WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 4, 2009

6 เดือนไม่เอาระบอบทักษิณ ตอนที่ 3

ที่มา thaifreenews

จะถึงทางตันไหม
"ไม่หรอก สุดท้ายไม้สองของเขาก็คือพยายามดึงคนสนับสนุนทักษิณมาอยู่ฝั่งเขา ถ้าเขาจัดการตัวทักษิณไม่ได้ก็ต้องบี้ให้พรรคเล็กทั้งหลายดึงคนออกจากเพื่อไทย และก็กำหนดกระบวนการต่างๆ ให้กลับไปสู่การเลือกตั้งแบบยุคเก่า อาจจะย้อนไปก่อนชาติชาย กลับไปในยุคเปรม นักการเมืองทุกพรรคไม่สามารถที่จะเป็นรัฐบาลโดยไม่มีการสนับสนุนจากสถาบันอื่นๆ ก็คือต้องย้อนกลับไปในการเมืองยุคนั้น"
ให้เป็นการเมืองหลายพรรคอย่างนั้นหรือ
"ทำอย่างไรก็ได้ให้เกิดกระบวนการที่ลดทอนพรรคของทักษิณลง ซึ่งสามารถจะทำโดยใช้กระบวนการที่มี เช่นการเข้าไปจัดการตัวกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเป็นเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย หรือความเชื่อที่ว่าจะใช้กระบวนการเลือกตั้ง ก็อาจต้องไปเสี่ยงในการเลือกตั้งว่าปล่อยให้มีการทุจริตซะ จะได้ยุบพรรคอีกสักรอบ"
"สิ่งที่เรากำลังจะเจอในระยะต่อไปนี้คือสงครามสื่อ ผมคิดว่าการประกาศบิ๊กเซอร์ไพรส์ของคุณทักษิณเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์จริงๆ ในแง่ความรู้สึกของประชาชน ในเชิงเทคนิคก็คือถ้าคุณสามารถยิงดาวเทียมโดยไม่เกี่ยวพันกับสังคมไทย คุณสามารถอัพสัญญาณขึ้นไป ทุกบ้านรับได้ สงครามสื่อจะเกิดจริง และปิดไม่ได้ มันจะปิดอย่างไรในเมื่อถ่ายทอดออกมาแล้วทุกบ้านรับได้หมด คุณไม่สามารถกันได้หมดหรอก เข้าอินเตอร์เน็ตได้ คุณไม่มีทางที่จะดูไม่ได้ ถ้ารายการโทรทัศน์พวกนี้เขาออนไลน์โดยสามารถใช้โปรแกรมพร็อคซี่ดู การอัพสัญญาณขึ้นมันอัพจากที่อื่น การจัดรายการจัดในประเทศอื่น ยิงสัญญาณขึ้นไปโดยไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน คุณจะไปจับเขาอย่างไร ตรงนี้คือการทำลายอำนาจของการควบคุมสื่อทั้งหมด ก็เขาพิสูจน์แล้วว่าเขาทำอะไรเล็กๆ ไม่ได้ เขาพิมพ์หนังสือก็ไม่ได้ ทำวิทยุ ทำทีวีในประเทศก็ไม่ได้ ในระยะนี้ผลจริงๆ คือมันสะเทือน ถ้าเขาทำสถานีมาจากข้างนอก คนรับได้ ยุ่งล่ะทีนี้ ถ้าเขาออกในประเทศไม่ได้แต่ออกต่างประเทศได้มันก็ยุ่งแล้ว ฐานของสังคมเปลี่ยน สังคมมันเกี่ยวพันกับโลกมากขึ้น มันกันไม่อยู่หรอก และโลกเขาไม่ฟังคำอธิบายทางการเมืองแบบที่คุณพยายามพูดตลอดเวลา เขามีสิทธิ์ถามเขามีสิทธิ์สงสัย ผมคิดว่าสงครามสื่อจะเป็นสงครามระยะนี้ และยิ่งถ้ารัฐบาลมีการทุจริตไปเรื่อย คือรัฐบาลตกอยู่ในฐานะที่จะต้องโดนอยู่แล้ว"
อย่างนี้รัฐบาลมีแต่ทรงกับทรุดสิ
"รัฐบาลทรงกับทรุดอีกเรื่องหนึ่ง แต่ระบอบไม่เอาทักษิณซึ่งใหญ่กว่ารัฐบาลจะทรุด ระบอบนี้ที่ไม่เอาทักษิณและกำลังจะทรุดก็จะลำบากกว่า และเราจะเห็นเองว่ามันมีรอยปริ ซึ่งอาจกดดันรัฐบาลภายในโดยระบอบนี้ เพราะระบอบไม่เอาทักษิณเป็นระบอบใหญ่ และมีจุดร่วมมีจุดเดียวจริงๆ คือไม่เอาทักษิณ อย่าไปเรียกว่าระบอบอำมาตยาธิปไตย ถ้าวาทกรรมระบอบทักษิณทำให้คุณทักษิณถูกถามคำถามได้ วาทกรรมระบอบไม่เอาทักษิณก็ต้องเป็นคำถามที่ถามพวกไม่เอาทักษิณเหมือนกันว่าจะเอาอย่างไร คุณไม่สามารถขี่กระแสไม่เอาทักษิณปกครองประเทศไปได้เรื่อยๆ หรอก คุณต้องมีผลงานมากกว่าสร้างคุณทักษิณเป็นปีศาจอย่างเดียว การที่คุณต้องตอบคำถามเรื่องทักษิณกับสังคมมันเรื่องหนึ่ง แต่การบริหารประเทศคุณจะมาอ้างตลอดว่าทำโน่นไม่ได้ทำนี่ไม่ได้เพราะคุณทักษิณอยู่เบื้องหลังทุกเรื่อง วันหนึ่งมนต์ตรงนี้จะคลาย และมันจะตอบได้ว่าคุณมีความสามารถเพียงพอหรือเปล่า"
"ปัญหาใหญ่คือ 6 เดือนของรัฐบาลกับ 6 เดือนของระบอบไม่เอาทักษิณ ซึ่งเป็นระลอก 2 มันน่าสนใจ เพราะระลอกแรกมันคือระบอบตรงๆ ระบอบหลังรัฐประหาร แต่นี่มันคือระบอบการรัฐประหารเงียบ ซึ่งเป็นระบอบที่มาจากการบี้กันจนทำให้พรรคนั้นถูกยุบ 2 ครั้ง และก็ทำให้รัฐบาลนี้ขึ้นมาได้ รัฐบาลไม่ใช่หัวของระบอบ ระบอบนี้เป็นความเชื่อมโยงของกลุ่มคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะไม่มีใครเป็นหัวเลย แต่มันมีผลประโยชน์มันมีความเชื่อร่วมกันของนักวิชาการ ของคนนั้นคนนี้จำนวนมาก ล่าสุดคุณก็เห็นมีนักวิชาการออกมาให้ความรู้เรื่องการถวายฎีกา ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ชาวบ้านเขาทำกันมานานแล้ว มันเป็นหนึ่งในระบอบไม่เอาทักษิณ ระบอบนี้คือรอบ 2 แล้ว รอบแรกก็พังไปแล้วกับสุรยุทธ์ การเลือกตั้งพิสูจน์แล้วว่าคุณพัง รอบนี้จะจบอย่างไร นี่ต่างหาก"
"ผมอยากใช้โอกาสนี้ชี้ว่าอย่าเอาอภิสิทธิ์เป็นแพะ อภิสิทธิ์ไม่ใช่แพะ ฉะนั้นห่วยไม่ห่วย ต้องมองทั้งระบอบว่ามีใครบ้างที่ไม่เอาทักษิณ และคนพวกนี้จะตอบคำถามสังคมเรื่องอื่นอย่างไร จะแก้ปัญหาสังคมอย่างไร"
"อย่าปล่อยให้คนในระบอบนี้ฉวยโอกาสความไม่พอใจของเราที่มีต่อรัฐบาล ในความไร้ประสิทธิภาพของอภิสิทธิ์ ไปกดอภิสิทธิ์ออกแล้วเอาคนอื่นขึ้นมาแทน คนที่จะไปกดอย่างนั้นต้องถูกตั้งคำถามด้วย เช่นคนที่เชียร์ คมช. และไปด่าว่าอภิสิทธิ์เอาแต่เปิดงาน ต้องถูกถามด้วยว่าแล้วคุณเป็นส่วนหนึ่งของการให้คุณอภิสิทธิ์ขึ้นมาตั้งแต่แรกไหมเล่า อย่าปล่อยให้คนเหล่านี้ลอยนวลแล้วไปบี้รัฐบาลหรือเปลี่ยนหัวรัฐบาลอย่างเดียว คนเหล่านี้ต้องรับผิดชอบด้วย คุณอภิสิทธิ์เป็นเพียงปัญหาเดียวของระบอบ มันมีอะไรมากกว่านี้"
มองว่าจะไปลงเอยแบบไหน
"ผมคิดว่าโดยอุดมคติก็คือการอยู่ในระบอบนี้เพื่อทำให้คุณทักษิณโดนข้อหาให้ได้มากที่สุด เพิ่มคดีความ ทำตรงนี้ออกมาให้ได้มากที่สุด ก็คือทำลายทางการเมืองให้ได้มากที่สุด และหวังพึ่งเศรษฐกิจโลกว่ามันจะบูม แต่มันบูมไม่ได้หรอก อย่างที่เคยบอกว่านัยของพันธบัตรรัฐบาลมีปัญหา คือโอเครัฐบาลระดมทุนได้แต่การที่คุณเอาเงินของคนรวยเข้ามา มันจะตอบปัญหาความเท่าเทียมในสังคมอย่างไร ในเมื่อคุณระดมเงินได้ คุณก็มีสิทธิ์เอาเงินก้อนนี้ไปทำโครงการให้กับคนในเมืองได้เพราะคุณระดมเงินมาจากคนในเมือง คุณก็สามารถทำรถไฟฟ้าได้ ทั้งที่จริงๆ มันก็เหมือนเดิม มันคือการกู้เงินแบบหนึ่งที่คนทั้งประเทศต้องแบกหนี้ แล้วคุณจะมาทำรถไฟฟ้าได้อย่างไรล่ะในเมื่อมีปัญหาอีกเยอะในประเทศ มันทำให้รู้สึกว่าคนกลุ่มหนึ่งสามารถที่จะมีส่วนในประเทศได้มากกว่าคนกลุ่มอื่น เรื่องนี้เรื่องใหญ่นะ"
"คือถ้าจะให้ผมพูดตอนนี้มันจะเหมือนซินแสที่มาบอกว่ารัฐบาลจะอยู่ได้กี่วันกี่เดือน ผมอยากจะบอกเพียงว่าอย่าประเมินผลงานรัฐบาลอย่างเดียว ต้องประเมินผลงานบรรดาพันธมิตรของรัฐบาลว่าเขามีส่วนอะไรในการทำให้การบริหารประเทศเป็นแบบนี้"
ตอนนี้ก็สะเปะสะปะอย่างเห็นได้ชัด พันธมิตรไปทาง ทหารลอยหนีไปอีกทาง
