WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 10, 2009

ทนายนายกทักษิณแฉ บวรศักดิ์ เคยยื่นฎีกาปี31

ที่มา Thai E-News

ที่มา นสพ.ไทยรัฐ

พิชิต ชื่นบาน


Pic_25104ทนาย ความอดีตนายกฯทักษิณ เผย "บวรศักดิ์-ธงทอง-เจิมศักดิ์" เคยยื่นถวายฎีกาเมื่อเดือน มิ.ย.ปี31แนะฝ่าย ที่เห็นแตกต่าง ควรจัดทำบันทึกถวายความเห็น มากกว่าใช้วิธีการใดๆเพื่อระงับการทูลเกล้าฯ...

นายพิชิต ชื่นบาน อดีตทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ออกแถลงการณ์ฉบับที่สอง เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม โต้แย้งบทความ เรื่อง "การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี" ของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ว่า มีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนักการเมืองจากซีกรัฐบาล ได้ทำการโต้แย้งคัดค้านต่อการใช้สิทธิทูลเกล้าฯในลักษณะที่เป็นพฤติกรรม ข่มขู่ เพื่อหวังผลให้ผู้ดำเนินการยุติในเรื่องลงชื่อทูลเกล้าฯถวายฎีกา โดยวิธีการลดความน่าเชื่อถือของฎีกา พยายามขยายความบางประเด็นของสาระเกี่ยวกับกฎหมายและประเพณีไทย ชี้นำให้เห็นว่ามีจุดผิดพลาดในการเสนอเหตุผล ด้วยการแสดงความเห็นผ่านข้อมูลวรรณกรรมต่างๆ ที่นำมาใช้อ้างอิง แต่แอบแฝงด้วยวาทกรรมในด้านต่างๆ จากการตรวจสอบบทความ เรื่องการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณีของนายบวรศักดิ์ พบว่า การอ้างข้อกฎหมาย มีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในหลายประการ


แถลงการณ์ ระบุว่า ตัวอย่างประเพณีการยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ไทย ที่ประชาชนผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้อง ระดับนักวิชาการของประเทศจำนวน 99 คนได้ทำเป็นแบบอย่างประเพณีไว้ คือ เหตุการณ์ยื่นฎีกาในเดือนมิ.ย.2531 ขณะนั้นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อตรวจสอบรายชื่อพบว่า นายบวรศักดิ์ เป็นหนึ่งในนักวิชาการ ที่เป็นผู้ร่วมลงลายมือชื่อ นอกจากนี้ยังปรากฏรายชื่อของ นายธงทอง จันทรางศุ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เนื้อหาฎีกากล่าวถึง ความวุ่นวายสับสนทางการเมือง การแตกแยกความสามัคคีในหมู่ทหาร ข้าราชการและประชาชน เนื่องมาจากผู้นำทางการเมืองที่รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาล มิได้วางตนเป็นกลางอย่างแท้จริง แต่กระทำการแอบอิงสถาบันหลักของบ้านเมือง ปล่อยให้มีการนำกำลังทหารของชาติ ที่มีไว้เพื่อป้องกันและช่วยพัฒนาประเทศ มาแสดงพลังสนับสนุนสถานภาพทางการเมืองส่วนบุคคล จนทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก


แถลงการณ์ระบุต่ออีกว่า เนื้อหาของฎีกาดังกล่าว จึงอยากถามนายบวรศักดิ์ ว่าฎีกาดังกล่าวเป็นฎีกาประเภทใด จะเป็นฎีกา การเมือง หรือ ฎีกาโกลาหล อย่างที่เรียกฎีกาของประชาชนที่กำลังจัดทำอยู่ในขณะนี้หรือไม่ การที่ประชาชนร่วมกันยื่นทูลเกล้าฯ กล่าวถึงความทุกข์แสนสาหัส จากปัญหาเศรษฐกิจ มีการยึดอำนาจโดยเผด็จการ จัดตั้งรัฐบาลไม่ชอบธรรม และได้กล่าวถึงความมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคีในชาติ นอกเหนือจากขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการทูลเกล้าฯถวายฎีการ้องทุกข์ ขอพระบรมราชานุเคราะห์ และฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในฉบับเดียวกัน จึงน่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้ ตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิมที่เรียกว่าโบราณราชประเพณี


ตอนท้าย แถลงการณ์ระบุด้วยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา259 บัญญัติว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว หากจะทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษ จะยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้ คำว่า ก็ได้คือ กฎหมายไม่บังคับให้ยื่นผ่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเท่านั้น นอกจากนี้คำขอถวายฎีกาของประชาชน ยังไม่มีถ้อยคำใดคัดค้านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองแต่อย่างใด เนื้อหาฎีกายังได้ยืนยันมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคี สมานฉันท์ในชาติ และวรรคสุดท้ายของคำขอถวายยอมรับว่าสุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย ดังนั้น หากนายกรัฐมนตรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และบุคคลในรัฐบาลตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากเห็นแตกต่างในประการใด ควรจัดทำบันทึกถวายความเห็น ไม่ควรที่จะใช้วิธีการใดๆเพื่อระงับการทูลเกล้าฯให้สถานการณ์เลวร้าย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและขยายขอบเขตปัญหาออกไปไม่สิ้นสุด

บอร์ดประชาไทย อ้างแหล่งข่าวบอร์ดฟ้าเดียวกัน ได้แสดงรายละเอียดของฏีกาและผู้ลงนามดังนี้

Kpardon

รายละเอียดในบอร์ดประชาไท

การ์ตูนGag Lasvegas:แอบมองการเมืองไทย

ที่มา Thai E-News

จะเกิดอะไรหลังถวายฎีกา

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 10

ในรัชกาลของพระเจ้าเอกทัศน์ ทหารที่อุตส่าห์ยิงปืนใหญ่สู้กับอริราชศัตรูอย่างกล้าหาญกลับถูกลงทัณฑ์ เพราะมีใครก็ไม่รู้มาบอกว่าเสียงปืนใหญ่รบกวนเบื้องพระยุคลบาท จนทุกคนไม่กล้าทำหน้าที่ที่ควรทำ ในที่สุดพระนครศรีอยุธยาก็ล่มสลายลงในปี พ.ศ.๒๓๑๐ หลังตระหง่านอยู่ได้นานกว่า ๔ ศตวรรษ


น่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก แม้แต่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการครอง รศ. ๑๓๐ และ พ.ศ.๒๔๗๕ ท่านก็อาจนึกไม่ถึงว่าวันหนึ่งจะมีคนไทยจำนวน ๕ ล้าน ๔ แสนคนออกมาแสดงตัวชัดเจนด้วยชื่อจริงนามสกุลจริง และลงนามในเอกสารอย่างหนึ่งที่เขาเรียกว่าฎีกา โดยใช้เวลาเพียงเดือนเดียว

ฎีกาถึงพระมหากษัตริย์ไทยเป็นโบราณราชประเพณี เป็นวิถีทางหนึ่งที่ผู้อาศัยในแผ่นดินจะแสดงความขุ่นข้องหมองใจหรือ “ร้องทุกข์” ต่อกษัตริย์ ที่เราขานพระนามกันอย่างหลากหลายตั้งแต่ในหลวงเจ้าชีวิต พระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าอยู่หัว จนถึงองค์พระประมุขและอื่นๆ สุดแต่จะกำหนดความสัมพันธ์ไว้ในใจอย่างไรระหว่างตนเองกับพระองค์ท่าน

การรวบรวมรายชื่อผู้ลงนามถวายฎีกาเมื่อวันศุกร์ที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นการรวบรวมรายชื่อของคนไทยที่มีความทุกข์ครั้งใหญ่ที่สุดที่เคยบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์สยาม หรือแม้แต่ในปูมหลวง

อย่าว่ากระทรวงมหาดไทยที่ออกมาหาเสียงกับอำมาตย์ใหญ่ด้วยการตั้งโต๊ะให้คนมาถอนรายชื่อเลยครับ งานนี้ต่อให้รัฐบาลทั้งคณะ ระบบราชการทั้งระบบ ก็ไม่สามารถเอาตัวเข้ามาขวางกระบวนการลงนามถวายฎีกาครั้งนี้ได้ เพราะประชาชนเขาจะต่อสายตรงถึงพระมหากษัตริย์ มันก็ไม่ใช่ธุระของใครหน้าไหนทั้งนั้น

