เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, August 9, 2009
“สนธิ ลิ้มทองกุล” ให้ภาคใต้-ตะวันออกเลือกข้าง “ประชาธิปัตย์” หรือ “พันธมิตร”
บทความเฉลิมพระเกียรติ:โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการASTV
9 สิงหาคม 2552
หมายเหตุไทยอีนิวส์:"สิริอัญญา"เขียนบทความมีถ้อยคำอันชวนซาบซึ้งตรึงใจดังกล่าวลงในเวบไซต์ผู้จัดการASTVเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2551 ในมหาวโรกาสมิ่งมงคลของปวงชนชาวไทยในวาระวันแม่แห่งชาติปีนี้ ไทยอีนิวส์จึงขอนำมาเผยแพร่เพื่อเฉลิมพระเกียรติอีกคราว เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณโดยทั่วกัน
ได้เห็นข่าวและเรื่องราวที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ไปพระราชทานเพลิงศพหญิงสามัญตัวเล็กๆ ที่มีชื่อว่าน้องโบว์เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 แล้ว ให้รู้สึกปลื้มปีติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น
ผู้หญิงตัวเล็กๆ ชนสามัญที่ไม่เคยมีชื่อเสียง ไม่มีเหรียญตราและเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประดับกาย แต่กลับได้รับพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพด้วยพระองค์เองนั้น เป็นสิ่งหาได้ยาก เกิดได้ยาก
แล้วคุณค่าของน้องโบว์ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนนี้อยู่ที่ไหนเล่า?
ก็ปรากฏว่าคุณค่าแท้จริงนั้นเป็นที่ประจักษ์จากพระราชเสาวนีย์แห่งพระแม่ของแผ่นดินที่ทรงตรัสกับผู้เป็นพ่อของน้องโบว์ว่า “ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์”
นี่แล้วที่ปราชญ์กล่าวว่า “ทุกคนเกิดมาแล้วย่อมต้องตาย แต่คุณค่าของความตายต่างกัน บ้างก็หนักยิ่งกว่าขุนเขา บ้างก็เบายิ่งกว่าขนนก”
ตายเพื่อชาติ เพื่อพระมหากษัตริย์ และประชาชนเป็นการตายที่มีคุณค่า มีน้ำหนักกว่าขุนเขา ตายเพื่อฆาตกรที่ฉ้อฉลปล้นชาติปล้นแผ่นดินและข่มเหงรังแกประชาชนเป็นการตายที่ไร้ค่ายิ่งกว่าหมาตายข้างถนน เบายิ่งกว่าขนนก
โดยเฉพาะพระราชเสาวนีย์ที่ทรงตรัสว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเรื่องและทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้ได้รับเคราะห์กรรมนั้น เมื่อได้ทราบแล้วก็ยิ่งรู้สึกสะเทือนใจเป็นที่สุด
เห็นและเข้าใจได้ชัดเจนว่าเหตุการณ์ฆ่าและทำร้ายประชาชนโดยนักการเมืองฆาตกรมือเปื้อนเลือดและสมุนบริวารนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการใช้สื่อและกลไกรัฐบิดเบือนใส่ร้าย กลับดำเป็นขาว กลับขาวเป็นดำประการใด ก็ไม่อาจปิดบังฟ้าได้
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบความแล้ว และเงินช่วยเหลือที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานความช่วยเหลือในครั้งนี้นั้นเป็นเงินพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย
น้ำพระทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระกรุณาธิคุณอันฉ่ำเย็นได้ชะโลมใจมวลมหาประชาชนผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และกระตุ้นเตือนใจให้บรรดาประชาชาวไทยทุกหมู่เหล่า ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือประชาชนทุกหนแห่ง ได้ตระหนักถึงความจริงที่เกิดขึ้น
“โอ้ว่าพระทูลกระหม่อมแก้ว เห็นแล้วว่าประทับอยู่ข้างไหน”
เมื่อได้รู้ได้เห็นความทั้งหลายดังกล่าวมา ใจก็ประหวัดหวนรำลึกไปถึงประวัติศาสตร์ไทยแต่หนหลัง เมื่อครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงประกาศอิสรภาพ และประกาศทำศึกสงครามกับอริราชศัตรู เพื่อเอกราชและอิสรภาพของชนเผ่าไทย
เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องนำความอันนั้นมาเล่าขานเป็นอุทาหรณ์สอนและเตือนใจให้ชนเผ่าไทยรุ่นเราท่าน เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความจงรักภักดี ความศรัทธา ความกล้าหาญ ในการตัดสินใจทำหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์ในการพิทักษ์รักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้ดำรงคงอยู่ชั่วฟ้าดินสลาย
พระนเรศวรเป็นเจ้าของชาวไทยนั้น ทรงเป็นขัตติยราชอันประเสริฐ ดำรงมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรม เปี่ยมด้วยพระเมตตาคุณ พระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นทรงเป็นหัวหน้านักรบ ทรงมีความพร้อมและวีระกล้าหาญที่จะนำพาเหล่าทหารและอาณาประชาราษฎร์เข้าต่อสู้กับอริราชศัตรูอยู่ทุกเมื่อ
ฐานะดังกล่าวได้สืบทอดสันตติมาจนถึงปัจจุบันนี้ จึงเป็นที่มาของฐานะพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นจอมทัพไทย ซึ่งก็คือหัวหน้านักรบ เช่นเดียวกับที่เป็นมาในประวัติศาสตร์นั่นเอง
พระมหากษัตริย์ทั้งปวงของชนเผ่าไทยนั้น นอกจากทรงเป็นหัวหน้านักรบที่วีระกล้าหาญนำพาชาติ กองทัพ และประชาชนแล้ว ยังทรงดำรงฐานะ “สมเด็จพระราชบพิธสมภารเจ้า” คือเป็นพุทธศาสนูปถัมภกและเป็นสมภารเจ้าวัดทั้งหลายทั่วพระราชอาณาจักร เป็นเจ้าแห่งสงฆบริษัททั่วพระราชอาณาจักรอีกด้วย
ทรงมีสิทธิและเสรีภาพทุกประการและทรงดำรงอยู่ในฐานะประมุขที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และย่อมเป็นที่แน่นอนด้วยว่าทรงมีพระราชอำนาจ พระราชสิทธิในการป้องกันพระองค์และสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยเช่นเดียวกัน
ในคราวนั้นพระนเรศวรมหาราชได้นำกองทัพบรรพบุรุษไทยไปช่วยเหลือมิตรชาวหงสาวดีเพื่อปราบกบฏ โดยอาศัยหลักคุณธรรมน้ำมิตรและพันธกรณีที่กรุงศรีอยุธยามีกับกรุงหงสาวดีที่มีมาก่อนหน้านั้น
น้ำพระทัยใสบริสุทธิ์สะอาด เปี่ยมด้วยคุณธรรมน้ำมิตรต่อผู้เป็นมิตร โดยมิได้ทรงคิดว่ามิตรมีจิตคิดทรยศหมายจะลอบสังหารพระองค์ท่าน ด้วยหวังจะตัดรอนไม่ให้กรุงศรีอยุธยามีผู้นำที่ปรีชาสามารถ เพราะความหวาดระแวงว่าจักเป็นอันตรายต่อกรุงหงสาวดีในเบื้องหน้า
อุปราชแห่งหงสาวดีรับแผนร้ายมาซุ่มซ่อนกำลังหมายจะลอบสังหารพระนเรศวรเป็นเจ้าในระหว่างทางเสด็จนำทัพไปช่วยเหลือตามคำขอร้องของฝ่ายหงสาวดี โดยกำหนดเอาภูมิประเทศเมืองแกลงอันเป็นแดนรามัญเป็นทุ่งสังหาร
อุปราชแห่งหงสาวดีผู้รับผิดชอบปฏิบัติตามแผนการร้าย มอบหมายให้สองขุนทหารชาวรามัญเป็นผู้ปฏิบัติตามแผน ซึ่งหากความทั้งนี้มิล่วงรู้ถึงพระเนตรพระกรรณก่อน ก็เห็นทีว่าพระนเรศวรเป็นเจ้าก็จะถึงคราวดับสูญด้วยแผนการอุบาทว์นี้
แต่ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเสมอ ธรรมะย่อมจัดระเบียบแห่งธรรม จึงบังเอิญว่าสองขุนทหารชาวรามัญที่ได้รับมอบหมายแผนการร้ายนั้นเป็นศิษย์ของพระมหาเถรคันฉ่องซึ่งเป็นบูรพาจารย์องค์หนึ่งของพระนเรศวรเป็นเจ้า จึงนำความไปเล่าให้พระมหาเถรได้รับทราบ
พระมหาเถรคันฉ่องทราบความแล้ว น้ำใจหนึ่งก็เมตตากรุณาต่อศิษย์เอก ขัตติยราชตระกูลแห่งกรุงศรีอยุธยาที่เคยทำนุบำรุงมาแต่กาลก่อน น้ำใจหนึ่งก็เห็นแก่ธรรมที่ธรรมจะต้องรักษาผู้ประพฤติธรรม ไม่พึงปล่อยให้ธรรมถูกทำร้ายทำลายให้ดับสูญไปต่อหน้าต่อตาได้
ดังนั้นพระมหาเถรคันฉ่องจึงพร้อมด้วยสองศิษย์ขุนศึกชาวรามัญจึงเดินทางไปเฝ้าพระนเรศวรเป็นเจ้าในระหว่างทางเดินทัพใกล้จะถึงทุ่งสังหาร แล้วกราบทูลความจริงให้ทรงทราบ
พระนเรศวรเป็นเจ้าทราบความแล้วจึงตรัสสั่งให้ยั้งกองทัพตั้งมั่นไว้ ณ ที่นั้น
น้ำใจแห่งวีรกษัตริย์ที่มั่นในคุณธรรมน้ำมิตรและทศพิธราชธรรมรู้สึกสะเทือนพระราชหฤทัยเป็นที่ยิ่ง ตระหนักดีว่าแผนการร้ายเช่นนี้เป็นแผนการอุบาทว์ของฆาตกรอสูร ที่ไม่เพียงมุ่งร้ายต่อพระองค์ท่านเท่านั้น หากมุ่งร้ายต่อกรุงศรีอยุธยาอันเป็นมาตุภูมิและชนเผ่าไทยทั้งปวงด้วย และที่สำคัญเป็นการกระทำที่อธรรมทำลายคุณธรรมน้ำมิตร ไหนเลยจะยอมให้อธรรมข่มล้างผลาญอธรรมได้
ดังนั้นด้วยพระราชเจตนารมณ์ที่จะพิทักษ์ธรรมให้ปรากฏเป็นแบบอย่างไว้ในประวัติศาสตร์ ด้วยเจตนารมณ์ที่จะพิทักษ์มาตุภูมิ ตลอดจนอาณาประชาราษฎรและสมณะชีพราหมณ์ทั้งปวงให้ปลอดภัย จึงทรงตัดสินพระทัยป้องกันพระองค์เอง ป้องกันมาตุภูมิ ป้องกันพระศาสนา ตลอดจนประชาและมนตรี
จึงตรัสสั่งให้ตั้งการพิธีประกาศอิสรภาพ ทรงกระทำพิธีหลั่งทักษิโณทก ตั้งสัจจาธิษฐานประกาศแก่เทพยดาฟ้าดิน ตลอดจนพระแม่ธรณีได้เป็นสักขีพยานว่าถูกมารฆาตกรแห่งหงสาวดีปองร้าย ทำลายมิตรภาพระหว่างสองแผ่นดินจนสิ้นแล้ว นับแต่บัดนี้ไปกรุงทวารวดีศรีอยุธยาจักไม่ขึ้นต่อกรุงหงสาวดี จักดำรงเอกราชอิสรภาพเหนือสุวรรณปฐพีนี้ เพื่อประโยชน์และความสุขของชนเผ่าไทยทั้งผองสืบไป
