ที่มา ข่าวสด
มาร์คสั่งลุยล็อตใหม่ อ้าง"ผบ."ลาถึง14สค. ปชป.ชนสมาคมตร.
"มาร์ค"เรียกรักษาการผบ.ตร.กับผู้การทะเบียนพลเข้าหารือ ดันทำโผโยกย้ายระดับ พ.ต.อ.ถึงชั้นประทวนนับแสนอัตรา สั่ง"วิเชียร"เรียกประชุมก.ตร.อีกรอบ ส่วนโครงสร้างใหม่ถ้าไม่ ทันก็ยังไม่ประกาศใช้ตามกำหนด 16 ส.ค. ไม่รู้เรื่อง"พัชรวาท"กลับจากต่างประเทศแล้ว แต่ต้องการให้ลาต่อถึง 14 ส.ค. เผยผบ.ตร.เข้ารายงานตัวกับ"เทพเทือก"แล้ว แจ้งรองผบ.ตร. พร้อมทำงานตั้งแต่ 10 ส.ค.เป็นต้นไป
เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 9 ส.ค.ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดี นายอภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกรายการสด เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ โดยมีพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รักษาการผบ.ตร. รอต้อนรับ เมื่อนายกฯมาถึงได้เข้าห้องพักรับ รอง เพื่อแต่งหน้า ทำผมก่อนเข้ารายการ จากนั้นร่วมรับประทานอาหารเช้า และพูดคุยเป็น การส่วนตัวกับพล.ต.อ.วิเชียรประมาณ 15 นาที
กระทั่งเวลา 09.20 น.นายกฯกลับเข้าห้องพักรับรองเพื่อหารือกับพล.ต.อ.วิเชียรอีกครั้งนานประมาณ 15 นาที โดยมีพล.ต.ต.ชนาภัทร์ เชยสมบัติ ผบก.สำนักงานทะเบียนพล สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ ร่วมหารือด้วย คาดว่าหารือเรื่องการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผบก.จนถึงชั้นประทวนทั่วประเทศกว่าแสนนาย หรือที่เรียกว่า "โผเล็ก"
จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือว่า รักษาการผบ.ตร.เข้ารายงานสรุปเรื่องประชุมก.ตร.เพื่อให้ทราบถึงประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้น่าจะมีความเข้าใจที่ตรงกันเรื่องการประกาศโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การออกประกาศต่างๆ ตามพระราชกฤษฎีกา และมีประเด็นการโยกย้ายระดับรองลงมาที่มีคนจำนวนมาก ปรากฏว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งอาจคุณสมบัติไม่ครบ จึงซักซ้อมกันว่าตามกฎหมายไม่สามารถยกเว้นในลักษณะทั่วไปได้ หมายความว่าใครไม่ครบ คุณสมบัติต้องมาขอยกเว้นเป็นการเฉพาะราย แต่จะมีจำนวนมาก จึงต้องประชุมก.ตร.อีกครั้ง และพล.ต.อ.วิเชียร จะเดินหน้าทำงานส่วนนี้ในช่วงทำหน้าที่รักษาการผบ.ตร.
"ผมขอยืนยันว่าการเดินหน้าทำนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และจะไม่มีเรื่องการเมืองเข้าไปแทรกแซง เพราะต้องการให้ทุกอย่างเรียบร้อยราบรื่นที่สุด เพราะเราต้องการให้การทำงานของตำรวจเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายกฯกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการโยกย้ายดังกล่าวต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 16 ส.ค. ที่จะประกาศใช้โครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยหลักต้องดำเนินการให้เรียบร้อยไม่เช่นนั้นจะเกิดสุญญา กาศ แต่ถ้าไม่พร้อม เรื่องการประกาศโครง สร้างอาจจะปรับเวลาได้ เพราะหลักการประ กาศในราชกิจจานุเบกษา ของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎกระทรวงนั้นผู้ปฏิบัติต้องพร้อมด้วย หากยังไม่พร้อมก็คงยังไม่ประกาศ แต่ว่าต้องทำให้เร็วที่สุด
เมื่อถามว่าแสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่โครงสร้างใหม่อาจจะไม่สามารถประกาศได้ในวันที่ 16 ส.ค.ตามที่กำหนด นายกฯ กล่าวว่า หากทำงานไม่เสร็จก็ประกาศไม่ได้เพราะถ้าประกาศไปก็จะเกิดปัญหา แต่จะเร่งทำให้เร็วที่สุด เพราะตามเจตนารมณ์ต้องการทำเร็วที่สุดอยู่แล้ว
ต่อข้อถามว่าการกลับประเทศไทยของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.วันที่ 10 ส.ค.นั้นพล.ต.อ.พัชรวาทจะเข้าร่วมพิจารณาตรงนี้ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ แต่พล.ต.อ.พัชรวาทลาตนถึงวันที่ 14 ส.ค. เพียงแต่พูดกันไว้ว่าในงานพระราชพิธี หรืองานพิธีสำคัญก็ขอให้มาร่วม
เมื่อถามว่าผบ.ตร.ยกเลิกลาก่อนกำหนดได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีข่าวอย่างนั้น เมื่อถามว่า นายกฯมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นตามเดิมซึ่งคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ที่คุยกันไว้ ซักซ้อมการทำงานก็ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง และทุกคนทราบดี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯก็ทราบดี เมื่อถามว่าพล.ต.อ.พัชรวาทกลับมาก่อนครบกำหนดวันลามีนัยยะใดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ผมไม่ทราบเลยว่าท่านกลับมาแล้ว"
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายกสมาคมตำรวจให้สัมภาษณ์พาดพิงนายอภิสิทธิ์ว่าไม่เคยเห็นฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงโยกย้ายตำรวจอย่างชัดเจนเหมือนยุคนี้ ว่า ขอปฏิเสธว่าไม่จริง นายกฯไม่เคยใช้อำนาจแทรกแซง ล้วงลูกการโยกย้าย แต่นายกฯใช้อำนาจเพื่อแก้ไของค์กรตำรวจ ให้มีประสิทธิภาพการทำงาน โดยยึดหลักกฎหมาย และที่สำคัญคือต้องการความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
"ความจริงเรื่องนี้เริ่มต้นจากการทำงานของกรมตำรวจที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่กำลังจะเบี่ยงเบนประเด็นไปสู่การล้วงลูกของนักการเมือง เพื่อโยนความผิดฝ่ายการเมืองว่าแทรกแซงการโยกย้ายเหมือนทุกยุคทุกสมัย ทั้งๆ ที่การโยกย้ายตำรวจเป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจ การแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ" นายเทพไทกล่าว
นายเทพไท กล่าวอีกว่า ที่นายกสมาคมตำรวจบอกว่าไม่มียุคใดเข้าไปแทรกแซงเหมือนยุคนี้ ก็อยากถามว่ายุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ นายกสมาคมคนนี้ไปนอนหลับมุดหัวอยู่ที่ไหน จึงไม่ยอมรับรู้การสร้างรัฐตำรวจ ยุคไหนกันแน่ที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงลูก เล่นพรรค เล่นพวก ล้วงลูก ตั้งเพื่อนร่วมรุ่น ญาติพี่น้อง และตำรวจที่ยอมรับใช้ตัวเอง ข้ามหัวผู้อื่นเข้ารับตำแหน่งสำคัญมากมาย และขอยืนยันว่ายุคนี้จะไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง ปล่อยดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีปูนบำเหน็จพวกตัวเอง เพราะพรรคมีหลักการชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมาย ตัวนายกฯไม่มีใครเป็นพวกของตัวเองในวงการตำรวจ ไม่มีคนรู้จักหรือญาติพี่น้อง แม้แต่ระดับจ่าตำรวจจนถึงนายพลก็ไม่มี
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เดินทางกลับจากราชการที่ประเทศจีนมาถึงเมื่อคืนวันที่ 8 ส.ค. ได้เข้ารายงานตัวต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 9 ส.ค. โดยพล.ต.อ.พัชรวาทแจ้งกับนายสุเทพว่าพร้อมกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.เป็นต้นไป พร้อมกับทำหนังสือเวียนแจ้งรองผบ.ตร.และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.