"ทุกคนก็มีผลประโยชน์ของเขา ระบอบนี้ให้ผลประโยชน์กับเขาโดยตรงไม่ได้ ระบอบนี้ไม่สามารถให้งบประมาณทหารจำนวนมหาศาลได้ ระบอบนี้ไม่สามารถทำให้พันธมิตรยึดสื่อหลักได้ทั้งหมด ขนาดสมัยสุรยุทธ์ยังทำได้แค่ไม่กี่วัน นี่ก็เหมือนกัน การปกครองประเทศมันไม่ง่ายอย่างนั้น ผมวิจารณ์อย่างนี้และไม่ได้วิจารณ์ว่าอย่างนั้นสมควรจะชื่นชมถ้าระบอบนี้จัดการทักษิณได้ ไม่ใช่ ผมพยายามจะบอกว่ากระบวนการที่ไม่เอาทักษิณ สุดท้ายคุณก็ทำงานด้วยกันไม่ได้ คุณสามารถสร้างจุดร่วมเพื่อเกลียดคนคนหนึ่งได้ ทำลายคนคนหนึ่งได้ แต่การ move สังคมไปในอนาคต คุณทำไม่ได้ คุณไม่มีความสามารถพอที่จะจัดการกับระบบเศรษฐกิจโลก ขณะที่ประเทศไทยมันผูกพันกับโลก"
และจัดการกับคนจนไม่ได้ด้วย
"คุณเข้าไม่ถึงเขา โอเคคนที่เข้าถึงก่อนเขาโกง แต่ตัวคุณก็แก้ปัญหาให้เขาไม่ได้"
ถ้าเลือกตั้งก็กลัวทักษิณชนะอีก ก็พยายามจะไม่ให้มีเลือกตั้งเร็ว
"ประการแรกคือไม่มีโดยเร็ว สองมี ก็รอไปบี้ จัดการทุจริต ซึ่งการทุจริตเกิดแน่นอน แต่วิธีคิดในเรื่องการจัดเลือกตั้งให้บริสุทธิ์ยุติธรรมโดยใช้การยุบพรรคมันไม่ได้สร้างศรัทธาให้กับประชาชน มันเป็นการปฏิเสธอำนาจประชาธิปไตยของประชาชนในหลายๆ พื้นที่ซึ่งกรรมการพรรคเขาไม่ได้โกงในเขตนั้น ต่อให้สมมติว่าคนคนนี้เขารู้เห็นในกระบวนการยุบพรรค แต่ในพื้นที่เขาไม่ได้โกง แล้วคุณไปตัดสิทธิประชาชนที่จะให้คนเหล่านี้เป็นส.ส.ได้อย่างไร มันผิดหลักประชาธิปไตย โอเคมันถูกหลักประชาธิปไตย ตรงที่การเลือกตั้งในพื้นที่ที่ถูกกล่าวหามันไม่บริสุทธิ์ แต่การลงโทษโดยยุบพรรค มันไม่ได้ตอบคำถามว่าคุณให้ความสำคัญกับประชาชนที่เขาเลือกกรรมการพรรคเหล่านั้นอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมอย่างไร เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้ผิดในพื้นที่ของเขาเอง อันนี้เป็นประเด็นใหญ่นะ มันก็เลยทำให้ศรัทธาที่มีกับระบอบประชาธิปไตยสั่นคลอน"
ที่บอกว่าในทางวิชาการละเลยการศึกษาประชาชน หมายถึงคนชนบทนิยมทักษิณเพราะเข้าถึงเขามากกว่าใช่ไหม
"ผมคิดว่ามันเกิดลักษณะสำคัญขึ้นมาในสังคมในยุคทักษิณ คือทักษิณทำให้เห็นว่านอกเหนือจากผู้อุปถัมภ์ในระดับท้องถิ่นแล้ว ทักษิณเองสามารถเป็นผู้อุปถัมภ์ในระดับชาติได้ ดังนั้นประชาชนมีทางเลือกเพิ่มขึ้น ถ้าทักษิณให้เขาไม่ได้ วันนี้เขาก็ยังมีผู้อุปถัมภ์เดิม ถ้าผู้อุปถัมภ์เดิมไม่ทำงานร่วมกับทักษิณ เขาอาจจะถามคำถาม เขาอาจจะเคลือบแคลงใจมากกว่า แต่ขณะเดียวกันถ้าผู้อุปถัมภ์เดิมกับทักษิณจับมือกัน เขาก็อาจจะรู้สึกว่าเขาได้ความมั่นคงหลายๆ มุมมากกว่า ผมไม่เชื่อว่าชาวบ้านเลือกอะไรแบบขาวดำ ผมคิดว่าเวลาชาวบ้านมอง การมีทักษิณมันเป็นการเพิ่มช่องทางให้เขา และช่องทางนี้ถูกตัด แต่ในทุกๆ ครั้งทักษิณให้ความหวังกับเขา เขาก็จะรู้สึกว่ามีความหวังมากขึ้น จากช่องทางปกติที่เขามีอยู่แล้ว เขาไม่ได้คิดว่าการเลือกทักษิณจะทำให้เขาได้อะไร มันเป็นการเพิ่มช่องทางให้เขามากกว่า"
ถ้าอย่างนี้ทักษิณก็จะได้ความนิยมอยู่ตลอด
"ไม่ เพราะตัวทักษิณเองก็ขึ้นลงตามจังหวะเหมือนกัน กว่าจะกลับมาสู่วันนี้เขาก็เพลี่ยงพล้ำไปมาก หลังจากกระแสเสื้อแดงลง เพราะตอนนั้นเขามาโหนกระแสเสื้อแดง แต่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นแล้วว่าสิ่งที่เขาควรจะทำคือทำด้วยตัวเขาเอง ความนิยมของเขาในช่วงนี้ก็เกิดจากตัวเขาเอง ไม่ได้เกิดจากการโหนกระแส ผมคิดว่าเขาเริ่มกลับมาเรียนรู้แล้วว่าเขามีหน้าที่กำหนด agenda โดยตรง ไม่ใช่ทำงานเบื้องหลังแก๊งสามคน พอมีกระแสแล้วค่อยออก แต่เขามีความสามารถในการลงไปถึงประชาชนเอง การโฟนอินของคุณทักษิณมีลักษณะพิเศษก็คือเขาเข้าหาคนในหลายๆ ที่ และมีลักษณะเฉพาะ เขาพูดภาษาอีสานเขาพูดภาษาเหนือ ขณะที่นายกอภิสิทธิ์บอกว่าเข้าถึงประชาชน แต่เป็นการเข้าถึงที่ประชาชนเข้าไม่ถึง"
"ล่าสุดที่เพลี่ยงพล้ำที่สุดก็คือการมาอ้างว่าใน twitter ไม่ได้เขียนเอง เป็นอีกกลุ่มหนึ่งเขียน ควรจะบอกไปเลยว่าให้คนกลุ่มนั้นเขียน เพราะมันทำให้คนรู้สึกว่าคุณอภิสิทธิ์มีตัวตนจริงๆ การที่คุณไปใช้วิธีบอกว่าคนกลุ่มนั้นไม่เกี่ยว ทำเองโดยไม่ปรึกษาคุณอภิสิทธิ์ มันไม่ได้ทำให้ภาพลักษณ์คุณดีขึ้น ถ้าคุณบอกว่าคุณเขียนเอง มันก็จะมีคนที่คิดว่าคุณอภิสิทธิ์มีความกล้าหาญ แต่ไม่จำเป็นที่คุณอภิสิทธิ์จะเขียนเอง บอกว่าทีมงานเขียนตามเจตจำนงคุณอภิสิทธิ์ก็ได้ และคำพูดคุณก็ไม่มีใครว่าผิด แต่นี่ไปทำให้คนที่เชียร์รู้สึกว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีตัวตน ไม่แท้ คุณอภิสิทธิ์จะลำบากกว่าเดิมอีก ในสงครามสื่อ เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ก็จะมีหน้าที่ตอบคำถามสื่อเป็นหลัก และคนยังจะรู้สึกว่าไม่สามารถค้นพบความเป็นตัวตนคุณอภิสิทธิ์"
อุ้มกันมาอย่าลอยนวล
ถ้าทักษิณสามารถใช้สื่อของตัวเองอย่างที่ว่า ก็เป็นการเข้าถึงประชาชนโดยไม่ต้องผ่านสื่อกระแสหลัก
"ตรงนี้จะอันตรายเพราะดาวเทียมต่างๆ มันถึงประชาชนในชนบทมากกว่าคนชั้นกลางในเมืองแล้วนะ เคเบิลท้องถิ่นที่เขาสอยสัญญาณฟรีพวกนี้ราคาไม่แพง ราคามันเท่ากับหนังสือพิมพ์ สมมติเดือนละ 300 บาท ก็คือหนังสือพิมวันละ 10 บาท มันมีทฤษฎีอยู่ 2 ทฤษฎี ทฤษฎีแรกบอกว่าคนจนไม่มีปัญญาซื้อ แต่สองคุณลืมไปว่าคนจนมีปัญญาที่จะลงทุน เช่นคนจนรู้สึกว่าถ้าซื้อน้ำเสียก็ไม่ต้องเดิน 3 ชั่วโมงไปตักน้ำ ก็เอาเวลาไปทำมาหากินอย่างอื่น ถ้าคนจนรู้สึกว่าการที่เขาซื้อข้อมูลข่าวสารเหล่านี้แล้วทำให้เขาเข้าใจโลกมากขึ้น ขายของได้ ลูกได้เรียนหนังสือ เขาเพิ่มเงินอีก 300 บาท แล้วลูกเขาได้เรียนพิเศษ ความรู้สึกมันเปลี่ยน โลกของคุณทักษิณเป็นโลกที่ก้าวไปข้างหน้า มันพูดถึงคนรุ่นต่อไปว่าจะได้อะไรมากขึ้น ขณะที่โลกที่รัฐบาลหรือระบอบที่ไม่เอาทักษิณพยายามบอกก็คือ ให้พอใจกับสิ่งที่ตัวคุณมีในขณะนี้ ในขณะที่คนชนบทมีความรู้สึกตลอดเวลาว่าเขาไม่เท่าเทียมกับคนอื่น การไปบอกว่าการไม่เท่าเทียมกับคนอื่นเป็นสิ่งที่คุณต้องทำใจ มันตอบคำถามในสังคมประชาธิปไตยไม่ได้"
"เรื่องเหล่านี้จะเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สงครามสื่อจะเป็นสงครามใหญ่ ถ้าพรุ่งนี้คุณทักษิณสามารถจัดรายการวิทยุ หรือจัดรายการทีวีเองทุกสัปดาห์เหมือนเดิม คุณว่าใครจะไม่ฟัง โดยธรรมชาติคุณทักษิณเข้าใจสื่ออยู่แล้ว สื่อก็ต้องเอาเรื่องนี้ไปซักคุณอภิสิทธิ์ เดี๋ยวคุณอภิสิทธิ์พูดเสร็จคุณทักษิณโต้ ยังไงก็เพลี่ยงพล้ำ เส้นแบ่งของความเป็นสื่อแท้กับสื่อเทียมจะหายไป การที่สื่อกลุ่มหนึ่งอ้างอภิสิทธิ์ว่าตัวเองเป็นสื่อแท้จะหมดไป เพราะสุดท้ายแล้วการเข้าถึงประชาชนจะเป็นหัวใจสำคัญของสื่อ"
"และความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับคุณอภิสิทธิ์ก็จะไม่แนบแน่น เพราะว่าสื่อก็ต้องขาย โดยธรรมชาติของสื่อ ผมไม่ได้มองว่าสื่อมีอุดมการณ์อะไร เป็นเรื่องที่คุณต้องมีอยู่แล้ว แต่ความสามารถในการขายข่าวของคุณ คุณจะจบ"
ต่อตอนที่ 4 www.thaifreenews.org/main/index.php ตอนสุดท้าย

