WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 5, 2009

ใครฆ่าสนธิลิ้ม?

ที่มา Thai E-News


โดย จิตร พลจันทร์
ที่มา คอลัมน์ “คมความคิด จิตร พลจันทร์” นิตยสารVoice of Taksin" ฉบับที่ 2


งานนี้อาจจะไม่เรียกว่าเสี่ยสั่งลุย แต่เป็นซ้อสั่งเอง..อ่านมาด้วยกันถึงตรงนี้แล้วขอเป็นอกาธา คริสตี้อีกหน่อยเถอะครับ เจ้าแม่ฆาตกรรมรายนี้เขาไม่มียอมเอ่ยชื่อฆาตกรออกมาตรงๆ เป็นเด็ดขาด แต่จะเฉลยผ่านปากเนียนๆ ของปัวโรต์ หรือมิสมาร์เปิ้ล


วันนี้ขึ้นต้นยังกะนิยายนักสืบของอกาธา คริสตี้ ไม่ว่าจะสุดยอดนักสืบผู้ดีอย่างเมอร์ซิเออร์ปัวโรต์หรือชาวบ้านหัวแหลมอย่างมิสมาร์เปิ้ล สุดท้ายก็ต้องหาตัวฆาตกรในหมู่ผู้ต้องสงสัยห้าคนสิบคนให้ได้

คดียิงหัวแป๊ะลิ้ม-สนธิ ลิ้มทองกุล นักปั่นราคาธุรกิจเพื่อขายต่อ ที่กลายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “อำมาตย์แค้น” จนนึกว่าควบคุมเขาได้ในกำมือ แต่กลับพบว่านอกจากจะคุมเขาไม่ได้แล้วยังถูกไล่ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรอีกต่างหาก ก็เข้าข่ายนี้

ตัวละครมีห้าหกคนเหมือนกัน ฆาตกรที่เราโกรธแค้นกันมาก เพราะยิงภาษาบ้าบออะไรไม่ตาย ก็แทรกอยู่ในกลุ่ม

แต่แหล่งข่าวของเรารู้สึกจะแน่กว่าคุณหญิงอกาธา เพราะเดินเรื่องไม่กี่หน้าก็โยงพล็อตได้ถึงคนขนาดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

กว่าจะตีพิมพ์บทความชิ้นนี้ เผลอๆ คุณพัชรวาทย์ วงศ์สุวรรณอาจจะกลายเป็นอดีตผู้บัญชาการฯ ไปแล้วด้วยซ้ำไป นี่ก็จ้องจะย้ายกันอยู่ชนิดนับชั่วโมง

ไม่ใช่เพราะคุณพัชรวาทย์ (ชิดชอบ) วงศ์สุวรรณ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลงมือสังหารหัวหน้าม็อบเสื้อเหลืองในขณะที่ฝ่ายหลังกำลังเดินทางออกจากบ้านเมียเก็บคนหนึ่ง ถึงได้มีบอดี้การ์ดน้อยผิดปกติ เพราะเป็นภารกิจที่ทางการ กอ.รม.นวย เรียกว่า “เอาลับๆ”

แต่แกถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นเรื่องแบบที่คนเก่าๆ เขาเรียกว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ”

คุณพัชรวาทย์จะล่วงรู้แผนฆ่าสนธิลิ้มมาก่อนหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่รู้ไม่ได้ ในฐานะนายตำรวจเบอร์หนึ่ง คุณพัชรวาทย์จะต้องสอบสวนสืบสวนให้รู้เช่นเห็นชาติ และจะต้องจับผู้ร้าย (ที่ได้รับความนิยมอยู่อย่างเกรียวกราว) ให้ได้ ถ้าจับเค้าอะไรไม่ได้เอาเลย อย่างน้อยควรเดินไปที่หน้าห้องทำงานของตัวเอง อ่านนามสกุลตัวเองเสียให้ชัดเจนแจ่มแจ๋ว แล้วอะไรมันก็จะลุกโพลงขึ้นมาในใจเอง

เพราะป้ายนั้นเขียนไว้ว่า .................. วงศ์สุวรรณ

คำเดียวก็พอถมไปแล้วล่ะครับท่านผู้บัญชาการ (หรือจะให้ซ้อมเรียกว่าท่านอดีตผู้บัญชาการเพื่อความคุ้นชินก็ได้ พวกเรายินดี)

ท่านสามารถจะเอาคำๆ นี้มาโยงกับการส่งคนสามคนออกนอกพระราชอาณาจักรได้ ไอ้ครั้นจะให้บอกกรงๆ เลยว่าที่ไหนอย่างไร ใครดูแลอยู่ที่บ้านไหน มันก็จะหลู่เกียรติตำรวจไทยเกินไปจั๊กหน่อย เอาเป็นว่าแหล่งข่าวของเราเป็นประเภทความรู้ดีมีมารยาทก็แล้วกัน

คนสามคนนี้บอกรายละเอียดได้ยิบๆ ถึงการวางแผนและการลงมือปฏิบัติการ จะให้ทำท่ายิงปืนแบบต้องกดปลายกระบอกปืนลงสุดๆ แต่ยังไงก็ไม่ถึงตัวคนที่หลบอยู่ก็ยังได้

นี่ถ้าทางผู้ถูกยิงไม่ไหวตัวมาก่อนบ้างและไม่ยิงตอบโต้ ป่านนี้ก็คงจะถอยรถปิ๊คอัพคันที่มือปืนนั่งมาให้ประชิดรถของคุณลิ้มและกดยิงลงมาจากที่สูงให้เรียบร้อยโรงเรียนเจ๊ไปแล้ว

อ้าว ดันไปพูดว่า เจ๊ โน่น แหล่งข่าวของเราความรู้ดีมีมารยาท แต่ขาดความสำรวมปาก หรือจะเรียกว่าเป็นโรคปากเปื่อยก็ว่าได้ ทำให้เท้าที่ไม่เปื่อยปลิวไสวมาทีเดียว

ตอนนี้คนที่วางแผนมาอย่างดี ตั้งใจจะเอาผลงานใส่พานให้สวยเลยนั้น กำลังปวดกบาลเพราะดันยิงเขาแล้วไม่ตาย เขาก็เลยลุกขึ้นมาป้องกันตัวเองด้วยแผนอารักขา ๖ ชั้น แถมเตรียมแฉโพยอย่างไม่ต้องเว้นระดับชั้นอีกต่างหาก ผู้คนก็ถามกันให้ควัก พูดทำนองว่าเรื่องนี้ “รัฐมนตรีโสด” ทำให้ใครเขาก็รู้อยู่ แต่ทำโดยถามก่อนแล้วหรือไม่คือสิ่งที่เขาอยากรู้

อายุความเรื่องนี้ ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นเพลย์บอย (ไม่) หนุ่มของเราก็เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะจะครองตำแหน่งหรูหรานี้ไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ กลัวว่าก้าวลงเมื่อไหร่แล้วจะถูกดัดหลัง หากผู้บงการเขาเกิดเหนื่อยล้าขึ้นมาและคร้านที่จะปกป้อง ตัดเชือกให้กลายสภาพจากคนอวบๆ กลายเป็นแพะอ้วนๆ ไปในตอนแก่จะเข้าโลง

๒๐ ปีนี่หมายความว่าเขาเอามาใช้กดศีรษะหรือไล่ล่าได้จนกระทั่งเจ้าตัวเกือบเก้าสิบเลยนะครับท่านเพลย์บอย

ท่านเพลย์บอยแกก็เลยลำบากยุ่งยากใจ ถ้าเป็นช่วงก่อน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หรือวันปีใหม่ของปีเดียวกันนั้นแกจะไม่ทุกข์ใจอะไรเลย เพราะโรค “กลัวทักษิณ” กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศไทยและในอีกหลายประเทศทั่วโลกในขณะนั้น หมูหมากาไก่ที่ไหนก็ยินดีเข้าร่วมขบวนการกำจัดทักษิณกันหมด เรียกว่าเป็นเวลาที่หาเพื่อนไม่ยาก