น้ำพระทัยนี้จำแนกผิดชอบชั่วดี ผิดถูก ธรรมะ และอธรรมกระจ่างแจ้ง ไม่มีเป็นกลางหรือวางเฉย ไม่มีคลุมเครือ ไม่มีความขลาดเขลา โดยถือเอาประโยชน์และความสุขของประชาชาติไทยและมาตุภูมิเป็นที่ตั้งสูงสุด
นับแต่เพลานั้นเป็นต้นมา กรุงทวารวดีศรีอยุธยาก็เป็นไทแก่ตน พระนเรศวรทรงนำบรรพบุรุษไทยแต่โบราณเข้าสู่ศึกสงครามในทุกสมรภูมิ ทำลายล้างอริราชศัตรูอย่างมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยเกือบตลอดพระชนม์ชีพ
ชีวิตเลือดเนื้อบรรพบุรุษไทยไหลหลั่งรินแผ่นดิน เพื่อพิทักษ์รักษาปกป้องแผ่นดินนี้ให้ตกทอดมาจนถึงรุ่นเราท่าน
พระคุณอันล้นฟ้าพระมหาสมุทรแห่งพระกษัตริยาธิราชเจ้าดั่งพรรณนามานี้ควรเป็นที่เตือนใจชนเผ่าไทยในรุ่นปัจจุบันให้สืบทอดภารกิจอันศักดิ์สิทธิ์ของบรรพบุรุษเพื่อรักษาชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ให้ดำรงสถาพรสืบไป
ใต้ร่มธงมหาราชพื้นเหลืองอันรุ่งเรืองแห่งพระมหากษัตริย์นั้นร่มเย็นเป็นสุข และปลอดภัยเสมอเป็นนิจนิรันดร์
ประชาชนชาวไทยผู้จงรักภักดีต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ทุกหมู่เหล่า ทั้งทหาร ตำรวจที่มีผู้นำทุกเหล่าทัพและผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติและประชาชนสามัญอย่างเราท่านกำลังเคลื่อนพลดับทุกข์เข็ญให้แผ่นดินแล้ว
พรรคร่วมรัฐบาล นักการเมืองที่ไม่ต้องการเกลือกกลั้วกับความชั่วอีกต่อไป ตลอดจนข้าราชการทั้งปวงทุกกระทรวงทบวงกรมทุกแห่งหน จงย่างเท้าก้าวออกมาเข้าร่วมในแนวรบอันยิ่งใหญ่และมีเกียรตินี้อย่างพร้อมเพรียงกัน
ยุคทมิฬมารที่ผลาญชาติ ปล้นฆ่าประชาชน กำลังจะปิดฉากลงแล้ว
ราชอาณาจักรไทยที่ร่มเย็นเป็นสุขและรุ่งเรืองไพบูลย์ที่มีการเมืองใหม่เข้าแทนที่การเมืองเก่าอันเน่าเฟะและเหม็นโฉ่ กำลังทอแสงรุ่งโรจน์เบื้องขอบฟ้าบูรพาทิศแล้ว
บทบาทและพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
ที่มา Thai E-News

โดย pegasus
9 สิงหาคม 2552
บทความเกี่ยวเนื่อง:เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญสวีเดนและญี่ปุ่น จากหลักสากลว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
มาตรานี้ป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจผิดพลาด เนื่องจากต้องมีคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมลงนามเสมอในทุกกรณี สิ่งนี้เป็นหลักการที่ปฏิบัติในประเทศตะวันตกอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ทรงเผลอพระองค์กระทำพระราชภาระขัดกับเจตนาของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มาตรานี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการบังคับให้ คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมารับผิดชอบพระราชกรณียกิจแทนพระมหากษัตริย์ เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือถูกฟ้องร้องขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป
หมายเหตุไทยอีนิวส์:การถกเถียงเรื่องการถวายฎีกาเพื่อพระราชทานอภัยโทษให้แก่อดีตนายกฯทักษิณ ได้แตกประเด็นไปหลายเรื่อง หนึ่งในข้อโต้แย้งนั้นคือประเด็นเรื่องพระราชอำนาจ ผู้เขียนคือpegasusได้นำเสนอเรื่องพระราชอำนาจของกษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญที่เคยระบุไว้ในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินฉบับแรกหลังการปฏิวัติ24มิถุนายน2475ว่าเป็นแบบเดียวกับอารยะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ที่มีกษัตริย์เป็นประมุขว่า ขอบเขตของพระราชอำนาจนั้นมีเพียงใด
0000000
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จากระบอบราชาธิปไตยมาเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ซึ่งคณะราษฎรได้ประกาศใช้นั้นเป็นเจตนารมณ์เริ่มแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครองของคณะราษฎร
เช่นเดียวกับเป็นที่ทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาต่างก็มีการร่างเนื้อหาของระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยผิดเพี้ยนไปจากจุดเริ่มแรกเป็นอย่างมาก
ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ. 2475 เมื่อมีการกำหนดให้ประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตยนั้น ได้นำเอาหลักคิดของระบอบประชาธิปไตยในประเทศตะวันตกมาใช้ โดยจะเห็นว่าคณะราษฎรได้ตกลงใจที่จะใช้ระบอบประชาธิปไตยที่เรียกกันว่า Constitutional Monarchy ในยุคสมัยนั้น ซึ่งเป็นทางเลือกระหว่างระบอบสาธารณรัฐที่มีประมุขคือประธานาธิบดีหรือระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
สิ่งหนึ่งที่ควรตระหนักคือในขณะนั้นเป็นยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประเทศไทยเกิดภาวะอดอยาก ข้าวยาก หมากแพง โรคระบาด เงินในท้องพระคลังหมดจนต้องมีการปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ในสมัยนั้นซึ่งหากเกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำต้องประหยัดการใช้จ่าย ซึ่งตรงกันข้ามกับแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ยุคเคนส์และนิวดีลของประธานาธิบดีรุสเวลในยุคสมัยเดียวกัน ที่ใช้นโยบายอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจ สร้างการจ้างงานภายในประเทศสหรัฐ จนในที่สุดกลายเป็นหลักการทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่มาจนปัจจุบัน
อย่างไรก็ตามในขณะนั้นทฤษฎีนี้ยังไม่ได้รับการยอมรับในประเทศไทย พระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 7 จึงทรงใช้แนวคิดเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิคคือการงดการใช้จ่าย งดการจ้างงานและประหยัด ประชาชนตกงาน ไม่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เดือดร้อนกันไปทั่วจนเกิดเศรษฐกิจหดตัวตามมาอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในที่สุด
เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐธรรมนูญและอำนาจของคณะราษฎรและพระมหากษัตริย์นั้น จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ถูกจำกัดพระราชอำนาจโดยรัฐธรรมนูญนั้น พระมหากษัตริย์จะต้องไม่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยได้แก่ อำนาจในการบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการในทางตรงหรือทางอ้อม เป็นได้แต่เพียงพิธีการคือ เรื่องการทรงลงพระปรมาภิไธยได้กรณีเดียวเท่านั้น
ในต่างประเทศจะเขียนไว้ชัดเจนว่าการใช้อำนาจบริหารเป็นของพรรคการเมืองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นและจะต้องทรงลงพระปรมาภิไธยตามที่เสนอมา บางประเทศกำหนดให้แม้แต่การพระราชทานพระบรมราโชวาทหรือการปฏิบัติพระราชกรณียกิจใดๆ ต้องได้รับการลงนามร่วมกับคณะรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง
ยิ่งไปกว่านั้นบางประเทศกำหนดให้ก่อนรับพระราชสมบัติ พระรัชทายาทต้องได้รับการรับรองจากรัฐสภา แล้วต้องเสด็จมา ปฏิญาณต่อรัฐสภาว่า จะปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเท่านั้น กรอบดังกล่าวนี้เป็นแนวคิดทั่วๆไปของระบอบการปกครองนี้
เมื่อทราบกรอบความคิดของระบอบการปกครองนี้แล้ว การศึกษาพระราชบัญญัติธรรมนูญปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475 ต่อไปจึงเหมาะที่จะพิจารณาว่ามีการบัญญัติไว้ใกล้เคียงกับแนวความคิดหลักเรื่องระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือไม่ อย่างไร
ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช ๒๔๗๕
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่า โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครอง แผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และ โดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำร้องของคณะราษฎร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้น
ฯลฯ
มาตรา ๑ อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎร ทั้งหลาย
มาตรา ๒ ให้มีบุคคลและคณะบุคคลดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรตามที่จะได้กล่าวต่อไปในธรรมนูญ คือ
๑. กษัตริย์
๒. สภาผู้แทนราษฎร
๓. คณะกรรมการราษฎร
