WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 11, 2009

ราชบัณฑิต

ที่มา บางกอกทูเดย์

กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่สมควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งไปกว่าความยุติธรรม หากควรจะต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมายล้นเกล้าเหนือหัวของปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ..ตรัสไว้เช่นนี้..บนแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่และไร้ปัญหา..กระบวนการให้ความเป็นธรรมของเขา..ไม่เอาแม่ที่เอาลูกขนุนบนต้นขนุนบนฟุตบาทมาป้อนลูก เป็นผู้ต้องหาและจะเอาเข้าคุกในเพราะลักทรัพย์ของทางราชการบนแผ่นดินนี้..มีคดีเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งบนแผ่นดินนี้..ผู้ต้องโทษมาแล้ว 10 ปี..และเมื่อมีผู้ยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์..เขาได้อิสรภาพคืนกลับมาแต่หากเขาอยู่บนแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่..เขาจะกลายเป็นเศรษฐี..เพราะแผ่นดินนั้นจะใช้คืนสำหรับความยุติธรรมอันเกิดจากความบกพร่องของการใช้กฎหมายไม่กี่วันก่อนหน้าบนแผ่นดินนี้..ผู้ใช้คำว่าราชบัณฑิต..ได้ออกมาอวดวิเศษ..แยกยกข้อกฎหมายมากมายเพื่อทำให้เห็นว่า..

ประชาชนจำนวนหลายล้านคนที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ..เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ราชบัณฑิต..อาศัยพลความมากมาย เพื่อจะโดยสารให้ผู้หลงใหลได้ปลื้มกับคุณวิเศษแห่งตน..เชื่อถือในความแตกฉานแห่งสติปัญญาราชบัณฑิต..ที่เคยรับใช้ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน..และแต่ละคนที่ราชบัณฑิตเข้าไปรับใช้ใกล้ชิด..ต่างมีอันเป็นไป..และวอดวายไปกับหายนะในข้อกฎหมาย..ที่ราชบัณฑิตเป็นกุนซือใหญ่ทนายหน้าหอราชบัณฑิต..รับใช้ใกล้ชิดอยู่ในคณะรัฐมนตรีที่กำลังเป็นคดีทั้งคณะ..ไม่ว่าคดีกล้ายางหรือหวยบนดิน..และทันทีที่ได้กลิ่นปฏิวัติรัฐประหาร..ราชบัณฑิตก็โดดหนีเอาตัวออกห่าง..เหมือนดั่งเห็บหมัดที่ผละร่างเย็นเยียบของสุนัขที่ถึงแก่กรรมราชบัณฑิตเหนือชั้นกว่า..เดรัจฉานหมัดเห็บ..เพราะเอาผ้านักบุญคลุมร่างบังเหลี่ยมออกมา..พลความมากมาย..ที่ต้มกลั่นขึ้นมาเพื่อหวังจะแลกกับอำนาจวาสนาที่หวังว่าเขาจะหยิบยื่นให้..แต่เขาลืมไปว่า..บนถนนของคนรับใช้ที่ผ่านมานั้น..ผู้คนเขารู้เช่นเห็นชาติกันเสร็จสิ้นแล้ว..ว่า..ฮู อาร์ ยูไม่มีพลความมากมาย..เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 6บัญญัติไว้ว่า..รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้และ..รัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา 191 และรัฐธรรมนูญปี 40 มาตรา 225 มีข้อความปรากฏชัดตรงกันว่า..“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ” ■

มากกว่า ‘แย่’ คือ ‘โคตรแย่’

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ประเทศไทย” หรือชื่อเต็มเป็นทางการว่า“ราชอาณาจักรไทย”ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์เรียกว่าระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับประชาธิปไตยแบบรัฐสภาการบริหารแผ่นดินในประเทศไทยจึงมีคณะทำงานเรียกว่ารัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นองค์ประกอบของรัฐอธิปไตยแม้จะไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไทยก็ต้องมีรัฐบาลรักษาการเพื่อบริหารงานแทนเป็นการชั่วคราวปัจจุบันประเทศไทยมีหัวหน้ารัฐบาลชื่อ “อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ”..นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทยลือกันให้แซ่ด! ว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี เกิดจาก“สัญญา” ว่า “เค้ก” ก้อนเดียวต้องแบ่งกันกิน “พรรคสะตอ” ห้ามมูมมาม“เค้ก” ที่ว่าเลยไม่จำกัดคนกิน..ใครสามารถกินได้แค่ไหน? “มึงได้ไป” ว่างั้นเถอะ!!พล่าม ซะยาวเหยียด! แค่จะบอกว่า “ผลงาน”ในรอบ 6 เดือน จากรัฐมนตรี 6 พรรค ยัง “ไม่น่าปลื้ม”เอาเสียเลย..100 ข้อนโยบาย ทำได้ 6 ข้อ..5 ข้อหลัก ยืนยันปักหลัก 99 วันทำได้จริง..ไหนล่ะ?? โดยเฉพาะสัญญาข้อ 5 ระบุเลิกส่งเงินกองทุนน้ำมันทันที..เรื่องนี้ประชาชนเขาโอดครวญกันระงม...โอ๊ย!!เจ็บจี๊ดเพราะโดนอำซะเกรียม6 ข้อโบว์แดงของรัฐบาลก็เรื่องเก่า...เล่าใหม่..