แต่มาวันนี้รัฐมนตรีผู้อวบอ้วนและมีวิสัยเป็นเพลย์บอยของเรารู้ดีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันเปี๊ยนไป๋แล้ว เพื่อนหาไม่ได้ แถมคนที่เป็นน้องอาจจะหาเงาหัวมาช่วยบังตัวเองให้พ้นภัยไม่ได้อีกต่างหาก คนที่เป็น “นาย” เขาก็ทำแบ๊ะๆ ถ้าสำเร็จและเนียนดีล่ะก็ร่วมด้วยช่วย ๒ บาท แต่ถ้ากระโตกกระตากขึ้นมาก็ถือว่าทำการกุศลตามอำเภอน้ำใจก็แล้วกันนะจ๊ะ

พวกนี้ไม่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เสียบ้าง เขาใช้คนแบบเอาเข้าปากไปเคี้ยวๆ และถุยทิ้งมาไม่รู้เท่าไหร่แล้วตั้งแต่ยึดอำนาจคืนมาได้จากนายปรีดี แล้ว ฯพณฯ เพลย์บอยหัวหลิมไปคิดว่าตัวเองพิเศษหรือวิเศษมาจากไหนจึงจะฆ่าไม่ตายขายไม่ขาด ถลำตัวไปเที่ยวหาปืนหากระสุนอะไรวุ่นวายมาจนบัดนี้

น้องชายนอกไส้อีกคนหนึ่ง คนที่เขาสีเขียวสี่ดาวนั่นก็อย่าไปหวังเขาเลยนะครับ เขาเตรียมให้การเต็มที่อยู่แล้ว โดยจะทำตัวเป็นผู้ใจกว้างสุดขีดไม่เก็บความดีอะไรไว้กับตัวเองเลย เขาจะบอกว่าทั้งหมดก็ของท่านเพลย์บอย โดยท่านเพลย์บอย และเพื่อท่านเพลย์บอยโดยแท้ ท่านจะตะโกนจนสุดเสียงว่าอั๊วทำให้ซ้อก็จะไม่มีใครฟัง เขาอาจจะลงดาบสองเร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง

งานนี้อาจจะไม่เรียกว่าเสี่ยสั่งลุย แต่เป็นซ้อสั่งเอง

อ่านมาด้วยกันถึงตรงนี้แล้วขอเป็นอกาธา คริสตี้อีกหน่อยเถอะครับ เจ้าแม่ฆาตกรรมรายนี้เขาไม่มียอมเอ่ยชื่อฆาตกรออกมาตรงๆ เป็นเด็ดขาด แต่จะเฉลยผ่านปากเนียนๆ ของปัวโรต์หรือมิสมาร์เปิ้ล จะให้เอ่ยว่าใผเป็นใผคงจะผิดผี

ปัญหาเดียวในขณะนี้คือ คดีเพลย์บอยแพะอ้วน หรือคดีกล้ายางของเทพบุตรสุดหล่อชาวบุรีรัมย์ที่จะรู้ดำรู้แดงกันในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ นี้ คดีไหนจะปรากฏผลขึ้นก่อนกันเท่านั้น

เรื่องนี้น่าลุ้น แต่ทายยากเป็นบ้า

บอกได้แต่ว่าคดีหลังนี้เตรียมการดีกว่าคดีแรกมาก รายแรกได้แค่ส่งลูกน้องมาเก็บซุ่มกลัวจะเปิดปาก แผนการเกี่ยวกับตัวเองยังงงๆ อยู่ว่าจะถูกหักหลังถึงขั้นต้องหนีหรือไม่ แต่รายหลังนี่ผู้ปกครองซึ่งเป็นพ่อบังเกิดเกล้าอุตส่าห์ลากสังขารเดินทางไกลมาจ่ายแป๊ะเจี๊ยะไว้กับโรงเรียนข้างบ้านเรียบร้อยไปแล้ว จวนตัวเมื่อไหร่กระโดดเข้าโรงเรียนภาคฤดูฝนทันที

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่กฎแห่งกรรมของ ท.เลียงพิบูลย์ หรอกนะครับ เขาเรียกว่าวิถีโจร มาอย่างโจรก็ต้องไปอย่างโจรเท่านั้นเอง

เป็นธรรมดาของตัวเงินตัวทองที่ไม่ได้มาจากไข่หงษ์

ผลักดัน 5 ล้าน 4 แสน เจตจำนงเสรี ไปสู่การสร้างชาติไทยใหม่

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ อริน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
5 สิงหาคม 2552

ทันทีที่การประกาศจำนวนประชาชนที่ร่วมลงชื่อใน "ฎีการ้องทุกข์" ว่าสูงถึง 5,363,429 คน ความเคลื่อนไหวจากปีกปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ก็ดาหน้ากันออกมา แสดงอาการร้อนรุ่มทุรนทุรายไปตามๆ กัน

กระทั่งล่าสุดจากข่าว มติชนออนไลน์ ที่พาดหัวแบบจุดพลุว่า จม.เปิดผนึก อ.จุฬาฯกว่า 1500 คน ค้านฎีกาอภัยโทษ "แม้ว" ชี้อันตราย กดดัน-กระทบศรัทธาสถาบัน

หากในเนื้อหาข่าวกลับโอละพ่อ เป็น "จนกระทั่งเย็นวันที่ 4 สิงหาคม มีคณาจารย์จุฬาฯ ลงชื่อแล้วกว่า 300 คน และบุคคลากรรวมกว่า 1,500 คน และคาดว่า ในวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งมีการประชุมคณบดี จะนำจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวให้คณบดีที่เห็นด้วย ลงนาม"

ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 เดือน นับจากการประกาศในที่ชุมนุมกลางพายุฝน ณ เวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ท้องสนามหลวง เมื่อวันนี่ 27 มิถุนายน จนช่วงเวลาก่อนและหลังวันดี-เดย์ เพื่อนับจำนวนผู้ร่วมลงรายชื่อ ปฏิกิริยาแทบจะในลักษณะรายวันจากผู้คนทุกๆ ฝ่าย ล้วนพุ่งเป้าไปที่ "จุดมุ่งหมาย" ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังการเคลื่อนไหวรอบนี้ของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน

ฝ่ายรัฐอาศัยเครื่องมือประชาสัมพันธ์สำเร็จรูป นั่นคือ ฟรีทีวี ทั้งระบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานี "หอยม่วง" ที่เกิดจากภาษีอากรของประชาชนล้วนๆ พุ่งเป้าโจมตีไปที่ความ "ควร-ไม่ควร" "ทำได้-ไม่ได้" อยู่แทบจะตลอดเวลา

ทั้งโหมประโคมเภทภัยทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น แก่ประชาชนที่ร่วมลงชื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมกับความพยายามที่จะรุกกลับ ด้วยการใช้เล่ห์เพทุบายต่างๆ นานา ให้ประชาชนถอนรายชื่อ "อย่างเป็นทางการ"

มีสภาวะน่าจับตามองในช่วงเวลาท้ายๆ ก่อนวันที่ 31 กรกฎาคม ปรากฏอยู่ตามเว็บบอร์ดและห้องสนทนาทุกรูปแบบ ในโลกไซเบอร์ของพลังประชาธิปไตย คือคำถามระหว่างกัน ว่า

"ถ้าได้จำนวนผู้ลงรายชื่อสัก 5 ล้าน แล้วไม่เกิดผลอะไรขึ้น จะทำอย่างไรกันต่อไป"

และยิ่งกลายเป็นคำถามดังขึ้นทุกที ตามเวทีปราศรัยของคนเสื้อแดงตามภูมิภาค

แต่สำหรับฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยแล้ว เป้าหมายของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงหนนี้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป อาการลุกลี้ลุกลน หรือแทบจะเรียกได้ว่าพล่าน นั้น อยู่ที่ปริมาณของประชาชนที่เดินเปิดหน้าออกมาแสดงเจตนารมณ์ ด้วยการให้ทั้งชื่อและรายละเอียดระบุบุคคล ในการสะท้อนความคับข้องใจ กับกระบวนการยุติธรรมชนิด 2 มาตรฐาน

หากย้อนกลับไป ครั้งการลงประชามติ "รัด-ทำ-มะ-นูน-2550" ที่ผลออกมาว่า มีผู้เห็นชอบ 14,727,407 คน และไม่เห็นชอบ 10,747,310 คน ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า แม้ในจำนวนผู้เห็นชอบเอง ก็ลงคะแนนไปโดยจุดยืนที่เชื่อถือการโฆษณาชวนเชื่อ จากฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า รับไปก่อนแล้วค่อยแก้กันทีหลัง

