 1 อดีตคณะรัฐมนตรีชุดรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยที่ 2-30 และผู้บริหารสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นจำเลยที่ 31-47

โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 4 ขึ้นเบิกความสรุปว่า คณะรัฐมนตรีชุดนั้นเป็นผู้อนุมัติ ซึ่งมาจากผลการวิจัยที่ระบุว่ามีประชาชนประมาณ 10-20 ล้านคน นิยมเล่นหวย กระทรวงการคลังจึงทำเรื่องเสนอ ครม.เพื่ออนุมัติโครงการ นำรายได้มาช่วยเหลือสังคม และการศึกษาสำหรับเด็กด้อยโอกาสและเด็กยากไร้ คนยากจน ผู้ป่วยและผู้พิการ มีการตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ และร่างระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ขึ้นมาพิจารณาเรื่องการบริหารสำนักงาน และการช่วยเหลือสนับสนุนเงินการศึกษาเด็กด้อยโอกาสและเด็กยากไร้ แต่จะไม่มีการนำเงินรายได้จากการจำหน่ายหวยบนดินไปใช้ตามนโยบายปราบปรามผู้มีอิทธิพลและยาเสพติด ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า คดีนี้ขั้นตอนการไต่สวน การตั้งข้อกล่าวหา ของ คตส. ที่เป็นบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์กับพวกจำเลย มีหลักคิดและวิธีการทำงานที่ทำให้จำเลยไม่ได้รับความเป็นธรรม การตั้ง คตส.ขึ้นมาตรวจสอบการบริหารราชการของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่งเป็นการเฉพาะ เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และคนที่เป็น คตส. เคยแสดงความเห็นต่อสาธารณชนหลายครั้งว่า ต้องการทำให้คนในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ติดคุก ซึ่งเป็นการแสดงความอคติ เมื่อยื่นฟ้องคดีนี้แล้ว ก็แสดงความดีใจออกนอกหน้า

นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ความจริงแล้ว คดีนี้ที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นผู้ร้องเรียนนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากเคยประชุมร่วมกับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการ สตง. บอกกับพยานในที่ประชุมว่า การกระทำตามโครงการนี้ ไม่ได้เป็นการทุจริต แต่ คตส.กลับเบี่ยงประเด็นว่า ครม.มีอำนาจออกโครงการหวยบนดินได้หรือไม่ และเหตุใดจึงไม่นำเงินเข้ากระทรวงการคลัง และไม่มีการเรียกตัวแทนจาก สตง. มาสอบสวนให้ชัดเจนว่าคดีนี้ผิดถูกอย่างไร จึงเป็นการจงใจปกปิดข้อมูลพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลย เป็นการให้ข้อมูลด้านเดียวเพื่อเอาผิดจำเลย ร่วมทั้งไม่เคยนำผู้เชี่ยวชาญมาให้การว่า โครงการนี้เป็นสลากกินรวบหรือกินแบ่ง ขัดแย้งกับความเห็นของอัยการสูงสุด ที่ให้พิสูจน์ข้อนี้ให้ชัดเจน ดังนั้น ข้อกล่าวหาคดีนี้จึงเลื่อนลอย มีปัญหาทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่ถูกต้องตามหลักการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ต้องฟังข้อเท็จจริงทั้งสองด้าน

หลังจากนายจาตุรนต์ เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว ศาลนัดไต่สวนพยานจำเลยครั้งต่อไปวันที่ 29 ก.ค. นี้ เวลา 09.30 น. โดยฝ่ายจำเลยเตรียมนำนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีต รมว.ยุติธรรม จำเลยร่วมในคดีนี้เข้าเบิกความ นอกจากนี้ยังมีนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด และนายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รอง อสส. ในฐานะคณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดีที่เกี่ยวกับ คตส.เข้าเบิกความด้วย.- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-07-28 18:16:08

เป้าจริง-เป้าลวง

ที่มา มติชน

คอลัมน์ เหยี่ยวถลาลม



เหลือเวลาอีก 2 เดือน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก็จะเกษียณอายุราชการจากตำแหน่ง "ผบ.ตร."