6 เดือนระบอบไม่เอาทักษิณ ตอนที่ 2

ที่มา thaifreenews

6 เดือนระบอบไม่เอาทักษิณ ตอนที่ 2
ดูเหมือนรัฐบาลก็พยายาม เช่นตอนนี้บอกว่าจะเอาเงินลงชนบทลงจังหวัดต่างๆ
"แต่ปัญหาคือการทำโครงการอย่างนั้นไม่มีรูปธรรม มีความพยายามที่บอกว่าจะทำ แต่คุณดันไปมองว่านั่นเป็นการจะทำในระยะยาว แต่ระยะสั้นคุณแก้ปัญหาโดย 2,000 บาท คุณไม่มีโครงการระยะสั้นให้คนจน คุณแก้โดยการใช้วาทกรรมพอเพียงตลอด คุณโยนเข้าไปในเรื่องพอเพียง หรือโยนให้เป็นโครงการที่มาจากพรรคอื่นๆ ซึ่งมีหน้าที่แย่งคะแนนเสียงคุณทักษิณ แต่พอทำจริงๆ ก็มีปัญหาทุจริต สุดท้ายประชาชนก็ไม่ได้"
"ความรู้สึกสัมพันธ์กับรัฐบาล ผู้นำรัฐบาลเป็นผู้นำซึ่งความทุกข์ยากของประชาชน มันไม่มี สิ่งนี้เป็นปัญหาในเชิงภาวะผู้นำมาก เพราะคุณทักษิณรวยกว่าคุณอภิสิทธิ์กี่เท่า ทำไมชาวบ้านเขารู้สึกว่าคุณทักษิณเป็นส่วนหนึ่งของเขา คุณทักษิณใช้คำว่าผมเคยจนมาก่อน ทั้งๆ ที่รวยตลอด แต่ชาวบ้านรู้สึกว่าคุณทักษิณเข้าใจและเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาชาวบ้าน ทั้งๆ ที่ในภาพรวมคือเมื่อแก้ปัญหาแล้วมันก็มีปัญหาทุจริต ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนจำนวนมาก แต่อย่างน้อยชาวบ้านเขารู้สึกว่าคุณทักษิณเข้าใจเขา มันก็คงเหมือนเซลส์แมนที่เข้าไป ชาวบ้านรู้สึกว่าเข้าใจเขาแต่จะโกงเขา ขณะที่ชาวบ้านไม่รู้ว่าคุณอภิสิทธิ์เข้าใจปัญหาของชาวบ้านหรือเปล่า"
"คุณอภิสิทธิ์เคยมีทฤษฎีในการอธิบายความยากจนของชาวบ้านไหม ถ้าคุณทักษิณมีทฤษฎีว่าความยากจนนั้นเกิดจากการที่คุณไม่เข้าไปเกี่ยวพันกับโลก ถ้าคุณทักษิณมีคำอธิบายว่าความยากจนคือคุณยังขาดโอกาส คุณต้องการโอกาส รัฐบาลมีหน้าที่เสริมโอกาสให้คุณ และคุณเข้าไปในเชิงรูปธรรม เช่น OTOP พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีทฤษฎีในการอธิบายกับคนยากคนจนว่าจะต้องมีความเข้มแข็งก่อนที่จะเกี่ยวพันกับโลก คุณอภิสิทธิ์มีทฤษฎีอะไร คุณกรณ์มีทฤษฎีอะไร ในการอธิบายให้คนยากคนจนฟังว่าเขาเข้าใจปัญหาของคนยากคนจน นี่คือปัญหาสำคัญ คุณมีโฆษกจำนวนมาก แต่โฆษกมีหน้าที่โต้ตอบ ไม่เคยมีหน้าที่อธิบายได้ โครงการไทยเข้มแข็งอธิบายได้ไหมว่าไทยไม่เข้มแข็งเพราะอะไร อธิบายและให้ประชาชนเชื่อมั่นในสิ่งซึ่งเขาอธิบายได้อย่างไร"
รัฐบาลก็จะทำโครงการลงจังหวัดต่างๆ เช่นถนนปลอดฝุ่น
"เวลาที่คุณอภิสิทธิ์พูดถึงตัวโครงการไม่ได้พูดถึงโครงการ แต่พูดถึงนโยบายกว้างๆ โครงการมันก็ลงกับพรรคต่างๆ คือเป็นเรื่องน่าสงสาร คุณอภิสิทธิ์ไม่พร้อมแต่จำเป็นต้องขึ้น เพราะระบอบนี้เอาใครไม่ได้แล้ว เพราะคนก่อนหน้าระดับองคมนตรียังเอาไม่อยู่ พอกลับมาหานักการเมืองคุณก็เจอนักการเมืองแบบนี้ เพราะคุณมี choice แค่ 2 แบบคือนักการเมืองที่ clean แต่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ กับนักการเมืองที่ corrupt แต่มีโปรเจ็คให้ประชาชน ได้รับความนิยม"
"ปัญหาความชอบธรรมขนาดใหญ่อีกอันหนึ่งของระบอบใหม่ ไม่ใช่ปัญหาคุณอภิสิทธิ์ แต่เป็นระบอบที่เอาคุณอภิสิทธิ์ขึ้นมา ผมไม่อยากเรียกว่าเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย มันเป็นระบอบของคนที่ไม่เอาทักษิณ ระบอบของพลพรรคที่ไม่เอาทักษิณ อย่าไปมองว่าเป็นอำมาตย์ มันมีนายทุน มันมีชนชั้นผู้ดี มันมีคนชั้นกลางบางกลุ่ม คนจนที่ไม่เอาทักษิณก็มี เราเรียกว่าระบอบของคนที่ไม่เอาทักษิณก็ได้"
"ระบอบนี้มีปัญหาคือมันไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง การเข้าใจประชาธิปไตยต้องแบ่งเป็น 3 ส่วน ประชาธิปไตยที่ชอบพูดกันในเชิงคลาสสิค อธิบายได้ว่าประชาธิปไตยมีที่มาจากประชาชน และทำประโยชน์เพื่อประชาชน แต่ไม่ให้ความสำคัญกับมิติที่ 3 ที่สำคัญคือกระบวนการ เมื่อคุณไม่เข้าใจกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตย ซึ่งการเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมเป็นหนึ่งในนั้น ถ้าคุณไม่เข้าใจเรื่องกระบวนการประชาธิปไตย การอ้างที่มาและเป้าหมายและประชาธิปไตยมันทำให้ระบอบอื่นเข้ามาอยู่ในระบอบประชาธิปไตยได้ คุณสามารถมีระบอบรัฐประหารที่อ้างว่ามาจากประชาชนและทำเพื่อประชาชน แต่กระบวนการที่ทำมันไม่เป็นประชาธิปไตย ในเมื่อการเมืองไทยในระบอบนี้ไม่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้ง และรู้ว่าถ้าเลือกตั้งอีกก็แพ้อีก ประชาธิปไตยของไทยก็จะมีปัญหาไปเรื่อยๆ เพราะมันเป็นประชาธิปไตยที่มีแต่หลักนามธรรม แต่คุณไม่สามารถแก้ปัญหากระบวนการประชาธิปไตยได้ คุณสามารถมีศาลซึ่งทำงานเพื่อประชาธิปไตยได้ อ้างว่าทำเพื่อประชาชน แต่กระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้าพูดถึงประชาธิปไตยต้องตอบด้วยว่าที่มา เป้าหมาย และกระบวนการ เป็นประชาธิปไตยไหม กระบวนการไม่เป็นประชาธิปไตยเพราะมันบี้กันอยู่ในสภาในการตั้งรัฐบาลนี้ และรัฐบาลนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่า ทั้งหมดที่ทำมันอยู่ในกระบวนการประชาธิปไตย มันเป็นปัญหาตั้งแต่จุดตั้งต้นของรัฐบาล"
ถ้าเรามองความหวังของรัฐบาลตอนนี้ก็คือหวังว่าจะกระจายงบประมาณ ดึงไปให้ถึงปลายปีที่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะเป็นบวกแล้วไปรอดได้
"นี่ก็เป็นปัญหาเพราะปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นปัจจัยที่มาจากภายนอก คำถามคือถ้าคุณไม่เกี่ยวพันกับโลกภายนอกคุณจะแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าคุณเกี่ยวพันกับโลกภายนอกคุณสามารถที่จะวัดอัตราการเติบโตได้ แต่คุณวัดการกระจายรายได้ไม่ได้ แต่ในปัจจุบันคุณวัดอัตราการเติบโตก็ไม่ได้ คุณก็ไม่สามารถวัดการกระจายได้ด้วย คุณจะเอา index อะไร เอาตัวชี้วัดอะไร ถ้าคุณคิดว่าไม่ต้องการอัตราการเติบโต คือถ้าติดลบ แต่บอกได้ไหมความเท่าเทียมกันในสังคมเพิ่มขึ้น ไม่มีเลย ตัวแปรปัจจุบันนี้เป็นตัวแปรความรู้สึกหมดเลย ความสุข แล้วคุณวัดอะไรทางเศรษฐกิจได้ และคุณก็กอดนายทุนตลอดเวลา นายทุนไม่มีความจงรักภักดีกับใคร และไม่มีความจงรักภักดีกับรัฐบาล วันนี้เขาบอกว่าบ้านเมืองแตกแยกแล้วให้เงียบซะ วันรุ่งขึ้นเขาอาจจะบอกว่ารัฐบาลไม่ได้เรื่องแล้วควรจะออกไป อย่าไปพึ่งพานายทุน คุณต้องพึ่งพาประชาชน และเขาจะเป็นคนมาโอบล้อมคุณ ถ้าคุณจะจัดการนายทุนถ้าคุณมีประชาชนเป็นพวก นายทุนก็ทำอะไรคุณไม่ได้ แต่คุณไปกอดนายทุน ชาวบ้านเขาไม่เอาคุณ นายทุนก็ช่วยอะไรคุณไม่ได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่"
"สงครามสื่อ
ถ้าคะแนนนิยมยังตกอยู่อย่างนี้และไม่มีจุดพลิก จะไปสู่ทางตันไหม
"รัฐบาลอาจจะเพลี่ยงพล้ำลง แต่ถ้าเรามองภาพรวมระบอบ เขาคิดว่าเขามีไม้ตาย เพราะถ้าเริ่มตัดสินคดีทักษิณมากขึ้น สังคมก็จะเปลี่ยนมุมมอง โดยเขาก็รอให้ส่วนนี้ทำงานมากขึ้น ก็คือให้ตัดสินคดีทักษิณมากขึ้นแล้วเชื่อว่าประชาชนจะไม่สนับสนุนทักษิณ ทักษิณก็จะเป็นอาชญากรมากขึ้นเรื่อยๆ แต่อย่าลืมว่าคดีความต่างๆ มีความล่าช้าอยู่แล้ว กระบวนการมันไม่ได้รวดเร็ว แต่รัฐบาลต้องตอบคำถามประชาชนทุกวัน"
แต่ถ้าคะแนนนิยมรัฐบาลไม่ขึ้น ทักษิณโดนกี่คดี คนก็ยังนิยมทักษิณอยู่
"ก็ต้องใช้กระบวนการศาลในการกันทักษิณไม่ให้เข้ามามีบทบาททางการเมือง ก็ทำได้เท่านี้ ทำไปเรื่อยๆ
ต่อตอนที่ 3 www.thaifreenews.org/main/index.php

