WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 7, 2009

รักษาการ ผบ.ตร.

ที่มา ไทยรัฐ

ก่อนอื่นต้องขอประท้วงองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ ดูแลความเป็นธรรม กรณีข้าราชการประจำถูกรังแก ไม่ว่าจะเป็น ก.พร. สมาคมข้าราชการพลเรือน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือสมาคมข้าราชการตำรวจ เป็นต้น ไม่ทราบว่าหมดไฟตั้งแต่เมื่อไหร่

แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่ผ่านมา เกิดความไม่ชอบมา พากล ออกอึกทึกครึกโครม ทำเป็นเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กันหมด หรือว่ามีอะไรปิดหูปิดตาอยู่

รายของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ถูกรุกหนักเพราะอะไร จากใคร น่าจะรู้กันอยู่เต็มอก งานนี้ต้องเสี่ยงกับอำนาจที่เข้ามาแทรกแซงการเมือง หวังผลคดีความต่างๆที่เกิดจากวิกฤติการเมืองที่ผ่านมา เพราะฉะนั้น การโยกย้ายตำรวจครั้งมโหฬาร จึงจะเป็นตัวชี้วัดว่าใครจะอยู่จะไป

ใครจะถูกล็อกด้วยข้อกฎหมาย

แล้วการเมืองในขณะนี้มีอยู่สองขั้วที่กำลังประลองกำลังชิงความเป็นหนึ่งในการกดดันอำนาจรัฐกันอยู่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นแค่หมากที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งถ้าหมากเกมนี้ใครเพลี่ยงพล้ำก็หมายความว่าจะต้องถูกรุกจนตกกระดาน

นาทีนี้ไม่มีคำว่า ยุติธรรม ชอบธรรม หรือจริยธรรม มีแต่ใครทำได้ทำเอา จับตารักษาการแทน ผบ.ตร.พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ทำหน้าที่แทน พล.ต.อ.พัชรวาท ระหว่างวันที่ 4-14 สิงหาคมนี้

เป็นนักเรียนนายร้อยรุ่นที่ 28 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษา (สบ 10) ทำหน้าที่ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ อาทิ ดูแลการเลือกตั้ง ดูแลความสงบในการชุมนุมทางการเมือง รักษาความปลอดภัยท่าอากาศยาน

รับราชการตั้งแต่ปี 2518 เป็น รอง สว.ผ.5 กก.สส.น.พระนครเหนือปี 2519 รอง สว.ผ.ศึกษาอบรม กก.นผ.บก.อก.บช.น.ปี 2521 รอง สว.ผ.1 กก.สส.น.พระนครใต้ ปี 2522 มาเป็นผู้ช่วยนายเวร อธิบดีกรมตำรวจ ปี 2514-2538 เป็นนายตำรวจประจำราชสำนัก ปี 2539-2540 เป็นรองหัวหน้านายตำรวจประจำราชสำนัก ปี 2545 เป็นหัวหน้านายตำรวจประจำราชสำนัก ปี 2549 ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ รอง ผบ.ตร. ซึ่งถ้าจะเอาไปคุมคดียิงสนธิก็ดูทะแม่ง

ได้รับความไว้วางใจให้เป็น ผอ.เฉพาะกิจการรักษาความปลอดภัย และการจราจรจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมที่เกี่ยวข้องในฐานะไทยดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน

แต่ในบัญชีอาวุโสของ ตร.ปัจจุบัน พล.ต.อ.วิเชียร ยังไม่ได้ถูกจัดลำดับอาวุโส เนื่องจากไม่เคยได้ครองตำแหน่งหลัก

ปัจจุบันอายุ 56 ปี ยังมีอายุราชการเหลืออยู่ถึง 4 ปี

นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า การที่นายกฯอภิสิทธิ์ตัดสินใจแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.วิเชียร นั่งรักษาการ ผบ.ตร.มีฝ่ายหนึ่งนั่งยิ้มด้วยความยินดี รุกคืบได้สำเร็จ มีหรืออีกฝ่ายจะยอมเสียท่า จับตาเกมรุกกลับเอาคืน.

หมัดเหล็ก

จุดตายอยู่ที่คิวงาบ!

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24709

"ปีนี้ไม่มีการปรับ ครม.แน่นอนครับ"

ฟอร์มเก๋ามาเลย โดยบทตีกินของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล รีบชิงจังหวะ "ตีตั๋วยาว"

พูดเหมือนให้ไปลุ้นกันอีกทีปีหน้า ทั้งๆที่สถานภาพของรัฐบาลประชาธิปัตย์ในสายตาของเซียนการเมืองทั่วไป

ต้องลุ้นต่ออายุแบบเดือนต่อเดือน

และก็เป็นอะไรที่พยายามจะให้แตกต่างจากบรรยากาศ "รูทีน" ประจำวัน กับรายการแถลงใหญ่ผลงานรอบ 6 เดือนรัฐบาล นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำทีมรัฐมนตรีนั่งเป็นวงออเคสตร้า สรุปผลงานสำคัญๆ


ทั้งเรื่องเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร ต้นกล้าอาชีพ 5 มาตรการลดค่าครองชีพ เช็คช่วยชาติ ชุมชนพอเพียง สินเชื่อเอสเอ็มอี อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน และแผนไทยเข้มแข็ง 7 ด้าน คือ แหล่งน้ำ ขนส่ง การศึกษา สาธารณสุข ท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ และการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

โดยที่นโยบายของรัฐบาลได้ถูกแปรสภาพเป็นกว่า 100 มาตรการ ที่มั่นใจว่าจะนำไปสู่ความสุขของคนไทยได้จริง

ในอารมณ์ของความพยายามจะให้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย


แต่โดยเนื้องานก็ยังเห็นลอยๆอยู่ในหนังสือ "ผลงานในรอบ 6 เดือน" ทั้งฉบับเต็ม สำหรับสื่อมวลชน ส.ส. ส.ว. และฉบับย่อสำหรับประชาชน

ก็อย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ชิงออกตัวก่อนเลยว่า เมื่อปลายปีทุกคนมีความทุกข์และกังวลกับวิกฤติเศรษฐกิจและการเมือง โดยในวันนั้นไม่มีใครมองเห็นทางออก และตนเองทราบดีตั้งแต่วันแรกที่ทำงานว่า วิกฤตินั้นไม่ง่ายเพราะมีความรุนแรงมาก จึงให้คำมั่นว่าจะทุ่มเททำงานยึดประโยชน์ประเทศชาติ โดยมีเป้าหมายคือความสุขของคนไทย

ตามสคริปต์อ้อนขอความเห็นใจ

ภายใต้เงื่อนไขข้อจำกัดวิกฤติการเมืองซ้ำวิกฤติเศรษฐกิจ ก็พอฟังได้ แม้จะอ้างกันบ่อย ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจตรงกัน

"อภิสิทธิ์" ประคองตัวมาถึงนาทีนี้ได้ก็เก่งแล้ว


รัฐบาลปั่นผลงานไม่ออกเป็นประเด็นรายวัน ฟังกันจนชินหู

ถ้าไม่บังเอิญว่ามันดันมีเรื่อง "โกง" แทรกเข้ามา กับรายการตุกติกในโครงการเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อยกระดับชุมชนหรือ "ชุมชนพอเพียง" ที่เพี้ยนเป็น "ชุมชนแพงเพียบ"

และที่ใหญ่กว่า มันนัวเนียๆอยู่ในหมู่คนของประชาธิปัตย์เอง

นี่ต่างหาก "จุดตาย"


โดยปมอันตรายที่รู้อยู่แก่ใจ ไม่อย่างนั้นนายกฯอภิสิทธิ์คงไม่รีบแสดงความ "บริสุทธิ์ใจ" ด้วยการตั้งคณะกรรมการของพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาสอบกันเองเป็นการภายใน

ยังไม่วายโดนดักคอ รีบตัดตอนชิงจังหวะเบี่ยงกระแส

และล่าสุดก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์เองที่รีบโบ้ย เข้าใจว่าหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต น่าจะทำมาตั้งแต่โครงการเอสเอ็มแอลในสมัยรัฐบาลของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร

ออกแนวโยนกลองรัฐบาลเก่า

และก็ตามฟอร์ม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคนประชาธิปัตย์ "อภิสิทธิ์" บอกปัด เป็นแค่ระดับท้องถิ่น การเมืองในพื้นที่ระดับ ส.ก. และ ส.ข.

ประทับตราเครื่องฟอกยี่ห้อประชาธิปัตย์

แต่โดยรูปการณ์ที่ "รอยคราบฝังลึก" ซะแล้ว ลบยาก


ตามเกมได้ทีขี่แพะไล่ขย่ม ทีมงานพรรคเพื่อไทยรุกเข้ายื่นหนังสือต่อนายวิลาศ จันทรพิทักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาฯ เพื่อขอให้ตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง ที่พรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบพบความไม่ชอบมาพากลอย่างชัดเจนแล้ว

พร้อมกับยื่นหนังสือต่อนายกฯอภิสิทธิ์ ให้พิจารณาปลดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ต่อไป

งานนี้คนที่สะใจลึกๆไม่ใช่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย


ต้องไม่ลืมว่า ชื่อของกอร์ปศักดิ์เพิ่งจะเด่นกับบท "คุณชายละเอียด" กรองโครงการตุกติกในกระทรวงโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลทุกเม็ดทุกดอก เหยียบบ่าเพื่อนตีกินกระแส

แต่วันนี้ "คุณชายละเอียด" เจอตอสะดุดหัวคะมำ ทำท่าจะตกม้าตายง่ายๆพรรคร่วมรัฐบาลจุดประทัดแก้บนกันแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สั่งหาทางลดดีเซลลิตรละ 2 บาท

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24745
กรณ์ จาติกวณิช

"อภิสิทธิ์" ไล่บี้ ปัญหาราคาน้ำมัน สั่ง กระทรวงพลังงาน จัดทำแผนการลดภาระประชาชน ลดราคาดีเซลลิตรละ 2 บาท ก่อนเสนอ ครม. 11 ส.ค. ...

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังร่วมหารือกับนายกรัฐมนตรี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือประชาชน เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นว่า ที่ประชุมได้สั่งให้กระทรวงพลังงานไปจัดทำแผนการลดภาระประชาชน และเสนอให้ ครม.พิจารณาวันที่ 11 ส.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลให้ความสำคัญกับน้ำมันดีเซล โดยเฉพาะไบโอดีเซล หรือน้ำมันบี 2 ก่อนเป็นหลัก เพราะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการและเกี่ยวข้องกับประชาชนจำนวนมาก ดังนั้น รัฐบาลมีหน้าที่ที่ต้องหามาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งเมื่อพิจารณาฐานะเงินกองทุนน้ำมันพบว่ายังมีเงินมากถึง 16,000 ล้านบาท ถือว่ายังมีฐานะที่ดี ดังนั้น กระทรวงพลังงานต้องกลับไปพิจารณาแนวทางช่วยเหลือให้ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในที่ประชุมดังกล่าว รมว.พลังงาน เสนอให้ปรับลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 50 สต./ลิตร และกองทุนเพื่อการส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน 50 สต./ลิตร รวมเป็น 1 บาท/ลิตร แต่นายกรัฐมนตรีได้แสดงความไม่พอใจโดยสั่งให้กระทรวงพลังงานไปหาแนวทางปรับลดราคาน้ำมันโดยเฉพาะในกลุ่มดีเซลให้ได้ 2 บาท/ลิตร ให้เท่ากับการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อลดข้อครหารัฐบาลทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันแพง โดยนายกฯให้เหตุผลว่าการลดเก็บเงินกองทุนน้ำมันในกลุ่มดีเซลจะเห็นเป็นรูปธรรมและเป็นผลงานแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแพงชัดเจนที่สุด เพราะลดราคาถึง 2 บาทต่อลิตรทันที

ทั้งนี้ หากต้องเลือกใช้กองทุนน้ำมันเป็นเครื่องมือในการลดราคาดีเซล ปัจจุบันดีเซลเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันอยู่ที่ 1.70 บาท/ลิตร มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 1,170 ล้านบาท ไบโอดีเซลบี 5 รัฐบาลจ่ายชดเชยให้ผู้ค้าน้ำมันลิตรละ 23 สต./ลิตร เดือนละ 207 ล้านบาท ดังนั้น ถ้าต้องปรับลดเก็บเงิน 2 บาท/ลิตร จะทำให้รัฐบาลต้องจ่ายชดเชยในส่วนดีเซล 30 สต./ลิตร และไบโอดีเซลบี 5 2.23 บาท/ลิตร ซึ่งจะทำให้กองทุนน้ำมันมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นเดือนละ 1,800 ล้านบาท

"กรณ์" เพิ่งเห็นท่องเที่ยวสำคัญ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24746

กรณ์ จาติกวณิช

กระทรวงการคลัง เตรียมออกมาตรการช่วยอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ทั้งการปล่อยกู้ผู้ประกอบการ ลดหย่อนภาษี เร่งเบิกจ่ายสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท ...

