ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
เรตติ้ง "โอบามาร์ค"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นับวันจะสาละวันเตี้ยลง ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ การขูดรีดภาษีน้ำมัน การควบคุมไข้หวัด 2009 ที่ไร้ประสิทธิภาพ
โดนฉุดกระชากต่ำติดดินเข้าไปอีก ด้วยภาพที่เหมือนกับยอมให้แกนนำพันธมิตรฯ บางคนขึ้นขี่คอ
นายอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาเรื่องยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ มาตั้งแต่ก้าวขึ้นเป็นนายกฯใหม่ๆ ด้วยการตัดสินใจเลือกนายกษิต ภิรมย์ มานั่งเก้าอี้เสนาบดีต่างประเทศ
และมาชัดเจนมากขึ้น เมื่อเกิดปรากฏการณ์กระเหี้ยนกระหือรือจะปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.
รู้กันอยู่ว่าแกนนำพันธมิตรฯ บางคนขึ้งเคียดผบ.ตร.คนนี้มาตั้งแต่สมัยก่อม็อบใหม่ๆ
ก่อนจะมาแตกหักเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เมื่อกลุ่มพันธ มิตรฯ เคลื่อนกำลังจากทำเนียบ ไปปิดล้อมรัฐสภา
และพยายามจะเข้ายึดกองบัญชาการตำรวจนครบาล จนเกิดการปะทะกันขึ้น
บวกซ้ำกับการแจ้งข้อหา "ก่อการร้าย"
และยังหงุดหงิดเรื่องการโยกย้ายตำรวจในหลายครั้งที่ผ่านมา
จึงเห็นว่าระยะหลังแกนนำพันธมิตรฯ ออกมาโจมตีพล.ต.อ. พัชรวาท และกดดันให้นายอภิสิทธิ์ ปลดจากตำแหน่ง
ว่ากันว่า ผู้มีบทบาทสำคัญ คือบริวารใกล้ชิดผู้มีอำนาจในรัฐบาลคนหนึ่ง ซึ่งแนบแน่นกับพันธมิตรฯ และไม่ชอบพล.ต.อ.พัชรวาท เป็นทุนเดิมเพราะไม่ได้ดังใจในการแต่งตั้งตำรวจ
จริงๆ แล้วการแต่งตั้งตำรวจในอดีตที่ผ่านมาการเมืองเข้าไปมีส่วนอยู่ทุกครั้ง แต่หลักๆ แล้วจะเป็นการขอร้อง หรือขอความช่วยเหลือมากกว่า
ผู้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายก็จะดูความเหมาะสมด้วย เช่นถ้าเป็นตำแหน่งสำคัญๆ ที่ต้องการคนทำงานจริงๆ อาจจะขอเอาไว้โดยต่อรองให้ "เด็กเส้น" ไปอยู่ตำแหน่งในระดับเดียวกัน
แต่คนใกล้ชิดผู้มีอำนาจรายนี้ใช้วิธีการข่มขู่ ต้องการให้คนของตนไปอยู่ตำแหน่งโน้น ตำแหน่งนี้ โดยไม่ดูความเหมาะสม ว่าไปแล้วจะทำงานได้หรือไม่ และจะเกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือเปล่า
และที่แสบกว่านั้นคนใกล้ชิดยังแอบสอดไส้ใบสั่ง ขอตำแหน่งให้ตำรวจที่ใกล้ชิดกับกลุ่มม็อบแนบไปด้วย
พอไม่ได้ดังใจก็เลยอาศัยความใกล้ชิดโน้มน้าวด้วยข้อมูลบางอย่าง ดูเหมือนจะได้ผลเสียด้วย
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้นายอภิสิทธิ์สมควรอย่างยิ่งต้องระวังคนใกล้ชิดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะถ้าพังขึ้นมาบริวารเหล่านี้จะโดดหนีทันที
ไม่ต่างจากจิ้งจก สามารถแปรสภาพตามผู้มีอำนาจทุกๆ คนที่ขึ้นมาแทนนายอภิสิทธิ์
ถ้าให้ดีลองปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เสียบ้าง
สำหรับเส้นทางการเมืองแล้ว นายอภิสิทธิ์อายุยังไม่ถึง 50 ปีด้วยซ้ำ อนาคตยังอีกยาวไกล มีโอกาสสั่งสมประ สบการณ์ และกลับมาเป็นนายกฯ ได้มากกว่าคนอื่นๆ
มันน่าเสียดายหากต้องมาตายทางการเมือง เพราะบริวารเป็นพิษ!??
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, August 4, 2009
บริวารเป็นพิษ
นิติรัฐกับความเสมอภาค
ที่มา ไทยรัฐ
โดย หมัดเหล็ก
ระยะนี้มีปัญหาข้อขัดแย้งของบ้านเมืองเกี่ยวกับ การบังคับใช้กฎหมาย เยอะพอสมควร และนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ออกมาย้ำเสมอว่าจะยึดหลักนิติรัฐ ซึ่งคำว่านิติรัฐในที่นี้แปลตรงตัวว่ารัฐที่ยึดหลักกฎหมายในการปกครองประเทศ เชื่อว่าทุกประเทศในโลกก็ต้องยึดหลักกฎหมายในการบริหารประเทศเพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความไม่สงบสุข เกิดเหตุจลาจลขึ้นในบ้านเมือง
เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน
ความสำคัญของนิติรัฐ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่เป็น ลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณี แต่อยู่ที่ว่าจะนำระเบียบคำสั่งเหล่านั้น ไปปฏิบัติอย่างไรให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาคกันในสังคม
ไม่เช่นนั้นมีกฎหมายก็เหมือนเศษกระดาษ
เพราะถ้ากฎหมายที่บังคับใช้ไม่เป็นธรรม ให้เกิด ความหวาดระแวงในหมู่ประชาชน แล้ว ความศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาในระเบียบข้อบังคับเหล่านั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
แต่กลับจะทำให้บ้านเมืองกลียุค
กรณีความขัดแย้งในการดำเนินคดีกับคนร้ายที่มุ่งสังหารแกนนำพันธมิตรฯ ชี้ให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบือนและไม่เสมอภาค ในที่สุดกลไกก็ขัดแย้งกันเอง มีปัญหาระหว่างผู้บังคับใช้กฎหมายด้วยกัน วันนี้ยังไม่รู้ว่าจะลุกลามบานปลายไปถึงไหน
กระทบถึงการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง
เช่นกันในคดีอื่นที่ต้องตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลหรือแม้แต่นายกฯอภิสิทธิ์เอง ขาดการเอาใจใส่ จนทำให้เกิดภาพความเหลื่อมล้ำของคำว่า นิติรัฐ อาทิ เรื่องของข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน
ในระดับสากลถือว่าเป็นข้อหาที่ร้ายแรงอย่างมาก ระดับประเทศก็ว่าได้ จะวัดน้ำหนักกันแล้วรัฐบาลน่าจะสนใจมากกว่า เพราะสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศโดยตรง
ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ มีหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา มีตำแหน่ง รมต.ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เป็นสามัญสำนึกที่คนธรรมดาก็น่าจะคิดออก
อีกมุมหนึ่ง การเคลื่อนไหวถวายฎีกาของประชาชนส่วนหนึ่ง รัฐบาลและนายกฯอภิสิทธิ์เองออกมาอ้างข้อกฎหมายจนคอเป็นเอ็น อ้างไปถึงสถาบัน ดึงมาเป็นเงื่อนไขการเมือง รณรงค์กันเป็นชิ้นเป็นอัน
แน่นอนว่าในความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองไปกระทบเบื้องพระยุคลบาท ส่วนตัวผมก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ถึงขั้นนั้น แต่ถ้าย้อนดูบ่อเกิดของประเด็นนี้ก็ไม่พ้นมาจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาค
ทั้งหลายทั้งปวงจะกระทบไปถึงสถาบัน องค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ กกต. ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือกลไกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ สรุปว่าผมเห็นด้วยที่นายกฯจะยึดหลักนิติรัฐ แต่ต้องเป็นนิติรัฐที่ไม่เลือกข้าง.
