WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, July 30, 2009

สื่อมวลชน:เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2552
*บทความเกี่ยวเนื่อง:ซีรีส์สุดมันส์ลากไส้สื่อเห้


ขอเชิญร่วมแลกเปลี่ยนถกเถียง ในหัวข้อ
“สื่อมวลชน : เครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง”
นำเสนอโดย สาทร ศรีเกตุ
นิสิตป.เอก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ประเด็น
- นายทุนสื่อมวลชนไทย ผู้แสวงหากำไรสูงสุดและอำนาจการครอบงำ
- กลยุทธการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
- ภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นโดยสื่อโฆษณาสินค้า
- ละครน้ำเน่าการผลิตซ้ำของวัฒนธรรมไทยล้าหลัง


ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00-18.00 น.

ห้องกระจก ชั้น 2 ตึก 2 รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

จัดโดยองค์กรสังคมนิยม “เลี้ยวซ้าย” www.pcpthai.org

สอบถามเพิ่มเติม 085-8530329 หรืออีเมล์ turnleft2008@gmail.com

จาตุรนต์:วิกฤตประเทศไทยกับการพูดข้างเดียว(ของรัฐบาล)

ที่มา Thai E-News


ที่มา เครือข่ายจาตุรนต์
30 กรกฎาคม 2552

หมายเหตุ -นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เปิดตัวหนังสือเสียง (Audio Book ) เรื่อง “ความจริงวิกฤตประชาธิปไตย 27 ประเด็นที่สังคมไทยต้องการคำตอบ”ดำเนินรายการโดยนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ สำหรับหนังสือนี้เป็นหนังสือเสียงการเมืองเล่มแรกของประเทศไทย อยู่ในรูปแบบของแผ่นซีดี สามารถใช้เครื่องเล่น MP3 ใช้โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ในการรับฟังเนื้อหา สำหรับการผลิตครั้งนี้ ภายใต้การควบคุมของนางสาวศันสนีย์ นาคพงศ์ ให้เสียงบรรยายโดย จิราภรณ์ สุมณศิริ - จอม เพชรประดับ ณ ห้องกิ่งเพชร โรงแรมเอเชีย ราชเทวี เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม 2552

“วิกฤตประเทศไทยกับการพูดข้างเดียว (ของรัฐบาล)”


สุรนันทน์ : ที่บอกว่าสถานการณ์วิกฤตตั้งแต่เปิดตัวหนังสือมาจนถึงวันนี้ ความรู้สึกของประชาชนมันรู้สึกอึดอัดมากขึ้น วิกฤตมากขึ้น ทำไมวิกฤตตรงนี้ จึงมีความผสมผสานกันทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ต้อตอของวิกฤตคืออะไร

เป็นความไม่พอใจกับระบบที่เป็นอยู่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากว่าคนครึ่งประเทศเลือกอีกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมา เกิดกระบวนการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 2 คน เปลี่ยนรัฐบาลไป 2 รอบ และต่อมาก็กลายเป็นฝ่ายค้าน เขาก็เห็นว่ากติกาแบบนี้ไม่เป็นประชาธิปไตย


จาตุรนต์ : วิกฤตการเมืองและวิกฤตเศรษฐกิจเกิดขึ้นพร้อมๆกัน ก็อาจจะเรียกได้ว่า เป็นความบังเอิญอยู่ด้วย การเกิดวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน อาจจะไม่ได้มาจากเหตุเดียวกัน

เราเกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 40 แต่ในขณะนั้นเราได้ผ่านการปฏิรูปการเมือง วิกฤตการเมืองเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นแล้ว ช่วงปี 2534 - 2535 สังคมไทยก็พยายามแก้ปัญหาโดยการปฏิรูปการเมือง แล้วมาแก้รัฐธรรมนูญปี 40 ใช้พอดี แล้วเราก็มาเจอวิกฤตเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายก็สามารถแก้วิกฤตเศรษฐกิจร่วมกัน ถึงแม้ว่าจะแก้ไม่ค่อยได้ดี

รัฐบาลหลังจากปี 2540 แก้ไมได้ แต่ก็มีกระบวนการทางการเมืองมาช่วยแก้ปัญหา ในการเลือกตั้งปี 2544 ได้รัฐบาลใหม่เข้ามาแก้ โดยที่ในระหว่างนั้นก็ไม่มีการขัดแย้งอะไรมากๆ ไม่มีการมาประท้วงไล่รัฐบาล หรือรัฐบาลต้องมาคอยแก้ไขปัญหาการเมืองอะไร

พอมาครั้งนี้เราเริ่มมีปัญหาเศรษฐกิจบ้างแล้วจากเรื่องราคาน้ำมัน เรื่องโน้นเรื่องนี้ต่อกันมาตั้งแต่โรคซาร์ส ไข้หวัดนกเรื่อยมา ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจมีบ้างแล้ว

แต่มาเกิดปัญหาการเมืองในช่วงต้นปี 2549 เกิดการยึดอำนาจ และหลังจากนั้นที่เราบอกว่า ยึดอำนาจประชาธิปไตยถอยหลังชั่วคราว พวกที่ชอบอธิบายแทนฝ่ายที่ยึดอำนาจ ก็บอกว่า ถอยหลังชั่วคราวเพื่อจะก้าวไปเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

แล้วหลายคนอีกเหมือนกันที่วิจารณ์ ผมก็วิจารณ์เหมือนกันในหนังสือนี้ว่า ไม่ใช่การถอยหลังชั่วคราว เป็นการถอยหลังก้าวใหญ่ และเป็นการดึงให้ประเทศไทยถอยหลังมากยิ่งขึ้น

มาที่คำถาม หนังสือ เล่มนี้ตีพิมพ์หลังจากได้รัฐบาลนี้มาแล้วระยะหนึ่ง วิเคราะห์ไว้ว่า การที่รัฐบาลนี้มาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ต่อเนื่องมาจากการยึด อำนาจ การเขียนรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และ ในที่สุดรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ได้ล้มรัฐบาล จะเรียกว่า 2 รัฐบาล ล้มนายกรัฐมนตรีไป 2 คน โดยกลไกตามรัฐธรรมนูญ บวกด้วยการเคลื่อนไหวนอกสภา บีบคั้นรัฐบาล

ผสมกับการสนับสนุนของผู้อยู่ในอำนาจที่ควรจะแก้ปัญหา แต่ไม่แก้ เมื่อรวมกันแล้ว ได้มาเป็นรัฐบาล ก็กลายเป็นรัฐบาลที่พูดได้ว่า เป็นรัฐบาลที่ได้มาโดยไม่ชอบ และอยู่ภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย รวมทั้งเกิดกรณีที่ไม่เป็นธรรม ไม่ยุติธรรม ไม่เป็นไปตามหลักการของความยุติธรรม

การได้รัฐบาลในสภาพอย่างนี้ ภายใต้กติกาอย่างนี้ ได้บรรยากาศทางการเมือง สภาพแวดล้อมทางการเมืองอย่างนี้ จึงไม่มีทางที่จะแก้ปัญหาการเมืองได้ นอกจากนั้นจะเป็นระบบคล้ายๆกับกินตัวเองไปเรื่อยๆ เราก็จะพบกับความไม่พอใจที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เฉพาะกับรัฐบาล

แต่เป็นความไม่พอใจกับระบบที่เป็นอยู่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากว่าคนครึ่งประเทศเลือกอีกพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมา เกิดกระบวนการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี 2 คน เปลี่ยนรัฐบาลไป 2 รอบ และต่อมาก็กลายเป็นฝ่ายค้าน เขาก็เห็นว่ากติกาแบบนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยได้ มีกลไกอะไรไม่รู้มาล้มล้างหักล้างประชาธิปไตยของประชาชนไป


สุรนันทน์ : ถ้าฟังไม่ผิด ข้อแตกต่างระหว่างปี 2540 หรือปีนี้ ปี 2540 เรามีวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงด้วย แต่เรามีรัฐธรรมนูญที่มีกติกาที่ทุกคนยอมรับ เลยแก้ปัญหาได้ แม้ในช่วงแรกการบริหารการจัดการจะยังมีปัญหา แต่คราวนี้มีวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งทีแรกเราคิดว่า ไม่แรง แต่กติกามันไม่ใช่ เป็นรัฐธรรมนูญอีกฉบับหนึ่ง ทำให้วิกฤตนั้นแรงขึ้น

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วประเทศไทยไม่ควรเกิดวิกฤตหนักๆ แบบเรียกว่าติดอันดับไปกับเขาด้วย ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น
แต่ว่าที่เป็นอย่างนั้น สาเหตุที่สำคัญคืออะไร สนามบินสุวรรณภูมิถูกยึด คนไม่อยากมาเที่ยว เสถียรภาพทางการเงินไม่มี


จาตุรนต์ : คือเราไม่ควรเจอกับปัญหาเศรษฐกิจหนักกว่าหลายๆประเทศ เนื่องจากต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่เราแล้ว

ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาในเรื่องสถาบันการเงิน ธนาคาร ไม่เหมือนครั้งนั้นเลย พอเราผ่านวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาแล้ว เราเข้มงวดกันมากขึ้น ระบบสถานบันการเงิน ธนาคารมีมาตรการเข้มงวดกวดขันมากๆ การที่จะนำเงินทุนเข้ามามากๆ เหมือนกับการเปิดเสรีทางการเงินสมัยก่อนก็ทำไม่ได้ การที่จะไปให้เครดิตมากๆอย่างที่ต่างประเทศทำกัน ก็ไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย

เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้วประเทศไทยไม่ควรเกิดวิกฤตหนักๆ แบบเรียกว่าติดอันดับไปกับเขาด้วย ไม่ควรจะเป็นอย่างนั้น

แต่ว่าที่เป็นอย่างนั้น สาเหตุที่สำคัญคืออะไร สนามบินสุวรรณภูมิถูกยึด คนไม่อยากมาเที่ยว เสถียรภาพทางการเงินไม่มี

คำถามยอดฮิตของคนไทยเอง คนต่างประเทศ นักลงทุน และผู้สื่อข่าวต่างประเทศคือ ต่างวิเคราะห์กันไปว่า รัฐบาลนี้จะอยู่ถึงสิ้นปีไหม พอเขาถามอย่างนี้ใครจะมาลงทุน การลงทุนไม่มี การส่งออกต่างประเทศมีปัญหา เพราะกำลังซื้อน้อยลง การลงทุนก็น้อย การ ท่องเที่ยวก็น้อย เราก็เจอปัญหาที่หนักกว่าที่เราควรจะเป็น ในการแก้ปัญหาเรามาพบกับสภาพที่รัฐบาลซึ่งที่มีมาแบบพิเศษนี้ จำเป็นต้องพึ่งหลายฝ่ายมาก

รัฐบาลนี้แกนนำรัฐบาลดูแลได้เพียงกระทรวงเดียว ที่เป็นกระทรวงที่มีหน้าที่ทางเศรษฐกิจ คือกระทรวงการคลัง และปัจจุบันการใช้นโยบายการคลัง การใช้จ่ายภาครัฐไปกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ลำบากมาก ทำได้จำกัดมาก เพราะว่าประเทศเสียหาย เนื่องจากการส่งออกน้อยลงไปมาก ซึ่งการส่งออกในประเทศไทยใหญ่โตมาก ใหญ่กว่ารายจ่ายในภาครัฐบาลมาก และลดลงไป ล่าสุดลดไป 25 เปอร์เซ็นต์ ธรรมดาการส่งออกประเทศไทยขยายตัวปีหนึ่งประมาณ 15 - 17 เปอร์เซ็นต์แทบทุกปีก่อนหน้านี้ เวลานี้นอกจากไม่ขยายตัวแล้วยังติดลบ 20 เปอร์เซ็นต์ หลังสุดติดลบ 25.5 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับต่างกัน 40 เปอร์เซ็นต์ บวก 15 มาเป็นลบ 25 เปอร์เซ็นต์ ต่ำลงไปมากจนน่าตกใจ

การเพิ่มงบประมาณภาครัฐ บอกว่าจะมีการกระตุ้นเศรษฐกิจใช้เงิน 8 แสนล้านบาท ทำไปพักหนึ่ง ผ่านไปครึ่งปี รัฐบาลขาดรายรับจากภาษีต่างๆ 3 แสนกว่าล้าน มีการประมาณการว่า ในงบประมาณปีนี้รัฐบาลไทยจะขาดดุลงบประมาณอยู่ประมาณ 6 แสนล้านบาท เงิน 8 แสนล้านที่กู้กันมานี้ บอกว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่การจะกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้ไป 2 - 3 ปี แค่ปีนี้ปีเดียวเอาไปใช้เงินคงคลังก็หมดแล้ว

เพราะฉะนั้นการใช้จ่ายภาครัฐจำกัดมาก นโยบายการคลังอยู่ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีคลังคุยกัน แต่ไม่สามารถดูแลกระทรวงอื่นที่เป็นกระทรวงสำคัญอื่นๆได้เลย เพราะว่ายกให้พรรคร่วม เนื่องจากต้องตอบแทนบุญคุณพรรคร่วมที่อุตสาห์ย้ายข้างมา เพราะฉะนั้นไม่สามารถดูแลอะไรได้

นอกจากเรื่องเซ็นอนุมัติขายข้าว เซ็นก่อนมติครม.หรือไปเซ็นย้อนหลัง แค่นี้นายกฯก็แก้ไม่ได้แล้ว และจะคุยกับรัฐมนตรีต่างๆได้ยังไง กรณีรถเมล์ 4,000 คันเข้าแล้วเข้าอีกอยู่อย่างนั้น เวลานี้กลับไปสภาพัฒน์ฯ ยืดเวลาออกไปอีก ขึ้นป้ายกันไปว่า จะ ทำเพื่อคนกรุงเทพฯยังไง แต่เรื่องยังทบทวนอยู่ การที่รัฐบาลดูแลกระทรวงสำคัญๆทางเศรษฐกิจไม่ได้เลย การแก้ปัญหาก็ยากมาก เหลือกระทรวงการคลังกระทรวงเดียว ทำได้คือขึ้นภาษีกับกู้

มันก็ยากผิดปกติ เสร็จแล้วยังต้องคอยเอาใจกองทัพ กระทรวงกลาโหมของบประมาณบอกซื้อเครื่องบิน รัฐบาลทำท่าขึงขังเอาไว้ก่อน พอเอาเข้าจริงๆ เขาบอกว่า ขออนุมัติหลักการก่อนแล้วกัน ตรงนั้นหลักการแปลว่าอะไร แปลว่าก็เดี๋ยวได้เงินมาชัดเจนอยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นการต้องพึ่งหลายฝ่ายอย่างนี้ จะทำอะไรได้ง่ายๆไม่ได้


สุรนันทน์ : หากฟังตอนแรกคือ กติกามันผิด ส่วนที่สองคือการบริหาร การจัดการ เลยเพี้ยนไปด้วย มาส่วนที่สาม เมื่อกติกาผิด หลักการบริหารเพี้ยน คนทำนั้นทำเป็นหรือเปล่า ทั้งสามส่วนนี้ทิ้งน้ำหนักไปที่ไหน

