ที่มา Thai E-News
โดย คุณ JB007
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
1 สิงหาคม 2552
วันนี้ ได้รับโทรศัพท์จากพี่ที่ทำงานที่อำเภอ โทรมาขอเบอร์ของความจริงวันนี้
เพราะเมื่อวานนี้ ณ.ที่อำเภอหนึ่งในระยอง มีการเรียกประชุมชาวบ้านจำนวนมาก เพื่อพูดคุยกันเรื่องปลูกป่าชายเลน
มีทั้งผู้ว่า นายอำเภอ นายก อบจ. และข้าราชการจำนวนมาก มาร่วมประชุม
ที่ประชุมก็พูดคุยกันเรื่องปลูกป่าชายเลนจริงๆ นั่นแหละ
แต่... ในระหว่างที่ประชุม มีการให้เจ้าหน้าที่ของทางราชการ นำเอกสารมาให้ประชาชนร่วมเซ็นต์ชื่อประชุม
แต่หัวกระดาษดันเขียนว่า รายชื่อประชาชนผู้ร่วมลงชื่อต่อต้านการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง
พี่แกทำงานอยู่ในอำเภอ ทนเห็นความริยำของผู้ว่าจังหวัดระยอง พร้อมทั้งนายก อบจ.ระยองไม่ไหว แกเลยโทรมาหา แกจะโวยวายในที่ประชุมก็ไม่ได้ เพราะแกแค่ซี 7 โวยวายไปก็จะโดนเล่นงานได้ เพราะงานนี้ มีทั้งผู้ว่า และนายก อบจ.
สรุปแล้วริยำทั้งคู่ ถ้าใครจะจำได้ ผู้ว่าคนนี้ เคยเอาผลไม้ไปป้อนไอ้มาร์คถึงหน้าทำเนียบ เมื่อประมาณ 2 เดือนที่แล้ว
นายก อบจ.คนปัจจุบัน ก็นามสกุลเดียวกับ รองหัวหน้าพรรคเก่าแก่ และรองหัวน้าพรรคคนนี้ ก็คือบุคคลที่ม็อบพันธมิตรจากระยองไปร่วมชุมนุม อีกทั้งให้รถติดโลโก้พรรคเก่าแก่ไปใช้งาน ในระหว่างการชุมนุมด้วย
ไม่รู้ที่อื่นมีการทำริยำกันอย่างนี้อีกมั๊ยเอ่ย
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, August 1, 2009
เล่ห์วรนุช ...หลอกลงชื่อต่อต้านถวายฎีกา : เหตุเกิดที่ระยอง
ดวงตาเห็นธรรม
ที่มา Thai E-News

ดวงตาเห็นดำ-คนเสื้อแดงถือเป็นจังหวะดีในระหว่างงานชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงวันก่อน นำเสื้อดำมาจำหน่ายเพื่อใส่ไว้ทุกข์ให้ประเทศไทยที่มีรัฐบาลหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ย่ำยีประเทศ ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ อันตรงกับวันคล้ายวันเกิด 45 ปีของนายอภิสิทธิ์
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. วรพล พรหมิกบุตร
ที่มา บอร์ดประชาไท
1 สิงหาคม 2552
หากเปิด “ดวงตาเห็นธรรม” เช่นนี้ได้ ในที่สุดชีวิตการเมืองของคุณอภิสิทธิ์อาจพบความสำเร็จตามแนวทางที่คุณทักษิณ ทำไว้ได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ผมคงจะต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมา และด้วยความซื่อสัตย์ทางวิชาการบนฐานข้อมูลอย่างถึงที่สุดเท่าที่รวบรวมได้ในปัจจุบันว่า จนถึงขณะนี้ไม่มีข้อมูล และวิธีวิเคราะห์ใดสามารถแสดงให้เห็นได้ว่า อนาคตในชีวิตทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์ จะได้รับความรักห่วงใย เมตตา อาทรมากมายท่วมท้นเท่าที่คุณทักษิณได้รับจากประชาชน
วันที่ 26 กรกฎาคม 2552 วันครบรอบวันเกิด 60 ปี พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย อดีตนายกรัฐมนตรีไทย (ที่คนไทยมากมายนับไม่ถ้วนยืนยันว่ายังเป็นนายกรัฐมนตรีของพวกเขาในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งประชุมอยู่ที่หัวโต๊ะคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน)
วันครบรอบวันเกิดที่น่าทึ่งน่าประหลาดใจ (เซอร์ไพรส์ เซอร์ไพรส์) ที่สุดในประวัติส่วนตัวของอดีตนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งของประเทศไทยที่มีสิทธิจะเป็น “สถิติตลอดกาล” (all-time record) คือไม่มีนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีคนไหนของประเทศไทย
ไม่ว่าในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตจะเทียบเคียงเข้าใกล้ได้ในเรื่องความรัก ความห่วงใย ความเอื้ออาทร ที่ประชาชนชาวไทยช่วยจัดงานวันเกิดให้อย่างที่ปรากฏในวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เทียบเคียงเข้าใกล้ไม่ได้
แม้แต่ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ในอดีตซึ่งเคยถูกคุกคามทางการเมืองจากเผด็จการทหารที่มาจากรากแก้วการเมืองชุด “คณะราษฎร 2475” ร่วมกันอย่างหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล แปลก พิบูลสงคราม) จนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศด้วยข้อกล่าวหาร้ายแรงที่ไม่เคยมีการพิสูจน์ความผิดได้จากกรณีสวรรคตในหลวงฯอานันทมหิดลฯ
หากคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สามารถจะมี “ดวงตาเห็นธรรม” ว่าความสุขสูงสุดของนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย คือ การได้รับความรักความห่วงใย ความเอื้ออาทร อย่างจริงใจจากประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจ
คุณอภิสิทธิ์ ก็คงสามารถจะคาดคะเนได้ว่า พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร มีความสุขสูงสุดในชีวิตนักการเมืองของตนไปตั้งนานก่อนวันครบรอบวันเกิด 60 ปีแล้ว เพราะผลกรรมที่คุณทักษิณก่อเกิดไว้แก่ประชาชนขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นเป็น “กรรมดี”
ที่ส่งผลสืบเนื่องให้คุณทักษิณได้รับความรักความเมตตา ความห่วงใย ความเอื้ออาทรจากประชาชนทั่วประเทศมากมายกว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคนของประเทศนี้ รวมถึงนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือคุณอภิสิทธิ์ เองอย่างเทียบเคียงใกล้เคียงกันยังไม่ได้
