ที่มา Thai E-News
โดย ทักษิณ ชินวัตร
ที่มา เวบไซต์ thaksinlive
4 สิงหาคม 2552 พี่น้องคงแปลกใจว่า อยู่ๆ ทำไมผมไปทำเรื่องเพชร ผมจะเล่าให้ฟังครับ
จริงๆ แล้ว ผมมีแนวคิดเดิมอยู่ เพราะชอบดูเพชรพลอยมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ จะมีคนนำเพชรพลอยจากพม่ามาเดินขายในเชียงใหม่
ความที่เป็นคนอยากรู้อยากเห็น ก็เลยไปคุยไปถามผู้ใหญ่ว่า อะไรเป็นอะไร เรียกว่าอย่างไร คุณภาพเป็นยังไง ราคาเท่าไหร่ ศึกษามาเรื่อยๆ จนพอมีฐานะ ก็ไปซื้อเพชรพลอยกับภรรยาและลูกๆ
ศึกษาต่อมาเรื่อยๆ และมาพบว่า De Beers สร้างแบรนด์และเครือข่าย จนผูกขาดเครือข่ายทั่วโลก มีส่วนแบ่งการตลาดมากกว่า 50% เป็นผู้ทำให้ราคาเพชรสูงขึ้นตลอดเวลา
พอดีช่วงนี้ว่างๆ มีพรรคพวกจากแอฟริกา มาเสนอว่า เศรษฐกิจโลกตกต่ำ ทำให้ราคาเพชรตก โดยเฉพาะราคาของเหมืองและเพชรดิบ (rough diamond หรือ เพชรที่ยังไม่ได้เจียรนัย) ก็เลยมีความคิดขึ้นมาว่า ฝีมือการเจียรนัยของคนไทยถือว่า เป็นฝีมือระดับโลก ถ้าได้เครื่องมือชั้นดีของโลก ฝีมือการเจียรนัยของเราคงไม่แพ้ De Beers หากทำการตลาดดีๆ ก็น่าจะมีชื่อเสียง
ถ้าเราจะตั้งชื่อแบรนด์ ว่า “Thai Cut” หรืออะไรทำนองนี้ ก็จะเป็นการเผยแพร่ชื่อเสียงประเทศไทย ให้โอกาสคนไทย แสดงฝีมือระดับโลก ก็เลยอยากเข้าไปศึกษา โดยการเริ่มลงทุนเล็กๆ น้อยๆ จนถึงขั้นรู้จริง จึงจะทำถึงขั้นที่เรียกว่า การเพิ่มมูลค่า ( Value Added ) ตั้งแต่ขั้นการทำเหมือง จนไปสู่การทำเพชรที่เจียรนัยแล้ว
นอกจากนี้ ฝีมือการทำเครื่องประดับ (Jewelry) ของคนไทย ก็เก่งมาก ผมคงจะได้มีโอกาส สนับสนุนวงการเพชรและเครื่องประดับไทยในโอกาสต่อไปข้างหน้า แต่ถือว่า ขั้นนี้ยังเป็นขั้นมือใหม่หัดขับอยู่
ที่เล่าให้ฟังว่า ได้ลงนามไปแล้วเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2552 นั้น ภายใน 2 – 3 สัปดาห์ คงจะได้เห็นเพชรดิบ เป็นครั้งแรกในชีวิตของผม แล้วผมจะส่งภาพมาให้แฟนคลับได้ชมพร้อมๆ กับที่ผมเห็น
เผื่อจะมี ไอเดียดีๆ ร่วมกันครับ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, August 5, 2009
ทักษิณ 'อยู่ๆ ทำไมผมไปทำเรื่องเพชร'
แดงนนท์จัดงานสืบสานตำนานผู้กล้าเมษาเลือด8ส.ค.นี้
ที่มา Thai E-News

วีรบุรุษสามเหลี่ยมดินแดง-ภาพข่าวBBCนำเสนอชายนิรนามคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปกอดปืนบนรถถังไม่ให้กราดยิงประชาชนในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด นี่เป็น1ภาพแทนพันๆคำว่า นี่หรือคนที่ใครจะหมิ่นแคลนว่าเขารับจ้างทักษิณมา หรือทำเพื่อทักษิณเพียงคนๆเดียว ทั้งที่เขาวีระอาจหาญกล้าสู้กล้าเอาชนะกล้าเสียสละ และอุทิศตนเพื่อประชาธิปไตยอย่างที่ภาพข่าวกำลังฟ้อง(คลิ้กชมคลิปวิดิโอ คลิ้ก)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
4 สิงหาคม 2552
กำหนดการงาน “รวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรี เพื่อประชาธิปไตย ”
สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด... จากสามเหลี่ยมดินแดง สู่ สามเหลี่ยมบ้านบัวทอง

วันที่ 8 สิงหาคม 2552 เวลา 14.00 – 24.00 น.
ณ สนามเอนกประสงค์ ข้างโรงเรียนกสินธร ฯ ม. บัวทอง

เวลา 14.00 - 15.30 น. สัมมนากลุ่มย่อย (แกนนำชุมชน กลุ่มต่างๆในจังหวัดนนทบุรี)
เวลา 15.30 - 16.00 น. ดนตรี
เวลา 16.00 - 18.00 น. กลุ่มแกนนำมวลชนต่างๆ ขึ้นปราศรัยบนเวที
เวลา 18.00 - 19.00 น. แกนนำวิทยุชุมชนแท็กซี่ ขึ้นปราศรัยบนเวที
เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป แกนนำใหญ่ นำทีมโดยคุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์
และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อฯลฯ พร้อมแกนนำ น.ป.ช. ท่านอื่นๆ และทีมงานครบชุด
เวลา 21.30 น. โดยประมาณ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินสดถึงพี่น้องเสื้อแดงนนทบุรี
เวลา 23.30 น. แกนนำบ้านบัวทองขอบคุณและกล่าวปิดงาน
0000000000000000
ไฮไลต์กิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยที่น่าสนใจวันนี้-สิงหาคม 2552
-31 ก.ค.รำลึกไทยปลดแอกIMF,ชุมนุมใหญ่สนามหลวงรวมใจรวมรายชื่อถวายฎีกา
-31ก.ค.บอร์ดฟ้าเดียวกันโฉมใหม่เชิญสมทบทุนช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน
-1 สิงหาคม เครือข่ายคนเสื้อแดงภาคเหนือตอนล่างรวมพลคนรักประชาธิปไตย
-2 สิงหาคม เสื้อแดงไทยในอเมริกาพบจาตุรนต์ ฉายแสง
-2 สิงหาคม บ้านเลขที่111สัมมนา "ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"
-2 สิงหาคม เสวนา ผลกระทบจากการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
-3 สิงหาคม แต่งดำทั้งแผ่นดิน ไว้ทุกข์ให้ประเทศไทย เพื่อให้อภิสิทธิ์"ดวงตาเห็นดำ"
-5 สิงหาคม สัมมนา “สื่อมวลชน : เครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง”
-7 สิงหาคม สัมมนา ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และ จินตนาการ
-8 สิงหาคม แดงนนทบุรีจัดงานรวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรีเพื่อประชาธิปไตย ”สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด... จากสามเหลี่ยมดินแดง สู่ สามเหลี่ยมบ้านบัวทอง
-12 สิงหาคม น้อมรำลึกบุณคุณบรรพชนปฏิวัติ2475 วันพระยาทรงสุรเดช
-15 สิงหาคม ไลต์ออเคสตราเพลงป่า เพลงปฏิวัติ เพราะคิดถึงเพื่อน
-16 สิงหาคม รำลึกถึงวันประกาศสันติภาพ16สิงหาคม2488ของหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ทำให้ไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่2 ทำให้ไทยมีเอกราชสมบูรณ์มาทุกวันนี้
ตั้งแต่31กรกฎาคมเป็นต้นไป บอร์ดฟ้าเดียวกันเปลี่ยนโฉม ระดมทุนช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน

กระดานสนทนาที่ไม่จำกัดเพดาน ส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความเห็น ตามแนวทางเสรีประชาธิปไตยฟ้าเดียวกันwww.sameskybooks.org/boardย้ายบ้าน เปลี่ยนเป็น http://www.sameskyboard.com/board/index.php?showforum=2 ตั้งแต่6กรกฎาคม เป็นต้นไป โดยยังเข้าช่องทางเดิมระยะหนึ่ง
เชิญระดมความเห็นเพื่อให้กระดานสนทนาแห่งนี้สู่มิติใหม่ หลังจากแยกออกจากสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันอย่างเด็ดขาด และเชิญระดมทุนช่วย"คุณซาบซึ้ง"ย้ายบ้าน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเบื้องต้น20,000บาท และค่าใช้จ่ายระยะเริ่มต้นอีกไม่น้อยกว่า50,000บาท ลืมไปได้เลยที่เขาลือกันว่ามีนายทุนใหญ่หรือใครหนุนหลัง ตอนนี้ต้องช่วยกันควักเพื่อความอยู่รอดในระยะเปลี่ยนผ่านและระยะยาว
เชิญบริจาคต่อชีวิต และช่วยคุณซาบซึ้งย้ายบ้าน ผ่านบัญชี
บัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงเทพ สาขา ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ชื่อบัญชี คุณอุเชนทร์ เชียงเสน
เลขที่ 905-0-03459-5
หรือ ธนาคารกสิกรไทย สาขา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
ชื่อบัญชี นายอุเชนทร์ เชียงเสน เลขที่บัญชี 645-2-01403-1
การบริจาคทาง paypal ให้กับชุมชนฟ้าเดียวกัน ทำได้โดย เข้าเว็บ
http://www.sameskybooks.org แล้วคลิก ปุ่ม paypal ที่มุมขวาหน้าแรกของเว็บ
พุธที่ 5 สิงหาคม สัมมนา “สื่อมวลชน : เครื่องมือการโฆษณาชวนเชื่อของชนชั้นปกครอง”
นำเสนอโดย สาทร ศรีเกตุ
นิสิตป.เอก รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ประเด็น
- นายทุนสื่อมวลชนไทย ผู้แสวงหากำไรสูงสุดและอำนาจการครอบงำ
- กลยุทธการบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร
- ภาพมายาที่ถูกสร้างขึ้นโดยสื่อโฆษณาสินค้า
- ละครน้ำเน่าการผลิตซ้ำของวัฒนธรรมไทยล้าหลัง
ในวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00-18.00 น.