'ตีนกา' เกาะอีกเยอะ
ที่มา ไทยรัฐ
แฮปปี้เบิร์ธเดย์
ในโอกาสครบรอบวันเกิดปีที่ 45 ต้องสะกิดกันตรงๆว่า แก่ลงไปถนัดตา สังเกตจากใบหน้าอันหล่อเหลาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากที่เคยสดใสอยู่ในวัยละอ่อนช่วงก่อนหน้านี้ ผ่าน 6 เดือนบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
มีรอยตีนกาเกาะถี่ยิบเลยก็แล้วกัน
ก็อย่างที่เห็นๆ โดยปัญหาที่ต้องผจญกับแรงเสียดทานรายวัน ขนาดฤกษ์วันเกิดแท้ๆ แต่ในอารมณ์ของฝ่ายต่อต้าน กลุ่มคนเสื้อแดงนัดแต่งชุดดำ และทำพิธีทางศาสนา สวดบังสุกุลและเผาศพไร้ญาติ เพื่อสะเดาะเคราะห์ ล้างซวยให้กับประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การบริหารประเทศของนายอภิสิทธิ์ ที่นับวันมีแต่ปัญหาเศรษฐกิจสังคมตกต่ำ บ้านเมืองแตกแยก
ทั้งบลัฟทั้งบี้กันช็อตต่อช็อต แทบไม่ให้หายใจ
และก็เป็นอะไรที่นับวันยิ่งสัมผัสได้ถึงอาการแปร่งๆ
ในขณะที่คนทั่วทุกวงการพากันให้ความสำคัญกับงานครบรอบวันเกิดปีที่ 45 ของนายกฯอภิสิทธิ์ แต่ในอารมณ์ของคนที่เคยสนิทใจอย่าง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ที่เพิ่งกลับจากลาพักร้อนไปต่างประเทศ
บอกกับนักข่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ผมไม่ได้เตรียมของขวัญวันเกิดอะไรที่จะมอบให้ในวันเกิดของนายกรัฐมนตรี เพราะพวกผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องงานวันเกิดอะไรกันมากมาย ทำเป็นปกติ ไม่มีของขวัญอะไรเป็นพิเศษ ก็มีความปรารถนาดีต่อกันก็ดีแล้ว"
ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนคนห่างเหิน
ที่แน่ๆโดยอาการขัดลำที่ฟ้องกันเห็นๆ ทางหนึ่งนายกฯอภิสิทธิ์บอกกับนักข่าวว่า จะหารือกับนายสุเทพเกี่ยวกับการพิจารณาบุคคลที่จะมารักษาราชการแทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. แต่อีกด้าน "เทพเทือก" กลับบอกปัดนิ่มๆว่า ยังไม่ได้เจอกับนายกรัฐมนตรีเลย ตั้งแต่ช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังไม่ได้คุยกันเลย
และเมื่อนักข่าวจี้ถามย้ำ แต่นายกฯอภิสิทธิ์ระบุว่า เรื่องการแต่งตั้งบุคคลมารักษาราชการแทน ผบ.ตร.ได้มอบอำนาจให้นายสุเทพเป็นผู้พิจารณา "เทพเทือก" ตอบด้วยน้ำเสียงที่จับอารมณ์ ได้ว่า ประชดประชัน
"นายกรัฐมนตรีว่าอย่างไรก็อย่างนั้น"
โดยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำถามแหลมๆของนักข่าว กรณีนี้มองได้หรือไม่ว่านายกฯอยากจะแสดงศักยภาพตัวเอง "เทพเทือก" รีบตัดบทเลยว่า "ผมไปทำงานดีกว่า คุณจะหาทางให้ผมตกงานอีกคนแล้ว"
ออกลีลาทีเล่นทีจริง กั๊กๆพอให้จับอาการได้ว่า มีปมกรุ่นๆซ่อนอยู่ในใจ
ในจังหวะที่เดาทางกันได้ "เทพเทือก" ชิ่ง หลบทางให้ "อภิสิทธิ์" วัดใจกับขุมอำนาจสีเขียวบวกน้ำเงินเอง
ปล่อยลำพัง เด็กจะกล้ามั้ย
ภายใต้สถานการณ์ที่เพิ่มระดับลองเชิงวัดใจ ล่าสุด พล.ต.อ.พัชรวาท ย้ำอีกครั้งถึงการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อปฏิบัติราชการในวันที่ 5 สิงหาคม ที่ประเทศจีน
โดยยังไม่ได้มีการยื่นใบลาแต่อย่างใด เพราะเป็นการไปปฏิบัติราชการต่างประเทศ
พร้อมประกาศเสียงเข้ม "ผมยืนยันว่า ไม่มีปัญหาอะไร ตำรวจทุกคนเป็นข้าราชการ มีหน้าที่สนองนโยบายรัฐบาล ฉะนั้น ตำรวจทุกท่านต้องทำตามหน้าที่ คือสนองนโยบายรัฐบาลในสิ่งที่ถูกต้อง และ ผมก็จะทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ไปจนถึงวันเกษียณอายุราชการ"
ไม่ลาราชการตามโปรแกรมที่ทีมงาน "อภิสิทธิ์" ล็อกให้ จะทำงานต่อไปจนถึงวันเกษียณอายุราชการ โดยอาการก็ว่า "พัชรวาท" กล้าโชว์บทแข็งขืนแล้ว
แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับการประกาศจุดยืน "สนองนโยบายรัฐบาลในสิ่งที่ถูกต้อง"
ตามจังหวะเล่นลูกตามน้ำ
เพราะมันก็สอดรับกับรายการ "ปล่อยของ" ออกมาจากสายตำรวจ ปูดเบื้องหลังการบี้โละเก้าอี้ พล.ต.อ.พัชรวาท เพราะทีมงาน "วอลเปเปอร์" ฉากหลังนายกฯอภิสิทธิ์ ฝากโพยโยกย้ายตำรวจพร้อมแนบนามบัตร แล้วไม่ได้รับการตอบสนองเหมือนโพยจากสายของค่ายภูมิใจไทยที่ได้ตามเป้า
ที่แน่ๆ จะได้คิวพิสูจน์กันชัดๆว่า ไม่ใช่เรื่องที่เล่าลือกันปาก ต่อปาก
ล่าสุด "จอมสอยอาชีพ" นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.ลากตั้ง ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบนายกฯอภิสิทธิ์ มีพฤติการณ์หรือการกระทำโดยใช้ฐานะหรือตำแหน่งนายกฯ เข้าไปกระทำการอันอาจมีลักษณะก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของ ผบ.ตร. โดยการกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือตามที่กฎหมายกำหนด
จากเกมล้มโต๊ะ เผลอๆจะล้มทั้งกระดานเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ล้านชื่อถวายฎีกา : ภาพสะท้อนกระบวนการยุติธรรมในสายตาประชาชน
ที่มา ประชาไท
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพร เสี้ยนสลาย
สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สมาชิกกลุ่มมสธ.เพื่อประชาธิปไตย
การล่าหนึ่งล้านรายชื่อเพื่อถวายฎีกาของคนเสื้อแดง กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เพราะมีคนบางกลุ่มในซีกรัฐบาลและผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มองว่าเรื่องนี้มีภาพลวงอันซับซ้อนปรากฏอยู่ภายใน จึงพยายามออกมาแสดงบทบาทเพื่อสกัดกั้นการถวายฎีกา ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ความร้อนแรงของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนลายเซ็นว่ามีสามล้านหรือห้าล้านรายชื่อ แต่กลับไปอยู่ที่ประเด็นการคัดค้านการถวายฎีกา ว่าทำไมต้องทำกันใหญ่โต คัดค้านด้วยเหตุผลอะไรกันแน่
ความจริงการที่คนในชาตินับล้านคน พร้อมใจกันลงชื่อเพื่อกระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ในมุมมองดั้งเดิม ซึ่งมองจากผู้มีอำนาจรัฐออกไป ก็อาจมองได้ว่าประชาชนเหล่านี้กำลังหลงผิด หรือถูกชักชวนไปในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งก็ย่อมมองได้และมีการมองในทำนองนี้เสมอมา แต่ในเวลาเดียวกัน เรื่องเดียวกันนี้ ก็มีมุมมองอื่นให้มองได้เช่นกัน เช่นมองว่าคนเหล่านี้เขามีความรู้สึกนึกคิดกับสังคมนี้อย่างไร โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดต่อกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย มุมมองด้านนี้เป็นมุมมองที่ประชาชน มองไปที่กลไกการทำงานของภาครัฐ ภาษาวิชาการเรียกว่ามองแบบ outside in ซึ่งในการจัดการภาครัฐสมัยใหม่ถือว่าเป็นมุมมองสำคัญ ที่มีผลต่อความอยู่รอดและความสำเร็จขององค์กรมากยิ่งกว่ามุมมองดั้งเดิม ซึ่งเต็มไปด้วยอคติลำเอียงของคนทำงาน
สำหรับในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา แม้องค์กรที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลในองค์กรได้พยายามอธิบายให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นอยู่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี คนในกระบวนการยุติธรรมทุกคนล้วนเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรมเหนือกว่าปุถุชนธรรมดา มีความเก่ง ความกล้า และไม่โกง แต่นั่นก็เป็นเพียงการประเมินตนเองเท่านั้น แต่ในสายตาประชาชน การเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนเช่นนี้ เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มองเห็นภาพเดียวกันกับคนในกระบวนการยุติธรรม พวกเขาขาดความเชื่อมั่นในระบบที่มีอยู่ ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาเหล่านั้นไม่เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่มีจะสามารถสร้างความยุติธรรมให้บังเกิดในบ้านเมืองนี้ได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลจากสวนดุสิตโพลล์ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2552 ที่พบว่าประชาชนร้อยละ 58.69 เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า”กระบวนการยุติธรรมของไทยมีสองมาตราฐาน” ประชาชนร้อยละ 41.86ไม่เชื่อมั่นว่าการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาธิปไตยหรือกลุ่มเสื้อเหลือง จะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส มีประชาชนเพียงร้อยละ 27.91 เท่านั้นที่ยังมีความเชื่อมั่นเช่นนั้นอยู่ กรณีของกลุ่มเสื้อแดง ประชาชนก็มีความเห็นไปในทำนองเดียวกัน แน่นอนคงมีคนที่ไม่ยอมรับอีกหลายคน ที่พยายามโต้เถียงว่าไม่เป็นความจริงและอาจประณามประชาชนที่มีความเชื่อแบบนั้นอีกนานัประการ แต่ก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะเรื่องนี้เป็นความคิดความเชื่อของคน ที่ห้ามปรามกันไม่ได้ ในโลกปัจจุบันรัฐจะไปบีบบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องคิดเหมือนกับคนในกระบวนการยุติธรรม คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เราต้องยอมรับความจริงว่าคนในสังคมทุกวันนี้เขามองสิ่งที่เห็น แตกต่างจากไปจากสิ่งที่คนของรัฐกำหนดให้เขาเห็น
การล่ารายชื่อในครั้งนี้จึงเป็นภาพหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความตกต่ำของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย จริงอยู่ในบางห้วงเวลาองค์กรบางองค์กรหรือบางสถาบัน เช่น ตำรวจ ฝ่ายปกครอง อาจเผชิญกับความตกต่ำด้านความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง แต่กระบวนการยุติธรรมโดยรวมก็ไม่ได้สั่นคลอนแต่อย่างใด เพราะประชาชนยังเชื่อมั่นต่อระบบศาลยุติธรรม ประชาชนยอมรับร่วมกันว่าการพิจารณาของศาลจะเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทั้งปวงที่เกิดขึ้น ศาลสุดท้ายตัดสินอย่างไรก็ยอมรับกันตามนั้น เรียกว่าประชาชนเชื่อฟังศาลยุติธรรมโดยดุษฎี ทั้งนี้เพราะศาลมีภาพลักษณ์ของความเป็นกลางและความยุติธรรม ศาลสามารถชี้แจงข้อกฎหมายได้อย่างแม่นยำ หมดจดไร้ข้อกังขา ศาลสามารถเทียบเคียงการตัดสินกับแบบแผนประเพณีที่เคยปฏิบัติหรือตัดสินกันมาได้อย่างชัดเจนทุกประเด็น แต่ไม่กี่ปีมานี้คนในสังคมเริ่มมองเห็นว่าจุดแข็งของกระบวนการยุติธรรมที่มีแต่เดิมกำลังเสื่อมถอยลงไป คดีความหลายคดีโดยเฉพาะคดีทางการเมือง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถชี้แจงข้อกฎหมายให้กระจ่างชัดได้ บางคดีก็ดูจะใช้กฎหมายเกินกว่าที่ปรากฏในลายลักษณ์อักษร ต้องอ้างอิงไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย บางเรื่องแทนที่จะใช้ตัวบทกฎหมายในการพิจารณา กลับใช้ถ้อยคำในพจนานุกรมมาเป็นเกณฑ์ หรือบางคดี นิติกรรมหลักเป็นเรื่องที่ชอบตามกฎหมาย แต่การเซ็นชื่อรับรองผู้ทำนิติกรรมนั้น กลายเป็นความผิดใหญ่โต หรือแม้แต่คดีหมิ่นประมาทคนอื่น สามารถนำถ้อยคำหมิ่นประมาทของพระสงฆ์หรือบุคคลชั้นสูงมาล้มล้างความผิดได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในแบบแผนปกติของกระบวนการยุติธรรม จึงไม่สามารถทำให้เกิดความกระจ่างชัดแก่ประชาชนทุกคนได้ บางครั้งยังกลายเป็นตลกร้ายที่คนในสังคมส่วนหนึ่งรับกันไม่ได้ ความเสื่อมจึงบังเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบในวันนี้
“ความยุติธรรม” แม้บางคนบอกว่ากินไม่ได้แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นหัวใจที่ผลักดันให้มนุษย์ต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม มาสร้างกฎสร้างกติกาให้คนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม เมื่อคนในสังคมเริ่มรู้สึกว่าความยุติธรรมกำลังหายไปจากสังคม ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวทางใดทางหนึ่งเพื่อแสวงหาความยุติธรรมกลับคืนมา การล่ารายชื่อที่ทำกันก็เป็นทางหนึ่งที่น่าจะทำได้และอาจจะดีกว่าหนทางอื่นๆอีกหลายทาง การปล่อยให้คนในสังคมเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่มีความยุติธรรมในสังคมเป็นสิ่งที่ไม่ดี คาร์ล มาร์กซ์(Karl Marx)นักทฤษฎีสังคมต้นตำรับลัทธิมาร์กซิสต์ บอกว่า ความอยุติธรรม(การขูดรีดแรงงาน)จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ เรื่องนี้เป็นจริงในทุกสังคมทุกยุคสมัย สังคมไทยก็เคยเผชิญกับวิกฤติการณ์ความขัดแย้งรุนแรงอันเนื่องมาจากความไม่ยุติธรรมมาแล้วในยุคสมัยที่เผชิญกับภัยคอมมูนิสต์เมื่อ 30 -40 ปีที่แล้ว ความขัดแย้งในครั้งนั้นไม่ถึงกับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน แต่ก็ทำให้คนไทยต้องจับอาวุธมาเข่นฆ่ากันเอง จนเลือดไทยต้องท่วมนองแผ่นดิน ผู้คนต้องล้มตายกันนับไม่ถ้วนก็เพราะคนไทยกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าสังคมไม่มีความยุติธรรม ยุคนั้นการเป็นคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองจึงมีบทบาททั้งในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม คอยตัดสินว่าใครเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นผู้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ด้วย จึงทำให้เกิดกรณีถังแดง หรือการตัดสินคดีความแบบศาลเตี้ยอยู่บ่อยครั้ง จนชาวบ้านจำนวนมากอดทนไม่ไหว ต้องจับอาวุธหันหน้ามาสู้รบกับรัฐบาลของตนเองอยู่นานหลายปี บทเรียนราคาแพงเช่นนี้ คนไทยไม่น่าจะลืมเสียง่ายๆ
