WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 6, 2009

เป็นอะไรดี ?

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ดีๆ ตอนนี้นายอภิสิทธิ์ เละและเลอะไปเรียบร้อย

เมื่อเข้ามาติดหล่มจมปลักกับมหกรรมขย้ำขยี้เก้าอี้ผบ.ตร.

ที่มีวอลเปเปอร์ แอนด์ แก๊ง 4 สหาย อำนวยการสร้างควบกำกับการแสดงเสร็จสรรพ!

จริงไม่จริง ใช่ไม่ใช่ วัดได้จากในสายตานักการเมืองด้วย กัน ระดับอดีตนายกฯ อย่างชวน กับบรรหาร

ยังต้องออกโรงแนะนำ ตักเตือน ด้วยความห่วงใย

ไม่นับเทพเทือก ผู้จัดการรัฐบาล คนกันเองแท้ๆ

ยังพูดไม่ออก บอกไม่ถูก ได้แต่ส่ายหน้า แล้วหลบฉาก

ในสายตาประชาชน ผลสำรวจสำนักโพลดังๆ สะท้อนไว้ชัด

งานนี้นายกฯเสียหายกว่าใคร ไม่ควรเริ่ม ไม่ควรล้วง ไม่ควรยุ่ง

ในสายตาองค์กรตำรวจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ท่านผู้นำเหมือนไม้หลักปักเลน

จุดยืนไม่มี จุดแข็งไม่ปรากฏ หลักการก็ไม่แม่น หนักแน่นก็ไม่ใช่

โยกไป โยกมา ตามแรงปั่น แรงเป่า?

ส่วนในสายตาแก๊ง 4 สหาย โดยเฉพาะหัวหน้าม็อบ

หนุ่มมาร์คไม่ต่างเบบี้เบบี๋ ยิ่งกว่าของเล่นไขลาน

ตั้งแต่ต้นจนจบเป็นไปตามเส้นที่แก๊ง 4 สหายขีดไว้

ยกเว้นเรื่องแต่งตั้งรักษาการผบ.ตร. ซึ่งจำเป็นต้อง แตะเบรก เข้าเกียร์ถอย ก่อนพากันลงเหว

อนาคตทางการเมืองอันสดใส ต้องมาเลอะเทอะเปรอะเปื้อน

ทั้งๆ ที่เพิ่งฉลองอายุ 45 ปีเท่านั้น

น่าเศร้า การเมืองไทยได้สูญเสียบุคลากร ที่ว่ากันว่า เพียบพร้อม สมบูรณ์แบบ

และน่าเสียดาย เพราะทำตัวเอง!

ทั้งหลายทั้งปวงของมหกรรมขย้ำขยี้เก้าอี้ผบ.ตร.ครั้งนี้

คนอีสานรุ่นเก่าก่อน มีคำเปรียบเทียบ สุดแสบแซบหลาย

"บักสีหาเหตุ"??

ส่วนความหมายว่าอย่างไร ล้ำลึก คมคายขนาดไหนนั้น

นายกฯอภิสิทธิ์ถามวอลเปเปอร์ ถาม ศิริโชค โสภา ไม่น่าจะรู้

เพราะเป็นคนสงขลา แถมไปเติบโตในดงผู้ดีอังกฤษ

ถ้าอยากรู้ล้ำ รู้ลึก รู้ซึ้งจริงๆ

ต้องคนนี้ โสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม คนบุรีรัมย์

เจ้าของงาช้างของขวัญ ที่กำลังอื้อฉาวเวลานี้นี่แหละ

เพราะเข้าข่าย "บักสีหาเหตุ" คือกัน!?

วิกฤติซ้ำซ้อน

ที่มา ไทยรัฐ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด สารพัดวิกฤติที่โถมทะลักเข้ามา บั่นทอนความสุขของชาวโลกไม่น้อย ถัดจาก โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ยังคาราคาซังก็จะมาเจอกับ กาฬโรคปอด ชนิดเป็นปุ๊บตายปั๊บ

คุณภาพชีวิตถดถอยลงทุกที

แค่วิกฤติเศรษฐกิจอย่างเดียวก็จะอดตายอยู่แล้ว โรคภัย

ไข้เจ็บมาเยือนอีก ดัชนีวัดความเจริญเติบโตด้วยความสุข น่าจะเป็นเรื่องขำๆมากกว่า นักเศรษฐศาสตร์เตือนแล้วเตือนอีก ว่า เศรษฐกิจจะถึงจุดต่ำสุดในปีหน้าโน่น บ้านเราผ่าไปบอกว่า เริ่มจะเห็นแสงสว่างที่ปลายท่อฉิบ

นอกจากจะต้องใช้จ่ายอย่างรอบคอบแล้ว การหาเงินเข้าประเทศก็สำคัญ เพราะเม็ดเงินจากการลงทุนหดหายไปเป็นจำนวนมหาศาล แถมเม็ดเงินลงทุนที่เคยมีอยู่ก็ย้ายฐานออกไปอีก

ผมอ่านข่าว บริษัทล็อกซเล่ย์และบริษัทร่วมทุนที่ได้รับดำเนิน โครงการหวยออนไลน์ จากภาครัฐ ร่ำๆที่จะฟ้องรัฐบาลเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะรัฐบาลไม่ได้ยึดข้อกฎหมายและสัญญา แต่อยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพียงคนเดียว จะนิติรัฐไม่นิติรัฐ คงไม่ต้องพูดอะไรกันมาก

วงในคงจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ระหว่างผู้ค้าหวยใต้ดินกับเหตุผลทางการเมือง เช่นเดียวกับเหตุผลที่นายกฯอภิสิทธิ์ ตั้งอกตั้งใจที่จะให้ ผบ.ตร.หลุดจากตำแหน่งให้ได้

ไม่อยากให้นายกฯของประเทศถูกชี้นำจากคนบางกลุ่มซึ่งคนกลุ่มนั้นยังอยู่ในฐานะผู้ต้องหาคดีอาญาแผ่นดินด้วยซ้ำ ความสัมพันธ์ส่วนตัวก็อีกเรื่อง แต่การบริหารงานบ้านเมืองก็ต้องเป็นอีกเรื่อง

จะมาเล่นสองหน้าไม่ได้

วิกฤติที่ซ้ำซ้อนอยู่ในเวลานี้อาการน่าเป็นห่วง ที่แนะจับตาให้ดีคือ วิกฤติน้ำมัน ที่จะพ่นพิษอีกกระทอก จากข้อมูลปริมาณน้ำมันของโลก มีจำนวนลดน้อยลงทุกที และในอนาคตจะมีปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นทุกวัน

เป็นผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น ปัจจุบันสูงกว่า 70 ดอลลาร์ สหรัฐฯต่อบาร์เรลไปแล้ว ในขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ ต้องเจอกับสารพัดภาษี จากราคาต้นทุนอยู่ที่ 17 บาทต่อลิตร ไปถึงมือผู้บริโภคกลายเป็นลิตรละ 40 บาทกว่า

คนที่รับกรรมก็คือชาวบ้าน

นี่ผมยังไม่รู้ว่า รัฐบาลชุดนี้จะรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจ ที่เกิดจากราคาน้ำมันในอนาคตอย่างไร ถ้าขืนทำกันแบบเช้าชามเย็นชาม พอจวนตัวก็โยนความรับผิดชอบ อ้างมาจากปัญหาการเมืองที่ยังไม่นิ่ง

โถ ก็รัฐบาลเองยังไม่นิ่ง พับผ่า.