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้เป็นห่วงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากที่สุด เพราะยังไม่สามารถฟื้นตัวได้เหมือนกับอุตสาหกรรมอื่น เนื่องจากได้รับผลกระทบมากที่สุดมานานเกือบ 1 ปี และช่วงนี้กำลังเริ่มเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยวหากมีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจะยิ่งทำให้ผู้ประกอบการได้รับความเดือดร้อนมากขึ้นกระทรวงการคลังจึงเตรียมออกมาตรการเพื่อช่วยเหลืออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเร่งด่วน ทั้งการเร่งรัดการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการเพื่อให้มีสภาพคล่อง โดยให้ธนาคารกรุงไทยและธนาคารออมสิน เข้ามาช่วยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ที่อาจเดินหน้าได้ไม่เต็มที่ การอนุญาตให้ผู้ประกอบการนำค่าใช้จ่ายจากการปรับปรุงห้องพักมาลดหย่อนภาษีได้ หรือการเร่งดำเนินการให้ ผู้ประกอบการเข้าหาแหล่งเงินทุน โดยจะเสนอให้ ครม. เห็นชอบและประกาศมาตรการที่ชัดเจนต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้เอสเอ็มอีแบงก์เร่งติดตามความคืบหน้าเรื่องการเบิกจ่ายเงินสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว จำนวน 5,000 ล้านบาท เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น หลังจากที่ผ่านมาผู้ประกอบการได้เรียกร้องในเรื่องนี้กันมาก รวมทั้งในวันที่ 17 ส.ค.นี้ ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทั้ง 6 แห่งที่ได้รับนโยบายให้ขยายสินเชื่อเพิ่มอีก 300,000 ล้านบาท เป็น 900,000 ล้านบาท จะเสนอแผนการปล่อยสินเชื่ออย่างละเอียดทั้งหมดให้พิจารณาอีกครั้งก่อนเดินหน้าอย่างจริงจังเพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ

"แม้หลายหน่วยงานจะเห็นว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มผงกหัวขึ้นในลักษณะตัว V แต่รัฐบาลเห็นว่าเป็นเพียงสัญญาณบ่งชี้เท่านั้น ซึ่งต้องเดินหน้าแก้ไขปัญหาและต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจต่อไป โดยเฉพาะในอีก 6 เดือนข้างหน้า เพื่อป้องกันเศรษฐกิจตกต่ำลงกลายเป็นรูปตัว W จึงต้องเร่งเดินเครื่องเรื่องการลงทุนในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ให้ต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการ

กลั่นกรองโครงการได้พิจารณาโครงการไปแล้วกว่า 1 ล้าน ล้านบาท และอยู่ระหว่างการตรวจสอบของสำนักงบประมาณและต้องอนุมัติให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 18 ส.ค. เพื่อให้เปิดประมูลและเบิกเงินได้เดือน ต.ค.นี้เลย".

คนงานไทรอัมพ์บุกทำเนียบ ร้อง รบ. แก้ปัญหาเลิกจ้าง

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. เวลาประมาณ 9.30 น. คนงานจากสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนลแห่งประเทศไทย กว่า 300 คน เดินเท้าจากบริเวณหน้าบ้านพิษณุโลกไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาแก้ปัญหากรณีเลิกจ้างคนงานบริษัทบอดี้แฟชั่น (ประเทศไทย) จำกัดจำนวน 1,959 คน และให้หลักประกันความมั่นคงกับคนงานที่เหลือในโรงงานอีก 2,000 กว่าคน

ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมได้ปิดถนน 3 เลน ตั้งแต่บริเวณสะพานชมัยมรุเชษฐจนถึงหน้าทำเนียบ ประตู 4 เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมารับหนังสือของสหภาพแรงงานฯ ต่อมา เวลาประมาณ 14.30น. สุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ได้ให้ตัวแทนสหภาพฯ 9 คนเข้าพบและรับมอบหนังสือแทนนายกฯ พร้อมกล่าวว่า จะบริหารไปตามกรอบ จนกระทั่งเวลาประมาณ 16.00น. ผู้ชุมนุมจึงได้ยุติการชุมนุม

จิตรา คชเดช ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า เหตุผลที่มาในวันนี้เนื่องจากตรงกับวันที่นายกฯ จะแถลงผลงานครบรอบ 6 เดือน โดยต้องการแสดงให้ว่ายังมีแรงงานที่ถูกเลิกจ้างอยู่ ไม่ได้เป็นไปตามที่นายกฯ บอกว่าจะมีการชะลอการเลิกจ้างแต่อย่างใด รวมถึงเพื่อยื่นหนังสือต่อนายกฯ ด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา มีคนถูกเลิกจ้างเกือบ 2,000 คนแต่นายกฯ ยังไม่เคยพูดถึงหรือให้ความช่วยเหลือ ทั้งนี้ จิตรากล่าวด้วยว่า ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จากฝั่งนายจ้างเช่นกัน แต่จะมีการเจรจากันในวันพรุ่งนี้ (7 ส.ค.)

“การปรับโครงสร้างของบริษัทไม่ควรผลักภาระให้กับคนงานที่สร้างผลกำไรให้เขามา 20-30 ปี” จิตรากล่าว

สำหรับข้อเรียกร้องต่อนายอภิสิทธิ์นั้น สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ได้เรียกร้องให้รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือประชาชนและผู้ใช้แรงงาน 6 ข้อ ได้แก่
1.ให้บริษัทฯ ยกเลิกประกาศการเลิกจ้างคนงานทั้งหมดและให้รับคนงานกลับเข้าทำงานตามปกติและให้ปฎิบัติตามกฏหมายพรบ.แรงงานสัมพันธ์ปี 2518
2.ให้บริษัทฯและรัฐบาลจ่ายสวัสดิการและค่าจ้างให้กับคนงานที่ถูกเลิกจ้างจนกว่าข้อพิพาทกับบริษัทฯจะยุติ การแก้ปัญหาต้องได้รับการปรึกษาหารืออย่างเป็นทางการกับสหภาพแรงงานฯ
3.รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้กับคนงานที่ทำงานในโรงงานว่าบริษัทฯจะไม่มีการเลิกจ้างอีกและไม่ใช้มาตรา 75 ตามพรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กับคนงาน
4.รัฐบาลต้องหยุดนโยบายเสรีนิยมใหม่ เช่นนโยบายการจ้างงานเหมาค่าแรง การจ้างงานชั่วคราว การจ้างงานค่าจ้างราคาถูก การจ้างงานซับคอนแทค หยุดเขตการค้าเสรีที่มีกฎระเบียบห้ามตั้งสหภาพแรงงานและยกเลิกสิทธิการนัดหยุดงาน
5.รัฐบาลต้องสนับสนุนให้มีสหภาพแรงงานในโรงงานที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก(BOI)และโรงงานที่ได้รับมาตรฐานแรงงานไทยและต้องยุติการสนับสนุนเรื่องไม่เก็บภาษีต่อบริษัทฯและหันมายกเลิกภาษีมูลค่าเพิ่มกับประชาชน
6.รัฐบาลต้องหามาตราการช่วยเหลือคนงานที่เป็นหนี้นอกระบบและในระบบและคนงานที่กำลังจะถูกอายัดค่าจ้างค่าชดเชยค่าล่วงเวลาจากกองบังคับคดี

จิตรา กล่าวเสริมว่า สำหรับสหภาพไทรอัมพ์ฯ เอง ตอนนี้มีแผนจะต่อสู้ร่วมกับสหภาพแรงงานฟิลิปปินส์ที่ถูกเลิกจ้างเช่นกัน โดยทราบมาว่าบริษัทที่ฟิลิปปินส์ให้ค่าชดเชยต่อคนงานที่ถูกเลิกจ้างสูงมากกว่าที่คนงานไทยได้ ซึ่งคนงานฟิลิปปินส์ก็ยังไม่รับ เพราะมองว่า งานทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเขาดีกว่าเงินที่จะได้รับ

บุญรอด สายวงศ์ เลขาธิการสหภาพไทรอัมพ์ฯ กล่าวว่า เมื่อครู่ที่นายกฯ ได้แถลงว่า เศรษฐกิจดีขึ้นและประชาชนมีความสุขเพราะมีงานทำนั้นไม่เป็นความจริง เพราะมีคนงานเดือดร้อนจากการถูกเลิกจ้าง ทั้งนี้ บุญรอดตั้งคำถามว่าที่นายกฯ ไม่กล้าออกมาพบคนงานนั้น เป็นเพราะมีคนนามสกุลเวชชาชีวะไปถือหุ้นอยู่ในบริษัทไทรอัมพ์ฯ หรือเปล่า

เกตแก้ว มีศรี รองเลขาธิการสหพันธ์อุตสาหกรรมสิ่งทอแห่งประเทศไทย (ส.พ.ท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีการเลิกจ้างพนักงานทุกๆ 3 เดือน โดยนายจ้างอ้างว่ามีปัญหาเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลก็ยังไม่มีนโยบายแก้ปัญหาเลิกจ้างที่ชัดเจน ขณะที่เมื่อเกิดการเลิกจ้าง ไม่ใช่แค่พนักงานที่ถูกเลิกจ้างที่เดือดร้อน แต่ยังรวมถึงครอบครัวของพวกเขาด้วย

เทวฤทธิ์ มณีฉาย นักกิจกรรมกลุ่มประกายไฟ กล่าวว่า เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว นายอภิสิทธิ์ เคยแถลงนโยบายว่า รัฐบาลถือเป็นภารกิจสำคัญที่จะนำประเทศให้รอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก และพัฒนาไปสู่การเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน และบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจ สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน ร่วมมือกับภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการชะลอการเลิกจ้าง โดยใช้มาตรการจูงใจเพื่อลดภาระของภาคเอกชนในการชะลอการเลิกจ้างงาน วันนี้ถามว่า ที่บีโอไอสนับสนุนการลงทุนให้บริษัทไทรอัมพ์ฯ ซึ่งต่อมามีการเลิกจ้างพนักงานนั้น ถือเป็นมาตรการจูงใจเพื่อลดการเลิกจ้างด้วยหรือไม่

เทวฤทธิ์ กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม- พฤษภาคม เฉพาะแรงงานในระบบถูกเลิกจ้างแล้ว 84,876 ราย นี่แสดงให้เห็นว่าไม่อาจเชื่อมั่นกับนายกฯ เพียงคำพูดได้ ต้องแสดงผลงานด้วย วันนี้จึงนำผลงานเลิกจ้างคนงานมาให้ดู นายกฯ ก็ยังไม่ออกมาพบเรา

ด้านไม้หนึ่ง ก.กุนที กวีราษฎร กล่าวว่า กรรมกรคือผู้ที่สร้างโลกใบนี้ ในสังคมไทย การบริหารงานที่ผิดพลาดของผู้กุมอำนาจรัฐที่ล้าหลังทำให้สังคมเกษตรกรรมต้องล้มเหลวและคนกลายไปเป็นกรรมกร และขณะนี้การบริหารงานที่ล้าหลังซึ่งปกป้องแต่นายจ้างและนายทุนก็กำลังจะทำให้สังคมกรรมกรล้มเหลวอีกครั้ง

นอกจากนี้ ไม้หนึ่ง ยังได้อ่านบทกวีให้กำลังสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ฯ

“ขบวนการสร้างสังคม
จะโค่นล้มสิ่งล้าหลัง
ความก้าวหน้ามีกำลัง
จะฉีกพังทุกโซ่ตรวน

กรรมกรลุกตื่นแล้ว
ปลุกแก้วใสทุกภาคส่วน
สุกงอมสุดหอมหวล
มวลสารหนักแน่นพร้อมเพรียง

หน่วยย่อยหนึ่งชีวิต
คือหนึ่งสิทธิ์และหนึ่งเสียง
เสมอภาคดาหน้าเคียง
ราษฎรนั้นบงการ

ชี้นำอำนาจรัฐ
จัดโครงสร้างแห่งไพศาล
เสริมส่งสวัสดิการ
ครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน

ปวงชนพิพากษา
อำนาจศาลไม่แง่นง่อน
ตราชูตรงแน่นอน
นิติรัฐเที่ยงผดุง

ชาวนาขายข้าวแพง
กรรมกรค่าแรงสูง
เศรษฐศาสตร์เลี้ยงบำรุง
ทุกกลุ่มชนพลเมือง

กรรมกรและชาวนา
ร่วมกันสู้อย่างต่อเนื่อง
เมืองไทยจะรุ่งเรือง
เฟื่องฟูสู่ยุคศรีอาริย์"

อภิปราย 220 ปี ปฏิวัติฝรั่งเศส (1): หนังสือต้องห้ามขายดีและระหว่างบรรทัดเพลงชาติฝรั่งเศส