๔. ศาล
มาตรา ๓ กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของประเทศ พระราชบัญญัติก็ดี คำวินิจฉัยของศาลก็ดี การอื่น ๆ ซึ่งจะมีบทกฎหมายระบุไว้โดยฉะเพาะก็ดี จะต้องกระทำในนามของกษัตริย์
มาตรา ๔ ผู้เป็นกษัตริย์ของประเทศ คือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว การสืบมฤดกให้เป็นไปตามกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎรมาตรา ๕ ถ้ากษัตริย์มีเหตุจำเป็นชั่วคราวที่จะทำหน้าที่ ไม่ได้ หรือไม่อยู่ในพระนคร ให้คณะกรรมการราษฎรเป็น ผู้ใช้สิทธิแทน
มาตรา ๖ กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายังโรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย
มาตรา ๗ การกระทำใด ๆ ของกษัตริย์ต้องมีกรรมการราษฎร ผู้หนึ่งผู้ใดลงนามด้วย โดยได้รับความยินยอมของคณะกรรมการราษฎรจึ่งจะใช้ได้ มิฉะนั้นเป็นโมฆะ
ฯลฯ
สิ่งที่เห็นจากธรรมนูญนี้คือ ในคำปรารภได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ใต้รัฐธรรมนูญ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงให้พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจได้ในเชิงพิธีการ เช่นการปรากฏพระองค์ในงานรัฐพิธี การลงพระปรมาภิไธยฯลฯ เป็นต้น
มาตรา 1 กำหนดให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน และไม่มีการนำตัวอักษรใดมาทำให้อำนาจนี้ลดน้อยลงเช่นคำว่าอำนาจสูงสุดมาจากประชาชน ซึ่งแปลว่าประชาชนไม่มีอำนาจจริงๆตามที่พบในรัฐธรรมนูญฉบับต่อๆมาตราบจนปัจจุบันนี้
มาตรา 2 น่าสนใจที่แบ่งอำนาจที่เป็นจริงในสังคมออกเป็น 4 ส่วนด้วยกันและอาจแบ่งแยกและตรวจสอบกันเองต่อไป ซึ่งหากได้มีการใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสักระยะหนึ่งก็น่าที่จะทำให้ระบอบการปกครองของไทยมีความมั่นคงไม่มากก็น้อยประชาชนสามารถใช้อำนาจนั้นได้อย่างกว้างขวางและไม่เกิดการผูกขาดอำนาจในแง่มุมใดก็ตาม
มาตรา 3 เป็นเรื่องของพิธีการของการลงพระปรมาภิไธย
มาตรา 4 การสืบราชสันตติวงศ์ ต้องได้รับการประชุม และเห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นกลไกสำคัญของระบอบประชาธิปไตยรูปแบบนี้ เนื่องจากกำหนดไว้ว่าประชาชนเป็นผู้มีอำนาจอธิปไตย และครอบคลุมทุกกิจกรรมในสังคม
มาตรา 5 ในหลายประเทศ ผู้สำเร็จราชการฯ นอกจากเป็นคณะรัฐมนตรีแล้ว บางครั้งก็ให้รัฐสภากำหนดหรือ ประธานสภาฯเป็นเองขึ้นอยู่กับที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย แต่โดยหลักการแล้วได้แก่ฝ่ายประชาชนเป็นผู้กำหนดหรือทำการแทนเมื่อพระมหากษัตริย์ไม่สามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้
มาตรา 6 ในมาตรานี้ สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจพิจารณาเรื่องที่พระมหากษัตริย์กระทำผิด แต่ควรจะเป็นเพียงเรื่องสัญลักษณ์เท่านั้น และน่าจะเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องส่วนพระองค์เท่านั้น ทั้งสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัยความผิดในเรื่องใดยังเป็นที่น่าสงสัยอยู่เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนพระองค์เท่านั้น
มาตรา 7 ในมาตรานี้ป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจผิดพลาด เนื่องจากต้องมีคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีร่วมลงนามเสมอในทุกกรณี สิ่งนี้เป็นหลักการที่ปฏิบัติในประเทศตะวันตกอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันมิให้พระมหากษัตริย์ทรงเผลอพระองค์กระทำพระราชภาระขัดกับเจตนาของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มาตรานี้มีความสำคัญมากเพราะเป็นการบังคับให้ คณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต้องมารับผิดชอบพระราชกรณียกิจแทนพระมหากษัตริย์เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือถูกฟ้องร้องขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่บุคคลใดจะกล่าวว่าร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์เพราะมีรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องถูกตรวจสอบอยู่แล้ว เป็นต้น
เรื่องที่ควรสังเกตเกี่ยวกับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มีความเป็นประชาธิปไตยสูง และได้นำวิธีการปฏิบัติมาจากระบอบการปกครองเดียวกันในต่างประเทศไว้เป็นส่วนมาก สมควรที่คนรุ่นหลังจะได้ระลึกและนำมาศึกษาอีกครั้งหนึ่ง
Saturday, August 8, 2009
ทักษิณเร่งทำทีวี 100 ช่องออกอากาศพ.ย.
ที่มา ไทยรัฐ
ใช้ระบบเดียวกับช่องพีเพิลแชนแนล สามารถใช้จานรับสัญญาณเดียวกันได้ มั่นใจว่าโทรทัศน์ 100 ช่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยมาก
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าววันนี้ (8 ส.ค.) ถึงความคืบหน้าในการทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังเร่งทำในเรื่องเทคนิค และ เนื้อหา มีการประชุมกันต่อเนื่องหลายครั้ง เชื่อว่าในช่วงต้นเดือนพ.ย. จะมีช่องทดลองออกอากาศได้แน่นอน โดยจะใช้ระบบเดียวกับช่องพีเพิลแชนแนล สามารถใช้จานรับสัญญาณเดียวกันได้ มั่นใจว่าโทรทัศน์ 100 ช่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทยมาก จะเป็นการสื่อสาร รับเทคโนโลยีข่าวสารทั่วโลก เพราะมีเครือข่ายกว้าง ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมัน ไต้หวัน และหลายประเทศในเอเชีย ในอนาคตมีแนวคิดให้คนไทยที่อยู่ต่างแดนจัดทำรายการทีวีเพื่อสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดน ข้อเสนอแนะในการอาศัยอยู่ต่างประเทศด้วย
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 5ส.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ โพสต์ในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ ว่า เพิ่งจะประชุมทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ถือเป็นงานใหญ่มากเพราะต้องส่งคนออกไปทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามทีมงานก็จะพยายามจะทดลองออกอากาศให้ได้ปลายปีนี้
แถลงการณ์ ‘8888’ : “เราจะไม่ลืม เราจะไม่ยอมแพ้”
ที่มา ประชาไท
เครือข่ายองค์กรร่วมจัดงานครบรอบ 21 ปีของการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ออกแถลงการณ์ในโอกาสครบรอบ 21 ปีของการเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า 8 สิงหาคม 1988 กระตุ้นเตือนไปยังรัฐบาลไทย อาเซียน และประชาคมโลกได้จดจำถึงเจตจำนงของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชนพม่า และดำเนินการเร่งผลักดันกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในพม่าที่วางอยู่บนพื้นฐานการมีส่วนร่วมของประชาชนพม่าอย่างจริงจัง โดยมีรายละเอียดในแถลงการณ์ ดังนี้..
“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก”
ที่มา ประชาไท
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในช่วงเกือบ 20 ปี ระหว่างต้นทศวรรษ 2510 ถึงกลางทศวรรษ 2520 เมื่อมีสงครามระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับรัฐบาล ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างถือเอาวันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันสำคัญ” โดยเฉพาะฝ่าย พคท. (ฝ่ายรัฐบาลถือเป็น “วันสำคัญ” ตามฝ่ายพคท.) คือ ถือว่าเป็นวันครบรอบการเริ่มต้นปะทะด้วยกำลังอาวุธระหว่างกัน เรียกตามสำนวนชาวบ้านภาคอีสานว่าวัน “แตกเสียงปืน” (หรือ “เสียงปืนแตก”) มีการจัด “งานรำลึก” ถึงวันนั้นทุกปีในเขต “ฐานที่มั่น” ของ พคท. ในปีหลังๆ ฝ่ายรัฐบาลเองก็จัด “งานรำลึก” บ้าง แต่ทำเป็นทำนอง “ข่มขวัญ” คือ ตั้งชื่องานว่า “วันเสียงปืนดับ” โดยจัดที่บริเวณจังหวัดนครพนม ซึ่งกล่าวกันว่าเป็น “ที่เกิดเหตุ” การปะทะกันครั้งแรกนั้น (หมู่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม) ทางฝ่าย พคท. มีการผลิตบทกวี และเพลง สดุดี “7 สิงหา” จำนวนมาก ในฐานะที่เป็น “วันเริ่มต้นของการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ” รวมถึงเมื่อนักศึกษาเข้าป่าหลัง 6 ตุลา ก็ไปแต่งบทกวีและเพลงทำนองนี้หลายชิ้น (เช่น เพลงที่ขึ้นต้นว่า “ปัง ปัง ปัง เสียงปืนดัง 7 สิงหา ปลุกมวลประชาลุกขึ้นมาจับปืน หมู่บ้านนาบัวปืนรัวก้องอาจหาญ เป็นสัญญาณลุกขึ้นต้านหมู่มารไพรี . . .”)