เวลาที่เหลือเพียง 2 เดือน ไม่ควรเกิดอาการสะดุด

"ปลด" แล้วได้ประโยชน์ยิ่งใหญ่มหาศาลอะไรแก่องค์กรตำรวจ

หรือประโยชน์ไปตกที่ใคร

ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่เข้าใจว่าจะปลดไปทำไม

"ปลด" เพื่อความสะใจแก่ผู้ที่ไม่ชอบ ถูกใจผู้ที่ได้รับผลด้านลบจากการดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ของ พล.ต.อ.พัชรวาท

"ปลด" เพื่อตั้งคนใหม่ ที่คาดว่าสามารถสนองตอบความต้องการในเชิงบริหารจัดการ และการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในเวลาถัดไป

ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะ "ปลด" เพื่อเกิดความโล่งปลอดโปร่ง คดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล จะดำเนินไปได้โดยราบรื่น

เนื่องจากในสภาพความเป็นจริงของ "คดี" การทำลายพยานหลักฐานของกลุ่มมือสังหาร นับเป็นความปกติที่เกิดขึ้นทุกคดี ยากที่ใครจะยับยั้ง

อุปสรรคของการสืบสวนสอบสวนคดียิงนายสนธิ จึงย่อมไม่ใช่ พล.ต.อ.พัชรวาท ซึ่งนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.

เพียงแต่ถ้าเอา พล.ต.อ.พัชรวาทออกจากเก้าอี้ "ผบ.ตร." อาจจะเกิดประโยชน์ทางอ้อมแก่คดีอื่นๆ ที่ พล.ต.อ.พัชรวาทออกอาการแข็งขืน

ว่าไปแล้ว จนถึงบัดนี้แม้ในทางสืบสวน เจ้าพนักงานผู้ช่ำชองจะมั่นใจในแนวทางการสืบสวน ซึ่งผู้ถูกออกหมายจับต่างพากันหลบหนี แต่ถ้าถามว่า เมื่อต้องสู้คดีกันในชั้นศาลแล้ว จะไปรอดหรือไม่

ไม่รับประกัน !

ไม่มีตำรวจคนไหนรับประกัน ต่อให้ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ที่คนบางกลุ่มจุดพลุก่อกระแส "ต่ออายุราชการ" ก็ไม่อาจรับประกัน

การหยิบเอาประเด็น "ปลด ผบ.ตร." ขึ้นมายึดโยงกับปัญหาอุปสรรคการสืบสวนสอบสวนคดียิงนายสนธิในยามนี้ จึงเป็นเพียง "ข้ออ้าง"

เข้าทำนอง ข่มขู่คุกคาม เพื่อจุดประสงค์ซ่อนเร้น

ถามว่า ในนาทีนี้ จุดประสงค์อะไรจะมีความหมายเท่า "การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ"

ทุกพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาล ทุกยุคสมัยที่ผ่านมาล้วนมุ่งใช้ตำรวจเป็น "เครื่องมือทางการเมือง" !?!!

"มาร์คแม้ว"ปล่อยของ โฆษณาชวนเชื่อ จิตวิทยา การเมือง

ที่มา มติชน



ไม่ใช่เรื่องผิด หากจะมองปรากฏการณ์ "บิ๊กเซอร์ไพรส์" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศในงานแซยิดวันเกิด 60 ปี เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ เป็นโจ๊กทางการเมือง

โดยเฉพาะ การเปิดทีวี 100 ช่องคลุมทั่วโลก เพื่อใช้เป็นช่องทาง ขายสินค้าโอท็อป, จัดเรียลิตี้ชีวิตคนจน เพื่อให้คนรวยทั่วโลกร่วมบริจาคเงินสนับสนุน และเรื่องการศึกษา สอนติววิชา 2 ทาง โดยนำอาจารย์ หรือติวเตอร์ ที่เก่งแต่ละวิชามามาทำการสอน ทางทีวี เพื่อให้เด็กของไทย มีช่องทางเรียนรู้เพื่อแข่งขันกับทั่วโลกได้