หากคุณอภิสิทธิ์ยังไม่แน่ใจก็สามารถทดลองสอบถามพระเถระผู้มีดวงตาเห็นธรรมในร่มเงาพระพุทธศาสนาดูว่า การที่คนๆ หนึ่งได้รับความรักความเมตตา ความห่วงใย ความเอื้ออาทรจากคนอื่นมากมายท่วมท้นอย่างที่เห็นในวันครบรอบวันเกิดคุณทักษิณนั้นเป็นเพราะการทำ “กรรมชั่ว” หรือการทำ “กรรมดี” ของคนๆ นั้น
เมื่อผู้สื่อข่าวตั้งคำถามเกี่ยวกับวันเกิดคุณอภิสิทธิ์ (วันที่ 3 สิงหาคม) คุณอภิสิทธิ์ตอบด้วยความคิดเปรียบเทียบ ระหว่างอายุคุณอภิสิทธิ์กับคุณทักษิณว่าห่างกันมากกว่าสิบปี คำตอบของคุณอภิสิทธิ์ช่วยสะท้อนให้เห็นความคิดส่วนลึกว่าคุณอภิสิทธิ์ภาคภูมิใจที่ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในวัยเด็กกว่าคุณทักษิณ (ซึ่งคุณทักษิณก็รู้และเคยพูดให้คนได้ยินกันทั่วโลกว่าห่วงประเทศที่มีเด็กสองคนบริหาร)
คุณอภิสิทธิ์ อาจคิดสรุปเอากับตนเองว่าเหนือกว่าคุณทักษิณเรื่องอายุที่น้อยกว่าขณะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ “อายุจริง” กับ “อายุการเมือง” ของคน ๆ หนึ่งไม่เท่ากัน คุณอภิสิทธิ์อาจยังไม่ค่อยเข้าใจชัดเจนนักว่าผู้เขียนหมายถึงอะไร
ดังนั้น หากจะกล่าวให้คุณอภิสิทธิ์ซึ่งมีการศึกษาสูงเรียนรู้ทฤษฎีจิตวิทยาตะวันตกมาให้เข้าใจง่ายขึ้นก็อาจกล่าวคล้าย ๆ กันว่า “อายุจริง” กับ “อายุสมอง” ของคนๆ หนึ่งไม่เท่ากัน “อายุจริง” ของคุณอภิสิทธิ์ น้อยกว่าอายุจริงคุณทักษิณประมาณ 16 ปี แต่ “อายุการเมือง” ของคุณอภิสิทธิ์มากกว่า “อายุการเมือง” ของคุณทักษิณหลายปีนะครับ
คุณทักษิณเริ่มต้นชีวิตทางการเมืองช้ากว่าคุณอภิสิทธิ์มากมายหลายปีครับ (คุณอภิสิทธิ์ลองนับย้อนหลังกลับไปห้าปีที่คุณอภิสิทธิ์เริ่มต้น “อายุการเมือง” ของคุณอภิสิทธิ์ในฐานะ “สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์” ดูก็ได้ครับว่าจนถึงปีนี้นับได้กี่ปีแล้ว)
ในปีที่คุณอภิสิทธิ์ เริ่มต้นอายุการเมืองนั้นคุณทักษิณอยู่ที่ไหน ทำอะไร ไม่มีใครกล่าวขวัญถึงทางการเมืองเลยแม้แต่น้อย คุณทักษิณยังไม่เริ่มต้นชีวิตนักการเมืองเลย จนกระทั่งผู้บริหารพรรคพลังธรรมภายใต้การกำกับดูแลของพลตรีจำลอง ศรีเมืองทาบทามคุณทักษิณ ในฐานะนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จให้เข้ามาช่วยเป็นนายทุนคนหนึ่งของพรรคและมอบตำแหน่งทางการเมืองให้คุณทักษิณเริ่มต้นชีวิตนักการเมืองในฐานะสมาชิกพรรคพลังธรรม
“อายุการเมือง” ของคุณทักษิณแค่ 15 ปีโดยประมาณเท่านั้นเองครับแต่คุณทักษิณ “ขึ้น” เป็นนายกรัฐมนตรี “เร็ว” กว่าคุณอภิสิทธิ์ที่มีชีวิตทางการเมืองรุ่งเรืองในพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ “พฤษภาคม 2535”
นอกจากนั้นคุณทักษิณ ยังประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตยไปเรียบร้อยแล้วในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนรัก ห่วงใย และเอื้ออาทรมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475(อันนี้มีหลักฐานเป็นรูปธรรมยืนยันชัดเจนได้จากงานครบรอบวันเกิด 26 กรกฎาคม ที่ผ่านมา)
โดยที่ความสำเร็จสูงสุดในชีวิต “นักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย” ที่คุณทักษิณทำได้เรียบร้อยแล้วนั้นมีแต่จะกลายเป็น“ความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง” สำหรับคุณอภิสิทธิ์ หากคุณอภิสิทธิ์ไม่พยายามทำความเข้าใจว่าคุณทักษิณประสบความสำเร็จ และความสุขสูงสุดนั้นได้ด้วยมรรควิธีในทางปฏิบัติอย่างไรที่มิใช่การพูด
คุณอภิสิทธิ์ลองพิจารณาคำตอบนี้ดูว่าจริงเท็จประการใด และคุณอภิสิทธิ์พอจะลงมือทำตามวิธีของคุณทักษิณได้หรือไม่? คุณทักษิณได้รับความรัก ความห่วงใย ความเอื้ออาทรอันเป็นความสำเร็จสูงสุดในชีวิตการทำงานของ “นักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงป็นประมุข”
เพราะคุณทักษิณตั้งใจและจริงใจในการทำให้ “การเมืองรับใช้ประชาชน” อันเป็นการสนองแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงริเริ่มดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อให้ปวงชนชาวไทยมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมานานหลายสิบปี ก่อนที่ทั้งคุณอภิสิทธิ์และคุณทักษิณจะ “เกิด” ทางการเมืองในประเทศไทย
หากเปิด “ดวงตาเห็นธรรม” เช่นนี้ได้ ในที่สุดชีวิตการเมืองของคุณอภิสิทธิ์อาจพบความสำเร็จตามแนวทางที่คุณทักษิณ ทำไว้ได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ผมคงจะต้องกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแ ละด้วยความซื่อสัตย์ทางวิชาการบนฐานข้อมูลอย่างถึงที่สุดเท่าที่รวบรวมได้ในปัจจุบันว่า
จนถึงขณะนี้ไม่มีข้อมูลและวิธีวิเคราะห์ใดสามารถแสดงให้เห็นได้ว่าอนาคตในชีวิตทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะได้รับความรักห่วงใย เมตตา อาทรมากมายท่วมท้นเท่าที่คุณทักษิณได้รับจากประชาชน
ฎีกาจะถึงหรือโดนตัดตอนไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ คนไม่ต่ำกว่า 5.4 ล้านคน ส่งเสียงออกมาแล้ว
ที่มา Thai E-News
โดย คุณ ลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
1 สิงหาคม 2552
เมื่อเห็นภาพการเข้าร่วมชุมนุม เพื่อปิดรับฎีกาของคนเสื้อแดงที่สนามหลวงเมื่อคืนนี้ ที่มีคนประมาณไว้ว่า มีคนเข้าร่วมชุมนุม 80,000-100,000 คน หรืออาจกว่านั้น จากคนเข้าไปร่วมการชุมนุมครั้งนี้ประมาณการ
เมื่อคืนมีแฟนคลับบทความของผม ที่อ่านจากในไทยฟรีนิวส์ และประชาไท และเคยถ่ายเอกสารบทความแจกไปตามชาวบ้านสี่ห้าร้อยชุดก็มี พี่คนนี้โทรเข้ามาหาผม โดยผ่านทางคุณแป๊ก เขาบอกว่า เขาและพรรคพวก มาจากอุบลราชธานี โดยเช่ารถบัสมาสองคัน 100 กว่าคน ต้องเรี่ยไรเงินออกกันเอง รวมทั้งเรี่ยไรเงินสนับสนุนจากคนเสื้อแดง และแกนนำในจังหวัดอุบลฯ หมดเงินค่าจ้างรถบัสไปกว่า 80,000 บาท โดยไม่ได้รับการช่วยเหลือจาก สส.ในจังหวัดอุบลฯ เท่าไหร่นัก