ห้องกระจก ชั้น 2 ตึก 2 รัฐศาสตร์ จุฬาฯ
จัดโดยองค์กรสังคมนิยม “เลี้ยวซ้าย” www.pcpthai.org
สอบถามเพิ่มเติม 085-8530329 หรืออีเมล์ turnleft2008@gmail.com
ศุกร์ที่ 7 สิงหาคม สัมมนา ทิศทางสื่อในทศวรรษหน้า: แนวโน้ม ข้อจำกัด และ จินตนาการ
โครงการจินตนาการปฏิรูปสื่อ 2010 -2020(Re-thinking Media Reform: Integrated Media Policy 2010-2020)
โดย คณะกรรมการรณรงค์เพื่อการปฏิรูปสื่อ (คปส) เครือข่ายพลเมืองเน็ต มูลนิธิหนังไทย ร่วมกับ ศูนย์ศึกษานโยบายสื่อ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมจัดกิจกรรม เวทีความรู้สาธารณะ (Public lecture)สนับสนุนโดย HEINRICH BOLL FOUNDATION (HBF)
วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552 เวลา 9.30 – 17.00 น. ห้องประชุม สโมสรนิสิตเก่า คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9.30 – 9.45 น. ลงทะเบียน
9.45 – 10.00 น. กล่าวต้อนรับ ชี้แจงวัตถุประสงค์การจัดงาน แนะนำวิทยากร
10.00 – 11.00 น. บรรยาย และ ถามตอบ“การจัดสรรคลื่นความถี่วิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมในทศวรรษหน้า: โอกาสและอุปสรรค”โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
11.00 – 11.15 น. พัก 15 นาที
11.15 – 12.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ “วารสารศาสตร์ และ สื่อสารมวลชน ในทศวรรษหน้า: ปัญหา ข้อท้าทาย และพันธกิจต่อสังคม”โดย ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต รณะนันท์ หัวหน้าภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินรายการโดย อ.พรรษาสิริ กุหลาบ
12.15 – 13.15 น. พักกลางวัน
13.15 – 14.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ "จินตนาการสื่อภาพยนตร์ในทศวรรษหน้า" โดย รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล นักวิทยาศาสตร์ นักการศึกษา นักเขียน นักแปล คอลัมนิสต์ (เจ้าของนามปากกาชัยคุปต์, เตคีออน, และวัฒนชัย) นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ เจ้าของรางวัลนักสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 2538
14.15 – 15.15 น. บรรยาย และ ถามตอบ "พัฒนาการของอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย อดีต ปัจจุบัน อนาคต" โดย ตฤณ ตัณฑเศรษฐี อดีตกรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน), ประธานมูลนิธิ OpenCare
15.15 – 15.30 น. พัก 15 นาที
15.30 – 16.30 น. บรรยาย และ ถามตอบ“สื่อและรูปแบบทางสังคม (Social Model) ในทศวรรษหน้า: มุมมองจากผู้ด้อยโอกาส”โดย ต่อพงษ์ เสลานนท์ สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย ดำเนินรายการโดย สุภิญญา กลางณงค์
16.30 – 17.00 น. สรุปปิดการบรรยาย
*สอบถาม 08-91232296, 0823392121
ลงทะเบียนการเข้าร่วมล่วงหน้าได้ที่ www.media4democracy.com www.thainetizen.org
เสาร์ที่ 8 สิงหาคม-เสื้อแดงนนทบุรีจัดงาน“รวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรี เพื่อประชาธิปไตย"สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด...จากสามเหลี่ยมดินแดงถึงสามเหลี่ยมบ้านบัวทอง" ณ สนามเอนกประสงค์ ข้างโรงเรียนกสิณธร ฯ ม. บัวทอง ตั้งแต่เวลา14.00 น.ถึง24.00น.
พุธ 12 สิงหาคม ทำบุญวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ2475

ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย สืบทอดภารกิจปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 กำหนดทำบุญเนื่องในวันครบรอบวันเกิดนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช หัวสมองผู้วางแผนการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จนเป็นผลสำเร็จ แต่มีบั้นปลายชีวิตที่อนาถา ท่านเกิดตรงกับวันที่12สิงหาคม ฝ่ายประชาธิปไตยกำหนดให้เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" มีกิจกรรมทำบุญที่วัดประธิปไตย(วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)สถานที่เก็บอัฐิของท่านและบรรพชนปฏิวัติหลายท่าน
โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ ...เพราะคิดถึงเพื่อน”
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 19:30 น.

วัตถุประสงค์
คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงได้จัดมีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวม ของมวลนิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของบทเพลงปฏิวัติ และเพื่อได้มีการพบปะกันในหมู่อดีตนักปฏิวัติ

รูปแบบการแสดง
เป็นการแสดงดนตรีของวงเพื่อนมิตรไลท์ออเคสตร้า ประกอบการขับร้องของส่วนหนึ่งของนักร้องปฏิวัติในอดีต นักศึกษาปัจจุบัน และชุดการแสดงนาฏศิลป์ประกอบ
บทเพลงที่ใช้แสดง
คัดเลือกบทเพลงปฏิวัติที่เกี่ยวกับความคิดความผูกพัน จำนวน 20 เพลง มาแสดงได้แก่
1. เพลงรำลึกวีรชน 12. เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล
2. นาฏศิลป์ประกอบเพลงฟ้าทอง 13. เพลงลาไปเป็นทหารปลดแอก
3. เพลงสดุดีวีรชน 14 ตุลา 14. เพลงทหารประชาชน
4. เพลงสดุดีวีรชน 6 ตุลา 15. เพลงดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน
5. เพลง ตุลาชัย 16. เพลงพี่น้องภาคใต้รุกรบช่ำชอง
6. เพลง นกน้อย 17. เพลงสดุดีนักรบแนวหน้า
7. สดุดีครูประชา 18. เพลงความหวังแห่งชีวิตใหม่
8. เพลงดาวแห่งชาวนา 19. เพลงขอสดุดีแด่พรรคที่รักยิ่ง
9. เพลงขอเพื่อนจงหยัดยืน 20. เพลงสายทางนักรบประชา
10. เพลงแผ่นดินของเรา 21. เพลงภูสระเริงรำ
11. นาฏศิลป์ประกอบเพลงตันหยง
บัตรชมการแสดง
ประกอบด้วยที่นั่งชม 520 ที่นั่ง จำแนกเป็น
บัตรวีไอพี 10 ที่นั่ง
บัตรราคา 1,000 บาท จำนวน 149 ที่นั่ง
บัตรราคา 500 บาท จำนวน 188 ที่นั่ง
บัตรราคา 300 บาท จำนวน 173 ที่นั่ง
การจองบัตรชมการแสดง
ติดต่อจองบัตรได้ที่ คุณจันทิรา สระทองเขียว หมายเลขโทรศัพท์: 084.116.4992 Email: cpt.song@gmail.com
จัดส่งโดย: โปรดโอนเงินเข้าบัญชี น.ส. นงลักษณ์ จตุเทน
เลขที่บัญชี 748-2-03431-9
ประเภทบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลพระรามที่ 3
และโปรดส่งใบโอนเงิน ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรสาร: 0.2295.1154 โทรศัพท์: 084.116.4992
สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)
สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)
วันที่จัดแสดง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เวลา 19.30 น.
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้โครงการกำแพงประวัติศาสตร์
หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้จะไม่มีบันทึกซีดี และดีวีดีไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะมีต้นฉบับเพื่อการนำไปสำเนาได้เพื่อการแจกจ่ายโดยไม่ได้นำไปหารายได้ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว (ถ้ามี) จะมอบให้กำแพงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพื่อร่วมสมทบทุนจัดงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519)
โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติม และชมกิจกรรม3ครั้งที่ผ่านมาได้ที่ http://cpt.igetweb.com
อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม-วันสันติภาพ-รำลึกวันประกาศสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้
ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น
วันอาทิตย์ 16 สิงหาคม ปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้-แกนนำเสื้อแดงทั่วภาคใต้ จะประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินงานและขยายมวลชน โดยจัดงานที่จังหวัดตรัง มีแกนนำ 3 เกลอร่วมเป็นวิทยากร ตอนนี้ยังติดต่อแกนนำจังหวัดระนองไม่ได้(ขาดจังหวัดเดียว)ใครรู้จักแดงระนองช่วยส่งข่าวด้วย ( ดูรายละเอียด คลิ้ก )
แนะลากคอมาร์ค-เทือกเข้าคุกฐานละเว้นจับผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน
ที่มา Thai E-News

แนะทนายเสื้อแดงลุยเอามาร์ค,เทือกเข้าคุกฐานละเว้นจับโจรยึดสนามบิน
ประชาชนที่ติดตามคดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินได้เรียกร้องให้มีการแจ้งดำเนินคดีฐานละเว้นหน้าที่ต่อนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และหัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ฐานละเว้นต่อหน้าที่ ไม่ออกหมายจับผู้ก่อการร้ายพันธมิตร หลังจากออกหมายเรียกให้มารายงานตัวเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับมีการยกพวกไปม็อบกดดันจนตำรวจต้องล่าถอยเพื่อไปประชุมถอนข้อหาก่อการร้ายให้
"ผมเห็นเงียบไปเลย หลังจากพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส เจ้าของคดีชมว่าเป็นผู้ก่อการดี พันธมิตรก็ไล่กลับให้ไปเปลี่ยนข้อหา ตำรวจก็ดันบ้าจี้จะไปเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้พวกมัน ตามกฎหมายแล้วให้เกียรติกันออกหมายเรียก ตามขั้นตอนเมื่อออกหมายเรียกแล้วไม่มารายงานตัว(แต่เสือกมาม็อบกดดันตร.แทน)ขั้นตอนต่อไปก็ต้องออกหมายจับไม่ใช่เหรอ"คือข้อความในกระทู้ที่บอร์ดประชาไท
พร้อมกับได้เสนอให้ทีมทนายของเสื้อแดง หรือพรรคเพื่อไทยที่เพิ่งสัมมนาไปวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า หากตำรวจไม่ดำเนินการตามกฎหมายคือออกหมายจับผู้ก่อการร้าย แต่จะไปเปลี่ยนข้อหาโดยถอดข้อหาก่อการร้ายออก ก็ต้องแอ็คชั่นด้วยการแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดนายกรัฐมนตรี รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่คุมตำรวจคือสุเทพ เทือกสุบรรณ และพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส หัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบิน
ทั้งนี้กฎหมายอาญากำหนดไว้ว่า “มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”
พงศ์เทพหยันให้ตร.ออกหมายกราบขอความเมตตาโจรก่อการร้าย
มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้จัดงานเสวนาเรื่อง "ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา(2ส.ค.) มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษามูลนิธิ 111 ไทยรักไทย และโฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)
โดย นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรถือเป็นการสร้างความหายนะให้กับประเทศกว่าแสน ล้านบาท เป็นการกระทำที่ถือว่าประทุษร้ายต่อร่างกาย จิตใจ รวมถึงเสรีภาพ ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบขนส่งและระบบโทรคมนาคม การกระทำเช่นนี้ถือว่าทำผิดกฎหมายหลายมาตรา แต่ความผิดที่ชัดเจนที่สุดคือการก่อการร้าย โดยโทษหนักที่สุดถึงขั้นประหารชีวิต
"ที่ผ่านมายังไม่เคยมีคนเลวคนไหน หรือคนเลวกลุ่มใด ที่เพียงแค่สิบวัน ทำประเทศเสียหายไปกว่าแสนล้านบาท ผมอยากเตือนว่า ความผิดในครั้งนั้นไม่ได้เป็นความผิดเฉพาะกลุ่มแกนนำเท่านั้น แต่ผู้ที่เข้าร่วมทั้งหมดที่มีกว่าหมื่นคนจะมีความผิดเช่นเดียวกัน โทษฐานที่เป็นตัวการการก่อการร้ายด้วย แต่เรื่องนี้ตำรวจคงไม่ต้องออกหมายเรียก แต่ต้องออกหมายกราบขอความเมตตาให้มารายงานตัวแทน เพราะมิเช่นนั้นอาจจะถูกกดดันอีก และเรื่องนี้ทำให้สังคมไทยเกิดความผิดเพี้ยนมาก" นายพงษ์เทพกล่าว
เหวงยันโจรก่อการร้ายจะอ้างใช้สิทธิตามรธน.มิได้
น.พ.เหวง กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตร เห็นได้ชัดว่ามีความผิดฐานเป็นผู้ก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 รวมทั้งผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2551 เนื่องจากมีพฤติกรรมทำให้การบินหยุดชะงัก ทำลายทรัพย์สิน ขัดขวางการจราจร หากผลสรุปออกมาว่าการใช้อาวุธยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตร เป็นก่อการดีตามที่นายตำรวจผู้ใหญ่บางคนพูด ตนก็ไม่รู้ว่าคนไทยในประเทศจะมีหน้ายืนอยู่ในสังคมโลกได้อย่างไร นอกจากนี้การอ้างว่าการชุมนุมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ตนเห็นว่า กลุ่มพันธมิตร ไม่ควรได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะเห็นได้ชัดว่ามีทั้งอาวุธ มีเจตนาที่จะประทุษร้าย และทำให้คนในสังคมหวาดกลัว อยากให้จับตาดูการตัดสินคดีของกลุ่มพันธมิตร ว่าจะออกมาในทิศทางใด โดยอยากให้เปรียบเทียบกับคดีของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนตัวเชื่อว่าอีกไม่นานคดีดังกล่าวก็จะเงียบหายไป เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีสองมาตรฐาน
เตือนจะเป็นบรรทัดฐานให้มีการยึดสนามบินต่อรองในอนาคต
ด้านนายสงคราม กล่าวว่า คำว่าผู้ก่อการดีคือคนที่ต้องต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย ส่วนคำว่าผู้ก่อการร้าย คือการใช้ความรุนแรง คุกคาม เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์าทางการเมืองของกลุ่มบุคคล จนทำให้ประชาชนหวาดกลัว เหมือนที่กลุ่มพันธมิตร ได้กระทำการ ส่งผลทำให้ประเทศชาติเสียหายกว่าแสนล้านบาท ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต่อการท่องเที่ยว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยระบุตัวเลขความเสียหายไว้กว่า 2.9 แสนล้าน นอกจากนี้การก่อการร้ายครั้งนี้ไม่ใช่การก่อการร้ายธรรมดาแต่เป็นการก่อการ ร้ายสากล ทำให้ประเทศไทยต้องตกเป็นประเทศที่มีอันดับความเสี่ยงเป็นอันดับสองของ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตนเชื่อว่า หากผลสรุประบุว่าการบุกสนามบินเป็นการกระทำที่ก่อการดี ในอนาคตอาจจะมีการยึดสนามบินเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองอีกอย่าง แน่นอน ทั้งนี้ระหว่างการเสวนาได้มีการนำเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มพัน ธมิตร ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถืออาวุธมาเปิดให้ผู้ร่วมฟังเสวนาได้ชมด้วย เพื่อเป็นการยืนยันการเสวนา
ไทยอีนิวส์เปิดหลักฐานโต้หลักแถมัดคอผู้ก่อการร้ายโทษประหาร
สรุป เมื่อหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ การที่กลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรอ้างว่า พวกตนไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายในการยึดสนามบิน เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญจึงฟังไม่ขึ้น เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้ยุติการยึดสนามบินและนำมวลชนออกจากสนามบินทันที เพราะเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และยังเป็นการกระทำผิดคำสั่งศาลอีกด้วย
การที่พันธมิตรโต้แย้งว่า การกระทำผิดของพวกตนไม่เข้าข่ายความผิดก่อการร้าย ตามกฎหมายอาญามาตรา135/1 โดยอ้างว่าเนื่องจากกฎหมายระบุยกเว้นให้"การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย(ดูรายละเอียดกฎหมายตาม ลิ้งค์ )
อย่างไรก็ดีหากย้อนไปที่เหตุการณ์พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิจะพบว่า ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551นั้น"ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้พันธมิตรยกเลิกการชุมนุมยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้นการชุมนุมยึดสนามบินจึงเป็นการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ และขัดต่อคำสั่งศาล เพราะหลังจากศาลมีคำสั่งให้ยุติการยึดสนามบินแล้ว การณ์ปรากฎว่าพันธมิตรยังคงกระทำผิดต่อมาถึงวันที่3ธันวาคม2551
ทั้งนี้ศาลแพ่งได้ไต่สวนฉุกเฉินกรณีบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ยื่นฟ้องพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อค่ำวันที่26พฤศจิกายน2551 หลังจากการยึดสนามบินผ่านไปเกือบ2วัน โดยมีคำสั่งให้แกนนำพันธมิตรนำมวลชน ออกจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้แม้พันธมิตรฯ จะมีเสรีภาพในการชุมนุม แต่ไม่สามารถหน่วงเหนี่ยวเสรีภาพของบุคคลอื่น ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 34 วรรค 1
ศาลแพ่งรัชดามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณี นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่ากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯกับ พวก รวม 13 คน ในความผิดฐานละเมิดและขับไล่ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกไปจากบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
โดยศาลวิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยทั้ง 13 คนที่ทำการขับไล่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยการชักนำมวลชนมาร่วมชุมนุม ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 มาตรา 34วรรค 1 ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิได้ตามปกติ กรณีมีเหตุผลอันสมควรที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวพิพากษามาบังคับใช้ จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้ง 13 คน ออกไป และนำกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้พนักงานผู้ให้บริการและประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการได้ตามปกติในทันที
สำหรับรัฐธรรมนูญ มาตรา34วรรค1 กำหนดไว้ดังนี้ "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ ภายในราชอาณาจักร
การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์"
สรุป เมื่อหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ การที่กลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรอ้างว่า พวกตนไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายในการยึดสนามบิน เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญจึงฟังไม่ขึ้น เนื่องจากศาลมีคำสั่งแล้วว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และยังเป็นการกระทำผิดคำสั่งศาลอีกด้วย
ตบเกรียนโจรก่อการร้าย ตรงไหนที่ไม่ใช่ก่อการร้าย ตรงไหนที่ว่าเว่อร์
เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจอย่างแท้จริง ไทยอีนิวส์จึงขอให้พิจารณาหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อโต้กระแสทวนการแถของโจรก่อการร้ายพันธมิตรดังต่อไปนี้
Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป
A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต นอกจากผิดกฎหมายก่อการร้ายตามมาตรา135/1ยังผิดกฎหมายสากลอีกด้วย ดังนี้
-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้
-กฎหมายสากลนี้คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้
-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อไทยลงนามแล้วก็ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"
-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดังต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ
ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท
เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?
Q-แต่กฎหมายอาญา135/1ก็ยกเว้นไว้นะว่าหากเป็นการชุมนุมทางการเมืองก็ไม่เข้าข่ายฐานความผิดก่อการร้าย แบบนี้มั่วหรือเปล่า
อย่างที่อธิบายไปข้างบนแล้วว่า การกระทำของโจรก่อการร้ายพันธมิตรไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลมีคำสั่งแล้วว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และสั่งให้ออกจากสุวรรณภูมิทันที จึงไม่เข้าข่ายต้องยกเว้นให้แต่อย่างใด แถมเป็นการทำผิดคำสั่งศาลอีกต่างหาก
Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ
A-จะว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับสัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วนพระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน
-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท
-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง
-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย
-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย
แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย
Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย
ดูคลิปข่าวกษิตยึดสุวรรณภูมิ (คลิ้ก )A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ
คำถามคือนายกษิตไปที่สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"
Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง
A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน
-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตรได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
วิญญูชนหรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?
Q-เป็นข้อหาทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่ ทำไมปล่อยไว้ตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเล่นงานตอนนี้ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นต่อหน้าที่ไหม?
A-ใครอยากให้ช้า หากไปดูดีๆจะพบว่ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าและพนักงานสอบสวนหลายหน
-ตอนแรกๆรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลนายสมชายก็ว่าจะเร่งคดี แต่เอาไปเอามาจากวันที่25ธ.ค.2551ที่ก่อการร้ายทำความผิด กว่าจะออกหมายเรียกก็วันที่ 1 ก.ค.2552กินเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ส่วนว่าพรรคประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ให้ไปไล่เบี้ยกันเอง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ทำงานรับส่งเข้าขากันมาตลอด
-มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดและพนักงานสอบสวนสืบสวนหลายชุด เดี๋ยวก็จะแยกคดีดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ เดี๋ยวก็จะรวม มีการโยกย้ายคนที่จะเอาจริงเอาจังพ้นหน้าที่
-สุดท้ายก็ว่ารอให้กรมการขนส่งทางอากาศรวบรวมข้อกฎหมายและร้องทุกข์มา กว่าจะครบทั้งพยาน หลักฐาน ข้อกฎหมายก็เลยกินเวลานานมาก ส่วนจะเล่นงานกันเรื่องละเว้นหรือไม่ละเว้นก็เชิญจัดการกันเอง
แต่ที่แน่ๆประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเห็นว่าช้ามาก และไม่เป็นการยุติธรรม เพราะเวลาเสื้อแดงโดนออกหมายจับทันควัน แต่โจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองมีคดีปล่อยเรื่องมานาน7เดือนเศษ แถมให้เกียรติแค่ออกหมายเรียกอีกต่างหาก
Q-แล้วทำไมไม่เล่นงานพวกเสื้อแดงข้อหาก่อการร้ายบ้าง ทีพันธมิตรทำไมโดนหนักๆทั้งกบฎ ทั้งก่อการร้าย
A-เสื้อแดงเขาได้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินสากล มีพิธีสารมอนทรีออลคุ้มครองไหมหละ ถึงต้องโดนคดีก่อการร้าย เขาได้เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นานเป็นเดือนๆเพื่อล้มล้างรัฐบาลไหมหละ ถึงต้องโดนข้อหากบฎ เขาได้บุกยึดโทรทัศน์NBTจนต้องโดนข้อหาบุกรุกและคุกคามสื่อหรือไม่
Q-แต่ยังไงกษิตก็ยังไม่ผิด จนกว่าศาลจะตัดสิน ดังนั้นกษิตก็เป็นรัฐมนตรีต่อได้ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นส.ส.ต่อได้
A-แล้วตอนกรณีเขาพระวิหารทำไมไล่นพดล ปัทมะออกหละ ทำไมคดีจักรภพ เรื่องยังไม่ถึงศาล ทำไมไล่บี้ให้ออกแสดงความรับผิดชอบ และรัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายทำไมเสื้อเหลืองพากันก่อกบฎก่อการร้ายกดดันให้พ้นตำแหน่ง ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินคดีก่อนบ้างหละ
Q-ยังไงๆก็เห็นว่าเว่อร์นะคดีก่อการร้าย ถือว่าเกินกว่าเหตุจริงๆ
A-??!! ก็ลองดูหลักฐานต่อไปนี้ดูว่าเกินกว่าเหตุไหม เว่อร์ไหม ที่จริงโจรก่อการร้ายพันธมิตรต่างหากที่ประท้วงเว่อร์และทำเกินกว่าเหตุ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือที่ต้องโดน
-คลิปข่าว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดกลางสภาว่าพาคนไปยึดสนามบินเอง คลิ้กที่นี่
-คลิปข่าวพันธมิตรคลุมหน้าไอ้โม่งบุกปิดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่
-คลิปข่าว ร.ต.แซมดินมือขวาของจำลองพาพันธมิตรคลุมหัวไอ้โม่งบุกยึดหอบังคับการบิน คลิ้กที่นี่
-คลิปข่าวพลตรีจำลองเป็นตัวแทนพันธมิตรส่งมอบคืนสนามบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่
Tuesday, August 4, 2009
"เสื้อแดง"ยังไม่ถอยนัด 17ส.ค.ยื่นถวายฏีกา ขู่รบ.ยังขวางจะล่าต่อรอบใหม่ คุยทีวี 100 ช่องประเดิม 1พ.ย.