ในความเป็นจริง ในขบวนของ พคท.เอง รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการปะทะ 7 สิงหา น้อยมาก (เช่นเดียวกับเรื่องราวประวัติพรรคอื่นๆ เช่น สมัชชาครั้งแรกที่ว่าเป็นวันก่อตั้งพรรค หรือสมัชชาครั้งที่ 3 ที่ว่าเป็นการตัดสินใจเดินแนวทางชนบทล้อมเมือง ฯลฯ) ในเอกสารภายในเรื่อง “ประวัติและบทเรียนบางประการของพรรคเรา” ของวิรัช อังคถาวร ผู้นำพรรคคนสำคัญ ก็มีกล่าวถึงเพียงว่า “ต่อมาการปะทะก็เกิดขึ้น นั่นคือ กรณี ‘7 สิงหาคม’ เป็นการปะทะครั้งใหญ่ครั้งแรก ครั้งนี้ศัตรูมาล้อม เราเสียสหายคนหนึ่ง ศัตรูชั้นนายสิบตำรวจตาย 1 คน นายพันตำรวจโท ขาหัก 1 คน นี่เป็นกรณีใหญ่ ข่าวดังไปทั่วประเทศ ศัตรูได้รู้แน่ชัดว่าพรรคคอมมิวนิสต์เตรียมต่อสู้ด้วยอาวุธ” (ดู ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 1 ฉบับที่ 1, มกราคม 2546, หน้า 188) ในงาน “7 สิงหา” ปี 2525 ของฐานที่มั่นแห่งหนึ่ง วิรัช เล่าเพิ่มเติมว่า “กรณี 7 สิงหาคม . . . แน่นอนการปะทะกับศัตรูไม่ใช่ครั้งนั้นครั้งเดียว ก่อนหน้านั้นก็มี แต่ว่าครั้งนั้น เนื่องจากมีตำรวจตายคนหนึ่ง และบาดเจ็บ 2-3 คน โดยเฉพาะผู้บาดเจ็บเป็นรองผู้กำกับจังหวัด คือ พตท.สงัด โรจนภิรมย์ (ขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นนายพลแล้ว) กรณีนี้จึงดังไปทั่วประเทศ” (จุลสารมหาชน ชุด “ประวัติบุคคล” อันดับ 1, โรเนียว ไม่มีเลขหน้า)
อย่างไรก็ตาม อาจจะมีการเล่ารายละเอียดของกรณีนี้ที่มากกว่านี้ แบบปากต่อปากตามฐานที่มั่น โดยเฉพาะทางภาคอีสานตอนเหนือ และโดยเฉพาะ เมื่อนักศึกษาเข้าป่าหลัง 6 ตุลาและไปแสดงความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเรื่องราวหรือ “ตำนาน” เก่าๆ (ประเภท “จิตร ภูมิศักดิ์ ตอนอยู่ป่าเป็นยังไง ตายยังไง” อะไรทำนองนี้) เมื่อผมเข้าไป “ทัศนศึกษา” ที่ฐานที่มั่นภูพานในเดือนมกราคม 2523 ก็ได้ยินการเล่าเรื่องนี้ มีการพูดถึง “สหายเสถียร” ซึ่งว่ากันว่าเป็นผู้นำของ “ฝ่ายเรา” ในการปะทะครั้งนั้น ถ้าจำไม่ผิด มีนักศึกษาที่เข้าป่าคนหนึ่งเอาเรื่องเล่าเกี่ยวกับ “สหายเสถียร” และกรณี 7 สิงหานี้ ไปผูกเขียนเป็นเชิงสารคดีหรือนิยายด้วย ในบันทึก สู่สมรภูมิภูพาน ของ อุดม สีสุวรรณ และในคำให้สัมภาษณ์ของ ธง แจ่มศรี เลขาธิการพรรคคนสุดท้าย ที่ตีพิมพ์ใน สารคดี เมื่อเร็วๆนี้ ก็เล่าถึง “วีรกรรม” ของ “สหายเสถียร” เมื่อ “7 สิงหาคม 2508” ผมจะกลับมาพูดถึงการเล่าของอุดมข้างล่าง ในส่วนของ ธง แจ่มศรี ยังระบุว่า หลังการปะทะ กรมการเมืองของ พคท.ได้มีมติให้ถือว่า วันที่ 7 สิงหาคม เป็น “วันเสียงปืนแตก” เขาไม่ได้ระบุว่า มตินี้มีขึ้นในการประชุมกรมการเมืองครั้งไหน แต่มีการเรียกประชุมกรมการเมืองในเดือนต่อจากการปะทะ คือ กันยายน 2508 ซึ่งที่ประชุมได้ยืนยันให้ลงมือต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตที่มีเงื่อนไขได้ (ดูบทความของผมเรื่อง “ประวัติ พคท.ฉบับ พคท.”, ฟ้าเดียวกัน, 1:1, หน้า 168) เป็นไปได้ว่า มติเรื่องเรียก 7 สิงหาว่า “วันเสียงปืนแตก” ถ้ามีจริง ก็อาจจะมีขึ้นในการประชุมครั้งนี้เอง
แต่เมื่อ 20 ปีก่อน ระหว่างที่ผมเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทำวิทยานิพนธ์เรื่องขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ผมพบข้อมูลว่า วันที่เกิดการปะทะที่มีชื่อเสียงนี้ น่าจะไม่ใช่วันที่ 7 สิงหาคม 2508 แต่เป็นวันที่ 8 สิงหาคม 2508 ผมเคยเล่าข้อมูลที่พบนี้ให้เพื่อนๆ จำนวนหนึ่งฟัง แต่ไม่เคยเขียนออกมา เพราะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องสำคัญเชิงประวัติศาสตร์นัก เพราะจะเป็นวันที่ 7 หรือวันที่ 8 ก็ไม่ต่างกันนัก ถ้ามีการปะทะจริงๆ (และมีหลักฐานว่าปะทะกันจริง ดังจะกล่าวต่อไป) การที่ฝ่าย พคท.จะ “ฉลองผิดวัน” ก็ไม่สู้สำคัญนัก
บัดนี้ ผมรู้สึกว่า ไหนๆ “วันเสียงปืนแตก” ก็มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ และไหนๆ ผมก็มีข้อมูลอยู่ในมือ และแม้ว่า “ข้อมูลใหม่” นี้คงจะไม่ทำให้การรับรู้ทางประวัติศาสตร์ของเราต่อเรื่องนี้เปลี่ยนไปอย่างสำคัญ (เท่าที่ผมนึกได้ตอนนี้) ก็คงไม่ถึงกับเป็นการไร้ประโยชน์เสียทีเดียวที่จะเผยแพร่ข้อมูลนี้ ประกอบกับ ผมคิดว่า คนรุ่นหลังคงจะมีที่เคยเห็นหลักฐานร่วมสมัย (ในกรณีนี้คือข่าวหนังสือพิมพ์) เกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยหรือไม่มีเลย และสำหรับคนรุ่นนั้นที่เคยเห็นก็อาจจะจำไม่ได้แล้ว หรืออาจจะจำผิด ข้อมูลนี้จึงอาจจะมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ในเชิงสนองความอยากรู้อยากเห็น (curiosity) ได้บ้าง
พูดถึงการที่คนรุ่นก่อนที่เคยเห็นข่าวเรื่อง “วันเสียงปืนแตก” ในสมัยนั้นจริงๆ แต่ภายหลังจำไม่ได้หรือจำผิด ผมขอกลับไปที่คำบอกเล่าของอุดม สีสุวรรณ ใน สู่สมรภูมิภูพาน ใครที่เคยอ่านงานนี้อาจจะจำได้ว่า อุดม “เปิดฉาก” ด้วยการเล่าถึงวันที่ 6 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นวันแต่งงานครั้งที่ 2 ของเขา เขาตั้งชื่อบทที่ 1 ว่า “คืนวันที่ 6 สิงหาคม 2508” เมื่อเล่าไปถึงบทที่ 3 ที่เขาตั้งชื่อว่า “เสียงปืนดังขึ้นบนที่ราบสูง” อุดมเขียนว่า
“เช้าวันที่ 8 สิงหาคม ผมไปทำงานตามปกติ... ที่ถนนข้าวสาร บางลำพู...ผมขึ้นรถสีเทาสายดอนเมือง-สนามหลวงจากสะพานควายมาลงที่สี่แยกคอกวัว แล้วก็เดินไปที่สำนักงาน พอโผล่เข้าไปก็เห็นช่างพับหญิง 2-3 คนกำลังเร่งพับหนังสือพิมพ์อยู่ บนโต๊ะพับกระดาษ มีหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวางอยู่ข้างๆ เหลือบตาดู เห็นพาดหัวตัวใหญ่มีข้อความทำนองว่า ได้มีการปะทะกันแล้ว และมีคนตาย 1 คน ผมหยิบขึ้นมาอ่านดู เห็นมีรูปชายผู้หนึ่งนอนคว่ำตายอยู่บนพื้น แต่งชุดสีดำ สวมหมวกเบเร่ต์ ในข่าวกล่าวว่ามีการปะทะระหว่างผู้ก่อการร้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผู้ก่อการร้ายตายหนึ่ง ฝ่ายเจ้าหน้าที่บาดเจ็บหนึ่ง จากข่าวนี้รู้ได้ทันทีว่าได้มีการปะทะกันแล้วระหว่างเจ้าหน้าที่กับฝ่ายปฏิวัติ” (อ้างจากฉบับพิมพ์รวมเล่มปี 2532, หน้า 35)
อุดมไม่ได้ระบุว่า หนังสือพิมพ์ฉบับที่เขาเห็นคือหนังสือพิมพ์อะไร แต่ผมขอเสนอว่าสิ่งที่เขาจะต้องจำผิดแน่นอนคือเรื่องวันที่ที่เขาเห็นหนังสือพิมพ์นั้น ซึ่งเขาระบุว่าเป็นวันที่ 8 สิงหาคม (อันที่จริง ผมเชื่อว่า เขาไม่ได้จำได้ว่าเป็นวันที่ 8 สิงหาคมจริงๆ เขาเพียงแต่นึกถึง “ความจริง” ที่ว่า “วันเสียงปืนแตก” คือ วันที่ 7 สิงหาคม แล้วสรุปว่า เขาจะต้องเห็นข่าวเรื่องนี้ในวันต่อมาคือ 8 สิงหาคม) เหตุที่ผมเสนอเช่นนี้ก็เพราะเมื่อผมไปค้นหนังสือพิมพ์สมัยนั้นดู ผมพบว่า การปะทะเกิดขึ้นในวันที่ 8 สิงหาคม 2508 และ มีข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ในวันที่ 9 สิงหาคม
รายงานการเคลื่อนไหวของ “แดง” ก่อน 8 สิงหาคม 2508 ใน Bangkok Post
เท่าที่ผมสามารถบอกได้จากการค้นคว้า Bangkok Post เป็นหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวที่ติดตามข่าวการเคลื่อนไหวของพวก “แดง” (คอมมิวนิสต์) ทางภาคอีสานมาตั้งแต่ต้น อันที่จริง Post คงได้ข่าวว่าระแคะระคายว่า มีความเคลื่อนไหวสำคัญของคอมมิวนิสต์ในภาคนั้น จึงได้ถึงกับส่ง เท่ห์ จงคดีกิจ ผู้ช่วยบรรณาธิการไปตะเวณสืบข่าวในพื้นที่โดยตรง ตั้งแต่กลางปีนั้น คืออย่างน้อย 3 เดือนก่อน “วันเสียงปืนแตก” และทำเป็นรายงานข่าวพิเศษมาตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์
ก่อนหน้านั้น ในปี 2505 เมื่อ พคท.เริ่มเปิดดำเนินการสถานีวิทยุของตนที่ชื่อ “เสียงประชาชนแห่งประเทศไทย” หรือ สปท. ใหม่ๆ Post เคยรายงานข่าวเรื่องนี้ โดยอ้างประเสริฐ รุจิระวงศ์ อตร.ขณะนั้น ระบุว่า ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ดำเนินการ (ดูภาพประกอบที่ 1) เรื่องปรีดีเกี่ยวพันกับ สปท.นี้ ฟังดูเป็นการมั่วข่าวอย่างสุดๆ ของทางการ แต่ผมอยากกล่าวในที่นี้เพียงว่า ในหมู่ชาว พคท.เอง มีการพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน ผมต้องเก็บไว้เล่ารายละเอียดเรื่องนี้ในคราวอื่น
ภาพประกอบที่ 1
Bankok Post ฉบับวันที่ 23 เมษายน 2505 หน้า 1