เรื่องสำคัญที่สุด ผมคิดว่ายังอยู่ที่การประชุมหารือ หาข้อสรุปและสั่งการ ไม่ใช่เดินไป หรือแค่ปาฐกถาหรือเปิดงานแค่นี้ไม่ได้..เราจะพบนายกฯไปเปิดงานไปเป็นสักขีพยานในการประกวด ชื่อหมีแพนด้า คือผมเข้าใจว่า การจัดคิวมีปัญหามาก การจัดคิวนายกฯมีปัญหามาก


จาตุรนต์ : การบริหาร การเป็นผู้บัญชาการ ผู้สั่งการในภาวะวิกฤต เราต้องการการบริหารท่ามกลางวิกฤต เพราะว่าต้องมีผู้รับผิดชอบ ต้องมีผู้นำ ต้องสามารถที่จะจัดให้มีการหารือฝ่ายต่างๆ และหารือผู้รับผิดชอบ

ความจริงผู้รับผิดชอบคืออะไร คือรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ และข้าราชการระดับสูงๆ หารือตัดสินใจ สั่งการ บัญชาการ ประสานงานว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราไม่เห็นบรรยากาศนี้เลยในช่วง 6 เดือนนี้มานี้ ในครม.มีเพียงแค่ว่า มีเรื่องนี้เข้ามาแล้วก็ตีกลับไป เรื่องนี้เข้ามาเห็นชอบก็แถลงไป แต่ว่าไม่มีบรรยากาศว่า ทำยังไงจะแก้ปัญหาส่งออก

หลังสุดไข้หวัดใหญ่2009 จะ เห็นชัดเลยไม่มีประชุมอะไรเลย เสนอเข้าไปประชุมทีหนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขก็ออกมาบอกว่า ต้องทำอย่างหนึ่ง อย่าเพิ่งปิดโรงเรียนเลย ถ้าไม่จำเป็นก็ยังไม่ต้องปิด พอปิดไปทั่วกรุงเทพฯไปแล้ว ใส่หน้ากากจะใส่หรือไม่ใส่ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขบอกว่า เอาไปโฆษณาใหญ่ถ้าป่วยค่อยใส่ นั่ง รถมาตามป้ายก็เห็นผู้ว่าฯกทม.ยังใส่หน้ากากและรณรงค์ให้คนใส่หน้ากาก ไม่ใช่บรรยากาศของการประชุมสั่งการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ในเรื่องเศรษฐกิจก็ไม่มี เราจะเห็นภาพที่แปลกมาก เช้าขึ้นมามีข่าวการส่งออกติดลบเท่านี้ เศรษฐกิจติดลบเท่านั้น ในข่าวก็มีติดลบ 7.1 เปอร์เซ็นต์ นักข่าวไปถามนายกฯ ซึ่งเดิมนายกฯบอกว่าคงไม่ติดลบหรอก คงจะได้ซักศูนย์ใช่ไหม ต่อรองกันลบ 2 เปอร์เซ็นต์ ลบ 3 เปอร์เซ็นต์ นายกฯ บอกว่าได้ซักศูนย์ไตรมาสแรก พอติดลบ 7.1 นายกฯบอกว่า ก็ยังดีกว่าบางประเทศ เสร็จแล้วในวันเดียวกันเราจะพบนายกฯไปเปิดงานไปเป็นสักขีพยานในการประกวด ชื่อหมีแพนด้า คือผมเข้าใจว่า การจัดคิวมีปัญหามาก การจัดคิวนายกฯมีปัญหามาก

เรื่องต่างประเทศที่คนบอกว่าทำไมไปประเทศฮ่องกงก่อนประเทศจีนนั้นก็แบบหนึ่ง คือไปประเทศฮ่องกง ประเทศจีนก็ดูอยู่ว่า ทำไมเกิดอย่างนี้ขึ้น ก็อาจจะบอกว่าไปพูด แต่ไปแล้วก็ต้องเจอผู้นำเขา

แต่เรื่องใหญ่มาก เรื่องสำคัญที่สุด ผมคิดว่ายังอยู่ที่การประชุมหารือ หาข้อสรุปและสั่งการ ไม่ใช่เดินไป หรือแค่ปาฐกถาหรือเปิดงานแค่นี้ไม่ได้


สุรนันทน์ : แต่นายกฯอภิสิทธิ์ก็พยายามอยู่ไม่ใช่หรือ ออกรายการความเชื่อมั่นกับนายกฯอภิสิทธิ์ เขาบอกว่าเขาเข้าใจเรื่องสิ่งที่ต้องทำ แต่เขาก็ต้องยอมรับความเป็นจริงทางการเมือง ก็คือเงื่อนไขที่ทำให้เขามานั่งตรงนี้ และมีพรรคร่วมรัฐบาล และ อาจจะมีผลต่อภาวะการเป็นผู้นำ ถ้าเป็นคุณจาตุรนต์นั่งอยู่ตรงนั้นจะบริหารพรรคร่วมได้ไหม แต่คุณจาตุรนต์เคยนั่งเป็นรองนายกฯอีกก้าวหนึ่งก็เป็นนายกฯ แล้ว

แต่พอผ่านการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา เห็นชัดเจนเลย เวลานี้พรรคร่วมรัฐบาลที่เตรียมหาเสียงทั่วประเทศ บอกกันเรียบร้อยแล้วว่า ยังไม่พร้อม เพราะแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งซ่อม นายกฯก็ต้องบอกว่า จับไต๋ได้


จาตุรนต์ : ถ้าเป็นผมพูดยาก เพราะเป็นนายกฯ อบต. ยังไม่ได้เลย ใน ภาวะวิกฤตมาคิดถึงเรื่องว่า พรรคร่วมจะคิดยังไง เดี๋ยวจะขัดใจพรรคร่วมมากเกินไป ไม่ได้ ไม่ว่าจะยังไงต้องเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาก่อน กรณีพรรคร่วมรัฐบาล

ผมก็เข้าใจว่า 3-4 เดือนแรก นายกฯต้องระวังให้มาก เพราะพรรคร่วมบางพรรคก็ขึ้นป้ายหาเสียงทั่วประเทศเต็มไปหมด ใช้งบประมาณแผ่นดินทั้งนั้น เหมือนเขาส่งสัญญาณว่าพร้อมจะเลือกตั้งเมื่อไรก็ได้ นายกฯซึ่งเพิ่งรวบรวมสมัครพรรคพวกมา รอมาตั้งกี่ปีแล้ว 8 ปี ว่างเว้นไม่ได้เป็นอะไรมา 8 ปี ตั้งท่าจะเป็นคราวเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เหมือนกับได้ไปแล้ว พอประกาศออกมาแพ้เขาอีก เขาก็คงจะมีภาระอะไรเยอะแยะ เขาอยากจะเป็นนานที่สุด พรรคร่วมรัฐบาลขู่มา บอกว่าพร้อมเลือกตั้งแล้วนะ ติดป้ายหาเสียงทั่วประเทศแล้วนะ เตรียมเสื้อเตรียมอะไรใส่กันแล้ว น่าเห็นใจตรงนั้น

แต่พอผ่านการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา เห็นชัดเจนเลย เวลานี้พรรคร่วมรัฐบาลที่เตรียมหาเสียงทั่วประเทศ บอกกันเรียบร้อยแล้วว่า ยังไม่พร้อม เพราะแพ้ยับเยินในการเลือกตั้งซ่อม นายกฯก็ต้องบอกว่า จับไต๋ได้ เวลา นี้นายกฯต้องจับไต๋พรรคร่วมรัฐบาลได้ ว่าไม่มีใครอยากยุบเร็ว เพราะถ้ายุบเร็ว บางพรรคจะหายไปเลยจากการเมืองไทย เพราะฉะนั้นต้องกล้าตัดสินใจว่า จะทำอะไรต้องขัดใจใครบ้าง

เวลานี้ผมอยากเห็นรัฐบาลเชิญฝ่ายต่างๆมา เชิญภาคธุรกิจมา ภาคส่งออก ท่องเที่ยว เกษตรกร มาฟังความเห็น แล้ว ถ้าจะต้องตัดสินใจยังไง ปรับเปลี่ยนงบประมาณยังไง ปรับเลย ไม่ต้องกลัวว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะตีรวน พรรคร่วมจะไปไหน เมื่อไม่ได้ทำอย่างนี้นานเข้า เหมือนกับถ้าเป็นเรื่องจะไปแถลงข่าว

มันเข้าข่าวไม่ติดแล้ว คือจะไปคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ บรรยากาศไม่เคยเป็นอย่างนั้นก่อนเลย หมายถึงมานั่งคุยกันบอกว่าเรื่องนี้เป็นยังไง จะเอาอย่างนั้นไหม จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ไหม ผมเคาะอย่างนี้ แล้วแถลง ไม่มีแบบนี้ มีแต่ว่าเพิ่มโครงการของคุณที่ค้างอยู่เป็นยังไง ปรับได้ไหม แก้ได้ไหม เป็นเพียงเรื่องย่อยๆ


สุรนันทน์ : ดังนั้นถ้าจะพูดสิ่งที่นายกฯอภิสิทธิ์กำลังทำอยู่คือ บริหารการเมืองมากกว่าบ้านเมือง

จาตุรนต์ : บริหารการเมืองและต้องบริหารบ้านเมืองท่ามกลางวิกฤต คำว่าวิกฤตคือ วิกฤตประชาธิปไตย เน้นเรื่องประชาธิปไตย

แต่เวลานี้วิกฤตประเทศ มีทั้งวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตสังคม ซึ่งมันเป็นวิกฤตใหญ่มาก ซึ่งในภาวะวิกฤต การบริหารจะต้องบริหารวิกฤตท่ามกลางวิกฤต คือจะต้องรับรู้ข้อมูลเร็ว ตัดสินใจเร็ว กล้าตัดสินใจ และเมื่อตัดสินใจแล้วต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจความเป็นจริง ไข้หวัดใหญ่2009 จะเห็นชัดเลย เอาอันนี้ประยุกต์ก็ได้


สุรนันทน์ : ถ้าจะแนะนำนายกฯอภิสิทธิ์ นั่งหัวโต๊ะต้องแก้วิกฤตเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง ถ้านายกฯอภิสิทธิ์บอกว่าเห็นด้วยกับแนวทางนี้

รัฐบาลยังติดใจไปฮ่องกงก่อนไปจีนอย่างนี้ก็ลำบากแล้ว เพราะคราวที่แล้วที่พัทยา นายกฯจีนงงว่าจะออกจากโรงแรมยังไง หานายกฯไทยไม่เจอ นายกฯไทยไปก่อนแล้ว ก็โกรธค้างกันอยู่


จาตุรนต์ : วิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ เรื่องใหญ่มากคือ นโยบายการคลังยังไงเสียก็ไม่สามารถเอามาแก้วิกฤตเศรษฐกิจได้ รายได้หายไปมากขนาดนี้ ถึงขณะนี้มีรายได้มากแล้วก็ยังไม่สามารถส่งผลได้ คือคิดแบบคณิตศาสตร์ได้ รายจ่ายภาครัฐถึงจะมากขึ้นมาอีก เทียบกับรายได้ประชาชาติแล้ว เป็นเปอร์เซ็นต์ไม่กี่เปอร์เซ็นต์กับการส่งออกที่หายไปทีหนึ่งเยอะมาก 20 เปอร์เซ็นต์ สินค้าส่งออกที่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี มันเทียบกันไม่ได้

เพราะฉะนั้นเรื่องใหญ่ของเศรษฐกิจไทยที่ต้องหันมาดูแลคือ เรื่องการส่งออก เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องที่จะทำรายได้เข้าประเทศ การลงทุน ก็หนีไม่พ้นลงทุนแล้วบริโภคกันเองในประเทศกับลงทุนแล้วส่งออก ประเทศไทยเป็นประเทศที่เน้นการส่งออกมานานแล้ว เรื่องการส่งออกก็ต้องหาตลาด ซึ่งนายกฯไม่ค่อยมีภาพของการเจรจาหาตลาดเท่าไร ซึ่งมีครั้งหลังไปจีนก็ได้มาบ้างเล็กน้อย แต่ว่าไปหลายประเทศไม่ได้ รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ไปต่างประเทศ ไปตามคนกลับประเทศ แต่ไม่ไปคุยเรื่องส่งออก

เริ่มแรกเลยต้องหาตลาดจริงจัง ระดมคนเลย ออกหาตลาดๆใหญ่ๆที่เขาเสียหายมากๆ ดูจะยาก จะต้องไปหาตลาดที่ประเทศจีน อินเดีย แอฟริกา ประเทศที่ไม่กระทบมาก คือในโลกไม่ใช่กระทบเหมือนกันหมด ประเทศที่เขาไม่ได้มีความเสียหายทางการเงิน ประเทศที่ไม่ได้พึ่งการส่งออกมากๆอีกหนึ่ง สองกลุ่มนี้เป็นประเทศที่ไม่กระทบกระเทือนมาก

ประเทศ จีนทำไมไม่กระเทือนมาก เศรษฐกิจใหญ่โตเป็นอันดับ 3 ของโลก ส่งออกเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเยอรมัน แต่การส่งออกของจีนเป็นเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ ที่จริงแล้วประเทศจีนอาศัยเศรษฐกิจในประเทศมาก เขาจึงไม่กระทบมากจากวิกฤตคราวนี้ จะมีประเทศอย่างนี้อยู่ ประเทศเหล่านี้เป็นมิตรกับเรามาก ประเทศจีนเป็นมิตรกับเรามาก

แต่ถ้ารัฐบาลยังติดใจไปฮ่องกงก่อนไปจีนอย่างนี้ก็ลำบากแล้ว เพราะคราวที่แล้วที่พัทยา นายกฯจีนงงว่าจะออกจากโรงแรมยังไง หานายกฯไทยไม่เจอ นายกฯไทยไปก่อนแล้ว ก็โกรธค้างกันอยู่

การหาตลาดเป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องที่ยากมากและเป็นเรื่องที่สะท้อนปัญหาของระบบของประเทศเลย ต้องยอมรับว่านายกฯและรมต.คลังก็แก้ยาก คือ การส่งออก การช่วยการส่งออกที่สำคัญมากคือ เรื่องค่าเงิน นโยบายดอกเบี้ย ธนาคารแห่งประเทศไทยท่องคาถามาตลอด เรื่องตั้งเป้าอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งไม่ใช่เป็นปัญหาของประเทศไทยมาเลยในรอบสิบปี และในวันนี้ธนาคารแห่งประเทศแปลกประหลาดมากเลย ตั้งเป้าอัตราค่าเงินเฟ้อซึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้วถ้าจะตกลงอย่างนี้ รัฐบาลต้องตกลงกับธนาคารแห่งประเทศไทย

แต่ประเทศนี้มีระบบธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีความเป็นอิสระ และหลังจากรัฐบาลสุรยุทธ์แล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยยิ่งมีอิสระมาก ด้วยการออกกฎหมายมาแล้ว ใครก็ไปแนะนำธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้

