WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 7, 2009

เฉลิมพลิ้วแจง อ้างชื่อแม้ว แค่มุกหาเสียง

ที่มา บางกอกทูเดย์
Pic_24884
เผยปปช.รู้ดี"ทักษิณ" เป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยตัวจริง มีการดำเนินนโยบายจนเป็นที่ยอมรับ เป็นสิ่งที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ พร้อมเปิดแถลงวิจารณ์นโยบาย 10 ส.ค.นี้.

วันนี้ (7 ส.ค.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้เข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการสอบสวนกรณี นายศุภชัย ใจสุมทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ร้องขอให้ตรวจสอบการเลือกตั้งส.ส.เขต3 จ.สกลนคร เนื่องจาก ร.ต.อ.เฉลิม เคยให้สัมภาษณ์ทางสถานีโทรทัศน์ในลักษณะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยตัวจริง

ภายหลังการชี้แจงกว่า 2 ชั่วโมง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า กกต.เรียกมาให้ถ้อยคำ เพราะมีผู้ร้องว่า ตนปราศรัยหลอกลวง จูงใจสร้างความเข้าใจผิดกับประชาชน ซึ่งได้ยืนยันกับอนุกรรมการสอบสวนว่า คำพูดดังกล่าวเป็นการให้สัมภาษณ์ลักษณะเพิ่มเติมสีสันเพราะใครก็รู้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินห้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกอีก2ปี และตอนนี้ก็อยู่เมืองนอก ประเด็นดังกล่าวจึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่มีอยู่จริงและเป็นไปไม่ได้

ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ก่อนพูด ตนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า พูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะข้อเท็จจริงโดยนิตินัย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ เป็นหัวหน้าพรรค แต่ในทางพฤตินัยทุกคนรู้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยตัวจริง และมีการดำเนินนโยบายที่ประชาชนนิยมจนเป็นที่ยอมรับ ซึ่งความเชื่อนี้ของประชาชน เป็นสิ่งที่เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ เพราะมันเป็น ศรัทธา และจิตวิญญาณที่ประชาชนมีความรู้สึกต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งนี้ กกต.จะตัดสินอออกมาอย่างไรก็พร้อมยอมรับ

นอกจากนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า วันที่ 10 ส.ค.นี้ พรรคเพื่อไทยจะจัดแถลงข่าววิจารณ์นโยบายรัฐบาลขอให้รอฟัง ตนจะพูดถึง “รัฐบาลตองหก”และพร้อมจะตอบคำถามทุกเรื่อง รวมถึงเรื่องที่พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ รอง ผบ.ตร.ออกมาแสดงความไม่พอใจกรณีไมได้รับแต่งตั้งเป็นรักษาการ ผบ.ตร.ด้วย.

ฎีกาเพื่อแผ่นดิน

ที่มา บางกอกทูเดย์

อีกไม่นาน..คนไทยจะฆ่ากัน..เพราะเรื่อง..ฎีกาแม้แต่ในสถานศึกษาอย่างโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า..กับเรื่องที่ประชาชนหลายล้านคนจะถวายฎีกา..พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบกและอดีตนายกรัฐมนตรี กับ พล.อ.สุจินดาคราประยูร อดีตผู้บัญชาการทหารบกและอดีตนายกรัฐมนตรีก็เห็นคนละฝ่าย..บนความเหมือนมีความต่างพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ..นั้น ท่านได้ชื่อว่าเป็นทหารประชาธิปไตย..ได้เป็นนายกรัฐมนตรีมาจากการตั้งพรรคการเมืองแล้วลงเลือกตั้งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย..ในระหว่างครองยศทางทหาร..ท่านเป็นผู้ปราบปรามการปฏิวัติและเปลี่ยนกลับให้เป็นกบฏพล.อ.สุจินดา คราประยูร..นั้น ท่านเป็น..ผู้บัญชาการทหารบก..ในคณะปฏิวัติของพล.อ.สุนทร คงสมพงษ์..คราวที่ท่านขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี..ท่านก็ไม่ได้เป็นผู้แทนปวงชน..ในคราวที่ท่านพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เพราะประชาชนเดินขบวนขับไล่..มีการใช้กองทัพและกำลังอาวุธสลายผู้ชุมนุมจนประชาชนล้มตาย..ตราบจนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จลงมาแก้ไข..สงครามกลางเมืองระหว่าง ประชาชนกับกองทัพ..จึงยุติ..หลังจากนั้น..ผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.สุจินดา..มิตรสหายที่เป็นผู้ใหญ่ใน 3 เหล่าของกองทัพไทย..ก็ถูกปลดถูกลดอำนาจหน้าที่..กันถ้วนหน้าเขียนขึ้นมาเพื่อจะเรียนให้สังคมในปัจจุบันนี้..ได้ทบทวนย้อนหลัง..เพื่อหลีกเลี่ยงให้ประเทศพ้นจากวิกฤติอันจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองครั้งใหม่..พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ..เป็นปิตุราชาหมวด 9 ของรัฐธรรมนูญมาตรา 191 แห่ง..รัฐธรรมนูญ..บัญญัติไว้ว่า..พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ..หมวด 7 ของรัฐธรรมนูญ..ยอมรับด้วยข้อความนำหมวด..ว่า..การมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน 10,000 ชื่อของประชาชน..ให้ประธานสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติได้ 20,000 ชื่อของประชาชน ร้องประธานสภาให้ถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งได้..มาตรา 165..สนับสนุนการทำประชามติของประชาชน..เขียนมาเพื่อจะบอกว่า..มันไม่ใช่ฎีกาเพื่อทักษิณ..แต่มันเป็นฎีกาเพื่อแผ่นดินนี้..จะได้อยู่รอดปลอดภัยจากสงครามระหว่างประชาชน..ที่กำเนิดโดย..อ้ายอีที่อุดมไปด้วยกิเลสและตัณหา ■

หน้ากากพระราชินีฮ็อต ชาวบ้านใส่เกร่อสนุกขำๆ

ที่มา Thai E-News


ที่มา รอยเตอร์
7 สิงหาคม 2552

ชาวอังกฤษนำหน้ากากสมเด็จพระราชินีอลิซาเบ็ธ แห่งสหราชอาณาจักรมาใส่ที่ด้านข้างสนามกีฬา Edgbaston ในเบอร์มิงแฮม ระหว่างที่รอชมการแข่งขันกีฬาคริกเก็ตระหว่างทีมของอังกฤษกับทีมออสเตรเลีย เพราะเจอฝนตกจนต้องเลื่อนการแข่งขันออกไป

09-09-09รหัสอุบาทว์อำมาตย์ดัน"เฮียกวง”หุ่นเชิดตัวใหม่?

ที่มา Thai E-News


09-09-09รหัสอุบาทว์อำมาตย์ยึดประเทศ-เป็นปกล่าสุดของแนวร่วมREDที่จะออกวางแผงทั่วประเทศวันพรุ่งนี้ กล่าวถึงกลิ่นโชยอำมาตย์เลือกฤกษ์วันที่ 9 เดือน 9 ปี2009 ก่อรัฐประหาร ตั้งหุ่นเชิดตัวใหม่

ที่มา นิตยสารแนวร่วมRED รายสัปดาห์
7 สิงหาคม 2552

เป้าหมายปลายทางชีวิตของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีคลัง และรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ว่าตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ยังเป็นที่หมายปองของเขาอยู่ ถึงจะบอกว่าไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองก็ตาม

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ทำให้ระยะห่างของเขากับนายกทักษิณปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น จนทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจในฐานะขุนพลเศรษฐกิจมือฉมังลดต่ำลงจนแทบเป็นศูนย์

ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่หลายคนบอกว่าเขาจะได้เป็น ก็เพราะมีคนแบกใส่พานอุ้มชู และเป็นอีกครั้งที่ชื่อของ ดร.สมคิด อยู่ในกระแสข่าวลือท่วมตลาดหุ้นว่าเขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่จะถูกเชิดขึ้นมา หลังการทำปฏิวัติอีกครั้งในเร็ววันนี้ !

