WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 3, 2009

ไทยโพสต์แทบลอยด์ สัมภาษณ์ “พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์” : 6 เดือนระบอบไม่เอาทักษิณ

ที่มา ประชาไท

"เรากำลังเจอสถานการณ์โฆษกธิปไตยปะทะโฟนอินธิปไตย ขณะที่พวกม็อบธิปไตยลดบทบาทลงไปแล้วในวันนี้ ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยโฆษก ตัวนายกฯเองก็แถลงผลงานทุกสัปดาห์ มีโฆษกรัฐบาลซึ่งตำแหน่งก็ไม่ชัดเจน มีโฆษกประจำตัวนายกฯ เอาไว้โต้ตอบนักการเมือง และยังมีโฆษกพรรคอีก ฟาดเข้าไป 4 โฆษก ก็คือคุณบริหารงานผ่านโฆษก ขณะที่อีกฝ่ายก็โฟนอินกับประชาชน"
"ระบอบไม่เอาทักษิณซึ่งใหญ่กว่ารัฐบาลกำลังจะทรุด เราจะเห็นว่ามันมีรอยปริ ระบอบไม่เอาทักษิณเป็นระบอบใหญ่ และมีจุดร่วมมีจุดเดียวจริงๆ คือไม่เอาทักษิณ แต่สุดท้ายก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ คุณสามารถสร้างจุดร่วมเพื่อเกลียดคนคนหนึ่งได้ ทำลายคนคนหนึ่งได้ แต่การ move สังคมไปในอนาคต คุณทำไม่ได้"
"สงครามสื่อจะเป็นสงครามใหญ่ ถ้าพรุ่งนี้คุณทักษิณสามารถจัดรายการวิทยุ หรือจัดรายการทีวีเองทุกสัปดาห์เหมือนเดิม คุณว่าใครจะไม่ฟัง โดยธรรมชาติคุณทักษิณเข้าใจสื่ออยู่แล้ว สื่อก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปซักคุณอภิสิทธิ์ เดี๋ยวคุณอภิสิทธิ์พูดเสร็จคุณทักษิณโต้ ยังไงก็เพลี่ยงพล้ำ"
นักวิชาการรัฐศาสตร์ คนรุ่นใหม่ไม่ใส่เสื้อกั๊ก ใส่ต่างหูข้างเดียว แต่วิพากษ์วิจารณ์ได้แหลมคมโดดเด่นขึ้นเรื่อยๆ .. “พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์”
ในขณะที่รัฐบาลกำลังจะแถลงผลงานครบ 6 เดือน และถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายด้าน พิชญ์กลับบอกว่าการวิพากษ์วิจารณ์เฉพาะรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นไม่ยุติธรรม เพราะหลังจากโค่น "ระบอบทักษิณ" แล้ว ผู้ที่กำลังมีอำนาจและใช้อำนาจอยู่ในขณะนี้คือ "ระบอบไม่เอาทักษิณ" ที่ไม่ใช่เฉพาะประชาธิปัตย์
แม้จะมีส่วนที่ต้องวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ "ระบอบไม่เอาทักษิณ" ที่มีจุดร่วมกันเพียงอย่างเดียว แต่ไม่มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีประสิทธิภาพ และทำงานไม่ได้
โฆษกธิปไตย
"ประเด็นที่ใหญ่ที่สุดในทางการเมือง สิ่งแรกที่เราต้องเข้าใจก่อนคือขอบเขตของคำว่ารัฐบาล ในระบอบการเมืองแบบไม่เอาทักษิณ มันกินความแค่ไหน ฉะนั้นถ้าจะประเมินรัฐบาลมันแฟร์กับรัฐบาลไหม คุณมองว่ารัฐบาลคือใครล่ะ รัฐบาลที่เห็นเป็นทางการคือมีนายกอภิสิทธิ์กับรัฐมนตรี แค่นั้นเรียกว่ารัฐบาล หรือเรากำลังพูดถึงระบอบหลังรัฐประหารที่ไม่เอาทักษิณ ซึ่งประกอบด้วยทหาร พันธมิตร และพลังอื่นๆ ที่เรามองไม่เห็นจับต้องไม่ได้ คำว่ารัฐบาลก็กว้างกว่านั้นเพราะมันคือระบอบที่ไม่เอาทักษิณซึ่งเป็นระบอบใหญ่"
"ฉะนั้นการจะไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลเราต้องมีความระมัดระวัง เพราะถ้าวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลมันเป็นการทำให้รัฐบาลนี้ถูกใช้แล้วถูกเตะออกไป แต่ระบอบยังดี แล้วมีการเปลี่ยนหัว การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลแบบนี้พูดในทางหนึ่งมันก็ไม่แฟร์กับรัฐบาลเหมือนกัน มันต้องวิพากษ์วิจารณ์ทุกส่วนด้วย มันเกี่ยวข้องกับสถาบันตุลาการด้วยหรือเปล่า เกี่ยวกับสถาบันทหารด้วยหรือเปล่า มันเกี่ยวข้องกับพันธมิตรประชาชนด้วยหรือเปล่า เพราะทั้งหมดก็คือกลุ่มที่แชร์อำนาจกัน เป็นกลุ่มที่ต่อต้านระบอบทักษิณและระบอบหลังทักษิณซึ่งมาจากนอมินีของทักษิณ การเมืองไทยต้องมองในระดับที่กว้างขึ้นไป ผมไม่คิดว่าเราจะประเมินนโยบายรัฐบาลได้ เพราะผมไม่รู้ว่ารัฐบาลคืออะไร ถ้าเราจะดูในภาพแคบ มันต้องตอบอย่างน้อย 2-3 ส่วน ถ้าจะประเมินจริงๆ ควรจะประเมินไปเลยคือประเมินการบริหารประเทศโดยพรรคประชาธิปัตย์ มันจะชัดกว่า"
พิชญ์เริ่มต้นจากเฉพาะส่วนการบริหารของประชาธิปัตย์ก่อน
"ถ้าเราประเมินอันนี้ คุณดูตัวนายกอภิสิทธิ์ ก็จะมีลักษณะทำงานร่วมกันบ้างไม่ร่วมกันบ้าง ประเด็นอยู่ที่การบริหารงานของนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งวันนี้มีปัญหามากคือนายกฯอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้เป็นตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค อย่างน้อยเราเห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ประกอบด้วย 3-4 ส่วน คือตัวนายกอภิสิทธิ์ ตัวคุณสุเทพ และคนอื่นๆ ที่มาร่วมงานกับนายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งเราไม่เคยเห็นภาพความสัมพันธ์กับคนเหล่านี้ เราเห็นภาพแต่อภิสิทธิ์-กรณ์ อภิสิทธิ์-สุเทพ คนอื่นๆ ของพรรคผมไม่เห็น แปลกนะ คือสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้านก็จะมีคนออกมา มีกอร์ปศักดิ์ อลงกรณ์ พวกนี้หายไปหมด ทั้งหมดถูกลดทอนโดยเหลือแต่โฆษกพรรค โฆษกประจำตัว ตัวพรรคเองก็แทบจะไม่เห็นบทบาทด้วยซ้ำ ทุกอย่างโฟกัสที่ตัวคุณอภิสิทธิ์ โอเค พรรคจะมีบทบาทก็ตอนมีตัวช่วยคือคุณชวนมาช่วยคุณอภิสิทธิ์ แต่เราไม่ค่อยเห็นภาพพรรค"
"การบริหารงานของรัฐบาลประกอบด้วย 2-3 ส่วน หนึ่งคือตัวคุณอภิสิทธิ์ คุณกรณ์ และคุณสาทิตย์ ดูเรื่องเศรษฐกิจและสื่อ ขณะเดียวกันอีกกลุ่มหนึ่งคือยืมจมูกคนอื่นหายใจ ดึงเอากลุ่มทักษิณเก่ามาช่วย กลุ่มที่เคยสวามิภักดิ์กับทักษิณ ก็คือกลุ่มเนวิน ภารกิจของคนเหล่านี้คือการลดความนิยมของทักษิณ โดยยอมให้ใช้กลไกทุกอย่างที่เป็นโครงการต่างๆ เพื่อไปแก้โครงการของทักษิณ ไม่ว่าจะมหาดไทย คมนาคม"
"อีกกลุ่มหนึ่งก็คือคุณกษิต ซึ่งก็มีหน้าที่ไล่ล่าคุณทักษิณเป็นหลัก งานอื่นๆ เราไม่เห็นชัด เขาคงมีงานรูทีนของกระทรวงอยู่ แต่ปัญหาหลักของงานต่างประเทศมี 2 ส่วนคือปัญหาเขาพระวิหาร ซึ่งสุดท้ายเหมือนกับว่าคุณกษิตก็ต้อง fade ตัวเองออกไป ให้คุณสุเทพรับแทน อีกอันที่สำคัญคือการไล่ล่าทักษิณตามประเทศต่างๆ ซึ่งกลายเป็นภารกิจหลัก"
"ผมคิดว่าสิ่งนี้คือสิ่งสำคัญ ถ้ากล้ารับกันจริงๆ ก็ควรจะตั้งกระทรวงจัดการทักษิณไปเลย แทนที่จะปล่อยให้มีการทับซ้อนเชิงวาระซ่อนเร้นต่างๆ ในการจัดการคุณทักษิณ ทำเป็นกระทรวงจัดการคุณทักษิณเลย แล้วดึงทุกคนที่ไม่ชอบทักษิณไปอยู่ในกระทรวงนี้ ทำให้เป็นระบบไปเลย จะตั้งคณะกรรมการก็ได้ ไม่เห็นแปลก คตส.ยังทำได้ ตั้งคณะกรรมการไล่ล่าทักษิณแห่งชาติ ก็ทำไปเลย เป็นวาระแห่งชาติอยู่แล้ว ทำจริงๆ จังๆ ไปเลย ไม่ใช่ว่าทำแล้วไปทำซ้อนกับแนวนโยบายแห่งรัฐอื่นๆ ซึ่งควรจะต้องทำ แล้วแยกกันไม่ขาดว่าจะต้องทำอะไร"
"ประเด็นที่สองก็คือปัญหาของคุณอภิสิทธิ์เอง ปกครองสังคมโดยระบบโฆษกธิปไตย อันนี้ไม่ใช่การตั้งคำเล่นๆ เรากำลังเจอสถานการณ์โฆษกธิปไตยปะทะโฟนอินธิปไตย ขณะที่พวกม็อบธิปไตยลดบทบาทลงไปแล้วในวันนี้ เพราะม็อบธิปไตยทั้งสองฝ่ายไม่สามารถจะมีบทบาทหลัก โฆษกธิปไตยกับโฟนอินธิปไตย ปะทะกัน ฝ่ายหนึ่งก็เต็มไปด้วยโฆษก ตัวนายกฯเองก็แถลงผลงานทุกสัปดาห์ และมีโฆษกรัฐบาลซึ่งตำแหน่งก็ไม่ชัดเจน มีโฆษกประจำตัวนายกฯ เอาไว้โต้ตอบนักการเมือง และยังมีโฆษกพรรคอีก ฟาดเข้าไป 4 โฆษก ก็คือคุณบริหารงานผ่านโฆษก ขณะที่อีกฝ่ายก็โฟนอินกับประชาชน มันก็เห็นภาพอยู่"
"คุณอภิสิทธิ์ใช้เครือข่ายต่างๆ ที่ไม่เอาทักษิณหรือเครือข่ายที่จำเป็นต้องไม่เอาทักษิณเพื่อความอยู่รอด สิ่งที่คุณทำได้คือคิดว่าต้องสร้างคะแนนนิยมโดยการเป็นมิสเตอร์คลีน แต่โดยการที่ไปไล่บล็อคคนอื่นเวลาเขาชงโครงการต่างๆ ขึ้นมา พอสังคมสงสัยเรื่องทุจริตคุณก็มาจัดการ บริหารงานในฐานะเป็นประธานของ ครม. แต่ไม่ได้บริหารงานผ่านเรื่องอื่นๆ"
"มติ ครม.ในการปกครองของไทยมันทำงานมากกว่าสภา ในประเทศไทยมติ ครม.กลายเป็นการปกครองหลักของประเทศ มติครม.เปิดปิดเขื่อนก็ได้ เปิดวันหยุดปิดวันหยุดก็ได้ เลื่อนนโยบายก็ได้ อนุมัติอะไรก็ได้ แต่ปัญหาคือมติครม.เป็นการประชุมลับ ไม่มีการถ่ายทอดการประชุม มติครม.ก็มีนัยที่เป็นประชาธิปไตยที่ต้องตั้งคำถามเหมือนกัน เพราะเราเปลี่ยนมติ ครม.ได้ง่ายๆ ชาวบ้านม็อบหน้าทำเนียบก็เปลี่ยนมติ ครม. ปิดถนนเข้าเขื่อนก็เปลี่ยนมติ ครม. ประชาธิปไตยไทยกลายเป็นอยู่ที่มติ ครม.มากกว่าสภา ทั้งๆ ที่นัยของสภามีคุณูปการ เช่นกว่าคุณจะออกกฎหมาย จะออกได้ต้องผ่านคณะกรรมการกี่ขั้น ถ่ายทอดถึงประชาชน มีการตั้งกรรมการเยอะแยะ มันไม่ใช่เป็นการชงจากข้าราชการสู่เจ้ากระทรวงแล้วส่งมาเป็นโครงการ"
"มันไม่ใช่เฉพาะสมัยคุณอภิสิทธิ์ สมัยก่อนก็เป็น แต่คุณอภิสิทธิ์ไปสร้างตัวเองให้กลายเป็นคนซึ่งมาจัดการ กลายเป็นพระเอกในหมู่ผู้ร้าย แต่คำถามคือนโยบายมันไม่มาถึงประชาชน พอนโยบายไม่ออกใครรับล่ะทีนี้ คือทางหนึ่งคุณก็ต้องการนโยบายประชานิยมจำนวนมากเพื่อจะไปลดความนิยมของทักษิณ แต่ขณะเดียวกันนโยบายก็แฝงไปด้วยข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคอร์รัปชั่น ผมคิดว่าปัญหาของคุณอภิสิทธิ์อยู่ตรงนี้ และก็ยังแก้ไม่ได้เพราะเป็นฝ่ายตั้งรับตลอด"
"คุณคิดว่าการปกครองประเทศคือการตอบคำถามสื่อหรือ ผมเห็นว่าเขาให้น้ำหนักกับการตอบคำถามสื่อมาก และให้น้ำหนักกับการไปเปิดงานมาก มีภาพถ่ายออกงานโน่นนี่ แต่ออกชนบทน้อยมาก และออกทีภาพลักษณ์ที่คุณออกก็คือไม่มีความมั่นใจอะไรเลย คุณต้องใส่เสื้อเกราะออกไป มีคนมาล้อมหน้าล้อมหลัง แต่เวลาไปออกงานในหมู่คนที่นิยมคุณในเมืองคุณออกได้ทุกวัน ผมไม่ได้บอกว่าคุณไม่ทำงาน แต่ผมไม่ได้บอกว่าคนอื่นเขาไม่ทำงาน ทุกรัฐบาลเขาทำงาน แต่ภาพลักษณ์ของคุณมีปัญหา ขนาดพวกเดียวกัน คมช.เขายังด่าคุณเลย เขายังด่าว่าคุณออกงานทุกวัน ประชาชนเข้าไม่ถึงตัวนายกรัฐมนตรี เขาไม่ไปไหนเลย"
"คนที่สอบผ่านคนเดียวในรัฐบาลนี้คือคุณสุเทพ ผมคิดว่าคุณสุเทพควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะคุณสุเทพทำทุกอย่างให้คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพทำทุกเรื่องที่นายกรัฐมนตรีควรจะทำ คุณเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วคุณปล่อยให้รองนายกฯ ทำหน้าที่ในการแก้ปัญหากัมพูชา แก้ปัญหาภาคใต้ คุณเป็นนายกรัฐมนตรีทำไม ก็แปลว่าคุณไม่มีความสามารถในการทำงานจริงๆ เศรษฐกิจก็ให้คุณกรณ์อยู่แล้ว หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี คุณเป็นนายกรัฐมนตรีหรือคุณเป็นโฆษก ผมพูดทีไรมีคนเขียนด่าทุกทีบอกว่าผมจิตใจคับแคบ ผมไม่คิดว่าคนคนนี้คือนายกรัฐมนตรี ผมคิดว่าเขาคือโฆษกคณะรัฐมนตรี-ตัวจริง คือผมก็เข้าใจว่าเขาพยายามจะคิดว่าการเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดีคือการกระจายงานให้คนอื่น แต่สุดท้ายแล้วมันมีการแสดงภาวะผู้นำอะไรบ้างที่เป็นนายกรัฐมนตรี"
