WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 9, 2009

“สนธิ ลิ้มทองกุล” ให้ภาคใต้-ตะวันออกเลือกข้าง “ประชาธิปัตย์” หรือ “พันธมิตร”

ที่มา ประชาไท

ลั่นเลือกประชาธิปัตย์จะได้ "สุเทพ" ย้ำ ASTV คือทีวีของประชาชน กล้าพูด ไม่กลัวอิทธิพล เป็นทีวีหลักในการให้ปัญญาคน ส่วนฟรีทีวีคือทีวีทางเลือกที่มีบันเทิงน้ำเน่า บอกผู้ชมเพื่อไม่ให้จอดำ ให้กินยาสมุนไพร ASTV แปรงฟันด้วยยาสีฟัน ASTV ซักผ้าด้วยผงซักฟอก ASTV และกินข้าว ASTV

สนธิให้ภาคใต้-ตะวันออกเลือกข้างอยู่ “ประชาธิปัตย์” หรือ “พันธมิตร”
เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ในรายการพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทางเอเอสทีวี ดำเนินรายการโดยนางสโรชา พรอุดมศักดิ์นั้น นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ได้รับมอบเงินจำนวน 230,000 บาทจากพันธมิตรฯ ฉะเชิงเทรา ที่บริจาคให้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของเอเอสทีวี หลังจากรับมอบนายสนธิได้กล่าวว่า แม้จะอยู่อย่างลำบาก จ่ายเงินเดือนไม่ตรงเวลา และค้างค่าสัญญาณดาวเทียม แต่เอเอสทีวียังมีความจำเป็นต้องอยู่ต่อไป เพราะพี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้ตื่นขึ้นมาแล้ว
นายสนธิกล่าวต่อว่า สาเหตุที่ตนถึงถูกยิง ก็เพราะมีพี่น้องมาจำนวนมากมาร่วมต่อสู้ ซึ่งคนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนมีปัญญาและมีอุดมการณ์ คนที่สั่งยิงเลยกลัว เราไม่เหมือนพวกเสื้อแดงที่เอาเงินซื้อได้ หรือถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรตายคนเสื้อแดงก็หยุด แต่สำหรับคนอย่างพวกเราเอาเงินซื้อไม่ได้ ฝ่ายตรงข้ามเคยมาขอซื้อเอเอสทีวี 500 ล้าน เราไม่ขาย เราไม่เหมือนเจ้าของสื่อบางคนที่พอนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ได้เป็นนายกฯ ก็เอากระเช้าดอกไม้ไปแสดงความยินดี แล้วลงข่าวเข้าข้างพวกเสื้อแดง แต่พอพรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นรัฐบาลก็เอากระเช้าดอกไม้ไปแสดงความยินดีอีก แล้วก็ได้งบโฆษณาจากหน่วยราชการปีละ 60-70 ล้าน ซึ่งเราไม่ทำแบบนั้นแน่ เพราะเราได้ประกาศชัดเจนแล้วว่า เราจะเดินเส้นทางนี้ เราจะเก็บเล็กผสมน้อย จากเงินบริจาคของพี่น้องบ้าง จากการขายสินค้า ผงซักฟอก ข้าวสาร น้ำปลาบ้าง จากค่าสมัครสมาชิกข่าวเอสเอ็มเอส จากกำไรการขายปุ๋ยอินทรีย์ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แบ่งให้บ้าง เราเดินแนวทางนี้ เพื่อเป็นสื่อหลักในการให้ข้อมูลข่าวสารแก่พี่น้อง
“นี่คือโทรทัศน์ของประชาชน ของประชาชนจริงๆ มันถึงเป็นโทรทัศน์ที่กล้าพูดไง ไม่กลัวอิทธิพล เป็นโทรทัศน์หนังเหนียว โดนเข้าไปเกือบ 200 นัด ยังไม่ตาย เขาเรียกโทรทัศน์หนังเหนียว ใช่ไหมพี่น้อง เพราะฉะนั้นแล้วผมก็เลยคิดว่า อันเดียวที่เราจะทำได้นอกจาก sms แล้วก็คือ สินค้าที่เข้ามาในเอเอสทีวี นะครับ ผมกราบเรียนพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ในห้องส่ง และพ่อแม่พี่น้องที่อยู่ที่บ้าน กำลังดูเอเอสทีวีอยู่ อันเดียวเท่านั้นเอง เราต้องหาสินค้าที่มีคุณภาพ ที่พ่อแม่พี่น้องต้องใช้ทุกวัน กะปิ น้ำปลา ยาสระผม ผงซักฟอก ข้าวสาร ซอสหอยนางรม ซอสเห็ดหอม ว่ากันไป ยาสมุนไพร สบู่สมุนไพร ซึ่งพี่น้องต้องซื้ออยู่แล้วจากเทสโก้ โลตัส จากเซเว่น-อีเลฟเว่น ก็อีกหน่อยก็ซื้อจากเอเอสทีวี ช็อป บางอันมีกำไร ขาย 20 บาท กำไร 2 บาท บางอันกำไร 1 บาท บางอันกำไรเยอะหน่อยไม่เป็นไร สบู่สมุนไพรบางอันขาย 58 บาทราคาท้องตลาด อาจจะกำไรสัก 20 บาท แต่รวมๆ แล้วถ้าเรามี ASTV SHOP ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ อำเภอละร้าน แล้วของเราก็ส่งไปให้หมดเลย พี่น้องตื่นขึ้นมาตอนเช้า สบู่หมด ก็ตะโกน ไอ้หนูเอ็งไปซื้อสบู่ที่ร้าน ASTV หน่อย ถ้าพี่น้องทั้ง 76 จังหวัดช่วยกันอย่างนี้ ASTV อยู่ได้เลย อยู่ได้จากรายได้ของการขายสินค้าอุปโภคบริโภค ผมก็เลยอยากจะฝากพ่อแม่พี่น้องทั้งที่อยู่ในห้องส่ง ทั้งที่อยู่ต่างจังหวัด ว่าอีกไม่นานเราก็ต้องเริ่ม ASTV SHOP แล้ว เพราะว่าการตั้ง ASTV SHOP ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องการ ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องการจะทำ แต่เราไม่มีทางเลือก เราต้องทำมาค้าขาย เราคนทำโทรทัศน์ ไปขายสบู่ ขายน้ำปลา ขายข้าวสาร ขายซีอิ้วได้อย่างไร แต่พระพุทธเจ้าบอกว่า อัตตาหิอัตโนนาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่อพี่น้องรัก ASTV แล้วรู้ว่า ถ้าไม่มี ASTV กระบวนการพิทักษ์ราชวงศ์ ปกป้องชาติของเราก็ไม่เกิดขึ้นใช่ไหมพี่น้อง ไม่มีวันจะรวมตัวพ่อแม่พี่น้องได้
ปุ๋ยของพี่ลอง ปุ๋ยขวัญดิน ใครก็ตามที่ซื้อปุ๋ยไป เป็นการสร้างแผ่นดินใหม่ พี่น้องเข้าใจหรือเปล่า เพราะว่าในอดีตเราใช้ปุ๋ยเคมี จนกระทั่งดินมันแข็ง เดี๋ยวนี้ขุดดินต้องเอาไม้อีเต้อ เอาเหล็กอีเต้อขุด แต่ถ้ากลับไปใช้ปุ๋ยขวัญดินของพี่ลอง ซึ่งเป็นปุ๋ยอินทรีย์ไม่มีผสม ไม่มีปลอม ใช้ 1-2 ปี 1 ปีดินจะกลับฟื้นฟูกลับไปสู่สภาพเดิม เพราะฉะนั้นใช้ปุ๋ยของพี่ลอง ASTV ขวัญดิน จะเป็นการซ่อมแผ่นดิน ซ่อมแผ่นดินแล้ว ASTV ได้ 30 เปอร์เซ็นต์จากพี่ลอง เอามาให้เราเพื่อมาทำ ได้กันทั้งคู่พี่น้องก็ได้ผมก็ได้ ทุกคนได้หมด”
นายสนธิกล่าวต่อว่า กรณีคนเสื้อแดงล่าชื่อเพื่อถวายฎีกาโดยไม่ถูกต้องนั้น ตนออกมาพูดเรื่องนี้มาตั้งแต่ 2 เดือนก่อน ว่าทำไม่ได้ แต่จะมีการยื่นเพราะต้องการจะทำให้เป็นประเด็นเพื่อที่จะเล่นการเมืองกับ ในหลวง ตนได้เรียกร้องให้รัฐบาลใช้สื่อที่มีอยู่ทุกช่องชี้แจงทำความเข้าใจกับ ประชาชน แต่รัฐบาลก็ไม่ทำอะไร จนเรื่องมาถึงตอนใกล้จะฉิบหาย และมาเพิ่งจะขยับกันไม่กี่วันมานี้ โดยให้คนนั้นพูดที คนนี้พูดที นี่คือสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา ที่พวกเรารู้ทันเขาหมด
“ผมต้องสารภาพว่า วันที่ 3 สิงหาคม นั่งอยู่ในห้องทำงาน ผมก็มองไปข้างนอก หลังจากที่โดนฝรั่งมันขู่ว่ามันจะตัดสัญญาณ ไอ้น้องคนหนึ่งมันนั่งกินกาแฟกับผม บอก พี่ทำไมชีวิตพี่ต้องแบกประเทศไทยทั้งประเทศ ทำไมต้องแบก มันอยากปิด ให้มันปิดไป จอดำไป หนังสือพิมพ์มันไม่มีเงินซื้อกระดาษก็ไม่ต้องพิมพ์ ก็ทำแต่เว็บไซต์ พี่เลิกทีได้ไหม ในแวบหนึ่งที่มันพูด ผมบอก เออมึงก็มีเหตุผลเว้ย แต่พออีกแวบหนึ่งบอกว่า เฮ้ย กูทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก แล้วพี่น้องทุกคนที่ตื่นมาทั่วประเทศไทย ที่เขาลุกขึ้นมา ตื่นมา ทำไมมันถึงยิงผมล่ะพี่น้อง พี่น้องยังไม่รู้อีกเหรอว่าทำไมมันถึงต้องยิงผม ก็เพราะว่าผมดันมีพี่น้องแบบนี้สิ ที่รู้ทันพวกมัน มันถึงต้องยิงผมไง เข้าใจไหม ทำไมไม่ยิงไอ้หัวหน้าเสื้อแดงล่ะ เพราะเสื้อแดงมันหมู มันง่าย เอาเงินเข้าล่อ ทักษิณตาย เสื้อแดงก็หมด ใช่ไหม แต่สนธิตาย พวกเราไม่หมด มันไม่มีอะไรเจ็บช้ำน้ำใจ พี่น้อง เจ็บช้ำน้ำใจ โคตรจะเจ็บช้ำน้ำใจ เมื่อมันหาว่าพวกเสื้อเหลืองนั้นเหมือนเสื้อแดง เป็นตัวป่วนประเทศ ผมแค้นจนพูดไม่ออก ผมนึกในใจ พ่อแม่พี่น้อง ว่าจนวันนี้คุณยังมองไม่เห็นอีกหรือว่าเราสู้เพื่ออะไร พี่น้องที่ติดตามผมจำได้หรือเปล่าว่าผมเคยพูดกับพี่น้องก่อน ล่วงหน้าทุกๆ ครั้ง ก่อนที่เรื่องจะเกิดขึ้น แอ้มเป็นพยานได้ เรื่องฎีกาพี่น้องจำได้ไหม ผมเคยออกทีวี เมื่อ 2 เดือนที่แล้วจำได้หรือเปล่า ที่ผมบอกว่าไอ้พวกนี้จะเอาการเมืองมาเล่นกับพระเจ้าอยู่หัว ผมบอกว่า มันรู้อยู่แล้วว่าขอถวายฎีกายังไงก็ไม่มีทางผ่าน เพราะว่ามันผิด แต่มันจงใจทำ เพื่ออะไร เพื่อที่มันจะได้ไปหลอกคนของมันซึ่งถูกหลอกมา ว่าพระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่รักทักษิณ เข้าใจหรือยัง แล้วผมก็ตำหนิรัฐบาล ตำหนิทหาร ว่าทำไมไม่รีบหาทางป้องกัน ผมยังตำหนิคุณสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ว่าคุณมีทั้งช่อง 9 ช่อง 11 คุณสามารถเรียกช่อง 3 ช่อง 5 ซึ่งเป็นของทหาร ก็ไม่ทำอะไร แล้วคุณปล่อยให้มันมาจนกระทั่งใกล้จะฉิบหาย เมื่ออาทิตย์ที่แล้วพวกคุณถึงขยับกัน คนโน้นออกมาพูดที คนนี้ออกมาพูดที มันช้าไปแล้ว เพราะมันเซ็นชื่อกันเป็นแสนๆ คนแล้ว
ทำไมผมต้องพูดก่อน 2-3 เดือนที่แล้ว เพราะผมเห็น นี่คือสิ่งที่น่ากลัวสำหรับพวกเขา สิ่งที่น่ากลัว เพราะว่าไม่ใช่แค่ผม พี่น้องทุกคนรู้ทันเขาหมด เมื่อรู้ทันเขาหมดแล้ว พี่น้องไม่ใช่คนที่อยู่ในโอวาทเขา ใช่ ไม่ใช่ นี่คือความเป็นสิริมงคลของสังคมไทย แต่เป็นความน่ากลัวของพวกเขา มันเป็นนิมิตหมายที่ดีของพวกเรา แต่เป็นฝันร้ายของพวกเขา เห็นหรือยังพี่น้อง” นายสนธิกล่าว
นายสนธิกล่าวว่า ที่น่าเจ็บใจคือ ยังมีการมองว่าคนเสื้อเหลืองก็เหมือนกับคนเสื้อแดงที่ทำความเสียหายให้กับ ชาติบ้านเมืองเหมือนกัน ทั้งที่มันต่างกันอย่างลิบลับ แถมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยังบอกว่าไม่เคยรู้จักพันธมิตรฯ เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่พี่น้องพันธมิตรฯ ต้องเลือกข้างระหว่างพันธมิตรฯ กับประชาธิปัตย์ ไม่ใช่แค่เลือกข้างระหว่างเหลืองกับแดงเท่านั้น ขอให้พี่น้องภาคใต้ภาคตะวันออกเลือกให้ชัดเจนไปเลย
“ผมบอกพวกพรรคประชาธิปัตย์มาตั้งนานแล้ว ผมบอกว่า ทำไมพวกคุณต้องเห็นพวกเราเป็นศัตรู เราเป็นมิตรพวกคุณ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จู่ๆ ออกมาพูดว่า ผมไม่รู้จักพันธมิตรฯ พันธมิตรฯ ไม่มีบุญคุณกับผม ก็เพราะพวกคุณมาบีบพวกผมอย่างนี้นะซิ พวกผมถึงต้องเข้าสู่การเมืองใหม่ เดิมทีเราไม่ต้องการทำ การเมืองใหม่เกิดขึ้นเพราะคนบางคนในพรรคประชาธิปัตย์มันเลวทรามบัดซบ มันไม่ระลึกถึงบุญคุณคน มันเนรคุณต่อพันธมิตรฯ แล้วมันว่าพวกเสื้อเหลืองคือพวกที่ป่วนบ้านป่วนเมือง แล้วมันก็บอกว่า พันธมิตรฯ ทั้งหมดคือสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็เลยต้องบอก บอกว่าวันนี้ใครอยากอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ไปอยู่เลย ไม่ต้องมาแอบแฝงอยู่กับผม ถ้าใครเป็นพันธมิตรฯ มายืนข้างหลังผม แล้วเราเดินหน้าไปด้วยกัน เพื่อทำบ้านทำเมืองให้มันดีขึ้น พี่น้องที่ฟังผมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออก หรือภาคใต้ ถ้ายังรักประชาธิปัตย์ เลือกไม่ถูก ไปอยู่ประชาธิปัตย์ วันนี้ถึงเวลาต้องเลือกข้างแล้ว ไม่ใช่เลือกข้างว่ายืนเหลืองไม่ยืนแดง แต่แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องเลือกข้างเหมือนกัน คุณอยากได้ประชาธิปัตย์คุณไปอยู่ประชาธิปัตย์ แล้วคุณจะได้คนอย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ มาตลอด” นายสนธิกล่าว
ในช่วงท้ายนายสนธิยังย้ำว่า ASTV เราจึงไม่ใช่สื่อทางเลือก แต่เป็นสื่อหลักที่ต้องดู ส่วนสื่อทางเลือกคือฟรีทีวีทั่วไปที่มีแต่ละครน้ำเน่า จะดูหรือไม่ดูก็ได้
“ขอบพระคุณมากครับพ่อแม่พี่น้อง ทุกบาททุกสตางค์ที่พี่น้องให้ ASTV ไม่ว่าจะผ่านมาทาง SMS ไม่ว่าจะผ่านมาทางเมล็ดข้าว ไม่ว่าจะผ่านมาทางหยดน้ำปลา หรือผงซักฟอก ที่คุณเติมศักดิ์เป็นพรีเซ็นเตอร์ หรือว่าสบู่ หรือว่าอะไรก็ตาม เราระลึกเสมอว่า ASTV ไม่ใช่ของใคร แต่เป็นของประชาชน และพี่น้องต้องจำเอาไว้ ASTV ไม่ใช่ทีวีทางเลือก ช่อง 3, 5,7, 9, 11 นั่นละคือทีวีทางเลือก เพราะ ASTV คือทีวีหลักในการให้ปัญญาคน ใช่ไม่ใช่พี่น้อง (ใช่ ใช่ ใช่) ให้จำเอาไว้พี่น้อง พี่น้องที่ฟังอยู่ทั่วประเทศไทยให้จำเอาไว้ว่า ASTV คือทีวีหลักที่ให้ปัญญา อยากดูทีวีทางเลือกที่มีบันเทิงน้ำเน่าให้ไปดู 3, 5,7, 9, 11
พี่น้องครับ คงต้องพอแล้วของชักขึ้นแล้วพี่น้อง องค์ชักลงแล้วพี่น้อง พอยืนอย่างนี้องค์มันลงพี่น้อง ขอบพระคุณทุกบาททุกสตางค์นะครับ และก็ยังไงก็ตาม สิ่งที่ ASTV ทำนั้นขอให้รู้ว่าเป็นไปเพื่อไม่ให้จอดำ ให้ปัญญาประชาชน พี่น้องจะซื้อของ ถ้าร้าน ASTV มีของขาย พี่น้องคิดถึง ASTV ก่อน ไหนๆ จะต้องกินข้าว จะต้องเหยาะน้ำปลา จะต้องซักผ้า จะต้องแปรงฟัน ให้คิดถึงยาสีฟัน คิดถึงน้ำปลา คิดถึงสบู่ แล้วเราจะเอาสมุนไพรมาขาย มีสมุนไพรที่ดีมาก เจ้าของสมุนไพรได้ อย.มาแล้ว เห็น ASTV สงสาร เขาขายตรงอยู่ เขาเอามาให้เรา เรากำลังเริ่มทำอยู่ สมุนไพรของคนแก่ ผู้ชายที่เป็นโรคไต ปัสสาวะไม่ค่อยออก ทานแล้วโรคไตจะหาย เป็นสมุนไพรไม่มีสารเคมี ทานแล้วเลือดสูบฉีดดี เราตั้งชื่อว่า พันธมิตรฯ ชูธง เพราะฉะนั้นแล้วกำลังเตรียม รวมทั้งสบู่สมุนไพร สบู่ดอกปี่บ ดอกปี่บรักษาฝ้า รักษาสิวหาย ของคนไทยทำ เป็นของบ้านโกมารภัจจ์ บ้านสมุนไพร ซึ่งเขาผลิตสมุนไพรอย่างดีออกมา แล้วเขาขายตรง เขาดีมาก เขายกทั้งหมดมาให้ ASTV แล้วติดยี่ห้อ ASTV แล้วเอาไปขาย คนที่คลอดลูกตามธรรมชาติ มีสมุนไพร กินวันละ 1 เม็ด ไม่มีสารเคมี จะเป็นการซ่อมแซมร่างกาย เพราะฉะนั้นแล้ว พี่น้องครับ ถ้าจะกินยาก็กินยาสมุนไพรของ ASTV ถ้าแปรงฟันก็แปรงด้วยยาสีฟัน ASTV ถ้าซักผ้าก็ซักด้วยผงซักฟอก ASTV กินข้าว กินข้าว ASTV นะครับพี่น้อง ขอบพระคุณพ่อแม่พี่น้องมากครับ กราบขอบพระคุณครับ” นายสนธิกล่าว
สมศักดิ์เผยความคืบหน้าพรรคการเมืองใหม่ สมเกียรติชำแหละตำรวจ
ในช่วงที่สองของรายการ มีนายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำพันธมิตรฯ และรักษาการหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ และ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมรายการ
ผู้ดำเนินรายการคือนางสโรชา สอบถามนายสมศักดิ์เรื่องความคืบหน้าของพรรคการเมืองใหม่ นายสมศักดิ์เปิดเผยว่า “การประชุมจัดตั้งสาขาพรรค 4 ภาค ตามกฎหมาย ก็สมบูรณ์แล้ว เมื่อสักครู่นี้เพิ่งมาจาก จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกตั้งที่สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย ลงคะแนนกันสูสี คะแนนเท่ากันก็มี ต้องสลากก็มี นะครับ ก็ถือว่าเป็นสาขาที่ 7 แล้วก็ครบทุกภาค ตอนนี้ก็กำลังรณรงค์เรื่องให้พี่น้องได้ช่วยกันสมัครสมาชิก ซึ่งตอนนี้สมาชิกที่ กกต.รับรองแล้วก็ 3,000 กว่าคนแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็คิดว่าภายในเดือนสิงหาฯ นี้ก็คงจะครบ 5,000 เป็นอย่างน้อย ฉะนั้นในช่วงเวลานี้ก็อยากให้พี่น้องช่วยกันสมัครเข้ามานะครับ ถ้าได้วันละ 200 อีก 10 วันก็ครบแล้ว ฉะนั้นการประชุมใหญ่ก็คงจะไปตามเป้าที่เคยตั้งไว้ว่า จะทำให้เสร็จภายในสิ้นเดือนสิงหาฯ เมื่อมีครบ 5,000 กว่าคน มากกว่าไม่เป็นไร สมาชิกอย่างน้อย 4 สาขา 4 ภาค ก็สามารถจัดประชุมใหญ่ได้ เมื่อนั้นเราก็สามารถที่จะดำเนินการทางการเมืองได้ ส่งคนสมัครเลือกตั้งได้ ไม่ว่า อบต. อบจ. เทศบาล ทั้งนี้สมาชิกก็มีครบทุกจังหวัด 76 จังหวัด”