การร้องทุกข์ครั้งนี้ไม่ได้บอกว่าอะไรถูกอะไรผิด ไม่ได้บอกว่าสิ่งมีชีวิตที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าศาลนั้นเตี้ยหรือสูง ไม่ได้บอกว่าถ้าไม่ได้ตามความต้องการแล้วมวลชนจะทำอะไรต่อไปให้คนเขาวิจารณ์ได้ว่าขู่ แต่เป็นการสื่อสารตามประเพณีการปกครองแบบไทย ซึ่งเป็นการปกครองที่มีพระมหากษัตริย์และประชาชนร่วมอยู่ในอาณาเขตเดียวกัน ว่าเขามีทุกข์คนมีทุกข์เขาก็ร้อง งานนี้จึงเรียกกันว่าถวายฎีการ้องทุกข์

ก็เท่านั้น

ตรงไปตรงมาที่สุดและไม่ได้อ้างความจงรักภักดีอย่างตอหลดตอแหล ไม่ได้ยึดพระมหากษัตริย์เอาไว้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์เข้าพกเข้าห่อของตัวเอง แต่ทำหน้าที่อย่างเป็นธรรมชาติของเอกรัฐที่มีการปกครองเยี่ยงนี้

คนที่ขัดขวางกระบวนการนี้จึงมีเจตนาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือไม่ต้องการให้พระมหากษัตริย์ได้ทรงทราบว่าคนเป็นจำนวนมากเขากำลังมีความทุกข์ การขัดขวางเช่นนี้ถือเป็นการขัดพระปฐมบรมราชโองการ หรือคำสั่งแรกของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้โดยตรงคือ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม...”

ธรรมคือความดี ความงาม และความเป็นธรรมชาติ

ประชาชนเขาร้องทุกข์ว่าขณะนี้เขาเห็นว่าบ้านเมืองไม่ดี ไม่งาม และเขาก็เลือกที่จะแสดงออกโดยธรรมชาติ

นั่นคือร้องทุกข์ถวายพระมหากษัตริย์ที่เขาเชื่อว่าเป็นธรรมราชา

ความหวังของเขาคือ ธรรมราชาคงจะมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะทำให้ความทุกข์ร้อนของเขาลดลง หรืออย่างน้อยก็ทรงช่วยหาทางดับไฟที่กำลังลุกลามไปทั่วพระราชอาณาจักร เพื่อให้ประเพณีการปกครองแบบนี้ดำรงสภาพอยู่ต่อไปได้

จำได้ไม่ใช่หรือว่า ในรัชกาลของพระเจ้าเอกทัศน์ ทหารที่อุตส่าห์ยิงปืนใหญ่สู้กับอริราชศัตรูอย่างกล้าหาญกลับถูกลงทัณฑ์ เพราะมีใครก็ไม่รู้มาบอกว่าเสียงปืนใหญ่รบกวนเบื้องพระยุคลบาท จนทุกคนไม่กล้าทำหน้าที่ที่ควรทำ ในที่สุดพระนครศรีอยุธยาก็ล่มสลายลงในปี พ.ศ.๒๓๑๐ หลังตระหง่านอยู่ได้นานกว่า ๔ ศตวรรษ

พระราชอาณาจักรที่ยาวนานกว่าสี่ร้อยปีประสบความล้มเหลวในการรักษาพระราชอำนาจล้นพ้น เพียงเพราะลมปากของคนใกล้ชิดที่สอพลอคลอเคลีย ถ้าใครในวันนี้ยังไม่ถึงขั้น “วิปริตพุทธิ” แล้วไซร้ ก็สามารถจะใช้เป็นบทเรียนได้ไม่น้อยอยู่

บทเรียนหนึ่งคือจะต้องหยุดใช้งานคนที่ตกหล่มประวัติศาสตร์ไปแล้ว เพราะการโต้ตอบแบบเก่าๆ จะทำให้ทุกอย่างหมุนไปสู่หายนะได้

เรื่องนี้น่าหวั่นใจ

ผู้รับใช้ฝ่ายอำมาตย์หมายเลขต้นๆ คือนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รีบกระโดดออกมาแสดงจุดยืนในตอนเช้าของวันอาทิตย์ที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๒ ในรายการโทรทัศน์ที่นายเจิมศักดิ์​ ปิ่นทองเป็นผู้สัมภาษณ์ว่า ไม่สำคัญหรอกว่าจะมีคนลงชื่อถวายฎีกามายมายขนาดไหน เขาถือว่ากระบวนการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ศาลตัดสินคดีความไปแล้วก็ไม่ต้องสนใจว่าใครจะคิดอย่างไร

โดยส่วนตัวผมไม่ได้เห็นว่าคุณอภิสิทธิ์นับหนึ่งถึงสิบได้อยู่แล้ว จึงไม่ได้พูดถึงนัก แต่จุดยืนแบบนี้ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า การใช้งานคนชนิดที่ยังคิดวกวนอยู่กับแนวโฆษณาชวนเชื่อของตัวเองอย่างคุณอภิสิทธิ์นั้น จะเป็นอำมาตย์คนเดียวกับที่ลงโทษทหารปืนใหญ่สมัยพระเจ้าเอกทัศน์กลับชาติมาเกิดหรือไม่

รู้ล่ะครับว่าอำมาตย์คิดซับซ้อนขนาดล่อให้คุณอภิสิทธิ์คิดหักหลังคุณสุเทพ เทือกสุบรรณแล้วมาเป็นคนของตัวเองอย่างสมบูรณ์ เพื่อจะชูเขาเป็นหนังหน้าไฟต่อไป แต่คิดไว้บ้างหรือไม่ว่าคบเด็กสร้างบ้านแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นหรือจะวินาศฉิบหายยิ่งกว่าเดิม

ผมไม่ได้รักใคร่อะไรกับคุณสุเทพ แต่เห็นบทบาทคุณสุเทพในการระงับปัญหากับกัมพูชาแล้ว ก็รู้ว่าอย่างน้อยแกมีสติพอที่จะไม่ฆ่าตัวตายท่ามกลางสายตาโลกเอาง่ายๆ

คนที่ตาสว่างโพลงขึ้นว่าระบอบอำมาตยาธิปไตยทำลายชาติบ้านเมืองได้ถึงขนาดไหนนั้น เห็นจะหาใครเกินคุณสุเทพได้ยากในชั่วโมงนี้

ขนาดต้องหนีไปสงบสติอารมณ์อยู่นอกประเทศ เพราะหัวหมุนจนแทบไม่ได้ยินเสียงตัวเองแล้ว

ความจริงอย่างคุณสุเทพก็คงไม่ได้คิดลึกซึ้งอะไร เพียงหวังจะเฮือกให้ได้นานที่สุดสำหรับรัฐบาลชุดนี้เท่านั้น แต่ความรู้ใหม่ที่เหมือนถูกตีแสกหน้าทำให้เจ้าตัวเกิดเข้าใจขึ้นด้วยว่าการบริหารบ้านเมืองภายใต้ระบอบอำมาตย์นั้นแปลว่าต้องยอมฉิบหายแทนอำมาตย์เขาด้วย

พอไม่ยอมฉิบหายให้กับเขา เขาก็ล้วงตับเอาเด็กในคาถาออกมาเป็นคนของเขาแทน แถมพลเอกอีกคนหนึ่งที่อุตส่าห์วางแผนทำลายทักษิณมาด้วยกันตั้งแต่ต้น ก็กำลังโดนเล่นหนักด้วยข้อหาพยายามฆ่าคน (ของตัวเอง) ตาย ทั้งที่วางแผนฆ่าเพื่อเอามาบูชายัญให้เขา ก็ยิ่งแสดงว่ามวลอำมาตย์เขาอยู่มาได้นานขนาดนี้เพราะเขาไม่รู้จักบุญคุณของใคร ใช้ได้เขาก็ใช้ และเมื่อใช้แล้วเขาก็ทิ้ง

เกิดมาหลวมตัวเอาเมื่อแก่ขนาดนี้ เป็นใครก็ต้องเศร้า

ส่วนผู้ที่เชื่อเต็มเปี่ยมว่าเราชนะแล้ว ก็โปรดอย่าได้ลิงโลดใจไปเลยครับ ปรากฏการณ์ฎีกาที่เกิดขึ้นถือเป็นประวัติศาสตร์และน่าประทับใจก็จริง ฟ้าเปิดกว้างจนแลเห็นพระจันทราสวยงามกลางดึกคืนนั้นก็จริง แต่อย่าประเมินคำว่าความหน้าด้านต่ำเกินไปนัก

มาคิดเตรียมกันไว้ดีไหม ไม่ใช่ฝ่ายอำมาตย์เขาจะหน้าด้านหรือไม่ แต่ถ้าเขาหน้าด้านขึ้นมาจริงๆ แล้วเราจะทำอะไรต่อไปต่างหาก

ฎีกาไม่ใช่ป้ายสุดท้ายของขบวนประชาธิปไตยหรอกครับ.