เพราะนั่นคือเหตุผลทางการเมือง

เหตุผลที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการ "ปล่อยของ" เพื่อหวังเกทับใส่รัฐบาล ด้วยการโชว์วิสัยทัศน์ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวเอง ต่อผู้คนในสังคมไทย

"ปล่อยของ" เพื่อทุบรัฐบาล ในภาวะที่นายกฯอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้นำประเทศ กำลังตกอยู่ในวงล้อม ถูกตั้งคำถามด้วย "มรสุม" หลายลูก

สอดรับกับ "เอแบคโพลล์" ที่เปิดเผยผลสำรวจความนิยมต่อนายกฯอภิสิทธิ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ใน 17 จังหวัด 4,079 ครัวเรือน พบว่า

ความนิยมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ สูงกว่านายกฯ อภิสิทธิ์ คือ 34% ต่อ 32%

แต่หากมองในเชิงเหตุผล ไม่ได้มองแบบการเมืองเพียวๆ จะพบว่า ปรากฏการณ์ "โฆษณาชวนเชื่อ" ของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเสมือนเป็นแรงกระตุ้นให้เกิด "การแข่งขัน"

เมื่อเกิดการแข่งขัน

ผลประโยชน์ ก็จะตกอยู่กับประเทศชาติ ประชาชน

เหล่านี้ถือเป็น "ผลพลอยได้" ที่เกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อ ของ พ.ต.ท.ทักษิณ

มองในแง่จิตวิทยา รัฐบาลก็คงยอมไม่ได้ที่จะให้ "คู่แข่ง" ทางการเมือง ส่งเสียง พร้อมสารมาจากแดนไกล ลักษณะ "ขี่คอเป่าขลุ่ย" อย่างสบายใจเฉิบ

จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่า มองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการ "แข่งขัน" หรือไม่..?

แต่หากจับอาการของคนในรัฐบาลอย่าง "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทำให้รับรู้ถึง "ความตื่นตระหนกทางการเมือง" ของรัฐบาลได้เป็นอย่างดีหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ "ปล่อยของ" ออกมาลองเชิง

เริ่มต้นจาก การเตรียมเรียกผู้ประกอบการสินค้าโอท็อปพบนายกฯอภิสิทธิ์ ประชุมเพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาสินค้า

หรือการออกมาพูดว่าโทรทัศน์เพื่อการศึกษา ต้นแบบของประเทศไทยคือโรงเรียนวังไกลกังวลที่ทำมาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว และการติวหนังสือผ่านโทรทัศน์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่

แถมบอกด้วยว่า "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รมว.ศึกษาธิการ เตรียมของบประมาณจากโครงการไทยเข้มแข็งไปทำโครงการติวหนังสือผ่านโทรทัศน์ด้วย

มองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ว่า นี่คือ "อาการตื่นตระหนก" ทางการเมือง ที่ต้องการ "เททับกลับ คู่กรณี

หากแต่การ "เกทับกลับ" กลายเป็นเหมือน "คำมั่นสัญญา" ที่รัฐบาลให้ไว้กับประชาชนว่า จะสนับสนุนสินค้าโอท็อป และจะให้ความสำคัญกับการติงหนังสือผ่านโทรทัศน์

ตรงนี้ประชาชนได้ประโยชน์ ผลประโยชน์ตกแก่ประเทศชาติ

หากรัฐบาลทำอย่างจริงจัง จริงใจ และต่อเนื่อง

มองในมุมกลับกัน รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ กำลังจะแถลงผลงานรัฐบาล 6 เดือนในการบริหารประเทศ

โดยเลือกวัน "ปล่อยของ" เหมือนกันคือ ในวันเกิดนายกฯอภิสิทธิ์ 3 สิงหาคม

ซึ่งมาพร้อมสโลแกน "กว่า 100 มาตรการ หลายล้านความสุข.. 6 เดือนนี้ ชีวิตคนไทยดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น.."