หลัง 09-09-09 ข่าวลือจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือ?
....................................................................
การพูดถึงสมคิดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง หนึ่งนั้นคือเขาตกเป็นข่าวว่ารับอาสาเป็นแกนนำนำขุนพลทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย 7-8 คน อาทิ สมศักดิ์ เทพสุทิน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ฯลฯ พร้อมสถาปนาอำนาจรัฐใหม่ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของนายกทักษิณ ซึ่งข่าวลือนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายรัฐบาลนายกทักษิณที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯโหมโจมตีอย่างหนัก

ว่ากันว่าความคิดจะสละเรือไทยรักไทย ไม่ขออยู่ภายใต้การคัดท้ายของนายท้ายเรือชื่อทักษิณของสมคิดและพวก เป็นเพราะเขาได้รับการร้องขอจากผู้มีบารมีคนหนึ่ง โดยให้เจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่คนหนึ่ง (ไม่ใช่ชัช เตาปูนแห่งสยามรัฐ) เป็นคนนำสมคิดเข้าพบ และพูดกันว่าสมคิดต้องมนต์ลมปากผู้มีบารมีคนนี้ จนพร้อมถูกตราหน้าว่าเป็น “กบฏ” กับนายกทักษิณ ผู้ซึ่งดึงเขาเข้ามาในวังวนการเมืองอย่างเต็มตัว

ส่วนอีกครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังเขาตกเป็นผู้ถูกคุมขังทางการเมือง บ้านเลขที่ 111 โดยสมคิดได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้เป็นที่ปรึกษาทำหน้าที่ประสานและกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจกับต่างประเทศ จนมีเสียงเอะอะโวยวายว่านักโทษทางการเมืองอย่างเขาจะเข้ารับตำแหน่งอะไรไม่ได้เป็นอันขาด จนเขาต้องประกาศถอนตัว เสียรังวัดไปอักโข

ว่ากันอีกล่ะว่าจริงๆแล้ว คมช.และรัฐบาลยุคนั้นไม่ได้คิดวางสมคิดไว้เป็นที่ปรึกษาแต่อย่างใด หากขอใช้เวลาเพื่อหาทางช่องทางล้างมลทินให้เขา เพื่อที่จะเชิดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงเสียงจริง

แต่แล้วสมคิดก็มีอันต้องรับประทานแห้วทั้งสองรายการ !

เขาเองบอกกับลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นศิษย์เก่านิด้าว่า ในเส้นทางชีวิตทางการเมืองของเขาได้ตัดสินใจพลาดไป 2 ครั้ง ซึ่งก็คือเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงพูดว่า รัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่าและ คมช.หาใช่ว่าจะเชื่อสมคิดได้สนิทใจ

บางคนบอกว่าสมคิดไม่ได้เก่งจริง เค้าโครงความคิดในเรื่องประชานิยมต่างๆ ล้วนเป็นไอเดียสุดบรรเจิดของนายกทักษิณทั้งสิ้น โดยสมคิดเป็นเพียงผู้เก็บรายละเอียดมาเรียงร้อยให้เป็นระบบ นำไปสู่การอธิบายที่ทำให้คนเข้าใจได้ง่ายเท่านั้น

มีการตั้งคำถามว่าสมคิดเป็นมือเศรษฐกิจหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ ! แต่เป็นมือเศรษฐกิจของใคร ระหว่างมือเศรษฐกิจระดับบุคคล กลุ่มบุคคล กับระดับประเทศ

มองในทัศนะแบบไทยๆ ที่มิพ้นกรอบประเทศไทย กระแสการเมืองของนักการเมืองอาชีพ (คือมีอาชีพ Occupation เป็นนักการเมือง จรงกันข้ามกับมืออาชีพ Professional เพราะมืออาชีพทางการเมือง ในความหมายสากล หมายถึงผู้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน สังคมและประเทศ ) มองสมคิดเป็นมือเศรษฐกิจระดับประเทศ

จุดขายของสมคิดที่พยายามยืนยันคือ เซียนการตลาดระดับโลก โดยอาศัยอ้างอิงจากการเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือ New Competition หนังสือการตลาดกับฟิลลิป คอทเลอร์ ปรมาจารย์ทางการตลาดระดับโลก

ในประเด็นนี้ถามว่าสมคิดเป็นนักการตลาดระดับโลกหรือไม่

ไทยอาจบอกว่าใช่ แต่พอพ้นจากประเทศไทยแล้ว คำตอบควรอยู่ที่ปลายสุดขอบฟ้า

เพราะอะไร

ในเชิงทฤษฎี สมคิดไม่เคยนำเสนอมุมมองใหม่ทางการตลาดที่แตกต่างไปจากคอทเลอร์ที่นำเสนอไว้

ในความเป็นมือเศรษฐกิจของรัฐบาล สมคิดเข้าไปแตะระบบการเงินและการคลังของประเทศ เข้าไปล้วง Otop และครัวไทยสู่โลก โดยระดับวงในเยินยอยอมรับสมคิดในขอบเขตของมือปฏิบัติที่ดีตามนโยบายที่กำหนดแล้ว

ถามว่ารัฐบาลที่ให้โอกาสสมคิดทำอย่างนั้นได้ ใคร คือ ผู้กำหนดนโยบาย

คำตอบก็คือ ทักษิณ ชินวัตร

นั่นจึงเป็นเหตุผลอย่างหนึ่งของการไม่ยอมรับแบบเต็มร้อยในตัวสมคิดของหลายๆคน

อย่างไรก็ตามด้านหนึ่งมีเสียงพูดว่า สาเหตุที่สมคิดต้องถอนสมอจากการเป็นที่ปรึกษา เพราะไม่อยากเสียหมาซ้ำสอง !

“ อาจารย์ยอมรับว่าเดินหมากพลาดไป แต่การที่ถอนสมอมาแต่ต้นๆ ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน เพราะจะได้ไม่ต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายในเรื่องต่างๆ ให้รกสมอง “ลูกศิษย์คนหนึ่งของเขาบอก

สมคิดนั้นมีภาพลักษณ์สดใส เป็นนักวิชาการระดับก้อนทองสมองเพชร เป็นนักวางกลยุทธ์ชาญฉลาด อ่อนน้อมถ่อมตนต่อทุกคน ทุกที่ จึงทำให้เป็นที่ยอมรับ ขับความเด่นของการเป็นนักบริหารที่มีความสามารถออกมาโดยปริยาย

เหตุที่เกิดขึ้นครั้งที่สองนี้ สมคิดได้บอกกับคนสนิทว่า เขาไม่ควรหลงเชื่อบางคน ยังดีไหวตัวทันและชิงลาออกเสียก่อน ไม่งั้นคงเกิดเรื่องวุ่นวายแน่นอน “ ผมกล้าที่จะถอนตัวโดยไม่กลัวเสียหน้า ผมต้องการพิสูจน์ให้คนไทยได้เห็นว่า ณ วันนี้ความสมานฉันท์ในบ้านนี้เมืองนี้สำคัญกว่าอื่นใด ผมไม่โกรธเคืองใคร เพราะช่องทางที่จะทำงานให้บ้านเมืองนั้นมีมหาศาล “ เขากล่าวและชะรอยอาจต้องกล่าวซ้ำในลักษณะนี้อีกก็เป็นได้ หลังตกเป็นหนึ่งตัวเก็งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป

สองเหตุการณ์ที่กล่าวถึงนี้ บางคนสรุปว่า นี่คือก้าวที่พลาดมหันต์ทางการเมืองของสมคิด เพราะเขาตกอยู่หว่างเขาควาย ในลักษณะที่เรียกว่า หันซ้ายพันธมิตรฯก็ไม่รับ หันขวาก็น้ำตาตกใน เพราะจันทร์ส่องหล้า ชินวัตร และพลพรรคเพื่อไทยก็หวาดระแวง !