เรื่องที่ทั่วโลกจะต้องทำกัน นอกจากเรื่องการส่งออก มันโยงกันที่ทั่วโลกทำกัน คือการเอาเงินดอลลาร์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอยู่ เขาคำนวณว่า เกินอยู่ประมาณ 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่สามารถเอามาใช้ได้ ถ้าเป็นประเทศอื่นจะเอาเงินก้อนนี้มาตั้งเป็นกองทุนและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน หลายประเทศเขาทำแล้ว

ประเทศไทยคนอย่างอาจารย์โกร่งบ้าง อาจารย์ณรงค์ชัยบ้าง เขาจะพูดเรื่องพวกนี้ เอาเงินก้อนนี้มาใช้ลงทุนทำโครงสร้างพื้นฐาน ก็เหมือนกับใช้แทนรัฐบาล เพราะรัฐบาลไม่มีเงินเลย เอาเงินมาใช้แบบนี้ มันจะทำให้ค่าเงินบาทอ่อนลงด้วยในตัว นอกจากนั้นเข้าไปดูแลนโยบายดอกเบี้ย นโยบายค่าเงิน เพื่อให้ค่าเงินมันอ่อนลงอีกบ้าง ถ้าเอาเงินนั้นมาใช้ได้ แต่เงินนั้นใช้ไม่ได้ เพราะกฎหมายกันไว้หมดแล้ว เวลานี้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ชำระหนี้เก่าที่เคยมีปัญหา อยู่เฉยๆไม่ชำระก็ได้ ไม่มีใครว่าอะไรได้ เอาเงินมาใช้ก็ไม่ได้

รัฐบาลนี้คุยกับธนาคารแห่งประเทศได้ดีกว่ารัฐบาลก่อน เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยตามข่าวเขาเอียงข้างรัฐบาลนี้อยู่แล้วทางการเมือง แต่เนื่องจากระบบมันแข็งเกินไป ระบบคือใครก็ต้องการเป็นอิสระหมดในประเทศนี้ เกิดองค์กรอิสระขึ้นมาเยอะแยะ ก็อิสระจากรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทยก็อิสระจากรัฐบาล อัยการก็อิสระจากรัฐบาล ใครก็อิสระหมด เมื่อเป็นอย่างนี้พอเราเจอวิกฤตขึ้นมา เราแก้ไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีคลังคุยกับแบงก์ชาติไม่ได้ ตอนนี้รัฐมนตรีคลังทำอะไร รัฐมนตรีคลังก็บอกว่า หาทางมาร่วมมือกับธนาคารของรัฐ เพื่อที่จะเอาเงินไปผสมทำให้เป็นซอฟต์โลนสมัยก่อน ปัจจุบันนี้ซอฟต์โลนธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะร่วมมือกับเอ็กซิมแบงก์ และเอาไปให้กู้ดอกเบี้ยต่ำๆไม่มี สมัยก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว 15 ปีที่แล้วมีเยอะ

แต่สมัยนี้ไม่มีแล้ว และรัฐบาลก็ไม่สามารถพูดกับแบงก์ชาติได้ เพราะแบงก์ชาติเป็นรัฐอิสระ ซึ่งอิสระมาจากไหนเพราะเดิมก็อิสระมากอยู่แล้ว สมัยยึดอำนาจนี้แหละ ด้วยความคิดที่ว่าอะไรก็ต้องออกจากฝ่ายรัฐบาล ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง เขาก็เตรียมไว้ ออกกฎหมายมาเพื่อที่จะให้แบงก์ชาติยิ่งเป็นอิสระ ทั้งๆที่วิกฤตเศรษฐกิจของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อปี 2540 ใครไปดูผลการศึกษาก็ได้

คนอย่างอาจารย์อัมมาร สยามวาลา วิจารณ์ไว้เองว่าปัญหาจากการที่แบงก์ชาติมีแต่คนคลุกคลีกันอยู่ภายใน ไม่รับคนใหม่ๆเข้ามาและความรับรู้ ความเข้าใจเรื่องเศรษฐกิจคับแคบ และปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 ไม่ได้เกิดจากการเมืองเลย อันนี้ชัดเจนไปดูผลการศึกษาที่ไหนก็ได้ แต่ยังคงท่องคาถาว่า ต้องให้แบงก์ชาติเป็นอิสระจากการเมือง เพราะกลัวฝ่ายการเมืองจะแทรกแซง เพราะจริงๆ แล้วก็คือ คุณทำพังกันมา

ถามว่า คุณทำพังกันมา ใครพูด นักวิชาการพูด ไม่ใช่พวกผมนักการเมืองเป็นคนพูด วันนี้ประเทศนี้มาอยู่ในภาวะที่คุยกับแบงก์ชาติไม่ได้ แบงก์ชาติซึ่งขาดความรู้อย่างมากในเรื่องมหภาค ผมก็เคยทำงานด้านการคลังมาบ้าง แต่ว่าผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงินการคลังก็พูดกันอย่างนี้ จนถึงวันนี้เขาขาดความรู้ด้านเศรษฐกิจด้านมหภาคอย่างมาก โดยที่รัฐบาลซึ่งก็ไม่รู้ว่ารู้หรือไม่ รู้แค่ไหนก็ยังเป็นปัญหา ก็ไม่สามารถคุยกับแบงก์ชาติได้

นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องนั่งหัวโต๊ะ เชิญมาหมดเลย และยังต้องคุยกับแบงก์ชาติ คุยยากก็ยังต้องคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันนี้แหละ และพูด เอานักวิชาการมา เอานายธนาคารมา เอาผู้ส่งออกรายใหญ่ๆ นักธุรกิจสำคัญๆมาพูดกัน ว่าคุณจะเอายังไงกับการส่งออก จะช่วยการส่งออกได้ดีกว่านี้ ช่วยการท่องเที่ยวได้ดีกว่านี้ สถาบันการเงินควรทำอย่างไร วันนี้ธนาคารต่างๆบอกว่าไม่กล้าปล่อย นโยบายดอกเบี้ยของแบงก์ชาติก็ไม่ได้หนุนให้เขาปล่อย เขาก็ไม่อยากเสี่ยงอยู่แล้ว ในธุรกิจที่ทำกันอาจจะมี 20 เปอร์เซ็นต์ ทำแล้วก็เจ๊งอีก เขาก็บอกว่าเพื่อปลอดภัย เขาก็ไม่ปล่อยทั้งร้อยเลย สุดขั้วนิดหนึ่ง แต่ว่าเขาจะคิดแบบนี้ ไปปล่อยทำไม

จุดนี้กระทรวงการคลังทำได้ หากองทุนมา หาสถาบันมา แล้วบอกว่า ตรง 20 เปอร์เซ็นต์นี้ มารับผิดชอบร่วมกัน ทางฝ่ายรัฐรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ทางธนาคารเขามีความรู้สึกว่า ปล่อยไปแล้วตรงส่วน 20 มันลดลง แล้วเขากล้าปล่อย การปล่อยก็เพื่อให้ 80 มันไปได้ ถ้าเราไม่คุยกับสถาบันการเงิน แล้วสถาบันการเงินบอกว่า อย่างนี้มันปลอดภัยกว่า ผ่านไปอีก 2 ปี อาจจะพบว่า ธนาคารแย่กันหมด แย่กันหมดเพราะว่าอะไร เพราะว่าธุรกิจที่ทำอยู่เขาไปไม่รอด เมื่อเขาไปไม่รอด เขาก็ส่งไม่ได้ ก็กลายเป็นเอ็นพีแอลอีก ถึง ตอนนั้นก็กลายเป็นความเสียหายเกิดขึ้นจริงกับสถาบันการเงินของไทย ซึ่งของต่างประเทศเขาเกิดตั้งแต่เริ่มต้น แล้วมาส่งผลต่อการบริโภค และการลงทุน ของเราเป็นปัญหาจากผู้ลงทุน ผู้ทำธุรกิจก่อน และต่อไปจะไปเกิดต่อสถาบันการเงิน ถ้าไม่อธิบายให้เขาเข้าใจ

อันนี้คือหน้าที่ของคนที่ดูแลด้านมหภาค ดูแลภาพทั้งหมดคือรัฐบาล ต้องเอาความรู้จากที่ต่างๆ แล้วมาอธิบายให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง ถ้าคุณคิดว่า เพื่อความปลอดภัยของคุณเองคือสถาบันการเงิน และทำไมไม่เป็นอะไร ไม่ปล่อยเงินกู้ ออก พันธบัตรมาก็ฮือฮากัน ดอกเบี้ยสูง ดีใจวันเดียวคนมาซื้อพันธบัตร ก็คือรัฐบาลมากู้เงินนั้นแหละ ให้ดอกเบี้ยสูงก็ดีชาวบ้านได้รายได้ รายเล็กๆไม่ค่อยได้


สุรนันทน์: รัฐบาล บอกว่า กู้แล้วก็ไปลงทุน เมื่อลงทุนแล้วก็จะไปแก้ปัญหาปากท้องประชาชนด้วย ถนนไร้ฝุ่นก็จะทำให้ประชาชนมีรายได้ในที่สุดแล้วก็จะกลับมาคืนรัฐ แล้วรัฐก็จะยืนอยู่ได้ ตรงนี้คิดยังไง

จาตุรนต์: ถ้าเงินกู้ 8 แสนล้านเอาไปใช้เรื่องการลงทุนมันก็พอไปได้ ผลจะยังไม่มากนักเมื่อเทียบกับการส่งออกที่หายไป แต่ เรื่องใหญ่ๆเห็นกันอยู่แล้ว เงินกู้ 8 แสนล้านคุณเอาไปชดเชยเงินคงคลังที่จะหายไป 6 แสนล้านบาท ก็เหลืออยู่แสนกว่าๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นแสนกว่าๆ คุณจะเอาไปทำอะไร แต่ว่าก็ต้องเมื่อมาถึงจุดนี้แล้ว และมาพบที่หลังๆจากแจกเงินสองพัน แจกเงินสองพันกันใหญ่จนคนเข้าใจว่า รัฐบาลมีเงิน พอมาวันนี้ขึ้นภาษีก็แล้ว ก็ไม่ได้ มันไม่พอ แล้วเอาไปโปะรายได้ที่หายไปเท่านั้น

การออกพันธบัตรมาไม่ใช่เรื่องที่คนไปซื้อวันเดียวหมด ไปส่งสัญญาณผิด ให้เป็นความสำเร็จของรัฐบาลในการที่คนมาซื้อพันธบัตร คนต้องมาซื้อแน่ เพราะดอกเบี้ย แน่นอนว่ากำหนดดอกเบี้ยไว้สูงหน่อยก็ต้องได้ และ ยังไงก็ต้องได้ดอกเบี้ย เพราะเป็นพันธบัตรรัฐบาล คนก็ไปซื้อ แต่การที่คนไปซื้ออันนั้นก็เป็นเพียงคนที่เขาเอาเงินที่ฝากธนาคารไว้ ถอนออกมาแล้วไปซื้อพันธบัตรแทน กลับกันทางธนาคารเงินก็จะหายไป ภาคเอกชนเงินก็หายไป ความจำเป็นที่จะให้ทางธนาคารให้สินเชื่อ มันมีอยู่แล้วมันก็จะยิ่งยากขึ้น เพราะฉะนั้นมันมีทั้งบวก และลบ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลไปส่งสัญญาณว่า ผมประสบความสำเร็จมากที่มีคนมากู้วันเดียวหมด วันเดียวหมดอยู่แล้ว มากกว่านั้นก็หมด ก็ดอกเบี้ยต่ำๆ มาเป็นดอกเบี้ยสูง ปัญหาของประเทศเวลานี้ทำยังไงไม่ให้ดอกเบี้ยสูงเกินไป โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ ตรงนี้ไม่ได้อธิบาย


สุรนันทน์ : ปัญหา ของเศรษฐกิจตอนนี้ด้านมหภาคเป็นเรื่องใหญ่ แต่คนที่หาเช้ากินค่ำเขาหนักมาก คนว่างงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะแนะนำนายกฯอภิสิทธิช่วยเหลือคนเหล่านี้อย่างไร

จาตุรนต์ : โดยตรงที่จะช่วยเลยทีเดียว ยาก แล้ว เพราะไม่มีเงินเลย รัฐบาลไม่มีเงิน ถังแตกจริงๆเลย รายได้หายไป 3 แสนกว่าล้านจากที่คาดการณ์ และทั้งปีงบประมาณจะหายไป 6 แสนล้านมันเรื่องใหญ่ เรื่องใหญ่มาก แล้วคนก็ทำใจดีสู้เสือไม่บอกใคร


สุรนันทน์ : แล้วนายกฯเอาเงินที่ไหนไปแจก 6,500 ล้าน

จาตุรนต์ : ผมไม่แน่ใจไปนับรวมๆกันยังไง งบลงทุนมันน้อยมาก อันนั้นก็มีปัญหา ในนาทีนี้คิดว่า การบริหารแบบวิกฤต นายกฯกับครม.ไม่ต้องคิดเรื่องไปหาเสียงเลย ผมพูดตรงๆ เสื้อแดงเคลื่อนไหวให้ยุบสภาเร็วๆ ในความรู้สึกผมเห็นว่า ไม่ค่อยเห็นว่าจะเป็นประโยชน์อะไรนัก แต่ก็ไม่ว่ากัน เพราะเขาไม่พอใจรัฐบาลก็มีสิทธิเรียกร้องให้รัฐบาลออกไป แต่ความรู้สึกของผมคิดว่า รัฐบาลไม่ออกเร็ว เขาต้องดื้อ จนกว่าประชาชนเดือดร้อนกันมากๆ ทางเศรษฐกิจจนอยู่กันไม่ไหวแล้ว รัฐบาลเขาเพิ่งมา เขาคาดหวังหลายๆอย่าง ต้องเตรียมให้พร้อม


สุรนันทน์ : เขาอาจจะตั้งใจดี เพราะเขาคิดว่าเขาอยู่แล้วแก้ไขปัญหาได้

ไข้หวัด2009คนวิตกกันทั้งประเทศ นายกรัฐมนตรีก็กำลังสาละวนกับการไปบุรีรัมย์ เตรียมกำลัง 3 - 4 พันไปป้องกัน นั่งรถอีแต๋นไป มันเป็นภาพการหาเสียง


จาตุรนต์ : ตรงนี้แหละอยากจะพูด อยู่นานหรือไม่นาน ผมไม่อยากเรียกร้อง ตัวผมไม่เรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้ยุบไปเร็วๆ ไม่ใช่ ผมยังอยากให้แก้รัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยยุบ แต่เมื่อคุณจะอยู่นาน แต่นานแค่ไหนไม่ทราบ 6 เดือน 9 เดือนก็ไปแล้วก็ได้ แต่ว่าที่ว่าจะอยู่เพื่อแก้ปัญหา