กลางเดือนพฤษภาคม 2508 Post ตีพิมพ์รายงาน “พวกแดงในตะวันออกเฉียงเหนือ” ของเท่ห์ เริ่มจากฉบับวันที่ 13 ในหน้าหลัง โดยลงรูปเท่ห์ โฆษณาไว้ในหน้าแรก “พวกแดงในตะวันออกเฉียงเหนือ – หน้าหลัง โดย ผู้ช่วยบรรณาธิการ Post เท่ห์ จงคดีกิจ ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางอย่างกว้างขวางเพื่อหาข้อเท็จจริง ในจังหวัดต่างๆ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นเขตที่มีแนวโน้มจะเกิดปัญหายุ่งยาก” ใต้รูปเท่ห์มีแผนที่ แสดงให้เห็นเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพไปที่หนองคายตรงข้ามกับเวียงจันทน์ โดยผ่านโคราช, ขอนแก่น และ อุดร จากหนองคายย้อนกลับมาที่อุดร แล้ววกไปทางสกลนคร จากสกลนครไปที่ตัวจังหวัดนครพนม แล้วต่อมาที่อำเภอธาตุพนม และนาแก หลังจากนั้น ลงใต้มาที่มุกดาหาร แล้วต่อไปอุบล จากอุบล วกมาทางศรีสะเกษ, สุรินทร์, บุรีรัมย์ กลับมาที่โคราช และกรุงเทพ (ภาพประกอบที่ 2) เข้าใจว่า เส้นทางนี้ความจริง คือเส้นทางการเดินทางของประภาส จารุเสถียร ในการตรวจเยี่ยมโครงการเร่งรัดพัฒนาชนบท (รพช.) “ในเขตพื้นที่ล่อแหลม” ทางภาคอีสาน โดยเท่ห์ติดตามไปด้วย(รายงานของเท่ห์ไม่ได้ระบุชัดเจนเรื่องนี้ แต่มีการเอ่ยถึงประภาส ว่าอยู่ระหว่างการเดินทางเยี่ยมชมโครงการ รพช. และมีคำให้สัมภาษณ์ของประภาสสอดแทรกในรายงานของเท่ห์ รวมถึงมีการรายงานคำสัมภาษณ์ของประภาส จากอุบล เรื่องรัฐธรรมนูญตีพิมพ์เป็นเรื่องหลักของหน้า 1 ฉบับวันที่ 13 นี้ด้วย)
ภาพประกอบที่ 2
Bangkok Post ฉบับวันที่
ภาพประกอบที่ 3
Bangkok Post ฉบับวันที่
Bangkok Post
ฉบับวันที่ 14 พฤษภาคม 2508 หน้าแรก
วันต่อมา Post ตีพิมพ์รายงานอีกชิ้นหนึ่งของเท่ห์เป็นเรื่องหลักของหน้าแรก (ดูภาพประกอบที่ 4) โดยพาดหัวตัวโตว่า “ความหวาดกลัว (การก่อการร้าย) ในตะวันออกเฉียงเหนือ” (Terror in Northeast) พร้อมหัวรองว่า “ฆาตรกรลึกลับสังหารผู้ใหญ่บ้านในงานวัดนาแก ในการลอบฆ่าสยองขวัญรายล่าสุด . . .” ในรายงานเล่าว่า เมื่อคืนวันที่ 12 พฤษภาคม ผู้ใหญ่บ้านในอำเภอนาแกถูกยิงตายสยองในงานวัด จากทางด้านหลังศีรษะ กระสุนทะลุออกทางลูกตา ท่ามกลางฝูงชนที่มาเที่ยวงาน นับเป็นรายล่าสุดของการฆ่าลึกลับ ที่รวมถึงการฆ่ากำนันเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม โดยผู้ตายทั้งคู่เป็นสายให้ตำรวจ ไม่เป็นที่รู้โดยแน่ชัดว่าใครเป็นผู้ลงมือ แต่เชื่อว่าเป็นฝีมือของชายหนุ่มราว 12 คนจากบ้านดงหลวง ที่หลบเข้าป่าไปก่อนหน้านั้น เจ้าหน้าที่เชื่อว่าพวกนี้เป็นคอมมิวนิสต์ เท่ห์กล่าวว่าถ้าจริง พวกเขาก็จะเป็นผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์กลุ่มแรกที่ปฏิบัติการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย “เข้าทำนอง ไทยกง (เหมือนพวกเวียดกง ในเวียดนามใต้)” อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่บางส่วนในกรุงเทพไม่เชื่อว่าคนเหล่านี้เป็นคอมมิวนิสต์จริงๆ เพียงแต่เป็นพวกที่กลัวถูกจับ (ในฐานะคอมมิวนิสต์) จึงหลบเข้าป่าไป พร้อมปืนเพื่อป้องกันตัว เท่ห์กล่าวว่า การฆ่าตำรวจและสายตำรวจอย่างลึกลับที่ติดต่อกัน สร้างความหวาดกลัวอย่างมากในหมู่บ้าน มีข่าวว่า ก่อนการฆ่าบางราย จะมีการกระซิบกระซาบในหมู่ชาวบ้านล่วงหน้าว่า ใครจะเป็นผู้ถูกฆ่ารายต่อไป เจ้าหน้าที่บางคนหวาดกลัวมาก ทุกครั้งที่เข้าโรงหนังต้องคอยหันกลับไปดูว่ามีใครอยู่ข้างหลังตัวหรือไม่
การปะทะวันที่ 8 สิงหาคม 2508: “วันเสียงปืนแตก”
เกือบ 3 เดือนต่อมา ในวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 Bangkok Post ก็ตีพิมพ์ในหน้าแรก (ต่อไปถึงหน้าหลัง) ข่าวการ “ปะทะใหญ่” ที่นครพนม (Post ใช้คำว่า battle) ผมจะขอแปลรายงานข่าวนี้ทั้งหมดมาให้ดูกันข้างล่าง แต่ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจว่า ที่รายงานข่าวกล่าวถึง พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ “ให้สัมภาษณ์จากเตียงคนเจ็บ ในเช้าวันนี้” คือวันที่ 9 สิงหาคม ได้ ก็เพราะสมัยนั้น Postออกวางตลาดตอนบ่าย (เหมือน สยามรัฐ) จากรายงานข่าวทั้งหมด จะเห็นว่า เกือบไม่ต้องสงสัยว่า เหตุการณ์ซึ่งจะเป็นที่รู้จักกันภายหลังในฐานะ “วันเสียงปืนแตก” นั้น เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2508 ไม่ใช่วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2508 ขอให้สังเกตรายละเอียดจากการบอกเล่าของ พตอ.สงัดเอง ที่ระบุได้ชัดเจนเรื่องการ “เดินทางตลอดคืนวันเสาร์” เพื่อไปดักพบ “กองโจร” จนเกิดการปะทะ “ประมาณ 7.00 น. เมื่อวานนี้”
รายงานข่าวของ Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 มีข้อความทั้งหมด ดังนี้ (ดูภาพประกอบที่ 5 ถึง 7)
ระดมกวาดล้างพวกแดงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
การรบ
ภาพประกอบที่ 5
Bangkok Post
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าแรก
ภาพประกอบที่ 6
Bangkok Post
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าหลัง
ภาพประกอบที่ 7
ภาพ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ จาก Bangkok Post ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้าหลัง
คำบรรยายใต้ภาพเขียนว่า
“พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ มีใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดในโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อเช้านี้”
หมายเหตุประชาไท : บทความนี้เคยตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 13-19 สิงหาคม 2547 และปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยโดยผู้เขียนเพื่อเผยแพร่ในประชาไท
ไทยฟื้นคดีสังหารทูต เสกปมอมเพชรซาอุหายวับ
ที่มา Thai E-News

โปรโมชั่นวันแม่-ห้างเพชรจิวบ้วนง้วน จังหวัดลำปางขึ้นป้ายคัตเอ๊าต์ทั่วเมืองลำปางจัดโปรโมชั่นพิเศษ"เพชรเพื่อแม่"ลดดับเบิ้ลสูงสุดถึง50% ท่านที่สนใจติดต่อได้ที่โทรศัพท์054-217358,054-322694 โดยรายการพิเศษนี้จัดขึ้นในช่วงวันที่1-15สิงหาคม2552นี้เท่านั้น ในโอกาสวันแม่แห่งชาติ วงการชี้ภาพเพชรในป้ายโฆษณาละม้ายblue diamondหรือเพชรซาอุฯที่โดนโจรกรรมลึกลับ และทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯแตกร้าว
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
8 สิงหาคม 2552
รัฐมนตรียุติธรรมฝันความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯฟื้น หลังออกหมายจับชาวอาหรับผู้ต้องหาฆาตกรรม 3 ทูตซาอุฯเมื่อ19ปีก่อน ก่อนคดีจะหมดอายุความลง แต่วงการยังกังขาซาอุฯจะเชื่อน้ำยาไทยอยู่หรือ เมื่อฝ่ายไทยโยนปมสังหารให้เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศระหว่างซาอุกับชาติอาหรับด้วยกัน ขณะที่ไม่มีการมุ่งคดีไปที่เรื่องเพชรซาอุที่โดนอมแต่อย่างใด
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีศาลอนุมัติหมายจับนายอาบู อาลี ชาวอาหรับ เป็นผู้ต้องหาฆ่านายอับดุลเลาะห์ เอ อัล เบชารีห์ เลขานุการโทของสถานทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย ซึ่งเหตุเกิดเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา ว่า การออกหมายจับครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าของคดี เพราะก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนไม่รู้แม้แต่จะจับใคร ทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจ และคดีมีความคืบหน้า ก็เชื่อว่า น่าจะมีการยกระดับคามสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุฯได้ดีขึ้น อย่างน้อยการออกหมายจับครั้งนี้ทำให้รู้รูปพรรณสัณฐานของคนร้าย โดยการออกหมายจับไม่คำนึงว่าบุคคลตามหมายจับจะอยู่ที่ไหน ทั้งนี้ขั้นตอนต่อไปเป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่ต้องติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับมาดำเนินคดี
นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า คดีดังกล่าวมีผู้ก่อเหตุเป็นกระบวนการ สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย แม้คดีดังกล่าวจะผ่านมาแล้วถึง 19 ปี แต่เป็นสำนวนในความรับผิดชอบของตำรวจ จึงเชื่อว่าดีเอสไอจะสามารถสั่งฟ้องคดีได้ก่อนหมดอายุความ 20 ปี ซึ่งกำชับให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ให้รวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด แม้ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าผู้ต้องหาเป็นคนยิง แต่สามารถใช้พยานแวดล้อมได้
