WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, July 31, 2009

ใครโกหกกันแน่

ที่มา thaifreenews

องคมนตรี โกหก หรือ มติชน โกหก ?
เกี่ยวกับการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง
ที่มา ห้องราชดำเนิน พันทิป
โดย ตระกองขวัญ
เกี่ยวกับการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง

1. มติชนรายวัน 29 กรกฎาคม 2552 "องคมนตรีประชุม ชี้"ฎีกา"ไม่เหมาะสม-ขัดกม."
2. 29 กรกฎาคม 2552 **เวลา 12.40.48 น. มติชนออนไลน์ "บิ๊กเสือ เผยองคมนตรีสรุปล่ารายชื่อถวายฎีกาไม่บังควร"
3. 29 กรกฎาคม 2552 บ่าย มติชนออไลน์ "สนง.เลขาฯองคมนตรีปัดข่าวถกเสื้อแดงล่าชื่อถวายฎีกา" **แต่เวลาออนไลน์ยังคงเป็น 12.40.48 น. และข่าวตามข้อ 2 หายไป


4. 29 กรกฎาคม 2552 เวลา 17.43.18 น. มติชนออนไลน์ "องคมนตรีปัดถกถวายฎีกาห่วงดึงสถาบันเอี่ยวเชื่อกฎกรรม"
(และมีการอ้างบุญกรรมตามแบบฉบับ "คนดี")
สรุป

"องคมนตรี" โกหก หรือ "มติชน" โกหก ?

หาก "มติชน" โกหก แล้วทำไมสื่ออื่น ๆ ถึงลงข่าวที่ประชุมองคมนตรีถกเรื่องเสื้อแดงถวายฎีกาเช่นเดียวกันกับมติชน

หาก "องคมนตรี" โกหก องคมนตรีจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ?

การยื่นหนังสือร้องทุกข์ (ฎีกา) ต่อประมุขแห่งรัฐเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของพลเมืองในรัฐนั้น

ที่มา thaifreenews

บทความโดย..ลูกชาวนาไทย



ผมไม่แปลกใจที่หัวขบวนใหญ่ทั้งหลายต่างระดมคนที่พวกเขาคิดว่าเป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน ในสายตาของพวกเขา ออกมาคัดค้านการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง ที่มีคนลงนามในฎีกาไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน นี่เป็นฎีกาประวัติศาสตร์ของชาติไทย ตั้งแต่มีชนชาติไทย กำเนิดขึ้นบนโลกใบนี้ทีเดียว เพราะไม่มีฎีกาอันใด ที่จะมีคนลงนามภายในเดือนเดียวได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน มากกว่าพลเมืองของบางประเทศเสียอีก

กลุ่มอำมาตยาธิปไตย ซึ่งนิยามก็คงไม่ใช่ข้าราชการ แต่เป็นพวกชนชั้นนำที่เรียกว่า Elite Class ทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ในองค์กรอิสระต่างๆ คนกลุ่มนี้มีอำนาจทางการเมือง ผ่านโครงเครือข่ายอุปถัมภ์ต่างๆ ทั้งในภาครัฐ กองทัพ ศาล และแม้แต่ภาคเอกชน เช่นธนาคารเป็นต้น คนเหล่านี้ ไม่ได้มีอำนาจรัฐผ่านการเลือกตั้งของประชาชน แต่อาศัยอำนาจโดยใกล้ชิดองค์กรสูงสุดของประเทศ เป็นต้น อำมาตยาธิปไตย คือ "คู่กรณีของความแตกแยกทางการเมืองไทย" ในครั้งนี้ พวกเขาไม่ใช่คนกลาง แต่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรง พรรคประชาธิปัตย์หรือรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเพียง นอมินี คนคนพวกนี้เท่านั้น

พวกเขาเสียผลประโยชน์จากฎีกาครั้งนี้อย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าประมุขแห่งรัฐจะตัดสินใจอย่างไร ย่อมมีผลกระทบต่อพวกเขาทั้งสิ้น เพราะอีกฝากหนึ่งก็พลเมืองจำนวนหลายล้านคน อีกฝากหนึ่ง เป็นคนชั้นนำ กลุ่มเล็กๆ ที่กำลังจะสูญเสียอิทธิพลในทางการเมืองเท่านั้น



ตอนนี้ก็ระดมทั้งพวกที่ใช้กำลังเป็นหลัก เช่น พรรคภูมิใจไทยของกลุ่มเนวิน ออกมาต่อต้าน

ไม่ว่าพวกเขาจะอ้างว่าการยื่นฎีกาครั้งนี้ผิดกฎหมาย (ที่จริงไม่มีกฎหมายใดบัญญัติไว้เรื่องฎีกา เป็นประเพณีเท่านั้น) หรือผิดจารีต หรือไม่เหมาะสม หรือเป็นการก้าวล่วงอำนาจของประมุขแห่งรัฐ (ไม่ทราบว่าก้าวล่างอย่างไร เพราะฎีกาเป็นฎีการ้องทุกข์) ประชาชนจำนวนมาก ก็ไม่ฟังคนเหล่านี้ ยิ่งพวกเขาต่อต้าน คนที่ลงชื่อในฎีกายิ่งมีมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงการไม่ยอมรับของประชาชน ต่อกลุ่มคนพวกนี้แล้ว

ที่จริงการยื่นหนังสือร้องทุกข์ (ภาษาไทยคือฎีกา) เป็นสิทธิพื้นฐาน หรือเป็นสิทธิโดยธรรมชาติ ของพลเมืองในรัฐนั้นๆ จะได้ยื่นข้อความหรือสาร ถึงประมุขของรัฐตน เพื่อให้ประมุขแห่งรัฐทราบว่า พวกเขาเดือดร้อนในเรื่องใด หรือพวกเขามีความคิดเป็นอย่างใด ต่อประเด็นต่างๆ นี่เป็นช่องทางสื่อสารระหว่างประมุขแห่งรัฐกับพลเมืองของตน

ใครขัดขวางฎีกา ถือว่าเป็นการขัดขวางช่องทางการสื่อสารระหว่างพลเมืองกับประมุขแห่งรัฐด้วยซ้ำไปครับ เป็นการปิดหูปิดตาประมุขแห่งรัฐไม่ให้ได้รับรู้ว่าพลเมืองของตนมีปัญหาหรือความเดือดร้อนอะไรบ้าง ในประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศมีแต่ขุนนางกังฉินเท่านั้นครับที่ขัดขวางการยื่นหนังสือร้องทุกข์ของพลเมืองต่อประมุขแห่งรัฐ มีแต่ขุนนางขี้ฉ้อ เท่านั้นที่ไม่ต้องการให้ประมุขแห่งรัฐไม่รับรู้เรื่องราวของราษฎร การอ้างจารีตหรืออะไรก็ตามขัดขวางการยื่นหนังสือร้องทุกข์ของพลเมือง ถือว่าเป็นการอ้างที่ไม่มีเหตุผลใดๆ ในหลักนิติธรรมสนับสนุนทั้งสิ้น ที่จริงพวกเขาก็ไม่ได้ยึดหลักนิติธรรมอันใดอยู่แล้ว ประเทศถึงได้วุ่นวายไม่จบไม่สิ้น