อยากให้อยู่แล้วพยายามแก้ปัญหา แล้วต้องเปลี่ยนวิธีการทำงาน ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดวิกฤตไข้หวัดใหญ่ 2009 ไข้หวัดกำลังรุนแรงคนวิตกกันทั้งประเทศ ท่านไปให้ประธานที่ปรึกษาพรรคเรียกประชุมข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีสาธารณสุขก็รู้ เมื่อประชุมไปแล้วซักพักหนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเพิ่งรู้อ๋อมีการประชุม ถามว่าต้องไปไหม ได้ความว่าต้องไป ก็รีบไปประชุมกัน ก็ออกข่าวกัน นายกรัฐมนตรีก็กำลังสาละวนกับการไปบุรีรัมย์ เตรียมกำลัง 3 - 4 พันไปป้องกัน นั่งรถอีแต๋นไป มันเป็นภาพการหาเสียง เสร็จแล้วก็บอกว่าให้กี่พันล้าน นาทีนี้คุณไปบอกว่าให้กี่พันล้าน ให้จังหวัดนี้กี่พันล้าน

ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้คุณต้องมาอธิบายว่า จะแก้ปัญหาทั้งประเทศอย่างไร ผมไม่เชื่อว่าการไปทำอย่างนี้จะได้เสียงด้วยนะ สุดท้ายในจังหวัดนั้นอาจจะได้บ้าง แต่ผลต่อทั่วประเทศจะเป็นลบ จะไปคิดว่าหักล้าง “อาจสามารถโมเดล” มันไม่ได้ ใน ภาวะตอนโน้นเป็นอีกแบบหนึ่ง ในภาวะนี้เศรษฐกิจอยู่ในขั้นวิกฤตรุนแรงมากและคำว่าติดลบ วันนี้ล่าสุด สภาพัฒน์ แบงก์ชาติบอกว่า - 4.5 จากเดิมลบนิดหน่อย อย่างมากพูดอย่างเกรงใจ - 2 ตอนนี้บอก - 4 แล้วก็มีคนพูดแบบปลอบใจอีกว่าพอสิ้นปีเศรษฐกิจก็จะดีแล้ว พูดไปแบบไม่มีหลักฐานอะไรเลย มันคือถ้าบ้านพังก็ไม่ซ่อม ไม่ได้สร้างใหม่ด้วยนะ เศรษฐกิจของเราเล็กลง ประชากรมากขึ้น เด็กก็โตขึ้นมา คนอายุมาก เปลี่ยนมาเป็นคนไม่มีรายได้ มันมากขึ้น ถูกไหม ยิ่งคนในวัยที่ไม่มีคนดูแลสูงขึ้นด้วย และเศรษฐกิจติดลบ สุดท้ายคนไทยเขาก็จะไม่ได้สนใจตัวเอง

คุณพูดตัวเลขจนเขาไม่เชื่อแล้ว ตัวเลข -7 คุณก็บอกว่าไม่ใช่ ไม่เป็นไรแค่ -3 ก็บอกว่าคงจะ 0 ตอนนี้ - 4 บอกว่าปีหน้าจะฟื้นแล้ว เขา จะเอาจากสิ่งที่เขาสัมผัสจากชีวิตจริง และตรงนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ คุณไปเที่ยวบอกว่า เอางบประมาณไปเทกันบุรีรัมย์ 6 พันล้าน แล้วยังไง แล้วประเทศนี้จะไปยังไงกัน


สุรนันทน์ : ถ้าอย่างนั้น เท่าที่ฟังวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรง วิกฤตเชิงการบริหารภาพสะท้อนในการบริหารเศรษฐกิจ กรณีไข้หวัดใหญ่2009 ก็มีปัญหา เงื่อนไขที่มีปัญหาทั้งหมด กลับมาขมวดที่เงื่อนไขการเมือง ซึ่งจะต้องทำให้เงื่อนไขการเมืองหมดไป ซึ่ง ทำให้คนไม่ว่าใครที่จะไปนั่งในตำแหน่งนั้น บริหารบ้านเมืองมากกว่าบริหารการเมือง เงื่อนไขก็คือ สิ่งที่คุณจาตุรนต์พูดมาแล้วว่า ถ้ารัฐบาลยังไม่อยากให้ยุบ ถ้าอยู่คือ 1.ต้องตั้งใจทำงาน 2.คือแก้ไขรัฐธรรมนูญ เงื่อนไขตรงนี้เป็นเงื่อนไขที่ต้องแก้จริงๆ ใช่ไหม

กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือ เมื่อได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว คุณสามารถให้ใครก็ไม่รู้ ผมใช้คำว่าใครก็ไม่รู้ ก็คือ กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ พวกใครก็ไม่รู้เหล่านี้ มาหักล้างมติของประชาชนทั้งประเทศได้ การเลือกตั้งก็หมดความหมาย


จาตุรนต์ : ต้องแก้ ตอนนี้การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่เคลื่อนไหวติดต่อกันมาหลายเดือน มีจุดที่ผมไม่เห็นด้วยอยู่เรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องพูดการแก้รัฐธรรมนูญน้อยเกินไปมาก ประเทศไทยถ้าไม่แก้รัฐธรรมนูญ ไม่ทำกติกาให้ดี เราจะไม่มีการก้าวพ้นจากสภาพประเทศที่ไม่มีเสถียรภาพ

การเมืองไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ คำว่าการเมืองไม่มีเสถียรภาพหมายถึง ไม่รู้ว่าระบบนี้จะอยู่ได้ไหม มี การเปลี่ยนแปลงทั้งประชาชนอยากเปลี่ยน หรือต่อไปทหารเห็นช่องเข้าว่า พรรคการเมืองอยู่อย่างนี้ นักการเมืองอยู่อย่างนี้ก็เน่ากันไปทุกวัน ทหารก็นั่งทำเฉยไปเรื่อยๆ ถึงมาวันหนึ่งก็บอกว่า จำเป็นต้องทำเพื่อประชาชน นั้นก็แบบหนึ่ง ล้วนแต่เป็นเรื่องประเทศไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง เพราะกติกามันมีปัญหา กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างนี้

ที่มาอย่างนี้ กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตย คือ เมื่อได้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งแล้ว คุณสามารถให้ใครก็ไม่รู้ ผมใช้คำว่าใครก็ไม่รู้ ก็คือ กกต. ปปช. ศาลรัฐธรรมนูญ พวกใครก็ไม่รู้เหล่านี้ มาหักล้างมติของประชาชนทั้งประเทศได้ การเลือกตั้งก็หมดความหมาย ทั่วโลกทำไมเขาเรียกร้องให้พม่าเลือกตั้ง ถึงแม้การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย แต่การเลือกตั้งคือสิ่งที่จำเป็นขั้นต่ำสุดที่การปกครองระบบประชาธิปไตยต้องมี ในการเลือกตั้งที่ว่านั้น ควรเป็นการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ถึงในเกณฑ์ที่รับได้ เพื่อกำหนดให้ใครจะมาบริหารประเทศ แต่ของไทยตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญมา หลังเลือกตั้งมา 23 ธันวาคม 2550 มาถึงปัจจุบันก็ปีครึ่ง

สิ่งที่เกิดกับการเมืองไทยได้ทำลายความหมายของการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในประเทศ ไทยไปเรียบร้อย ก็คือคุณมีการเลือกตั้งได้นายกฯมา เสร็จแล้วก็เอาคุณออก เพราะคุณไปทำครัวออกทีวี เสร็จแล้วคนเดียวทำผิดกฎหมาย ก็ไปยุบพรรคเขา ประเทศไทยมันไม่ได้มีความหมายอย่างการเลือกตั้งในอารยประเทศไปแล้ว เสียงของประชาชนเป็นผู้กำหนด และเสียงประชาชนที่ว่า คือเสียงที่จะกำหนดใครจะมาบริหารประเทศทั่วโลกเขาถืออย่างนี้ แต่ของเราให้ใครไม่รู้มากำหนด เอาออกไป และตั้งกันขึ้นมาใหม่ในค่ายทหาร

คือกติกานี้ไม่เป็นประชาธิปไตย คนกว่าครึ่งประเทศอย่างน้อยที่เขาเลือกรัฐบาลที่แล้วมาเขาก็ไม่พอใจ คนเรียนรู้เพิ่มไปอีกว่ามีการกระทำ 2 มาตรฐาน ทำผิดกฎหมายไม่ต้องถูกดำเนินคดี ถูกดำเนินคดีแล้วก็ลบข้อหาออกได้ เปลี่ยนข้อหาจากกบฏออกนั้น ก็เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ประเทศไทยไปแล้ว คราวนี้ทำท่าเอาข้อหาออก ไม่เอาข้อหาออกก็จะเปลี่ยนข้อหาจากก่อการร้ายเป็นก่อการดี

กติกาอย่างนี้อยู่ไม่ได้ กติกาอย่างนี้ประเทศพ้นวิกฤตไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นถามว่า แล้วคนไม่พอใจรัฐบาล เขาจะไล่กันแล้ว ผมว่าไล่แล้วรัฐบาลคงยังไม่ไป แต่ปัญหาว่าไปหรือไม่ไปยังไม่น่าห่วงเท่ากับว่า ถ้าเขายุบสภาแล้วเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างปัจจุบัน ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลอีก คือผมวิเคราะห์ที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้เป็นอันดับหนึ่งไม่มีทางเกิดขึ้น ถ้าเขาจะเป็นรัฐบาลก็ต้องไปอาศัยพรรคร่วมรัฐบาลมาร่วมกันอีก คล้ายๆคราวนี้ เขาจะไม่เปิดโอกาสให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียงเกินครึ่ง โอกาสที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสียงเป็นอันดับหนึ่งก็ไม่มี พรรคเพื่อไทยเสียงอันดับหนึ่งคงได้ แต่เกินครึ่งหนึ่งหรือไม่ ไม่แน่ ถ้าเกินครึ่งได้ตั้งรัฐบาลแน่ พรรคร่วมรัฐบาลคงกลับมาบางพรรค

แล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะมีการยุบพรรคอีก ยุบได้ยังไง ง่ายๆแค่มีผู้สมัครคนหนึ่งได้รับใบแดงจากกกต. เพราะเชื่อว่าทุจริตในการเลือกตั้ง มีหลักฐานหรือไม่ ไม่ต้องมี สอบเสร็จหรือยัง ไม่ต้องสอบ เพราะว่าที่ผ่านมา กกต. สามารถตั้งกรรมการขึ้นมาสอบ แล้วก็เอาหลักฐานตามที่สอบ คนของเขาทั้งนั้น และก็วินิจฉัยตามนั้นก็มี ในบางกรณีตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาแล้วในต่างจังหวัด ตั้งกรรมการในกรุงเทพฯพิจารณา กกต.ตัดสินให้ใบเหลือง หรือใบแดงไป โดยยังไม่ได้ฟังผลการพิจารณาของกรรมการทั้งที่ต่างจังหวัดและกรุงเทพฯก็ทำได้ เพราะฉะนั้นผู้สมัครซึ่งอาจจะแวะเวียนมาพบท่านโฆษกพรรค เลขาธิการพรรค มาเจออยู่บ่อยๆ จะหาเสียงยังไง มีเอกสารอะไรไหม แวะมาเจอ

แต่ กกต.บอกว่า เชื่อได้ว่า กรรมการบริหารพรรค คือโฆษก หรือเลขาธิการ ปล่อยปะละเลยหรือรู้เห็นเป็นใจให้ นาย ก.คนนั้นทุจริตก่อนที่จะได้ใบแดง ก็เสนอให้ยุบพรรค ก็เข้าตามรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่า กรณีเรื่องใบแดงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าเป็นอย่างไร เนื่องจาก กกต.ได้วินิจฉัยเป็นสิ้นสุด ไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐ ธรรมนูญต่อไป เมื่อมีข้อมูลว่า ส.ส.คนนี้แวะเวียนมาพบโฆษกพรรค แล้วนายคนนี้ก็ยังทำอยู่ แสดงว่าโฆษกพรรคปล่อยปะละเลยก็เข้าตามรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ก็ยุบพรรคเพื่อไทยได้แล้ว และคำวินิจฉัยนั้นเป็นที่สุด ไปร้องใครอีกก็ไม่ได้แล้ว มันง่ายเหมือนยกแก้วน้ำแล้ววางลง

ปัญหา คือ แล้วจะเกิดอะไร ในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็ต้องหาคนใหม่มาเป็นโฆษกพรรค เลขาฯพรรคกันอีกรอบ แล้วก็ต้องไปตั้งพรรคใหม่ ซึ่งจะตั้งพรรคทันหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่ว่าแล้วยังไง เขาไปเลือกตั้งซ่อมอีก ก็อาจจะได้อีกถ้าถึงตอนนั้นก็อาจจะชนะอีกก็ได้

แต่ที่ผมพูด ผมกำลังพูดว่า การเมืองไทยมันไม่ได้อยู่แค่พรรคการเมืองไปลงแข่งกับใคร ถ้าอย่างนั้นก็อยู่กับประชาชนอีกนั้นแหละ คราว นี้เขาจะคิดยังไง คุณไล่มาตั้งแต่พวกผม พวกเราถูกตัดสิทธิมาด้วยกัน ไม่ได้ทำผิดเลยซักนิดเดียว ไม่รู้เรื่องเลย ไม่ได้รู้เรื่องเลยว่าใครไปทำอะไร ไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ถูกยุบพรรคไปแล้ว 2 ครั้ง และตัดสิทธิไปแล้วรวม 150 คน แล้วต่อไปโดนอีก

มันโดนฝ่ายเดียวตลอดแบบนี้ วิกฤตมันต้องรุนแรงขึ้นอยู่แล้ว เวลานี้คนกำลังคิด ผมไปพูดที่ไหน ไปมาหลายจังหวัด พูดในที่ประชุม คนในที่ประชุมลุกขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ถามว่า ที่ผมพูดในบทท้ายๆที่ว่า สู้โดยสันติวิธีเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นสันติวิธี เขาก็ลุกขึ้นมาในวงเสวนาบ้าง ลุกขึ้นมาถามว่า สันติวิธีจะชนะได้ยังไง จะไปเปลี่ยนได้ยังไง

ความหมายก็คือว่า ต้องใช้ความรุนแรงบ้างแล้ว ผมก็ต้องอธิบายต่อไปอีกยืดยาว แต่เขาเชื่อหรือเปล่า แต่ ความหมายก็คือว่า คนเขาเริ่มที่จะรู้สึกว่า อย่างนี้มันพึงระบบไม่ได้ อาศัยระบบไม่ได้ คนถึงกับบอกว่า พรรคการเมืองที่จะเลือกตั้งเขาไม่เอาแล้ว เขาไม่เกี่ยวแล้ว เลือกไปก็เท่านั้น เลือกไปเขาก็ยุบพรรคอีก ล้มรัฐบาลไปอีก เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ


สุรนันทน์ : ถ้าสมุมติข้ามไปถึงเลือกตั้ง ตอนนั้นถึงทางตันแน่ ลงเหวแน่ ลงหลุมดำแน่นอน ก่อนที่จะยุบ หากแนะนำนายกฯอภิสิทธิ์ได้ โดยคุณอภิสิทธิ์พูดแล้วนั้นว่า อยากปฏิรูปการเมือง อย่าประเมินแล้วกันว่า โอเคหรือไม่โอเค แล้ว มีคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ตั้งโดยรัฐสภาศึกษาออกมาเล่มหนึ่ง มีมาตราต่างๆ ว่าต้องแก้อะไรบ้าง เห็นว่าตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นไม่ให้เราลงหลุมดำนั้นอีกได้ไหม