"เสื้อแดง"ไม่ถอย เมินกลุ่มออกมาต่อต้าน นัด 17 ส.ค.นี้ ยื่นถวายฏีกาขออภัยโทษให้"แม้ว" ขู่หาก รบ.ไม่ยังยอมยุติขัดขวาง จะล่าชื่อต่อรอบใหม่สนับสนุนรายชื่อเดิม "นพดล"คุยทีวี 100 ช่อง ประเดิมออกอากาศวันแรก 1 พ.ย.นี้
"เสื้อแดง"เล็ง 17 ส.ค.ยื่นถวายฎีกา
นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) -แดงทั้งแผ่นดิน แถลงที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้า อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว เมื่อวันที่ 3 สิงหาคมว่า ขอขอบคุณประชาชนที่มาร่วมลงชื่อกว่า 5 ล้านคน ซึ่งตอนนี้ยังไม่สามารถระบุตัวเลขประชาชนได้แน่นอน เพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบความถูกต้อง ซึ่งคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 15-16 สิงหาคม หลังจากนั้น แกนนำคนเสื้อแดง พร้อมด้วยพานทองขนาดใหญ่ที่ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อบรรจุใบฎีกานับแสนใบ ไปยื่นที่สำนักพระราชวัง เพื่อถวายให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 17 สิงหาคม ส่วนใบฎีกาที่เหลือจะใช้คนเสื้อแดงประมาณ 1 พันคน ช่วยกันลำเลียงไปพร้อมกัน ซึ่งการไปยื่นถวายฎีกาครั้งนี้ไม่ได้เป็นการนัดชุมนุมใหญ่ ดังนั้น หากคนเสื้อแดงคนใดที่จิตใจอยากไปร่วมก็เป็นเรื่องของแต่ละคน
นายวีระ กล่าวว่า สำหรับคนที่คัดค้านการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงนั้น คนเสื้อแดงพร้อมที่จะพูดคุยและโต้แย้งด้วยทุกประการทั้งนายอภิสิทธิ์ และนายชวรัตน์ แต่สำหรับนายอภิสิทธิ์นั้น ที่ผ่านมามีท่าทีทำนองท้าทายใน 2 ประการคือ 1.การใช้ให้หน่วยงานของรัฐไปชี้แจงกับประชาชนว่า ประชาชนไม่สามารถทำได้ ซึ่งเป็นการโต้แย้งทางกฎหมาย และ 2.การประกาศจะตรวจสอบ 5 ล้านรายชื่อ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นการท้าทายว่าประชาชนนั้นไม่สามารถลงชื่อได้จริงและคนเสื้อแดงเป็นผู้จัดทำขึ้น แสดงให้เห็นความต่ำศักดิ์ ต่ำทราม ของผู้ที่เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่คู่ควรที่จะเป็นผู้นำประชาชนกว่า 60 ล้านคน แต่ก็ยินดีที่จะได้รับการตรวจสอบทุกทาง
ขู่ล่าชื่อต่อหนุนรายชื่อฎีกาเดิม
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษก นปช.-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวว่า ต้องถามว่าที่เตรียมล่ารายชื่อประชาชนนั้นต้องการล้มฎีกาฯ หรือล้มคดีกล้ายาง โดยประชาชนที่จะไปลงชื่อคัดค้านควรพิจารณาให้ดีว่ารายชื่อที่ถูกระดมไปจะเป็นไปหน้าตักให้คดีกล้ายางหรือไม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทยต้องตอบคำถามว่าการอ้างสถาบันเบื้องสูงมาล่ารายชื่อประชาชนนั้นมีเจตนาแท้จริงอย่างไร
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หากรัฐบาลยังคงล่ารายชื่อประชาชนมาคัดค้านการถวายฎีกา คนเสื้อแดงก็จะดำเนินการตั้งโต๊ะ ล่ารายชื่อประชาชนที่สนับสนุนการถวายฎีกา โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม ซึ่งจะเป็นแบบฟอร์มการสนับสนุนการถวายฎีกา ที่จะต้องมีชื่อพร้อมเลขที่บัตรประจำตัวประชาชน โดยรายชื่อผู้สนับสนุนการถวายฎีกานั้นจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับรายชื่อประชาชน 5 ล้านรายชื่อที่ร่วมถวายฎีกา เราจะแยกออกต่างหากจากกัน แล้วจะได้มาดูกันว่าผู้สนับสนุนกับผู้คัดค้านใครจะมีจำนวนมากกว่ากัน แต่ถ้าจะให้ดีรัฐบาลควรใจถึงทำประชามติระหว่างผู้สนับสนุนกับผู้คัดค้านการถวายฎีกาเลยก็ได้Ž นายณัฐวุฒิกล่าว
คุยทีวี100ช่องแรกประเดิม1พ.ย.
นายนพดล ปัทมะ อดีตที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ระบุประชาชนถูกหลอกให้ร่วมลงชื่อว่า ประชาชนไม่ได้ถูกหลอกลวง รวมถึงประชาชนอีก 60 ล้านคน ที่ไม่ได้ร่วมลงชื่อนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกาตามที่นายศุภชัยคิดตื้นๆ ง่ายๆ อย่างนั้น
นายนพดล ยังกล่าวถึงการตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม 100 ช่อง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการซึ่งคาดว่าจะสามารถทดลองออกอากาศได้ในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้เป็นวันแรก สำหรับช่วงทดลองออกอากาศนั้นสถานีจะเปิดทีวีด้วยกัน 4 ช่อง ดังนี้ 1.ช่องเผยแพร่พระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 2.ช่องขายสินค้าโอท็อป 3.ช่องการศึกษา และ 4.ช่องเรียลิตี้คนจน โดยมีระยะเวลาทดลองออกอากาศ 3 เดือน ก่อนที่จะมีการเพิ่มช่องทีวีให้มากขึ้นต่อไป สำหรับการรับชมนั้นฝ่ายเทคนิคกำลังอยู่ระหว่างการหาช่องทางให้ประชาชนสามารถรับชมทีวี 100 ช่อง ผ่านจานดาวเทียมของพีเพิล ชาแนลให้ได้ เพื่อช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่าย
แดงบุกมท.จี้"ชวรัตน์"ยุติขวางฎีกา
นายวรัญชัย โชคชนะ นายสิรวิชญ์ พิมพ์กลาง ประธานสภาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำกลุ่มคนเสื้อแดงประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่สวมใส่ชุดสีดำ เดินทางไปชุมนุมที่หน้ากระทรวงมหาดไทย เมื่อเวลา 09.30 น. โดยนายวรัญชัย และนายสิริวิชญ์ ผลัดกันปราศรัยโจมตีนายชวรัตน์ และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล โฆษกกระทรวงมหาดไทย ที่มีท่าทีต่อต้านการลงชื่อถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งโต๊ะรับการถอนชื่อ โดยระบุว่าเป็นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กรณีคดีทุจริตกล้ายาง ที่มีนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวินเป็นจำเลย ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทย ได้จัดกำลังกองอาสารักษาดินแดน (อส.) ประมาณ 30 นาย คอยดูแลความเรียบร้อย ร่วมกับตำรวจจาก บก.น.6 และ สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งนายพิรสิญจ์ พันธุ์เพ็ง หัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรี ออกมารับหนังสือของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ขอให้นายชวรัตน์ และ ม.ล.ปนัดดา ยุติการต่อต้านการถวายฎีกา จากนั้น นายวรัญชัยอ่านแถลงการณ์ขอให้ยุติการต่อต้าน และนำพวงหรีดใส่ชื่อนายชวรัตน์มาแขวนไว้ที่หน้าประตูกระทรวง และนำหุ่นฟางติดชื่อนายชวรัตน์มาเผา พร้อมสวดสาปแช่ง
บริวารเป็นพิษ
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
เรตติ้ง "โอบามาร์ค"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่นับวันจะสาละวันเตี้ยลง ทั้งจากปัญหาเศรษฐกิจ การขูดรีดภาษีน้ำมัน การควบคุมไข้หวัด 2009 ที่ไร้ประสิทธิภาพ
โดนฉุดกระชากต่ำติดดินเข้าไปอีก ด้วยภาพที่เหมือนกับยอมให้แกนนำพันธมิตรฯ บางคนขึ้นขี่คอ
นายอภิสิทธิ์ถูกกล่าวหาเรื่องยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ มาตั้งแต่ก้าวขึ้นเป็นนายกฯใหม่ๆ ด้วยการตัดสินใจเลือกนายกษิต ภิรมย์ มานั่งเก้าอี้เสนาบดีต่างประเทศ
และมาชัดเจนมากขึ้น เมื่อเกิดปรากฏการณ์กระเหี้ยนกระหือรือจะปลด "พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ" ผบ.ตร.