การที่จะรักษาอำนาจของคนชั้นสูงเอาไว้ ท่ามกลางสังคมที่มีประชากรจำนวนมาก มีกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ จำนวนมาก ผมไม่คิดว่าจะสามารถทำได้อยู่แล้ว สังคมต้องเปลี่ยนไปตามพัฒนาการของประชาชนในสังคมนั้น สังคมไทยวุ่นวายสามสี่ปีมาแล้ว เพราะคนชั้นนำไม่อาจทำใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ พยายามใช้อำนาจแอบแฝงในเครือข่ายอุปถัมภ์ของตน เข้าขัดขวางการเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มที่

ตอนนี้ได้ใช้นายเนวินกลับพรรคเพื่อไทย เข้าต่อต้านการยื่นฎีกาของคนเสื้อแดงอย่างเต็มที่ มีการขึ้นคัทเอ้าท์ขนาดใหญ่เพื่อต่อต้านการยื่นฎีกาครั้งนี้ นายเนวิน เป็นคนหยาบกระด้าง ถนัดแต่การใช้กำลัง ขยันแต่ไม่ฉลาด การเข้ามาทำงานละเอียดอ่อนในส่งครามมวลชนแบบนี้ มีแต่สร้างความเสียหายให้กับฝ่ายที่ใช้นายเนวิน มากกว่าจะสร้างผลดี การใช้กำลังเข้าขัดขวางการยื่นฎีกา ยิ่งกลายเป็นประเด็นที่คนในสังคมยอมรับไม่ได้

แต่เชื่อเถอะว่ายิ่งพวกอำมาตยาธิปไตยต่อต้านหนักขึ้นเท่าใด จำนวนคนที่เซ็นชื่อถวายฎีกา ก็จะมีมากขึ้นเพียงนั้น แสดงว่าประชาชนหลายล้านคน ต้องการต่อสู้ลองดีกับคนเหล่านี้ ประชาชนไม่ได้เชื่อถือในคนเหล่านี้อีกแล้ว พวกเขาไม่ใช่ผู้ใหญ่ในสังคมไทยที่มีคนเคารพในความเห็นอีกต่อไป เป็นเพียงแต่คนสูงอายุที่บังเอิญนั่งในตำแหน่งสำคัญบางตำแหน่งในสังคมเท่านั้น แต่เมื่อคนไม่ยอมรับ ตำแหน่งนั้นๆ ต่อให้ดูเหมือนว่ายิ่งใหญ่ป่านใด ก็ไม่มีความหมายแต่อย่างใด สู้อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรไม่ได้ ที่แม้ไม่มีตำแหน่งใดๆ ไม่อาจอยู่บนแผ่นดินไทยได้ แต่ประชาชนจำนวนมาก ก็ยังรักแหละเคารพ มีการจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบ 60 ปีให้ทั่วประเทศ ทั้งๆ ที่ไม่มีอำนาจใดๆ ในทางการเมืองอีกแล้ว เหลือเพียงแต่อำนาจของความศรัทธา

จากการประเมินการออกมาต่อต้านการถวายฎีกาของกลุ่มอำมาตย์ศักดินา ผมคิดว่าพวกเขาคาดไม่ถึงว่าจะมีคนออกมาเข้าชื่อถวายฎีกาครั้งนี้มากมายขนาดนี้ จึงไม่ได้ออกมาต่อต้านเสียแต่ต้น การออกมาต่อต้านฎีกาของอำมาตย์ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นวันท้ายๆ ของการลงนามในฎีกากันทีเดียวตอนที่สามเกลอประกาศบนเวที ผมก็ไม่เห็นว่าอำมาตย์และองคาพยพทั้งหลายจะออกมาต่อต้านขนาดนี้ ผมคิดว่าในตอนนั้น พวกเขาคงไม่คิดว่าจะมีคนเซ็นชื่อในฎีกามาก และคนเสื้อแดงก็ดูเหมือนว่า จะมีความขัดแย้งกันภายใน มีการทะเลาะกัน และสามเกลอก็ประกาศว่าจะมีการล่ารายชื่อเพียงเดือนเดียวเท่านั้น ทำให้อำมาตย์และฝ่ายต่างๆ คาดว่าเรื่องนี้ก็คงฝ่อไปเอง

และที่สำคัญพวกเขายังคิดแบบเดิมว่า เวทมนตร์เดิมยังขลังอยู่ หากมีข่าวว่ารบกวนฯ อะไรประมาณนี้ชาวบ้านคงไม่มีใครกล้าเซ็น แค่ผลกลับเป็นตรงกันข้าม มีคนลงชื่อจำนวนมาก มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาติไทยกันเลยทีเดียว เรื่องนี้จึงกระทบรากฐาน ของประชาชนที่เคยสนับสนุนสถาบัน ที่เคยเป็นคนชนบท

กลาย เป็นว่า "เสียฐานสำคัญให้ทักษิณ" ไปแทบหมดสิ้น และเพิ่งรู้ตัวกันอย่างแน่นอนว่าได้เสียไปแล้วการออกมาต่อต้านตอนนี้ผมไม่ คิดว่าจะทันการแต่อย่างใด




อีกอย่างหนึ่งยุทธวิธีการต่อต้านการถวายฎีกาของกลุ่มศักดินาอำมาตย์ ก็ยังเป็นการคิดในกรอบแบบดั้งเดิมตามแนวคิด “เทวราชา” ที่พวกเขาโปรประกันดา จนหลังเชื่อการโปรประกันดาของตนเองไปแล้วว่ายังศักดิ์สิทธิอยู่ ทั้งๆ ที่คนเสื้อแดงหลายล้านคนได้ “ก้าวข้ามกรอบนั้นไป” อย่างสิ้นเชิงแล้ว

เมื่อยังคิดในกรอบความคิดแบบ “ดั่งเดิม” การต่อต้านของพวกเขาจึง ออกมาเป็นในทำนองโปรประกันดาในกรอบเดิม เช่น ละเมิดฯ ระคาย หรือ ผิดกฎหมาย พวกเข้าไม่เข้าใจว่า คนเสื้อแดงหลายล้านคนไม่แคร์สิ่งเหล่านั้นแล้ว เขารู้และเข้าใจดี "แต่จะเซ็น" เ้ข้าใจไหมว่า "จะเซ็น" และไม่แคร์ ไม่สนใจด้วย นี่คือ สภาำพของคนที่อยู่ "วงในคนเสื้อแดงรับรู้และเข้าใจ”

แต่อำมาตย์ศักดินา และแม้แต่วงการสื่อของไทยยังไม่เข้าใจ

Bhum Jai Thai and the business of protests slightly gone wrong

ที่มา Thai E-News

โดย Nick Nostitz
ที่มา เวบไซต์ new mandala
แปลโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 กรกฎาคม 2552

The Bhum Jai Thai party announced a movement against the million signature campaign of the Red Shirts. There was a buzz when it was announced that the Blue Shirts were to protest at Royal Plaza today (July 30). Was it the same guys as in Pattaya? Were there soldiers in Blue Shirts? PAD guards in disguise?