ที่มา ประชาไท

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2552 มีการอภิปรายเรื่อง “220 ปี การปฏิวัติฝรั่งเศส” ที่อาคารบรมราชกุมารี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ผศ.สุวิมล รุ่งเจริญ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.พิริยะดิศ มานิตย์ อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และ ดร.จรัล ดิษฐาอภิชัย แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นผู้ร่วมอภิปราย มี ผศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินรายการ
โดยเรื่อง “การปฏิวัติฝรั่งเศส” ที่นำมาอภิปรายในครั้งนี้มาจากเหตุการณ์ในฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1789 ในยุคนั้นของฝรั่งเศสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ประชาชน กรรมกร ชาวนายากจนกันถ้วนหน้า รัฐบาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ต้องการขึ้นภาษีกับนายทุนและคนจน ในขณะที่ตนเองเสพสุข นอกจากนี้รัฐบาลพยายามกีดกันการมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบการเมือง โดยมีสภาขุนนางและสภานักบวชในศาสนาคริสต์ ที่คอยกีดกันความต้องการของพลเมือง บรรดาเสนาบดีที่เสนอแนวคิดฟื้นฟูเศรษฐกิจต่างถูกปลดออกจากตำแหน่ง
ความไม่พอใจจากการปกครองของพระเจ้าหลุยส์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมีการออกมาก่อจลาจลในวันที่ 12 กรกฎาคม 1789 มีการจัดตั้งคอมมูนปารีส (Paris Commune) ในวันที่ 13 กรกฎาคม จนกระทั่งถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 1789 ประชาชนจึงพากันลุกฮือขึ้นยึดคุกบาสตีย์ (Bastille) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระราชอำนาจ การปกครองอย่างป่าเถื่อน และกระบวนการยุติธรรมของรัฐบาลภายใต้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และต่อมาวันที่ 14 กรกฎาคมของทุกปีจึงได้กลายเป็นวันชาติฝรั่งเศส
สาเหตุที่มีการยึดคุกบาสตีย์ในปี 1789 ไม่ใช่เพื่อปล่อยนักโทษไม่กี่คนที่ยังติดคุกอยู่ แต่สาเหตุหลักคือ นอกจากเป็นคุกแล้วมันยังเป็นคลังอาวุธด้วย ประชาชนคนยากคนจนในปารีสได้เริ่มกระบวนการปฏิวัติฝรั่งเศส ด้วยการยึดอาวุธจากรัฐบาลกษัตริย์นั่นเอง
000
หนังสือต้องห้ามสมัยปฏิวัติฝรั่งเศส
ผศ.สุวิมล รุ่งเจริญ อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับวัฒนธรรมการอ่านและหนังสือต้องห้ามในสมัยที่มีการปฏิวัติฝรั่งเศส โดย ผศ.สุวิมล เริ่มต้นการอภิปรายโดยการกล่าวว่าโดยปกติหากพูกถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสเรามักจะนึกถึงกลุ่มผู้มีแนวคิดปรัชญาภูมิธรรม เช่น มองเตสกิเออ ผู้เขียน Spirit of Laws หรือวอลแตร์
ผศ.สุวิมล พูดถึงวอลแตร์ต่อว่า เขาเป็นนักเขียนแนวเสียดสี (Satire) ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับการเขียนจดหมายโต้ตอบกันระหว่างชาวอังกฤษกับชาวฝรั่งเศส ซึ่งชาวฝรั่งเศสในเรื่องเห็นว่าอังกฤษเป็นประเทศที่ก้าวหน้ากว่าเนื่องจากมีการกำจัดกษัตริย์ออกไป ขณะเดียวกันชาวฝรั่งเศสในเรื่องก็ได้วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ของตัวเองให้ฟัง
ซึ่งขณะเดียวกัน ผศ.สุวิมล ก็กล่าวถึงวอลแตร์ในฐานะผู้มีแนวคิดแบบปรัชญาภูมิธรรมว่า จริงๆ แล้วเขาเป็นผู้ที่สนับสนุนกษัตริย์ ต้องการให้บ้านเมืองมีกษัตริย์ที่ดี แต่กษัตริย์ในตอนนี้ไม่เป็นอย่างที่พวกเขาต้องการ แต่ก็มีแนวคิดว่าจะสามารถสั่งสอนกษัตริย์ให้เป็นคนดีขึ้นเองได้
หลังจากนั้น ผศ.สุวิมล ก็ได้ยกบทความของ Robert Darnton ที่เขียนในปี 1989 เรื่อง “The forbidden Books of Pre-Revolutionary France” (หนังสือต้องห้ามช่วงยุคก่อนปฏิวัติฝรั่งเศส) ขึ้นมาอภิปราย
ผศ.สุวิมล กล่าวว่่า มีเรื่องที่ Darnton ได้ศึกษาเรื่องวรรณกรรมต้องห้ามของฝรั่งเศส ซึ่งเอารายชื่อหนังสือเหล่านี้มาจากทะเบียนหนังสือที่ถูกยึดของปารีส เช่น ที่มาจากการยึดของศุลกากร ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือลักลอบพิมพ์ (Pirated books) หมายถึงหนังสือที่ไม่ได้ใบอนุญาตพิมพ์ (License) และส่วนมากหนังสือเหล่านี้จะมาจากต่างประเทศ ขายได้มาก ราคาค่อนข้างถูก
ผศ.สุวิมล กล่าวถึงงานศึกษาของ Darnton ว่า ข้อมูลเรื่องหนังสือต้องห้ามอีกส่วนได้มาจากตำรวจ และจากแคตตาล็อก โดยระบุว่าบางส่วนก็เป็นแค่หนังสือที่ตีพิมพ์อย่างไม่ถูกต้อง แต่อีกส่วนหนึ่งก็เป็นหนังสือที่เป็นหนังสือต้องห้ามที่ถูกเรียกว่า Bad Books อย่างไรก็ตาม ผศ.สุวิมล บอกว่าในขณะเดียวกัน พวกกลุ่มที่สนับสนุนหนังสือเหล่านี้จะเรียกหนังสือต้องห้ามว่า Lives Philosophique ซึ่งมีการจำกัดความว่าเป็น “Nothing but highly illegal work” (เป็นเพียงผลงานที่ผิดกฏหมายมาก) เป็นหนังสือที่ไม่มีชื่อผู้แต่ง, โรงพิมพ์ และถึงขั้นไม่ระบุปีที่พิมพ์
“หนังสือพวกนี้ ไม่มีทางยอมให้ตีพิมพ์ เพราะมันถูกบอกว่าเสื่อมเสียต่อศีลธรรม” ผศ.สุวิมล กล่าว โดยขยายความคำว่าเสื่อมศีลธรรมในสมัยนั้นว่าถูกแบ่งออกเป็นสามแบบคือ ต่อต้านศาสนา (Irreligious), ทำลายความสงบ (Seditious) และหนังสือโป๊ (Pornographic)
ผศ.สุวิมลแจงถึงประเภทหนังสือต้องห้ามของยุคก่อนปฏิวัติฝรั่งเศสว่ามีตั้งแต่แนวนิยายผจญภัย, เรื่องประวัติของคนอื่นในทางไม่ดี, เรื่องอื้อฉาว และหนังสือโป๊
“ถ้าถูกจับ สำนักพิมพ์หนังสือพวกนี้อาจจะเจ๊งไปเลย” ผศ.สุวิมลกล่าว โดยบอกวิธีซ่อนหนังสือเหล่านี้ว่าบางครั้งก็มีการพิมพ์แบบสอดไส้ เช่นใช้หน้าปกเป็นไบเบิลแต่เนื้อในก็แอบซ่อนๆ เอาไว้
ผศ.สุวิมล พูดถึงประเด็นเดียวกันต่อด้วยว่า แต่บางครั้งก็มีตำรวจดีๆ ที่มาเตือนให้เจ้าของร้านหนังสือ หรือบริษัทเย็บเล่มหนังสือให้เก็บหนังสือก่อนมีการมาตรวจค้น “บางคนถึงขั้นบอกให้เอาไปซ่อนไว้ที่บ้านตำรวจเองเลยก็มี เพราะคงไม่มีใครคิดไปค้นบ้านตำรวจด้วยกัน”
โดย ผศ.สุวิมล พูดถึงเรื่องนี้ต่อว่าพวกสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ ว่าจะไม่ค่อยถูกจับ ขณะที่ร้านค้ารายย่อยหรือส่งหนังสือตัวเล็กๆ จะเป็นพวกที่ถูกจับมากกว่า “บางทีก็มีการเผาหนังสือ ทำให้หมดอาชีพ หมดทุนรอนกัน แต่ถ้าเป็นร้านใหญ่ๆ จะยังอยู่ได้” ผศ. สุวิมล กล่าว
จากนั้นอาจารย์ผู้อภิปรายเรื่องหนังสือต้องห้ามก็เริ่มพูดถึงหนังสือต้องห้ามที่ขายดีจนถือเป็น Best seller โดยเริ่มบอกว่าหนังสือต้องห้ามในยุคก่อนปฏิวัติฝรั่งเศสเป็นประเภทที่ขายดีที่สุด ซึ่งพบได้แม้แต่ในห้องสมุดและร้านหนังสือเก่ามาจนถึงปัจจุบัน
ผศ.สุวิมล กล่าวถึงผลงานของ Le Marquis D’Argens เรื่อง Theres Philosophique (1784) ว่า “ชื่อมันฟังดูเหมือนเป็นหนังสือปรัชญา” ก่อนให้ข้อมูลของหนังสือเล่มนี้ “หน้าปกหนังสือเขียนไว้ว่าเป็น Memoir (บันทึกความทรงจำ) ของมาดมัวแชลคนหนึ่ง แต่จริงๆ เป็นเรื่องของหญิงที่ชื่อ Theres”
ผศ.สุวิมล นำเสนอเรื่อง Theres Philosophique ต่อว่า Theres เป็นหญิงที่อยู่ในซ่อง และเจ้าตัวก็เล่าประสบการณ์ที่ได้พบเจอกับเหล่าขุนนาง ซึ่งปรัชญาหรือ Philosophique ของเธอนั้นคือการที่มีความสุขได้โดยไม่มีลูก
“การคลอดลูกในสมัยก่อนเป็นอันตรายมาก จนกระทั่งถึง ศตวรรษที่ 19” ผศ.สุวิมล กล่าวและว่า “Theres เองก็เคยเห็นคนที่ได้รับอันตรายจากการคลอดลูก”
จากนั้น ผศ.สุวิมล จึงได้ยกตัวอย่างหนังสือเล่มต่อมาคือ Anecdotes Suu Mmr. Du Bare ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติของมาดามดูบารี ซึ่งไม่ตรงกับประวัติที่เขียนโดยทางการ ผศ. สุวิมล เล่าว่า ในประวัติแบบของทางการจะเล่าเรื่องของมาดามดูบารีในลักษณะของการเป็นชนชั้นสูง ขณะที่ประวัติของเธอในหนังสือต้องห้ามเล่มนี้จะเล่าถึงเธอในแง่ของการเป็นคนที่เคยอยู่ในซ่องมาก่อน เป็นสามัญชนไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ แล้วถึงมีหนทางเข้าสู่ราชวงศ์ ในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 โดยในหนังสือเล่มนี้ยังได้พูดถึงเรื่องเชิงซุบซิบในราชวงศ์ เช่นเรื่อง การเสื่อมสมรรถภาพของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 จนมาดามดูบารีเริ่มไม่สนใจพระองค์ จนต้องนำเด็กคนใหม่มาปรนนิบัติ และมีการลือกันว่าพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 สิ้นพระชนม์ด้วยโรคไข้ทรพิษ ซึ่งติดมาจากเด็กสาวคนใหม่
“เชื่อได้หรือไม่ก็ยังไม่รู้” ผศ.สุวิมลกล่าว และได้บอกอีกว่า แต่ในแง่หนึ่งมันเป็นการบ่อนทำลายสถาบัน จากเดิมที่สถาบันดูจับต้องไม่ได้ ในที่นี้จึงเป็นการนำสถาบันมาพูดถึงในแง่ของความเป็นสามัญชนทั่วไป “เรียกว่าทำให้ราชวงศ์ Decadent (เสื่อม) ... เป็นประวัติศาสตร์ในแบบของชาวบ้าน”
นักเขียนฝรั่งเศสคนสุดท้ายที่ ผศ.สุวิมล นำมากล่าวถึงคือ Louis-Sebastien Mercier โดยอาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์บอกว่าเป็นนักเขียนเบสท์เซลเลอร์อันดับหนึ่ง ผู้เขียนเรื่อง L’An 2440 ซึ่งตีพิมพ์ใหม่หลายครั้งมากและในการตีพิมพ์ครั้งต่อๆ มาก็มีการเพิ่มเติมเนื้อเรื่องเข้าไปด้วย ขณะที่อีกเรื่องหนึ่งคือ Tableau de paris ได้รับการแปลเป็นภาษายุโรปอีกหลายภาษา
ผศ.สุวิมล เล่าต่อว่างานเรื่อง L’An 2440 ถูกเขียนขึ้นในปี 1770 เล่าถึงปารีสในอนาคตอีกราว 700 ปีข้างหน้าคือในปี ค.ศ. 2440 โดยใช้ตัวละครเป็นชายคนหนึ่งซึ่งหลับไปราว 700 ปี และตื่นขึ้นมาพบปารีสในอนาคต เห็นว่าเป็นเมืองที่สะอาด บ้านเมืองสวยงาม มีอนุสาวรีย์ที่เป็นของนักเขียนนิยาย ไม่ใช่ของกษัตริย์ ผู้คนไม่ได้นับถือศาสนา แต่ก็มีศีลธรรม เป็นคนที่ปฏิบัติต่อกันดี
“คนดีในความหมายของเรื่องนี้คือคนที่ทำงานเก่ง” ผศ. สุวิมลกล่าวถึงนิยามในงานดังกล่าว และกล่าวอีกว่าในเรื่องนี้จะมีการให้รางวัลกับคนดีและไม่ใช่คนดีตามความหมายของแนวคิดเชิงอนุรักษ์ “…แต่ไม่ใช่คนดีที่หมายถึงผู้ที่ไปรบเพื่อชาติ หรือคนที่รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์”
ผศ.สุวิมล เล่าต่อว่าตัวเอกของเรื่องดังกล่าวเดินไปจนถึงพระราชวังแวร์ซายส์ ซึ่งกลายเป็นพระราชวังเก่าๆ ไม่มีอะไรเลยนอกจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ที่แก่มากแล้วนั่งอยู่ ซึ่งพระเจ้าหลุยส์ในเรื่องนี้พูดออกมาว่าเขาเสียดายที่ในสมัยที่เขาปกครองอยู่ไม่ได้ทำให้ประชาชนอยู่ดีกินดี
โดย ผศ.สุวิมล กล่าวว่า หนังสือต้องห้ามเหล่านี้เป็นหนังสือที่เข้าถึงประชาชนเป็นจำนวนมากในช่วง 10 ปี ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศส เนื่องจากในช่วง 20 ปีก่อนการปฏิวัติฯ ประชาชนมีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้เพิ่มขึ้นมาก
“หนังสือ illegal (ผิดกฏหมาย) พวกนี้ยังช่วยสะท้อนว่า ยังไงคนก็อยากอ่านเรื่องแบบนี้เพิ่มขึ้นมาก” ผศ.สุวิมล กล่าว
000
La Marseillaise แนวจิตวิเคราะห์
ต่อมา ดร.พิริยะดิศ มานิตย์ อาจารย์จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำเสนอเกี่ยวกับเพลงชาติของฝรั่งเศส “La Marseillaise” โดยอาศัยหลักจิตวิเคราะห์ ดร.พิริยะดิศ นำเสนอว่าแต่เดิมเพลงนี้เป็นเพลงมาร์ชของทหารฝรั่งเศส ก่อนที่ต่อมาเพลงนี้จะได้รับความนิยมจากมวลชน จนกลุ่มปฏิวัติฝรั่งเศสนำมาใช้ในการต่อต้านสมบูรณาญาสิทธิราช แล้วกลายเป็นเพลงชาติฝรั่งเศสมาจนถึงทุกวันนี้
เนื้อเพลงชาติฝรั่งเศสที่แปลโดย ดร.พิริยะดิศ มานิตย์
ลุกขึ้น ! ลูกๆ ของมาตุภูมิ
วันแห่งเกียรติยศมาถึงแล้ว
ตรงข้ามกับเรานั้น คือ ธงศึกเปื้อนเลือดที่พวกทรราชชูขึ้น
และท่านได้ยินไหมว่า ตามท้องทุ่ง
พวกทหารใจโฉดกำลังกู่ก้องคำราม
พวกมันจะบุกมาเชือดคอทั้งลูกเมีย
ทั้งที่พวกเขายังอยู่ในอ้อมอกของท่าน
จงจับอาวุธเถิด ราษฎรทั้งหลาย
จงตั้งกองทัพขึ้นมา
เดินหน้า เดินหน้า
เพื่อว่าเลือดอันมีมลทิน
จักต้องหลั่งชโลมไปตามรอยไถ
ไอ้วพกทาส พวกทรยศ และพวกเจ้าเหล่านี้ มันต้องการอะไรน่ะหรือ
ก็โซ่ตรวนบัดซบเหล่านี้มีไว้ใช้กับใครกันเล่า
ก็กับพวกเราน่ะซี ชาวฝรั่งเศสทั้งหลาย
มันน่าแค้นนัก
พวกเรานั่นเอง ที่มันบังอาจคิดจะกดหัวไว้เป็นทาสดังสมัยโบราณ
อะไรกัน ! ไอ้พวกกองทหารต่างชาตินี่หรือ
ที่จะมาวางกฏ วางเกณฑ์ในบ้านของเรา
อะไรกัน ! ไอ้พวกกองทัพรับจ้างนี่หรือ
ที่จะมาล้มนักรบผู้องอาจของเรา
เจ้าข้าเอ้ย ! นี่เราต้องก้มหัวให้มันกดขี่
มือตีนถูกล่าม มีพวกทรราชระยำเป็นเจ้าชีวิต
จงสั่นสะท้านเถิด พวกทรราช พวกปลิ้นปล้อนทั้งหลาย
ความอัปยศของคนทุกหมู่เหล่า จงสั่นสะท้านเถิด
แผนทำลายชาติของพวกเอ็ง สุดท้ายจะต้องรับผลกรรม
ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกนำมาใช้เพื่อประหัดประหารกับพวกเอ็ง
และถ้าวีรบุรุษหนุ่มน้อยของเราจะล้มตายไปบ้าง
แผ่นดินก็จักสร้างวีรบุรุษขึ้นมาใหม่
ซึ่งพร้อมที่จะสู้กับพวกเอ็ง
ชนฝรังเศส นักรบผู้เกรียงไกร
ขอจงทั้งใช้ และรั้งอาวุธของท่าน
จงไว้ชีวิตเหยื่อที่น่าสมเพช
ซึ่งมิได้เต็มใจห้ำหั่นกับเราเลย
แต่อย่าไว้ พวกกดขี่จอมกระหายเลือด
แต่อย่าไว้ พวกที่สมรู้ร่วมคิดกับนายพลบูเย่ 1
เพราะพวกนี้ มันคือเสือที่ฉีกกระชากทรวงอกแม่ของมันอย่างไร้ความปราณี
ความรักอันศักดิ์สิทธิ์ต่อมาตุภูมิเอ๋ย
ขอจงนำและประคองแขนของเราผู้มุ่งล้างแค้นด้วยเถิด
เสรีภาพเอ๋ย เสรีภาพที่รัก
ขอจงร่วมสู้กับผู้ที่ปกป้องเธอเถิด
ภายใต้ธงของเรา ชัยชนะเอ๋ย
ขอจงรีบมา ให้สง่างามสมชายชาตรีแบบเจ้า
ขอศัตรูที่กำลังจะสิ้นใจ
จงประจักษ์ ความมีชัยของเจ้า และเกียรติภูมิของเรา
หากพี่เราตาย เราก็รับช่วงต่อ
เถ้าธุลีของพี่ คือร่องรอยแห่งคุณธรรม
เราไม่ได้อยากจะอายุยืนกว่าพี่เลย
แต่อยากจะไปนอนร่วมในโลงศพของพวกเขามากกว่า
เพราะเรามีความหยิ่งทะนงที่สูงส่ง
ในการล้างแค้นให้และตามพวกเราไป
1 หมายถึง - นายพลบูเย่ เป็นผู้ที่เตรียมการหลบหนีให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 16
ดร.พิริยะดิศ ชี้ว่าเพลงนี้มีเนื้อหารุนแรงอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มีองค์ประกอบที่แฝงเรื่องของการที่ลูกชายลุกขึ้นมาต่อสู้กับพ่อ เพราะมีความรักต่อแม่อยู่ ซึ่งตรงจุดนี้โยงได้กับเรื่องของปมโอดิปุส (Oedipus Complex)
ปมโอดิปุสคือปมที่เกิดขึ้นในเด็กผู้ชายช่วงอายุ 3-5 ปี ซึ่งซิกมุนด์ ฟรอยด์ นักจิตวิทยา อธิบายว่าเป็นช่วงที่เด็กผู้ชายจะติดแม่มาก มีความต้องการครอบครองแม่แต่เพียงคนเดียว และต้องการร่วมรักกับแม่ แต่ขณะเดียวกันก็ทราบว่าแม่และพ่อรักกัน และก็รู้ดีว่าตนด้อยกว่าพ่อทุกอย่าง ทั้งด้านกำลังและอำนาจ รวมถึงมีความรักและกลัวพ่อ ทำให้เด็กเก็บกดความรู้สึกอยากเป็นเจ้าของแม่ และหันมาเลียนแบบพ่อโดยการทำตัวให้เหมือน “ผู้ชาย” (อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่)
โดย ดร.พิริยะดิศ ได้ชี้ให้เห็นว่าในเนื้อเพลงมีองค์ประกอบความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับแม่ คือระหว่างประชาชนกับมาตุภูมิ ผู้อภิปรายได้บอกอีกว่านอกจากในเนื้อเพลงจะมีเรื่องของการสร้างความเป็นพวกเดียวกันแล้วยังมีเรื่องของความเป็นชายในวลีเช่น “นักรบผู้เกรียงไกร” แต่ขณะเดียวกันก็มีประโยคที่ทำให้เรารู้สึกถึงความเป็นลูก ความเป็น “กองทัพของลูกชาย”
ทางด้านเกี่ยวกับ “แม่” ดร.พิริยะดิศ บรรยายว่า ในเพลงนี้ทำให้แผ่นดินกับบุพการีเป็นเรื่องเดียวกัน โดยอธิบายคำว่า La Patrie ในเพลงจะหมายถึงแผ่นดินพ่อหรือแม่ก็ได้ แต่มีความเป็นไปได้มากกว่าที่จะเป็นมารดา เนื่องจากมีเนื้อร้องที่บอกว่า “แผ่นดินก็จักสร้างวีรบุรุษขึ้นมาใหม่” ซึ่งหมายถึงความสามารถในการสร้างชีวิตใหม่ และมีการกล่าวถึง “ทุ่งหญ้า” ที่สื่อได้ถึง บ้าน ความอบอุ่น ความสงบ และทั้งหมดก็ล้วนสื่อไปถึงครรภ์มารดาได้ โดยผู้อภิปรายบอกว่าเพลงนี้ได้แสดงถึงความผูกพันธ์ลึกซึ้งของลูกชายที่มีต่อมาตุภูมิ
ดร.พิริยะดิศ ยังได้กล่าวถึง “ธง” ในเพลงในแง่ของการแทนความเป็นชายชาติทหาร และการครอบครองธงก็เป็นการแสดงความเป็นชายต่อหน้าแม่
ขณะเดียวกันในมุมมองของ ดร.พิริยะดิศ เพลงนี้ยังได้สื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างพ่อกับลูกอยู่ด้วย โดยอธิบายตามหลักจิตวิเคราะห์ว่าลูกจะรักและหวงแหนแม่แต่เพียงผู้เดียว ขณะเดียวันก็รู้สึกว่าพ่อเป็นตัวเกะกะระราน ซึ่ง “พ่อ” ในเพลงนี้เป็นผู้ครอบครอง “แม่” คือแผ่นดิน และเป็นศัตรูของ “ลูก” คือประชาชน
ดร.พิริยะดิศ ได้อธิบายต่อว่าความขัดแย้งระหว่าง “พ่อ” กับ “ลูก” เช่นนี้ทำให้ พ่อพยายามข่มขู่ลูกด้วยการตอน (Castration) ด้วยวิธีการหยามเหยียดความเป็นชาย เช่นในวลี “ธงศึกเปื้อนเลือดที่พวกทรราชชูขึ้น” เป็นการแสดงความหมายในเชิงคุกคามความเป็นชายของฝ่ายลูกหรือประชาชนอย่างชัดเจน
“พ่อใช้วิธีทำให้ลูกชายกลัวเพื่อให้ละทิ้งความปรารถนาในตัวแม่” ดร.พิริยะดิศ กล่าว “เพลงชาติแสดงความคัดข้องใจจากการถูกปกครองโดยพ่อ พ่อก็ต้องข่มขู่ลิดรอนเสรีภาพ”
ดร.พิริยะดิศ กล่าวโดยรวมว่า ความล้มเหลวของรัฐทำให้เกิดความอยากทำปิตุฆาต คือ ความเกลียดและอยากทำลายพ่อ
“เป็นไปได้หรือไม่ว่า เพลงปลุกใจที่หล่อเลี้ยงความปรารถนาในการโค่นทรราช ขณะเดียวกันก็แฝงความสุขในการได้ทำปิตุฆาตด้วย” อ.พิริยะดิศ กล่าว
ข้อมูลประกอบ
http://en.wikipedia.org/wiki/Louis-S%C3%A9bastien_Mercier (เข้าดูเมื่อ 22 กรกฎาคม 2552)
http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1267 (เข้าดูเมื่อ 22 กรกฎาคม 2552)
http://www.workers-voice.org/adtusite/article06/frenchrev.html (เข้าดูเมื่อ 22 กรกฎาคม 2552)