นั่นหมายความว่า เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ประเทศนี้ ประชาชนที่ใส่ใจกับปัญหาทิศทางและการพัฒนาการของชาติบ้านเมือง ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนนั้น มีจำนวนถึงครึ่งต่อครื่ง ที่แสดงเจตจำนงต่อต้านระบอบเผด็จการ และผลิตผลของระบอบเผด็จการ ซึ่งก็คือกฎหมายสูงสุดของระบอบการปกครอง

คำถามคือ ก็ในเมื่อฝ่ายประชาธิปไตยเชื่อมั่นในพลังประชาชน ที่เปี่ยมล้นไปด้วยจิตใจกล้าสู้กล้าชนะ เริ่มจากกลุ่มคนจำนวนหยิบมือเดียว แสดงตัวคัดค้านการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และต่อมาขยายจำนวนเพิ่มขึ้น แม้กระทั่งหลัง "สงกรานต์เลือด 2552" ซึ่งยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ "กฎอัยการศึก" หรือ "สถานการณ์ฉุกเฉิน"

นั้นหมายความว่า ประชาชนได้ยกระดับความเข้าใจ และจิตสำนึกต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์

เป็นไปได้ไหม ที่พลังฝ่ายประชาธิปไตยจะร่วมกันอีกครั้ง ระดมสรรพกำลัง แสดงเจตจำนงในฐานะเสรีชน ขับเคลื่อนให้เกิดการยกระดับพัฒนาการทางการเมืองของปิตุภูมิ ไปสู่ความมีอารยะ ด้วยการสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ หลังจากถูกแย่งยึด บิดเบือนไปโดยฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย อันประกอบไปด้วยกลุ่ม "อำมาตย์-อภิชน-ขุนศึกฟาสซิสต์" นับจากวินาทีแรกของการทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่นำโดยขุนศึก ผิน ชุณหะวัน

สร้างขบวนแถวผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม ออกมาสำแดงกำลัง รณรงค์ไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอำนาจอธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ด้วยการผลักดันให้สร้างรัฐธรรมนูญประชาชน ที่ประชาชนสามารถ "เลือกผู้นำฝ่ายบริหาร" หรือ "นายกรัฐมนตรี" ด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เช่นนานาอารยะประเทศ

และใช้การลงคะแนนเสียงในกระบวนการยุติธรรมด้วยระบบ "ลูกขุน" ที่อำนาจในการพิพากษาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ตกอยู่ใน "กำมือ" ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่ผู้เดียว

ถ้าเราไม่ตั้งต้น ริเริ่ม ออกแบบสังคมที่พึงปรารถนา สำหรับอนุชนที่เป็นลูกหลานของเรา ให้พวกเขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในสังคมอารยะ อย่างไม่ต้องเผชิญกับ "การปกครองแบบเผด็จอำนาจ" ที่กดหัว-ปิดปาก จนเสรีชนไม่อาจมีชีวิตเยี่ยงเสรีชนได้ อย่างที่เห็น และเป็นอยู่ จะมีประโยชน์อะไรกับการเรียกขานปิตุภูมิของเราว่า "ไทย" ตามเสียงพ้องของที่มาของชนชาติบรรพบุรุษ ที่เรียกตนเองว่า "ไท"

ด้วยภราดรภาพ

อริน

ไปด้วยกันได้?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฝีมือน่ะไม่เท่าไหร่? แต่กับฝีปากของคนจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว...พรรคอื่นกินยาก!ช่วงนี้...ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนในวงการสื่อและนักวิชาการดูจะพูดกันน้อยไปหน่อย? ส่วนใหญ่จะเกาะติดอยู่กับข่าวรื้อโผนายพลตำรวจ และ เด้ง พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ เป้าจริง! ของ “ข่าวปล่อย-เจอตอ” ในคดี“ลอบยิง” คุณสนธิ ลิ้มทองกุลก็ต้องบอก อีกเรื่องที่ดูเหมือนว่า...คนจาก พรรคประชาธิปัตย์ จะชำนาญเกมเอามากๆ ก็คือ...การอาศัยห้วงชุลมุนชุลเกอย่างนี้ แอบสอดไส้ เรื่องที่ตัวเองจะได้เปรียบได้ประโยชน์เต็มๆข่าวการแพร่ระบาดของ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่คร่าชีวิตคนไทยไปอย่างมากมาย...ล่าสุด ก็อยู่ที่ 81 รายแล้ว และจนถึงบัดนี้ก็ยังจะหาทางป้องกันอะไรที่เป็นรูปธรรมได้ยากยิ่ง! ลำพัง วัคซีนต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ที่เริ่มจะนำมาใช้กันบ้าง ผลของมันก็ยังไม่ชัวร์! ไม่แน่ว่า...จะเกิดอาการดื้อยากันอีกหรือไม่? แต่ที่แน่ๆ ข่าวนี้...เริ่มตกอันดับไปแล้วหรือข่าว “งาช้าง” ที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับมาจาก คุณโสภณ ซารัมย์ เมื่อครั้งลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์เดือนก่อน...เรื่องนี้ ป.ป.ช. “รับลูก” ตรวจสอบแล้วหากผิด! ถึงขั้น...สิ้นสภาพความเป็นนายกฯ กันเลยทีเดียว...เรื่องนี้ก็เงียบ?ข่าวทุจริตคอร์รัปชั่นที่ เหม็นโฉ่! กับ โครงการชุมชนพอเพียง ทำเอา “คนหน้าบาง” แทบต้องเอาหัวซุกปี๊บเดิน...ก็ไม่ดังเท่ากับข่าวของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่เรื่องนี้...ตัวละครที่โคตรโกงนั้น ว่ากันว่า...เกี่ยวพันกับพรรคการเมืองหลายๆ พรรค โดยเฉพาะพวกที่เคยหากินอยู่กับ ป้ายอัจฉริยะ ทั่วกรุงเทพฯยังจะมีเรื่องที่ กระทรวงการคลัง ยุค “หล่อโย่ง” เจ้าของความสูงที่ 193 ซม. อย่าง คุณกรณ์ จาติกวณิชชงกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้าน เข้าสู่ที่ ประชุมวุฒิสภาโดยเลื่อนการแถลงผลงาน 6 ของรัฐบาลออกไปก่อน

ทำเอา บรรดา ส.ว. หลายคน บ่นอุบ! กับอาการ “ลักไก่” ช่วงฝุ่นตลบอบอวลอย่างนี้...ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมหยิบมาพอเป็นสังเขปนี้...มันเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ชนิดประเดประดัง! จนผู้คนในสังคมไทยจัดชั้น ไม่ถูกว่า...อะไรควรจะมีระดับความสำคัญก่อนหลังแต่คนที่เก่งและชำนาญเรื่อง การวางเกมข่าว...อย่าง คุณสนธิ ก็สามารถทำให้ทั้งสื่อ ทั้งนักวิชาการ และสังคมไทย หันไปสนใจกับข่าวของตัวเอง คือ “ข่าวลอบยิง” ที่วันนี้...มันชัดเจนแล้วว่า...เป็นเพียง หน้าฉากของข่าวจริง! แย่งอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ?ก็อย่าได้แปลกใจ! ถ้า นายกฯ อภิสิทธิ์ จะเดินเกี่ยวก้อยไปกับ คุณสนธิ แยกให้ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนอยู่คนละฟาก...ตามแผน ศรีธนญชัย! เช่นที่ผมเคยเขียนถึงไปเมื่อเดือนก่อน โดยที่ คุณสนธิสลับฉาก! ด่าทั้งคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพเพื่อให้ดูสมจริง! เกิดขึ้นสอดรับกับข่าว“การลอบยิง” และยังได้ของแถมเพิ่มอีก...บีบให้ตำรวจจัดการกับ พวก “เสื้อแดง” ที่อยู่ระหว่างการตรวจเช็กรายชื่อ 5.4 ล้านคนเศษ เพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรงานนี้...จัดว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง!เพราะปืนที่ว่า...เป็นทั้ง ดาวกระจาย และ ผงฝุ่นตลบอบอวล จนมองอะไรไม่เห็นเด่นชัดนั่นเอง ใครว่า...ความหล่อ ความฉลาด ความเลว ความเจ้าเล่ห์ และความเลว จะไปด้วยกันไม่ได้...ไม่จริงเสมอไปหรอกครับ หรือว่าไง? ■

นายแบบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

หนึ่งในบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่มีนิสัยดี น่ารัก และเป็นคนที่ “ไม่พูดมากปากแฉะ”เหมือนรัฐมนตรี ปชป. โดยทั่วไป วิทยา แก้วภราดัย คือ“หนึ่ง” ในจำนวนนั้นแต่บนความเป็น “คนดี” ที่น่ารักน่าคบหานั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับ “มาตรฐาน” การเป็น รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข ที่กำลังมีวิกฤติเรื่อง หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009แล้ว เขายังอยู่ห่างกับเก้าอี้ตัวนี้เหลือเกินทั้งบุคลิกความเป็นผู้นำส่วนตัว ประสบการณ์จากงานสาธารณสุข วิทยา แก้วภราดัย เป็นคนดีที่เฉื่อยชาเกินไปสำหรับตำแหน่งนี้??วิทยาในวัย 54 ปี เขาน่าจะแอ็กทีฟกว่านี้ แต่ก็อีกนั่นแหละ คนที่เรียบจบมาทางด้านกฎหมาย ปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบอาชีพทนายความ ก่อนหันเข้าสู่แวดวงการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์คิดยังไง?? มองอย่างไร?? เขาก็ถนัดในการเป็น “หมอความ”มากกว่า “หมอยา”จุดเปราะที่น่าจะเป็นจุดอ่อนของวิทยาอีกประการหนึ่งคือ ไม่เคยมีตำแหน่งทางการเมืองสูงๆ ยกเว้นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เมื่อปี 2537-2538มาเรมิ่ เปน็ รฐั มนตรกี บั เขาบา้ง กแ็ หกโคง้มานงั่ ในกระทรวงใหญ่ที่น่าจะเรียก “กระทรวงปราบเซียน” อย่างกระทรวงสาธารณสุขด้วยเหตุนี้เลยทำให้ น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ปลัดกระทรวง มีบทบาทโดดเด่นกว่ารัฐมนตรีว่าการในแทบทุกเรื่อง??จะเรียกว่ารัฐมนตรีวิทยามักจะเดินตามปลัดปราชญ์ก็ไม่น่าจะผิด!!

แต่เรื่องนั้นไม่ใช่อุปสรรคปัญหาในการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของ วิทยา แก้วภราดัย เพราะน.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ก็ถือเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งในกระทรวงนี้สองวันก่อน น.พ.ปราชญ์ กับรัฐมนตรีวิทยาไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสมุทรปราการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ห้องยาได้นำวัคซีน 2 ตัว มาโชว์ให้คุณวิทยาและปลัดกระทรวงดู1. “โอเซลทามิเวียร์” (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู) เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ มีตัวยาทั้งที่เป็นเม็ดและเป็นน้ำ แต่มีผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนั้นในเด็กอาจมีอาการปวดท้องเลือดกำเดาออก ปัญหาเรื่องหู และโรคตาแดง2. “ซานามิเวียร์” (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เป็นยาที่ใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยอายุมากกว่า 5 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในคนที่เป็น โรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ที่มีอาการ แพ้สารแลคโตสในการไปตรวจเยี่ยมวันนั้น รัฐมนตรีวิทยาก็ทำตัวเหมือนน.พ.ปราชญ์ ทำ คือ หยิบซองยาวัคซีนนี้ให้สื่อถ่ายภาพแต่เป็นการแสดงแบบที่ “ไม่เป็นธรรมชาติ” มันเหมือนจะทำให้คนระดับ “เสนาบดี” มากลายเป็น “นายแบบ”หรือ “พรีเซ็นเตอร์” ยาวัคซีนที่ว่านี้ไปโดยปริยายในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รอการดูแลช่วยเหลือจาก 2ผู้ยิ่งใหญ่กระทรวงสาธารณสุข ทั้ง น.พ.ปราชญ์ และรัฐมนตรีวิทยา อยากจะเห็นรัฐมนตรีสาธารณสุขแก้ปัญหา“หวัดนรก” ที่กำลังลุกลาม ด้วยการใช้สมองสั่งการที่“ถูกจุด” กว่านี้ไม่ใช่มาเดินเยี่ยมองค์การเภสัช แล้วแสดงท่าเหมือน“นายแบบ!!” อย่าไปเจริญรอยตามสโลแกน “กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ” ที่น่าจะเป็นผลงานของ “นักกลอน”มากกว่ารัฐมนตรีผู้บริหารประเทศ?? ■

นายกฯ ตัว ว.

ที่มา บางกอกทูเดย์

ยังคงมาแรง! เรียกเรตติ้งจากผู้ชมแซงหน้า “ทอล์กโชว์” รายการอื่นสำหรับรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ที่ออกอากาศทางช่อง โมเดิร์นไนน์ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.30-23.30 น.หนึ่งชั่วโมงเต็ม...กับรายการที่นำเสนอเรื่องราวสุดพิเศษของบุคคลพิเศษ รวมไปถึงแขกรับเชิญที่กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคม หรือเรื่องข้อกังขาที่เกิดขึ้นมาพูดคุยซึ่งโดยรวมเป็นเรื่องที่ “จับกระแส” จากความสนใจของประชาชนส่วนใหญ่ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ส.ค.52 ทางรายการได้ทดสอบความแม่นกับ “หมอกฤษฎ์ คอนเฟิร์ม” ภาค 2ซึ่งนอกจากความบันเทิงที่ได้รับ...สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวผมเกิดความสนใจ และอยาก “วัดดวง” กับสิ่งที่เขาทำนายว่าจะ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่มนั่นคือหมอดูท่านนี้ได้ ทำนาย ว่า...ปี 2554 ประเทศไทยจะหมดความวุ่นวาย ดินแดนนี้จะเกิด “ความสมานฉันท์”เพราะได้นายกรัฐมนตรี “เชื้อจีนชื่อย่อ ว.”ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยออกรายการกับ “คุณวู้ดดี้” นั่นหมายความว่า...อีก 2 ปีนับจากนี้ “ความเปลี่ยนแปลง” ในทางที่ดีจะเกิดขึ้นบน “ผืนแผ่นดินไทย”ความชิงชัง...ความเคียดแค้น...การแก่งแย่งอำนาจของบุคคลผู้มีอำนาจ จะถูก “ปลดปล่อย” ด้วยบุญของผู้มากบารมีคนหนึ่งเพราะบุคคลคนนั้น

สามารถ “รวมใจ” คนไทย...สร้างความสมัครสมานให้เกิดขึ้นแต่เรื่องของอนาคตเป็นสิ่งที่ มิอาจคาดเดา ที่พอจะคาดเดาได้ คือ...ผลจาก “การกระทำ” ซึ่งเป็นการกระทำในปัจจุบันที่ส่งผลโดยตรงไปยังอนาคตสิ่งที่ “หมอดู” ท่านนี้เอ่ยปาก “ทำนาย” ด้วยความเป็นอาชีพที่สามารถพูดถึงบุคคลใดก็ได้...แต่ต้องไม่นอกเหนือขอบเขตแห่ง “ความรับผิดชอบ”ผมขอตั้งจิตอธิษฐานให้เป็นจริงเพียงเรื่องเดียวนั่นคือ...อีก 2 ปีข้างหน้า “ความสงบสุข” จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินที่ผมเป็น “หนี้ชีวิต” อาศัยอยู่เข้าสู่ “ยุคชาววิไล” อย่างที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังรอคอยส่วนการที่ “นายกรัฐมนตรี” ท่านนั้นจะชื่อย่อว่าอะไร...ถือเป็น เรื่องรอง และเป็นเรื่องที่ไม่ต้องให้ความสำคัญใครก็ได้? ขอให้คิดขึ้น “เป็นผู้นำ” ทำเพื่อประเทศชาติ...ไม่ใช่เข้าสู่เส้นทางแห่งสายอำนาจ และต้องการขวนขวาย “หาอำนาจ” อย่างไม่รู้จักจบสิ้นหากเป็นเช่นนั้น...ผมคงไม่ต้องทำนาย แต่ขอฟันธงเลยว่า “นายกฯ ชื่อย่อ ว.” คนนั้น คือ “ไอ้วรนุช”แล่บลิ้นแผล็บๆ...พาพรรคพวกเข้ามา “ปล้นชาติ...ปล้นแผ่นดิน” กันตามเคย!! ■