At about 8 am there were 30 to 40 taxis parked at Royal Plaza, the same number of red colored subarus – small passenger vehicles, all from Thonburi – one loudspeaker wagon, and at least a dozen intelligence officers. Slowly more taxis arrived, maybe 100 to 200 altogether. No Blue Shirts though. But a few people in Bhum Jai Thai shirts and jackets, and several ministry officials.

Stickers were handed out to put on the cars, “Don’t pull the sky down low – stop the petition!”, and similar slogans.

พรรคภูมิใจไทย ประกาศเคลื่อนไหวต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกาของคนเสื้อแดงนับล้าน โดยมีเสียงลือกันหึ่งว่า จะมีคนเสื้อน้ำเงินเดินทางมาแสดงพลังที่ลานพระบรมรูปฯ ในวันที่ 30 กรกฎาคม จะเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่พัทยาหรือไม่ ? เป็นพวกทหารใส่เสื้อน้ำเงินหรือไม่? เป็นการ์ด พธม.แฝงตัวมาหรือไม่ ?

เวลาประมาณ 8.00 น. ที่ลานพระบรมรูปฯ มีแท๊กซี่จอดอยู่ 30-40 คัน เป็นรถ subaru สีแดงเหมือนกันหมด - รถยนต์รับส่งผู้โดยสารขนาดเล็ก จากธนบุรี - รถบรรทุกพร้อมเครื่องขยายเสียงหนึ่งคัน และเจ้าหน้าที่ทางการอีกไม่น้อยกว่า 12 คน จากนั้น ก็มีแท๊กซี่ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเข้ามา รวมแล้วคงจะประมาณ 100-200 คัน ไม่มีคนเสื้อน้ำเงินเลย แต่มีคนจากภูมิใจไทยใส่เสื้อเชิร์ตและแจ๊กเก็ต พร้อมเจ้าหน้าที่จากกระทรวงอีกหลายคน

มีการแจกสติ๊กเกอร์ให้ติดบนตัวรถ " หยุดดึงฟ้าต่ำ - หยุดล่ารายชื่อ " และ อื่นๆ ทำนองนี้



At about 9 am the show began. First the taxi drivers were called to get breakfast. They lined up, received a stamp on the arm, a coupon, and food. The Bhum Jai Thai party song was played on loudspeakers.

So far so good.

But then several taxi drivers approached me, and complained:

“They said they will give us 300 Baht petrol coupons, but we got nothing, just those food coupons!”

“I can’t even get my taxi out – they blocked our cars with these subarus.”

“They cheated us, they said we should come because of mother’s day, and said nothing of Bhum Jai Thai. Now they put stickers against the petition on our cars, and tomorrow I want to go to the Red Shirt rally – how can I get these stickers off?!”

การแสดงเริ่มขึ้นที่เวลา 9.00 น. โดยมีการเรียกคนขับแท๊กซี่ให้มารับอาหารเช้า พวกเขาเข้าแถวยาว รับติดสแตมป์ที่แขน รับคูปอง และอาหาร มีการเปิดเสียงเพลงของพรรคภูมิใจไทยทางลำโพง

มีคนขับแท๊กซี่หลายคนมาบ่นกับผมว่า "พวกเขาบอกว่า จะให้เงินค่าน้ำมันเรา 300 บาท แต่ไม่เห็นได้เลย มีแต่คูปองอาหาร"

"ผมจะเอารถออกไปก็ไม่ได้ พวกเขาบล๊อครถของเราไว้ด้วยรถ subarus พวกนี้"

"พวกเขาโกงเรา พวกเขาบอกให้พวกเรามาเนื่องในโอกาสวันแม่ ไม่พูดเกี่ยวกับเรื่องพรรคภูมิใจไทยเลย ตอนนี้ก็มาติดสติ๊กเกอร์ต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกาบนรถเรา และพรุ่งนี้ ผมจะไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง - ผมจะแกะสติ๊กเกอร์พวกนี้ออกได้อย่างไรกันนี่"



Supamas Issarabhakdi, deputy spokesperson for Bhum Jai Thai appeared, handed out stickers, posed for the cameras while applying stickers to a taxi, and gave an interview.

ศุภมาส อิศรภักดี รองโฆษกพรรคภูมิใจไทย แสดงตัว แจกสติ๊กเกอร์ ให้ช่างภาพถ่ายรูปขณะติดสติ๊กเกอร์บนรถแท๊กซี่ และให้สัมภาษณ์



A not very enthusiastic crowd of taxi drivers formed a line in front of the loudspeaker wagon, a speech was held, an oath to the monarchy was spoken, songs were sung, and after the Royal anthem everybody disappeared quickly.

คนขับแท๊กซี่ตั้งแถวหน้ารถขยายเสียงอย่างเนือยๆ มีการพูดปราศรัย กล่าวคำถวายสัตยาบัน ร้องเพลง และหลังจบเพลงสรรเสริญพระบารมี ทุกคนก็แยกย้ายหายตัวไปอย่างรวดเร็ว


A few officials still hung around. One man with a plastic bag handed a large wad of cash to a man from a taxi organization, who quickly slipped the money into his pocket when he saw me taking photos. The bagman soon got into the back of a Mercedes and disappeared.

เจ้าหน้าที่อีกสองสามคนยังคงเดินไปมา ชายคนหนึ่งถือถุงพลาสติกที่บรรจุเงินสดปึกหนึ่งส่งให้คนที่จัดการเรื่องรถแท๊กซี่ ซึ่งเมื่อเขารับแล้ว ก็รีบยัดเงินปึกนั้นใส่กระเป๋าอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นว่าผมกำลังถ่ายรูปเขาอยู่ ส่วนคนถือถุงก็รีบขึ้นรถเบนซ์แล้วขับหนีหายไป





At about 10.30 the show was over.

การแสดงทุกอย่างจบสิ้นลง ที่เวลาประมาณ 10.30 น.