ทั้งนี้ภารกิจเร่งด่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงสัปดาห์นี้ก็คือ การจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ(รองผบก.) ไปจนกระทั่งถึงสารวัตร ตามโครงสร้างใหม่ให้เสร็จทันกำหนดวันที่ 16 ส.ค. ตามที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)มีมติไว้
อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่านายอภิสิทธิ์ยังมีความประสงค์ให้พล.ต.อ.พัชรวาทลาราชการต่อไปถึงวันที่ 14 ส.ค.ตามกำหนดเดิม โดยอาจจะเจรจากับผบ.ตร.อีกครั้ง ทั้งนี้เหตุผลที่นายกฯต้องการให้ผบ.ตร.ลาราชการต่อไป ก็เพื่อความสบายใจของกลุ่มที่ผลักดันคดียิงถล่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล รวมถึงเหตุผลไม่ต้องการให้บัญชีรายชื่อโยกย้ายแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผบก.ลงมาครั้งนี้ อยู่ในความดูแลของพล.ต.อ.พัชรวาท
รายงานข่าวเปิดเผยอีกว่า นายอภิสิทธิ์เรียกพล.ต.อ.วิเชียร รักษาการผบ.ตร. เข้าหารือถึงแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผบก.ลงมา ว่าทำอย่างไรจะให้ดำเนินการไปได้โดยรวดเร็ว กระชับ ทันกำหนดเวลาวันที่ 16 ส.ค. รวมทั้งไม่มีข้อครหาเรื่องวิ่งเต้นเข้าสู่ตำแหน่ง ซึ่งการหารือมีข้อสรุปประการหนึ่งว่า อาจจะดำเนินการโยกย้ายด้วยวิธีปรับและเกลี่ย นายตำรวจที่มีตำแหน่งประจำตร. และประจำสำนักงานผู้บังคับบัญชาทั้งหลาย มาเข้าสู่ตำแหน่งหลัก ซึ่งจะทำให้โยกย้ายไม่มากนัก โดยจะไม่ปรับตำแหน่งของนายตำรวจรายอื่นๆ ที่มีตำแหน่งอยู่แล้วตามปกติ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, August 10, 2009
นั่งทำงานแล้ว พัชรวาท โผ"พตอ."ส่อวุ่นอีก
พวกปากปราศรัย
ที่มา ไทยรัฐ
คนพวกที่ชอบนินทาว่าร้ายอะไรๆไปเรื่อย ไม่ว่าเรื่องที่นินทาจะมีเหตุผลหรือไม่ สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงรำคาญ ทรงเรียกคนพวกนี้ว่า...พันธุ์ปากพล่อยครับ
สมัยนี้คำว่าพันธุ์หายไป แต่ปากพล่อยยังใช้กันอยู่
ในหนังสือภาษาไทยวันละคำ ฉบับรวมเล่ม อาจารย์
กาญจนา นาคสกุล อธิบายสำนวนที่เกี่ยวกับปากเอาไว้หลายคำด้วยกัน
ปากหอยปากปู แต่เดิมมีความหมายว่า ไม่พูดไม่จา หรือ จำต้องนิ่งเฉย ไม่กล้าพูดอะไร เปรียบเหมือนปากหอยปากปูซึ่งหุบนิ่งอยู่
ปัจจุบันใช้ "ปากหอยปากปู" ในความหมาย...ชอบพูดซุบซิบนินทาผู้อื่น
(คนพวกที่มักถูกบอกว่าเป็นพวกปากหอยปากปู ก็น่าจะเป็นพวกสื่อหนังสือพิมพ์นี่แหละครับ)
แต่ถ้าพวกสื่อจะพูดเองบ้าง ก็คงต้องใช้ว่า "ปากเป็นชัก-ยนต์" มีความหมายว่า พูดไม่หยุด เปรียบเทียบลักษณะของปากในขณะที่พูดเหมือนการเชิดหุ่น แปลความได้ว่า พูดจาว่ากล่าวสั่งสอนไม่รู้จบ
"เช่นเรื่องคอรัปชัน ก็พูดกันอยู่นั่นแหละ แต่ไม่ว่าโครงการไหน รัฐบาลไหน ก็ต้องมีเรื่องให้ใช้ปากเป็นชักยนต์ทุกที"
เมื่อฟังท่านผู้นำ หรือท่านผู้ตามแถลงผลงานยืดยาว... บางเรื่องทำให้นึกถึงสำนวนปากว่าตาขยิบ ปากท่านก็ว่า
เรื่องใดที่มีปัญหาประชาชนตั้งข้อสงสัย อย่างเรื่องรถเมล์ 4 พันคัน ก็ต้องทบทวนกันก่อน
แต่บังเอิญเรื่องนั้นเป็นเรื่องของพรรคร่วม พอมาเป็นเรื่องของรัฐบาลทำเอง อย่างเรื่องชุมชนพอเพียง สุ้มเสียงที่ทักเข้ามา
ทำให้นึกถึงคำว่า ปากว่าตาขยิบ ที่หมายความว่า พูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง
ความจริง สำนวนที่เหมาะกับเรื่องนี้น่าจะใช้ว่าแต่ เขาอิเหนาเป็นเอง
อีกสำนวน ปากหวานก้นเปรี้ยว อาจารย์กาญจนาบอกว่า สำนวนเก่าใช้ว่า หัวหวานก้นเปรี้ยว เปรียบกับมะม่วงซึ่งส่วนหัวมีรสหวาน แต่ก้นจะเปรี้ยว
บางคนเปรียบกับการหมักน้ำตาลในกระบอกไม้ไผ่ ส่วนที่อยู่ปากจะมีรสหวาน
ส่วนที่อยู่ก้นจะออกเปรี้ยว
สมัยนี้ ความหมายของสำนวนปากหวานก้นเปรี้ยวเปลี่ยนไปเป็นพูดจาอ่อนหวานแต่ไม่มีความจริงใจ
สำนวนที่รุนแรงที่สุดก็คือ ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ
เวลาพูดก็พูดแสดงความปรารถนาดี ทำให้ผู้ฟังตายใจหลงเชื่อว่าจริง แต่ภายในใจนั้นมุ่งร้าย หรือมุ่งทำลาย
มีประโยคตัวอย่าง "คนที่ปากร้ายใจดีไม่น่ากลัวหรอก แต่พวกปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอนี่ซิน่ากลัวที่สุด"
ผมไม่ค่อยแน่ใจสำนวนนี้จะใช้กับผู้นำรัฐบาลที่ปากหวาน จนชาวบ้านเผลอก็ล้วงกระเป๋าขึ้นภาษีน้ำมันลิตรหนึ่ง ล้วงเอาไปตั้งเกือบ 13 บาท...ได้หรือเปล่า?
โถ! พอถูกทักก็ออกตัวว่าจะลดให้ลิตรละ 2 บาท ลดแล้วยังทวงบุญคุณ แถมส่วนที่แอบล้วงเอาไปเป็นแรมเดือนแรมปีไม่มีพูดถึงซักคำ.
กิเลน ประลองเชิง
ต้องระดมเครื่องฟอก
ที่มา ไทยรัฐ
ได้โอกาสจูนอารมณ์กลับไปเมื่อครั้งเป็นเด็กๆใหม่
กับคำถามของน้องๆ ยุวประชาธิปัตย์ในรายการ "QUESTION MARK DAY" ถ้าเลือกเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ได้ตัวหนึ่ง นายกฯจะเลือกเป็นตัวอะไร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบแบบเขินๆแบบเสียไม่ได้ ไม่ค่อยนิยมเป็นตัวอะไร เพราะเป็นแล้วต้องแต่งตัวแปลกๆ
แต่ถ้าให้เลือก ก็จะเป็น "แบทแมน" หรือมนุษย์ค้างคาว เพราะชอบตั้งแต่เป็นการ์ตูนจนมาเป็นภาพยนตร์ เพราะเขามีบุคลิกที่เป็นมนุษย์ดี
ไม่หนีความเป็นคนธรรมดา
วัดกันจากมุมนี้ มันก็สะท้อนอารมณ์ลึกๆของคนชื่อ "อภิสิทธิ์" ชอบคิดอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงซะเป็นส่วนใหญ่
และก็เป็นอะไรที่ไม่ได้หนีจากความเป็นจริง
กับตัวเลขล่าสุดของเอแบคโพล เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เปรียบเทียบความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วัดกันเป็นรายข้อ พบว่า ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต นายอภิสิทธิ์ ได้คะแนนร้อยละ 68.2 ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เพียง 40.5 เปอร์เซ็นต์
ทิ้งกันขาดตามฟอร์ม
เรื่องของความซื่อสัตย์ปมจริยธรรม "อภิสิทธิ์" ยังไม่มีรอยตำหนิ
แต่นายกฯอภิสิทธิ์จะยิ้มได้กว้างกว่านี้ ถ้าไม่บังเอิญว่ามีปมติดติ่งแนบท้าย ผลการสำรวจของเอแบคโพลรอบนี้ ยังระบุเรื่องปัญหาทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง
ประชาชนส่วนใหญ่เกรงว่า ปัญหาการทุจริตจะกระทบต่อแนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และต้องการให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อปัญหานี้ หาคนผิดมาลงโทษ
และให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลาออกทั้งคณะ
จี้ใจดำจังๆเลย
โดยผลสำรวจเอแบคโพลมันยิ่งตอกย้ำ กระตุ้นต่อมสะดุ้งของนายกฯอภิสิทธิ์ให้ยิ่งนั่งไม่ติด
ในสถานการณ์ที่เซียนเชี่ยวกระแสรู้สึกได้ "คราบฝังลึก" เกินกว่าเครื่องฟอกมนุษย์ยี่ห้อประชาธิปัตย์จะเอาอยู่
จากหมากแรกที่นายกฯอภิสิทธิ์ใช้เครดิตของ "คุณชายสะอาด" ออกมาประกาศเองเลยว่า คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการของพรรคขึ้นมาตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง
ชิงตัดกระแส ล้างคราบกันเองภายใน
แต่โดยทางข่าวที่นับวันยิ่งไหลลงลึก ปมไม่ชอบมาพากลของโครงการฉาว "ชุมชนแพงเพียบ" ที่ถูกคุ้ยถูกประจานออกมา
โดยเฉพาะคิว "กระแทกตอ" จังๆ
กรณีทีมงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนกงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ที่มี พล.อ.ชัชวาลย์ ทัตตานนท์ รอง ผอ.สพช. ส่งคนลงตรวจสอบข้อร้องเรียนรายการตุกติกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยไม่แจ้งให้ "คนใน" รู้ตัวล่วงหน้า
แล้วก็ดันไปเจอปมฉาวจะจะ หลุดออกมาเป็นข่าวประจานทางหน้าหนังสือพิมพ์ ฟ้องกันด้วยหลักฐาน ก็เลยมีการออกคำสั่งด้วยวาจาจากบิ๊กที่ "ร้อนตัว" ตะเพิดเจ้าหน้าที่ 3 คนในทีม พ้นจากงานใน สพช.
ตามอาการที่ฟ้องถึงพฤติกรรมร้อนรน วนเข้าใกล้ตัว"โจ๊กเกอร์"
จวนตัว เข้าเนื้อเข้าไปทุกขณะ
ล่าสุด โดยการแถลงของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโครงการชุมชนพอเพียงของพรรค แบไต๋ พรรคเตรียมรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาตรวจสอบ
รวมทั้งประสานไปยังนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม เพื่อสั่งการไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าที่เสนอขายให้ชุมชน ว่าเกี่ยวโยงกับเจ้าหน้าที่ใน สพช.
ยืมมือ ป.ป.ช. ดึงยี่ห้อ ปปง.เข้ามาช่วยล้างคราบ
โชว์ความบริสุทธิ์ใจด้วยการชิงฟอกตัวเอง ตัดเกม เบรกกระแสภายนอกที่พุ่งเข้าใส่
สูตรสำเร็จยี่ห้อประชาธิปัตย์เลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ไม่มีอภิสิทธิ์
ที่มา ไทยรัฐ
ข่าวความไม่ชอบมาพากลใน โครงการชุมชนพอเพียง ชักจะ หนาหูขึ้นทุกที ผมว่ารัฐบาลชุดนี้เรื่องข่าวการทุจริตคอรัปชันก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน คงจะจำกันได้พอเข้ามาก็เปิดตัวด้วยเรื่องของ ปลากระป๋องเน่า แล้วก็อีกสารพัดโครงการตามมาติดๆ เลยถูกชาวบ้านวิจารณ์เอาว่าอดอยากปากแห้ง
กระเหี้ยนกระหือรือ
เรื่องราวของการส่อทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง กระหึ่มก็เพราะไปกล่าวอ้างถึงญาติ รมต.ในรัฐบาลชุดนี้ด้วย ก็อย่างว่า ที่ผม อยากจะดักคอเอาไว้ก็คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ การตรวจสอบทุจริตคอรัปชันทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่เห็นที่จะกระเหี้ยนกระหือรือกับเรื่องเหล่านี้
ใช่ว่ามี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯแล้ว ได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วทุกอย่างจะดูดีไปหมด กลับกลายเป็นช่องว่างให้โกงบ้านโกงเมืองไปฉิบ
วันก่อน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส. กทม.พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดเผยว่า มีความพยายามที่จะ ฆ่าตัดตอนโครงการดังกล่าว ด้วยการปกปิดเอกสารพยานหลักฐาน อาทิที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น แม้แต่ใน กทม.เองก็มีความพยายามที่จะกลบเกลื่อนหลักฐาน
ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผมเห็นผ่านๆว่ามีคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตของประชาธิปัตย์ออกมาเอะอะว่าจะส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบโดยเร็วที่สุด ในเวลาเดียวกัน ทางสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ก็อ้างว่าได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาไว้ 3 รายแล้ว แต่ตำรวจกองปราบบอกไม่รู้เรื่อง
ทำให้ผมนึกไปถึงกรณี รถและเรือดับเพลิง กทม. นึกไปถึงปลา กระป๋องเน่า ก็มีพฤติกรรมเอาจริงเอาจังอย่างนี้ของคนในรัฐบาล สุดท้าย ไม่มีอะไรในกอไผ่ ผู้ต้องสงสัยลอยนวลไปตามระเบียบ
ถ้าจะนึกย้อนอดีตไปอีกนิด ผักสวนครัวรั้วกินได้ ทุจริตยา รับประกัน การันตีก็สุดลิ่มทิ่มประตู พอน้ำลดตอผุดเท่านั้น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กันหมด ผมไม่อยากเห็นเรื่องทำนองนี้ เป็นแบบฟอร์มของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะดูว่าจะไม่มีความจริงใจกับการบริหารประเทศเท่าที่ควร
ก่อนจบโปรดอ่านจดหมายจากพี่น้องชาว จ.หนองบัวลำภูสักนิด "ผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นกรรมการโครงการชุมชนเข้มแข็งของรัฐบาลต่อจากโครงการเอสเอ็มแอลของรัฐบาลก่อน ทำให้เห็นการทุจริตของข้าราชการ ต่างจากเอสเอ็มแอลที่ไม่มีข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง ชาวบ้านตรวจสอบกันเอง แต่โครงการของรัฐบาลชุดนี้กลับเอาผู้รับเหมา ข้าราชการ มาครอบกรรมการชุมชน เลยล็อกสเปก กันอุตลุด หมู่บ้านไหนหัวแข็งก็จะไม่ผ่านโครงการให้ ยกเอาหมู่บ้านอื่นมากดดัน ถ้าไม่รับก็โดนด่า สินค้าที่มายัดเยียดราคาแพงเป็น เท่าตัว ฟันกำไรกันอิ่มหมีพีมัน ไม่กลัวประเทศชาติล่มจม เช่นรถอีแต๋นประเมินราคาไม่น่าจะเกินแสน แต่เอามาขายแสนแปดถึงสองแสนห้า ผู้รับเหมาอ้างว่าต้องเอากำไรไปดูแลนายขอกันร้อยละ 15-20 ที่ร้ายไปกว่านั้นยังติดสินบนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านโครงการละ 2-3 หมื่น" งามหน้าไหมล่ะ.