นายสมศักดิ์ ยังกล่าวขอบคุณพันธมิตรฯ ทุกคนที่มาสมัครพรรคการเมืองใหม่ ต้องเดินทางมา แล้วต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 100 บาท ค่าบำรุงปีแรกอีก 220 นายสมศักดิ์ยังระบุว่า “ไปในต่างจังหวัดพี่น้องบอกว่าพรรคอื่นที่ผ่านมาเขาแจกเสื้อ แจกโน่น แต่พรรคนี้ต้องจ่ายตังค์ แต่ก็ยินดีที่จะสมัคร นี่ก็เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งครับ”
นางสโรชาสอบถามว่า มีพี่น้องถาม โดยเฉพาะจากทางบ้านจะถามมาเยอะว่าสมัครสมาชิกพรรคอย่างไร นายสมศักดิ์ตอบว่า “ตอนนี้ใบสมัครก็อาจจะลำบากนิดหนึ่งนะครับในชนบท ก็คือต้องไปโหลดเอาจากเว็บไซต์ http://www.newpoliticsparty.net/ ซึ่งก็จะมีแบบฟอร์มใบสมัครอยู่ แล้วก็รูปถ่าย 2 รูป รูปถ่ายแล้วก็สำเนาทะเบียนบ้าน 2 สำเนา 2 ใบ ให้เจ้าตัวผู้สมัครรับรองว่าเป็นสำเนาถูกต้อง และก็สำเนาบัตรประชาชนหน้า-หลัง 2 ใบ รับรองว่าสำเนาถูกต้อง แล้วก็ค่าธรรมเนียมแรกเข้า 100 บาท ค่าบำรุงปีแรก 220 บาท แล้วก็ที่สำคัญ นิ้วมือนะครับ นิ้วไหนก็ได้ ที่ต้อง เคยไปโรงจำนำไหมครับ หรือไปโรงพัก นิ้วเดียวนะครับ กดเข้าไปเลย แล้วก็นำมาส่งที่ส่วนกลางนะครับ ที่สำนักงาน ก็แค่นี้ล่ะครับ ก็ถือว่าสมัครได้ ก็ขอให้ช่วยกัน เพราะเชื่อว่าที่พวกเราไปเร็วเนื่องจากว่าเป็นมติของพี่น้องพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย บอกว่าให้มีพรรคการเมืองเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ฉะนั้นพวกเราก็รู้อยู่แล้วว่าเป็นพันธุ์ที่ทำอะไรเร็ว แต่รอบคอบ มั่นคง และชอบด้วยกฎหมายทุกประการ ฉะนั้นก็ขอให้ช่วยๆ กันครับ”
นายสมศักดิ์ยังเปิดเผยว่า ขณะนี้แกนนำพรรคมีการเดินสายเพื่อเปิดสาขาพรรค โดยวันที่ 10 ส.ค. จะไปเปิดศูนย์ประสานงานที่นครราชสีมา วันที่ 11 ก็จะไปเปิดอีกสาขาหนึ่งที่ จ.นครศรีธรรมราช ภาคใต้ แล้ววันที่ 23 ก็ลงที่เพชรบุรี หลังจากนั้นที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ อีสานตอนใต้ก็ไปที่ จ.สุรินทร์ ก็ฝากพี่น้องชาวสุรินทร์ไว้ด้วย แล้วภาคเหนือตอนบนก็จะเล็งๆ ไว้แถวเชียงใหม่ หรือเชียงราย
ด้านนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ กล่าวถึง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ว่าเป็นบุคคลที่น่าสงสาร เมื่อสิ้นระบอบทักษิณไปแล้ว ทุกคนก็ต้องรับกรรมของตนเองไป เพราะว่าระบอบทักษิณได้ออกแบบทางการเมือง ย้ายข้ามหน่วย เอาญาติมาเป็นผู้บัญชาการทหารบก ทหารสูงสุด เอาสามีของน้องไปเป็นปลัดกระทรวง ย้ายกลับไปกลับมาระหว่างกระทรวงแรงงาน กับกระทรวงยุติธรรม แล้วก็ย้ายตำรวจเพื่อสร้างรัฐตำรวจ ในที่สุด การออกแบบอย่างนี้มันเป็นการออกแบบที่ต้องถูกทบทวน เมื่อถูกทบทวนแล้ว คนที่ได้รับผลกระทบก็คือคนที่ถูกกดทับมานาน คำถามถึงนายตำรวจระดับสูงในวันนี้ก็คือว่า ในช่วงที่สมัคร สุนทรเวช กับสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ย้ายพัชรวาทออกไปแล้วตั้งคนอื่นรักษาการแทน ไม่เห็นมีการโวยวายเลย
“แล้วเขาก็ไม่ได้ตั้งคนนี้ด้วย รักษาการ แล้วทำไมมาโวยวายตอนนี้ เพราะว่ารัฐบาลหุ่นเชิดสมัคร รัฐบาลหุ่นเชิดสมชาย ในช่วงที่ย้ายพัชรวาทไปด่วน แล้วก็เอาพลตำรวจเอกท่านหนึ่งขึ้นมาแทน ก็มีลักษณะรักษาการเช่นเดียวกัน ที่ไม่โวยเพราะว่าคนในหุ่นเชิดถูกบงการมาว่าให้เอาคนนี้ แล้วก็ข้ามตัวเองไปอีก ก็ไม่เห็นโวยเลย แล้วคนที่รักษาการตอนนั้นก็กลับไปที่เดิม แล้วก็ดึงพัชรวาทกลับมา พอเขาตั้งคนใหม่แทน ทำไมมาโวยวายอีก”
นายสมเกียรติยังกล่าวว่า “ในวันนี้ตำรวจมีลักษณะเด่นอยู่ 4 อย่าง พูดก็เหมือนพูดซ้ำ ต้องขอโทษพี่น้องตำรวจด้วยนะ เฉพาะตำรวจที่ดีๆ ผมขอโทษด้วยนะครับ อันที่ 1 โครงสร้างของตำรวจเป็นโครงสร้างที่สร้างอาณาจักรตัวเอง ใครเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติปั๊บ สร้างอาณาจักรตนเอง สยายปีกเลย จะขึ้นตรงต่อกันหมดเลย อันที่ 2 เขาสร้างอาณาจักรของตนเองไม่ได้ เขาจะต้องไปร่วมมือกับพรรคการเมือง นักการเมือง ที่จะมาคุม สองกลุ่มนี้ก็เลยแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน แล้วอันที่ 3 เป็นองค์กรที่มีลักษณะที่สูบทรัพยากรของชาติมามากที่สุด ผ่านกลไกที่คุ้นชิน คุ้นชินในการรีดไถประชาชน และอันที่ 4 เป็นองค์กรที่ตอบโต้ประชาชน ถ้าใครคิดอ่านจะวิจารณ์ตำรวจ หรือเล่นงานตำรวจ จะมีขบวนการมืดที่ตอบโต้ประชาชน สนธิ ลิ้มทองกุล คือเหยื่อ 1 ในหมื่น 1 ในพันคนในประเทศไทย ยกเว้นผมที่ยังเดินทางมาไม่ถึง เพราะฉะนั้นขบวนการที่ลักษณะเด่นที่เป็นด้อยของสังคมในสำนักงานตำรวจแห่ง ชาตินี่ ผมจึงอยากจะเชิญชวนพี่น้องประชาชน เราเสียงบประมาณ 66,000-67,000 ล้าน แล้วก็เชิญชวนตำรวจชั้นผู้น้อย 180,000 คน มาร่วมกันปฏิรูป ผ่า แล้วก็รื้อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เป็นตำรวจที่ดีของประชาชน เพราะว่าถ้าเราหวังพึ่งตำรวจใหญ่ๆ ไม่ได้หรอก เพราะว่าตำรวจใหญ่ๆ ใช้กลไกตำรวจชั้นผู้น้อยไปหาอยู่หากินแล้วก็ส่ง เพราะว่าระบบส่วยในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประชาชนส่งส่วยมาให้ตำรวจ ตำรวจชั้นผู้น้อยส่งส่วยให้ชั้นผู้ใหญ่ ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ส่งส่วยให้ฝ่ายการเมือง ระบบส่วยมันมีอย่างน้อย 3 ขั้นตอน เพราะฉะนั้นองค์กรนี้จึงเป็นองค์กรคนที่อยู่ในองค์กรนี้ถูกกดทับ น่าสงสารมาก ระดับสูงก็แย่งชิงกัน มาปาดน้ำหูน้ำตา ไม่ได้เป็นไอ้โน่นไอ้นี่ เมื่อก่อนอยู่ได้อย่างไร แล้วอันที่ 2 นี่ตำรวจชั้นผู้น้อยถูกกดทับมานาน เคยมีตำรวจเดินขบวนอย่างหนักในสมัยหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ซึ่งผมเป็นนักศึกษาเรียนที่ประสานมิตรอยู่ ในตอนนั้นจะมีนายตำรวจที่โดดเด่นคนหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านในทางที่ดีนะฮะ พ.ต.ต.อนันต์ เสนาขันธ์ ที่กล้าพาตำรวจประท้วงอย่างขนานใหญ่เพื่อให้มีการปรับปรุงโครงสร้าง จนเขาต้องถูกลอบสังหารโดยใช้รถบรรทุกชน นี่ก็คือเหยื่อของการตอบโต้ในองค์กรนี้ ซึ่งเป็นองค์กรที่น่าสงสารทั้งคนที่ถูกกดทับ และน่าสงสารประชาชนที่ถูกขูดรีดและถูกกระทำย่ำยีจากกลไกอันนี้ ที่เราเรียกว่า โครงสร้างขององค์กรมรณะ”
ช่วงหนึ่ง นางสโรชา ถามนายสมเกียรติว่า จริงๆ ควรจะย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว นายสมเกียรติตอบว่า มีอย่างที่ไหน นายกรัฐมนตรีถูกกระทำย่ำยีผู้นำประเทศที่ไฟแดง ถ้าเป็นไฟเขียวก็โชคดี วันนั้นโชคร้ายมาเจอไฟแดง แล้วมาถูกจัดการที่กระทรวงมหาดไทยอีก ลากคอเลขาธิการนายกรัฐมนตรีสะบักสะบอมออกมา รัฐมนตรีกลาโหมวิ่งจุกตูดกันหมด ประเทศไทยแล้วประชาชนจะปลอดภัยอะไร ผมอยู่เปลี่ยนวิกเป็นผู้หญิงไปแล้ว มันไม่ปลอดภัย แค่นายกรัฐมนตรีไม่ปลอดภัย ผู้นำต่างประเทศมาประชุมอาเซียน ผู้นำของจีนเขาถือมากศักดิ์ศรีประเทศเขาใหญ่ 1,300 ล้านคน มาเจอนักเลงกระจอกอย่างนี้ เขาแทบไม่อยากมาประชุมอีกเลย ถูกล่มไปเลยการประชุม แล้วจัดการไม่ได้ใคร พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 1.รักษาความปลอดภัยประชาชน รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ถวายการอารักขาพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ และราชวงศ์ ปรากฏว่า ม็อบบุกถึงวังไกลกังวลเลย พระตำหนักไกลกังวล นี่คือผลงานที่พิสูจน์ชัดๆ เอาภาพถ่ายมาออกเลย ม็อบอยู่ใกล้ๆ พระเจ้าอยู่หัว เป็นไปได้อย่างไร ทั้งๆ ที่หน้าที่ของตำรวจถวายอารักขาพระเจ้าอยู่หัว นายกรัฐมนตรี ผู้นำประเทศที่มาประชุมมันจบแล้ว ทำใครไม่ได้เลยมาทำสนธิไง
นายสมเกียรติยังกล่าวว่า คนไทยไม่ค่อยคิดให้ลึก ตั้งข้อสังเกต กระทรวงมหาดไทยคือกระทรวงอะไร กระทรวงความมั่นคงภายในของทุกประเทศ แล้วคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศนั้นถูกไล่ทุบไล่ตีอยู่ในกระทรวงที่มี ความมั่นคงที่สุด จบไหมครับ จบได้แล้วไม่ต้องคิดอะไรมาก และวันนี้จับใครไม่ได้สักคน คนที่บุกเข้าไปทำลายพิธีประชุมอาเซียนซัมมิท +3 +6 ที่พัทยา ก็ยังจับใครไม่ได้สักคน แล้วเราจะอยู่อย่างไร ซึ่งมันรุนแรงมาก แต่ดูเหมือนปกติธรรมดา คือคนไทยเดี๋ยวนี้ใจถึง
สมเกียรติอัดคนเสื้อแดงกำเริบเสิบสาน ส่วนสมศักดิ์ไม่เชื่อจำนวนคนถวายฎีกา
ในช่วงท้ายของรายการ มีการสอบถามความเห็นกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงล่ารายชื่อขอถวายฎีกา นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตกลงเกี่ยวกับการดูแลเหล่านี้ ทหาร ตำรวจ ทำอะไรไม่ได้เลยเหรอ ขนาดจุฬาลงกรณ์ คณะนิติศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ นักวิชาการ ออกมาหมดแล้ว รู้สึกนายกฯ เพิ่งพูดเมื่อวานซืนนี้ คิดช้าจังเลย
และว่า “เรื่องนี้มันเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในการอภัยโทษ ก็รู้แล้ว นักโทษหนี ไม่ยอมมารับโทษ แล้วก็โจมตีกล่าวหากระบวนการยุติธรรม โจมตีศาลอีก แล้วจะอภัยตรงไหน แล้วคนที่จะอภัยก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับครอบครัว ไม่ใช่เป็นเจ้าตัว คนอื่นทั้งนั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกัน ซึ่งมันไม่ใช่เป็นการฎีการ้องทุกข์ว่าเดือดร้อน ถ้านี่ผู้เดือดร้อนเขาร้องทุกข์ได้ การถวายฎีกามี 2 แบบ ด้านหนึ่งก็ขออภัยโทษ ด้านหนึ่งก็ร้องทุกข์ อันนี้ขออภัยโทษและก็ยังไม่เคยมารับโทษ แล้วกระบวนการล่า ถามว่าล่าไปทำไม ล่าไปเพื่อเอาขบวนประชาชนมารับ แล้วผมก็เชื่อว่าลายเซ็นทั้งหมดน่ะไม่เป็นจริงหรอก เรานี่ทำงานเรื่องล่ารายชื่อมาเยอะมากแล้วนะครับ ไอ้เรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ เรื่อง 20,000 ชื่อ กี่ชื่อนี่ ทำมาไม่รู้เท่าไรแล้ว ไม่ง่ายฮะ นอกจากไปเอารายชื่อเก่าๆ มาแปะๆๆๆๆ แล้วแห่กัน แหกตาผู้สื่อข่าว โดยไม่ตั้งคำถาม บอกว่าโอ๊ย นี่ล่ะมา 5 ล้าน 6 ล้าน 7 ล้าน แต่ไม่รู้ไปบอกเขาว่าอะไร ซึ่งมันไม่มีกระบวนการ มันไม่มีประเพณีปฏิบัติ
ฉะนั้นเรื่องนี้ ก็เริ่มก่อตัวขึ้นมาแล้ว เพราะว่าความล่าช้า การไม่ทัน คือความไม่ทันของรัฐบาล แล้วพอเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา จะนำไปสู่ความรุนแรงอีกรอบ เป็นไปได้นะ เป็นไปได้ถ้าเป็นอย่างนี้ แล้วเสร็จแล้วก็เรียกว่ากว่าจะมาก็เริ่มสายแล้ว เพราะกระบวนนั้นผมก็รู้ว่าลึกๆ นักโทษชายตอนนี้เท่าไรเท่ากันแล้ว เพราะนักโทษชายวันนั้นผมดูแกผอมมาก ผอมมากนี่ผมก็คิดว่าคนทั่วไปเวลารู้สึกตัวเองว่าจะไม่ค่อยมั่นคงเท่าไรใน ชีวิต ทีแรกอาจจะหนืดๆ หน่อยนะ แต่ตอนนี้มันก็ต้องดับเครื่องแล้ว ยังไงก็ อาจจะคิดได้ก็ได้นะว่าเงินมันเอาไปไม่ได้ อะไรต่ออะไร นี่ผมวิเคราะห์ตามรูปการนะ ในฐานะที่เรียนทางด้านจิตวิทยามาบ้าง ผมว่านี่ก็เป็นประเด็น ฉะนั้นงานนี้จึงครึกครื้น กระบวนการพวกคนที่จะทำมาหากินนี่ไม่มีแล้วโอกาสทองแบบนี้ ที่จะทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ โดยที่เอาประชาชนที่ไม่รู้เรื่องเข้ามา ฉะนั้นรัฐบาลก็ควรจะใช้กลไกอะไร กฎหมายต่างๆ ที่เห็นว่าเขาทำไม่ถูกต้อง เพื่อสกัดเหล่านี้ แล้วไง นี่คนก็ออกมาหมดแล้ว คนออกมาแล้วยังกลัวอะไรอีกล่ะ พูดง่ายๆ ว่าทำถูกคนก็เชียร์ แล้วยังไม่ทำอีก แล้วจะทำตอนไหนล่ะ
ด้านนายสมเกียรติกล่าวในช่วงท้ายว่า “อยากจะขอความกรุณาพี่น้องประชาชนที่แข็งแรง ได้ช่วยกัน อย่าให้จอทีวีของประชาชนดับ อันนี้เป็นกลไกสำคัญอันเดียวที่มีพลังที่สุด การต่อสู้ที่มีพลังที่สุดก็คือการต่อสู้ผ่านระบบที่เราเรียกว่าแพร่ทั้งภาพ เสียง และความรู้สึก เราอาจจะได้ภาพและเสียงในทางอื่น แต่เราไม่ได้ความรู้สึก เราไม่มีส่วนร่วม คุณแอ้มได้ถามอย่างนี้นะฮะ ผมยกตัวอย่างนิดเดียวว่าการล่าลายเซ็น ที่บอกว่าเซอร์ไพรส์ เซอร์ไพรส์ก็คือการประชิดพระตำหนักไกลกังวล หลายคนเชื่อว่า 17 สิงหาฯ นี้ อาจจะมีการกำเริบเสิบสานประชิดอีก พระตำหนักหรือพระราชวังอีกแห่ง เมื่อกี้นายตำรวจท่านหนึ่งยศพลตำรวจตรีเขามาบอกผมว่า มีข่าวรายงานว่า กองกำลังที่สังกัดฝ่ายแล้วใช้เสื้อสีแดง กำลังจะปฏิบัติการทางสังคมที่ระบอบทักษิณเรียกว่าเซอร์ไพรส์ ทำให้ผมนึกถึงในเดือนเมษายน 2005 เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสเทิร์น อิลลินอยส์ ศ.ดันแคน แมคคาร์โก ได้ไปเสนอ Thai Study ไทยศึกษา เรื่องประเทศไทย เขาบอกว่าระบอบทักษิณ หรือทักษิณ เป็นคนที่กล้าท้าทายพระราชอำนาจ แล้วทำให้คุณแอ้มกับคุณสนธิถูกถอดรายการ หลังจากดันแคน แมคคาร์โก เสนอปั๊บ รายการของคุณแอ้มกับคุณสนธิถูกถอดเลย แล้วถอดช่วงท้าทายพระราชอำนาจพอดีเลย
แล้วมีหนังสือของคุณอะไรนะ ประมวลใช่ไหมครับ เสนอเรื่องพระราชอำนาจ เพราะฉะนั้นผมจึงบอกว่าสิ่งที่ ศ.ดันแคน แมคคาร์โก เคยเสนอไว้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ที่นอร์ธอีสเทิร์นอิลลินอยส์ ยูนิเวอร์ซิตี้ คือสาระสำคัญที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง แนวรบยังไม่เปลี่ยนแปลง ที่มีการท้าทายพระราชอำนาจ แล้วการท้าทายคราวนี้เอาพลังประชาชนมาท้าทาย เมื่อก่อนระบอบทักษิณคนเดียวท้าทายเลย พูดไปเรื่อยเลย กระซิบ อะไร พูดไปเรื่อยเลย ไม่จงรักภักดีผีที่ไหนจะจงรักภักดี พูดเหน็บแนมไปเรื่อย ตอนนั้นเขาใช้คนของเขาคนเดียว แต่ตอนนี้เขาใช้มวลชนอันไพศาล 10 ล้าน อาจจะต้องเอา 100 หาร หรืออะไรหารผมไม่รู้ แต่อันนี้เขาใช้มวลชนในการท้าทายพระราชอำนาจด้วย ผมจึงอยากจะเรียกร้องพี่น้องประชาชนว่า กระบวนการนี้เป็นกระบวนการกำเริบเสิบสานในเรื่องพระราชอำนาจ ถ้าพี่น้องประชาชนหลงผิด หรือไม่ร่วมทางนี้ ผมว่าระบอบทักษิณจะอ่อนแอลง จึงอยากจะฝาก ไม่มีเวลาพูดเรื่องนี้กันอีกแล้ว แต่รู้ว่ากระบวนการนี้คือกระบวนการท้าทายพระราชอำนาจ”
ที่มา: เรียบเรียงจาก