Thursday, July 30, 2009

วัดอุณหภูมิการเมือง ‘3 ไข้’ ปรอทเดือด

ที่มา บางกอกทูเดย์

ต้องตรวจวัด “อุณหภูมิ” สถานการณ์ทางการเมืองกันบ้างแล้ว เพราะในช่วงนี้อุณหภูมิทางการเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้งเมื่อตรวจอุณหภูมิทางการเมืองแล้ว คงต้องพูดถึง “3 ไข้”ที่กำลังกวนใจ พี่มาร์คขา อยู่ในขณะนี้ไข้แรก คงหนีไม่พ้น ไข้โป้งสนธิ ที่ยังหาตัวคนร้ายที่ก่อเหตุมารับโทษได้ เพราะงานนี้เจอต้องเตรียม จอบ...เสียม งัดตอที่ขวางทางออกไปเสียก่อน...ทางจึงจะสะดวกแต่ดูแล้ว “ตอ” ที่ว่านี้ค่อนข้างจะใหญ่และหนักเอาการ เพราะลำพังจะใช่จอบเสียมอย่างเดียวคงไม่ไหว คงต้องใช้รถแบ็กโฮเข้าไปช่วยงัดสุดท้ายรถแบ็กโฮที่ทรงพลังและอำนาจก็ยังไม่สามารถงัด“ตอ” ที่ว่านี้ ทำได้แค่สั่นสะเทือน “ตอ” ไปวันๆเห็นแล้วไข้ในข้อแรกนี้คงต้องใช้เวลาอีกนาน อาจจะนานเท่ากับอายุของรัฐบาลก็เป็นได้ เพราะดูเหมือนคดีกำลังมีความคืบหน้าแต่พอถึง “โค้งสุดท้าย” ก็ไม่มีอะไรคืบหน้า นอกจากการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายตำรวจหัวหน้าชุดสืบสวน

รวมทั้งการจับจ้องที่เก้าอี้ ผบ.ตร. ว่า จะถูกปลด! หรือไม่?สุดท้ายท้ายสุด รัฐบาลที่พี่มาร์คขา ก็ไม่กล้าเตะ “บิ๊กป๊อด”พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่มีแบ็กอย่างหนาจากรั้วกลาโหมคอยคุ้มกันหลังให้ตลอดเวลางานนี้ถ้าเตะ “บิ๊กป๊อด” คนที่จะเป็นไข้แทน คงเป็น พี่มาร์คขาและ พี่เทพเทือก ที่ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปอีกนานหลายเดือน“ไข้โป้งสนธิ” ยังไม่จบแค่นี้...ไข้ชนิดนี้ได้ส่งผลให้เห็นถึงความพยายามจะแสดงอิทธิฤทธิ์ของสื่อบางค่ายที่กำลังชักนำให้สังคมเข้าใจ และเห็นว่า“คนมีสี” และ “บิ๊กสีเขียว”เข้ามาเอี่ยวกับคดีนี้อยู่ตลอดเวลาแต่ก็แฝงด้วยการเปิดตัวละครที่เป็นแก๊ง ออฟ โฟร์ภาค 2 ซึ่งกำลังเป็นขั้วการเมืองที่ทรงอำนาจทั้งเงินและคนจึงทำให้ถึงบางอ้อว่า...คดีนี้เป็น “เกมทางเมือง” เกมหนึ่งเท่านั้น และเมื่อวัดปรอทอุณหภูมิไข้นี้ ปรอทวิ่งปรู๊ดขึ้นมาที่เกือบ90 องศา สะบัดมือไม่ทัน...เพราะอุณหภูมิร้อนจริงๆส่วนไข้ที่ 2 ที่อุณหภูมิเกิน 38 องศาเซลเซียส ต้องถูกกักตัวนั่นคือ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” ที่กำลังระบาดหนักแว่วมาว่า...มีคนติดเชื้อนี้มาแล้วกว่าแสนคนแต่เป็นแล้วหายส่วนเสียชีวิตตอนนี้น่าจะอยู่ที่ครึ่งร้อยไปแล้วความน่ากลัวของ หวัด 2009 ยังไม่น่ากลัวจากคนที่ หาประโยชน์เข้าใส่ตัวเองจากหวัดมรณะ ไม่ว่าจะเป็นการหาประโยชน์จากงบประมาณจัดทำหนังสือปกเขียว 1 ล้านฉบับที่แจกจ่ายประชาชนหรือแม้กระทั่งหารับประทานกับ เจลล้างมือ-หน้ากากอนามัย และล่าสุด หารับประทานกันซึ่งๆ หน้าจาก งบซื้อยาต้านไวรัส “โอเซลทามิเวียร์” มูลค่าหลายล้านบาทแต่ที่หนักสุดคงหนีไม่พ้นกลุ่มการเมืองที่กำลังใช้ประเด็นข้อผิดพลาดเหล่านี้ของรัฐบาล นำมาโจมตีรายวัน...สร้างข่าวขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ได้ทุกวัน

ขณะที่รัฐบาลก็ก้มหน้าก้มตาปิดบังตัวเลขผู้ติดเชื้อต่อไปเมื่อวัดอุณหภูมิไข้นี้แทบจะโยนปรอททิ้ง เพราะไข้สูงเหลือเกินเฉียดๆ 90 องศา...ร้อนจริงๆ ยาพาราเซตามอลยังเอาไม่อยู่ส่วนไข้ที่กำลังขึ้นที่สูงเรื่อยๆ คือ ไข้เสื้อแดง ที่เริ่มกลับมาแดงให้เห็นกันแล้วจากผลของการจัดเบิร์ธเดย์ให้กับ “พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร” ที่เรียกเสียงฮือฮาได้อย่างดีแท้ แม้ “บิ๊กเซอร์ไพรส์”จะไม่เซอร์ไพรส์เท่าไหร่ก็ตามแต่ที่ร้อนแรงกว่านั้น คือ กรณี “การถวายฎีกา” ของกลุ่มเสื้อแดงที่ยังคงเดินหน้าต่อ และใช้วันที่ 7 ส.ค. เป็นวันรวมพลเพื่อถวายฎีกาแม้ว่าที่ผ่านมาคนเสื้อแดงจะถูกกระแสต้านอย่างหนักแต่แกนนำเสื้อแดงบางคนยังเอาด้วยกับแนวคิดนี้แต่สุดท้ายแล้ว...แกนนำหลักก็ยังเดินหน้าเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณในขณะที่ ฝ่ายรัฐบาล ทำอะไรไม่ได้ นอกจากจะบอกว่าให้อยู่ในกรอบกติกากฎหมายบ้านเมืองเท่านั้นจนทำให้ “ท่านผู้นำลิ้ม” ต้องออกมาถล่มรัฐบาลผ่านรายการ“คนในข่าว” ทางเอเอสทีวี เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมาในรายงานพิเศษนี้ นายสนธิ ได้ตำหนิการทำงานของรัฐบาลโดยเฉพาะผู้จัดการรัฐบาล “สุเทพ เทือกสุบรรณ”ในทำนองที่ว่าเป็น “คนเนรคุณ” ปล่อยให้คนเสื้อแดงออกมาจาบจ้วงสถาบัน ทำเหมือนเอาหูไปนาเอาตาไปไร่เล่นกันแรงขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะกระทบชิ่งในคดียิงตนเองหรือไม่...เพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่คืบหน้าอย่างที่บอกไปแล้วในไข้แรกการออกมาฉะรัฐบาลครั้งนี้ เริ่มส่งสัญญาณบางอย่างให้ รัฐบาลพี่มาร์คขา ต้องระแวดระวังตัวไว้ให้ดีเพราะเวลานี้ “พันธมิตรฯ”ไม่ได้เป็นพันธมิตรฯ กับรัฐบาลเช่น 7 เดือนที่แล้วอีกต่อไป“ไข้เสื้อแดง”ไม่ใช่แค่อุณหภูมิจะสูงเท่านั้น ยังหาหมอที่จะรักษาโรคนี้ได้ยาก เพราะดูแล้วอาจเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายซะแล้ว! ■