แต่ก่อนจะ "ปล่อยของ" มีการออกโฆษณาในรูปแบบสื่อประชาสัมพันธ์ 4 รูปแบบ

1.หนังสือพิมพ์ ซึ่งจะลงตั้งแต่วันที่ 28 กรกฎาคมเป็นต้นไปเป็นเวลา 1 เดือน

2.บิลบอร์ดและแบนเนอร์ที่จะติดทั่วประเทศ โดยมีคอนเซ็ปท์ "ความสุขของคนไทย หรือเป้าหมายของรัฐบาล"

3.วิทยุชุมชน โดยจะเชิญดีเจและผู้จัดรายการวิทยุชุมชนมาพบกันในแต่ละภาค เพื่อจะบอกว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้างใน 6 เดือนที่ผ่านมา

และ 4.จัดทำหนังสือ โดยฉบับเต็ม จะจัดพิมพ์ทั้งหมด 1 หมื่นเล่ม เพื่อแจกจ่ายให้กับ ส.ส. ส.ว.และสื่อมวลชน ส่วนฉบับย่อ ที่จะมีการปรับเนื้อหาให้ไม่หนักมากนัก จะจัดพิมพ์ 2 แสนเล่ม แจกให้กับทุกหมู่บ้าน ทุกห้องสมุดของโรงเรียน และส่วนราชการของรัฐบาล

หากแต่การเดินเกมในลักษณะ "ปล่อยของตามหลัง" อาจจะเกิดผลกระทบในเชิงจิตวิทยา ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะเลี่ยงไม่ได้ว่า จะเกิดการนำมาเปรียบเทียบ

จริงอยู่ หลายโครงการของรัฐบาล อาจจะบอกกล่าวถึงความสำเร็จได้ อย่างโครงการเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท, โครงการต้นกล้าอาชีพ, โครงการเรียนฟรี 15 ปี ฯลฯ

แต่บางโครงการก็เป็นโครงการระยะสั้น ที่มีความสุขเพียงเดี๋ยวเดียว

บางโครงการก็เป็นโครงการระยะยาว ที่ยังไม่เห็นผลสัมฤทธิ์ในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือน

ฉะนั้น สโลแกนที่ว่า "กว่า 100 มาตรการ หลายล้านความสุข.. 6 เดือนนี้ ชีวิตคนไทยดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น.."ในเชิงจิตวิทยา ต้องถือว่าไม่สามารถโน้มน้าวให้เกิดความเชื่อถือได้

เพราะในความเป็นจริง ที่ทุกคนประสบอยู่เวลานี้มีเพียง "ความสุขที่เหลือน้อย"

ซึ่งเป็นความสุขที่ไม่ได้แตกต่างจากผู้คนทั่วโลก ที่ประสบวิกฤตคล้ายๆ กัน อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจที่ถดถอย และการรุกรานของเชื้อหวัดมรณะ

ฉะนั้นหากเปลี่ยนสโลแกนการแถลงผลงาน 6 เดือนรัฐบาล ใหม่เป็น "กว่า 100 มาตรการ หลายล้านความหวัง.. 6 เดือนนี้ ชีวิตคนไทยดีขึ้น มีความหวังมากขึ้น.." น่าจะเป็นเหมือนน้ำทิพย์ชโลมใจคนไทยมากกว่าใช้คำว่า "คนไทยมีความสุขมากขึ้น"

เพราะในแง่ความเป็นจริง รวมทั้งข้อเท็จจริง มันไม่ใช่

ใครว่า "มาทีหลัง ดังกว่า.." ดูท่าจะไม่จริงซะแล้ว..!