สองเซียน สอนมวย

ที่มา thaifreenews

สรุปข่าว สองเซียน สอนมวย
โดย ice angel
55 ดำผุดดำเชียร์ ฮากันทั่วบ้านทั่วเมือง ผลงานเข้าตา มาตรฐานดวงตาเห็นธรรมฉบับผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย
นางธาริษา วัฒนเกศ ดร.โกร่ง วีรพงษ์ รางมางกูล
โซ้ย แนวคิด ดร.โกร่ง ที่ออกมาสอนมวย ผู้ว่าการธนาคารตรงๆ ว่า
1.นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ธปท.บอกว่าทำอะไรไม่ได้เลย เงินไหลเข้ามามาก...
2.ต้นปีค่าเงินอ่อน นำเข้าก็เจ๊ง ปลายปีค่าเงินบาทแข็ง ส่งออกก็เจ๊ง สรุปคือเจ๊งทุกคน”
3. มาตรการสินเชื่อก็บอกว่าเป็นเรื่องของภาคเอกชน ทางการออกคำสั่งไม่ได้ จะได้เฉพาะสถาบันการเงินของรัฐ ก็อยากดูต่อไปว่า ทั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกรุงไทยจะทำอะไรได้บ้าง
4. ครึ่งปีหลังของปีนี้เศรษฐกิจของประเทศจะแย่ลงกว่าในช่วงครึ่งปีแรก และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2553 จะแย่กว่าครึ่งปีหลังของปีนี้อีก
ขณะนี้เศรษฐกิจไทยดิ่งลงไม่ถึงพื้นด้วยซ้ำ และวิกฤตรอบนี้น่าจะยืดเยื้อ
5. รัฐบาลให้น้ำหนักแก้ปัญหาเศรษฐกิจเพียง 20% น้อยกว่าการเมืองที่ให้น้ำหนัก 80%
อธิบายซะขนาดนี้ นางธาริษา ยังโซ้ยดร.โกร่ง ด้วยมาตรฐานที่ว่า
อย่าใช้อารมณ์ในการตัดสินผลงานรัฐบาลมาร์ค ว๊าว!! ดวงตาเห็นธรรม
ฉบับมาตรฐานผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จะเห็นธรรมต่อไหมหลังจากที่
นายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง อดีตรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ และทีมเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย (พท.) บอกว่า
การแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลนายมาร์ค ว่า นักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ตอนนี้คิดแต่เรื่องปริมาณการส่งออก ไม่ได้คิดถึงอัตราแลกเปลี่ยน หลักคือมันต้องเพิ่มรายได้ที่เป็นเงินบาท ให้คนในประเทศ เพื่อจะได้เอารายได้เป็นเงินบาทที่ได้เพิ่มขึ้นไปซื้อของอุปโภคบริโภค ลงทุนมากขึ้น

"1.เราต้องหานโยบายในเรื่องค่าเงินบาท ทำรายได้ให้เป็นบาทเพิ่มขึ้น แน่นอนเมื่อการสั่งซื้อลดลง ราคาสั่งสินค้าที่สั่งเป็นดอลลาร์ลดลง แต่เมื่อค่าเงินบาทอ่อน สามารถชดเชยได้ตามการตกลงของดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้รายได้ในประเทศสูงขึ้น ไม่ใช่แต่จะช่วยเรื่องเพิ่มปริมาณการส่งออกเท่านั้น"

2. ถ้าใช้เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน จะเพิ่มได้ทั่วถึงกว่าการแจกเช็ค 2 พันบาทให้กับคน 10 ล้านคน แล้วไม่ต้องควักเงินรัฐมาจ่ายเช็คช่วยชาติถึง 2 หมื่นล้านบาท เพียงแค่ปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนจาก 33 บาท/ดอลลาร์ มาเป็น 36 บาท/ดอลลาร์ ทำอย่างไรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเงินบาทไปซื้อดอลลาร์มากขึ้น ทำให้เงินบาทมีค่ามากขึ้น แล้วดอลลาร์ที่ซื้อมา ก็เอาไปฝากเอาดอกเบี้ยเป็นเงินบาท กำไรขาดทุนตรงนี้ขึ้นกับดอกเบี้ยเงินบาท และดอกเบี้ยต่างประเทศ แล้วถ้าช่วยด้วยการออกนโยบายลดดอกเบี้ยเงินบาทมากขึ้น จะช่วยให้เข้าสู่ 36 บาท/ดอลลาร์ง่ายขึ้น แต่มันต้องเสริมโดยการให้ ธปท. ปั๊มเงินบาทผ่านระบบธนาคาร เพื่อออกไปซื้อดอลลาร์

"ไม่ว่าจะปั๊มเงินด้วยการออกเช็คช่วยชาติ หรือไปซื้อดอลลาร์ ก็เรียกว่า การปั๊มเงินทั้งคู่ แต่มันต้องดูว่า ปั๊มแบบแรกมันได้ 10 ล้านคน แต่ปั๊มแบบที่สองได้มากกว่า" นายโอฬารบอกอีกว่า
3. นโยบายที่จะทำให้คนมีเงินในประเป๋ามากขึ้น คือเรื่องสินเชื่อ โดยรัฐบาลต้องประกาศและโฟกัสลงไปเลยว่า สินเชื่อนั้นช่วยในเรื่องใด เช่น คนสามารถเอาไปซื้อรถยนต์ที่กำลังมียอดจำหน่ายลดลง หรือช่วยกระตุ้นท่องเที่ยว ไทยเที่ยวไทย

ผู้สื่อข่าวถามว่า 6 เดือนที่ผ่านมา การแก้ปัญหาของรัฐบาลเป็นไปตามหลักที่ถูกต้องหรือไม่ นายโอฬารกล่าวว่า มีอยู่อย่างเดียวคือ การใช้จ่ายภาครัฐ แต่ขาด 2 เรื่อง คือ เรื่องสินเชื่อ ช้ามาก และเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน แค่ยอมรับว่าอัตราแลกเปลี่ยนคือเครื่องมือ แต่วันนี้รัฐบาลยังไม่พยักหน้าหรือสั่งเลย อาจเป็นเพราะ ธปท.ที่รับผิดชอบโดยตรง ไม่มีมุมมองในเรื่องนี้ มองอย่างเดียวว่า อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือเพิ่มปริมาณการส่งออก ไม่ได้มองเป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ประเทศ
55 –ข่าวแบบนี้น่าจะเรียกว่า 2 เซียนสอนมวย ผู้ว่าการธนาคาร ซะแล้ว

5ธันวา52:ครบรอบ100ปีชาตกาลขุนพลภูพาน วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์

ที่มา Thai E-News


สหายศึกเสรีไทย-ครูเตียง ศิริขันธ์ หรือ"พลูโต"(กลาง)กับทหารอังกฤษ พ.ต.เดวิด สไมเลย์ แห่งกองกำลัง136(ซ้าย) และส.อ."กันเนอร์"คอลลินส์ พนักงานวิทยุของผู้พันสไมเลย์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 สิงหาคม 2552

ปฏิทิน 100 ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์

-5 ธันวาคม 2452 เตียง ศิริขันธ์ เกิดที่จังหวัดสกลนคร
-พ.ศ.2473 จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
-พ.ศ.2477 ถูกจับกุมข้อหาคอมมิวนิสต์ ขณะเป็นครูที่อุดรธานี
-7พ.ย.2480เป็นส.ส.สมัยแรก และเป็นต่อมาอีก5สมัย
-8ธ.ค.2484วันญี่ปุ่นบุกยึดไทย นายเตียงเข้าพบปรีดี พนมยงค์ขอให้ตั้งขบวนการเสรีไทย
-ปฏิบัติงานเสรีไทยใช้รหัสชื่อ"พลูโต"เป็นหัวหน้าเสรีไทยภาคอีสานจนถึงวันประกาศสันติภาพ16ส.ค.2488
-31ส.ค.2488 เป็นรัฐมนตรีครั้งแรก
-9 มิ.ย. 2489 เกิดกรณีร.8สวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ลาออก
-8 พ.ย.2490 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจ กลุ่มนายปรีดีถูกขจัดออกจากอำนาจ
-26ก.พ.2492 นายปรีดีพยายามยึดอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้กลายเป็นกบฎวังหลวง
-4 มี.ค.2492 อดีต4รัฐมนตรีสายปรีดีถูกสังหารโหดที่บางเขนคือดร.ทองเปลว ชลภูมิ,ถวิล อุดล,จำลอง ดาวเรือง,ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ แต่ครูเตียงรอด
-12 ธ.ค.2495 ครูเตียงถูกพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เชิญไปพบและหายสาบสูญ ขณะอายุ 43 ปี หลายปีต่อมาถูกเปิดเผยว่าโดนฆ่ารัดคอและเผาที่กาญจนบุรี
-วันนี้ ชาวสกลนครกำลังระดมทุนราว3ล้านบาทเพื่อสร้างอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติขุนพลภูพานให้ทันวันชาตกาล100ปี 5 ธันวาคม2552
-5 ธันวาคม 2552 คาดว่าจะได้เปิดอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน


100ปีวีรบุรุษที่กำลังจะมีอนุสาวรีย์-ในวันที่ 5 ธันวาคม 2552 นี้เป็นวันครบรอบชาตกาล 100 ปีของขุนพลภูพาน ชาวสกลนครกำลังระดมทุนตามมีตามเกิดสร้างอนุสาวรีย์บริเวณถ้ำเสรีไทย ภูพานให้กับวีรบุรุษเตียง ศิริขันธ์ (*ชมคลิปวิดิโอ สำรวจสถานที่ก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน คลิ้กที่นี่)

สมาคมข้าราชการนอกประจำการ จังหวัดสกลนคร กำลังระดมทุนเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์ของนายเตียง ศิริขันธ์ "ขุนพลภูพาน" ณ ลานจอดรถทางเข้าถ้ำเสรีไทย ซึ่งเป็นถ้ำบนเทือกเขาภูพาน ที่ใช้ในการซุกซ่อนอาวุธที่ได้รับจากฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นในรหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2

โดยแบบที่ทำไว้ในการก่อสร้าง เป็นรูปปั้นเหมือน ตั้งบนฐานคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้างX ยาวX สูง 6 เมตร ทั้งนี้การก่อสร้างต้องใช้งบประมาณ 3 ล้านบาท ขณะนี้ยังขาดทุนทรัพย์ในการก่อสร้างอีกจำนวนหนึ่งจึงฝากประชาสัมพันธ์ถึงท่านที่ต้องการสมทบทุนสร้าง ร่วมกันเป็นเป็นเจ้าภาพในการบริจาคสมทบทุนก่อสร้าง ได้ที่สมาคมข้าราชการนอกประจำการจังหวัดสกลนคร

ติดต่อ คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธ์ โทรศัพท์ 042-711915 เพื่อให้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเอกราชอธิปไตยชาติไทยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป


สถานที่ก่อสร้างนี้ ตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถถ้ำเสรีไทย กรมอุทยานแห่งชาติ กม.22 ถ.สกลนคร-กาฬสินธุ์ บ้านลาดกะเฉอ ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร หลังจากได้รับอนุมัติจากกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งชาติ ในการสำรวจและเตรียมพร้อมพื้นที่ก่อสร้าง อนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน วีรบุรุษเสรีไทยสามัญชน เตียง ศิริขันธ์

นายเตียง ศิริขันธ์ อดีตเป็นหัวหน้าใหญ่ของกองทัพขบวนการเสรีไทยสายอีสาน ที่สร้างวีรกรรมที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว รวบรวมพลพรรคและตั้งค่ายเสรีไทยแห่งแรก ที่จังหวัดสกลนคร เพื่อทำกองทัพพลเรือนเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น

จากนั้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ได้ประกาศสันติภาพกับฝ่ายพันธมิตรว่าประเทศไทยไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม และไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ มีเอกราชอธิปไตย สมบูรณ์มาถึงทุกวันนี้

จากความหล้าหาญเสียสละในการต่อสู้ปกป้องเอกราชและอธิปไตย คนไทยทั้งประเทศและชาวจังหวัดสกลนคคร มีความภาคภูมิใจ ในวีรกรรมของ นายเตียง ศิริขันธ์ ถึงแม้จะล่วงลับไปแล้ว แต่ขบวนการสายเลือดเสรีไทยในจังหวัดสกลนครที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงใช้โอกาสที่นายเตียงมีชาตกาลครบ 100 ปีในวันที่ 5 ธันวาคม 2552นี้ระดมทุนเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์ดังกล่าว