เครือข่ายของพี่คนนี้สามารถล่ารายชื่อได้กว่า 20,000 ชื่อ ไม่รวมเครือข่ายคนเสื้อแดงในจังหวัดอุบลฯอื่นๆ ที่น่าจะรวมกันได้มากกว่าแสนรายชื่อ
นี่คือตัวอย่างเชิงลึก ให้เห็นองค์ประกอบว่า คนเสื้อแดงมาจากที่ใดบ้าง มีความเป็นมาอย่างไร
สถานการณ์ทางการเมืองในตอนนี้ของเหตุการณ์ การล่ารายชื่อถวายฎีกาคือ ประชาชนรากหญ้า และคนชั้นกลางก้าวหน้าในเมือง ไม่ต่ำกว่า 5.4 ล้านคน ได้ส่งเสียงของพวกเขาออกมาแล้ว อย่างดังและหนักแน่นครับ
ใครจะสนใจ จะแคร์หรือไม่แคร์ ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป คนเสื้อแดงที่ลงนามในฎีกาเหล่านี้ เป็นเสียงที่มีสติ และผ่านกระบวนการใคร่ครวญ ไตร่ตรองของพวกเขาออกมาแล้ว ก่อนลงนาม เพราะพวกเขาลงนามท่ามกลางการชี้แจง ต่อต้านจากเครือข่ายนักวิชาการอำมาตย์ องคมนตรี ภาครัฐ รวมทั้งสื่อต่างๆ
มีการต่อต้านจากอำนาจรัฐศักดินาเดิม คือ กระทรวงมหาดไทยที่สั่งการลงไปโดยตรง ให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ต่อต้านการล่ารายชื่อลงนามครั้งนี้ แต่ก็มีคนลงนามถึงกว่า 5 ล้านคนในเวลาเพียงเดือนเดียว
นัยยะทางการเมืองครั้งนี้ หากอำมาตยาธิปไตยทั้งหลาย ฟังพวกเขา สงครามการเมืองก็สงบ ประเทศไทยก็สามารถเดินหน้าต่อไปได้
หากไม่ฟังพวกเขา ก็คงรบกันต่อไปจนถึงจุดสุดท้าย ความขัดแย้งทางการเมืองจะยังไม่จบ และการต่อสู้กันทางการเมือง จะเข้มข้นขึ้น และผมไม่เชื่อว่า คน 5.4 ล้านคน จะสามารถโดนปราบได้หมด หรือแพ้ หรือถอดใจ กลายเป็นพวกสีเหลือง ยอมก้มหัวกราบกรานพวก "ศักดินาอำมาตย์" อีกต่อไป
นี่คือ "สาระสำคัญ" ให้โอกาสอำมาตย์และสังคมทั้งหลาย ยุติสงครามกลางเมือง
ผมวิเคราะห์ได้อย่างนั้นครับ จะหาว่าขู่หรือไม่ขู่ มันไม่มีความหมายอะไร ที่จะต้องโวยวาย เพราะนัยยะทางการเมืองมันเป็นเช่นนั้น จะแปรเป็นอย่างอื่น ก็คงไม่มีใครว่าอะไร แต่กำลังคนขนาดนี้ ย่อมไม่ไร้น้ำยา
ผมวิเคราะห์ได้อีกอย่างว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่ในการล่ารายชื่อ ฎีกาครั้งนี้ อย่างน่าตระหนกสำหรับ "ศักดินาอำมาตย์" แต่น่าดีใจสำหรับคนเสื้อแดงคือ
"เครือข่ายของคนเสื้อแดงใหญ่โตและมีประสิทธิภาพสูง" โยงใยครอบคลุมสังคม และเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบ การเกิดขึ้นของเครือข่ายนี้ มาจากการต่อสู้ทางการเมืองอันยาวนานไม่ต่ำกว่าสามปี ซึ่งได้พัฒนาแกนนำ โครงสร้าง ช่องทางการสื่อสารที่ไม่เป็นทางการขึ้น
ไม่มีอำนาจใดของระบบราชการ หรือ กอ.รมน.จะสามารถเจาะทะลวง หรือทะลายเครือข่ายอันมหึมานี้ได้ มันใหญ่โตและมีประสิทธิภาพสูง เกินกำลังคนของระบบราชการ และที่สำคัญ "เป็นอิสระจากสื่อกระแสหลัก" อย่างสิ้นเชิง
นี่คือ เครือข่าย และช่องทางสื่อสารอิสระ เป็นเอกเทศ ปลอดจากการควบคุมหรือแทรกแซงจากอำนาจรัฐใด ๆ ทั้งสิ้น
รัฐไม่มีช่องทางใดเข้าไปสอดแทรกเครือข่ายการสื่อสารของคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นแล้วนี้ได้
ผมคาดว่าเครือข่ายเหล่านี้ เกิดขึ้นจากการชุมนุมหลายสิบครั้งของคนเสื้อแดง ทั้งในภูมิภาค กทม.และที่อื่นๆ บวกอินเตอร์เน็ต และเครื่องมืออื่นๆ เช่น มือถือ อีเมล์ เว็บไซต์ อีเอ็มเอส เป็นต้น พวกเขาผ่านการเจ็บปวด โดนไล่ฆ่าด้วยอาวุธสงคราม โดนกระทำโดยอำนาจรัฐ ผ่านสงคราม เป็นสหายศึกกันมาอย่างยาวนาน จึงเกิดการเชื่อมโยง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การติดต่อกันขึ้น
ผมถือว่า "กองทัพคนเสื้อแดงพร้อมแล้ว" มีแม่ทัพนายกอง หัวหน้าหมู่ พลทหารที่สมบูรณ์แล้ว ระบบบังคับบัญชา เป็นแบบเครือข่าย ไม่มีนาย ไม่มีจุดวิกฤติให้ตัดตอนได้
ที่สำคัญ พวกเราพร้อมทางด้านอุดมการณ์ และจิตสำนึกของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแล้ว
หากอำมาตย์จะรบต่อ ก็เชิญครับ คนเสื้อแดงพร้อมทุกอย่างแล้ว ทั้งด้านกำลังคน การสื่อสาร ทรัพยากร และสื่อของคนเสื้อแดงเองด้วย
เราพร้อมแล้วกับสงครามในยกต่อไป แม้จะเป็นสงครามยืดเยื้อและยาวนานก็ตาม พวกเราไม่แพ้อย่างแน่นอน
แต่พวกท่านหากแพ้ครั้งเดียวก็ม้วนเสื่อกลับบ้านเก่าไปได้เลย
จักรภพ:วางกรอบให้ดี-คดีหมิ่นฯ
ที่มา Thai E-News

กรรมการสมาคมสโมสรนักข่าวต่างชาติในไทย-กรรมการ13รายของFCCTที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีเป็นนักข่าวจากหลายสำนักที่มีชื่อเสียงระดับโลกเช่น บีบีซี บลูมเบิร์ก วอลล์สตรีทเจอร์นัล บิสสิเนสไทม์ส เป็นต้น
โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 9
เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบไทยรัตนโกสินทร์ หวังผลกันเพียงเท่านั้น แต่ผลแห่งการกระทำกำลังบานปลายกลับมาหาต้นตออย่างชนิดคุมไม่ได้ เพราะทำให้โลกหันมาสนใจในเรื่องไม่เป็นเรื่องและกลาย “เป็นเรื่อง” ขึ้นมาจากการกระทำของตัวเอง
สมัยหนึ่ง การถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเรื่องรุนแรงขนาดชีวิตล่มสลาย พี่น้องเพื่อนฝูงตัดขาด หมดอนาคตการงานอาชีพ มองหน้าตัวเองในกระจกไม่ได้ แต่วันนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป
น่าจะเป็นเพราะใช้ข้อกล่าวหานี้กันอย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ถูกใจใครก็โยนคดีหมิ่นฯ เข้าใส่ หาเรื่องใครไม่ได้ก็ใช้คดีหมิ่นฯ ทำลายเขา จนเกิดคดีประเภทนี้ขึ้นมากมายในบ้านเมือง ผิดกับสมัยก่อนที่นานๆ จะได้ยินกันสักครั้งและเป็นเรื่องโด่งดังแทบจะทุกกรณี