แต่คนกรุงเทพฯคนชั้นกลางอาจต้องการนายกฯสไตล์อย่างนี้
"ผมไม่แน่ใจนะว่าคนชั้นกลางพอใจคุณอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นนายกฯ ผมคิดว่าคนชั้นกลางพอใจคุณอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นหัวหน้าฝ่ายค้าน คนชั้นกลางพอใจคุณอภิสิทธิ์ในฐานะนักการเมืองที่มีประวัติดี แต่ผมถามว่าคนชั้นกลางพอใจคุณอภิสิทธิ์ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรีหรือเปล่า อะไรคือหลักฐาน ล่าสุดคะแนนนิยมต่ำกว่านายกรัฐมนตรีคนเก่า"
"ประเด็นต่อมา สิ่งสำคัญของคุณอภิสิทธิ์คือคุณอภิสิทธ์บริหารประเทศผ่านสื่อ สิ่งนี้เกิดมาได้ไม่ใช่ความผิดคุณอภิสิทธิ์ แต่เป็นเพราะที่ผ่านมาสื่อบริหารประเทศจริงๆ คือสื่อมวลชนเป็นมาเฟียที่สามารถกำหนดประเด็นทุกอย่างได้ เอาทักษิณก็ได้ ฆ่าทักษิณก็ได้ ฉะนั้นวันนี้งานหลักของรัฐบาลคือการเอาอกเอาใจสื่อ การตอบคำถามสื่อ แต่มันมากเกินไป จนงานคือการตอบคำถามสื่อมากกว่าการแก้ปัญหาประชาชน ถ้าคุณทำให้สื่อพอใจ สื่อก็จะไม่ถามคุณว่าคุณแก้ปัญหาประชาชนหรือเปล่า สื่อก็จะทำหน้าที่รายงานว่ารัฐบาลพูดว่าอะไร ผมไม่ได้คิดว่าคุณอภิสิทธิ์เลวร้ายอะไรนะ แต่พัฒนาการของสังคมในช่วงที่ผ่านมาที่คุณมีสื่อจำนวนมาก มันก็ไม่แปลกที่สุดท้ายรัฐบาลจะต้องเอาอกเอาใจสื่อ"
ระบอบที่ไร้ระบบ
"ภาพที่สองที่ต้องประเมินก็คือถ้าจะวิเคราะห์รัฐบาลปัจจุบัน มันต้องวิเคราะห์ทั้งระบบ และถามว่าระบบต้านทักษิณทำงานสำเร็จไหม อย่าไปโยนความผิดให้รัฐบาล แต่ต้องเห็นว่าระบบนี้มันไม่มีแกน ในเมื่อมันไม่มีแกน ลักษณะเครือข่ายพันธมิตรต้านทักษิณซึ่งเป็นระบอบพันธมิตรต้านทักษิณขนาดใหญ่ มันมีปัญหามาก ตุลาการก็ทำงานไม่ link กับตัวรัฐบาล ผมคิดว่าต้องดูทั้งระบบ มันเป็นระบบที่ปกครองสังคมไม่ได้ เพราะพรุ่งนี้ก็ไม่รู้ว่าระบอบตุลาการทำงานอย่างไร คำว่าระบอบตุลาการไม่ใช่ศาลนะ ระบอบตุลาการเป็นคำใหญ่ มันกินความมากกว่าศาล มันมีตุลาการรัฐธรรมนูญ มี ปปช. มี กกต.เป็นระบอบองค์กรอิสระซึ่งทำหน้าที่ตัดสินต่างๆ ซึ่งก็ไม่ได้ link กับรัฐบาลหรือเจตจำนงทางการเมือง มันเชื่อมบ้างไม่เชื่อมบ้าง ระบอบมันพลิกผันได้ง่ายขนาดนี้จนทำให้ผลลัพธ์ของการเมืองในแต่ละช่วงเปลี่ยนได้เร็ว"
เช่นการที่ กกต.ชี้เรื่องหุ้นของ ส.ส. สว.ใช่ไหม
"โดยอุดมคติคือการตรวจสอบซึ่งกันและกัน แต่ในความเป็นจริงมันพันกัน จนรัฐบาลก็ไม่กล้าตัดสินใจอะไร เพราะกลัวจะผิด ทุกอย่างก็เลยล่าช้า การกระทำทุกอย่างไม่แน่นอน ทำแล้วมันจะย้อนกลับได้ไหม มันเกิดการที่ระบอบทำงานโดยไม่สัมพันธ์กัน และไม่มีแกน"
"ในยุคหนึ่งเราเชื่อว่ามีปีศาจร้ายหนึ่งตัว แต่ในปัจจุบันเรากำลังเจอปัญหาระบอบมันไม่สัมพันธ์กันเลย ทุกเรื่องเปลี่ยน พลิกผันได้หมด วันนี้ทำงาน link กัน ศาลมาตัดสินอย่างนี้ อีกวันศาลตัดสินอีกอย่าง หรือยังไม่ตัดสิน เรื่องมันวุ่นวายไปหมด จนกระทั่งถ้ามองในทั้งระบอบต้านทักษิณแล้ว มันมีปัญหาของมัน และสุดท้ายถ้าเราไม่เข้าใจระบอบต้านทักษิณ ที่เป็นระบบจริงๆ มันก็จะเสี่ยงมาก เราจะยินยอมสังเวยคุณอภิสิทธิ์ เพื่อเอาคนอื่นขึ้นมาแทนตลอด ทั้งๆ ที่เราเห็นว่ามันมีทั้งระบอบ แต่เราไปโฟกัสวิพากษ์วิจารณ์คุณอภิสิทธิ์คนเดียว"
"คุณวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของทหารไหม คุณวิพากษ์วิจารณ์บทบาทของฝ่ายตุลาการในการตัดสินคดีต่างๆ ไหม ซึ่งไม่ได้เกี่ยวแค่การตัดสิน มันเกี่ยวกับความเร็วในการตัดสิน มันเกี่ยวกับเรื่องอะไรอีกเยอะแยะ ถามว่ารัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ทำงานแค่ไหน เขาทำงาน แต่ว่าสุดท้ายแล้วมีปัญหาภาพลักษณ์ การบริหารความรู้สึกของคน มันมีปัญหา เรื่องหวัด 2009 ก็เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เริ่มจะต้องถอยตัวเองออกมา คือเลิกมองว่าเป็นปัญหาการเมือง จะเริ่มเห็นแล้วว่าเป็นปัญหาซึ่งจำเป็นต้องใช้การเมืองในการแก้ ก็คือใช้ประชาธิปไตยในการเปิดเผยข้อมูลต่างๆ เลิกมองว่าทุกคนถามคำถามนี้โดยมีจุดประสงค์ทางการเมือง เนื่องจากเรากำลังเผชิญปัญหาที่ไม่มีใครรู้ทางออก ฉะนั้นการเปิดให้เกิดสังคมประชาธิปไตยจึงสำคัญ มันสำคัญกว่าการมีเพียงผู้บริหารโปร่งใสหรือไม่โปร่งใส มันเป็นเรื่องที่คุณกำลังเผชิญความเสี่ยงร่วมกันทั้งโลก"
ถ้าเราดูหลังสงกรานต์ที่เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำ เหมือนอภิสิทธิ์มั่นคงมาก มีเวลา แต่ทำไมตกเร็วมาก กระทั่งฝ่ายทักษิณกลับมาชนะเลือกตั้งและมีคะแนนนิยมสูงขึ้น
"ผมตอบ 2 อย่างนะ อย่างแรกคือในทางวิชาการ เราค่อนข้างละเลยการศึกษาประชาชนมาเป็นเวลานาน คือในสมัยโบราณ ศัพท์ฝ่ายซ้ายต่างๆ เราเคยศึกษาเรื่องจิตสำนึกชาวนา จิตสำนึกปฏิวัติ แม้กระทั่งพฤติกรรมทางการเมืองของประชาชน ช่วงหลังเราไม่ค่อยศึกษา เราศึกษาเพียงวาทกรรม ศึกษาอุดมการณ์ต่างๆ ศึกษานโยบาย ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกล่อมเกลา ครอบงำ ซื้อเอาใจประชาชน แต่เราขาดการศึกษาวิเคราะห์ประชาชน งานทางวิชาการว่าด้วยการศึกษาวิเคราะห์ประชาชนน้อย มีแต่งานวิเคราะห์นโยบาย วิเคราะห์กลยุทธ์การตลาดการเมือง วิเคราะห์โครงสร้างอำนาจในรัฐธรรมนูญ นอกรัฐธรรมนูญ แต่เราขาดความเข้าใจที่มีกับประชาชน นี่ก็เป็นส่วนแรก"
"คำถามต่อมาที่ทำไมมันมีการพลิกผัน ผมคิดว่าสถานการณ์โลกสำคัญ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โลกมาโดยตลอด เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยน แนวนโยบายที่ไม่ได้เน้นความเข้าใจและการกำหนดจังหวะท่าทีในการเกี่ยวพันกับโลกอย่างชัดเจน มันทำให้เมื่อมีปัญหาขึ้นมาก็ตอบปัญหาได้ยาก พูดง่ายๆ คุณมีระบอบ 2 ระบอบ ระบอบแบบทักษิณคือระบอบที่กระโจนเข้าสู่โลก กับระบอบที่เน้นความเข้มแข็งของตัวเอง เห็นว่าโลกมันผันผวนคุณต้องเข้มแข็งก่อนที่จะก้าวเข้าสู่โลก มันก็เกิดปัญหาขึ้นมาทันทีว่าในความผันผวนของโลก เมื่อคุณไม่ยอมกระโจนเข้าสู่โลก แต่คุณกำหนดจังหวะที่จะสัมพันธ์กับโลกไม่ได้ คนที่เดือดร้อนเขาก็ไม่ฟังคุณแล้ว ในขณะที่อีกคนพยายามจะสร้างภาพว่าเขาจะทำให้คุณก้าวเข้าสู่โลกได้ เขาจะทำให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของโลก เขาจะทำทีวีให้มี 3 ช่องให้คุณฟรีๆ ขณะที่อีกฝ่ายไม่ได้มีคำตอบเลยว่าประชาชนจะเกี่ยวพันกับโลกอย่างไร ตั้งแต่เป็นรัฐบาลมาเดินสายกับนายทุนตลอดเวลา คุณต้องพยายามเอาอกเอาใจนายทุน โยนเงิน 2,000 บาทให้คนเอาเงินไปโยนให้นายทุนเร็วที่สุด แต่สิ่งสุดท้ายคือคุณไม่เคยตอบคำถามเชิงรูปธรรมว่าคนยากคนจนจะเกี่ยวพันกับโลกอย่างไร"
ดูเหมือนรัฐบาลก็พยายาม เช่นตอนนี้บอกว่าจะเอาเงินลงชนบทลงจังหวัดต่างๆ
"แต่ปัญหาคือการทำโครงการอย่างนั้นไม่มีรูปธรรม มีความพยายามที่บอกว่าจะทำ แต่คุณดันไปมองว่านั่นเป็นการจะทำในระยะยาว แต่ระยะสั้นคุณแก้ปัญหาโดย 2,000 บาท คุณไม่มีโครงการระยะสั้นให้คนจน คุณแก้โดยการใช้วาทกรรมพอเพียงตลอด คุณโยนเข้าไปในเรื่องพอเพียง หรือโยนให้เป็นโครงการที่มาจากพรรคอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่แย่งคะแนนเสียงคุณทักษิณ แต่พอทำจริงๆ ก็มีปัญหาทุจริต สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้"
"ความรู้สึกสัมพันธ์กับรัฐบาล ผู้นำรัฐบาลเป็นผู้นำซึ่งความทุกข์ยากของประชาชน มันไม่มี สิ่งนี้เป็นปัญหาในเชิงภาวะผู้นำมาก เพราะคุณทักษิณรวยกว่าคุณอภิสิทธิ์กี่เท่า ทำไมชาวบ้านเขารู้สึกว่าคุณทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของเขา คุณทักษิณใช้คำว่าผมเคยจนมาก่อน ทั้งๆ ที่รวยตลอด แต่ชาวบ้านรู้สึกว่าคุณทักษิณเข้าใจและเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาชาวบ้าน ทั้งๆ ที่ในภาพรวมคือเมื่อแก้ปัญหาแล้วมันก็มีปัญหาทุจริต ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจำนวนมาก แต่อย่างน้อยชาวบ้านเขารู้สึกว่าคุณทักษิณเข้าใจเขา มันก็คงเหมือนเซลส์แมนที่เข้าไป ชาวบ้านรู้สึกว่าเข้าใจเขาแต่จะโกงเขา ขณะที่ชาวบ้านไม่รู้ว่าคุณอภิสิทธิ์เข้าใจปัญหาของชาวบ้านหรือเปล่า"
"คุณอภิสิทธิ์เคยมีทฤษฎีในการอธิบายความยากจนของชาวบ้านไหม ถ้าคุณทักษิณมีทฤษฎีว่าความยากจนนั้นเกิดจากการที่คุณไม่เข้าไปเกี่ยวพันกับโลก ถ้าคุณทักษิณมีคำอธิบายว่าความยากจนคือคุณยังขาดโอกาส คุณต้องการโอกาส รัฐบาลมีหน้าที่เสริมโอกาสให้คุณ และคุณเข้าไปในเชิงรูปธรรม เช่น OTOP พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีทฤษฎีในการอธิบายกับคนยากคนจนว่าจะต้องมีความเข้มแข็งก่อนที่จะเกี่ยวพันกับโลก คุณอภิสิทธิ์มีทฤษฎีอะไร คุณกรณ์มีทฤษฎีอะไร ในการอธิบายให้คนยากคนจนฟังว่าเขาเข้าใจปัญหาของคนยากคนจน นี่คือปัญหาสำคัญ คุณมีโฆษกจำนวนมาก แต่โฆษกมีหน้าที่โต้ตอบ ไม่เคยมีหน้าที่อธิบายได้ โครงการไทยเข้มแข็งอธิบายได้ไหมว่าไทยไม่เข้มแข็งเพราะอะไร อธิบายและให้ประชาชนเชื่อมั่นในสิ่งซึ่งเขาอธิบายได้อย่างไร"
รัฐบาลก็จะทำโครงการลงจังหวัดต่างๆ เช่นถนนปลอดฝุ่น
"เวลาที่คุณอภิสิทธิ์พูดถึงตัวโครงการไม่ได้พูดถึงโครงการ แต่พูดถึงนโยบายกว้างๆ โครงการมันก็ลงกับพรรคต่างๆ คือเป็นเรื่องน่าสงสาร คุณอภิสิทธิ์ไม่พร้อมแต่จำเป็นต้องขึ้น เพราะระบอบนี้เอาใครไม่ได้แล้ว เพราะคนก่อนหน้าระดับองคมนตรียังเอาไม่อยู่ พอกลับมาหานักการเมืองคุณก็เจอนักการเมืองแบบนี้ เพราะคุณมี choice แค่ 2 แบบคือนักการเมืองที่ clean แต่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ กับนักการเมืองที่ corrupt แต่มีโปรเจ็คให้ประชาชน ได้รับความนิยม"
"ปัญหาความชอบธรรมขนาดใหญ่อีกอันหนึ่งของระบอบใหม่ ไม่ใช่ปัญหาคุณอภิสิทธิ์ แต่เป็นระบอบที่เอาคุณอภิสิทธิ์ขึ้นมา ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย มันเป็นระบอบของคนที่ไม่เอาทักษิณ ระบอบของพลพรรคที่ไม่เอาทักษิณ อย่าไปมองว่าเป็นอำมาตย์ มันมีนายทุน มันมีชนชั้นผู้ดี มันมีคนชั้นกลางบางกลุ่ม คนจนที่ไม่เอาทักษิณก็มี เราเรียกว่าระบอบของคนที่ไม่เอาทักษิณก็ได้"