ได้หน้าลืมหลัง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฟังผลงาน 6 เดือนของรัฐบาลแล้วต้องฟังผลงานที่สัญญาไว้แล้วยังไม่ได้ทำมั่งต้องเตือนความจำ พรรคประชาธิปัตย์ที่มี อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ เป็นหัวหน้าพรรคและเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้ยินดังๆ พร้อมๆ กับผลงานในรอบครึ่งปีที่รัฐบาลกำลังจะแถลงให้ผู้คนทราบว่า ได้ทำงานอะไรไปแล้วให้กับส่วนรวมของประเทศมั่งยังจำกันได้หรือไม่ครับว่า...พรรคประชาธิปัตย์ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเคยประกาศไว้อย่างเอิกเกริกในแผน 99 วัน ทำได้จริงก่อนได้มาเป็นรัฐบาลว่าถ้าพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลจะเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันทันทีและจะทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงให้เห็นผลทันตาแล้ววันนี้เป็นอย่างไรนอกจากจะไม่ทำตามสัญญาแล้ว ยังขึ้นภาษีน้ำมันซ้ำเติมเข้าไปอีกแถมรัฐบาลนี้ไม่ได้สนใจความรู้สึกของชาวบ้านที่ปล่อยให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นนอกจากโกหกชาวบ้านแล้ว ยังเบี้ยวสัญญาที่ให้กับประชาชนไว้อีก โดยไม่มีใครเหลียวแลและทบทวนเรื่องนี้แม้แต่คนเดียว ทั้ง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปถึงรัฐมนตรีคลังและรัฐมนตรีพลังงาน

เพราะน้ำมันที่ขายปลีกกับประชาชนถูกโขกราคาขึ้นเอาขึ้นเอา แม้กระทั่งราคาน้ำมันโลกลดลงของเราก็ยังโขกราคาเอาตามใจชอบน้ำมันบ้านเรา 1 ลิตร บวกภาษีสรรพสามิต 7 บาทบวกภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% บวกภาษีเทศบาล70 สตางค์ หักเข้ากองทุน 6 บาท หักเข้ากองทุนพัฒนาพลังงานอีก 1 บาท เท่านั้นยังไม่พอ ราคาขายปลีกหน้าปั๊มยังเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำอีก 7%รวมเบ็ดเสร็จ น้ำมัน 1 ลิตร ต้นทุนจริง 50%เป็นรายได้ของรัฐบาลอีก 50%พูดง่ายๆ คือ สมมติน้ำมันลิตรละ 30 บาท เป็นราคาน้ำมันจริง 15 บาท อีก 15 บาท เป็นค่าต๋งเข้ารัฐบาลเท่ากับว่า...ราคาน้ำมันดิบบวกค่าขนส่งบวกค่ากลั่นบวกค่าการตลาดรวมเบ็ดเสร็จ 15 บาทเท่านั้นเองนายกรัฐมนตรีที่เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พร้อมกับ ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะช่วยกรุณาบอกประชาชนทั่งประเทศด้วยว่าครึ่งปีของรัฐบาลท่านอะไรที่สัญญากับประชาชนไว้แล้วยังไม่ได้ทำหรือว่าท่านไม่อยากทำและตั้งใจจะไม่ทำหรือทำไม่ได้ทีหลังก็อย่าโกหกประชาชนเลยครับอย่างนี้เขาไม่เรียกว่า “มืออาชีพ” หรอกเพราะเป็นได้แค่ “ปากอาชีพ” เท่านั้นแหละ ■

ศีลข้อ 4

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในทางการเมืองนั้น..สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ.. ศิลปะในการกล่าวคำเท็จ..ผู้มีความสามารถ ทางการเมือง..จะไม่มีวันถูกจับได้ว่า กล่าวคำเท็จ..พูดโกหก ในประกาศหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ที่มีรูปหัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ.. ปิดหราอยู่ทั่วประเทศ และยังมีปรากฏอยู่ใน บางพื้นที่ในปัจจุบัน.. บอกว่า..แผนปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันทำได้จริง มีสัญญา 6 ประการ..ข้อ 5 บอกไว้ว่า..จะให้ไฟฟ้า ฟรี 15 หน่วยแรก..ในขณะนี้ฟรีอยู่ที่ 5 หน่วยแรก ข้อ 6 บอกว่า..เลิกส่งเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ทันที สำหรับดีเซลและแก๊สโซฮอล์ ขณะนี้..เลย 99 วันมาแล้วนานมาก..คำว่า “ทันที” ในภาษาไทยนั้น..พจนานุกรมบัญญัติไว้ว่า..ในขณะนั้นเองทันทีทันใดหรือทันใดนั้นคำว่าทันที..ที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..นำไปใช้ต่อท้าย..คำสัญญา 6 ประการ..โดยสัญญาภายใน99 วัน..ถึงมันจะเป็นการโกหกพกลมอยู่ในทีแล้ว..แต่ก็ยังพอให้อภัยกันได้..แต่คำว่าทันที..ที่รอมาจนถึง 6 เดือนกว่าแล้ว ในวันนี้..นอกจากจะทำให้ขาดความเป็นผู้ดี คือ การไม่รักษาสัญญา..ทำให้สถานศึกษาเสื่อมเสีย กับลูกศิษย์ไม่มีวาจาสัตย์แล้ว..ยังเป็นความผิด ต่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่โฆษณาเกินกว่าความ เป็นจริง..เป็นความผิดต่อกรรมการการเลือกตั้ง.. เพราะหลอกลวงประชาชนให้เชื่อ เพื่อเอื้อประโยชน์ ให้กับการเลือกตั้งฯลฯ ที่กล่าวนั้นบางอันก็เป็นแพ่ง บางอันก็เป็นอาญา..บางอันก็เป็นทั้งแพ่งและอาญากล่าวกันว่า..นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง..เป็นประชาธิปไตยแบบพฤตินัย..กันมา 77 ปีนั้น..พรรคประชาธิปัตย์อยู่ในฐานะรัฐบาลนานที่สุด..แต่ไม่มีครั้งใด..ที่พรรคประชาธิปัตย์จะโป้ปดมดเท็จเป็นแผ่นป้ายเท่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้ไม่ต้องถามถึง..ประโยคที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ..ออกมาสวนคำกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในเรื่องการลาพักการยอมถอยการจะลาต่อลายาวการไม่เข้าทำหน้าที่ผู้บัญชาการตำรวจ..การถกเถียงกับนักข่าวเรื่องสัปดาห์หน้าไม่ใช่วันจันทร์หน้า..ฯลฯอยากจะถาม..พรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรคพร้อมๆ กันไว้ตรงนี้ว่า..พวกท่าน..ละเว้นการท่องศีลข้อ 4 ทุกครั้งที่ท่องศีล 5 กันหรือไม่..ถ้าไม่..ท่านจะปล่อยให้ “มุสาวาจา” บ่อนทำลายอดีตอันยาวนานเหมือน..ปลวกชอนเนื้อไม้ไปอีกนานแค่ไหนเอาทารกออกไปอภิบาลรักษา..โบราณท่านว่าอย่าใช้เด็กสร้างบ้าน..แต่พวกท่าน..ใช้ทารก ■