ผมเองเป็นคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาอย่างนั้น รู้ด้วยประสบการณ์ตนเองทีเดียวว่าเขาใช้เรื่องนี้ทำลายกันอย่างไรได้บ้าง วันหนึ่งจะเขียนให้ได้อ่านกันโดยละเอียดในทำนองกรณีศึกษา แต่ในขณะที่ตั้งใจนั่งดูเงียบๆ ว่าจะเลอะเทอะกันขนาดไหน ก็ได้เห็นความเลอะเทอะในระดับที่ไม่น่าเชื่อ วันนี้คงต้องพูดเรื่องนี้สักคำสองคำ ก่อนที่บ้านเมืองนี้จะแหกโค้งลงข้างทางชนิดกู่ไม่กลับ
วันนี้ถึงขั้นแจ้งความดำเนินคดีกับคณะผู้สื่อข่าวต่างประเทศในประเทศไทยว่าร่วมกันกระทำการที่ถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกันแล้วครับ
คนแจ้งเป็นผู้หญิงอายุ ๕๗ ปีคนหนึ่งที่มีอาชีพเป็นล่าม
ประเด็นของเรื่องก็โยงกลับมาที่ผม ผมถูกกล่าวหาจากคำบรรยายทางวิชาการภาษาอังกฤษในปี พ.ศ.๒๕๕๐ ณ สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย หรือ The Foreign Correspondents’ Club of Thailand ซึ่งต่อไปจะเรียกตามชื่อย่อของเขาว่า FCCT ผิดหรือไม่ขึ้นอยู่กับความเพี้ยนของการเมืองไทยกับ “กระบวนการยุติธรรม” ประเภทรับใช้เผด็จการ ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรนักหรอกครับ
ใครไปบรรยายให้เขา ซึ่งเป็นเรื่องฟรี ไม่มีเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด FCCT ก็จะบริการสมาชิกด้วยการผลิตแผ่น DVD หรือ VCD ให้ในภายหลังเมื่อมีผู้ร้องขอ สนนราคาราคาอย่างไรก็ไม่รู้
ตรงนี้ล่ะครับที่อุตส่าห์ลากสังขารตัวเองไปแจ้งความดำเนินคดีว่า เขาร่วมมือกับผู้บรรยายคือตัวผมในการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งที่เขาทำอย่างนั้นมาทุกครั้งกับผู้บรรยายทุกคนอยู่แล้ว
ความตั้งใจของผู้แจ้งที่จะสร้างภาพว่าเรื่องนี้ทำกันเป็นขบวนการ จึงเป็นเรื่องตลกขบขันทั่วเมืองไทยและในระดับโลก มีสื่อสองสำนักเท่านั้นที่รายงานข่าวอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ได้แก่ ผู้จัดการ และ เนชั่น ซึ่งเห็นชื่อแล้วก็ต้องหัวเราะเป็นภาษาฝรั่งเศส ที่ฉลองวันคุกบาสติลล์แตกไปเมื่อไม่กี่วันนี้ สื่ออื่นรายงานบ้างไม่รายงานบ้าง และส่วนใหญ่ก็รายงานผิวเผินเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าเป็นการเล่นการเมืองแบบไทยรัตนโกสินทร์ หวังผลกันเพียงเท่านั้น
แต่ผลแห่งการกระทำกำลังบานปลายกลับมาหาต้นตออย่างชนิดคุมไม่ได้ เพราะทำให้โลกหันมาสนใจในเรื่องไม่เป็นเรื่องและกลาย “เป็นเรื่อง” ขึ้นมาจากการกระทำของตัวเอง
ทำไมจะไม่ “เป็นเรื่อง” ล่ะครับ ดูสิว่าเขาดึงใครเข้ามาสู่เกมการเมืองส่วนตัวเที่ยวนี้บ้าง
มาร์วาน มาคาน-มาร์คาร์ จากสำนักข่าวอินเตอร์เพรสส์, โจนาธาน เฮด สำนักข่าวบีบีซี, แพทริก บาร์ธา หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลล์ นอกจากนั้นยังมีตัวแทนหนังสือพิมพ์สเตรทไทม์, สำนักข่าวโกลบอลสเปคตรัม, แชนนัลนิวส์เอเชีย, หนังสือพิมพ์บิสสิเนสไทม์, คอนซอร์เทียมยูเค, สำนักข่าวบลูมเบิร์ก
นั่นแค่ส่วนหนึ่งนะครับ
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะผ่านไปราวสายลมเสียแล้ว ไม่ใช่เพราะผู้สื่อข่าวต่างประเทศเหล่านี้อยู่เหนือกฎหมายไทย หรือสำคัญขนาดที่ใครแตะต้องไม่ได้ แต่เพราะเรื่องที่กล่าวหาเขามันตลกขบขันจนไม่น่าเชื่อว่าคนที่อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันตลอดทั้งวันอย่างคนที่แจ้ง จะกระทำการอันสุ่มเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของสถาบันและประเทศไทยขนาดนี้ได้
เขาไม่รู้เชียวหรือว่า สื่อมวลชนต่างประเทศเขารายงานข่าวเมืองไทยในฐานะหนึ่งในสองร้อยกว่าประเทศของโลก เขาไม่ได้เห็นว่าเมืองไทยเป็นศูนย์กลางของโลกขนาดผู้มีอำนาจของไทยจะเกิดแก่เจ็บตายอย่างไรเขาจะต้องชักกระตุกตายตามไปด้วย แล้วใครมันจะมานั่งวางแผนทำลายประเทศไทยโดยใช้ข้อมูลข่าวสาร เรื่องนี้เพียงตรรกะก็ผิดแล้ว
แถมการกระทำของเขายังไม่ได้ชี้ว่ามีเจตนาจะกระทำความผิดตามมาตรา ๑๑๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยภายใต้คณะเผด็จการ คมช. อีกด้วย
เขาก็ยิ่งขำกันใหญ่
ไม่น่าแปลกใจที่สื่อมวลชนโลกเขาดูแคลนในเรื่องนี้มาก ไม่ต้องดูไกลหรอกครับ เอาแถลงการณ์ของสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน (FCCC) มาอย่างเดียวก็ชัดเจนแล้ว:
ข้อกล่าวหาต่อ FCCT ไทยน่ากังวล
สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน (FCCC) รู้สึกตกใจเมื่อทราบข่าวว่า คณะกรรมการทั้งหมดของ FCCT ถูกกล่าวหาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งเป็นอาชญากรรมอันมีโทษจำคุกถึง ๑๕ ปี
เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้าสอบสวนกรรมการทั้ง ๑๓ คนหลังจากมีผู้ร้องเรียนในกรณีที่มีการจำหน่าย DVD คำบรรยายต่อ FCCT โดยอดีตรัฐมนตรีผู้หนึ่ง คำบรรยายนี้เกิดเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว
นี่คือเรื่องที่น่ากังวล เพราะกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยถูกนำมาใช้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โจนาธาน เฮด ซึ่งเป็นกรรมการ FCCT และเป็นผู้สื่อข่าวของ BBC ก็ถูกกล่าวหาในลักษณะที่คล้ายกัน
“สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศจีนขอเรียกร้องให้ทางการไทยแสดงความเคารพต่อเสรีภาพสื่อมวลชน และสร้างความมั่นใจว่าสื่อมวลชนสามารถทำงานได้โดยปลอดจากพันธนาการทุกอย่าง” ประธาน FCCC สก็อตต์ แม็คโดนัลด์ กล่าวในที่สุด.