-------------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน) Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

Sunday, August 9, 2009

ลากไส้พอเพียง ทุจริตอื้อ ฮั้วซื้อเครื่องผลิตปุ๋ย

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25211

อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

เพื่อไทย ปูดทุจริตมโหฬาร โครงการชุมชนพอเพียง 80 % จาก 30,000 ชุมชน แฉเข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบาย พบอีสาน-สุราษฎร์ฯ ฮั้วซื้อ เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพ แถมละเมิดสิทธิบัตร ...

วันนี้ (9 ส.ค.) ที่พรรคเพื่อไทย น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงทั่วประเทศ พบว่า โครงการชุมชนพอเพียง 30,000 กว่าชุมชน ที่มีการอนุมัติโครงการไปแล้ว เป็นเงินกว่า 8,000 ล้านบาท มีการทุจริตถึง 80% ส่วนอีก 20% พบว่า มีการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ตามความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคอีสาน เช่น ศรีสะเกษ สกลนคร สุรินทร์ พบความผิดปกติ คือ ผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนส่วนใหญ่สั่งซื้อคือ เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพ ส่วนที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีความผิดปกติเช่นกัน เพราะจาก 27 ชุมชน ปรากฏว่า มี 23 ชุมชน สั่งซื้อเครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพเหมือนกับทางภาคอีสาน ชี้ให้เห็นว่า จังหวัดภาคอีสาน และภาคใต้ มีความผิดปกติ ในเรื่องการทำโครงการอย่างชัดเจน เข้าข่ายการทุจริตเชิงนโยบาย มีความผิดสำเร็จแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่า เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพในโครงการนี้ ยังละเมิดสิทธิบัตรของบริษัทเอกชนด้วย

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ชุมชนในต่างจังหวัด ส่งข้อมูลการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงมาให้พรรคเพื่อไทยครบทุกจังหวัดแล้ว ขณะนี้กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ ซึ่งจะนำข้อมูลไปให้ ส.ส. ในพื้นที่ตรวจสอบอีกครั้ง ก่อนจะมีการแถลงข่าวใหญ่ให้ทราบอีกครั้ง อย่างไรก็ตามทราบว่า ขณะนี้มีการล็อบบี้ และข่มขู่ผู้นำชุมชนที่ออกมาให้ข้อมูลกับพรรคเพื่อไทย ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจะพาผู้นำชุมชนที่ถูกข่มขู่ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันที่ สน.ลาดพร้าว วันที่ 9 ส.ค.

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง เชื่อว่า เป็นการตั้งขึ้นมาเพื่อหาแพะรับบาป และตัดตอนไม่ให้ไปถึงคนของพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนที่นายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการทุจริตชุมชนพอเพียง พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ขอให้พรรคเพื่อไทย กลับไปกวาดบ้านตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะมาตรวจสอบการทุจริตนั้น พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการตรวจสอบสไตล์นักการเมืองน้ำเน่า ขอให้เลิกพฤติกรรมแบบนี้ และหันมาหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นผู้บริหารของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

พระองค์ทีฯทรงแสดง"ปลาวาฬจาม"คอนเสิร์ตอุ่นไอรักของแม่

ที่มา Thai E-News


ที่มา เวบสนุก
9 สิงหาคม 2552

สำหรับการแสดงชุดนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงร้อง และเคลื่อนไหวพระวรกายตามจังหวะเพลง ทั้งยังทรงทำท่าจามของปลาวาฬ ในท่อนที่ว่า "ฮัด ฮัด ฮัดเช่ย"


เมื่อเวลา 10.35 น. วันที่ 8 ส.ค. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ เสด็จพร้อมด้วยพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ร่วมงานคอน เสิร์ต "อุ่นไอรักของแม่" ซึ่งจัดขึ้นเนื่องในวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม ที่อาคารสยามกลการ ถ.พระราม 1

จากนั้นทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรการแสดงของนักเรียนโรงเรียนดนตรีสยามกลการ ปทุมวัน เป็นการขับร้องเพลง "ใครหนอ" โดยนักเรียนหลักสูตร JMC

ครั้นถึงการแสดงชุดพิเศษใน เพลงปลาวาฬจาม และเพลง Frog Song พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงร้องเพลงและร่วมแสดงกับพระสหายโรงเรียนจิตรลดา

สำหรับการแสดงชุดนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงร้อง และเคลื่อนไหวพระวรกายตามจังหวะเพลง ทั้งยังทรงทำท่าจามของปลาวาฬ ในท่อนที่ว่า "ฮัด ฮัด ฮัดเช่ย" ขณะที่เพลง Frog Song นั้น ก็ทรงตั้งพระทัยอย่างยิ่ง ทรงย่อตัวลงน้อยๆ จนสุด โดยเฉพาะเมื่อถึงเพลงท่อนหนึ่งที่ร้องว่า "อบ โอ๊บ อบ กบกระโดดไปมาๆ" พระองค์ทรงกระโดดได้สูงตามจังหวะเพลง ทรงแย้มพระสรวลทั้งทรงสนุก สนาน โดยมี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงปรบมือเป็นกำลังใจ ทั้งยังทอดพระเนตรการแสดงด้วยความชื่นชม

ต่อมาพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ทรงอิเล็กโทนร่วมกันในเพลง "ขนมปังกรอบ" โดยพระองค์ทีฯ โปรดให้ตุ๊กตา แอปเปิ้ลสีแดงตัวใหญ่มานั่งอยู่ใกล้ๆ ขณะทรงดนตรี

จากนั้น พระองค์ทีฯ ทรงร่วมร้องเพลงกับพระสหายในเพลง "อิ่มอุ่น" เมื่อจบเพลงอิ่มอุ่น พระองค์ทีฯ ได้ทูลเกล้าถวายมาลัยดอกมะลิ แด่พระมารดา ทรงก้มกราบและเข้าไปสวมกอดยังความปลื้มปีติให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งนัก เช่นกันกับพระสหายที่นำช่อดอกมะลิมอบให้แม่ที่มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

จากนั้น ทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรการแสดงการขับร้องเพลง ด้วยมือของเธอ และเพลงลูกแม่ ตามด้วยการแสดงจากแม่ลูกที่ชนะเลิศการประกวด NJMC Kid"s Contest เมื่อจบการแสดง พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ประทานรางวัลให้ผู้ชนะเลิศการประกวดร้องเพลง ตามด้วยการประกวดภาพถ่าย "แม่ลูกผูกพัน" การประกวดวาดภาพ "คุณแม่ของฉัน" จากนั้น เสด็จกลับ

ชมคลิปข่าว คลิ้กที่นี่

มาร์คทุ่มเงินกู้ไทยเข้มแข็งสร้างหนังพระนเรศวร เฉลิมพระเกียรติราชินี-เทิดทูนสถาบันกษัตริย์

ที่มา Thai E-News


สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานในพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์แนวประวัติศาสตร์เรื่อง "นเรศวร"เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2547

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา คมชัดลึก
9 สิงหาคม 2552

เมื่อเย็นวานนี้(8ส.ค.)นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 3-4 “สงครามยุทธหัตถี” โดยมีมจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ผู้กำกับภาพยนตร์ นายธีระ สลักเพชร รมว.วัฒนธรรม และดารานักแสดงร่วมเป็นสักขีพยานคับคั่ง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช มีความหมายต่อประวัติศาสตร์และประชาชนชาวไทยภาพยนตร์เรื่องนี้มีวัต ถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาและเพื่อส่งเสริมความรู้ เทิดทูนในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรด้านความกล้าหาญ อดทน เสียสละ กตัญญูต่อแผ่นดินและอัฉริยภาพการรบที่ทำให้ไทยดำรงเอกราชตราบจนทุกวันนี้และยังเป็นการปลุกจิตสำนึกให้เกิดความรักชาติสมัครสมานสามัคคีและสร้างให้คนไทยรู้คุณและตอบแทนแผ่นดินไทย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้การสนับสนุนและส่งเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้โดยมอบให้กระทรวงวัฒนธรรมเข้าดำเนินการ ซึ่งหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีและช่วยปลุกจิตสำนึกคนไทยให้เกิดความรักความสามัคคีความหวงแหนแผ่นดินและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ได้ประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์ของคนไทย