"ระบอบนี้มีปัญหาคือมันไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง การเข้าใจประชาธิปไตยต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน ประชาธิปไตยที่ชอบพูดกันในเชิงคลาสสิค อธิบายได้ว่าประชาธิปไตยมีที่มาจากประชาชน และทำประโยชน์เพื่อประชาชน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับมิติที่ 3 ที่สำคัญคือกระบวนการ เมื่อคุณไม่เข้าใจกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นหนึ่งในนั้น ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย การอ้างที่มาและเป้าหมายและประชาธิปไตยมันทำให้ระบอบอื่นเข้ามาอยู่ในระบอบประชาธิปไตยได้ คุณสามารถมีระบอบรัฐประหารที่อ้างว่ามาจากประชาชนและทำเพื่อประชาชน แต่กระบวนการที่ทำมันไม่เป็นประชาธิปไตย ในเมื่อการเมืองไทยในระบอบนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง และรู้ว่าถ้าเลือกตั้งอีกก็แพ้อีก ประชาธิปไตยของไทยก็จะมีปัญหาไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นประชาธิปไตยที่มีแต่หลักนามธรรม แต่คุณไม่สามารถแก้ปัญหากระบวนการประชาธิปไตยได้ คุณสามารถมีศาลซึ่งทำงานเพื่อประชาธิปไตยได้ อ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่กระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าพูดถึงประชาธิปไตยต้องตอบด้วยว่าที่มา เป้าหมาย และกระบวนการ เป็นประชาธิปไตยไหม กระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะมันบี้กันอยู่ในสภาในการตั้งรัฐบาลนี้ และรัฐบาลนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า ทั้งหมดที่ทำมันอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย มันเป็นปัญหาตั้งแต่จุดตั้งต้นของรัฐบาล"
ถ้าเรามองความหวังของรัฐบาลตอนนี้ก็คือหวังว่าจะกระจายงบประมาณ ดึงไปให้ถึงปลายปีที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเป็นบวกแล้วไปรอดได้
"นี่ก็เป็นปัญหาเพราะปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่มาจากภายนอก คำถามคือถ้าคุณไม่เกี่ยวพันกับโลกภายนอกคุณจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าคุณเกี่ยวพันกับโลกภายนอกคุณสามารถที่จะวัดอัตราการเติบโตได้ แต่คุณวัดการกระจายรายได้ไม่ได้ แต่ในปัจจุบันคุณวัดอัตราการเติบโตก็ไม่ได้ คุณก็ไม่สามารถวัดการกระจายได้ด้วย คุณจะเอา index อะไร เอาตัวชี้วัดอะไร ถ้าคุณคิดว่าไม่ต้องการอัตราการเติบโต คือถ้าติดลบ แต่บอกได้ไหมความเท่าเทียมกันในสังคมเพิ่มขึ้น ไม่มีเลย ตัวแปรปัจจุบันนี้เป็นตัวแปรความรู้สึกหมดเลย ความสุข แล้วคุณวัดอะไรทางเศรษฐกิจได้ และคุณก็กอดนายทุนตลอดเวลา นายทุนไม่มีความจงรักภักดีกับใคร และไม่มีความจงรักภักดีกับรัฐบาล วันนี้เขาบอกว่าบ้านเมืองแตกแยกแล้วให้เงียบซะ วันรุ่งขึ้นเขาอาจจะบอกว่ารัฐบาลไม่ได้เรื่องแล้วควรจะออกไป อย่าไปพึ่งพานายทุน คุณต้องพึ่งพาประชาชน และเขาจะเป็นคนมาโอบล้อมคุณ ถ้าคุณจะจัดการนายทุนถ้าคุณมีประชาชนเป็นพวก นายทุนก็ทำอะไรคุณไม่ได้ แต่คุณไปกอดนายทุน ชาวบ้านเขาไม่เอาคุณ นายทุนก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่"
สงครามสื่อ
ถ้าคะแนนนิยมยังตกอยู่อย่างนี้และไม่มีจุดพลิก จะไปสู่ทางตันไหม
"รัฐบาลอาจจะเพลี่ยงพล้ำลง แต่ถ้าเรามองภาพรวมระบอบ เขาคิดว่าเขามีไม้ตาย เพราะถ้าเริ่มตัดสินคดีทักษิณมากขึ้น สังคมก็จะเปลี่ยนมุมมอง โดยเขาก็รอให้ส่วนนี้ทำงานมากขึ้น ก็คือให้ตัดสินคดีทักษิณมากขึ้นแล้วเชื่อว่าประชาชนจะไม่สนับสนุนทักษิณ ทักษิณก็จะเป็นอาชญากรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าคดีความต่างๆ มีความล่าช้าอยู่แล้ว กระบวนการมันไม่ได้รวดเร็ว แต่รัฐบาลต้องตอบคำถามประชาชนทุกวัน"
แต่ถ้าคะแนนนิยมรัฐบาลไม่ขึ้น ทักษิณโดนกี่คดี คนก็ยังนิยมทักษิณอยู่
"ก็ต้องใช้กระบวนการศาลในการกันทักษิณไม่ให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ก็ทำได้เท่านี้ ทำไปเรื่อยๆ"
จะถึงทางตันไหม
"ไม่หรอก สุดท้ายไม้สองของเขาก็คือพยายามดึงคนสนับสนุนทักษิณมาอยู่ฝั่งเขา ถ้าเขาจัดการตัวทักษิณไม่ได้ก็ต้องบี้ให้พรรคเล็กทั้งหลายดึงคนออกจากเพื่อไทย และก็กำหนดกระบวนการต่างๆ ให้กลับไปสู่การเลือกตั้งแบบยุคเก่า อาจจะย้อนไปก่อนชาติชาย กลับไปในยุคเปรม นักการเมืองทุกพรรคไม่สามารถที่จะเป็นรัฐบาลโดยไม่มีการสนับสนุนจากสถาบันอื่นๆ ก็คือต้องย้อนกลับไปในการเมืองยุคนั้น"
ให้เป็นการเมืองหลายพรรคอย่างนั้นหรือ
"ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดกระบวนการที่ลดทอนพรรคของทักษิณลง ซึ่งสามารถจะทำโดยใช้กระบวนการที่มี เช่นการเข้าไปจัดการตัวกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย หรือความเชื่อที่ว่าจะใช้กระบวนการเลือกตั้ง ก็อาจต้องไปเสี่ยงในการเลือกตั้งว่าปล่อยให้มีการทุจริตซะ จะได้ยุบพรรคอีกสักรอบ"
"สิ่งที่เรากำลังจะเจอในระยะต่อไปนี้คือสงครามสื่อ ผมคิดว่าการประกาศบิ๊กเซอร์ไพรส์ของคุณทักษิณเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์จริงๆ ในแง่ความรู้สึกของประชาชน ในเชิงเทคนิคก็คือถ้าคุณสามารถยิงดาวเทียมโดยไม่เกี่ยวพันกับสังคมไทย คุณสามารถอัพสัญญาณขึ้นไป ทุกบ้านรับได้ สงครามสื่อจะเกิดจริง และปิดไม่ได้ มันจะปิดอย่างไรในเมื่อถ่ายทอดออกมาแล้วทุกบ้านรับได้หมด คุณไม่สามารถกันได้หมดหรอก เข้าอินเตอร์เน็ตได้ คุณไม่มีทางที่จะดูไม่ได้ ถ้ารายการโทรทัศน์พวกนี้เขาออนไลน์โดยสามารถใช้โปรแกรมพร็อคซี่ดู การอัพสัญญาณขึ้นมันอัพจากที่อื่น การจัดรายการจัดในประเทศอื่น ยิงสัญญาณขึ้นไปโดยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน คุณจะไปจับเขาอย่างไร ตรงนี้คือการทำลายอำนาจของการควบคุมสื่อทั้งหมด ก็เขาพิสูจน์แล้วว่าเขาทำอะไรเล็กๆ ไม่ได้ เขาพิมพ์หนังสือก็ไม่ได้ ทำวิทยุ ทำทีวีในประเทศก็ไม่ได้ ในระยะนี้ผลจริงๆ คือมันสะเทือน ถ้าเขาทำสถานีมาจากข้างนอก คนรับได้ ยุ่งล่ะทีนี้ ถ้าเขาออกในประเทศไม่ได้แต่ออกต่างประเทศได้มันก็ยุ่งแล้ว ฐานของสังคมเปลี่ยน สังคมมันเกี่ยวพันกับโลกมากขึ้น มันกันไม่อยู่หรอก และโลกเขาไม่ฟังคำอธิบายทางการเมืองแบบที่คุณพยายามพูดตลอดเวลา เขามีสิทธิ์ถามเขามีสิทธิ์สงสัย ผมคิดว่าสงครามสื่อจะเป็นสงครามระยะนี้ และยิ่งถ้ารัฐบาลมีการทุจริตไปเรื่อย คือรัฐบาลตกอยู่ในฐานะที่จะต้องโดนอยู่แล้ว"
อย่างนี้รัฐบาลมีแต่ทรงกับทรุดสิ
"รัฐบาลทรงกับทรุดอีกเรื่องหนึ่ง แต่ระบอบไม่เอาทักษิณซึ่งใหญ่กว่ารัฐบาลจะทรุด ระบอบนี้ที่ไม่เอาทักษิณและกำลังจะทรุดก็จะลำบากกว่า และเราจะเห็นเองว่ามันมีรอยปริ ซึ่งอาจกดดันรัฐบาลภายในโดยระบอบนี้ เพราะระบอบไม่เอาทักษิณเป็นระบอบใหญ่ และมีจุดร่วมมีจุดเดียวจริงๆ คือไม่เอาทักษิณ อย่าไปเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย ถ้าวาทกรรมระบอบทักษิณทำให้คุณทักษิณถูกถามคำถามได้ วาทกรรมระบอบไม่เอาทักษิณก็ต้องเป็นคำถามที่ถามพวกไม่เอาทักษิณเหมือนกันว่าจะเอาอย่างไร คุณไม่สามารถขี่กระแสไม่เอาทักษิณปกครองประเทศไปได้เรื่อยๆ หรอก คุณต้องมีผลงานมากกว่าสร้างคุณทักษิณเป็นปีศาจอย่างเดียว การที่คุณต้องตอบคำถามเรื่องทักษิณกับสังคมมันเรื่องหนึ่ง แต่การบริหารประเทศคุณจะมาอ้างตลอดว่าทำโน่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้เพราะคุณทักษิณอยู่เบื้องหลังทุกเรื่อง วันหนึ่งมนต์ตรงนี้จะคลาย และมันจะตอบได้ว่าคุณมีความสามารถเพียงพอหรือเปล่า"
"ปัญหาใหญ่คือ 6 เดือนของรัฐบาลกับ 6 เดือนของระบอบไม่เอาทักษิณ ซึ่งเป็นระลอก 2 มันน่าสนใจ เพราะระลอกแรกมันคือระบอบตรงๆ ระบอบหลังรัฐประหาร แต่นี่มันคือระบอบการรัฐประหารเงียบ ซึ่งเป็นระบอบที่มาจากการบี้กันจนทำให้พรรคนั้นถูกยุบ 2 ครั้ง และก็ทำให้รัฐบาลนี้ขึ้นมาได้ รัฐบาลไม่ใช่หัวของระบอบ ระบอบนี้เป็นความเชื่อมโยงของกลุ่มคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะไม่มีใครเป็นหัวเลย แต่มันมีผลประโยชน์มันมีความเชื่อร่วมกันของนักวิชาการ ของคนนั้นคนนี้จำนวนมาก ล่าสุดคุณก็เห็นมีนักวิชาการออกมาให้ความรู้เรื่องการถวายฎีกา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านเขาทำกันมานานแล้ว มันเป็นหนึ่งในระบอบไม่เอาทักษิณ ระบอบนี้คือรอบ 2 แล้ว รอบแรกก็พังไปแล้วกับสุรยุทธ์ การเลือกตั้งพิสูจน์แล้วว่าคุณพัง รอบนี้จะจบอย่างไร นี่ต่างหาก"
"ผมอยากใช้โอกาสนี้ชี้ว่าอย่าเอาอภิสิทธิ์เป็นแพะ อภิสิทธิ์ไม่ใช่แพะ ฉะนั้นห่วยไม่ห่วย ต้องมองทั้งระบอบว่ามีใครบ้างที่ไม่เอาทักษิณ และคนพวกนี้จะตอบคำถามสังคมเรื่องอื่นอย่างไร จะแก้ปัญหาสังคมอย่างไร"
"อย่าปล่อยให้คนในระบอบนี้ฉวยโอกาสความไม่พอใจของเราที่มีต่อรัฐบาล ในความไร้ประสิทธิภาพของอภิสิทธิ์ ไปกดอภิสิทธิ์ออกแล้วเอาคนอื่นขึ้นมาแทน คนที่จะไปกดอย่างนั้นต้องถูกตั้งคำถามด้วย เช่นคนที่เชียร์ คมช. และไปด่าว่าอภิสิทธิ์เอาแต่เปิดงาน ต้องถูกถามด้วยว่าแล้วคุณเป็นส่วนหนึ่งของการให้คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาตั้งแต่แรกไหมเล่า อย่าปล่อยให้คนเหล่านี้ลอยนวลแล้วไปบี้รัฐบาลหรือเปลี่ยนหัวรัฐบาลอย่างเดียว คนเหล่านี้ต้องรับผิดชอบด้วย คุณอภิสิทธิ์เป็นเพียงปัญหาเดียวของระบอบ มันมีอะไรมากกว่านี้"
มองว่าจะไปลงเอยแบบไหน
"ผมคิดว่าโดยอุดมคติก็คือการอยู่ในระบอบนี้เพื่อทำให้คุณทักษิณโดนข้อหาให้ได้มากที่สุด เพิ่มคดีความ ทำตรงนี้ออกมาให้ได้มากที่สุด ก็คือทำลายทางการเมืองให้ได้มากที่สุด และหวังพึ่งเศรษฐกิจโลกว่ามันจะบูม แต่มันบูมไม่ได้หรอก อย่างที่เคยบอกว่านัยของพันธบัตรรัฐบาลมีปัญหา คือโอเครัฐบาลระดมทุนได้แต่การที่คุณเอาเงินของคนรวยเข้ามา มันจะตอบปัญหาความเท่าเทียมในสังคมอย่างไร ในเมื่อคุณระดมเงินได้ คุณก็มีสิทธิ์เอาเงินก้อนนี้ไปทำโครงการให้กับคนในเมืองได้เพราะคุณระดมเงินมาจากคนในเมือง คุณก็สามารถทำรถไฟฟ้าได้ ทั้งที่จริงๆ มันก็เหมือนเดิม มันคือการกู้เงินแบบหนึ่งที่คนทั้งประเทศต้องแบกหนี้ แล้วคุณจะมาทำรถไฟฟ้าได้อย่างไรล่ะในเมื่อมีปัญหาอีกเยอะในประเทศ มันทำให้รู้สึกว่าคนกลุ่มหนึ่งสามารถที่จะมีส่วนในประเทศได้มากกว่าคนกลุ่มอื่น เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะ"
"คือถ้าจะให้ผมพูดตอนนี้มันจะเหมือนซินแสที่มาบอกว่ารัฐบาลจะอยู่ได้กี่วันกี่เดือน ผมอยากจะบอกเพียงว่าอย่าประเมินผลงานรัฐบาลอย่างเดียว ต้องประเมินผลงานบรรดาพันธมิตรของรัฐบาลว่าเขามีส่วนอะไรในการทำให้การบริหารประเทศเป็นแบบนี้"
ตอนนี้ก็สะเปะสะปะอย่างเห็นได้ชัด พันธมิตรไปทาง ทหารลอยหนีไปอีกทาง
"ทุกคนก็มีผลประโยชน์ของเขา ระบอบนี้ให้ผลประโยชน์กับเขาโดยตรงไม่ได้ ระบอบนี้ไม่สามารถให้งบประมาณทหารจำนวนมหาศาลได้ ระบอบนี้ไม่สามารถทำให้พันธมิตรยึดสื่อหลักได้ทั้งหมด ขนาดสมัยสุรยุทธ์ยังทำได้แค่ไม่กี่วัน นี่ก็เหมือนกัน การปกครองประเทศมันไม่ง่ายอย่างนั้น ผมวิจารณ์อย่างนี้และไม่ได้วิจารณ์ว่าอย่างนั้นสมควรจะชื่นชมถ้าระบอบนี้จัดการทักษิณได้ ไม่ใช่ ผมพยายามจะบอกว่ากระบวนการที่ไม่เอาทักษิณ สุดท้ายคุณก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ คุณสามารถสร้างจุดร่วมเพื่อเกลียดคนคนหนึ่งได้ ทำลายคนคนหนึ่งได้ แต่การ move สังคมไปในอนาคต คุณทำไม่ได้ คุณไม่มีความสามารถพอที่จะจัดการกับระบบเศรษฐกิจโลก ขณะที่ประเทศไทยมันผูกพันกับโลก"