บทความเฉลิมพระเกียรติ:โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการASTV
9 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:"สิริอัญญา"เขียนบทความมีถ้อยคำอันชวนซาบซึ้งตรึงใจดังกล่าวลงในเวบไซต์ผู้จัดการASTVเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2551 ในมหาวโรกาสมิ่งมงคลของปวงชนชาวไทยในวาระวันแม่แห่งชาติปีนี้ ไทยอีนิวส์จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติอีกคราว เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยทั่วกัน


ได้เห็นข่าวและเรื่องราวที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปพระราชทานเพลิงศพหญิงสามัญตัวเล็กๆ ที่มีชื่อว่าน้องโบว์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 แล้ว ให้รู้สึกปลื้มปีติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น

ผู้หญิงตัวเล็กๆ ชนสามัญที่ไม่เคยมีชื่อเสียง ไม่มีเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับกาย แต่กลับได้รับพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เองนั้น เป็นสิ่งหาได้ยาก เกิดได้ยาก

แล้วคุณค่าของน้องโบว์ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้อยู่ที่ไหนเล่า?

ก็ปรากฏว่าคุณค่าแท้จริงนั้นเป็นที่ประจักษ์จากพระราชเสาวนีย์แห่งพระแม่ของแผ่นดินที่ทรงตรัสกับผู้เป็นพ่อของน้องโบว์ว่า “ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์”

นี่แล้วที่ปราชญ์กล่าวว่า “ทุกคนเกิดมาแล้วย่อมต้องตาย แต่คุณค่าของความตายต่างกัน บ้างก็หนักยิ่งกว่าขุนเขา บ้างก็เบายิ่งกว่าขนนก”

ตายเพื่อชาติ เพื่อพระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นการตายที่มีคุณค่า มีน้ำหนักกว่าขุนเขา ตายเพื่อฆาตกรที่ฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดินและข่มเหงรังแกประชาชนเป็นการตายที่ไร้ค่ายิ่งกว่าหมาตายข้างถนน เบายิ่งกว่าขนนก

โดยเฉพาะพระราชเสาวนีย์ที่ทรงตรัสว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องและทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้ได้รับเคราะห์กรรมนั้น เมื่อได้ทราบแล้วก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจเป็นที่สุด

เห็นและเข้าใจได้ชัดเจนว่าเหตุการณ์ฆ่าและทำร้ายประชาชนโดยนักการเมืองฆาตกรมือเปื้อนเลือดและสมุนบริวารนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการใช้สื่อและกลไกรัฐบิดเบือนใส่ร้าย กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำประการใด ก็ไม่อาจปิดบังฟ้าได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบความแล้ว และเงินช่วยเหลือที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานความช่วยเหลือในครั้งนี้นั้นเป็นเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

น้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระกรุณาธิคุณอันฉ่ำเย็นได้ชะโลมใจมวลมหาประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และกระตุ้นเตือนใจให้บรรดาประชาชาวไทยทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือประชาชนทุกหนแห่ง ได้ตระหนักถึงความจริงที่เกิดขึ้น

“โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”


เมื่อได้รู้ได้เห็นความทั้งหลายดังกล่าวมา ใจก็ประหวัดหวนรำลึกไปถึงประวัติศาสตร์ไทยแต่หนหลัง เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพ และประกาศทำศึกสงครามกับอริราชศัตรู เพื่อเอกราชและอิสรภาพของชนเผ่าไทย

เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องนำความอันนั้นมาเล่าขานเป็นอุทาหรณ์สอนและเตือนใจให้ชนเผ่าไทยรุ่นเราท่าน เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความจงรักภักดี ความศรัทธา ความกล้าหาญ ในการตัดสินใจทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการพิทักษ์รักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้ดำรงคงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย

พระนเรศวรเป็นเจ้าของชาวไทยนั้น ทรงเป็นขัตติยราชอันประเสริฐ ดำรงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม เปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นทรงเป็นหัวหน้านักรบ ทรงมีความพร้อมและวีระกล้าหาญที่จะนำพาเหล่าทหารและอาณาประชาราษฎร์เข้าต่อสู้กับอริราชศัตรูอยู่ทุกเมื่อ

ฐานะดังกล่าวได้สืบทอดสันตติมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นที่มาของฐานะพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย ซึ่งก็คือหัวหน้านักรบ เช่นเดียวกับที่เป็นมาในประวัติศาสตร์นั่นเอง

พระมหากษัตริย์ทั้งปวงของชนเผ่าไทยนั้น นอกจากทรงเป็นหัวหน้านักรบที่วีระกล้าหาญนำพาชาติ กองทัพ และประชาชนแล้ว ยังทรงดำรงฐานะ “สมเด็จพระราชบพิธสมภารเจ้า” คือเป็นพุทธศาสนูปถัมภกและเป็นสมภารเจ้าวัดทั้งหลายทั่วพระราชอาณาจักร เป็นเจ้าแห่งสงฆบริษัททั่วพระราชอาณาจักรอีกด้วย

ทรงมีสิทธิและเสรีภาพทุกประการและทรงดำรงอยู่ในฐานะประมุขที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และย่อมเป็นที่แน่นอนด้วยว่าทรงมีพระราชอำนาจ พระราชสิทธิในการป้องกันพระองค์และสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นเดียวกัน

ในคราวนั้นพระนเรศวรมหาราชได้นำกองทัพบรรพบุรุษไทยไปช่วยเหลือมิตรชาวหงสาวดีเพื่อปราบกบฏ โดยอาศัยหลักคุณธรรมน้ำมิตรและพันธกรณีที่กรุงศรีอยุธยามีกับกรุงหงสาวดีที่มีมาก่อนหน้านั้น

น้ำพระทัยใสบริสุทธิ์สะอาด เปี่ยมด้วยคุณธรรมน้ำมิตรต่อผู้เป็นมิตร โดยมิได้ทรงคิดว่ามิตรมีจิตคิดทรยศหมายจะลอบสังหารพระองค์ท่าน ด้วยหวังจะตัดรอนไม่ให้กรุงศรีอยุธยามีผู้นำที่ปรีชาสามารถ เพราะความหวาดระแวงว่าจักเป็นอันตรายต่อกรุงหงสาวดีในเบื้องหน้า