ด้านนายธีระ กล่าวว่า สำหรับงบประมาณที่จะสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 3 และ4 ทางกระทรวงนำงบประมาณจากงบไทยเข้มแข็ง โครงการ 2 มาสนับสนุน ส่วนจำนวนเงินที่จะสนับสนุน ต้องหารือกับม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล อีกครั้ง เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) เห็นชอบต่อไป

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยมีพระมหากรุณาธิคุณเสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นประธานพิธีบวงสรวงเปิดกล้องภาพยนตร์เรื่อง “นเรศวร” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2547 ณ กองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ ต.ลาดหญ้า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมทอดพระเนตรการถ่ายทำฉากเปิดกล้องขบวนเสด็จของสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช เพื่อเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา พระราชบิดา ที่เมืองอโยธยา ยิ่งใหญ่สมจริง มีนักแสดงกว่า 1,000 คน ร่วมเข้าฉาก ละลานตากับฉากเมืองเก่าที่สร้างขึ้นใหม่อย่างอลังการบนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ ด้วยทุนสร้างราว 500 ล้านบาท เผยภายหลังพานักแสดงเข้าเฝ้าตามกระแสรับสั่ง ทรงตรัสชื่นชมว่าสามารถสร้างภาพยนตร์ออกมาได้ดี

สำหรับงบประมาณที่รัฐบาลสนับสนุนโครงการสร้างภาพยนตร์นั้น เป็นส่วนหนึ่งของเงินที่รัฐบาลกู้มาเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รวมวงเงิน 8 แสนล้านบาท หรือที่รู้จักกันในชื่อโครงการไทยเข้มแข็ง

'ทนายแม้ว'ออกแถลงการณ์ฉบับที่2โต้'บวรศักดิ์'

ที่มา เดลินิวส์

วันนี้(8 ส.ค.) นายพิชิต ชื่นบาน อดีตทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ออกแถลงการณ์ฉบับที่สองแสดงความเห็นที่แตกต่างเรื่อง 'การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี ของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต' ความยาว 20 หน้ากระดาษ เนื้อหาใจความสำคัญว่า สืบเนื่องจากมีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่ง รวมทั้งนักการเมืองจากซีกรัฐบาล ได้ทำการโต้แย้งคัดค้านต่อการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ในลักษณะที่เป็นพฤติกรรมข่มขู่เพื่อหวังผลให้ผู้ดำเนินการยุติในเรื่องลงชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา โดยวิธีการลดความน่าเชื่อถือของฎีกาด้วยความพยายามขยายความบางประเด็นของสาระที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและประเพณีของไทย พร้อมชี้นำให้เห็นว่ามีจุดผิดพลาดในการเสนอเหตุผลและแสดงความเห็นผ่านข้อมูลจากวรรณกรรมต่างๆ ที่นำมาใช้อ้างอิง แต่แอบแฝงด้วยวาทกรรมในด้านต่างๆ ดังนั้นจึงได้ตรวจสอบบทความเรื่องการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณีของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ แล้วพบว่า การอ้างข้อกฎหมายมีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในหลายประการ

'ตนเห็นว่าเนื้อหาของการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้ยืนยันเนื้อหาเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคี สมานฉันท์ในชาติ และวรรคสุดท้ายของคำขอถวายยอมรับว่า สุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย ดังนั้นเห็นว่านายกรัฐมนตรี รมว.ยุติธรรม รมว.มหาดไทยและบุคคลในรัฐบาลตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากเห็นแตกต่างในประการใดก็ควรจัดทำบันทึกถวายความเห็น ไม่ควรที่จะใช้วิธีการใดๆ ระงับการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา หรือกระทำการใดๆให้สถานการณ์เลวร้าย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและขยายขอบเขตปัญหาออกไปไม่สิ้นสุด' นายพิชิต กล่าว.

ลุ้นอาคารใหม่ สถาปนิก"มาร์ค"

ที่มา ข่าวสด





"ขอยืนยันและสัญญาว่าผมและคณะรัฐมนตรีจะต้องทำงานหนักขึ้น แข่งกับเวลามากขึ้น จะต้องทำเรื่องยากๆ ที่เกี่ยวข้องกับระยะยาวและโครงสร้างมากขึ้น"

"โดยมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็น ธงนำในการทำงาน และเป็นคำมั่นสัญญาเหมือนที่เราเคยสัญญาแล้วทำได้ใน 6 เดือน"

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กล่าวตบท้ายเป็นมั่นเหมาะในวาระแถลงผลงาน 6 เดือน

ภายใต้รูปแบบที่เป็นเรื่องราว เชิญบรรดารองนายกรัฐมนตรีและรัฐ มนตรีจากทุกพรรคขึ้นไปนั่งพร้อมหน้าพร้อมตาบนเวที

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงเนื้อหาที่รัฐบาลดำเนินการจนสำเร็จในช่วง 6 เดือนแรก หลักๆ คือนโยบายเรียนฟรี 15 ปี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ การแทรก แซงราคาพืชผล โครงการต้นกล้าอาชีพ โครงการชะลอการเลิกจ้าง

มาตรการลดภาระค่าครองชีพ 5 มาตรการ โครงการเช็คช่วยชาติ โครงการชุมชนพอเพียง การช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ค่าตอบแทนอสม. เดือนละ 600 บาท

ที่ขาดไม่ได้คือแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง ที่รัฐบาลกู้เงินธนาคารในประเทศนำมาลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน 7 ด้าน ตามรายละเอียดที่เคยเป็นข่าว

เมื่อครั้งรัฐบาลพยายามผลักดันพ.ร.ก.และ พ.ร.บ.กู้เงินรวม 8 แสนล้าน ในช่วงปลายสมัยประชุมสภาครั้งที่แล้ว เช่นเดียวกับมาตรการหรือโครงการอื่นของรัฐบาล

การจัดแถลงผลงานครั้งนี้จึงเป็นเพียงพิธี กรรมรวบรวมเอาสิ่งที่รัฐบาลทำมาในรอบ 6 เดือน แล้วเป็นข่าวกระจัดกระจายอยู่ตามสื่อต่างๆ มาจัดระเบียบเรียบเรียงเป็นหมวดหมู่

แล้วถ่ายทอดด้วยสำนวนและลีลาตามสไตล์อภิสิทธิ์

นายกรัฐมนตรีเปรียบเทียบว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาทำงาน เสมือนกับเข้ามาแก้ปัญหาอาคารที่กำลังไฟไหม้

อันดับแรกคือต้องช่วยคนติดอยู่ในอาคารซึ่งหมายถึงคนอ่อนแอที่สุด จากนั้นค่อยดับไฟ ควบคู่ไปกับการออกแบบสร้างอาคารใหม่

รัฐบาลมีแผนงานในอนาคตในเรื่องสวัสดิ- การประชาชน การแก้ปัญหาโครงสร้างที่ดินทำกิน การปฏิรูปการแทรกแซงราคาพืชผล รวมถึงความมั่นคงในการจัดการพลังงาน ส่งเสริมพลัง งานทดแทน เป็นต้น

นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าถ้าวัดจากตัวเลขเศรษฐกิจ จะเห็นว่าไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและน่าจะกลับมาอยู่แดนบวกได้ในปลายปีนี้

ซึ่งสวนทางกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอย่าง "ดร.โกร่ง"วีรพงษ์ รามางกูร ที่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่ถึงจุดต่ำสุด และน่าจะยืดเยื้อไปอีกหลายปี เนื่องจากมีปัจจัยรุมเร้าทั้งภายในและภายนอก

นั่นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องเฝ้ารอดูว่าใครจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิด

กับอีกเรื่องที่สำคัญคือปัญหาด้านการเมือง ซึ่งนายกฯ เองยอมรับว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ไม่สามารถขจัดปัดเป่าความขัดแย้งทางการเมืองให้หมดไปได้

ที่ยิ่งไปกว่านั้นประชาชนยังรู้สึกว่าปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง นอกจากจะไม่ได้บรรเทาเบาบางลงไปแล้ว นับวันยิ่งร้ายแรงและขยายวงกว้างออกไปมากกว่าแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ

บางเรื่องรัฐบาลแทนที่จะเป็นฝ่ายดับไฟ กลับเป็นฝ่ายสาดน้ำมันเข้าใส่เสียเอง อย่างเช่นการสนับสนุนกระทรวงมหาดไทยตั้งโต๊ะล่ารายชื่อคัดค้านการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดง

ถ้าว่าจำนวนตัวเลขผู้ร่วมลงชื่อถวายฎีกา ที่ฝ่ายเสื้อแดงอ้างว่ามีมากกว่า 5 ล้านคน กับตัวเลขผู้คัดค้านที่มหาดไทยตั้งเป้าไว้ที่ 5 ล้านรายชื่อ