กาลีบ้านกาลีเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

การแบ่งฝ่ายเป็นหลายสีของประชาชนคนไทยในชาติ..ในแต่ละเหตุการณ์ที่ผ่านมาจะกลายเป็นเรื่องเด็กๆ เรื่องเล็กไปเลย หากจะนำมาเปรียบมาเทียบกับการ..แบ่งฝ่ายครั้งใหม่..เห็นด้วยกับการถวายฎีกา กับต่อต้านการถวายฎีกาเริ่มกันตั้งแต่ตัวเลข...ฝ่ายที่สนับสนุนให้มีการถวายฎีกา..ตั้งตัวเลขไว้ที่หลักล้าน..กล่าวกันว่าตัวเลขได้ผ่านหลักล้านไปแล้ว และบางตัวเลขบอกว่ากำลังจะเป็น 6 ล้านหรือมากกว่าฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการถวายฎีกา...ใช้อำนาจในฐานะรัฐบาลสั่งการลงไปยังสายปกครองต่างๆ ให้พยายามกระทำการต่อต้านและสั่งล่ารายชื่อผู้ไม่เห็นด้วย..ไม่มีครั้งไหนที่ประเทศจะตกอยู่ใต้..อำนาจแห่งความชั่วร้ายได้เท่าในขณะนี้..พวกมันมองไม่เห็นถึงภัยพิบัติเบื้องหน้า..เมื่อประชาชนทุกคนบนแผ่นดินจะถูกเกณฑ์ให้เข้ามาสู่กระแสแห่งความขัดแย้งในทางการเมืองไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ แผ่นดินหรือประชาชนคนไทยแต่เพื่อ..บูชาความใคร่ความมักใหญ่ใฝ่สูงของอ้ายอีไม่กี่คน..ที่ต่อสู้แย่งชิงอำนาจเพื่อจะเป็นรัฐบาล..ไม่มีการศึกษาชนิดใดจะให้ความรู้สึกรักชาติสำหรับพวกเขาเหล่านั้น..ตราบเท่าที่พวกมันยังหายใจอยู่เป็นแพ้หรือชนะมันทั้งหลายไม่รู้ว่า..แผ่นดินที่พวกมันช่วยกัน

ทำลายประชาชนที่พวกมันเข้ามาปลุกระดมนั้น..วันนี้เสื่อมโทรมลงไปแล้วเท่าไหร่..ความวิบัติฉิบหายที่พวกมันช่วยก่อร่างสร้างกันขึ้นมาตั้งแต่วันนั้นจนบัดนี้..ใกล้จะนำไปสู่วันสิ้นชาติเข้าไปทุกวันสิ้นชาติเมื่อแผ่นดินมันแยกตัวกาลีบ้านกาลีเมือง..ในแต่ละกลุ่มฝ่ายมาจากไหน..หากนำย้อนอดีตของพวกมันกลับไป...พวกเขาทั้งหลาย..ก็ล้วนหลีกลี้หนีภัยการเมืองมาจากแผ่นดินตอนบน..บรรพบุรุษของเหล่ามันล่มจม เมื่อประชาชนลุกขึ้นมาต่อสู้เรียกหาจนได้..อำนาจมาสู่มวลชนวันนี้ลูกหลานของกาลีบ้านกาลีเมืองพวกนั้น..กำลังทำร้ายทำลายแผ่นดินที่พ่อของมันเข้ามาพึ่งพาอาศัย..ความเป็นชาติที่ต่อเนื่องยาวนานมาเกือบพันปี..ของเผ่าพันธุ์ไทย..กำลังวิบัติถล่มทำลายเพราะไอ้พวกไร้แผ่นดินในอดีตถึงเวลาแล้วหรือยัง..ที่ พวกเราที่เป็นคนไทยด้วยกัน ในวันนี้..จะลุกฮือขึ้นมาบดขยี้กาลีบ้านกาลีเมือง..ที่เสพสมอยู่กับอำนาจและใช้อำนาจสะสมเงินบาท..กลายเป็นเศรษฐีพันล้านหมื่นล้าน..ถึงเวลาแล้ว..ที่การทำสงครามกับความยากจนนั้น..เหล่าคนจนจะต้อง..ต่อสู้ด้วยตัวเอง..ถึงเวลาแล้ว..ที่ผู้ไร้อำนาจจะต้องประสิทธิ์ประสาทอำนาจของพวกเขาขึ้นมาแล้วจับพวกมันลอยเรือออกไป..อย่างที่มันลอยเรือเข้ามา ■

คำตอบจากคำถาม ทำไมคนรักทักษิณ?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ยาวนานมากๆ สำหรับเสียงเพรียกหา “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทยนับตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 เกิดการปฏิวัติ “รัฐบาลทักษิณหมดอำนาจทางการเมือง” กระทั่ง 19 กันยายน 2552 นี้ ก็จะครบ3 ปี ถ้าคิดเป็นวันจะเท่ากับ 1,095 วัน..แต่ “เสี่ยแม้ว” ก็ยังได้รับความนิยมจากแฟนพันธุ์แท้ ที่ยังดัมพ์กำลังใจ กันสุดฤทธิ์ หวังให้กลับเมืองไทยมาดำรงตำแหน่ง“นายกรัฐมนตรี” อีกครั้งด้วยเหตุนี้ บางกอกทูเดย์ เลยทดลองพิมพ์ข้อความ “รักทักษิณ”ผ่านเว็บไซต์กูเกิล (www.google.com) ก็พบว่า “รักทักษิณ” มีทั้งสิ้น 3,660,000 รายการหลังจากนั้นจึง “คลิก” เข้าไปหาข้อความต่อเนื่องจากคำว่า“คนรักทักษิณ” ซึ่งพบว่า มันเยอะมาก..เราจึงจัดการรวบรวมโดยตั้งประเด็นว่า “ทำไมถึงรักทักษิณ” มานำเสนอ..ไปติดตามกันได้เลย..ผมชอบความเก่งของคุณทักษิณครับและการที่เป็นคนบ้างานชอบทำงานจึงทำให้หยิบจับอะไรก็เจริญรุ่งเรือง

จากคุณ : รักสาวเสื้อ แดงชอบที่ท่านเป็นคนกล้า ยาเสพติดผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ไม่มีใครกล้าที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง จำได้ว่าก่อนที่ท่านจะปราบปรามนั่งฟังข่าวว่ายาเสพติดเข้าไปสู่โรงเรียนประถมแล้ว ก็เป็นห่วงลูกอยู่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ท่านทำให้ผมเชื่อว่ามีคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้อิทธิพลมืด แต่ถึงวันนี้ถ้าคนที่กล้าหาญที่จะต่อสู้กับความชั่วร้ายต้องได้รับผลลัพธ์อย่างนี้ ต่อไปก็คงไม่มีคนกล้าแล้ว

จากคุณ : mr_angleแค่ให้โอกาสรากหญ้าสามารถทำมาหากินได้โดยไม่จนตรอก มีทางออกให้เสมอ แค่นี้มันก็สร้างยอดต่อเนื่องไปทั้งระบบของประเทศได้แล้วจากคุณ : ความเชื่อเฉพาะบุคคลลูกชายผมไม่ตายก็เพราะ 30 บาทนี่แหละครับ และผมก็ไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบก็ 30 บาทอีกล่ะครับ

จากคุณ : ณ กาญจน์ชอบที่คิดทำนอกกรอบ ชอบที่ทำมากกว่าพูด ไม่เหมือนนักการเมืองบางพรรค

จากคุณ : เพชรบุรี1. จัดระเบียบสังคม สถานบริการ 2. จัดระเบียบจราจร-หักคะแนนยกเลิกใบอนุญาตตลอดชีพ 3. จัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง 4. ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มาเฟีย 5. สงครามยาเสพติด 6. ยกเลิกหนี้ IMF 7. พักชำระหนี้เกษตรกร 8. จัดระเบียบเกมออนไลน์ จากคุณ : พลังจิตโดนใจมากกับนโยบายปราบผู้มีอิทธิพลกับยาบ้าพ่อค้ายาซอยใกล้ๆ บ้านโดนรวบเรียบ แต่ตอนนี้เริ่มระบาดอีกแล้ว...