นายกฯ แถลงผลงาน 6 เดือน ระบุพ้นจุดวิกฤติ เตรียมขยายประกันสังคม

ที่มา ประชาไท

วานนี้ (6 ส.ค.) เวลา 10.15 น. ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้แถลงผลงานต่างๆ ของรัฐบาลในโอกาสบริหารงานมาครบ 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2552) โดยมีรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทุกกระทรวง พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ ทั้งจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังการแถลงในครั้งนี้

"สวัสดีครับพี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนที่เคารพรักทุกท่าน วันนี้ผมขอใช้เวลาไม่มากนักในการพูดถึงการทำงานในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากที่เข้ามารับหน้าที่และบริหารราชการแผ่นดิน และในช่วงท้ายจะเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สอบถามซักถามเกี่ยวกับงานที่เราได้ทำมา และที่กำลังจะเดินหน้าต่อไป

ผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า อยากให้ทุกคนได้นึกย้อนกลับไปเมื่อปลายปีที่แล้วเดือนธันวาคม 2551 เป็นช่วงเวลาที่ผมเชื่อว่าทุกคนในสังคมมีความทุกข์ มีความทุกข์ มีความวิตกกังวล ทั้งในเรื่องของปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งได้ลุกลามมาจากต่างประเทศอย่างชัดเจนตั้งแต่ประมาณเดือนตุลาคมปีที่แล้ว และตัวเลขทางเศรษฐกิจซึ่งเคยเติบโตมาโดยตลอด ก็เริ่มเห็นเป็นตัวเลขที่ติดลบมาตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว และที่สำคัญคือว่าวิกฤตทางการเมืองและความขัดแย้งของผู้คนในสังคมทวีความรุนแรง และเป็นวิกฤตที่ต่อเนื่องยาวนานมาเป็นระยะเวลาหลายปี แต่ผมคิดว่าที่แย่ที่สุดในขณะนั้นคือว่านอกเหนือจากที่พี่น้องประชาชนมีความทุกข์กับวิกฤต 2 วิกฤตที่เกิดขึ้นแล้ว เรามองไม่เห็นทางออกในวันนั้น ไม่มีใครกล้าแม้ที่จะตั้งความหวังว่าเศรษฐกิจไทย การเมืองไทย ประเทศไทยจะเดินไปอย่างไร ผมและรัฐบาลเข้ามารับภาระหน้าที่ในสถานการณ์อย่างนั้น และผมรู้ตั้งแต่วันแรกว่าวิกฤตที่จะต้องคลี่คลายที่จะต้องแก้ไขไม่ง่าย ความรุนแรงทั้งวิกฤตเศรษฐกิจและการเมือง ต้องถือว่ารุนแรงมาก เมื่อเทียบกับวิกฤตครั้งอื่น ๆ ที่เราเคยประสบมาในประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผมได้ให้คำมั่นสัญญาตั้งแต่วันแรกก็คือ ผมและรัฐบาลจะทุ่มเททำงานอย่างหนัก และไม่มีอะไรดีไปกว่าการยึดมั่นผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ ตั้งในการทำงาน และถ้าจะสรุปต้องบอกว่าเป้าหมายของรัฐบาลคือความสุขของพี่น้องประชาชนคนไทย

ในการทำงานในการกำหนดนโยบายนั้น ผมได้ยึดถือเอานโยบายที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งกลั่นกรองมาจากนโยบายของพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลทุกพรรค และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้นเคยมีเรื่องของแผน ปฏิบัติการเร่งด่วน 99 วันอยู่ด้วย ก็ได้ถือเอาตรงนั้นมาเป็นหลักในการกำหนดทิศทางนโยบาย พร้อม ๆ ไปกับการทำความเข้าใจกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ซึ่งอาจจะแตกต่างไปจากวันที่พรรคการเมืองทั้งหลายได้เคยกำหนดนโยบายไว้ใน ช่วงของการเลือกตั้ง 6 เดือนแรกหรือครึ่งปีแรกผ่านไป นโยบายเหล่านั้นถูกแปรสภาพมาเป็นกว่า 100 มาตรการ และผมมั่นใจว่าได้นำไปสู่อีกหลายล้านความสุขที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนคนไทย ทั้งประเทศ

ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่าสถานการณ์ที่พวกเราเข้ามาทำงานนั้น ผมเปรียบเทียบอยู่เสมอว่าเสมือนกับเข้ามาแก้ไขปัญหาอาคารที่กำลังถูกไฟไหม้ งานแรกที่เราต้องทำคือต้องช่วยเหลือคนที่อยู่ในอาคาร นั่นหมายถึงคนที่อ่อนแอที่สุด คนที่มีความเสี่ยงที่สุด ที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้น งานที่ 2 คือ ดับไฟ นั่นคือต้องหามาตรการในการที่จะมาแก้ปัญหาให้ตรงจุดกับวิกฤตเศรษฐกิจและ การเมืองที่เกิดขึ้น และแน่นอนที่สุด งานที่ 3 ไม่ได้มีความสำคัญยิ่งหย่อนไปกว่า 2 งานแรกคือการสร้างความแข็งแกร่งออกแบบอาคารใหม่ ให้สามารถที่จะเป็นที่อยู่อาศัยที่ทุกคนมีความสุข มีความมั่นคง และมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นในการที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคต ทุกนโยบายทุกมาตรการ ผมได้จัดลำดับและทำให้เกิดความสม่ำเสมอต่อเนื่อง ก็คือว่าทำข้อที่ 1 ก็เล็งเอาไว้เลยว่าข้อที่ 2 จะต้องเกิดขึ้นด้วย ทำข้อที่ 2 ก็จะต้องแก้ข้อที่ 3 ไปพร้อม ๆกันด้วย ไม่มีลักษณะของการทำงานที่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว หรือหรือแก้ปัญหาว่าวันนี้เป็นอย่างไร ขอให้ปัญหาพ้นไป ไม่ใช่แนวทางที่รัฐบาลได้ทำงานในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา

ผมอยากจะเริ่มต้นด้วยการสรุปงานสำคัญที่รัฐบาลได้ดำเนินการจนประสบความสำเร็จแล้วใน 6 เดือนแรก หลายเรื่องผมถือเป็นคำมั่นสัญญา จะเป็นจากการหาเสียง จะเป็นจากการกำหนดนโยบายของพรรค ของรัฐบาล หรือการแสดงวิสัยทัศน์ในที่ต่าง ๆ ผมอยากจะยืนยันว่าคำมั่นสัญญาหลายอย่าง ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพิ่งมาเป็นจริง และเราได้ทำแล้วในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผมเริ่มต้นจากการช่วยเหลือคน กลุ่มคนกลุ่มแรกที่เราได้ช่วยเหลือชัดเจนที่สุดคือเด็ก เยาวชน และผู้ปกครอง เป็นการบรรเทาภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในเรื่องของค่าใช้จ่าย พร้อมๆ ไปกับการวางรากฐานที่สำคัญที่สุดที่ผมยืนยันมาตลอดก็คือเรื่องของการลงทุนใน ด้านการศึกษา ต้องขอขอบคุณว่านโยบายเรียนฟรี 15 ปี ที่เด็กของเราได้รับประโยชน์ 12 ล้านคน คือนโยบายที่สามารถผลักดันออกมาได้เป็นรูปธรรม โดยมีการส่งเงินที่เป็นค่าใช้จ่ายในเรื่องของเครื่องแบบ ในเรื่องของอุปกรณ์การเรียน และสนับสนุนเรื่องของตำราเรียนให้กับผู้ปกครองทั้งหมด พร้อมๆ กับการลดรายการที่มีการเรียกเก็บ โดยไม่ให้เก็บในรายการที่เป็นเรื่องของการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ถือเป็นบริการ พื้นฐานที่เป็นสิทธิที่ลูกหลานเราจะต้องได้รับ งานนี้เป็นงานซึ่งควรจะทำมาตั้งนานแล้ว กฎหมายบังคับมาให้ทำตั้งแต่ปี 2545 แต่ก็ไม่ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจัง ผมต้องขอบคุณทางกระทรวงศึกษาธิการ ที่การกำหนดนโยบายอาจจะคิดง่ายครับ ประโยคสั้น ๆ เรียนฟรี แต่ในแง่ของการปฏิบัติผมรู้ว่ามีเรื่องที่เป็นรายละเอียดยุ่งยากมากมาย แต่ก็ได้ทำสำเร็จภายในการเริ่มต้นของปีการศึกษาคือเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

กลุ่มคนกลุ่มที่ 2 คือ ผู้สูงอายุ เช่นเดียวกันในขณะที่เราบอกว่าผู้สูงอายุของเราควรจะได้รับการตอบแทนจากสังคมนี้ แต่นโยบายเพียงแค่จะมีเบี้ยยังชีพไม่ได้มากมายอะไรเลยครับ 500 บาทต่อเดือน เราก็ยังมีผู้สูงอายุหลายล้านคน ซึ่งไม่เคยได้รับโอกาสตรงนี้ ภายใน 6 เดือนเช่นเดียวกันครับ เราได้จัดระบบให้มีการขึ้นทะเบียนสำหรับผู้สูงอายุ อายุเกิน 60 ปีทุกคน ยกเว้นผู้ที่มีบำนาญอยู่แล้ว ที่สุดก็มีคนที่มาใช้สิทธิ 3,500,000 คน เพิ่มเติมจากที่รับอยู่ในปัจจุบัน เงินเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุบัดนี้ก็จ่ายเป็นรายเดือน และจะมีการเดินหน้าตลอดไป รวมทั้งจะมีการขึ้นทะเบียนรอบใหม่ในเดือนกันยายนสำหรับคนที่มีอายุถึง 60 หลังจากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

ถัดมาเราต้องดูแล พี่น้องประชาชนที่ยากจนที่สุด คือ กลุ่มเกษตรกร จริงอยู่นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกรนั้น เราไม่สามารถที่จะเริ่มต้นใหม่ได้ เพราะว่าคาบเกี่ยวกับฤดูกาลการเพาะปลูก แต่เราเจอกับปัญหาที่ว่าโครงการการแทรกแซงราคาพืชผลนั้น โควตาที่กำหนดไว้ไม่พอเพียง และมีปัญหาอีกหลายปัญหา แต่ได้มีการดำเนินการแก้ไขทั้งในส่วนที่เป็นพืชหลัก ข้าว มันสำปะหลัง ข้าวโพด ปาล์ม ยาง ไปจนถึงเรื่องของผลไม้ที่ออกมาตามฤดูกาลต่าง ๆ จนในที่สุดเกษตรกรกว่า 1,500,000 ครัวเรือนหรือครอบครัวได้ประโยชน์จากตรงนี้ ถัดจากเกษตรกร เราต้องไปช่วยคนว่างงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายวิตกกังวลและเป็นห่วงที่สุดที่จะเป็นผลกระทบจากวิกฤต เศรษฐกิจ โครงการที่รัฐบาลได้ดำเนินการคือ ต้นกล้าอาชีพ ซึ่งจนถึงขณะนี้ปรากฏว่ามีผู้ผ่านการอบรมแล้วกว่า 200,000 คนทั่วประเทศ และได้สร้างงานกว่า 140,000 คน รวมทั้งอีก 20,000 คนที่เป็นโครงการที่เป็นการชะลอการเลิกจ้าง อันนี้คือในส่วนของต้นกล้าอาชีพ และถ้ารวมกับที่กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการนโยบาย 3 ลด 3 เพิ่ม ก็มีการสร้างงานอยู่หลายแสนอัตรา รวมไปถึงการชะลอการจ้างงานในส่วนของโครงการของกระทรวงแรงงานอีกจำนวนหนึ่ง เช่นเดียวกัน และสำหรับพี่น้องประชาชนทั่วไป ก็ได้มีการดำเนินการมาตรการลดภาระค่าครองชีพช่วยเหลือประชาชน 5 มาตรการด้วยกัน เรื่องของก๊าซหุงต้ม ซึ่งมีการตรึงราคาไว้ เพราะเรารู้ว่าเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเกือบทุกครัวเรือน ก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เรื่องของการลดและให้ใช้น้ำ ไฟ ฟรี สำหรับคนที่ใช้สิ่งเหล่านี้เป็นจำนวนน้อย ได้ช่วยเหลือในการลดภาระพี่น้องประชาชนไปประมาณ 8 ล้านครัวเรือน กว่า 8 ล้านสำหรับไฟ และต่ำกว่า 8 ล้านสำหรับน้ำ แต่ก็ถือว่าครอบคลุมคนจำนวนมากในบ้านเมืองของเรา

ขณะเดียวกันในส่วนของรถเมล์ รถไฟ กระทรวงคมนาคมก็เดินหน้าในการสานต่อในเรื่องของโครงการที่ให้บริการฟรี สำหรับผู้มีรายได้น้อย ก็มีการประมาณการกันว่า มีผู้ได้มาใช้ประโยชน์จากตรงนี้ รถเมล์อาจจะเดือนละ 13 ล้านเที่ยว รถไฟอาจจะ 3 ล้านเที่ยวต่อเดือน ก็เป็นการลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ส่วนคนที่มีรายได้อยู่ แต่เป็นรายได้น้อยนั้น เราได้มีการแบ่งเบาภาระโดยการเพิ่มรายได้ในโครงการ เช็คช่วยชาติ 2,000 บาท และมีคนได้รับเช็คตรงนี้ไปแล้วอีก 9 ล้านคน และเสริมด้วยโครงการที่เข้าไปดูแลเศรษฐกิจของชุมชน ก็คือในส่วนของชุมชนพอเพียง ซึ่งขณะนี้มีโครงการลงไปประมาณ 30,000 โครงการแล้ว

นี่คือกลุ่มคนต่าง ๆ ที่เราช่วยเหลือ แต่ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชนในภาพรวม ผมจะไม่ขอใช้เวลามาเล่าถึงมาตรการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว จะเป็นภาคการค้า การลงทุน ซึ่งกระทรวงทางเศรษฐกิจทั้งหลายได้ร่วมกันทำงานอย่างเป็นทีม และมีการติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดอยู่ทุกสัปดาห์ใน ครม.เศรษฐกิจ แต่ว่าผมยกเพียงตัวอย่างเดียวว่าในส่วนของวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม ซึ่งมีปัญหาในเรื่องสืนเชื่อ เราก็ต้องใช้หลายมาตรการ และสามารถทำให้มีการปล่อยสินเชื่อรวมไปได้ในช่วงแรก 22,800 กว่าล้านบาท และในปัจจุบันหลังจากเดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ปริมาณสินเชื่อที่ปล่อยในโครงการต่าง ๆ เหล่านี้มีการเร่งในอัตราที่สูงขึ้นทุกเดือน ๆ

นอกจากโครงการเหล่านี้ กลุ่มคนเหล่านี้แล้ว ยังมีนโยบายบางเรื่องซึ่งเราเคยพูดเราเคยสัญญากันมา และวันนี้เราก็ได้ทำจริงแล้ว ก็คือกรณีของ อสม. ทั่วประเทศเกือบ 1 ล้านคนที่ได้ค่าตอบแทนคนละ 600 บาทต่อเดือน ดังนั้น จะเห็นว่ามาตรการในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในช่วงที่ยากลำบากนั้น เราได้ทำเพื่อคนไทยทุกภาคทุกคน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงที่สุดในรอบ 60-80 ปี และอีกสักครู่ผมจะชี้ให้เห็นว่าแม้ว่ามาตรการเหล่านี้ยังไม่สามารถ ทำให้เศรษฐกิจกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ ซึ่งเราก็คาดการณ์ตั้งแต่แรกว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกจะต้องเป็นในช่วงปลาย ปี แต่ได้ส่งผลอย่างไรต่อภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ ตรงนี้อย่างที่ผมบอกครับคือการช่วยเหลือคนพร้อม ๆ ไปกับการบรรเทาและมีส่วนในการแก้ปัญหาส่วนหนึ่ง เพราะว่ามาตรการเหล่านี้ก็เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เราไม่ได้หยุดเท่านั้น เราเดินหน้าต่อทันทีว่าเราจะต้องแก้และกระตุ้นเศรษฐกิจพร้อมๆ ไปกับเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประเทศไทยของเรา ลงทุนเพื่อคนไทยทั้งประเทศ และในช่วงระยะเวลา 6 เดือนเช่นเดียวกัน เราก็ได้จัดทำแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง แล้วก็ได้มีการจัดแผนในเรื่องของการระดมทุนเข้ามา ซึ่งก็คือเงินที่เป็นเงินฝากของพี่น้องประชาชนที่อยู่ในระบบธนาคารส่วนหนึ่ง และขณะนี้ก็ได้มาซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งไปแล้ว ที่เหลือจะเป็นการกู้เงินจากภายในประเทศ เพราะว่าเงินในระบบธนาคาร สภาพคล่องของเรายังมีมาก ไม่ได้เป็นเรื่องของการไปก่อหนี้โดยการไปกู้เงินจากต่างประเทศแต่อย่างใด ในปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนั้น สิ่งที่เรากำลังทำคือเรากำลังวางรากฐานสำหรับประเทศไทย หลังจากที่เราต้องยอมรับครับว่าหลายปีที่ผ่านมานั้น โครงสร้างพื้นฐานของประเทศนั้นเสื่อมโทรมลงไปมาก ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ไทยเข้มแข็งก็ครอบคลุม 7 ด้านนะครับ ด้านแรกก็คือในส่วนของการดูแลภาคการเกษตรของเรา ที่จะมีการสร้างและปรับปรุงแหล่งน้ำทั่วประเทศ เกือบ 1,500 แห่งครับ และจะมีประมาณ 1,000,000 ครัวเรือนที่ได้ประโยชน์จากระบบชลประทานและการกระจายน้ำที่จะเกิดขึ้นจากการ ลงทุนครั้งใหญ่ครั้งนี้

ด้านที่ 2 คือเรื่องของการขนส่ง คมนาคม โลจิสติกส์ ซึ่งอันนี้ก็มีตั้งแต่ระบบราง ที่จะมีการดำเนินการลงทุนครั้งใหญ่ครั้งหนึ่งในส่วนของรถไฟ ซึ่งกระทรวงคมนาคมก็เดินหน้าเต็มที่ ทั้งในภูมิภาค และในกรุงเทพมหานคร ในภูมิภาคนั้นก็จะเป็นการปรับปรุงรางเดิม วางระบบรางคู่ มีเป้าหมายในการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านและเชื่อมโยงกับประเทศจีนที่จะ เกิดขึ้นต่อไป เป็นการอำนวยความสะดวกให้คนไปมาหาสู่ และเป็นการเปิดเส้นทางเพื่อเอาสินค้าออกมาจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ที่เคยอยู่ห่างไกล สามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น ส่วนระบบถนนนั้นก็จะมีถนนไร้ฝุ่น ถนนปลอดภัย ทุกชุมชนนะครับในส่วนของกรม ในส่วนของกระทรวงคมนาคมนั้นก็จะดำเนินการให้เสร็จภายใต้ปฏิบัติการไทยเข้ม แข็ง นี่คือด้านที่ 2

ด้านที่ 3 เดินหน้าในส่วนของการศึกษา ว่านอกจากเรื่องเรียนฟรีที่ได้ทำไปแล้ว เราก็กำลังจะยกระดับคุณภาพของโรงเรียนอีกกว่า 8,000 แห่ง มีการปรับปรุงห้องสมุดกว่า 1,700 แห่ง แล้วก็จะไปเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางของการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งมีรายละเอียดอีกมากที่เราจะทำ ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการยกเครื่องระบบการสอบคัดเลือกหรืออะไรต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้คุณภาพการศึกษาเราดีขึ้น