แต่บางคนก็บอกว่า ถ้าในเหตุการณ์ที่หนึ่ง สมคิดตัดสินใจเด็ดขาดร่วมกับกลุ่ม 7 ส.ปลดพันธนาการเป็นอิสระจากพรรคไทยรักไทย บางทีการปฏิวัติ 19 กันยา อาจไม่เกิดขึ้น ประเทศไทยไม่ต้องเดินเข้าสู่มุมอับสายตาต่างชาติ และบางทีในวันนั้นจะเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งของการก้าวไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีของเขาก็เป็นได้ มิใช่ในวันนี้หรือในอนาคตที่ไม่รู้ว่าสมคิดจะต้องหลบก้อนหินก่อนก้าวสู่อำนาจหรือเปล่า

หรือว่าการชะลอตัดสินใจเด็ดขาดรับข้อเสนอของฝ่ายอำมาตย์ในวันนั้นของสมคิด อาจเกิดขึ้นเป็นจริงหลังเขาตอบรับข้อเสนอที่ยากปฏิเสธหลังการปฏิวัติที่กำลังตกเป็นข่าวลือในปัจจุบัน

บางทีดีลที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นดีลที่ถูกใจสมคิดมากที่สุดก็เป็นได้ ! ทั้งนี้โดยไม่สนใจว่าครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ร่วมรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ก่อนจะหมุนตัวกลับมารับใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าที่เปลี่ยนสีเพื่อรอจังหวะเขมือบตัวแมลงหรือไว้อำพรางศัตรู

อย่างไรก็ตาม สมคิดบอกกับคนสนิทว่า เขาตกเป็นข่าวเข้าร่วมสังฆกรรมทางการเมืองกับกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ตลอดเวลา ทั้งๆที่จริงแล้วเขายังขอเวลาไม่คิดอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากมองว่าลิเกยังไม่ได้ตั้งโรง จะรีบโหมออกแขกกันไปทำไม ?

Step By Step ของนักวางกลยุทธ์ จะดำเนินไปอย่างไร ห้ามกะพริบตา !

หรือว่าบัญชีแค้นของคนรักทักษิณจะต้องเพิ่มชื่อของสมคิดเข้าไปด้วยอีกคน ?

เทศกาลยึดโรงงานและนัดหยุดงานที่อังกฤษ

ที่มา Thai E-News

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
7 สิงหาคม 2552


นอกจากการต่อสู้ที่ Vestas แล้ว นักสหภาพแรงงานและประชาชนเป็นหมื่นออกมาเดินขบวนประท้วงการปิดโรงกลั่นวิสกี้ Johnnie Walker ในสก๊อตแลนด์


การต่อสู้ของคนงานอังกฤษท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจร้อนแรงขึ้นเมื่อมีการยึดโรงงานกังหันลม Vestas ทางใต้ของประเทศ


บริษัท Vestas เป็นบริษัทจากประเทศเด็นมาร์ค ที่สร้างกังหันลมเพื่อผลิตไฟฟ้า แต่อ้างปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจเพื่อปิดโรงงานและลอยแพคนงานกว่า 600 คน

ก่อนหน้าที่จะมีการประกาศปิดโรงงาน คนงานไม่มีสหภาพแรงงานเพราะเป็นคนงานรุ่นใหม่ในพื้นที่ที่ไม่ค่อยมีวัฒนธรรมสหภาพแรงงาน แต่พอมีการต่อสู้ยึดโรงงาน สหภาพแรงงาน RMT ซึ่งมีสมาชิกส่วนใหญ่ในรถไฟอังกฤษ ก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือการต่อสู้ และคนงานจำนวนมากสมัครเป็นสมาชิก


การยึดโรงงานเป็นยุทธวิธีที่สำคัญของสหภาพแรงงานทั่วโลก และในอังกฤษกับฝรั่งเศสได้รับชัยชนะในปีนี้ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์และการประกอบรถยนต์

อย่างไรก็ตามการยึดโรงงานเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ดังนั้นการฝ่าฝืนกฎหมายต้องหนุนด้วยกำลังการนัดหยุดงานจากคนงานภาคอื่นๆ ถึงจะชนะง่ายขึ้น ในกรณี Vestas เรายังไม่ทราบว่าจะจบลงอย่างไรหลังจากที่ศาลสั่งให้คนงานออกจากโรงงาน


Vestas เป็นตัวอย่างการต่อสู้เพื่อปกป้องงานและปกป้องโลกจากปัญหาโลกร้อนพร้อมกัน เขาจึงมีผู้สนับสนุนทั่วอังกฤษ และได้รับเงินช่วยเหลือจากสหภาพแรงงงานภายในอังกฤษและทั่วโลกด้วย แม้แต่คนงานโรงงานรถยนต์ แซนยง ที่กำลังยึดโรงงานในเกาหลีใต้ก็ส่งกำลังใจให้

การผลิตไฟฟ้าจากลมและแสงแดดเป็นวิธีสำคัญที่จะลดก๊าซ คาร์บอนไดออคไซท์ จากโรงไฟฟ้าที่เผาน้ำมัน ก๊าซ หรือถ่านหิน ก๊าซนี้มีผลทำให้โลกร้อนขึ้นซึ่งเป็นภัยต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งโลก

นอกจากการต่อสู้ที่ Vestas แล้ว นักสหภาพแรงงานและประชาชนเป็นหมื่นออกมาเดินขบวนประท้วงการปิดโรงกลั่นวิสกี้ Johnnie Walker ในสก๊อตแลนด์ สหภาพไปรษณีย์กำลังนัดหยุดงานต้านการแปรรูปเป็นเอกชน และพนักงานขับรถเมล์ในลอนดอนก็สไตร์คเรื่องเงินเดือนอีกด้วย


ในการต่อสู้ของคนงานต่างๆ โดยเฉพาะกรณี Vestas สมาชิกพรรคสังคมนิยมกรรมกรอังกฤษมีส่วนสำคัญในการหนุนช่วย เพราะพรรคแรงงานที่เป็นรัฐบาลในขณะนี้ ได้แต่เข้าข้างนายทุน พรรคสังคมนิยมกรรมกรอังกฤษ มีจุดยืนเหมือนองค์กรเลี้ยวซ้ายในไทย(www.pcpthai.org) และคัดค้านรัฐประหารในไทยและในฮอนดูรัส

และนี่คือสาเหตุที่ผมไปร่วมเคลื่อนไหวกับพรรคนี้ตั้งแต่มาอังกฤษและร่วมขายหนังสือพิมพ์ Socialist Worker อีกด้วย (www.socialistworker.co.uk)

แถลงผลงาน 6 เดือนรัฐบาล

ที่มา MCOT News คลิ้กชมรายละเอียดที่นี่

กรุงเทพฯ 6 ส.ค.-การแถลงผลงานของรัฐบาลรอบ 6 เดือน มีรัฐมนตรีเข้าร่วมเกือบทุกกระทรวง ยกเว้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่แจ้งว่าติดภารกิจและป่วย นายกรัฐมนตรีแถลงพอใจผลงาน พร้อมเดินหน้าเพิ่มสวัสดิการประชาชนต่อ ยอมรับว่ายังมีจุดอ่อนด้านการเมือง ทั้งปัญหาความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล และการสร้างความสมานฉันท์.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-06 19:16:15