ขุนพลภูพานกับสหายศึก1ใน4รัฐมนตรี-เตียง ศิริขันธ์ กับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ (9มิ.ย.2449-4มี.ค.2492 สิริอายุ 43 ปี) ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในสกลนคร ทั้ง2เป็นเสรีไทย เป็นรัฐมนตรีในสายปรีดี พนมยงค์ และเป็นเหยื่อฆาตกรรมทางการเมืองเช่นกัน


นภาพร วงศ์กาฬสินธ์ ข้าราชการบำนาญวัย 70 ปี เป็นหนึ่งในผู้ระดมทุนจัดสร้างอนุสาวรีย์ของวีรชนผู้นี้ ท้าวความย้อนไปเมื่อ 72 ปีก่อน ตั้งแต่เตียงจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับประกาศนียบัตรครูมัธยม (ป.ม.) สมัยนั้นยังไม่เปิดเรียนระดับปริญญาตรี จากนั้นไปเป็นครูที่ ร.ร.มัธยมหอวัง อีก 4 ปีต่อมาในปี 2477 ย้ายไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ร.ร.อุดรพิทยานุกูล สอนวิชาภาษาไทย อังกฤษ และประวัติศาสตร์

ที่นี่เองที่ครูเตียงถูกจับในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน คือ ครูปั่น แก้วมาตย์ ครูสุทัศน์ สุวรรณรัตน์ และครูญวง เอี่ยมศิลา เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าจะฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในโรงเรียน เมื่อมีการชักธงรูปค้อนเคียวอันเป็นสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่ยอดเสาธง โดยถูกคุมขังอยู่ราว 2 เดือน ศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้อง มีเพียงครูญวงคนเดียวที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี

การได้รับอิสรภาพครั้งนั้น ผลักดันให้ครูเตียงหักเหชีวิตจากครูก้าวเข้าสู่วงการเมือง ในปี 2480 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สกลนคร ด้วยวัยเพียง 28 ปี มีโอกาสร่วมทำงานกับ ส.ส.อีสานที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ต่อสู้เพื่อคนยากจน เช่น ถวิล อุดล จากร้อยเอ็ด จำลอง ดาวเรือง จากมหาสารคาม ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ จากอุบลราชธานี จนถูกขนานนามว่า สี่รัฐมนตรีอีสาน หรือขุนพลอีสาน มีผลงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้แก่คนทุกข์ยาก เคียงบ่าเคียงไหล่ "ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์" อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งคณะราษฎร

ครูเตียงและเพื่อนร่วมกันก่อตั้งพรรคสหชีพ ซึ่งมีนโยบายเพื่อเกษตรกรและคนทุกข์ยากในสังคมไทย เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม กระจายอำนาจและรายได้สู่ประชาชนระดับล่าง แนวทางใกล้เคียงกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่มี ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสเป็นแกนนำ

ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มครูเตียงพยายามนำเสนอแนวคิดดังกล่าว ขณะเดียวกันก็โจมตีนโยบายบริหารประเทศของผู้นำทหาร ที่มักจัดสรรงบประมาณให้กองทัพมากเกินไป แทนที่จะกระจายไปสู่งานการศึกษาและพัฒนาด้านอื่นๆ ในชนบท สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ผู้นำทหารตลอดมา

หลังจากกองทัพลูกพระอาทิตย์ยกพลขึ้นบนที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น เตียงเป็นคนหนึ่งที่เข้าพบปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านสีลมเมื่อค่ำวันนั้น และร่วมกันจัดตั้ง"องค์การต่อต้านญี่ปุ่น"ขึ้น ซึ่งต่อมาคือขบวนการเสรีไทย

ปรีดี พนมยงค์ ชื่อรหัส"รูธ"เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ ดำเนินการลับติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อให้เข้าใจสภาพอันแท้จริงของไทยที่เสียอิสรภาพ และพยายามจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในต่างประเทศ

ครูเตียงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเสรีไทยประจำภาคอีสาน มีนามลับว่า "พลูโต"

ช่วงนั้นมีการชักชวนชาวบ้านมาร่วมฝึกอาวุธ เป็นกองทัพประชาชน จัดทำสนามบิน 3 แห่ง ที่บ้านโนนหอม บ้านเต่างอย และตาดภูวง ค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะขณะนั้นมีการประกาศกฎอัยการศึก และเสี่ยงต่อการถูกทหารญี่ปุ่นจับ มีโทษถึงประหารชีวิต โชคดีที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารป่าเสรีไทยได้ไปเดินสวนสนามที่กรุงเทพฯ ในปลายเดือนกันยายน 2488 เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทางราชการในเวลาต่อมา" นภาพร เท้าความหลัง

ชีวิตเจ้าของฉายาพลูโตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามีชื่ออยู่ในรัฐบาลทวี บุณยเกตุ รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2490 จึงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อเดินทางไปสหรัฐฯ ในฐานะรองตัวแทนการเจรจาประนีประนอมระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส

ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ได้ยึดอำนาจการปกครอง ล้มล้างรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และโค่นอำนาจปรีดี พนมยงค์ เชิญพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลขัดตาทัพ

ด้านครูเตียงเมื่อได้ข่าวการรัฐประหารจึงหลบขึ้นเทือกเขาภูพาน จัดตั้งกำลังต่อต้านคณะรัฐประหาร แต่ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ที่สิงคโปร์ ได้ออกอากาศทางวิทยุห้ามพลพรรคเสรีไทยต่อสู้กับคณะรัฐประหาร เพราะไม่ต้องการให้คนไทยเข่นฆ่ากันเอง ครูเตียงจึงยุติการจัดตั้งกองกำลังและซ่อนตัวอยู่บนภูพานนับแต่นั้นเป็นต้นมา

รัฐบาลสั่งการให้ พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ ตามล่าตัวครูเตียง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนหนังสือพิมพ์ยุคนั้นพร้อมใจกันตั้งสมญานามให้ว่า "ขุนพลภูพาน" ต่อมาหลวงพิชิตธุรการจึงใช้วิธีข่มขู่ให้ชาวบ้านบอกที่ซ่อนของขุนพลภูพาน โดยจับครูครอง จันดาวงศ์ และมิตรสหายของครูเตียงอีก 15 คน สร้างแรงกดดันจนเขาตัดสินใจมอบตัวต่อทางการในเดือนมีนาคม 2491 ทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดนอีสาน แต่ท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง

4 ปีต่อมา เดือนพฤศจิกายน 2495 รัฐบาลได้กวาดล้างจับกุมฝ่ายค้านจำนวนมากในข้อหากบฏ ที่เรียกกันต่อมาว่า "กบฏสันติภาพ" และออกกฎหมายคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม

ระหว่างนี้เตียงดำรงตำแหน่ง ส.ส. เขาไปประชุมคณะกรรมการนิติบัญญัตินัดพิเศษที่บ้านมนังคศิลา ในเวลาราว14.00 น. วันที่12ธันวาคม 2495 พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจให้ตำรวจเชิญตัวไปพบ ตั้งแต่นั้นมาก็หายสาบสูญไป ไม่ปรากฏตัวอีกเลย

อย่างไรก็ตามภายหลังพล.ต.อ.เผ่าสิ้นอำนาจ หลักฐานต่อมาปรากฏว่า เตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหาร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2495 หรือ 2 วันหลังจากถูกตำรวจเรียกตัวไป โดยถูกสังหารพร้อมด้วย เล็ก บุนนาค, ผ่อง เขียววิจิตร, สง่า ประจักษ์วงศ์ และชาญ บุนนาค โดยการฆ่ารัดคอ แล้วนำศพไปเผาทิ้งที่เชิงเขาโล้นกาญจนบุรี ห่างจากแยกลาดหญ้าที่ก.ม.9ประมาณ 2 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี


เตียง เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวน 9 คนของนางอ้ม ศิริขันธ์ กับนายบุดดี ศิริขันธ์ (ขุนนิเทศพาณิช) หรือที่ชาวบ้านเรียกทั่วไปว่า "นายฮ้อยบุดดี" เนื่องจากเป็นนายฮ้อยยุคค้าควายไทย-พม่า อันเป็นที่มาของตำนานนายฮ้อยแห่งภาคอีสาน การเดินทางไปขายของในเมืองแต่ละครั้ง จะมีพ่อค้านำกองเกวียนรวมไปด้วย 20-30 ราย เดินทางไปจนถึง จ.ขอนแก่น นครราชสีมา หรือบางครั้งไกลถึงกรุงเทพฯ นานเป็นแรมเดือน บางครั้งก็นำวัว-ควายไปขายถึงเมืองมะละแหม่ง-ย่างกุ้ง ประเทศพม่า นับว่าเป็นผู้มีรายได้ดี มีฐานะเป็นคหบดีคนหนึ่งของสกลนคร

ฉายา "ขุนพลภูพาน" ของเตียง ศิริขันธ์ หมายถึง การเป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ในการฝึกหัดเสรีไทยนับพันคนหลายรุ่น มีอัธยาศัยไมตรีเป็นที่ไว้วางใจของชาวสกลนคร ขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมคติที่จะต่อสู้กับนักการเมืองที่มีอิทธิพล จนถูกยัดเยียดข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม สุดท้ายถูกอำนาจทางการเมืองสั่งฆ่า

จากวีรกรรมการต่อสู้เพื่อคนทุกข์ยาก วันนี้สมาคมข้าราชการนอกประจำการ จ.สกลนคร ร่วมกับครอบครัวศิริขันธ์ มีความพยายามสร้างอนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน วีรบุรุษไทยสามัญชน "เตียง ศิริขันธ์" เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว รวบรวมพลพรรคตั้งค่ายเสรีไทยแห่งแรกที่สกลนคร เพื่อก่อตั้งกองทัพพลเรือนเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยมีเอกราชไม่ตกเป็นประเทศแพ้สงคราม

ปณิธานสำคัญของครูเตียงที่ก้องจากวันที่เขามีชีวิตโลดแล่นบนถนนการเมืองไทย และยังต้องแสวงหาสัจธรรมนี้กันอีกต่อไปก็คือ

"ข้าพเจ้าต้องการให้ทุก ๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้ เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง"

Monday, August 3, 2009

ทางออกวิกฤติ

ที่มา บางกอกทูเดย์

แม้คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มี “นายดิเรก ถึงฝั่ง” สมาชิกวุฒิสภานนทบุรี เป็นประธานจะได้ข้อสรุปว่า...ต้อง แก้ไขรัฐธรรมนูญ 6 ประเด็น แล้วจะเป็นทางออกของวิกฤติความแตกแยกของคนในชาติก็ตามแม้ผมจะเห็นด้วยทุกข้อ...แต่ก็ยังไม่พออดีตผู้ว่าฯ ดิเรก เสนอว่า...ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา237 เรื่องยกเลิกการยุบพรรคและการเพิกถอนสิทธิหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคในกรณีผู้สมัคร ส.ส.ทุจริตการเลือกตั้ง ให้ลงโทษเฉพาะตัวผู้สมัครฯแก้ไขมาตรา 93-98 เรื่องที่มาของ ส.ส.ให้ไปใช้ระบบแบ่งเขตๆ ละคน และระบบบัญชีรายชื่อแก้ไขมาตรา 111-121 ให้ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดแก้ไขมาตรา 190 กำหนดประเภทหนังสือสัญญาที่ต้องทำกับต่างประเทศให้ชัดเจนว่า ประเภทใดต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแก้ไขมาตรา 265 ให้ ส.ส.ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเช่น เลขาฯ รัฐมนตรีได้แก้ไขมาตรา 266 ให้ ส.ส. และ ส.ว. สามารถเข้าไปช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ซึ่งรัฐบาลโยนไปให้รัฐสภาดำเนินการ...ทั้งที่เรื่องนี้รัฐบาลเป็นเจ้าภาพมาตั้งแต่ต้น นี่คือ “นิสัยถาวร” ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เห็น

