WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 6, 2009

พระราชบัญญัติความมั่นคงและรัฐบาลแห่งชาติชนวนระเบิดประเทศไทย

ที่มา thaifreenews

สถานการณ์ทางการเมือง ขณะนี้กำลังร้อนแรง และรุกไล่จนเผด็จการอมาตย์แทบจะหมดตาเดินเสียแล้ว ระยะเวลาที่ผ่านมานับร้อยปีตลอดประวัติศาสตร์ชาติ เผด็จการอมาตย์ได้สร้างกำแพงปิดกั้นการเข้าถึงระหว่างประชาชนกับพระมหา กษัตริย์ของเขามาอย่างยาวนาน ประชาชนไทยต่างล้วนให้ความเคารพรักเทิดทูนบูชากษัตริย์ของตนมาทุกยุคทุก สมัย สิ่งหนึ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับความรู้สึกของประชาชนไทยอย่างไม่อาจจะยกโทษกัน ได้ก็คือการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ “ไม่จงรักภักดี” ความรักเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทยนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ หรือระเบียบปฏิบัติ แต่สิ่งนี้เป็นสายเลือด เป็นวัฒนธรรม เป็นสามัญสำนึก ที่ถูกประทับอยู่ภายใต้จิตวิญญาณของคนไทยไปเสียแล้ว.....

การร่วมลง ชื่อถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนไทยร่วมใจกันทำขึ้นใน ครั้งนี้ เป็นการทำลายกำแพงที่เผด็จการอมาตย์ได้ร่วมกันสร้างขึ้นให้พังทลายลง เป็นการเข้าถึงโดยตรงที่ประชาชนไทยจะสามารถติดต่อกับพระมหากษัตริย์ของเขา ได้ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นการดาหน้าออกมาต่อต้านการถวายฎีกาที่ประชาชนจะมี ต่อพระมหากษัตริย์ในครั้งนี้อย่างกว้างขวาง และดูเหมือนการต่อต้านจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยครั้งแรกเริ่มจากการที่มีเหล่านักวิชาการ หรือ ราชนิกูลหางแถวบางคนออกมาแสดงความเห็นต่อต้านการถวายฎีกา จากนั้นก็มีเหล่าองคมนตรีบางคนออกมาต่อต้าน แล้วก็ลามมาสู่ระดับจังหวัดและหน่วยงานของรัฐถึงขั้นตั้งโต๊ะให้ประชาชนลง ชื่อคัดค้านการถวายฎีกากันแล้ว....

ในการสงครามนั้นทุก ๆ สมรภูมิล้วนมีความสำคัญเพื่อนำไปสู่ชัยชนะในบั้นปลายของสงครามทั้งสิ้น สงครามการต่อสู้กับเผด็จการอมาตย์เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยนี้ก็เช่นกัน สมรภูมิการถวายฎีกาครั้งนี้ก็จะเป็นการต่อสู้เพื่อนำไปสู่ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ ในสงครามครั้งนี้ดุจเดียวกัน เผด็จการอมาตย์สามารถควบคุมองคาพยพทุกส่วนของประเทศนี้ได้แทบทั้งหมด ยกเว้นสิ่งเดียวที่ควบคุมไม่ได้ นั่นคือ “ศรัทธาของประชาชน” การรวมตัวกันของประชาชนเพื่อยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการทำลายกำแพงเพื่อเข้าถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์โดยตรง เท่านั้น แต่เป็นการรวมตัวกันของประชาชนจำนวนมากที่แสดงออกให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอม รับการปกครองของเหล่าเผด็จการอมาตย์อีกต่อไป....

เผด็จการอมาตย์จะ ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะขัดขวางการถวายฎีกาของประชาชนในครั้งนี้ มิให้ไปถึงพระมหากษัตริย์ของพวกเขาได้อย่างแน่นอน โดยการสร้างมวลชนเทียมขึ้นมาให้เกิดการปะทะกับมวลชนในประเทศนี้ ในลักษณะเดียวกับที่ได้พยายามกระทำมาตลอดคือต้องกรให้เกิดความรุนแรงใน ลักษณะการปะทะกันของกำลังมวลชนเพื่อให้เกิดสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นใน ประเทศนี้ แล้วในที่สุดก็จะขยายสถานการณ์จนควบคุมไม่ได้เพื่อจะได้ใช้สถานการณ์นั้น ประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง หรือพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อใช้ควบคุมประชาชนทั้งประเทศ....

ขณะที่รัฐบาลเทพประทานล้มเหลวในการบริหารประเทศทุกด้าน “รัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติ” ก็จะถูกแต่งตั้งขึ้นโดยน้ำมือของเหล่าเผด็จการอมาตย์เอง โดยอ้างความจงรักภักดี ความสมานฉันท์ ความสงบในประเทศมาเป็นเครื่องล่อ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในก็คือ “อำนาจปกครองในประเทศนี้ก็จะยังคงอยู่ในเงื้อมมือของเผด็จการอมาตย์ต่อไป” โดยมีกฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องปิดปาก.....

เวลา นี้ไม่ใช่เวลาที่จะนำคำพูดสวยหรูเรื่องความสมานฉันท์มาใช้อีกต่อไปแล้ว ประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อถวายฎีกาในครั้งนี้ มีตั้งแต่ระดับชาวบ้านธรรมดาที่อ่านหนังสือไม่ออก จนถึงระดับดอกเตอร์นักวิชาการผู้ทรงความรู้ ผู้คนทั้ง 5.4 ล้านเหล่านี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะบอกว่า เขาไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการอมาตย์อีกต่อไป พวกเขาไม่ต้องการความอยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้ พวกเขาเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่พวกเขาจะมีส่วนร่วมในการกำหนด ชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง....

เวลานี้ประชาชนไทยไม่มีทางออกใดอีกแล้วนอกจากขอพึ่งใน “พระบรมโพธิสมภาร” ของพระมหากษัตริย์ไทยที่จะทรงเข้ามาช่วยเหลือและขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของ พวกเขาออกไป หนทางอื่น ๆ ที่ได้พยายามกันมาแล้วไม่ว่าจะเป็นทางการเลือกตั้ง (ถูกโค่นล้ม), โดยรัฐสภา (ถูกตุลาการตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม), การชุมนุมประท้วง (ถูกกองทัพปิดล้อมสังหาร), การยื่นข้อเรียกร้องทางองค์กรอิสระ (เรื่องถูกเก็บลืม), ในขณะที่สื่อและนักวิชาการก็พยายามที่จะปิดเบือนเจตนารมณ์ และใส่ร้ายต่าง ๆ ....

ประชาชนไทยเหลือทางหายใจอยู่เพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะถามหา ความเป็นธรรมและความยุติธรรมภายในประเทศนี้คือ การยื่นถวายฎีกาด้วยความสงบและจงรักภักดีในครั้งนี้ เป็นสายใยเส้นสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ที่จะไม่ทำให้ประชาชนภายในประเทศไม่ ลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยความรุนแรง ประชาชน 5.4 ล้านคนที่ร่วมลงชื่อถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ กับอาจารย์นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยจุฬาฯ ที่ร่วมลงชื่อ 300 คน มันเทียบกันไม่ได้ในด้านของปริมาณ.....

เผด็จการอมาตย์อย่าพยายาม ผลักให้ประชาชนไปยืนฝ่ายที่เป็นศัตรูกับพวกท่านเลย เพราะปริมาณมันเทียบกันไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่มีใครต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นในประเทศนี้ แต่ถ้าประชาชน 5.4 ล้านต้องสูญเสียไปสัก 10,000 คน ผลกระทบมันเล็กน้อยมากในด้านจำนวนปริมาณ ตรงข้ามถ้านักวิชาการเหล่านั้นต้องสูญเสียไปเพียง 250 คน เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวนะครับ....

ประเทศนี้ต้องการประชาธิปไตย มอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนไทยที่พวกท่านแย่งชิงไปคืนมาสู่พวกเขาเถอะครับ....

ปูนนก

Wednesday, August 5, 2009

พท.ร้องป.ป.ช.สอบ"ชวรัตน์"ตั้งโต๊ะถอนชื่อ"ถวายฎีกา อ้างขัดกม. "จตุพร"ไม่สนเดินหน้าล่าต่อมั่นใจยอด10ล.