และจัดการกับคนจนไม่ได้ด้วย
"คุณเข้าไม่ถึงเขา โอเคคนที่เข้าถึงก่อนเขาโกง แต่ตัวคุณก็แก้ปัญหาให้เขาไม่ได้"
ถ้าเลือกตั้งก็กลัวทักษิณชนะอีก ก็พยายามจะไม่ให้มีเลือกตั้งเร็ว
"ประการแรกคือไม่มีโดยเร็ว สองมี ก็รอไปบี้ จัดการทุจริต ซึ่งการทุจริตเกิดแน่นอน แต่วิธีคิดในเรื่องการจัดเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมโดยใช้การยุบพรรคมันไม่ได้สร้างศรัทธาให้กับประชาชน มันเป็นการปฏิเสธอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนในหลายๆ พื้นที่ซึ่งกรรมการพรรคเขาไม่ได้โกงในเขตนั้น ต่อให้สมมติว่าคนคนนี้เขารู้เห็นในกระบวนการยุบพรรค แต่ในพื้นที่เขาไม่ได้โกง แล้วคุณไปตัดสิทธิประชาชนที่จะให้คนเหล่านี้เป็นส.ส.ได้อย่างไร มันผิดหลักประชาธิปไตย โอเคมันถูกหลักประชาธิปไตย ตรงที่การเลือกตั้งในพื้นที่ที่ถูกกล่าวหามันไม่บริสุทธิ์ แต่การลงโทษโดยยุบพรรค มันไม่ได้ตอบคำถามว่าคุณให้ความสำคัญกับประชาชนที่เขาเลือกกรรมการพรรคเหล่านั้นอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไร เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ผิดในพื้นที่ของเขาเอง อันนี้เป็นประเด็นใหญ่นะ มันก็เลยทำให้ศรัทธาที่มีกับระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอน"
ที่บอกว่าในทางวิชาการละเลยการศึกษาประชาชน หมายถึงคนชนบทนิยมทักษิณเพราะเข้าถึงเขามากกว่าใช่ไหม
"ผมคิดว่ามันเกิดลักษณะสำคัญขึ้นมาในสังคมในยุคทักษิณ คือทักษิณทำให้เห็นว่านอกเหนือจากผู้อุปถัมภ์ในระดับท้องถิ่นแล้ว ทักษิณเองสามารถเป็นผู้อุปถัมภ์ในระดับชาติได้ ดังนั้นประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ถ้าทักษิณให้เขาไม่ได้ วันนี้เขาก็ยังมีผู้อุปถัมภ์เดิม ถ้าผู้อุปถัมภ์เดิมไม่ทำงานร่วมกับทักษิณ เขาอาจจะถามคำถาม เขาอาจจะเคลือบแคลงใจมากกว่า แต่ขณะเดียวกันถ้าผู้อุปถัมภ์เดิมกับทักษิณจับมือกัน เขาก็อาจจะรู้สึกว่าเขาได้ความมั่นคงหลายๆ มุมมากกว่า ผมไม่เชื่อว่าชาวบ้านเลือกอะไรแบบขาวดำ ผมคิดว่าเวลาชาวบ้านมอง การมีทักษิณมันเป็นการเพิ่มช่องทางให้เขา และช่องทางนี้ถูกตัด แต่ในทุกๆ ครั้งทักษิณให้ความหวังกับเขา เขาก็จะรู้สึกว่ามีความหวังมากขึ้น จากช่องทางปกติที่เขามีอยู่แล้ว เขาไม่ได้คิดว่าการเลือกทักษิณจะทำให้เขาได้อะไร มันเป็นการเพิ่มช่องทางให้เขามากกว่า"
ถ้าอย่างนี้ทักษิณก็จะได้ความนิยมอยู่ตลอด
"ไม่ เพราะตัวทักษิณเองก็ขึ้นลงตามจังหวะเหมือนกัน กว่าจะกลับมาสู่วันนี้เขาก็เพลี่ยงพล้ำไปมาก หลังจากกระแสเสื้อแดงลง เพราะตอนนั้นเขามาโหนกระแสเสื้อแดง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาควรจะทำคือทำด้วยตัวเขาเอง ความนิยมของเขาในช่วงนี้ก็เกิดจากตัวเขาเอง ไม่ได้เกิดจากการโหนกระแส ผมคิดว่าเขาเริ่มกลับมาเรียนรู้แล้วว่าเขามีหน้าที่กำหนด agenda โดยตรง ไม่ใช่ทำงานเบื้องหลังแก๊งสามคน พอมีกระแสแล้วค่อยออก แต่เขามีความสามารถในการลงไปถึงประชาชนเอง การโฟนอินของคุณทักษิณมีลักษณะพิเศษก็คือเขาเข้าหาคนในหลายๆ ที่ และมีลักษณะเฉพาะ เขาพูดภาษาอีสานเขาพูดภาษาเหนือ ขณะที่นายกอภิสิทธิ์บอกว่าเข้าถึงประชาชน แต่เป็นการเข้าถึงที่ประชาชนเข้าไม่ถึง"
"ล่าสุดที่เพลี่ยงพล้ำที่สุดก็คือการมาอ้างว่าใน twitter ไม่ได้เขียนเอง เป็นอีกกลุ่มหนึ่งเขียน ควรจะบอกไปเลยว่าให้คนกลุ่มนั้นเขียน เพราะมันทำให้คนรู้สึกว่าคุณอภิสิทธิ์มีตัวตนจริงๆ การที่คุณไปใช้วิธีบอกว่าคนกลุ่มนั้นไม่เกี่ยว ทำเองโดยไม่ปรึกษาคุณอภิสิทธิ์ มันไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์คุณดีขึ้น ถ้าคุณบอกว่าคุณเขียนเอง มันก็จะมีคนที่คิดว่าคุณอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญ แต่ไม่จำเป็นที่คุณอภิสิทธิ์จะเขียนเอง บอกว่าทีมงานเขียนตามเจตจำนงคุณอภิสิทธิ์ก็ได้ และคำพูดคุณก็ไม่มีใครว่าผิด แต่นี่ไปทำให้คนที่เชียร์รู้สึกว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีตัวตน ไม่แท้ คุณอภิสิทธิ์จะลำบากกว่าเดิมอีก ในสงครามสื่อ เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ก็จะมีหน้าที่ตอบคำถามสื่อเป็นหลัก และคนยังจะรู้สึกว่าไม่สามารถค้นพบความเป็นตัวตนคุณอภิสิทธิ์"
อุ้มกันมาอย่าลอยนวล
ถ้าทักษิณสามารถใช้สื่อของตัวเองอย่างที่ว่า ก็เป็นการเข้าถึงประชาชนโดยไม่ต้องผ่านสื่อกระแสหลัก
"ตรงนี้จะอันตรายเพราะดาวเทียมต่างๆ มันถึงประชาชนในชนบทมากกว่าคนชั้นกลางในเมืองแล้วนะ เคเบิลท้องถิ่นที่เขาสอยสัญญาณฟรีพวกนี้ราคาไม่แพง ราคามันเท่ากับหนังสือพิมพ์ สมมติเดือนละ 300 บาท ก็คือหนังสือพิมวันละ 10 บาท มันมีทฤษฎีอยู่ 2 ทฤษฎี ทฤษฎีแรกบอกว่าคนจนไม่มีปัญญาซื้อ แต่สองคุณลืมไปว่าคนจนมีปัญญาที่จะลงทุน เช่นคนจนรู้สึกว่าถ้าซื้อน้ำเสียก็ไม่ต้องเดิน 3 ชั่วโมงไปตักน้ำ ก็เอาเวลาไปทำมาหากินอย่างอื่น ถ้าคนจนรู้สึกว่าการที่เขาซื้อข้อมูลข่าวสารเหล่านี้แล้วทำให้เขาเข้าใจโลกมากขึ้น ขายของได้ ลูกได้เรียนหนังสือ เขาเพิ่มเงินอีก 300 บาท แล้วลูกเขาได้เรียนพิเศษ ความรู้สึกมันเปลี่ยน โลกของคุณทักษิณเป็นโลกที่ก้าวไปข้างหน้า มันพูดถึงคนรุ่นต่อไปว่าจะได้อะไรมากขึ้น ขณะที่โลกที่รัฐบาลหรือระบอบที่ไม่เอาทักษิณพยายามบอกก็คือ ให้พอใจกับสิ่งที่ตัวคุณมีในขณะนี้ ในขณะที่คนชนบทมีความรู้สึกตลอดเวลาว่าเขาไม่เท่าเทียมกับคนอื่น การไปบอกว่าการไม่เท่าเทียมกับคนอื่นเป็นสิ่งที่คุณต้องทำใจ มันตอบคำถามในสังคมประชาธิปไตยไม่ได้"
"เรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สงครามสื่อจะเป็นสงครามใหญ่ ถ้าพรุ่งนี้คุณทักษิณสามารถจัดรายการวิทยุ หรือจัดรายการทีวีเองทุกสัปดาห์เหมือนเดิม คุณว่าใครจะไม่ฟัง โดยธรรมชาติคุณทักษิณเข้าใจสื่ออยู่แล้ว สื่อก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปซักคุณอภิสิทธิ์ เดี๋ยวคุณอภิสิทธิ์พูดเสร็จคุณทักษิณโต้ ยังไงก็เพลี่ยงพล้ำ เส้นแบ่งของความเป็นสื่อแท้กับสื่อเทียมจะหายไป การที่สื่อกลุ่มหนึ่งอ้างอภิสิทธิ์ว่าตัวเองเป็นสื่อแท้จะหมดไป เพราะสุดท้ายแล้วการเข้าถึงประชาชนจะเป็นหัวใจสำคัญของสื่อ"
"และความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับคุณอภิสิทธิ์ก็จะไม่แนบแน่น เพราะว่าสื่อก็ต้องขาย โดยธรรมชาติของสื่อ ผมไม่ได้มองว่าสื่อมีอุดมการณ์อะไร เป็นเรื่องที่คุณต้องมีอยู่แล้ว แต่ความสามารถในการขายข่าวของคุณ คุณจะจบ"
ที่บอกว่าจะเปิดช่อง OTOP อาจจะขายไม่ออกก็ได้ แต่ทำให้ชาวบ้านมีความหวังใช่ไหม
"มันอาจจะขายไม่ได้ แต่มันเป็นความสามารถทำให้สิ่งซึ่งอยู่ในแต่ละที่ไปปรากฏตัวในโลก มันคือปม ปมหนึ่งของชาตินิยมคือการทำให้คุณรู้สึกว่าคนอื่นยอมรับคุณ คุณมีที่ทางในโลก มันก็เป็นหลักการเดียวกับคุณต้องการมีธูปใหญ่ที่สุดในโลก ยาวที่สุดในโลก คุณต้องการการยอมรับ การมี OTOP มันคือตรงนี้ มันคือจิตวิทยาที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าวันหนึ่งเขาจะได้ไปปรากฏตัวในโลก เขาไม่ต้องผ่านกรุงเทพฯ ช่องที่ 2 เรียลลิตี้คนจนมันเป็นการพิสูจน์ว่าเขาต้องการมีที่ทาง เขาต้องการถูกนำเสนอในโลก และอันสุดท้ายที่สำคัญที่สุดก็คือช่องกวดวิชา กวดวิชามันคือการที่คุณรู้สึกว่าระบบรัฐหรือใครต่างๆ มาสนใจอนาคตของพวกคุณ ทุกคนยอมทำงานหนักเพื่อให้ลูกหลานมีอนาคตที่ดี ความรู้สึกต่ำต้อยของคนที่รู้สึกว่าไม่มีเงินจะไปซื้อ service แล้วเขาได้ฟรี ซึ่งจริงๆ ไม่ฟรีเพราะเขาต้องจ่ายเงิน แต่มันคุ้มหรือเปล่าล่ะ 300 กว่าบาท เขามีทีวีดู ที่จริงอาจจะไม่เสียเลยเพราะเพิ่มจากเคเบิลเก่า เขาก็สอยเพราะช่องพวกนี้ฟรี"
รัฐบาลอาจจะสกัดเคเบิลเหล่านี้ได้
"จะไปจับทันยังไง ถ้าเขามีจานของเขาเอง หรือต่อเน็ตของเขา คุณจะไปจับยังไงหมด คุณไล่จับเขาแล้วคุณตอบคำถามโลกยังไง คุณปิดกั้นสื่อหรือเปล่า วาทกรรมเรื่องสื่อแท้สื่อเทียมจะหมดไป"
"อย่าลืมว่าก่อนที่คุณทักษิณจะได้รับความนิยมในวันนี้ คุณทักษิณเคยเป็นฝ่ายค้าน การเติบโตของพรรคไทยรักไทยเห็นชัดว่าเกิดจากกระแสที่ประชาธิปัตย์ทำงานไม่ได้ ทั้งที่ประชาธิปัตย์ตอนนั้นขึ้นมาโดยที่ประชาชนสรรเสริญว่าจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจแทนบิ๊กจิ๋ว อย่าลืมนะตอนนี้คุณทักษิณย้ายไปเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว"
หันมามองอีกด้านทักษิณก็เดินเกมกดดันเรื่องถวายฎีกา ก็เป็นการรุกอยู่เรื่อยๆ
"เกมการถวายฎีกามี 2 เรื่อง เรื่องแรกคือการแสดงพลังของประชาชนเพื่อที่จะเข้าถึงสถาบันที่พวกเขารัก เขาอยากเข้าถึง แต่สิ่งที่สอง สิ่งที่เขาไม่เสียเลย คือการถวายฎีกาจะเปิดโปงให้เห็นว่าระบอบไม่เอาทักษิณจะปรากฏตัวอย่างไร จะปรากฏตัวว่ามีใครบ้าง ซึ่งมันก็ทำให้ฝ่ายนั้นเห็นเองว่าใคร"
ซึ่งปรากฏว่าฝ่ายไม่เอาทักษิณเต้นรุนแรงมาก
"และการเต้นรุนแรงเป็นคุณกับทักษิณ เป็นคุณกับคนที่สนับสนุนทักษิณ เพราะมันทำให้เห็นว่าทำไม
ต้องเต้นแรงขนาดนี้"
"การเต้นเป็นผลร้ายต่อระบอบไม่เอาทักษิณ เพราะเต้นแรงและเต้นเป็นขบวนการ มันก็จะปรากฏตัวในที่สว่าง ประชาชนจะเห็นว่าใครที่เต้นแรง และมันน่ากลัวตรงที่คนที่เต้นแรงไม่ใช่ม็อบ ไม่มีม็อบที่เต้นแรงนะ ไม่มีม็อบต้าน แต่เป็นคนซึ่งใช้ต้นทุนทางสังคมออกมาต้านทั้งนั้น และคนเหล่านี้จะอยู่ต่อไปอย่างไรในสังคมประชาธิปไตย คนเหล่านี้ก็อยู่ในเรื่องถูกผิดมาโดยตลอด และตัวเองก็ถวายฎีกามาเองด้วย"
พิชญ์ย้ำทิ้งท้ายว่า 6 เดือนที่ผ่านมาไม่ใช่แค่รัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบ แต่ระบอบไม่เอาทักษิณต้องรับผิดชอบร่วมกัน
"ปัญหาใหญ่ไม่ใช่รัฐบาล ปัญหาใหญ่คือระบอบไม่เอาทักษิณ ต้องใช้คำนี้ในทางการเมือง เพราะสมัยผมต่อต้านรัฐประหาร พวกคุณก็ด่าว่าผมเป็นพวกทักษิณ ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนด่าทักษิณเป็นคนแรกๆ ฉะนั้นพวกคุณก็ต้องเจอคำถามนี้เหมือนกันว่าพวกคุณคือระบอบไม่เอาทักษิณ พวกคุณใช้วิธีนี้ในการสร้างอำนาจมาแต่แรก ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกับรัฐบาล จะมาด่ารัฐบาลโดยที่เอาตัวรอดไปวันๆ ไม่ได้ พวกคุณด่าว่าพวกผมเป็นสองไม่เอา แล้วจะโยนบาปให้คุณอภิสิทธิ์ทุกๆ เรื่องได้ยังไง ไม่ได้ ระบอบนี้ต้องรับผิดชอบทั้งระบอบ ใน 6 เดือนที่ผ่านมาสื่อได้ทำหน้าที่เปิดโปงคุณทักษิณมากขึ้นหรือเปล่า ก็ไม่ได้ทำอะไร สื่อไม่ได้ทำอะไรที่เป็นระบบเพียงพอที่จะเป็นข้อมูลทำให้คนไม่เอาทักษิณมากขึ้น ทำให้ศาลมีคนโอบล้อมมากขึ้น ไม่มี ไม่ทำ เมื่อทำได้แค่นี้ก็ต้องเจออย่างนี้ แล้วก็โยนขี้ให้อภิสิทธิ์”