จาตุรนต์ : มันจะช่วย ในนั้นเขาพูด 6 เรื่องชัดเจนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้า 6 เรื่องนี้ ความ จริงเป็นประโยชน์กับรัฐบาลค่อนข้างมาก เช่น มาตรา 190 ต่อไปเจรจากับประเทศไหนก็ไปเซ็นสัญญากับเขาได้ในหลายๆเรื่อง โดยไม่ต้องมาขออนุมัติจากรัฐสภา มันก็จะดีกว่าปัจจุบันที่เป็นประเทศเดียวที่ไปเจรจากับใคร เซ็นสัญญากับใครไม่ได้เลยอยู่ประเทศเดียวนี้แหละในโลกนี้ ส.ส.เป็นเลขาฯ เป็นรัฐมนตรีไม่ได้ เป็นประโยชน์กับรัฐบาลนี้

แต่ว่าที่จะช่วยระบบอยู่บ้างก็คือว่าด้วยเรื่องการยุบพรรค ซึ่งก็จะทำให้คนรู้สึกว่า เอาละต่อไปพรรคไหนชนะมาก็จะไม่ถูกยุบพรรค การเลือกตั้งอย่างน้อยก็จะมีหลักประกันว่า จะไม่ทำลายกัน จะไม่กลั่นแกล้งกันด้วยการยุบพรรคอีก

ถ้ามีการมีการเลือกตั้งกติกาแบบนั้นก็ยังจะดีหน่อย เบาขึ้นหน่อย ไม่เป็นวิกฤตการเมืองที่คนรู้สึกว่าต้องหันหลังให้ระบบ

ประธานาธิบดีโอบาม่ากับการปฏิรูประบบการประกันสุขภาพ

ที่มา ประชาไท

ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าถือได้ว่า เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ชาวอเมริกันจับตามอง และฝากความหวังไว้มากที่สุดคนนึงในประวัติศาสตร์ สาเหตุส่วนหนึ่งนั้นมาจากภาพลักษณ์ของตัวโอบาม่าเองที่ถูกนำเสนอมาโดยตลอดว่า เขาเป็นตัวแทนแห่งความหวัง และเป็นผู้ที่สามารถนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากนี้โอบาม่ายังเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงที่สหรัฐฯ เสื่อมทรุดลงจนถึงจุดต่ำสุดในช่วงสามสิบปีที่ผ่าน สหรัฐฯ กำลังเผชิญกับสงครามที่ยืดเยื้อในอิรัก และอัฟกานิสถาน เศรษฐกิจที่ล่มสลาย และภาพพจน์ของการเป็นชาติอันธพาลในสายตาของนานาประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนชาวอเมริกันจึงเพรียกหา และพร้อมจะสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงที่โอบาม่าชูเป็นประเด็นหัวหอกในการหาเสียง ส่วนทางประธานาธิบดีโอบาม่าเองก็ทราบดีถึงความต้องการของชาวอเมริกัน และพยายามรักษาสัญญาด้วยการริเริ่มนโยบายต่างๆ ที่ดูจะสามารถนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสหรัฐฯ ถึงระดับฐานราก อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปเรื่อยๆ ความร้อนแรงของประธานาธิบดีโอบาม่าในการริเริ่มนโยบายกลับลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่อุปสรรคในการผลักดันนโยบายกลับมีแต่จะเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะแรงต่อต้านจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายของเขา และมติมหาชนที่เริ่มหันมาตั้งคำถามกับบรรดานโยบายที่เขาเสนอว่า แท้ที่จริงแล้วมันมีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด ผลลัพธ์ในท้ายที่สุดจึงเป็นความไม่เชื่อมั่นในตัวประธานาธิบดีโอบาม่าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ ทั้งนี้ในบรรดานโยบายต่างๆ ที่ประธานาธิบดีโอบาม่าพยายามผลักดัน ข้อเสนอว่าด้วยการปฎิรูประบบการประกันสุขภาพถือเป็นนโยบายสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงทางการเมืองของเขามากที่สุดนโยบายหนึ่ง ประธานาธิบดีโอบาม่าได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า การปฏิรูประบบการประกันสุขภาพนั้นเป็นนโยบายธงที่เขามุ่งมั่นผลักดัน แต่ในขณะเดียวกันนโยบายดังกล่าวก็ได้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายๆ ฝ่าย

หากจะอธิบายอย่างรวบรัดมากๆ ระบบการประกันสุขภาพของสหรัฐฯ ในปัจจุบันนั้นถือได้ว่า เป็นปริมณฑลที่ภาคเอกชนจัดการกันเอง การดำเนินการทั้งหลายเป็นไปตามกลไกตลาดเป็นสำคัญ ประชาชนส่วนน้อยที่มีฐานะดีจะนิยมเลือกซื้อประกันสุขภาพที่บริษัทประกันต่างๆ เสนอขายโดยตรง ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่จะพึ่งพาประกันสุขภาพที่นายจ้างของตนเป็นผู้จัดหาให้จากบริษัทประกัน ซึ่งก็ก่อให้เกิดภาระทางการเงินชิ้นใหญ่แก่บรรดาผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่มักไม่สามารถแบกรับต้นทุนในจัดหาประกันสุขภาพให้แก่ลูกจ้างของตน สำหรับบทบาทของภาครัฐนั้นจะอยู่ที่การจัดการประกันสุขภาพผ่านระบบที่เรียกว่า “Medicare” “Medicaid” และ “SCHIP” เป็นหลัก โดยจะเน้นดูแลประชาชนบางกลุ่ม อาทิ ผู้ไม่มีงานทำ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทหารผ่านศึก เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การประกันสุขภาพที่อยู่ภายใต้การดูแลของภาครัฐนั้นมีสัดส่วนที่เล็กกว่าการประกันสุขภาพที่อยู่ในการดูแลของภาคเอกชนมาก และในบางกรณีประชาชนที่พึ่งพาประกันสุขภาพของภาครัฐยังอาจต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนด้วยตนเอง

นโยบายปฏิรูประบบการประกันสุขภาพของประธานาธิบดีโอบาม่านั้นมีแกนสำคัญอยู่ที่การเสนอให้ภาครัฐขยายบทบาทของตนในการจัดการประกันสุขภาพให้แก่ประชาชน เนื่องจากประธานาธิบดีโอบาม่าถือว่า การสาธารณสุขเป็นสวัสดิการที่ประชาชนทุกคนพึ่งได้รับ ระบบการประกันสุขภาพจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของการบริการประชาชนมากกว่าการแสวงหากำไร ภาครัฐจึงควรเข้ามาเสนอการประกันสุขภาพให้แก่ประชาชนในลักษณะเดียวกับบริษัทประกัน โดยประชาชนจะสามารถเลือกได้ว่า ตนต้องการจะอยู่ในระบบการประกันสุขภาพของภาครัฐ หรือของภาคเอกชน ทั้งนี้ประธานาธิบดีโอบาม่าเชื่อว่า การดำเนินการดังกล่าวจะก่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างภาครัฐ กับภาคเอกชน ซึ่งจะนำไปสู่การประกันสุขภาพที่มีราคาถูก ทำให้ประชาชนชาวอเมริกันทุกคนสามารถเข้าถึงการประกันสุขภาพ นอกจากนี้นโยบายปฏิรูประบบการประกันสุขภาพยังเสนอให้ขยายขอบเขตของผู้มีสิทธิได้รับการประกันสุขภาพจากภาครัฐผ่านระบบ “Medicaid” และ “SCHIP” ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันก็จะจัดให้มีการประกันสุขภาพแบบบังคับแก่เยาวชนทุกคนอีกด้วย ท้ายที่สุดแล้ว หากนโยบายของประธานาธิบดีโอบาม่าประสบผลสำเร็จ ระบบการประกันสุขภาพของสหรัฐฯ จะถูกเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉม คือ เปลี่ยนจากระบบที่อยู่ภายใต้การจัดการดูแลของภาคเอกชนเป็นหลักไปสู่ระบบที่ภาครัฐเข้ามามีบทบาทสำคัญเคียงคู่ไปกับภาคเอกชน

แม้ว่าประธานาธิบดีโอบาม่าจะรับรองนโยบายปฏิรูประบบการประกันสุขภาพอย่างเต็มตัว นโยบายดังกล่าวก็ยังต้องเผชิญกับแรงต่อต้านจำนวนมาก โดยเฉพาะจากผู้ที่เคลือบแคลงสงสัยในผลลัพธ์ที่จะติดตามมาจากการปฏิรูป เพราะเมื่อพิจารณาในเชิงหลักการแล้ว หลายฝ่ายก็ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่า การให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการประกันสุขภาพจะนำมาซึ่งความล่าช้า และคุณภาพที่ลดลงในระบบดังกล่าว เพราะการดำเนินการแบบไม่แสวงหากำไรจะนำไปสู่การทำงานแบบเช้าชามเย็นชามที่ขาดแรงจูงใจ และความกระตือรือร้น ซึ่งจะทำให้คุณภาพในการให้บริการประชาชนตกต่ำลง นอกจากนี้ในระยะยาวบทบาทของภาครัฐยังอาจทำลายแทนที่จะช่วยส่งเสริมการแข่งขันในระบบการประกันสุขภาพ เนื่องจากภาครัฐมีความได้เปรียบเหนือกว่าภาคเอกชนอย่างมากตรงที่สามารถแบกรับ และดำเนินการในสภาวะขาดทุนได้เป็นระยะเวลายาวนาน ภาครัฐจึงอาจยอมขาดทุนในเบื้องต้น และแข่งขันด้วยการทุ่มตลาด เพื่อบีบให้ภาคเอกชนต้องเผชิญกับการขาดทุน และถอนตัวออกจากตลาด ซึ่งจะนำไปสู่การผูกขาดโดยภาครัฐ และทำลายการแข่งขันในระบบการประกันสุขภาพลงโดยสิ้นเชิง

นอกเหนือไปจากนี้ นโยบายของประธานาธิบดีโอบาม่ายังถูกวิจารณ์อีกว่า อาจก่อภาระทางการเงินจำนวนมหาศาลให้แก่ภาครัฐในระยะยาว นำไปสู่การขาดดุลงบประมาณทั้งในระดับรัฐบาลกลาง และรัฐบาลมลรัฐ ซึ่งอาจบีบให้ต้องมีการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจากประชาชน

ปัญหาต่างๆ ในข้างต้นถือเป็นปัญหาสำคัญในเชิงหลักการที่ก่อความวิตกกังวลอย่างยิ่งในหมู่ชาวอเมริกันว่า การปฏิรูปของประธานาธิบดีโอบาม่าจะทำให้ระบบสาธารณสุขของสหรัฐฯ มีคุณภาพตกต่ำลงจนกลายสภาพเป็นเหมือนกับระบบสาธารณสุขของประเทศเพื่อนบ้านอย่างแคนาดาอันเป็นประเทศที่ภาครัฐมีบทบาทนำในการจัดการประกันสุขภาพ ทั้งนี้ชาวอเมริกันมักคุ้นเคยกับเรื่องราวอันน่าหดหู่ในทำนองที่ว่า ชาวแคนาดาจำนวนมากต้องเดินทางไปยังต่างประเทศเพื่อรับการรักษาพยาบาล เนื่องจากความล่าช้าของระบบสาธารณสุขในประเทศตัวเอง โดยเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่มในสหรัฐฯ ได้เผยแพร่โฆษณาทางโทรทัศน์เกี่ยวกับเรื่องราวของชาวแคนาดาคนหนึ่งที่พบเนื้องอกในสมอง แต่ถูกกำหนดให้ต้องรอเป็นเวลานานถึง 6 เดือนจึงจะได้รับการรักษา ซึ่งท้ายที่สุดผู้ป่วยคนดังกล่าวก็ได้เดินทางมารักษาตัวในสหรัฐฯ แทน โฆษณาชิ้นนี้พยายามตอกย้ำความหวาดกลัวที่ชาวอเมริกันจำนวนมากมีต่อความเป็นไปได้ที่การปฏิรูปของประธานาธิบดีโอบาม่าอาจนำมาซึ่งความพังพินาศในระบบสาธารณสุขของประเทศ

นอกจากปัญหาในทางหลักการแล้ว นโยบายปฏิรูประบบการประกันสุขภาพของประธานาธิบดีโอบาม่ายังต้องเผชิญกับปัญหาในทางการเมือง โดยเฉพาะการต่อต้านจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ และนักการเมืองของพรรครีพับลิกันที่นับวันมีแต่จะยิ่งแข็งข้อกับประธานาธิบดีโอบาม่ามากขึ้น ในอนาคตข้างหน้า ความพยายามในการปฏิรูประบบการประกันสุขภาพของประธานาธิบดีโอบาม่าจึงน่าจะยิ่งเจอกับอุปสรรคที่เพิ่มพูนขึ้น และอาจต้องประสบกับความล้มเหลวเหมือนกับข้อเสนอให้ปฏิรูประบบสาธารณสุขของฮิลลารี่ คลินตันเมื่อปี ค.ศ. 1994

นโยบายปฏิรูประบบการประกันสุขภาพของประธานาธิบดีโอบาม่าดูเหมือนว่า กำลังจะกลายเป็นบทเรียนชิ้นสำคัญที่ช่วยปลุกให้ชาวอเมริกันหันมามองข้อเท็จจริงที่ว่า การเปลี่ยนแปลงที่ประธานาธิบดีโอบาม่าเคยเสนอขาย และใช้สร้างกระแสความคลั่งไคล้ในหมู่ชาวอเมริกันอาจจะไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าโดยปราศจากข้อสงสัยเสมอไป แม้ว่ามันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคนก็ตาม ในขณะเดียวกันการเปลี่ยนแปลงก็ยังต้องเผชิญกับแรงต่อต้าน และไม่อาจได้มาอย่างง่ายดาย

นอกเหนือไปจากนโยบายปฏิรูประบบการประกันสุขภาพแล้ว นโยบายอื่นๆ ที่ประธานาธิบดีโอบาม่าพยายามผลักดันภายใต้ร่มธงแห่งการเปลี่ยนแปลงก็กำลังเผชิญกับมรสุมในลักษณะเดียวกัน อาทิ นโยบายปฏิรูปการศึกษา และนโยบายปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงานที่ต่างก็กำลังเผชิญกับปัญหาทั้งในทางหลักการ และในทางการเมือง จึงอาจกล่าวได้ว่า นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคมเป็นต้นมา ประธานาธิบดีโอบาม่าต้องประสบกับความยากลำบากในการดำเนินนโยบายนานับประการ และถึงแม้ว่าเสน่ห์ที่เคยช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์จะยังคงมีอยู่อย่างเหลือเฟือก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็เริ่มจะชี้ให้เห็นแล้วว่า เสน่ห์ดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะรักษามนต์ขลัง หรือคะแนนนิยมที่ชาวอเมริกันเคยมอบให้แก่เขา ท่ามกลางการดำเนินนโยบายที่นับวันมีแต่จะต้องเผชิญกับปัญหาที่เพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งเหลืองทั้งแดง