ที่มา มติชนออนไลน์

"จตุพร"ไม่สนตั้งโต๊ะคัดค้าน ลั่นเดินหน้าล่าชื่ออีกชุดหนุนยื่น"ถวายฎีกา" ถือเป็นตัวตัดสิน มั่นใจรวมแล้วยอดเหยียบ 10 ล้านคน โวยใช้งบ ประมาณทำสื่อโจมตีเสื้อแดง เพื่อไทยยื่นป.ป.ช.สอบ"ชวรัตน์" อ้างขัดม.157 จวกมท.ทำเกินหน้าที่บ้านเมืองแตกแยก


พท.ร้องป.ป.ช.สอบ"ชวรัตน์"ขัดกม.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทย มีคำสั่งให้นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ออกคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ จัดตั้งโต๊ะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ต้องการถอดถอนรายชื่อที่เคยลงไว้ในการถวายฎีกา ซึ่งถือเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และถือเป็นการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เพราะคำว่าฎีกานั้น มีความหมายถึงคำร้องทุกข์ที่ราษฎรสามารถทูลเกล้าฯถวายต่อพระมหากษัตริย์ และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 191 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ


นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นถือว่าการดำเนินการของประชาชนที่อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และเมื่อรัฐบาลออกมาต่อต้าน จะกลายเป็นการขัดขวางการใช้พระราชอำนาจของพระองค์ได้ อีกทั้งทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยกกันมากขึ้น แต่ถ้าปล่อยให้ประชาชนดำเนินการไปตามขั้นตอน สุดท้ายเมื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาไปแล้วก็เป็นเรื่องที่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งทุกฝ่ายต้องน้อมรับ


"วันนี้กระทรวงมหาดไทยทำเกินหน้าที่ และทำให้บ้านเมืองมีความแตกแยก เพราะมีการให้จังหวัดตั้งโต๊ะให้ประชาชนลงชื่อ โดยที่ประชาชนไม่รู้ว่าเป็นการนำมาถอนฎีกา จึงอยากให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ เพราะผมยอมรับว่าประชาชนหนึ่งเสียงไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรเราต้องฟัง เสียงของแมลงสักหนึ่งเสียงที่อยู่ข้างหูเราๆต้องฟัง แต่วันนี้ประชาชนเกือบ 6 ล้านรายชื่อที่มีเสียงตามรัฐธรรมนูญสามารถดำเนินการไปได้" นายพร้อมพงศ์ กล่าว

"เสื้อแดง"เดินหน้าล่าชื่อหนุนฎีกา

ก่อนหน้านี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรค พท. และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมว่า เหตุผลที่คนเสื้อแดงต้องลงชื่อสนับสนุนการถวายฎีกา เพราะที่ผ่านมามีการสั่งการให้จังหวัดกดดันให้ประชาชนถอนชื่อ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการลงชื่อเพื่อคัดค้านการถวายฎีกาแทน ดังนั้นจากวันนี้จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม ที่คนเสื้อแดงจะนำใบฎีกายื่นต่อสำนักพระราชวัง คนเสื้อแดงจะรวบรวมรายชื่อประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยประชาชนที่ต้องการลงชื่อสนับสนุนการถวายฎีกา ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยลงชื่อถวายฎีกามาก่อน การรวบรวมรายชื่อสนับสนุนครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ที่สนับสนุนและคัดค้านการถวายฎีกา คาดว่าจะมีประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนจำนวนมาก หากรวมกับยอดที่ลงชื่อถวายฎีกาไปแล้ว จะมีถึง 10 ล้านคน

นายจตุพร กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องขอความร่วมมือให้ส.ส.พรรค พท.ช่วยรวบรวมรายชื่อให้ เพราะประชาชนที่ต้องการสนับสนุนการถวายฎีกาจะมาหาส.ส.เอง เพราะคนเหล่านั้นถูกบีบบังคับจากจังหวัดและอำเภอให้ลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกา


ปูดใช้งบฯ รัฐทำสื่อโจมตีเสื้อแดง


"ขณะนี้มีการใช้งบประมาณรัฐจัดทำหนังสือโจมตีแกนนำเสื้อแดง ด้วยถ้อยคำที่เป็นเท็จ พิมพ์โดยโรงพิมพ์กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ขอเตือนบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ท่านเชิญหาความสำราญกันให้สบาย แต่ถ้าเรากลับไปเมื่อไหร่คุณโดนแน่" นายจตุพรกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่กำหนดถวายฎีกาวันที่ 17 สิงหาคม เพราะตั้งใจกดดันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะตัดสินคดีกล้ายางของนายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจให้ตรงกัน แต่ที่กำหนดวันที่ 17 สิงหาคม เพราะกระบวนการตรวจสอบเอกสารจะแล้วเสร็จวันที่ 15 สิงหาคมซึ่งเป็นวันเสาร์ วันที่ 16 สิงหาคม เป็นวันอาทิตย์ก็ยื่นไม่ได้ คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมถวายฎีกาไม่น้อยกว่า 3-4 แสนคน หลังถวายฎีกาจะแยกย้ายกันกลับ จะไม่มีการชุมนุมต่อ


"ล่าสุดผมเห็นข่าวพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส.ออกมาให้สัมภาษณ์การถวายฎีกาอาจนำไปสู่การปฏิวัติ ซึ่งใครอยากปฏิวัติอีกก็เชิญ แต่คนเสื้อแดงจะต่อสู้ โดยคนเสื้อแดงเป็นแค่เหยื่อ แต่ความจริงคืออดีต คมช.แตกกันเอง" นายจตุพรกล่าว

ทวิตเตอร์แม้ว ทักษิณไลฟ์ ที่หนึ่งในเอเชีย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24351

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงครองอันดับ 1 ของการเป็นมิสเตอร์ทวิตเตอร์ ด้วยผลโหวตที่มีมากกว่า 4,000 คะแนน

ผลการโหวตมิสเตอร์ทวิตเตอร์ ที่จัดโดยห้างสรรพสินค้ามอลล์เพลซ ร่วมกับกลุ่มผู้เล่นทวิตเตอร์ ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฎว่า ในโซนเอเชีย Thaksinlive ซึ่งเป็นทวิตเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงได้รับการโหวต มากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ด้วยผลโหวตที่มีมากกว่า 4,000 คะแนน ตามมาด้วยอันดับที่สอง คือ Chaturon ของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย สำหรับ PM_Abhisit ซึ่งเป็นทวิตเตอร์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หล่นไปอยู่ในอันดับที่หนึ่งร้อยกว่า ทั้งนี้ 5 อันดับแรก ของโซนเอเชีย ที่ได้รับการโหวตมากที่สุด เป็นทวิตเตอร์ของผู้เล่นคนไทย

ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ จำพวกไมโครบล็อก ก่อตั้งโดยบริษัท Obvious Corp เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2549 ที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความ ยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งข้อความอัพเดท ที่ส่งเข้าไปยังทวิตเตอร์ จะแสดงบนเว็บเพจของผู้ใช้คนนั้น บนเว็บไซต์ และผู้ใช้คนอื่นสามารถเลือกรับข้อความเหล่านี้ ทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ อีเมล เอสเอ็มเอส เมสเซนเจอร์ หรือผ่านโปรแกรมเฉพาะ อย่าง Twitterific Twhirl

แดงน่านเปิดศูนย์ประสานงานเคลื่อนไหว แดงใต้รวมพลบ้านนายชวน16ส.ค.ปักธงแดงทั้งปักษ์ใต้

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 สิงหาคม 2552





"กลุ่มรักน่าน52" หรือกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ จังหวัดน่าน ได้เปิดศูนย์ประสานงานคนเสื้อแดงน่านไปเมื่อวานนี้(4ส.ค.) เพื่อให้มีศูนย์ประสานงานที่เป็นเอกภาพ โดยศูนย์ประสานงานคนเสื้อแดงจังหวัดน่านตั้งอยู่บริเวณสามแยกพานิชย์จังหวัด หลังวัดศรีพันต้น มี ร.ต.ต.สมศักดิ์ แพทย์สมาน เป็นแกนนำ

ผู้ใช้นามแฝง ~ UDD_jora ~ สมาชิกกลุ่มเปิดเผยว่า ได้รวมตัวกันในชื่อ "รักน่าน 52" ก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552โดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนในช่วงแรกเริ่ม ในช่วงที่เราไม่รู้ว่าใครเสื้อแดง/เสื้อเหลือง หลังจากก่อตั้งแล้วไม่นาน จำนวนคนเสื้อแดงก็ได้เข้ามาร่วมกลุ่มกับเราเป็นจำนวนมาก เป็นเครือข่ายถึงกลุ่มย่อยๆ ในต่างอำเภอ (เช่น เวียงสา 52 , ท่าวังผา 52 , เชียงกลาง 52 , ฯลฯ) และ กลุ่มคนที่ไม่กล้าแสดงออกมารวมกัน