เพื่อไทยซัด 6 เดือนรบ.ไร้ผลงาน-สมานฉันท์เหลว "สร.ร.ฟ.ท."ให้แค่ 3เต็ม10 นายกฯ รับคิดพลาด"เมษาฯเลือด"

ที่มา มติชนออนไลน์

เพื่อไทยซัด 6 เดือนรัฐบาบลไร้ผลงาน สมานฉันท์ก็ล้มเหลว เพราะจะเสนออะไร ถูกค้านทุกเรื่อง ด้าน"สาวิทย์ แก้วหวาน"ซัดแต่ทำงานแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้คะแนนแค่ 3 เต็ม 10 "มาร์ค"รับประเมินผิดพลาดเหตุการณ์เมษาฯ เลือด


รับประเมินพลาดเหตุเมษาฯ เลือด


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการแถลงผลงานรัฐบาลครบรอบ 6 เดือน เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมว่า ปัญหาการเมือง ตนพยายามใช้แนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหา แต่ก็มีความผิดพลาดอย่างเหตุการณ์ในเดือนเมษายนนั้นยอมรับว่าเป็นความผิดพลาด เพราะไปคิดว่าตบมือข้างเดียวจะไม่ดัง นึกว่าถ้ารัฐบาลไม่ทะเลาะ แล้วเดินหน้าในแนวทางของสมานฉันท์ จะไม่มีการใช้ความรุนแรง หรือไปทำความเสียหายให้กับประเทศชาติถึงขั้นที่เสียหายไปถึงต่างประเทศ ยังยึดมั่นแนวทางเดิม แต่ต้องปรับปรุงระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวหลายอย่างยังมีในสังคม


"ผมไม่สบายใจ เพียงแต่ว่าคนที่ไม่สบายใจ ไม่เห็นด้วย อาจมองต่างเท่านั้นเองว่าวิธีการที่ดีที่สุดที่จะจัดการกับปัญหาคืออะไร แต่ยืนยันครับว่าไม่ละเลยเรื่องเหล่านี้ แต่ถามว่าพอใจในสภาพหลายอย่างที่เป็นอยู่ไหม ก็ไม่พอใจ เพราะฉะนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่จะต้องปรับปรุง" นายอภิสิทธ์กล่าว


เมื่อถามถึงการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาดำเนินคดี นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องของอดีตนายกฯ เป็นเรื่องปกติที่หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่จะบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเสมอภาค แต่หากย้อนประวัติไปดูจะพบว่า เวลาคนทำผิดและหลบหนีไปต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องยากที่จะเอากลับมา ต้องดูข้อกฎหมายและประสานงานกับองค์กรระดับสากล ระยะหลังบุคคลดังกล่าวมักจะเดินทางไปในที่ที่ไม่มีสนธิสัญญา และเริ่มเดินทางไปประเทศที่เราไม่มีสถานทูตมากขึ้นๆ เราก็จะทำบนความพอดีที่จะรักษากฎหมายให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์


ยันให้สภาเป็นเจ้าภาพแก้ รธน.


เมื่อถามว่า มีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มีรายงานของคณะกรรมการที่สภาตั้งขึ้นเสนอเบื้องต้น 6 ประเด็น ตนได้หารือกับประธานสภา ระบุว่าจะรอรายงานของอีกชุดหนึ่งก่อนแล้วจะเอาทั้ง 2 ชุด เสนอที่ประชุมสภา เพื่อหาคำตอบว่าจะดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรรมนูญอย่างไร เบื้องต้นได้คุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว อยากให้เป็นกระบวนการของพรรคการเมืองและสภา มากกว่าเป็นเรื่องของรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน ซึ่งตนจะขอให้ประธานสภาตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา ส่วนรายละเอียดคงต้องดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์นี้ต้องมาจากกระบวนการที่ไม่สร้างความขัดแย้ง ถ้าฝ่ายหนึ่งเห็นว่าฉบับนี้สมานฉันท์ แต่มีบางฝ่ายไม่เห็นด้วย มันก็ไม่สมานฉันท์อย่างแท้จริง ตนจึงกำลังประเมินจากเสียงที่ได้ฟังในสภา อีกรอบว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร โดยจะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเพื่อสร้างการยอมรับ


"พท."สวนรัฐบาลชี้ไร้ผลงาน


วันเดียวกัน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า ที่นายกฯแถลงผลงานรอบ 6 เดือนว่า เท่าที่ดูแล้วไม่ได้มีผลงานหรือมีอะไรดีขึ้น เพราะไม่ได้แก้ปัญหาบ้านเมือง ปัญหาเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนของประชาชนยังมีอยู่ แม้รัฐบาลจัดทำรูปเล่มผลงานให้ดูดีแค่ไหน ก็เหมือนเอาแป้งมาประแต่งใบหน้าให้ดูดี และนายกฯยอมรับว่าแก้เรื่องความสมานฉันท์ไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะเสนออะไร รัฐบาลก็มักออกมาคัดค้านทุกเรื่อง แล้วความสมานฉันท์จะเกิดขึ้นได้อย่างไร


ด้านนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรค พท. กล่าวว่า จากการประเมินผลงานของรัฐบาล 6 เดือนแล้วบอกว่ามีล้านความสุข แต่ลืมไปว่า 60 ล้านคนไทยมีความทุกข์จากการขึ้นภาษีน้ำมัน อยากบอกว่า 6 เดือนของรัฐบาลได้ ขออนุมัติสองอย่างสำคัญคือ 1.ขอกู้เงินเพิ่มกลางปีงบประมาณ 1.1 แสนล้านบาท อยากทราบว่ามีผลสัมฤทธิ์อย่างไรบ้าง 2.การขอกู้เงิน 8 แสนล้านบาทจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้อย่างไร และเกิดประโยชน์ต่อประเทศอย่างไร รวมทั้งโครงการชุมชนพอเพียง ที่ยังมีความคลางแคลงใจอยู่


สร.ร.ฟ.ท.ให้คะแนนรบ.แค่3


นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.ร.ฟ.ท.) กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลด้านแรงงาน คงให้คะแนนได้เพียง 3 จากเต็ม 10 คะแนน เพราะที่ผ่านมา เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้มีมาตรการรองรับปัญหาด้านแรงงานอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดสิทธิแรงงาน รุนแรงยิ่งขึ้น ทำให้ลูกจ้างเดือดร้อนจำนวนมาก แนวทางการแก้ปัญหาคือการส่งเสริมสิทธิการรวมตัว และเคารพในสิทธิเจรจาต่อรอง


ขณะที่นายชัยสิทธิ์ สุขสมบูรณ์ ประธานสหพันธ์แรงงานธนาคารและการเงินแห่งประเทศไทย กล่าวว่า แรงงานภาคธนาคาร ประสบปัญหาจากการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดทางให้ธนาคารจ้างงานในลักษณะเอ๊าท์ ซอส โดยไม่ได้ให้ความสำคัญของสิทธิการเจรจาต่อรอง ธนาคารต่างๆ เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างใหม่ที่ให้สิทธิต่ำกว่าเดิม ดังนั้นจะรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องให้ ธปท. ร่วมหาทางออกแก้ไขในผลกระทบที่เกิดขึ้น ในวันที่ 13 สิงหาคมนี้

"เพรียวพันธ์"สุดกลั้นถูกข้ามหัว2ครั้ง อดโชว์ฝีมือ"วิเชียร"ชี้คำสั่งห้ามจบแล้วคดีเก่าไม่เฝ้าราชสำนัก