ที่มา ไทยรัฐ

กรณีผลพวงอันเนื่องมาจากการเลือกตั้งซ่อมนายกองค์การบริหารสวนจังหวัดที่ จ.สุราษฎร์ธานี คอการเมืองตั้งคำถาม

ถึงความมั่นคงทางการเมืองของ รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกสั่นคลอนหรือไม่ เพราะการกลับมาเป็นขั้วในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ บวกกับเหตุการณ์บางเหตุการณ์ของวิกฤติการเมือง

รองนายกฯสุเทพมีศัตรูถาวรเพิ่มขึ้นเยอะ

อันที่จริง ความขัดแย้งระหว่าง ส.ส.ของประชาธิปัตย์ในภาคใต้ ที่ไปสนับสนุนการเมืองท้องถิ่นนั้นมีมานานพอสมควร แต่ก็เป็นเรื่องของการเมืองท้องถิ่น ประชาธิปัตย์พยายามที่จะไม่เอามาเป็นเรื่องเป็นราวให้กระทบกับการเมืองสนามใหญ่

กระนั้นก็ดี บางพื้นที่ในบางจังหวัดที่มีความขัดแย้งค่อนข้างจะรุนแรงจนกระทั่งทำให้ นักการเมืองระดับประเทศบางคนต้องผันตัวเองไปเล่นการเมืองท้องถิ่น อย่างน้อยก็เพื่อรักษาพื้นที่และสถานภาพทางการเมืองของตัวเองเอาไว้ ทำอย่างไรได้เมื่อมีแค่ ประชาธิปัตย์พรรคเดียวในภาคใต้

ที่ผ่านมาการแพ้ชนะทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดา แต่วันนี้ไม่ใช่ การเมืองเล่นกันเอาเป็นเอาตาย ดังนั้น การแพ้ชนะเลือกตั้งซ่อมนายกฯ อบจ.ที่สุราษฎร์ธานีครั้งนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องของพรรคเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการท้าทายรองนายกฯสุเทพทั้งจากคนในพรรค ทั้งจากพรรคการเมืองคู่แข่ง ทั้งจากสีแดงและสีเหลือง จับมือกันสั่งสอนรองนายกฯสุเทพถึงในบ้านตัวเอง และ
พยายามที่จะทำให้เห็นว่าการเมืองไม่มีใครสามารถผูกขาดได้

อย่าลืมว่า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานีมี ตระกูลดังนักการเมืองอยู่หลายตระกูล ในจำนวนนั้นก็มี ตระกูลวิชัยดิษฐ อยู่ด้วย และคนในตระกูลวิชัยดิษฐวันนี้ มีตำแหน่งเป็นถึงหัวหน้าพรรคการเมืองและเป็นพรรคการเมืองคู่ต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์

ถ้อยคำปรามาสที่รองนายกฯสุเทพพูดถึงคนในตระกูลวิชัยดิษฐ ทำนองท้าทาย ให้มาลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ที่ จ.สุราษฎร์ธานี ย่อมสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีเกิดขึ้น

ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า

ระยะหลังมานี้มีเสียงเล็ดลอดออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ในทำนองว่า รองนายกฯสุเทพไม่ยอมฟังคนในพรรค ข้ามาคนเดียว ยกตัวอย่างแม้แต่เรื่องการลาออกจาก ส.ส.นั่นปะไร ไม่ปรึกษาหารือ ใครเลย

ถึงขนาดมีการประเมินด้วยซ้ำว่า ระหว่างแนวทางการเมืองของรองนายกฯสุเทพวันนี้กับแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ดั้งเดิม ระหว่างจุดยืนของรัฐบาลวันนี้กับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ปฏิบัติกันมานาน

จะยึดอะไรเป็นหลัก

เชื่อกันว่าในระยะยาวถ้าประชาธิปัตย์ยังถูลู่ถูกังไปอย่างนี้ จะหมดอนาคตเอาง่ายๆ ทางหนีทีไล่กับอนาคตทางการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์กับรองนายกฯสุเทพมีความแตกต่างอยู่ตรงที่รองนายกฯสุเทพล้มได้ แต่ประชาธิปัตย์ล้มไม่ได้ ขึ้นอยู่กับว่าจะแก้ปมการเมืองตรงนี้อย่างไรก่อนที่จะถูกรุมสกรัม.

หมัดเหล็ก

ข้ามให้พ้นมายาคติ “ปีศาจทักษิณ”

ที่มา ประชาไท

นักวิชาการ สื่อ หรือใครก็ตาม ที่พยายามป่าวประกาศต่อสาธารณะว่า ปัญหาวิกฤตความแตกแยกของคนในชาติเกิดจาก “ทักษิณคนเดียว” ต้องถือว่าเป็นพวกหลอกตัวเอง หลอกสังคมและปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหาที่พวกตนมีส่วนสร้างขึ้นอย่างมี “นัยยะ” สำคัญ

เพราะนักวิชาการชั้นนำ ราษฎรอาวุโส สื่อตัวแทนชนชั้นกลางมิใช่หรือ ที่ร่วมกันสร้าง “มายาคติ” ให้ทักษิณซึ่งเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ทำถูกทำผิดได้อย่างเราๆ กลายเป็น “Superman” ด้วยการผลิตวาทกรรม “อัศวินม้าขาว” “อัศวินแห่งคลื่นลูกที่สาม” “อัศวินควายดำ” และต่อมาก็สร้างวาทกรรม “ปีศาจทักษิณ” ให้ตามหลอกหลอนตนเองและสังคมอยู่ทุกวันนี้

เช่น บทความชื่อ “ความเปราะบางของสังคมไทย” ของ ชัยอนันต์ สมุทวณิช ได้ตอกย้ำมายาคติ “ปีศาจทักษิณ” ให้น่าเกลียดน่ากลัวในปัจจุบันและต่อไปในอนาคตอย่างไร สาธุชนโปรดอ่าน…

“…เหตุการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มคนเสื้อแดงนี้ แสดงให้เห็นถึงลักษณะพิเศษของกระบวนการทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีอยู่อย่างเต็มรูปเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง ลักษณะพิเศษเหล่านี้ได้แก่

1. เป็นการเคลื่อนไหวที่สนับสนุนตัวบุคคล

2. เป็นการเคลื่อนไหวที่ระดมความสนับสนุนจากประชาชนฐานล่างของสังคม

3. เป็นการเคลื่อนไหวที่มีความรุนแรง

สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีการยกระดับคุณภาพของการเคลื่อนไหว มีการกระจายตัวออกไปตามจังหวัดต่างๆ และปรับตัวจากการเป็น “ขบวนการต่อต้านทักษิณ” ไปเป็นกลุ่มที่ต้องการสนับสนุน “การเมืองใหม่” ในขณะที่มีการระดมทรัพยากรจากสาธารณชน แทนที่จะอาศัยทุนรอนจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

...น่าเสียดายที่การเมืองไทยในอีกสิบปีข้างหน้า จะวนเวียนอยู่กับปัญหาส่วนตัวของทักษิณ ชาติใดที่ประสบกับชะตากรรมเช่นนี้ ย่อมบั่นทอนสมรรถนะของคนในชาติ และยังทำลายความสามัคคีของชนในชาติอีกด้วย การเมืองแทนที่จะเป็นตัวช่วยแก้ปัญหา หรือเป็นตัวหารกลับเป็นตัวปัญหาเสียเอง คือ เป็นตัวคูณทำให้ความสามารถในการแก้ปัญหาทางสังคม และเศรษฐกิจมีความซับซ้อนมากขึ้น (ตัวสีแดงเน้นโดยผู้เขียน)

ประชาธิปไตยในแต่ละประเทศต่างสะท้อนสังคมของประเทศนั้น ไทยเราเองเพิ่งมี ‘ประชาธิปไตยเต็มใบ’ มาไม่นาน เราพบว่าความเสียหายมีมากกว่าความคุ้มค่า และกลับทำให้ระบอบการเมืองถอยหลัง ...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนคนเดียวสามารถมีการกระทำที่ส่งผลสะเทือนให้แก่สังคมได้มากขนาดนี้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า สังคมไทยเราไม่ได้มีความแข็งแกร่งเท่าที่เราเคยเชื่อ” (ตัวหนาเน้นโดยเจ้าของบทความ)
(ผู้จัดการออนไลน์ 12/07/2552)

ขอให้สังเกตข้อความ “ไทยเราเองเพิ่งมี ‘ประชาธิปไตยเต็มใบ’ มาไม่นาน เราพบว่าความเสียหายมีมากกว่าความคุ้มค่า และกลับทำให้ระบอบการเมืองถอยหลัง” นี่คือฐานคิดที่ทำให้นักวิชาการชั้นนำหวนกลับไปพึ่งรัฐประหาร กอดคอกับพวกอำมาตย์ เสนอ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่ทำให้ “พรรคข้าราชการ” มีอำนาจต่อรองเข้มแข็งขึ้นผ่านรัฐธรรมนูญ 2550 ใช่หรือไม่?

นี่คือ “ความรุนแรงทางความคิด” ที่ทำให้เกิด “ความรุนแรงทางกายภาพ” อื่นๆตามมา เช่น การยึดทำเนียบรัฐบาล สนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ การสลายการชุมนุมของมวลชนเสื้อเหลือง และในด้านกลับก็คือการจลาจลและการสลายการจลาจลของมวลชนเสื้อแดง และรวมทั้งความรุนแรงอื่นๆที่อาจเกิดตามมา แต่ทำไมนักวิชาการชั้นนำจึงมองเห็นเฉพาะความรุนแรงของมวลชนเสื้อแดง?

กลับมาที่ “มายาคติ” เกี่ยวกับทักษิณ เมื่อนักวิชาการ และสื่อตัวแทนชนชั้นกลางสร้างให้ทักษิณเป็น “Superman” หรือ “อัศวิน” ที่จะมากู้วิกฤตเศรษฐกิจชาติ พวกเขา “สดุดี” ประชาชนรากหญ้าว่ามีความคิดก้าวหน้าเข้าใจประชาธิปไตย ใช้สิทธิ์เลือกตั้งโดย “เลือกนโยบาย” พรรค โดยมีความเข้าใจตามรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า เลือกพรรคไหนแล้วจะได้ใครเป็นนายกฯ และจงใจมองข้ามข้อบกพร่องของทักษิณ ด้วยการเรียกร้องและนำมวลชนมากดดันศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ “หลักรัฐศาสตร์” ในการตัดสิน “คดีซุกหุ้นภาค 1”

แต่เมื่อพวกเขาเริ่มสร้างมายาคติ “ปีศาจทักษิณ” จากวาทกรรม “รู้ทันทักษิณ” พวกไม่ลังเลที่จะกล่าวหาว่า ประชาชนรากหญ้าโง่ ไร้การศึกษา ถูกซื้อด้วยเงิน ขายสิทธิ์ขายเสียง เป็นม็อบรับจ้าง และสำหรับความชั่วร้ายของทักษิณจะใช้กระบวนการยุติธรรมปกติจัดการไม่ได้ ต้องใช้รัฐประหาร คณะบุคคลและศาลพิเศษเข้ามาจัดการ

อยากจะถามดังๆ ต่อ ข้อสรุปของชัยอนันต์ “ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าคนคนเดียวสามารถมีการกระทำที่ส่งผลสะเทือนให้แก่สังคมได้มากขนาดนี้ ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า สังคมไทยเราไม่ได้มีความแข็งแกร่งเท่าที่เราเคยเชื่อ” ว่า (1) เป็นเรื่องของคนเพียงคนเดียวจริงหรือ? (2) ใครกันแน่ที่มีบทบาทมอมเมาด้วยการบิดเบือนความจริง จนทำให้สังคมไทยอ่อนแอในการใช้เหตุผล และถูกจำกัดเสรีภาพในการแสงความคิดเห็น ด้วยการดึงสถาบันพระมหากษัตริย์มาปิดกั้นการแสดงข้อเท็จจริงและเหตุผลของฝ่ายอื่นๆ ที่เห็นต่าง?

ข้อเสนอ : เราต้องข้ามให้พ้นมายาคติ “ปีศาจทักษิณ”

1. ต้องยอมรับตามเป็นจริงว่าทักษิณคือ “คนธรรมดา” ไม่ใช่ทั้ง “Superman” หรือ “ปีศาจ” ดังนั้น ทักษิณจึงทำถูกทำผิดได้เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไป ส่วนที่เขาทำถูกเราต้องยอมรับ ชื่นชม และสานต่อ ส่วนที่เขาทำผิด เขาก็ต้องรับผิดชอบตามกติกาที่เป็นธรรมของสังคมเช่นเดียวกับคนอื่นๆ

2. ชนชั้นนำ นักวิชาการ สื่อ ฝ่ายเสื้อเหลือง ต้องยอมรับความจริงตามข้อ 1 ต้องหยุดสร้างมายาคติ “ปีศาจทักษิณ” ให้หลอกหลอนตัวเองและสังคมอีกต่อไป และต้องยอมรับฟังเหตุผลของชาวบ้านรากหญ้า หรือมวลชนเสื้อแดงว่า ที่ออกมาต่อสู้ไม่ใช่ “เพื่อบุคคลเพียงคนเดียว” แต่เพื่อปกป้องสิทธิของ “เสียงส่วนใหญ่” ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของสังคมประชาธิปไตย

3. คนเสื้อแดงย่อมมีสิทธิ์ต่อสู้เพื่อทักษิณในประเด็นที่เห็นว่าทักษิณ “ไม่ได้รับความเป็นธรรม” ด้วยการใช้เหตุผลและสันติวิธี เพื่อปกป้องบรรทัดฐานที่เป็นธรรมของสังคม แต่ก็ต้องยอมรับข้อผิดพลาดของทักษิณด้วยเช่นกัน (เช่น กรณีฆ่าตัดตอนในสงครามยาเสพติด กรือเซะ ตากใบ และคอร์รัปชั่นที่ต้องพิสูจน์)

4. ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับความเป็นจริงว่า การต่อสู้ทางการเมืองในบริบทสังคมประชาธิปไตยไทยปัจจุบัน ไม่มีทางเป็นไปได้ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเป็นฝ่าย “ได้ทั้งหมด” หรือ “เสียทั้งหมด” ถ้ายังยืนยันแนวทางนี้สังคมคงหนีไม่พ้นการนองเลือด แต่หลังการนองเลือดก็ไม่มีหลักประกันว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายได้ทั้งหมด

5. ดังนั้น ทุกฝ่ายจะต้องให้ความเป็นธรรมกับทักษิณ ให้เขาได้เข้ามาพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรมปกติ และต้องยอมรับว่าในอนาคตระยะใกล้นี้เป็นไปไม่ได้ที่ทักษิณจะกลับมาเป็นนายกฯ อีก เพราะเขาจำเป็นต้องเคลียร์คดีความต่างๆ ของตนเองจำนวนมากซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาอีกนาน

6. เสื้อเหลืองต้องข้ามพ้นมายาคติ “ปีศาจทักษิณ” และเสื้อแดงก็ต้องข้ามพ้นมายาคติ “Superman ทักษิณ” แล้วมาเรียกร้อง “พรรคเพื่อไทย” (นักการเมืองและพรรคการเมืองอื่นๆ) ให้เลิกดำรงชีพอยู่ด้วยการ “กินบุญเก่า” หรือรอคอย “พึ่งใบบุญ” ทักษิณ แต่ต้องเร่งสร้างนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อสร้างการเมืองที่สะอาดโปร่งใส สร้างสังคมที่เป็นธรรมและรัฐสวัสดิการ

คำตอบของการเมืองในอนาคตไม่ควรผูกติดอยู่กับ “ตัวบุคคล” แต่ควรเรียกร้อง “นโยบาย” หรือหนทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย ให้เป็นธรรมและเป็นรัฐสวัสดิการ ซึ่งคนไทยไม่ว่าจะสีไหน หรือไม่มีสีควรยืนยันใน “เป้าหมาย” นี้

และนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่เราจะสนับสนุนจะต้องมีนโยบายที่ตอบสนอง “เป้าหมาย” นี้อย่างเป็นรูปธรรม

เสื้อแดงยันจัดงานรวบรวมรายชื่อถวายฎีกา ด้านองคมนตรีแถลงปัดหารือฎีกาแดง

ที่มา ประชาไท

เมื่อ เวลา 13.30 น. วันที่ 29 ก.ค. ที่บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ ชั้น 6 ศูนย์การค้าอิมพีเรียลเวิร์ล ลาดพร้าว นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมคณะกรรมการบริหาร แถลงยืนยันการจัดงานรวบรวมรายชื่อถวายฎีกาของพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีจากกลุ่มคนเสื้อแดงทั่วประเทศเป็นวันสุดท้ายที่สนามหลวง ฝั่งทิศเหนือ ด้านสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ในวันที่ 31 ก.ค. ซึ่งจะมีการเปิดเวที “ถวายฎีกา ดับทุกข์ทั้งแผ่นดิน” ตั้งแต่เวลา 12.00-17.00 น.โดยมีขบวนแห่กลองยาว สิงห์โต 10 ขบวน การละเล่นต่างๆ ขบวนรถแท็กซี่ รถจักรยายนต์ เพื่อแห่รายชื่อจากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงต่างๆ จากนั้นไปจนถึงเวลา 05.00น. ของวันที่ 1 ส.ค. จะเป็นการปราศรัยของแกนนำ นปช.สลับกับการแสดงดนตรี ส่วนรายชื่อผู้ถวายฎีกาทั้งหมดว่า จะมีการตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้งภายใน 7 วัน และนัดแถลงกำหนดวันทูลเกล้าฯถวายฎีกาอีกครั้ง

นายวีระ กล่าวด้วยว่า องคนตรีมีหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์ แต่ไม่มีหน้าที่มากีดกั้นพสกนิกรกับพระมหากษัตริย์ เมื่อพสกนิกรมีความทุกข์ร้อนแสนสาหัสมาขอพระเมตตา ถ้าพระมหากษัตริย์จะทรงพระราชทานพระเมตตา ใครที่กีดกั้นก็ถือว่า ไม่มีความจงรักภักดี ควรจะพิจารณาตัวเองได้แล้ว


สำนักงานเลขาธิการองคมนตรีแถลงปัดข่าวหารือฎีกาแดงช่วยทักษิณ

วันเดียวกัน สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรีแถลงว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์บางฉบับว่าในการประชุมคณะองคมนตรีที่ทำเนียบองคมนตรี เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2552 ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นประธาน ได้ยกประเด็นของกลุ่มคนเสื้อแดงที่รวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาพูดคุยนั้น สำนักงานเลขาธิการคณะองคมนตรีขอแจ้งให้ทราบว่า คณะองคมนตรีมิได้นำเรื่องนี้พูดคุยกันตามที่ปรากฏเป็นข่าวแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ พล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี ยืนยัน ที่ประชุมองคมนตรีได้สรุป การที่กลุ่มเสื้อแดงเดินหน้าล่ารายชื่อเพื่อยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว ผู้ที่กระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นบุคคลใด ต้องรับโทษไปตามคำพิพากษา จะข้ามขั้นตอนโดยการยื่นถวายฎีกาก่อนรับโทษไม่ได้ อีกทั้งยังถือเป็นการกดดันพระราชวินิจฉัย ซึ่งเป็นการไม่บังควร นอกจากนี้ เท่าที่ตนเองได้รับทราบ มีอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง นำเงินไปฟอกบนเกาะคีย์แมน จำนวนกว่า 18,000 ล้านบาท ออกมาใช้เคลื่อนไหวในช่วงนี้อีกด้วย

พันธมิตรฯ จี้รัฐใช้สื่อแจง “แดงถวายฎีกา” มิบังควร

ขณะเดียวกันวันนี้ (29 ก.ค.) แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง, นายพิภพ ธงไชย, นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรฯ พร้องด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ แถลงผลการประชุมแกนนำพันธมิตรฯ ที่บ้านพระอาทิตย์ โดย พล.ต.จำลอง กล่าวถึงเรื่องการล่ารายชื่อถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ที่ประชุมพันธมิตรฯ มีความเห็นตรงกันว่า การถวายฎีกานั้นเป็นเรื่องที่ไม่บังควร รัฐบาลควรจะใช้สื่อของรัฐออกมาชี้แจงกับประชาชนนานแล้วว่า ไม่บังควรอย่างไร เพราะเรื่องนี้กระทบกระเทือนต่อสถาบันเบื้องบน ต่อความมั่นคงของชาติ และกระบวนการยุติธรรม รัฐบาลจะต้องเร่งทำเรื่องนี้ เพราะวันเวลาของการถวายฎีกาใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว พันธมิตรฯ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาทำเรื่องนี้ อย่าอยู่เฉย ถ้าปล่อยให้เกิดความเสียหายแล้วยากที่จะแก้ไข

นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่า เรื่องการถวายฎีกาเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มุ่งไปสู่กระทบกระทั่งต่อ สถาบันและความมั่นคงของชาติ ก่อให้เกิดความแตกแยกไม่ว่าผลการถวายฎีกาจะออกมาอย่างไร รัฐบาลมีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และกระทบต่อความมั่นคงของชาติ ไม่ใช่ปล่อยให้รัฐมนตรียุติธรรม มาแถลงฝ่ายเดียวว่า การถวายฎีกาเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและไม่ถูกตามขั้นตอนตามกฎหมายเท่านั้นไม่พอ นายกรัฐมนตรีจะต้องออกโรงเรื่องนี้ด้วย ผู้ที่เชิญชวนให้ประชาชนลงนามถวายฎีกานั้นเป็นผู้ที่ไม่มีความคิดที่บริสุทธิ์ และไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติ เป็นการนำเรื่องนี้เป็นเกมทางการเมืองเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หากรัฐบาลปล่อยเรื่องนี้ให้เคลื่อนไหวไป จนถึงจุดหนึ่งแล้วจะก่อให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมืองขนานใหญ่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลจะต้องใช้สื่อของรัฐมาชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง


“ชวรัตน์” ค้านแดงล่าชื่อถวายฎีกา

กระทรวงมหาดไทย เมื่อเวลา 11.45 น. นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมล่าชื่อเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องที่พรรค ภท.ออกมาต่อต้านการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น เป็นการเตือนกลุ่มคนเสื้อแดงว่าการถวายฎีกาโดยไม่ควรทำและทำไม่ได้ นอกจากนี้คำเตือนดังกล่าวก็สอดคล้องกับหลายฝ่ายทั้งนักวิชาการและสภาองคมนตรีที่มีความเป็นห่วงในเรื่องนี้ เพราะคนยื่นฎีกาต้องเป็น บุพการี คู่สมรส และบุตรเท่านั้น

ส่วนที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะมีการชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงในวันที่ 31 ก.ค.นั้น ส่วนตัวไม่กังวลในเรื่องนี้และคิดว่าจะไม่มีการปะทะกับกลุ่มคนเสื้อสีน้ำเงินเพราะไม่เกี่ยวข้องกัน เชื่อว่าจะไม่มีความรุนแรงเพราะกลุ่มคนเสื้อแดงเองก็ผ่านการชุมนุมใหญ่มาหลายครั้งแล้ว และคงเป็นแค่การแสดงออกทางการเมืองเท่านั้น


ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐ, เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์, เว็บไซต์แนวหน้า

ภูมิใจไทยชนเสื้อแดง

ที่มา thaifreenews

ภูมิใจไทยประกาศคัดค้านถวายฎีกา

นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยแกนนำพรรค ร่วมกันแถลงจุดยืนคัดค้านการรวบรวมรายชื่อถวายฎีกา และได้ร่วมกันดึงป้ายผ้าขนาดใหญ่ที่ติดด้านหน้าที่ทำการพรรคมีข้อความระบุว่า “หยุดดึงฟ้าต่ำ หยุดทำหินแตก หยุดแยกประชาชน หยุดล่าชื่อถวายฎีกา”

ลั่นขัดขวางทุกรูปแบบ

นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า กรณีที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยและแกนนำคนเสื้อแดงรวบรวมรายชื่อประชาชนถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการกระที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งพรรคภูมิใจไทยจะทำทุกวิถีทางที่ไม่ขัดกฎหมายคัดค้านการถวายฎีกา เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และจะให้สมาชิกพรรครณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วประเทศว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จี้ “ทักษิณ” สั่งหยุดรวบรวมรายชื่อ

“อยากเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณสั่งการให้คณะผู้ที่รวบรวมรายชื่อหยุดดำเนินการทันที เพื่อแสดงความจริงใจที่ต้องการให้ประเทศไทยมีความปรองดองและประชาชนมีความสามัคคี” นายบุญจงกล่าวและว่า พรรคได้จัดทำสติ๊กเกอร์รณรงค์หยุดการล่าชื่อถวายฎีกา ซึ่งจะทำแจกเท่าจำนวนคนไทยทั้งประเทศ และจะขึ้นคัตเอาต์ขนาดใหญ่ตามจุดสำคัญทั่วกรุงเทพฯรวม 4 จุด อย่างไรก็ตาม การออกมาเรียกร้องเรื่องนี้ไม่ต้องการดำเนินคดีกับประชาชนที่ร่วมลงชื่อ เพียงแต่ต้องการบอกว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่สมควรเท่านั้น

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเข้าชื่อถวายฎีกาเป็นเรื่องไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง แต่คงไม่พูดอะไรให้ลงลึกมากไปกว่านี้เพราะเป็นเรื่องอ่อนไหว อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นสิทธิที่ทำได้แต่ต้องไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย

เราจะไม่ทอดทิ้งกัน เยี่ยมดาตอร์ปิโดพรุ่งนี้

ที่มา Thai E-News


ชัยชนะ-ดาตอร์ปิโดชูสัญลักษณ์ชัยชนะ หลังจากศาลยกฟ้องกรณีASTVดำเนินคดีบุกรุกก่อความวุ่นวาย แต่ยังถูกขังคุกคดีหมิ่นพระบรมเดาชานุภาพมา1ปีเต็ม โดยศาลห้ามประกันตัวสู้คดี และพิจารณาคดีเป็นการลับ

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
29 กรกฎาคม 2552


เราจะไม่ทอดทิ้งกันเชิญเยี่ยมดาตอร์ปิโดที่คลองเปรมเช้า30ก.ค.นี้ เจ้าตัวขอบริจาคหนังสือวารใหม่ๆเผื่อแผ่นักโทษหญิง แต่ต้องไม่ใช่หนังสือแนวการเมือง

สมัชชาสังคมก้าวหน้า (social move) แจ้งข่าวถึงมิตรสหายผู้รักประชาธิปไตย ขอเรียนเชิญท่านไปเยี่ยมเยียมคุณดา ตอปิโด ที่ฑัณฑสถานหญิง เรือนจำกลางคลองเปรมในวันที่ 30 ก.ค 52 เวลา 9.30 น.โดยแนวคิดคือ "เราไม่ทอดทิ้งกัน"


ท่านสามารถนำของฝาก อาหารแห้ง ของใช้ ดอกไม้ ฯลฯ ติดต่อสอบถามที่คุณอ้นวิทยุแท็กซี่ ontontnong@hotmail.com

เราไม่ทอดทิ้งกัน
-- ทางเดินของชีวิต --


ทางเดินสำหรับชีวิตมีอยู่เพียงสองทางเท่านั้น
นั่นคือต่อสู้เพื่อสัจจธรรมด้วยความกล้าหาญ
หรือยอมแพ้และตายอย่างทาส
เกียรติยศอันรุ่งโรจน์มีไว้สำหรับผู้ต่อสู้เพื่ออิสรภาพ
และแก่ทาสนั้นหรือ สิ่งที่เขาพึงได้รับก็คือ หลุมศพของคนขลาด!