จนต่อมาได้มีการจัดปราศัยใหญ่ในจังหวัด 1 ครั้ง ในวันที่ 23 มีนาคม 2552 ต่อจากการปราศัยใหญ่ของทางเชียงราย ก่อนที่จะมีการรวมตัวใหญ่ที่สนามหลวง และ ผ่านเหตุการหน้าทำเนียบ พัทยา สามเหลี่ยมดินแดง ฯลฯ เหมือนกับกลุ่มเสื้อแดงจังหวัดต่างๆที่ได้ประสบกันมา

หลังจากเหตุการณ์ 13 เมษา(สงกรานต์)เลือด ทั้งการประการ พรก.ฉุกเฉิน ทำให้แกนนำหลักๆ และ แกนนำกลุ่มย่อย ที่ได้ไปร่ามในเหตุการณ์ด้วยกันได้แยกย้ายกันไปเก็บตัวตามที่ต่างๆ และ ติดต่อกันยากลำบากขึ้น บ้างก็โดนข่มขู่ บ้างก็มีการส่งทหารไปวนเวียนตามบ้านแกนนำ จนมีการหยุดเคลื่อนไหวไปพักใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ได้หยุดเลยทีเดียว แกนนำแต่ละคนที่ต่างก้อแยกย้ายกันไป ได้มีการพยามติดต่อประสานงานกันได้ในที่สุด จนในวันนี้ สามารถติดต่อได้กันเกือบทุกคนแล้ว

สำหรับกิจกรรมของกลุ่มที่ผ่านมา สรุปได้หลักๆคือ

1. ปราศัยใหญ่ในวันที่ 23 มีนาคม 2552 (มีการโฟนอินจากนายกฯทักษัณ)โดยมีแกนนำ นปช. เช่น คุณจตุพร พรหมพันธ์ , คุณ ชินวัฒน์ หาบุญพาด , คุณวิภูแถลง , คุณพิษนุ , คุณมุก เมทินี , น้องเบียร์ (TYDO) และ ทีมงาน newskythailand.com

2. เดินทางเข้าร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลร่วมกับส่วนกลางช่วงสงกรานต์เลือด

3. ชุมนุมบริเวณข่วงเมืองน่าน(ลานวัฒนธรรม)ในวันที่ 8 เมษายน 2552 คู่ขนานพร้อมกับเวทีใหญ่ส่วนกลาง ต่อเนื่องถึงวันที่ 13 เมษายน 2552

4.เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯในวันที่ 24 และ 27 มิถุนายน 2552

5.นอกจากความเคลื่อนไหวภายในจังหวัดแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์ ในกลุ่ม UDD , องค์กรเสรีปัญญาชน(TYDO)
และ กลุ่มที่ต่อต้านเผด็จการอื่นๆ อีกด้วย

แดงใต้ปักธงทั่วปักษ์ใต้16ส.ค.นี้

ผู้ประสานงานกลุ่มเสื้อแดงภาคใต้ 14 จังหวัดเปิดเผยว่า ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงปักษ์ใต้ 14 จังหวัดร่วมงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่ตัวตลาด อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เพื่อร่วมกันปลดแอกและประกาศอิสรภาพ จากการถูกกดหัวจากอำมาตย์และพรรคประชาวิบัติย์ แมงสาบชาติชั่ว

"เราจะปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้ เอาให้แดงทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ไปเลย ครับ หรอยแน่ หรอยแน่ "

ลูกปื๊ดโต้ปากสั่นปัดรับใบสั่งผู้ใหญ่ที่เคารพมาต้าน แต่ฟันธงให้แม้วถอย-ยุให้มาร์คลุยล้มฎีกา

ที่มา Thai E-News


โดย ศ. ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต
ที่มา เวบสถาบันพระปกเกล้า
5 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เขียนบทความขนาดยาวเรื่อง"การใช้สิทธิทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี"ลงเผยแพร่ในเวบไซต์สถาบันพระปกเกล้า โดยอ้างว่าเพราะทนายความของพ.ต.ท.ทักษิณอ้างความเห็นของเขาไปเป็นประโยชน์ต่อการถวายฎีกา เขาจึงต้องออกมาเขียนถึงทัศนะของเขาต่อประเด็นนี้ โดยไม่มีใครขอร้อง หรือ สั่งการอย่างที่เคยถูกกล่าวหา ด่าทอเขา และ"ผู้ใหญ่ที่คนเคารพนับถือ" เนื่องจากบทความยาวมากจึงตัดมาเฉพาะความตอนสรุปเท่านั้น ฉบับละเอียดอ่านได้ที่ http://www.kpi.ac.th/kpith/downloads/article_petition_050809.pdf



ไม่ว่าพิจารณาในแง่ใดฎีกานี้ก็ไม่ใช่ฎีการ้องทุกข์ที่ชอบด้วยกฎหมายและนิติประเพณี

การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง อย่าดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ลงมาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง

เมื่อฎีกาล้านชื่อที่ทำอยู่มิได้เป็นการใช้สิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายทั้ง ๓ ฉบับข้างต้น แม้จะมีคนลงชื่อ ๒๐ ล้านคน ก็ไม่ทำให้ชอบด้วยกฎหมายขึ้นมาได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการมีสิทธิและการใช้สิทธิตามกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณคน แม้ลงชื่อในฎีกาคนเดียวถ้าถูกกฎหมาย ก็ไม่มีใครบอกว่าทำไม่ได้ เพราะเป็นสิทธิ หากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ถูกต้องเพียงคนเดียวก็พอ แล้วมีคนมาขัดขวาง ผู้เขียนพร้อมจะอธิบายให้สังคมฟังว่า เป็นสิทธิของเขา ขัดขวางไม่ได้

มีปัญหาว่า แล้วเหตุใดแกนนำ จึงเน้นจำ นวนคนทั้ง ๆ ที่รู้ว่าอะไรถูกอะไรผิด เพราะมีนักกฎหมายอยู่หลายคน จะอ้างว่าไม่รู้คงลำบาก !

คำตอบก็คือ ฎีกานี้ไม่ใช่ฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ และไม่ใช่ฎีการ้องทุกข์ แต่เป็นฎีกาการเมือง

รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องควรทำอย่างไรเมื่อฎีกาดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย

การทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาที่ผิดระเบียบ ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น “ห้ามมิให้ผู้ใดรับฎีกาที่ถวายผิดระเบียบเช่นนี้” ต้องทำให้ “ถูกต้องตามระเบียบจึงค่อยรับ” คำถามก็คือ ใครบ้างที่เกี่ยวข้องในการรับฎีกาและถวายความเห็นตามขั้นตอน

คำตอบก็คือ หากเป็นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ เจ้าหน้าที่ต้องสรุปข้อเท็จจริงนำเสนอตามลำดับจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แล้วรัฐมนตรีก็จะทำความเห็นส่งเรื่องไปที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะสรุปเรื่องให้นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายลงนามทูลเกล้า ฯ ถวายความเห็น แล้วส่งเรื่องไปสำนักราชเลขาธิการเพื่อเสนอคณะองคมนตรีกลั่นกรองและทูลเกล้า ฯ ถวายความเห็นต่อไป ขั้นตอนต่อจากนี้ก็สุดแท้แต่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยให้พระราชทานอภัยโทษ หรือ ลดโทษ หรือยกฎีกา

อนึ่ง หากมีการยื่นผิดขั้นตอนไปยังสำนักราชเลขาธิการ สำนักราชเลขาธิการก็ไม่อาจพิจารณาเรื่องได้ ต้องส่งเรื่องกลับไปที่กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรมเพื่อเริ่มต้นให้ถูกต้องสำหรับฎีการ้องทุกข์นั้น ไม่ว่าจะทูลเกล้า ฯถวายโดยทางใด นอกจากติดต่อเจ้าตัวขอรับข้อมูลเพิ่มเติมแล้ว สำนักราชเลขาธิการก็จะส่งเรื่องไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เพื่อให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีสอบถามไปยังเจ้าตัวผู้มีทุกข์ หน่วยงานที่ถูกร้องฎีกานั้นเพื่อให้ชี้แจง รวมทั้งสอบถามไปยังหน่วยงานอื่น ๆ
ที่เกี่ยวข้อง เช่น สำ นักงานตำ รวจแห่งชาติ สำ นักข่าวกรองกระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลมาทำสรุปข้อเท็จจริงเสนอสำนักราชเลขาธิการ