หมัดเหล็ก
ก้าวต่อไปของขบวนการคนเสื้อแดง
ที่มา ประชาไท
ชาด โพทะเล
คนเสื้อแดงเป็นขบวนการที่เติบโตเร็วมากทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตมาจากจุดหมายร่วมในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ประชาธิปไตยถูกทำลายเท่านั้น จึงรวมเอากลุ่มคนที่มีจุดยืนหลากหลายเข้ามาด้วยกัน ขบวนการคนเสื้อแดงจึงมีทั้งคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจ จนมองข้ามปัญหาและข้ออ่อนของยุคทักษิณ ไปจนถึงคนที่ต่อต้านรัฐประหารและอำมาตยาธิปไตยทั้งหัวโจกและตัวแทนโดยไม่แคร์นักกับทักษิณ ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการชอบธรรมที่สุด
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย แต่เพื่อยุติความลำเอียง ไร้มาตรฐาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานและกอบกู้กระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อยุติตุลาการภิวัฒน์ลงเสีย
สัมภาษณ์ ไม้หนึ่ง ก.กุนที: (1) ทำไมถึงต้องแดง! บทวิเคราะห์แดง-เหลือง การเมืองเก่า-ใหม่
ที่มา ประชาไท
สัมภาษณ์โดย อรรคพล สาตุ้ม, มุทิตา เชื้อชั่ง
ของแท้มาแล้ว
ของแท้มาแล้ว - ความเห็นในเรื่องการถวายฎีกาของคนเสื้อแดง
ที่มา ห้องราชดำเนิน พันทิป
โพสโดย ตระกองขวัญ www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P8184226/P8184226.html
อ่านความเห็นของนักกฎหมาย นักวิชาการสายอำมาตย์มาเยอะแล้ว วันนี้อ่านของแท้มั่งของแท้ที่ไม่เอนเอียงฝ่ายใด เป็นการเขียนบทความที่สะท้อนให้เห็นสภาพที่เป็นจริงในสังคมวันนี้ ส่วนผู้ตั้งกระทู้ ขอให้ความเห็นเพียงว่า "เชื่อมั่นในพระอัจฉริยภาพ" เท่านั้น
ประวัติศาสตร์
ที่มา thaifreenews
จาก พ.ศ. 2475 - ถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐประหารมากที่สุดในโลก
การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475
" คณะราษฎร " ซึ่งประกอบด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนบางกลุ่ม จำนวน 99 นาย มีพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะ ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศ จากพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่7 เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็นระบอบประชาธิปไตย โดยมีรัฐธรรมนูญใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศสืบต่อไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริ ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญ ให้แก่ปวงชนชาวไทยอยู่ก่อนแล้ว จึงทรงยินยอมตามคำร้องขอของคณะราษฎร ที่ทำการปฏิวัติในครั้งนั้น
รัฐประหาร 20 มิถุนายน 2476
พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พร้อมด้วยทหารบก ทหารเรือ และพลเรือนคณะหนึ่ง ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อขอให้พระยามโนปกรณ์นิติธาดา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นลาออกจากตำแหน่งซึ่งเป็นการริดรอนอำนาจภายในคณะราษฏร ที่มีการแตกแยกกันเอง
ในส่วนของการใช้อำนาจ ต้องมีมาตรการป้องกันมิให้ใช้อำนาจในทางที่ละเมิดต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสังคมและประเทศชาติ เช่น ให้มีศาลคดีการเมือง ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการรัฐสภา สำนักงานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่มีอิสระอย่างเต็มที่ การประกาศทรัพย์สินของนักการเมืองทุกคนทุกตำแหน่ง การออกกฎหมายผลประโยชน์ขัดกัน ฯลฯ
กบฏบวชเดช 11 ตุลาคม 2476
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหารจากหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ก่อการเพื่อล้มล้างอำนาจของรัฐบาล โดยอ้างว่าคณะราษฎรปกครองประเทศไทยโดยกุมอำนาจไว้แต่เพียงแต่เพียงผู้เดียว และปล่อยให้บุคคลกระทำการหมิ่นองค์พระประมุขของชาติ รวมทั้งจะดำเนินการปกครองโดยลัทธิคอมมิวนิสต์ ตามแนวทางของนายปรีดี พนมยงค์ คณะผู้ก่อการได้ยกกำลังเข้ายึดดอนเมืองเอาไว้ ฝ่ายรัฐบาลได้แต่งตั้ง พ.ท.หลวง พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการกองกำลังผสม ออกไปปราบปรามจนประสบผลสำเร็จ
กบฏนายสิบ 3 สิงหาคม 2478
ทหารชั้นประทวนในกองพันต่างๆ ซึ่งมีสิบเอกสวัสดิ์ มหะมัด เป็นหัวหน้า ได้ร่วมกันก่อการเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยจะสังหารนายทหารในกองทัพบก และจับพระยาพหลพลพยุหเสนาฯ และหลวงพิบูลสงครามไว้เป็นประกัน รัฐบาลสามารถจับกุมผู้คิดก่อการเอาไว้ได้ หัวหน้าฝ่ายกบฏถูกประหารชีวิต โดยการตัดสินของศาลพิเศษในระยะต่อมา
กบฏพระยาทรงสุรเดช 29 มกราคม 2481
ได้มีการจับกุมบุคคลผู้คิดล้มล้างรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง ให้กลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ดังเดิม นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการ และได้ให้เดินทางออกไปนอกราชอาณาจักร ต่อมารัฐบาลได้จัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณา และได้ตัดสินประหารชีวิตหลายคน ผู้มีโทษถึงประหารชีวิตบางคน เช่น พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนชัยนาทนเรนทร นายพลโทพระยาเทพหัสดิน นายพันเอกหลวงชานาญยุทธศิลป์ ได้รับการลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นผู้ได้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติมาก่อน
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490
คณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมี พลโทผิน ชุณหะวัณ เป็นหัวหน้าสำคัญ ได้เข้ายึดอำนาจรัฐบาล ซึ่งมีพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ แล้วมอบให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี จัดตั้งรัฐบาลต่อไป ขณะเดียวกัน ได้แต่งตั้ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นผู้บัญชาการทหารแห่งประเทศไทย
กบฏแบ่งแยกดินแดน 28 กุมภาพันธ์ 2491
จะมีการจับกุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายคน เช่น นายทิม ภูมิพัฒน์ นายถวิล อุดล นายเตียง ศิริขันธ์ นายฟอง สิทธิธรรม โดยกล่าวหาว่าร่วมกันดำเนินการฝึกอาวุธ เพื่อแบ่งแยกดินแดนภาคอีสานออกจากประเทศไทย แต่รัฐบาลไม่สามารถดำเนินการจับกุมได้ เนื่องจากสมาชิกผู้แทนราษฏรมีเอกสิทธิทางการเมือง
รัฐประหาร 6 เมษายน 2491
คณะนายทหารซึ่งทำรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 บังคับให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แล้วมอบให้จอมพล ป. พิบูลสงคราม เข้าดำรงตำแหน่งต่อไป
กบฏเสนาธิการ 1 ตุลาคม 2491
พลตรีสมบูรณ์ ศรานุชิต และพลตรีเนตร เขมะโยธิน เป็นหัวหน้าคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง วางแผนที่จะเข้ายึดอำนาจการปกครอง และปรับปรุงกองทัพจากความเสื่อมโทรม และได้ให้ทหารเข้าเล่นการเมืองต่อไป แต่รัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ทราบแผนการ และจะกุมผู้คิดกบฏได้สำเร็จ
กบฏวังหลวง 26 มิถุนายน 2492
นายปรีดี พนมยงค์ กับคณะนายทหารเรือ และพลเรือนกลุ่มหนึ่ง ได้นำกำลังเข้ายึดพระบรมมหาราชวัง และตั้งเป็นกองบัญชาการ ประกาศถอดถอน รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม และนายทหารผู้ใหญ่หลายนาย พลตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยกาปราบปราม มีการสู้รบกันในพระนครอย่างรุนแรง รัฐบาลสามารถปราบฝ่ายก่อการกบฏได้สำเร็จ นายปรีดี พนมยงค์ ต้องหลบหนออกนอกประเทศอีกครั้งหนึ่ง
กบฏแมนฮัตตัน 29 มิถุนายน 2494
นาวาตรีมนัส จารุภา ผู้บังคับการเรือรบหลวงสุโขทัยใช้ปืนจี้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ไปกักขังไว้ในเรือรบศรีอยุธยา นาวาเอกอานน บุญฑริกธาดา หัวหน้าผู้ก่อการได้สั่งให้หน่วยทหารเรือมุ่งเข้าสู่พระนครเพื่อยึดอำนาจ และประกาศตั้งพระยาสารสาสน์ประพันธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดการสู้รบกันระหว่างทหารเรือ กับทหารอากาศ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สามารถหลบหนีออกมาได้ และฝ่ายรัฐบาลได้ปรามปรามฝ่ายกบฏจนเป็นผลสำเร็จ
รัฐประหาร 29 พฤศจิกายน 2494
จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจตนเอง เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในรัฐสภาได้ ต้องใช้วิธีการให้ตำแหน่งและผลประโยชน์ต่างๆ แก่บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ได้รับการสนับสนุนอยู่เสมอ ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2492 ซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น มีวิธีการที่เป็นประชาธิปไตยมากเกินไป จึงได้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวเสีย พร้อมกับนำเอารัฐธรรมนูญฉบับลงวันที่ 10 ธันวาคม 2475 มาใช้อีกครั้งหนึ่ง
กบฏสันติภาพ 8 พฤศจิกายน 2497
นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ (ศรีบูรพา) และคณะถูกจับในข้อหากบฏ โดยรัฐบาลซึ่งขณะนั้นมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี เห็นว่าการรวมตัวกันเรี่ยไรเงิน และข้าวของไปแจกจ่ายแก่ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งขณะนั้นกำลังประสบกับความเดือดร้อน เนื่องจากความแห้งแล้งอย่างหนัก เป็นการดำเนินการที่เป็นภัยต่อรัฐบาล นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ กับคณะถูกศาลตัดสินจำคุก 5 ปี
รัฐประหาร 16 กันยายน 2500
จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้าคณะนายทหารนำกำลังเข้ายึดอำนาจของรัฐบาลซึ่งมีจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากเกิดการเลือกตั้งสกปรก และรัฐบาลได้รับการคัดค้านจากประชาชนอย่างหนัก จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ต้องหลบหนีออกไปนอกประเทศ
รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501
เป็นการปฏิวัติเงียบอีกครั้งหนึ่ง โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ในขณะนั้น ลากออกจากตำแหน่ง ในขณะเดียวกันจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดในขณะนั้น ได้ประกาศยึดอำนาจการปกครองประเทศ ทั้งนี้เนื่องจากเกิดการขัดแย้งในพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล และมีการเรียกร้องผลประโยชน์หรือตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง เป็นเครื่องตอบแทนกันมาก คณะปฏิวัติได้ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยกเลิกพระราชบัญญัติพรรคการเมือง และให้สภาผู้แทน และคณะรัฐมนตรีสิ้นสุดลง
รัฐประหาร 17 พฤศจิกายน 2514
จอมพลถนอม กิตติขจร ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำการปฏิวัติตัวเอง ประกาศยกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขึ้นทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ และให้ร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายในระยะเวลา 3 ปี
ปฏิวัติโดยประชาชน 14 ตุลาคม 2516
การเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญของนิสิตนักศึกษา และประชาชนกลุ่มหนึ่งได้แผ่ขยายกลายเป็นพลังประชาชนจำนวนมาก จนเกิดการปะทะสู้รบกันระหว่างรัฐบาลกับประชาชน เป็นผลให้จอมพลถนอม กิตติขจร นายักรัฐมนตรี จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ
ปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน 6 ตุลาคม 2519
พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ และคณะนายทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศ เนื่องจากเกิดการจลาจล และรัฐบาลพลเรือนในขณะนั้นยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้โดยทันที คณะปฏิวัติได้ประกาศให้มีการปฏิวัติการปกครอง และมอบให้นายธานินทร์ กรัยวิเชียร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
รัฐประหาร 20 ตุลาคม 2520
พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ เป็นหัวหน้าคณะนายทหารเข้ายึดอำนาจของรัฐบาล ซึ่งมีนายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากรัฐบาลได้รับความไม่พอใจจากประชาชน และสถานการณ์จะก่อให้เกิดการแตกแยกระหว่างข้าราชการมากยิ่งขึ้น ประกอบกับเห็นว่าระยะเวลาที่กำหนดไว้ในการปฏิรูปการปกครอง ซึ่งมีระยะเวลาถึง 12 ปีนั้นนานเกินไป สมควรให้มีการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็ว
กบฎ 26 มีนาคม 2520
พลเอกฉลาด หิรัญศิริ และนายทหารกลุ่มหนึ่ง ได้นำกำลังทหารจากกองพลที่ 9 จังหวัดกาญจนบุรี เข้ายึดสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกสวนรื่นฤดี กองบัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ กองบัญชาการทหารสูงสุดส่วนหน้า สนามเสือป่า และกรมประชาสัมพันธ์ ฝ่ายทหารของรัฐบาลพลเรือน ภายใต้การนำของ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลอากาศเอกกมล เดชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพลเอกเสริม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารบก ได้ปราบปรามฝ่ายกบฏเป็นผลสำเร็จ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ ถูกประหารชีวิตตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจตามมาตรา 21 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520
กบฎ 1 เมษายน 2524
พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา ด้วยความสนับสนุนของคณะนายทหารหนุ่มโดยการนำของพันเอกมนูญ รูปขจร และพันเอกประจักษ์ สว่างจิตร ได้พยายามใช้กำลังทหารในบังคับบัญชาเข้ายึดอำนาจปกครองประเทศ ซึ่งมีพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเกิดความแตกแยกในกองทัพบก แต่การปฏิวัติล้มเหลว ฝ่ายกบฏยอมจำนนและถูกควบคุมตัว พลเอกสัณห์ จิตรปฏิมา สามารถหลบหนีออกไปนอกประเทศได้ ต่อมารัฐบาลได้ออกกฏหมายนิรโทษกรรมแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการกบฏในครั้งนี้
การก่อความไม่สงบ 9 กันยายน 2528
พันเอกมนูญ รูปขจร นายทหารนอกประจำการ ได้นำกำลังทหาร และรถถังจาก ม.พัน 4 ซึ่งเคยอยู่ใต้บังคับบัญชา และกำลังทหารอากาศโยธินบางส่วน ภายใต้การนำของนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร เข้ายึดกองบัญชาการทหารสูงสุด และประกาศให้ พลเอกเสริม ณ นคร เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองของประเทศ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในขณะที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี และพลเอกอาทิตย์ กำลังเอก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้บัญชาการทหารบก อยู่ในระหว่างการไปราชการต่างประเทศ กำลังทหารฝ่ายรัฐบาลโดยการนำของพลเอกเทียนชัย สิริสัมพันธ์ รองผู้บัญชากรทหารสูงสุด ได้รวมตัวกันต่อต้านและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา พันเอกมนูญ รูปขจร และนาวาอากาศโทมนัส รูปขจร หลบหนีออกนอกประเทศ การก่อความไม่สงบในครั้งนี้มีอดีตนายทหารผู้ใหญ่หลายคน ตกเป็นผู้ต้องหาว่ามีส่วนร่วมอยู่ด้วย ได้แก่ พลเอกเสริม ณ นคร พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ พลอากาศเอกพะเนียง กานตรัตน์ พลเอกยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา และพลอากาศเอกอรุณ พร้อมเทพ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด
รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534
โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติซึ่งประกอบด้วย ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ เจ้าหน้าที่-ตำรวจ และพลเรือน ภายใต้การนำของพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก พลเรือเอกประพัฒน์ กฤษณ-จันทร์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พลอากาศเกษตร โรจนนิล ผู้บัญชาการทหารอากาศ พลตำรวจเอกสวัสดิ์ อมร-วิวัฒน์ อธิบดีกรมตำรวจ รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ และพลเอกอสิระพงศ์ หนุนภักดี รองผู้บัญชาการทหารบก เลขาธิการคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองจากพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีได้สำเร็จ ยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 ตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549
คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะทหารในนาม “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (คปค.) ได้ทำการรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร รัฐประหารครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และไร้การสูญเสียเลือดเนื้อ
00.19 น. โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ แถลงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. พล.ร.อ. สถิรพันธุ์ เกยานนท์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) พล.อ.อ. ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) พร้อมด้วย พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ รัฐบุรุษและประธานองคมนตรี เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต เพื่อกราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมือง
และมีการแต่งตั้งให้พล.อ. สนธิ บุญรัตกลิน ได้เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ก่อนที่ในภายหลังเปลี่ยนชื่อจาก คปค.เป็น คมช. คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และได้แต่ตั้งให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการรัฐประหารในครั้งนั้น
เสริมพระราชชาตาวันแม่ หนุนดวงราชวงศ์แข็งแกร่ง
ที่มา Thai E-News
พิธีเสริมพระราชชาตา-ภาพจำลองการจัด "พิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ" ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันที่ 11 สิงหาคมนี้ ซึ่งอาจารย์เจ้าพิธีเผยว่า เป็นพิธีหลวงในอดีต ที่จัดขึ้นเพื่อหนุนดวงชะตาบ้านเมือง และดวงชะตาของราชวงศ์ผู้ปกครองประเทศ หากดวงพระราชชะตาของผู้ปกครองแผ่นดินแข็งแกร่ง จะนำมาซึ่งความผาสุกแก่ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชนออนไลน์ และคมชัดลึก
10 สิงหาคม 2552
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ว่า อยากจะเชิญชวนประชาชนทุกคน ใช้โอกาสนี้ในการหลอมรวมจิตใจอีกครั้งถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และร่วมกันในกิจกรรมต่างๆ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จะเป็นการเฉลิมพระเกียรติ อาทิ โครงการ "มหกรรมวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ" ที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้น ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย นิทรรศการ "ศิลป์แผ่นดิน" โครงการ "สิงหาพาแม่เที่ยว" เพื่อให้ลูกใช้โอกาสในวันหยุดราชการ 12 สิงหาคม หรือในช่วงของสุดสัปดาห์ในการพาแม่เที่ยว เพื่อเสริมสร้างความผูกพันกันในครอบครัว และกระตุ้นการท่องเที่ยวสำหรับเศรษฐกิจไทย
สำหรับกิจกรรมต่างๆ ในช่วงวันแม่แห่งชาติ อาทิ มูลนิธิ 5 ธันวามหาราช จัด "พิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ" เป็นการถวายพระพรชัยมงคล ที่ท้องสนามหลวง มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธีถวายเครื่องราชสักการะ และจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ในเย็นวันที่ 12สิงหาคม พร้อมกับทุกจังหวัดและอำเภอ รวมถึงมีการแสดงมหรสพในวันดังกล่าวด้วย
ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ประธานมูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช กล่าวว่า ในโอกาสมหามงคล วันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มูลนิธิขอเชิญชวนพสกนิกรทุกท่าน เข้าร่วมบำเพ็ญบุญในพิธี “มหาชาตาบารมีสิทธิ” ในงาน “๑๒ สิงหาพระบรมราชินีนาถ” ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๕๒ เวลา ๐๕.๓๐-๐๘.๐๐ น.
การจัดงานเฉลิมพระเกียรติในปีนี้ ดร.จรินทร์ กล่าวว่า ถือเป็นครั้งสำคัญยิ่ง เพราะจะมีพิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ ในเช้าวันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม โดยมี พระพรหมวชิรญาน กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เป็นประธานในพิธีสงฆ์ และมีพระสงฆ์ร่วมในพิธีทั้งหมด ๔๒ รูป ในพิธีนี้ อาจารย์วรธนัท อัศกุลโกวิท ปรมาจารย์ศาสตร์ฮวงจุ้ยชื่อดัง เป็นประธานประกอบพิธี ซึ่งเป็นการสืบสานพิธีโบราณราชประเพณี เช่นครั้งสมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ ที่ได้จัดทำขึ้นเป็นประจำทุกปี อันจะนำมาซึ่งความผาสุกแก่ปวงประชาทั่วทั้งแผ่นดิน อีกทั้งยังส่งเสริมให้ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ตลอดจนให้เกิดความสงบร่มเย็นภายในบ้านเมือง และมีความสมานฉันท์เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
โดยวันอังคารที่ ๑๑ สิงหาคม เป็นพิธีบวงสรวงพระสยามเทวาธิราช และสมเด็จพระบูรพามหากษัตริยาธิราชเจ้า จากนั้นเป็นพิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ
ทางด้าน พระพรหมวชิรญาน กล่าวว่า “ในวันแม่ปีนี้ นับว่าเป็นโอกาสดียิ่ง ที่สาธุชนชาวไทยจะได้เข้าร่วมพิธีบุญอันศักดิ์สิทธิ์ เพื่อถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงมีพระคุณูปการสูงสุดแก่ปวงชนชาวไทย พร้อมกันนี้ พสกนิกรชาวไทยก็จะได้ร่วมกันสร้างบารมีเสริมความเป็นสิริมงคลให้แก่ตนเอง และครอบครัว ตลอดจนประเทศชาติโดยรวมอีกด้วย”
ขณะเดียวกัน อาจารย์วรธนัท อัศกุลโกวิท กล่าวถึงตำนานพิธีมหาชาตาบารมีสิทธิ ว่าเป็นพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ มีมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรสุวรรณภูมิ โดยมีการจัดกันเป็นประจำทุกปี ตามคติความเชื่อที่ว่า หากดวงพระราชชะตาของผู้ปกครองแผ่นดินแข็งแกร่ง จะนำมาซึ่งความผาสุกแก่ประชาชนทั่วทั้งแผ่นดิน และเป็นพิธีสำคัญที่ประชาชนจะได้ร่วมมือร่วมใจกันถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ขณะเดียวกันความศักดิ์สิทธิ์ระหว่างการดำเนินพิธีจะส่งผลให้ผู้เข้าร่วมพิธีบังเกิดความสงบภายในจิตใจและเป็นสิริมงคลโดยทั่วกัน
อาจารย์วรธนัท กล่าวด้วยว่า จากการที่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ รู้สึกศรัทธาในประเพณีดีๆ ที่เคยมีมาในอดีต จึงได้ศึกษาอย่างจริงจัง และมุ่งมั่นเสาะแสวงหาความรู้จากต้นกำเนิดหลายๆ ที่ จนมีความรู้เกี่ยวกับพิธีกรรมต่างๆ ของสมัยโบราณ และเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงได้จัดพิธีมหาปะฐะมังสิทธิ ขึ้นที่ จ.เชียงใหม่ เป็นพิธีหลวงในอดีต ที่จัดขึ้นเพื่อหนุนดวงชะตาบ้านเมือง และดวงชะตาของราชวงศ์ผู้ปกครองประเทศ ครั้งนั้น ดร.จรินทร์ สวนแก้ว ได้ไปร่วมในพิธีด้วย
และจากพิธีครั้งนั้น พระพรหมวชิรญาน จึงได้ปรารภว่า น่าจะจัดพิธีนี้ขึ้นที่กรุงเทพฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วมในพิธีอันศักดิ์สิทธิ์นี้โดยทั่วกัน และจากสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ทำให้ประชาชนขาดที่พึ่ง ขาดกำลังใจ จึงได้จัดพิธีนี้ขึ้น โดยหวังว่า จะเป็นจุดหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้ร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันของชาติ และได้รวมพลังความรักความสมัครสมานสามัคคี ซึ่งเชื่อว่า หากเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันแล้ว จะไม่มีอุปสรรคใดๆ ในบ้านเมืองที่คนไทยจะฝ่าฟันไปไม่ได้
ติดต่อสอบถามได้ที่...ประชาสัมพันธ์มูลนิธิ ๕ ธันวามหาราช โทร.๐๘-๔๑๑๑-๑๒๐๘,๐-๒๓๗๗-๐๑๒๗-๘
ห้าล้านกว่าคนที่ถวายฎีกา ใช่พสกนิกรหรือไม่...(ตอนที่ 1)
ที่มา Thai E-News
โดย คุณอ่างขาง
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
10 สิงหาคม 2552
ถามท่านผู้อวดอุตริหยั่งรู้ทั้งหลาย ทั้งนักวิชาการ นักการเมือง สื่อ และกลุ่มเทวดา เรื่องแบบนี้พวกท่านจะตอบว่าอย่างไร
1. ถ้า คนเสื้อแดง เอาข้อความขึ้นที่แผ่นป้ายว่า "เราสู้เพื่อในหลวง" แล้วกระทำการ ปิดถนน ยึดทำเนียบรัฐบาล ปล้นอาวุธสงครามที่เก็บไว้ในทำเนียบ ขโมยความลับความมั่นคงของชาติ แอบเอาทรัพย์สินของทางราชการไปขาย แปลงทำเนียบรัฐบาลเป็นฮาเล็มเพื่อสมสู่ ยึดสถานีโทรทัศน์ ยึดสนามบินนานาชาติ เอาอาวุธปืนไล่ยิงประชาชนกลางวันแสกๆ ไล่เข่นฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจกลางถนน กล่าววาจาหยาบคาย ถ่อย กักขฬะ ปลุกระดมมวลชน ถ่ายทอดทีวีไปทั่วโลก แล้วพยายามใช้วาจากล่าวอ้างว่า ตนเองคือนักรบของพระราชา ทุกอย่างมีหลักฐานมีทั้งภาพและเสียงชัดเจน
ถามว่า ถ้าคนเสื้อแดงกระทำการเยี่ยงนั้น จะมีความผิดถึงขั้นไหน เป็นการมิบังควรหรือไม่ จะเป็นการหมิ่นฯหรือไม่ จะโดนลงโทษถึงขั้นเอาเอ็ม16 มาไล่ยิงให้กระจุยกระจายหรือเปล่า คนที่ยังมีชีวิตรอดอยู่ จะถูกตามล่าตามล้าง ออกหมายจับมาดำเนินคดีอย่างรีบด่วนไหม
2. ถ้า คนเสื้อแดง บังอาจเอาผ้าอนามัยที่ใช้แล้ว ไปถูทาที่ฐานพระบรมรูปทรงม้า จะเกิดอะไรขึ้น เหล่าผู้คนที่ภูมิใจตนเองนักหนา ที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ที่เป็นพระนามของพระองค์ท่าน จะทำอย่างไรกับกรณีนี้
ข้อหาที่จะได้เจอ คือเหล่าศิษย์ที่จบจากสถาบันฯ อันเป็นที่รักยิ่งนี้ทั้งหลาย จะเข้าแถวออกมาประณามกันกี่คน จะโดนแจ้งข้อหา หมิ่นฯอีกกี่คดี
3. ถ้า คุณวีระ มุสิกพงศ์ เอาข้อความในการถวายฎีกา ขึ้นมาอ่านบนเวที ด้วยท่าทางที่ไม่สำรวม ยโส โอหัง ยืนเท้าสะเอว แล้วเดินทางเข้าไปยื่นถวายฎีกาในยามวิกาล
คิดว่า คุณวีระน่าจะได้โทษทัณฑ์สถานใด ถึงจะสาสมกับการกระทำในครั้งนั้น
4. ที่ เมื่อครั้งมีกระแสพระราชดำรัช ว่า มาตราเจ็ดนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย แล้วคนที่ไม่เห็นด้วยกับพระราชดำรัชนั้น ออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองไม่ยอมรับ ถ้าแกนนำคนเสื้อแดง เอาข้อความที่ไม่เหมาะสมนั้นมาเผยแพร่ต่อในคำพูดที่เหมือนกันทุกอย่าง ในที่สาธารณะ
ท่านคิดว่าแกนนำคนเสื้อแดง จะโดนถูกจับทันทีโดยมิให้ประกันตัวในข้อหาหมิ่นฯ หรือไม่ และคนที่กล่าวก่อนหน้านั้น ไม่มีการดำเนินคดีแต่อย่างใด
5. กลุ่ม คนที่สวมใส่เสื้อยืดสีน้ำเงิน โดยที่อกเสื้อมีข้อความเขียนว่า "ปกป้องสถาบัน" ( ท่านรมช.มหาดไทยยืนยันว่า ข้อความนั้น หมายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์) แล้ว กระทำการปิดหน้าปิดตา ถือมีด ถือไม้ ถือเหล็ก ยิงหนังสติ๊ก ขว้างระเบิด ใช้อาวุธปืนยิงใส่ประชาชนที่เดินขบวนไปประท้วงรัฐบาล สื่อทั้งโลกแพร่ภาพนี้ออกไป
ถ้าการกระทำนี้ เป็นคนเสื้อแดงกระทำ ท่านคิดว่าโทษที่สมควรได้รับจะเป็นเช่นไร และผลพวงของเรื่องนี้ จะถูกกล่าวร้ายไปทำนองไหน แอบอ้างสถาบันฯ เพื่อเอาไปกระทำการก่อเหตุร้ายหรือไม่ จะถูกดำเนินในข้อหาอะไรบ้าง
6. คำถามสุดท้าย ถ้าคนเสื้อแดงถวายฎีกา ล่ารายชื่อประชาชนจำนวน 5 ล้านกว่าคน เพื่อขอให้พระองค์ท่านทรงมีพระราชวินิจฉัย ปลด พล.อ.เปรม ออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี ด้วยเหตุผลกระทำการผิดรัฐธรรมนูญหลายข้อ อาทิ เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทเอกชน และรับผลประโยชน์ที่มิพึงได้ ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เป็นผู้บงการให้เปลี่ยนแปลงผู้บริหารประเทศ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการยึดอำนาจจากประชาชน ที่มีพยานยืนยันมากมายด้วยวาจา และเป็นข่าวและภาพข่าวออกไปทั่วโลก (เช่นเดียวกับ กลุ่มนักวิชาการช่วยกันลงชื่อถวายฎีกา ขอนายกพระราชทานในสื่อความหมายให้ปลด นายกทักษิณ ณ.ตอนนั้น)
เมื่อดำเนินการถวายฎีกา คนเสื้อแดง จะโดนข้อหาอะไรบ้าง และร้ายแรงมากกว่าการขอพระราชทานอภัยโทษให้กับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ ท่านทักษิณ ชินวัตร ไหม
ทั้งที่อดีตนายกทักษิณไม่เคย กระทำการล่วงเกินพระองค์ท่าน ทั้งวาจาและการกระทำเลยแม้สักครั้งเดียว มีแต่ถูกใส่ร้าย สร้างเรื่องกันขึ้นมาทั้งสิ้น เช่นทำบุญวัดพระแก้วบ้าง แต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชซ้อนบ้าง และสร้างนิยายปฏิญญาฟินแลนด์ขึ้นมาหลอกลวงบ้าง แล้วก็ปลุกระดมกันไป ทั้งที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องใส่ร้ายทั้งสิ้น ก็ยังไม่หยุด ที่จะใส่ร้ายกันไป
แม้แต่ปัจจุบันนี้ ทั้ง 6ข้อ ที่กล่าวมาแล้วนี้ มนุษย์ที่นึกว่าตนเองวิเศษกว่าชาวบ้าน ทำเป็นเมินเฉย เหมือนมองไม่เห็นการกระทำที่เกิดมาแล้วทั้งหมด ไม่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แต่อย่างใด มีบางครั้ง ยังมีหน้าออกมาแสดงโวหารสนับสนุนอีกด้วย ทั้งนี้เพราะการกระทำทั้งหมดนั้น ไม่ใช่คนที่ใส่เสื้อสีแดงกระทำ
เมื่อมาถึงคราวที่ ประชาชนห้าล้านกว่าคน ออกมาเซ็นชื่อเพื่อถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร บ้าง เหล่าท่านทั้งหลายที่เคยเงียบอยู่ จึงออกมาเสนอหน้าแสดงความคิดเห็น บางท่านก็บอกว่าหมิ่นฯ บางท่านก็บอกว่าเป็นการก้าวล่วงพระราชอำนาจ บางท่านก็บอกว่าผิดขั้นตอน บางท่านก็บอกว่ามิบังควร บางท่านก็บอกว่าทำไม่ได้
รัฐบาลยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ บอกว่าเรื่องนี้ต้องส่งให้รัฐบาลตรวจสอบก่อน และจะ ไม่ทำเรื่องขึ้นไปให้ เนื่องจากกระทำไม่ถูกต้อง อีกทั้งยังข่มขู่ออกมาว่า แกนนำอาจจะถูกดำเนินคดีด้วย
อะไรกันนักหนา พวกที่ทำตัวเป็นเทวดาอยู่เหนือผู้คนทั้งปวงในประเทศนี้ ทำไมถึงคิดและทำกันได้ถึงเพียงนี้
ผมจึงอยากถามแค่คำเดียวว่า "คนทั้งห้าล้านกว่าคนนี้ ใช่พสกนิกรฯ หรือไม่ ?"