ด้านที่ 4 เป็นเรื่องของการสาธารณสุข ซึ่งจะมีการยกระดับสถานีอนามัย มาเป็นโรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพระดับตำบลทั่วประเทศ ที่จริงเริ่มต้นก่อนไทยเข้มแข็งไป 1,000 แห่งครับ จะเสร็จในปีนี้ แล้วก็จะดำเนินการที่เหลือในโครงการไทยเข้มแข็งนี้พร้อม ๆ กับการลงทุนในโรงพยาบาลระดับอำเภอ ระดับจังหวัดกว่า 800 แห่ง และก็มีเรื่องของการพัฒนาสถานพยาบาล รักษาโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคอื่น ๆ ซึ่งเป็นโรคสำคัญที่ทำให้พี่น้องประชาชนคนไทยต้องเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยอยู่ มีโครงการที่เกี่ยวข้องกับทางด้านของการวิจัย ที่จะเชื่อมโยงกับทั้งเศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข ก็คือห้องแล็ปแห่งชาติเพื่อคนไทย อันนี้ทั้งสร้างงานและลดการนำเข้า เช่นเดียวกัน อันนี้ก็เป็นอีกด้านหนึ่ง นอกนั้นก็เป็นเรื่องของการฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยว เป็นเรื่องของการที่จะส่งเสริมสนับสนุนเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งผมจะได้พูดต่อไป

และด้านสุดท้ายที่สำคัญในปฏิบัติการไทยเข้ม แข็งก็คือ เป็นส่วนหนึ่ง ความจริงก็ถือเป็นหัวใจก็ได้ของการที่จะแก้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกือบ 400 โครงการซึ่งต่อไปนี้ประชาชนในพื้นที่จะสัมผัสได้ เพราะมีเรื่องของการสนับสนุนอุตสาหกรรมฮาลาลครบวงจร มีการส่งเสริมในเรื่องของการปลูกปาล์มน้ำมัน และที่สำคัญคือว่ามีเป้าหมายว่าจะมีการเพิ่มรายได้ต่อหัว สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่นั้น ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ให้ได้ประมาณ 60,000 บาทต่อคน ในช่วงของการเดินหน้าปฏิบัติการไทยเข้มแข็งนี้

ผมเลยถือโอกาสเรียนนะครับว่าในส่วนของปัญหาภาคใต้ 6 เดือนแรกได้มีการปรับทิศทางปรับนโยบายอย่างชัดเจน เอาเรื่องของความยุติธรรมและการพัฒนารวมไปถึงการเมือง มานำในเรื่องของการทหาร แล้วก็เรื่องเดียวที่ผมได้พูดตั้งแต่ต้นว่าจะไม่สามารถทำได้ภายใน 99 วันก็คือเรื่องของกฎหมายในการตั้งสำนักงาน เราก็ได้ใช้วิธีการตั้งคณะรัฐมนตรีจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมาเป็นการเฉพาะ และจะผลักดันกฎหมายในสมัยประชุมที่จะเริ่มต้นขึ้น ที่จริงเริ่มต้นขึ้นในเดือนนี้ เพื่อที่จะเดินหน้าในเรื่องนี้ต่อไป

เพราะฉะนั้น 6 เดือนอย่างที่ผมบอกครับว่า เราทั้งช่วยคน เราดับไฟ และเราก็ได้วางรากฐานสำหรับอนาคตที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น ผมได้ให้เห็นภาพว่าแต่ละกลุ่มคนนั้น ได้รับประโยชน์อย่างไรจากการทำงาน 6 เดือนที่ผ่านมา แต่ว่าผมอยากจะให้เห็นด้วยว่า ในภาพรวมวันนี้ หลังจากที่ทำงานไปแล้ว 6 เดือน ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นครับผมอยากจะบอกว่าการรายงานตัวเลขทาง เศรษฐกิจในอดีตเรามักจะดูตัวเลขเปรียบเทียบปีต่อปี ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ปกติ เข้าใจได้ แต่ในภาวะวิกฤตที่มีความเปลี่ยนแปลงความผันผวนมากนี้ การจะดูแนวโน้มว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร จะต้องดูตัวเลขไตรมาสต่อไตรมาส และเดือนต่อเดือน

พอเรามาดูตัวเลขตรงนี้ผมคิดว่าเราจะเห็นภาพ ชัดเจนขึ้นครับว่า สิ่งที่รัฐบาลได้ทำไปกับภาวการณ์เปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจโลก กำลังส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างไร นี่คืออัตราการเติบโตของ GDP เทียบไตรมาสต่อไตรมาส ซึ่งเป็นวิธีการคำนวณที่นิตยสารทางด้านเศรษฐกิจธุรกิจได้ใช้คำนวณกับประเทศ อื่น ๆ มาบ้างแล้ว ผมก็เลยให้ทำดูกับประเทศในเอเชียที่สำคัญอย่างเช่น จีน เวียดนาม เกาหลี และของไทยคือเส้นสีเขียวครับ อยากจะชี้ให้เห็นว่าถ้าดูจากตัวเลขอย่างนี้น่าจะบ่งบอกชัดเจนว่าเราได้ผ่าน จุดต่ำสุดไปแล้วจริง ๆ แล้วขณะนี้กำลังมีแนวโน้มของการขยายตัวในอัตราที่ค่อนข้างเร่งตัวขึ้นมาพอ สมควร ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเขาก็จะพูดว่าเป็นการฟื้นฟูแบบตัววี คือลงเร็วแล้วก็ขึ้นค่อนข้างเร็ว แต่ไม่ใช่เฉพาะตัวเลขตัวนี้ครับ ถ้าเราไล่ดูตัวเลขอื่น ๆ ที่ตามมา มันจะบ่งบอกสัญญาณในลักษณะเดียวกันทั้งสิ้น เช่น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ถ้าเทียบในลักษณะของไตรมาสต่อไตรมาสก็จะเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างชัดเจน ตัวอื่น ๆ ก็เหมือนกันครับ อัตราการใช้กำลังการผลิตก็กำลังผงกหัวขึ้นมา และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น ดัชนีการอุปโภคบริโภคของภาคเอกชน ซึ่งอันนี้คือเป้าหมายหลักของบรรดามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบแรกนะครับ ว่าจะสามารถหยุดยั้งการทรุดลงของสถานการณ์และกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่ม ขึ้น ขณะนี้ก็เริ่มมีสัญญาณที่ดีเช่นเดียวกัน

รายได้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งจะสัมพันธ์กับเรื่องการบริโภค ก็เป็นภาพเหมือนกันหมดครับ ว่าขณะนี้การฟื้นตัวกำลังเริ่มขึ้น เช่นเดียวกับเรื่องของการส่งออก ถ้าดูตัวเลขไตรมาสต่อไตรมาส เดือนต่อเดือน รวมไปถึงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม นอกจากนั้นครับในรายอุตสาหกรรมเอง ดูอัตราการเติบโตของยอดขายรถยนต์ จักรยานยนต์ ก็เป็นแนวโน้มเดียวกันหมด และขณะเดียวกันการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของสมาคมบริษัทจดทะเบียน ถ้าถามถึงว่ามีสัญญาณการฟื้นตัวภาคการลงทุน มองไปข้างหน้า แล้วก็มองผลงานของรัฐบาลกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นการยืนยันครับว่า 6 เดือนที่ผ่านมาผมทราบดีว่าเป็นช่วงที่ทุกคนยากลำบากที่สุดจากวิกฤตเศรษฐกิจ ครั้งนี้ แต่ผมมั่นใจว่าจุดเลวร้ายที่สุดได้ผ่านพ้นไปแล้ว แล้วขณะนี้จากการวางแผนที่ต่อเนื่องในเรื่องมาตรการของเศรษฐกิจนั้น จะทำให้การฟื้นตัวเกิดขึ้น และเราได้เตรียมความพร้อมสำหรับเศรษฐกิจหลังการฟื้นตัวแล้วด้วย นี่คือภาพรวมเศรษฐกิจครับ

สำหรับภาพรวมของประเทศในด้านอื่น ๆ ผมก็อยากจะเรียนว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ผมก็ต้องใช้เวลาพอสมควรในการไปสื่อสารกับต่างประเทศ ที่เห็นแต่ข่าวร้ายจากประเทศไทยมาโดยตลอดระยะเวลาหลายปี และก็สามารถดำเนินการหลายเรื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะประธานของอาเซียน ที่จะมีบทบาทในภูมิภาค ที่จะมีบทบาทในฐานะตัวแทนของภูมิภาคในเวทีโลกด้วย แน่นอนครับมีช่วงเหตุการณ์เดือนเมษายน ที่ยังคงเป็นปัญหา แล้วก็ในส่วนของปัญหาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งกำลังเป็นปัญหาในกว่า 100 ประเทศในขณะนี้ ก็ยังเป็นจุดที่เราจะต้องเดินหน้าในการแก้ไขปัญหาภาพลักษณ์ในส่วนนี้ต่อไป

แต่อยากจะสรุปให้เห็นว่าภาพที่ได้ฉายออกมา 6 เดือน คือการทำงานที่มุ่งไปสู่ประชาชนด้วย และทำงานให้กับภาพรวมของประเทศ ของสังคม อย่างมีแผน อย่างมีทิศทางที่ชัดเจน ซึ่งขณะนี้ผมมั่นใจว่าจะทำให้เรามองเห็นว่าในอนาคตข้างหน้านั้น เราได้ก้าวผ่านพ้นช่วงที่เลวร้ายที่สุด และกำลังกลับเข้าสู่การฟื้นตัวอย่างแท้จริง แต่ผมอยากจะเรียนต่อไปครับว่า สิ่งที่สัญญาแล้ว ทำได้แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่เราสัญญาและจะสัญญาจะทำ แล้วก็จะทำให้เห็นให้เป็นผลอีก จะเป็นเรื่องใหญ่ ๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทย

เรื่องแรกคือระบบสวัสดิการของประชาชนครับ เราได้เริ่มต้นแล้วในเรื่องของการสนับสนุนสวัสดิการชุมชน เรากำลังจะขยายระบบประกันสังคม เพื่อให้คนไม่ว่าจะเป็นคู่สมรส บุตร ได้สิทธิมากขึ้น ขยายไปสู่แรงงานนอกระบบ เรากำลังจะทำระบบการออมสำหรับชราภาพ เพื่อให้คนไทยทุกคนเหมือนกับมีสิทธิที่จะมีประกันสังคมของตัวเองบ้าง 3 - 4 เรื่องนี้จะถูกนำมารวมกันเป็นระบบสวัสดิการของชาติอย่างชัดเจน และจะเกิดขึ้นภายใต้การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ ต่อไปนี้เราจะได้พูดได้เต็มปากคำครับว่าไม่ใช่เฉพาะข้าราชการ ไม่ใช่เฉพาะคนที่อยู่ในประกันสังคมเท่านั้นที่มีหลักประกันในชีวิต ที่จะมีบำนาญต่อไปในอนาคต ประชาชนคนไทยทุกคนจะได้สิทธินี้ ในช่วงระยะเวลาอันใกล้ที่รัฐบาลกำลังจะเร่งรัดจัดทำกฎหมาย และวางระบบตรงนี้ทั้งหมด และไม่เพียงแต่สวัสดิการเท่านั้นนะครับ ปัญหาที่เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง ในเชิงพื้นฐาน ในเชิงความไม่เป็นธรรม ที่มีอยู่ในสังคมไทย ที่เป็นปัญหาเรื้อรังนั้นก็จะได้รับการสะสางด้วย เช่น ปัญหาที่ทำกิน ที่ขณะนี้จากการทำงานกับภาคประชาชน เราก็กำลังจะเอาระบบโฉนดชุมชนมาใช้เป็นทางแก้ ทางเลือกอีกทางหนึ่ง เช่นเดียวกับที่เราจะขยายเรื่องของบ้านมั่นคงในระบบของที่อยู่อาศัย"

รับประเมินเหตุการณ์เดือนเมษาพลาด
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงปัญหาการเมืองว่า ตนพยายามใช้แนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่ก็มีความผิดพลาดอย่างเหตุการณ์ในเดือนเมษายนนั้นยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด เพราะไปคิดว่าตบมือข้างเดียวจะไม่ดัง นึกว่าถ้ารัฐบาลไม่ทะเลาะ แล้วเดินหน้าในแนวทางของสมานฉันท์ จะไม่มีการใช้ความรุนแรง หรือไปทำความเสียหายให้กับประเทศชาติถึงขั้นที่เสียหายไปถึงต่างประเทศ ยังยึดมั่นแนวทางเดิม แต่ต้องปรับปรุงระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวหลายอย่างยังมีในสังคม

"ผมไม่สบายใจ เพียงแต่ว่าคนที่ไม่สบายใจ ไม่เห็นด้วย อาจมองต่างเท่านั้นเองว่าวิธีการที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับปัญหาคืออะไร แต่ยืนยันครับว่าไม่ละเลยเรื่องเหล่านี้ แต่ถามว่าพอใจในสภาพหลายอย่างที่เป็นอยู่ไหม ก็ไม่พอใจ เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องปรับปรุง" นายอภิสิทธ์กล่าว

เมื่อถามถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาดำเนินคดี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องของอดีตนายกฯ เป็นเรื่องปกติที่หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเสมอภาค แต่หากย้อนประวัติไปดูจะพบว่า เวลาคนทำผิดและหลบหนีไปต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องยากที่จะเอากลับมา ต้องดูข้อกฎหมายและประสานงานกับองค์กรระดับสากล ระยะหลังบุคคลดังกล่าวมักจะเดินทางไปในที่ที่ไม่มีสนธิสัญญา และเริ่มเดินทางไปประเทศที่เราไม่มีสถานทูตมากขึ้นๆ เราก็จะทำบนความพอดีที่จะรักษากฎหมายให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์

ยันให้สภาเป็นเจ้าภาพแก้ รธน.
เมื่อถามว่า มีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีรายงานของคณะกรรมการที่สภาตั้งขึ้นเสนอเบื้องต้น 6 ประเด็น ตนได้หารือกับประธานสภา ระบุว่าจะรอรายงานของอีกชุดหนึ่งก่อนแล้วจะเอาทั้ง 2 ชุด เสนอที่ประชุมสภา เพื่อหาคำตอบว่าจะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรรมนูญอย่างไร เบื้องต้นได้คุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว อยากให้เป็นกระบวนการของพรรคการเมืองและสภา มากกว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ซึ่งตนจะขอให้ประธานสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา ส่วนรายละเอียดคงต้องดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์นี้ต้องมาจากกระบวนการที่ไม่สร้างความขัดแย้ง ถ้าฝ่ายหนึ่งเห็นว่าฉบับนี้สมานฉันท์ แต่มีบางฝ่ายไม่เห็นด้วย มันก็ไม่สมานฉันท์อย่างแท้จริง ตนจึงกำลังประเมินจากเสียงที่ได้ฟังในสภา อีกรอบว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร โดยจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเพื่อสร้างการยอมรับ