จากคุณ : Kaotulทำให้คนจนมีความหวังในชีวิต มีโอกาสจะมีบ้านอยู่ (บ้านเอื้ออาทร)มีเงินรักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย (30 บาท) มีหนทางประกอบอาชีพสุจริตให้ร่ำรวย (Otop, sme) มีอนาคตในการศึกษา (1 ทุน 1 อำเภอ) มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย (ปราบยาเสพติด) แค่เท่านี้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ลืมแล้วเพราะเขาทำได้จริง ไม่ใช่ขายฝัน

จากคุณ : แม่นกเอี้ยงหลังจากหากินยากขึ้นก็รักมากขึ้นครับ ถ้าอภิสิทธิ์ทำให้ผมหากินได้มากขึ้น ผมก็จะรักครับ แต่ตอนนี้มันหนังคนละม้วน ที่ท่านมาร์คพูดไม่เห็นจะทำได้เลย ดูจากนโยบาย 99 วันทำได้จริงก็ได้ครับ บอกจะลดภาษีน้ำมัน ตอนนี้เก็บเพิ่มเอาเพิ่มเอาแล้วบอกว่าน้ำมันถูก ตอนนี้เงินเดือนผมถูกกว่าน้ำมันท่านอีกครับ จากเว็บบอร์ดนิวส์สนุกดอทคอมทั้งหมดเป็น “ข้อความ” บางส่วน ที่ “หยิบ” ขึ้นมานำเสนอ..เพราะ บางกอกทูเดย์ เห็นว่า “เสียงเรียกหา” อดีตนายกฯที่ยาวนานถึง 1,040 วัน ทำไม “ดังขึ้น” และเราเห็นว่าสมควรอย่างยิ่งที่ต้องมี “คำตอบ” ให้กับ “ความสงสัย” ที่มีหลายสมองคิดขึ้น“ข้อความ” ที่เราคัดมาเพียงไม่กี่ตัวอย่าง เพราะบังเอิญไปได้ภาพ “ทักษิณอินเลิฟกับประชาชน” มาหลากหลาย...จึงขอหยิบยกมานำเสนอให้ “สมาชิกคนเสื้อแดง” หายคิดถึง..สำหรับสมาชิกคนเสื้อเหลืองอย่าเพิ่งติฉินนินทาหรือด่าไฟแล่บเพราะภาพนายกฯ อภิสิทธิ์อินเลิฟกับประชาชนมันยัง “น้อย”..ไว้โอกาสหน้าหากรวบรวมได้หลายภาพ รับรองว่าจะนำมาฝากเพราะบางกอกทูเดย์ ไม่ “สองมาตรฐาน” จ้า... ■

จะปลดแล้วก็ปอด! ‘ป๊อด’ ก็เลยอยู่ต่อ?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ปกติคนส่วนใหญ่ หากจะตัดสินใจผิดๆ เลือกหนทาง“ฆ่าตัวตาย” ก็ต่อเมื่ออยู่ในสภาพที่แร้นแค้นแสนสาหัสจนคิดว่าเมื่อหาทางออกอื่นใดไม่เจออีกแล้ว ก็จะเลือกตัดช่องน้อยแต่พอตัวฆ่าตัวตายให้รู้แล้วรู้รอดไป!!ซึ่งในศาสนาพุทธจะไม่เห็นด้วยและไม่ยอมรับกับเรื่องการฆ่าตัวตาย โดยชี้ให้เห็นว่าการฆ่าตัวตายไม่ได้เป็นจุดสิ้นสุดของปัญหา แม้ฆ่าตัวตายไปแล้วปัญหาก็ยังคงอยู่ศาสนาพุทธจึงให้ถือว่าการฆ่าตัวตายเป็น อนันตริยกรรมใครขืนทำจะไม่ได้ผุดได้เกิดชั่วกัปชั่วกัลป์กว่าจะพ้นกรรมดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลอย่างที่สุดสำหรับคนที่กำลังประสบความสำเร็จ สำหรับคนที่กำลังยืนอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิต จะเลือก “ฆ่าตัวตาย” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่สำหรับแวดวงการเมืองไทยแล้ว อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งนั้น? ฉะนั้น การที่จู่ๆ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะมีการกระทำที่สุ่มเสี่ยงและใกล้ชิดชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดกับการ “ฆ่าตัวตายทางการเมือง”จึงเป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดคำถามอย่างมากมายว่า“นายอภิสิทธิ์คิดอะไรอยู่???”เพราะเริ่มจากเรื่องคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำ กลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งจริงๆ แล้วควรจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนเจนจัดทางการเมืองอย่าง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ซึ่งถือเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องดูแลอยู่แล้ว เป็นคนรับเผือกร้อนเรื่องนี้ไปแต่นายอภิสิทธิ์ไม่รู้ไปกินดีหมีหัวใจเสือ หรือได้ข้อมูล ที่เชื่อมั่นอะไรมากมายว่า การลงมาเล่นเกมนี้ด้วยตนเอง จะนำมาซึ่งชัยชนะเบ็ดเสร็จทางการเมือง จึงแอ่นอกหราออกมารับลูกของ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. ที่เป็นผู้คุมคดีโดยตรง รวมทั้งยังรับลูกจากการเร่งจี้ ของนายสนธิด้วย จนทำให้กระทบกระทั่งกับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และลุกลามบานปลายไปมากกว่าที่คิด เพราะแม้แต่ นายสุเทพเอง ทั้งๆ ที่เป็นผู้จัดการในการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังพลอยมีร่องรอยของความไม่ลงรอยเกิดขึ้นในเรื่องนี้และแน่นอนว่า คนในตระกูล วงษ์สุวรรณ โดยเฉพาะ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ชายแท้ๆ ของพล.ต.อ.พัชรวาท แสดงอาการ “รับไม่ได้” และพร้อมที่จะเปิดศึก

ซึ่งถือเป็นแรงกดดันที่สำคัญ เพราะข้างหลังของบิ๊กป้อมนั้นยังมีเงาของอีกหลายบิ๊กเรียงรายจับมือกันอยู่ โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกจับตาว่าเป็น กลุ่มอำนาจใหม่ ซึ่งมองกันว่าน่าจะมี บิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. รวมอยู่ในกลุ่มด้วยแรงไม่แรง ก็เล่นเอานายอภิสิทธิ์ถึงกับเครียด!! ต้องล้มการแถลงข่าวที่จะมีนายสนธิเข้าฟังด้วย เพราะแม้แต่นายสุเทพยังยอมรับไม่ได้และลากิจไปพักร้อนเอาดื้อๆและกลายเป็นพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกจนมาพาลเอากับสื่อมวลชนเมื่อถูกตั้งคำถามตามกระแสว่า ตกลงจะเปลี่ยนตัว ผบ.ตร.จริงหรือไม่ และทำไมจึงพูดไม่ตรงกันในเรื่องการลาไปต่างประเทศของ พล.ต.อ.พัชรวาท รวมทั้งจะตั้งใครรักษาราชการแทนระหว่างที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่อยู่???ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ แล้วหากนายอภิสิทธิ์ไม่เครียดจนอารมณ์กระเจิดกระเจิง ก็ย่อมจะรู้ได้ด้วยตัวเองว่า ที่สื่อมวลชนตั้งคำถามนั้นเป็นการทำหน้าที่จริงๆ เพราะช่วงนั้นกระแสข่าวเรื่องการปลด พล.ต.อ.พัชรวาท มีออกมารายวันแล้วสื่อจะไม่ถามได้อย่างไร??แต่กลายเป็นว่านายอภิสิทธิ์กลับออกอาการหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด จากคำตอบเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ที่ถูกถามว่า ผบ.ตร.พูดไม่ตรงกับนายกฯ โดยบอกว่าไม่เคยขอลาพักร้อน“ไม่มีเรื่องที่ไม่ตรงกัน อย่าไปทำให้มันมีปัญหา ผมกับผบ.ตร. คุยกันแล้ว เข้าใจกันดีแล้ว รู้ว่าจะต้องทำอะไรอย่างไร อย่าไปหยิบเอามุมตรงนั้นตรงนี้นิดๆ หน่อยๆ ว่าคำพูดตรงกันไม่ตรงกัน ไม่มีหรอก เข้าใจกันดีทุกอย่างผมคุยกับ ผบ.ตร. ตลอด”เมื่อถูกถามย้ำว่า ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์หนักแน่นว่า ในวันที่3 ส.ค. จะยังมาทำงานตามปกติ ไม่ลาไปไหน นายอภิสิทธิ์กล่าวด้วยน้ำเสียงมีอารมณ์ว่า“ผมก็บอกว่าสัปดาห์หน้า ผมบอกวันจันทร์หรือครับ??ผมไม่ได้บอกว่าวันจันทร์นี่ครับ” เมื่อผู้สื่อข่าวแย้งว่าแต่วันจันทร์ก็เป็นต้นสัปดาห์หน้า นายอภิสิทธิ์กล่าวตอบโต้ทันควันว่า“ผมไม่เคยบอกว่าต้นสัปดาห์ ผมบอกแต่สัปดาห์หน้า