หลายท่านที่เซ็นชื่อถวายฎีกานี้ ได้เคยเข้าเฝ้าพระองค์ท่านในครั้งเสด็จไปหัวเมือง ได้มีโอกาสกราบแนบพระบาท เมื่อเวลาเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ขณะที่ตนเองมีโอกาสนั่งรับเสด็จด้านหน้า ผู้คนอื่นหลายหมื่นคนที่มาเฝ้ารอรับเสด็จด้วยกัน บางท่านได้ปูผ้าขาวสะอาดที่เตรียมมาให้พระองค์ท่านได้เหยียบ แล้วนำผ้าผืน นั้นมาทูลไว้บนศีรษะ กลับบ้านได้นำเอาไปวางไว้บนหิ้งบูชา กราบทุกค่ำคืนก่อนเข้านอน บางท่านมีบุญวาสนาถึงขนาดได้มีโอกาสจับต้องเบื้องพระบาทของพระองค์ท่าน พวกเขาเหล่านั้นภูมิใจ ปลาบปลื้มใจเป็นนักหนา จดจำไว้มิมีวันลืม มีลูกมีหลาน จะบอกกล่าวเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้รับฟัง ภาพเหล่านั้น ถ้าถูกถ่ายเอาไว้จะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เสมือนสิ่งของที่มีค่าหาไม่ได้อีกแล้วที่เกิดมาในชาตินี้ และเฝ้ารออีกทุกเมื่อถ้ามีโอกาสได้กระทำเยี่ยงนั้นอีก ส่วนคนที่ไม่มีโอกาสเช่นนั้น ก็ยังคงรอโอกาสอยู่เสมอ ที่จะมีบุญวาสนาเช่นนั้นบ้าง
พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่คนโง่ ที่จะเอาความจงรักภักดีที่ตนเองมีอยู่ มาแลกกับคนๆ เดียว ที่มีชื่อว่า ทักษิณ
พวกเขาเหล่านั้น มิได้หยาบช้า รับเงินห้าร้อยบาทแล้วมา ทรยศหักหลังให้กับการจงรักภักดีกับพระองค์ท่าน เฉกเช่นมีคำพูดของนายทุนเชื้อชาติจีนบางคน ที่กล่าวดูถูกมา
พวกเขาเหล่านั้น อาจจะได้รับการศึกษามาน้อยกว่านักวิชาการ และผู้หยั่งรู้ในอุดมศึกษา ที่พยายามออกมาพูดว่า การกระทำนี้เป็นสิ่งที่ผิด
แต่พวกเข้าไม่ได้มีจิตใจที่มืดบอด จนไม่รับรู้อะไรเสียเลย อะไรผิดอะไรถูก คำว่ายุติธรรมคืออะไร พวกเขามองเห็นชัด โดยไม่ต้องไปศึกษาให้จบ ดร. อะไรคือดำอะไรคือขาว พวกเขารู้ดี ด้วยชีวิตที่สะสมมามันกระจ่างแจ้งแล้ว
พวกเขารู้ซึ้ง ในสำเหนียกของนายพลบางคน ที่ทำตนเองแสดงเสมือนหนึ่งว่า ชีวิตนี้ข้าฯ พร้อมพลีชีพให้พระองค์ท่าน แต่เบื้องหลังชีวิตของตนเอง กอบโกยเงินทองอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้งที่เงินนั้นเป็นเงินภาษีจากหยาดเหงื่อแรงงานของข้าในเบื้องพระบาทของพระองค์ท่านแท้ๆ พวกเหล่านายพลนั้น ยังไม่ละอายที่จะกระทำ แต่ปากก็ยังเจื้อยแจ้วอยู่กับความจงรักภักดีเหล่านั้น
พวกเขารู้ซึ้ง ถึงนักการเมืองที่เอาชื่อในโครงการที่พระองค์ท่านได้ทรงคิดค้น ให้กับประสกนิกรของพระองค์ท่าน ในชื่อว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" มากระทำการอ้างชื่อ แล้วกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าตนเอง เช่น "ชุมชนพอเพียง" ที่หากินอย่างทุเรศที่สุด เท่าที่เคยมีรัฐบาลมา
เหล่านี้คือตัวอย่าง อันน้อยนิด ที่พวกเขาคิดและพร้อมกันลงชื่อกันมา เพื่อถวายฎีกามายังพระองค์ท่าน เพราะเขารู้ดีว่า เขานี่แหละคือ "ลูกของพ่ออย่างแท้จริง" ตั้งแต่เกิดยันตาย ไม่มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงได้ ถึงได้กล้าขอพึ่งพระบารมีของพ่อ
และวันนี้ "ลูกของพ่อ" จึงออกมาแสดงตัวตนให้ได้รับรู้บ้าง ว่า พ่อเป็นพ่อของพวกเราด้วยกันทั้งหมด ทั้งประเทศ ไม่ว่าลูกคนนั้นจะเป็นใคร ไม่ใช่ของคนแค่กลุ่มเดียว
ลูกที่ต้องขอพึ่งพระบารมีพ่อ เมื่อมีเรื่องเดือดร้อนด้วยการขัดแย้งกันเองของลูกๆ ด้วยความรักและศรัทธาในตัวของพ่อ
ลูกที่ต้องถูกกดขี่จากคนที่มีอาวุธ และพวกประจบสอพลอ ไม่มีเหตุผล ฟังความข้างเดียว ผูกขาดความรักพ่อไว้คนเดียว ใครกล่าวถึงพ่อเรื่องอะไร ก็มิบังควรทั้งสิ้น พ่อมีไว้ให้พวกเขาได้กล่าวอ้างเท่านั้น
ลูกที่เก็บเนื้อเก็บตัวมานาน ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากพ่อเลย ได้แต่เคารพและบูชาอย่างศรัทธาเพียงอย่างเดียว
ลูกที่ต้องถูกใส่ความว่าไม่รักพ่อ ทั้งที่ลูกเองยังไม่รู้ตัวเองเลยว่า พ่อทำอะไรให้กับพวกเราเดือดร้อน พ่อที่มีแต่ให้ มีเหตุผลอะไรที่พวกเราจะไม่รักพ่อ เลยเถิดไปถึงคิดจะล้มล้างพ่อ ทั้งที่เหตุผลไม่มี ทั้งนี้ก็เพียงสร้างภาพให้ตนเองดูดี และใส่ร้ายพวกลูกอีกฟากหนึ่งเท่านั้น
และที่ทำมาทั้งหมดนี้ เพื่อจะกำจัดกีดขวางพวกลูกๆ อย่างเรา มิให้ฎีกาได้ส่งถึงพ่อ ได้ทำเหมือนเล่นลิเก ที่ป้องปากกระซิบกันอยู่แค่ในนี้ คนดูทั้งโรงรู้ว่า กระซิบกันว่าอย่างไร แต่อีกคนที่แสดงอยู่ข้างๆ ไม่ได้ยิน ทำให้เหมือนกับว่า เรื่องการถวายฎีกานี้ มิได้เคยทรงทราบถึง พระเนตร พระกรรณ เลยกระนั้น
อะไรมันจะขนาดนั้นครับ คนทั้งโลกรู้ทั้งหมดว่า ประชาชนชาวไทย ห้าล้านกว่าคน ทำหนังสือร้องทุกข์มายังพระประมุขที่เป็นที่พึ่งของพวกเขา แต่ผลที่ได้รับการตอบแทนกลับมา จากรัฐบาลที่เป็นรากงอกแห่งอำมาตย์ พยายามที่จะดำเนินการกับพวกลูกๆ ที่ทำฎีกาถวายขึ้นมา กำลังจะกลายเป็นนักโทษไปซะแล้ว โดยข้อหาที่กำลังค้นคว้ากันอยู่ว่า จะหามาตราไหน เข้าข่ายเล่นงานพวกลูกๆ ที่เป็นแกนนำกันได้บ้าง
เวรกรรม เวรกรรม และเวรกรรม อย่างแท้ๆ
แต่ก็เอาเลยครับ อย่าช้า หวังว่า คุณวีระและแกนนำที่สละเวลาไปรวบรวมรายชื่อประชาชนมา คงจะรีบติดคุกไวๆ เพื่ออวดชาวโลกเขาอีกครั้งหนึ่ง โดยอ้างมิบังควรหรือหมิ่นฯ หรืออะไรก็ได้ ทำกันเข้าไปได้เลยครับ
และอย่าลืมสร้างคุกไว้เพิ่มโดยด่วน เพราะกำลังจะมีนักโทษจำนวนอีก 5ล้านกว่าคน ไปมอบตัว และไม่ขอประกันตัวทุกราย ในต่างข้อหากัน ในคดีอาญาที่ไม่สามารถยอมความได้ ที่พวกเขาจะได้รับการลงโทษให้สาสมตามแกนนำของพวกเขา ครับ