ที่มา มติชนออนไลน์"เพรียวพันธ์"น้ำตาคลอดสุดทนถูกข้ามหัว 2ครั้ง ถูกสกัดไม่ให้โชว์ฝีมือ "มาร์ค"ท้าฟ้องร้องยันเป็นดุลยพินิจของนายกฯ "วิเชียร" ชี้คำสั่ง"ห้ามเข้าเขตพระราชฐานจบแล้ว เนื่องจากสมัยเป็นหน.ตำรวจราชสำนักประจำไม่มาปฏิบัติหน้าที่ช่วงที่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน


"เพรียวพันธ์"ขอความเป็นธรรม


พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายป้องกันปราบปรามอาชญากรรม 1 (รอง ผบ.ตร.ปป.1) เปิดห้องทำงาน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม แถลงด้วยเสียงสั่นเครือและนัยน์ตาแดง ร้องขอความเป็นธรรมที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. โดยระบุว่าผิดประเพณีของ ตร. พร้อมจะร้องเรียนและฟ้องร้องตามขั้นตอนหากไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.คนต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาถูกข้ามหัวไปแล้ว 2 ครั้ง


พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้นำกำลังไปจับกุมนายเจิม เส้งเอียด หรือไข่หมูก โจรเรียกค่าคุ้มครองชื่อดังในพื้นที่ภาคใต้ ที่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เพิ่งทราบว่ามีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10) รักษาราชการแทน (รรท.) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ที่เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน


"เป็นเรื่องที่ผมอึดอัดใจ เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่เข้าใจ จริงๆ ผมอึดอัดใจมาก ที่เอาคนที่ไม่อาวุโสขึ้นมารักษาราชการแทน ผมอาวุโสสูงสุด เคยรักษาราชการแทนท่านพัชรวาทถึง 22 ครั้ง แต่ละครั้งก็เรียบร้อยปกติ การงานผ่านไปด้วยดี แม้ช่วงเหตุการณ์อย่างนี้ก็มีความเหมาะสมทุกอย่าง การเอาคนที่อาวุโสน้อยกว่ามารักษาราชการแทน มันผิดประเพณีปฏิบัติของ ตร.หรือเปล่า มันเป็นการชี้นำให้เห็นอะไรบางอย่างในเรื่องของการจะแต่งตั้ง ผบ.ตร.ในเร็ววันนี้หรือเปล่า ผมเองเคยได้รับการปฏิบัติที่ผิดกฎหมายจาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ครั้งนั้นย้ายผมไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่เป็นธรรม ซึ่งผมยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และผมก็ชนะคดี" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าว


ลั่นสุดทนถูกข้ามหัวแล้ว2ครั้ง


พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า การถูกย้ายไปประจำสำนักนายกฯ ทำให้ขาดโอกาสไปถึง 2 ครั้ง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าตนอาวุโสกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. อาวุโสกว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ครั้งนี้จะดำเนินการร้องทุกข์ตามระเบียบทุกอย่าง เพราะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสี่ยงภัยตลอด ทำงานเต็มที่ทุกอย่าง แต่ว่าอย่างนี้มีการชี้ให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจทางการเมืองบางคนกำลังเข้ามาแทรกแซงข้าราชการประจำ


"ผมเคยชอกช้ำมาแล้วถึง 2 ครั้ง ไม่เคยปริปากพูดอะไร ขอบารมีศาล ศาลท่านก็มองเห็นในความไม่ถูกต้อง ก็ตัดสินให้ผมชนะคดี ผมไม่เคยโอ้อวดอะไร แต่ครั้งนี้มันสุดทนแล้วครับ รังแกกันจนเกินไปแล้วครับ" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าว และว่า จะสู้แน่นอน จะสู้ตามกฎหมาย ไม่ได้สู้กับตำรวจ แต่จะสู้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองบางคน


ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วันที่ 7 สิงหาคมนี้ จะมีการแก้ระเบียบบางอย่างเพื่อให้การวางตัว ผบ.ตร.ตรงกับคนที่รักษาราชการแทนจะทำอย่างไร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวต้องพิจารณาดูว่าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ชี้นำอะไรบางอย่างที่จะไม่ให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการตำรวจ ตนไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่มี พ.ร.บ.ตำรวจตั้งแต่ปี 2521 จนถึง 2547 ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมตำรวจ (อ.ตร.) เป็น ผบ.ตร. มาจากผู้มีอาวุโสอันดับหนึ่งทั้งสิ้น


โวยถูกสกัดไม่ให้โชว์ฝีมือ


เมื่อถามว่า เป็นเพราะเป็นพี่ชายคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่จึงถูกสกัด พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า "แล้วมันถูกหรือไม่ ที่เอาผมไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ผมไม่เคย...ท่านทักษิณใหญ่ ผมไม่เคยใหญ่ ไม่ทราบทำไมตั้งท่านวิเชียรขึ้นมา ผมว่ามันไม่ถูกต้อง ผมผิดตรงไหน ผมอยากถาม ผมตั้งใจทำงาน ผมเสี่ยงภัย ขึ้นเขาสูงไปรับตัวคนที่ทำให้พี่น้องในภาคใต้เดือดร้อน ผมทำงานสำเร็จตามที่รัฐบาลต้องการ งานยาเสพติดผมก็ทำสำเร็จ ที่ผ่านมาผมพยายามทำเรื่องด่านสกัดยาเสพติดทางภาคเหนือ ก็สกัดกั้นผมอีก ไม่ให้ผมทำอีก ทุกอย่างมันพังทลายไปหมดในเรื่องของบ้านของเมือง ผมไม่อยากพูด"


ส่วนกรณีที่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดไว้ว่า ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็น ผบ.ตร ต้องเป็นนายตำรวจยศ พล.ต.อ. ไม่ได้ระบุว่าต้องมีอาวุโสสูงสุด พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า มันเป็นธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ตั้งแต่มี พ.ร.บ.ตำรวจ 2521 จนมี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ได้มีการแต่งตั้งผู้มีอาวุโสอันดับ 1 มาโดยตลอด ตนไม่ได้ผิด ไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่ได้ไปฝักใฝ่พรรคการเมืองใด นักการเมืองรู้จักแต่นายกฯทักษิณ เพราะเป็นญาติ รัฐมนตรีและนักการเมืองคนอื่นไม่รู้จัก ไม่เคยไปงาน ไม่เคยไปเสนอหน้า ไปเดินตามอดีตนายกฯทักษิณก็ไม่เคยทำ


พร้อมคุยถ้า"อภิสิทธิ์" เรียกพบ


"ครั้งนี้ผมร้องขอความเป็นธรรมให้ตัวเอง ก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ โดยส่งหลักฐานความเป็นมาเป็นไป ส่งข้อมูลของผมให้ ก.ต.ช.ทุกคนแล้ว ร้องต่อ ก.ต.ช.เดือนกว่าแล้ว แต่ผมไม่ขอให้พรรคการเมืองมาช่วย" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าว และว่า ตำแหน่งรักษาราชการแทน ควรให้ตนเป็นก่อน ถ้าไม่ดี ไม่สนองนโยบาย ไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ออกไป ก็พร้อม


เมื่อถามว่า เป็นแผนสกัดกั้นไม่ให้เป็น ผบ.ตร.คนใหม่หรือไม่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมจาก ผบ.ตร. ถามว่าทำไมจึงเปลี่ยนงานหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ให้คุมงานยาเสพติด แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ


"ผมยังเชื่อว่าการบริหารราชการควรทำด้วยความเป็นธรรม ไม่คิดเป็นแบบนี้ ถ้าท่านนายกฯเรียกผมไปคุย ผมก็ไป แต่ผมเป็นข้าราชการต้องรอคำสั่งท่าน ไม่ต้องการคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรี แต่ผมยื่นเรื่องไปตามระเบียบ ทำตามกฎหมาย ผมกับ พล.ต.อ.วิเชียรรักกันดี และไม่ได้จะสู้อะไรกับท่านเลย ผมต้องการให้นักการเมือง ผู้มีอำนาจยิ่งบางคนได้รู้ว่า ความถูกต้องมันต้องมี" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในบัญชีอาวุโสของกองกำลังพล ตร. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เป็นรอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ส่วน พล.ต.อ.วิเชียรซึ่งมีตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ไม่ถูกจัดในลำดับอาวุโส ในตำแหน่งรอง ผบ.ตร. เนื่องจากไม่อยู่ตำแหน่งหลัก แต่หากนับการครองยศ พล.ต.อ. พบว่า พล.ต.อ.วิเชียรครองยศมาตั้งแต่ปี 2545 ขณะที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ครองยศ พล.ต.อ.เมื่อปี 2547


"มาร์ค"ท้า"เพรียวพันธ์"ฟ้องร้อง


ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตั้งผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เป็นไปตามมาตรา 72 ของ พ.ร.บ.ตำรวจ ซึ่งพิจารณาจากความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบัน และได้ดูในเรื่องอาวุโสเหมือนกัน ถ้าพูดตามจริงแล้ว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เป็น พล.ต.อ.มาก่อนใคร ก็ดูประกอบไปด้วย ไม่ใช่เรื่องอาวุโสอย่างเดียว เมื่อถามว่า พล.ต.อ.วิเชียรได้ยศ พล.ต.อ.จากนอก ตร. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้เป็นประเด็น เพราะในกฎหมาย การจะให้ใครรักษาราชการแทนเป็นดุลพินิจของนายกฯ ตามกฎหมาย แต่พยายามดูหลายปัจจัยประกอบกัน ในภาวะที่บ้านเมืองมีปัญหาเรื่องคดีความและยังมีความขัดแย้งอยู่ ก็พยายามหาบุคคลที่คิดว่าสามารถทำให้สถานการณ์และงานต่างๆ เดินต่อไปได้ ยืนยันว่าทำตามกฎหมายทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา


เมื่อถามถึงกรณีสำนักพระราชวังเคยมีหนังสือห้าม พล.ต.อ.วิเชียรเข้าในเขตพระราชฐาน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ตรวจสอบกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว พบว่าคำสั่งดังกล่าวได้ถูกยกเลิกแล้ว ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว ได้ตรวจสอบในเรื่องทั้งหมดแล้วก่อนดำเนินการ เมื่อถามกรณี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์จะฟ้องดำเนินคดีนายกฯกล่าวว่า "ใครอยากจะใช้สิทธิก็ได้ แต่ผมทำตามกฎหมาย ผมไม่ได้กังวลอะไร" เมื่อถามว่า ในภาวะที่การเมืองใน ตร.ร้อนแรง มีคนแนะนำให้นายกฯถอยออกมาบ้าง นายอภิสิทธิ์ยิ้มแต่ไม่ตอบแล้วเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที


"วิเชียร" ชี้คำสั่ง"ห้าม" จบแล้ว


ด้าน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รรท.ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ร้องขอความเป็นธรรมที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ รรท.ผบ.ตร.ทั้งที่มีอาวุโสสูงสุด ว่าเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา และเป็นไปตามกฎหมายที่สามารถแต่งตั้งได้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 72
เมื่อถามถึงกระแสข่าวห้ามเข้าเขตพระราชฐาน เนื่องจากสมัยเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ช่วงที่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า มีการสอบสวนและยุติไปนานแล้ว ที่มีการนำมาเผยแพร่ในช่วงนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่การทำหน้าที่จะถูกใจใครหรือไม่ถูกใจใคร และไม่คาดหวังว่า จะได้รับการพิจารณาให้เป็น ผบ.ตร.คนใหม่


พล.ต.อ.วิเชียรยังกล่าวถึงการนำวาระเรื่องการแต่งตั้ง 152 นายพล ตามโครงสร้างใหม่ เข้าที่ประชุม ก.ตร.ในวันที่ 7 สิงหาคม ว่าเป็นการพิจารณาว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อโครงสร้างในการแบ่งส่วนราชการยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็เหมือนบ้านยังไม่มีแล้วจะย้ายเข้าไปอยู่ได้อย่างไร และจากที่พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการพูดถึงว่าจะไปรื้อไปย้ายหรือทบทวนตำแหน่งอะไร ทั้งนี้ ในที่ประชุมนั้นก็เป็นไปตามอำนาจของ ก.ตร.ไม่ได้เป็นอำนาจของ ผบ.ตร.


"สุเทพ"โชว์สวมกอด"ประวิตร"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์พร้อมรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลกว่า 20 คน อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางบันทึกเทปคำกล่าวอาเศียรวาท ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ทั้งนี้ เมื่อนายสุเทพพบกับ พล.อ.ประวิตร นายสุเทพ ได้โอบกอดและทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่


นายอภิสิทธิ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ได้มีปัญหากับ พล.อ.ประวิตรยังคุยกันด้วยดี แต่ที่ พล.อ.ประวิตรไม่ได้ร่วมงานแถลงข่าวผลงานรัฐบาลเมื่อเช้าวันเดียวกัน เนื่องจากมีภารกิจปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตรไม่ยอมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด


นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะฟ้องร้องหากมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ข้ามหัวว่า อยากจะถามว่าวันที่มีการแต่งตั้งตัวเองข้ามหัวผู้อื่น ก็น้ำตาไหลด้วยความดีใจ แต่ทำไมวันนี้เมื่อมีการแต่งตั้งผู้อื่นข้ามหัวตัวเอง ทั้งที่ได้ยึดหลักอาวุโสและความเหมาะสม จึงกลับมาแสดงอาการน้ำตาไหลด้วยความเสียใจ ทำไมไม่นึกถึงหัวอกผู้อื่นบ้าง

ตายหยังเขียด

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ร้องโอ้กไปตามๆ กัน กับการปรับราคาน้ำมันขึ้นมาหลายระลอกจนล่าสุดเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม ราคาแก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.34 บาท, แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.54 บาท และ ดีเซล ลิตรละ 28.99 บาท

ส่วนเบนซิน 95 ไม่ต้องพูดถึงทะลุ 40 บาท ไปเรียบร้อยโรงเรียนออกซ์ฟอร์ด

ทางหนึ่งพอเข้าใจได้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกที่ปรับขึ้น

แต่ที่ยังเข้าใจไม่ได้ก็คือการเก็บภาษี และอื่นๆ ของภาครัฐ ไม่ต่ำกว่า 10 บาท/ลิตร

ยิ่งหากเป็นเบนซิน 95 โดนกระอักเลือดกว่า 20 บาท

เป็นน้ำมันชนิดเดียวที่ราคาเนื้อน้ำมันถูกกว่าภาษียิบย่อยที่รัฐเรียกเก็บ

คนใช้รถเก่าที่ไม่สามารถเติมแก๊สโซฮอล์ได้ก็ต้องก้มหน้ารับกรรมกันไป

ข้องใจสุดๆ ก็คือน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และดีเซล ซึ่งเป็นน้ำมันที่ใช้กันมากที่สุดและมีผลถึงราคาสินค้าต่างๆ

รัฐบาลก็ยังหน้ามืดเรียกเก็บเงินภาษีและกองทุนต่างๆ กว่า 10 บาท/ลิตร

ผู้ค้าที่ได้ในส่วนของค่าการตลาด ก็ว่ากันไป เพราะทำธุรกิจก็ต้องหากำไรเป็นเรื่องธรรมดา