รู้กันอยู่ว่าแกนนำพันธมิตรฯ บางคนขึ้งเคียดผบ.ตร.คนนี้มาตั้งแต่สมัยก่อม็อบใหม่ๆ
ก่อนจะมาแตกหักเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เมื่อกลุ่มพันธ มิตรฯ เคลื่อนกำลังจากทำเนียบ ไปปิดล้อมรัฐสภา
และพยายามจะเข้ายึดกองบัญชาการตำรวจนครบาล จนเกิดการปะทะกันขึ้น
บวกซ้ำกับการแจ้งข้อหา "ก่อการร้าย"
และยังหงุดหงิดเรื่องการโยกย้ายตำรวจในหลายครั้งที่ผ่านมา
จึงเห็นว่าระยะหลังแกนนำพันธมิตรฯ ออกมาโจมตีพล.ต.อ. พัชรวาท และกดดันให้นายอภิสิทธิ์ ปลดจากตำแหน่ง
ว่ากันว่า ผู้มีบทบาทสำคัญ คือบริวารใกล้ชิดผู้มีอำนาจในรัฐบาลคนหนึ่ง ซึ่งแนบแน่นกับพันธมิตรฯ และไม่ชอบพล.ต.อ.พัชรวาท เป็นทุนเดิมเพราะไม่ได้ดังใจในการแต่งตั้งตำรวจ
จริงๆ แล้วการแต่งตั้งตำรวจในอดีตที่ผ่านมาการเมืองเข้าไปมีส่วนอยู่ทุกครั้ง แต่หลักๆ แล้วจะเป็นการขอร้อง หรือขอความช่วยเหลือมากกว่า
ผู้มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายก็จะดูความเหมาะสมด้วย เช่นถ้าเป็นตำแหน่งสำคัญๆ ที่ต้องการคนทำงานจริงๆ อาจจะขอเอาไว้โดยต่อรองให้ "เด็กเส้น" ไปอยู่ตำแหน่งในระดับเดียวกัน
แต่คนใกล้ชิดผู้มีอำนาจรายนี้ใช้วิธีการข่มขู่ ต้องการให้คนของตนไปอยู่ตำแหน่งโน้น ตำแหน่งนี้ โดยไม่ดูความเหมาะสม ว่าไปแล้วจะทำงานได้หรือไม่ และจะเกิดความเสียหายต่อประชาชนหรือเปล่า
และที่แสบกว่านั้นคนใกล้ชิดยังแอบสอดไส้ใบสั่ง ขอตำแหน่งให้ตำรวจที่ใกล้ชิดกับกลุ่มม็อบแนบไปด้วย
พอไม่ได้ดังใจก็เลยอาศัยความใกล้ชิดโน้มน้าวด้วยข้อมูลบางอย่าง ดูเหมือนจะได้ผลเสียด้วย
เรื่องที่เกิดขึ้นนี้นายอภิสิทธิ์สมควรอย่างยิ่งต้องระวังคนใกล้ชิดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะถ้าพังขึ้นมาบริวารเหล่านี้จะโดดหนีทันที
ไม่ต่างจากจิ้งจก สามารถแปรสภาพตามผู้มีอำนาจทุกๆ คนที่ขึ้นมาแทนนายอภิสิทธิ์
ถ้าให้ดีลองปรึกษาผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์เสียบ้าง
สำหรับเส้นทางการเมืองแล้ว นายอภิสิทธิ์อายุยังไม่ถึง 50 ปีด้วยซ้ำ อนาคตยังอีกยาวไกล มีโอกาสสั่งสมประ สบการณ์ และกลับมาเป็นนายกฯ ได้มากกว่าคนอื่นๆ
มันน่าเสียดายหากต้องมาตายทางการเมือง เพราะบริวารเป็นพิษ!??
นิติรัฐกับความเสมอภาค
ที่มา ไทยรัฐ
โดย หมัดเหล็ก
ระยะนี้มีปัญหาข้อขัดแย้งของบ้านเมืองเกี่ยวกับ การบังคับใช้กฎหมาย เยอะพอสมควร และนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ออกมาย้ำเสมอว่าจะยึดหลักนิติรัฐ ซึ่งคำว่านิติรัฐในที่นี้แปลตรงตัวว่ารัฐที่ยึดหลักกฎหมายในการปกครองประเทศ เชื่อว่าทุกประเทศในโลกก็ต้องยึดหลักกฎหมายในการบริหารประเทศเพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความไม่สงบสุข เกิดเหตุจลาจลขึ้นในบ้านเมือง
เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน
ความสำคัญของนิติรัฐ ไม่ใช่อยู่ที่ตัวบทกฎหมายที่เป็น ลายลักษณ์อักษรหรือจารีตประเพณี แต่อยู่ที่ว่าจะนำระเบียบคำสั่งเหล่านั้น ไปปฏิบัติอย่างไรให้เกิดความเท่าเทียมและเสมอภาคกันในสังคม
ไม่เช่นนั้นมีกฎหมายก็เหมือนเศษกระดาษ
เพราะถ้ากฎหมายที่บังคับใช้ไม่เป็นธรรม ให้เกิด ความหวาดระแวงในหมู่ประชาชน แล้ว ความศักดิ์สิทธิ์และความศรัทธาในระเบียบข้อบังคับเหล่านั้นก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร
แต่กลับจะทำให้บ้านเมืองกลียุค
กรณีความขัดแย้งในการดำเนินคดีกับคนร้ายที่มุ่งสังหารแกนนำพันธมิตรฯ ชี้ให้เห็นถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างบิดเบือนและไม่เสมอภาค ในที่สุดกลไกก็ขัดแย้งกันเอง มีปัญหาระหว่างผู้บังคับใช้กฎหมายด้วยกัน วันนี้ยังไม่รู้ว่าจะลุกลามบานปลายไปถึงไหน
กระทบถึงการบริหารประเทศอย่างไรบ้าง
เช่นกันในคดีอื่นที่ต้องตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลหรือแม้แต่นายกฯอภิสิทธิ์เอง ขาดการเอาใจใส่ จนทำให้เกิดภาพความเหลื่อมล้ำของคำว่า นิติรัฐ อาทิ เรื่องของข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน
ในระดับสากลถือว่าเป็นข้อหาที่ร้ายแรงอย่างมาก ระดับประเทศก็ว่าได้ จะวัดน้ำหนักกันแล้วรัฐบาลน่าจะสนใจมากกว่า เพราะสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับประเทศโดยตรง
ที่ร้ายไปกว่านั้นคือ มีหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา มีตำแหน่ง รมต.ในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมคงไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เป็นสามัญสำนึกที่คนธรรมดาก็น่าจะคิดออก
อีกมุมหนึ่ง การเคลื่อนไหวถวายฎีกาของประชาชนส่วนหนึ่ง รัฐบาลและนายกฯอภิสิทธิ์เองออกมาอ้างข้อกฎหมายจนคอเป็นเอ็น อ้างไปถึงสถาบัน ดึงมาเป็นเงื่อนไขการเมือง รณรงค์กันเป็นชิ้นเป็นอัน
แน่นอนว่าในความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ต้องการให้เรื่องความขัดแย้งทางการเมืองไปกระทบเบื้องพระยุคลบาท ส่วนตัวผมก็ไม่อยากให้มีเหตุการณ์ถึงขั้นนั้น แต่ถ้าย้อนดูบ่อเกิดของประเด็นนี้ก็ไม่พ้นมาจากการบังคับใช้กฎหมายอย่างไม่เสมอภาค
ทั้งหลายทั้งปวงจะกระทบไปถึงสถาบัน องค์กรที่เกี่ยวข้อง อาทิ กกต. ป.ป.ช. เป็นเครื่องมือกลไกฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือไม่ สรุปว่าผมเห็นด้วยที่นายกฯจะยึดหลักนิติรัฐ แต่ต้องเป็นนิติรัฐที่ไม่เลือกข้าง.
'ตีนกา' เกาะอีกเยอะ
ที่มา ไทยรัฐ
แฮปปี้เบิร์ธเดย์
ในโอกาสครบรอบวันเกิดปีที่ 45 ต้องสะกิดกันตรงๆว่า แก่ลงไปถนัดตา สังเกตจากใบหน้าอันหล่อเหลาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากที่เคยสดใสอยู่ในวัยละอ่อนช่วงก่อนหน้านี้ ผ่าน 6 เดือนบนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
มีรอยตีนกาเกาะถี่ยิบเลยก็แล้วกัน
ก็อย่างที่เห็นๆ โดยปัญหาที่ต้องผจญกับแรงเสียดทานรายวัน ขนาดฤกษ์วันเกิดแท้ๆ แต่ในอารมณ์ของฝ่ายต่อต้าน กลุ่มคนเสื้อแดงนัดแต่งชุดดำ และทำพิธีทางศาสนา สวดบังสุกุลและเผาศพไร้ญาติ เพื่อสะเดาะเคราะห์ ล้างซวยให้กับประเทศไทย ที่อยู่ภายใต้การบริหารประเทศของนายอภิสิทธิ์ ที่นับวันมีแต่ปัญหาเศรษฐกิจสังคมตกต่ำ บ้านเมืองแตกแยก
ทั้งบลัฟทั้งบี้กันช็อตต่อช็อต แทบไม่ให้หายใจ
และก็เป็นอะไรที่นับวันยิ่งสัมผัสได้ถึงอาการแปร่งๆ
ในขณะที่คนทั่วทุกวงการพากันให้ความสำคัญกับงานครบรอบวันเกิดปีที่ 45 ของนายกฯอภิสิทธิ์ แต่ในอารมณ์ของคนที่เคยสนิทใจอย่าง "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ที่เพิ่งกลับจากลาพักร้อนไปต่างประเทศ
บอกกับนักข่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ผมไม่ได้เตรียมของขวัญวันเกิดอะไรที่จะมอบให้ในวันเกิดของนายกรัฐมนตรี เพราะพวกผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องงานวันเกิดอะไรกันมากมาย ทำเป็นปกติ ไม่มีของขวัญอะไรเป็นพิเศษ ก็มีความปรารถนาดีต่อกันก็ดีแล้ว"
ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนคนห่างเหิน
ที่แน่ๆโดยอาการขัดลำที่ฟ้องกันเห็นๆ ทางหนึ่งนายกฯอภิสิทธิ์บอกกับนักข่าวว่า จะหารือกับนายสุเทพเกี่ยวกับการพิจารณาบุคคลที่จะมารักษาราชการแทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. แต่อีกด้าน "เทพเทือก" กลับบอกปัดนิ่มๆว่า ยังไม่ได้เจอกับนายกรัฐมนตรีเลย ตั้งแต่ช่วงเย็นวันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ยังไม่ได้คุยกันเลย
และเมื่อนักข่าวจี้ถามย้ำ แต่นายกฯอภิสิทธิ์ระบุว่า เรื่องการแต่งตั้งบุคคลมารักษาราชการแทน ผบ.ตร.ได้มอบอำนาจให้นายสุเทพเป็นผู้พิจารณา "เทพเทือก" ตอบด้วยน้ำเสียงที่จับอารมณ์ ได้ว่า ประชดประชัน
"นายกรัฐมนตรีว่าอย่างไรก็อย่างนั้น"
โดยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธคำถามแหลมๆของนักข่าว กรณีนี้มองได้หรือไม่ว่านายกฯอยากจะแสดงศักยภาพตัวเอง "เทพเทือก" รีบตัดบทเลยว่า "ผมไปทำงานดีกว่า คุณจะหาทางให้ผมตกงานอีกคนแล้ว"
ออกลีลาทีเล่นทีจริง กั๊กๆพอให้จับอาการได้ว่า มีปมกรุ่นๆซ่อนอยู่ในใจ
ในจังหวะที่เดาทางกันได้ "เทพเทือก" ชิ่ง หลบทางให้ "อภิสิทธิ์" วัดใจกับขุมอำนาจสีเขียวบวกน้ำเงินเอง
ปล่อยลำพัง เด็กจะกล้ามั้ย
ภายใต้สถานการณ์ที่เพิ่มระดับลองเชิงวัดใจ ล่าสุด พล.ต.อ.พัชรวาท ย้ำอีกครั้งถึงการเดินทางไปต่างประเทศเพื่อปฏิบัติราชการในวันที่ 5 สิงหาคม ที่ประเทศจีน
โดยยังไม่ได้มีการยื่นใบลาแต่อย่างใด เพราะเป็นการไปปฏิบัติราชการต่างประเทศ
พร้อมประกาศเสียงเข้ม "ผมยืนยันว่า ไม่มีปัญหาอะไร ตำรวจทุกคนเป็นข้าราชการ มีหน้าที่สนองนโยบายรัฐบาล ฉะนั้น ตำรวจทุกท่านต้องทำตามหน้าที่ คือสนองนโยบายรัฐบาลในสิ่งที่ถูกต้อง และ ผมก็จะทำงานต่อไปอย่างเต็มที่ไปจนถึงวันเกษียณอายุราชการ"
ไม่ลาราชการตามโปรแกรมที่ทีมงาน "อภิสิทธิ์" ล็อกให้ จะทำงานต่อไปจนถึงวันเกษียณอายุราชการ โดยอาการก็ว่า "พัชรวาท" กล้าโชว์บทแข็งขืนแล้ว