อุปราชแห่งหงสาวดีรับแผนร้ายมาซุ่มซ่อนกำลังหมายจะลอบสังหารพระนเรศวรเป็นเจ้าในระหว่างทางเสด็จนำทัพไปช่วยเหลือตามคำขอร้องของฝ่ายหงสาวดี โดยกำหนดเอาภูมิประเทศเมืองแกลงอันเป็นแดนรามัญเป็นทุ่งสังหาร

อุปราชแห่งหงสาวดีผู้รับผิดชอบปฏิบัติตามแผนการร้าย มอบหมายให้สองขุนทหารชาวรามัญเป็นผู้ปฏิบัติตามแผน ซึ่งหากความทั้งนี้มิล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณก่อน ก็เห็นทีว่าพระนเรศวรเป็นเจ้าก็จะถึงคราวดับสูญด้วยแผนการอุบาทว์นี้

แต่ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเสมอ ธรรมะย่อมจัดระเบียบแห่งธรรม จึงบังเอิญว่าสองขุนทหารชาวรามัญที่ได้รับมอบหมายแผนการร้ายนั้นเป็นศิษย์ของพระมหาเถรคันฉ่องซึ่งเป็นบูรพาจารย์องค์หนึ่งของพระนเรศวรเป็นเจ้า จึงนำความไปเล่าให้พระมหาเถรได้รับทราบ

พระมหาเถรคันฉ่องทราบความแล้ว น้ำใจหนึ่งก็เมตตากรุณาต่อศิษย์เอก ขัตติยราชตระกูลแห่งกรุงศรีอยุธยาที่เคยทำนุบำรุงมาแต่กาลก่อน น้ำใจหนึ่งก็เห็นแก่ธรรมที่ธรรมจะต้องรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่พึงปล่อยให้ธรรมถูกทำร้ายทำลายให้ดับสูญไปต่อหน้าต่อตาได้

ดังนั้นพระมหาเถรคันฉ่องจึงพร้อมด้วยสองศิษย์ขุนศึกชาวรามัญจึงเดินทางไปเฝ้าพระนเรศวรเป็นเจ้าในระหว่างทางเดินทัพใกล้จะถึงทุ่งสังหาร แล้วกราบทูลความจริงให้ทรงทราบ

พระนเรศวรเป็นเจ้าทราบความแล้วจึงตรัสสั่งให้ยั้งกองทัพตั้งมั่นไว้ ณ ที่นั้น

น้ำใจแห่งวีรกษัตริย์ที่มั่นในคุณธรรมน้ำมิตรและทศพิธราชธรรมรู้สึกสะเทือนพระราชหฤทัยเป็นที่ยิ่ง ตระหนักดีว่าแผนการร้ายเช่นนี้เป็นแผนการอุบาทว์ของฆาตกรอสูร ที่ไม่เพียงมุ่งร้ายต่อพระองค์ท่านเท่านั้น หากมุ่งร้ายต่อกรุงศรีอยุธยาอันเป็นมาตุภูมิและชนเผ่าไทยทั้งปวงด้วย และที่สำคัญเป็นการกระทำที่อธรรมทำลายคุณธรรมน้ำมิตร ไหนเลยจะยอมให้อธรรมข่มล้างผลาญอธรรมได้

ดังนั้นด้วยพระราชเจตนารมณ์ที่จะพิทักษ์ธรรมให้ปรากฏเป็นแบบอย่างไว้ในประวัติศาสตร์ ด้วยเจตนารมณ์ที่จะพิทักษ์มาตุภูมิ ตลอดจนอาณาประชาราษฎรและสมณะชีพราหมณ์ทั้งปวงให้ปลอดภัย จึงทรงตัดสินพระทัยป้องกันพระองค์เอง ป้องกันมาตุภูมิ ป้องกันพระศาสนา ตลอดจนประชาและมนตรี

จึงตรัสสั่งให้ตั้งการพิธีประกาศอิสรภาพ ทรงกระทำพิธีหลั่งทักษิโณทก ตั้งสัจจาธิษฐานประกาศแก่เทพยดาฟ้าดิน ตลอดจนพระแม่ธรณีได้เป็นสักขีพยานว่าถูกมารฆาตกรแห่งหงสาวดีปองร้าย ทำลายมิตรภาพระหว่างสองแผ่นดินจนสิ้นแล้ว นับแต่บัดนี้ไปกรุงทวารวดีศรีอยุธยาจักไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาวดี จักดำรงเอกราชอิสรภาพเหนือสุวรรณปฐพีนี้ เพื่อประโยชน์และความสุขของชนเผ่าไทยทั้งผองสืบไป

น้ำพระทัยนี้จำแนกผิดชอบชั่วดี ผิดถูก ธรรมะ และอธรรมกระจ่างแจ้ง ไม่มีเป็นกลางหรือวางเฉย ไม่มีคลุมเครือ ไม่มีความขลาดเขลา โดยถือเอาประโยชน์และความสุขของประชาชาติไทยและมาตุภูมิเป็นที่ตั้งสูงสุด

นับแต่เพลานั้นเป็นต้นมา กรุงทวารวดีศรีอยุธยาก็เป็นไทแก่ตน พระนเรศวรทรงนำบรรพบุรุษไทยแต่โบราณเข้าสู่ศึกสงครามในทุกสมรภูมิ ทำลายล้างอริราชศัตรูอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเกือบตลอดพระชนม์ชีพ

ชีวิตเลือดเนื้อบรรพบุรุษไทยไหลหลั่งรินแผ่นดิน เพื่อพิทักษ์รักษาปกป้องแผ่นดินนี้ให้ตกทอดมาจนถึงรุ่นเราท่าน

พระคุณอันล้นฟ้าพระมหาสมุทรแห่งพระกษัตริยาธิราชเจ้าดั่งพรรณนามานี้ควรเป็นที่เตือนใจชนเผ่าไทยในรุ่นปัจจุบันให้สืบทอดภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษเพื่อรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้ดำรงสถาพรสืบไป

ใต้ร่มธงมหาราชพื้นเหลืองอันรุ่งเรืองแห่งพระมหากษัตริย์นั้นร่มเย็นเป็นสุข และปลอดภัยเสมอเป็นนิจนิรันดร์

ประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกหมู่เหล่า ทั้งทหาร ตำรวจที่มีผู้นำทุกเหล่าทัพและผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติและประชาชนสามัญอย่างเราท่านกำลังเคลื่อนพลดับทุกข์เข็ญให้แผ่นดินแล้ว

พรรคร่วมรัฐบาล นักการเมืองที่ไม่ต้องการเกลือกกลั้วกับความชั่วอีกต่อไป ตลอดจนข้าราชการทั้งปวงทุกกระทรวงทบวงกรมทุกแห่งหน จงย่างเท้าก้าวออกมาเข้าร่วมในแนวรบอันยิ่งใหญ่และมีเกียรตินี้อย่างพร้อมเพรียงกัน

ยุคทมิฬมารที่ผลาญชาติ ปล้นฆ่าประชาชน กำลังจะปิดฉากลงแล้ว

ราชอาณาจักรไทยที่ร่มเย็นเป็นสุขและรุ่งเรืองไพบูลย์ที่มีการเมืองใหม่เข้าแทนที่การเมืองเก่าอันเน่าเฟะและเหม็นโฉ่ กำลังทอแสงรุ่งโรจน์เบื้องขอบฟ้าบูรพาทิศแล้ว

บทบาทและพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News


โดย pegasus
9 สิงหาคม 2552
บทความเกี่ยวเนื่อง:เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญสวีเดนและญี่ปุ่น จากหลักสากลว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

มาตรานี้ป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจผิดพลาด เนื่องจากต้องมีคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมลงนามเสมอในทุกกรณี สิ่งนี้เป็นหลักการที่ปฏิบัติในประเทศตะวันตกอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ทรงเผลอพระองค์กระทำพระราชภาระขัดกับเจตนาของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มาตรานี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการบังคับให้ คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมารับผิดชอบพระราชกรณียกิจแทนพระมหากษัตริย์ เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือถูกฟ้องร้องขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป


หมายเหตุไทยอีนิวส์:การถกเถียงเรื่องการถวายฎีกาเพื่อพระราชทานอภัยโทษให้แก่อดีตนายกฯทักษิณ ได้แตกประเด็นไปหลายเรื่อง หนึ่งในข้อโต้แย้งนั้นคือประเด็นเรื่องพระราชอำนาจ ผู้เขียนคือpegasusได้นำเสนอเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญที่เคยระบุไว้ในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฉบับแรกหลังการปฏิวัติ24มิถุนายน2475ว่าเป็นแบบเดียวกับอารยะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่มีกษัตริย์เป็นประมุขว่า ขอบเขตของพระราชอำนาจนั้นมีเพียงใด
0000000

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งคณะราษฎรได้ประกาศใช้นั้นเป็นเจตนารมณ์เริ่มแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร

เช่นเดียวกับเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาต่างก็มีการร่างเนื้อหาของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยผิดเพี้ยนไปจากจุดเริ่มแรกเป็นอย่างมาก

ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อมีการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ได้นำเอาหลักคิดของระบอบประชาธิปไตยในประเทศตะวันตกมาใช้ โดยจะเห็นว่าคณะราษฎรได้ตกลงใจที่จะใช้ระบอบประชาธิปไตยที่เรียกกันว่า Constitutional Monarchy ในยุคสมัยนั้น ซึ่งเป็นทางเลือกระหว่างระบอบสาธารณรัฐที่มีประมุขคือประธานาธิบดีหรือระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักคือในขณะนั้นเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศไทยเกิดภาวะอดอยาก ข้าวยาก หมากแพง โรคระบาด เงินในท้องพระคลังหมดจนต้องมีการปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ในสมัยนั้นซึ่งหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต้องประหยัดการใช้จ่าย ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ยุคเคนส์และนิวดีลของประธานาธิบดีรุสเวลในยุคสมัยเดียวกัน ที่ใช้นโยบายอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงานภายในประเทศสหรัฐ จนในที่สุดกลายเป็นหลักการทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มาจนปัจจุบัน

อย่างไรก็ตามในขณะนั้นทฤษฎีนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับในประเทศไทย พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 7 จึงทรงใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคคือการงดการใช้จ่าย งดการจ้างงานและประหยัด ประชาชนตกงาน ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เดือดร้อนกันไปทั่วจนเกิดเศรษฐกิจหดตัวตามมาอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในที่สุด

เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญและอำนาจของคณะราษฎรและพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ถูกจำกัดพระราชอำนาจโดยรัฐธรรมนูญนั้น พระมหากษัตริย์จะต้องไม่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยได้แก่ อำนาจในการบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการในทางตรงหรือทางอ้อม เป็นได้แต่เพียงพิธีการคือ เรื่องการทรงลงพระปรมาภิไธยได้กรณีเดียวเท่านั้น

ในต่างประเทศจะเขียนไว้ชัดเจนว่าการใช้อำนาจบริหารเป็นของพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นและจะต้องทรงลงพระปรมาภิไธยตามที่เสนอมา บางประเทศกำหนดให้แม้แต่การพระราชทานพระบรมราโชวาทหรือการปฏิบัติพระราชกรณียกิจใดๆ ต้องได้รับการลงนามร่วมกับคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

ยิ่งไปกว่านั้นบางประเทศกำหนดให้ก่อนรับพระราชสมบัติ พระรัชทายาทต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา แล้วต้องเสด็จมา ปฏิญาณต่อรัฐสภาว่า จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น กรอบดังกล่าวนี้เป็นแนวคิดทั่วๆไปของระบอบการปกครองนี้

เมื่อทราบกรอบความคิดของระบอบการปกครองนี้แล้ว การศึกษาพระราชบัญญัติธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ต่อไปจึงเหมาะที่จะพิจารณาว่ามีการบัญญัติไว้ใกล้เคียงกับแนวความคิดหลักเรื่องระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่ อย่างไร

ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และ โดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำร้องของคณะราษฎร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้น
ฯลฯ
มาตรา ๑ อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎร ทั้งหลาย
มาตรา ๒ ให้มีบุคคลและคณะบุคคลดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่จะได้กล่าวต่อไปในธรรมนูญ คือ
๑. กษัตริย์
๒. สภาผู้แทนราษฎร
๓. คณะกรรมการราษฎร
๔. ศาล
มาตรา ๓ กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดี คำวินิจฉัยของศาลก็ดี การอื่น ๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้โดยฉะเพาะก็ดี จะต้องกระทำในนามของกษัตริย์
มาตรา ๔ ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การสืบมฤดกให้เป็นไปตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาตรา ๕ ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็น ผู้ใช้สิทธิแทน
มาตรา ๖ กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย
มาตรา ๗ การกระทำใด ๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎร ผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
ฯลฯ
สิ่งที่เห็นจากธรรมนูญนี้คือ ในคำปรารภได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจได้ในเชิงพิธีการ เช่นการปรากฏพระองค์ในงานรัฐพิธี การลงพระปรมาภิไธยฯลฯ เป็นต้น

มาตรา 1 กำหนดให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และไม่มีการนำตัวอักษรใดมาทำให้อำนาจนี้ลดน้อยลงเช่นคำว่าอำนาจสูงสุดมาจากประชาชน ซึ่งแปลว่าประชาชนไม่มีอำนาจจริงๆตามที่พบในรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาตราบจนปัจจุบันนี้

มาตรา 2 น่าสนใจที่แบ่งอำนาจที่เป็นจริงในสังคมออกเป็น 4 ส่วนด้วยกันและอาจแบ่งแยกและตรวจสอบกันเองต่อไป ซึ่งหากได้มีการใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสักระยะหนึ่งก็น่าที่จะทำให้ระบอบการปกครองของไทยมีความมั่นคงไม่มากก็น้อยประชาชนสามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างกว้างขวางและไม่เกิดการผูกขาดอำนาจในแง่มุมใดก็ตาม

มาตรา 3 เป็นเรื่องของพิธีการของการลงพระปรมาภิไธย

มาตรา 4 การสืบราชสันตติวงศ์ ต้องได้รับการประชุม และเห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตยรูปแบบนี้ เนื่องจากกำหนดไว้ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย และครอบคลุมทุกกิจกรรมในสังคม

มาตรา 5 ในหลายประเทศ ผู้สำเร็จราชการฯ นอกจากเป็นคณะรัฐมนตรีแล้ว บางครั้งก็ให้รัฐสภากำหนดหรือ ประธานสภาฯเป็นเองขึ้นอยู่กับที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย แต่โดยหลักการแล้วได้แก่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้กำหนดหรือทำการแทนเมื่อพระมหากษัตริย์ไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้

มาตรา 6 ในมาตรานี้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจพิจารณาเรื่องที่พระมหากษัตริย์กระทำผิด แต่ควรจะเป็นเพียงเรื่องสัญลักษณ์เท่านั้น และน่าจะเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องส่วนพระองค์เท่านั้น ทั้งสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัยความผิดในเรื่องใดยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนพระองค์เท่านั้น

มาตรา 7 ในมาตรานี้ป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจผิดพลาด เนื่องจากต้องมีคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมลงนามเสมอในทุกกรณี สิ่งนี้เป็นหลักการที่ปฏิบัติในประเทศตะวันตกอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ทรงเผลอพระองค์กระทำพระราชภาระขัดกับเจตนาของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มาตรานี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการบังคับให้ คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมารับผิดชอบพระราชกรณียกิจแทนพระมหากษัตริย์เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือถูกฟ้องร้องขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่บุคคลใดจะกล่าวว่าร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์เพราะมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องถูกตรวจสอบอยู่แล้ว เป็นต้น

เรื่องที่ควรสังเกตเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มีความเป็นประชาธิปไตยสูง และได้นำวิธีการปฏิบัติมาจากระบอบการปกครองเดียวกันในต่างประเทศไว้เป็นส่วนมาก สมควรที่คนรุ่นหลังจะได้ระลึกและนำมาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง

Saturday, August 8, 2009

ทักษิณเร่งทำทีวี 100 ช่องออกอากาศพ.ย.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25014
ใช้ระบบเดียวกับช่องพีเพิลแชนแนล สามารถใช้จานรับสัญญาณเดียวกันได้ มั่นใจว่าโทรทัศน์ 100 ช่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยมาก

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าววันนี้ (8 ส.ค.) ถึงความคืบหน้าในการทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังเร่งทำในเรื่องเทคนิค และ เนื้อหา มีการประชุมกันต่อเนื่องหลายครั้ง เชื่อว่าในช่วงต้นเดือนพ.ย. จะมีช่องทดลองออกอากาศได้แน่นอน โดยจะใช้ระบบเดียวกับช่องพีเพิลแชนแนล สามารถใช้จานรับสัญญาณเดียวกันได้ มั่นใจว่าโทรทัศน์ 100 ช่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยมาก จะเป็นการสื่อสาร รับเทคโนโลยีข่าวสารทั่วโลก เพราะมีเครือข่ายกว้าง ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมัน ไต้หวัน และหลายประเทศในเอเชีย ในอนาคตมีแนวคิดให้คนไทยที่อยู่ต่างแดนจัดทำรายการทีวีเพื่อสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดน ข้อเสนอแนะในการอาศัยอยู่ต่างประเทศด้วย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5ส.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ โพสต์ในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ว่า เพิ่งจะประชุมทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ถือเป็นงานใหญ่มากเพราะต้องส่งคนออกไปทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามทีมงานก็จะพยายามจะทดลองออกอากาศให้ได้ปลายปีนี้

แถลงการณ์ ‘8888’ : “เราจะไม่ลืม เราจะไม่ยอมแพ้”

ที่มา ประชาไท

เครือข่ายองค์กรร่วมจัดงานครบรอบ 21 ปีของการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ออกแถลงการณ์ในโอกาสครบรอบ 21 ปีของการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า 8 สิงหาคม 1988 กระตุ้นเตือนไปยังรัฐบาลไทย อาเซียน และประชาคมโลกได้จดจำถึงเจตจำนงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนพม่า และดำเนินการเร่งผลักดันกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในพม่าที่วางอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนพม่าอย่างจริงจัง โดยมีรายละเอียดในแถลงการณ์ ดังนี้..