************************
ปัญหาคือเรื่องขำขันของวันนี้ จะกลายเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาวันไหนเท่านั้น?
-----------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
เสื้อแดงเตรียมยื่นรายชื่อถวายฎีกาภายใน 12 ส.ค.นี้
ที่มา MCOT News กรุงเทพฯ 1 ส.ค. - แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ประกาศยื่นรายชื่อประชาชนถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในวันที่ 12 ส.ค.นี้
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สนามหลวง แม้มีฝนตกโปรยปรายลงมา แต่กลุ่มคนเสื้อแดงยังปักหลักฟังการปราศรัยของแกนนำ ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีกล่าวโจมตีการทำงานของรัฐบาล แต่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนเริ่มทยอยกลับบ้านแล้ว
ส่วนตัวเลขประชาชนลงชื่อถวายฎีกา ล่าสุดแกนนำประกาศว่า มีจำนวนกว่า 5.4 ล้านคน คาดว่าจะสามารถยื่นถวายฎีกาได้ภายในวันที่ 12 ส.ค.นี้ แต่ต้องขึ้นอยู่กับการตรวจสอบรายชื่อว่าจะเสร็จทันหรือไม่ และแกนนำนัดชุมนุมอีกครั้งวันที่ 3 ส.ค.นี้ ที่กระทรวงมหาดไทย เพื่อประท้วงนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ประกาศคัดค้านการยื่นรายชื่อถวายฎีกา. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-08-01 03:12:41
พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินขอบคุณเสื้อแดงลงชื่อถวายฎีกาฯ กว่า 5 ล้านคน
ที่มา MCOT News สนามหลวง 31 ก.ค.- แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ระบุ มีประชาชนร่วมลงชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กว่า 5 ล้านคน
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่สนามหลวง ยังคงเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีแกนนำผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเวทีปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนพระสงฆ์ นำรายชื่อพระสงฆ์ที่ร่วมลงชื่อ ถวายฎีกามามอบให้ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ บอกว่า ขณะนี้มีประชาชนร่วมลงชื่อแล้วกว่า 5,300,000 คน ขั้นตอนต่อไปจะตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนยื่นถวายฎีกาต่อไป แกนนำยังขอให้อยู่ร่วมชุมนุมไปจนถึงเวลา 05.00 น.วันพรุ่งนี้
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินใช้เวลาประมาณ 30 นาที เนื้อหาส่วนใหญ่แสดงความขอบคุณกลุ่มคนเสื้อแดงที่ร่วมลงชื่อ และร่วมจัดงานคล้ายวันเกิดอายุ 60 ปี วันนี้สิ่งที่อยากทำที่สุด คือ อยากกลับบ้าน พร้อมทั้งกล่าวติดตลกว่า อาจจะได้กลับบ้านก่อนอายุ 61 ปี ส่วนบรรยากาศการชุมนุมจนถึงขณะนี้ยังไม่มีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด
ด้านนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวผ่านรายการสถานีข่าวเพื่อประชาชน ทางช่อง 11 แสดงความเป็นห่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เปลี่ยนวัตถุประสงค์การขอพระราชทานอภัยโทษ ไปเป็นการยื่นฎีกาเพื่อร้องทุกข์ โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์เบื้องลึกที่ชัดเจน
ขณะที่ ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า หลายประเทศที่ปกครองคล้ายไทย ไม่รับคดีอภัยโทษให้นักการเมืองที่คอร์รัปชั่น การดำเนินการของคนเสื้อแดงเป็นการใช้การเมืองกดดัน จึงเรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม
ด้าน ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ประชาชนจำนวนมากได้ถอนชื่อออก ยืนยันไม่มีการโน้มน้าวให้ประชาชนถอนชื่อ.- สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-07-31 23:03:54
"แม้ว"ขอบคุณเสื้อแดงช่วยลงชื่อถวายฎีกา คุยเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลั่นหวังกลับมาตอบแทนบุญคุณ
ที่มา มติชนออนไลน์

"ทักษิณ"โฟนอินขอบคุณเสื้อแดงลงชื่อถวายฎีกาเกิน4ล้านชื่อ คุยแผนสร้างทีวีประชาสัมพันธ์ประเทศไทย ลั่นจะกลับมาตอนแทนบุณคุณผู้สนับสนุน คุยการต่อสู้ของคนเสื้อแดงยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 20.30 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ประกาศบนเวทีปราศรัยของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ว่าได้นับจำนวนประชาชนลงชื่อเพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อ 20.20 น. ว่ามีรายชื่อประชาชนมาลงชื่อจำนวน 4,109,973 คน จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินมาที่เวทีเสื้อแดงว่า ต้องขอขอบคุณประชาชนที่ร่วมลงชื่อถวายฎีกาช่วย ดูจากสถานี "ดีสเตชั่น" เห็นชัดเลยว่ากำลังโบกไม้โบกมืออย่างชัด มาจากหลายพื้นที่ของประเทศ ทราบว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งจากพี่น้องถือว่าเป็นเมตตาที่ยิ่งใหญ่มาก วันนี้ได้รับรายงานว่าขณะนี้มีผู้เข้าชื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกว่า 4 ล้านคน เป็นสิ่งที่ต้องสำนึกในบุญคุณ เป็นน้ำใจที่ยิ่งใหญ่จากพี่น้องประชาชน ไม่รู้จะพูดอย่างไร อยากเข้าไปตอบแทนบุญคุณด้วยการทำงานให้พี่น้องก็ไม่ได้เข้าไป ถ้าได้เข้าไปตอบแทนแล้วจะได้นอนตายตาหลับ
อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ตอนที่ตนโดนปฏิวัติปีแรกผมงง คิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรเพราะโดนกล่าวหายัดเยียดข้อหา ปีที่สองหายงง แต่คิดอะไรไม่ออก ปีที่ 3 เริ่มคิดได้เมื่อออกมาอยู่เมืองนอกนานๆ คิดว่าน่าจะทำอะไรให้พี่น้องไทยในฐานะที่ผมเคยบริหารประเทศไทยมาก่อนและเดินทางไปในหลายประเทศ เห็นว่าหลายประเทศมีการทำสถานีโทรทัศน์เป็นภาษาอังกฤษเพื่อประชาสัมพันธ์ประเทศของตนเอง เราจึงต้องทำเช่นนั้นบ้างเพื่อให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและเข้าใจของต่างชาติ ผมนึกถึงเทคโนโลยีใหม่เอี่ยมล่าสุดจากที่เดิมไม่เคยทำได้ แต่ตอนนี้สามารถทำได้ไม่ยาก ตนเลยตัดสินใจทำสถานีโทรทัศน์ 100 ช่อง และ 4 ช่องที่คิดไว้ทำเพื่อประโยชน์ให้คนไทย ช่องแรกต้องสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงงานตรากตรำมากว่า 60 ปี เป็นพระเจ้าอยู่หัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกแล้ว มีโครงการมากมายที่สามารถเอาไปเผยแพร่ได้ ตนเคยไปเล่าให้ผู้นำแอฟริกาฟังและรับอาสาทำแปลงสาธิตเรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่ ปรากฎว่าเป็นที่ตื่นเต้นของคนแอฟริกา จึงคิดจะเปิดสถานีโทรทัศน์ช่องที่นำพระราชกรณียกิจของในหลวงไปเผยแพร่เพื่อเป็นตัวอย่างที่เป็นประโยชน์ให้แก่ประเทศยากจนที่กำลังพัฒนาให้คนมีกินมีใช้ "ปล่อยให้กล่าวหาว่าผมไม่จงรักภักดี ว่าไป คนพวกนี้ ปากกับใจตรงกันหรือเปล่า ผมทำทุกอย่างเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประเทศ เพื่อสันติสุขที่จะเกิดขึ้นในประเทศของไทย ถ้าประเทศไทยทุกวันนี้ไม่มีความสุขประเทศไทยลำบาก เปรียบเหมือนการจับหนูตัวเดียวแล้วเผาบ้านทั้งหลัง หนูก็ไปแอบอยู่ใต้ต้นไม้ ฝนตกก็ไม่เปียก แดดออกก็ไม่ร้อน เริ่มชินแล้วปรับตัวได้ แต่คนในบ้านสิลำบาก สิ่งที่ต้องทำคือดับไฟ คนเสื้อแดงกำลังช่วยกันดับไฟ" อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวต่อว่า สำหรับสถานีโทรทัศน์อีกหนึ่งช่อง ตนจะเผยแพร่ให้สินค้าโอท็อปกลับมาเกิดใหม่และจะสนับสนุนให้ส่งขายไปทั่วโลก รวมทั้งสนับสนุนกิจการของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยด้วย เพื่อเป็นช่องทางให้เกิดการนำสินค้าของไทยไปขายในต่างประเทศ สถานีช่องต่อไปคือช่องการศึกษา การศึกษาไทยไม่ดีพอ เพราะคนส่วนใหญ่เกิดมาในครอบครัวลำบาก การเรียนการสอนก็ลำบาก ตนจึงจะหาครูที่เก่งๆมาสอน ครูไทยไม่พอก็หาครูต่างประเทศมาสอนอีก วิชาในไทยไม่พอก็เอาวิชาเมืองนอกมาอีก ส่วนสถานีช่องสุดท้ายคือช่องคนจน จะพยายามให้คนจนกับคนรวยมาเจอกัน เอาแนวคิดของคนที่ฟื้นจากความยากจนแล้วประสบความสำเร็จมาเสนอว่าใครที่อยากจะพ้นความยากจนต้องใช้เงินเท่าไร และให้คนรวยได้ดูชีวิตคนจนแล้วนำเงินมาช่วยเหลือคนจน ให้เขาได้ฟื้นขึ้นมาทำมาหากินต่อได้ "ถ้าใครได้เห็นการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ก็จะพบว่าเป็นการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เป็นการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของคนทุกระดับชั้นในสังคมไทย เป็นการต่อสู้เพื่ออนาคต เพราะสังคมไทยชอบอยู่แต่กับปัจจุบันและอดีต และพยายามวิ่งกลับไปยังอดีตอยู่ตลอดเวลา" อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าว อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวอีกว่า เมื่อไฟหยุดไหม้บ้าน ตนก็จะกลับไปช่วยพลิกฟื้นประเทศไทย แม้จะเป็นงานที่ยาก แต่ก็ไม่ยากกว่างานที่เคยทำมาแล้ว และเชื่ว่าพลังบุญที่พี่น้องทั้งหลายทำให้ตนจะช่วยให้ตนได้กลับไปช่วยพี่น้องผู้ทุกข์ยาก โดยจะพยายามดึงเงินจากต่างประเทศให้มาลงทุนในไทยหลายแสนล้านบ้าน ไม่ใช่ไปกู้เงินต่างประเทศมา "บิล เกตส์เคยกล่าวว่า ถ้าคุณเกิดมาจน ไม่ใช่ความผิดของคุณ แต่ถ้าคุณตายจน นั่นเป็นความผิดของคุณ ส่วนคนที่ไม่อยากตายจน แต่ยังตายจนอยู่ นั่นเป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่สามารถสร้างระบบให้คนพ้นจากความยากจนได้" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว และว่า อีกไม่นานเกินรอ ตนหวังว่าจะกลับไปอยู่ท่ามกลางพี่น้องที่สนับสนุน จะกลับไปตอบแทนทุกคน และจะกลับไปถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงสบายพระทัย และหวังว่าจะได้กลับเมืองไทยตอนอายุ 61 ปี
"พัชรวาท"ตอกหน้า"มาร์ค"ไม่ได้ฟังแถลง ปัดยื่นหนังสือลาไปเมืองนอก ยันไม่ได้เสนอทางออกแค่หารือเฉยๆ
ที่มา มติชนออนไลน์
ผบ.ตร.ยังยิ้มร่า ปัดเสนอ2ทางออกลดอุณหภูมิคดียิง"สนธิ" ยันไม่ได้ยื่นหนังสือขอลาพักไปตปท. แค่มีทริปไปจีน10วันตามปกติ ขู่ถ้าระงับโยกย้ายอาจถูก152นายพลฟ้อง บอกตีความกันไปเองว่าเป็นอุปสรรค-การเมืองไม่กดดัน