แต่รัฐบาลทำไมต้องมาหากำไรจากประชาชน และพลอยทำให้สินค้าต่างๆ แพงหูฉี่เข้าไปอีก

มีข่าวว่ารัฐบาลพิจารณาจะลดเงินเก็บเข้ากองทุนน้ำมัน ในส่วนของน้ำมันบางชนิด ซึ่งมีประชุมในวันที่ 6 สิงหาคม

ป่านนี้คงจะทราบกันแล้วว่าผลออกมาอย่างไร

เรื่องราคาน้ำมันที่แพงชนิดหน้ามืดนี้ นอกจากชาวบ้านจะรับกรรมแล้ว ปตท.ก็พลอยโดนยำตกเป็นจำเลยสังคมไปด้วย

เพราะชาวบ้านเข้าใจว่าปตท.แอบขึ้นราคาและปรับราคาเพื่อหากำไรเข้ากระเป๋ามากที่สุด

หารู้ไม่รัฐบาลนั่นแหละตัวดี

เพราะนอกจากจะเก็บภาษีสรรพสามิต และภาษีมูลค่าเพิ่มหลายซับหลายซ้อนแล้ว ยังมีเงินอีกส่วนที่ไหลเข้ากองทุนน้ำมัน

ส่วนที่เข้ากองทุนน้ำมันนี้ แทนที่จะนำไปใช้ประโยชน์หรือไว้ตรึงราคาช่วงน้ำมันแพงทะลักจุดเดือด

รัฐบาลก็ซิกแซ็กดึงเงินส่วนนี้เข้ากระเป๋าตัวเองอีกกระทอก ก่อนหน้านี้ใช้วิธีด้วยการเพิ่มภาษีสรรพสามิต

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ออกมาอ้างว่าจะให้กองทุนน้ำมันชดเชยภาษีส่วนนี้ให้

แต่มาบัดนี้พี่น้องโปรดทราบว่าเงินส่วนต่างนี้ ประชาชนรับภาระไปเรียบร้อย

เพราะกองทุนน้ำมันแอบเก็บเงินส่วนที่จ่ายไปก่อนคืนมาเต็มเหนี่ยว ในช่วงที่ราคาน้ำมันโลกต่ำลง

ราคาน้ำมันในเมืองไทยถึงไม่ค่อยลงตามตลาดโลก มีแต่เพิ่ม เพิ่ม และเพิ่ม

ตอนนี้เงินในกองทุนน้ำมันมี 15,000 ล้าน และยังไหลเข้าเดือนละ 3,300 ล้าน

ไม่รู้ว่ารัฐบาลจ้องตาเป็นมันจะทำอะไรกับเงินส่วนนี้

รัฐบาลไทยนี่หาเงินง่ายดี

คิดอะไรไม่ออก ไม่มีปัญญาหาเงิน ก็ขูดรีดจากชาวบ้านนี่แหละ

เงิน!แรงแซงปัญญา ชุมชนพอเพียงคลอน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_24661

โครงการชุมชนพอเพียง...คุ้นหูดวยสโลแกน "ใครมีปัญญา เอามาแลกเงิน" สนับสนุนต่อภูมิปัญญาวิถีชีวิตพอเพียง ทว่า...ช่วงที่ผ่านมาพบพิรุธการอนุมัติงบไปสู่ชุมชน ไม่พอเพียงอย่างที่ตั้งหวัง

ปมพิรุธอื้อฉาวล่า เกิดในชุมชนพื้นที่เขตพญาไท...โคมไฟโซลาร์เซลล์ ต้นละ 50,000 บาท มีผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่เขตพญาไท ทำตัวเป็นนายหน้าขายสินค้า

ขั้นตอนเสนอสินค้าดำเนินไปตามกติกา ปัญหามีว่า...ชาวบ้านในชุมชนไม่ได้ตัดสินใจเลือกโครงการ จะทำโครงการอะไรที่เป็นประโยชน์ได้เอง...แต่จำต้องเลือกให้ซื้อสินค้าไม่กี่ประเภท ตามแผ่นพับโฆษณา...เหมือนถูกมัดมือชก

ปิดการขายได้แล้ว บริษัทจะนัดให้ไปเปิดบัญชี...ประมาณ 5 นาที เงินก็ถูกโอนไปให้บริษัท ทั้งที่ชุมชนยังไม่มีโอกาสได้เห็นสินค้าก่อนเลย

ตกกระไดพลอยโจน ติดตั้งโคมไฟเสร็จเรียบร้อยแล้ว...ไฟก็อ่อนมาก ไม่ได้ประสิทธิภาพ แจ้งให้บริษัทมาแก้ไข ก็บอกว่าแสงสว่างมีแค่นี้ ทำอะไรไม่ได้ แล้วก็เงียบหายไป

สินค้าอื่นๆ ที่มีให้เลือก...ระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องละ 250,000 บาท, เครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องละ 300,000 บาท



เครื่องผลิตปุ๋ยและก๊าซชีวภาพ เครื่องละ 250,000-299,000 บาท, ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องละ 250,000 บาท, เตาเผาขยะประสิทธิภาพสูง เครื่องละ 100,000 บาท

แล้วก็มาถึงสินค้าที่กล่าวถึงกันมาก...ตู้น้ำหยอดเหรียญพลังงานแสงอาทิตย์ สนนราคา 250,000-300,000 บาท

เทียบราคาตู้น้ำกับบริษัททั่วไป พบว่า ราคารวมติดตั้ง พร้อมซ่อมบำรุง รับประกันไม่เกิน 1 ปี อยู่ที่ตู้ละ 35,000-49,000 บาท

ขณะที่ต้นทุนจริง อยู่ที่ 29,000-35,000 บาท

ราคาข้างต้น เกิดจากการแข่งขันสูง...โดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจมีปัญหา การขายสินค้าเต็มราคาที่ตั้งไว้ เป็นเรื่องยากมาก ทำให้ทุกบริษัทต้องปรับลดราคา เพื่อตัดราคาคู่แข่ง

ต้นทุนจริงอาจอยู่ที่ 3 หมื่นกว่าบาท ถ้าต้องการกำไรเพิ่ม จะเติมอุปกรณ์ เข้าไปให้มากขึ้น เช่น ที่หยอดเหรียญจาก 1 เป็น 2 ช่อง...หรือ 4 ช่อง, เปลี่ยนชนิดเมมเบรนกรองน้ำให้สกัดสิ่งสกปรก เชื้อโรคต่างๆได้

สนนราคาตู้น้ำเพิ่มออปชั่น อาจเพิ่มไปได้ถึง 6 หมื่นบาท แต่ที่ผ่านมาไม่มีบริษัทไหนกล้าทำ...เพราะยิ่งเพิ่ม ราคายิ่งสูง ก็ยิ่งขายได้ลำบาก

กรณีเพิ่มแผงโซลาร์เซลล์ ต้องดูที่วัตถุประสงค์ ตู้น้ำหยอดเหรียญปัจจุบัน ทำน้ำ 1 ยูนิต เสียค่าไฟไม่เกิน 50 บาท...คิดเป็นปริมาณน้ำ 1,000 ลิตร



การขายน้ำต่อตู้ เฉลี่ยอยู่ที่วันละ 200 ลิตร การนำแผงโซลาร์เซลล์มาใช้ด้วยเหตุผลประหยัดไฟ เพียงพอแค่ไหนให้คิดกันเอาเอง

ผู้สันทัดกรณีชี้ว่า ถ้านำตู้น้ำโซลาร์เซลล์ไปตั้งไว้ในที่ห่างไกลจริงๆ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง ถือว่ามีประโยชน์มาก

สเปกแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ขนาด 130 วัตต์ 2 แผง สินค้าเสนอขายชุมชนพอเพียง ตั้งราคาไว้ที่ แผงละ 21,500 บาท สองแผงเป็นเงิน 43,000 บาท...ไม่รวมอุปกรณ์อื่นๆ เช่น แบตเตอรี่ เครื่องแปลงกระแสไฟฟ้า...ถือว่าแพงทีเดียว

สนนราคาท้องตลาด แผงโซลาร์เซลล์ขายเฉลี่ย 200 บาทต่อวัตต์...ถ้า 130 วัตต์ก็ 26,000 บาท...รวมอุปกรณ์จำเป็นทั้งหมดแล้ว ไม่เกิน 40,000 บาท

เงื่อนปมน่าจับตามากที่สุด...บริษัทเอกชนที่ได้รับงานในโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง จะส่งนายหน้าเข้าไปในชุมชนเพื่อหาลูกค้า

แต่เข้าใจว่า...คนพวกนี้ได้รับทราบข้อมูลก่อนแล้วว่า ชุมชนไหนได้รับงบประมาณเท่าไหร่?...มีความประสงค์จะซื้อตู้น้ำหรือไม่?

บริษัทที่ถูกพาดพิง อธิบายว่า จากที่หยอดน้ำลิตรละ 1 บาท แต่ตู้น้ำพลังงานแสงอาทิตย์ 4 ลิตร 1 บาท...ลดค่าใช้จ่ายให้คนในชุมชนได้ชัดเจน แถมไม่ต้องเสียค่าไฟ

สำหรับพัดลมไอน้ำ...ของแถม ราคา 5 หมื่นบาท คนในชุมชนสามารถหยิบยืมไปใช้ประโยชน์ได้ ช่วงอากาศร้อน

"...เป็นพ่อค้า ไม่ว่าใครมาซื้อสินค้าก็ต้องขาย ต้องทำธุรกิจจุนเจือบริษัท...ผิดตรงไหน หากสินค้าชำรุดหรือเสีย เราก็มีประกัน"

ทุกวันนี้ ข้าราชการฝ่ายปกครองจากหลายพื้นที่รู้สึกอึดอัดใจ เพราะประชาชนเข้าใจผิดว่าข้าราชการอำเภอมีผลประโยชน์กับผู้รับเหมาที่เข้าไปขายสินค้าให้ชุมชนพอเพียง โดยเฉพาะการจัดซื้อสินค้าในลักษณะไม่ชอบมาพากล

กระบวนการนำเสนอสินค้า มีการตีกรอบสินค้าให้ชุมชนต้องจัดซื้อตามที่ส่วนกลางกำหนด ให้เลือกซื้อสินค้าไม่กี่ประเภทตามโบรชัวร์ คล้ายกับล็อกสเปกล่วงหน้า

ปมเหล่านี้ ไม่ตรงตามความต้องการของชุมชน เช่น ถ้าต้องการงบไปใช้ขุดลอกคลอง โครงการเลี้ยงไก่เนื้อ ซื้อเต็นท์...ก็ทำไม่ได้

"หากชุมชนไม่เห็นด้วย จะได้รับแจ้งว่าอาจถูกตัดออกจากการพิจารณา ไม่ได้รับเงินสนับสนุน กลับกัน...ถ้าเลือกสินค้าตามกำหนด จะส่งเรื่องตรงไปที่สำนักนายกรัฐมนตรีทันที"

โครงการชุมชนพอเพียง แปลงรูปมาจากโครงการดั้งเดิมเอสเอ็มแอล กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ พอเปลี่ยนรัฐบาล...สำนักนายกรัฐมนตรีก็ดึงเรื่องกลับไปทำเอง

คนวงในฝ่ายปกครองเสนอว่า ถ้าไม่ไว้ใจกระทรวงมหาดไทย สำนักนายกรัฐมนตรีก็น่าจะนำโครงการนี้ไปทำเอง ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการ

ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชุมชนพอเพียง (สพช.) ยอมรับว่า มีโอกาสที่โครงการมีช่องว่าง ทำให้เกิดการทุจริตขึ้นได้

ปัญหาที่เกิดขึ้น สะท้อนว่าตอนนี้โครงการชุมชนพอเพียง ไม่ได้เอาปัญญานำหน้า แต่เอาเงินนำหน้า...ทำไปทำมาเงินเริ่มวิ่งแซงปัญญา สำนักงานชุมชนพอเพียงเห็นปัญหา แต่ก็ต้องช่วยชาวบ้านที่ทำดี ที่มีอยู่มากมาย

ปมปัญหาเงินแซงปัญญา ร้องเรียนเข้ามา 83 เรื่อง สรุปได้ 4 ประเด็น ดังนี้...

1. การทำประชาคมมีลักษณะตุกติก ทั้งในส่วนเจ้าหน้าที่และคนในชุมชน

2. ความเข้าใจโครงการของประชาชนมีน้อย ทำให้ผู้อื่นเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการชี้นำ

3. แอบอ้างเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้คนในชุมชนหลงเชื่อ

4. ปัญหาขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว

กรณีร้องเรียน...ชุมชนจัดซื้อเครื่องผลิตน้ำยี่ห้อ-รุ่นเดียวกันเป็นจำนวนมาก จนน่าสงสัยว่าอาจมีการทุจริต

ผลตรวจสอบข้อมูลรายการอุปกรณ์ที่ชุมชนเสนอจัดซื้อเข้ามาทั้งหมด พบว่า เครื่องผลิตน้ำดื่มพลังงานแสงอาทิตย์มีอยู่เพียง 113 เครื่อง จากจำนวนรายการเสนอทั้งสิ้น 9,000 รายการ

โดยมีอุปกรณ์ ที่เสนอซื้อมากที่สุด คือ เครื่องผลิตปุ๋ย ทั้งสิ้น 2,900 รายการ

สุ้มเสียงผู้อำนวยการชุมชนพอเพียงค่อนข้างเบา...เมื่อเทียบกับเสียงนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บอกว่า ได้รับรายงานจากรองนายกรัฐมนตรีกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ แล้วถึงการทุจริตจากกรณีตู้น้ำ

"เข้าใจว่า ขณะนี้ได้มีการส่งคนไปแจ้งความดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องแล้ว...มีการทุจริต สองส่วน"

ส่วนแรก...ส่วนในพื้นที่ เป็นเรื่องของการไปโน้มน้าว หรือทำอะไรก็ตาม ที่ทำให้ชุมชนได้เสนอโครงการ

ส่วนที่สอง...เข้าใจว่าในสำนักงาน มีลักษณะเข้ามาเปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรกับโครงการในสำนักงานส่วนกลาง

นายกฯอภิสิทธิ์ย้ำว่า เรื่องนี้ต้องดำเนินการ และกำลังดูรายละเอียดเพิ่มเติม เข้าใจว่าหลายคนที่เกี่ยวข้อง น่าจะทำมาตั้งแต่เป็นโครงการเอสเอ็มแอล

ปมทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ชี้ชัดแล้วว่ามีมูล ขั้นต่อไปก็คือการสืบสาวไปให้ถึงต้นตอการทุจริต...

จะมีนายทุน นักธุรกิจ นักการเมือง ข้าราชการ เข้ามาเกี่ยวเป็นขบวนการมากน้อยแค่ไหน ผู้นำ...อภิสิทธิ์ ต้องจับให้มั่นคั้นให้ตาย พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่า เรื่องทุจริตคิดมิชอบ นายกฯมือใหม่หัวใจประชาชน...ไม่เอาด้วย.