0 0 0
แถลงการณ์ของนักศึกษาและประชาชนไทย
เนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปีของการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า 8 สิงหาคม 1988
การลุกขึ้นสู้ของประชาชนทุกครั้งมีความหมาย และไม่เคยพ่ายแพ้
เมื่อ 8 สิงหาคม 1988 นักศึกษา ประชาชนพม่าได้ออกมาแสดงเจตจำนงของตนเอง ท่ามกลางกระแสการถูกกดขี่โดยเผด็จการทหารมานานหลายปี สิ่งที่พวกเขาได้กระทำในครั้งนั้น คือ การประกาศให้รัฐบาลทหารที่ฉ้อฉลได้รับรู้ว่า ประชาชนพม่าต้องการประชาธิปไตย ต้องการการเมืองที่พวกเขามีส่วนร่วม ต้องการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า ประชาชนพม่ามีความปรารถนาที่จะสร้างอนาคตของตนเองโดยเลือกทางเดินประชาธิปไตย
แม้ความตั้งใจจะถูกดับลงในเวลาอันสั้น เนื่องจากเผด็จการทหารพม่า ได้ใช้กำลังทหารและอาวุธเข้าปราบปรามประชาชนอย่างเหี้ยมโหด และกลับเข้ามาครองอำนาจอีกครั้ง แต่ประชาชนก็แสดงเจตจำนงของตนเองอีกครั้ง ในการเลือกตั้งทั่วไปในปี 1990 ในการเลือกหนทางประชาธิปไตย ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และพวกเขาได้เลือกพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) อันเป็นเสมือนสัญลักษณ์ความหวังประชาธิปไตยของประชาชนพม่า ให้มาเป็นรัฐบาลด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น
แต่แล้วความหวังก็ถูกลบเลือนอีกครั้งด้วยน้ำมือของเผด็จการทหาร ที่ปฏิเสธผลการเลือกตั้งครั้งนั้น แต่กระนั้นการต่อสู้ของประชาชนพม่าก็ไม่ได้สูญสลายไปกลับความหวังที่ถูกลบเลือนถึงสองครั้ง แต่กลับถูกส่งต่อไปยังประชาชน และขบวนการประชาสังคมทั่วทุกมุมโลก ที่ช่วยกันป่าวร้องให้ประชาคมโลกได้รับรู้ว่า ประชาชนพม่าต้องการอะไร และรัฐบาลเผด็จการพม่ากระทำการอย่างไรกับประชาชนพม่า
ทุกครั้งเมื่อประชาชนพร้อมที่ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง พวกเขาก็จะกลับมาด้วยพลังใจ และความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยม ดังจะเห็นได้จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมในสังคมพม่าอีกครั้งของพระสงฆ์และประชาชนเมื่อเดือนกันยายน 2007 แม้จะจบด้วยการถูกปราบปรามจากรัฐบาลทหารพม่าเหมือนเช่นเคย แต่ก็แสดงให้เห็นว่า “พวกเขาไม่เคยยอมแพ้”
จากวันที่ 8 สิงหาคม 1988 ทอดยาวมา 21 ปีจนถึงปัจจุบัน พวกเรายังเชื่อมั่นเสมอว่า ประชาชนพม่าจะไม่ลืมเลือนการต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่าของพวกเขา จะไม่ลืมเลือนความหวังและกำลังใจของพวกเขา
พวกเราจึงใช้โอกาสเนื่องในโอกาสครบรอบ 21 ปี การเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า หรือเหตุการณ์ 8888 แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชนพม่า และส่งกำลังให้ประชาชนพม่า และประชาชนทั่วโลก ร่วมกันต่อสู้เพื่อให้ประเทศพม่ามุ่งไปสู่ประชาธิปไตยตามเจตจำนงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่าเมื่อ 8 สิงหาคม 1988
เราขอกระตุ้นเตือนไปยังรัฐบาลไทย อาเซียน และประชาคมโลกได้จดจำถึงเจตจำนงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนพม่า และดำเนินการเร่งผลักดันกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในพม่าที่วางอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนพม่าอย่างจริงจัง
เราขอส่งเสียงไปถึงขบวนการประชาชนทั่วโลกที่จะร่วมยืนหยัดต่อสู้ไปพร้อมกับประชาชนพม่า เพื่อมุ่งสู่สังคมที่ดีสำหรับประชาชนทุกคน
เราขอส่งกำลังใจ และความปรารถนาดีต่อประชาชนชาวพม่าที่ร่วมกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอย่างไม่ย่อท้อ เราจะยืนหยัดร่วมกันตลอดไป
สำหรับประชาชนจากพม่าทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ทั้งในฐานะแรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย นักศึกษาพม่า หรือในชื่อเรียกอื่นๆใดก็ตาม เราพร้อมจะเป็น “เพื่อน” และร่วมก้าวเดินไปสู่หนทางประชาธิปไตยในพม่าพร้อมกัน
8888 เราจะไม่ลืม เราจะไม่ยอมแพ้
ด้วยความสมานฉันท์ของประชาชน
8 สิงหาคม 2552
คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า
ศูนย์ข่าวข้ามพรมแดน
และเครือข่ายองค์กรร่วมจัดงานครบรอบ 21 ปี
ของการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า

“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก”

ที่มา ประชาไท

ในช่วงเกือบ 20 ปี ระหว่างต้นทศวรรษ 2510 ถึงกลางทศวรรษ 2520 เมื่อมีสงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับรัฐบาล ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างถือเอาวันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันสำคัญ” โดยเฉพาะฝ่าย พคท. (ฝ่ายรัฐบาลถือเป็น “วันสำคัญ” ตามฝ่ายพคท.) คือ ถือว่าเป็นวันครบรอบการเริ่มต้นปะทะด้วยกำลังอาวุธระหว่างกัน เรียกตามสำนวนชาวบ้านภาคอีสานว่าวัน “แตกเสียงปืน” (หรือ “เสียงปืนแตก”) มีการจัด “งานรำลึก” ถึงวันนั้นทุกปีในเขต “ฐานที่มั่น” ของ พคท. ในปีหลังๆ ฝ่ายรัฐบาลเองก็จัด “งานรำลึก” บ้าง แต่ทำเป็นทำนอง “ข่มขวัญ” คือ ตั้งชื่องานว่า “วันเสียงปืนดับ” โดยจัดที่บริเวณจังหวัดนครพนม ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “ที่เกิดเหตุ” การปะทะกันครั้งแรกนั้น (หมู่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม) ทางฝ่าย พคท. มีการผลิตบทกวี และเพลง สดุดี “7 สิงหา” จำนวนมาก ในฐานะที่เป็น “วันเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ” รวมถึงเมื่อนักศึกษาเข้าป่าหลัง 6 ตุลา ก็ไปแต่งบทกวีและเพลงทำนองนี้หลายชิ้น (เช่น เพลงที่ขึ้นต้นว่า “ปัง ปัง ปัง เสียงปืนดัง 7 สิงหา ปลุกมวลประชาลุกขึ้นมาจับปืน หมู่บ้านนาบัวปืนรัวก้องอาจหาญ เป็นสัญญาณลุกขึ้นต้านหมู่มารไพรี . . .”)

ในความเป็นจริง ในขบวนของ พคท.เอง รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการปะทะ 7 สิงหา น้อยมาก (เช่นเดียวกับเรื่องราวประวัติพรรคอื่นๆ เช่น สมัชชาครั้งแรกที่ว่าเป็นวันก่อตั้งพรรค หรือสมัชชาครั้งที่ 3 ที่ว่าเป็นการตัดสินใจเดินแนวทางชนบทล้อมเมือง ฯลฯ) ในเอกสารภายในเรื่อง “ประวัติและบทเรียนบางประการของพรรคเรา” ของวิรัช อังคถาวร ผู้นำพรรคคนสำคัญ ก็มีกล่าวถึงเพียงว่า “ต่อมาการปะทะก็เกิดขึ้น นั่นคือ กรณี ‘7 สิงหาคม’ เป็นการปะทะครั้งใหญ่ครั้งแรก ครั้งนี้ศัตรูมาล้อม เราเสียสหายคนหนึ่ง ศัตรูชั้นนายสิบตำรวจตาย 1 คน นายพันตำรวจโท ขาหัก 1 คน นี่เป็นกรณีใหญ่ ข่าวดังไปทั่วประเทศ ศัตรูได้รู้แน่ชัดว่าพรรคคอมมิวนิสต์เตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธ” (ดู ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1, มกราคม 2546, หน้า 188) ในงาน “7 สิงหา” ปี 2525 ของฐานที่มั่นแห่งหนึ่ง วิรัช เล่าเพิ่มเติมว่า “กรณี 7 สิงหาคม . . . แน่นอนการปะทะกับศัตรูไม่ใช่ครั้งนั้นครั้งเดียว ก่อนหน้านั้นก็มี แต่ว่าครั้งนั้น เนื่องจากมีตำรวจตายคนหนึ่ง และบาดเจ็บ 2-3 คน โดยเฉพาะผู้บาดเจ็บเป็นรองผู้กำกับจังหวัด คือ พตท.สงัด โรจนภิรมย์ (ขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นนายพลแล้ว) กรณีนี้จึงดังไปทั่วประเทศ” (จุลสารมหาชน ชุด “ประวัติบุคคล” อันดับ 1, โรเนียว ไม่มีเลขหน้า)

อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการเล่ารายละเอียดของกรณีนี้ที่มากกว่านี้ แบบปากต่อปากตามฐานที่มั่น โดยเฉพาะทางภาคอีสานตอนเหนือ และโดยเฉพาะ เมื่อนักศึกษาเข้าป่าหลัง 6 ตุลาและไปแสดงความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวหรือ “ตำนาน” เก่าๆ (ประเภท “จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนอยู่ป่าเป็นยังไง ตายยังไง” อะไรทำนองนี้) เมื่อผมเข้าไป “ทัศนศึกษา” ที่ฐานที่มั่นภูพานในเดือนมกราคม 2523 ก็ได้ยินการเล่าเรื่องนี้ มีการพูดถึง “สหายเสถียร” ซึ่งว่ากันว่าเป็นผู้นำของ “ฝ่ายเรา” ในการปะทะครั้งนั้น ถ้าจำไม่ผิด มีนักศึกษาที่เข้าป่าคนหนึ่งเอาเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “สหายเสถียร” และกรณี 7 สิงหานี้ ไปผูกเขียนเป็นเชิงสารคดีหรือนิยายด้วย ในบันทึก สู่สมรภูมิภูพาน ของ อุดม สีสุวรรณ และในคำให้สัมภาษณ์ของ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคนสุดท้าย ที่ตีพิมพ์ใน สารคดี เมื่อเร็วๆนี้ ก็เล่าถึง “วีรกรรม” ของ “สหายเสถียร” เมื่อ “7 สิงหาคม 2508” ผมจะกลับมาพูดถึงการเล่าของอุดมข้างล่าง ในส่วนของ ธง แจ่มศรี ยังระบุว่า หลังการปะทะ กรมการเมืองของ พคท.ได้มีมติให้ถือว่า วันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันเสียงปืนแตก” เขาไม่ได้ระบุว่า มตินี้มีขึ้นในการประชุมกรมการเมืองครั้งไหน แต่มีการเรียกประชุมกรมการเมืองในเดือนต่อจากการปะทะ คือ กันยายน 2508 ซึ่งที่ประชุมได้ยืนยันให้ลงมือต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตที่มีเงื่อนไขได้ (ดูบทความของผมเรื่อง “ประวัติ พคท.ฉบับ พคท.”, ฟ้าเดียวกัน, 1:1, หน้า 168) เป็นไปได้ว่า มติเรื่องเรียก 7 สิงหาว่า “วันเสียงปืนแตก” ถ้ามีจริง ก็อาจจะมีขึ้นในการประชุมครั้งนี้เอง

แต่เมื่อ 20 ปีก่อน ระหว่างที่ผมเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์เรื่องขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ผมพบข้อมูลว่า วันที่เกิดการปะทะที่มีชื่อเสียงนี้ น่าจะไม่ใช่วันที่ 7 สิงหาคม 2508 แต่เป็นวันที่ 8 สิงหาคม 2508 ผมเคยเล่าข้อมูลที่พบนี้ให้เพื่อนๆ จำนวนหนึ่งฟัง แต่ไม่เคยเขียนออกมา เพราะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญเชิงประวัติศาสตร์นัก เพราะจะเป็นวันที่ 7 หรือวันที่ 8 ก็ไม่ต่างกันนัก ถ้ามีการปะทะจริงๆ (และมีหลักฐานว่าปะทะกันจริง ดังจะกล่าวต่อไป) การที่ฝ่าย พคท.จะ “ฉลองผิดวัน” ก็ไม่สู้สำคัญนัก

บัดนี้ ผมรู้สึกว่า ไหนๆ “วันเสียงปืนแตก” ก็มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ และไหนๆ ผมก็มีข้อมูลอยู่ในมือ และแม้ว่า “ข้อมูลใหม่” นี้คงจะไม่ทำให้การรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของเราต่อเรื่องนี้เปลี่ยนไปอย่างสำคัญ (เท่าที่ผมนึกได้ตอนนี้) ก็คงไม่ถึงกับเป็นการไร้ประโยชน์เสียทีเดียวที่จะเผยแพร่ข้อมูลนี้ ประกอบกับ ผมคิดว่า คนรุ่นหลังคงจะมีที่เคยเห็นหลักฐานร่วมสมัย (ในกรณีนี้คือข่าวหนังสือพิมพ์) เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยหรือไม่มีเลย และสำหรับคนรุ่นนั้นที่เคยเห็นก็อาจจะจำไม่ได้แล้ว หรืออาจจะจำผิด ข้อมูลนี้จึงอาจจะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ในเชิงสนองความอยากรู้อยากเห็น (curiosity) ได้บ้าง

พูดถึงการที่คนรุ่นก่อนที่เคยเห็นข่าวเรื่อง “วันเสียงปืนแตก” ในสมัยนั้นจริงๆ แต่ภายหลังจำไม่ได้หรือจำผิด ผมขอกลับไปที่คำบอกเล่าของอุดม สีสุวรรณ ใน สู่สมรภูมิภูพาน ใครที่เคยอ่านงานนี้อาจจะจำได้ว่า อุดม “เปิดฉาก” ด้วยการเล่าถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันแต่งงานครั้งที่ 2 ของเขา เขาตั้งชื่อบทที่ 1 ว่า “คืนวันที่ 6 สิงหาคม 2508” เมื่อเล่าไปถึงบทที่ 3 ที่เขาตั้งชื่อว่า “เสียงปืนดังขึ้นบนที่ราบสูง” อุดมเขียนว่า