เผยแพร่ครั้งแรกในไทยโพสต์ แทบลอยด์ ฉบับวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม 2552

"แม้ว" โฟนอินเชียงใหม่จวกรัฐลิดรอนสิทธิลงชื่อถวายฏีกา

ที่มา ประชาไท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 2 ส.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนากยรัฐมนตรี ได้โฟนอินเข้ามาพูดคุยทางสถานีวิทยุชุมชน เอฟเอ็ม 92.50 เมกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งเป็นสถานีวิทยุของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ถึงการรวบรวมรายชื่อถวายฎีกาส่งให้รายการความจริงวันนี้ ว่า ถ้าส่งไปรษณีย์ไทยหายแน่นอน หรือถ้าฝากผ่านนายอำเภอก็หายแน่นอน ทุกวันนี้คนกลุ่มนี้มีการลิดรอนสิทธิประชาชนทุกอย่าง โดยใช้กระบวนการระบบราชการที่ลิดรอนสิทธิประชาชน ยิ่งเรียกว่าประชาธิปไตยมากเท่าไหร่ รัฐบาลก็ลิดรอนสิทธิประชาชนมากเท่านั้น
"เราต้องเรียกร้องมากขึ้น คิดอะไรก็คิดแบบโง่ๆ ทำอะไรก็คิดด้วยอารมณ์โกรธ คิดแบบไม่มีสติ คิดด้วยอารมณ์อยากจะต่อต้าน ไม่คิดว่าหลักการของประเทศอยู่ที่ไหน ถ้าปล่อยให้เป็นไปตามหลักการประเทศจะไปไกลมากกว่านี้ และเขาเองจะได้รับศรัทธามากกว่านี้ แต่นี้กลับเติมความน่าเกลียดน่าชังให้ตัวเองมากขึ้นทุกวัน ทั้งที่มาจากการเลือกตั้ง" อดีตนายกฯ กล่าว
นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงการแก้ปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ว่า เชื้อเกิดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก แต่ดันมาเติบโตที่ประเทศไทยได้อย่างไรทั้งที่อยู่คนละขั้วโลก ซึ่งทุกประเทศจะจัดการหมด แต่บ้านเรากลับอุ้มไว้ เพราะประเทศไทยทำอะไรไม่เป็น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันตนกินน้ำป๋วยกั๊กที่ใช้ต้มในก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย เพราะใส่ดอกป๋วยกั๊กเป็นดอกไม้แห้งจีน เอาไว้ใส่น้ำต้มเนื้อเปื่อยซึ่งยาทามินฟูลก็สะกัดจากดอกป๋วยกั๊กและยาทามิ นฟูลเอาไว้แก้ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ 2009 ถ้ากินน้ำป๋วยกั๊กแล้วจะแก้ได้ แต่ถ้าไม่กินเนื้อก็กินพะโล้แทนได้ กินน้ำป๋วยกั๊กแต่ไม่ต้องกินตลอดเวลา กินที่ละน้อย ถ้ากินแล้วจะช่วยให้มีภูมิคุ้มกัน
มาร์คเช็กชื่อ ยื่นฎีกา ปลอมต้องรับผิดชอบ
เมื่อเวลา 10.15 น. ที่สนามบินกรมการขนส่งทหารบก ดอนเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงว่า ตนยังไม่ทราบว่าจะมีการยื่นหรือไม่ ถ้ายื่นก็ต้องส่งไปที่สำนักราชเลขาธิการก่อน จากนั้นก็เป็นดุลยพินิจของราชเลขาธิการ สมมติว่าราชเลขาธิการรับไว้ จะส่งมาถามความเห็นของรัฐบาล รัฐบาลก็จะดูความถูกต้องในทุกๆเรื่อง และต้องมีการตรวจสอบรายชื่อว่าเป็นราย ชื่อจริงและมีเจตนาตามที่ทำมาจริงหรือไม่ คนที่ยื่นก็ต้องรับผิดชอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า กระบวนตรงนี้จะถูกนำไปเป็นประเด็นปลุกเร้าต่อให้คนเข้าใจผิดต่อรัฐบาลหรือ ไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่หรอกก็ต้องตรวจสอบตามความถูกต้องตามปกติอยู่แล้ว เมื่อถามว่า แต่เรื่องนี้รู้กันอยู่แล้วว่าส่งเรื่องมาแล้วไม่มีทางเดินต่อไปได้แต่พยายามจะดำเนินการเป็นความพยายามให้เกิดปัญหาอะไรหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยเสนอความเห็นไปยังสำนักราช เลขาธิการ

"กลุ่มไทยนี้รักสงบ" จวกอธิการบดี ขวางถวายฎีกาอภัยโทษ
ที่พรรคเพื่อไทย กลุ่มไทยนี้รักสงบ นำโดย น.พ.วัลลภ ยังตรง อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ประธานกลุ่มฯ ได้แถลงเรียกร้องให้นายก ฯ และอธิการบดีทั่วประเทศ หยุดสร้างความสับสนและแตกแยกในการต่อต้านการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง เพราะการยื่นถวายฎีกาเป็นสิทธิของประชาชน และการพิจารณาเป็นพระราชอำนาจ ตามรัฐธรรมนูญ ที่มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 โดยมาตรา 191 บัญญัติชัดเจนว่า การพระราชทานอภัยโทษถือเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ ดังนั้นกลุ่มที่พยายามคัดค้านถือเป็นการละเมิดพระราชอำนาจหรือไม่
อย่างไรก็ดีวันที่ 5 ส.ค.นี้ กลุ่มไทยนี้รักสงบ จะนำประชาชนจำนวนหนึ่งไปยื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เพราะเห็นว่าการคัดค้านของกลุ่มดังกล่าวผิดกฎหมาย และจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป เช่น การฟ้องศาลปกครอง หรือดำเนินคดีอาญา ฐานล่วงละเมิดพระราชอำนาจ
น.พ.วัลลภ ประธานกลุ่มไทยนี้รักสงบ กล่าวว่า การยื่นถวายฎีกาครั้งนี้ เป็นการร้องทุกข์ของประชาชนที่เห็นว่าในสภาวะเศรษฐกิจไม่ดี คนที่สามารถแก้ไขได้ คือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้นหนทางที่จะทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาบริหารประเทศได้ คือการขอพระราชทานอภัยโทษ ประชาชนจึงพ่วงคำขอในการยื่นถวายฎีกาครั้งนี้ว่า ขอพระราชทานอภัยโทษใ ห้ พ.ต.ท.ทักษิณ
โฆษกเพื่อไทย โต้ มท.สั่งตั้งโต๊ะถอนฎีกาทำสังคมแตกแยก
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค แถลงข่าวกรณีที่พรรคเพื่อไทย เตรียมยื่นเรื่องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) สอบสวน นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ในการตั้งโต๊ะให้ประชาชนถอนชื่อจากการถวายฎีกา ว่า ไม่ว่าที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กองทัพ กระทรวงมหาดไทย และที่ประชุมอธิการบดี ต่างออกมาคัดค้านการยื่นรายชื่อประชาชนถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น จะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ เคยบอกว่าเราเป็นประเทศปกครองโดยประชาธิปไตย ถือเสียงข้างมาก ดังนั้นเมื่อประชาชนรวบรวมรายชื่อ กว่า 5 ล้านชื่อ เพื่อถวายฎีกา พรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นสิทธิของประชาชน และเป็นพระราชอำนาจโดยเด็ดขาดของพระมหากษัตริย์ ราชประเพณี รวมทั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตร 191 ซึ่งการที่รัฐบาล ชนชั้นนำ และกลุ่มอมาตยาธิปไตย ที่ออกมาคัดค้านจึงไม่ควรปิดกั้นการที่ประชาชนจะใช้สิทธิยื่นถวายฎีกา เพราะจะทำให้เกิดความแตกแยกในสังคมต่อไปอีก ซึ่งในระบอบประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมี 1 เสียงเท่ากันหมด
นายพร้อมพงส์ กล่าวว่า การที่ รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ตั้งโต๊ะแจกแบบฟอร์มให้ประชาชนลงรายชื่อถอนการถวายฎีกานั้น ตนได้รับแฟกซ์เอกสารดังกล่าวจาก ส.ส.แพร่ ที่พบว่ามีประชาชน อ.วังชิ้น จ.แพร่ ได้ลงรายชื่อแล้วประมาณ 10 คน ซึ่งการกระทำของ รมว.มหาดไทย และปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นเรื่องที่ไม่สมควร เพราะกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แต่กำลังจะทำให้สังคมแตกแยก
และในวันพุธที่ 5 ส.ค. เวลา 10.00 น. นายพร้อมพงศ์ และนายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมนักกฎหมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทย จะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ให้สอบสวน รมว.มหาดไทย และ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือละเว้นการปฏิบัติ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 259 จากการมีคำสั่งให้ตั้งโต๊ะเพื่อคัดค้านการถวายฎีกา
พธม.ชี้ถวายฎีกาวิธีชี้ตัวศัตรู-ปชป.หยันทักษิณรีบกลับ
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ (กมม.) กล่าวว่า รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงจะต้องมีความจริงจังและจริงใจในการชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการเข้าชื่อถวายฎีกาของกลุ่มนปช. เพราะแกนนำและเครือข่ายระบอบทักษิณ พยายามปล่อยข่าวลวงประชาชนถ้าเข้าชื่อได้จำนวนมากๆ หลายล้านคน ในหลวงจะมีพระราชวินิจฉัยอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงมีคนหลงเชื่อ
ทั้งๆ ที่ แกนนำ นปช.ต่างรู้ดีเป็นไปไม่ได้ การให้ข่าวลวงเช่นนั้น ก็เพื่อหวังให้ประชาชนเข้าใจผิดและสร้างทัศนคติที่ไม่ถูกต้องต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะหากไม่มีการพระราชทานอภัยโทษ ก็จะทำให้ประชาชนหลงเชื่อว่า ในหลวงไม่โปรด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งก็เข้าทางแกนนำ นปช.และ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการเบี่ยงเบนความผิดของตัวเอง ให้เป็นเรื่องระหว่างตัวเองกับสถาบันเบื้องสูง
"นี่เป็นยุทธวิธีขีดเส้นใต้ หรือหมายหัวว่า ศัตรูของนายใหญ่ที่แท้คือใคร ทักษิณ ไม่ได้หวังผลอะไรไปมากกว่านี้ ฉะนั้น รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงจะต้องเร่งสร้างความเข้าใจที่เข้มข้น และเอาจริงเอาจังมากกว่านี้ และอย่าใช้เรื่องนี้เป็นเพียงการเช็คกระแสความนิยมทางการเมืองเท่านั้น หากปล่อยให้ขบวนการเข้าชื่อถวายฎีกาทำกันได้อย่างเปิดเผยแบบนี้ จะกลายเป็นปัญหาความมั่นคงของประเทศในที่สุด ไม่ใช่ความขัดแย้งทางการเมืองปกติธรรมดาอีกต่อไป"
ส่วนที่ นปช.ระบุว่าได้รายชื่อกว่า 5 ล้านคนนั้น เป็นภาพสะท้อนว่าความนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มากมายอย่างที่คุยไว้ เพราะในอดีตพรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงกว่า 19 ล้านเสียง แต่วันนี้ได้รายชื่อเพียง 5 ล้านคน และการล่ารายชื่อถวายฎีกาเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ยังไม่มีสิทธิเลือกตั้งก็เข้าชื่อได้ แต่กลับได้จำนวนน้อยกว่าที่คิด สำหรับการส่งสัญญาณตุลาเลือดของ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร นั้น ก็เป็นเพียงเกมข่มขู่คุกคามสังคมไทย ชี้ให้เห็นว่าคนพวกนี้ ไม่สนใจว่า ประเทศชาติจะแตกแยกแค่ไหน สนใจแต่เพียงความอยู่รอดของตระกูลตัวเองเท่านั้น
พธม.บุรีรัมย์ค้านเสื้อแดงล่าชื่อยื่นถวายฎีกา
ด้านเครือข่ายพันธมิตรจ.บุรีรัมย์ กว่า 50 คนร่วมกันออกมาคัดค้านการล่ารายชื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลังทำบุญและถวายเครื่องสังฆทานแด่พระสงฆ์วัดมะค่าใต้ ต.บ้านยาง อ.เมือง พร้อมชี้ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ผิดพระราชประเพณี ทั้งๆ ที่ผู้ดำเนินการรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็ยังฝืนดำเนินการ เพียงเพื่อต้องการลบล้างความผิดให้กับบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยการระดมมวลชนออกมาสร้างกระแสให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง ทั้งนี้ทางกลุ่มพันธมิตรในพื้นที่จังหวัด ยังเตรียมหารือพร้อมที่จะลงชื่อคัดค้านต่อต้านการล่ารายชื่อของกลุ่มคนเสื้อแดงด้วย