มานานคือ เรื่องอะไรจะเข้าตัว...ต้องปัดให้พ้นตัวไว้ก่อนโดยทำทีว่า “นายสะอาด” เห็นด้วยแต่ “นายไม่สะอาด”อีกหลายคนในพรรคไม่เห็นด้วยแต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับที่ผมเห็นว่าทางออกจากวิกฤติไม่ได้มีแค่นี้...ต้องทำมากกว่านี้และขอให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องไปหาหนังสือชื่อทางออกวิกฤติ ความขัดแย้งแตกแยกในระบบสังคมการเมืองไทย มาอ่านแล้ว ดวงตาจะเห็นธรรมไม่ต้องดูชื่อหรอกว่าใครเขียน...เพราะเดี๋ยวจะไม่อ่าน!แม้คนเขียนชื่อ “สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง” ที่ทำงานอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์”มานานแต่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ด้วยหัวใจที่เป็นกลางและรู้จริงสุนัย เป็นพุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตัวตนอย่างเคร่งครัดในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ และนำหลักธรรมมาประกอบข้อเขียนอย่างแยบยลเขาเขียนถึงเหตุแห่งปัญหาและทางออกของปัญหาไว้อย่างมีเหตุผลขนาด ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ เขียนคำนิยมว่า สุนัยกล้าคิดอย่างทะลุทะลวงกับกับดักทางการเมือง ที่เป็นปัญหาเฉพาะตัวของระบอบประชาธิปไตยปัจจุบันที่ท้ายสุดแล้วจะทำให้ตัวตนประเทศไทยอ่อนแอลงจนอาจนำไปสู่จุดล่มสลายของสังคมไทยหาอ่านซะ...โดยเฉพาะพวกอมาตย์และ คมช. ทางออกวิกฤติ ความขัดแย้งแตกแยกในระบบสังคมการเมืองไทยดวงตาจะได้เห็นธรรม ■

ผลงานรัฐบาล

ที่มา บางกอกทูเดย์

ผมโล่งใจแทนรัฐบาลมาร์ค ที่ตัดสินใจไม่แถลงผลงานครบรอบ 6 เดือน ในวันที่ 3 สิงหาคม2552 ซึ่งเป็น “วันเกิด” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”ที่โล่งใจเพราะผมกับคนไทยกว่า 63 ล้านยังนึกไม่ออกว่า ถ้าจะแถลงผลงานรอบ 6 เดือน รัฐบาลจะเอาอะไรมาแถลง??ก็ในเมื่อ 6 เดือนที่ผ่านมา ก็มีงานหลักๆ อยู่เพียง2-3 อย่าง...กู้เงิน-สร้างหนี้-บี้ทักษิณ!!รองลงมาก็มีแค่การ ตั้งชื่อลูกหมีแพนด้า กับตามหาพ่อเคอิโงะ!!พูดก็พูดเถิด...จนบัดนี้ผมก็ยังเชื่อว่า “อภิสิทธิ์เป็นคนดี” แต่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาเป็นผู้นำที่ “มือไม่ถึง”(จริงๆ)ทุกวันนี้...การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความยากจนในชาติ มาร์คมีเพื่อนคู่หูอย่าง กรณ์ จาติกวณิช คนเดียวที่ช่วยเขาคิด??แล้วก็คิดได้เพียงอย่างเดียว เงินไม่มี เงินหมดคลังก็ต้องกู้เขา!!กู้เป็นล้านล้านแล้ว และจะกู้ต่อไปจนกว่าไม่มีเงินให้กู้!! เป็นเรื่องที่น่าห่วงอย่างยิ่งสำหรับความเป็นชาติเป็นประเทศไทยที่อุดมสมบูรณ์ ถึงขนาดมีสโลแกน...“ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ”ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว!!แต่เมื่อเราทั้งหลายใน

ประเทศนี้ต้องมาร่วมชะตากรรมในการมีรัฐบาลอย่าง อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ สิ่งเดียวที่เราต้องทำ คือ ไหว้พระสวดมนต์ขอให้ “อภิสิทธิ์ดวงตาเห็นธรรม” โดยเร็วที่สุดและวันใดที่นายกรัฐมนตรีคนนี้ “ดวงตาเห็นธรรม”ท่านก็จะรู้ว่าการช่วยเหลือประเทศไทยและคนไทยทั้งประเทศ ให้พ้นวิบากกรรมนั้นทำได้ไม่ยาก คือ...รีบลาออกจากนายกรัฐมนตรีโดยเร็วที่สุด!!ก่อนที่ประเทศจะยับเยินและพินาศด้วยหนี้สินล้นพ้นตัว??อย่าปรามาสว่าอภิสิทธิ์จะไม่รักชาติ หรือไม่ยอมลาออกจากการเป็น ผู้นำที่อ่อนหัด ที่เหมือน มือใหม่หัดขับแต่ยังไม่มีใครที่กล้าบอกกล้าให้ความเห็นกับนายกรัฐมนตรีคนนี้ตรงๆ และจริงจังว่า...“ท่านครับ ท่านไม่เหมาะที่จะบริหารประเทศนี้กรุณาตัดสินใจลาออกเสียเถิดครับ แล้วเอาใครก็ได้ในพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีแทน”หรือ...ถ้าตกลงกันในพรรคไม่ได้ก็ประกาศยุบสภาเสีย!! ทุกอย่างก็จะจบ!! ประเทศไทยก็จะพ้นบ่วงกรรมในฐานะคนไทยคนหนึ่ง ขออวยพรย้อนหลังให้กับ“วันเกิด” ของท่าน...“สุขสันต์วันเกิดครับท่านนายกฯ” ขอให้ท่านมีความสุขมากกว่า 6 เดือนที่ผ่านมาซึ่งพวกผมรู้ว่า ท่านเหนื่อยเหลือเกินกลับบ้านอยู่กับภริยาที่น่ารัก มีความสุขกับลูกๆที่เป็นเสมือนแก้วตาดวงใจของท่าน เพราะนั่นคือ“ความสุขแท้” ที่ไม่ใช่ความสุขจากการเป็น “ผู้นำประเทศ” ซึ่งถูกรุมด่าทุกวัน!! ■

ใครเลี้ยงแกะ

ที่มา บางกอกทูเดย์

จะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งพูดเรื่องจริงระหว่างนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณดูเหมือนว่า..ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะไม่ได้ลาพักยาวอย่างที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้ข่าว..และจะพักยาวต่อไปอีกพล.ต.อ.พัชรวาท ยืนยันว่า..หลังจากเดินทางไปราชการต่างประเทศตามกำหนดการดังเดิมแล้วก็จะกลับมาทำหน้าที่อย่างเก่า..ไม่มีการลาพักลายาวอย่างที่ไปเล่าลือกันหรือมีการพูดถึงใครก็ตามที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด..จะเห็นว่า..เรื่องราวการจะปลด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ..นั้น มาจากทำเนียบรัฐบาลโดยเฉพาะสำนักนายกรัฐมนตรี..แต่รองนายกรัฐมนตรี นายสุเทพเทือกสุบรรณ..ได้ยืนยันตลอดเวลาว่า..จะไม่มีการโยกย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ..อีกทั้งยังยืนยันว่านายตำรวจอันดับสูงสุดท่านนี้ไม่ได้ขัดขวางในเรื่องคดีความเกี่ยวพันกับการลอบสังหารแต่ไม่ตายของนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่อย่างใดรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตรวงษ์สุวรรณ..ก็ออกมาถามตรงๆ ว่า..ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำผิดตรงไหนแต่ก็ไม่มีใครตอบพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ..จะอยู่ในราชการอีกไม่ถึง 2 เดือน ก็จะเกษียณอายุราชการ..ทำไม..ฝ่ายที่อยากโยกย้ายถึงรอไม่ได้..นี่คือคำถามที่ตอบยากของ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี..ในเมื่อนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะมองหน้าที่ดูแลความมั่นคงให้กับรองนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ แล้ว..ทำไมถึงไม่ให้เขารับผิดชอบผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินี่คือคำถามที่ตอบยากของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนายกรัฐมนตรีแต่ที่..นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..หากเคยรู้แต่อาจจะหลงลืมก็คือ..การโยกย้ายที่ไร้เหตุผลและไม่เป็นธรรม..ในขณะนี้..มันเป็นได้ทั้งคดีแพ่งและอาญา รัฐมนตรีช่วยว่าการ สมหมาย ภาษี..โดนพิพากษาจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญามาแล้ว..จากการโยกย้ายถอดถอนที่ไม่เป็นธรรมกฎข้อที่ 1 ของการเป็นนายกรัฐมนตรีในประเทศนี้..ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจว่า..นายกรัฐมนตรีประเทศนี้มันเล็กนิดเดียวครับ มันเล็กนิดเดียว ■

จาก ‘แม้ว’ ถึง ‘มาร์ค’ 6 เดือนจะกลับไทย?

ที่มา บางกอกทูเดย์

สถานการณ์การเมืองไทยในเวลานี้ยังคงเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ยังคงไม่มีวี่แววของความต้องการสมานฉันท์ที่แท้จริงในจิตใจของกลุ่มบุคคลที่กุมอำนาจบริหารประเทศในปัจจุบันน่าสงสารปนสมเพชมากที่สุด เห็นจะเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่สถานการณ์บวกกับความต้องการที่รีบร้อนในการเป็นนายกรัฐมนตรีทั้งๆ ที่โดยคุณสมบัติต่างเป็นได้แน่นอนอยู่แล้วแต่เพราะความรีบร้อนอยากได้อยากเป็นเร็วจนเกินไปนั่นแหละที่ทำให้พลัดหลงเข้า “บ่วงมาร” จากการที่น่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม ท่ามกลางเสียงเชียร์จากประชาชนคนเลือกตั้งทั้งหลายกลับกลายเป็นนายกรัฐมนตรีที่อยู่ภายใต้การขี่คอทวงบุญคุณของบรรดาผู้สนับสนุนวันนี้แม้รู้แล้วว่าคนกลุ่มต่างๆ ที่อยู่รอบข้างสนับสนุนขึ้นมาก็เพียงเพื่อจะอาศัย ภาพลักษณ์ ของนายอภิสิทธิ์ เป็นเกราะในการแอบแฝงเข้ามาหาผลประโยชน์ทางการเมือง หาทางตักตวงเพื่อตนเองทั้งสิ้นวันนี้นายอภิสิทธิ์รู้ซึ้งแล้วจริงๆ...ในวันที่เริ่มจะโดดเดี่ยวมากขึ้นเรื่อยๆก็ขนาดเป็นนายกรัฐมนตรี จะสร้างความชัดเจนในเรื่องรูปคดีเพียงแค่คดีเดียว ยังทำไม่ได้เลย!!!