คำพูดของ ‘บิ๊กบิ๊ก’

ที่มา บางกอกทูเดย์

คดีลอบสังหาร “นายสนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจและชวนติดตามว่า คดีจะลงเอยอย่างไรในขณะเดียวกัน ...ผู้ที่น่าเห็นใจในเรื่องนี้ก็ คือ พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งถูกกล่าวหาว่า...เป็นผู้ที่ทำให้คดีนี้ล่าช้าข้อกล่าวหานี้ในความคิดคำนึงของ พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ และ พี่ชายร่วมสายโลหิต คือ พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมถือว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม (Equity)จึงได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมผิดอะไร”…“ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติผิดอะไร”ให้ฝากความถาม นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายความมั่นคง) และผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้ายคือ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีซึ่งเรื่องนี้ถือเป็น ความอึดอัด ของนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างยิ่งถึงกับออกอากาศสรุปใจความว่า “ทำไมมีแต่เรื่องของผบ.ตร. ไม่สนใจปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง กันบ้างไปที่ไหนก็ถามแต่เรื่อง พล.ต.อ.พัชรวาท ราวกับโลกนี้มีอยู่เรื่องนี้เรื่องเดียว”จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า “คดีการลอบสังหาร นายสนธิลิ้มทองกุล” ได้ขยายออกเป็นวงกว้างต่อสังคมไทยซึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะให้คำตอบในวันศุกร์นี้ว่า จะปลด พล.ต.อ.พัชรวาท หรือไม่ประการใดเหตุผลเพราะอะไรซึ่งป่านนี้ท่านผู้อ่านก็คงรู้คำตอบเรียบร้อยแล้วนายสนธิ ลิ้มทองกุล ว่าที่หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ซึ่งหายหน้าหายตาไปนานได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า...ในคดีลอบสังหารเขา “มีผู้ปฏิบัติการ 14 คน เป็นทหาร13 คน กับตำรวจอีก 1 คน โดยนายพลเป็นคนสั่งให้ดีเอสไอกับทหารมาเก็บผม...โดยเป็นทหารป่าหวายร่วมกับตำรวจดีเอสไอ”ผู้รู้ว่าใครเป็นคนสั่งฆ่าผม!ซึ่งไม่รู้ว่าข้อมูลที่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นข่าวระดับก.1 หรือเปล่า?ถ้าหากข่าวนี้เป็นจริง...ผมชักเห็นด้วยกับคำพูดของพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ หัวหน้าพนักงานสอบสวนในคดีนี้แล้วว่า“มีไส้ศึกหรือหนอนบ่อนไส้อยู่ในกรมตำรวจจริงๆ” ■

ฝันกลางแดด?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมเป็นคนหนึ่งในประเทศนี้ ที่ไม่ต้องการไม่อยากเห็นรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นเพียง “รัฐบาลในฝัน”เพราะถึงวันนี้ วันที่ประเทศไทยกำลังเจอวิบากกรรมทุกด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมือง สังคมและความมั่นคง ผมอยากเห็นคณะรัฐมนตรีที่มี“มาร์ค” เป็นโต้โผ ได้คิดอ่านเรื่องที่ “เป็นความจริง”ไม่ใช่เรื่อง...“ในฝัน”วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จุรินทร์ลักษณวิศิษฏ์ กินยาผิดซองหรืออย่างไรไม่ทราบได้จึงออกมาประกาศเหมือนไม่มีอะไรจะทำคุณจุรินทร์บอกว่า จะทุ่มงบ 13,500 ล้านบาทเพื่อสร้าง “โรงเรียนในฝัน” จำนวนหมื่นแห่งทั่วประเทศผมไม่อยากตีความหรือจินตนาการเอาเองว่าอันโรงเรียนในฝันนั้นมันจะต้องดีเด่นเลอเลิศประเสริฐศรี เหนือกว่าโรงเรียนปกติธรรมดาที่มีอยู่แล้วเป็นแสนๆ โรงเรียนอย่างไร??แต่ทำไม??...เราต้องมาแบ่งแยกการศึกษาเล่าเรียนของเยาวชนในชาติ ให้เกิดความแตกต่างแปลกแยกออกไปอย่างนี้??อะไรคือ “โรงเรียนในฝัน”??ขออธิบายโดยย่อจากการประกาศของรัฐมนตรีจุรินทร์อย่างนี้ครับโครงการ “โรงเรียนในฝัน” จะใช้งบประมาณจาก โครงการไทยเข้มแข็ง จำนวน 13,500 ล้านบาทผลักดันให้มีสถานศึกษาคุณภาพหรือโรงเรียนดีกว่า10,000 แห่งทั่วประเทศ ภายในไม่เกิน 4 ปีข้างหน้านโยบายที่ว่านี้ จะผลักดัน 3 ระดับ คือ

1. โรงเรียนดีระดับชาติในกรุงเทพมหานครและโรงเรียนประจำจังหวัดกว่า 500 แห่งโดยเน้นพัฒนาคุณภาพทางวิชาการ การพัฒนาครูและหลักสูตรการเรียนการสอน และพัฒนาไปถึงขั้นการวิจัยและพัฒนาการเรียนการสอนด้วย