เมื่อเวลา 20.30 น. พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุพล.ต.อ.พัชรวาท เสนอทางออกให้บรรยากาศการคลี่คลายคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยดีขึ้น ด้วยการขอลาหยุด รวมทั้งไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 10 กว่าวันตั้งแต่ต้นสัปดาห์หน้า และการแต่งตั้งโยกย้ายที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างใหม่ ควรถูกระงับและทบทวนและเปิดโอกาสให้ผบ.ตร.คนใหม่ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ต่อไป ว่า การลาพักงานไม่มีอยู่แล้ว เรื่องที่นายกรัฐมนตรีออกมาพูดตนไม่ได้ฟัง และไม่ได้ทำหนังสือเสนอทางออกอะไร เป็นเพียงการหารือกัน และไม่มีการยื่นหนังสือเพื่อขอลาพักไปต่างประเทศแต่อย่างใด แต่มีทริปต้องเดินทางไปราชการที่ประเทศจีน ในฐานะ ผบ.ตร. ตามการแลกเปลี่ยนเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดย 1 ปีสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องไปจีน 3 ครั้ง ปกติครั้งละประมาณ 10 วัน ซึ่งตนต้องไป 1 ครั้ง ครั้งนี้ก็เป็นจังหวะที่ต้องไปพอดี ยังไม่ทราบรายละเอียดว่าไปเมื่อไหร่ อย่างไร ปกติไป 10 วัน แต่ก็จะไม่ขอลาต่อ วันที่ 3 สิงหาคม จะมาปฏิบัติราชการปกติ
เมื่อถามว่า ช่วงที่ไปราชการที่ประเทศจีนจะให้ใครปฏิบัติราชการแทน ผบ.ตร.กล่าวว่า ตรงนี้ดูตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 72 วรรคแรก ให้นายกรัฐมนตรีพิจารณา
เมื่อถามถึงที่นายกรัฐมนตรีระบุว่าระงับการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งหมด ผบ.ตร.กล่าวว่า ตอนนี้ร่างพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2552 เหลือเพียงประกาศในราชกิจจาฯ ตามกำหนดการเดิมวางไว้ว่าจะประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้มีผลในวันนี้ 16 สิงหาคม แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ต้องดูอีกครั้ง
"แต่ปัญหาที่การแต่งตั้งนายพล 152 ตำแหน่งนั้นผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไปแล้ว ซึ่งถ้ามีการปรับเปลี่ยนผู้ที่มีชื่อในการแต่งตั้งแล้วอาจมีปัญหา ฟ้องร้องกันได้ ตรงนี้ก็ต้องดูให้ดี" ผบ.ตร.กล่าว
เมื่อถามถึงระดับรอง ผบก.ลงมา จะต้องระงับการแต่งตั้งตามที่นายกรัฐมนตรีระบุหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่ได้ฟังที่นายกรัฐมนตรีพูด แต่ไม่รู้ว่าเป็นการเข้าใจผิดกันอย่างไรหรือเปล่า ต้องดูไปตามกฎหมาย
เมื่อถามว่า การทำแบบนี้การเมืองล้วงลูกเรื่องแต่งตั้งหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่ได้ฟังที่นายกรัฐมนตรีพูด อย่างไรก็ตาม ตนสบายอยู่แล้ว ก็ทำงานต่อไป เรื่องปรับเปลี่ยนตำแหน่งของตนที่เป็นกระแสในช่วงนี้ก็เป็นแค่ข่าว ไม่มีอะไร
เมื่อถามว่า การพูดของนายกรัฐมนตรีที่บอกว่า ผบ.ตร.ไม่อยู่ คดีนายสนธิจะคืบหน้าฟังดูเหมือน ผบ.ตร.เป็นอุปสรรค ผบ.ตร.กล่าวว่า "ผมไปทำอะไรในคดีนี้ เป็นอุปสรรคตรงไหน คิดกันไปเองตีความกันไปเอง ผมไม่ได้ทำอะไร"
เมื่อถามว่า การเมืองกดดันหรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ไม่มีอะไรกดดัน ก็เป็นเพียงข่าว
รายงานข่าวแจ้งว่า กระแสกดดันการปลด ผบ.ตร.นั้นเกิดจากกลุ่มนักการเมืองที่เป็นคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี พยายามแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ เนื่องจากการแต่งตั้งระดับนายพลครั้งที่ผ่านมา รายชื่อตำรวจที่คนใกล้ชิดดังกล่าวเสนอขึ้นมาไม่ได้รับการพิจารณามากนัก จนสร้างความไม่พอใจและสร้างกระแสข่าวกดดันให้นายกรัฐมนตรีปลด ผบ.ตร.พ้นตำแหน่ง โดยหยิบโยงเอาคดีของนายสนธิมาผูกเป็นประเด็นเพื่อสร้างความสับสนให้สังคมและหาความชอบธรรมเป็นข้ออ้างในการปลด
รายงานข่าวระบุว่า ขณะนี้คนใกล้ชิดของนายกรัฐมนตรีคนดังกล่าว เริ่มแสดงความวิตกกังวลและพยายามขอเอกสารบางอย่างที่ระบุถึงการวิ่งเต้นแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ คืนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เนื่องจากการแทรกแซงการแต่งตั้งนั้นผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา ที่ระบุว่า 266 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ใช้สถานะหรือตำแหน่งการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงเพื่อประโยชน์ของตนเอง ของผู้อื่น หรือของพรรคการเมือง ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้ อาจทำให้บุคคลผู้นั้นมีความผิดได้
'กอร์ปศักดิ์'ระทึกกว่า
ที่มา ไทยรัฐ
กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
โดยอาการลุกลี้ลุกลนออกจากทำเนียบรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยไม่มีหมายงานแจ้งล่วงหน้า และยังมีการสั่งให้หน่วย รปภ.ของนายกฯปิดประตูทำเนียบรัฐบาล กั้นขบวนรถนักข่าวไม่ให้ติดตามไปด้วย
นับว่าเป็นครั้งแรกที่นายกฯอภิสิทธิ์ เล่นบท "นินจา" ใช้วิธีการสกัดกั้นรถสื่อมวลชน แทนการส่งนายเวรมาประสานงาน เพื่อขอร้องด้วยวาจาเหมือนที่เคยปฏิบัติมาทุกครั้งที่นายอภิสิทธิ์ขอไปในงานส่วนตัว
มันฟ้องด้วยภาพ
ตรงตามที่แหล่งข่าวใกล้ชิดยืนยัน นายกฯอภิสิทธิ์เครียดหนัก กับรายการวัดใจ เกมลับ ลวง พราง ล่อกันเองในกลุ่มอำนาจที่ช่วยกันพลิกขั้ว
อุ้มให้ขึ้นนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ด้วยปมลอบสังหาร "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ต่อเนื่องมาถึงเดิมพันเก้าอี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.