"เพื่อไทย" สวนรัฐบาล ไร้ผลงาน แก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้
วันเดียวกัน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ที่นายกฯ แถลงผลงานรอบ 6 เดือนว่า เท่าที่ดูแล้วไม่ได้มีผลงานหรือมีอะไรดีขึ้น เพราะไม่ได้แก้ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของประชาชนยังมีอยู่ แม้รัฐบาลจัดทำรูปเล่มผลงานให้ดูดีแค่ไหน ก็เหมือนเอาแป้งมาประแต่งใบหน้าให้ดูดี และนายกฯ ยอมรับว่าแก้เรื่องความสมานฉันท์ไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเสนออะไร รัฐบาลก็มักออกมาคัดค้านทุกเรื่อง แล้วความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ด้านนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรค พท. กล่าวว่า จากการประเมินผลงานของรัฐบาล 6 เดือนแล้วบอกว่ามีล้านความสุข แต่ลืมไปว่า 60 ล้านคนไทยมีความทุกข์จากการขึ้นภาษีน้ำมัน อยากบอกว่า 6 เดือนของรัฐบาลได้ ขออนุมัติสองอย่างสำคัญคือ 1.ขอกู้เงินเพิ่มกลางปีงบประมาณ 1.1 แสนล้านบาท อยากทราบว่ามีผลสัมฤทธิ์อย่างไรบ้าง 2.การขอกู้เงิน 8 แสนล้านบาทจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้อย่างไร และเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร รวมทั้งโครงการชุมชนพอเพียง ที่ยังมีความคลางแคลงใจอยู่

เปิดเว็บประจำตำแหน่ง www.pm.go.th
วันเดียวกัน มีการเปิดตัว www.pm.go.th เว็บไซต์ประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าเว็บไซต์นี้จะเป็นช่องทางหนึ่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งประชาชนสามารถส่งคำถามเพื่อสอบถามนายกรัฐมนตรีได้ จากนั้นก็จะมีการโหวตว่าคำถามไหนยอดฮิต แล้วจะเลือก 3 คำถามยอดนิยม โดยนายกรัฐมนตรีจะตอบคำถามโดยทำมาเป็นคลิปวิดีโอ และออกอากาศหลังที่รายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” จบ ก็จะเป็นการตอบคำถามของนายกรัฐมนตรี และจะนำคำตอบดังกล่าวลงไว้ในเว็บไซต์ด้วย แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคำถามจะได้รับคำตอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คำถามที่ไม่ได้รับคำตอบจะทำอย่างไร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความจริงมีช่องทางในการสื่อมาก ในส่วนของนายกรัฐมนตรีอีเมล์ มีเว็บไซต์นี้เป็นการเพิ่มช่องทาง มีวัตถุประสงค์คือ 1. ประเทศไทยไม่เคยมีเว็บไซต์เฉพาะของนายกรัฐมนตรี 2. เว็บไซต์นี้จะเป็นลักษณะที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชนและ 3.เว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาลมีจำนวนมาก เว็บไซต์ใหม่นี้จะเป็นการรวมและสามารถเข้าสู่เว็บไซต์อื่นได้ทุกตัว ส่วนเว็บไซต์ www.thaigov.go.th นั้น จะทำหน้าที่เป็นเว็บให้ข้อมูลข่าวสารภาคราชการอย่างเดียว อนาคตหากต้องการดูข้อมูลของนายกรัฐมนตรีก็จะดูที่เว็บไซต์ใหม่นี้อย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันดังกล่าว account twitter ในชื่อ PM_abhisit ก็ได้รับการยืนยันตัวตน (verified) จากเว็บไซต์ทวิตเตอร์แล้ว อย่างไรก็ตาม ข้อความต่างๆ ที่ส่งไปยังเว็บไซต์ดังกล่าว ระบุว่าดำเนินการโดยทีมงาน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กล่าวภายหลังการแถลงผลงาน 6 เดือนของรัฐบาล ว่า การแถลงผลงานเกือบไม่ได้ใช้งบประมาณเลย เพราะส่วนใหญ่เป็นเจ้าหน้าที่และอุปกรณ์ของทางราชการ ยกเว้นการจัดพิมพ์หนังสือใช้งบประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ส่วนของการประชาสัมพันธ์ผลงานรัฐบาลนั้นทำต่างหาก อย่างไรก็ตาม สปอร์ตโฆษณาจะเริ่มออกอากาศในวันที่ 13 สิงหาคม ใช้งบประมาณ 15 ล้านบาท โดยขอความร่วมมือจากสถานีช่วยเพิ่มความถี่ในการเผยแพร่ ระหว่างวันที่ 13 สิงหาคม-30 กันยายนนี้ ส่วนของบิลบอร์ดต่างๆ ที่ขึ้นทั่วประเทศก็เสียค่าใช้จ่ายไม่มากในลักษณะที่รัฐบาลขอความร่วมมือ

ที่มา: บางส่วนจากไทยรัฐออนไลน์ (1,2), มติชนออนไลน์

ภาษีทรัพย์สิน ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า มันถึงเวลาแล้ว..

ที่มา ประชาไท

ปัจจุบันเราเสียภาษีทางอ้อมกว่า 70% และเสียภาษีทางตรงเพียง 30% ภาษีทางอ้อมนั้นเก็บผ่านฐานการบริโภค คือ ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่างๆ ซึ่งเป็นการเก็บภาษีทางอ้อมที่ผลักภาระให้คนจนส่วนใหญ่เป็นผู้แบกรับภาษี ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำทางสังคมมหาศาลและการกระจายรายได้ที่แย่มากที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนี้ เรามีมนุษยน์ผู้จิบไวน์ขวดละแสน และชาวนาที่ต้องขายควายกว่า 10 ตัวกว่าจะเทียบเท่าน้ำทิพย์สีแดงขวดนั้น ไม่ผิดที่เราเกิดมาต่างกัน แต่นั่น มันไม่เป็นธรรมเลยสักนิด!!

ไม่ผิด ถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ได้แบกรับการพัฒนา ไม่ผิด ถ้ามูลค่านั้นมาจากส่วนเกินทางสังคม ไม่ผิด ถ้ารายได้ที่มากขึ้นนั้นมาจากหยาดเหงื่อแรงงานและการลงทุนที่ใช้ความสามารถ หากแต่ภายใต้การคุ้มครองของรัฐ ทรัพย์สินที่สั่งสมเพิ่มขึ้นจากการรีดมูลค่าจากคนสังคม สมควรแบ่งปันคืนสู่สังคม โดยให้รัฐจัดการในส่วนเสี้ยวหนึ่งเพื่อการพัฒนาสังคม สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และความสะดวกปลอดภัยของชีวิต.. แน่นอนรายได้ที่เพิ่มขึ้น ย่อมมาจากการกอบโกยจากสังคมส่วนหนึ่ง การคืนบางส่วนเพื่อไปพัฒนาแก้ไขปัญหาย่อมเป็นหน้าที่พลเมืองที่ดีมีคุณภาพของรัฐ และรัฐต้องเป็นรัฐที่ดีด้วยเช่นกัน ในการใช้ส่วนนั้นกลับไปพัฒนาสังคม ตลอดจนคุณภาพชีวิตและสวัสดิการที่ดีจากรัฐ

พลเมืองในยุโรป โดยเฉพาะประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ยินดีจ่ายภาษีส่วนเกินนี้คืนให้รัฐ แน่นอน ในอัตราก้าวหน้าจากทรัพย์สินและรายได้ที่งอกเงย เพราะแต่ละคนก็เอาประโยชน์ที่งอกเงยนั้นมาจากสังคมไม่เท่ากัน ความเป็นธรรมจึงเกิดขึ้นจากโครงสร้างภาษีที่เป็นธรรมนี้ และรัฐบาลก็นำภาษีที่เก็บได้มาพัฒนาสังคม จนผลิตผลของทรัพย์สิน ที่ดินและมูลค่าของการลงทุนต่างๆ งอกเงยขึ้นมาเป็นดอกผลตอบแทนคืนสู่พลเมืองอีกระลอกหนึ่ง แน่นอน ผลพวงนี้เชื่อมต่อกันและทุกคนก็ยินดีที่จะจ่ายภาษีเหล่านี้ หลายครอบครัวยินดีที่จะจ่ายเงินมากกว่าอีกครอบครัวหนึ่งซึ่งมีรายได้น้อยกว่า เพียงเพื่อจะให้ลูกของตนเข้าโรงเรียนที่เดียวกัน เหตุผลเดียวก็คือเพื่อให้ลูกหลานของตนได้เรียนรู้และอยู่ใน “สังคม”

ในอเมริกา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ จอร์ท บุช ผู้พ่อ เคยเสนอให้ยกเลิกเก็บภาษีมรดก เพื่อเดินทางเสรีนิยมสุดขั้ว ให้การแข่งขันและการผลิตของทุนมุ่งกำไรเต็มที่โดยไม่ต้องเอาสังคมเป็นภาระ ปรากฎว่านายทุนชั้นนำของสหรัฐต่างออกมาคัดค้าน หลายคนเห็นว่าพวกเขากอบโกยมาจากคนกว่า 200 ล้านคนในสหรัฐย่อมสมควรคืนกลับให้สังคมบ้างไม่มากก็น้อย อย่างน้อยก็เพื่อให้สังคมที่เขาอยู่ดีขึ้น และมันทำให้คุณภาพชีวิตของพวกเราดีขึ้นด้วย เข้าทำนองภาษิตที่ว่า “หากคนอ้วนแบ่งอาหารให้คนผอม ชีวิตเขาจะยืนยาวทั้งคู่”

ระหว่างที่ทรัพย์สินงอกเงยขึ้น มาจากการคุ้มครองจากรัฐในรูปแบบนิติบุคคล แน่นอน เราจ่ายภาษีเพียงบางส่วน ให้แก่รัฐ แต่สังคมที่โอบอุ้มดูแลอยู่ล่ะ เราได้เสียภาษีสังคมหรือไม่ สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมสลายลงทีละน้อยๆ ล่ะ เราได้จ่ายภาษีสิ่งแวดล้อมที่เสียไปอย่างคุ้มค่าหรือไม่ มีใครเคยคิดบ้างว่า เรายังคงหายใจในอากาศร่วมกัน เรายังคงหายใจบนพื้นที่ส่วนรวมอยู่ ไม่น้อยก็มากชีวิตเรากึ่งหนึ่งยังเป็นของส่วนรวม

ภาษีทรัพย์สิน คือภาษีทางตรงที่เราจ่ายให้แก่รัฐและสังคมระหว่างที่มีชีวิตอยู่ และแน่นอน ภาษีมรดก คือการจ่ายส่วนเกินที่ปลายทางนั่นเอง ส่วนเกินที่เราสะสมมาจากมูลค่าที่สังคมโอบอุ้ม เราไม่ได้มันมาจากสูญญากาศ ดังนั้น เราจ่ายภาษีคืนสังคมเผื่อเหลือเผื่อขาดแน่นอน มันจึงพอกพูนงอกเงยขึ้นเป็นกองมรดกให้แก่ลูกหลาน การจ่ายคืนส่วนเกินบางส่วนให้แก่สังคมปลายทางนี้ จึงเป็นอัตราก้าวหน้าเช่นกันเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม

ในสหภาพยุโรปเกือบทุกประเทศเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า รวมถึงญี่ปุ่นและอเมริกาด้วย มีทั้งปันส่วนหนึ่งเข้ารัฐบาลกลางและส่วนหนึ่งเข้าท้องถิ่น มีทั้งภาษีการให้และการรับ จากกองมรดกและหรือจากการรับมรดกก็ตามรูปแบบที่แต่ท้องที่ไป

ในประเทศไทย ซึ่งมีปัญหาความเหลื่อมล้ำมหาศาล คนรวยพากันคัดค้านการปฏิรูปภาษีเพื่อความเป็นธรรมทางสังคมมาโดยตลอด แต่ก็เป็นที่น่ายินดี ที่รัฐบาลดำริว่าจะผลักดันภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในเร็วๆ นี้ เพราะมันถึงเวลาแล้วจริงๆ !!! และในอนาคตภาษีมรดกจะตามมาเยียวยาบาดแผลและรอยร้าวของความยากจน ที่เกิดจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและนโยบายที่ไม่เป็นธรรม มาตลอดกว่า 50 ปี

กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เก็บนี้ นอกจากเป็นมาตรการสำคัญในการปฏิรูประบบภาษีที่ดิน และสามารถพัฒนาโครงสร้างทางการคลังเพื่อนำไปสู่ภาวการณ์กระจายรายได้ที่ดีขึ้นได้ ยังเป็นการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นและเป็นการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาวอีกขั้นหนึ่ง เพราะเป็นรายได้ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถจัดสรรทรัพยากรและกระจายการพัฒนาสาธารณูปโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของประชาชน เนื่องเพราะประเทศไทยยังไม่มีภาษีที่จัดเก็บจากฐานทรัพย์สินที่แท้จริงเช่นนี้ นอกจากฐานรายได้ คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และฐานการบริโภค คือ ภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มต่างๆ ซึ่งเป็นการเก็บภาษีทางอ้อมที่ผลักภาระให้คนจนส่วนใหญ่เป็นผู้แบกรับภาษีดังกล่าว ซึ่งเป็นโครงสร้างภาษีที่ไม่มีความเป็นธรรม แม้ว่าในอดีตถึงปัจจุบัน เราจะมีการเก็บภาษีโรงเรือนและที่ดิน และภาษีบำรุงท้องที่ แต่ก็ไม่ได้เก็บจากมูลค่าของทรัพย์สินอย่างแท้จริง เพราะเป็นการคำนวณภาษีบนฐานรายได้ โดยคำนวณจาก “ค่ารายปี” หรือค่าเช่าที่เจ้าของได้รับในแต่ละปี ถ้ามีการออกกฏหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จะเป็นภาษีทางตรงที่เก็บจากฐานทรัพย์สินที่แท้จริง

อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่ได้เป็นอัตราก้าวหน้าในเชิงการถือครองมูลค่า แต่ก็เป็นอัตราก้าวหน้าในเชิงการใช้ประโยชน์ หากมีการปล่อยที่ดินไว้รกร้างว่างเปล่าก็จะเก็บภาษีมากขึ้น หากเป็นที่ดินที่ทำประโยชน์เชิงพานิชย์ก็จะมีอัตรามากกว่าพื้นที่เกษตรกรรมทั่วไป อย่างไรก็ตาม ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่ได้เน้นในเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดิน โดยตรง และคนจนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน ดังนั้น กระทรวงการคลัง ควรมีนโยบายที่จะป้องกันไม่ไห้ที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรไปสู่นายทุน โดยเพิ่มมาตรการการเก็บภาษีอัตราก้าวหน้าที่มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่รกร้างไม่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตร และนโยบาย “โฉนดชุมชน” เพื่อเป็นการสร้างการยอมรับการครอบครองที่ดินทำกินและที่ดินอยู่อาศัยของผู้ที่ใช้ประโยชน์ในที่ดินที่แท้จริง และเป็นมาตรการในการให้ชุมชนมาจัดการที่ดินร่วมกัน เพื่อให้ที่ดินสามารถคงอยู่กับคนในชุมชนได้อย่างยั่งยืนต่อไป รวมถึง ควรมีมาตรการกันรายได้ของภาษีที่ดินส่วนหนึ่งตั้งเป็น “ธนาคารที่ดิน” เพื่อเป็นหลักประกันให้คนจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน มีโอกาสในการเข้าถึงที่ดิน

นอกจากนี้ หากเป็นไปได้ในระยะอันใกล้ หรืออาจเป็นนโยบายสังคมระยะยาว ควรมีนโยบายการปฏิรูปที่ดินทั้งระบบ เพื่อการกระจายการถือครองที่ดินอย่างจริงจัง โดยการรื้อฟื้นปรับปรุง พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ซึ่งมีการจำกัดการถือครองที่ดินไม่เกิน 50 ไร่ และห้ามคนต่างด้าวถือกรรมสิทธิ์ที่ดิน แต่มายกเลิกในสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในประกาศคณะปฏิวัติฉบับที่ 19 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2503 ยกเลิกการจำกัดการถือครองที่ดิน เพื่อส่งเสริมให้เอกชนได้แสวงประโยชน์จากทรัพยากรโดยไม่มีมาตรการรองรับ จนโครงสร้างการจัดการทรัพยากรโดยเฉพาะที่ดินเปลี่ยนแปลงไปจนเกิดปัญหาการสะสมที่ดินขึ้น โดยรัฐบาลและกระทรวงการคลังอาจร่วมกันปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวให้ทันสมัยขึ้น โดยมีมาตรการจำกัดการถือครองเพิ่มขึ้นไม่เกิน 200 ไร่ ตามความจำเป็น เป็นต้น ซึ่งจะสนับสนุนนโยบายการเก็บภาษีที่ดินฯ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรืออาจจะปรับปรุงร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ให้ครอบคลุมมาตรการดังกล่าว เพราะหากรัฐบาลไม่มีนโยบายเรื่องนี้ เกษตรและชาวนาไทยอาจจะกลายเป็นเพียงแรงงานในท้องไร่ที่เป็นฟาร์มขนาดใหญ่ของนายทุนข้ามชาติในอนาคต ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าว ยังเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญไทย พ.ศ.2552 มาตรา 85 ที่บัญญัติว่า รัฐมีหน้าที่กระจายการถือครองอย่างเป็นธรรม และดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรรมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น

อย่างไรก็ดี ประเทศไทย ควรมีนโยบายการเก็บภาษีทรัพย์สินอัตราก้าวหน้า ทั้งจากสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์เหมือนภาษีทรัพย์สินในต่างประเทศ ไม่ใช่จากอสังหาริมทรัพย์อย่างเดียวตามที่บัญญัติไว้ในร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเป็นมาตรการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมในระยะยาว รวมถึงการเก็บภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคม และเป็นหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ตามสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) ที่ประเทศไทยเป็นภาคีอยู่ เพื่อให้รัฐและท้องถิ่น นำมาใช้ในการพัฒนาสาธารณูปโภคและสวัสดิการทางสังคม เช่น การขนส่งมวลชนสาธารณะ การศึกษาและการสาธารณะสุข เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนมีเสรีภาพปลอดพ้นจากความอดอยากแร้นแค้น โดยเฉพาะชนชั้นล่างทางสังคม ซึ่งหากภาษีที่รัฐเก็บมา ใช้จ่ายไปในกลุ่มที่เป็นกลุ่มรายได้ระดับล่างมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะทำให้เกิดการกระจายรายได้ที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ซึ่งจะสามารถลดช่องว่างของคนในสังคมได้มากยิ่งขึ้น

มันถึงเวลาแล้วที่คนรวยจะต้องไม่เห็นแก่ตัว แล้วมันแต่อ้างอิงว่าตนเองและสังคมจะเสียประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ การแข่งขันเสรีจะสะดุด หรือวิกฤติเศรษฐกิจจะตามมา นอกจากเป็นอวิชชาของพ่อค้าคนธรรพ์จอมปลอมแล้ว ทุกคำที่ท่านอาจคัดค้าน ก็ล้วนแต่ส่งสาส์นของความเห็นแก่ได้ไม่รู้จบ หากคนอ้วนไม่สนใจคนผอม ความขัดแย้งก็ไม่มีวันสิ้นสุดและสะดุดเสรีนิยมสุดขั้วลงทุกครั้งด้วยความรุนแรงทางสังคม ความมั่นคงของมนุษย์ไม่อาจละเลยลืมเลือนต่อส่วนรวม สังคมจะขับเคลื่อนกงล้อไปสู่อารยะธรรมใหม่ได้ ก็เมื่อเราสละไวน์รสดีขวดละแสน เป็นน้ำทิพย์ชุบชีวิตเพื่อนมนุษยน์ที่แร้นแค้นใกล้ตาย จากโครงสร้างที่เขาไม่สามารถเข้าถึงมาเป็นสังคมเศรษฐกิจที่เราร่วมกันออกแบบได้ เพื่อมาร่วมใช้ชีวิตร่วมกันและพัฒนาสังคมต่อไป

The World is our Country, the Humanity is our Homeland…

คลิปเซีย ไทยรัฐ:"ผมเลือกข้างมานานแล้ว"

ที่มา Thai E-News


ค่าของสื่อมืออาชีพ-ภาพการ์ตูนที่เซีย ไทยรัฐ ลงตีพิมพ์ในไทยรัฐเช้าวันรุ่งขึ้นหลังรัฐประหาร19กันยายน2549 คือประกาศนียบัตรเกียรติยศของคนสื่อมืออาชีพ ในท่ามกลางสถานการณ์ที่คนมีอาชีพสื่อส่วนใหญ่เซ็นเซอร์ตัวเองเอาตัวรอด หรือหันไปสวามิภักดิ์รับใช้เผด็จการอย่างไร้ยางอาย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบcbnpress
6 สิงหาคม 2552


ศักดา เอียว หรือ"เซีย ไทยรัฐ"ผู้ประกาศจุดยืนผ่านการ์ตูนหน้า3ไทยรัฐอย่างชัดเจน ลูกหลานขุนศึกตระกูลหยางผู้นี้ เริ่มต้นงานเขียนการ์ตูนจากหนังสือพิมพ์มาตุภูมิรายวัน และก้าวเข้ามาเขียนการ์ตูนหน้า 3 ของไทยรัฐ แทนประยูร จรรยาวงศ์ ผู้ล่วงลับ

บทบาทจุดยืนที่โดดเด่นเข้มข้นของเขา ทำให้ล่าสุดฝ่ายรัฐบาลได้ร้องเรียนไปยังสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติว่า รัฐบาลโดนสื่อคุกคาม(ฮา!)

แต่เซียก็ประกาศจุดยืนว่า ก็ไหนตอนก่อนที่เป็นฝ่ายค้านมาบอกว่าให้คนต้องเลือกข้าง ตอนมาเป็นฝ่ายรัฐบาลกลับจะมาร้องทำไม และความจริงผมก็เลือกข้างความถูกต้องมานานแล้ว นานตั้งแต่ผมเริ่มอาชีพเขียนการ์ตูนเสียอีก

ชมคลิปวิดิโอสัมภาษณ์การ์ตูนเซีย ไทยรัฐ คลิ้กที่ลิ้งค์ด้านล่างนี้

http://www.cbnpress.com/index.php/component/hwdvideoshare/?task=viewvideo&video_id=2180

Thursday, August 6, 2009

แดงคุยสถิติใหม่ เรือนแสน รวมพล17สค.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24611

แกนนำเสื้อแดง โอ่ประชาชนเรือนแสนมาร่วมชุมนุมใหญ่ 17 ส.ค.ที่สนามหลวง เพื่อถวายฎีกาฯ เตือน ภูมิใจไทยอย่าขนคนมาเชียร์"เนวิน" คดีกล้ายาง วันเดียวกัน "ณัฐวุฒิ" ท้านายกฯยื่นหมูยื่นแมว รายชื่อ"หนุน-ถอน"ฎีกา

วันนี้ (6 ส.ค.) ที่บริษัทเพื่อนพ้องและน้องพี่ ศูนย์การค้าอิมพีเรียลลาดพร้าว แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือนปช.ร่วมแถลงการยื่นถวายฏีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 17 ส.ค.โดยนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช. กล่าวว่า กรณีรัฐบาลใช้อำนาจฝ่ายปกครองท้องถิ่น บังคับประชาชนมาลงชื่อค้านถวายฏีกา ทั้งมีการขโมยรายชื่อประชาชนจากระบบทะเบียนราษฏร์มาสวม การไปหลอกให้นักเรียนมาลงชื่อ การออกเอกสารจากกรมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย กล่าวร้ายคนเสื้อแดง เป็นเหตุให้คนเสื้อแดงที่สนับสนุนการถวายฏีกา เรียกร้องมายังแกนนำ ที่ประชุมนปช.จึงมีมติว่าจะจัดการชุมนุมตามภาคต่างๆทั่วประเทศ ทั้งหมด 7 เวที ก่อนวันถวายฏีกา 17 ส.ค.และจะมีการถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์พีเพิลแชลแนล วัตถุประสงค์การรวมพลคือ เพื่อชี้แจงแก่ผู้จะเข้าชื่อสนับสนุนการถวายฏีกา ขณะนี้ได้รับมาแล้วกว่า 2 แสนรายชื่อ

ประธานนปช. กล่าวต่อว่า วันที่ 17 ส.ค.จะมีการนัดหมายคนเสื้อแดงรวมตัวกันที่สนามหลวง ตั้งแต่เช้า เวลา 13.30 น.โดยจะมีการตั้งขบวนผู้ที่จะนำใบฏีกาไปทูลเกล้าฯ ประกอบด้วยตัวแทนราว 1.5 พันคน ช่วยกันหิ้วเอกสารที่ใส่กล่องอย่างดีราว 600 กล่อง กล่องละ 2 คน โดยในวันดังกล่าว จะมีคณะสงฆฆ์อีกราว 1,000 รูป เข้ามาร่วมนำใบถวายฏีกาที่ได้รวบรวมรายชื่อไว้ก่อนหน้านี้ มาทูลเกล้าฯพร้อมๆกับฏีกาของคนเสื้อแดงด้วย จึงเชื่อว่าน่าจะมีคนเสื้อแดงมาร่วมให้กำลังใจกันเต็มสนามหลวง เพื่อให้เป็นระเบียบสวยงามจึงเตรียมตั้งเวทีไว้ต้อนรับ จะไม่ใช่เป็นเวทีปราศรัยทางการเมือง แต่เป็นการชี้แจงเหตุผล และมีการแสดงดนตรี เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ หลังถวายฏีกาเสร็จจะสลายตัวทันที

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกนปช. กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายที่จะต้องอธิบายกับประชาชนก็คือรัฐบาล ว่ามีอำนาจตามกฏหมายใดที่จะบังคับให้ประชาชนมาเข้าชื่อค้านถวายฏีกา ส่วนกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า จะตรวจสอบรายชื่อผู้ที่เข้าชื่อถวายฏีกากับคนเสื้อแดง บอกได้เลยว่ายินดี เพราะคนเสื้อแดงเองก็อยากจะขอตรวจสอบรายชื่อผู้ที่เข้าชื่อค้านถวายฏีกาด้วย เช่นกัน จึงขอท้านายอภิสิทธิ์ ว่าหลังคนเสื้อแดงถวายฏีกาในวันที่ 17 ส.ค. จะเตรียมสำเนารายชื่อผู้ร่วมถวายฏีกาไว้ เพื่อรอนายอภิสิทธิ์เอารายชื่อ ของคนคัดค้านถวายฏีกามาแลกกันแบบยื่นหมูยื่นแมว ถ้าตรวจสอบพบว่ารายชื่อถวายฏีกาคนเสื้อแดงมีการหลอกลวงประชาชนมาลงชื่อตน ยินดีจะเดินเข้าห้องขัง แต่ถ้าตรวจสอบพบว่ารายชื่อคนค้านถวายฏีกา มีการบังคับหลอกลวงมา นายอภิสิทธิ์ยินดีเดินเข้าห้องขังด้วยหรือไม่ หลังถวายฏีกาจบแล้ว ขอท้ารัฐบาลให้มาทำประชามติกัน ว่าประชาชนต้องการให้นายอภิสิทธิ์ หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีกันแน่

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ขอเตือนพรรคภูมิใจไทยที่จะขนคนมาให้กำลังใจในวันที่ศาลพิจารณาคดีกล้ายางใน วันเดียวกับที่คนเสื้อแดงถวายฏีกา ว่าจะขนมาที่หน้าศาลหรือลานพระรูปก็อย่ามายุ่งกับคนเสื้อแดง เพราะในวันที่ 17 ส.ค.จะมีคนเสื้อแดงมามากกว่าการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงในวันที่ 8 เม.ย.และจะต้องถูกลบด้วยสถิติใหม่ในวันดังกล่าว เนื่องจากมั่นใจว่าประชาชนเรือนแสนจะมาร่วมในการถวายฏีกาแน่ และในวันดังกล่าวขอให้คนเสื้อแดงทำตัวให้ว่าง เพราะที่สู้มาทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับวันนี้ ใครเป็นคนเสื้อแดงขอให้นั่งไม่ติด ต้องออกมาที่สนามหลวง มากันให้เต็มบ้านเต็มเมือง