2. โรงเรียนดีระดับอำเภอ จำนวน 2,500 แห่งเน้นสร้างปัจจัยพื้นฐานต่างๆ

3. โรงเรียนดีระดับตำบล มี 7,000 แห่งจะพัฒนาครู แก้ปัญหาครูไม่ครบชั้น นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนสร้างอาคารเรียน จัดห้องสมุดแบบใหม่จัดคอมพิวเตอร์ให้ในอัตรา 1 เครื่องต่อนักเรียน20 คนเอาเหอะ!! คุณจุรินทร์จะไปฟังใครมา ผมไม่ทราบ แต่ขอถามสักคำ แล้วโรงเรียนอื่นๆ ที่เป็นของรัฐจำนวนหลายแสนโรงเรียน จะไม่ได้รับการเหลียวแลแก้ไขอะไรบ้างเลยหรือหรือจะเอาใจกันเป็นพิเศษเฉพาะ 10,000โรงเรียนนี้ ที่จะให้เป็น “โรงเรียนในฝัน”?? เท่านั้นท่านจะทำจริงหรือทำแค่ในฝัน??มันจะสำเร็จหรือไม่?? ให้ผลดีอะไรต่อสังคมไทย? ต่อการศึกษาของชาติ? 3 ข้อที่ออกมาฝันกลางวัน ฝันกลางแดด มันไม่ชัดเจนไม่น่าเชื่อ และไม่ควรทำ!! ■

เดอะ คัลเลอร์ ออฟ วอร์

ที่มา บางกอกทูเดย์

การเมืองไทยเผ็ดกว่าอาหารไทย..ยังจำประโยคจากปากของ ฮิลลารี่ คลินตันได้หรือไม่..กับการมาเยือนประเทศไทยครั้งสุดท้ายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ..อธิบายได้ว่า..เธอรู้สึกและรู้ดีถึงการเมืองบ้านเรา..ว่ามันลี้ลับกับจิตกับใจขนาดไหน..เป็นประชาธิปไตยแบบเปิดตาเปิดหูแต่ปิดปากเป็นไสยาศธาธิปไตย..มาจากการรวมตัวของคำว่าไสยศาสตร์กับอธิปไตย..แปลง่ายๆ ว่า..อำนาจเร้นลับ..ดังนั้น..การเผชิญหน้ากับอำนาจลึกลับ..จึงต้องใช้วิธีการที่ไม่ธรรมดา..และนำมาซึ่งวิธีการแปลกๆ และพิสดาร..ให้ความหลากหลายและมากมายรสชาติ..ทั้งเผ็ดและร้อนแรงดูอย่าง..26 กรกฎาคม วันเกิดของ ทักษิณชินวัตรดูอย่าง..3 สิงหาคม วันเกิดของ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะคนเสื้อแดงที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ ทักษิณชินวัตร..ประกาศจะรวมตัวกัน..แต่งดำ..สีดำเป็นพิธีกรรมของงานศพ..แต่เพราะก่อนถึงวันเกิดทักษิณ..ฟากฝ่ายประชาธิปัตย์ได้ใช้วาจาเหยียบย่ำ..ให้ ทักษิณ ชินวัตร ไปฆ่าตัวตาย..นายอภิสิทธิ์..ได้แสดง

ทุรโวหาร..ให้ทักษิณมีดวงตาเห็นธรรม..จะได้มีความสุข..อยากให้ร้ายจึงกลายเป็นบูมเมอแรง..แกว่งร่อนเข้ามาหาตัว..เมื่อประชาชนฟากทักษิณ..รวมตัว..ชวนกันแต่งดำในวันที่ 3สิงหาคม..ที่เป็นวันคล้ายวันเกิดของ..อภิสิทธิ์เวชชาชีวะมันก็คงเป็นภาพข่าวที่ปลิวว่อนออกไปทั่วโลก..ทั้งทางเน็ตและสิ่งพิมพ์..ภาพเหล่านี้..จะตอกย้ำความเชื่อของชาวโลก..แผ่นดินนี้ประเทศนี้..ไม่ใช่ที่ทางที่จะเข้ามาท่องเที่ยวหรือลงทุน เพราะมันเป็นแผ่นดินของประเทศที่กำลังจะเกิดสงครามระหว่างประชาชนกับประชาชน..ภาพเหล่านี้..จะทำให้..ภาพอันเลวร้ายของการ..ทำร้ายทำลายกัน..แม้แต่ภาพของสนามบินถูกยึดครองโดยประชาชน..ในขณะที่รัฐบาลตกอยู่ในสภาพโดนมนต์ดำกำกับ..ขยับไปทางไหนก็มีแต่ตายกับตาย..กลับมาอีกแต่ทำไงได้..ที่มาของสิ่งที่เกิดขึ้น . .ก็มาจาก..ตำแยในปากของฟากฝ่ายรัฐบาล..หากนิ่งเสียทำใจให้เป็นกุศล..ไม่สัปดนเป็นนักประดิษฐ์วาจา..มีทวารหนักเป็นปาก..ก็แบบนี้ ■

เดอะ คัลเลอร์ ออฟ วอร์

ที่มา บางกอกทูเดย์

การเมืองไทยเผ็ดกว่าอาหารไทย..ยังจำประโยคจากปากของ ฮิลลารี่ คลินตันได้หรือไม่..กับการมาเยือนประเทศไทยครั้งสุดท้ายในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ..อธิบายได้ว่า..เธอรู้สึกและรู้ดีถึงการเมืองบ้านเรา..ว่ามันลี้ลับกับจิตกับใจขนาดไหน..เป็นประชาธิปไตยแบบเปิดตาเปิดหูแต่ปิดปากเป็นไสยาศธาธิปไตย..มาจากการรวมตัวของคำว่าไสยศาสตร์กับอธิปไตย..แปลง่ายๆ ว่า..อำนาจเร้นลับ..ดังนั้น..การเผชิญหน้ากับอำนาจลึกลับ..จึงต้องใช้วิธีการที่ไม่ธรรมดา..และนำมาซึ่งวิธีการแปลกๆ และพิสดาร..ให้ความหลากหลายและมากมายรสชาติ..ทั้งเผ็ดและร้อนแรงดูอย่าง..26 กรกฎาคม วันเกิดของ ทักษิณชินวัตรดูอย่าง..3 สิงหาคม วันเกิดของ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะคนเสื้อแดงที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ ทักษิณชินวัตร..ประกาศจะรวมตัวกัน..แต่งดำ..สีดำเป็นพิธีกรรมของงานศพ..แต่เพราะก่อนถึงวันเกิดทักษิณ..ฟากฝ่ายประชาธิปัตย์ได้ใช้วาจาเหยียบย่ำ..ให้ ทักษิณ ชินวัตร ไปฆ่าตัวตาย..นายอภิสิทธิ์..ได้แสดง