แต่นั่นก็ยังไม่เท่ากับการประกาศจุดยืน "สนองนโยบายรัฐบาลในสิ่งที่ถูกต้อง"
ตามจังหวะเล่นลูกตามน้ำ
เพราะมันก็สอดรับกับรายการ "ปล่อยของ" ออกมาจากสายตำรวจ ปูดเบื้องหลังการบี้โละเก้าอี้ พล.ต.อ.พัชรวาท เพราะทีมงาน "วอลเปเปอร์" ฉากหลังนายกฯอภิสิทธิ์ ฝากโพยโยกย้ายตำรวจพร้อมแนบนามบัตร แล้วไม่ได้รับการตอบสนองเหมือนโพยจากสายของค่ายภูมิใจไทยที่ได้ตามเป้า
ที่แน่ๆ จะได้คิวพิสูจน์กันชัดๆว่า ไม่ใช่เรื่องที่เล่าลือกันปาก ต่อปาก
ล่าสุด "จอมสอยอาชีพ" นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.ลากตั้ง ยื่นเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบนายกฯอภิสิทธิ์ มีพฤติการณ์หรือการกระทำโดยใช้ฐานะหรือตำแหน่งนายกฯ เข้าไปกระทำการอันอาจมีลักษณะก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของ ผบ.ตร. โดยการกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำตามอำนาจหน้าที่ในการบริหารราชการตามนโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภาหรือตามที่กฎหมายกำหนด
จากเกมล้มโต๊ะ เผลอๆจะล้มทั้งกระดานเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ล้านชื่อถวายฎีกา : ภาพสะท้อนกระบวนการยุติธรรมในสายตาประชาชน
ที่มา ประชาไท
รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพร เสี้ยนสลาย
สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สมาชิกกลุ่มมสธ.เพื่อประชาธิปไตย
การล่าหนึ่งล้านรายชื่อเพื่อถวายฎีกาของคนเสื้อแดง กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง เพราะมีคนบางกลุ่มในซีกรัฐบาลและผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ มองว่าเรื่องนี้มีภาพลวงอันซับซ้อนปรากฏอยู่ภายใน จึงพยายามออกมาแสดงบทบาทเพื่อสกัดกั้นการถวายฎีกา ด้วยเหตุผลง่ายๆว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ความร้อนแรงของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่จำนวนลายเซ็นว่ามีสามล้านหรือห้าล้านรายชื่อ แต่กลับไปอยู่ที่ประเด็นการคัดค้านการถวายฎีกา ว่าทำไมต้องทำกันใหญ่โต คัดค้านด้วยเหตุผลอะไรกันแน่
ความจริงการที่คนในชาตินับล้านคน พร้อมใจกันลงชื่อเพื่อกระทำการสิ่งหนึ่งสิ่งใด ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ ในมุมมองดั้งเดิม ซึ่งมองจากผู้มีอำนาจรัฐออกไป ก็อาจมองได้ว่าประชาชนเหล่านี้กำลังหลงผิด หรือถูกชักชวนไปในทางที่ไม่เหมาะสม ซึ่งก็ย่อมมองได้และมีการมองในทำนองนี้เสมอมา แต่ในเวลาเดียวกัน เรื่องเดียวกันนี้ ก็มีมุมมองอื่นให้มองได้เช่นกัน เช่นมองว่าคนเหล่านี้เขามีความรู้สึกนึกคิดกับสังคมนี้อย่างไร โดยเฉพาะความรู้สึกนึกคิดต่อกระบวนการยุติธรรมในสังคมไทย มุมมองด้านนี้เป็นมุมมองที่ประชาชน มองไปที่กลไกการทำงานของภาครัฐ ภาษาวิชาการเรียกว่ามองแบบ outside in ซึ่งในการจัดการภาครัฐสมัยใหม่ถือว่าเป็นมุมมองสำคัญ ที่มีผลต่อความอยู่รอดและความสำเร็จขององค์กรมากยิ่งกว่ามุมมองดั้งเดิม ซึ่งเต็มไปด้วยอคติลำเอียงของคนทำงาน
สำหรับในกระบวนการยุติธรรมที่ผ่านมา แม้องค์กรที่เกี่ยวข้องหรือบุคคลในองค์กรได้พยายามอธิบายให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมที่เป็นอยู่สามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนทุกฝ่ายได้เป็นอย่างดี คนในกระบวนการยุติธรรมทุกคนล้วนเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรมเหนือกว่าปุถุชนธรรมดา มีความเก่ง ความกล้า และไม่โกง แต่นั่นก็เป็นเพียงการประเมินตนเองเท่านั้น แต่ในสายตาประชาชน การเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากอย่างไม่เคยมีมาก่อนเช่นนี้ เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้มองเห็นภาพเดียวกันกับคนในกระบวนการยุติธรรม พวกเขาขาดความเชื่อมั่นในระบบที่มีอยู่ ถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา พวกเขาเหล่านั้นไม่เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่มีจะสามารถสร้างความยุติธรรมให้บังเกิดในบ้านเมืองนี้ได้ ซึ่งก็สอดคล้องกับข้อมูลจากสวนดุสิตโพลล์ เมื่อวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม 2552 ที่พบว่าประชาชนร้อยละ 58.69 เห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่า”กระบวนการยุติธรรมของไทยมีสองมาตราฐาน” ประชาชนร้อยละ 41.86ไม่เชื่อมั่นว่าการดำเนินคดีกับพันธมิตรประชาธิปไตยหรือกลุ่มเสื้อเหลือง จะมีการตัดสินด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส มีประชาชนเพียงร้อยละ 27.91 เท่านั้นที่ยังมีความเชื่อมั่นเช่นนั้นอยู่ กรณีของกลุ่มเสื้อแดง ประชาชนก็มีความเห็นไปในทำนองเดียวกัน แน่นอนคงมีคนที่ไม่ยอมรับอีกหลายคน ที่พยายามโต้เถียงว่าไม่เป็นความจริงและอาจประณามประชาชนที่มีความเชื่อแบบนั้นอีกนานัประการ แต่ก็คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ เพราะเรื่องนี้เป็นความคิดความเชื่อของคน ที่ห้ามปรามกันไม่ได้ ในโลกปัจจุบันรัฐจะไปบีบบังคับให้ประชาชนทุกคนต้องคิดเหมือนกับคนในกระบวนการยุติธรรม คงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก เราต้องยอมรับความจริงว่าคนในสังคมทุกวันนี้เขามองสิ่งที่เห็น แตกต่างจากไปจากสิ่งที่คนของรัฐกำหนดให้เขาเห็น
การล่ารายชื่อในครั้งนี้จึงเป็นภาพหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความตกต่ำของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย จริงอยู่ในบางห้วงเวลาองค์กรบางองค์กรหรือบางสถาบัน เช่น ตำรวจ ฝ่ายปกครอง อาจเผชิญกับความตกต่ำด้านความน่าเชื่อถืออยู่บ้าง แต่กระบวนการยุติธรรมโดยรวมก็ไม่ได้สั่นคลอนแต่อย่างใด เพราะประชาชนยังเชื่อมั่นต่อระบบศาลยุติธรรม ประชาชนยอมรับร่วมกันว่าการพิจารณาของศาลจะเป็นจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทั้งปวงที่เกิดขึ้น ศาลสุดท้ายตัดสินอย่างไรก็ยอมรับกันตามนั้น เรียกว่าประชาชนเชื่อฟังศาลยุติธรรมโดยดุษฎี ทั้งนี้เพราะศาลมีภาพลักษณ์ของความเป็นกลางและความยุติธรรม ศาลสามารถชี้แจงข้อกฎหมายได้อย่างแม่นยำ หมดจดไร้ข้อกังขา ศาลสามารถเทียบเคียงการตัดสินกับแบบแผนประเพณีที่เคยปฏิบัติหรือตัดสินกันมาได้อย่างชัดเจนทุกประเด็น แต่ไม่กี่ปีมานี้คนในสังคมเริ่มมองเห็นว่าจุดแข็งของกระบวนการยุติธรรมที่มีแต่เดิมกำลังเสื่อมถอยลงไป คดีความหลายคดีโดยเฉพาะคดีทางการเมือง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องไม่สามารถชี้แจงข้อกฎหมายให้กระจ่างชัดได้ บางคดีก็ดูจะใช้กฎหมายเกินกว่าที่ปรากฏในลายลักษณ์อักษร ต้องอ้างอิงไปถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย บางเรื่องแทนที่จะใช้ตัวบทกฎหมายในการพิจารณา กลับใช้ถ้อยคำในพจนานุกรมมาเป็นเกณฑ์ หรือบางคดี นิติกรรมหลักเป็นเรื่องที่ชอบตามกฎหมาย แต่การเซ็นชื่อรับรองผู้ทำนิติกรรมนั้น กลายเป็นความผิดใหญ่โต หรือแม้แต่คดีหมิ่นประมาทคนอื่น สามารถนำถ้อยคำหมิ่นประมาทของพระสงฆ์หรือบุคคลชั้นสูงมาล้มล้างความผิดได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยปรากฏมาก่อนในแบบแผนปกติของกระบวนการยุติธรรม จึงไม่สามารถทำให้เกิดความกระจ่างชัดแก่ประชาชนทุกคนได้ บางครั้งยังกลายเป็นตลกร้ายที่คนในสังคมส่วนหนึ่งรับกันไม่ได้ ความเสื่อมจึงบังเกิดขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบในวันนี้
“ความยุติธรรม” แม้บางคนบอกว่ากินไม่ได้แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญ เป็นหัวใจที่ผลักดันให้มนุษย์ต้องมาอยู่รวมกันเป็นสังคม มาสร้างกฎสร้างกติกาให้คนอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม เมื่อคนในสังคมเริ่มรู้สึกว่าความยุติธรรมกำลังหายไปจากสังคม ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะต้องเคลื่อนไหวทางใดทางหนึ่งเพื่อแสวงหาความยุติธรรมกลับคืนมา การล่ารายชื่อที่ทำกันก็เป็นทางหนึ่งที่น่าจะทำได้และอาจจะดีกว่าหนทางอื่นๆอีกหลายทาง การปล่อยให้คนในสังคมเกิดความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่มีความยุติธรรมในสังคมเป็นสิ่งที่ไม่ดี คาร์ล มาร์กซ์(Karl Marx)นักทฤษฎีสังคมต้นตำรับลัทธิมาร์กซิสต์ บอกว่า ความอยุติธรรม(การขูดรีดแรงงาน)จะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงที่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดินได้ เรื่องนี้เป็นจริงในทุกสังคมทุกยุคสมัย สังคมไทยก็เคยเผชิญกับวิกฤติการณ์ความขัดแย้งรุนแรงอันเนื่องมาจากความไม่ยุติธรรมมาแล้วในยุคสมัยที่เผชิญกับภัยคอมมูนิสต์เมื่อ 30 -40 ปีที่แล้ว ความขัดแย้งในครั้งนั้นไม่ถึงกับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน แต่ก็ทำให้คนไทยต้องจับอาวุธมาเข่นฆ่ากันเอง จนเลือดไทยต้องท่วมนองแผ่นดิน ผู้คนต้องล้มตายกันนับไม่ถ้วนก็เพราะคนไทยกลุ่มหนึ่งรู้สึกว่าสังคมไม่มีความยุติธรรม ยุคนั้นการเป็นคอมมิวนิสต์ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรง ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครองจึงมีบทบาททั้งในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม คอยตัดสินว่าใครเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง และในเวลาเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นผู้ปราบปรามคอมมิวนิสต์ด้วย จึงทำให้เกิดกรณีถังแดง หรือการตัดสินคดีความแบบศาลเตี้ยอยู่บ่อยครั้ง จนชาวบ้านจำนวนมากอดทนไม่ไหว ต้องจับอาวุธหันหน้ามาสู้รบกับรัฐบาลของตนเองอยู่นานหลายปี บทเรียนราคาแพงเช่นนี้ คนไทยไม่น่าจะลืมเสียง่ายๆ