แต่ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ก็ต้องถามความเห็นให้ครบถ้วนแล้วสรุปเรื่องเสนอนายกรัฐมนตรีสั่งการ และทำความเห็นเพื่อประกอบพระบรมราชวินิจฉัยฎีการ้องทุกข์นี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ตามประเพณีและคำพิพากษาศาลฎีกา เคยวินิจฉัยว่า “....ราชเลขาธิการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ย่อมมีหน้าที่ต้องคอยกลั่นกรองเรื่องราวต่าง ๆ ที่นำขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบตามที่เห็นสมควรให้เหมาะสมกับกาลเทศะและราชประเพณี ซึ่งจะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ มิใช่ว่าเมื่อมีการทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาในเรื่องใดก็จะต้องรีบนำขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบทันที โดยไม่ต้องสอบสวนเรื่องราวให้ได้ความถ่องแท้เสียก่อน” (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๘๐๘/๑๑ ๒๕๒๘)

อำนาจนี้รวมถึงการที่ราชเลขาธิการอาจงดไม่นำขึ้นทูลเกล้า ฯ ถวายได้ โดยเฉพาะฎีกาขอพระมหากรุณาบางเรื่อง (เช่น ของานทำ) หรือฎีกาที่มีใจความหรือสาเหตุที่อ้างคลุมเครือไม่มีมูล ฯลฯรัฐบาลเองก็ต้องรับผิดชอบโดยตรงเพราะมีหน้าที่ถวายคำแนะนำแก่พระมหากษัตริย์กล่าวคือแม้การพระราชทานอภัยโทษในมาตรา ๑๙๑ ซึ่งบัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ” ก็ตาม แต่จะทรงใช้พระราชอำนาจนี้ โดยคำแนะนำของรัฐบาลเพราะในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้น พระมหากษัตริย์จะทรงใช้พระราชอำนาจทุกชนิดที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน เช่น พระราชทานอภัยโทษก็ดี หรือแก้ไขทุกข์ของราษฎรที่ต้องให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐปฏิบัติก็ดี พระมหากษัตริย์ก็ต้องทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยผ่านคณะรัฐมนตรีซึ่งต้องรับผิดชอบทางการเมือง (มาตรา ๓ ของรัฐธรรมนูญ ฯ )

และดังที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๕ กำหนดว่า “ บทกฎหมาย พระราชหัตถเลขา และพระบรมราชโองการอันเกี่ยวกับราชการแผ่นดินนั้น ต้องมีรัฐมนตรี ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เว้นแต่ที่มีบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่นในรัฐธรรมนูญนี้” ดังนั้น นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่รับมอบหมายจึงต้องเป็นผู้กลั่นกรองเรื่องฎีกาทุกชนิดที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นฎีกาขอพระราชานอภัยโทษ หรือฎีการ้องทุกข์ รวมทั้งกราบบังคมทูล ถวายคำแนะนำและนำพระบรมราชวินิจฉัยมาปฏิบัติ และรับผิดชอบทางการเมืองและกฎหมายแทนพระมหากษัตริย์ตามหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ยกเว้นฎีกาที่ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินเลย เช่นขอพระราชทานยืมเงิน หากมีพระมหากรุณาพระราชทานเป็นการส่วนพระองค์ก็ไม่เกี่ยวกับราชการแผ่นดินจึงเป็นพระราชอำนาจส่วนพระองค์โดยเฉพาะที่นายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจใด ๆ เข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรง เมื่อเป็นเช่นนี้ รัฐบาลก็ต้องยึดหลักในพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาคือ นายกรัฐมนตรีในฐานะบังคับบัญชาสำนักราชเลขาธิการ ต้องสั่งการให้ยุติเรื่องตามบทบัญญัติในพระราชกฤษฎีกา

อันที่จริงราชเลขาธิการและคณะองคมนตรีซึ่งมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเองก็ต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาข้อ ๕ นี้ แต่ถ้าให้ทำเอง ก็คงถูกผู้เป็นแกนนำกล่าวหาเอาอีก และอาจละลาบละล้วงไปถึงสถาบันสูงสุดได้ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่เป็นฝ่ายการเมืองที่ต้องรับผิดชอบทางการเมืองแทนพระมหากษัตริย์ ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ระงับฎีกาที่มิชอบด้วยกฎหมายนี้ ไม่ให้ทูลเกล้า ฯ ถวายขึ้นไปถึงองค์พระประมุข เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งการเมืองลุกลามไปเป็นภยันตรายต่อสถาบันหลักของชาติได้ เข้าทำนอง “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง”

ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่าจะไม่ขัดขวางการถวายฎีกา จึงเป็นความสำคัญผิดในหน้าที่ตามกฎหมาย อนึ่ง การที่กระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการจังหวัดออกชี้แจง และตั้งโต๊ะรับการถอนชื่อฎีกาก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชกฤษฎีกาข้อ ๕ วรรค ๔ ที่ว่า “ให้เป็นหน้าที่เจ้ากระทรวงผู้ปกครองท้องที่ออกคำชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจข้อความในพระราชกฤษฎีกานี้ทุกประการ” คงเหลือแต่ ตำรวจ (กรมกองตระเวรและกรมตำรวจภูธร) และทหาร (เจ้าพนักงานกองอารักขา)คงต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาที่ว่า “ให้เจ้าน่าที่ต่างๆที่กล่าวนามมาแล้วข้างต้นนี้ ปฏิบัติน่าที่ของตนโดยเข้มงวดกวดขันต่อไป”

สรุป
ภาวะ “ฎีกาโกลาหล” ครั้งนี้ระงับดับลงได้ด้วยวิธีการทางการเมือง ๒ ทาง คือ

๑. อดีตนายกรัฐมนตรีขอร้องให้แกนนำในการชักจูงประชาชน ยุติการกระทำที่มิได้เป็นไปตามกฎหมาย นิติประเพณีและระเบียบปฏิบัติที่ถูกต้องเสีย เหมือนเมื่อคราวระงับการขอจัดงานแซยิดให้ตนที่สนามหลวง และอาจทำเรื่องทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ถูกกฎหมายเพียงคนเดียว เรื่องนี้ก็จะระงับลง และเป็นบทพิสูจน์หักล้างคำกล่าวหาที่ว่าไม่จงรักภักดีเสียได้ด้วยการกระทำ ซึ่งสำคัญกว่าคำพูด ถ้าเป็นเช่นนี้ อดีตนายกรัฐมนตรีก็จะได้รับความชื่นชมจากผู้เขียน และคนจำนวนมากว่า “แฟร์” และ “เล่นในเกมส์” สมกับที่เป็นอดีตนายกรัฐมนตรีมาถึง ๕ ปี

๒. นายกรัฐมนตรีปัจจุบันต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและนิติธรรมตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา ๓ วรรค ๒ กำหนดไว้ และตามที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยคณะรัฐมนตรีต้องมีมติร่วมกัน ให้นายกรัฐมนตรีระงับการทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาที่ขัดต่อกฎหมายนิติประเพณีและระเบียบปฏิบัติเสียเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา๓ และมาตรา ๗๗ ที่ว่า “รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์....... และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข....”

อนึ่ง ต้องขอจบตบท้ายว่า ผู้เขียนบทความนี้ เพราะการอ้างอิงของอดีตทนายความของอดีตนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีใครขอร้อง หรือ สั่งการอย่างที่เคยกล่าวหา ด่าทอผู้เขียน และผู้ใหญ่ที่คนเคารพ นับถือผิด ๆ มาในโทรทัศน์ วิทยุหลายรายการ แต่ผู้เขียนไม่เคยตอบโต้ เพราะถือหลักว่าสัจจะก็คือสัจจะ

ต่อไปหากจะอ้างอิงก็ขอความกรุณาอ้างอิงเรื่องที่ถูกต้องตามหลักวิชา กรุณาอย่าอ้างโดยตัดตอนข้อความที่เป็นประโยชน์เฉพาะกับตน !

ใครฆ่าสนธิลิ้ม?