ที่มา: มติชนออนไลน์, ไทยรัฐออนไลน์, กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
"ทักษิณ"โฟนอินคลื่นคนรักเชียงใหม่ 51 จวกประชาชนถูกลิดรอนสิทธิลงชื่อถวายฏีกา อัดแก้ปัญหาหวัดมรณะไม่เป็นปล่อยให้โตในประเทศ แนะกิน "น้ำป๋วยกั๊ก" ในก๋วยเตี๋ยวเนื้อเปื่อย-พะโล้ป้องกันได้ "กลุ่มไทยนี้รักสงบ" จวกอธิการบดี ขวางถวายฎีกาอภัยโทษ ด้านพธม.ชี้ถวายฎีกาวิธีชี้ตัวศัตรู

การเมืองแตกแยกวันนี้ใครกันแน่ที่ผิด

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

Written by SW-Nike_mand
การเมืองที่แตกแยกเป็น 2 ฝ่าย ใครกันแน่ผิด ใครกันแน่ถูก พูดกันไป พูดกันมาหลายครั้ง หลายหน แต่สิ่งหนึ่งที่พูดกันมาโดยตลอดจากชนชั้นกลางก็คือ มองคนรากหญ้าไร้การศึกษา ขาดความเข้าใจทางการเมือง ยอมให้ฝ่ายการเมืองใช้เงินฟาดหัว เรียกง่ายๆ ว่า "ซื้อเสียง" นั่นแหละ
ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานมาก และจะมีต่อไป เสียงจากชนชั้นกลาง ก็จะมองคนรากหญ้า "โง่ เง่า" ต่อไป หากยังเลือกพรรคเพื่อไทย หากต้องเชิดชู "ทักษิณ ชินวัตร" และที่น่าอเนจอนาถใจมากที่สุด ก็ตรงที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามจะปิดกั้น การรับรู้ข่าวสารที่มาจากฝั่งเสื้อแดง มาจาก "ทักษิณ" โดยที่ไม่ได้มองตัวเองเลยว่า อะไรควรทำ และอะไรไม่ควรทำ
สำหรับสิ่งที่คนกลุ่มหนึ่ง ที่มักจะอ้างตัวว่า เป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมมองว่า อำนาจทางการเมืองสามารถซื้อได้ง่ายจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะกลุ่มคนที่สนับสนุนพันธมิตร มักจะอ้างว่า ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในต่างจังหวัดมักจะขายเสียงให้ใครก็ตามที่ยอมจ่ายเงินให้สูงสุด และจำนวนเงินซื้อขายเสียงที่พูดถึงอยู่เสมอคือ 500 บาทต่อ/คน หรือต่อครอบครัว แม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีข่าวทำนองนี้ออกมาบ่อยครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ปัญหาจริงๆ มันคืออะไร ผมอยากจะบอกว่าคนไทยวันนี้ไม่ได้กินหญ้านะครับ หากเข้าไปคลุกคลีกับผู้คนในหมู่บ้านที่ยากจนบอกตามตรงว่า สิ่งที่พวกเขาเลือกพรรคไทยรักไทย / พรรคพลังประชาชน (ถ้าเรียกว่าเป็นการขายเสียง) หรือพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่จากเงินที่เขาหยิบยื่นให้แต่เพื่อแลกกับการสร้างถนน ปั๊มน้ำเพื่อนำน้ำกินน้ำใช้เข้าหมู่บ้านซึ่งสิ่งเหล่านี้ มันทำให้ชีวิตของเขาดีขึ้นเขาผิดหรือ...?
บางแห่ง การเลือก "ทักษิณ" แล้วพวกเขาได้ห้องสมุด ได้โรงเรียนใหม่ๆ ในหมู่บ้าน และอีกหลากหลายที่ทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ที่บรรดาชนชั้นกลางไม่เคยพูดถึง หรือไม่เคยได้ให้สิ่งเหล่านี้กับพวกเขามาก่อน นอกจากการพูด พูด และก็พูด
สิ่งเหล่านี้ที่ "ทักษิณ" ให้กับประชาชน มันมากกว่าผลงานรวมๆ ที่อดีตนายก ชวน หลีกภัย ชวลิต ยงใจยุทธ์ และบรรหาร ศิลปอาชา ได้เคยทำไว้ในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี
ตัวอย่างชัดๆ อย่าง "บรรหารศิลปอาชา" ที่พัฒนาเมืองสุพรรณ จากเมืองปิด ให้กลายเป็นเมืองเปิด สร้างบ้าน แปรงเมืองให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทันสมัย มันคือการซื้อเสียงหรือไม่
ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ ถึงไม่ได้เสียงข้างมากในการเลือกตั้ง ทำไมคนในพรรคประชาธิปัตย์หลายคนอยู่สูงจนแตะต้องไม่ได้ ทำไมพื้นที่ภาคใต้ ถ้าไม่ใช่แหล่งท่องเที่ยว และเป็นฐานเสียงของเขา ถึงมีไม่ค่อยได้รับการพัฒนา แม้จะได้เป็นรัฐบาลหลายครั้ง
คำถามเหล่านี้ มันมีคำตอบในตัวหรือไม่ ที่ทำให้พรรคการเมืองแห่งนี้ ไม่ได้เป็นเสียงข้างมากในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง และในกรุงเทพฯ เพราะการเมืองแห่งนี้ ทำไมขึ้นลงตามกระแส แทนที่จะมีเสียงที่ยั่งยืนจากผลงานที่กระทำ
ท้ายที่สุด ก็มาถึงประเด็นที่ว่า "เงินซื้อเสียงในการเลือกตั้งได้จริงหรือ?"
ผมเชื่อว่า แท้จริงแล้ว สิ่งที่ "ทักษิณ" ใช้ซื้อใจชาวบ้าน มาจากโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของสังคมต่างหาก ที่ทำให้เขาได้รับการลงคะแนนเลือกตั้งผลงานที่สามารถจับต้องได้ที่เขามอบให้แก่ชุมชนต่างหาก ซึ่งรวมไปถึงการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอย่างธนาคารประชาชน กองทุนหมู่บ้าน 30 บาทรักษาทุกโรค และโครงการที่อยู่อาศัยราคาถูก ซึ่งอันสุดท้ายจะมีปัญหามากน้อยไม่ทราบ แต่ถ้ามองถึงโครงการที่ประสบความสำเร็จ คนอยู่เต็ม มันคือการสร้างหลัก ปักฐานให้คนจนไม่ใช่หรือ...
ความแตกแยกที่มีอยู่ และหาทางสมานฉันท์ได้ลำบาก เพราะชนชั้นกลางในเมืองหลวงเขาไม่พอใจพรรคการเมืองที่ต้องการดูแลความจำเป็นพื้นฐานของชาวชนบทแต่มีการเสียประโยชน์จากหลายๆ โครงการของบรรดาผู้มีอิทธิพล เอกชน ชนชั้นกลางที่รู้สึกว่าไม่ได้ ไม่มี รวมทั้งการโง่หัวขึ้นของคนต่างจังหวัดที่จะเริ่มได้รับรู้ข่าวสาร ได้ใช้โทรศัพท์มือถือในการติดต่อสื่อสารกับคนที่รักเมื่อยามไกลกันหรือการเดินทางระหว่างหมู่บ้านกับเมือง ที่มีรถเข้าออกวันละเที่ยวก็จำต้องมีมอเตอร์ไซต์ไว้เดินทาง
สิ่งเหล่านี้มันทำให้พวกเขากลายเป็นคนฟุ่มเฟือยงั้นหรือ
ประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันในปัจจุบันคงมิใช่การวยุบพรรคการเมือง หรือการปลดใครออกจากตำแหน่งทางการเมืองแต่เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นต่างหาก คนจบปริญญาตรี มีสิทธิ์มีเสียง 1 เสียงเท่ากับคนจบ ป.4 และไม่ได้หมายความว่า คนจบปริญญาตรีจะมีจิตใจสูงส่งกว่าคนไม่รู้หนังสือ และที่สำคัญคือ คนรากหญ้าเขาไม่จำเป็นต้องกินหญ้า
สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ คนจบสูงๆส่วนใหญ่มักจะเอาเปรียบคนชั้นรากหญ้า...!!
การศึกษาสูงๆไม่ได้หมายความว่าจิตใจจะไม่สกปรก ไม่ดูถูกคนอื่น และคนที่ไม่จบปริญญาแต่มีความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตย มากกว่าคนหลายคนที่มีการศึกษาเพราะเขายังไปเลือกตั้ง
ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในนิตยสาร สารคดี ปีที่ 24 ฉบับที่ 282 สิงหาคม 2551 "ผมเชื่อในศักยภาพของคน แม้ว่าจะเป็นชาวบ้านเขาก็เรียนรู้เขารู้ในบริบทของเขาเหมือนกับคนชั้นกลางรู้ในบริบทของเขาปัญหาคือเรากล้าพอไหมที่จะเคารพการตัดสินใจของคนพวกนี้อย่างที่ผมเคยบอกว่าประชาธิปไตยคือถ้าเขาเลือกผู้ปกครองผิดก็ให้เขารู้ว่าเขาเลือกผู้ปกครองผิดต่อไปเขาจะได้เลือกมันให้ถูก แต่ถึงที่สุดเราต้องเคารพคนไม่ควรจะมีใครเป็นผู้วิเศษมาชี้แล้วบอกว่าพวกคุณผิดปัญหาคือชนชั้นนำไทยชอบชี้เองว่ามันผิดหรือถูก โดยที่ลืมไปว่า เมื่อเราชี้นั้นตัวเราก็พัวพันอยู่ในผลประโยชน์ในทางชนชั้นด้วยส่วนหนึ่ง"
วันนี้ พวกคุณยังจะคิดว่า คนจบสูงๆ เป็นตัวหลักในการพัฒนาประเทศแล้วมองชนชั้นล่างไร้ราคา
ถามจริงๆ พวกคุณเรียนจบสูงๆ ทำงานดีๆมีปัญญาปลูกข้าวกินเองหรือเปล่า หรือใครบ้างที่ไม่เคยกินผลผลิตจากชนชั้นรากหญ้า ปากว่า ตาขยิบกันทั้งนั้น โดยลืมไปว่า สังคมมันจะอยู่ได้ ต้องทุกภาคส่วน ไม่ใช่กลุ่มใด กลุ่มหนึ่งเพียงอย่างเดียว

มาร์ค ลิเก หลงโลง

ที่มา thaifreenews

เพื่อนพ้องน้องพี่

ลิเกหลงโรงเริ่มไม่เข้าตาแม่ยก "มาร์ค ศิษย์โหยหวน"
โดยkamkerng ห้องราชดำเนิน พันทิป
บรรดาพ่อยกแม่ยก เริ่มเอือมระอา กับการทำงานที่ไม่เข้าตากรรมการ ทำงานไม่เป็น แก้ปัญหาไม่ได้ วันๆ ได้แต่ยืนเกาะโพเดี้ยม แล้วโหยหวนจ้อมากกว่าทำ แล้วจะมาแถลงผลงาน ในวันที่ 3 สิงหาคมนี้ จะเอาอะไรไปแถลงครับเนี่ยะ มันไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมเลยจริงๆ นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ว่ารัฐบาลชุดนี้มีผลงาน พอที่จะนำมาแถลงอวดชาวบ้าน ชื่อรัฐมนตรียังจำได้ไม่กี่คนเลยเนี่ยะ