ทุรโวหาร..ให้ทักษิณมีดวงตาเห็นธรรม..จะได้มีความสุข..อยากให้ร้ายจึงกลายเป็นบูมเมอแรง..แกว่งร่อนเข้ามาหาตัว..เมื่อประชาชนฟากทักษิณ..รวมตัว..ชวนกันแต่งดำในวันที่ 3สิงหาคม..ที่เป็นวันคล้ายวันเกิดของ..อภิสิทธิ์เวชชาชีวะมันก็คงเป็นภาพข่าวที่ปลิวว่อนออกไปทั่วโลก..ทั้งทางเน็ตและสิ่งพิมพ์..ภาพเหล่านี้..จะตอกย้ำความเชื่อของชาวโลก..แผ่นดินนี้ประเทศนี้..ไม่ใช่ที่ทางที่จะเข้ามาท่องเที่ยวหรือลงทุน เพราะมันเป็นแผ่นดินของประเทศที่กำลังจะเกิดสงครามระหว่างประชาชนกับประชาชน..ภาพเหล่านี้..จะทำให้..ภาพอันเลวร้ายของการ..ทำร้ายทำลายกัน..แม้แต่ภาพของสนามบินถูกยึดครองโดยประชาชน..ในขณะที่รัฐบาลตกอยู่ในสภาพโดนมนต์ดำกำกับ..ขยับไปทางไหนก็มีแต่ตายกับตาย..กลับมาอีกแต่ทำไงได้..ที่มาของสิ่งที่เกิดขึ้น . .ก็มาจาก..ตำแยในปากของฟากฝ่ายรัฐบาล..หากนิ่งเสียทำใจให้เป็นกุศล..ไม่สัปดนเป็นนักประดิษฐ์วาจา..มีทวารหนักเป็นปาก..ก็แบบนี้ ■

บิลบอร์ดไซเบอร์ตบหน้าไอ้ห้อย-แมงสาบขี้ข้าช่วงใช้อำมาตย์

ที่มา Thai E-News



บิลบอร์ดไซเบอร์-เนื่องจากไม่ได้เนรคุณประชาชนที่เลือกมา แล้วย้ายข้างไปร่วมกับโจรวิ่งราวเพื่อร่วมรัฐบาล ทำให้ไม่ได้เป็นรัฐมนตรีคุมกระทรวง แล้วนำงบหลวงมาถลุงขึ้นป้ายคัตเอาต์ข้างทางด่วน และจ้างแท็กซี่ติดป้ายทำลายความเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาชน แต่คนในโลกไซเบอร์ก็มีกึ๋นขึ้นป้ายบิลบอร์ดแบบนี้ในโลกไซเบอร์กระจายไปทั่วโลกแทน ส่วนด้านล่างเป็นสติ๊กเกอร์กำลังระบาดในกลุ่มเสื้อแดง(ภาพ:บอร์ดราชดำเนิน พันทิป)

ทักษิณทีวี : ต่างจากที่นึก ลึกกว่าที่คิด

ที่มา Thai E-News


แนวร่วมREDฉบับพระเมตตาฯ-หน้าปกของนิตยสารแนวร่วมREDฉบับล่าสุด พาดปก"พระเมตตาจากฟ้าสุรารัยสู่แดนดิน"ในวาระประชาชนไทยร่วมใจถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษ กำหนดวางแผงวันศุกร์ที่ 31 ก.ค.นี้ทั่วประเทศ

ที่มา นิตยสารแนวร่วมRED
30 กรกฎาคม 2552

นอกจากมิ่งขวัญแล้ว อีกคนหนึ่งที่เชื่อว่าน่าจะหวนกลับมาเป็นแม่ทัพสำคัญ ก็คือ ทรงศักดิ์ เปรมสุข โคตรเซียนการตลาดที่ปลุกปั้น ไอทีวี จนโด่งดัง ทรงศักดิ์ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลมือฉมังที่ทักษิณเชื่อมั่นอย่างมาก ทรงศักดิ์เก่งแค่ไหน นักสื่อสารมวลชนอย่าง”กาแฟดำ” สุทธิชัย หยุ่น น่าจะรู้ดี!



กลายเป็น “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ย่อยๆฉลองแซยิด 60 ปีหนีไม่พ้นกรณีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศจะทำสถานีโทรทัศน์ที่ครอบคลุมพื้นที่ทั่วโลก ประมาณ 100 ช่อง โดย 2-3 ช่อง จัดทำเพื่อคนไทยเป็นพิเศษ


ช่องหนึ่งเป็นเรื่องเศรษฐกิจ โดยการขายสินค้าโอท็อปผ่านสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ และให้โอกาสนักธุรกิจขนาดย่อมที่ไม่มีกำลังทำการตลาดมาโฆษณา โดยคัดสินค้ามาโฆษณาขายให้ ทำให้น่าซื้อ

อีกช่องคือเรื่องคนจน จะทำเป็นเรียลลิตี้ ไปถ่ายทำชีวิตคนจนว่าจะหายจนได้ต้องทำอย่างไร ซึ่งบางครอบครัวใช้เงินเพียง 5 หมื่นบาทก็หายจนได้ เพียงแค่คนรวยหยุดกินไวน์ขวดละ 8 หมื่นสักขวดก็มาช่วยได้แล้ว นอกจากจะทำให้เลิกกินเหล้ายังได้เรื่องสุขภาพ ส่วนครอบครัวคนจนก็จะหายจน และเลี้ยงตัวเองได้ เป็นการเอาคนที่มีกำลังไปช่วยคนอ่อนแอ อาจจะเป็นคนไทยในต่างประเทศ คนไทยในต่างแดน หรือคนต่างชาติก็ได้

อีกเรื่อง คือการศึกษา ซึ่งทุกวันนี้พ่อแม่ต้องเสียเงินให้ลูกไปกวดวิชา ตนจึงอยากจะหาครูดีๆ มาติวผ่านโทรทัศน์ให้ โดยจะเป็นทีวีสองทาง( Inter active T.V.) โต้ตอบกันได้เหมือนมีครูมาติวให้ที่บ้าน เพียงเข้ามาในเซิร์ฟเวอร์ ก็เลือกเวลาดูได้ตามใจ


นอกจากนี้ ยังจะเผยแพร่วิธีการเรียนการสอนต่างๆ เพราะแต่ละที่ก็มีวิธีการสอนที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นที่สวนกุหลาบ เตรียมอุดม หรือมงฟอร์ต ทุกแบบที่สอนก็ดีทั้งนั้น ดังนั้นจึงจะเปิดโอกาสให้เลือกนำมาใช้ นอกจากนี้จะเอาตำราจากต่างประเทศมาร่วมด้วย เอารายการเหล่านี้ใส่ใน thumb drive อยากเรียนเมื่อไหร่ก็จะได้เรียนได้ และจะได้ไม่แพ้ต่างประเทศ

ต้องบอกว่านี่เป็นหมัดเด็ดที่น่าติดตามอย่างยิ่ง !