ที่มา Thai E-News


โดย จิตร พลจันทร์
ที่มา คอลัมน์ “คมความคิด จิตร พลจันทร์” นิตยสารVoice of Taksin" ฉบับที่ 2


งานนี้อาจจะไม่เรียกว่าเสี่ยสั่งลุย แต่เป็นซ้อสั่งเอง..อ่านมาด้วยกันถึงตรงนี้แล้วขอเป็นอกาธา คริสตี้อีกหน่อยเถอะครับ เจ้าแม่ฆาตกรรมรายนี้เขาไม่มียอมเอ่ยชื่อฆาตกรออกมาตรงๆ เป็นเด็ดขาด แต่จะเฉลยผ่านปากเนียนๆ ของปัวโรต์ หรือมิสมาร์เปิ้ล


วันนี้ขึ้นต้นยังกะนิยายนักสืบของอกาธา คริสตี้ ไม่ว่าจะสุดยอดนักสืบผู้ดีอย่างเมอร์ซิเออร์ปัวโรต์หรือชาวบ้านหัวแหลมอย่างมิสมาร์เปิ้ล สุดท้ายก็ต้องหาตัวฆาตกรในหมู่ผู้ต้องสงสัยห้าคนสิบคนให้ได้

คดียิงหัวแป๊ะลิ้ม-สนธิ ลิ้มทองกุล นักปั่นราคาธุรกิจเพื่อขายต่อ ที่กลายมาเป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “อำมาตย์แค้น” จนนึกว่าควบคุมเขาได้ในกำมือ แต่กลับพบว่านอกจากจะคุมเขาไม่ได้แล้วยังถูกไล่ตัดหัวเจ็ดชั่วโคตรอีกต่างหาก ก็เข้าข่ายนี้

ตัวละครมีห้าหกคนเหมือนกัน ฆาตกรที่เราโกรธแค้นกันมาก เพราะยิงภาษาบ้าบออะไรไม่ตาย ก็แทรกอยู่ในกลุ่ม

แต่แหล่งข่าวของเรารู้สึกจะแน่กว่าคุณหญิงอกาธา เพราะเดินเรื่องไม่กี่หน้าก็โยงพล็อตได้ถึงคนขนาดผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

กว่าจะตีพิมพ์บทความชิ้นนี้ เผลอๆ คุณพัชรวาทย์ วงศ์สุวรรณอาจจะกลายเป็นอดีตผู้บัญชาการฯ ไปแล้วด้วยซ้ำไป นี่ก็จ้องจะย้ายกันอยู่ชนิดนับชั่วโมง

ไม่ใช่เพราะคุณพัชรวาทย์ (ชิดชอบ) วงศ์สุวรรณ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการลงมือสังหารหัวหน้าม็อบเสื้อเหลืองในขณะที่ฝ่ายหลังกำลังเดินทางออกจากบ้านเมียเก็บคนหนึ่ง ถึงได้มีบอดี้การ์ดน้อยผิดปกติ เพราะเป็นภารกิจที่ทางการ กอ.รม.นวย เรียกว่า “เอาลับๆ”

แต่แกถูกลากเข้ามาเกี่ยวข้องเพราะเป็นเรื่องแบบที่คนเก่าๆ เขาเรียกว่า “เลือดข้นกว่าน้ำ”

คุณพัชรวาทย์จะล่วงรู้แผนฆ่าสนธิลิ้มมาก่อนหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่รู้ไม่ได้ ในฐานะนายตำรวจเบอร์หนึ่ง คุณพัชรวาทย์จะต้องสอบสวนสืบสวนให้รู้เช่นเห็นชาติ และจะต้องจับผู้ร้าย (ที่ได้รับความนิยมอยู่อย่างเกรียวกราว) ให้ได้ ถ้าจับเค้าอะไรไม่ได้เอาเลย อย่างน้อยควรเดินไปที่หน้าห้องทำงานของตัวเอง อ่านนามสกุลตัวเองเสียให้ชัดเจนแจ่มแจ๋ว แล้วอะไรมันก็จะลุกโพลงขึ้นมาในใจเอง

เพราะป้ายนั้นเขียนไว้ว่า .................. วงศ์สุวรรณ

คำเดียวก็พอถมไปแล้วล่ะครับท่านผู้บัญชาการ (หรือจะให้ซ้อมเรียกว่าท่านอดีตผู้บัญชาการเพื่อความคุ้นชินก็ได้ พวกเรายินดี)

ท่านสามารถจะเอาคำๆ นี้มาโยงกับการส่งคนสามคนออกนอกพระราชอาณาจักรได้ ไอ้ครั้นจะให้บอกกรงๆ เลยว่าที่ไหนอย่างไร ใครดูแลอยู่ที่บ้านไหน มันก็จะหลู่เกียรติตำรวจไทยเกินไปจั๊กหน่อย เอาเป็นว่าแหล่งข่าวของเราเป็นประเภทความรู้ดีมีมารยาทก็แล้วกัน

คนสามคนนี้บอกรายละเอียดได้ยิบๆ ถึงการวางแผนและการลงมือปฏิบัติการ จะให้ทำท่ายิงปืนแบบต้องกดปลายกระบอกปืนลงสุดๆ แต่ยังไงก็ไม่ถึงตัวคนที่หลบอยู่ก็ยังได้

นี่ถ้าทางผู้ถูกยิงไม่ไหวตัวมาก่อนบ้างและไม่ยิงตอบโต้ ป่านนี้ก็คงจะถอยรถปิ๊คอัพคันที่มือปืนนั่งมาให้ประชิดรถของคุณลิ้มและกดยิงลงมาจากที่สูงให้เรียบร้อยโรงเรียนเจ๊ไปแล้ว

อ้าว ดันไปพูดว่า เจ๊ โน่น แหล่งข่าวของเราความรู้ดีมีมารยาท แต่ขาดความสำรวมปาก หรือจะเรียกว่าเป็นโรคปากเปื่อยก็ว่าได้ ทำให้เท้าที่ไม่เปื่อยปลิวไสวมาทีเดียว

ตอนนี้คนที่วางแผนมาอย่างดี ตั้งใจจะเอาผลงานใส่พานให้สวยเลยนั้น กำลังปวดกบาลเพราะดันยิงเขาแล้วไม่ตาย เขาก็เลยลุกขึ้นมาป้องกันตัวเองด้วยแผนอารักขา ๖ ชั้น แถมเตรียมแฉโพยอย่างไม่ต้องเว้นระดับชั้นอีกต่างหาก ผู้คนก็ถามกันให้ควัก พูดทำนองว่าเรื่องนี้ “รัฐมนตรีโสด” ทำให้ใครเขาก็รู้อยู่ แต่ทำโดยถามก่อนแล้วหรือไม่คือสิ่งที่เขาอยากรู้

อายุความเรื่องนี้ ๒๐ ปี เพราะฉะนั้นเพลย์บอย (ไม่) หนุ่มของเราก็เดือดเนื้อร้อนใจ เพราะจะครองตำแหน่งหรูหรานี้ไปอีกนานเท่าไหร่ก็ไม่รู้ กลัวว่าก้าวลงเมื่อไหร่แล้วจะถูกดัดหลัง หากผู้บงการเขาเกิดเหนื่อยล้าขึ้นมาและคร้านที่จะปกป้อง ตัดเชือกให้กลายสภาพจากคนอวบๆ กลายเป็นแพะอ้วนๆ ไปในตอนแก่จะเข้าโลง

๒๐ ปีนี่หมายความว่าเขาเอามาใช้กดศีรษะหรือไล่ล่าได้จนกระทั่งเจ้าตัวเกือบเก้าสิบเลยนะครับท่านเพลย์บอย

ท่านเพลย์บอยแกก็เลยลำบากยุ่งยากใจ ถ้าเป็นช่วงก่อน ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ หรือวันปีใหม่ของปีเดียวกันนั้นแกจะไม่ทุกข์ใจอะไรเลย เพราะโรค “กลัวทักษิณ” กำลังแพร่ระบาดไปทั่วประเทศไทยและในอีกหลายประเทศทั่วโลกในขณะนั้น หมูหมากาไก่ที่ไหนก็ยินดีเข้าร่วมขบวนการกำจัดทักษิณกันหมด เรียกว่าเป็นเวลาที่หาเพื่อนไม่ยาก

แต่มาวันนี้รัฐมนตรีผู้อวบอ้วนและมีวิสัยเป็นเพลย์บอยของเรารู้ดีว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมันเปี๊ยนไป๋แล้ว เพื่อนหาไม่ได้ แถมคนที่เป็นน้องอาจจะหาเงาหัวมาช่วยบังตัวเองให้พ้นภัยไม่ได้อีกต่างหาก คนที่เป็น “นาย” เขาก็ทำแบ๊ะๆ ถ้าสำเร็จและเนียนดีล่ะก็ร่วมด้วยช่วย ๒ บาท แต่ถ้ากระโตกกระตากขึ้นมาก็ถือว่าทำการกุศลตามอำเภอน้ำใจก็แล้วกันนะจ๊ะ