ไม่หนีก็เพราะได้ลุ้น

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24486

เนวิน

คึกคัก พรึบพรับ พร้อมหน้าพร้อมตา โดยฉากหน้างานเลี้ยงสังสรรค์พรรคร่วมรัฐบาล ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ขึ้นเวทีควงไมโครโฟน นำร้องเพลง "รักกันไว้เถิด"

พร้อมกับภาวนาเสียงดังๆ ขอให้ตัวเลข 276 เสียงเหนียวแน่น อยู่ไปนานๆ

แต่ฉากหลังคนละอารมณ์เลย

กับสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจาก "บรมเซียน" รุ่นลายคราม พร้อมกันในวันเดียว

เซียนหนึ่ง "เสธ.หนั่น" พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา วิเคราะห์กลางวงประชุมพรรค สั่ง ส.ส.ลูกทีมให้ลง
พื้นที่อย่างหนัก และให้จับตาสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดอย่าให้คลาดสายตา

โดยเฉพาะปมร้อนๆคือ สถานการณ์ภายในพรรคร่วมรัฐบาล และประเด็นความขัดแย้งระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. หนึ่งในขุมข่ายอำนาจสีเขียวบวกน้ำเงิน

การเมืองลักษณะนี้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก

อีกเซียนหนึ่ง "น้าหยัด" นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมืองในที่ประชุม สะกิดเตือนกันล่วงหน้า

รัฐบาลจะต้องประสบปัญหาหนักในหลายประเด็น

ทั้งเรื่องที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯตั้งแท่นชงให้รัฐบาลรื้อรัฐธรรมนูญตามที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ดึงเกมซื้อเวลาไว้

แก้ก็เหนื่อย ไม่แก้ก็พัง

ไหนจะปมการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ต่อเนื่องไปถึงผลการสำรวจความคิดเห็นของโพลสำนักต่างๆ สะท้อนออกมาในมุมที่ไม่เป็นบวกกับรัฐบาล

สำคัญเลยก็คือ กระแสการจัดงานแซยิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ลากเกมยาวมาถึงการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่หนักพอๆกับคดีลอบสังหาร "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ ที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองกำลังบี้อยู่

"เสธ.หนั่น-น้าหยัด" อ่านสถานการณ์ตรงกัน

เซียนเก๋ารุ่นนี้ "ไม่ค่อยพลาด"

เอาเป็นว่า โดยสถานการณ์ที่น่าจะต่อเนื่องกัน ล่าสุด จับสัญญาณจากอาการเคลื่อนตัวของ "เหล่าจอมยุทธ์" ที่มีรายการขยับต่อสาย

นัดตั้งวง "ทีมฟอร์มรัฐบาลมืออาชีพ"

หมากตัวสำคัญระดับขุน ม้า เรือ ยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน-อนุทิน ชาญวีรกูล" 3 ผู้มีบารมีนอกพรรคภูมิใจไทย กำลังเดินเกมเชื่อมเครือข่ายกับทีมงาน "สายแข็ง" ยี่ห้อ "พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี" แกนหลักตัวจริงของพรรคเพื่อแผ่นดิน

เซียนจมูกไวได้กลิ่นเร็วอยู่แล้ว

เศรษฐกิจก็อ่วมอรทัย ไข้หวัดใหญ่ 2009 ก็อาการหนัก ไหนจะมึนกับเกมลับ ลวง พราง ล่อกันเองในหมู่ "สปอนเซอร์" ใหญ่รัฐบาล "อภิสิทธิ์ชน" และยังต้องระทึกกับ "สงครามมวลชน" วัดใจกองทัพเสื้อแดงเดินหน้ายื่นถวายฎีกาล้างโทษ "ทักษิณ"

"ฝี" อักเสบ งอมเต็มแก่

บทสุดท้ายใกล้เข้ามาทุกที มันเลยต้องหาทางหนีทีไล่กันตั้งแต่นาทีนี้

แต่ที่ยืนยันว่า "ไม่หนีแน่ๆ"

ล่าสุด ยี่ห้อ "เนวิน" ออกมาสยบข่าวลือขนกระเป๋าเตรียมหนีไปกบดานเมืองนอก หลบคำตัดสินคดีทุจริตกล้ายาง ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 17 สิงหาคม

เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ยืนยันกับปากชัดถ้อยชัดคำ ชีวิตนี้ไม่เคยคิดหนี และวันที่ 17 สิงหาคมนี้ จะเดินทางไปนั่งฟังคำพิพากษาคดีกล้ายางด้วยตัวเองอย่างแน่นอน

เมื่อเป็นคนไทยต้องพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายไทย

โดยอาการเช็กระดับความมั่นใจแล้วน่าจะ "ได้ลุ้น"

ยิ่งเป็นอะไรที่เทียบเคียงกับคิวของพรรคเพื่อแผ่นดินที่เพิ่งรอดโทษยุบพรรคมาแบบสบายอกสบายใจ เชื่อกันว่า อานิสงส์มาจากการเล่นบท "ผู้กระทำตนให้เป็นประโยชน์"

กับบท "ผู้ร้ายกลับใจ" มาเป็นองครักษ์ "ต้านทัพเสื้อแดง"

"เนวิน" ก็หวังช่องทาง "พิเศษ" เหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

“เครือข่ายเกษตร” ล่า “หมื่นรายชื่อ” ดัน “ร่างกฎหมายสภาเกษตร” ฉบับประชาชนเข้าสภาฯ

ที่มา ประชาไท

คณะทำงานติดตามร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกร สนับสนุนโดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดประชุมระดมความเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) สภาเกษตรฉบับประชาชนซึ่งมีเกษตรกรและเครือข่ายเกษตรกรจากทั่วประเทศเข้าร่วมประชุม โดยมี นายไพสิฐ พานิชย์กุล และนายทศพล ทรรศกุลพันธ์ นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ยกร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวซึ่งพัฒนามาจากประสบการณ์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) บทเรียนของสภาเกษตรกรในประเทศต่างๆ และการเก็บข้อมูลจากเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศ ภายใต้แนวคิดหลักคือ ทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง

นายทศพล กล่าวว่า แม้ว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศเกษตรกรรม มีเกษตรกรจำนวนมาก แต่เรื่องสิทธิเกษตรกรนั้นถือเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ และมีความพยายามจะผลักดัน ร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกรฯ เพื่อรับรองสิทธิเกษตรกร แต่ปัจจุบันพบว่ามีความพยายามผลักดันร่างกฎหมาย 2 ฉบับ โดยฉบับหนึ่งเป็นร่างกฎหมายที่นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ เป็นผู้ยกร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรแห่งชาติ และอีกฉบับเกิดจากการยกร่างโดยภาคประชาชน

“คาดว่าร่างกฎหมายของพรรคชาติไทยพัฒนา น่าจะเสนอเข้าสู่วาระการพิจารณา ในเดือนสิงหาคม แต่ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ยังขาดเรื่องการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาสิทธิเกษตรกร เช่น ไม่มีการจัดตั้งสมัชชาเกษตรกร ให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง รวมถึงสิทธิของเกษตรกรด้วย”

นอกจากนี้ร่างกฎหมายของพรรคชาติไทยยังมีวิธีการคัดเลือกตัวแทนเกษตรกรซึ่งกำหนดให้องค์กรเกษตรกรที่ลงทะเบียนกับราชการเท่านั้นจึงจะมีสิทธิส่งชื่อผู้เข้าสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกสภาเกษตรกร ทั้งในส่วนของสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ระดับจังหวัด และผู้ทรงคุณวุฒิ

“การจัดให้มีสภาเกษตรกร 2 ระดับ คือ สภาเกษตรกรแห่งชาติ และ สภาเกษตรกรจังหวัด โดยผู้ที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมได้ต้องเป็นสมาชิกที่ผ่านการคัดเลือกแล้วเท่านั้น อาจทับซ้อนกับการทำงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่มีหน่วยงานในส่วนกลางและภูมิภาคไม่แตกต่างกันเหมือนมีสภาที่สวมร่างโดยกระทรวงเกษตรอีกต่อหนึ่ง”