“เช้าวันที่ 8 สิงหาคม ผมไปทำงานตามปกติ... ที่ถนนข้าวสาร บางลำพู...ผมขึ้นรถสีเทาสายดอนเมือง-สนามหลวงจากสะพานควายมาลงที่สี่แยกคอกวัว แล้วก็เดินไปที่สำนักงาน พอโผล่เข้าไปก็เห็นช่างพับหญิง 2-3 คนกำลังเร่งพับหนังสือพิมพ์อยู่ บนโต๊ะพับกระดาษ มีหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวางอยู่ข้างๆ เหลือบตาดู เห็นพาดหัวตัวใหญ่มีข้อความทำนองว่า ได้มีการปะทะกันแล้ว และมีคนตาย 1 คน ผมหยิบขึ้นมาอ่านดู เห็นมีรูปชายผู้หนึ่งนอนคว่ำตายอยู่บนพื้น แต่งชุดสีดำ สวมหมวกเบเร่ต์ ในข่าวกล่าวว่ามีการปะทะระหว่างผู้ก่อการร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ก่อการร้ายตายหนึ่ง ฝ่ายเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหนึ่ง จากข่าวนี้รู้ได้ทันทีว่าได้มีการปะทะกันแล้วระหว่างเจ้าหน้าที่กับฝ่ายปฏิวัติ” (อ้างจากฉบับพิมพ์รวมเล่มปี 2532, หน้า 35)

อุดมไม่ได้ระบุว่า หนังสือพิมพ์ฉบับที่เขาเห็นคือหนังสือพิมพ์อะไร แต่ผมขอเสนอว่าสิ่งที่เขาจะต้องจำผิดแน่นอนคือเรื่องวันที่ที่เขาเห็นหนังสือพิมพ์นั้น ซึ่งเขาระบุว่าเป็นวันที่ 8 สิงหาคม (อันที่จริง ผมเชื่อว่า เขาไม่ได้จำได้ว่าเป็นวันที่ 8 สิงหาคมจริงๆ เขาเพียงแต่นึกถึง “ความจริง” ที่ว่า “วันเสียงปืนแตก” คือ วันที่ 7 สิงหาคม แล้วสรุปว่า เขาจะต้องเห็นข่าวเรื่องนี้ในวันต่อมาคือ 8 สิงหาคม) เหตุที่ผมเสนอเช่นนี้ก็เพราะเมื่อผมไปค้นหนังสือพิมพ์สมัยนั้นดู ผมพบว่า การปะทะเกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2508 และ มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในวันที่ 9 สิงหาคม

รายงานการเคลื่อนไหวของ “แดง” ก่อน 8 สิงหาคม 2508 ใน Bangkok Post
เท่าที่ผมสามารถบอกได้จากการค้นคว้า Bangkok Post เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ติดตามข่าวการเคลื่อนไหวของพวก “แดง” (คอมมิวนิสต์) ทางภาคอีสานมาตั้งแต่ต้น อันที่จริง Post คงได้ข่าวว่าระแคะระคายว่า มีความเคลื่อนไหวสำคัญของคอมมิวนิสต์ในภาคนั้น จึงได้ถึงกับส่ง เท่ห์ จงคดีกิจ ผู้ช่วยบรรณาธิการไปตะเวณสืบข่าวในพื้นที่โดยตรง ตั้งแต่กลางปีนั้น คืออย่างน้อย 3 เดือนก่อน “วันเสียงปืนแตก” และทำเป็นรายงานข่าวพิเศษมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์

ก่อนหน้านั้น ในปี 2505 เมื่อ พคท.เริ่มเปิดดำเนินการสถานีวิทยุของตนที่ชื่อ “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” หรือ สปท. ใหม่ๆ Post เคยรายงานข่าวเรื่องนี้ โดยอ้างประเสริฐ รุจิระวงศ์ อตร.ขณะนั้น ระบุว่า ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ดำเนินการ (ดูภาพประกอบที่ 1) เรื่องปรีดีเกี่ยวพันกับ สปท.นี้ ฟังดูเป็นการมั่วข่าวอย่างสุดๆ ของทางการ แต่ผมอยากกล่าวในที่นี้เพียงว่า ในหมู่ชาว พคท.เอง มีการพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ผมต้องเก็บไว้เล่ารายละเอียดเรื่องนี้ในคราวอื่น


ภาพประกอบที่ 1
Bankok Post ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2505 หน้า 1

กลางเดือนพฤษภาคม 2508 Post ตีพิมพ์รายงาน “พวกแดงในตะวันออกเฉียงเหนือ” ของเท่ห์ เริ่มจากฉบับวันที่ 13 ในหน้าหลัง โดยลงรูปเท่ห์ โฆษณาไว้ในหน้าแรก “พวกแดงในตะวันออกเฉียงเหนือ – หน้าหลัง โดย ผู้ช่วยบรรณาธิการ Post เท่ห์ จงคดีกิจ ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางอย่างกว้างขวางเพื่อหาข้อเท็จจริง ในจังหวัดต่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นเขตที่มีแนวโน้มจะเกิดปัญหายุ่งยาก” ใต้รูปเท่ห์มีแผนที่ แสดงให้เห็นเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพไปที่หนองคายตรงข้ามกับเวียงจันทน์ โดยผ่านโคราช, ขอนแก่น และ อุดร จากหนองคายย้อนกลับมาที่อุดร แล้ววกไปทางสกลนคร จากสกลนครไปที่ตัวจังหวัดนครพนม แล้วต่อมาที่อำเภอธาตุพนม และนาแก หลังจากนั้น ลงใต้มาที่มุกดาหาร แล้วต่อไปอุบล จากอุบล วกมาทางศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ กลับมาที่โคราช และกรุงเทพ (ภาพประกอบที่ 2) เข้าใจว่า เส้นทางนี้ความจริง คือเส้นทางการเดินทางของประภาส จารุเสถียร ในการตรวจเยี่ยมโครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) “ในเขตพื้นที่ล่อแหลม” ทางภาคอีสาน โดยเท่ห์ติดตามไปด้วย(รายงานของเท่ห์ไม่ได้ระบุชัดเจนเรื่องนี้ แต่มีการเอ่ยถึงประภาส ว่าอยู่ระหว่างการเดินทางเยี่ยมชมโครงการ รพช. และมีคำให้สัมภาษณ์ของประภาสสอดแทรกในรายงานของเท่ห์ รวมถึงมีการรายงานคำสัมภาษณ์ของประภาส จากอุบล เรื่องรัฐธรรมนูญตีพิมพ์เป็นเรื่องหลักของหน้า 1 ฉบับวันที่ 13 นี้ด้วย)


ภาพประกอบที่ 2

Bangkok Post ฉบับวันที่
13 พฤษภาคม 2508 หน้า 1
ในหน้าหลัง มีรายงานของเท่ห์ 2 ชิ้น ชิ้นแรกชื่อ “พวกแดงในนครพนม” (‘Reds’ in Nakorn Phanom) กล่าวว่า มีกลุ่มชายติดอาวุธ เชื่อว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ หลบเข้าไปอยู่ในป่าของเทือกเขาภูพาน ในเขตอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม “มีคนถูกฆ่าไปแล้ว 16 คนในเขตนี้ในระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทุกคนเป็นตำรวจหรือสายตำรวจ” คนสุดท้าย คือ สตอ.พรามมี ตุ่นสอน ซึ่งถูกยิงตายในงานวัด ว่ากันว่าเขาเป็น 1 ในไม่กี่คนที่รู้เส้นทางในป่าเป็นอย่างดี เท่ห์เล่าถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน ซึ่งเข้าไปอยู่กับชาวบ้าน 11 หมู่บ้านในอำเภออนาแก หมู่บ้านละ 1 คน โดยการพูดคุยและทำงานกับชาวบ้านของนักพัฒนาเหล่านี้ “ชาวบ้านได้เรียนรู้ประชาธิปไตยและภาวะการเป็นผู้นำ ปัจจุบันชาวบ้านกำลังดำเนินการสร้างถนนและโครงการอื่นๆซึ่งทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและชีวิตความเป็นอยู่มีความสุขมากขึ้น” เท่ห์อ้างว่า “นักพัฒนา” เหล่านี้สอนให้ชาวบ้านรู้จักพึ่งตนเองและรักประเทศ ทำให้ยากแก่การที่คอมมิวนิสต์จะเข้ายุยง ผลักดันให้พวกคอมมิวนิสต์ต้องถอยร่นลึกเข้าไปในป่าและบนเขามากขึ้นๆ สุดท้ายเท่ห์อ้างคำสัมภาษณ์ของประภาสว่า เขาไม่กลัวคอมมิวนิสต์ภายในประเทศโดยเฉพาะที่อีสาน “แต่ที่ผมห่วงที่สุดคือ คอมมิวนิสต์นอกประเทศ ติดกับชายแดน” รายงานชิ้นที่สอง ชื่อ “12 คนหลบอยู่ในป่า” (Twelve Hide in Jungle) เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านดงหลวง อำเภอนาแก ซึ่งมีประชากรกว่า 1 พันคนว่า กว่า 2 ปีก่อนหน้านั้น (คือประมาณ 2505-6) ชายแปลกหน้าผู้หนึ่งได้เข้ามาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านอ้างว่าจะมาทำสวนและสอนชกมวย เขาอยู่ได้ประมาณ 1 ปี ก็หายไป หลังจากนั้นชาวบ้าน 12 คนก็พากันขึ้นเขาไปพร้อมปืน ซึ่งเจ้าหน้าที่กล่าวว่า พวกเขาได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไป (ดูภาพประกอบที่ 3)

ภาพประกอบที่ 3
Bangkok Post ฉบับวันที่
13 พฤษภาคม 2508 หน้าหลัง
ภาพประกอบที่ 4
Bangkok Post
ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2508 หน้าแรก


วันต่อมา Post ตีพิมพ์รายงานอีกชิ้นหนึ่งของเท่ห์เป็นเรื่องหลักของหน้าแรก (ดูภาพประกอบที่ 4) โดยพาดหัวตัวโตว่า “ความหวาดกลัว (การก่อการร้าย) ในตะวันออกเฉียงเหนือ” (Terror in Northeast) พร้อมหัวรองว่า “ฆาตรกรลึกลับสังหารผู้ใหญ่บ้านในงานวัดนาแก ในการลอบฆ่าสยองขวัญรายล่าสุด . . .” ในรายงานเล่าว่า เมื่อคืนวันที่ 12 พฤษภาคม ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอนาแกถูกยิงตายสยองในงานวัด จากทางด้านหลังศีรษะ กระสุนทะลุออกทางลูกตา ท่ามกลางฝูงชนที่มาเที่ยวงาน นับเป็นรายล่าสุดของการฆ่าลึกลับ ที่รวมถึงการฆ่ากำนันเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม โดยผู้ตายทั้งคู่เป็นสายให้ตำรวจ ไม่เป็นที่รู้โดยแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือ แต่เชื่อว่าเป็นฝีมือของชายหนุ่มราว 12 คนจากบ้านดงหลวง ที่หลบเข้าป่าไปก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าพวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์ เท่ห์กล่าวว่าถ้าจริง พวกเขาก็จะเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มแรกที่ปฏิบัติการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย “เข้าทำนอง ไทยกง (เหมือนพวกเวียดกง ในเวียดนามใต้)” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่บางส่วนในกรุงเทพไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นคอมมิวนิสต์จริงๆ เพียงแต่เป็นพวกที่กลัวถูกจับ (ในฐานะคอมมิวนิสต์) จึงหลบเข้าป่าไป พร้อมปืนเพื่อป้องกันตัว เท่ห์กล่าวว่า การฆ่าตำรวจและสายตำรวจอย่างลึกลับที่ติดต่อกัน สร้างความหวาดกลัวอย่างมากในหมู่บ้าน มีข่าวว่า ก่อนการฆ่าบางราย จะมีการกระซิบกระซาบในหมู่ชาวบ้านล่วงหน้าว่า ใครจะเป็นผู้ถูกฆ่ารายต่อไป เจ้าหน้าที่บางคนหวาดกลัวมาก ทุกครั้งที่เข้าโรงหนังต้องคอยหันกลับไปดูว่ามีใครอยู่ข้างหลังตัวหรือไม่



การปะทะวันที่ 8 สิงหาคม 2508: “วันเสียงปืนแตก”
เกือบ 3 เดือนต่อมา ในวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 Bangkok Post ก็ตีพิมพ์ในหน้าแรก (ต่อไปถึงหน้าหลัง) ข่าวการ “ปะทะใหญ่” ที่นครพนม (Post ใช้คำว่า battle) ผมจะขอแปลรายงานข่าวนี้ทั้งหมดมาให้ดูกันข้างล่าง แต่ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่า ที่รายงานข่าวกล่าวถึง พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ “ให้สัมภาษณ์จากเตียงคนเจ็บ ในเช้าวันนี้” คือวันที่ 9 สิงหาคม ได้ ก็เพราะสมัยนั้น Postออกวางตลาดตอนบ่าย (เหมือน สยามรัฐ) จากรายงานข่าวทั้งหมด จะเห็นว่า เกือบไม่ต้องสงสัยว่า เหตุการณ์ซึ่งจะเป็นที่รู้จักกันภายหลังในฐานะ “วันเสียงปืนแตก” นั้น เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2508 ไม่ใช่วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2508 ขอให้สังเกตรายละเอียดจากการบอกเล่าของ พตอ.สงัดเอง ที่ระบุได้ชัดเจนเรื่องการ “เดินทางตลอดคืนวันเสาร์” เพื่อไปดักพบ “กองโจร” จนเกิดการปะทะ “ประมาณ 7.00 น. เมื่อวานนี้

รายงานข่าวของ Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 มีข้อความทั้งหมด ดังนี้ (ดูภาพประกอบที่ 5 ถึง 7)

ระดมกวาดล้างพวกแดงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

หลังจากการรบในจังหวัดนครพนมเมื่อวานนี้ ซึ่งมีรายงานว่า ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 2 นาย ได้มีคำสั่งให้กวาดล้างให้สิ้นซากกลุ่มคนที่น่าจะเป็นคอมมิวนิสต์ติดอาวุธ กลุ่มแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย 1 ในผู้ก่อการร้ายถูกยิงเสียชีวิต
ตำรวจในท้องที่อาจจะได้รับการช่วยเหลือจากทหารในการระดมกวาดล้างนี้ถ้าจำเป็น
ตามการบอกเล่าของ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสในการสู้รบ พวกผู้ก่อการร้ายได้รับการฝึกฝนมาจากขบวนการปะเทดลาวในลาว
การรบ
ผู้ก่อการร้ายกล่มนี้ถูกกำลังตำรวจหน่วยหนึ่งไล่ล่าติดตามและเข้าโจมตีเมื่อวานนี้ในป่าจังหวัดนครพนม ใกล้กับแม่น้ำโขงตรงข้ามกับลาว
มีรายงานว่า ตำรวจ 1 นาย สตอ.ไพรัตน์ นิ่มดวง เสียชีวิต
พตอ.สงัด ซึ่งนำกำลังตำรวจหน่วยดังกล่าวด้วยตัวเอง ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากกระสุน 3 นัด เขาถูกนำตัวเข้ากรุงเทพโดยเฮลิคอปเตอร์และนำส่ง รพ.ตำรวจเมื่อคืนนี้ เขายังไม่ทราบข่าวการเสียชีวิตของ 1 ในตำรวจลูกน้องของเขา
พล.ต.ต.เอื้อ เอี่ยมพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจภาคสี่ (ซึ่งคลุมนครพนม) ได้สั่งให้ส่งกำลังตำรวจไปเสริมในพื้นที่แล้ว
พตอ.สงัด ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ประกาศว่าพ้นขีดอันตรายแล้วเมื่อเช้านี้ ได้ให้สัมภาษณ์บางกอกโพสต์จากเตียงคนเจ็บ เช้าวันนี้ว่า :
"ผู้ก่อการร้ายเหล่านี้ได้รับการฝึกฝนในสงครามกองโจรจากขบวนการปะเทดลาว ในจังหวัดมหาชัยของลาว
"พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าบริเวณรอยต่ออำเภอนาแก เรณู และ ธาตุพนม"
ผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ลงมือลอบสังหารหลายราย ในช่วงที่ผ่านมาของปีนี้ ผู้ถูกฆ่ารวมถึงนายตำรวจ ผู้ใหญ่บ้านกำนัน และผู้เป็นสายให้ตำรวจ
หลังจากรู้ที่ซ่อนล่าสุดของผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ พตอ.สงัด ได้นำกำลังตำรวจ 20 นาย รีบรุดไปยังจุดนั้น โดยเดินทางตลอดคืนวันเสาร์