ก่อนหน้านี้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)แถลงเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่า ศาลอาญาได้อนุมัติให้ออกหมายจับนายอาบู อาลี ชาวอาหรับ ซึ่งเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนายอัลลุเลาะห์ เอ อัล เบซารีห์ เลขานุการโท ของสถานเอกอัครราชฑูตซาอุดิอาระเบีย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 บริเวณด้านหน้าศรีวัฒนาอพาร์ตเม้นท์ เลขที่ 34/3(บ้านสุทธิพงษ์) ตรงข้ามซอยเย็นอากาศ2 ถนนเย็นอากาศ แขวงทุ่งมหาเฆม เขตสาธร กรุงเทพมหานคร
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า คดีดังกล่าว ดีเอสไอได้รับโอนสำนวนการสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการฆาตรกรรมนักการทูตซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเกิดเหตุมาตั้งแต่ปี 2533 มาดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 และได้มอบหมายให้ พ.ต.อ. ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศร่วมกับพนักงานอัยการคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้มาโดยตลอด
อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวน ก็ได้พยานสำคัญจากต่างประเทศ พร้อมทั้งประจักษ์พยาน ยืนยันตัวบุคคลที่กระทำความผิดในคดีนี้ จนนำมาสู่ความเห็นชอบร่วมกันระหว่างพนักงานอัยการและคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอออกหมายจับดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้สืบสวนติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไป
สำหรับคดีฆาตกรรมนายอัลลุเลาะห์ เอ อัล เบซารีห์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 บริเวณด้านหน้าศรีวัฒนา อพาร์ตเม้นท์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ โดยก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุดังกล่าวประมาณ 10 นาที มีคนร้ายกลุ่มหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงนายฟาฮัด เอแซด อัลบาฮลี เลขานุการโทและนายอาหะหมัด เอ.อัลชาอีพ ผู้ช่วยเลขานุการ สถานทูตซาอุฯ เสียชีวิต ซึ่งทางการสืบสวนเชื่อว่า น่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน
ต่อมาในวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ จากการสืบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ประจักษ์พยานและพยานแวดล้อม รวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญยืนยัน นำเสนอต่อศาลว่า นายอาบู อาลี เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้ ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งหมายจับผู้ต้องหาดังกล่าว ดีเอสไอจึงส่งสำนวนคดีดังกล่าวต่อพนักงานอัยการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสั่งคดีต่อไป
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะโอนสำนวนการสอบสวนมายังดีเอสไอ สำนวนดังกล่าวได้ถูกดำเนินการโดยกรมตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน โดยมีการตั้งประเด็นการสอบสวนสาเหตุการฆาตรกรรม เนื่องมาจาก
1. การขัดแย้งผลประโยชน์ในการส่งแรงงานไปทำงานยังประเทศซาอุดิอาระเบีย
2. เจ้าหน้าที่สถานทูตบางคนร่วมกับบุคคลภายนอก ส่งสินค้าผิดกฎหมาย เช่น กัญชาอัดแท่ง ไม้หอมและน้ำมันไปประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยใช้เอกสิทธิทางการทูต
3. การขัดผลประโยชน์ของกลุ่มแก๊งค์พัทยาที่มีนายมุนีย์ อาหะหมัด เป็นหัวหน้า
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเด็นทั้ง 3 เรื่องที่กรมตำรวจตั้งเป็นประเด็นการสืบสวน นำไปสู่การจับกุมและดำเนินการคดีกับผู้ต้องหาบางราย ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ส่วนคดีความที่ส่งขึ้นพิจารณาในชั้นศาล ศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องทั้งหมด
อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ส่วนการสืบสวนของดีเอสไอ ได้ตั้งประเด็นแตกต่างไปจากกรมตำรวจ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว เห็นว่า ประเด็นสาเหตุการฆาตรกรรมน่าจะมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศซาอุดิอาระเบียกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งพบว่า ก่อนหน้าที่จะมีการฆาตรกรรมเจ้าหน้าที่สถานทูต ประเทศซาอุดิอาระเบีย เคยมีหนังสือขอความร่วมมือมายังประเทศไทย ให้ช่วยดูแลเจ้าหน้าที่และประชาชนชาวซาอุดิอาระเบียในประเทศไทย เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย เช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ ซึ่งเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว
พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า คดีฆาตรกรรมนักการทูตซาอุดิอาระเบียที่ได้รับการคลี่คลาย จนนำไปสู่การอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ ถือว่า เป็นความคืบหน้าอีกระดับหนึ่งในความพยายามของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะแสดงให้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยมีความจริงใจที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศขึ้น
ข่าวแจ้งว่า ความขัดแย้งที่ดีเอสไออ้างถึงหมายถึงความขัดแย้งกับกลุ่มชาวอาหรับบางประเทศเนื่องจากในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคมเกิดการจลาจลที่นครเมกกะ ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นช่าวอาหรับกว่า 400 คน ในจำนวนนี้มีชาวอาหรับประเทศดังกล่าวถึง 275 คน ซึ่งหลังจากนั้นมีนักการทูตซาอุฯหลายประเทศถูกฆาตกรรม จนรัฐบาลซาอุฯทำหนังสือถึงรัฐบาลไทยในเดือนตุลาคม 2532 ให้ช่วยระมัดระวังในความปลอดภัยของนักการทูตชาวซาอุฯด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดการฆาตกรรมนักการทูตชาวซาอุฯ3 คนและนักธุรกิจชาวซาอุฯอีก 1 คน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและซาอุฯอย่างรุนแรง จนมีการสั่งระงับไม่ให้ส่งแรงงานไทยไปทำงานในซาอุฯและมีการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เหลือแต่เพียงส่งอุปทูตมาประจำสถานทูตในประเทศไทย และแม้แต่ในในคราวพระราชพิธีฉลองครองราชย์60ปี กษัตริย์และราชวงศ์ซาอุฯก็ไม่ได้เสด็จร่วมพระราชพิธีเหมือนราชวงศ์อื่นๆทั่วโลก
คนสงสัยคดีไม่มีโยงเรื่องเพชรซาอุ
คดีดังกล่าวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มานานว่า อาจเกี่ยวพันกับกรณีเพชรซาอุฯที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง คนงานไทยที่ทำงานในวังเจ้าฟ้าชายไฟซาลขโมยเพชรออกมา ต่อมาได้ขายให้ร้านอัญมณีในเมืองไทย และผู้รับซื้อถูกตำรวจนำโดยพล.ต.ท.ชะลอ เกิดเทศ สังหาร แต่เพชรดังกล่าวสูญหายไป โดยเฉพาะเพชรบลูไดมอนด์ โดยมีเสียงร่ำลือว่าตกไปเป็นสมบัติของหญิงสูงศักดิ์รายหนึ่ง ทางซาอุฯจึงส่งเจ้าหน้าที่ทูตชุดดังกล่าวมาติดตาม และที่สุดก็โดนสังหาร
เหตุการณ์ผ่านไปเกือบหมดอายุความ 20 ปี ตำรวจไทยได้ออกหมายจับผู้ต้องสงสัยการฆาตกรรมทูตซาอุฯ โดยได้พุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งของชาติอาหรับด้วยกัน ไม่มีการตั้งข้อสงสัยพัวพันเพชรซาอุฯแต่อย่างใด จึงเป็นที่น่าติดตามว่า เรื่องนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับซาอุฯจะดีขึ้นตามที่รัฐบาลหวังไว้หรือไม่
แดงนนท์เชิญชาวเสื้อแดงรวมพลสืบสานตำนานผู้กล้าวันนี้
ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
8 สิงหาคม 2552
กลุ่มเสื้อแดงนนทบุรี ขอเชิญพี่น้องชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรมในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี และใกล้เคียงทั้งกรุงเทพฯ นครปฐม ปทุมธานี เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้
กำหนดการงาน “รวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรี เพื่อประชาธิปไตย ”
สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด... จากสามเหลี่ยมดินแดง สู่ สามเหลี่ยมบ้านบัวทอง

วันที่ 8 สิงหาคม 2552 เวลา 14.00 – 24.00 น.ณ สนามเอนกประสงค์ ข้างโรงเรียนกสินธร ฯ ม. บัวทอง