นายทศพล กล่าวอีกว่า ในส่วนร่างกฎหมาย สภาเกษตรกรฯของภาคประชาชนที่เกิดจากการเสนอของเครือข่ายภาคประชาสังคมนั้นพบว่ามีข้อเสนอที่อาจจะเป็นทางเลือกในการปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติสภาเกษตรกรแห่งชาติ คือ การคัดเลือกตัวแทนเกษตรกร เกษตรกรทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยตรงในวันเปิดประชุมสมัชชาเพื่อเสนอตัวเข้ารับการคัดเลือกเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ นอกจากนี้เกษตรกรยังมีสิทธิเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องเป็นสมาชิกในองค์กรเกษตรที่จดทะเบียนกับราชการ

ส่วนการจัดตั้ง สภาเกษตรกรนั้นเห็นว่าควรจัดให้มีสภาเกษตรกรแห่งชาติเพียงระดับเดียว เพื่อเป็นองค์กรเชื่อมระหว่างเกษตรกร กับ ภาครัฐ โดยมีสมัชชาเกษตรกรเข้ามาเสริมในระดับต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องชนะการคัดเลือกเข้ามาเป็นสมาชิกสภาเกษตรกรอย่างเป็นทางการ

“ประเด็นที่สำคัญคือ การจัดให้มีสมัชชาเกษตรกรเพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยตรง และมีสมัชชาเข้าร่วมได้หลายระดับทั้งระดับชาติ ระดับจังหวัด พื้นที่ และสมัชชาเฉพาะประเด็นที่เกษตรกรมีความสนใจ หรือมีปัญหาเร่งด่วนต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรฉบับประชาชนนี้น่าจะเป็นแนวทางลดความขัดแย้งดังที่เคยปรากฏมาในอดีตได้ แต่กลไกเหล่านี้ไม่ได้มีใน ร่างกฎหมายของพรรคชาติไทยพัฒนาที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาในเร็วๆนี้”

ด้านนายไพสิฐ พานิชย์กุล นักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเห็นจุดบกพร่องของร่างกฎหมายที่ฝ่ายรัฐบาลดำเนินการแล้ว ในส่วนภาคประชาสังคมจึงได้ร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกรฉบับประชาชนขึ้นมาเทียบเคียง โดยจะล่ารายชื่อ 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอกฎหมาย หลังจากนั้นจะพยายามผลักดันเข้าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวเข้าสู่สภาให้มีการพิจารณาควบคู่ไปพร้อมกับร่างพ.ร.บ.สภาเกษตรกรแห่งชาติของรัฐบาลให้ได้ เนื่องจากเห็นว่าร่าง พ.ร.บ.สภาเกษตรกรฉบับประชาชนน่าจะสามารถแก้ไขปัญหาของเกษตรกรได้อย่างแท้จริง แต่ร่างกฎหมายของฝ่ายรัฐบาลอาจจะเพิ่มภาระให้กับเกษตรกรมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกร

ความเป็นธรรมฏีการ้องทุกข์

ที่มา thaifreenews


การพระราชทานความเป็นธรรมในกรณีที่ราษฎรผู้ได้รับความเดือดร้อนทูลเกล้าฯถวายฎีการ้องทุกข์
พระมหากษัตริย์ไทยแต่โบราณล้วนแล้วแต่ทรงให้ความสำคัญในเรื่องการพระราชทานความเป็นธรรมแก่ราษฎร ทรงกำหนดวิธีการในการเปิดโอกาสให้ราษฎรผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากความไม่เป็นธรรมต่างๆ นำความกราบทูลเพื่อทราบถึงพระเนตรพระกรรณได้โดยง่าย หากย้อนไปถึงสมัยสุโขทัยซึ่งการปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก มีลักษณะไม่ซับซ้อน เมื่อราษฎรผู้ใดได้รับความเดือดร้อนจะถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ ดังปรากฎในศิลาจารึกหลักที่ ๑ รัชสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชว่า“….ในปากประตูมีกระดิ่งอันหนึ่งแขวนไว้หั้น ไพร่ฟ้าหน้าปกกลาง บ้านกลางเมือง มีถ้อยมีความเจ็บท้องข้องใจ มันจักกล่าวเถิงเจ้าเถิง ขุนบไร้ ไปลั่นกระดิ่งอันท่านแขวนไว้ พ่อขุนรามคำแหงเจ้าเมืองได้ยิน เรียกเมือถาม สวนความแก่มันด้วยชื่อ……”
ในสมัยอยุธยา พระมหากษัตริย์ทรงเป็นที่มาของความยุติธรรมและเป็นผู้พิพากษาสูงสุดเพราะพระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าชีวิต ในทางปฏิบัติพระมหากษัตริย์มิได้ทรงบริหารงานด้านการยุติธรรม แต่ยังทรงสนพระทัยต่อฎีกา และการอุทธรณ์ต่อพระมหากษัตริย์ก็เป็นวิธีสุดท้ายที่จะกระทำได้
พระมหากษัตริย์ไทยเกือบทุกพระองค์ทรงให้ความสำคัญแก่การพิจารณาฎีกาของประชาชน เพราะเป็นวิธีหนึ่งที่เป็นประโยชน์ในการพระราชทานความเป็นธรรม การชำระกฎหมายครั้งใหญ่เพื่อทำประมวลกำหมาย หรือกฎหมายตราสามดวงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ก็มาจากมูลเหตุที่นายบุญศรีช่างเหล็กหลวงทูลเกล้า ฯ ถวายฎีกาเนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาพิพากษาคดีที่ถูกอำแดงป้อม ภรรยา ฟ้องหย่าแล้วพระเกษม ผู้พิพากษาได้ตัดสินให้หย่าได้ทั้งที่อำแดงป้อมเป็นฝ่ายผิดคือมีชู้ เมื่อตรวจสอบแล้วได้ความว่าบทกฎหมายที่เกี่ยวข้องไม่เป็นธรรม จึงต้องชำระสะสางกฎหมายทั้งหมดในภาพรวม
ในสมัยกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพิจารณาพิพากษาฎีกาในวัน ๘ค่ำ ๑๕ ค่ำ (ทุกวันพระ) ทรงมีประกาศเกี่ยวกับการยื่นฎีการ้องทุกข์ของประชาชนหลายฉบับ แม้กระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใกล้เสด็จสวรรคต ก็ยังมีพระราชหฤทัยห่วงใยในสันติสุขของประชาราษฎร มีพระราชดำรัสแก่ผู้เฝ้าพระอาการประชวรคือพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ที่สมุหกลาโหม เจ้าพระยาภูธราภัยที่สมุหนายก ว่า
“ถ้าสิ้นพระองค์ล่วงไปแล้วขอให้ท่านทั้งปวงจงช่วยกันทำนุบำรุงแผ่นดินต่อไปให้เรียบร้อยให้สมณพราหมณ์อาณาประชาราษฎร์ได้ที่พึ่ง อยู่เย็นเป็นสุขทั่วกัน ขอให้ทูลพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่ให้เอาเป็น พระราชธุระรับฎีกาของราษฎรอันมีทุกข์ร้อนให้ร้องได้สะดวกเหมือนพระองค์ได้ทรงรับเป็นพระธุระรับฎีกามาแต่ก่อน”
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตรากฎหมายเกี่ยวกับการถวายฎีกาทุกวันพระ เช่น แผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นบางวันไม่ได้เสด็จออกก็จะโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเสด็จออกทรงรับแทน และทรงกำหนดสถานที่และเวลา ตลอดจนเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความสะดวกเรียบร้อยในการถวายฎีกาด้วย
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เช่นเดียวกันที่ทรงให้ความสำคัญแก่การถวายฎีการ้องทุกข์ของประชาชนตลอดระยะเวลาแห่งการครองราชย์สมบัติ เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมราษฎรในท้องที่ต่างๆ เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรแหล่านั้นได้ดีขึ้น เราจะคุ้นตากับภาพที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับฟังเรื่องราวและปัญหาต่างๆจากราษฎรในท้องที่นั้นๆ กราบทูลอย่างใกล้ชิดในโอกาสดังกล่าวราษฎรสามารถกราบทูลข้อเดือดร้อนของตนเองหรือร้องเรียนเรื่องไม่ได้รับความเป็นธรรมจากข้าราชการหรือจากราษฎรด้วยกันเองต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจะทรงรับเรื่องราวเหล่านั้นและทรงมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลให้ความเป็นธรรม อาจกล่าวได้ว่าทรงได้รับฎีการ้องทุกข์จากราษฎรที่เดือดร้อนไม่ว่าจากเหตุใด และได้พระราชทานความเป็นธรรมและความช่วยเหลือตามควรแก่กรณีแก่ราษฎรผู้ที่เดือดร้อนเหล่านั้นเป็นจำนวนมากมายเหลือคณานับ
มีราษฎรจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาประสบความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ที่นาได้รับความเสียหายอย่างหนักเพราะกรมชลประทานระบายน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาจังหวัดชัยนาทเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่อยู่เหนือเขื่อน ราษฎรคนนี้ได้มีโทรเลขกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวขอพระราชทานความช่วยเหลือซึ่งพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระเมตตาโดยสั่งการให้กรมชลประทานลดประตูเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาทโดยให้ระบายน้ำแต่น้อย ประชาชนจึงรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ฎีการ้องทุกข์ที่ราษฎรทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าอยู่หัวโดยตรงมีจำนวนมากมาย ตั้งแต่เรื่องปลีกย่อยจนถึงเรื่องที่กระทบกับชนส่วนใหญ่ เช่น ขอพระราชทานยืมเงิน เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ขาดที่ดินทำกิน ขัดแย้งเรื่องที่ดิน เรื่องขอให้ได้ศึกษาต่อ ถูกกลั่นแกล้งให้ออกจากราชการ ขอพระราชทานงานทำ ฝนแล้ง น้ำท่วม จราจรติดขัด ฎีกาประเภทนี้ไม่มีอยู่ในกฎหมายไทย แต่เป็นช่องทางที่ราษฏรจะนำความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัว ราษฎรมักจะถวายเวลาเสด็จพระราชดำเนินหรือไม่ก็ถวายผ่านราชเลขาธิการ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถทรงเคยมีรับสั่งเล่าให้นักข่าวหญิง ฟังเมื่อพ.ศ.๒๕๒๓ ถึงเรื่องการถวายฎีกาของประชาชนว่า ราษฎรมักจะถวายต่อพระราชหัตถ์ของพระเจ้าอยู่หัว แต่เจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยจนบางครั้งก็เกินเลยถึงขั้นตรวจสอบเนื้อหาและระวังยับยั้งไว้ ราษฎรจึงต้องหาวิธีการอื่น เช่น
“ชาวบ้านภาคใต้ที่ฉลาด รู้ด้วยว่าจะถวายฎีกานี้ต้องทำอย่างไรเอาซ่อนไว้ใต้ดอกไม้ แล้วเอาดอกไม้นั้นมาให้บอกว่า นั่นข้างล่างนะฎีกาอยู่ข้างล่าง (ทรงพระสรวล) รู้จักด้วยนะซ่อนไว้ไม่เช่นนั้นฎีกานี้ตำรวจเขาจะตรวจค้นก่อน”
และทรงเล่าอีกว่า
“…เห็นสิรินธรกับจุฬาภรณ์ไปแย่งฎีกาจากตำรวจ โดยมาเป็นตำรวจราชสำนัก เขาไม่อยากให้ยุ่งการเมือง คือประชาชนเห็นเราใกล้เข้ามาก็คงจะชักออกมาจากชายพกหรือตะกร้า ตำรวจก็แย่งมาเสีย สององค์นี่ก็ไปวิ่งแย่งจากมือตำรวจ (ทรงพระสรวล)เสร็จแล้วแม่เล็กบอกเล็กได้มาแล้วๆ….”
แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงใส่พระทัยในปัญหาความเดือดร้อน และความทุกข์ยากของประชาชนของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง ดังที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงมีรับสั่งว่า
“ฝรั่งชมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่เหมือนใคร ทำให้สถาบันกษัตริย์ดำเนินอีกแนวหนึ่งเป็นแนวใหม่ที่ไม่มีในโลก ไม่มีที่ไหนในโลกที่พระมหากษัตริย์จะออกไปแล้วประชาชนนั่งเล่าถึงความทุกข์ แล้วก็พากันไปดูจนถึงหลังบ้าน”
นับเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ประชาชนรักพระมหากษัตริย์เหมือนลูกรักพ่อแม่เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนก็นึกถึงพ่อแม่ให้ช่วยเหลือ

ยอมจำนนหรือจะต่อสู้... หนทางเลือกสุดท้ายที่อมาตย์จำเป็นจะต้องเลือก

ที่มา thaifreenews

เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนสิ้นสุดสงครามอเมริกาได้ยื่นคำขาดให้กับรัฐบาลญี่ปุ่นเพียง 2 ทางเท่านั้นคือ จะยอมจำนนหรือจะต่อสู้ต่อไป ไม่มีหนทางอื่นให้เลือกได้ แม้ว่ารัฐบาลทหารของญีุ่ปุ่นจะรู้ว่าตนเองถูกรุกไล่และพ่ายแ้พ้ในทุก สมรภูมิ แต่ก็ยังรักเกียรติของตนเองมากกว่ารักประชาชน จึงปฏิเสธข้อเสนอนั้นและขอสู้ต่อโดยหวังว่า [font=Verdana]“สงครามครั้งสุดท้าย” [/font] คือการยกพลขึ้นบกเข้ายึดครองประเทศญี่ปุ่นของอเมริกาจะเป็นสงครามชี้ชะตากัน ว่า ใครจะแพ้ใครจะชนะ แต่หลังจากที่อเมริกายกพลขึ้นบกครั้งสุดท้ายที่โอกินาวาแล้ว อเมริกาก็เลือกใช้ยุทธวิธีที่ไม่ต้องเสี่ยงกับชีวิตทหารอีกด้วยเทคโนโลยีที่ เหนือกว่า นั่นคือใช้ระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ 2 เมือง พร้อมทั้งชีวิตชาวญี่ปุ่นนับแสนคนต้องสังเวยไปเพราะการตัดสินใจของคนเพียง กลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มเดียวเท่านั้น

ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศที่ท่าน นายกทักษิณและกลุ่มคนผู้รักประชาธิปไตย ที่กำลังดำเนินการต่อสู้กับเผด็จการอมาตย์อยู่ในขณะนี้ เริ่มส่งผลให้เห็นเป็นรูปธรรมและชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยความรู้ ความวิสัยทัศน์ ความคิด และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าเผด็จการอมาตย์อย่างเทียบกันไม่ติด โลกจึงเริ่มแคบลงสำหรับเผด็จการอมาตย์ที่ครอบครองประเทศนี้อยู่ในขณะนี้ ทุึกสมรภูมิในโลกนี้เผด็จการอมาตย์เริ่มพ่ายแพ้และลามเข้ามาถึงในบ้านของตน เองแล้วในขณะนี้