ประชุมอาเชี่ยนที่ภูเก็ตที่ผ่านมา เสียงบประมาณไปเท่าไหร่ ได้ประโยชน์อะไรบ้าง เพียงแค่ต้องการสนองตัญหามาร์ค ศิษย์โหยหวน ให้ได้ยืนปาถกฐา เท่านั้นเอง แถมยังเสียรู้ อเมริกา มายืมใช้เป็นเวทีด่าเกาหลีเหนือและพม่าอีก

ผลงานทางด้านสาธาณสุข ก็เห็นๆกันอยู่ กับมาตรการป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่ไทยอยู่ห่างจากถิ่นกำเนิดของเชื้อหวัดดังกล่าวคนละซีกโลก แต่สามารถขยับอันดับอัตราการเสียชีวิตขึ้นอันดับ 4 ของโลกได้ โดยยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดสถิติได้เลย

ผลงานทางด้านการต่างประเทศ ก็ไปสร้างศัตรูไว้ทั่วสารทิศ ทักษิณไปที่ใหน เป็นต้องมีเคืองกันกับประเทศนั้น เพราะดันมีรัฐมนตรีต่างประเทศ ที่มุ่งมั่นจับทักษิณอย่างเดียว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างไรช่างมัน เช่น บินข้ามหัวจีนไปเจรจากับฮ่องกง ทั้งที่ฮ่องกงเป็นส่วนหนึ่งของจีน ไปยื่นคำขาดขู่หลายประเทศ ว่าจะเลือกทักษิณหรือเลือกไทย เขาตอบกับว่าเลือกทักษิณ หน้าแตกมาหลายครั้งแล้ว เขาบอกร่วมมือด้วย แต่พอทักษิณไปเพ่นพ่านเขาดันไม่จับให้ ขำ จริงๆ

ผลงานทางด้านเศรษฐกิจก็แก้ปัญหาไม่เป็น บริหารไม่เป็น มีแต่ กู้ๆๆๆ แจกๆๆๆ เฉพาะคนรวย จนหลายคนบ่น แม้แต่นักร้องยังแต่งเพลงล้อเลยว่า ถ้าแบบนี้ ป.สี่ ก็เป็นได้ กู้ๆๆคุณหนูจัดให้ เคยฟังหรือเปล่า ที่ช่อง People Channel หรือไม่ก็ไปหาชมคลิปได้ที่หมวดมิวสิควีดีโอ ของเว็บ cbnpress.com

ผลงานเรื่องความสมานฉันท์ของคนในชาติ ตอนรับตำแหน่งใหม่ๆ พูดซะบรรดาพ่อยกแม่ยกเคลิ้ม แต่เอาเข้าจริงๆ ปากพูดอย่าง การกระทำเป็นอีกอย่าง จะเห็นได้ว่า ให้โฆษกส่วนตัวออกมาแทงข้างหลัง ทั้งถากถาง เยาะเย๊ย สร้างข่าวโจมตี จนได้ฉายาโทรโข่งเน่าไปแล้ว ล่าสุด เก่งดอนเมืองทนไม่ไหว ท้าชกปากไปแล้ว แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับ สมานฉันท์ดีจริงๆ ขนาดเขมรยังบอกเลยว่าเป็นคนคบไม่ได้หักหลังเขา เวลาไปคุยกับเขาคุยอีกแบบ แต่ลับหลังให้รัฐมนตรีไปยื่นคัดค้านที่ยูเนสโก้

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมผลโพลสำรวจความนิยมถึงได้ต่ำกว่าทักษิณ ทั้งที่ทักษิณอยู่ในฐานะที่ไม่สามารถแข่งได้เลย แม้แต่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งก็ยังไม่มีมีสิทธิ์ มาร์ค ศิษย์โหยหวน ก็แก้ตัวว่า ที่คะแนนนิยมแพ้ทักษิณเพราะไม่สามารถลงพื้นที่อีสานได้ โถ่..อ้ายสันขวาน ทักษิณ นอกจากไปอีสานไม่ได้แล้วกลับก็ยังไม่ได้เพราะกลับเมื่อไหร่โดนจับขังคุกทันที ยังมีคะแนนนำโด่งได้ สงสัย คนตีระนาดไม่ดีแน่เลยผมว่า ล่าสุดการเลือกตั้ง อบจ สตูล ก็แพ้ราบคาบทั้งที่ สส ของพรรคลงไปช่วยหาเสียง เริ่มส่งสัญญาณไม่ดีแล้วนะมาร์ค

ส่วนเรื่องความโง่ มาร์ค ศิษย์โหยหวน ก็ใช่ย่อย ตั้งแต่เป็นนายกมา ยังไม่เคยได้รับของขวัญจากใครเลย วันไปเยี่ยมถิ่นบุรีรัมย์ ผีตองเหลืองมอบงาช้างให้ กระโดดงับโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง แถมถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน เข้าทางฝ่ายค้านนอนรอบนเขียงเรียบร้อย รับของมูลค่าเกิน สามพันบาท แถมคนให้ก็ไม่ได้แจ้งงาช้างเป็นทรัพย์สิน งานนี้ไม่รู้ใครโง่กว่ากัน ระหว่างผีตองเหลืองกับมาร์ค ศิษย์โหยหวน คงพอๆกัน

ส่วนเรื่องไปโพส อวยพรวันเกิดให้ ทักษิณ ที่ Facebook จาก twitter ของตัวเอง ตั้งใจจะทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ แต่โดนเขาเกทับกลับด้วยภาษาที่ดูแล้วมีวุฒิภาวะมากกว่า อายชาวบ้าน เลยโยนบาปให้ ทีมอาสาสมัคร ว่าทีมงานอาสาสมัครไปโพสเอง 55555 อ้ายสันขวาน เอาอีกแล้ว ให้รหัสผ่านของตัวเองกับทีมงานอาสาสมัคร ผมเลยไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมถึงได้โดนสาวใช้แอบเอาบัตร ATM ไปกดเงินได้ แบบนี้มันน่าไว้ใจให้ดูแลประเทศมั๊ยเนียะ...มาร์ค ศิษย์โหยหวน อ้ายสันขวาน

จะว่าไป..หนูมาร์คก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกันน๊า..โดย แม่ปังคุง

ที่มา thaifreenews

จะว่าไป..หนูมาร์คก็น่าเอ็นดูดีเหมือนกันน๊า..

โดย แม่ปังคุง

หุหุ..จั่วหัวซะขนาดนี้..รับรองว่าคนจะต้องสงสัยว่าวันนี้แม่ปังคุงเผลอไปกินยาลืมเขย่าขวดหรือเปล่า..แหม..เปล่าหรอกค่ะ ..แม่ปังคุงยังไม่ได้เพี้ยน (ไปกว่านี้) แน่นอน..รับประกัน..แต่ยิ่งแม่ปังคุงยิ่งเห็นหนูมาร์คนานวันเข้า แม่ปังคุงก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดู๊ เอ็นดู ..ยิ่งแม่ปังคุงเอามาเปรียบกับเจ้าลิงน้อยตัวแสบของแม่ปังคุง ที่เพิ่งจะอยู่อนุบาล 1 เทอม 1 ปีนี้ (เข้าเร็วกว่าเกณฑ์ไปหน่อย) ก็ยิ่งให้หมั่นเขี้ยวหนูมาร์คซะจริงๆ

ถ้าไม่เชื่อ..ก็ขอเชิญท่านบรรดามิตรรัก แฟนขับ & แฟนขี่ของแม่ปังคุงทุกท่านลองค่อยๆ จินตนาภาพดูละกัน..ขณะที่สังคมไทยกำลังมีปัญหาเรื่องลูกไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ลูกดื้อ ลูกเป็นตัวของตัวเอง เห็นพ่อแม่เป็นเต่าล้านปี ไม่ทันโลก ทันเหตุการณ์ ..แต่ค่ะ..แต่ ..แต่ปัญหาแบบนี้ ไม่เคยเกิดกับพ่อของหนูมาร์คแต่อย่างไร ..เพราะทุกวันนี้..ขณะที่หนูมาร์คอุตส่าห์ไปย่างเก้าอี้นายกมาครอบครองจนเป็นผลสำเร็จ แต่ทุกเช้า..ก่อนจะไปทำงาน..หนูมาร์คก็ยังปรึกษาคุณพ่อเสมอ..ไม่เว้นแม้แต่เรื่องไข้หวัดมาร์ค 2009 ที่มีคนติดเชื้อเป็นเบือ ตายวันละ 3-4 ศพ..คิดดู๊ ..จะมีนายกฯ ประเทศไหนน่ารักเท่าหนูมาร์ค..รับรองหาไม่ได้อีกแล้ว.. เพราะนายกฯ ประเทศอื่นคงใช้วิธีการระดมสมอง ปรึกษาปัญหาระดับ Interๆ กับองค์กรระดับโลก ไม่ว่า จะ ฮู จะ ฮา หรือ จะ เฮล ..ยังไงๆ มันก็คงจะ เฮล์ปเราซักที่นึงล่ะน่า..แต่หนูมาร์คไม่ค่ะ..หนูมาร์คเลือกที่จะ “ถามพ่อ” ดีกว่า..เห็นเปล่าว่า..หนูมาร์คน่ารักแค่ไหน ..ใครจะตายก็ตายไป..แต่พ่อบอกว่า..ไข้หวัดนี้ไม่ทำให้คนตายหรอกลูก ไม่น่ากลัว คนที่ตายอ่ะ มันตายเพราะโรคแทรกซ้อนเท่านั้น..หนูมาร์คก็เชื่อ และก็นำมาขยายผลในเชิงปฏิบัติ จนจะชิบหาย ตาย 555 กันไปเหยียบร้อยแล้ว..อู๊ย..สุดแสนจะน่าร๊ากเหมือนเจ้าลิงแสบ อ. 1 ของแม่เลยลูก ใครพูดก็ไม่เชื่อ แม่หนูดี แม่หนูเก่งที่ซู๊ด หุหุ

ยังไม่พอค่ะ ยังไม่พอ..หนูมาร์คยังเป็นคนที่รักสัตว์ เหมือนเจ้าลิงน้อยของแม่..สามารถตื่นเต้นวี๊ดว๊าย..ยินดีปรีดากับผลงานระหว่างช่วงช่วง กะ หลินฮุ่ยได้อย่างน่ารักน่าชัง..นี่ถ้าไม่ติดว่าออกมาหน้าเหมือนไอ้ช่วงช่วงอย่างกับแกะ ..เอ๊ะ..หรืออย่างกับแพนด้าหว่า.. ป่านนี้หนูมาร์คคงประกาศไปแล้วว่าเป็นผลงานของมาร์คเอง..ชิส์ เล่นกับใครไม่เล่น..มาเล่นกับมาร์ค..ขนาดคำว่าประชาธิปไตย..มาร์คยังขโมยมาใช้ต่อจากตำแหน่งตัวเองอย่างหน้าชื่นตาบานเล้ย..

และถึงแม้ว่ามาร์คเศรษฐกิจไทยจะตกสะเก็ดขนาดไหน ไม่ว่า GDP จะติดลบเท่าไหร่ ไม่ว่าไข้หวัดจะระบาดจนต้องยกเลิกการประกาศจำนวนผู้ที่ติดเชื้อ และผู้ที่เสียชีวิตรายวัน เพราะกลัวประชาชนจะตื่นตระหนก..อันเป็นเหตุให้เกิดการระมัดระวังในการใช้ชีวิตจนเกินไป ไม่ว่าค่าน้ำมันจะทะลุไปเกือบลิตรละ 30 บาท หรือค่า Ft ไฟฟ้าจะปาเข้าเกือบบาทนึงแล้ว..แต่หนูมาร์คก็ยังหาเวลามาเล่นไล่จับได้เสมอๆ แต่พอวิ่งๆ ไปกะจะไปจับเค้า แต่กลับสะดุดเท้าตัวเองหกล้มเมื่อไหร่ ..หนูมาร์คก็จะเลิกเล่น แต่จะวิ่งร้องไห้แงๆ กลับมาฟ้องแม่เสมอๆ ..ว้าย..น่าร๊ากซ้า

นอกจากนี้..หนูมาร์คยังเป็นเด็กที่มีฟอร์มน่าเอ็นดู๊ ..ไม่ว่าใครจะพูดถึงอะไร มาร์คจะต้องมี ต้องเป็น ต้องเล่น ต้องชอบ ..ก่อนเสมอ..ไม่ว่า Hi5 ..Facebook…Twitter..Twisty ..Lays หรือแม้แต่โปเต้ เรียกได้ว่า.. ขอให้ได้เอาชนะคะคานไม่ว่าจะกระจิบกระจอกแค่ไหน..เพราะสำหรับมาร์ค..มันคือ profile ที่ยิ่งใหญ่ ..อย่างน้อยก็ยังเอาไว้ไปอวดฝูงวัวฝูงควายได้บ้างล่ะน่า..

มาร์คเป็นเด็กกล้าพูดกล้าแสดงออก ไม่กลัวกล้อง ..เราจึงมีโอกาสเห็นมาร์คตามงานตัดริบบิ้น ถ่ายรูป กล่าวเปิดงาน มอบรางวัลต่างๆ ทุกๆ วัน วันละหลายๆ งาน..จนบางทีเราก็เกือบจะลืมๆ ไปแล้วว่าตกลง ไอ้เด็กนี่มันเป็นนายกฯ หรือ มันจะพยายามแย่งตำแหน่ง “เจ้าแม่พรีเซนเตอร์”ของน้องแพนเค้กกันแน่..นี่ถ้างานเค้าจัดให้เต้นโชว์เพลงอนุบาลกุ๊กไก่..มาร์คก็อาจจะเต้นโชว์ไปแล้วก้ได้นะ..อ้อ..แต่เจ้าปังคุงลิงน้อย..เธอขอเต้นเฉพาะเพลง Nobody ของ Wonder Girls เท่านั้นนะคะ อิอิ

สุดท้าย..สิ่งที่ทำให้แม่ปังคุงเอ็นดูหนูมาร์คมากที่สุดก็คือ ..การร้อง แม้วๆ เวลาที่ทำอะไรผิดนั่นเอง..อู๊ย..อะไรมันจะเหมือนลูกลิงของชั้นขนาดนี้..วันก่อนเห็นจะๆ แอบทำแก้วแตก..แต่พอถาม..ดันโทษเจ้าเหมียวซะอย่างนั้น..โชคดีนะที่แม่ฉลาด ..ก็แหม..จะไปเชื่อได้ยังไง้..ก็ที่บ้านไม่เคยเลี้ยงเจ้าเหมียวเลยซักตัวนี่หน่า ..วันหลัง..จะให้โทษอะไร..จะดูให้มันสมเหตุสมผลซักนิดนึงนะลูกจ๋า ..เออ..ถ้าโทษพ่อแก..แม่ยังพอเชื่อหน่อย..ดั๊น..อุตส่าห์ไปโทษซะไกลตัวเชียวนะลูกจ๋า..คริ คริ

Sunday, August 2, 2009

เพื่อไทยเตรียมยื่น ป.ป.ช.เอาผิดมท.1-ปลัด มท. กรณีตั้งโต๊ะถอนฎีกา

ที่มา MCOT News


พรรคเพื่อไทย 2 ส.ค.-นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยได้พิจารณาเห็นว่าคำสั่งของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่มีคำสั่งให้ตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อประชาชนเพื่อให้ประชาชนถอนชื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่บังควร รวมทั้งเป็นการสร้างความแตกแยกให้ประชาชน และพรรคมองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผิดกฎหมายอาญา มาตรา 157 จึงจะไปร้องทุกข์กล่าวโทษรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวงมหาดไทย ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในวันที่ 5 สิงหาคม เวลา 10.00 น.