เพราะฉะนั้นการมองปรากฏการณ์ล่าชื่อถวายฎีกา จึงเป็นเรื่องที่ต้องมองกันอย่างระมัดระวัง ต้องมองด้วยความเข้าอกเข้าใจ มองให้เห็นความเป็นคนไทยปรากฏอยู่ในทุกฝ่าย การล่ารายชื่อถวายฎีกาไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญ แต่อย่าหลงคิดกันมากมายจะกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ เรื่องนี้เป็นเพียงอาการของปัญหาที่แสดงออกมาให้เห็น แต่ปัญหาที่แท้จริงคือคนไทยส่วนหนึ่งไม่เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่อยู่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้จริง คล้ายคลึงกับเหตุการณ์เมื่อ30-40ปีที่แล้ว การแก้ไขปัญหาก็ต้องไปแก้ไขความคิดความเชื่อของคนเหล่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะใช้อำนาจรัฐไปบีบบังคับให้เกิดขึ้นได้ การแก้ไขต้องเริ่มต้นด้วยการกระทำให้เห็นจริงว่า”ความยุติธรรม”ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย องค์กร สถาบันหรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องเลิกหลงคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายธรรมะที่ถูกส่งมาปราบปรามฝ่ายอธรรม หรืออย่าหลงคิดว่ากระบวนการยุติธรรมจะกลายเป็น ”ตุลาการภิวัฒน์”เข้ามาแก้ไขการเมืองไทยให้เข้าไปอยู่ในกรอบอุดมคติได้ในชั่วพริบตา เพราะการหลงคิดเช่นนั้นจะทำให้สังคมไทยต้องสูญเสียที่พึ่งสุดท้ายในการผ่อนปรนความขัดแย้งของประชาชนไป กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลต้องกลับไปเป็นศาลแบบเดิมๆเหมือนศาลรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา ทำหน้าที่อย่างเป็นปรนัย (objectivity) ไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมในความขัดแย้ง ตัดสินคดีความไปตามตัวบทกฎหมายที่มี สามารถอธิบายข้อโต้แย้งได้อย่างมีเหตุผล ชัดเจน หมดจดไร้ข้อกังขาใดๆและไม่ขัดแย้งกับแบบแผนประเพณีที่เคยปฏิบัติ ประชาชนก็คงไม่จำเป็นต้องออกมาล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาอีกต่อไป แต่หากไม่มีการแก้ไขใดๆหรือแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆความขัดแย้งก็จะรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงขั้นต้องต่อสู้กันในทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะและสถาปนาความยุติธรรมขึ้นมาใหม่ซึ่งเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะไม่เห็นด้วยวิธีการนี้เพราะมันทำให้สังคมต้องสูญเสียโอกาสและทรัพยากรอย่างมโหฬารเหมือนสภาพที่เห็นอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ทุกวันนี้
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : แด่สุพจน์ ด่านตระกูล และ “การขุดค้นทางโบราณคดี” เรื่องปรีดี พนมยงค์
ที่มา ประชาไท
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ดังที่เคยได้กล่าวมาแล้วว่า ในแง่ประวัติศาสตร์ ”ชาติ” ของการเมืองสยามประเทศไทยสมัยใหม่ในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมานั้น ถ้าให้เอ่ย “นามและ/หรือพระนาม” ของบุคคลสำคัญๆ (ทั้งหญิงและชาย) สัก ๑๐ ท่าน และถ้ามีทัศนคติที่เป็นวิชาการ มีเหตุมีผลและไม่คับแคบแล้ว น่าเชื่อว่านามปรีดี พนมยงค์ (หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม) จะต้องติดอยู่ในรายการนี้
ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ มีความโดดเด่นในหลายต่อหลายเรื่อง เป็นทั้งนักเรียนนักศึกษาที่ปราดเปรื่อง ก้าวขึ้นมาในระดับสังคมชั้นสูงของไทยสยาม ก็ด้วยสติปัญญาความสามารถส่วนบุคคลหรือ “คุณวุฒิ” อันเป็นคุณสมบัติสำคัญของสังคมสมัยใหม่ “ระบอบใหม่” ที่เข้ามาแข่งขันบารมีกับ “ชาติวุฒิ” ในแบบของสังคมเก่าและ “ระบอบเก่า”
ฯพณฯ ปรีดี เป็น “นักปฏิวัติ” หรือ “ผู้อภิวัฒน์” ที่ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เพื่อนำมาซึ่งระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ท่านดำรงตำแหน่งการเมืองนับแต่เป็นรัฐมนตรี (ลอย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การต่างประเทศ การคลัง และเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งตำแหน่งสำคัญในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลฯ บทบาทในระดับ “ชาติ” ที่สำคัญอีกด้านหนึ่งก็คือการเป็น “หัวหน้า” ของขบวนการเสรีไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำการต่อต้านญี่ปุ่นและร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร “กู้ชาติ”
แต่ในความสำคัญของ ฯพณฯ ปรีดี นั้น ท่านก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสยาม (ไม่ใช่ในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แต่เป็น ๒๐๐ ปีถึงสมัยกรุงธนบุรีด้วยซ้ำไป) “ภาพลักษณ์” ของท่านมีทั้งที่เป็น “ขาว” ดังคุณสมบัติของความเป็นนักปฏิวัติ นักชาตินิยม ผู้อภิวัฒน์ ผู้ “กู้ชาติ” ดังกล่าวข้างต้น แต่ก็มีความเป็น “ดำ” ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์ เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นกบฏต่อต้านราชวงศ์และสถาบันกษัตริย์ นำมาซึ่ง “ระบอบประธานาธิบดี” ดังคำนิยามกระบวนการนี้ของ มรกต เจวจินดา ในหนังสือของเธอ “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทยฯ” (๒๕๔๓) กับของผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์ ในหนังสือ Pridi by Pridi (๒๐๐๐)ว่าท่านถูก “กระทำให้เป็นปิศาจ” หรือ demonizationประวัติศาสตร์ของ “ชาติไทย” ซึ่งรวมถึงประวัติและผลงานของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ดูจะตรงกับข้อสังเกตอันแหลมคมของ “ลูก-หลาน-เหลน” ในหนังสือ ๑ ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์ (๒๕๔๓) ที่ว่า
“จนทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ไทยต้องเป็นพิการ ไม่สมประกอบ เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนหมดสิ้น ความเป็นศาสตร์ “วิชาประวัติศาสตร์ไทย” ถูกกำหนดกรอบให้ตกอยู่ตามขอบเขต “ขาว-ดำ” ของอุดมการณ์และทฤษฎี ทั้งของ “ขวา” และ “ซ้าย” ซึ่งต่างก็มีพระเอกกับผู้ร้ายสำเร็จรูปตายตัว แทนที่จะมองข้อเท็จจริงและเหตุผลที่เกิดขึ้นกันอย่างตรงๆ ด้วยสายตาที่ไม่เอนเอียง” (โปรดสังเกตคำว่า “ขาวกับดำ” ซึ่งถ้าจะให้คนรุ่นปัจจุบันเข้าใจ คงต้องเปลี่ยนเป็น “เหลืองกับแดง” กระมัง)เมื่อปี ๒๕๔๓ อันเป็นปีที่ครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ และท่านก็ได้รับการเชิดชูเกียรติด้วยการที่รัฐบาลไทยเสนอชื่อให้องค์การยูเนสโก(United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) ประกาศรับรอง (ผ่านมาได้อย่างฉิวเฉียด เพราะถูกนักวิชาการใหญ่ “ชาตินิยมกระแสหลัก” mainstream nationalist คัดค้าน) ในฐานะ “บุคคลสำคัญของโลก” มีการจัดการเฉลิมฉลองกันทั้งปีทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่า “นามนั้น” ปรีดี พนมยงค์ จะได้รับการ “ขุดแต่ง” (excavated) ขึ้นมา “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) ใหม่ในวงกว้างได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็น่าเชื่อว่า กระบวนการ demonization อันยาวนานเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ที่กระทำอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพโดยความร่วมมือระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมกับอนุรักษ์นิยม ทั้งรัฐและเอกชน ทั้ง “สีเขียว” “สีเหลือง” “สีน้ำเงิน” ที่เต็มไปด้วย “โลภะ โทสะ และโมหะ” กับ “อวิชชา” ตลอดจนผลประโยชน์ส่วนบุคคลและพรรคพวก “คณาธิปไตย” และ “อภิสิทธิชน” (พร้อมด้วยความร่วมมือโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตาม ของผู้ที่ยึดอยู่กับ political quietism หรือ “ลัทธิเงียบนิยม” ทางการเมือง) นั้น ก็น่าเชื่อว่า ภาพลักษณ์อันดำมืดและความเป็น “ปิศาจ” ถูกฝังลึกลงไปในความทรงจำของผู้คนเยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ก็ยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน
ท่ามกลางกระบวนการของการสร้าง (construct) ภาพลักษณ์ที่ดำมืดและเป็นลบ ก็มีกระบวนการที่พยายามจะ “รื้อถอน” (deconstruct) เพื่อ “ปฏิสังขรณ์” ขึ้นใหม่ ซึ่งภาพของชีวิตและบทบาทของท่านปรีดี พนมยงค์ ในกระบวนการด้านนี้ ดูเหมือนจะเป็นผู้รักความเป็นธรรม ทั้งผู้ใกล้ชิดสนิทสนมกับ ฯพณฯ ท่านปรีดีเอง อย่างงานของ ไสว สุทธิพิทักษ์, เดือน บุนนาค, หรือ วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร์ ตลอดจนผลงานของผู้ที่สนใจข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่าง สุพจน์ ด่านตระกูล รวมทั้งความโชคดีและมองการณ์ไกลของท่านปรีดีเอง ที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนมีลูกศิษย์ลูกหาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมรุ่นแล้ว รุ่นเล่า ก็ออกมาประกาศก้องว่า พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน
พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี
แต่คนดีเมืองไทย ไม่ต้องการ
เมื่อครั้งการเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๐) ของ “มหาบุรุษ สามัญชน” หนึ่งในกิจกรรมนี้ก็คือ ความพยายามที่จะเรียนรู้ชีวิตและผลงานของท่านปรีดี และแน่นอนที่สุดก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “ท่านได้ทำอะไร และไม่ได้ทำอะไร” ทั้ง “สำเร็จและล้มเหลว” ในความเป็นมนุษย์ปุถุชน (หาใช่เป็นเทวดา) ของท่าน และที่สำคัญก็คือใน “สิ่งนั้นที่เรียกว่าประวัติศาสตร์” เป็นเรื่องของ “ข้อเท็จจริงบริสุทธิ์” หรือว่า “ถูกสร้าง ต่อเติม เสริมแต่ง” ขึ้นมาได้อย่างไร มีความจำเป็นหรือไม่เพียงใด ที่ศาสตร์แห่งอดีตนั้น จำเป็นที่จะต้อง “ถูกรื้อถอนและปฏิสังขรณ์” ขึ้นมาใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งนี้เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต จะได้ไม่ต้องเดินวนและอับจนอยู่ในความมืดบอดดังเช่นที่เป็นมานานแสนนาน
ผลงานของสุพจน์ ด่านตระกูล ในหนังสือเรื่อง “ปรีดีคิด ปรีดีเขียน” ชิ้นที่จัดพิมพ์ขึ้นในโอกาสสำคัญครั้งนั้น เป็นการคัดเลือกและรวบรวมในรูปแบบของ “สรรนิพนธ์” หรือ anthology เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงสิ่งที่ “ปรีดีคิด ปรีดีเขียน” เป็นการนำเสนอเอกสารขั้นต้น พร้อมกับอธิบายต่อท้ายเพื่อทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการศึกษาชีวิตและผลงานของ “มหาบุรุษ-สามัญชน” ผู้นี้ และก็ดูเหมือนว่าสุพจน์ ด่านตระกูล ได้นำขุมทรัพย์เก่าแก่ที่ท่านทำไว้ในช่วงก่อนและหลัง ๑๔ ตุลา ดังกล่าวข้างต้น มาจัดหมวดหมู่ใหม่ในสมกับงานวิชาการที่ท่านเองตั้งตัวเป็น “ทนายจำเป็น”
สุพจน์ ด่านตระกูล เป็นหนึ่งในบรรดานัก “ขุดแต่ง” (excavated) และนัก “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) ซึ่ง “โบราณคดี” เรื่อง “ปรีดี พนมยงค์” น่าแปลกที่สุพจน์นั้น หาได้เป็นญาติมิตรสนิท หาได้เคยทำงานร่วม หรือแม้แต่จะเป็นลูกศิษย์ (มธก.) ของ ฯพณฯ ปรีดี แต่อย่างใดไม่ สุพจน์ “เรียนไม่จบระดับมัธยม” และจากคำบอกเล่าของสุพจน์เอง ( ๕ เมษายน ๒๕๔๒) ก็บอกว่า
“ผมเกิดในครอบครัวของพ่อค้าย่อยในชนบท เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๔๖๖ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านปลายคลองหมู่ที่ ๖ ตำบลเชียรเขา อำเภอปากพนัง (ต่อมาได้แยกเป็นอำเภอเชียรใหญ่ และปัจจุบันได้แยกเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดนครศรีธรรมราช”
สุพจน์เล่าต่อไปว่า
“เริ่มการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนประชาบาลใกล้บ้าน แล้วไปต่อชั้นมัธยมต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัด และชั้นมัธยมปลาย ที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ การศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียนก็ต้องยุติลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ขณะกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ ๖” ก่อนญี่ปุ่นบุกเพียง ๑ ปี
กล่าวได้ว่าหลังจากนั้นแล้ว สุพจน์ก็เข้าเรียนจาก “มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต” ดังที่ได้เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า “ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียน จึงเพียงอ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น และก็ได้อาศัยความรู้อ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น ที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียน ศึกษาเรียนรู้โลกต่อมาทั้งโอกาสโลก สังขารโลก และสัตตโลก เพื่ออธิบายโลกและเปลี่ยนแปลงโลก”
“ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ พรรคพวกได้ชักนำเข้าทำงานกับกองทัพญี่ปุ่น ในฐานะเสมียนโกดัง ประจำอยู่ที่ท่าเรือเขาฝาซี อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง อันเป็นท่าเรือที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นใหม่ บนฝั่งแม่น้ำละอุ่น กม. ๙๓ เพื่อบริการขนส่งยุทธสัมภาระและกำลังพลทางทะเล จากประเทศไทยสู่พม่าอีกเส้นทางหนึ่ง และในโอกาสนั้น ได้เข้าร่วมกับพวกต่อต้านญี่ปุ่น (ขบวนการเสรีไทย) ทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของกำลังพลและยุทธปัจจัยของฝ่ายญี่ปุ่น ที่ผ่านเข้าออกทางท่าเขาฝาซี”
ดูเหมือนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่แหละ ที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล เข้าไปสัมผัสกับปรีดี พนมยงค์โดยไม่รู้ตัว และก็เรียนรู้อะไรต่อมิอะไร จากประสบการณ์ของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงของโลกในกลางศตวรรษที่แล้ว และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ “ภายหลังสงครามได้เข้าทำงานหนังสือพิมพ์ โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่ตรวจปรู๊ฟ (พิสูจน์อักษร) ผู้สื่อข่าวโรงพัก (ข่าวอาชญากรรม) ผู้สื่อข่าวกระทรวง (ข่าวการเมืองและข่าวราชการ) และจากหน้าที่ผู้สื่อข่าวการเมือง จึงทำให้เกิดความสำนึกทางการเมือง และนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง
จนกระทั่งถูก “ระบอบพิบูลสงคราม” จับกุมในคดี ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ (หรือที่รู้จักกันในนามของ “กบฏสันติภาพ”) ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ๒๐ ปี แต่ลดเหลือ ๑๓ ปี ๔ เดือน แต่ติดคุกอยู่ประมาณ ๕ ปี ก็ได้รับนิรโทษกรรมในคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม
มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต (ในคุก) ในสมัย “ระบอบพิบูลสงคราม-ผิน-เผ่า-สฤษดิ์-ถนอม” นั้น ทำให้สุพจน์กล่าวอย่างมั่นใจว่า “โดยที่มีความสำนึกทางการเมืองและสนใจการเมือง จึงได้ขวนขวายศึกษาหาความรู้เรื่องการเมืองจากท่านผู้รู้ ที่มีความคิดทางการเมือง ฝ่ายก้าวหน้า รวมทั้งแสวงหาหนังสือฝ่ายก้าวหน้ามาอ่าน และสนใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยภายหลัง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ อย่างรับผิดชอบ”
สุพจน์กล่าวเสริมอีกว่า
“รวมทั้งเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ ศึกษาค้นคว้าเรื่องของโลกทั้งสามอย่างมนสิการ จึงได้สรุปความเข้าใจออกมาเป็นข้อเขียนจำนวนหนึ่ง มีต้นฉบับอยู่ประมาณ ๗๐ เรื่อง ส่วนเขียนแถลงการณ์และสาส์นในโอกาสต่างๆ นั้นอีกจำนวนหนึ่ง”
ซึ่งรวมแล้ว อาจจะมากกว่าผลงานของดุษฎีบัณฑิตหรือศาสตราจารย์ (ของรัฐและเอกชน) ด้วยซ้ำไป
ในบรรดาผลงานนิพนธ์เหล่านั้น ก็มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น magnum opus คือ ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรก ๒๕๑๔ (และตีพิมพ์ครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๔๓) และ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต (ฉบับสมบูรณ์) ตีพิมพ์ครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๔๔ รวมอยู่ด้วย
จากการค้นคว้างานหลายๆชิ้นนี้ ก็กลายเป็นฐานทางวิชาการอย่างสำคัญที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล สามารถ “ขุดแต่ง ฟื้นฟู และบูรณะ” ปรีดี พนมยงค์ ได้อย่างเข้มข้น รวมทั้งชุดย่อยๆ เล็กๆ ที่ออกมาเป็นครั้งคราว ราคาถูก ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ที่กล่าวมาแล้ว ก็ทำให้ประชามหาชนพอจะได้เปิดหู เปิดตาขึ้นบ้างต่อ “สัจจะและความเป็นจริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หน้าประวัติศาสตร์อันดำมืดและบิดเบี้ยว” นั้นของ “ชนชาติไทยสยาม”
การรวบรวมและจัดพิมพ์ครั้งนั้น ก็เพื่อเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาลฯ ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้โดยความสนับสนุนของคณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาลฯ ภาคเอกชน และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานนี้จะมีส่วนในกระบวนการที่เกิดขึ้นใหม่ดังบทกวีของ “เฉินซัน” ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๗ ที่ว่า
เมื่อความดีทุกอย่างยังคงอยู่ประชาชนย่อมรู้ว่าที่นี่
‘มหาบุรุษ’ จักต้องมี
เมื่อนั้นท่านปรีดีจะกลับมา
6 เดือนไม่เอาระบอบทักษิณ ตอนที่ 4
ที่มา thaifreenews
6 เดือนไม่เอาระบอบทักษิณ ตอนที่ 3
ที่มา thaifreenews
6 เดือนระบอบไม่เอาทักษิณ ตอนที่ 2
ที่มา thaifreenews
สองเซียน สอนมวย
"1.เราต้องหานโยบายในเรื่องค่าเงินบาท ทำรายได้ให้เป็นบาทเพิ่มขึ้น แน่นอนเมื่อการสั่งซื้อลดลง ราคาสั่งสินค้าที่สั่งเป็นดอลลาร์ลดลง แต่เมื่อค่าเงินบาทอ่อน สามารถชดเชยได้ตามการตกลงของดอลลาร์ อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้รายได้ในประเทศสูงขึ้น ไม่ใช่แต่จะช่วยเรื่องเพิ่มปริมาณการส่งออกเท่านั้น"
2. ถ้าใช้เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน จะเพิ่มได้ทั่วถึงกว่าการแจกเช็ค 2 พันบาทให้กับคน 10 ล้านคน แล้วไม่ต้องควักเงินรัฐมาจ่ายเช็คช่วยชาติถึง 2 หมื่นล้านบาท เพียงแค่ปรับนโยบายอัตราแลกเปลี่ยนจาก 33 บาท/ดอลลาร์ มาเป็น 36 บาท/ดอลลาร์ ทำอย่างไรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำเงินบาทไปซื้อดอลลาร์มากขึ้น ทำให้เงินบาทมีค่ามากขึ้น แล้วดอลลาร์ที่ซื้อมา ก็เอาไปฝากเอาดอกเบี้ยเป็นเงินบาท กำไรขาดทุนตรงนี้ขึ้นกับดอกเบี้ยเงินบาท และดอกเบี้ยต่างประเทศ แล้วถ้าช่วยด้วยการออกนโยบายลดดอกเบี้ยเงินบาทมากขึ้น จะช่วยให้เข้าสู่ 36 บาท/ดอลลาร์ง่ายขึ้น แต่มันต้องเสริมโดยการให้ ธปท. ปั๊มเงินบาทผ่านระบบธนาคาร เพื่อออกไปซื้อดอลลาร์
"ไม่ว่าจะปั๊มเงินด้วยการออกเช็คช่วยชาติ หรือไปซื้อดอลลาร์ ก็เรียกว่า การปั๊มเงินทั้งคู่ แต่มันต้องดูว่า ปั๊มแบบแรกมันได้ 10 ล้านคน แต่ปั๊มแบบที่สองได้มากกว่า" นายโอฬารบอกอีกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า 6 เดือนที่ผ่านมา การแก้ปัญหาของรัฐบาลเป็นไปตามหลักที่ถูกต้องหรือไม่ นายโอฬารกล่าวว่า มีอยู่อย่างเดียวคือ การใช้จ่ายภาครัฐ แต่ขาด 2 เรื่อง คือ เรื่องสินเชื่อ ช้ามาก และเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน แค่ยอมรับว่าอัตราแลกเปลี่ยนคือเครื่องมือ แต่วันนี้รัฐบาลยังไม่พยักหน้าหรือสั่งเลย อาจเป็นเพราะ ธปท.ที่รับผิดชอบโดยตรง ไม่มีมุมมองในเรื่องนี้ มองอย่างเดียวว่า อัตราแลกเปลี่ยนเป็นเครื่องมือเพิ่มปริมาณการส่งออก ไม่ได้มองเป็นเครื่องมือเพิ่มรายได้ประเทศ
5ธันวา52:ครบรอบ100ปีชาตกาลขุนพลภูพาน วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์
ที่มา Thai E-News

สหายศึกเสรีไทย-ครูเตียง ศิริขันธ์ หรือ"พลูโต"(กลาง)กับทหารอังกฤษ พ.ต.เดวิด สไมเลย์ แห่งกองกำลัง136(ซ้าย) และส.อ."กันเนอร์"คอลลินส์ พนักงานวิทยุของผู้พันสไมเลย์
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 สิงหาคม 2552
ปฏิทิน 100 ปีชาตกาลขุนพลภูพาน:วีรบุรุษที่ยังไร้อนุสาวรีย์
-5 ธันวาคม 2452 เตียง ศิริขันธ์ เกิดที่จังหวัดสกลนคร