กลายเป็นกระทบคนนั้นกระเทือนคนนี้...ห้ามยุ่งห้ามแตะคนนามสกุลนั้นนามสกุลนี้...แถมยังมีการพยายามลากโยงคดีให้ไปพัวพันกับวัตถุประสงค์ทางการเมืองเข้าให้อีก...ไม่เหนื่อยวันนี้แล้วจะเหนื่อยวันไหนแม้แต่พี่เลี้ยงใกล้ตัวภายในพรรค คนที่ชื่อ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ที่เคยวิ่งประสานจัดตั้งรัฐบาลให้จนได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมใจอยาก แม้จะถูกสื่อรู้ทันและให้ฉายาของรัฐบาลว่า “รัฐบาลเทพประทาน”มาวันนี้ก็กลายเป็น “เทพไม่ปลื้ม”ลากิจเอาในวันไคลแมกซ์ จนทำให้นายอภิสิทธิ์ต้องยอมกลืนน้ำลายนายกรัฐมนตรี ไม่กล้าแถลงไม่กล้าพูดเรื่องคดียิงสนธิแถม นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ก็ทันเกมเพราะแม้ก่อนหน้าได้บอกไว้ว่าจะมาฟังแถลงด้วยตนเอง...แต่สุดท้ายก็หายเข้ากลีบเมฆเพราะดูอาการก็รู้แล้วว่า “มาร์ค” โดดเดี่ยวจนยะเยือกย่อมไม่กล้าที่จะพูดเรื่องนี้แน่สุดท้ายคดีนี้ก็คงดำเนินไปเรื่อยๆ นับถอยหลังไปเรื่อยๆตามวันเวลาที่หดสั้นลงของอายุราชการของ พล.ต.อ.ธานีสมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่ง 30 กันยายนที่จะถึงในอีกเดือนเศษๆ นี้ก็จะเกษียณอายุแล้วเช่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็คงจะสบายใจแน่นอนแล้วว่าสามารถเกษียณอายุบนเก้าอี้ ผบ.ตร. ได้อย่างแน่นอนเช่นกันเพราะหลังจากปฏิบัติการประกาศศักดาของใครหลายๆ คนที่ทำให้นายอภิสิทธิ์รู้ชัดในความโดดเดี่ยวไม่มีใครของตนเองแล้วสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป จนสบายใจที่จะไปราชการต่างประเทศได้แบบ เบิร์ด เบิร์ด

ที่จะหน้าเครียดก็เห็นจะมีแต่นายอภิสิทธิ์คนเดียวนั่นแหละ!!!เพราะแม้แต่เรื่องเศรษฐกิจที่พยายามพูดย้ำพูดซ้ำว่า ทุกอย่างจะดีขึ้น ทุกอย่างจะฟื้นในไตรมาส 4บังเอิญทั้งนักธุรกิจ นักเศรษฐศาสตร์ ที่ไม่ได้เลือกขั้วเลือกข้างต่างก็รู้กันดีว่า ประเทศไทยนั้นมีกราฟเศรษฐกิจในลักษณะของการเป็นฤดูกาล (seasoning) มานมนานกาเลแล้วไตรมาสแรกจะไม่ดี ไตรมาส 2 จะทรุด จากนั้นไตรมาส 3จะกระเตื้องขึ้น แล้วไตรมาส 4 จะดีที่สุด เป็นวงจรที่หากใครที่ได้รู้จักเก็บสถิติทางเศรษฐกิจก็จะพอมองเห็นก็ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และเป็นประเทศที่ขายการท่องเที่ยวและบริการ ฉะนั้น ไฮซีซั่นทั้งเรื่องของการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรและการท่องเที่ยว ตัวเลขย่อมจะต้องมาโป่งเอาตอนไตรมาส 4 ของทุกปีนั่นแหละน่าสงสารก็แต่นักเรียนออกซ์ฟอร์ด ที่ด้วยความไม่เคยสัมผัสชีวิตการทำงานอย่างจริงๆ เลยในชีวิต โดยเฉพาะกับการทำธุรกิจดังนั้น เมื่อคนรอบข้างชงเข้ามาให้ว่า ไตรมาส 4 จะดีแน่...จะต้องดีกว่าไตรมาส 1 และไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ซึ่งก็แหงล่ะเพราะเศรษฐกิจไทยเป็นแบบนี้มาตลอดด้วยความไม่รู้ เมื่อเจอคนตัดตอนข้อมูล พล็อตกราฟให้เห็นแค่ปีนี้ว่า ไตรมาส 4 ดีแน่ๆ นายอภิสิทธิ์ก็เลยตื่นเต้นแถมสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในยุคที่มี นายสันติวิลาสศักดานนท์ นั่งแป้นเป็นประธานอยู่ ก็เชียร์รัฐบาลนี้จนออกนอกหน้าอย่างชัดเจน จึงให้ข้อมูลเชิงบวกเต็มที่ว่า ทุกอย่างกระเตื้องแล้ว ฟื้นแล้ว ดีแล้วจนหลายครั้งบรรดาสมาชิกในสภาอุตสาหกรรมเองก็ยังงุนงงกับข้อมูล เพราะอดสงสัยไม่ได้ว่า นายสันติไม่รู้จริงๆ หรือว่าเวลานี้สมาชิกเดือดร้อนกันแค่ไหนหรือว่าสหพัฒน์ที่นายสันติทำงานอยู่นั้น ไม่ได้บอกหรือให้ตัวเลขว่ายอดขายสินค้าในปีนี้เป็นอย่างไร???

เมื่อได้ข้อมูลเชิงบวก บวก บวก และบวกเช่นนี้ นายอภิสิทธิ์ซึ่งไม่มีพื้นฐานก็เลยเชื่อมั่นเต็มที่ และพยายามย้ำพูดตลอดในรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ ว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้นแล้วทุกอย่างจะกระเตื้องแล้ว ไตรมาส 4 ปีนี้เศรษฐกิจไทยจะดีแน่ๆเมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคมที่ผ่านมา ก็ยังพูดอยู่เลยแย่ตรงที่ความจริงในโลกนี้ ไม่เคยที่จะรักษาหน้าให้กับคนที่พูดเก่งเพราะในวันเดียวกันนั้นเอง ผู้หญิงที่น่าสงสารในจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ต้องตกงานจากพิษเศรษฐกิจ แล้วพยายามสู้ชีวิตด้วยการมาเป็นแม่ค้าขายนมขวดเครียดจัดเพราะขาดทุน คนไทยประหยัดจนกำลังซื้อหดหายทำให้ยิ่งขายยิ่งขาดทุนเป็นหนี้เป็นสิน…ก็เลยตัดสินใจผูกคอตายเป็นข่าวที่เกิดขึ้นในวันเดียวกับที่นายอภิสิทธิ์ออกอากาศว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นแล้วนั่นแหละและแม้แต่กระทั่งเรื่องของการจัดการปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งหลายฝ่ายพยายามเตือนแล้วเตือนอีกว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก รุนแรงมากแต่นายอภิสิทธิ์ก็ไม่ได้ตื่นตัว ปล่อยให้ นายวิทยาแก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทำงานแบบเรื่อยเรื่อยมาเรียงเรียง จนวันนี้ คนไทยเสียชีวิตเพราะไข้หวัดใหญ่ 2009 ไปมากกว่า 65 รายแล้ว!!!แม้แต่หมอก็ยังติดเชื้อ ทำให้โรคประจำตัวกำเริบจนเสียชีวิตไปแล้วก็มีหลายพื้นที่หลายจังหวัดร้องขอให้ประกาศเป็นเขตพิบัติภัยจะได้ทำการควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพน.พ.เรวัติ วิศรุตเวช อธิบดีกรมการแพทย์ ยังต้องยอมรับเลยว่า จากการระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009ขยายวงกว้างระบาดไปทั่วประเทศแล้วในขณะนี้คาดว่าประเทศไทยจะมีผู้ติดเชื้อโรคนี้จริงๆ มากกว่า500,000-600,000 คนนี่คือภาพสะท้อนความจริง แต่ทำไมรัฐบาลจึงมองว่าไม่มีปัญหา ไม่น่าเป็นห่วง...ซึ่งเป็นการตั้งตนบนความประมาท

ที่กำลังเอาชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนมาเสี่ยงอย่างน่าตำหนิที่สุดจึงไม่น่าประหลาดใจที่ในการโฟนอินของ พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีการหยิบเรื่อง ไข้หวัด 2009มาคุยกับคนฟังทั้งหลายโดยตั้งข้อสังเกตว่า เชื้อไข้หวัด 2009 เกิดขึ้นที่ประเทศเม็กซิโก แต่ดันมาเติบโตที่ประเทศไทยได้อย่างไรทั้งที่อยู่คนละขั้วโลก เวลาเชื้อเดินทางผ่านประเทศไหนทุกประเทศจะจัดการหมด แต่บ้านเรากลับอุ้มไว้ถ้ามันเติบโตอย่างหนัก คิดว่าองค์การอนามัยโลก (WHO)ต้องย้ายมาอยู่ประเทศไทยได้แล้ว เพราะประเทศไทยทำอะไรไม่เป็น“วันนี้รัฐบาลบอกให้ประชาชนไปตรวจหาเชื้อเองเสียเงินเองเป็นเชื้อโรคระบาดที่จริงต้องเป็นภาระของรัฐบาลจ่ายค่าตรวจเชื้อให้เอาเข้าระบบ 30 บาทได้เลย ถ้าใครเป็นไข้ให้ไปตรวจเชื้อหมดถ้าตรวจเจอแล้วกักไว้ ถ้าไม่ตรวจกักไม่ได้ แต่วันนี้ใครไม่มีเงิน5,000 บาทก็ไม่ได้ตรวจ ต้องไปซื้อยากินเองเวลาเป็นไข้”พ.ต.ท.ทักษิณ พูดเรื่องที่เป็นสถานการณ์สอดคล้องกับความรู้สึกประชาชนฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่จะมีกระแสเรื่องการจะมีโอกาสกลับมาประเทศไทยในช่วง 6 เดือนนี้ ถึงขนาดเวทีที่ต.ท่าสาย อ.เมือง จ.เชียงราย ขึ้นป้ายเวทีขนาดใหญ่ว่า“ทักษิณจะกลับมาพบกับท่านในเร็วๆ นี้”ที่น่าคิดคือคำพูดโฟนอินจากดูไบ ซึ่งเข้ามาพูดคุยกับประชาชนที่ไปร่วมงาน และสื่อต่างๆ พากันลงข่าว ก็คือ“ตอนนี้พวกเขาผวาไปหมด พยายามยัดเยียดข้อหาต่างๆบ้านเมืองเลยยุ่งๆ เพราะเขาเป็นโรคขี้กลัว กลัวแพ้ กลัวจะกลับไปล้างแค้น แต่ขอบอกไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด อโหสิให้ทุกคน และได้นั่งสมาธิยุติกรรมหมดแล้ว กรรมใดใครก่อก็รับกันไปเอง”แต่รัฐบาลยังเงอะๆ งะๆ โทษนั่นโทษนี่ไปเรื่อยว่า

ทำไมสื่อให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญกับการโฟนอินและเป็นข่าวลงทุกฉบับไม่ได้สำเหนียกเลยว่าการที่พื้นที่ข่าวของ พ.ต.ท.ทักษิณมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผลงานต่างๆ ของรัฐบาลถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อยๆ และไม่มีความเชื่อถือเชื่อมั่นมากขึ้นทุกที แทนที่นายอภิสิทธิ์และรัฐบาลจะไตร่ตรอง วิเคราะห์หาเหตุผลกลับโทษแต่เพียงว่า เป็นเพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมหยุด!!ลืมที่จะเหลียวมองว่า บรรดาองครักษ์พิทักษ์รัฐบาลบรรดากลุ่มก๊วนการเมืองที่อยู่ร่วมรัฐบาลนั้น หยุดที่จะแกว่งปากหาเรื่อง หรือหยุดการกระทำที่มุ่งรักษาแต่ผลประโยชน์เฉพาะตนเฉพาะกลุ่มกันบ้างหรือไม่??อย่างกรณีกระทรวงมหาดไทยสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายบุญจงวงศ์ไตรรัตน์ และกลุ่มเพื่อนเนวิน ทำเพื่ออะไร???การสั่งให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เกณฑ์ประชาชนมาหมู่บ้านละ30-50 คน เพื่อลงชื่อนั้น คิดบ้างหรือไม่ว่าจะยิ่งทำให้เกิดความแตกแยกหนักในสังคมพ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาใน 6 เดือนได้หรือไม่? จริงๆ แล้วก็อยู่ที่การกระทำของรัฐบาล และบรรดากลุ่มก๊วนการเมืองเองนั่นแหละว่า จะทำให้ประชาชนเบื่อหน่ายและสถานการณ์สุกงอมเพียงใดดังนั้น หากนายอภิสิทธิ์จับสัญญาณจากคำพูดของพล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ไปวิเคราะห์ให้ดี ที่บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ต้องการกลับมาบริหารประเทศ ไม่ได้ต้องการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองอีกแต่ต้องการที่จะช่วยเหลือประเทศไทยให้พ้นจากวิกฤติแค่นั้นจริงๆแม้นายอภิสิทธิ์จะถูกมองมาตลอดว่า ทำงานไม่เป็นหรือเป็นแค่เด็กๆ ทำงานก็ตามแต่หากว่าครั้งนี้ครั้งเดียว ถ้าทำเป็น ทำได้ สร้างสมานฉันท์ที่แท้จริงโดยหยุดความหวาดระแวงระหว่างกันได้ผลงานนายอภิสิทธิ์จะท่วมท้นอย่างแน่นอน!! ■