พวกนี้ไม่อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เสียบ้าง เขาใช้คนแบบเอาเข้าปากไปเคี้ยวๆ และถุยทิ้งมาไม่รู้เท่าไหร่แล้วตั้งแต่ยึดอำนาจคืนมาได้จากนายปรีดี แล้ว ฯพณฯ เพลย์บอยหัวหลิมไปคิดว่าตัวเองพิเศษหรือวิเศษมาจากไหนจึงจะฆ่าไม่ตายขายไม่ขาด ถลำตัวไปเที่ยวหาปืนหากระสุนอะไรวุ่นวายมาจนบัดนี้

น้องชายนอกไส้อีกคนหนึ่ง คนที่เขาสีเขียวสี่ดาวนั่นก็อย่าไปหวังเขาเลยนะครับ เขาเตรียมให้การเต็มที่อยู่แล้ว โดยจะทำตัวเป็นผู้ใจกว้างสุดขีดไม่เก็บความดีอะไรไว้กับตัวเองเลย เขาจะบอกว่าทั้งหมดก็ของท่านเพลย์บอย โดยท่านเพลย์บอย และเพื่อท่านเพลย์บอยโดยแท้ ท่านจะตะโกนจนสุดเสียงว่าอั๊วทำให้ซ้อก็จะไม่มีใครฟัง เขาอาจจะลงดาบสองเร็วขึ้นก็เท่านั้นเอง

งานนี้อาจจะไม่เรียกว่าเสี่ยสั่งลุย แต่เป็นซ้อสั่งเอง

อ่านมาด้วยกันถึงตรงนี้แล้วขอเป็นอกาธา คริสตี้อีกหน่อยเถอะครับ เจ้าแม่ฆาตกรรมรายนี้เขาไม่มียอมเอ่ยชื่อฆาตกรออกมาตรงๆ เป็นเด็ดขาด แต่จะเฉลยผ่านปากเนียนๆ ของปัวโรต์หรือมิสมาร์เปิ้ล จะให้เอ่ยว่าใผเป็นใผคงจะผิดผี

ปัญหาเดียวในขณะนี้คือ คดีเพลย์บอยแพะอ้วน หรือคดีกล้ายางของเทพบุตรสุดหล่อชาวบุรีรัมย์ที่จะรู้ดำรู้แดงกันในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๕๒ นี้ คดีไหนจะปรากฏผลขึ้นก่อนกันเท่านั้น

เรื่องนี้น่าลุ้น แต่ทายยากเป็นบ้า

บอกได้แต่ว่าคดีหลังนี้เตรียมการดีกว่าคดีแรกมาก รายแรกได้แค่ส่งลูกน้องมาเก็บซุ่มกลัวจะเปิดปาก แผนการเกี่ยวกับตัวเองยังงงๆ อยู่ว่าจะถูกหักหลังถึงขั้นต้องหนีหรือไม่ แต่รายหลังนี่ผู้ปกครองซึ่งเป็นพ่อบังเกิดเกล้าอุตส่าห์ลากสังขารเดินทางไกลมาจ่ายแป๊ะเจี๊ยะไว้กับโรงเรียนข้างบ้านเรียบร้อยไปแล้ว จวนตัวเมื่อไหร่กระโดดเข้าโรงเรียนภาคฤดูฝนทันที

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่กฎแห่งกรรมของ ท.เลียงพิบูลย์ หรอกนะครับ เขาเรียกว่าวิถีโจร มาอย่างโจรก็ต้องไปอย่างโจรเท่านั้นเอง

เป็นธรรมดาของตัวเงินตัวทองที่ไม่ได้มาจากไข่หงษ์

ผลักดัน 5 ล้าน 4 แสน เจตจำนงเสรี ไปสู่การสร้างชาติไทยใหม่

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ อริน
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
5 สิงหาคม 2552

ทันทีที่การประกาศจำนวนประชาชนที่ร่วมลงชื่อใน "ฎีการ้องทุกข์" ว่าสูงถึง 5,363,429 คน ความเคลื่อนไหวจากปีกปฏิปักษ์ประชาธิปไตย ก็ดาหน้ากันออกมา แสดงอาการร้อนรุ่มทุรนทุรายไปตามๆ กัน

กระทั่งล่าสุดจากข่าว มติชนออนไลน์ ที่พาดหัวแบบจุดพลุว่า จม.เปิดผนึก อ.จุฬาฯกว่า 1500 คน ค้านฎีกาอภัยโทษ "แม้ว" ชี้อันตราย กดดัน-กระทบศรัทธาสถาบัน

หากในเนื้อหาข่าวกลับโอละพ่อ เป็น "จนกระทั่งเย็นวันที่ 4 สิงหาคม มีคณาจารย์จุฬาฯ ลงชื่อแล้วกว่า 300 คน และบุคคลากรรวมกว่า 1,500 คน และคาดว่า ในวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งมีการประชุมคณบดี จะนำจดหมายเปิดผนึกดังกล่าวให้คณบดีที่เห็นด้วย ลงนาม"

ตลอดระยะเวลาประมาณ 1 เดือน นับจากการประกาศในที่ชุมนุมกลางพายุฝน ณ เวทีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ท้องสนามหลวง เมื่อวันนี่ 27 มิถุนายน จนช่วงเวลาก่อนและหลังวันดี-เดย์ เพื่อนับจำนวนผู้ร่วมลงรายชื่อ ปฏิกิริยาแทบจะในลักษณะรายวันจากผู้คนทุกๆ ฝ่าย ล้วนพุ่งเป้าไปที่ "จุดมุ่งหมาย" ทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังการเคลื่อนไหวรอบนี้ของ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน

ฝ่ายรัฐอาศัยเครื่องมือประชาสัมพันธ์สำเร็จรูป นั่นคือ ฟรีทีวี ทั้งระบบ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถานี "หอยม่วง" ที่เกิดจากภาษีอากรของประชาชนล้วนๆ พุ่งเป้าโจมตีไปที่ความ "ควร-ไม่ควร" "ทำได้-ไม่ได้" อยู่แทบจะตลอดเวลา

ทั้งโหมประโคมเภทภัยทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้น แก่ประชาชนที่ร่วมลงชื่อโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พร้อมกับความพยายามที่จะรุกกลับ ด้วยการใช้เล่ห์เพทุบายต่างๆ นานา ให้ประชาชนถอนรายชื่อ "อย่างเป็นทางการ"

มีสภาวะน่าจับตามองในช่วงเวลาท้ายๆ ก่อนวันที่ 31 กรกฎาคม ปรากฏอยู่ตามเว็บบอร์ดและห้องสนทนาทุกรูปแบบ ในโลกไซเบอร์ของพลังประชาธิปไตย คือคำถามระหว่างกัน ว่า

"ถ้าได้จำนวนผู้ลงรายชื่อสัก 5 ล้าน แล้วไม่เกิดผลอะไรขึ้น จะทำอย่างไรกันต่อไป"

และยิ่งกลายเป็นคำถามดังขึ้นทุกที ตามเวทีปราศรัยของคนเสื้อแดงตามภูมิภาค

แต่สำหรับฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตยแล้ว เป้าหมายของการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงหนนี้ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป อาการลุกลี้ลุกลน หรือแทบจะเรียกได้ว่าพล่าน นั้น อยู่ที่ปริมาณของประชาชนที่เดินเปิดหน้าออกมาแสดงเจตนารมณ์ ด้วยการให้ทั้งชื่อและรายละเอียดระบุบุคคล ในการสะท้อนความคับข้องใจ กับกระบวนการยุติธรรมชนิด 2 มาตรฐาน

หากย้อนกลับไป ครั้งการลงประชามติ "รัด-ทำ-มะ-นูน-2550" ที่ผลออกมาว่า มีผู้เห็นชอบ 14,727,407 คน และไม่เห็นชอบ 10,747,310 คน ก็เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่า แม้ในจำนวนผู้เห็นชอบเอง ก็ลงคะแนนไปโดยจุดยืนที่เชื่อถือการโฆษณาชวนเชื่อ จากฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ว่า รับไปก่อนแล้วค่อยแก้กันทีหลัง

นั่นหมายความว่า เป็นไปได้อย่างยิ่งที่ประเทศนี้ ประชาชนที่ใส่ใจกับปัญหาทิศทางและการพัฒนาการของชาติบ้านเมือง ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของตนนั้น มีจำนวนถึงครึ่งต่อครื่ง ที่แสดงเจตจำนงต่อต้านระบอบเผด็จการ และผลิตผลของระบอบเผด็จการ ซึ่งก็คือกฎหมายสูงสุดของระบอบการปกครอง

คำถามคือ ก็ในเมื่อฝ่ายประชาธิปไตยเชื่อมั่นในพลังประชาชน ที่เปี่ยมล้นไปด้วยจิตใจกล้าสู้กล้าชนะ เริ่มจากกลุ่มคนจำนวนหยิบมือเดียว แสดงตัวคัดค้านการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และต่อมาขยายจำนวนเพิ่มขึ้น แม้กระทั่งหลัง "สงกรานต์เลือด 2552" ซึ่งยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ "กฎอัยการศึก" หรือ "สถานการณ์ฉุกเฉิน"

นั้นหมายความว่า ประชาชนได้ยกระดับความเข้าใจ และจิตสำนึกต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์

เป็นไปได้ไหม ที่พลังฝ่ายประชาธิปไตยจะร่วมกันอีกครั้ง ระดมสรรพกำลัง แสดงเจตจำนงในฐานะเสรีชน ขับเคลื่อนให้เกิดการยกระดับพัฒนาการทางการเมืองของปิตุภูมิ ไปสู่ความมีอารยะ ด้วยการสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ หลังจากถูกแย่งยึด บิดเบือนไปโดยฝ่ายปฏิปักษ์ประชาธิปไตย อันประกอบไปด้วยกลุ่ม "อำมาตย์-อภิชน-ขุนศึกฟาสซิสต์" นับจากวินาทีแรกของการทำรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ที่นำโดยขุนศึก ผิน ชุณหะวัน

สร้างขบวนแถวผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นธรรม ออกมาสำแดงกำลัง รณรงค์ไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอำนาจอธิปไตย ให้เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ ด้วยการผลักดันให้สร้างรัฐธรรมนูญประชาชน ที่ประชาชนสามารถ "เลือกผู้นำฝ่ายบริหาร" หรือ "นายกรัฐมนตรี" ด้วยการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เช่นนานาอารยะประเทศ

และใช้การลงคะแนนเสียงในกระบวนการยุติธรรมด้วยระบบ "ลูกขุน" ที่อำนาจในการพิพากษาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ตกอยู่ใน "กำมือ" ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่ผู้เดียว

ถ้าเราไม่ตั้งต้น ริเริ่ม ออกแบบสังคมที่พึงปรารถนา สำหรับอนุชนที่เป็นลูกหลานของเรา ให้พวกเขาเกิดและเติบโตขึ้นมาในสังคมอารยะ อย่างไม่ต้องเผชิญกับ "การปกครองแบบเผด็จอำนาจ" ที่กดหัว-ปิดปาก จนเสรีชนไม่อาจมีชีวิตเยี่ยงเสรีชนได้ อย่างที่เห็น และเป็นอยู่ จะมีประโยชน์อะไรกับการเรียกขานปิตุภูมิของเราว่า "ไทย" ตามเสียงพ้องของที่มาของชนชาติบรรพบุรุษ ที่เรียกตนเองว่า "ไท"

ด้วยภราดรภาพ

อริน

ไปด้วยกันได้?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฝีมือน่ะไม่เท่าไหร่? แต่กับฝีปากของคนจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว...พรรคอื่นกินยาก!ช่วงนี้...ยังมีอีกหลายเรื่องที่คนในวงการสื่อและนักวิชาการดูจะพูดกันน้อยไปหน่อย? ส่วนใหญ่จะเกาะติดอยู่กับข่าวรื้อโผนายพลตำรวจ และ เด้ง พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ เป้าจริง! ของ “ข่าวปล่อย-เจอตอ” ในคดี“ลอบยิง” คุณสนธิ ลิ้มทองกุลก็ต้องบอก อีกเรื่องที่ดูเหมือนว่า...คนจาก พรรคประชาธิปัตย์ จะชำนาญเกมเอามากๆ ก็คือ...การอาศัยห้วงชุลมุนชุลเกอย่างนี้ แอบสอดไส้ เรื่องที่ตัวเองจะได้เปรียบได้ประโยชน์เต็มๆข่าวการแพร่ระบาดของ ไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่คร่าชีวิตคนไทยไปอย่างมากมาย...ล่าสุด ก็อยู่ที่ 81 รายแล้ว และจนถึงบัดนี้ก็ยังจะหาทางป้องกันอะไรที่เป็นรูปธรรมได้ยากยิ่ง! ลำพัง วัคซีนต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ ที่เริ่มจะนำมาใช้กันบ้าง ผลของมันก็ยังไม่ชัวร์! ไม่แน่ว่า...จะเกิดอาการดื้อยากันอีกหรือไม่? แต่ที่แน่ๆ ข่าวนี้...เริ่มตกอันดับไปแล้วหรือข่าว “งาช้าง” ที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับมาจาก คุณโสภณ ซารัมย์ เมื่อครั้งลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์เดือนก่อน...เรื่องนี้ ป.ป.ช. “รับลูก” ตรวจสอบแล้วหากผิด! ถึงขั้น...สิ้นสภาพความเป็นนายกฯ กันเลยทีเดียว...เรื่องนี้ก็เงียบ?ข่าวทุจริตคอร์รัปชั่นที่ เหม็นโฉ่! กับ โครงการชุมชนพอเพียง ทำเอา “คนหน้าบาง” แทบต้องเอาหัวซุกปี๊บเดิน...ก็ไม่ดังเท่ากับข่าวของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทั้งที่เรื่องนี้...ตัวละครที่โคตรโกงนั้น ว่ากันว่า...เกี่ยวพันกับพรรคการเมืองหลายๆ พรรค โดยเฉพาะพวกที่เคยหากินอยู่กับ ป้ายอัจฉริยะ ทั่วกรุงเทพฯยังจะมีเรื่องที่ กระทรวงการคลัง ยุค “หล่อโย่ง” เจ้าของความสูงที่ 193 ซม. อย่าง คุณกรณ์ จาติกวณิชชงกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 400,000 ล้าน เข้าสู่ที่ ประชุมวุฒิสภาโดยเลื่อนการแถลงผลงาน 6 ของรัฐบาลออกไปก่อน

ทำเอา บรรดา ส.ว. หลายคน บ่นอุบ! กับอาการ “ลักไก่” ช่วงฝุ่นตลบอบอวลอย่างนี้...ทั้งหลายทั้งปวงที่ผมหยิบมาพอเป็นสังเขปนี้...มันเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ชนิดประเดประดัง! จนผู้คนในสังคมไทยจัดชั้น ไม่ถูกว่า...อะไรควรจะมีระดับความสำคัญก่อนหลังแต่คนที่เก่งและชำนาญเรื่อง การวางเกมข่าว...อย่าง คุณสนธิ ก็สามารถทำให้ทั้งสื่อ ทั้งนักวิชาการ และสังคมไทย หันไปสนใจกับข่าวของตัวเอง คือ “ข่าวลอบยิง” ที่วันนี้...มันชัดเจนแล้วว่า...เป็นเพียง หน้าฉากของข่าวจริง! แย่งอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ?ก็อย่าได้แปลกใจ! ถ้า นายกฯ อภิสิทธิ์ จะเดินเกี่ยวก้อยไปกับ คุณสนธิ แยกให้ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนอยู่คนละฟาก...ตามแผน ศรีธนญชัย! เช่นที่ผมเคยเขียนถึงไปเมื่อเดือนก่อน โดยที่ คุณสนธิสลับฉาก! ด่าทั้งคุณอภิสิทธิ์และคุณสุเทพเพื่อให้ดูสมจริง! เกิดขึ้นสอดรับกับข่าว“การลอบยิง” และยังได้ของแถมเพิ่มอีก...บีบให้ตำรวจจัดการกับ พวก “เสื้อแดง” ที่อยู่ระหว่างการตรวจเช็กรายชื่อ 5.4 ล้านคนเศษ เพื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตรงานนี้...จัดว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกทั้งฝูง!เพราะปืนที่ว่า...เป็นทั้ง ดาวกระจาย และ ผงฝุ่นตลบอบอวล จนมองอะไรไม่เห็นเด่นชัดนั่นเอง ใครว่า...ความหล่อ ความฉลาด ความเลว ความเจ้าเล่ห์ และความเลว จะไปด้วยกันไม่ได้...ไม่จริงเสมอไปหรอกครับ หรือว่าไง? ■