เวลา 14.00 - 15.30 น. สัมมนากลุ่มย่อย (แกนนำชุมชน กลุ่มต่างๆในจังหวัดนนทบุรี)
เวลา 15.30 - 16.00 น. ดนตรี
เวลา 16.00 - 18.00 น. ดร.อภิวันทน์ วิริยะชัย เปิดประเดิมเวที และกลุ่มแกนนำมวลชนต่างๆ ขึ้นปราศรัยบนเวที
เวลา 18.00 - 19.00 น. แกนนำวิทยุชุมชนแท็กซี่ ขึ้นปราศรัยบนเวที
เวลา 19.00 น. เป็นต้นไป แกนนำใหญ่ นำทีมโดยคุณวีระ มุสิกพงศ์ คุณจตุพร พรหมพันธ์
และคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อฯลฯ พร้อมแกนนำ น.ป.ช. ท่านอื่นๆ และทีมงานครบชุด
เวลา 21.30 น. โดยประมาณ พ.ต.ท.ดร. ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินสดถึงพี่น้องเสื้อแดงนนทบุรี
เวลา 23.30 น. แกนนำบ้านบัวทองขอบคุณและกล่าวปิดงาน

วีรบุรุษสามเหลี่ยมดินแดง-ภาพข่าวBBCนำเสนอชายนิรนามคนหนึ่งกระโดดขึ้นไปกอดปืนบนรถถังไม่ให้กราดยิงประชาชนในเหตุการณ์สงกรานต์เลือด นี่เป็น1ภาพแทนพันๆคำว่า นี่หรือคนที่ใครจะหมิ่นแคลนว่าเขารับจ้างทักษิณมา หรือทำเพื่อทักษิณเพียงคนๆเดียว ทั้งที่เขาวีระอาจหาญกล้าสู้กล้าเอาชนะกล้าเสียสละ และอุทิศตนเพื่อประชาธิปไตยอย่างที่ภาพข่าวกำลังฟ้อง(คลิ้กชมคลิปวิดิโอ คลิ้ก)
0000000000000000
ไฮไลต์กิจกรรมฝ่ายประชาธิปไตยที่น่าสนใจวันนี้-สิงหาคม 2552
-8 สิงหาคม แดงนนทบุรีจัดงานรวมพลคนเสื้อแดงนนทบุรีเพื่อประชาธิปไตย ”สืบสานตำนานผู้กล้า เมษาเลือด... จากสามเหลี่ยมดินแดง สู่ สามเหลี่ยมบ้านบัวทอง
-9 สิงหาคม แดงอุดรพร้อมแดง9จังหวัดทั่วประเทศชุมนุมโหมโรงหนุนถวายฎีกา
-9 สิงหาคม แดงบูรพารวมพลังกันที่หนองจอก พบแกนนำ3เกลอ และอดิศร เพียงเกษ
-10 สิงหาคม แกนนำ3เกลอจัดรายการความจริงวันนี้ที่เชียงใหม่
-12 สิงหาคม น้อมรำลึกบุณคุณบรรพชนปฏิวัติ2475 วันพระยาทรงสุรเดช
-15 สิงหาคม ไลต์ออเคสตราเพลงป่า เพลงปฏิวัติ เพราะคิดถึงเพื่อน
-16 สิงหาคม รำลึกถึงวันประกาศสันติภาพ16สิงหาคม2488ของหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ทำให้ไทยไม่ตกเป็นประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่2 ทำให้ไทยมีเอกราชสมบูรณ์มาทุกวันนี้
-16 สิงหาคม แดงภาคใต้รวมพลปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้ที่กันตัง จังหวัดตรัง
-17 สิงหาคม แห่ขบวนพานถวายฎีกาไปถวายฎีกา ไม่มีการชุมนุม แต่หากประชาชนจะมามากๆก็แล้วแต่ใจ
-23 สิงหาคม แดงขอนแก่นจัดสัมมนาภาคประชาชน
-5 กันยายน แดงระยองรวมพลังครั้งแรกลบภาพถิ่นเสื้อเหลืองเมืองระยอง
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม-แดงอุดรชุมนุมพร้อมแดง9จังหวัดทั่วประเทศ โหมโรงถวายฎีกา
ชมรมคนรักอุดร จะจัดการชุมนุมใหญ่อีกครั้ง โดยจะตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ที่ลานปูน สนามทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุดรธานี
โดยจะมีชื่องานว่า “แดงทั้งแผ่นดิน ร่วมลงชื่อถวายฎีกา” ซึ่งวันนั้นจะมีการเปิดเวทีพร้อมกันทั่วประเทศ 9 จังหวัดด้วยกัน ซึ่งเวทีที่ จ.อุดรธานี ทางแกนนำของรายการความจริงวันนี้ จะเดินทางมาร่วมปราศรัยที่เวที จ.อุดรธานีด้วย กว่า 10 คน รวมทั้งวันนั้นทางสถานี ดีสเตชั่น ของคนเสื้อแดง จะยกทีมมาถ่ายทอดสดจากเวทีสนามทุ่งศรีเมือง ตั้งแต่เริ่มเปิดเวที จนถึงเวทีจะยุติ
แกนนำที่จะเดินทางมาปราศรัยในวันที่ 9 สิงหาคม นำทีมโดย นายวีระ มุกสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย นายชินวัตร หาบุญภาค นายนิสิต สินธุไพร นายเวียง วรเชษฐ ดร.สุทิน คลังแสง คุณสมชาย ไพรบูลย์ และแรมโบ้อีสาน พร้อมนักปราศรัยอีกจำนวนมาก
ซึ่งวันนั้นจะมีคนเสื้อแดงจำนวนมากไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน จากหลายจังหวัดมาร่วมงาน พร้อมลงรายชื่อเพื่อถวายฎีกา ซึ่งวันนั้น พ.ต.ท.ทักษิณฯ จะโฟนอินเข้ามาพูดคุยกับชาว จ.อุดรธานี และ จ.ใกล้เคียงที่มาร่วมงานด้วย
วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2552 เสื้อแดงบูรพา รวมพลังที่หนองจอก
เป็นงานคนเสื้อแดงของกลุ่มไก่ชน แดงบูรพา จัดที่วัดบึงทองหลาง หรือวัดปากบึง หนองจอก งานนี้กลุ่มไก่ชนแดงบูรพา เป็นเจ้าภาพ งานจะเริ่มตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น แกนนำที่ไปร่วมงานก็คือ3เกลอ วีระ คุณณัฐวุฒิ คุณจตุพร และ คุณอดิศร เพียงเกษ
งานนี้นอกจากการรวมตัวแสดงพลังของคนเสื้อแดงแล้ว ยังมีรายการพิเศษสำหรับคนชอบพระเครื่อง จะมีการนำพระเครื่องมาให้คนที่สนใจได้ชมกัน หรือภาษาสำหรับคนชอบพระเครื่องก็คือ มีการส่องพระ
งานนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆนะครับ
จันทร์ที่10สิงหาคม- ความจริงวันนี้ที่เชียงใหม่
รายการความจริงวันนี้ ที่เชียงใหม่ วันที่ 10 ส.ค. 52 เริ่มเวลา 12.00 น. - 24.00น. สถานที่จัดงาน พื้นที่ว่างข้าง ห้างแม็กโคร เชียงใหม่ ถนนซุปเปอร์สาย เชียงใหม่-ลำพูน มาจากลำพูน อยู่ฝั่งด้ายซ้ายมือ พบกัน แกนนำ ความจริงวันนี้ ชุดใหญ่ ทุกท่าน
ดำเนินการ จัดงาน โดย แกนนำ ความจริงวันนี้
พุธ 12 สิงหาคม ทำบุญวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ2475

ผู้รักชาติรักประชาธิปไตย สืบทอดภารกิจปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 กำหนดทำบุญเนื่องในวันครบรอบวันเกิดนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช หัวสมองผู้วางแผนการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จนเป็นผลสำเร็จ แต่มีบั้นปลายชีวิตที่อนาถา ท่านเกิดตรงกับวันที่12สิงหาคม ฝ่ายประชาธิปไตยกำหนดให้เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" มีกิจกรรมทำบุญที่วัดประธิปไตย(วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน)สถานที่เก็บอัฐิของท่านและบรรพชนปฏิวัติหลายท่าน
โครงการจัดแสดงคอนเสิร์ตไลท์ออเคสตร้าเพลงปฏิวัติ ...เพราะคิดถึงเพื่อน”
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 19:30 น.

วัตถุประสงค์
คอนเสิร์ตครั้งนี้ จึงได้จัดมีขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูจิตใจกล้าต่อสู้ กล้าเสียสละเพื่อส่วนรวม ของมวลนิสิต นักศึกษาและประชาชน ที่ต่อสู้เพื่อเอกราช ประชาธิปไตย และความเป็นธรรมในสังคม เพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ของบทเพลงปฏิวัติ และเพื่อได้มีการพบปะกันในหมู่อดีตนักปฏิวัติ

รูปแบบการแสดง
เป็นการแสดงดนตรีของวงเพื่อนมิตรไลท์ออเคสตร้า ประกอบการขับร้องของส่วนหนึ่งของนักร้องปฏิวัติในอดีต นักศึกษาปัจจุบัน และชุดการแสดงนาฏศิลป์ประกอบ
บทเพลงที่ใช้แสดง
คัดเลือกบทเพลงปฏิวัติที่เกี่ยวกับความคิดความผูกพัน จำนวน 20 เพลง มาแสดงได้แก่
1. เพลงรำลึกวีรชน 12. เพลงแองเตอร์นาซิอองนาล
2. นาฏศิลป์ประกอบเพลงฟ้าทอง 13. เพลงลาไปเป็นทหารปลดแอก
3. เพลงสดุดีวีรชน 14 ตุลา 14. เพลงทหารประชาชน
4. เพลงสดุดีวีรชน 6 ตุลา 15. เพลงดาวแดงส่องสว่างเหนือภูพาน
5. เพลง ตุลาชัย 16. เพลงพี่น้องภาคใต้รุกรบช่ำชอง
6. เพลง นกน้อย 17. เพลงสดุดีนักรบแนวหน้า
7. สดุดีครูประชา 18. เพลงความหวังแห่งชีวิตใหม่
8. เพลงดาวแห่งชาวนา 19. เพลงขอสดุดีแด่พรรคที่รักยิ่ง
9. เพลงขอเพื่อนจงหยัดยืน 20. เพลงสายทางนักรบประชา
10. เพลงแผ่นดินของเรา 21. เพลงภูสระเริงรำ
11. นาฏศิลป์ประกอบเพลงตันหยง
บัตรชมการแสดง
ประกอบด้วยที่นั่งชม 520 ที่นั่ง จำแนกเป็น
บัตรวีไอพี 10 ที่นั่ง
บัตรราคา 1,000 บาท จำนวน 149 ที่นั่ง
บัตรราคา 500 บาท จำนวน 188 ที่นั่ง
บัตรราคา 300 บาท จำนวน 173 ที่นั่ง
การจองบัตรชมการแสดง
ติดต่อจองบัตรได้ที่ คุณจันทิรา สระทองเขียว หมายเลขโทรศัพท์: 084.116.4992 Email: cpt.song@gmail.com
จัดส่งโดย: โปรดโอนเงินเข้าบัญชี น.ส. นงลักษณ์ จตุเทน
เลขที่บัญชี 748-2-03431-9
ประเภทบัญชีออมทรัพย์
ธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยเซ็นทรัลพระรามที่ 3
และโปรดส่งใบโอนเงิน ถึงคุณจันทิรา สระทองเขียว โทรสาร: 0.2295.1154 โทรศัพท์: 084.116.4992
สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)
สถานที่จัดการแสดง
ณ หอประชุมพิพิธภัณฑ์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (ด้านติดกับถนนวิภาวดีรังสิต)
วันที่จัดแสดง
วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม 2552 เวลา 19.30 น.
รายได้หลังหักค่าใช้จ่าย จะมอบให้โครงการกำแพงประวัติศาสตร์
หมายเหตุ: การแสดงครั้งนี้จะไม่มีบันทึกซีดี และดีวีดีไว้จำหน่ายแต่อย่างใด แต่จะมีต้นฉบับเพื่อการนำไปสำเนาได้เพื่อการแจกจ่ายโดยไม่ได้นำไปหารายได้ รายได้หลังจากหักค่าใช้จ่ายจำเป็นแล้ว (ถ้ามี) จะมอบให้กำแพงประวัติศาสตร์ 6 ตุลา เพื่อร่วมสมทบทุนจัดงานรำลึก 6 ตุลาคม 2519)
โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติม และชมกิจกรรม3ครั้งที่ผ่านมาได้ที่ http://cpt.igetweb.com
อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม-วันสันติภาพ-รำลึกวันประกาศสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้
ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น
วันอาทิตย์ 16 สิงหาคม ปักธงแดงทั่วปักษ์ใต้-แกนนำเสื้อแดงทั่วภาคใต้ จะประชุมกำหนดแนวทางการดำเนินงานและขยายมวลชน โดยจัดงานที่จังหวัดตรัง มีแกนนำ 3 เกลอร่วมเป็นวิทยากร ตอนนี้ยังติดต่อแกนนำจังหวัดระนองไม่ได้(ขาดจังหวัดเดียว)ใครรู้จักแดงระนองช่วยส่งข่าวด้วย ( ดูรายละเอียด คลิ้ก )
จันทร์ที่ 17 สิงหาคม-แห่ขบวนพานฎีกาเพื่อถวายฎีกาทั้งแผ่นดิน
จะมีกิจกรรมนำรายชื่อ ขึ้น ทูลเกล้าฯถวายฎีกาในวันที่ 17 ส.ค. จำนวนรายชื่อทั้งหมดกว่า 5.5 ล้านรายชื่อ เราจะจัดเป็นขบวน โดยจะมีพานรองรับถวายฎีกาขนาดใหญ่ ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น สามารถรองรับได้เป็นแสนรายชื่อ ส่วนที่เหลือ จะใช้คนลำเลียง ไม่น้อยกว่า 1 พันคน ในวันถวายฎีกา จะไม่มีการชุมนุมใหญ่ ผู้ที่จะมาร่วมกิจกรรม ก็เป็นเรื่องต่างจิตต่างใจ
อาทิตย์ที่ 23 ส.ค.แดงขอนแก่นสัมมนาภาคประชาชน
ชมรม เสื้อแดง ขอนแก่น 51 เชิญพี่น้องจังหวัดใกล้เคียง เข้าร่วมงานสัมมนาเชิงวิชาการ ภาคประชาชน โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรพิเศษเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ได้แก่
-คุณวิสา คัญทัพ
-คุณวิภูแถลง พัฒนภูมิไท
-คุณไพจิตร อักษรณรงค์
ในวันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2552 เวลา 16.00 น. - 20.00 น. ณ ห้องประชุมศาลาประชาคม จังหวัดขอนแก่น
สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ 085-0033318
เดือนกันยายน 2552
เสาร์ที่ 5 กันยายน-แดงระยองรวมพลังครั้งแรก
เราจะมีการจัดโต๊ะจีนในวันที่5 กันยายน 2552นี้ที่บริเวณมาบยา แถวๆมาบตาพุดนะครับ ค่อนข้างจะแน่นอนแล้วครับ ตอนนี้ผมอยากได้จำนวนนะครับ อยากให้ทุกคนติดต่อมาที่ผม ที่เบอร์โทร 081-7616525 ถ้าเป็นคนใน บริษัท IRPC ติดต่อได้ที่แผนก ADU2 เบอร์ 2104 /2103 กะ A อยากให้ทุกท่านช่วยประชาสัมพันธ์ต่อ และรวบรวมจำนวน แล้วแจ้งมาที่ผมนะครับ ตามเบอร์โทรที่ให้ไปนะครับ
คนละ 200 บาท นะครับ ถ้าเป็นโต๊ะจะตก 2000 บาท/ 1โต๊ะ สำหระบท่านที่มีรายได้น้อย เราจะจัดโต๊ะให้ แต่จะมีอาหารจำหน่ายในราคาถูกครับ อยากให้เสื้อแดงทุกคน ได้มาร่วมแสดงพลังกันเยอะๆนะครับเพื่อความมั่นคงและเติบโตของแดงระยองครับ คาดว่าแกนนำจากส่วนกลางจะมากันครบนะครับเพราะครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรก ที่เกิดขึ้น ในระยอง ขอความร่วมมือจากทุกๆท่านนะครับ/ คุณหนึ่ง ผู้ประสานงานแดงระยองแจ้งข่าว
"เยาวเรศ"นำทีมเพื่อไทยส่งน้อง"ยงยุทธ"สู้ศึกสุราษฎร์ฯ
ที่มา มติชนออนไลน์
ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 7 ส.ค. ว่า นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นางเยาวเรศ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ น.ส.ลีลาวดี วัชโรบล ,นายภิญญา ช่วยปลอด และทีมงานอีกประมาณ 20 คน พร้อมกองเชียร์ร่วม 100 คน ถือฤกษ์ 09.09 น.ส่ง นายสมพล วิชัยดิษฐ น้องชายนายยงยุทธ ลงสมัครได้หมายเลข 2 แข่งขันกับ นายธานี เทือกสุบรรณ น้องชายของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ได้ใบเหลืองจากการเลือกตั้ง นายก อบจ. หันมาลงสนามเลือกตั้ง ส.ส.เขต 1
นายสมพลกล่าวว่า ตอนนี้จะพยายามลงพื้นที่ให้มากที่สุด เพื่อเป็นตัวแทนรับใช้ประชาชน อย่างไรก็ตามจะไม่ท้อ แม้ว่าจะเป็นถิ่นของพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน โดยตนเองเข้าใจถึงสภาพปัญหาในท้องถิ่นเป็นอย่างดี พร้อมที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
น้ำเน่า ก้อนอิฐ ดอกไม้
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ผู้นี้ ตำรวจด้วยกันรู้ดีถึง ตัวตน นิสัยใจคอ ความประพฤติ
เป็นตำรวจอาชีพ หรือแค่มีอาชีพตำรวจ?
ชีวิตราชการต้องถูกการเมืองเล่นงานซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพียงเพราะนามสกุลดามาพงศ์ กับเป็นพี่เมียทักษิณ!
การประกาศฟ้องนายกฯ กรณีไม่ได้รับแต่งตั้งนั่งรักษาการผบ.ตร.
จึงน่าเห็นใจ และน่าสนใจ
โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการที่อยู่ในสภาพเดียวกัน
สิ้นก.ย.นี้ข้าราชการใหญ่หลายคนถึงวาระเกษียณอายุ
ระดับปลัดกระทรวง มีมหาดไทย พาณิชย์ คมนาคม สาธารณสุข อุตสาหกรรม เกษตรฯ
และผบ.ตร.!!
แม้ระบบราชการจะมีระเบียบ กฎเกณฑ์ ธรรมเนียมปฏิบัติ เรื่องแต่งตั้งโยกย้ายไว้รัดกุม สวยหรู
แต่โลกของความจริงก็เป็นได้แค่ในหน้ากระดาษ
คำตอบสุดท้ายขึ้นกับนักการเมือง ผู้สวมหัวโขน นายกฯ และรมต.
จะกาชื่อใคร??
ได้นายกฯ ได้รมต. มีคุณธรรม รู้คน รู้งาน รู้ถูก รู้ผิด ก็ดีไป
ถ้าได้ตรงกันข้ามก็เหมือนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติขณะนี้
(รวมทั้งกระทรวง กรม กองอื่นๆ ในยุคนักการเมืองไร้คุณธรรมมาปกครอง)
ปั่นป่วน ระส่ำระสาย ขัดแย้ง แตกแยก
ต้นสายปลายเหตุล้วนมาจากไร้ระเบียบ ไม่สนกฎเกณฑ์ ละเมิดธรรมเนียมปฏิบัติ
เอาผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ
เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน หวังว่านายกฯ และ รมต.จะเลือกคนเก่ง คนดี คนเหมาะสมขึ้นทดแทนคนเก่า
สำหรับนายกฯ ที่ประสบการณ์ด้านบริหารงาน บริหารคนยังน้อย
บทเรียนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คงเป็นตำราเล่มใหญ่ให้ศึกษา เรียนรู้
รูปหล่อ พูดเพราะ สะอาดเอี่ยม อยู่ดีๆ ทำไมโดนทั้งน้ำเน่า ก้อนอิฐ จนน่วม
คงไม่ใช่เฉพาะฝ่ายข้าราชการทำไม่ดี ไม่ถูกต้องกระมัง
ตัวเราผิดพลาดตรงไหน ต้องรีบค้นหา แล้วปรับ ปรุงแก้ไข
เพราะการแต่งตั้งข้าราชการใหญ่อีกไม่กี่วันข้างหน้า
จะพิสูจน์ถึงคุณธรรม ความสามารถของนายกฯ ในฐานะผู้นำสูงสุด
อยากได้น้ำเน่า ก้อนอิฐ หรือดอกไม้
ก็เลือกเอา เลือกเอง!?