การที่รัฐบาลนี้เป็นศัตรูกับประเทศรอบบ้าน, การเป็นรัฐบาลที่ไม่มีจุดยืนในทางการเมืองระหว่างประเทศ, การเป็นรัฐบาลที่ต่อท่ออำนาจมาจากการรัฐประหาร, และเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แม้แต่ ABAC โพลที่เคยเป็นโพลสำรวจที่เข้าข้างเผด็จการอมาตย์ตลอดมา แบบสำรวจที่ำทำออกมายัีงแสดงให้เห็นว่าท่านนายกทักษิณ ที่มิได้อยู่ในประเทศไทยและถุกกล่าวหาตลอดมาว่า เป็น น.ช.ทักษิณ ได้รับความนิยมมากกว่านายกอภิสิทธิ์ ที่เป็นนายกคนปัจจุบันของประเทศนี้เสียด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นแล้วว่าทุกสมรภูมิรอบ ๆ ตัวของเผด็จการอมาตย์ที่เคยครองอำนาจอยู่เริ่มหมดอำนาจลง และเิริ่มเสื่อมความนิยมลงอย่างสิ้นเชิงแล้ว รอเพียงวันพ่ายแพ้เท่านั้นซึ่งจะมาถึงแน่ ๆ เพียงแต่ว่าจะถึงเมื่อไรเท่านั้น

หมุดตัวสำคัญที่เหมือนกับการ ยื่นคำขาดกลาย ๆ จากประชาชนผู้รักประชาธิปไตยมายังกลุ่มเผด็จการอมาตย์ก็คือ ประชาชนไทยทั่วทั้งประเทศนับแสนคนร่วมกันจัดงานทำบุญวันเกิดครบรอบ 60 ปีให้กับท่านนายกทักษิณโดยมิได้นัดหมายโดยรอบประเทศไทยถึง 61 จังหวัด และมีเสียงเรียกร้องกระหึ่มไปทั่วทั้งประเทศโดยผ่านทางการถวายฎีกานับล้าน รายชื่อว่า “ขอให้ท่านนายกทักษิณได้รับการอภัยโทษ และกลับมาสู่ประเทศไทย” นี่คือสัญญาณที่บอกออกมาแล้วว่า เผด็จการอมาตย์ท่านกำลังสู้อยู่กับคู่่ต่อสู้ที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่ชั่ว ชิวิตนี้ท่านเคยพบมานั่นคือ “ประชาชนทั้งชาติ”

ทาง เลือกเวลานี้ของเผด็จการอมาตย์มีหนทางให้เลือกเดินเพียงสองเส้นทางเท่านั้น คือ 1.ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปตามกระแสโลกโดยยอมเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็น ประชาธิปไตย โดยถอยตัวเองและพวกพ้องออกไปจากศูนย์อำนาจปล่อยให้ประชาชนในประเทศนี้ตัดสิน ใจเลือกทางเดินของเขาเองตามวิถีทางประชาธิปไตย ผลก็คือจะเกิดการเปลี่ยนผ่านอย่างสงบสุข และเผด็จการอมาตย์ก็ยังคงได้รับการยอมรับเคารพนับถือและรักษาสถานภาพจาก ประชาชนในชาติได้ต่อไป หรือ 2. ปฏิเสธที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงใด ๆ แต่ยังคงใช้อำนาจที่เหลืออยู่กดขี่คนในชาติต่อไป อาจจะโดยการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจอีกครั้งแบบเบ็ดเสร็จ หรือการใช้อำนาจอิทธิพลที่มีอยู่จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติก็ตามที ผลที่จะเกิดตามมาก็คือการนองเลือด การฆ่าฟันทำลายล้างกันของคนในชาติอย่างรุนแรง และสุดท้ายสถานภาพของเผด็จการอมาตย์ก็จะถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิงในที่สุด แม้ว่าประชาชนจะเป็นฝ่ายสูญเสียอย่ีางมากก็ตาม...

ผมเชื่อว่าด้วย ความเป็นคนไทยเป็นผู้ที่เกิดในประเทศไทยเหมือนกัน มีเชื้อสายเดียวกันเผ่าพันธุ์เดียวกันสิ่งนี้เป็นเหมือนสายโซ่ที่มองไม่เห็น ที่ผูกพันความเป็นชาติไทย และคนเชื้อชาติไทยเอาไว้ด้วยกัน ผมมองด้วยมุมมองที่ดีว่าในที่สุดแล้วเผด็จการอมาตย์จะมีจิตใจที่มีความเป็น คนไทย รักประชาชนในประเทศมากกว่าความยิ่งใหญ่หรืออำนาจของตนเอง โดยยอมปล่อยอำนาจที่อยู่ในมือให้ประชาชนเสียโดยไม่ต้องมีใครเสียเลือดเนื้อ อีกต่อไป....

แต่ถ้าการณ์กลับกลายเป็นตรงกันข้ามทหารเกิดขับรถถัง ออกมาแล้วประกาศยึดอำนาจในประเทศนี้อีกไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ครั้งนี้คงจะไม่ง่ายดายเหมือนเมื่อครั้ง 19 กันยาน 2549 อีกแล้ว ขณะนี้กลุ่มขั้วอำนาจในประเทศนี้ก็แบ่งขั้วกันชัดเจน กระแสข่าวการปลด พล.ต.อ. พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดถึงความขัดแย้งกันระหว่างขั้วอำนาจเดิมที่มีอา มาตย์สี่เสาเป็นแกนหลัก กลับกลุ่มขั้วอำนาจใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นโดยมีอำนาจรัฐและกองทัพเป็นฐาน กำลัง นี่คือความแตกร้าวของฐานอำนาจที่เคยทรงพลังของเผด็จการอมาตย์ในคราวที่รวม พลังกันล้มล้างรัฐบาลของท่านนายกทักษิณเมื่อหลายปีที่ผ่านมา....

ความ ขัดแย้งอย่างหนักระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคร่วมรัฐบาลในเรื่องการแก้ไข รัฐธรรมนูญ, ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของชาติที่ส่งผลกระทบกับประชาชนในวง กว้าง, ความล้มเหลวในการป้องกันไข้หวัด 2009 ที่ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีผู้เสียชีวิตติดอันดับโลก, แรงกดดันของประชาชนจากกลุ่มประชาชนผู้รักประชาธิปไตยที่แสดงให้เห็นแล้วว่า พวกเขารวมตัวกันมากยิ่งขึ้นและแสดงให้เห็นมากขึ้นทุกทีว่าไม่ยอมรับอำนาจการ ปกครองของรัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ อีกต่อไป....