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่ารัฐบาลมีหน้าที่สร้างความปรองดอง ไม่ใช่ไปทำให้เกิดความแตกแยก ทั้งนี้ คิดว่าในที่สุดกระทรวงมหาดไทยต้องหน้าแตก หมอไม่รับเย็บ เมื่อไม่มีใครสนใจไปถอนฎีกา เพราะคนที่ออกมาคัดค้านวันนี้ ไม่เคยช่วยเหลือประชาชน.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-02 13:05:57

เพื่อไทยจี้รัฐบาลเร่งสางคดียิงมัสยิดให้เร็วเหมือนคดีสนธิ


พรรคเพื่อไทย 2 ส.ค.-นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลงพื้นที่จังหวัดสงขลาของนายกรัฐมนตรีว่า การที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรจะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พร้อมกับเร่งคลี่คลายคดีการสังหารประชาชน สังหารครูและคดียิงถล่มมัสยิด ให้มีความรวดเร็วเหมือนกับคดีลอบยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

“คดีใน 3 จังหวัด นายอภิสิทธิ์เร่งรัดคดีให้เหมือนคดีนายสนธิได้หรือไม่ หรือนายสนธิมีบุญคุณ หรือกุมความลับอะไรของนายอภิสิทธิ์ไว้ คดีนายสนธิเป็นคดีอุกฉกรรจ์ แต่คดีของคนใต้ที่ถูกยิง ก็มีความสำคัญต้องเร่งรัดคดีความ หรือว่าคนใต้ 14 จังหวัดไม่สำคัญเท่านายสนธิ” นายพร้อมพงศ์ กล่าว.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-02 13:04:13

เพื่อไทยชิงแถลง 9 ภารกิจยอดแย่ก่อนรัฐบาลแถลงผลงาน

ที่มา MCOT News

พรรคเพื่อไทย 2 ส.ค.-โฆษกพรรคเพื่อไทยแขวะรัฐบาลแถลงผลงาน แจงมี 9 ภารกิจที่สุดแย่ล้มเหลว ไม่ว่าเรื่องคดีก่อการร้าย ไข้หวัด 2009 ขึ้นภาษีน้ำมัน รวมทั้งการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง เตรียมแฉกลางสภาฯ พุธนี้

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เตรียมแถลงผลงานของรัฐบาลว่า ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำเสนอผลงานของรัฐบาล ส่วนตัวได้รวบรวมผลงานของรัฐบาลเช่นกัน โดยเห็นว่า 6 เดือนในการบริหารราชการแผ่นดินของพรรคประชาธิปัตย์ มีแต่ผลงานที่เป็น 9 ภารกิจล้มเหลว

นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า 9 ภารกิจดังกล่าว ประกอบด้วย 1.การไม่เร่งดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในข้อหาก่อการร้ายปิดสนามบิน 2.การแก้ไขปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ที่มียอดผู้เสียชีวิตอันดับหนึ่งของเอเชีย 3.รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาแต่ดึงเวลา 4.การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันทุกประเภท 5.การตั้งสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียง (สพช.) เพื่อล็อกสเปกและทุจริตการจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ อาทิ ตู้กดน้ำพลังแสงอาทิตย์ เครื่องผลิตปุ๋ยที่ กทม.ไม่ได้เอามาใช้งาน และเตาเผาขยะที่ไม่ผ่านมาตรฐานสิ่งแวดล้อม 6.สถานการณ์ความรุนแรงทางภาคใต้ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง 7.นโยบายเรียนฟรี 15 ปี เรื่องฟรีไม่จริง

“เรื่องชุมชนพอเพียงกลายเป็นชุมชนแพงเพียบ เพราะมีคนไปดำเนินการโดยเป็นญาติรัฐมนตรี อักษรย่อ เสี่ย ป. เมื่อรัฐบาลมีกรรมการติดตามก็ควรติดตามตรวจสอบ โดยเรื่องเหล่านี้พรรคจะตรวจสอบและอภิปรายให้เห็นหลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภา ซึ่งจะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฏรในวันที่ 5 ส.ค.นี้” นายพร้อมพงศ์ กล่าว

โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่าภารกิจที่ 8 คือโครงการต้นกล้าอาชีพก็ไม่สามารถปฏิบัติได้จริง เนื่องจากขาดความเป็นมืออาชีพ และภารกิจสุดท้าย คือ รายได้เกษตรกรที่ไม่เพิ่มขึ้น แต่ลดลงเนื่องจากผลผลิตทางการเกษตรที่ตกต่ำ และการปล่อยให้โรงสีและพ่อค้าคนกลางนำข้าวและผลผลิตจากต่างประเทศมาสวมสิทธิการรับประกันราคา.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-02 12:33:49

ถวายฎีกาเพื่อดับทุกข์ทั้งแผ่นดิน

ที่มา Thai E-News

ยอมจำนนหรือจะต่อสู้... หนทางเลือกสุดท้ายที่อมาตย์จำเป็นจะต้องเลือก

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ poonnook
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
2 สิงหาคม 2552

เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนสิ้นสุดสงครามอเมริกาได้ยื่นคำขาดให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นเพียง 2 ทางเท่านั้น คือ จะยอมจำนน หรือจะต่อสู้ต่อไป ไม่มีหนทางอื่นให้เลือกได้ แม้ว่ารัฐบาลทหารของญีุ่ปุ่นจะรู้ว่าตนเองถูกรุกไล่ และพ่ายแ้พ้ในทุกสมรภูมิ แต่ก็ยังรักเกียรติของตนเองมากกว่ารักประชาชน จึงปฏิเสธข้อเสนอนั้น และขอสู้ต่อโดยหวังว่า “สงครามครั้งสุดท้าย” คือการยกพลขึ้นบก เข้ายึดครองประเทศญี่ปุ่นของอเมริกา จะเป็นสงครามชี้ชะตากันว่า ใครจะแพ้ใครจะชนะ

แต่หลังจากที่อเมริกายกพลขึ้นบกครั้งสุดท้ายที่โอกินาวาแล้ว อเมริกาก็เลือกใช้ยุทธวิธี ที่ไม่ต้องเสี่ยงกับชีวิตทหารอีก ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือกว่า นั่นคือใช้ระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ 2 เมือง พร้อมทั้งชีวิตชาวญี่ปุ่นนับแสนคน ต้องสังเวยไปเพราะการตัดสินใจของคนเพียงกลุ่มเล็กๆ กลุ่มเดียวเท่านั้น

ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ ที่ท่านนายกฯทักษิณ และกลุ่มคนผู้รักประชาธิปไตย ที่กำลังดำเนินการต่อสู้กับเผด็จการอมาตย์อยู่ในขณะนี้ เริ่มส่งผลให้เห็นเป็นรูปธรรมและชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความรู้ วิสัยทัศน์ ความคิด และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าเผด็จการอมาตย์ อย่างเทียบกันไม่ติด โลกจึงเริ่มแคบลงสำหรับเผด็จการอมาตย์ ที่ครอบครองประเทศนี้อยู่ในขณะนี้

ทุึกสมรภูมิในโลกนี้ เผด็จการอมาตย์เริ่มพ่ายแพ้ และลามเข้ามาถึงในบ้านของตนเองแล้วในขณะนี้

การที่รัฐบาลนี้ เป็นศัตรูกับประเทศรอบบ้าน, การเป็นรัฐบาลที่ไม่มีจุดยืนในทางการเมืองระหว่างประเทศ, การเป็นรัฐบาลที่ต่อท่ออำนาจ มาจากการรัฐประหาร, และเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้แต่ ABAC โพล ที่เคยเป็นโพลสำรวจที่เข้าข้างเผด็จการอมาตย์ตลอดมา แบบสำรวจที่ำทำออกมา ยัีงแสดงให้เห็นว่า ท่านนายกฯทักษิณ ที่มิได้อยู่ในประเทศไทย และถุกกล่าวหาตลอดมาว่า เป็น น.ช.ทักษิณ ได้รับความนิยมมากกว่านายกอภิสิทธิ์ ที่เป็นนายกคนปัจจุบันของประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ

สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นแล้วว่า ทุกสมรภูมิรอบ ๆ ตัวของเผด็จการอมาตย์ที่เคยครองอำนาจอยู่เริ่มหมดอำนาจลง และเิริ่มเสื่อมความนิยมลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว รอเพียงวันพ่ายแพ้เท่านั้น ซึ่งจะมาถึงแน่ ๆ เพียงแต่ว่า จะถึงเมื่อไรเท่านั้น

หมุดตัวสำคัญที่เหมือนกับการยื่นคำขาดกลาย ๆ จากประชาชนผู้รักประชาธิปไตย มายังกลุ่มเผด็จการอมาตย์ก็คือ ประชาชนไทยทั่วทั้งประเทศนับแสนคน ร่วมกันจัดงานทำบุญวันเกิดครบรอบ 60 ปี ให้กับท่านนายกฯทักษิณโดยมิได้นัดหมายโดยรอบประเทศไทยถึง 61 จังหวัด

และมีเสียงเรียกร้องกระหึ่มไปทั่วทั้งประเทศ โดยผ่านทางการถวายฎีกานับล้านรายชื่อว่า “ขอให้ท่านนายกฯทักษิณ ได้รับการอภัยโทษ และกลับมาสู่ประเทศไทย”

นี่คือสัญญาณที่บอกออกมาแล้วว่า เผด็จการอมาตย์ ท่านกำลังสู้อยู่กับคู่่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุด เท่าที่ชั่วชิวิตนี้ท่านเคยพบมานั่นคือ “ประชาชนทั้งชาติ”

ทางเลือกเวลานี้ของเผด็จการอมาตย์ มีหนทางให้เลือกเดินเพียงสองเส้นทางเท่านั้นคือ

1.ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลก โดยยอมเปลี่ยนระบอบการปกครอง มาเป็นประชาธิปไตย โดยถอยตัวเองและพวกพ้อง ออกไปจากศูนย์อำนาจ ปล่อยให้ประชาชนในประเทศนี้ ตัดสินใจเลือกทางเดินของเขาเองตามวิถีทางประชาธิปไตย ผลก็คือ จะเกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างสงบสุข และเผด็จการอมาตย์ก็ยังคงได้รับการยอมรับ เคารพนับถือ และรักษาสถานภาพจากประชาชนในชาติได้ต่อไป หรือ

2. ปฏิเสธที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่ยังคงใช้อำนาจที่เหลืออยู่ กดขี่คนในชาติต่อไป อาจจะโดยการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจอีกครั้ง แบบเบ็ดเสร็จ หรือการใช้อำนาจอิทธิพลที่มีอยู่ จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็ตามที ผลที่จะเกิดตามมาก็คือการนองเลือด การฆ่าฟันทำลายล้างกันของคนในชาติอย่างรุนแรง และสุดท้าย สถานภาพของเผด็จการอมาตย์ ก็จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในที่สุด แม้ว่าประชาชนจะเป็นฝ่ายสูญเสียอย่ีางมากก็ตาม...

ผมเชื่อว่า ด้วยความเป็นคนไทย เป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทยเหมือนกัน มีเชื้อสายเดียวกัน เผ่าพันธุ์เดียวกัน สิ่งนี้เป็นเหมือนสายโซ่ที่มองไม่เห็น ที่ผูกพันความเป็นชาติไทย และคนเชื้อชาติไทยเอาไว้ด้วยกัน

ผมมองด้วยมุมมองที่ดีว่า ในที่สุดแล้ว เผด็จการอมาตย์จะมีจิตใจที่มีความเป็นคนไทย รักประชาชนในประเทศ มากกว่าความยิ่งใหญ่ หรืออำนาจของตนเอง โดยยอมปล่อยอำนาจที่อยู่ในมือให้ประชาชนเสีย โดยไม่ต้องมีใครเสียเลือดเนื้ออีกต่อไป....

แต่ถ้าการณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้าม ทหารเกิดขับรถถังออกมา แล้วประกาศยึดอำนาจในประเทศนี้อีก ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ครั้งนี้คงจะไม่ง่ายดายเหมือนเมื่อครั้ง 19 กันยาน 2549 อีกแล้ว

ขณะนี้กลุ่มขั้วอำนาจในประเทศนี้ ก็แบ่งขั้วกันชัดเจน กระแสข่าวการปลด พล.ต.อ. พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัด ถึงความขัดแย้งกันระหว่างขั้วอำนาจเดิม ที่มีอามาตย์สี่เสาเป็นแกนหลัก กลับกลุ่มขั้วอำนาจใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้น โดยมีอำนาจรัฐและกองทัพเป็นฐานกำลัง

นี่คือความแตกร้าวของฐานอำนาจที่เคยทรงพลัง ของเผด็จการอมาตย์ในคราวที่รวมพลังกันล้มล้างรัฐบาลของท่านนายกฯทักษิณ เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ....

ความขัดแย้งอย่างหนัก ระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาล ในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติ ที่ส่งผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง, ความล้มเหลวในการป้องกันไข้หวัด 2009 ที่ทำให้ประเทศไทย กลายเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตติดอันดับโลก, แรงกดดันของประชาชน จากกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ที่แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขารวมตัวกันมากยิ่งขึ้น และแสดงให้เห็นมากขึ้นทุกทีว่าไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ อีกต่อไป....

การรวบรวมรายชื่อถวายฎีกา ที่มีคนมาร่วมลงชื่อมากกว่า 5 ล้านชื่อนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ประชาชนจำนวนมากในประเทศนี้ พร้อมแล้ว ที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอันไม่เป็นธรรม ที่ครอบคลุมประเทศนี้อยู่

สงครามประชาชนอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ ถ้าเผด็จการอมาตย์เกิดหน้ามืด ใช้กองทัพเข้ายึดอำนาจเพื่อปิดประเทศ

เวลานี้เส้นแบ่งระหว่างความสงบในชาติ กับการที่ประเทศชาติจะลุกเป็นไฟด้วยสงครามประชาชนนั้น มีเส้นแบ่งที่บางมาก ทุกอย่างอยู่ที่ความต้องการของเผด็จการอมาตย์ว่า “ต้องการให้ประเทศนี้จะมีสภาพที่เปลี่ยนไปอย่างไร”

และแน่นอนว่า ผลที่เกิดจากเลือกของพวกเขานี้ จะส่งผลที่จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป