WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, August 10, 2009

ก้าวต่อไปของขบวนการคนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

คนเสื้อแดงเป็นขบวนการที่เติบโตเร็วมากทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตมาจากจุดหมายร่วมในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ประชาธิปไตยถูกทำลายเท่านั้น จึงรวมเอากลุ่มคนที่มีจุดยืนหลากหลายเข้ามาด้วยกัน ขบวนการคนเสื้อแดงจึงมีทั้งคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจ จนมองข้ามปัญหาและข้ออ่อนของยุคทักษิณ ไปจนถึงคนที่ต่อต้านรัฐประหารและอำมาตยาธิปไตยทั้งหัวโจกและตัวแทนโดยไม่แคร์นักกับทักษิณ ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการชอบธรรมที่สุด

ท่ามกลางแนวร่วมกว้างขวางขนาดนี้ จึงมีโครงการต่างๆ เพื่อทักษิณ เพราะถือเอาตัวทักษิณเป็นทั้งรูปธรรมและเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (ทักษิณเองก็ถือว่าตนเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้) ในเวลาเดียวกันก็มีข้อวิจารณ์การเคลื่อนไหวจากคนที่ไม่ถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลางของการต่อสู้ เพราะพวกเขาถือว่าการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยเป็นประเด็นใจกลาง
แต่ละปีกแต่ละกระแสของขบวนการคนเสื้อแดงมีผู้สนับสนุนมากพอสมควร อย่างไรก็ตามคงต้องยอมรับว่า คนรักทักษิณยังคงเป็นฐานมวลชนสำคัญที่สุดของขบวนการ
ในภาวะเช่นนี้ ก้าวต่อไปที่คนเสื้อแดงจากหลากปีกหลายกระแสจะสามารถร่วมลงแรงผลักดันได้น่าจะเป็นอะไร? มีโครงการหรือวาระทางการเมืองอะไรหรือไม่ที่น่าจะโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางความหลากหลาย?
ทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง: พลังและข้อจำกัด
ข้อดีของการต่อสู้เพื่อทักษิณที่เห็นชัดๆ และปฎิเสธไม่ได้ว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญไปอีกนาน ก็คือ ช่วยผนึกพลังมวลชนของขบวนการไว้ได้ เพราะฐานมวลชนสำคัญที่สุดคือผู้นิยมชมชอบทักษิณ แกนนำสามเกลอและแกนนำระดับกลุ่มชุมชนจึงมักจำกัดตัวเองอยู่กับกิจกรรมเพื่อทักษิณและกิจกรรมเพื่อแสดงพลัง เพราะพวกเขาต้องการเพียงผนึกพลังมวลชนของเขาไว้ให้ได้นานๆ เท่านั้น
ข้อดีอีกอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมรับรู้เข้าใจก็คือ “ทักษิณ” ในการเมืองไทยขณะนี้เป็นตัวแทนของฝ่ายประชาธิปไตยในแง่ที่ว่า ประชาชนมอบอำนาจให้เขาอย่างชอบธรรมตามกฎกติกา ตามกระบวนการซึ่งถือว่าคนเราเสมอภาค มีอำนาจเท่ากัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน เกิดมาต่ำหรือสูง หรือโง่ฉลาดกว่ากันสักเพียงไหนก็ตาม มวลชนอาจจะไม่สามารถกลั่นความคิดข้อนี้ออกมาเป็นนามธรรมที่เป็นระบบ แต่พวกเขาเข้าใจประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องให้ใครมาสอนประชาธิปไตยให้พวกเขา
ประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ใครหน้าไหนก็ปฏิเสธไม่ได้ ขาดไม่ได้ ล้มล้างไม่ได้ อ้างโน่นนี่เพื่อปฏิเสธการใช้อำนาจของประชาชนไม่ได้
นี่คือความหมายสำคัญที่สุดของการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องของคุณธรรม คอรัปชั่น หรือระดับภูมิปัญญา การต่อสู้เพื่อทักษิณจึงไม่ใช่แค่เรื่องติดตัวบุคคลอย่างที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณกำลังพยายามป่าวร้อง การตามล่าทำลายล้าง “ทักษิณ” จึงมีความหมายเกินกว่าตัวบุคคล เพราะหมายถึงพยายามทำลายกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีอำนาจเท่ากันและเป็นผู้ตัดสินว่าจะมอบอำนาจให้ใครเป็นรัฐบาล
แต่การต่อสู้เพื่อทักษิณมีปัญหาไม่น้อยเช่นกัน
ประการแรก คงปฎิเสธยากว่าเป็นการต่อสู้เพื่อตัวบุคคลด้วยและเป็นส่วนสำคัญไม่น้อย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นตัวแทนอุดมการณ์ หลักการ หรือกระบวนการนามธรรมใดๆ มวลชนของทักษิณจำนวนมากคงแยกความแตกต่างระหว่างทักษิณที่เป็นบุคคลกับทักษิณในฐานะตัวแทนประชาธิปไตยไม่ออก
เป็นความจริงว่า แยกออกลำบากจริงๆ ไม่ว่าจะฉลาดล้ำเลิศมาจากไหนก็คงแยกออกลำบาก
ภาวะที่ตัวบุคคลกับสถาบันหรือกระบวนการแยกกันไม่ออกเกิดบ่อยครั้งกับทุกฝ่ายทุกอุดมการณ์ มีทั้งผลดีและเสีย ผลเสียที่เห็นชัดๆ ก็คือ ลงท้ายเรามักละเลยมองข้ามอุดมการณ์ หลักการ หรือกระบวนการไปเสีย กลายเป็นเรื่องของตัวบุคคลไปหมด
เข้าใจว่าทักษิณเองและบุคคลใกล้ชิดเขา หรือแม้แต่แกนนำสามเกลอ ก็แยกไม่ออกเช่นกัน โครงการรณรงค์ต่างๆ จึงกลายเป็นเพื่อตัวบุคคลมากขึ้นทุกที แต่นัยต่อกระบวนการประชาธิปไตยกลับไม่ชัดเจน หรือมีไม่มาก หรือละเว้นไม่เป็นประเด็นไปเสียเฉยๆ
ทักษิณไม่ใช่เทวดา สิ่งที่เขาทำมีทั้งถูกและผิด แถมยังไม่ค่อยจะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และปลาบปลื้มกับภาวะที่ตัวเองเป็นศูนย์กลางของการเมือง ยิ่งในภาวะที่เขาตกเป็นเป้าของการตามล่าทำลาย ย่อมทำให้เขาต้องคิดถึงตัวเองมากยิ่งขึ้น
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ การรณรงค์ต่างๆ ของคนเสื้อแดงจะยิ่งเป็นการทำเพื่อทักษิณ แต่อาจจะถอยห่างจากการต่อสู้เพื่อกอบกู้ประชาธิปไตยออกไปทุกที เพราะณ จุดใดจุดหนึ่งในภาวะเช่นนี้ ประโยชน์ต่อทักษิณอาจกลายเป็นคนละเรื่องกับประโยชน์ต่อประชาธิปไตย
อันที่จริงเราได้เห็นแล้วว่า ยามที่จุดหมายเคลื่อนจากประชาธิปไตยไปที่ทักษิณ มาตรการต่างๆ มักก้าวร้าวเกินไปหรือประนีประนอมเกินไป หรือกลายเป็นอาศัยพลังประชาชนเพื่อเรียกหาความสนใจจากผู้มีบารมี เป็นต้น
ในภาวะเช่นนี้ คนที่สนับสนุนขบวนการเสื้อแดงเพื่อกอบกู้ประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เพื่อทักษิณ คงอยากจะถอยห่างออกไป
ประการที่สอง คงปฎิเสธได้ยากว่า ในขณะที่มีคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจจำนวนมหาศาล ก็มีคนเกลียดเขาเข้ากระดูกจำนวนมหาศาลเช่นกัน และมีคนอีกมหาศาลที่เฝ้าดูหรือเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดง แต่มิได้เห็นอกเห็นใจทักษิณเท่าไรนัก
ในภาวะสังคมแยกขั้วเช่นนี้ การต่อสู้ที่ถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง จะยิ่งผนึกพลังของคนที่ศรัทธาเทิดทูนเขาให้หนักแน่นขึ้น จนเกิดความรู้สึกในหมู่คนเสื้อแดงว่า มวลชนเติบโตเข้มแข็งขึ้นทุกวัน แต่พวกเขาต้องตระหนักด้วยว่า ยิ่งเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง ผู้คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงแต่มิได้เห็นใจทักษิณ จะยิ่งถอยห่างออกไปทุกที
ขบวนการฝ่ายซ้ายก่อน 6 ตุลา 2519 เคยอยู่ในภาวะสังคมแยกขั้วเช่นนี้มาก่อน พวกเขาสามารถผนึกกำลังมวลชนของตนจนเข้มแข็งขึ้นและขยายตัวขึ้น การเคลื่อนไหวแสดงพลังมวลชนจึงมีพลังทุกครั้ง มวลชนพื้นฐานของพวกเขายกระดับพัฒนาขึ้น จนสามารถระดมให้ช่วยงานกลายเป็นผู้ปฎิบัติงานก็ได้
แต่ขบวนการที่เข้มแข็งขึ้นกลับมิได้หมายความว่า ความได้เปรียบทางการเมืองจะยิ่งมีมากขึ้นเสมอไป หากมิได้ขยายฐานมวลชนผู้สนับสนุนในสังคมหรือทำให้ความคิดข้อเสนอทางการเมืองของขบวนการกลายเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในสังคม ขบวนการที่เน้นแต่การผนึกกำลังแสดงพลังของตน มองไม่เห็นว่าประชาชนที่เห็นอกเห็นใจพวกเขายังมิได้หมายความว่ายอมรับข้อเสนอทางการเมืองของพวกเขา นานวันเข้าประชาชนผู้เห็นอกเห็นใจจะค่อยๆ ถอยห่างออกไปเป็นผู้ดูอยู่ตรงกลางมากขึ้นทุกที
ยิ่งต่อสู้ ขบวนการก็ยิ่งมีพลังเข้มแข็ง แต่กลับโดดเดี่ยวจากมวลชนและอ่อนแอลงทางการเมือง
การถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลางจึงมีข้อดีและเป็นปัญหาไม่น้อยในเวลาเดียวกัน หากไม่มีการปรับตัว หรือหากทักษิณเองก็มองเห็นไม่ไกลไปกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ขบวนการเสื้อแดงและทักษิณอาจไม่บรรลุเป้าหมายใดๆ เลย ไม่ว่าเพื่อประชาธิปไตยหรือเพื่อทักษิณ
ข้อเสนอประเด็นที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์
คงยังจำกันได้ว่า พลังของคนเสื้อแดงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก (ที่สุด?) ในช่วงการชุมนุม 8 เมษายน 2552 ประเด็นใจกลางในขณะนั้น คือการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย ครั้งนั้นถึงกับกล่าวกันว่า คนเสื้อแดงข้ามพ้นการต่อสู้เพื่อทักษิณไปแล้ว และทักษิณเป็นแค่ส่วนหนึ่งของขบวนการ เป้าหมายของการปรับตัวน่าจะอยู่ตรงนั้น
การปรับตัวไม่ได้หมายถึงยุติการรณรงค์เพื่อทักษิณลงหมดโดยสิ้นเชิง เพราะข้อดีมีอยู่ดังกล่าวมาแล้ว แต่หมายถึงต้องปรับทิศทางของทั้งขบวนการ หันมารณรงค์ในประเด็นเพื่อประชาธิปไตยที่ชัดเจนมากขึ้น
สาระสำคัญที่ควรรณรงค์ น่าจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
หนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อการสร้างประชาธิปไตยให้เข็มแข็ง
สอง ต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย
สาม เป็นประเด็นที่มวลชนคนเสื้อแดงเข้าใจได้ง่าย เข้าร่วมได้อย่างสมัครใจ และสร้างสรรค์กิจกรรมได้ด้วยตนเอง
ในที่นี้ขอเสนอประเด็นสำคัญที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์ดังต่อไปนี้
ข้อเสนอที่หนึ่ง การเลือกตั้งชอบธรรมและยุติธรรม เราต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง มีปัญหาก็ค่อยๆ แก้กันไป
อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่อีกแล้วแน่ๆ อย่าลืมว่าการเลือกตั้งเป็นแนวรบที่คนเสื้อแดงชนะทุกครั้ง เป็นฐานความชอบธรรมที่สำคัญที่สุด แต่กลับถูกพันธมิตรฯและพวกอำมาตย์โจมตีบิดเบือนทำลาย เราจะยอมให้เกิดเช่นนั้นอีกไม่ได้
คนเสื้อแดงน่าจะเริ่มรณรงค์ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้สังคมยอมรับว่า การเลือกตั้งเป็นวิถีทางชอบธรรมที่สุดของระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่บริสุทธิ์ไร้ข้อกังขา แต่การเลือกตั้งที่ชอบธรรม หมายถึงข้อบกพร่องทั้งหลาย ไม่มากหนักหนาถึงขนาดเปลี่ยนผลลัพธ์จากขาวเป็นดำ หรือบิดเบือนเจตนาของประชาชนผู้ลงคะแนน
ตรงกันข้าม การรัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ และม็อบมีเส้นต่างหากที่เปลี่ยนผลลัพธ์กลับขาวเป็นดำและปฎิเสธเจตนาของประชาชน
คนเสื้อแดงต้องรณรงค์ล่วงหน้าให้คนในสังคมยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่าอ้างข้อบกพร่องหรือการซื้อขายเสียง มาเป็นเหตุปฎิเสธเจตนาของประชาชนผู้ลงคะแนน
การต่อสู้ในประเด็นนี้จะเป็นผลดีต่ออนาคตของระบอบประชาธิปไตยทั้งระยะสั้นและยาว อีกทั้งในขณะนี้เป็นจุดแข็งของคนเสื้อแดง แต่เป็นจุดอ่อนของฝ่ายอำมาตย์และพันธมิตรฯ เพราะพวกเขากลัวการเลือกตั้งและกลัวประชาชนที่เสมอภาคทั่วหน้ากัน คนเสื้อแดงต้องผลักดันให้สังคมเตรียมพร้อม อย่าตกหลุมพวกอำมาตย์อีก สังคมต้องยืนยันยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่หวั่นไหวไปกับการบิดเบือนของพวกอำมาตย์ที่มุ่งปล้นทำลายประชาธิปไตย
การเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยของมหาชน คือการต่อสู้ที่ดีที่สุดต่อพวกอำมาตยาธิปไตย และอาจเป็นวิธีการช่วยทักษิณที่เข้าท่ากว่าวิธีอื่นๆ ที่ทำมาแล้ว
ข้อเสนอที่สอง กระบวนการยุติธรรมต้องยุติธรรม
นิติรัฐต้องเป็นนิติรัฐที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า ไม่ใช่เลือกใช้กฎหมายอย่างสองมาตรฐานหรือไร้มาตรฐานเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง บุคคลากรของกระบวนการยุติธรรมต้องเที่ยงตรง มีหลักการและเป็นมืออาชีพ มิใช่ถวายตัวเป็นทาสอุดมการณ์หรือสถาบันทางการเมืองใดๆ
นี่เป็นประเด็นสำคัญมากต่อการกอบกู้ประชาธิปไตย เพราะกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งขาดไม่ได้ในระบอบนี้
ที่ผ่านมา ความเละเทะของกระบวนยุติธรรมภายใต้ตุลาการภิวัตน์ ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง มีคนมากมายเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดงที่โดนสองมาตรฐานรังแกครั้งแล้วครั้งเล่า
ใครๆ ก็รู้และรังเกียจพันธมิตรฯที่มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย แถมเคารพกฎหมายก็ต่อเมื่อเข้าข้างฝ่ายตน ครั้นไม่เข้าข้างฝ่ายตนก็เพิกเฉยไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย แต่กลับไม่มีใครทำอะไรพันธมิตรฯได้ แม้ว่าฝ่ายพันธมิตรฯ และอำมาตย์จะได้เปรียบที่มีอำนาจรัฐ ทหาร ศาล และอำนาจเหนือรัฐหนุนหลังอยู่ แต่นี่เป็นจุดอ่อนทางการเมืองของพวกเขา
การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจึงต้องสนใจสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้
เราต้องกล้า เรียกร้อง ฟ้อง ฟ้องกลับ และร้องเรียนในกรณีที่ไม่เป็นธรรม ต้องป่าวประจานตุลาการภิวัตน์ให้อับอาย เรียกร้องให้พวกเขาเคารพหลักการและเป็นมืออาชีพ หรือจนกว่าบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรมจะลุกขึ้นมาสะสางวงการของตน สลัดให้พ้นแอกของอำมาตยาธิปไตย

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย แต่เพื่อยุติความลำเอียง ไร้มาตรฐาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานและกอบกู้กระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อยุติตุลาการภิวัฒน์ลงเสีย
ข้อเสนอที่สาม สื่อมวลชนต้องเป็นมืออาชีพ
สื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยจำเป็นในสังคมประชาธิปไตยเช่นกัน
ที่ผ่านมา สื่อมวลชนพัฒนาแต่เทคโนโลยี แต่กลับไม่พัฒนาหรือยิ่งถอยหลังในทางวิชาชีพ ความสามารถของบุคคลากรเสื่อมถอยลงทุกระดับ ทั้งด้านฝีมือในวิชาชีพ ความรอบรู้มีวิจารณญาณ และความเที่ยงธรรมมีจรรยาบรรณของสื่อ
ความกล้าหาญหดหาย รู้จักแต่หดหัวต่ออำนาจ ยอมตัวเป็นเครื่องมือปล้นทำลายประชาธิปไตย
กลายเป็นว่าอาณาจักรของสื่อยิ่งขยายตัวยิ่งมีอำนาจและยิ่งร่ำรวย ความเป็นมืออาชีพเที่ยงธรรมกลับถดถอย จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างน่าสมเพช กลายเป็นว่า ยุคที่ข่าวสารท่วมล้นชีวิตเราจากย่ำรุ่งยันย่ำค่ำ ยิ่งกว่าประเทศใดๆในโลก สังคมไทยกลับเต็มไปด้วยความงมงายไร้วิจารณญาณยิ่งกว่ายุคใดๆ
มีแต่คนในวงการสื่อเท่านั้นแหละที่มองไม่เห็นความเละเทะไร้ประสิทธิภาพของสื่อ ในขณะที่ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองเอือมระอาสื่อเต็มทน จนละครน้ำเน่ายังน่าดูกว่าข่าวทีวี
การต่อสู้เรื่องสื่อจึงมิใช่เพื่อคนเสื้อแดงหรือทักษิณเท่านั้น แต่เพื่อประชาธิปไตยและอนาคตของสังคมไทย การต่อสู้ในเรื่องนี้ต้องมิใช่หยุดอยู่เพียงแค่เสนอสื่อของคนเสื้อแดงขึ้นมาตอบโต้กับสื่อกระแสหลัก ทางเลือกของคนเสื้อแดงเป็นสิ่งมีประโยชน์ แต่เราคงต้องรณรงค์ร่วมผลักดันให้วิชาชีพสื่อมวลชนยกระดับกว่าที่เป็นอยู่
ข้อเสนอที่สี่ กระบวนการกล่าวหาฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เป็นธรรม
อย่าใช้กฎหมายนี้อย่างฉ้อฉลเพื่อปกป้องหัวโจกตัวแทนขุนพลไพร่ราบของอำมาตยาธิปไตย อย่าใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายฝ่ายตรงข้าม อย่าใช้กฎหมายนี้เพื่อปิดปากประชาชน
หากไม่ยอมแก้ไข เราก็น่าจะช่วยกันฟ้องประจานความเลอะเทอะเปรอะเปื้อนของกฎหมายนี้ให้หมดความหมายไปเลย
สร้างสรรค์และเป็นฝ่ายรุกอย่างมีวุฒิภาวะ
เราเชื่อมั่นว่า มีคนที่มีความคิดดีๆ สามารถสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆ หลายรูปแบบที่ส่งผลระยะสั้น ระยะยาว แถมไม่ต้องรวมศูนย์ภายใต้แกนนำใดๆ บางครั้งไม่ทำในนามคนเสื้อแดงก็อาจจะดีด้วยซ้ำไป
ลำพังการโต้แย้งแบบต่อปากต่อคำ ”เอามันส์” ถูกใจคนฟังหรือเอาใจแฟนคลับทางวิทยุหรืออินเตอร์เน็ต มีเสน่ห์ดึงดูดให้เราติดตามหรือเข้าร่วมต่อปากต่อคำด้วย แต่ความสะใจกลับมีผลอย่างมากก็แค่ยืนยันความคิดของเราเอง แต่ไม่สามารถสร้างประเด็นหรือวาทกรรมที่มีอิทธิพลทางสังคมได้
การประท้วงตอบโต้สาธารณะเป็นเรื่องจำเป็นตามสมควร แต่โดยมากมีลักษณะปกป้องตัวเองหรือเป็นฝ่ายรับ ไม่ใช่การสร้างสรรค์หรือเป็นฝ่ายรุกเท่าที่ควร
คนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนทั้งหลายคงต้องสร้างสรรค์โครงการเชิงบวกและเป็นฝ่ายรุกให้มากขึ้น หมายความว่า เป็นกิจกรรมที่สร้างประเด็นหรือวาทกรรมทางสังคม อาจเป็นการเสนอปัญหาหรือเป็นข้อเสนอยกระดับกระบวนการยุติธรรมและสื่อ หรืออย่างน้อยน่าจะเป็นการประท้วงโต้แย้งที่มีนัยเชิงรุกและสร้างสรรค์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานของวงการต่างๆ เช่น ฟ้องร้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานของวิชาชีพสื่อ หรือเพื่อให้ตุลาการภิวัตน์ต้องอับอายกระอักกระอ่วน อาจมีกลุ่มโครงการทำหน้าที่จับตาและเปิดโปงการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อโดยเฉพาะ เป็นต้น
การชุมนุมแสดงพลังยังเป็นสิ่งจำเป็นแต่ไม่เพียงพอ เราต้องการโครงการที่มีวุฒิภาวะ ที่มีจุดหมายไกลกว่าเพื่อทักษิณ ขบวนการคนเสื้อแดงควรเป็นผู้มีวุฒิภาวะและเป็นฝ่ายสร้างสรรค์
ปล่อยให้พันธมิตรฯ ประชาธิปัตย์ และพวกอำมาตย์ เป็นฝ่ายตะแบงเอาแต่ต่อปากต่อคำผ่านโฆษกสารพัดของพวกเขาต่อไปเถอะ
อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกแล้ว อย่าปล่อยให้พวกอำมาตย์ปล้นทำลายประชาธิปไตยไปอีกครั้ง
คนเสื้อแดงพร้อมหรือยัง?

สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่

ที่มา ประชาไท

ภาพจาก www.thaipoetsociety.com
อันที่จริงสำหรับ “ไม้หนึ่ง ก.กุนที” เขาไม่ได้เพิ่งจะแดงและแรงเอาพักนี้ แต่ฉายแววแรงตั้งแต่ช่วงที่การเมืองเพิ่งเริ่มต้นฮึ่มๆ กัน สังเกตจากบทกวีในมติชนสุดสัปดาห์ที่เปิดโอกาสให้คนตีความกันขนลุกขนชันเป็นระยะ
ยิ่งในช่วงที่ความขัดแย้งทางการเมืองสุกงอม เราเห็นเขาปรากฏบนเวทีเสื้อแดงแทบทุกเวที ทั้งใหญ่ ย่อย กร่อย คึก เพื่ออ่านบทกวีของเขาในลีลา “กระชากไส้” เรียกเสียงฮือ เสียงปรบมือสนั่น ทำเอาป้าๆ ลุงๆ อุทานด้วยความซาบซึ้ง “ไอ้นี่มันใคร” !
แน่ล่ะ เขาเป็นด้านกลับหลายๆ อย่างของบรรดากวีรุ่นใหญ่ที่เป็นที่รู้จักกันดีในสังคม นอกจากเนื้อหาจะ (ขัดแย้ง) แม่นมั่นแล้ว ยังมีสไตล์เป็นของตัวเองชัดเจน กวีใหญ่ตระเวณอ่านบทกวีเปิดงานนิทรรศการภาพวาดเฉลิมพระเกียรติและงานระดับชาติมากมาย กวี ‘ข้าวหน้าเป็ด’ ตระเวณอ่านบทกวีสดุดีประชาชนในงานบวช งานแต่ง งานขึ้นบ้านใหม่ของคนเสื้อแดงที่เพิ่งรู้จักกันในม็อบ
ยิ่งคุยกับเขา เรายิ่งพบส่วนผสมที่แปลกประหลาด ไม่เฉพาะอาชีพที่เป็นพ่อค้าข้าวหน้าเป็ดและเป็นกวีในเวลาเดียวกัน ในวิธีคิดทางสังคมเศรษฐกิจการเมือง เราก็จับเขาแปะฉลากได้ยาก เป็นมาร์กซิสต์ เป็นเสรีนิยม เป็นพุทธ เป็นคนชั้นกลาง เป็นคนรักทักษิณ ฯลฯ
ถ้าคิดว่าเขาน่าสนใจเพียงพอ สามารถทำความเข้าใจทั้งหมดทั้งปวงได้ตามสะดวก...
000
“หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่แต่ละคนออกมาสู้เพื่อตัวเอง
สู้เพื่อชิงอำนาจของตัวเอง สู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง
มันคือเส้นทาง มันคือรอยเท้าแต่ละรอยที่สะสมกัน
เพื่อนำไปสู่อุดมคติใหญ่ที่เรียกว่า ประชาธิปไตยของพลเมือง”
การเมืองเป็นเรื่องรสนิยมส่วนตัวหรือเปล่า ทุกคนจำเป็นต้องชอบ หรือสนใจในการเมืองเหมือนกันหรือ
ในมุมมองของผม การที่ใครจะออกมาแสดงออก มีส่วนร่วมทางการเมือง มันมีสองลักษณะ คือลักษณะที่เป็นจริง กับลักษณะที่ลวง การดำเนินการทางการเมืองมีสองแนวทางมาตลอด ดูจากประวัติศาสตร์การต่อสู้ของจีนก็ได้ การต่อสู้ของจีนก่อนจะมายุคปลดปล่อยเป็นประเทศใหม่ มันคือการต่อสู้กับชาวต่างชาติ คือ คนญี่ปุ่น ซึ่งเริ่มต้นด้วยอุดมคติชาตินิยม แต่หลังจากไล่ญี่ปุ่นแล้ว ต่อมาอุดมคตินั้นก็กลายเป็นสองแนวทาง คือแนวทางชาตินิยมอนุรักษ์แบบเดิม กับแนวทางใหม่ที่มุ่งผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนตัวหมายถึง ส่วนตัวแต่ละคนๆ ของประชาชาติ ของประชาชน
ผมมองว่า ‘ประชาชน’ เป็นหน่วยที่เล็กที่สุด เขาไม่มีทางสู้เพื่อคนอื่น มโนคติของพันธมิตรฯ ที่บอกว่าเขาต่อสู้เพื่อใครบางคน อันนั้นเป็นแนวทางที่มันไม่ใช่ความจริง แต่ถ้าเป็นอุดมคติที่บอกว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย ถึงแม้มันดูเป็นม็อตโต้ เป็นคำพูดซ้ำๆ แบบอัตโนมัติ หรือสำเร็จรูป แต่ประชาธิปไตย มันคือเรื่องของหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่มันเป็นจริง เพราะฉะนั้น ถ้าเราแปลสมการออโตเมติกอันสวยหรูว่า แต่ละคนสู้เพื่อตัวเอง มันก็เหมือนกับย้อนมาถึงคำถามที่ถามเรื่องการเข้ามาร่วมทางการเมือง ผมมาร่วมการเมือง ก็เหมือนกับทหารซึ่งอาสาสมัครรบเวลามีสงคราม แต่เขาไม่ได้สู้เพื่อชาติ เขาสู้เพื่อตรึงแนวรบ เพื่อชนะสงคราม หรืออย่างน้อย ข้าศึกจะไม่ทำร้ายลูกเมีย ไม่ทำลายไร่นาของเขา พูดตรงๆ ก็คือว่า การต่อสู้ที่แท้จริงคือการต่อสู้บนผลประโยชน์ของประชาชนคนตัวเล็กๆ ครอบครัวแต่ละครอบครัว เพื่อที่จะได้ยันฝ่ายตรงข้ามไม่ให้มารุกรานครอบครัวของตัวเอง
ทีนี้หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียง หรือผลประโยชน์ของแต่ละคนของพลเมือง มันก็รวมเป็นอุดมคติที่ใหญ่ คือ สังคมไทยทุกวันนี้ หนึ่งหน่วย หนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงที่แต่ละคนออกมาสู้เพื่อตัวเอง สู้เพื่อชิงอำนาจของตัวเอง สู้เพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง มันคือเส้นทาง หรือรอยเท้าแต่ละรอยที่สะสมกัน เพื่อนำไปสู่อุดมคติใหญ่ที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตยของพลเมือง’
ถ้าคุณชนะสงครามสื่อ มวลชนคุณจะจริงหรือปลอมก็แล้วแต่
คุณสามารถทำให้มันเป็นจริงได้...”
ถ้าใช้ตรรกะนี้ การต่อสู้อะไรก็ย่อมไม่มีทางผิด พันธมิตรฯ ต่อสู้กับการคอรัปชั่น เขาก็สู้เพื่อตัวเขาเหมือนกัน
เราต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า สองแนวทางที่พูดถึงก็เหมือนเจียงไคเช็คกับเหมาเจอตุง พันธมิตรฯ ก็คือ เจียงไคเช็ก ชัดเจนมาก เขาต้องการสร้างความเป็นชาตินิยมเพื่อหลอมรวมมวลชน มันเป็นสูตรเดิม ไม่ว่าสังคมไหนก็แล้วแต่ ถ้าต้องการที่จะหลอมรวมมวลชนให้ได้รวดเร็ว ต้องหาศัตรูร่วมหรือผลประโยชน์ร่วมที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด ความเป็นชาติ ความเป็นเชื้อชาติ อะไรพวกนี้เป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย การสร้างอสูรกาย ปีศาจขึ้นมา ยกตัวอย่างว่าเป็น ‘ทักษิณ ชินวัตร’ มันจะสร้างศัตรูที่จะเผชิญหน้า ให้สามารถแบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน เพราะฉะนั้น มวลชนจึงจุดติดง่าย
ผมมองว่าการต่อสู้ของพันธมิตรฯ ที่เขาเลือกแนวทางนี้ เพราะว่าเขาใจร้อน เขาไม่สามารถรอให้มวลชนสุกงอมจากกระเป๋าตัวเองได้ ผมใช้คำว่า ‘สุกงอมจากกระเป๋าตัวเอง’ ก็คือ ประชาชนทุกวันนี้ คนเสื้อแดง ทำไมจึงออกมา อย่างรายงานข่าวอันหนึ่งที่ผมเจอ ครอบครัวหนึ่ง พ่อแม่ลูกสองคน มีคนไปถามว่า ทำไมคุณถึงออกมาต่อสู้ร่วมกับ นปช. ทั้งที่เขาไม่ได้สังกัดกลุ่มรักทักษิณเลย เขามาในฐานะส่วนตัว เขาบอกว่า ประสบการณ์ตรงที่ทำให้เขาต้องออกมาร่วมกับ นปช. เพราะว่าเขาได้ผลประโยชน์จาก 30 บาทรักษาทุกโรค คือลูกคนเล็กของเขาป่วยเป็นไข้เลือดออก ถ้าอยู่ในเงื่อนไขเดิมที่เขาเห็นจากตัวเองสมัยวัยเด็ก เห็นจากพ่อแม่ เห็นจากญาติพี่น้อง หรือเครือญาติที่เป็นชนชั้นล่างทั้งปวง กว่าคุณจะได้รับการรักษาพยาบาล กว่าจะอยู่ในภาวะที่หมดห่วงที่ว่าไม่ตาย โห มันเนิ่นนานมาก แต่ในขณะที่รัฐบาลที่นำโดยพรรคไทยรักไทย มีนโยบายออกมาแล้วลูกเขาปลอดภัยในระยะเวลาอันสั้น เขาถึงสรุปว่า นี่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวของเขาที่มันเปลี่ยนไปจากยุคบรรพบุรุษ เพราะฉะนั้น เขาจึงมาร่วมต่อสู้กับ นปช.
แต่ในขณะที่การเคลื่อนไหวมวลชนบางอัน เขาต้องการปริมาณในระยะเวลาที่รวดเร็ว อย่างให้ผมวิจารณ์พันธมิตรฯ การเคลื่อนมวลชนของเขาใช้การจัดตั้งที่ชัดเจน แต่เนื่องจากภาวะวิสัยทางมวลชน ส่วนใหญ่เขากลับเห็นดีเห็นงามจากนโยบายประชานิยมของไทยรักไทย เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ ไม่สามารถชิงมวลชนจากประชานิยมมาได้ ดังนั้น ทางหนึ่งเขาจึงสร้างกระแสชาตินิยม และกระแสศัตรูร่วมของการหลอมมวลชนของเขา นี่ก็คือความต่าง
ที่คุณคิดซับซ้อน นั่นเพราะมันไม่ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริง คือ ความสุกงอมของประชาชน คุณจึงต้องมีกระบวนการจัดตั้งที่พลิกแพลงมากมาย เพื่อที่จะสะสมปริมาณ แล้วเอามาชูในสังคม แต่ภาวะวิสัยของสังคมไทยก็คือสื่อ และเทคโนโลยีการสื่อสาร ทำให้พันธมิตรฯ สามารถสรุปได้เร็วมากว่า ถ้าคุณชนะสงครามสื่อ มวลชนคุณจะจริงหรือปลอมก็แล้วแต่…คุณสามารถทำให้มันเป็นจริงได้...
แล้วยิ่งเขาสรุปอารมณ์ของสังคมไทย หรือธรรมชาติของสังคมไทยที่มีฉันทาคติ อคติแบบหนึ่งๆ หรือชนชั้นที่แอบแฝงอยู่ เขาย่อมรู้ว่ามิตรของเขาในหมู่เมือง หรือในสังคมที่ทำเรื่องสื่อมีอยู่มากมาย พวกเขามีจริตเดียวกัน รสนิยมเดียวกัน อ่านหนังสือเล่มเดียวกัน ครูบาอาจารย์เถือกเขาเหล่ากอเดียวกัน เพราะฉะนั้นเขาคุยกันไม่ยาก เขาจึงเลือกแนวทางที่มันลัด มวลชนของเขาไม่ได้สุกงอมจริง แต่ได้มาปริมาณหนึ่งที่จะโชว์ภาพได้ว่ามีขนาดเท่านี้ ที่เหลือก็เป็นเรื่องการติดต่อ connection ที่คุยกันง่าย เพราะรสนิยม และพื้นฐานการศึกษาแบบเดียวกัน ตรงนี้เป็นแนวทางลัด แต่ไม่ได้หมายความว่า แนวทางนี้จะไม่สามารถยกระดับมาสู่แนวทางที่เป็นจริง เหมือนกับที่ นปช.ทำ
“ผมมีข้อมูลของคนที่ผมต้องการเผชิญหน้า ผมดูเอเอสทีวี แม้แต่การชุมนุมครั้งที่ผ่านมา
มันไม่ได้ไง ที่เราจะคับแคบจนไม่ยอมรับการมีอยู่ของฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย
หรืออคติจนมองเห็นว่าเขาไม่มีดีเลย
เช่นที่ผมบอกข้อดีของเขา เช่น เขาจุดประเด็นสภาสาขาอาชีพ เป็นเรื่องถูกต้อง
แต่ไม่ใช่เปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นสภาสาขาอาชีพเลย
เพราะทันทีที่คุณเปลี่ยนเลย มันมีปัญหากับโครงสร้าง”
ผมเองก็ยอมรับว่า นปช. ก็มีการผสมหลายส่วน แนวทางที่จัดตั้ง แต่มันเป็นส่วนที่น้อย หรือแนวทางที่ยึดติดกับตัวบุคคล คนรักทักษิณ แต่คนที่รู้สึกว่าต่อสู้มาจากกระเป๋า ต่อสู้มาจากสุขภาพ ต่อสู้มาจากบ้านเรือนของตัวเองนั้นมีไม่น้อย และพอถึงจุดหนึ่ง ทุกคนอยากหาเพื่อน บางคนเริ่มต้นด้วยการต่อสู้ส่วนตัว แต่ก็เข้าไปสังกัดกลุ่มคนรักทักษิณ หลักการอธิบายเหตุผลมันอย่างเดียวกัน
และการเมืองใหม่ของพันธมิตร จะล้มเลิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วแทนที่ด้วยสภาประชาชน ผมบอก มึงจะบ้าเหรอ ราษฎรมันก็คือประชาชน ทำไมคุณจะเปลี่ยนให้มันวุ่นวาย ทำไมไม่ส่งเสริม อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับเรื่องหนึ่งของพันธมิตรฯ คือ เรื่องผู้แทนจากแต่ละสาขาอาชีพ ตอนนี้กลายเป็นว่า ส.ส.ที่ควรจะเป็นคือ ส.ส.ปกติจากเขตเลือกตั้ง ส.ส.สัดส่วน วุฒิสมาชิก ทั้งหมดมาจากการเลือกตั้ง แล้วก็เพิ่ม ส.ส.จากสาขาอาชีพ โดยทำทะเบียนเลยว่า ประชาชนมีอาชีพอะไรเท่าไร แล้วให้เขาเลือกตั้งในสาขาอาชีพเขา เราจะมีผู้แทนเพิ่มเข้ามาอีก 250 คน หรือ 500 คนก็ได้ ประชาชนจะมี 2 คุณภาพ ในฐานะพลเมืองปกติกับพลเมืองสังกัดอาชีพ ถามว่า เพิ่มมาเยอะขนาดนี้ไม่บ้าไปกันใหญ่หรือ ผมว่าคุณสิบ้า ทุกวันนี้ผู้แทนไม่สามารถรับใช้ประชาชนได้อย่างทั่วถึง อัตราประชาการของเรา 60 กว่าล้านคน เพิ่มผู้แทนมาอีก 500 คน ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ
ตอนนี้เรากำลังถูกดึงโดยการจำกัดจำเขี่ยทั้งปวงของอำนาจประชาชน ผู้แทน 500 คนก็เหลือ 480 คน เอาทุกอย่าง 20 ก็เอา คุณเป็นนักข่าวเป็นอะไรกัน เคยมีคำถามไหม อ้าว เหตุผลที่มันหายไปเพราะอะไร การแบ่งเขตการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 50 มันชัดเจนมากว่าเพื่อส่งเสริมใครและทำลายใคร
“ถึงที่สุดเรายังต้องกลับมาตีความคำว่า “ผู้แทนราษฎร” ด้วย
เขาคือตัวแทนของเรา แต่ปัญหาสังคมไทย 3-4 ปี ทุกวันนี้คือ
คุณพยายามทำลายประชาชนนั่นแหละ แต่ทำลายมาทีละขั้น
แล้วปัญญาชนชั้นกลางก็ไม่รู้ว่าถูกชี้นำให้ทำลายบันไดขั้นแรกคือ ผู้แทนราษฎร
ซึ่งขั้นสุดท้ายมันก็คือประชาชน”
คุณศึกษาแนวทางของพันธมิตรฯ ของเอเอสทีวีด้วยใช่ไหม
คนที่ทำงานในเอเอสทีวีผู้จัดการก็พี่น้องผมหลายคน สมัยที่พันธมิตรฯ เคลื่อนมวลชน ผมก็ยังได้ป้าย VIP ที่เข้าไปหลังเวทีได้ พูดตรงๆ เวทีพันธมิตรฯ เป็นเวทีของอภิชน คุณจะเป็นใครก็ได้ ถ้าคุณมีต้นทุนทางสังคมแล้วต่อคอนเน็กชั่นได้ ผมมีข้อมูลของคนที่ผมต้องการเผชิญหน้า ผมดูเอเอสทีวี แม้แต่การชุมนุมครั้งที่ผ่านมา แต่มันไม่ได้ไง ที่เราจะคับแคบจนไม่ยอมรับการมีอยู่ของฝ่ายที่เราไม่เห็นด้วย หรืออคติจนมองเห็นว่าเขาไม่มีดีเลย เช่นที่ผมบอก ข้อดีของเขาคือเขาจุดประเด็นสภาสาขาอาชีพ เป็นเรื่องถูกต้อง แต่ไม่ใช่เปลี่ยนสภาผู้แทนราษฎรไปเป็นสภาสาขาอาชีพเลย เพราะทันทีที่คุณเปลี่ยนเลย มันมีปัญหากับโครงสร้าง เพราะผู้แทนของเราส่วนหนึ่งเป็นผู้แทนในระบบเก่า เหมือนชนชั้นหมอผีในสังคมบรรพกาล ทันทีที่คุณเป็นหมอผี คุณไม่ต้องทำนา ไม่ต้องทอผ้า ทันทีที่คุณเป็นผู้แทน คุณมีหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ ต่อสู้เพื่อประชาชนที่เขาเลือกคุณมา คุณไม่มีเวลาไปทำมาหากินส่วนตัว ส่วนใหญ่แล้วคุณไม่มีสภาวะของผู้ประกอบอาชีพ ฉะนั้น ผู้แทนก็กลายเป็นอภิชนเกือบหมดโดยสิ้นเชิง อาจยกเว้นสมัยคุณจำลอง ดาวเรือง คุณเตียง ศิริขันธ์ ต้องยอมรับว่าพวกนี้ยังยืนหยัดอยู่บนชนชั้นและที่มาที่ไปของตัวเอง แต่ทุกวันนี้ทันทีที่คุณเข้าสู่รัฐสภา คุณได้ชีวิตที่ดีกว่า และคุณสมควรได้ เพราะคุณเป็นผู้แทนของประชาชน บางครั้งเราต้องเข้าใจสถานภาพของการเป็นตัวแทน คนพวกนี้เราเลือกมาใช้ชีวิตที่ดีกว่าแทนเรา เพื่อกลับมารับใช้พวกเราซึ่งเป็นประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ให้ชีวิตมันดีใกล้เคียงกับชีวิตที่ดีซึ่งมีน้อย
ถึงที่สุดเรายังต้องกลับมาตีความคำว่า “ผู้แทนราษฎร” ด้วย เขาคือตัวแทนของเรา แต่ปัญหาสังคมไทย 3-4 ปีทุกวันนี้คือ คุณพยายามทำลายประชาชนนั่นแหละ แต่ทำลายมาทีละขั้น แล้วปัญญาชนชั้นกลางก็ไม่รู้ว่าถูกชี้นำให้ทำลายบันไดขั้นแรกคือ ผู้แทนราษฎร ซึ่งขั้นสุดท้ายมันก็คือประชาชน พูดง่ายๆ ตอนนี้มีปัญญาชนฝ่ายอนุรักษ์นิยมบางคนแพลมออกมาในข้อเขียนของตัวเองว่า ไม่ได้เรียกการเมืองการปกครองในประเทศไทยว่าประชาธิปไตย เรียกว่า ...อธิปไตย คุณไปรื้อดูได้ยังอยู่ในสื่อสิ่งพิมพ์บางเล่ม
“รูปแบบการเคลื่อนไหวในลักษณะนำ มันก็มีส่วนใหม่ แต่จะว่าล้าหลังก็มีส่วนล้าหลัง
ผมขออธิบายคำว่า “ล้าหลัง” ว่า ยังมีบุคลิกของการทำมวลชนทางลัด
คือ ใช้วิธีการของ ส.ส. ใช้เครือข่ายพรรคการเมือง หัวคะแนน
จัดตั้งมวลชนขึ้นมา รูปแบบนี้ล้าหลัง แต่มันก็จำเป็นในระยะแรก
สรุปว่า ผมยอมรับไอ้ทฤษฎีการจัดตั้งเต็มที่อยู่แล้ว
แต่ความก้าวหน้าของ นปช. ที่ทำให้ในที่สุด
ระดับนำหรือแกนนำในการเคลื่อนไหวมวลชนต้องละล้าละลัง ก็คือ
ความก้าวหน้ามันอยู่ที่มวลชน มวลชนสุกงอม”
รูปแบบและเนื้อหาการเคลื่อนไหวของ นปช. มีอะไรใหม่บ้าง
รูปแบบการเคลื่อนไหวในลักษณะนำ เหมือนกับจะพูดว่าใหม่ มันก็มีส่วนใหม่ จะว่าล้าหลังก็มีส่วนล้าหลัง ผมขออธิบายคำว่า ‘ล้าหลัง’ ว่ายังมีบุคลิกของการทำมวลชนทางลัด คือ ใช้วิธีการของ ส.ส. ใช้เครือข่ายพรรคการเมือง หัวคะแนนจัดตั้งมวลชนขึ้นมา รูปแบบนี้ล้าหลัง แต่มันก็จำเป็นในระยะแรก สรุปว่าผมยอมรับไอ้ทฤษฎีการจัดตั้งเต็มที่อยู่แล้ว แต่ความก้าวหน้าของ นปช. ที่ทำให้ในที่สุดระดับนำหรือแกนนำในการเคลื่อนไหวมวลชนต้องละล้าละลังก็คือ ความก้าวหน้ามันอยู่ที่มวลชน มวลชนสุกงอม ซึ่งไม่ได้หมายความว่า สุกงอมจากความคิด ทฤษฎี แต่สุกงอมจากพื้นฐานข้อจำกัดการปะทะทางชีวิตรายวันแล้วได้รับการสะกิดความคิด ผมไม่อยากพูดว่า เป็นการให้การศึกษานะ แต่อย่างที่คุณสุรชัย แซ่ด่าน ทำ ผมมองว่า เขาทำได้ดีที่สรุปทฤษฎีเพื่อประชาชน เพื่อสังคมทั้งปวง แล้วเอามาย่อยด้วยภาษาง่ายๆ สำหรับส่งให้ชาวบ้าน ซึ่งจริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่การให้การศึกษา มันเป็นการแค่สะกิด
อันนี้พูดถึงความสุกงอมของมวลชนที่เหมือนกับตอนแรก เริ่มต้นจากความห่ามๆ พอสะกิดนิดหนึ่ง มันสุกเลย ขณะที่ฝ่ายการเมืองเองยังก้าวหน้าไปไม่เท่า หลายคนขึ้นมาระดับ mass เป็นขวัญใจของมหาประชาชน แต่เขายังมองว่า มหาประชาชนคือผลผลิตในฤดูเก็บเกี่ยว แล้วเขาถือเคียวเพื่อที่จะไปเก็บเกี่ยวผลผลิตนั้นมาเป็นคะแนนเสียง หรือเป็นฐานสนับสนุนในการเริ่มต้น ตั้งแต่นักการเมืองท้องถิ่น ส.ส. จนถึงระดับรัฐมนตรี แล้วทันทีที่มันมีบุคลิกแบบฝ่ายการเมือง ความเห็นแก่ตัวอย่างนี้ทำให้มีทิศทางการมองต่างกันไป
อย่าง นปช.ทุกวันนี้ ทิศทางหนึ่งในการเคลื่อนมวลชน อำนาจการนำอยู่ในฝ่ายการเมือง ซึ่งมีความพร้อมทั้งการจัดตั้งพื้นฐาน คะแนนเสียงในภูมิภาคหรือในชนบท อีกส่วนหนึ่งอำนาจการนำอยู่ในภาคประชาชนซึ่งพวกนี้เป็นนักเคลื่อนไหวที่มีประวัติศาสตร์ มีต้นทุนมาจากการเคลื่อนไหวของสังคมไทยอยู่แล้ว ตั้งแต่ยุค 14 ตุลา หรือก่อนหน้านั้นด้วยซ้ำ บางคนเคลื่อนไหวโดยที่ไม่มีบทบาทมาตั้งแต่สมัยจิตร ภูมิศักดิ์ ตอนนี้แก่มาก แต่ก็ยังผลิตรุ่นลูกรุ่นหลานรุ่นเหลนออกมาเป็นเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆ เป็นถั่วงอกใหม่ๆ ที่ออกมารับใช้สังคม
โดยสรุปว่ามีสองส่วนนี้ ส่วนหนึ่งยังมีปัญหาคลุมเครือที่ถูกวิพากษ์ได้เสมอ คุณต่อสู้เพื่อตัวเอง คุณต้องการลงไปเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อใส่ยุ้งฉางที่บ้านคุณ ในขณะที่อีกแนวทางหนึ่งที่เป็นภาคประชาชน ต้องการเก็บเกี่ยวข้าวเพื่อมาเป็นยุ้งฉางกลางแล้วแจกจ่ายแต่ละมวลชน หรือแต่ละครัวเรือน เพราะฉะนั้น ทั้งสองอันนี้จึงทำให้การเคลื่อนไหวของ นปช.ดูไม่เนียน ดูกระด้างกระเดื่อง ไม่สามารถหลอมรวมได้กลมกลึง
“การเมืองเก่าต้องส่งเสริมอย่างจริงใจและจริงจัง
ปัญหาของสังคมไทยคือ การส่งเสริมประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริง
ทุกอย่างเล่นละครกันโดยสิ้นเชิง”
มองสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองใหม่” ยังไง
คำว่า การเมืองใหม่ถูกจุด แพร่ขยายเชื้อวงกว้างโดยเวทีของพันธมิตรฯ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย ผมมองว่าสังคมไทยมีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังไปไม่ถึงจุดอิ่มตัวกับของที่มีอยู่แล้ว เหมือนว่าคุณต้องใช้ภาชนะอันหนึ่งให้คุ้มค่า ถ้ายังไม่ถึงเวลาก็ไม่ต้องเปลี่ยนใหม่ ผมกำลังพูดถึงการเมืองเก่า พูดตรงๆ นะครับ ไอ้ประชาธิปไตยของเมืองไทย ถ้าหากมันเป็น เพราะตอนนี้ก็มีการถกเถียงกันในระดับนักวิชาการระดับสูงว่า จริงๆ ตามรัฐธรรมนูญมันเป็นประชาธิปไตย หรืออะไรอธิปไตย สมมติว่าเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าโดยโครงสร้างอำนาจการปกครองมันยังใช้ได้ก็ควรใช้ ผมเองมองย้อนไปถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ว่า เรายังไม่ต้องหาของใหม่ เอาของเก่ามาใช้ แล้วรัฐธรรมนูญ 2540 มีจุดบอดในโครงสร้างคร่าวๆ ที่ยังมีรายละเอียดต้องปรับเปลี่ยนอีกหลายส่วน คร่าวๆ ที่เห็นก็คือว่า องค์กรอิสระทั้งปวงต้องมาจากการเลือกตั้งด้วย
ยกตัวอย่างศาลรัฐธรรมนูญ คุณก็ต้องให้เลือกตั้งเหมือน ส.ส.นี่แหละ เพียงแต่คุณอาจระบุคุณสมบัติไปว่า ต้องจบกฎหมาย หรือว่าไม่จบก็ได้ เป็นประชาชน ใบสมัครมี 2 ประเภท ผู้ที่มีวุฒิการศึกษาสมัครได้เลย ผู้ไม่มีวุฒิการศึกษา เรามีแบบทดสอบเบื้องต้นที่เหมือนการสอบใบขับขี่ ถ้าคุณสอบผ่าน คุณมีสิทธิสมัครเป็นคณะกรรมการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างใช้การเลือกตั้ง กกต.ก็ด้วย ทุกวันนี้เป็นลักษณะการแทรกแซงจากการแต่งตั้ง แต่จริงๆ แล้วการแทรกแซงก็เกิดขึ้นได้ การเลือกตั้งก็แทรกแซงได้ ซึ่งจากประวัติศาสตร์เราก็มี แต่การแต่งตั้ง มันไม่เคลียร์มากกว่า ซึ่งถ้าคุณออกแบบโครงสร้างทุกอย่างให้มาจากประชาชนมันจะแข็งแรงขึ้น
ที่นี้ผมก็อยากพูดถึงการเมืองเก่า คุณทำให้มันสมบูรณ์ก่อนสิ หรือใช้ให้มันเปล่งศักยภาพสูงสุดเสียก่อน อย่างเช่นคุณมีสิ่วอย่างดีที่คมมาก แต่คุณใช้แค่ทำไม้จิ้มฟัน คุณไม่เคยเอาสิ่วไปใช้ให้เปล่งศักยภาพสูงสุดเพื่อแกะสลักประติมากรรมมาสักอันหนึ่ง
เพราะฉะนั้น ผมมองว่า ‘การเมืองเก่า’ ต้องส่งเสริมอย่างจริงใจและจริงจัง ปัญหาของสังคมไทยคือ การส่งเสริมประชาธิปไตยไม่ได้เกิดขึ้นจริง ทุกอย่างเล่นละครกันโดยสิ้นเชิง คำว่า ‘ไม่ส่งเสริมอย่างจริงจัง’ คือ เราใฝ่ฝันและปรารถนาที่จะเห็นยอดผู้มาใช้สิทธิเต็ม 100% หรือใกล้เคียง 100% กันทั้งนั้น แต่เราไม่มีนโยบายที่จริงจังที่จะส่งเสริมยอดผู้มาใช้สิทธิ นโยบายที่มันตอแหล ทุ่มงบไปให้ กกต.โหมประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ และทีวี ผมเห็นว่ามันเป็นนโยบายที่ลวงและตอแหล เงินก้อนนี้ เป็นเงินหลายล้านบาท คุณลองไปเช็คนะ ผมไม่แน่ใจว่ามันอาจเป็นพันล้านบาท เงินก้อนนี้คุณเอามาแบ่งให้กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งดีกว่า จะหารได้เท่าไหร่ก็แล้วแต่ จะ 200 หรือ 500 บาท ระบุไปในรัฐธรรมนูญเลยว่า ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทุกสมัยมีสิทธิได้เงินสนับสนุนจากรัฐบาลคนละเท่าไหร่ เป็นค่าชดเชยการหยุดงาน เป็นค่าการเดินทาง เป็นค่าอะไรทั้งปวง ที่สุดคุณก็จะเลิกอ้างกันเรื่องพลังเงียบซะที ทุกวันนี้ยอดผู้มาใช้สิทธิ 60 หรือ 70% เขาก็ถามถึง 40% หรือ 30% ที่เหลือ เลิกเบี่ยงเบนให้เฉไฉ คุณเปิดเผยพลังเงียบกันด้วยวิธีนี้เลย ที่สุดใครจะเอาทักษิณหรือไม่เอา เขาจะเอาประชาธิปไตย หรือ อำมาตย์ โดยปริมาณ โดยสถิติ จะประจานกันเองว่าอะไรคือความจริง
ทุกวันนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ได้ส่งเสริมประชาธิปไตย คือการห้ามขายเหล้าในวันเลือกตั้ง ทำไมผมพูดจาผิดปกติเช่นนี้ นอกจากคุณให้เงินประชาชนในการมาใช้สิทธิการเลือกตั้งแล้ว คุณต้องให้ประชาชนรู้ค่าวันเลือกตั้ง ทำให้รู้สึกเหมือนเป็น Festival เป็นมหกรรมเฉลิมฉลองที่ทุกคนหยุดงานหมด หลังจากออกไปเลือกตั้งเสร็จ ทุกคนมีเงินออกไปกิน ดื่ม เพื่ออะไร เพื่อแสดงว่าประชาชน แม่งเป็นใหญ่ที่สุด ประชาชนสามารถสำมะเลเทเมา หรือว่าทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า เราส่งเสริมให้ประชาชนสำมะเลเทเมา แต่เราต้องการสื่อสารให้ประชาชนเขาเห็นถึงอำนาจของเขาว่า จริงๆ คนที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน คือ เขา ไม่ใช่ให้อภิชนปิดห้องกินไวน์ชั้นดี ไม่ว่าผู้ชาย ผู้หญิง หรือว่ามั่วเสพยาเสพติดกัน การสำมะเลเทเมาของมวลมหาชนนั้น ไม่ต้องห่วงมันจะคุมเชิงกันเอง สังคมจะตรวจสอบกันเอง ทุกคนมีเงินบางส่วนเท่านั้น มันจึงจะมากินเหล้าหรือสุดฤทธิ์สุดเดชกับความฟุ่มเฟือยเท่าที่มี เงินเหล่านี้จะทำให้ชีวิตที่มีข้อจำกัด หรือชีวิตที่อาภัพบางชีวิตมีโอกาสเพิ่มขึ้น เงิน 500 บาทสำหรับการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง อาจเป็นนมผงชั้นดีหนึ่งกระป๋อง เป็นอะไรหลายอย่าง คำพูดของผมเป็นการฉีกหน้ากากอภิชนชั้นสูงที่เตะสกัดประชาธิปไตยมาโดยตลอด ด้วยการไม่ได้ส่งเสริมอย่างจริงจัง
“เราแสวงหาความใหม่โดยเครื่องมือเก่ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่
เพราะมีกลุ่มคนที่จะเตะสกัดถ่วงมันไว้
เราจึงต้องทำลายวาทกรรมว่าผู้แทนเลวเสียก่อน”
ที่ผ่านมาการเลือกตั้งเป็นเรื่องพื้นฐานของประชาธิปไตยที่ใครก็รู้อยู่แล้ว ต่อมาพันธมิตรฯ เขามาอีกกระแสหนึ่ง โดยมีเอ็นจีโอและภาคประชาชนร่วม โดยพยายามผลักดันเรื่องการมีส่วนร่วมโดยตรงของประชาชน เช่น การต่อสู้กับโครงการที่กระทบกับคนในพื้นที่ มันก่อตัวมาจากเรื่องพวกนี้ด้วยจนกลายเป็นวาทกรรมใหญ่ว่า แนวทางแบบพันธมิตรฯ นี่แหละ คือการเข้าสู่ประชาธิปไตยที่เหนือกว่าประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้ง 4 นาทีในคูหาเลือกตั้ง
เราแสวงหาความใหม่โดยที่เครื่องมือเก่ายังไม่สามารถใช้งานได้เต็มที่ เพราะมีกลุ่มคนที่จะเตะสกัดถ่วงมันไว้ เราจึงต้องทำลายวาทกรรมว่าผู้แทนเลวเสียก่อน พูดง่ายๆ ทุกวันนี้ ทำไมผู้แทนบางคนแม่งเลว โอเค ที่เลวโดยสันดานมีอยู่ แต่บางคนเสียคน เพราะการประจบสอพลอของบริวาร ผู้แทนแต่ละคนมีที่ปรึกษา แต่ทันทีที่สังคมสร้างวาทกรรมให้ว่าผู้แทนเลว มันก็จะไม่มีปัญญาชนเข้าไปทำงานให้ผู้แทนไปโดยปริยาย ผู้แทนบางคนอาจจะแย่ แต่มันกลายเป็น Symbol (สัญลักษณ์) ของท้องถิ่น ซึ่งไม่ได้หมายความว่ามันจะทำงานไม่ได้ รับใช้ประชาชนไม่ได้ ถ้าเอาความเป็นขวัญใจของประชาชนมารวมกับคณะทำงานซึ่งมีปัญญาชนกลุ่มหนึ่งอุทิศตัวเข้าไปรับใช้ไอ้คนนี้ ผู้แทนทุกคนจะยกระดับตามวันและเวลา ยิ่งประชาธิปไตยในเมืองไทยเบ่งบานเท่าไหร่ ผู้แทนที่ดีก็จะมีมากขึ้น ส่วนไอ้ที่เลวก็จะดี ไอ้ที่ล้าหลังก็จะอัพเกรด
ทัศนคติต่อนักการเมืองเป็นปมสำคัญ ในช่วงพันธมิตรฯ ที่ทำการตรวจสอบทักษิณในช่วงแรก ก่อนไปสู่การเรียกร้องมาตรา 7 คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่า นักการเมืองเลว และยิ่งกว่านั้นคือประชาชนกำลังคุมนักการเมืองไม่ได้ เพราะทักษิณมีอำนาจมาก ขณะที่ระบบตรวจสอบก็มีช่องโหว่มาก ทำไมคุณจึงเชื่อว่า ประชาชนคุมนักการเมืองได้ และเชื่อว่านักการเมืองพัฒนาได้
ถ้าคุณพูดถึงพรรคไทยรักไทย พวกเราติดกับอคติอยู่นะ นโยบายของไทยรักไทย ทำให้คนกลุ่มเล็กเท่านั้นที่เสียผลประโยชน์ แม้แต่เราเองก็ได้ประโยชน์ แต่เราไปมีอารมณ์ร่วมกับคนเสียผลประโยชน์ โดยผ่านคอนเนคชั่นของข้อมูลข่าวสาร ผ่านความสัมพันธ์ส่วนตัว ประโยชน์ของพวกคุณคืออะไร พวกคุณคือคนหนุ่มคนสาวที่เพิ่งเริ่มต้นทำงาน หรือเพื่อนนักเขียนหลายคน ทุกวันนี้ไม่ได้ทำงานประจำที่ไหน เป็นนักเขียนอิสระ นโยบายไทยรักไทยที่สอดคล้องกับชีวิตพวกคุณที่กำลังก่อร่างสร้างตัว คือ บ้านเอื้ออาทร และ 30 บาทรักษาทุกโรคแต่บ้านเอื้ออาทรกลับถูกทำให้กลายเป็นสิ่งเหินห่างกับพวกคุณ ถูกทำให้พวกคุณไม่ใช่กลุ่มลูกค้า ทั้งที่บ้านเอื้ออาทรคือพวกคุณเลย แต่คำว่าเอื้ออาทรมันดูเป็นลูกทุ่งไง มันล้าสมัย
ตรงนี้ผมมองแล้ว ที่สุดหลายอย่างเป็นเรื่องการขัดผลประโยชน์ ผมอยากพูดถึงวิธีมองของมาร์กซิสม์ในเรื่องสังคม คู่ขัดแย้งหลัก คู่ขัดแย้งรอง ถ้าพูดถึง 14 ตุลา 6 ตุลา ตอนนั้นยังไม่ใช่ลักษณะความขัดแย้ง ถึงแม้ว่าจะมีคนทุกข์ยาก ลำบากยากจนจริง แต่กระแสชาตินิยมอะไรมันยังแรงมาก เพราะฉะนั้นการรู้ตื่น รู้เบิกบานของประชาชนนั้นมีความคลุมเครือ แล้วเขาก็ต่อไม่ติดกับ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) หรือว่าทฤษฎีฝ่ายก้าวหน้าที่นำโดยกลุ่มปัญญาชนนักศึกษา แล้วกลุ่มนั้นก็เป็นกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งมาก่อนกาล คำว่า ‘มาก่อนกาล’ ที่ผ่านมา เราใช้กับผู้อภิวัตน์อย่างนายปรีดี (ปรีดี พนมยงค์) หรือว่าเสรีไทย หรือว่ากลุ่มในเครือข่ายนายปรีดีที่ก้าวหน้า หรือแม้แต่ ‘บุษบา ท่าเรือจ้าง’ หรือ ‘นรินทร์ กลึง’ คนขวางโลก ตอนนั้นอัตวิสัยของปัญญาชนสุกงอม แต่ภาวะวิสัยของประชาชนยังไม่สุกงอม ที่สุด พคท.ก็ล่มสลายไป กลุ่มความคิดก้าวหน้าก็ล่มสลายไป แล้วที่สุดก็สวิงกลับมาเป็นกลุ่มอนุรักษนิยมในปีปัจจุบัน ขณะที่ทุกวันนี้ภาวะวิสัยมันสุกงอม แต่เรากลับไม่มีกลุ่มปัญญาชนที่จะลงไปรับใช้เขาในปริมาณที่พอสมควรที่จะทัดทานความล้าหลังของนักการเมืองที่กุมทรัพยากรและอำนาจบางอย่างไว้
“สังคมไทยเป็นสังคมไร้สติที่คุณไม่ให้โอกาสกับกลุ่มความคิดที่ก้าวหน้า
ทันทีที่คุณเห็นว่า สังคมกำลังเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่แปลกใหม่
คุณหากระบวนการแทรกแซงและล้มทันที
คุณเอาสิ่งที่มีมาไม่ถึงสิบปี
ไปเทียบกับพัฒนาการหลายอย่างๆ ของต่างประเทศไม่ได้”
การเคลื่อนไหวเพื่อตรวจสอบรัฐบาลทักษิณ มันเจือปนอคติมากเกินไปหรือ
ผมพยายามบอกว่า สมัย 14 ตุลา กับ 6 ตุลา มันยังไม่มีความชัดเจนในคู่ขัดแย้งหลัก พูดตรงๆ มันยังเป็นคู่ขัดแย้งรองด้วยซ้ำ ผมมองว่าปัญญาชนทะเลาะกับอำนาจรัฐแค่นั้น ปัญญาชนคิดแทนชาวบ้าน ว่าชาวบ้านเสียเปรียบ ยากจน แต่ยังไม่สามารถปลุกเร้าให้เขาตื่นฮือได้ทั้งประเทศเหมือนกับปัจจุบัน เพราะฉะนั้น มันเหมือนกับปัญญาชนทะเลาะกับอำนาจรัฐเท่านั้น
แต่ถึงรัฐบาลทักษิณ มันมี 2 ลักษณะ คือคู่ขัดแย้งหลักมันออกมาเคลื่อนไหวการเมือง ตามแรงผลักดันของกระเป๋าตังค์ ตามสุขภาพของลูกเมีย ตามข้าวที่หายไป ตามเสาเรือนที่แม่งโยกโย้เย้แล้วไม่สามารถหาเงินมาซ่อมบำรุงได้ กับคู่ความขัดแย้งรอง คือการขัดแย้งระหว่างชนชั้นสูงกับทักษิณ ซึ่งต้องยอมรับว่าทักษิณก็คือชนชั้นสูงเช่นกัน เขาพัฒนาตัวเองจากพ่อค้า ที่สุดมาได้อำนาจรัฐ ที่สุดมาพัฒนารสนิยมจริตอะไรหลายอย่าง ทักษิณขัดแย้งกับชนชั้นสูงบางคน ที่สุดก็เกิดการปะทะกัน แต่พอถึงจุดหนึ่งทักษิณเห็นภาวะวิสัยที่สุกงอมของประชาชน หรือว่า ทักษิณเอง หรือว่า ทีมงานของไทยรักไทยเองนั่นแหละที่เอื้อให้เกิดภาวะสุกงอมผ่านนโยบายประชานิยม
สิ่งหนึ่งที่เราต้องมาไตร่ตรองกันคือ เวียดนาม กว่าอำนาจจะเป็นของประชาชน ไม่ว่าจะปลดปล่อยจากฝรั่งเศส ไม่ว่าจะปลดปล่อยจากรัฐบาลอนุรักษนิยม ไม่ว่าจะปลดปล่อยออกจากกลุ่มอภิชน ทั้งหลายทั้งปวงกินเวลาเกือบร้อยปี แต่พัฒนาการเมืองไทยสมัยใหม่ที่นำโดยไทยรักไทย มันเกิดขึ้นแค่ 6-7 ปี สังคมไทยเป็นสังคมไร้สติที่คุณไม่ให้โอกาสกับกลุ่มความคิดที่ก้าวหน้า ทันทีที่คุณเห็นว่า สังคมกำลังเปลี่ยนไปสู่ทิศทางที่แปลกใหม่ คุณหากระบวนการแทรกแซงและล้มทันที คุณเอาสิ่งที่ไม่มีมาถึงสิบปีไปเทียบกับพัฒนาการหลายอย่างๆ ของนานาชาติของต่างประเทศไม่ได้
สิ่งที่ผมพูดก็คือคู่ขัดแย้งรอง นั่นคือการทะเลาะกันของอภิชน ที่สุดอภิชนฝ่ายหนึ่งก็ไปอยู่กับประชาชน หรือการสะกิดที่ผมพูดถึง ที่สุดชนชั้นนำที่แพ้พ่ายมาในสมรภูมิหอคอย แล้วลงมาอยู่กับมหาประชาชน ลงไปสะกิดมหาประชาชนที่ห่างอยู่ให้สุกงอมไปเลย
บางครั้งความสำคัญของการสะกิดก็ไม่ได้มากมายมหาศาล เพียงแต่เขาถูกพรากสิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นโลกใหม่ไปจากเขา ก็คือประชานิยม อยู่ๆ คุณกำลังจะมีชีวิตใหม่ มีอะไรใหม่ๆ หลายอย่าง แต่พอรัฐประหาร สิ่งนั้นหายไปจากคุณ นี่คือการที่ทุกคนต่อสู้มาจากกระเป๋าของตัวเอง อย่างเช่นที่อุดรธานี มีคนที่ส่งลูกไปเรียนเยอรมัน ไปเรียนฝรั่งเศส รัฐประหารเสร็จระงับทุน มันคือการเสียผลประโยชน์ส่วนตัว
นี่แหละการต่อสู้ของ นปช.ที่ออกมาต่อสู้ ต่อต้านรัฐประหาร 2549 ส่วนหนึ่งหรือส่วนใหญ่เลยมาจากการเสียผลประโยชน์ส่วนตัว เงินกองทุนหมู่บ้าน ถึงแม้จะมาซื้อโทรศัพท์ ซื้อมอเตอร์ไซด์ก็แล้วแต่ ประเด็นคือ ปีก่อนกูได้ แต่พอรัฐประหารเสร็จกูไม่ได้
ติดตามตอน 2 ว่าด้วย SMEs OTOP และการเหวี่ยงกลับของซ้ายเก่า

ของแท้มาแล้ว

ที่มา thaifreenews

ของแท้มาแล้ว - ความเห็นในเรื่องการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง

ที่มา ห้องราชดำเนิน พันทิป

โพสโดย ตระกองขวัญ www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8184226/P8184226.html

อ่านความเห็นของนักกฎหมาย นักวิชาการสายอำมาตย์มาเยอะแล้ว วันนี้อ่านของแท้มั่งของแท้ที่ไม่เอนเอียงฝ่ายใด เป็นการเขียนบทความที่สะท้อนให้เห็นสภาพที่เป็นจริงในสังคมวันนี้ ส่วนผู้ตั้งกระทู้ ขอให้ความเห็นเพียงว่า "เชื่อมั่นในพระอัจฉริยภาพ" เท่านั้น

อ่านเต็มๆ คลิ้กที่นี่ครับ

ประวัติศาสตร์

ที่มา thaifreenews

จาก พ.ศ. 2475 - ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐประหารมากที่สุดในโลก

การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

" คณะราษฎร " ซึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนบางกลุ่ม จำนวน 99 นาย มีพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศสืบต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ ให้แก่ปวงชนชาวไทยอยู่ก่อนแล้ว จึงทรงยินยอมตามคำร้องขอของคณะราษฎร ที่ทำการปฏิวัติในครั้งนั้น

รัฐประหาร 20 มิถุนายน 2476

พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พร้อมด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนคณะหนึ่ง ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่งซึ่งเป็นการริดรอนอำนาจภายในคณะราษฏร ที่มีการแตกแยกกันเอง
ในส่วนของการใช้อำนาจ ต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ใช้อำนาจในทางที่ละเมิดต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ เช่น ให้มีศาลคดีการเมือง ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการรัฐสภา สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่มีอิสระอย่างเต็มที่ การประกาศทรัพย์สินของนักการเมืองทุกคนทุกตำแหน่ง การออกกฎหมายผลประโยชน์ขัดกัน ฯลฯ

กบฏบวชเดช 11 ตุลาคม 2476

พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารจากหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ก่อการเพื่อล้มล้างอำนาจของรัฐบาล โดยอ้างว่าคณะราษฎรปกครองประเทศไทยโดยกุมอำนาจไว้แต่เพียงแต่เพียงผู้เดียว และปล่อยให้บุคคลกระทำการหมิ่นองค์พระประมุขของชาติ รวมทั้งจะดำเนินการปกครองโดยลัทธิคอมมิวนิสต์ ตามแนวทางของนายปรีดี พนมยงค์ คณะผู้ก่อการได้ยกกำลังเข้ายึดดอนเมืองเอาไว้ ฝ่ายรัฐบาลได้แต่งตั้ง พ.ท.หลวง พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสม ออกไปปราบปรามจนประสบผลสำเร็จ

กบฏนายสิบ 3 สิงหาคม 2478

ทหารชั้นประทวนในกองพันต่างๆ ซึ่งมีสิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันก่อการเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยจะสังหารนายทหารในกองทัพบก และจับพระยาพหลพลพยุหเสนาฯ และหลวงพิบูลสงครามไว้เป็นประกัน รัฐบาลสามารถจับกุมผู้คิดก่อการเอาไว้ได้ หัวหน้าฝ่ายกบฏถูกประหารชีวิต โดยการตัดสินของศาลพิเศษในระยะต่อมา

กบฏพระยาทรงสุรเดช 29 มกราคม 2481

ได้มีการจับกุมบุคคลผู้คิดล้มล้างรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้กลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการ และได้ให้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ต่อมารัฐบาลได้จัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณา และได้ตัดสินประหารชีวิตหลายคน ผู้มีโทษถึงประหารชีวิตบางคน เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร นายพลโทพระยาเทพหัสดิน นายพันเอกหลวงชานาญยุทธศิลป์ ได้รับการลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นผู้ได้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติมาก่อน

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490

คณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมี พลโทผิน ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าสำคัญ ได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาล ซึ่งมีพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ แล้วมอบให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลต่อไป ขณะเดียวกัน ได้แต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย

กบฏแบ่งแยกดินแดน 28 กุมภาพันธ์ 2491

จะมีการจับกุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายคน เช่น นายทิม ภูมิพัฒน์ นายถวิล อุดล นายเตียง ศิริขันธ์ นายฟอง สิทธิธรรม โดยกล่าวหาว่าร่วมกันดำเนินการฝึกอาวุธ เพื่อแบ่งแยกดินแดนภาคอีสานออกจากประเทศไทย แต่รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการจับกุมได้ เนื่องจากสมาชิกผู้แทนราษฏรมีเอกสิทธิทางการเมือง

รัฐประหาร 6 เมษายน 2491

คณะนายทหารซึ่งทำรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 บังคับให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วมอบให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้าดำรงตำแหน่งต่อไป

กบฏเสนาธิการ 1 ตุลาคม 2491

พลตรีสมบูรณ์ ศรานุชิต และพลตรีเนตร เขมะโยธิน เป็นหัวหน้าคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง วางแผนที่จะเข้ายึดอำนาจการปกครอง และปรับปรุงกองทัพจากความเสื่อมโทรม และได้ให้ทหารเข้าเล่นการเมืองต่อไป แต่รัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ทราบแผนการ และจะกุมผู้คิดกบฏได้สำเร็จ

กบฏวังหลวง 26 มิถุนายน 2492

นายปรีดี พนมยงค์ กับคณะนายทหารเรือ และพลเรือนกลุ่มหนึ่ง ได้นำกำลังเข้ายึดพระบรมมหาราชวัง และตั้งเป็นกองบัญชาการ ประกาศถอดถอน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหารผู้ใหญ่หลายนาย พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยกาปราบปราม มีการสู้รบกันในพระนครอย่างรุนแรง รัฐบาลสามารถปราบฝ่ายก่อการกบฏได้สำเร็จ นายปรีดี พนมยงค์ ต้องหลบหนออกนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง

กบฏแมนฮัตตัน 29 มิถุนายน 2494

นาวาตรีมนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือรบหลวงสุโขทัยใช้ปืนจี้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปกักขังไว้ในเรือรบศรีอยุธยา นาวาเอกอานน บุญฑริกธาดา หัวหน้าผู้ก่อการได้สั่งให้หน่วยทหารเรือมุ่งเข้าสู่พระนครเพื่อยึดอำนาจ และประกาศตั้งพระยาสารสาสน์ประพันธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดการสู้รบกันระหว่างทหารเรือ กับทหารอากาศ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สามารถหลบหนีออกมาได้ และฝ่ายรัฐบาลได้ปรามปรามฝ่ายกบฏจนเป็นผลสำเร็จ

รัฐประหาร 29 พฤศจิกายน 2494

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจตนเอง เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ ต้องใช้วิธีการให้ตำแหน่งและผลประโยชน์ต่างๆ แก่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอยู่เสมอ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2492 ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น มีวิธีการที่เป็นประชาธิปไตยมากเกินไป จึงได้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเสีย พร้อมกับนำเอารัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ 10 ธันวาคม 2475 มาใช้อีกครั้งหนึ่ง

กบฏสันติภาพ 8 พฤศจิกายน 2497

นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) และคณะถูกจับในข้อหากบฏ โดยรัฐบาลซึ่งขณะนั้นมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เห็นว่าการรวมตัวกันเรี่ยไรเงิน และข้าวของไปแจกจ่ายแก่ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนั้นกำลังประสบกับความเดือดร้อน เนื่องจากความแห้งแล้งอย่างหนัก เป็นการดำเนินการที่เป็นภัยต่อรัฐบาล นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ กับคณะถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี

รัฐประหาร 16 กันยายน 2500

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะนายทหารนำกำลังเข้ายึดอำนาจของรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากเกิดการเลือกตั้งสกปรก และรัฐบาลได้รับการคัดค้านจากประชาชนอย่างหนัก จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ต้องหลบหนีออกไปนอกประเทศ

รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501

เป็นการปฏิวัติเงียบอีกครั้งหนึ่ง โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น ลากออกจากตำแหน่ง ในขณะเดียวกันจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากเกิดการขัดแย้งในพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล และมีการเรียกร้องผลประโยชน์หรือตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง เป็นเครื่องตอบแทนกันมาก คณะปฏิวัติได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมือง และให้สภาผู้แทน และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง

รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514

จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำการปฏิวัติตัวเอง ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขึ้นทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ และให้ร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี

ปฏิวัติโดยประชาชน 14 ตุลาคม 2516

การเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษา และประชาชนกลุ่มหนึ่งได้แผ่ขยายกลายเป็นพลังประชาชนจำนวนมาก จนเกิดการปะทะสู้รบกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เป็นผลให้จอมพลถนอม กิตติขจร นายักรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ

ปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน 6 ตุลาคม 2519

พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ และคณะนายทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ เนื่องจากเกิดการจลาจล และรัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยทันที คณะปฏิวัติได้ประกาศให้มีการปฏิวัติการปกครอง และมอบให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520

พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะนายทหารเข้ายึดอำนาจของรัฐบาล ซึ่งมีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐบาลได้รับความไม่พอใจจากประชาชน และสถานการณ์จะก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างข้าราชการมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเห็นว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในการปฏิรูปการปกครอง ซึ่งมีระยะเวลาถึง 12 ปีนั้นนานเกินไป สมควรให้มีการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็ว

กบฎ 26 มีนาคม 2520

พลเอกฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้นำกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกสวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายทหารของรัฐบาลพลเรือน ภายใต้การนำของ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลอากาศเอกกมล เดชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกเสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารบก ได้ปราบปรามฝ่ายกบฏเป็นผลสำเร็จ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิตตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520

กบฎ 1 เมษายน 2524

พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา ด้วยความสนับสนุนของคณะนายทหารหนุ่มโดยการนำของพันเอกมนูญ รูปขจร และพันเอกประจักษ์ สว่างจิตร ได้พยายามใช้กำลังทหารในบังคับบัญชาเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศ ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดความแตกแยกในกองทัพบก แต่การปฏิวัติล้มเหลว ฝ่ายกบฏยอมจำนนและถูกควบคุมตัว พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา สามารถหลบหนีออกไปนอกประเทศได้ ต่อมารัฐบาลได้ออกกฏหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการกบฏในครั้งนี้

การก่อความไม่สงบ 9 กันยายน 2528

พันเอกมนูญ รูปขจร นายทหารนอกประจำการ ได้นำกำลังทหาร และรถถังจาก ม.พัน 4 ซึ่งเคยอยู่ใต้บังคับบัญชา และกำลังทหารอากาศโยธินบางส่วน ภายใต้การนำของนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร เข้ายึดกองบัญชาการทหารสูงสุด และประกาศให้ พลเอกเสริม ณ นคร เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองของประเทศ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในขณะที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก อยู่ในระหว่างการไปราชการต่างประเทศ กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลโดยการนำของพลเอกเทียนชัย สิริสัมพันธ์ รองผู้บัญชากรทหารสูงสุด ได้รวมตัวกันต่อต้านและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา พันเอกมนูญ รูปขจร และนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร หลบหนีออกนอกประเทศ การก่อความไม่สงบในครั้งนี้มีอดีตนายทหารผู้ใหญ่หลายคน ตกเป็นผู้ต้องหาว่ามีส่วนร่วมอยู่ด้วย ได้แก่ พลเอกเสริม ณ นคร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พลอากาศเอกพะเนียง กานตรัตน์ พลเอกยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และพลอากาศเอกอรุณ พร้อมเทพ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534

โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติซึ่งประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ เจ้าหน้าที่-ตำรวจ และพลเรือน ภายใต้การนำของพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก พลเรือเอกประพัฒน์ กฤษณ-จันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมร-วิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และพลเอกอสิระพงศ์ หนุนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี


รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะทหารในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร รัฐประหารครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และไร้การสูญเสียเลือดเนื้อ


00.19 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ แถลงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พร้อมด้วย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและประธานองคมนตรี เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อกราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมือง

และมีการแต่งตั้งให้พล.อ. สนธิ บุญรัตกลิน ได้เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ก่อนที่ในภายหลังเปลี่ยนชื่อจาก คปค.เป็น คมช. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และได้แต่ตั้งให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารในครั้งนั้น

www.thaifreenews.org/forum/index.php

เสริมพระราชชาตาวันแม่ หนุนดวงราชวงศ์แข็งแกร่ง

ที่มา Thai E-News


พิธีเสริมพระราชชาตา-ภาพจำลองการจัด "พิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ" ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ ซึ่งอาจารย์เจ้าพิธีเผยว่า เป็นพิธีหลวงในอดีต ที่จัดขึ้นเพื่อหนุนดวงชะตาบ้านเมือง และดวงชะตาของราชวงศ์ผู้ปกครองประเทศ หากดวงพระราชชะตาของผู้ปกครองแผ่นดินแข็งแกร่ง จะนำมาซึ่งความผาสุกแก่ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชนออนไลน์ และคมชัดลึก
10 สิงหาคม 2552

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ว่า อยากจะเชิญชวนประชาชนทุกคน ใช้โอกาสนี้ในการหลอมรวมจิตใจอีกครั้งถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และร่วมกันในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะเป็นการเฉลิมพระเกียรติ อาทิ โครงการ "มหกรรมวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้น ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นิทรรศการ "ศิลป์แผ่นดิน" โครงการ "สิงหาพาแม่เที่ยว" เพื่อให้ลูกใช้โอกาสในวันหยุดราชการ 12 สิงหาคม หรือในช่วงของสุดสัปดาห์ในการพาแม่เที่ยว เพื่อเสริมสร้างความผูกพันกันในครอบครัว และกระตุ้นการท่องเที่ยวสำหรับเศรษฐกิจไทย

สำหรับกิจกรรมต่างๆ ในช่วงวันแม่แห่งชาติ อาทิ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช จัด "พิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ" เป็นการถวายพระพรชัยมงคล ที่ท้องสนามหลวง มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในเย็นวันที่ 12สิงหาคม พร้อมกับทุกจังหวัดและอำเภอ รวมถึงมีการแสดงมหรสพในวันดังกล่าวด้วย

ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช กล่าวว่า ในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มูลนิธิขอเชิญชวนพสกนิกรทุกท่าน เข้าร่วมบำเพ็ญบุญในพิธี “มหาชาตาบารมีสิทธิ” ในงาน “๑๒ สิงหาพระบรมราชินีนาถ” ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๕.๓๐-๐๘.๐๐ น.

การจัดงานเฉลิมพระเกียรติในปีนี้ ดร.จรินทร์ กล่าวว่า ถือเป็นครั้งสำคัญยิ่ง เพราะจะมีพิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ ในเช้าวันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม โดยมี พระพรหมวชิรญาน กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานในพิธีสงฆ์ และมีพระสงฆ์ร่วมในพิธีทั้งหมด ๔๒ รูป ในพิธีนี้ อาจารย์วรธนัท อัศกุลโกวิท ปรมาจารย์ศาสตร์ฮวงจุ้ยชื่อดัง เป็นประธานประกอบพิธี ซึ่งเป็นการสืบสานพิธีโบราณราชประเพณี เช่นครั้งสมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ ที่ได้จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี อันจะนำมาซึ่งความผาสุกแก่ปวงประชาทั่วทั้งแผ่นดิน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนให้เกิดความสงบร่มเย็นภายในบ้านเมือง และมีความสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน


โดยวันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม เป็นพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช และสมเด็จพระบูรพามหากษัตริยาธิราชเจ้า จากนั้นเป็นพิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ

ทางด้าน พระพรหมวชิรญาน กล่าวว่า “ในวันแม่ปีนี้ นับว่าเป็นโอกาสดียิ่ง ที่สาธุชนชาวไทยจะได้เข้าร่วมพิธีบุญอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงมีพระคุณูปการสูงสุดแก่ปวงชนชาวไทย พร้อมกันนี้ พสกนิกรชาวไทยก็จะได้ร่วมกันสร้างบารมีเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ตนเอง และครอบครัว ตลอดจนประเทศชาติโดยรวมอีกด้วย”

ขณะเดียวกัน อาจารย์วรธนัท อัศกุลโกวิท กล่าวถึงตำนานพิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ ว่าเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ โดยมีการจัดกันเป็นประจำทุกปี ตามคติความเชื่อที่ว่า หากดวงพระราชชะตาของผู้ปกครองแผ่นดินแข็งแกร่ง จะนำมาซึ่งความผาสุกแก่ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน และเป็นพิธีสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมมือร่วมใจกันถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันความศักดิ์สิทธิ์ระหว่างการดำเนินพิธีจะส่งผลให้ผู้เข้าร่วมพิธีบังเกิดความสงบภายในจิตใจและเป็นสิริมงคลโดยทั่วกัน

อาจารย์วรธนัท กล่าวด้วยว่า จากการที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ รู้สึกศรัทธาในประเพณีดีๆ ที่เคยมีมาในอดีต จึงได้ศึกษาอย่างจริงจัง และมุ่งมั่นเสาะแสวงหาความรู้จากต้นกำเนิดหลายๆ ที่ จนมีความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ของสมัยโบราณ และเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงได้จัดพิธีมหาปะฐะมังสิทธิ ขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นพิธีหลวงในอดีต ที่จัดขึ้นเพื่อหนุนดวงชะตาบ้านเมือง และดวงชะตาของราชวงศ์ผู้ปกครองประเทศ ครั้งนั้น ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ได้ไปร่วมในพิธีด้วย

และจากพิธีครั้งนั้น พระพรหมวชิรญาน จึงได้ปรารภว่า น่าจะจัดพิธีนี้ขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้โดยทั่วกัน และจากสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ประชาชนขาดที่พึ่ง ขาดกำลังใจ จึงได้จัดพิธีนี้ขึ้น โดยหวังว่า จะเป็นจุดหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันของชาติ และได้รวมพลังความรักความสมัครสมานสามัคคี ซึ่งเชื่อว่า หากเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว จะไม่มีอุปสรรคใดๆ ในบ้านเมืองที่คนไทยจะฝ่าฟันไปไม่ได้

ติดต่อสอบถามได้ที่...ประชาสัมพันธ์มูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช โทร.๐๘-๔๑๑๑-๑๒๐๘,๐-๒๓๗๗-๐๑๒๗-๘

ห้าล้านกว่าคนที่ถวายฎีกา ใช่พสกนิกรหรือไม่...(ตอนที่ 1)

ที่มา Thai E-News


โดย คุณอ่างขาง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
10 สิงหาคม 2552

ถามท่านผู้อวดอุตริหยั่งรู้ทั้งหลาย ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง สื่อ และกลุ่มเทวดา เรื่องแบบนี้พวกท่านจะตอบว่าอย่างไร

1. ถ้า คนเสื้อแดง เอาข้อความขึ้นที่แผ่นป้ายว่า "เราสู้เพื่อในหลวง" แล้วกระทำการ ปิดถนน ยึดทำเนียบรัฐบาล ปล้นอาวุธสงครามที่เก็บไว้ในทำเนียบ ขโมยความลับความมั่นคงของชาติ แอบเอาทรัพย์สินของทางราชการไปขาย แปลงทำเนียบรัฐบาลเป็นฮาเล็มเพื่อสมสู่ ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบินนานาชาติ เอาอาวุธปืนไล่ยิงประชาชนกลางวันแสกๆ ไล่เข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลางถนน กล่าววาจาหยาบคาย ถ่อย กักขฬะ ปลุกระดมมวลชน ถ่ายทอดทีวีไปทั่วโลก แล้วพยายามใช้วาจากล่าวอ้างว่า ตนเองคือนักรบของพระราชา ทุกอย่างมีหลักฐานมีทั้งภาพและเสียงชัดเจน

ถามว่า ถ้าคนเสื้อแดงกระทำการเยี่ยงนั้น จะมีความผิดถึงขั้นไหน เป็นการมิบังควรหรือไม่ จะเป็นการหมิ่นฯหรือไม่ จะโดนลงโทษถึงขั้นเอาเอ็ม16 มาไล่ยิงให้กระจุยกระจายหรือเปล่า คนที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ จะถูกตามล่าตามล้าง ออกหมายจับมาดำเนินคดีอย่างรีบด่วนไหม

2. ถ้า คนเสื้อแดง บังอาจเอาผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว ไปถูทาที่ฐานพระบรมรูปทรงม้า จะเกิดอะไรขึ้น เหล่าผู้คนที่ภูมิใจตนเองนักหนา ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เป็นพระนามของพระองค์ท่าน จะทำอย่างไรกับกรณีนี้

ข้อหาที่จะได้เจอ คือเหล่าศิษย์ที่จบจากสถาบันฯ อันเป็นที่รักยิ่งนี้ทั้งหลาย จะเข้าแถวออกมาประณามกันกี่คน จะโดนแจ้งข้อหา หมิ่นฯอีกกี่คดี

3. ถ้า คุณวีระ มุสิกพงศ์ เอาข้อความในการถวายฎีกา ขึ้นมาอ่านบนเวที ด้วยท่าทางที่ไม่สำรวม ยโส โอหัง ยืนเท้าสะเอว แล้วเดินทางเข้าไปยื่นถวายฎีกาในยามวิกาล

คิดว่า คุณวีระน่าจะได้โทษทัณฑ์สถานใด ถึงจะสาสมกับการกระทำในครั้งนั้น

4. ที่ เมื่อครั้งมีกระแสพระราชดำรัช ว่า มาตราเจ็ดนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วคนที่ไม่เห็นด้วยกับพระราชดำรัชนั้น ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองไม่ยอมรับ ถ้าแกนนำคนเสื้อแดง เอาข้อความที่ไม่เหมาะสมนั้นมาเผยแพร่ต่อในคำพูดที่เหมือนกันทุกอย่าง ในที่สาธารณะ

ท่านคิดว่าแกนนำคนเสื้อแดง จะโดนถูกจับทันทีโดยมิให้ประกันตัวในข้อหาหมิ่นฯ หรือไม่ และคนที่กล่าวก่อนหน้านั้น ไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด

5. กลุ่ม คนที่สวมใส่เสื้อยืดสีน้ำเงิน โดยที่อกเสื้อมีข้อความเขียนว่า "ปกป้องสถาบัน" ( ท่านรมช.มหาดไทยยืนยันว่า ข้อความนั้น หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์) แล้ว กระทำการปิดหน้าปิดตา ถือมีด ถือไม้ ถือเหล็ก ยิงหนังสติ๊ก ขว้างระเบิด ใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชนที่เดินขบวนไปประท้วงรัฐบาล สื่อทั้งโลกแพร่ภาพนี้ออกไป

ถ้าการกระทำนี้ เป็นคนเสื้อแดงกระทำ ท่านคิดว่าโทษที่สมควรได้รับจะเป็นเช่นไร และผลพวงของเรื่องนี้ จะถูกกล่าวร้ายไปทำนองไหน แอบอ้างสถาบันฯ เพื่อเอาไปกระทำการก่อเหตุร้ายหรือไม่ จะถูกดำเนินในข้อหาอะไรบ้าง

6. คำถามสุดท้าย ถ้าคนเสื้อแดงถวายฎีกา ล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 5 ล้านกว่าคน เพื่อขอให้พระองค์ท่านทรงมีพระราชวินิจฉัย ปลด พล.อ.เปรม ออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี ด้วยเหตุผลกระทำการผิดรัฐธรรมนูญหลายข้อ อาทิ เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชน และรับผลประโยชน์ที่มิพึงได้ ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นผู้บงการให้เปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจจากประชาชน ที่มีพยานยืนยันมากมายด้วยวาจา และเป็นข่าวและภาพข่าวออกไปทั่วโลก (เช่นเดียวกับ กลุ่มนักวิชาการช่วยกันลงชื่อถวายฎีกา ขอนายกพระราชทานในสื่อความหมายให้ปลด นายกทักษิณ ณ.ตอนนั้น)

เมื่อดำเนินการถวายฎีกา คนเสื้อแดง จะโดนข้อหาอะไรบ้าง และร้ายแรงมากกว่าการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ท่านทักษิณ ชินวัตร ไหม

ทั้งที่อดีตนายกทักษิณไม่เคย กระทำการล่วงเกินพระองค์ท่าน ทั้งวาจาและการกระทำเลยแม้สักครั้งเดียว มีแต่ถูกใส่ร้าย สร้างเรื่องกันขึ้นมาทั้งสิ้น เช่นทำบุญวัดพระแก้วบ้าง แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชซ้อนบ้าง และสร้างนิยายปฏิญญาฟินแลนด์ขึ้นมาหลอกลวงบ้าง แล้วก็ปลุกระดมกันไป ทั้งที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องใส่ร้ายทั้งสิ้น ก็ยังไม่หยุด ที่จะใส่ร้ายกันไป

แม้แต่ปัจจุบันนี้ ทั้ง 6ข้อ ที่กล่าวมาแล้วนี้ มนุษย์ที่นึกว่าตนเองวิเศษกว่าชาวบ้าน ทำเป็นเมินเฉย เหมือนมองไม่เห็นการกระทำที่เกิดมาแล้วทั้งหมด ไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด มีบางครั้ง ยังมีหน้าออกมาแสดงโวหารสนับสนุนอีกด้วย ทั้งนี้เพราะการกระทำทั้งหมดนั้น ไม่ใช่คนที่ใส่เสื้อสีแดงกระทำ

เมื่อมาถึงคราวที่ ประชาชนห้าล้านกว่าคน ออกมาเซ็นชื่อเพื่อถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร บ้าง เหล่าท่านทั้งหลายที่เคยเงียบอยู่ จึงออกมาเสนอหน้าแสดงความคิดเห็น บางท่านก็บอกว่าหมิ่นฯ บางท่านก็บอกว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ บางท่านก็บอกว่าผิดขั้นตอน บางท่านก็บอกว่ามิบังควร บางท่านก็บอกว่าทำไม่ได้

รัฐบาลยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ บอกว่าเรื่องนี้ต้องส่งให้รัฐบาลตรวจสอบก่อน และจะ ไม่ทำเรื่องขึ้นไปให้ เนื่องจากกระทำไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังข่มขู่ออกมาว่า แกนนำอาจจะถูกดำเนินคดีด้วย

อะไรกันนักหนา พวกที่ทำตัวเป็นเทวดาอยู่เหนือผู้คนทั้งปวงในประเทศนี้ ทำไมถึงคิดและทำกันได้ถึงเพียงนี้

ผมจึงอยากถามแค่คำเดียวว่า "คนทั้งห้าล้านกว่าคนนี้ ใช่พสกนิกรฯ หรือไม่ ?"

หลายท่านที่เซ็นชื่อถวายฎีกานี้ ได้เคยเข้าเฝ้าพระองค์ท่านในครั้งเสด็จไปหัวเมือง ได้มีโอกาสกราบแนบพระบาท เมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ขณะที่ตนเองมีโอกาสนั่งรับเสด็จด้านหน้า ผู้คนอื่นหลายหมื่นคนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จด้วยกัน บางท่านได้ปูผ้าขาวสะอาดที่เตรียมมาให้พระองค์ท่านได้เหยียบ แล้วนำผ้าผืน นั้นมาทูลไว้บนศีรษะ กลับบ้านได้นำเอาไปวางไว้บนหิ้งบูชา กราบทุกค่ำคืนก่อนเข้านอน บางท่านมีบุญวาสนาถึงขนาดได้มีโอกาสจับต้องเบื้องพระบาทของพระองค์ท่าน พวกเขาเหล่านั้นภูมิใจ ปลาบปลื้มใจเป็นนักหนา จดจำไว้มิมีวันลืม มีลูกมีหลาน จะบอกกล่าวเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้รับฟัง ภาพเหล่านั้น ถ้าถูกถ่ายเอาไว้จะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เสมือนสิ่งของที่มีค่าหาไม่ได้อีกแล้วที่เกิดมาในชาตินี้ และเฝ้ารออีกทุกเมื่อถ้ามีโอกาสได้กระทำเยี่ยงนั้นอีก ส่วนคนที่ไม่มีโอกาสเช่นนั้น ก็ยังคงรอโอกาสอยู่เสมอ ที่จะมีบุญวาสนาเช่นนั้นบ้าง

พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนโง่ ที่จะเอาความจงรักภักดีที่ตนเองมีอยู่ มาแลกกับคนๆ เดียว ที่มีชื่อว่า ทักษิณ

พวกเขาเหล่านั้น มิได้หยาบช้า รับเงินห้าร้อยบาทแล้วมา ทรยศหักหลังให้กับการจงรักภักดีกับพระองค์ท่าน เฉกเช่นมีคำพูดของนายทุนเชื้อชาติจีนบางคน ที่กล่าวดูถูกมา

พวกเขาเหล่านั้น อาจจะได้รับการศึกษามาน้อยกว่านักวิชาการ และผู้หยั่งรู้ในอุดมศึกษา ที่พยายามออกมาพูดว่า การกระทำนี้เป็นสิ่งที่ผิด

แต่พวกเข้าไม่ได้มีจิตใจที่มืดบอด จนไม่รับรู้อะไรเสียเลย อะไรผิดอะไรถูก คำว่ายุติธรรมคืออะไร พวกเขามองเห็นชัด โดยไม่ต้องไปศึกษาให้จบ ดร. อะไรคือดำอะไรคือขาว พวกเขารู้ดี ด้วยชีวิตที่สะสมมามันกระจ่างแจ้งแล้ว

พวกเขารู้ซึ้ง ในสำเหนียกของนายพลบางคน ที่ทำตนเองแสดงเสมือนหนึ่งว่า ชีวิตนี้ข้าฯ พร้อมพลีชีพให้พระองค์ท่าน แต่เบื้องหลังชีวิตของตนเอง กอบโกยเงินทองอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งที่เงินนั้นเป็นเงินภาษีจากหยาดเหงื่อแรงงานของข้าในเบื้องพระบาทของพระองค์ท่านแท้ๆ พวกเหล่านายพลนั้น ยังไม่ละอายที่จะกระทำ แต่ปากก็ยังเจื้อยแจ้วอยู่กับความจงรักภักดีเหล่านั้น

พวกเขารู้ซึ้ง ถึงนักการเมืองที่เอาชื่อในโครงการที่พระองค์ท่านได้ทรงคิดค้น ให้กับประสกนิกรของพระองค์ท่าน ในชื่อว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" มากระทำการอ้างชื่อ แล้วกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตนเอง เช่น "ชุมชนพอเพียง" ที่หากินอย่างทุเรศที่สุด เท่าที่เคยมีรัฐบาลมา

เหล่านี้คือตัวอย่าง อันน้อยนิด ที่พวกเขาคิดและพร้อมกันลงชื่อกันมา เพื่อถวายฎีกามายังพระองค์ท่าน เพราะเขารู้ดีว่า เขานี่แหละคือ "ลูกของพ่ออย่างแท้จริง" ตั้งแต่เกิดยันตาย ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ ถึงได้กล้าขอพึ่งพระบารมีของพ่อ

และวันนี้ "ลูกของพ่อ" จึงออกมาแสดงตัวตนให้ได้รับรู้บ้าง ว่า พ่อเป็นพ่อของพวกเราด้วยกันทั้งหมด ทั้งประเทศ ไม่ว่าลูกคนนั้นจะเป็นใคร ไม่ใช่ของคนแค่กลุ่มเดียว

ลูกที่ต้องขอพึ่งพระบารมีพ่อ เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนด้วยการขัดแย้งกันเองของลูกๆ ด้วยความรักและศรัทธาในตัวของพ่อ

ลูกที่ต้องถูกกดขี่จากคนที่มีอาวุธ และพวกประจบสอพลอ ไม่มีเหตุผล ฟังความข้างเดียว ผูกขาดความรักพ่อไว้คนเดียว ใครกล่าวถึงพ่อเรื่องอะไร ก็มิบังควรทั้งสิ้น พ่อมีไว้ให้พวกเขาได้กล่าวอ้างเท่านั้น

ลูกที่เก็บเนื้อเก็บตัวมานาน ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพ่อเลย ได้แต่เคารพและบูชาอย่างศรัทธาเพียงอย่างเดียว

ลูกที่ต้องถูกใส่ความว่าไม่รักพ่อ ทั้งที่ลูกเองยังไม่รู้ตัวเองเลยว่า พ่อทำอะไรให้กับพวกเราเดือดร้อน พ่อที่มีแต่ให้ มีเหตุผลอะไรที่พวกเราจะไม่รักพ่อ เลยเถิดไปถึงคิดจะล้มล้างพ่อ ทั้งที่เหตุผลไม่มี ทั้งนี้ก็เพียงสร้างภาพให้ตนเองดูดี และใส่ร้ายพวกลูกอีกฟากหนึ่งเท่านั้น

และที่ทำมาทั้งหมดนี้ เพื่อจะกำจัดกีดขวางพวกลูกๆ อย่างเรา มิให้ฎีกาได้ส่งถึงพ่อ ได้ทำเหมือนเล่นลิเก ที่ป้องปากกระซิบกันอยู่แค่ในนี้ คนดูทั้งโรงรู้ว่า กระซิบกันว่าอย่างไร แต่อีกคนที่แสดงอยู่ข้างๆ ไม่ได้ยิน ทำให้เหมือนกับว่า เรื่องการถวายฎีกานี้ มิได้เคยทรงทราบถึง พระเนตร พระกรรณ เลยกระนั้น

อะไรมันจะขนาดนั้นครับ คนทั้งโลกรู้ทั้งหมดว่า ประชาชนชาวไทย ห้าล้านกว่าคน ทำหนังสือร้องทุกข์มายังพระประมุขที่เป็นที่พึ่งของพวกเขา แต่ผลที่ได้รับการตอบแทนกลับมา จากรัฐบาลที่เป็นรากงอกแห่งอำมาตย์ พยายามที่จะดำเนินการกับพวกลูกๆ ที่ทำฎีกาถวายขึ้นมา กำลังจะกลายเป็นนักโทษไปซะแล้ว โดยข้อหาที่กำลังค้นคว้ากันอยู่ว่า จะหามาตราไหน เข้าข่ายเล่นงานพวกลูกๆ ที่เป็นแกนนำกันได้บ้าง

เวรกรรม เวรกรรม และเวรกรรม อย่างแท้ๆ

แต่ก็เอาเลยครับ อย่าช้า หวังว่า คุณวีระและแกนนำที่สละเวลาไปรวบรวมรายชื่อประชาชนมา คงจะรีบติดคุกไวๆ เพื่ออวดชาวโลกเขาอีกครั้งหนึ่ง โดยอ้างมิบังควรหรือหมิ่นฯ หรืออะไรก็ได้ ทำกันเข้าไปได้เลยครับ

และอย่าลืมสร้างคุกไว้เพิ่มโดยด่วน เพราะกำลังจะมีนักโทษจำนวนอีก 5ล้านกว่าคน ไปมอบตัว และไม่ขอประกันตัวทุกราย ในต่างข้อหากัน ในคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ ที่พวกเขาจะได้รับการลงโทษให้สาสมตามแกนนำของพวกเขา ครับ

สุดแท้แต่พระบรมราชวินิจฉัย

ที่มา Thai E-News


โดย พิษณุ พรหมสร
สิงหาคม 2552

การยื่นถวายฎีกาที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ เป็นสิ่งที่ชี้วัดว่า ประเทศไทยจะก้าวเดินไปสู่ทิศทางไหน ทั้งชาวไทยและชาวโลก ต่างรอคอยพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของแผ่นดิน

เพราะการแย่งชิงอำนาจกันในทางการเมือง และการเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชนได้ก้าวเข้ามาถึงจุดสูงสุดของความขัดแย้ง เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทนไม่ได้ ที่ถูกกดขี่ข่มเหง จนใกล้ที่จะลุกขึ้นสู้

พระมหากษัตริย์ไทยซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมดวงใจของไทยทั้งชาติ ประชาชนให้ความเครารพและสักการะอย่างสูงสุดมาอย่างยาวนาน ประชาชนเชื่อมั่นว่ามีแต่พระองค์เท่านั้นที่จะสามารถลงมาแก้ไขปัญหา และยุติความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้

นอกเหนือจากนั้น ในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ยังระบุไว้ว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และที่สำคัญพระองค์ยังดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยอีกด้วย นั้นคืออำนาจและเกียรติยศอันสูงสุด ที่ประชาชนชาวไทยให้ความเคารพสักการะและถือว่าพระองค์ทรงเป็นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพสกนิกรชาวไทย

ความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยนั้นเห็นได้จากงานฉลอง ที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบรอบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549 ที่มีมวลมหาประชาชนจำนวนมากใส่เสื้อเหลืองมาร่วมกล่าวคำถวายพระพร มีหลายคนที่มีจิตสำนึกว่าตัวของเขานั้น เมื่อได้อยู่ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์ นับว่าเป็นสิริมงคลอย่างสูงสุด เป็นความจงรักภักดีที่ไม่เคยมีกษัตริย์องค์ใดในโลกจะได้รับ

ข่าวที่เป็นมงคลของพระองค์ก็มีมาอย่างต่อเนื่อง และข่าวที่เป็นมิ่งมงคลให้แก่ประชาชนชาวไทยภาคภูมิใจที่สุดอีกเรื่องก็คือ ข่าวที่นิตยสารฟอร์บส์ทรงเทิดพระเกียรติให้พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก นับว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างฐานะให้คนไทยเห็นเป็นแบบอย่าง ทั้งที่ประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม และกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ นับเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์โดยแท้