การรวบรวมรายชื่อถวาย ฎีกาที่มีคนมาร่วมลงชื่อมากกว่า 5 ล้านชื่อนี้ แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ประชาชนจำนวนมากในประเทศนี้ พร้อมแล้วที่จะลุกขึ้นต่อสู้กับอำนาจอันไม่เป็นธรรมที่ครอบคลุมประเทศนี้ อยู่ สงครามประชาชนอาจจะเกิดขึ้นเมื่อไรก็ได้ถ้าเผด็จการอมาตย์เกิดหน้ามืดใช้ กองทัพเข้ายึดอำนาจเพื่อปิดประเทศ เวลานี้เส้นแบ่งระหว่างความสงบในชาติกับการที่ประเทศชาติจะลุกเป็นไฟด้วย สงครามประชาชนนั้นมีเส้นแบ่งที่บางมาก ทุกอย่างอยู่ที่ความต้องการของเผด็จการอมาตย์ว่า “ต้องการให้ประเทศนี้จะมีสภาพที่เปลี่ยนไปอย่างไร” และแน่นอนว่าผลที่เกิดจากเลือกของพวกเขานี้จะส่งผลที่จะทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

ปูนนก


แสดงความคิดเห็นคลิกต่อที่นี่
http://www.thaifreenews.org/forum/index.php?topic=928.0

พระราชบัญญัติความมั่นคงและรัฐบาลแห่งชาติชนวนระเบิดประเทศไทย

ที่มา thaifreenews

สถานการณ์ทางการเมือง ขณะนี้กำลังร้อนแรง และรุกไล่จนเผด็จการอมาตย์แทบจะหมดตาเดินเสียแล้ว ระยะเวลาที่ผ่านมานับร้อยปีตลอดประวัติศาสตร์ชาติ เผด็จการอมาตย์ได้สร้างกำแพงปิดกั้นการเข้าถึงระหว่างประชาชนกับพระมหา กษัตริย์ของเขามาอย่างยาวนาน ประชาชนไทยต่างล้วนให้ความเคารพรักเทิดทูนบูชากษัตริย์ของตนมาทุกยุคทุก สมัย สิ่งหนึ่งที่เป็นปฏิปักษ์กับความรู้สึกของประชาชนไทยอย่างไม่อาจจะยกโทษกัน ได้ก็คือการถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ “ไม่จงรักภักดี” ความรักเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทยนั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่กฎเกณฑ์ หรือระเบียบปฏิบัติ แต่สิ่งนี้เป็นสายเลือด เป็นวัฒนธรรม เป็นสามัญสำนึก ที่ถูกประทับอยู่ภายใต้จิตวิญญาณของคนไทยไปเสียแล้ว.....

การร่วมลง ชื่อถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ที่ประชาชนไทยร่วมใจกันทำขึ้นใน ครั้งนี้ เป็นการทำลายกำแพงที่เผด็จการอมาตย์ได้ร่วมกันสร้างขึ้นให้พังทลายลง เป็นการเข้าถึงโดยตรงที่ประชาชนไทยจะสามารถติดต่อกับพระมหากษัตริย์ของเขา ได้ ด้วยเหตุนี้เองเราจึงเห็นการดาหน้าออกมาต่อต้านการถวายฎีกาที่ประชาชนจะมี ต่อพระมหากษัตริย์ในครั้งนี้อย่างกว้างขวาง และดูเหมือนการต่อต้านจะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยครั้งแรกเริ่มจากการที่มีเหล่านักวิชาการ หรือ ราชนิกูลหางแถวบางคนออกมาแสดงความเห็นต่อต้านการถวายฎีกา จากนั้นก็มีเหล่าองคมนตรีบางคนออกมาต่อต้าน แล้วก็ลามมาสู่ระดับจังหวัดและหน่วยงานของรัฐถึงขั้นตั้งโต๊ะให้ประชาชนลง ชื่อคัดค้านการถวายฎีกากันแล้ว....

ในการสงครามนั้นทุก ๆ สมรภูมิล้วนมีความสำคัญเพื่อนำไปสู่ชัยชนะในบั้นปลายของสงครามทั้งสิ้น สงครามการต่อสู้กับเผด็จการอมาตย์เพื่อนำไปสู่ประชาธิปไตยนี้ก็เช่นกัน สมรภูมิการถวายฎีกาครั้งนี้ก็จะเป็นการต่อสู้เพื่อนำไปสู่ชัยชนะหรือพ่ายแพ้ ในสงครามครั้งนี้ดุจเดียวกัน เผด็จการอมาตย์สามารถควบคุมองคาพยพทุกส่วนของประเทศนี้ได้แทบทั้งหมด ยกเว้นสิ่งเดียวที่ควบคุมไม่ได้ นั่นคือ “ศรัทธาของประชาชน” การรวมตัวกันของประชาชนเพื่อยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการทำลายกำแพงเพื่อเข้าถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์โดยตรง เท่านั้น แต่เป็นการรวมตัวกันของประชาชนจำนวนมากที่แสดงออกให้เห็นว่าพวกเขาไม่ยอม รับการปกครองของเหล่าเผด็จการอมาตย์อีกต่อไป....

เผด็จการอมาตย์จะ ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะขัดขวางการถวายฎีกาของประชาชนในครั้งนี้ มิให้ไปถึงพระมหากษัตริย์ของพวกเขาได้อย่างแน่นอน โดยการสร้างมวลชนเทียมขึ้นมาให้เกิดการปะทะกับมวลชนในประเทศนี้ ในลักษณะเดียวกับที่ได้พยายามกระทำมาตลอดคือต้องกรให้เกิดความรุนแรงใน ลักษณะการปะทะกันของกำลังมวลชนเพื่อให้เกิดสถานการณ์ที่ตึงเครียดขึ้นใน ประเทศนี้ แล้วในที่สุดก็จะขยายสถานการณ์จนควบคุมไม่ได้เพื่อจะได้ใช้สถานการณ์นั้น ประกาศใช้พระราชบัญญัติความมั่นคง หรือพระราชบัญญัติสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อใช้ควบคุมประชาชนทั้งประเทศ....

ขณะที่รัฐบาลเทพประทานล้มเหลวในการบริหารประเทศทุกด้าน “รัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติ” ก็จะถูกแต่งตั้งขึ้นโดยน้ำมือของเหล่าเผด็จการอมาตย์เอง โดยอ้างความจงรักภักดี ความสมานฉันท์ ความสงบในประเทศมาเป็นเครื่องล่อ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในก็คือ “อำนาจปกครองในประเทศนี้ก็จะยังคงอยู่ในเงื้อมมือของเผด็จการอมาตย์ต่อไป” โดยมีกฎหมายความมั่นคงเป็นเครื่องปิดปาก.....

เวลา นี้ไม่ใช่เวลาที่จะนำคำพูดสวยหรูเรื่องความสมานฉันท์มาใช้อีกต่อไปแล้ว ประชาชนที่ร่วมกันลงชื่อถวายฎีกาในครั้งนี้ มีตั้งแต่ระดับชาวบ้านธรรมดาที่อ่านหนังสือไม่ออก จนถึงระดับดอกเตอร์นักวิชาการผู้ทรงความรู้ ผู้คนทั้ง 5.4 ล้านเหล่านี้พวกเขาพร้อมแล้วที่จะบอกว่า เขาไม่ต้องการอยู่ภายใต้การปกครองของเผด็จการอมาตย์อีกต่อไป พวกเขาไม่ต้องการความอยุติธรรมที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้ พวกเขาเรียกร้องความเป็นธรรมและประชาธิปไตยที่พวกเขาจะมีส่วนร่วมในการกำหนด ชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเขาเอง....

เวลานี้ประชาชนไทยไม่มีทางออกใดอีกแล้วนอกจากขอพึ่งใน “พระบรมโพธิสมภาร” ของพระมหากษัตริย์ไทยที่จะทรงเข้ามาช่วยเหลือและขจัดปัดเป่าความทุกข์ยากของ พวกเขาออกไป หนทางอื่น ๆ ที่ได้พยายามกันมาแล้วไม่ว่าจะเป็นทางการเลือกตั้ง (ถูกโค่นล้ม), โดยรัฐสภา (ถูกตุลาการตัดสินอย่างไม่ยุติธรรม), การชุมนุมประท้วง (ถูกกองทัพปิดล้อมสังหาร), การยื่นข้อเรียกร้องทางองค์กรอิสระ (เรื่องถูกเก็บลืม), ในขณะที่สื่อและนักวิชาการก็พยายามที่จะปิดเบือนเจตนารมณ์ และใส่ร้ายต่าง ๆ ....