-พ.ศ.2473 จบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
-พ.ศ.2477 ถูกจับกุมข้อหาคอมมิวนิสต์ ขณะเป็นครูที่อุดรธานี
-7พ.ย.2480เป็นส.ส.สมัยแรก และเป็นต่อมาอีก5สมัย
-8ธ.ค.2484วันญี่ปุ่นบุกยึดไทย นายเตียงเข้าพบปรีดี พนมยงค์ขอให้ตั้งขบวนการเสรีไทย
-ปฏิบัติงานเสรีไทยใช้รหัสชื่อ"พลูโต"เป็นหัวหน้าเสรีไทยภาคอีสานจนถึงวันประกาศสันติภาพ16ส.ค.2488
-31ส.ค.2488 เป็นรัฐมนตรีครั้งแรก
-9 มิ.ย. 2489 เกิดกรณีร.8สวรรคต นายปรีดี พนมยงค์ลาออก
-8 พ.ย.2490 เกิดรัฐประหารยึดอำนาจ กลุ่มนายปรีดีถูกขจัดออกจากอำนาจ
-26ก.พ.2492 นายปรีดีพยายามยึดอำนาจคืนแต่พ่ายแพ้กลายเป็นกบฎวังหลวง
-4 มี.ค.2492 อดีต4รัฐมนตรีสายปรีดีถูกสังหารโหดที่บางเขนคือดร.ทองเปลว ชลภูมิ,ถวิล อุดล,จำลอง ดาวเรือง,ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ แต่ครูเตียงรอด
-12 ธ.ค.2495 ครูเตียงถูกพล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์เชิญไปพบและหายสาบสูญ ขณะอายุ 43 ปี หลายปีต่อมาถูกเปิดเผยว่าโดนฆ่ารัดคอและเผาที่กาญจนบุรี
-วันนี้ ชาวสกลนครกำลังระดมทุนราว3ล้านบาทเพื่อสร้างอนุสาวรีย์เชิดชูเกียรติขุนพลภูพานให้ทันวันชาตกาล100ปี 5 ธันวาคม2552
-5 ธันวาคม 2552 คาดว่าจะได้เปิดอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน

100ปีวีรบุรุษที่กำลังจะมีอนุสาวรีย์-ในวันที่ 5 ธันวาคม 2552 นี้เป็นวันครบรอบชาตกาล 100 ปีของขุนพลภูพาน ชาวสกลนครกำลังระดมทุนตามมีตามเกิดสร้างอนุสาวรีย์บริเวณถ้ำเสรีไทย ภูพานให้กับวีรบุรุษเตียง ศิริขันธ์ (*ชมคลิปวิดิโอ สำรวจสถานที่ก่อสร้างอนุสาวรีย์ขุนพลภูพาน คลิ้กที่นี่)
สมาคมข้าราชการนอกประจำการ จังหวัดสกลนคร กำลังระดมทุนเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์ของนายเตียง ศิริขันธ์ "ขุนพลภูพาน" ณ ลานจอดรถทางเข้าถ้ำเสรีไทย ซึ่งเป็นถ้ำบนเทือกเขาภูพาน ที่ใช้ในการซุกซ่อนอาวุธที่ได้รับจากฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นในรหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
โดยแบบที่ทำไว้ในการก่อสร้าง เป็นรูปปั้นเหมือน ตั้งบนฐานคอนกรีตเสริมเหล็ก กว้างX ยาวX สูง 6 เมตร ทั้งนี้การก่อสร้างต้องใช้งบประมาณ 3 ล้านบาท ขณะนี้ยังขาดทุนทรัพย์ในการก่อสร้างอีกจำนวนหนึ่งจึงฝากประชาสัมพันธ์ถึงท่านที่ต้องการสมทบทุนสร้าง ร่วมกันเป็นเป็นเจ้าภาพในการบริจาคสมทบทุนก่อสร้าง ได้ที่สมาคมข้าราชการนอกประจำการจังหวัดสกลนคร
ติดต่อ คุณวิเชียร วงศ์กาฬสินธ์ โทรศัพท์ 042-711915 เพื่อให้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงเอกราชอธิปไตยชาติไทยให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาต่อไป
สถานที่ก่อสร้างนี้ ตั้งอยู่บริเวณลานจอดรถถ้ำเสรีไทย กรมอุทยานแห่งชาติ กม.22 ถ.สกลนคร-กาฬสินธุ์ บ้านลาดกะเฉอ ต.ห้วยยาง อ.เมือง จ.สกลนคร หลังจากได้รับอนุมัติจากกรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งชาติ ในการสำรวจและเตรียมพร้อมพื้นที่ก่อสร้าง อนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน วีรบุรุษเสรีไทยสามัญชน เตียง ศิริขันธ์
นายเตียง ศิริขันธ์ อดีตเป็นหัวหน้าใหญ่ของกองทัพขบวนการเสรีไทยสายอีสาน ที่สร้างวีรกรรมที่กล้าหาญเด็ดเดี่ยว รวบรวมพลพรรคและตั้งค่ายเสรีไทยแห่งแรก ที่จังหวัดสกลนคร เพื่อทำกองทัพพลเรือนเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น
จากนั้นในวันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ได้ประกาศสันติภาพกับฝ่ายพันธมิตรว่าประเทศไทยไม่ใช่ผู้แพ้สงคราม และไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของต่างชาติ มีเอกราชอธิปไตย สมบูรณ์มาถึงทุกวันนี้
จากความหล้าหาญเสียสละในการต่อสู้ปกป้องเอกราชและอธิปไตย คนไทยทั้งประเทศและชาวจังหวัดสกลนคคร มีความภาคภูมิใจ ในวีรกรรมของ นายเตียง ศิริขันธ์ ถึงแม้จะล่วงลับไปแล้ว แต่ขบวนการสายเลือดเสรีไทยในจังหวัดสกลนครที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงใช้โอกาสที่นายเตียงมีชาตกาลครบ 100 ปีในวันที่ 5 ธันวาคม 2552นี้ระดมทุนเพื่อก่อสร้างอนุสาวรีย์ดังกล่าว

ขุนพลภูพานกับสหายศึก1ใน4รัฐมนตรี-เตียง ศิริขันธ์ กับทองอินทร์ ภูริพัฒน์ (9มิ.ย.2449-4มี.ค.2492 สิริอายุ 43 ปี) ที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในสกลนคร ทั้ง2เป็นเสรีไทย เป็นรัฐมนตรีในสายปรีดี พนมยงค์ และเป็นเหยื่อฆาตกรรมทางการเมืองเช่นกัน
นภาพร วงศ์กาฬสินธ์ ข้าราชการบำนาญวัย 70 ปี เป็นหนึ่งในผู้ระดมทุนจัดสร้างอนุสาวรีย์ของวีรชนผู้นี้ ท้าวความย้อนไปเมื่อ 72 ปีก่อน ตั้งแต่เตียงจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับประกาศนียบัตรครูมัธยม (ป.ม.) สมัยนั้นยังไม่เปิดเรียนระดับปริญญาตรี จากนั้นไปเป็นครูที่ ร.ร.มัธยมหอวัง อีก 4 ปีต่อมาในปี 2477 ย้ายไปเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ร.ร.อุดรพิทยานุกูล สอนวิชาภาษาไทย อังกฤษ และประวัติศาสตร์
ที่นี่เองที่ครูเตียงถูกจับในข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับเพื่อนอีก 3 คน คือ ครูปั่น แก้วมาตย์ ครูสุทัศน์ สุวรรณรัตน์ และครูญวง เอี่ยมศิลา เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าจะฝักใฝ่คอมมิวนิสต์และเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ในโรงเรียน เมื่อมีการชักธงรูปค้อนเคียวอันเป็นสัญลักษณ์ของคอมมิวนิสต์ขึ้นสู่ยอดเสาธง โดยถูกคุมขังอยู่ราว 2 เดือน ศาลก็มีคำพิพากษายกฟ้อง มีเพียงครูญวงคนเดียวที่ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี
การได้รับอิสรภาพครั้งนั้น ผลักดันให้ครูเตียงหักเหชีวิตจากครูก้าวเข้าสู่วงการเมือง ในปี 2480 ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.สกลนคร ด้วยวัยเพียง 28 ปี มีโอกาสร่วมทำงานกับ ส.ส.อีสานที่มีอุดมการณ์เดียวกัน คือ ต่อสู้เพื่อคนยากจน เช่น ถวิล อุดล จากร้อยเอ็ด จำลอง ดาวเรือง จากมหาสารคาม ทองอินทร์ ภูริพัฒน์ จากอุบลราชธานี จนถูกขนานนามว่า สี่รัฐมนตรีอีสาน หรือขุนพลอีสาน มีผลงานต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยให้แก่คนทุกข์ยาก เคียงบ่าเคียงไหล่ "ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์" อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้ก่อตั้งคณะราษฎร
ครูเตียงและเพื่อนร่วมกันก่อตั้งพรรคสหชีพ ซึ่งมีนโยบายเพื่อเกษตรกรและคนทุกข์ยากในสังคมไทย เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำในสังคม กระจายอำนาจและรายได้สู่ประชาชนระดับล่าง แนวทางใกล้เคียงกับพรรคแนวรัฐธรรมนูญที่มี ปรีดี พนมยงค์ รัฐบุรุษอาวุโสเป็นแกนนำ