หากเป็นเช่นนั้นจริงเท่ากับว่าเราจะได้เห็น การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ระหว่างประชาชนซึ่งถูกรัฐบาลจับแยกออกเป็น 2 ฝ่าย

เป็นที่รับรู้กันว่าการที่รัฐบาลชุดนี้ยืนหยัดอยู่มาได้นานเกิน 6 เดือน

ส่วนหนึ่งเพราะนายอภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ ที่มีต้นทุนทางสังคมสูง ถึงการขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองจะไม่ค่อยสง่างามเท่าใดนักก็ตาม

แต่ระยะหลังมานี้ดูเหมือนต้นทุนดังกล่าวเริ่มหดหายลงไปอย่างรวดเร็ว ทั้งจากฝีมือการผลาญของนายอภิสิทธิ์เอง กับ อีกส่วนที่คนใกล้ชิดแอบเบียดบังเอา ไปใช้

ต้นทุนนายกฯ ลดลงอย่างฮวบ ฮาบจากการถลำลงไปล้วงลูกคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่ลงท้ายด้วยความพยายามจะกำจัด พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เพื่อตอบสนองคนบางกลุ่มที่ต้องการเข้ามาแสวงผลประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ

การถลำของนายกฯ ครั้งนี้ เป็นการเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามฉวยโอกาสยื่นถอดถอนและฟ้องร้องกันขนานใหญ่ ข้อหาแทรก แซงการแต่งตั้งโยกย้าย และการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ

กับอีกเรื่องที่ร้อนขึ้นมาพรึบคือโครงการชุมชนพอเพียง ที่มีชื่อคนในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เข้าไปเกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสของโครงการ

กำลังถูกจับตาว่าจะซ้ำรอยกรณี ส.ป.ก.4-01 หรือไม่

ยังไม่รวมถึงปัญหาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญที่เป็นเสมือนระเบิดเวลาลูกใหญ่

ไม่เพียงแต่นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่แสดงความหนักใจแทนรัฐบาลกับสิ่งที่จะต้องเผชิญ หลังจากพ้นช่วง 6 เดือนไปแล้ว

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ยังส่งสัญญาณให้ลูกพรรคระมัดระวังเนื่องจากการเมืองช่วงนี้มีความเข้มข้นมาก

อันมีเหตุจากความขัดแย้งระหว่างนายกฯ กับตำรวจและกองทัพ ซึ่งลุกลามมาจากคดียิงนายสนธิ กับอีกเรื่องคือการถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงที่อาจพัฒนาเป็นความรุนแรงรอบใหม่

การเมืองระยะนี้จึงเสี่ยงที่จะพลิกผันเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

ถ้ายึดตามทฤษฎีที่ว่าการเมืองคือปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจโดยตรง ถ้าการ เมืองนิ่ง เศรษฐกิจก็เดินหน้า ถ้าการเมืองวุ่นวาย เศรษฐกิจก็หยุดชะงัก

ดังนั้น ถ้าวัดจากสถานการณ์การเมืองตอนนี้

ถือเป็นเรื่องท้าทายรัฐบาลอย่างมาก ว่าจะได้อยู่ดูอาคารหลังใหม่ที่อุตส่าห์ออกแบบไว้หรือไม่

แม้วเปรียบตัว'หนู' ฟิตปั๋ง อยากช่วยแก้ปัญหาชาติ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25168

แนะรัฐอย่ามามัวไล่จับหนูตัวนี้ เพราะวิ่งเร็ว ให้เอาเวลาไปแก้ปัญหา ศก. "ทักษิณ" ระบุ ตอนนี้ร่างกายฟิต พร้อมแล้วที่จะกลับมาช่วยชาติ เตือน ปชช.ให้ระวังการใช้จ่าย ...

วานนี้ (8ส.ค.) ที่สนามข้างโรงเรียนกสิณธร เซนต์ปีเตอร์ ม.6 ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กลุ่มคนเสื้อแดงนำโดยนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ พ.อ.ดร.อภิวัน วิริยชัย รองประธานสภาฯ นายอดิศร เพียงเกษ และแกนนำคนอื่นๆ จัดเวทีปราศรัยกับกลุ่มเสื้อแดงที่เดินทางมาร่วมรับฟังนับพันคน โดยแกนนำต่างผลัดกันขึ้นเวทีกล่าวโจมตีรัฐบาลว่า ไม่สามารถบริหารประเทศให้เดินหน้าไปได้ และยังได้กล่าวโจมตีนายเนวิน ชิดชอบ ที่หักหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ พร้อมถึงการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเรื่องของ 2 มาตรฐาน ระหว่างคดีของคนเสื้อเหลืองที่ยึดสนามบิน กับกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปิดล้อมทำเนียบ
จนกระทั่งเวลา 21.00 น. นายวีระ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุม ระหว่างนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โทรศัพท์โฟนอินเข้ามาพูดคุยกับแกนนำ รวมทั้งกลุ่มคนเสื้อแดง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เล่าถึงชีวิตและความเป็นอยู่ รวมทั้งได้มีการเล่าถึงการเลือกตั้งของประเทศญี่ปุ่น โดย พ.ต.ท.ทักษิณ เชื่อว่ารัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน จะพ่ายแพ้การเลือกตั้งเนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังคุกคามอยู่ทุกประเทศ

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวต่อว่า ช่วงนี้ตนอยากจะขอเตือนพี่น้องประชาชนให้ระมัดระวังในเรื่องของการใช้จ่าย เพราะว่าตอนนี้รายได้ของคนไทยน้อยกว่ารายจ่าย และได้มีการนำเอาเงินออมที่เก็บไว้ออกมาใช้ อยากจะแนะนำรัฐบาลว่าให้สนใจในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจมากกว่าในการไล่จับหนูตัวเดียวด้วยการเผาบ้าน ตกลงว่าจะเอาอย่างไรดี จะดับไฟหรือยัง เพราะหนูตัวนี้ก็นอนรออยู่ในโพรงไม้นอกบ้าน ถ้าบอกว่าหยุดเผาบ้านแล้ว บอกว่าหนูมาช่วยสร้างบ้านสร้างเรือนหน่อย หนูตัวนี้ก็พร้อมที่จะกลับมาช่วยสร้างบ้านสร้างเมือง เพราะหนูตอนนี้ฟิตรออยู่ว่าเมื่อไหร่จะได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ตอนนี้ก็ทำได้แต่เพียงอย่างเดียวคือการหาประสบการณ์ และชวนนักลงทุนให้มาลงทุนในประเทศไทย เพราะปัญหาประเทศไทยแก้ไม่อยาก แต่ต้องกล้าที่จะแก้ และอย่าไล่จับหนูตัวนี้ เพราะหนูตัวนี้วิ่งเร็วจับไม่ทัน

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า ผมต้องกราบขอบพระคุณอย่างสูงที่ไปร่วมทำบุญวันเกิดให้กับผม และได้มาร่วมลงชื่อถวายฎีกาเพื่อให้ผมได้มีโอกาสได้กลับบ้าน ถึงแม้จะมีอุปสรรคอย่างไรก็ให้เฉย ๆ กัน ตอนนี้มีปลัดอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โทรศัพท์มาหาผม เขาบอกว่าได้รับคำสั่งว่าให้เกณฑ์แม่บ้าน หมู่บ้านละ 20 คน เข้ากรุงเทพ โดยอ้างว่าให้เข้ามาถวายพระพร แต่เขากลัวว่าจะให้มาค้านการถวายฎีกา เพราะเท่ากับเป็นการทำร้ายโอกาสในการหลับบ้านของผม ไม่ใช่ความคิดของผมนะ แต่เขาเล่าให้ผมฟัง เขาก็เลยตัดสินใจไม่เข้ามากัน ความจริงแล้วถ้าเราเข้าใจคำว่าประชาธิปไตย ปล่อยให้คนได้แสดงความคิดเห็นผิดถูกไม่มีปัญหาเลย ถ้าเราคิดว่าเขาผิด เราก็เดินมาอีกทางนึง แต่ไม่เป็นไรครับ อะไรมันจะเกิดมันก็ต้องเกิด เพราะผมถือว่าพี่น้องได้ใจผมถึงล้านเปอร์เซ็นต์ ผมจะพยายามหาความรู้ไปตอบแทนบุญคุณพี่น้องประชาชนให้ได้