การรบ

ประมาณ 7.00 น. เมื่วานนี้ กำลังตำรวจก็พบกับกลุ่มผู้ก่อการร้ายประมาณ 15 คน พตอ.สงัด นำการรบด้วยตัวเอง โดยมีเพียงปืนขนาด .22 มม. เมือผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งวิ่งเข้าหา พตอ.สงัดได้ยิงด้วยปืนของเขา แต่ลูกกระสุนมีขนาดเล็กเกินกว่าที่จะทำอันตรายผู้โจมตีได้
พตอ.สงัด จึงพุ่งไปข้างหน้าเพื่อคว้าตัวผู้ก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าใกล้กัน ผู้ก่อการร้ายคนนั้นได้ยิงเข้าใส่เขา 3 นัด
กระสุนนัดหนึ่งเข้าทางไหล่ซ้ายเขา ทะลุออกด้านหลังตรงซี่โครงซ้าย อีกนัดหนึ่งทะลุผ่านน่องขวาของเขา ส่วนนัดที่ 3 ทะลุเท้าเขาข้างหนึ่ง
แล้วผู้ก่อการร้ายที่โจมตีเขา ก็ถูกตำรวจนายหนึ่งยิงตาย ตำรวจอีกนายหนึ่ง สตอ.เฉลิมพล ยวนชมพล ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับ พตอ.สงัด ก็ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัสเช่นกัน
พตอ.สงัด และ สตอ.เฉลิมพล ได้รับการนำตัวออกจากพื้นที่สู้รบด้วยเกวียนควายลาก ขณะเดียวกับที่ได้ส่งข่าวขอความช่วยเหลือจากเฮลิคอปเตอร์
เฮลิคอปเตอร์เครื่องหนึ่งได้รับการส่งไปจากตัวจังหวัดนครพนม และบินนำ พตอ.สงัดเข้ากรุงเทพ
นายกรัฐมนตรีถนอม กิตติขจร ในฐานะผู้บัญชาทหารสูงสุด และ พล.อ.อ.ทวี จุลลทรัพย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และเสนาธิการทหารสูงสุด ได้ส่งดอกไม้ไปให้กำลังใจแก่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ สตอ.เฉลิมพล ได้รับการประกาศว่าพ้นขีดอันตรายเช่นเดียวกัน
นายแพทย์ที่โรงพยาบาลได้ทำการใส่เหล็กดามขาข้างที่ถูกกระสุนของ พตอ.สงัด
พตอ.สงัด ได้ทำงานอย่างขันแข็งมาหลายปีในการต่อสู้กับการแทรกซึมและบ่อนทำลายของคอมมิวนิสต์ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เกี่ยวกับการรบครั้งนี้ ถวิล สุนทรสารทูล ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า "นี่อาจจะหมายความว่า คอมมิวนิสต์กำลังเริ่มต้นสงครามกองโจรในประเทศไทย"
ถวิลยืนยันว่ารัฐบาลมีคำสั่งให้ใช้ความพยายามเต็มที่เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์
เขากล่าวด้วยว่าพวกผู้ก่อการร้ายได้ทิ้งใบปลิวคอมมิวนิสต์ไว้จำนวนมาก


ภาพประกอบที่ 5
Bangkok Post
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าแรก


ภาพประกอบที่ 6

Bangkok Post
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าหลัง


ภาพประกอบที่ 7
ภาพ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ จาก Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าหลัง
คำบรรยายใต้ภาพเขียนว่า
“พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดในโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อเช้านี้”

.............................................
หมายเหตุประชาไท : บทความนี้เคยตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 13-19 สิงหาคม 2547 และปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยโดยผู้เขียนเพื่อเผยแพร่ในประชาไท

ไทยฟื้นคดีสังหารทูต เสกปมอมเพชรซาอุหายวับ

ที่มา Thai E-News


โปรโมชั่นวันแม่-ห้างเพชรจิวบ้วนง้วน จังหวัดลำปางขึ้นป้ายคัตเอ๊าต์ทั่วเมืองลำปางจัดโปรโมชั่นพิเศษ"เพชรเพื่อแม่"ลดดับเบิ้ลสูงสุดถึง50% ท่านที่สนใจติดต่อได้ที่โทรศัพท์054-217358,054-322694 โดยรายการพิเศษนี้จัดขึ้นในช่วงวันที่1-15สิงหาคม2552นี้เท่านั้น ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ วงการชี้ภาพเพชรในป้ายโฆษณาละม้ายblue diamondหรือเพชรซาอุฯที่โดนโจรกรรมลึกลับ และทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯแตกร้าว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
8 สิงหาคม 2552

รัฐมนตรียุติธรรมฝันความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯฟื้น หลังออกหมายจับชาวอาหรับผู้ต้องหาฆาตกรรม 3 ทูตซาอุฯเมื่อ19ปีก่อน ก่อนคดีจะหมดอายุความลง แต่วงการยังกังขาซาอุฯจะเชื่อน้ำยาไทยอยู่หรือ เมื่อฝ่ายไทยโยนปมสังหารให้เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศระหว่างซาอุกับชาติอาหรับด้วยกัน ขณะที่ไม่มีการมุ่งคดีไปที่เรื่องเพชรซาอุที่โดนอมแต่อย่างใด


นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีศาลอนุมัติหมายจับนายอาบู อาลี ชาวอาหรับ เป็นผู้ต้องหาฆ่านายอับดุลเลาะห์ เอ อัล เบชารีห์ เลขานุการโทของสถานทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย ซึ่งเหตุเกิดเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา ว่า การออกหมายจับครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าของคดี เพราะก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนไม่รู้แม้แต่จะจับใคร ทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจ และคดีมีความคืบหน้า ก็เชื่อว่า น่าจะมีการยกระดับคามสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุฯได้ดีขึ้น อย่างน้อยการออกหมายจับครั้งนี้ทำให้รู้รูปพรรณสัณฐานของคนร้าย โดยการออกหมายจับไม่คำนึงว่าบุคคลตามหมายจับจะอยู่ที่ไหน ทั้งนี้ขั้นตอนต่อไปเป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่ต้องติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับมาดำเนินคดี

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า คดีดังกล่าวมีผู้ก่อเหตุเป็นกระบวนการ สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย แม้คดีดังกล่าวจะผ่านมาแล้วถึง 19 ปี แต่เป็นสำนวนในความรับผิดชอบของตำรวจ จึงเชื่อว่าดีเอสไอจะสามารถสั่งฟ้องคดีได้ก่อนหมดอายุความ 20 ปี ซึ่งกำชับให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ให้รวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด แม้ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าผู้ต้องหาเป็นคนยิง แต่สามารถใช้พยานแวดล้อมได้


ก่อนหน้านี้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)แถลงเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่า ศาลอาญาได้อนุมัติให้ออกหมายจับนายอาบู อาลี ชาวอาหรับ ซึ่งเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนายอัลลุเลาะห์ เอ อัล เบซารีห์ เลขานุการโท ของสถานเอกอัครราชฑูตซาอุดิอาระเบีย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 บริเวณด้านหน้าศรีวัฒนาอพาร์ตเม้นท์ เลขที่ 34/3(บ้านสุทธิพงษ์) ตรงข้ามซอยเย็นอากาศ2 ถนนเย็นอากาศ แขวงทุ่งมหาเฆม เขตสาธร กรุงเทพมหานคร

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า คดีดังกล่าว ดีเอสไอได้รับโอนสำนวนการสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการฆาตรกรรมนักการทูตซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเกิดเหตุมาตั้งแต่ปี 2533 มาดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 และได้มอบหมายให้ พ.ต.อ. ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศร่วมกับพนักงานอัยการคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้มาโดยตลอด


อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวน ก็ได้พยานสำคัญจากต่างประเทศ พร้อมทั้งประจักษ์พยาน ยืนยันตัวบุคคลที่กระทำความผิดในคดีนี้ จนนำมาสู่ความเห็นชอบร่วมกันระหว่างพนักงานอัยการและคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอออกหมายจับดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้สืบสวนติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป

สำหรับคดีฆาตกรรมนายอัลลุเลาะห์ เอ อัล เบซารีห์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 บริเวณด้านหน้าศรีวัฒนา อพาร์ตเม้นท์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ โดยก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุดังกล่าวประมาณ 10 นาที มีคนร้ายกลุ่มหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงนายฟาฮัด เอแซด อัลบาฮลี เลขานุการโทและนายอาหะหมัด เอ.อัลชาอีพ ผู้ช่วยเลขานุการ สถานทูตซาอุฯ เสียชีวิต ซึ่งทางการสืบสวนเชื่อว่า น่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน

ต่อมาในวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ จากการสืบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ประจักษ์พยานและพยานแวดล้อม รวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญยืนยัน นำเสนอต่อศาลว่า นายอาบู อาลี เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้ ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งหมายจับผู้ต้องหาดังกล่าว ดีเอสไอจึงส่งสำนวนคดีดังกล่าวต่อพนักงานอัยการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสั่งคดีต่อไป

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะโอนสำนวนการสอบสวนมายังดีเอสไอ สำนวนดังกล่าวได้ถูกดำเนินการโดยกรมตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน โดยมีการตั้งประเด็นการสอบสวนสาเหตุการฆาตรกรรม เนื่องมาจาก

1. การขัดแย้งผลประโยชน์ในการส่งแรงงานไปทำงานยังประเทศซาอุดิอาระเบีย

2. เจ้าหน้าที่สถานทูตบางคนร่วมกับบุคคลภายนอก ส่งสินค้าผิดกฎหมาย เช่น กัญชาอัดแท่ง ไม้หอมและน้ำมันไปประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยใช้เอกสิทธิทางการทูต

3. การขัดผลประโยชน์ของกลุ่มแก๊งค์พัทยาที่มีนายมุนีย์ อาหะหมัด เป็นหัวหน้า

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเด็นทั้ง 3 เรื่องที่กรมตำรวจตั้งเป็นประเด็นการสืบสวน นำไปสู่การจับกุมและดำเนินการคดีกับผู้ต้องหาบางราย ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ส่วนคดีความที่ส่งขึ้นพิจารณาในชั้นศาล ศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องทั้งหมด

อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ส่วนการสืบสวนของดีเอสไอ ได้ตั้งประเด็นแตกต่างไปจากกรมตำรวจ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว เห็นว่า ประเด็นสาเหตุการฆาตรกรรมน่าจะมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศซาอุดิอาระเบียกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งพบว่า ก่อนหน้าที่จะมีการฆาตรกรรมเจ้าหน้าที่สถานทูต ประเทศซาอุดิอาระเบีย เคยมีหนังสือขอความร่วมมือมายังประเทศไทย ให้ช่วยดูแลเจ้าหน้าที่และประชาชนชาวซาอุดิอาระเบียในประเทศไทย เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย เช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ ซึ่งเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว

พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า คดีฆาตรกรรมนักการทูตซาอุดิอาระเบียที่ได้รับการคลี่คลาย จนนำไปสู่การอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ ถือว่า เป็นความคืบหน้าอีกระดับหนึ่งในความพยายามของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะแสดงให้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยมีความจริงใจที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศขึ้น

ข่าวแจ้งว่า ความขัดแย้งที่ดีเอสไออ้างถึงหมายถึงความขัดแย้งกับกลุ่มชาวอาหรับบางประเทศเนื่องจากในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคมเกิดการจลาจลที่นครเมกกะ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นช่าวอาหรับกว่า 400 คน ในจำนวนนี้มีชาวอาหรับประเทศดังกล่าวถึง 275 คน ซึ่งหลังจากนั้นมีนักการทูตซาอุฯหลายประเทศถูกฆาตกรรม จนรัฐบาลซาอุฯทำหนังสือถึงรัฐบาลไทยในเดือนตุลาคม 2532 ให้ช่วยระมัดระวังในความปลอดภัยของนักการทูตชาวซาอุฯด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดการฆาตกรรมนักการทูตชาวซาอุฯ3 คนและนักธุรกิจชาวซาอุฯอีก 1 คน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและซาอุฯอย่างรุนแรง จนมีการสั่งระงับไม่ให้ส่งแรงงานไทยไปทำงานในซาอุฯและมีการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เหลือแต่เพียงส่งอุปทูตมาประจำสถานทูตในประเทศไทย และแม้แต่ในในคราวพระราชพิธีฉลองครองราชย์60ปี กษัตริย์และราชวงศ์ซาอุฯก็ไม่ได้เสด็จร่วมพระราชพิธีเหมือนราชวงศ์อื่นๆทั่วโลก

คนสงสัยคดีไม่มีโยงเรื่องเพชรซาอุ

คดีดังกล่าวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มานานว่า อาจเกี่ยวพันกับกรณีเพชรซาอุฯที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง คนงานไทยที่ทำงานในวังเจ้าฟ้าชายไฟซาลขโมยเพชรออกมา ต่อมาได้ขายให้ร้านอัญมณีในเมืองไทย และผู้รับซื้อถูกตำรวจนำโดยพล.ต.ท.ชะลอ เกิดเทศ สังหาร แต่เพชรดังกล่าวสูญหายไป โดยเฉพาะเพชรบลูไดมอนด์ โดยมีเสียงร่ำลือว่าตกไปเป็นสมบัติของหญิงสูงศักดิ์รายหนึ่ง ทางซาอุฯจึงส่งเจ้าหน้าที่ทูตชุดดังกล่าวมาติดตาม และที่สุดก็โดนสังหาร

เหตุการณ์ผ่านไปเกือบหมดอายุความ 20 ปี ตำรวจไทยได้ออกหมายจับผู้ต้องสงสัยการฆาตกรรมทูตซาอุฯ โดยได้พุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งของชาติอาหรับด้วยกัน ไม่มีการตั้งข้อสงสัยพัวพันเพชรซาอุฯแต่อย่างใด จึงเป็นที่น่าติดตามว่า เรื่องนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับซาอุฯจะดีขึ้นตามที่รัฐบาลหวังไว้หรือไม่

แดงนนท์เชิญชาวเสื้อแดงรวมพลสืบสานตำนานผู้กล้าวันนี้

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 สิงหาคม 2552

กลุ่มเสื้อแดงนนทบุรี ขอเชิญพี่น้องชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี และใกล้เคียงทั้งกรุงเทพฯ นครปฐม ปทุมธานี เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้


กำหนดการงาน “รวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรี เพื่อประชาธิปไตย ”
สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด... จากสามเหลี่ยมดินแดง สู่ สามเหลี่ยมบ้านบัวทอง



วันที่ 8 สิงหาคม 2552 เวลา 14.00 – 24.00 น.ณ สนามเอนกประสงค์ ข้างโรงเรียนกสินธร ฯ ม. บัวทอง


เวลา 14.00 - 15.30 น. สัมมนากลุ่มย่อย (แกนนำชุมชน กลุ่มต่างๆในจังหวัดนนทบุรี)

เวลา 15.30 - 16.00 น. ดนตรี

เวลา 16.00 - 18.00 น. ดร.อภิวันทน์ วิริยะชัย เปิดประเดิมเวที และกลุ่มแกนนำมวลชนต่างๆ ขึ้นปราศรัยบนเวที

เวลา 18.00 - 19.00 น. แกนนำวิทยุชุมชนแท็กซี่ ขึ้นปราศรัยบนเวที

เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป แกนนำใหญ่ นำทีมโดยคุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์
และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อฯลฯ พร้อมแกนนำ น.ป.ช. ท่านอื่นๆ และทีมงานครบชุด

เวลา 21.30 น. โดยประมาณ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินสดถึงพี่น้องเสื้อแดงนนทบุรี

เวลา 23.30 น. แกนนำบ้านบัวทองขอบคุณและกล่าวปิดงาน

วีรบุรุษสามเหลี่ยมดินแดง-ภาพข่าวBBCนำเสนอชายนิรนามคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปกอดปืนบนรถถังไม่ให้กราดยิงประชาชนในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด นี่เป็น1ภาพแทนพันๆคำว่า นี่หรือคนที่ใครจะหมิ่นแคลนว่าเขารับจ้างทักษิณมา หรือทำเพื่อทักษิณเพียงคนๆเดียว ทั้งที่เขาวีระอาจหาญกล้าสู้กล้าเอาชนะกล้าเสียสละ และอุทิศตนเพื่อประชาธิปไตยอย่างที่ภาพข่าวกำลังฟ้อง(คลิ้กชมคลิปวิดิโอ คลิ้ก)
0000000000000000
ไฮไลต์กิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยที่น่าสนใจวันนี้-สิงหาคม 2552