นายแบบ

ที่มา บางกอกทูเดย์

หนึ่งในบรรดารัฐมนตรีในรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่มีนิสัยดี น่ารัก และเป็นคนที่ “ไม่พูดมากปากแฉะ”เหมือนรัฐมนตรี ปชป. โดยทั่วไป วิทยา แก้วภราดัย คือ“หนึ่ง” ในจำนวนนั้นแต่บนความเป็น “คนดี” ที่น่ารักน่าคบหานั้น หากนำมาเปรียบเทียบกับ “มาตรฐาน” การเป็น รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข ที่กำลังมีวิกฤติเรื่อง หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009แล้ว เขายังอยู่ห่างกับเก้าอี้ตัวนี้เหลือเกินทั้งบุคลิกความเป็นผู้นำส่วนตัว ประสบการณ์จากงานสาธารณสุข วิทยา แก้วภราดัย เป็นคนดีที่เฉื่อยชาเกินไปสำหรับตำแหน่งนี้??วิทยาในวัย 54 ปี เขาน่าจะแอ็กทีฟกว่านี้ แต่ก็อีกนั่นแหละ คนที่เรียบจบมาทางด้านกฎหมาย ปริญญาตรีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบอาชีพทนายความ ก่อนหันเข้าสู่แวดวงการเมืองในนามพรรคประชาธิปัตย์คิดยังไง?? มองอย่างไร?? เขาก็ถนัดในการเป็น “หมอความ”มากกว่า “หมอยา”จุดเปราะที่น่าจะเป็นจุดอ่อนของวิทยาอีกประการหนึ่งคือ ไม่เคยมีตำแหน่งทางการเมืองสูงๆ ยกเว้นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ เมื่อปี 2537-2538มาเรมิ่ เปน็ รฐั มนตรกี บั เขาบา้ง กแ็ หกโคง้มานงั่ ในกระทรวงใหญ่ที่น่าจะเรียก “กระทรวงปราบเซียน” อย่างกระทรวงสาธารณสุขด้วยเหตุนี้เลยทำให้ น.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ปลัดกระทรวง มีบทบาทโดดเด่นกว่ารัฐมนตรีว่าการในแทบทุกเรื่อง??จะเรียกว่ารัฐมนตรีวิทยามักจะเดินตามปลัดปราชญ์ก็ไม่น่าจะผิด!!

แต่เรื่องนั้นไม่ใช่อุปสรรคปัญหาในการทำหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของ วิทยา แก้วภราดัย เพราะน.พ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ก็ถือเป็นปรมาจารย์คนหนึ่งในกระทรวงนี้สองวันก่อน น.พ.ปราชญ์ กับรัฐมนตรีวิทยาไปตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลสมุทรปราการ ซึ่งเจ้าหน้าที่ห้องยาได้นำวัคซีน 2 ตัว มาโชว์ให้คุณวิทยาและปลัดกระทรวงดู1. “โอเซลทามิเวียร์” (ชื่อทางการค้าว่า ทามิฟลู) เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ มีตัวยาทั้งที่เป็นเม็ดและเป็นน้ำ แต่มีผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนั้นในเด็กอาจมีอาการปวดท้องเลือดกำเดาออก ปัญหาเรื่องหู และโรคตาแดง2. “ซานามิเวียร์” (ชื่อทางการค้าว่า รีเลนซา) เป็นยาที่ใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยอายุมากกว่า 5 ปี และไม่แนะนำให้ใช้ในคนที่เป็น โรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ที่มีอาการ แพ้สารแลคโตสในการไปตรวจเยี่ยมวันนั้น รัฐมนตรีวิทยาก็ทำตัวเหมือนน.พ.ปราชญ์ ทำ คือ หยิบซองยาวัคซีนนี้ให้สื่อถ่ายภาพแต่เป็นการแสดงแบบที่ “ไม่เป็นธรรมชาติ” มันเหมือนจะทำให้คนระดับ “เสนาบดี” มากลายเป็น “นายแบบ”หรือ “พรีเซ็นเตอร์” ยาวัคซีนที่ว่านี้ไปโดยปริยายในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่รอการดูแลช่วยเหลือจาก 2ผู้ยิ่งใหญ่กระทรวงสาธารณสุข ทั้ง น.พ.ปราชญ์ และรัฐมนตรีวิทยา อยากจะเห็นรัฐมนตรีสาธารณสุขแก้ปัญหา“หวัดนรก” ที่กำลังลุกลาม ด้วยการใช้สมองสั่งการที่“ถูกจุด” กว่านี้ไม่ใช่มาเดินเยี่ยมองค์การเภสัช แล้วแสดงท่าเหมือน“นายแบบ!!” อย่าไปเจริญรอยตามสโลแกน “กินร้อนช้อนกลาง ล้างมือ” ที่น่าจะเป็นผลงานของ “นักกลอน”มากกว่ารัฐมนตรีผู้บริหารประเทศ?? ■

นายกฯ ตัว ว.

ที่มา บางกอกทูเดย์

ยังคงมาแรง! เรียกเรตติ้งจากผู้ชมแซงหน้า “ทอล์กโชว์” รายการอื่นสำหรับรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ที่ออกอากาศทางช่อง โมเดิร์นไนน์ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 22.30-23.30 น.หนึ่งชั่วโมงเต็ม...กับรายการที่นำเสนอเรื่องราวสุดพิเศษของบุคคลพิเศษ รวมไปถึงแขกรับเชิญที่กำลังเป็นที่พูดถึงในสังคม หรือเรื่องข้อกังขาที่เกิดขึ้นมาพูดคุยซึ่งโดยรวมเป็นเรื่องที่ “จับกระแส” จากความสนใจของประชาชนส่วนใหญ่ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ส.ค.52 ทางรายการได้ทดสอบความแม่นกับ “หมอกฤษฎ์ คอนเฟิร์ม” ภาค 2ซึ่งนอกจากความบันเทิงที่ได้รับ...สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตัวผมเกิดความสนใจ และอยาก “วัดดวง” กับสิ่งที่เขาทำนายว่าจะ ชัวร์ หรือ มั่วนิ่มนั่นคือหมอดูท่านนี้ได้ ทำนาย ว่า...ปี 2554 ประเทศไทยจะหมดความวุ่นวาย ดินแดนนี้จะเกิด “ความสมานฉันท์”เพราะได้นายกรัฐมนตรี “เชื้อจีนชื่อย่อ ว.”ซึ่งเป็นบุคคลที่เคยออกรายการกับ “คุณวู้ดดี้” นั่นหมายความว่า...อีก 2 ปีนับจากนี้ “ความเปลี่ยนแปลง” ในทางที่ดีจะเกิดขึ้นบน “ผืนแผ่นดินไทย”ความชิงชัง...ความเคียดแค้น...การแก่งแย่งอำนาจของบุคคลผู้มีอำนาจ จะถูก “ปลดปล่อย” ด้วยบุญของผู้มากบารมีคนหนึ่งเพราะบุคคลคนนั้น

สามารถ “รวมใจ” คนไทย...สร้างความสมัครสมานให้เกิดขึ้นแต่เรื่องของอนาคตเป็นสิ่งที่ มิอาจคาดเดา ที่พอจะคาดเดาได้ คือ...ผลจาก “การกระทำ” ซึ่งเป็นการกระทำในปัจจุบันที่ส่งผลโดยตรงไปยังอนาคตสิ่งที่ “หมอดู” ท่านนี้เอ่ยปาก “ทำนาย” ด้วยความเป็นอาชีพที่สามารถพูดถึงบุคคลใดก็ได้...แต่ต้องไม่นอกเหนือขอบเขตแห่ง “ความรับผิดชอบ”ผมขอตั้งจิตอธิษฐานให้เป็นจริงเพียงเรื่องเดียวนั่นคือ...อีก 2 ปีข้างหน้า “ความสงบสุข” จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินที่ผมเป็น “หนี้ชีวิต” อาศัยอยู่เข้าสู่ “ยุคชาววิไล” อย่างที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศกำลังรอคอยส่วนการที่ “นายกรัฐมนตรี” ท่านนั้นจะชื่อย่อว่าอะไร...ถือเป็น เรื่องรอง และเป็นเรื่องที่ไม่ต้องให้ความสำคัญใครก็ได้? ขอให้คิดขึ้น “เป็นผู้นำ” ทำเพื่อประเทศชาติ...ไม่ใช่เข้าสู่เส้นทางแห่งสายอำนาจ และต้องการขวนขวาย “หาอำนาจ” อย่างไม่รู้จักจบสิ้นหากเป็นเช่นนั้น...ผมคงไม่ต้องทำนาย แต่ขอฟันธงเลยว่า “นายกฯ ชื่อย่อ ว.” คนนั้น คือ “ไอ้วรนุช”แล่บลิ้นแผล็บๆ...พาพรรคพวกเข้ามา “ปล้นชาติ...ปล้นแผ่นดิน” กันตามเคย!! ■