เพราะฉะนั้นการมองปรากฏการณ์ล่าชื่อถวายฎีกา จึงเป็นเรื่องที่ต้องมองกันอย่างระมัดระวัง ต้องมองด้วยความเข้าอกเข้าใจ มองให้เห็นความเป็นคนไทยปรากฏอยู่ในทุกฝ่าย การล่ารายชื่อถวายฎีกาไม่ได้เป็นปัญหาสำคัญ แต่อย่าหลงคิดกันมากมายจะกลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ เรื่องนี้เป็นเพียงอาการของปัญหาที่แสดงออกมาให้เห็น แต่ปัญหาที่แท้จริงคือคนไทยส่วนหนึ่งไม่เชื่อว่ากระบวนการยุติธรรมที่อยู่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นได้จริง คล้ายคลึงกับเหตุการณ์เมื่อ30-40ปีที่แล้ว การแก้ไขปัญหาก็ต้องไปแก้ไขความคิดความเชื่อของคนเหล่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่จะใช้อำนาจรัฐไปบีบบังคับให้เกิดขึ้นได้ การแก้ไขต้องเริ่มต้นด้วยการกระทำให้เห็นจริงว่า”ความยุติธรรม”ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย องค์กร สถาบันหรือบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมต้องเลิกหลงคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายธรรมะที่ถูกส่งมาปราบปรามฝ่ายอธรรม หรืออย่าหลงคิดว่ากระบวนการยุติธรรมจะกลายเป็น ”ตุลาการภิวัฒน์”เข้ามาแก้ไขการเมืองไทยให้เข้าไปอยู่ในกรอบอุดมคติได้ในชั่วพริบตา เพราะการหลงคิดเช่นนั้นจะทำให้สังคมไทยต้องสูญเสียที่พึ่งสุดท้ายในการผ่อนปรนความขัดแย้งของประชาชนไป กระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะศาลต้องกลับไปเป็นศาลแบบเดิมๆเหมือนศาลรุ่นพ่อรุ่นแม่ของเรา ทำหน้าที่อย่างเป็นปรนัย (objectivity) ไม่มีความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมในความขัดแย้ง ตัดสินคดีความไปตามตัวบทกฎหมายที่มี สามารถอธิบายข้อโต้แย้งได้อย่างมีเหตุผล ชัดเจน หมดจดไร้ข้อกังขาใดๆและไม่ขัดแย้งกับแบบแผนประเพณีที่เคยปฏิบัติ ประชาชนก็คงไม่จำเป็นต้องออกมาล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาอีกต่อไป แต่หากไม่มีการแก้ไขใดๆหรือแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆความขัดแย้งก็จะรุนแรงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาจถึงขั้นต้องต่อสู้กันในทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะและสถาปนาความยุติธรรมขึ้นมาใหม่ซึ่งเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงจะไม่เห็นด้วยวิธีการนี้เพราะมันทำให้สังคมต้องสูญเสียโอกาสและทรัพยากรอย่างมโหฬารเหมือนสภาพที่เห็นอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดภาคใต้ทุกวันนี้
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ : แด่สุพจน์ ด่านตระกูล และ “การขุดค้นทางโบราณคดี” เรื่องปรีดี พนมยงค์
ที่มา ประชาไท
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ดังที่เคยได้กล่าวมาแล้วว่า ในแง่ประวัติศาสตร์ ”ชาติ” ของการเมืองสยามประเทศไทยสมัยใหม่ในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมานั้น ถ้าให้เอ่ย “นามและ/หรือพระนาม” ของบุคคลสำคัญๆ (ทั้งหญิงและชาย) สัก ๑๐ ท่าน และถ้ามีทัศนคติที่เป็นวิชาการ มีเหตุมีผลและไม่คับแคบแล้ว น่าเชื่อว่านามปรีดี พนมยงค์ (หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม) จะต้องติดอยู่ในรายการนี้
ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ มีความโดดเด่นในหลายต่อหลายเรื่อง เป็นทั้งนักเรียนนักศึกษาที่ปราดเปรื่อง ก้าวขึ้นมาในระดับสังคมชั้นสูงของไทยสยาม ก็ด้วยสติปัญญาความสามารถส่วนบุคคลหรือ “คุณวุฒิ” อันเป็นคุณสมบัติสำคัญของสังคมสมัยใหม่ “ระบอบใหม่” ที่เข้ามาแข่งขันบารมีกับ “ชาติวุฒิ” ในแบบของสังคมเก่าและ “ระบอบเก่า”
ฯพณฯ ปรีดี เป็น “นักปฏิวัติ” หรือ “ผู้อภิวัฒน์” ที่ยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ เพื่อนำมาซึ่งระบอบรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ท่านดำรงตำแหน่งการเมืองนับแต่เป็นรัฐมนตรี (ลอย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย การต่างประเทศ การคลัง และเป็นนายกรัฐมนตรี รวมทั้งตำแหน่งสำคัญในฐานะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลฯ บทบาทในระดับ “ชาติ” ที่สำคัญอีกด้านหนึ่งก็คือการเป็น “หัวหน้า” ของขบวนการเสรีไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ทำการต่อต้านญี่ปุ่นและร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร “กู้ชาติ”
แต่ในความสำคัญของ ฯพณฯ ปรีดี นั้น ท่านก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ถูกเข้าใจผิดมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสยาม (ไม่ใช่ในรอบ ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา แต่เป็น ๒๐๐ ปีถึงสมัยกรุงธนบุรีด้วยซ้ำไป) “ภาพลักษณ์” ของท่านมีทั้งที่เป็น “ขาว” ดังคุณสมบัติของความเป็นนักปฏิวัติ นักชาตินิยม ผู้อภิวัฒน์ ผู้ “กู้ชาติ” ดังกล่าวข้างต้น แต่ก็มีความเป็น “ดำ” ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ลอบปลงพระชนม์ เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นกบฏต่อต้านราชวงศ์และสถาบันกษัตริย์ นำมาซึ่ง “ระบอบประธานาธิบดี” ดังคำนิยามกระบวนการนี้ของ มรกต เจวจินดา ในหนังสือของเธอ “ภาพลักษณ์ปรีดี พนมยงค์ กับการเมืองไทยฯ” (๒๕๔๓) กับของผาสุก พงษ์ไพจิตร และคริส เบเกอร์ ในหนังสือ Pridi by Pridi (๒๐๐๐)ว่าท่านถูก “กระทำให้เป็นปิศาจ” หรือ demonizationประวัติศาสตร์ของ “ชาติไทย” ซึ่งรวมถึงประวัติและผลงานของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ ดูจะตรงกับข้อสังเกตอันแหลมคมของ “ลูก-หลาน-เหลน” ในหนังสือ ๑ ศตวรรษ ศุภสวัสดิ์ (๒๕๔๓) ที่ว่า
“จนทุกวันนี้ ประวัติศาสตร์ไทยต้องเป็นพิการ ไม่สมประกอบ เพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองจนหมดสิ้น ความเป็นศาสตร์ “วิชาประวัติศาสตร์ไทย” ถูกกำหนดกรอบให้ตกอยู่ตามขอบเขต “ขาว-ดำ” ของอุดมการณ์และทฤษฎี ทั้งของ “ขวา” และ “ซ้าย” ซึ่งต่างก็มีพระเอกกับผู้ร้ายสำเร็จรูปตายตัว แทนที่จะมองข้อเท็จจริงและเหตุผลที่เกิดขึ้นกันอย่างตรงๆ ด้วยสายตาที่ไม่เอนเอียง” (โปรดสังเกตคำว่า “ขาวกับดำ” ซึ่งถ้าจะให้คนรุ่นปัจจุบันเข้าใจ คงต้องเปลี่ยนเป็น “เหลืองกับแดง” กระมัง)เมื่อปี ๒๕๔๓ อันเป็นปีที่ครบรอบ ๑๐๐ ปีชาตกาลของ ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ และท่านก็ได้รับการเชิดชูเกียรติด้วยการที่รัฐบาลไทยเสนอชื่อให้องค์การยูเนสโก(United Nations Educational Scientific and Cultural Organization) ประกาศรับรอง (ผ่านมาได้อย่างฉิวเฉียด เพราะถูกนักวิชาการใหญ่ “ชาตินิยมกระแสหลัก” mainstream nationalist คัดค้าน) ในฐานะ “บุคคลสำคัญของโลก” มีการจัดการเฉลิมฉลองกันทั้งปีทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ในปัจจุบันนี้ ดูเหมือนว่า “นามนั้น” ปรีดี พนมยงค์ จะได้รับการ “ขุดแต่ง” (excavated) ขึ้นมา “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) ใหม่ในวงกว้างได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็น่าเชื่อว่า กระบวนการ demonization อันยาวนานเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษ ที่กระทำอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพโดยความร่วมมือระหว่างฝ่ายอำนาจนิยมกับอนุรักษ์นิยม ทั้งรัฐและเอกชน ทั้ง “สีเขียว” “สีเหลือง” “สีน้ำเงิน” ที่เต็มไปด้วย “โลภะ โทสะ และโมหะ” กับ “อวิชชา” ตลอดจนผลประโยชน์ส่วนบุคคลและพรรคพวก “คณาธิปไตย” และ “อภิสิทธิชน” (พร้อมด้วยความร่วมมือโดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตาม ของผู้ที่ยึดอยู่กับ political quietism หรือ “ลัทธิเงียบนิยม” ทางการเมือง) นั้น ก็น่าเชื่อว่า ภาพลักษณ์อันดำมืดและความเป็น “ปิศาจ” ถูกฝังลึกลงไปในความทรงจำของผู้คนเยาวชนคนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อย ก็ยังคงอยู่กับเราไปอีกนาน