ประชาชนไทยเหลือทางหายใจอยู่เพียงทางเดียวเท่านั้นที่จะถามหา ความเป็นธรรมและความยุติธรรมภายในประเทศนี้คือ การยื่นถวายฎีกาด้วยความสงบและจงรักภักดีในครั้งนี้ เป็นสายใยเส้นสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ที่จะไม่ทำให้ประชาชนภายในประเทศไม่ ลุกขึ้นเรียกร้องความเป็นธรรมด้วยความรุนแรง ประชาชน 5.4 ล้านคนที่ร่วมลงชื่อถวายฎีการ้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ กับอาจารย์นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยจุฬาฯ ที่ร่วมลงชื่อ 300 คน มันเทียบกันไม่ได้ในด้านของปริมาณ.....

เผด็จการอมาตย์อย่าพยายาม ผลักให้ประชาชนไปยืนฝ่ายที่เป็นศัตรูกับพวกท่านเลย เพราะปริมาณมันเทียบกันไม่ได้อย่างแน่นอน ไม่มีใครต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นในประเทศนี้ แต่ถ้าประชาชน 5.4 ล้านต้องสูญเสียไปสัก 10,000 คน ผลกระทบมันเล็กน้อยมากในด้านจำนวนปริมาณ ตรงข้ามถ้านักวิชาการเหล่านั้นต้องสูญเสียไปเพียง 250 คน เป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวนะครับ....

ประเทศนี้ต้องการประชาธิปไตย มอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนไทยที่พวกท่านแย่งชิงไปคืนมาสู่พวกเขาเถอะครับ....

ปูนนก

Wednesday, August 5, 2009

พท.ร้องป.ป.ช.สอบ"ชวรัตน์"ตั้งโต๊ะถอนชื่อ"ถวายฎีกา อ้างขัดกม. "จตุพร"ไม่สนเดินหน้าล่าต่อมั่นใจยอด10ล.

ที่มา มติชนออนไลน์

"จตุพร"ไม่สนตั้งโต๊ะคัดค้าน ลั่นเดินหน้าล่าชื่ออีกชุดหนุนยื่น"ถวายฎีกา" ถือเป็นตัวตัดสิน มั่นใจรวมแล้วยอดเหยียบ 10 ล้านคน โวยใช้งบ ประมาณทำสื่อโจมตีเสื้อแดง เพื่อไทยยื่นป.ป.ช.สอบ"ชวรัตน์" อ้างขัดม.157 จวกมท.ทำเกินหน้าที่บ้านเมืองแตกแยก


พท.ร้องป.ป.ช.สอบ"ชวรัตน์"ขัดกม.

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการป.ป.ช. เพื่อให้ตรวจสอบกรณีที่นายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รมว.มหาดไทย มีคำสั่งให้นายวิชัย ศรีขวัญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ให้ออกคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทั่วประเทศ จัดตั้งโต๊ะอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่ต้องการถอดถอนรายชื่อที่เคยลงไว้ในการถวายฎีกา ซึ่งถือเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และถือเป็นการปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขอตั้งข้อสังเกตว่าเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่ เพราะคำว่าฎีกานั้น มีความหมายถึงคำร้องทุกข์ที่ราษฎรสามารถทูลเกล้าฯถวายต่อพระมหากษัตริย์ และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 191 บัญญัติว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ


นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ดังนั้นถือว่าการดำเนินการของประชาชนที่อยู่ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ และเมื่อรัฐบาลออกมาต่อต้าน จะกลายเป็นการขัดขวางการใช้พระราชอำนาจของพระองค์ได้ อีกทั้งทำให้ประชาชนเกิดความแตกแยกกันมากขึ้น แต่ถ้าปล่อยให้ประชาชนดำเนินการไปตามขั้นตอน สุดท้ายเมื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกาไปแล้วก็เป็นเรื่องที่จะทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งทุกฝ่ายต้องน้อมรับ


"วันนี้กระทรวงมหาดไทยทำเกินหน้าที่ และทำให้บ้านเมืองมีความแตกแยก เพราะมีการให้จังหวัดตั้งโต๊ะให้ประชาชนลงชื่อ โดยที่ประชาชนไม่รู้ว่าเป็นการนำมาถอนฎีกา จึงอยากให้ป.ป.ช.ตรวจสอบ เพราะผมยอมรับว่าประชาชนหนึ่งเสียงไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรเราต้องฟัง เสียงของแมลงสักหนึ่งเสียงที่อยู่ข้างหูเราๆต้องฟัง แต่วันนี้ประชาชนเกือบ 6 ล้านรายชื่อที่มีเสียงตามรัฐธรรมนูญสามารถดำเนินการไปได้" นายพร้อมพงศ์ กล่าว

"เสื้อแดง"เดินหน้าล่าชื่อหนุนฎีกา

ก่อนหน้านี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรค พท. และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคมว่า เหตุผลที่คนเสื้อแดงต้องลงชื่อสนับสนุนการถวายฎีกา เพราะที่ผ่านมามีการสั่งการให้จังหวัดกดดันให้ประชาชนถอนชื่อ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นการลงชื่อเพื่อคัดค้านการถวายฎีกาแทน ดังนั้นจากวันนี้จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม ที่คนเสื้อแดงจะนำใบฎีกายื่นต่อสำนักพระราชวัง คนเสื้อแดงจะรวบรวมรายชื่อประชาชนอีกครั้งหนึ่ง โดยประชาชนที่ต้องการลงชื่อสนับสนุนการถวายฎีกา ต้องไม่เป็นผู้ที่เคยลงชื่อถวายฎีกามาก่อน การรวบรวมรายชื่อสนับสนุนครั้งนี้จะเป็นการเปรียบเทียบกันระหว่างผู้ที่สนับสนุนและคัดค้านการถวายฎีกา คาดว่าจะมีประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุนจำนวนมาก หากรวมกับยอดที่ลงชื่อถวายฎีกาไปแล้ว จะมีถึง 10 ล้านคน

นายจตุพร กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องขอความร่วมมือให้ส.ส.พรรค พท.ช่วยรวบรวมรายชื่อให้ เพราะประชาชนที่ต้องการสนับสนุนการถวายฎีกาจะมาหาส.ส.เอง เพราะคนเหล่านั้นถูกบีบบังคับจากจังหวัดและอำเภอให้ลงชื่อคัดค้านการถวายฎีกา


ปูดใช้งบฯ รัฐทำสื่อโจมตีเสื้อแดง


"ขณะนี้มีการใช้งบประมาณรัฐจัดทำหนังสือโจมตีแกนนำเสื้อแดง ด้วยถ้อยคำที่เป็นเท็จ พิมพ์โดยโรงพิมพ์กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ขอเตือนบรรดาข้าราชการทั้งหลายที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ท่านเชิญหาความสำราญกันให้สบาย แต่ถ้าเรากลับไปเมื่อไหร่คุณโดนแน่" นายจตุพรกล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า สาเหตุที่กำหนดถวายฎีกาวันที่ 17 สิงหาคม เพราะตั้งใจกดดันศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะตัดสินคดีกล้ายางของนายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจให้ตรงกัน แต่ที่กำหนดวันที่ 17 สิงหาคม เพราะกระบวนการตรวจสอบเอกสารจะแล้วเสร็จวันที่ 15 สิงหาคมซึ่งเป็นวันเสาร์ วันที่ 16 สิงหาคม เป็นวันอาทิตย์ก็ยื่นไม่ได้ คาดว่าจะมีประชาชนมาร่วมถวายฎีกาไม่น้อยกว่า 3-4 แสนคน หลังถวายฎีกาจะแยกย้ายกันกลับ จะไม่มีการชุมนุมต่อ