ตลอดเวลาที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร กลุ่มครูเตียงพยายามนำเสนอแนวคิดดังกล่าว ขณะเดียวกันก็โจมตีนโยบายบริหารประเทศของผู้นำทหาร ที่มักจัดสรรงบประมาณให้กองทัพมากเกินไป แทนที่จะกระจายไปสู่งานการศึกษาและพัฒนาด้านอื่นๆ ในชนบท สร้างความขุ่นเคืองให้แก่ผู้นำทหารตลอดมา
หลังจากกองทัพลูกพระอาทิตย์ยกพลขึ้นบนที่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น เตียงเป็นคนหนึ่งที่เข้าพบปรีดี พนมยงค์ ที่บ้านสีลมเมื่อค่ำวันนั้น และร่วมกันจัดตั้ง"องค์การต่อต้านญี่ปุ่น"ขึ้น ซึ่งต่อมาคือขบวนการเสรีไทย
ปรีดี พนมยงค์ ชื่อรหัส"รูธ"เป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยในประเทศ ดำเนินการลับติดต่อกับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อให้เข้าใจสภาพอันแท้จริงของไทยที่เสียอิสรภาพ และพยายามจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในต่างประเทศ
ครูเตียงได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้นำเสรีไทยประจำภาคอีสาน มีนามลับว่า "พลูโต"
ช่วงนั้นมีการชักชวนชาวบ้านมาร่วมฝึกอาวุธ เป็นกองทัพประชาชน จัดทำสนามบิน 3 แห่ง ที่บ้านโนนหอม บ้านเต่างอย และตาดภูวง ค่อนข้างเสี่ยงมาก เพราะขณะนั้นมีการประกาศกฎอัยการศึก และเสี่ยงต่อการถูกทหารญี่ปุ่นจับ มีโทษถึงประหารชีวิต โชคดีที่ญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารป่าเสรีไทยได้ไปเดินสวนสนามที่กรุงเทพฯ ในปลายเดือนกันยายน 2488 เก็บอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ทางราชการในเวลาต่อมา" นภาพร เท้าความหลัง
ชีวิตเจ้าของฉายาพลูโตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขามีชื่ออยู่ในรัฐบาลทวี บุณยเกตุ รัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ กระทั่งวันที่ 10 เมษายน 2490 จึงลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อเดินทางไปสหรัฐฯ ในฐานะรองตัวแทนการเจรจาประนีประนอมระหว่างประเทศไทยกับฝรั่งเศส
ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน ปีเดียวกัน พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ได้ยึดอำนาจการปกครอง ล้มล้างรัฐบาล พล.ร.อ.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ และโค่นอำนาจปรีดี พนมยงค์ เชิญพรรคประชาธิปัตย์ตั้งรัฐบาลขัดตาทัพ
ด้านครูเตียงเมื่อได้ข่าวการรัฐประหารจึงหลบขึ้นเทือกเขาภูพาน จัดตั้งกำลังต่อต้านคณะรัฐประหาร แต่ ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งลี้ภัยการเมืองอยู่ที่สิงคโปร์ ได้ออกอากาศทางวิทยุห้ามพลพรรคเสรีไทยต่อสู้กับคณะรัฐประหาร เพราะไม่ต้องการให้คนไทยเข่นฆ่ากันเอง ครูเตียงจึงยุติการจัดตั้งกองกำลังและซ่อนตัวอยู่บนภูพานนับแต่นั้นเป็นต้นมา
รัฐบาลสั่งการให้ พ.ต.อ.หลวงพิชิตธุรการ ตามล่าตัวครูเตียง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนหนังสือพิมพ์ยุคนั้นพร้อมใจกันตั้งสมญานามให้ว่า "ขุนพลภูพาน" ต่อมาหลวงพิชิตธุรการจึงใช้วิธีข่มขู่ให้ชาวบ้านบอกที่ซ่อนของขุนพลภูพาน โดยจับครูครอง จันดาวงศ์ และมิตรสหายของครูเตียงอีก 15 คน สร้างแรงกดดันจนเขาตัดสินใจมอบตัวต่อทางการในเดือนมีนาคม 2491 ทั้งหมดถูกดำเนินคดีในข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดนอีสาน แต่ท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง
4 ปีต่อมา เดือนพฤศจิกายน 2495 รัฐบาลได้กวาดล้างจับกุมฝ่ายค้านจำนวนมากในข้อหากบฏ ที่เรียกกันต่อมาว่า "กบฏสันติภาพ" และออกกฎหมายคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2495 เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้าม
ระหว่างนี้เตียงดำรงตำแหน่ง ส.ส. เขาไปประชุมคณะกรรมการนิติบัญญัตินัดพิเศษที่บ้านมนังคศิลา ในเวลาราว14.00 น. วันที่12ธันวาคม 2495 พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจให้ตำรวจเชิญตัวไปพบ ตั้งแต่นั้นมาก็หายสาบสูญไป ไม่ปรากฏตัวอีกเลย
อย่างไรก็ตามภายหลังพล.ต.อ.เผ่าสิ้นอำนาจ หลักฐานต่อมาปรากฏว่า เตียง ศิริขันธ์ ถูกสังหาร เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2495 หรือ 2 วันหลังจากถูกตำรวจเรียกตัวไป โดยถูกสังหารพร้อมด้วย เล็ก บุนนาค, ผ่อง เขียววิจิตร, สง่า ประจักษ์วงศ์ และชาญ บุนนาค โดยการฆ่ารัดคอ แล้วนำศพไปเผาทิ้งที่เชิงเขาโล้นกาญจนบุรี ห่างจากแยกลาดหญ้าที่ก.ม.9ประมาณ 2 กิโลเมตร ในพื้นที่ ต.แก่งเสี้ยน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี
เตียง เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวน 9 คนของนางอ้ม ศิริขันธ์ กับนายบุดดี ศิริขันธ์ (ขุนนิเทศพาณิช) หรือที่ชาวบ้านเรียกทั่วไปว่า "นายฮ้อยบุดดี" เนื่องจากเป็นนายฮ้อยยุคค้าควายไทย-พม่า อันเป็นที่มาของตำนานนายฮ้อยแห่งภาคอีสาน การเดินทางไปขายของในเมืองแต่ละครั้ง จะมีพ่อค้านำกองเกวียนรวมไปด้วย 20-30 ราย เดินทางไปจนถึง จ.ขอนแก่น นครราชสีมา หรือบางครั้งไกลถึงกรุงเทพฯ นานเป็นแรมเดือน บางครั้งก็นำวัว-ควายไปขายถึงเมืองมะละแหม่ง-ย่างกุ้ง ประเทศพม่า นับว่าเป็นผู้มีรายได้ดี มีฐานะเป็นคหบดีคนหนึ่งของสกลนคร
ฉายา "ขุนพลภูพาน" ของเตียง ศิริขันธ์ หมายถึง การเป็นทั้งแม่ทัพใหญ่ในการฝึกหัดเสรีไทยนับพันคนหลายรุ่น มีอัธยาศัยไมตรีเป็นที่ไว้วางใจของชาวสกลนคร ขณะเดียวกันก็มีความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เต็มเปี่ยมไปด้วยอุดมคติที่จะต่อสู้กับนักการเมืองที่มีอิทธิพล จนถูกยัดเยียดข้อหาเป็นคอมมิวนิสต์ตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม สุดท้ายถูกอำนาจทางการเมืองสั่งฆ่า
จากวีรกรรมการต่อสู้เพื่อคนทุกข์ยาก วันนี้สมาคมข้าราชการนอกประจำการ จ.สกลนคร ร่วมกับครอบครัวศิริขันธ์ มีความพยายามสร้างอนุสาวรีย์ 100 ปี ขุนพลภูพาน วีรบุรุษไทยสามัญชน "เตียง ศิริขันธ์" เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยว รวบรวมพลพรรคตั้งค่ายเสรีไทยแห่งแรกที่สกลนคร เพื่อก่อตั้งกองทัพพลเรือนเคลื่อนไหวต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น จนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยมีเอกราชไม่ตกเป็นประเทศแพ้สงคราม
ปณิธานสำคัญของครูเตียงที่ก้องจากวันที่เขามีชีวิตโลดแล่นบนถนนการเมืองไทย และยังต้องแสวงหาสัจธรรมนี้กันอีกต่อไปก็คือ
"ข้าพเจ้าต้องการให้ทุก ๆ คนบนพื้นอันเป็นสยามประเทศนี้ เป็นราษฎรเสมอหน้ากันหมด ปราศจากความเหลื่อมล้ำต่ำสูง"