ท่ามกลางกระบวนการของการสร้าง (construct) ภาพลักษณ์ที่ดำมืดและเป็นลบ ก็มีกระบวนการที่พยายามจะ “รื้อถอน” (deconstruct) เพื่อ “ปฏิสังขรณ์” ขึ้นใหม่ ซึ่งภาพของชีวิตและบทบาทของท่านปรีดี พนมยงค์ ในกระบวนการด้านนี้ ดูเหมือนจะเป็นผู้รักความเป็นธรรม ทั้งผู้ใกล้ชิดสนิทสนมกับ ฯพณฯ ท่านปรีดีเอง อย่างงานของ ไสว สุทธิพิทักษ์, เดือน บุนนาค, หรือ วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร์ ตลอดจนผลงานของผู้ที่สนใจข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อย่าง สุพจน์ ด่านตระกูล รวมทั้งความโชคดีและมองการณ์ไกลของท่านปรีดีเอง ที่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง จนมีลูกศิษย์ลูกหาทั้งโดยตรงและโดยอ้อมรุ่นแล้ว รุ่นเล่า ก็ออกมาประกาศก้องว่า พ่อนำชาติด้วยสมองและสองแขน
พ่อสร้างแคว้นธรรมศาสตร์ประกาศศรี
พ่อของข้านามระบือชื่อปรีดี
แต่คนดีเมืองไทย ไม่ต้องการ
เมื่อครั้งการเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๓ (ค.ศ. ๒๐๐๐) ของ “มหาบุรุษ สามัญชน” หนึ่งในกิจกรรมนี้ก็คือ ความพยายามที่จะเรียนรู้ชีวิตและผลงานของท่านปรีดี และแน่นอนที่สุดก็คือ ความเข้าใจที่ถูกต้องว่า “ท่านได้ทำอะไร และไม่ได้ทำอะไร” ทั้ง “สำเร็จและล้มเหลว” ในความเป็นมนุษย์ปุถุชน (หาใช่เป็นเทวดา) ของท่าน และที่สำคัญก็คือใน “สิ่งนั้นที่เรียกว่าประวัติศาสตร์” เป็นเรื่องของ “ข้อเท็จจริงบริสุทธิ์” หรือว่า “ถูกสร้าง ต่อเติม เสริมแต่ง” ขึ้นมาได้อย่างไร มีความจำเป็นหรือไม่เพียงใด ที่ศาสตร์แห่งอดีตนั้น จำเป็นที่จะต้อง “ถูกรื้อถอนและปฏิสังขรณ์” ขึ้นมาใหม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งนี้เพื่อคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต จะได้ไม่ต้องเดินวนและอับจนอยู่ในความมืดบอดดังเช่นที่เป็นมานานแสนนาน
ผลงานของสุพจน์ ด่านตระกูล ในหนังสือเรื่อง “ปรีดีคิด ปรีดีเขียน” ชิ้นที่จัดพิมพ์ขึ้นในโอกาสสำคัญครั้งนั้น เป็นการคัดเลือกและรวบรวมในรูปแบบของ “สรรนิพนธ์” หรือ anthology เพื่อให้ผู้อ่านได้ทราบถึงสิ่งที่ “ปรีดีคิด ปรีดีเขียน” เป็นการนำเสนอเอกสารขั้นต้น พร้อมกับอธิบายต่อท้ายเพื่อทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลในการศึกษาชีวิตและผลงานของ “มหาบุรุษ-สามัญชน” ผู้นี้ และก็ดูเหมือนว่าสุพจน์ ด่านตระกูล ได้นำขุมทรัพย์เก่าแก่ที่ท่านทำไว้ในช่วงก่อนและหลัง ๑๔ ตุลา ดังกล่าวข้างต้น มาจัดหมวดหมู่ใหม่ในสมกับงานวิชาการที่ท่านเองตั้งตัวเป็น “ทนายจำเป็น”
สุพจน์ ด่านตระกูล เป็นหนึ่งในบรรดานัก “ขุดแต่ง” (excavated) และนัก “ฟื้นฟูและบูรณะ” (restored and renovated) ซึ่ง “โบราณคดี” เรื่อง “ปรีดี พนมยงค์” น่าแปลกที่สุพจน์นั้น หาได้เป็นญาติมิตรสนิท หาได้เคยทำงานร่วม หรือแม้แต่จะเป็นลูกศิษย์ (มธก.) ของ ฯพณฯ ปรีดี แต่อย่างใดไม่ สุพจน์ “เรียนไม่จบระดับมัธยม” และจากคำบอกเล่าของสุพจน์เอง ( ๕ เมษายน ๒๕๔๒) ก็บอกว่า
“ผมเกิดในครอบครัวของพ่อค้าย่อยในชนบท เมื่อวันที่ ๙ กันยายน ๒๔๖๖ ตรงกับวันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๙ ปีกุน ณ บ้านปลายคลองหมู่ที่ ๖ ตำบลเชียรเขา อำเภอปากพนัง (ต่อมาได้แยกเป็นอำเภอเชียรใหญ่ และปัจจุบันได้แยกเป็นอำเภอเฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดนครศรีธรรมราช”
สุพจน์เล่าต่อไปว่า
“เริ่มการศึกษาเบื้องต้นจากโรงเรียนประชาบาลใกล้บ้าน แล้วไปต่อชั้นมัธยมต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัด และชั้นมัธยมปลาย ที่กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยเหตุปัจจัยหลายประการ การศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียนก็ต้องยุติลงในปี พ.ศ. ๒๔๘๓ ขณะกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมปีที่ ๖” ก่อนญี่ปุ่นบุกเพียง ๑ ปี
กล่าวได้ว่าหลังจากนั้นแล้ว สุพจน์ก็เข้าเรียนจาก “มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต” ดังที่ได้เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า “ความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียน จึงเพียงอ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น และก็ได้อาศัยความรู้อ่านออก เขียนได้ และคิดเป็น ที่ได้มาจากการศึกษาภายใต้ระบบโรงเรียน ศึกษาเรียนรู้โลกต่อมาทั้งโอกาสโลก สังขารโลก และสัตตโลก เพื่ออธิบายโลกและเปลี่ยนแปลงโลก”
“ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ พรรคพวกได้ชักนำเข้าทำงานกับกองทัพญี่ปุ่น ในฐานะเสมียนโกดัง ประจำอยู่ที่ท่าเรือเขาฝาซี อำเภอละอุ่น จังหวัดระนอง อันเป็นท่าเรือที่ญี่ปุ่นสร้างขึ้นใหม่ บนฝั่งแม่น้ำละอุ่น กม. ๙๓ เพื่อบริการขนส่งยุทธสัมภาระและกำลังพลทางทะเล จากประเทศไทยสู่พม่าอีกเส้นทางหนึ่ง และในโอกาสนั้น ได้เข้าร่วมกับพวกต่อต้านญี่ปุ่น (ขบวนการเสรีไทย) ทำหน้าที่รายงานความเคลื่อนไหวของกำลังพลและยุทธปัจจัยของฝ่ายญี่ปุ่น ที่ผ่านเข้าออกทางท่าเขาฝาซี”
ดูเหมือนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่แหละ ที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล เข้าไปสัมผัสกับปรีดี พนมยงค์โดยไม่รู้ตัว และก็เรียนรู้อะไรต่อมิอะไร จากประสบการณ์ของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงของโลกในกลางศตวรรษที่แล้ว และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ “ภายหลังสงครามได้เข้าทำงานหนังสือพิมพ์ โดยเริ่มจากเจ้าหน้าที่ตรวจปรู๊ฟ (พิสูจน์อักษร) ผู้สื่อข่าวโรงพัก (ข่าวอาชญากรรม) ผู้สื่อข่าวกระทรวง (ข่าวการเมืองและข่าวราชการ) และจากหน้าที่ผู้สื่อข่าวการเมือง จึงทำให้เกิดความสำนึกทางการเมือง และนำไปสู่การเคลื่อนไหวทางการเมือง
จนกระทั่งถูก “ระบอบพิบูลสงคราม” จับกุมในคดี ๑๐ พฤศจิกายน ๒๔๙๕ (หรือที่รู้จักกันในนามของ “กบฏสันติภาพ”) ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก ๒๐ ปี แต่ลดเหลือ ๑๓ ปี ๔ เดือน แต่ติดคุกอยู่ประมาณ ๕ ปี ก็ได้รับนิรโทษกรรมในคราวฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม
มหาวิทยาลัยแห่งชีวิต (ในคุก) ในสมัย “ระบอบพิบูลสงคราม-ผิน-เผ่า-สฤษดิ์-ถนอม” นั้น ทำให้สุพจน์กล่าวอย่างมั่นใจว่า “โดยที่มีความสำนึกทางการเมืองและสนใจการเมือง จึงได้ขวนขวายศึกษาหาความรู้เรื่องการเมืองจากท่านผู้รู้ ที่มีความคิดทางการเมือง ฝ่ายก้าวหน้า รวมทั้งแสวงหาหนังสือฝ่ายก้าวหน้ามาอ่าน และสนใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยภายหลัง ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ อย่างรับผิดชอบ”
สุพจน์กล่าวเสริมอีกว่า
“รวมทั้งเจริญรอยตามบาทพระพุทธองค์ ศึกษาค้นคว้าเรื่องของโลกทั้งสามอย่างมนสิการ จึงได้สรุปความเข้าใจออกมาเป็นข้อเขียนจำนวนหนึ่ง มีต้นฉบับอยู่ประมาณ ๗๐ เรื่อง ส่วนเขียนแถลงการณ์และสาส์นในโอกาสต่างๆ นั้นอีกจำนวนหนึ่ง”
ซึ่งรวมแล้ว อาจจะมากกว่าผลงานของดุษฎีบัณฑิตหรือศาสตราจารย์ (ของรัฐและเอกชน) ด้วยซ้ำไป
ในบรรดาผลงานนิพนธ์เหล่านั้น ก็มีสิ่งที่เรียกได้ว่าเป็น magnum opus คือ ชีวิตและงานของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ที่ตีพิมพ์ครั้งแรก ๒๕๑๔ (และตีพิมพ์ครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๔๓) และ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต (ฉบับสมบูรณ์) ตีพิมพ์ครั้งที่ ๓ ปี ๒๕๔๔ รวมอยู่ด้วย
จากการค้นคว้างานหลายๆชิ้นนี้ ก็กลายเป็นฐานทางวิชาการอย่างสำคัญที่ทำให้สุพจน์ ด่านตระกูล สามารถ “ขุดแต่ง ฟื้นฟู และบูรณะ” ปรีดี พนมยงค์ ได้อย่างเข้มข้น รวมทั้งชุดย่อยๆ เล็กๆ ที่ออกมาเป็นครั้งคราว ราคาถูก ในช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ ที่กล่าวมาแล้ว ก็ทำให้ประชามหาชนพอจะได้เปิดหู เปิดตาขึ้นบ้างต่อ “สัจจะและความเป็นจริง” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หน้าประวัติศาสตร์อันดำมืดและบิดเบี้ยว” นั้นของ “ชนชาติไทยสยาม”
การรวบรวมและจัดพิมพ์ครั้งนั้น ก็เพื่อเฉลิมฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาลฯ ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้โดยความสนับสนุนของคณะกรรมการดำเนินงานฉลอง ๑๐๐ ปีชาตกาลฯ ภาคเอกชน และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผลงานนี้จะมีส่วนในกระบวนการที่เกิดขึ้นใหม่ดังบทกวีของ “เฉินซัน” ๒๐ มิถุนายน ๒๕๒๗ ที่ว่า
เมื่อความดีทุกอย่างยังคงอยู่ประชาชนย่อมรู้ว่าที่นี่
‘มหาบุรุษ’ จักต้องมี
เมื่อนั้นท่านปรีดีจะกลับมา
6 เดือนไม่เอาระบอบทักษิณ ตอนที่ 4
ที่มา thaifreenews