"แม้ว"เดินเครื่องดึงบิ๊ก ทรท.ร่วมทำทีวี100ช่อง ทาบพนง.ไอทีวี คุมข่าว-หัวกะทิ"ชินคอร์ป"เป็นช่างเทคนิค

ที่มา มติชนออนไลน์

คนสนิท"แม้ว"ตบเท้าร่วมปั้น"ทีวี100ช่อง" "อ๋อย"ยังลังเลยื่นเงื่อนไขต้องไม่เหมือนช่องเสื้อแดง ชวนอดีตพนง."ไอทีวี"ร่วมวง คาด"ประทีป"นั่งบก.ข่าว "ตวงพร"ขออยู่เบื้องหลัง คัดมือโปรจากชินคอร์ปเป็นมือเทคนิค หวังสร้างคะแนนนิยมทันเลือกตั้งใหม่


รายงานข่าวจากพรรคเพื่อไทยแจ้งถึงการเปิดทีวี 100 ช่อง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อทำเรียลริตี้แก้จน ขายสินค้าโอท็อป และเป็นติวเตอร์เผยแพร่ในหลายประเทศ ว่า ขณะนี้ทีวีช่องดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่างการทดลองออกอากาศผ่านทางสถานีโทรทัศน์ดีทีวี (จานเหลือง) มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วภายใต้ชื่อสถานี "Voice TV" ในช่วงเวลา 20.00-22.00 น โดยมีห้องส่งสัญญาณทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งในประเทศไทยอยู่ที่อาคารโกดักเก่า ริม ถ.วิภาวดี-รังสิต ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ชักชวนอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย และพรรคพลังประชาชน หลายคนเข้ามาร่วมงาน โดยเฉพาะการระดมสมองในเรื่องรูปแบบและเนื้อหา อาทิ นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายภูมิธรรม เวชยชัย นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายอดิศร เพียงเกษ นายสุธรรม แสงประทุม นายจำลอง ครุฑขุนทด นายยงยุทธ ติยะไพรัช และนายจักรภพ เพ็ญแข เป็นต้น ซึ่งบางคนยังลังเล เช่น นายจาตุรนต์มีเงื่อนไขว่าหากรูปแบบเน้นไปที่การเมืองเหมือนกับสถานีโทรทัศน์ดีสเตชั่น ก็คงจะไม่เข้าร่วม แต่อาจจะช่วยบ้างบางครั้งคราว เพราะแนวทางต้องการเน้นไปที่การทำงานด้านวิชาการเป็นหลักเพื่อเตรียมสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง


ข่าวแจ้งว่านอกจากนี้ยังมีการทาบทามอดีตพนักงานไอทีวี หลายคนเข้าร่วมทำงานในครั้งนี้ด้วย โดยคาดว่านายประทีป คงสิบ จะมาทำหน้าที่บรรณาธิการข่าว ส่วนน.ส.ตวงพร อัศววิไล นั้นจะทำงานอยู่เบื้องหลัง นอกจากนี้ยังมีมือโปรด้านเทคนิคที่คัดตัวมาจาก "ชินคอร์ป" มาช่วยงานอีกด้วย


สำหรับรูปแบบของทีวี 100 ช่องนั้น สถานีจะดำเนินการผลิตเองเพียงไม่กี่ช่อง ส่วนที่เหลือจะเป็นการเชื่อมสัญญาณมาจากเคเบิ้ลทีวีอื่น ซึ่งกำหนดไว้ว่าทีวี 100 ช่องจะต้องมีเนื้อหาครอบคลุมทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม การเกษตร เทคโนโลยี วัฒนธรรม กีฬา และบันเทิง คาดว่าจะออกอากาศได้ต้นเดือน สิงหาคมนี้


ข่าวแจ้งว่า การวางยุทธศาสตร์ในระยะแรกจะเน้นไปที่การเผยแพร่เนื้อหาที่สามารถเห็นประโยชน์ได้ทันที ซึ่งก็คือ การศึกษา และการขายสินค้าโอท็อป เพื่อให้เห็นผลในระยะสั้น ก่อนที่จะสอดแทรกเนื้อหาทางการเมือง รวมถึงนโยบายของพรรคเพื่อไทยลงไป โดยคาดว่าภายใน 1 ปีนี้หรือก่อนที่จะมีการหาเสียงเลือกตั้งครั้งใหม่ จะสามารถสร้างคะแนนนิยมให้กับพรรคเพื่อไทยได้