"ผมมั่นใจว่าประเทศไทยสามารถทำให้พี่น้องพ้นหนี้ พ้นสินง่าย เพราะศักยภาพของประเทศไทยมีดีกว่าประเทศอื่นเยอะ แต่เรามันมีปัญหาตรงที่ว่าชอบดึงแข้ง ดึงขากันเอง มันถึงได้เป็นอย่างนี้ ไม่เช่นนั้นประเทศไทยไปถึงไหนแล้วก็ไม่รู้ ตอนที่ผมประกาศว่าจะเอาสนามบินสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางของเอเชีย ประเทศสิงคโป ถึงกับเรียกประชุมกันด่วนว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรดี แต่พอผมโดยปฏิวัติตูม สิงคโปร์ บอกว่าไม่ต้องเรียกประชุมแล้ว เพราะตอนนี้ประเทศไทยสู้เราไม่ได้แล้ว" พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวด้วยว่า วันนี้มีรายงานมาให้ผมฟังว่ามีใครแอบไปกินข้าวที่ร้านอาหารญี่ปุ่นโรงแรม ปริ๊นเซส มีองค์กรอิสสระ มีอธิการมหาวิทยาลัย และมีไอ้แก้วหน้าม้าอะไรพวกนี้ไปกัน ก็เลยไม่รู้ว่าตกลงจะเอาอย่างไรกัน บ้านเมืองเราจะเอาความยุติธรรมหรือเปล่า จะเอาความปรองดองหรือเปล่า รับรองถ้าประเทศไหนไม่มีความยุติธรรมไปไม่รอดหรอก คนที่รับกรรมคือประชาชนตาดำๆ ก็อยากจะฝากไปให้กำลังใจชาวพี่น้องเสื้อแดงอีกครั้งนึงว่าให้อดทน รวมถึงแกนนำคนเสื้อแดงที่เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางเพื่อช่วยเหลือตน ต้องขอขอบคุณอีกครั้ง

จากนั้น นายวีระ แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า ท่าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้บอกว่าในเร็ววันนี้ จะมีสิ่งมหัศจรรย์ เกิดขึ้น และจะเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นในประเทศไทย

“อดีตทนายทักษิณ” โต้ "บวรศักดิ์" ยันถวายฎีกาได้ “บุญจง” ระบุคนค้านฎีกา 2 ล้านคนแล้ว

ที่มา ประชาไท

8 ส.ค. 52 -นายพิชิต ชื่นบาน อดีตทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ออกแถลงการณ์ฉบับที่สองแสดงความเห็นที่แตกต่างเรื่อง“การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณีของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต” ความยาว 20หน้ากระดาษ เนื้อหาใจความสำคัญว่า สืบเนื่องจากมีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งรวมทั้งนักการเมืองจากซีกรัฐบาล ได้โต้แย้งคัดค้านต่อการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ในลักษณะที่เป็นพฤติกรรมข่มขู่เพื่อหวังผลให้ผู้ดำเนินการยุติในเรื่องลงชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา โดยวิธีการลดความน่าเชื่อถือของฎีกา