ระหว่างเป็นเด็กไม่มีวุฒิภาวะการเป็นผู้นำในสายตาคนเสื้อเหลือง หรือจะเป็นลูกไล่ของขาใหญ่ม็อบพันธมิตรฯในมุมของคนเสื้อเขียวบวกน้ำเงิน
ออกมุมไหน สำหรับคนชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ก็มีค่าเท่ากัน
นายกรัฐมนตรีไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง
ที่แน่ๆโดยปรากฏการณ์ของเกมลับ ลวง พราง ล่อกันเองในหมู่คนที่เคยสนิทใจ นี่จะเป็นชนวนนำร่องทำให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ตกอยู่ในภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ไวต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน
ก่อนอื่นเลย กับมหันตภัยที่กำลังคืบคลานมาเงียบๆ รายการงาบหัวคิวในโครงการชุมชนพอเพียงที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย สื่อมวลชน ช่วยกันแกะรอยความไม่ชอบมาพากล
จนสรุปได้ว่า เป็นโครงการ "ชุมชนแพงเพียบ"
และโดยปมที่ยิ่งสาวลึกก็ยิ่งพันไปถึงคนที่มีสายสัมพันธ์โยงใยกับยี่ห้อประชาธิปัตย์ ทั้งน้องชายรัฐมนตรี ทั้งบริษัทที่จ่ายเงินสนับสนุนพรรค
ว่ากันถึงขั้นมีใบเสร็จชัดๆ อยู่ในมือฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย
ที่แน่ๆโดยอาการ "ไฟจวนตัว" ที่จับทางได้ ล่าสุดนายกฯอภิสิทธิ์ออกมาให้ข่าวเองเลยว่าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีที่คนของพรรคถูกกล่าวหาว่าทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ประกอบไปด้วยนายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน นายถวิล ไพรสณฑ์ ส.ส.กทม. และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง
ย้ำเสียงเข้ม ต้องมีการลงโทษแน่
ชิงเหลี่ยม รีบ "ล้างน้ำกันเอง" ตัดตอนกระแส
ขณะที่พระเอกตามท้องเรื่อง นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ ออกมาการันตีนายประโภชฌ์ สภาวสุ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ในฐานะน้องชาย
ไม่ได้เกี่ยวข้องแน่ 1,000 เปอร์เซ็นต์
แต่ก็เป็นอะไรที่มั่นใจ ใส่เกียร์ห้าไล่บี้ โดยการส่งมวยมาตรฐานระดับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร แคนดิเดตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการใช้งบประมาณในโครงการชุมชนพอเพียง เตรียมแถลงข่าวใหญ่ ผลสรุปการติดตามโครงการชุมชนพอเพียง
เข้าข่ายมีการทุจริตในหลายพื้นที่ทั่วทุกภูมิภาค
พรรคเพื่อไทยกะฟัน "ผลงานโบแดง"
และเป็นอะไรที่ช่างบังเอิญ 2 รองนายกฯยี่ห้อประชาธิปัตย์ "งานเข้า" พร้อมกัน
แต่โดยแรงตกกระทบที่จะพุ่งเข้าใส่รัฐบาลประชาธิปัตย์ เทียบกัน กับคิวของ "เทพเทือก" รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ที่กำลังเผชิญมรสุมวัดใจ "สัญญาลูกผู้ชาย" ตอบแทนทีมงานที่ร่วมกันพลิกขั้วให้ "อภิสิทธิ์" ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
กระแสนอกพรรคก็หมั่นไส้ คนในพรรคก็จ้องล้ม
แต่โดยปมก็ยังแค่เฉี่ยวๆ ไม่เอี่ยวกับประชาธิปัตย์โดยตรงเหมือนกับรายการของนายกอร์ปศักดิ์ รองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ที่กำลังเจอกับเครื่องหมายคำถามเรื่องความโปร่งใส
ท้าทายมาตรฐาน "มิสเตอร์คลีน" ของยี่ห้อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"
ข่าวโกงแทรกขึ้นมา ในขณะที่การกู้วิกฤติเศรษฐกิจยังโงหัวไม่ขึ้น
นั่นไม่สำคัญเท่ากับคำว่า "พอเพียง" มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าโครงการทั่วไป
แต่กลับมัวหมองในรัฐบาลที่ชูภาพตัวเองผุดผ่อง.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
เศรษฐกิจสามแพร่ง
ที่มา ไทยรัฐ
ความตื่นตัวในการรับมือกับ วิกฤติเศรษฐกิจ ที่ถาโถมเข้ามาอีกระลอกในปลายปีนี้ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจโลกอยู่ในช่วงขาลงสุดๆ ดังนั้นการตั้งเป้าการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของแต่ละประเทศจึงไม่ได้มุ่งหวังว่าจะบวกเท่านั้นเท่านี้ แต่ทำอย่างไรจะให้ติดลบน้อยที่สุด ก็ถือว่าได้ผลแล้ว
ยกเว้นบางประเทศที่มีการเตรียมพร้อมและมีต้นทุนที่สามารถจะต้านทานวิกฤติเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เช่น จีน และเวียดนาม ที่ตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นบวกอยู่แล้ว ในศตวรรษนี้ ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องของวิกฤติทางการเงินในสหรัฐฯซะก่อนคงได้เห็นการเจริญเติบโตของทั้งสองประเทศนี้แบบก้าวกระโดด
เป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์
เรื่องพรรค์นี้ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่มีการเตรียมพร้อมต่างหาก เวียดนามมีแผนที่จะดึงเม็ดเงินการลงทุนโดยเฉพาะ มีการแก้กฎหมายโครงสร้างพื้นฐานและการอำนวยความสะดวก เปิดประตูในทุกๆด้าน สรุปว่าเป็นประเทศที่น่าลงทุนประเทศหนึ่งในย่านนี้ แต่บ้านเราจะยกเลิกระบบอนุญาโตตุลาการฉิบ
ไม่ต้องอื่นไกล นักลงทุนจากประเทศไทยยังหอบเงิน ไปลงทุนในประเทศเวียดนามเป็นจำนวนไม่น้อย สังเกตว่าบุคลากรที่พูดภาษา เวียดนามได้กำลังเป็นที่ต้องการของนักลงทุน ถนนหนทาง รถไฟความ เร็วสูง โทรศัพท์ระบบ 3 จี เวียดนามมีหมด
ที่ผมแปลกใจคือไม่เห็นเวียดนาม กัมพูชา ลาว หรือพม่า มีข่าวเรื่องของไข้หวัดใหญ่ 2009 นอกจากนี้ยังให้ความมั่นใจกับนักลงทุนทุกด้าน โดยมีกฎหมายที่คุ้มครองนักลงทุนและเอาจริงเอาจังกับการทุจริตคอรัปชันอย่างเฉียบขาด
ต้องยอมรับว่าการเมืองไทยนั้น บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนอย่างมาก อาทิ การร่วมกันระหว่างนักธุรกิจไทย-จีน ที่มี คุณพินิจ จารุสมบัติ เป็นนายกสมาคมวัฒนธรรมธุรกิจไทย-จีน เชิญนักลงทุนจากจีนนับร้อยชีวิตมาพบปะกับนักธุรกิจไทย
ถึงจะไม่มีโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้อง เป็นการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐ มีเพียงแค่ภาคเอกชนจัดกันขึ้นมาเองก็ยังเป็นการส่งสัญญาณว่าความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างไทย-จีนยังดีอยู่
สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายจีนตั้งข้อสังเกตไว้ก็คือวิกฤติการเมืองในประเทศไทย เป็นอุปสรรคการลงทุน ทำอย่างไรจะให้มีการเจรจาแก้ปัญหาโดยสันติ และประเทศไทยกลับเข้าสู่ความสงบเหมือนเดิม
บรรยากาศการลงทุนน่าจะดีกว่านี้
วันนี้ถึงเวลาที่ภาครัฐและเอกชนจะต้องหันหน้ามา แก้ไขปัญหาของประเทศ 2 ข้อ นั่นคือวิกฤติการเมืองกับปัญหาการทุจริตคอรัปชัน
ถ้าทำได้ก็ไม่ต้องไปเสียเวลาโฆษณาประชาสัมพันธ์อะไรมากมาย เพราะประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่น่าลงทุนมาก่อน เศรษฐกิจไทยกำลังเดินอยู่บนทางสามแพร่ง วิกฤติการเมือง วิสัยทัศน์รัฐบาล
และเงื่อนไขการถอนทุนต่างตอบแทน.
หมัดเหล็ก