"ล่าสุดผมเห็นข่าวพล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส.ออกมาให้สัมภาษณ์การถวายฎีกาอาจนำไปสู่การปฏิวัติ ซึ่งใครอยากปฏิวัติอีกก็เชิญ แต่คนเสื้อแดงจะต่อสู้ โดยคนเสื้อแดงเป็นแค่เหยื่อ แต่ความจริงคืออดีต คมช.แตกกันเอง" นายจตุพรกล่าว

ทวิตเตอร์แม้ว ทักษิณไลฟ์ ที่หนึ่งในเอเชีย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24351

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงครองอันดับ 1 ของการเป็นมิสเตอร์ทวิตเตอร์ ด้วยผลโหวตที่มีมากกว่า 4,000 คะแนน

ผลการโหวตมิสเตอร์ทวิตเตอร์ ที่จัดโดยห้างสรรพสินค้ามอลล์เพลซ ร่วมกับกลุ่มผู้เล่นทวิตเตอร์ ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฎว่า ในโซนเอเชีย Thaksinlive ซึ่งเป็นทวิตเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงได้รับการโหวต มากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ด้วยผลโหวตที่มีมากกว่า 4,000 คะแนน ตามมาด้วยอันดับที่สอง คือ Chaturon ของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย สำหรับ PM_Abhisit ซึ่งเป็นทวิตเตอร์ ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หล่นไปอยู่ในอันดับที่หนึ่งร้อยกว่า ทั้งนี้ 5 อันดับแรก ของโซนเอเชีย ที่ได้รับการโหวตมากที่สุด เป็นทวิตเตอร์ของผู้เล่นคนไทย

ทวิตเตอร์ (Twitter) เป็นบริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ จำพวกไมโครบล็อก ก่อตั้งโดยบริษัท Obvious Corp เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2549 ที่ซานฟรานซิสโก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยผู้ใช้สามารถส่งข้อความ ยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งข้อความอัพเดท ที่ส่งเข้าไปยังทวิตเตอร์ จะแสดงบนเว็บเพจของผู้ใช้คนนั้น บนเว็บไซต์ และผู้ใช้คนอื่นสามารถเลือกรับข้อความเหล่านี้ ทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ อีเมล เอสเอ็มเอส เมสเซนเจอร์ หรือผ่านโปรแกรมเฉพาะ อย่าง Twitterific Twhirl

แดงน่านเปิดศูนย์ประสานงานเคลื่อนไหว แดงใต้รวมพลบ้านนายชวน16ส.ค.ปักธงแดงทั้งปักษ์ใต้

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
5 สิงหาคม 2552





"กลุ่มรักน่าน52" หรือกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ จังหวัดน่าน ได้เปิดศูนย์ประสานงานคนเสื้อแดงน่านไปเมื่อวานนี้(4ส.ค.) เพื่อให้มีศูนย์ประสานงานที่เป็นเอกภาพ โดยศูนย์ประสานงานคนเสื้อแดงจังหวัดน่านตั้งอยู่บริเวณสามแยกพานิชย์จังหวัด หลังวัดศรีพันต้น มี ร.ต.ต.สมศักดิ์ แพทย์สมาน เป็นแกนนำ

ผู้ใช้นามแฝง ~ UDD_jora ~ สมาชิกกลุ่มเปิดเผยว่า ได้รวมตัวกันในชื่อ "รักน่าน 52" ก่อตั้งเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2552โดยกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนในช่วงแรกเริ่ม ในช่วงที่เราไม่รู้ว่าใครเสื้อแดง/เสื้อเหลือง หลังจากก่อตั้งแล้วไม่นาน จำนวนคนเสื้อแดงก็ได้เข้ามาร่วมกลุ่มกับเราเป็นจำนวนมาก เป็นเครือข่ายถึงกลุ่มย่อยๆ ในต่างอำเภอ (เช่น เวียงสา 52 , ท่าวังผา 52 , เชียงกลาง 52 , ฯลฯ) และ กลุ่มคนที่ไม่กล้าแสดงออกมารวมกัน

จนต่อมาได้มีการจัดปราศัยใหญ่ในจังหวัด 1 ครั้ง ในวันที่ 23 มีนาคม 2552 ต่อจากการปราศัยใหญ่ของทางเชียงราย ก่อนที่จะมีการรวมตัวใหญ่ที่สนามหลวง และ ผ่านเหตุการหน้าทำเนียบ พัทยา สามเหลี่ยมดินแดง ฯลฯ เหมือนกับกลุ่มเสื้อแดงจังหวัดต่างๆที่ได้ประสบกันมา

หลังจากเหตุการณ์ 13 เมษา(สงกรานต์)เลือด ทั้งการประการ พรก.ฉุกเฉิน ทำให้แกนนำหลักๆ และ แกนนำกลุ่มย่อย ที่ได้ไปร่ามในเหตุการณ์ด้วยกันได้แยกย้ายกันไปเก็บตัวตามที่ต่างๆ และ ติดต่อกันยากลำบากขึ้น บ้างก็โดนข่มขู่ บ้างก็มีการส่งทหารไปวนเวียนตามบ้านแกนนำ จนมีการหยุดเคลื่อนไหวไปพักใหญ่ๆ แต่ก็ไม่ได้หยุดเลยทีเดียว แกนนำแต่ละคนที่ต่างก้อแยกย้ายกันไป ได้มีการพยามติดต่อประสานงานกันได้ในที่สุด จนในวันนี้ สามารถติดต่อได้กันเกือบทุกคนแล้ว

สำหรับกิจกรรมของกลุ่มที่ผ่านมา สรุปได้หลักๆคือ

1. ปราศัยใหญ่ในวันที่ 23 มีนาคม 2552 (มีการโฟนอินจากนายกฯทักษัณ)โดยมีแกนนำ นปช. เช่น คุณจตุพร พรหมพันธ์ , คุณ ชินวัฒน์ หาบุญพาด , คุณวิภูแถลง , คุณพิษนุ , คุณมุก เมทินี , น้องเบียร์ (TYDO) และ ทีมงาน newskythailand.com

2. เดินทางเข้าร่วมชุมนุมหน้าทำเนียบรัฐบาลร่วมกับส่วนกลางช่วงสงกรานต์เลือด

3. ชุมนุมบริเวณข่วงเมืองน่าน(ลานวัฒนธรรม)ในวันที่ 8 เมษายน 2552 คู่ขนานพร้อมกับเวทีใหญ่ส่วนกลาง ต่อเนื่องถึงวันที่ 13 เมษายน 2552

4.เข้าร่วมชุมนุมใหญ่ที่กรุงเทพฯในวันที่ 24 และ 27 มิถุนายน 2552

5.นอกจากความเคลื่อนไหวภายในจังหวัดแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวในโลกไซเบอร์ ในกลุ่ม UDD , องค์กรเสรีปัญญาชน(TYDO)
และ กลุ่มที่ต่อต้านเผด็จการอื่นๆ อีกด้วย

แดงใต้ปักธงทั่วปักษ์ใต้16ส.ค.นี้

ผู้ประสานงานกลุ่มเสื้อแดงภาคใต้ 14 จังหวัดเปิดเผยว่า ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ขอเชิญพี่น้องเสื้อแดงปักษ์ใต้ 14 จังหวัดร่วมงานเลี้ยงโต๊ะจีนที่ตัวตลาด อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง เพื่อร่วมกันปลดแอกและประกาศอิสรภาพ จากการถูกกดหัวจากอำมาตย์และพรรคประชาวิบัติย์ แมงสาบชาติชั่ว

"เราจะปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้ เอาให้แดงทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ไปเลย ครับ หรอยแน่ หรอยแน่ "