ด้วยความพยายามขยายความบางประเด็นของสาระที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและประเพณีไทย และชี้นำให้เห็นว่ามีจุดผิดพลาดในการเสนอเหตุผลและแสดงความเห็นผ่านข้อมูลจากวรรณกรรมต่างๆที่นำมาใช้อ้างอิง แต่แอบแฝงด้วยวาทกรรมในด้านต่างๆ ดังนั้นได้ตรวจสอบบทความเรื่องการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณีของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ แล้วพบว่า การอ้างข้อกฎหมายมีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในหลายประการ
เขากล่าวว่า ตัวอย่างประเพณีในการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทยที่ประชาชนผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องระดับนักวิชาการของประเทศ 99 คนได้ทำเป็นแบบอย่างประเพณีไว้ คือ เหตุการณ์ยื่นฎีกาเดือนมิ.ย. 2531 ขณะนั้นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อตรวจสอบรายชื่อนักวิชาการแล้วพบว่า ศ.ดร.บวรศักดิ์ เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ร่วมลงลายมือชื่อ นอกจากนี้ยังปรากฏรายชื่อ ศ.ธงทอง จันทรางศุ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โดยเนื้อหาฎีกากล่าวถึงความวุ่นวายทางการเมือง การแตกแยกความสามัคคีในหมู่ทหาร ข้าราชการและประชาชน ก็เนื่องมาจากผู้นำทางการเมืองที่รักษาการตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาลมิได้วางตนเป็นกลางอย่างแท้จริง แต่กระทำการแอบอิงสถาบันหลักของบ้านเมือง ปล่อยให้มีการนำกำลังทหารของชาติซึ่งมีไว้เพื่อป้องกันและพัฒนาประเทศมาแสดงพลังสนับสนุนสถานภาพทางการเมืองส่วนบุคคลจนทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก
"จากเนื้อหาฎีกาผมจึงอยากถาม ศ.ดร.บวรศักดิ์ว่าฎีกาของพวกท่านเป็นฎีกาประเภทใดเป็นฎีกา “การเมือง”หรือ“ฎีกาโกลาหล” อย่างที่ท่านเรียกฎีกาของประชาชนที่กำลังจัดทำอยู่ขณะนี้หรือไม่ การที่ประชาชนร่วมยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกา กล่าวถึงความทุกข์แสนสาหัสจากปัญหาเศรษฐกิจ มีการยึดอำนาจโดยเผด็จการ จัดตั้งรัฐบาลไม่ชอบธรรมและได้กล่าวถึงความมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคีในชาติ นอกเหนือจากขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนจึงเห็นต่างกับศ.ดร.บวรศักดิ์ ว่าฎีกานี้มิใช่ฎีการเมือง หรือฎีกาโกลาหลตามที่กล่าวหา แต่เป็นการทูลเกล้าฯถวายฎีการ้องทุกข์ขอพระบรมราชานุเคราะห์และฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในฉบับเดียวกัน จึงน่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้ตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิมที่เรียกว่าโบราณราชประเพณี" พิชิต กล่าว
ทนายความทักษิณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ กล่าวอ้างพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบทูลเกล้าฯถวายฎีกาซึ่งตราขึ้นโดยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2457 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากการประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2478 เป็นไปตามม.3 และม.4 ซึ่งไม่เชื่อว่าผู้รู้ระดับศ.ดร.บวรศักดิ์ จะไม่รู้ว่ามีการยกเลิกและไม่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน จึงอยากให้บุคคลทุกฝ่ายที่เข้าใจสภาพปัญ หานี้ช่วยกันตรวจสอบว่าเพราะเหตุใดเมื่อกฎหมายถูกยกเลิกไปแล้ว ศ.ดร.บวรศักดิ์ จึงยืนยันว่า ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่าข้อยืนยันในเรื่อง“สัจจะ”ของหลักวิชาการทางกฎหมายของศ.ดร.บวรศักดิ์ ยังมีอยู่หรือไม่
เขา กล่าวอีกว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.259 บัญญัติว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษจะยื่นต่อรมว.ยุติธรรมก็ได้ ถ้อยคำว่า“ก็ได้”แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไม่บังคับให้ยื่นผ่านรมว.ยุติธรรมเท่านั้น เมื่อกฎหมายไม่ได้บังคับรูปแบบ หลักเกณฑ์และวิธีการ จึงต้องถือตามราชประเพณีโบราณที่มีมาแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากนี้คำขอถวายฎีกาของประชาชนยังไม่มีถ้อยคำใดคัดค้านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาม.259 ผู้มีสิทธิยื่นเรื่องราวนอกจากผู้ต้องโทษเองแล้วกฎหมายใช้คำในลักษณะรวมๆ กันว่า“ผู้ที่มีประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง”เมื่อพิจารณาประกอบกับกรณีวิกฤตตุลาการที่มีผู้พิพากษา 193 คนร่วมทูลเกล้าฯถวายฎีกาแล้วเห็นว่า ประชาชนที่ร่วมลงชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในคราวนี้มีความชอบด้วยกฎหมาย
"ผมเห็นว่าเนื้อหาของการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ได้ยืนยันเนื้อหาเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคี สมานฉันท์ในชาติและวรรคสุดท้ายของคำขอถวายฎีกายอมรับว่าสุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย ดังนั้นเห็นว่านายกรัฐมนตรี รมว.ยุติธรรม รมว.มหาดไทยและบุคคลในรัฐบาลตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากเห็นแตกต่างในประการใดก็ควรจัดทำบันทึกถวายความเห็น ไม่ควรที่จะใช้วิธีการใดๆ ระงับการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา หรือกระทำการใดๆให้สถานการณ์เลวร้าย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและขยายขอบเขตปัญหาออกไปไม่สิ้นสุด" พิชิต กล่าว
"บุญจง" ระบุประชาชนลงชื่อค้านฎีกาแล้ว 2 ล้านคน
วันเดียวกันนี้ (8 ส.ค. 52) ที่โรงแรม เอส ดี อเวนิว ถ.บรมราชชนนี เวลา 14.30 น. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวกรณีกลุ่มเสื้อเตรียมยื่นรายชื่อประชาชนที่เข้าชื่อถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 ส.ค.ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทำงานเชิงรุกในการชี้แจงประชาชนว่าตามขั้นตอน และวิธีการกฎหมายที่ถูกต้องเป็นอย่างไร และถ้าประชาชนมีความประสงค์จะถอนรายชื่อกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกเท่านั้น
“ยอดตัวเลขขณะนี้มีประมาณกว่า 2 ล้านคน บางจังหวัดมีเป็นแสน โดยเฉพาะใน จ.บุรีรัมย์ก็มีกว่า 5 แสนคนแล้ว และคาดว่าจะประเมินยอดประชาชนที่คัดค้านได้ไม่เกินวันที่ 15-16 ส.ค.” นายบุญจง กล่าว
เมื่อถามว่าจะนำรายชื่อประชาชนที่คัดค้านมาประกบกับรายชื่อประชาชนที่เข้าชื่อยื่นฎีกาหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า จะไม่มีการตรวจสอบ และไม่มีการประกาศว่าผู้ที่มาลงชื่อยื่นฎีกาจะถูกลงโทษ แต่เพียงอธิบายว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายอย่างไรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แกนนำคนเสื้อแดงรู้ว่าการขั้นตอนการถวายฎีกาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตนจึงขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว
เมื่อถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมยื่นฎีกาในวันที่ 17 ส.ค.ซึ่งตรงกับวันที่ศาลฎีกาจะตัดสินคดีทุจริตกล้ายางนาย เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายบุญจง กล่าวว่า เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่อยากให้บุคคลได้ทบทวนและฟังกระแสของสังคม ส่วนการชุมนุมถ้าพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องดูแล
ทักษิณฟุ้งอีกเพื่อไทยกวาด ส.ส.โคราชยกจังหวัด
8 ส.ค. 52 - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมน ตรี เปิดที่ทำการศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย (พท.) เขต 1 จ.นครราชสีมาและศูนย์ประสานงานแดงทั้งแผ่น ดิน “ D.D.CLUB “ ที่อาคารพาณิชย์ เลขที่ 442/245 ถ.ราชสีมา–โชคชัย สามแยกจักราช ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคเพื่อไทย อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เข้าร่วม
มีรายงานว่า ระหว่างนี้พ.ต.ท.ทักษิณได้โฟนอินเพื่อพูดคุยกับผู้เข้าร่วมงานตอนหนึ่งว่า พร้อมจะกลับมาทำงานให้พี่น้องเต็มที่ แต่วันนี้ขอเอาทีมงานไปตั้งฐานให้แข็งแรงก่อน ขอให้พี่น้องเลือก ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคนทุกเขตตนจะได้กลับบ้าน พอกลับบ้านจะได้ไปทำงานรับใช้พี่น้องอย่างเต็มที่ ตอนนี้ สะสมความรู้ ประสบการณ์ ไว้
อดีตนายกฯ โฟนอินต่อว่า ที่นี่ทะเลทรายแท้ๆ ยังสามารถสร้างเมืองให้ยิ่งใหญ่ มีตึกที่สูงที่สุดในโลกและยังถมทะเลอีก น้ำไม่มีก็เอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืดได้ มีแม้กระทั่งหิมะกลางทะเลทรายก็เนรมิตได้ ทุกอย่างเนรมิตได้หมด ถ้ามีมนุษย์มีความกล้า และหาเงินเป็น ไม่ใช่กู้อย่างเดียว โคราชมีความยิ่งใหญ่ ต้องพัฒนาอย่างเต็มที่ไม่ว่าเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องราคามันสำปะหลัง ข้าวโพด แต่วันนี้ ไม่มีราคา เพราะรัฐบาลทำไม่เป็น จนเกษตรกรเดือดร้อนหมด วันนี้เรื่องแก๊สโซฮอล์แทนที่จะได้ขยาย อย่างที่เอามันสำปะหลังไปทำแก๊สโซฮอล์ กิโลกรัมละ 2 บาทขึ้น ด้วยซ้ำไป ได้อย่างสบายๆ
พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินอีกว่า ยังมีเรื่องท่องเที่ยวแถว อ.ปากช่อง เขาใหญ่ ต้องคอยสำรวจความเป็นจริงเพื่อแหล่งท่องเที่ยวจะได้พัฒนาตัวเองได้ การเกษตรต้องพัฒนา นิคมอุตสาหกรรมก็ต้องพัฒนา โคราชต้องมีรถไฟฟ้าความ เร็วสูงจากกรุงเทพฯ มา และจากโคราชกระจายรถยนต์ไปได้หมด คิดว่าเอาไว้ตนกลับไปแล้วทำแน่นอน แต่สำ คัญต้องมี ส.ส.โคราชมากๆ ถ้าได้ทั้งจังหวัดก็ขอบคุณไว้ด้วย แต่ไว้ให้นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ สัก 1 เขต นอกนั้นของเราหมดเลย
"นพดล" เผย "ทักษิณ" เร่งจัดการทีวี 100 ช่อง คาดทดลองออนแอร์ต้นพ.ย.นี้
ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังเร่งทำในเรื่องเทคนิค และเนื้อหา มีการประชุมกันต่อเนื่องหลายครั้ง เชื่อว่าช่วงต้นเดือนพ.ย. จะมีช่องทดลองออกอากาศได้แน่นอน โดยจะใช้ระบบเดียวกับช่องพีเพิลแชนแนล สามารถใช้จานรับสัญญาณเดียวกันได้ มั่นใจว่าโทรทัศน์ 100 ช่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย จะเป็นการสื่อสาร รับเทคโนโลยีข่าวสารทั่วโลก เพราะมีเครือข่ายกว้าง ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมัน ไต้หวัน และหลายประเทศในเอเชีย ในอนาคตมีแนวคิดให้คนไทยที่อยู่ต่างแดนจัดทำรายการทีวีเพื่อสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดน ข้อเสนอแนะในการอาศัยอยู่ต่างประเทศด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ โดยระบุถึงความคืบหน้าในการจัดทำทีวีดาวเทียมดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานได้ประชุมทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ถือเป็นงานใหญ่มากเพราะต้องส่งคนออกไปทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามทีมงานก็จะพยายามจะทดลองออกอากาศให้ได้ปลายปีนี้