-8 สิงหาคม แดงนนทบุรีจัดงานรวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรีเพื่อประชาธิปไตย ”สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด... จากสามเหลี่ยมดินแดง สู่ สามเหลี่ยมบ้านบัวทอง
-9 สิงหาคม แดงอุดรพร้อมแดง9จังหวัดทั่วประเทศชุมนุมโหมโรงหนุนถวายฎีกา
-9 สิงหาคม แดงบูรพารวมพลังกันที่หนองจอก พบแกนนำ3เกลอ และอดิศร เพียงเกษ
-10 สิงหาคม แกนนำ3เกลอจัดรายการความจริงวันนี้ที่เชียงใหม่
-12 สิงหาคม น้อมรำลึกบุณคุณบรรพชนปฏิวัติ2475 วันพระยาทรงสุรเดช
-15 สิงหาคม ไลต์ออเคสตราเพลงป่า เพลงปฏิวัติ เพราะคิดถึงเพื่อน
-16 สิงหาคม รำลึกถึงวันประกาศสันติภาพ16สิงหาคม2488ของหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ทำให้ไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่2 ทำให้ไทยมีเอกราชสมบูรณ์มาทุกวันนี้
-16 สิงหาคม แดงภาคใต้รวมพลปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้ที่กันตัง จังหวัดตรัง
-17 สิงหาคม แห่ขบวนพานถวายฎีกาไปถวายฎีกา ไม่มีการชุมนุม แต่หากประชาชนจะมามากๆก็แล้วแต่ใจ
-23 สิงหาคม แดงขอนแก่นจัดสัมมนาภาคประชาชน
-5 กันยายน แดงระยองรวมพลังครั้งแรกลบภาพถิ่นเสื้อเหลืองเมืองระยอง


วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม-แดงอุดรชุมนุมพร้อมแดง9จังหวัดทั่วประเทศ โหมโรงถวายฎีกา

ชมรมคนรักอุดร จะจัดการชุมนุมใหญ่อีกครั้ง โดยจะตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ที่ลานปูน สนามทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุดรธานี

โดยจะมีชื่องานว่า “แดงทั้งแผ่นดิน ร่วมลงชื่อถวายฎีกา” ซึ่งวันนั้นจะมีการเปิดเวทีพร้อมกันทั่วประเทศ 9 จังหวัดด้วยกัน ซึ่งเวทีที่ จ.อุดรธานี ทางแกนนำของรายการความจริงวันนี้ จะเดินทางมาร่วมปราศรัยที่เวที จ.อุดรธานีด้วย กว่า 10 คน รวมทั้งวันนั้นทางสถานี ดีสเตชั่น ของคนเสื้อแดง จะยกทีมมาถ่ายทอดสดจากเวทีสนามทุ่งศรีเมือง ตั้งแต่เริ่มเปิดเวที จนถึงเวทีจะยุติ

แกนนำที่จะเดินทางมาปราศรัยในวันที่ 9 สิงหาคม นำทีมโดย นายวีระ มุกสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายชินวัตร หาบุญภาค นายนิสิต สินธุไพร นายเวียง วรเชษฐ ดร.สุทิน คลังแสง คุณสมชาย ไพรบูลย์ และแรมโบ้อีสาน พร้อมนักปราศรัยอีกจำนวนมาก

ซึ่งวันนั้นจะมีคนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน จากหลายจังหวัดมาร่วมงาน พร้อมลงรายชื่อเพื่อถวายฎีกา ซึ่งวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณฯ จะโฟนอินเข้ามาพูดคุยกับชาว จ.อุดรธานี และ จ.ใกล้เคียงที่มาร่วมงานด้วย

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2552 เสื้อแดงบูรพา รวมพลังที่หนองจอก

เป็นงานคนเสื้อแดงของกลุ่มไก่ชน แดงบูรพา จัดที่วัดบึงทองหลาง หรือวัดปากบึง หนองจอก งานนี้กลุ่มไก่ชนแดงบูรพา เป็นเจ้าภาพ งานจะเริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แกนนำที่ไปร่วมงานก็คือ3เกลอ วีระ คุณณัฐวุฒิ คุณจตุพร และ คุณอดิศร เพียงเกษ

งานนี้นอกจากการรวมตัวแสดงพลังของคนเสื้อแดงแล้ว ยังมีรายการพิเศษสำหรับคนชอบพระเครื่อง จะมีการนำพระเครื่องมาให้คนที่สนใจได้ชมกัน หรือภาษาสำหรับคนชอบพระเครื่องก็คือ มีการส่องพระ

งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆนะครับ

จันทร์ที่10สิงหาคม- ความจริงวันนี้ที่เชียงใหม่

รายการความจริงวันนี้ ที่เชียงใหม่ วันที่ 10 ส.ค. 52 เริ่มเวลา 12.00 น. - 24.00น. สถานที่จัดงาน พื้นที่ว่างข้าง ห้างแม็กโคร เชียงใหม่ ถนนซุปเปอร์สาย เชียงใหม่-ลำพูน มาจากลำพูน อยู่ฝั่งด้ายซ้ายมือ พบกัน แกนนำ ความจริงวันนี้ ชุดใหญ่ ทุกท่าน
ดำเนินการ จัดงาน โดย แกนนำ ความจริงวันนี้

พุธ 12 สิงหาคม ทำบุญวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ2475


ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย สืบทอดภารกิจปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 กำหนดทำบุญเนื่องในวันครบรอบวันเกิดนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช หัวสมองผู้วางแผนการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จนเป็นผลสำเร็จ แต่มีบั้นปลายชีวิตที่อนาถา ท่านเกิดตรงกับวันที่12สิงหาคม ฝ่ายประชาธิปไตยกำหนดให้เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" มีกิจกรรมทำบุญที่วัดประธิปไตย(วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)สถานที่เก็บอัฐิของท่านและบรรพชนปฏิวัติหลายท่าน

โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ ...เพราะคิดถึงเพื่อน”
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 19:30 น.


วัตถุประสงค์
คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงได้จัดมีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวม ของมวลนิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของบทเพลงปฏิวัติ และเพื่อได้มีการพบปะกันในหมู่อดีตนักปฏิวัติ

รูปแบบการแสดง
เป็นการแสดงดนตรีของวงเพื่อนมิตรไลท์ออเคสตร้า ประกอบการขับร้องของส่วนหนึ่งของนักร้องปฏิวัติในอดีต นักศึกษาปัจจุบัน และชุดการแสดงนาฏศิลป์ประกอบ

บทเพลงที่ใช้แสดง
คัดเลือกบทเพลงปฏิวัติที่เกี่ยวกับความคิดความผูกพัน จำนวน 20 เพลง มาแสดงได้แก่

1. เพลงรำลึกวีรชน 12. เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล
2. นาฏศิลป์ประกอบเพลงฟ้าทอง 13. เพลงลาไปเป็นทหารปลดแอก
3. เพลงสดุดีวีรชน 14 ตุลา 14. เพลงทหารประชาชน
4. เพลงสดุดีวีรชน 6 ตุลา 15. เพลงดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน
5. เพลง ตุลาชัย 16. เพลงพี่น้องภาคใต้รุกรบช่ำชอง
6. เพลง นกน้อย 17. เพลงสดุดีนักรบแนวหน้า
7. สดุดีครูประชา 18. เพลงความหวังแห่งชีวิตใหม่
8. เพลงดาวแห่งชาวนา 19. เพลงขอสดุดีแด่พรรคที่รักยิ่ง
9. เพลงขอเพื่อนจงหยัดยืน 20. เพลงสายทางนักรบประชา
10. เพลงแผ่นดินของเรา 21. เพลงภูสระเริงรำ
11. นาฏศิลป์ประกอบเพลงตันหยง

บัตรชมการแสดง

ประกอบด้วยที่นั่งชม 520 ที่นั่ง จำแนกเป็น

บัตรวีไอพี 10 ที่นั่ง
บัตรราคา 1,000 บาท จำนวน 149 ที่นั่ง
บัตรราคา 500 บาท จำนวน 188 ที่นั่ง
บัตรราคา 300 บาท จำนวน 173 ที่นั่ง

การจองบัตรชมการแสดง

ติดต่อจองบัตรได้ที่ คุณจันทิรา สระทองเขียว หมายเลขโทรศัพท์: 084.116.4992 Email: cpt.song@gmail.com

จัดส่งโดย: โปรดโอนเงินเข้าบัญชี น.ส. นงลักษณ์ จตุเทน
เลขที่บัญชี 748-2-03431-9
ประเภทบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลพระรามที่ 3
และโปรดส่งใบโอนเงิน ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรสาร: 0.2295.1154 โทรศัพท์: 084.116.4992

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)

วันที่จัดแสดง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เวลา 19.30 น.
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้โครงการกำแพงประวัติศาสตร์


หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้จะไม่มีบันทึกซีดี และดีวีดีไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะมีต้นฉบับเพื่อการนำไปสำเนาได้เพื่อการแจกจ่ายโดยไม่ได้นำไปหารายได้ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว (ถ้ามี) จะมอบให้กำแพงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพื่อร่วมสมทบทุนจัดงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519)


โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติม และชมกิจกรรม3ครั้งที่ผ่านมาได้ที่ http://cpt.igetweb.com


อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม-วันสันติภาพ-รำลึกวันประกาศสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

วันอาทิตย์ 16 สิงหาคม ปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้-แกนนำเสื้อแดงทั่วภาคใต้ จะประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินงานและขยายมวลชน โดยจัดงานที่จังหวัดตรัง มีแกนนำ 3 เกลอร่วมเป็นวิทยากร ตอนนี้ยังติดต่อแกนนำจังหวัดระนองไม่ได้(ขาดจังหวัดเดียว)ใครรู้จักแดงระนองช่วยส่งข่าวด้วย ( ดูรายละเอียด คลิ้ก )

จันทร์ที่ 17 สิงหาคม-แห่ขบวนพานฎีกาเพื่อถวายฎีกาทั้งแผ่นดิน

จะมีกิจกรรมนำรายชื่อ ขึ้น ทูลเกล้าฯถวายฎีกาในวันที่ 17 ส.ค. จำนวนรายชื่อทั้งหมดกว่า 5.5 ล้านรายชื่อ เราจะจัดเป็นขบวน โดยจะมีพานรองรับถวายฎีกาขนาดใหญ่ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น สามารถรองรับได้เป็นแสนรายชื่อ ส่วนที่เหลือ จะใช้คนลำเลียง ไม่น้อยกว่า 1 พันคน ในวันถวายฎีกา จะไม่มีการชุมนุมใหญ่ ผู้ที่จะมาร่วมกิจกรรม ก็เป็นเรื่องต่างจิตต่างใจ

อาทิตย์ที่ 23 ส.ค.แดงขอนแก่นสัมมนาภาคประชาชน

ชมรม เสื้อแดง ขอนแก่น 51 เชิญพี่น้องจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ ภาคประชาชน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ได้แก่
-คุณวิสา คัญทัพ
-คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
-คุณไพจิตร อักษรณรงค์
ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องประชุมศาลาประชาคม จังหวัดขอนแก่น

สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ 085-0033318

เดือนกันยายน 2552


เสาร์ที่ 5 กันยายน-แดงระยองรวมพลังครั้งแรก

เราจะมีการจัดโต๊ะจีนในวันที่5 กันยายน 2552นี้ที่บริเวณมาบยา แถวๆมาบตาพุดนะครับ ค่อนข้างจะแน่นอนแล้วครับ ตอนนี้ผมอยากได้จำนวนนะครับ อยากให้ทุกคนติดต่อมาที่ผม ที่เบอร์โทร 081-7616525 ถ้าเป็นคนใน บริษัท IRPC ติดต่อได้ที่แผนก ADU2 เบอร์ 2104 /2103 กะ A อยากให้ทุกท่านช่วยประชาสัมพันธ์ต่อ และรวบรวมจำนวน แล้วแจ้งมาที่ผมนะครับ ตามเบอร์โทรที่ให้ไปนะครับ

คนละ 200 บาท นะครับ ถ้าเป็นโต๊ะจะตก 2000 บาท/ 1โต๊ะ สำหระบท่านที่มีรายได้น้อย เราจะจัดโต๊ะให้ แต่จะมีอาหารจำหน่ายในราคาถูกครับ อยากให้เสื้อแดงทุกคน ได้มาร่วมแสดงพลังกันเยอะๆนะครับเพื่อความมั่นคงและเติบโตของแดงระยองครับ คาดว่าแกนนำจากส่วนกลางจะมากันครบนะครับเพราะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่เกิดขึ้น ในระยอง ขอความร่วมมือจากทุกๆท่านนะครับ/ คุณหนึ่ง ผู้ประสานงานแดงระยองแจ้งข่าว

"เยาวเรศ"นำทีมเพื่อไทยส่งน้อง"ยงยุทธ"สู้ศึกสุราษฎร์ฯ

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นางเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ,นายภิญญา ช่วยปลอด และทีมงานอีกประมาณ 20 คน พร้อมกองเชียร์ร่วม 100 คน ถือฤกษ์ 09.09 น.ส่ง นายสมพล วิชัยดิษฐ น้องชายนายยงยุทธ ลงสมัครได้หมายเลข 2 แข่งขันกับ นายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ได้ใบเหลืองจากการเลือกตั้ง นายก อบจ. หันมาลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1


นายสมพลกล่าวว่า ตอนนี้จะพยายามลงพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อเป็นตัวแทนรับใช้ประชาชน อย่างไรก็ตามจะไม่ท้อ แม้ว่าจะเป็นถิ่นของพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน โดยตนเองเข้าใจถึงสภาพปัญหาในท้องถิ่นเป็นอย่างดี พร้อมที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

น้ำเน่า ก้อนอิฐ ดอกไม้

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ใครจะเชื่อจะได้เห็น พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ น้ำตาคลอเบ้า

รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ผู้นี้ ตำรวจด้วยกันรู้ดีถึง ตัวตน นิสัยใจคอ ความประพฤติ

เป็นตำรวจอาชีพ หรือแค่มีอาชีพตำรวจ?

ชีวิตราชการต้องถูกการเมืองเล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เพียงเพราะนามสกุลดามาพงศ์ กับเป็นพี่เมียทักษิณ!

การประกาศฟ้องนายกฯ กรณีไม่ได้รับแต่งตั้งนั่งรักษาการผบ.ตร.

จึงน่าเห็นใจ และน่าสนใจ

โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการที่อยู่ในสภาพเดียวกัน

สิ้นก.ย.นี้ข้าราชการใหญ่หลายคนถึงวาระเกษียณอายุ

ระดับปลัดกระทรวง มีมหาดไทย พาณิชย์ คมนาคม สาธารณสุข อุตสาหกรรม เกษตรฯ

และผบ.ตร.!!

แม้ระบบราชการจะมีระเบียบ กฎเกณฑ์ ธรรมเนียมปฏิบัติ เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายไว้รัดกุม สวยหรู

แต่โลกของความจริงก็เป็นได้แค่ในหน้ากระดาษ

คำตอบสุดท้ายขึ้นกับนักการเมือง ผู้สวมหัวโขน นายกฯ และรมต.

จะกาชื่อใคร??

ได้นายกฯ ได้รมต. มีคุณธรรม รู้คน รู้งาน รู้ถูก รู้ผิด ก็ดีไป

ถ้าได้ตรงกันข้ามก็เหมือนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติขณะนี้

(รวมทั้งกระทรวง กรม กองอื่นๆ ในยุคนักการเมืองไร้คุณธรรมมาปกครอง)

ปั่นป่วน ระส่ำระสาย ขัดแย้ง แตกแยก

ต้นสายปลายเหตุล้วนมาจากไร้ระเบียบ ไม่สนกฎเกณฑ์ ละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติ

เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ

เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน หวังว่านายกฯ และ รมต.จะเลือกคนเก่ง คนดี คนเหมาะสมขึ้นทดแทนคนเก่า

สำหรับนายกฯ ที่ประสบการณ์ด้านบริหารงาน บริหารคนยังน้อย

บทเรียนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงเป็นตำราเล่มใหญ่ให้ศึกษา เรียนรู้

รูปหล่อ พูดเพราะ สะอาดเอี่ยม อยู่ดีๆ ทำไมโดนทั้งน้ำเน่า ก้อนอิฐ จนน่วม

คงไม่ใช่เฉพาะฝ่ายข้าราชการทำไม่ดี ไม่ถูกต้องกระมัง

ตัวเราผิดพลาดตรงไหน ต้องรีบค้นหา แล้วปรับ ปรุงแก้ไข

เพราะการแต่งตั้งข้าราชการใหญ่อีกไม่กี่วันข้างหน้า

จะพิสูจน์ถึงคุณธรรม ความสามารถของนายกฯ ในฐานะผู้นำสูงสุด

อยากได้น้ำเน่า ก้อนอิฐ หรือดอกไม้

ก็เลือกเอา เลือกเอง!?