และยังทำให้ประชาชนที่อยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์ สามารถเชิดหน้าต่อชาวโลกได้ว่า ประเทศไทยมี กษัตริย์ที่มีพระราชบุญญาธิการ และมีพระราชอัจฉริยภาพที่สูงยิ่ง เป็นบุญบารมีที่คนไทยมีกษัตริย์เช่นพระองค์ ในความรู้สึกของประชาชน พระองค์เปรียบสเหมือนสมมุติเทพที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทั้งชาติ

ในเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อเดือน พฤษภาคม 2535 พระองค์ก็ทรงมีพระเมตา เรียก พลเอก สุจินดา และพลตรี จำลอง เข้ามาเพื่อยุติความขัดแย้ง ยังความปลื้มปิติ ให้แก่พสกนิกรชาวไทยเป็นยิ่งนัก นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ประชาชนชาวไทยมั่นใจว่า ถ้าประเทศชาติเกิดวิกฤตในคราใด ก็มีแต่พระองค์ท่านเท่านั้น ที่จะเสด็จลงมาแก้ไขปัญหา และดับทุกข์ของปวงประชาราษฎร์ได้

หลังเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 เป็นต้นมา จนกระทั่ง พรรคไทยรักไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ในปี 2544 การพัฒนาประเทศก็เจริญรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ประชาชนเริ่มอยู่ดีมีสุข มองเห็นอนาคตอันสดใส คนส่วนใหญ่เริ่มมีความหวังในการสร้างฐานะให้ครอบครัว เยาวชนเริ่มเรียนรู้ในแนวทางการศึกษาใหม่ ซึ่งเป็นความหวังของชาติ ในการพัฒนาประเทศ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้น ในวันที่ 19 กันยายน 2549

จึงทำให้เกิดมีคำถามในหมู่ประชาชนว่า

ทำไม..คณะรัฐประหารจึงกระทำการมิบังควร โดยใช้ชื่อว่า “ คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ”

ทำไม..ประธานองคมนตรีซึ่งมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ จึงลงมาแทรกแซงทางการเมือง โดยเดินสายโจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และออกมาสนับสนุนการรัฐประหาร โดยนำคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าในกลางดึก อันเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาท

ทำไม..สนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาประกาศในทางมิบังควรว่า เจ้าของผ้าพันคอสีฟ้า..เป็นผู้สนับสนุนพวกตน

ทำไม..พันธมิตรจึงเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยแอบอ้างในทางที่หมิ่นเหม่ว่า"สู้เพื่อในหลวง" แต่กลับทำลายประเทศชาติของตัวเองอย่างย่อยยับ โดยการไปยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ

ทำไม..ศาลจึงออกมาทำลายระบอบประชาธิปไตย ทำลายพรรคการเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้การสนับสนุน ทั้งที่พระองค์ท่านเคยมีพระราชดำรัสให้ศาลออกมาแก้ไขปัญหา แต่ศาลที่เรียกตัวเองอย่างสวยหรูว่า ตุลาการภิวัฒน์ กลับออกมาสร้างปัญหา ตัดสินคดีต่าง ๆ ทางการเมืองผิดเพี้ยนไปจากหลักกฎหมาย ทำลายระบบนิติธรรม นิติรัฐ หาความยุติธรรมในประเทศนี้มิได้ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทราอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ทำไม..คนพวกนี้จึงทำลายประเทศของตนเอง พวกเขาอยู่ใต้อาณัติของผู้ใด

ความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโกรธแค้น ออกมาชุมนุมประท้วงจนสถานการณ์ลุกลามไปจนถึงขั้นการเผชิญหน้า และเข่นฆ่าประชาชนที่บริสุทธิ์ในวันที่13 เมษายน 2552

สิ่งที่สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนชาวไทยอย่างมิอาจปฎิเสธได้ประการหนึ่งก็คือ บุคคลต่าง ๆ ที่ออกมาแสดงบทบาท ในการฆ่าประชาชนและทำลายประเทศของตัวเองนั้น ล้วนแต่แอบอ้างตนว่า เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งสิ้น อันเป็นการกระทบพระเกียรติยศอย่างยากที่พสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีจะยอมรับได้

การเข้าชื่อร้องทุกข์ เพื่อถวายฎีกาของมวลมหาประชาชนในครั้งนี้ มิได้เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทแต่ประการใด เพราะในกฎหมายรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นพระประมุขของปวงชนชาวไทย และขนบธรรมเนียมประเพณีในการร้องทุกข์ก็มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัย

เมื่อปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศได้รับความเดือดร้อน เขาก็ต้องร้องทุกข์ต่อองค์พระประมุขของเขา เขาจะหาที่พึ่งที่ไหนได้อีก เพราะพระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชน

การเข้าชื่อร้องทุกข์ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ไทยในครั้งนี้ ประวัติศาสตร์ จะต้องจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพราะมีผู้ลงชื่อนับสิบล้านคน ทั้งผู้ที่เข้าชื่อถวายฎีกาและผู้ที่สนับสนุนการถวายฎีกา เป็นฎีการ้องทุกข์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เป็นฎีการ้องทุกข์ที่ไม่เคยมีประชาชนชาติใดในโลกเคยทำมาก่อน

ประชาชนชาวไทยผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง พวกเขาเหล่านั้น มิได้ขออะไรที่มันมากมายเลย พวกเขาขอแต่เพียงความยุติธรรมขั้นพื้นฐานเท่านั้น

พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาหลายสิบปีตามสื่อต่าง ๆ ว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงทศพิศราชธรรม และพระราชปฐมบรมราโชวาทของพระองค์ที่ว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม"ก็ดังก้องอยู่ในหูของประชาชนมาอย่างยาวนาน อันเป็นประหนึ่งสัญญาประชาคมที่พระองค์ทรงให้ไว้ต่อประชาชน

มาบัดนี้ประเทศใกล้จะถึงกาลวินาศ จากการกระทำน้ำมือของบรรดาผู้ที่ชอบแอบอ้างว่าอยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อันกระทบต่อพระเกียรติยศ ประชาชนและชาวโลกต่างจึงต่างก็เฝ้ารอดูว่า พระองค์จะมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไรที่จะขจัดปัดเป่าทุกข์ของแผ่นดิน และพระบรมราชวินิจฉัยนั้นก็ย่อมเป็นที่สุด

สำหรับประชนเจ้าของประเทศ..ส่วนใหญ่ล้วนอยากเห็นการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ แต่ประวัติศาสตร์ก็มักบอกเราด้วยเช่นกันว่า ในบางกรณีเมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงลง กระบวนการต่อสู้ของประชาชนก็จะคลี่คลายขยายตัวไปอย่างเป็นธรรมชาตินอกเหนือวิถีทางสันติอย่างน่าเสียดาย

ขบวนการคนเสื้อแดง อยู่ในสถานะ 'invincible = ทำลายไม่ได้' แล้ว

ที่มา Thai E-News


โดย คุณลูกชาวนาไทย
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
9 สิงหาคม 2552

ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าการที่พรรคเพื่อไทยไม่มีหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ และการที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีองค์กรนำในการต่อสู้อย่างเป็นทางการนั้น เป็นจุดอ่อนทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะไม่มีการนำทางความคิด ขบวนการต่อสู้ดูเหมือนว่าจะขาดทิศทางที่ชัดเจน

แม้จะมีสามเกลอและความจริงวันนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นองค์กรนำคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการ

พรรคเพื่อไทยไม่มีหัวหน้าพรรค ทำให้การทำงานในรัฐสภามีปัญหาพอสมควร ไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน เป็นต้น

ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า นี่เป็นจุดแข็ง ไม่ได้เป็นจุดอ่อนแต่อย่างใด เพราะหากมีองค์กรนำที่ชัดเจน อำมาตย์ก็คงหาทางทำลายได้อย่างง่ายดาย หากพรรคเพื่อไทยมีหัวหน้าที่เป็นทางการ คงไม่พ้นที่จะถูกทำลายล้างทุกวิธี เพราะเป็นเป้าหมายที่พวกอำมาตย์ สามารถทำลายได้อย่างชัดเจน

หากคนเสื้อแดงมี "สถาบันคนเสื้อแดง" อย่างที่คุณวีระเคยคิด หรือเคยเสนอ องค์กรนี้ก็จะกลายเป็น "เป้าหมายที่สำคัญ ที่อำมาตย์ต้องหาทางทำลายทุกวิธี"

ดังนั้น ทักษิณจึงไม่ได้จัดตั้งองค์กรพวกนี้อย่างเป็นทางการ

แต่มุ่งขยายเครือข่ายเสื้อแดงที่เป็นภาคประชาชนแทน มีการออกปราศรัยต่างจังหวัด เกิดองค์กรเสื้อแดงย่อยๆ ที่เป็นอิสระในการดำเนินงานขึ้นอย่างมากมาย แต่มีทิศทางร่วมกันคือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การต่อสู้กับระบบสองมาตรฐานอย่างเต็มที่

เราจะเห็นองค์กรย่อยของคนเสื้อแดง ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มเชียงใหม่ 51 กลุ่มคนรักอุดรเป็นต้น หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็มีองค์กรย่อยของคนเสื้อแดงตามเขตต่างๆ เช่น แดงห้วยขวาง-ดินแดง หรือที่ใกล้ๆ เช่น แดงนนท์ หรือแม้แต่แดงจันทบุรี เป็นต้น

องค์กรคนเสื้อแดงเหล่านี้ เกิดจากประชาชนเสื้อแดงเอง ที่จัดตั้งกันขึ้นเอง มีการประชุมกัน แล้วเลือกแกนนำกันขึ้นเอง โดยที่ไม่ได้มีการดำเนินการผ่านแกนนำใดๆ ทั้งสิ้น ในวันประชุมอาจมีการเชิญแกนนำระดับชาติ เช่น นพ.เหวง โตจิระการ คุณวีระ มุกสิกพงษ์ หรือคุณณัฐวุฒิ ไสยเกลือ หรือแม้แต่คุณวิภูแถลง เป็นต้น แกนนำมีหน้าที่เพียงแต่เดินสายไปตามคำเชิญของคนเสื้อแดงกลุ่มต่าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นคนไปรณรงค์จัดตั้งกลุ่มเสื้อแดงต่าง ๆ ขึ้นมา

องค์กรของคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นนับร้อยแห่งเหล่านี้ เป็นองค์กรที่เกิดจากประชาชนอย่างแท้จริง เป็นองค์กรจาก ล่างขึ้นบน ไม่เหมือนลูกเสือชาวบ้าน ที่จัดตั้งขึ้นโดยทางราชการในสมัย 20-30 ปีที่แล้ว ที่เป็นองค์กรจากบนลงล่าง จึงไม่ได้มีการมีส่วนร่วมจากประชาชนมากนัก แม้ตอนนี้พยายามจะปลุกผีลูกเสือชาวบ้าน แต่ก็ไม่สามารถจะปลุกได้แต่อย่างใด

สภาพการนำของคนเสื้อแดง กระจัดกระจาย ไม่มีการรวมศูนย์แต่อย่างใด เช่น สื่อของคนเสื้อแดงทั้งหลาย เช่น เว็บไซต์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่หนังสือพิมพ์ ก็เกิดขึ้นหลายฉบับ

สภาพเช่นนี้ ยากแก่การทำลายโดยอำนาจรัฐ เพราะไม่ว่าอย่างไร รัฐอำมาตย์ก็ยากที่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะส่งสายไปแทรกซึม ส่งสายลับไป เพราะคนในองค์กรที่รวมตัวกันเหล่านี้ หากใครผิดปกติ เขาจะรู้กันทันทีว่า พวกนี้ปลอมตัวมา และองค์กรย่อยๆ ก็มักจะรู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการ รู้ว่าใครคิดอย่างไร

อีกอย่าง แม้รัฐอำมาตย์จะส่งสายเข้าแทรกซึม ก็ไม่รู้ว่าจะแทรกซึมองค์กรใดกันแน่ กลุ่มสามเกลอก็ไม่ได้เป็นองค์กรนำอย่างแท้จริง มีหน้าที่หลักเพียงกำหนดยุทธวิธีกว้างๆ เท่านั้น

การล่ารายชื่อฎีกา เผยให้เห็นถึง เครือข่ายเสื้อแดงที่ใหญ่โต และมีประสิทธิภาพสูง มีระบบสื่อสารที่ไม่เป็นทางการของตัวเอง หลุดไปจากสื่อกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง แม้รัฐอำมาตย์จะระดมพลเข้าต่อต้านการถวายฎีกาอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรมากนัก เพราะรัฐอำมาตย์ ไม่ได้มีเครือข่ายองค์กรที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ การใช้สื่อกระแสหลักโหมกระแส ก็ไม่ได้ผลแต่อย่างใด เพราะคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เลิกติดตามหรือเลิกเชื่อสื่อกระแสหลักไปหมดแล้ว ดังนั้นการทำลายคนเสื้อแดงของอำมาตย์ จึงยากที่จะทำได้

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมจึงไม่มีการจัดตั้งองค์กรนำของคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการ เป็นจุดแข็งไม่ได้เป็นจุดอ่อน

ที่จริง “ทักษิณ” ที่อยู่ต่างประเทศ คือ ผู้นำอย่างเป็นทางการของคนเสื้อแดงที่ไม่ได้มีการจัดตั้ง การเคลื่อนไหวของทักษิณ คือการเสริมความเข้มแข็งให้คนเสื้อแดง ไม่ว่าแนวทางการจัดตั้ง ทีวี 100 ช่อง ที่จะเสริมด้านข่าวสารของคนเสื้อแดงอย่างสมบูรณ์ เป็นการเติมเต็มสื่อของคนเสื้อแดง เพิ่มขึ้นจากสื่อที่ไม่เป็นทางการ หรือ สื่อกระแสรอง เช่นเว็บไซต์ คลิป วิทยุออนไลน์ ทีวีออนไลน์เป็นต้น

การที่ทักษิณอยู่ต่างประเทศ ทำให้การทำลายล้างของอำมาตย์นั้น เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แม้จะมีการเดินเกมไล่ล่าในระดับโลก แต่ก็เป็นไปอย่างน่าสมเพช มากกว่าน่ากลัว เพราะไม่มีประเทศไหนให้ความร่วมมือ

และพูดกันตรงๆ แล้ว ทักษิณมีประโยชน์กับผู้นำประเทศต่างๆ มากกว่าอำมาตย์มากนัก และประเทศต่างๆ คงประเมินได้แล้วว่า อำนาจของอำมาตย์นั้น ไม่มั่นคง และประเทศไทยก็เล็กเกินไป ที่จะมีใครไปสนใจ ฝ่าฝืนกฎหมายและจารีตประเพณีระหว่างประเทศ เรื่องการส่งผู้ต้องหาคดีการเมืองกลับให้รัฐบาลแต่ละประเทศแต่อย่างใด การดิ้นของอำมาตย์จึงกลายเป็นตัวตลกที่น่ารำคาญของแต่ละประเทศมากกว่า

สถานะของขบวนการเสื้อแดงตอนนี้อยู่ในระดับ Invincible คือทำลายไม่ได้

การต่อสู้ทางการเมืองนั้น สำคัญที่อุดมการณ์ ไม่ใช่การใช้กำลังเข้าจัดการ เพราะหากแนวคิดต่อต้านขยายตัวไปเต็มประเทศ การกำจัดนั้นเป็นไปได้ยาก สภาพการขยายมวลชนของคนเสื้อแดงนั้น “เต็มประเทศ” ไปแล้ว

ประเทศไทยเป็นพื้นที่สีแดง ค่อนประเทศไปแล้ว