ภาพกิจกรรมดำทั้งแผ่นดินคึกครื้น

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท และ
3 สิงหาคม 2552

กลุ่มคนเสื้อแดงผู้รักชาติรักประชาธิปไตยรักความเป็นธรรม พากันจัดงาน"ดำทั้งแผ่นดิน"ขึ้นในวันนี้(3ส.ค.)ในโอกาสครบรอบวันเกิด 45 ปีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

กิจกรรมสืบเนื่องมาจากตอนที่คนเสื้อแดงจัดงานแซยิดให้อดีตนายกฯทักษิณนั้น นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงว่าควรจัดบังสุกุลและแต่งดำทั้งแผ่นดินให้ทักษิณและสิ่งที่ทักษิณจะสร้างเซอร์ไพรส์ก็คือควรกระทำอัตวินิบาตกรรมในวันเกิด60ปี ส่วนนายอภิสิทธิ์กล่าวซ้ำเติมว่าหวังว่าทักษิณจะดวงตาเห็นธรรมในวันเกิด

เมื่อวันครบรอบวันเกิดปีที่45ของนายอภิสิทธิ์มาถึงในวันนี้ คนเสื้อแดงจึงร่วมกันจัดกิจกรรม"ดำทั้งแผ่นดิน-ดวงตาเห็นดำ"ขึ้นเพื่อสนองศรัทธานายอภิสิทธิ์และโฆษกประจำตัว และเป็นการประกาศอารยะขัดขืนไม่ยอมรับรัฐบาลหุ่นเชิดของระบอบอำมาตย์ไปในตัว

ภาคเหนือ


เชียงใหม่51ดำทั้งแผ่นดินบังสุกุลคนเป็น

ภาพกิจกรรมกลุ่มเชียงใหม่ไม่เอาอภิสิทธิ์ ทำพิธีสวดบังสุกุล และเผาโลงศพจำลองนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อช่วงสายวันที่ 3 สิงหาคม 2552 ที่สุสานประตูหายยา จังหวัดเชียงใหม่ โดยผู้ประท้วงกล่าวว่า เพราะนายอภิสิทธิ์ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีขาดความชอบธรรม และตลอดการบริหารประเทศ 6 เดือนสร้างแต่ความทุกข์ยากให้แก่ประชาชน









กรุงเทพฯ


หน้าทำเนียบรัฐบาล-เผาหุ่นมาร์ค
กลุ่มสภาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งแต่งกายด้วยเสื้อสีดำ และผูกพ้าผันคอสีแดง เดินทางไปชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล จากนั้น ได้นำหุ่นจำลองรูปของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาจุดเผาทำลาย เนื่องในวันคล้ายวันเกิดครบ45ปี พร้อมยื่นคำแถลงการณ์ของทางกลุ่มผ่านเจ้าหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งระบุว่า การเข้าชื่อของประชาชนเพื่อยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นสิทธิ์ที่กระทำได้

ดังนั้น สภาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประณามกลุ่มบุคคลต่างๆที่ต่อต้านกลุ่มเสื้อแดงในการนำรายชื่อยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกา และขออย่าให้ใช้อำนาจในการก้าวล่วงต่อพระราชอำนาจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อทางกลุ่มสภาประชาชนเพื่อระชาธิปไตยเสร็จสิ้นการทำกิจกรรมที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาลแล้วได้เคลื่อนขบวนต่อไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อขับไล่อธิการบดีต่อไป

วิทยุแท็กซี่จัดบังสุกุลใต้ทางด่วนคึกครื้น

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานว่า กลุ่มแท็กซี่เสื้อแดง จัดงานฌาปนกิจศพ เนื่องในโอกาส 45 ปี นายกฯอภิสิทธิ์ เช้าวันนี้ (3 ส.ค.) ที่บริเวณใต้ทางด่วนพระราม 9 ถนนรัชดาภิเษก(อโศก) บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกครื้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ ที่บริเวณใต้ทางด่วนพระราม 9 ถนนรัชดาภิเษก(อโศก) ในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 45 ปี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สมาชิกวิทยุชุมชนคนแท็กซี่พร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงย่านพระราม 9 - ห้วยขวาง กว่า 300 คน แต่งชุดดำมาชุมนุมจัดงานฌาปนกิจศพหุ่นจำลองนายอภิสิทธิ์ โดยมีการตั้งโลงศพไร้ญาติที่บริเวณริมฟุตบาต ประดับตกแต่งด้วยพวงรีด ภาพวาดคล้ายนายอภิสิทธิ์ มีการระบุว่า เป็นชายไร้ชื่อ ที่มักใหญ่ใฝ่สูง หนีทหาร ชอบคบหัวหน้านักเลงหัวไม้ย่านสี่เสาเทเวศร์ อีกทั้งนำขยะนานาชนิด พร้อมกับคำสาปแช่ง มาตกแต่งประดับโลงศพ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกครื้น มีการเปิดเพลงมอญร้องไห้สลับกับการรำหน้าโลงศพจำลอง

สำหรับบรรยากาศ ภายในงาน แกนนำคนเสื้อแดงระดับรากหญ้าต่างผลัดเปลี่ยนปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐที่ ผ่านมา เนื้อหาส่วนใหญ่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความล้มเหลวในการบริหารประเทศ ทั้งเรื่องการแก้ไขไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ การทุจริตคอรัปชั่น การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการแทรกแซงการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

กระทั่งเวลา 14.00 น.นายชินวัฒน์ หาบุญพาด แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และนางดารุณี กฤตบุญญาลัย นักธุรกิจ พร้อมสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงทำพิธีสะกดวิญญาณลงหม้อปิดผ้ายันต์ จากนั้นได้ทำการแห่โรงศพ และหุ่นจำลองนายอภิสิทธิ์ ไปบริเวณแยกพระราม 9 – อสมท. เพื่อทำพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่ง และฌาปนกิจ หุ่นและโรงศพจำลอง ท่ามกลางเจ้าหน้าตำรวจจาก สน.มักกะสัน กว่า 30 นายคอยรักษาความสงบ

3เกลอแต่งดำคาด17ส.ค.ยื่นถวายฎีกา

วันนี้ (3 ส.ค.) นายวีระ มุสิกพงศ์​ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมแกนนำคนอื่น ได้แต่งชุดดำ แถลงข่าว โดยเปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รวบรวม และตรวจสอบรายชื่อผู้ยื่นถวายฎีกา เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ​ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี คาดว่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 15-16 ส.ค.​ และจะสามารถนำรายชื่อใส่พาน เพื่อทูลเกล้าทูลกระหม่อม​ ในวันที่ 17 ส.ค. โดยจะใช้คนประมาณ 1,000 คน เพื่อลำเลียงรายชื่อ

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หนึ่งในแกนนำ นปช. กล่าวตั้งข้อสังเกตว่า ความเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อถอดถอนการยื่นถวายฎีกา ของกระทรวงมหาดไทย เพื่อต้องการให้นายเนวิน ชิดชอบ หลุดพ้นคดีกล้ายาง และอยากให้ทำประชามติในเรื่องนี้ว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่

ภาคอีสาน


ชัยภูมิ-ชมภาพกิจกรรมดำทั้งแผ่นดินทั้งหมดของชาวชัยภูมิ คลิ้กที่นี่



อดรธานี-ขวัญชัยพาชาวอุดรเลิกแดง1วันร่วมดำทั้งแผ่นดิน


นายขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร นำสมาชิกชมรมสวมใส่เสื้อสีดำกว่า 500 คน เดินเท้าจากสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร 97.5 หนองเหล็ก ซ.9 เขตเทศบาลนครอุดรธานี มายังอนุสาวรีย์กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม เทศบาลนครอุดรธานี ระยะทางกว่า 4 กิโลเมตร เพื่อไว้อาลัยให้แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

โดยมีการถือป้ายไว้อาลัยแก่นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของนายกรัฐมนตรีในวันนี้ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมได้ยืนบนทางเท้าบนอนุสาวรีย์ พร้อมมีการกล่าวโจมตีการทำงานของนายกรัฐมนตรี โดยมีตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบคอยคุมคุมดูแลการชุมนุม

เนื่องจากวันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งตั้งแต่เข้ามาบริหารบ้านเมือง มีแต่ผลักดันภาระต่าง ๆ ให้ประชาชนในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการขึ้นภาษีต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำมัน ที่ทำให้คนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาที่สูงกว่า ทั้งนี้ เพราะว่ารัฐบาลนำเงินไปใช้ในเรื่องอื่นจนหมด ทำให้ไม่มีเงิน ต้องให้ประชาชนเป็นผู้แบกภาระ จึงขอไว้อาลัยให้แก่นายกรัฐมนตรีฯ ที่ครบรอบวัยเกิดในวันนี้


นครราชสีมา-กลุ่มคนเสื้อแดงจังหวัดนครราชสีมา นำโดยนายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ ได้แต่งกายด้วยชุดดำ เดินทางมารวมตัวกันบริเวณหน้าอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา เนื่องในวันคล้ายวันเกิดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มคนเสื้อแดงให้เหตุผลว่า การกระทำของคนเสื้อแดงวันนี้ ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนเสื้อแดงในจังหวัดนครราชสีมา ไม่ยอมรับการได้มาของรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งตัวนายอภิสิทธิ์ฯ และยังคงยืนยันที่จะต่อต้านรัฐบาลภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ทุกรูปแบบ

จากนั้นกลุ่มเสื้อแดงจังหวัดนครราชสีมา ได้เดินเท้าไปยังศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เพื่อขอพบนายประจักษ์ สุวรรณภักดี ผวจ.นครรารชสีมา เพื่อตรวจสอบรายชื่อของบุคคลที่มาลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายประจักษ์ฯ ได้มอบหมายให้นายวิทยา กามนต์ ปลัดจังหวัดนครราชสีมา ลงมาพบกับกลุ่มเสื้อแดงแทนพร้อมกับนำรายชื่อบุคคลที่ลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกาฯจำนวน 2 แผ่น มาให้กลุ่มเสื้อแดงโคราชตรวจสอบ จากนั้นกลุ่มเสื้อแดงจึงสลายตัวไป

ภาคตะวันออก


พัทยา-แห่ศพอภิสิทธิ์(ชน) ชมภาพกิจกรรมทั้งหมด คลิ้กที่นี่



ภาคตะวันตก


หัวหิน-แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ภาคตะวันตก ประกาศว่า ในวันที่ 3 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดของ นายอภิสิทธิ์ กลุ่มเสื้อแดงภาคตะวันตกจะนัดรวมตัวกันสวมเสื้อดำ เพื่อประกาศต่อต้านการบริหารของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

ขอให้เด็กน้อยดวงตาเห็นธรรม

ที่มา Thai E-News