ยิงกระสุนกระตุ้นต่อมความสนใจของนายกทักษิณเที่ยวนี้ นกร่วงระนาว ที่ได้แน่ๆก็คือ นายกทักษิณสามารถสร้างช่องทางสื่อสารกับชาวบ้านได้มากขึ้น ใกล้ชิดกันมากขึ้น โดยเฉพาะทีวีช่องการศึกษา ซึ่งจะกุมหัวใจได้ทั้งคนเป็นพ่อแม่ และเด็กรุ่นใหม่ และถ้าเติม Contents ให้มีความหลากหลาย เหมือนที่นายกทักษิณบอกว่า Contents is King ก็จะสร้างการยอมรับได้ง่ายขึ้นอีก

นักสื่อสารมวลชน (ประเภทกบในกะลา) บอกว่า มันก็งั้นๆ ทีวีดาวเทียมกลายเป็นของเล่นเก่าไปแล้ว ขณะที่เสนาบดีกระทรวงศึกษาตอบกลับทันควันเลยว่า ไม่กลัว จะทุ่มเงินอีก 6,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนา ETV (ทีวีช่องการศึกษา) ให้เป็นเหมือนฟรีทีวี ไม่ต้องติดจานรับ เพื่อขยายโอกาสการรับรู้มากขึ้น


ไม่ยากหรอกที่จะใช้เงิน 5-6 พันล้าน ปรับปรุงทีวีสักช่อง แต่ถามว่าจะสร้างเสน่ห์ของช่องนี้ให้เกิดขึ้นได้อย่างไร และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาแท้จริงนั้น ผูกติดกับการทุ่มงบมหาศาลเพื่อทำทีวีอย่างนั้นหรือ?

ภาษานักเลงเขาเรียกว่า งานนี้นายกทักษิณต้อนรัฐบาลเข้ามุม ถลุงด้วยการวัดเชาวน์ปัญญาจนยับเยิน !

ที่น่าสนใจของทีวีดาวเทียมที่นายกทักษิณจะทำขึ้นนั้น น่าจะอยู่ที่คีย์แมนคนสำคัญๆว่า จะเป็นใครกันบ้าง เท่าที่รู้มาบอกได้ว่า โคตรเซียนตัวจริงของวงการทีวี เช่น มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตแม่ทัพใหญ่ อสมท.ที่ใช้เวลาไม่กี่ปีในการประกาศศักดา ช่อง 9 โมเดิร์นไนน์ ให้เป็น Knowledge Society ขนาดใหญ่

เถียงกันไม่ได้เลยว่า ช่อง 9 ยุคมิ่งขวัญนั้นได้รับการตอบรับมากมายเพียงไร ทั้งในแง่ผู้ดู โฆษณา

มิ่งขวัญไม่ได้มาคนเดียวแน่นอน ขุนทัพนายกองที่ร่วมมหกรรมงานสร้างกับช่อง 9 อสมท.ดูเหมือนจะรอนกหวีดสัญญาณดังขึ้นเท่านั้น

นอกจากมิ่งขวัญแล้ว อีกคนหนึ่งที่เชื่อว่าน่าจะหวนกลับมาเป็นแม่ทัพสำคัญ ก็คือ ทรงศักดิ์ เปรมสุข โคตรเซียนการตลาดที่ปลุกปั้น ไอทีวี จนโด่งดัง ทรงศักดิ์ได้ชื่อว่าเป็นขุนพลมือฉมังที่ทักษิณเชื่อมั่นอย่างมาก

ทรงศักดิ์เก่งแค่ไหน นักสื่อสารมวลชนอย่าง”กาแฟดำ” สุทธิชัย หยุ่น น่าจะรู้ดี!

นั่นเป็นเรื่องของขุนพลที่จะแบกรับภารกิจสำคัญ คราวนี้กลับมามองดูช่องทางของทีวีดาวเทียมนี้อย่าง ช่องที่จะใช้โปรโมทขายสินค้า Otop ที่คอลัมน์นิสต์อย่าง “กาแฟดำ” วิจารณ์ว่า จะทำแข่งกับทีวีไดเร็กอย่างนั้นหรือ ?

ถ้ามุมมองของนักสื่อสารมวลชนใหญ่มองได้แค่นี้ เห็นทีต้องเก็บก้อนขื่นขมไว้ในใจ!

เชื่อว่าหลายคนนึกไม่ถึงหรอกว่า ห้วงเวลาสองสามปีมานี้ นายกทักษิณและทีมงานได้เร่งสร้างช่องทางจำหน่ายสินค้า Otop ในต่างประเทศเอาไว้มากมายเพียงไร เช่น ในสมัยที่ สันติ พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีคมนาคม ก็ได้เจรจากับสนามบินฮาห์น ประเทศเยอรมนี ซึ่งสนามบินแห่งนี้เป็นศูนย์กลางโลว์คอสต์ แอร์ไลน์ ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

ผู้บริหารของฮาห์นตอบรับที่จะให้ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามบินจัดทำเป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้า Otop ของไทย คิดดูว่าวันหนึ่งๆ ปริมาณผู้โดยสารใช้บริการสนามบินแห่งนี้มีหลายแสนคน นั่นคือลูกค้ารายใหญ่ของ Otop

ความสำเร็จของการวางรากฐานอย่างนี้เป็นเพราะได้มือดีอย่างอดีตผู้บริหารคาร์โก้ของการบินไทยคนหนึ่งมาช่วยตั้งแต่ยังอยู่ในตำแหน่งเลยทีเดียว ขอให้จับตากันไม่กะพริบถึงการมใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ประสานรับกันอย่างกลมกลืนระหว่าง..

การพัฒนาผลิตภัณฑ์ + การประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทีวีดาวเทียม + ช่องทางโลจิสติกส์ใหม่ๆ จากท้องถิ่นไทยถึงต่างแดน

ทีวีช่อง Otop จะทำหน้าที่เป็นกลไกการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อให้สอดรับกับช่องทางจำหน่ายสินค้าที่วางไว้เกลื่อนโลก !

นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เปิดเผยถึงเรื่องทีวี100ช่องว่า ตนได้ไปดูมาแล้ว ที่ดูไบโดยจะใช้เครื่องส่งสัญญาณ ราคา 3 ล้านบาท ซึ่งได้เตรียมไว้แล้ว เพื่อใช้สำหรับยิงสัญญาณขึ้นไปดาวเทียม แล้วส่งสัญญาณกระจายครอบคลุมทั่วโลก และยังมีห้องสตูดิโอขนาดประมาณ 10 คูณ 8 เมตร เพื่อใช้ในการถ่ายทำรายการ และมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแลเรื่องเทคโนโลยีให้

อุปกรณ์พวกนี้ จะเริ่มทำงานได้เลย โดยเทคโนโลยี ใกล้เคียง เอเอสทีวี ระบบป้องกันการตัดสัญาณได้ 100 % ซึ่งเราสามารถที่จะนำสินค้าของเมืองไทย สินค้าพื้นบ้าน สินค้าโอท็อป ไปขาย นำเสนอผ่านช่องทีวีช่องนี้ ให้กระจายไปได้ทั่วโลก

คนที่ดูรายการช่องนี้ ก็จะสามารถสั่งซื้อได้ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้วางตัวแทนจำหน่ายสินค้าไทย เอาไว้ทั่วโลก เพื่อทำหน้าที่ตัวแทนจำหน่าย