บิ๊กจิ๋วแนะรอดูถ้อยคำในฎีกาเสื้อแดง
ด้าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ที่ผ่านมาได้พูดไปแล้วหลายครั้ง และเป็นมุมมองของแต่ละฝ่าย ท้ายที่สุดเชื่อในน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นอยู่กับพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ว่าจะมีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นเช่นไร
พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น อยากให้ทุกคนรอดูก่อนว่า สาระของฎีกา ที่จะมีการทูลเกล้าฯ ถวายว่าจะมีสาระสำคัญมากน้อยเพียงใด สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดในช่วงนี้ คือ อยากให้ทุกคนลดความขัดแย้ง และใช้หลักกฎหมายเข้ามาแก้ปัญหา รวมถึงอยากเห็นรัฐบาลทำงานโดยมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด เชื่อว่าในอีกไม่นานนี้ประเทศไทยจะกลับมามีความสุขอีกครั้ง จึงอยากให้ทุกคนอดทน
ส่วนอนาคตทางการเมืองของตนเองนั้น พล.อ.ชวลิตยอมรับว่าอายุมากแล้ว คงเล่นการเมืองไม่ไหว แค่ให้เล่นฟุตบอลอย่างเดียวยังแย่
ปชป.โวยแม้วกุข่าวรัฐบังคับถอนชื่อ
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาเคลื่อนไหวและโพสต์ในทวิสเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่ารัฐบาลขัดขวางการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาว่า เป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใส่ร้ายรัฐบาลโดยไม่มีข้อเท็จจริง การที่พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่ามีชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ ไปฟ้องตัวเองถึงต่างประเทศ ทำให้สงสัยว่าคนเหล่านี้เป็นใครรู้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างไร
"ขอยืนยันว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่มีรายชื่อที่ลงไปนั้นรัฐบาลไม่สามารถรู้ได้ว่ามีใครบ้าง จึงไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะไปเจาะจงให้คนเหล่านี้ถอน และขอบอกว่าการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้เป็นการสร้างกระแส ให้เห็นว่ารัฐบาลขัดขวางคนเสื้อแดงที่จะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นการกุข่าวใส่ร้ายรัฐบาลเพื่อยึดพื้นที่สื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าน้น" นายเทพไทยกล่าว
โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ส่วนการเสนอทำประชามติว่าจะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง นายอภิสิทธิ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ตนคิดว่านายอภิสิทธิ์ ไม่อยู่ในฐานะจะมาเป็นคู่แข่งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะสถานะของนายอภิสิทธิ์ วันนี้คือนายกรัฐมนตรีแต่สถานะของพ.ต.ท.ทักษิณ คือ นักโทษหนีคดีจึงไม่มีสิทธิที่จะนำ 2 คนนี้มาทำประชามติ
แจ๊คเปิดตัวรถโมบายต้านเสื้อแดง
เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นำรถไฮเทคต้านฎีกาแดง มาจอดหน้าบ่อปลาคาร์ฟ อาคารรัฐสภา 1 รถกระ บะคันดังกล่าวถูกดัดแปลงช่วงท้ายให้ปรากฏภาพและข้อความเคลื่อนไหวได้ 3 ด้านๆละ 16 ภาพๆ ละ 3 วินาที โดยมีข้อความต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เคลื่อนไหวล่าชื่อถวายฎีกาเพื่ออภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และชี้ให้เห็นถึงระบอบทักษิณ ว่ามีความเลวร้ายอย่างไร
นายวัชระ กล่าวว่า รถคันดังกล่าวใช้งบประมาณเพียง 7.5 แสนบาทเป็นเทคโนโลยีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำขึ้นเพื่อต้องการรณรงค์ให้ประชาชนรับทราบถึงความเลวร้ายของระบอบทักษิณ และให้ความรู้แก่ประชาชน ถือเป็นคันแรกของประเทศไทย ซึ่งนายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม ได้สนใจและสั่งผลิตจำนวน 1 คันเพื่อนำไปวิ่งในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว
เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้สั่งให้ทำรถคันนี้ใช่หรือไม่ นายวัชระ กล่าวว่า ไม่มีใครสั่งตนให้ทำอะไรได้ การกระทำครั้งนี้เป็นเรื่องที่ตนคิดเองทำเอง
"เกียรติกร" ขู่เปิดซีดีแม้วหมิ่นเบื้องสูง
นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณควรจะห้ามปรามกลุ่มเสื้อแดงไม่ให้มีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ที่ผ่านมาเคยขอร้องไปยังพ.ต.ท.ทักษิณหลายครั้งแล้ว เพราะไม่ต้องการให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง
"ถ้าวันที่ 17 สิงหาค มีกลุ่มเสื้อแดงแม้แต่คนเดียว นำรายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ผมจะเอาเรื่องคุณทักษิณแน่ ผมขอร้องท่านมาหลายครั้งแล้ว คุณทักษิณจะโดนผมฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอนเพราะผมมีหลักฐานที่เป็นทั้งภาพและเสียงที่จะเอาผิดกับท่านได้แน่" นายเกียติกร กล่าว
นายเกียรติกรกล่าวว่า หลักฐานดังกล่าวเป็นซีดี 6 แผ่น มีทั้งภาพและเสียง ที่มีเนื้อหาชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หมิ่นสถาบัน ซึ่งซีดีดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยมาก่อน คนเสื้อแดงไม่ยุติก็จะนำซีดีดังกล่าวมาเปิดโปง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหากถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท
นปช.ไม่สน "เกียรติกร" ขู่-ไม่เชื่อมีซีดี
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดงกล่าวืนยันจะเดินหน้าทูลเกล้าฯ ถวายฏีกาต่อไป โดยไม่สนคำขู่ขอ่งนายเกียรติกร เพราะไม่เชื่อว่ามีซีดีดังกล่าวอยู่จริง ไม่เช่นนั้นคงถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิบไตย และฝ่ายรัฐบาลนำออกมาโจมตี และทำลายกลุ่มคนเสื่อแดงไปแล้ว ทั้งนี้ นายจตุพรกล่าวว่า จะแจ้งไปยังวิปฝ่ายค้านว่า อย่าให้นายเกียรติกรมาเคลื่อนไหวกับฝ่ายค้านอีกต่อไป
นายจตุพรกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุถึงกรณีที่คนเสื้อแดงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการไม่สมควรเพราะเรื่องการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ไม่ควรดึงสถาบันลงมา ว่า พล.อ.สุจินดา เป็นคนที่โชคดี เพราะเมื่อเกิดเหตุดการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 พล.อ.สุจินดา ก็ออกพระราชกฤษฎีกานิรโทษกรรมให้กับตัวเอง ทั้งที่ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 40 คนและผู้สูญหายอีก 40 คน ซึ่งหากไม่มีกฎหมายฉบับนั้นพล.อ.สุจินดาก็จะถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายและวันนี้ก็จะใช้ชีวิตอยู่ในคุก ซึ่งเรื่องนี้แตกต่างกับพ.ต.ท.ทักษิณโดยสิ้นเชิง เพรา พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจและถูกกลั่นแกล้งใช้ขบวนการอยุติธรรมเล่นงาน ดังนั้น พล.อ.สุจินดาควรเห็นใจพ.ต.ท.ทักษิณบ้าง เพราะตัวเองได้ผ่านพ้นเหตุการณ์ในอดีตมาแล้ว
พันธมิตรเตือน พท.ระวังโดนยุบพรรค
นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เลขาธิการ พรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.)กล่าวถึงการเคลื่อนไหวเข้าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ของกลุ่ม นปช.ว่า ไม่แปลกที่การล่าชื่อถวายฎีกาครั้งนี้นอกจากจะมีแรงต้านขยายวงมากขึ้นแล้ว กระแสยังตีกลับมาที่แกนนำ นปช.ซึ่งอาจถูกดำเนินคดีขอหายุยงสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 และการประทุษร้ายต่อองค์หระมหากษัตริย์ มาตรา 108 และ สส.ของพรรคเพื่อไทยหลายคนอาจถูกถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 ข้อหา ส่อว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งประชาชนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นชื่อ สามารถยื่นถอดถอนได้ หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะโดนร้องเรียนให้มีการยุบพรรคเพราะมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ
"ชทพ." ประเมินรัฐบาลได้ 5.0 คะแนน
นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลแถลงผลงาน 6 เดือนว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจถือว่าสอบผ่าน เพราะมีดัชนีชี้วัดต่างๆ ว่าเศรษฐกิจกำลังเขยิบตัวสูงขึ้น แต่สิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นห่วง คือการแก้ไขปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาของพ.ต.ท.ทักษิณ
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองจึงได้แค่ 5.0 จากคะแนนเต็ม 10 เพราะวันนี้รัฐบาลยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ใด ๆ ที่ชัดเจน เพราะความรู้สึกของประชาชนยังแตกแยกกันอยู่อย่างมาก อย่างเช่นการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของกลุ่มเสื้อแดงและการคัดค้านการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พรรคชาติไทยพัฒนาอยากเห็นการแก้ไขปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจควบคู่กันไป ไม่เช่นนั้นประชาชนและข้าราชการบางส่วนก็จะรอและไม่ทำอะไรเลย ใส่เกียร์ว่างเพราะยังรอพ.ต.ท.ทักษิณกลับมา
เสื้อแดงอุดรฯ นัดชุมนุมใหญ่ 9 ส.ค.
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 สิงหาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร 97.50 เมกกะเฮิร์ต หนองเหล็ก ซอย 9 เทศบาลนครอุดรธานี โดยมีนายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และสมาชิกชมรมกว่า 100 คน ต้อนรับ ทั้งนี้ได้มอบดอกกุหลาบสีแดงให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วย นายขวัญชัย กล่าวว่าในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคมนี้ ชมรมคนรักอุดร จะจัดการชุมนุมใหญ่อีกครั้ง โดยจะตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ที่ลานปูน สนามทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุดรธานี ใช้ชื่องานว่า “แดงทั้งแผ่นดิน ร่วมลงชื่อถวายฎีกา” ในวันนั้นจะมีการเปิดเวทีพร้อมกันทั่วประเทศ 9 จังหวัดด้วยกัน และพ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินทร์เข้ามาคุยกับชาว จ.อุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียงที่มาร่วมงานด้วย
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์คมชัดลึก, เว็บไซต์ไทยรัฐ