อย่าไปหยิบหรือพยายามให้มันมีปัญหาสิครับ พูดกันรู้เรื่องแล้วไม่มีปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่อาจจะมีบางคนไม่อยากให้เรียบร้อยเท่านั้นเอง”และเมื่อถูกถามว่า สรุปแล้ว พล.ต.อ.พัชรวาท จะอยู่ในตำแหน่งจนเกษียณอายุราชการใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์อึ้งไปพักหนึ่งก่อนจะตอบว่า“ก็เวลานี้ไม่มีประเด็นอะไรที่จะไปพูดเรื่องนั้นอีกอย่าพยายามไปสร้างประเด็นขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เป็นปัญหาความขัดแย้งอะไรทั้งสิ้นบ้านเมืองจะได้เดินไปข้างหน้า ยังมีเรื่องอีกเยอะที่สังคมควรให้ความสำคัญในขณะนี้ อย่ามาเสียเวลากับเรื่องอย่างนี้เลยครับเพราะมันเป็นเรื่องของการเมืองไปแล้ว”และก็ดูท่าว่าจะเป็นเรื่องการเมืองจริงๆ เพราะหลังจากนั้นก็มีการถูกเปิดประเด็นขึ้นมาว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมีปมเงื่อนจากการที่นายกรัฐมนตรีและคนใกล้ชิดเข้าไปล้วงลูกจัดโผโยกย้ายตำรวจ ทั้งระดับนายพลและโผตำรวจทั่วประเทศมีความต้องการจัดสรรในสัดส่วน 70-30กลายเป็นประเด็นโผตำรวจพ่นพิษในทันทีเพราะในความจริง แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปแทรกแซง กดดัน โผตำรวจที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการตำรวจ (ก.ตร.) แล้วยิ่งเมื่อ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาระบุว่า ได้แนะนำนายอภิสิทธิ์ไปแล้วครั้งหนึ่งว่าให้ศึกษาตัวบทกฎหมายให้ดีเพราะนายกรัฐมนตรีมีหน้าที่ในการบริหารงานตำรวจ มีสิทธิเสนอชื่อตำรวจได้ตำแหน่งเดียว คือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเท่านั้น ในฐานะประธาน ก.ต.ช. และประธาน ก.ตร.แต่ในการแต่งตั้งโยกย้ายที่ต่ำกว่ารองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติลงมา เสนอชื่อโดย ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เป็นไปตามกฎหมาย“นายกรัฐมนตรีที่สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของประเทศอังกฤษย่อมต้องตระหนักดีว่า หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีเป็นเพียงผู้กำหนดนโยบายการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจเป็นภาระของผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้น ที่มองพฤติกรรมของตำรวจแต่ละนายว่าสมควรได้รับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งใด ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายการเมืองที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจจะเข้าไปก้าวก่ายล้วงลูกย่อมเกิดผลกระทบที่เสียหายกับองค์กรตำรวจ และเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย”“ฉะนั้น นายกรัฐมนตรีมีหน้าที่อย่างเดียว คือ การตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนใหม่ให้เหมาะสม ขอความกรุณานายกรัฐมนตรีอย่าได้พยายามให้ใครผู้อื่น ทั้งที่อยู่ใกล้ชิดและแวดล้อมนายกฯเข้ามาชี้นำตำรวจ” อดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันสำหรับการยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งนายพล 152 ตำแหน่งพล.ต.อ.อชิรวิทย์ บอกว่า อยากลองให้นายกรัฐมนตรีลงมาล้วงลูกยกเลิกคำสั่ง แล้วจะรู้ว่าผลเป็นอย่างไร??คนที่จะหน้าแตกที่สุด คือ คนที่ทำให้นายอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีในการประชุม ก.ตร. นายสุเทพนั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน ก.ตร.การยกเลิกคำสั่งนายพล 152 ตำแหน่ง เท่ากับว่าได้มอบหมายนายสุเทพให้ทำไปเท่านั้น แต่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ไว้วางใจถ้าเป็นอย่างนั้น นายสุเทพต้องพิจารณาตัวเองที่สำคัญ พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ตั้งข้อสังเกตว่า ต้องถามว่า

นายอภิสิทธิ์ขณะนี้มี ทีมทำงานฝ่ายกฎหมาย หรือไม่เพราะกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำผิดถึงกับทำความเสียหายกับทางราชการ และจริงๆ ก็มีอายุราชการเหลือไม่เกิน 59 วัน จะพ้นจากหน้าที่ จึงไม่มีเหตุผลประการใดเลยที่ต้องมาทำให้ พล.ต.อ.พัชรวาท ต้องพ้นจากตำแหน่ง“การหักด้ามพร้าด้วยเข่า ที่คิดออกคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไปช่วยราชการตามกฎหมาย ระเบียบการปกครองแผ่นดินหากศาลปกครองสั่งสวนคำสั่งนายกฯ ให้ ผบ.ตร. กลับมาปฏิบัติหน้าที่ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบ ซึ่งในอดีตเคยมีมาแล้ว เพราะศาลปกครองจะให้ความคุ้มครองข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่เต็มที่”พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ให้ความเห็นอย่างมั่นใจแต่งานนี้นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เจอเพียงแค่ขั้นกรุณาสั่งสอนจากผู้ใหญ่ที่รู้จริงเท่านั้น หากยังเจอศึกหนักจาก ส.ว.สรรหาจอมสอย นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ได้ส่งหนังสือร้องเรียนผ่านทางไปรษณีย์ ขอให้ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตรวจสอบการกระทำของนายอภิสิทธิ์ ที่มีพฤติกรรมในลักษณะเข้าไปก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการ หรือการดำเนินงานในหน้าที่ของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งอาจเป็นการกระทำการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 266(1)อันจะมีผลทำให้สมาชิกภาพของความเป็นนายกรัฐมนตรีอาจต้องสิ้นสุดลงตามมาตรา 106(6) หรือมาตรา 119(5) ได้เล่นเอาดิ้นพล่านกันไปทั้งรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์โดยที่มี นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค

ประชาธิปัตย์ มาทำหน้าที่องครักษ์และนายกองร้องด่าท้าทายกราดดะไปหมด เพื่อปกป้องนายอภิสิทธิ์“นายเรืองไกรมีสิทธิยื่นเรื่องให้ กกต. สอบ แต่อยากให้มีความรอบคอบ เกรงจะเป็นเรื่องรก กกต. ทำให้เสียเวลาแต่หาก กกต. รับไว้พิจารณา นายกฯ ก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือเข้าชี้แจงอยู่แล้ว” นายเทพไท กล่าวตามด้วยนายสุเทพที่ยังซื้อกันไม่ได้ ขายกันไม่ขาดต้องออกมายืนยันอีกคนว่า ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีหากนายกรัฐมนตรีสั่งการอะไรก็ต้องปฏิบัติตาม แต่ขอยืนยันว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าไปล้วงลูกการแต่งตั้งโยกย้ายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติในขณะที่นายอภิสิทธิ์ก็ออกมายืนยันซ้ำว่า เรื่องต่างๆได้มีการหารือกับนายสุเทพก่อนแล้ว และนายสุเทพบอกว่าทำได้ ไม่ผิดกฎหมายแต่ไม่ว่าอย่างไร ทางพรรคเพื่อไทยก็เดินหน้าเตรียมยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรี ฐานล้วงลูกการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจแน่ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้นกับนายอภิสิทธิ์รอบนี้ แม้แต่ นายบรรหารศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคชาติไทยยังต้องออกโรงช่วยเตือนสติว่า“ต้องทำอะไรให้รอบคอบมากกว่านี้ คนข้างๆ สำคัญเชื่อมากก็ไม่ดี”ก็ไม่รู้ว่านายอภิสิทธิ์จะได้คิดบ้างหรือไม่???หรืออาจยังสนุกกับการเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตายทางการเมืองอยู่เรื่อยๆ ก็เป็นได้!!!ระวัง สุดท้ายอาจจะตายน้ำตื้นเอาง่ายๆ ถ้ายังฟังคนรอบข้างโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้หรือไม่มีประสบการณ์แบบนี้แต่ที่แน่ๆ ศึกปลด ผบ.ตร.เที่ยวนี้ “บิ๊กป๊อด” อยู่ได้...เพราะสุดท้ายมาร์คจะปอด!!แต่มาร์คจะอยู่ได้หรือไม่???...นี่สิน่าคิด!! ■