*กวีโดย มูสา จาลิล แปลโดยจิตร ภูมิศักดิ์อ้างใน "ถึงร้อยดาวพราวพรายกระจายแสง", สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน, หน้า 233-4

นับเป็นเวลา 1 ปีเต็มที่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือดา ตอร์ปิโด ได้ถูกจับกุมในคดีหมิ่นพระบรมราชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ช่วงเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีการขอยื่นประกันตัวเธอหลายต่อหลายครั้ง แต่ศาลก็พิจารณายกคำร้องโดยตลอด ทั้งๆที่ ผู้ต้องหาอื่นในคดีเดียวกลับสามารถขอประกันตัวเพื่อต่อสู้คดีได้

ขณะที่คุณดาต้องยืนหยัดต่อสู้เพียงลำพังในเรือนจำ เราได้ยินข่าวสารของเธออยู่บ้างจากผู้ที่ไปเยี่ยมเยียนเธอเป็นระยะ เราได้ติดตามอ่านข่าวของคุณดาด้วยความรู้สึกนับถือในหัวใจและจิตวิญญาณแห่งความเป็นเสรีชนของเธอ ไม่ง่ายเลยที่ใครสักคนต้องถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ จะยังสามารถรักษาความเข้มแข็งและจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยเอาไว้ได้ ภายใต้แรงกดดันจากสภาพแวดล้อมเหมือนที่เธอกำลังเผชิญ

ในวันนัดสืบพยานโจทย์คดีของเธอครั้งแรก ในวันที่ 23 มิ.ย. 2552 ศาลได้มีคำสั่งให้พิจารณาคดีดังกล่าวเป็น "การลับ" โดยคำสั่งดังกล่าวได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งได้สร้างข้อกังขาต่อสาธารณะชนทั่วไปถึงกระบวนการยุติธรรมของไทยในการพิจารณาคดีนี้

ดังที่องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International) ได้ส่งแถลงการณ์ถึงผู้สื่อข่าวต่อมาในวันที่ 26 มิ.ย. 2552 ความตอนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า "ภายใต้หลักกฎหมายสากล การพิจารณาคดีที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นหลักสำคัญในการปกป้องสิทธิของปัจเจกบุคคลจากการพิจารณาคดีและกระบวนการเกี่ยวกับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม...เมื่อศาลปิดประตูห้องพิจารณา นั่นคือสัญญาณเสี่ยงต่อความอยุติธรรม"

แม้สัญญาณจากศาลที่จะดำเนินการพิจารณาคดีแบบปิดลับ ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าคุณดาจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเพียงพอในฐานะพลเมืองไทยคนหนึ่ง แต่ดูเหมือนเจตจำนงในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของคุณดา หาได้หวาดหวั่นต่ออำนาจอยุติธรรมเลย เธอยังคงยืนยันศักดิ์ศรีของความเป็นคนอย่างเต็มเปี่ยม

ดังคำแถลงที่คุณดาเขียนขึ้นในวันที่ 24 มิ.ย. 2552 คุณดาได้เผยแพร่คำแถลงถึง "สื่อมวลชนและพี่น้องผู้รักความเป็นธรรม" ต่อกรณีการพิจารณาคดีแบบปิดลับของศาล โดยบางส่วนของคำแถลงคุณดาได้เขียนว่า
"ข้าพเจ้าขอประณามว่าการพิจารณาคดีโดยลับนั้นเป็นการทำลายหลักการยุติธรรมของกฎหมายโดยสิ้นเชิง วันนี้เมื่อ 77 ปีก่อน มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตย ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองยืนยันในหลักการที่จะให้ราษฎรได้รับความยุติธรรมมาก ขึ้นกว่าจากเดิมที่เคยถูกกดขี่จากผู้ปกครองโดยตามอำเภอใจ แม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่เคยมีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่ข้าพเจ้าขอสรรเสริญเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ดังกล่าว แม้ว่าในวันนี้ข้าพเจ้าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมแต่ก็เชื่อมั่นว่าเจตนารมณ์ ของคณะราษฎรผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 จะต้องได้รับชัยชนะในที่สุด”


22 กรกฎาคม 2552 เป็นวันครบรอบ 1 ปีเต็มที่คุณดา ถูกจับกุมและคุมขังอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรมตามสิทธิทางกฎหมาย เราจึงขอเชิญพี่น้องเสรีชนผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย ไปร่วมให้กำลังใจแก่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือดา ตอร์ปิโด นักสู้ประชาธิปไตยผู้ทรนงของพวกเรา ที่หน้าเรือนจำกรุงเทพใต้ (บางขวาง) ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2552 เวลา 09.30 น.

ทั้งนี้ขอให้ผู้ร่วมไปให้กำลังใจคุณ นำดอกไม้และป้ายผ้าให้กำลังใจคุณดามาพร้อมเพรียงกัน เราจะส่งแรงกำลังใจไปสู่คุณดาในยังอีกฟากของกำแพงซี่กรงขังของเรือนจำว่า "เราจะไม่ทอดทิ้งกัน"

ท้ายนี้ สมัชชาสังคมก้าวหน้าขอนำบทกวี "นอกกฎหมาย" ของคุณไม้หนึ่ง ก.กุนที เพื่อเป็นกำลังใจให้กับคุณดา รวมไปถึงเสรีชนผู้รักความเป็นธรรมทั้งหลาย และขอไว้อาลัยต่อกระบวนการยุติธรรมของไทย

เสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จงเจริญ!

คุกไม่อาจกักขังกวี

๏ คุกไม่อาจกักขังกวี และจะไม่ขอความปรานีศาล
ตุลาการเมื่อรับใช้เผด็จการ ถึงเวลาสร้างศาลประชาชน

๏ คุณให้ท้ายกลุ่มลัทธิคลั่งอำนาจ สิทธิ์เสรีประชาชาติถูกชิงปล้น
เสาะแสวงทุกวิธีให้จำนน ไม่ยอมรับ 1 เสียงของพลเมือง

๏ รุมปลูกฝังตรรกะวิปริต ชุดความคิดมอมเมาให้คนเชื่อง
ติดคุณธรรมความดีที่เปล่าเปลือง เพราะเบื้องหลังอำพรางอาชญากรรม

๏ คุณฆ่ากลุ่มความคิดที่ก้าวหน้า คนชั้นล่างที่ต้นทุนสังคมต่ำ
อ่อนจริตมารยาทแต่งชี้นำ จองจำเขาในความจน อด เจ็บ ตาย

๏ คุกไม่อาจกักขังกวี และล้านล้านเสรีชนทั้งหลาย
จะกู่ก้องก่นประณามคุณเรื่อยไป กว่ากฎหมายจะรับใช้มหาชน.

บทกวีโดย ไม้หนึ่ง ก.กุนที


“ดา ตอร์ปิโด” ขอบริจาค “วารสารและหนังสือ” เข้าห้องสมุดแรกรับ “ทัณฑสถานหญิงกรุงเทพฯ” Wed,

ประชาไท รายงานว่า ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล กล่าวผ่านทนายขอบริจาคหนังสือเข้าห้องสมุดทัณฑสถานหญิงกรุงเทพฯ (คลองเปรม) โดยระบุว่าสิ่งที่ต้องการตอนนี้คืออยากได้อ่านวารสารใหม่ๆ บ้าง เพราะวารสารที่มีอยู่ในห้องสมุดของส่วนแรกรับทัณฑสถานหญิง ซึ่งเป็นคนละส่วนกับห้องสมุดสำหรับนักโทษที่ถูกตัดสินคดีเด็ดขาดแล้วนั้นมีหนังสือให้อ่านจำนวนน้อย และส่วนใหญ่เป็นหนังสือเก่า โดยเฉพาะวารสารซึ่งส่วนใหญ่เป็นวารสารที่ตีพิมพ์ตั้งแต่ พ.ศ. 2548

ดารณีระบุว่า หนังสือที่บริจาคจะต้องไม่มีเนื้อหาทางการเมือง ผู้ที่สนใจจะบริจาคจึงสามารถบริจาคหนังสืออื่นๆ เช่น นิยาย หนังสือธรรมะ ประวัติศาสตร์ สำหรับวารสารที่ห้องสมุดส่วนแรกรับอนุญาตให้ผู้ต้องขังอ่าน ได้แก่ แพรว สกุลไทย สุดสัปดาห์ คู่สร้างคู่สม อสท. ค.ฅน ชีวจิต และสารคดี

ผู้ที่สนใจจะบริจาคหนังสือ สามารถบริจาคไปที่ ผู้ปกครองส่วนแรกรับทัณฑสถานหญิงกลาง (คลองเปรม) โดยถือเป็นการบริจาคให้กับผู้ต้องขังหญิงในส่วนแรกรับซึ่งสามารถมาใช้บริการห้องสมุดส่วนแรกรับได้วันละ 2 ชั่วโมง

ไร้มาตรฐาน .... อีกแล้ว

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ ป้าปากเกร็ด
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
29 กรกฎาคม 2552

สืบเนื่องจากข่าวเสนอใน เวบไซต์ เดลินิวส์


วันนี้ (29 ก.ค.) ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลนัดสืบพยานโจทก์คดีที่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม อดีตประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.มณเฑียร ประทีปะวณิช อดีต ผบก.ประจำ สนง.ผบ.ตร. เป็นจำเลยในความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ เกี่ยวกับความผิดคดีอาญาแก่ พนักงานสอบสวน กรณีเมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2551 จำเลยได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษโจทก์ต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปราม ข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ โดยอ้างข้อความที่อ้างใน นสพ.ทำนองว่า โจทก์ให้ทหารปฏิวัติ ซึ่งล้วนเป็นเท็จ การกระทำของจำเลยเป็นการแจ้งความเท็จ โดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องรับโทษทางอาญา ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172,174 และ 181

อย่างไรก็ตามในวันนี้ พล.ต.ต.มณเฑียร จำเลยไม่ได้เดินทางมาศาลตามนัด ศาลเห็นว่า มีพฤติการณ์จะหลบหนี ให้ออกหมายจับ ปรับนายประกันเป็นเงินสด 100,000 บาทที่ยื่นประกันไว้


คุณป้าปากเกร็ด ได้โพสต์ชี้แจงเกี่ยวกับความเป็นมาของเรื่องดังกล่าว ดังนี้.....

พล.ต.ต.มณเฑียร ประทีปะวณิช ฟ้องสมเจตน์ค่ะ ข้อหาความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ โดยอ้างข้อความที่อ้างใน นสพ.ทำนองว่า โจทก์ให้ทหารปฏิวัติ

แล้วสมเจตน์ฟ้องแย้ง ว่า พล.ต.ต.มณเฑียร แจ้งความเท็จ ดูเอาเถิดค่ะประเทศนี้ คดีที่ผู้การฟ้อง ป่านนี้เรื่องยังไม่ไปถึงไหน แต่ไอ้จำเลยในคดีนั้น ฟ้องแย้งกลับได้นำมาพิจารณาก่อน

หากยึดตามบรรทัดฐานของศาล ที่เคยตัดสินคดีนายสุเทพหมิ่นคุณทักษิณ คดีที่สมเจตน์ฟ้องก็ต้องตกไป เพราะผู้การอ้างน สพ.โดยบริสุทธิ์ใจ

ผู้การไม่ได้หนีแต่อย่างใด เพียงแต่เมื่อวานศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง และนัดให้มาวันนี้ แต่ผู้การขอเลื่อน ศาลไม่อนุญาต (เหมือนกับคดีเสื้อแดงไหมคะ) รีบร้อนดำเนินการตัดสินทันที

วันนี้ผู้การป่วยค่ะ นอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ ไม่ได้หลบหนีแต่ประการใด แต่ดูเหมือนเป็นการกลั่นแกล้งกันมากกว่า ต้องการให้เป็นข่าว ต้องการให้เสื่อมเสียชื่อเสียง

ดิฉันทราบเรื่องดี เพราะรู้จักเป็นส่วนตัวกับผู้การค่ะ

Wednesday, July 29, 2009

มาพร้อมประชาธิปไตย

ที่มา บางกอกทูเดย์

3 ใน 100 ช่องโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมตัวใหม่ ที่ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร บอกกับ “คนเสื้อแดง” ในวันคล้ายวันเกิดของตัวเอง เมื่อ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา...น่าสนใจไม่น้อยช่องหนึ่ง...ใช้สร้าง องค์ความรู้ชั้นยอด จากทั่วโลกให้กับเด็กและเยาวชนไทย ได้มีโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมกันช่องหนึ่ง...ใช้ทำ เรียลลิตี้แก้จน ดึงเอาเศรษฐีทั้งชาวไทยและต่างชาติผู้ใจบุญ มาร่วมกิจกรรมแก้จนให้กับคนไทย...ที่ไม่ยอมงอมืองอเท้าและไม่จำนนต่อโชคชะตาอีกช่องหนึ่ง...ใช้ทำการตลาดระดับโลก ทั้งผลักและดันสินค้าโอท็อปและสินค้าจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยไปขายให้กับชาวต่างชาติอีก 97 ช่อง...อาจจะมีช่องข่าว และอีกบางช่องที่ ทีมงานของอดีตนายกฯ ทักษิณ คงทำกันเอง แต่ส่วนใหญ่...น่าจะเชื่อมต่อสัญญาณทีวีเข้าที่อื่นๆ ทั้งในและนอกประเทศสงครามแย่งซื้อรายการโทรทัศน์ดีๆ จากต่างประเทศฯ ที่...ฝั่ง ยูบีซี ผูกขาดเพียงผู้เดียว คงต้องเกิดขึ้นและน่าจะรุนแรง...พลังของสื่อโทรทัศน์...มันยิ่งใหญ่และรุนแรง ถ้ารู้จักและเลือกที่จะใช้มัน...ของอย่างนี้ผมเชื่อ...อดีตนายกฯทักษิณ เก่งที่จะเล่นกับสื่อแนวใหม่ที่ว่า...เห็นได้ชัดว่า...3 ช่องข้างต้น ก็คือแนวนโยบายของ อดีตนายกฯ ทักษิณ และ พรรคไทยรักไทย ที่เคยจุดประกายความฮือฮาให้กับคนไทยทั่วประเทศ...มาแล้วแต่เกือบ 3 ปี หลังการทำ รัฐประหาร ของ คปค.(แล้วเปลี่ยนมาเป็น คมช.) สิ่งเหล่านี้...ขาดการเหลียวสานต่อ ผลักดัน และช่วยเหลือ จนทำให้หลายสิ่งหลายอย่าง...ที่เคยขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีความหวัง...ต้องพังทลายไปหมด!ส่วนตัวผมว่า...ทีวี 3 ช่อง ที่ อดีตนายกฯ ทักษิณพูดถึง...เป็นเรื่องที่ดีมากๆ

ไม่ว่า...จะได้กลับเข้าประเทศและลงเล่นการเมือง จนกลับมาเป็น นายกฯ อีกสมัย หรือไม่? แต่ภารกิจในการสร้างทีวีช่องการศึกษา ช่องแก้จน และช่องขายสินค้าไทย ก็จะยังคงอยู่และเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นความหวังของคนไทยอีกหลายล้านคน...เรื่อง ความดี...ความเลว ยังต้องรอการพิสูจน์ในชั้นศาลหรือให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ แต่กับผลงานที่ผ่านมาของอดีตนายกฯ รายนี้...ใครจะปฏิเสธล่ะครับว่า...ไม่ได้สร้างผลงานจนเป็นที่พออกพอใจแก่คนไทยส่วนใหญ่ครับ! เรื่องล่ารายชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ อดีตนายกฯ ทักษิณ ของ “คนเสื้อแดง” และ “พรรคเพื่อไทย” จะสัมฤทธิผลหรือโดน เตะตัดขาจนล้มครืน!แต่กับเรื่องทีวี 3 ช่องที่ว่านี้...ยังไงก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยและสังคมไทยโดยรวมในเมื่อคนที่ถือ “อำนาจรัฐ” ยังคิดไม่ได้ อ่านไม่ออกทำกันไม่เป็น อย่างนี้...ก็จำเป็นจะต้องพึ่งพิงและพึ่งพาเอากับ“คนไกลบ้าน” นั่นแหละครับใครจะมองหรือกล่าวหา อดีตนายกฯ ทักษิณ ว่า...ไม่ดี เพราะไป ดึงฟ้าต่ำ ทำหินแตก แยกแผ่นดิน ยังไงก็ช่างแต่ชีวิต...มันต้องเดินไปข้างหน้า! ประชาชน...ยังคงหิวต้องการอาหารมาประทังชีวิต ต้องการเงินมาซื้อหาสิ่งของที่จำเป็น ถ้า ประชาธิปไตยมันจะมาพร้อมๆ กับเงินงาน อาหาร และความสุข! ผมว่า...ต้องสนับสนุนกันอย่างเต็มที่แหละครับ...ไม่ได้...ไม่ดี ขอแค่มี “ถนนคนแดง” ให้ “เสื้อแดง”หลายสิบล้านคน..ได้ซื้อขายแลกเปลี่ยนระหว่างกัน เท่านี้...ก็ช่วย รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย...ได้มากแล้วล่ะครับ ■