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า รัฐบาล “ทุ่ม” งบ 15 ล้านเพื่อโฆษณาผลงานรัฐบาลผ่านสื่อ..เพื่ออะไรเนี่ย? เอาไว้100 ข้อ เจ๋งเป้งซะ 20 ข้อ จะไม่ “พล่าม” ให้เปลืองน้ำลายชัดๆ ไปเลยแล้วกัน...ประชาชนบอก 6 ข้อที่ว่ามายังไม่โดนเลยครับท่าน…มองโลกในแง่ดีก็ยังเห็นเสถียรภาพของประเทศคงที่ คือ “แย่” น่าเป็นห่วงไม่ต่างจากรัฐบาล “ก่อนหน้า” ที่ส่งสัญญาณ เตือนภัย!!ปี๊บ ปี๊บ ให้ระวัง!! และตั้งรับให้ดี..แต่ไม่ฟัง ดันทุรังว่า“กูเก่ง” แล้วเป็นไง? สปีกอังกฤษเป็นไฟ แต่งานไม่ไปไหนเพราะประเทศขาดความเชื่อมั่น..หลายมรสุมซัด!! อะไรที่แย่ๆ ก็ยังคงที่..พูดกันง่ายๆแบบบ้านๆ ก็ “โคตรแย่” เพราะนอกจาก “ถังแตก”เศรษฐกิจติดลบแดงเถือก..จนต้องทำกฎหมาย “หยิบยืม” สตางค์คนอื่นมายืดชีวิต...เป็นการ ตีปี๊บ บอกคนไทยเตรียมเป็น “หนี้กันหัวโต-ตูดบาน”ครั้งรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช-สมชาย วงศ์สวัสดิ์..พรรคสะตอเป็นฝ่ายค้านก็ประจานกันสุดฤทธิ์ว่า เป็นคณะรัฐมนตรีขี้เหร่แถมทำงาน “แย่” สุดๆ มัวแต่ห่วงพวกพ้องเพื่อนฝูงมาถึงที “พรรคสะตอ” ขึ้นแท่นยก ธงนำ!!! สถานการณ์ก็ “กึกกัก” ไม่ต่างกัน..ในขณะที่ความจริงมันน่าจะ “ดี” ขึ้น...แต่ทั้ง “ผลงาน-นโยบาย-รัฐมนตรี” ก็ยังจัดอยู่ในระดับ“น่าเป็นห่วง”แม้แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังยอมรับว่า หากปรับ ครม.แล้วดีขึ้นก็จะทำ สลัดฉากนายกฯ มาร์คเมื่อ 5 เดือนที่แล้วซึ่งระบุดังลั่นทำเนียบว่า “ครม.อภิสิทธิ์ 1 หล่อเหลาเอาการเอางาน เหมาะสมกับหน้าที่” ไม่มีการปรับ “ครม.”ชัวร์!!ทุกอย่างมันสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของประเทศ..ซึ่งจะบวก-ลบ ขึ้นอยู่กับ “ผล” ของการกระทำ และผลงานก็ออกมาประจักษ์ชัด!!เวลานี้ “มรสุม” ที่เกิดจากศึกในปั่น ศึกนอกแหย่ คอยรุมทึ้งรัฐบาล..ยิ่งชี้ “ศักยภาพ” ของการเป็นผู้นำ

หน้าตาดี ไม่มีตำหนิ ไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่สิ่งที่ “คอบันเทิง” ยังส่ายหน้า “คอการเมือง”ต้องเบือนหน้าหนี คือ การทำงานที่ดูเหมือนจะ “ช้า”เนิบนาบ หรือแทบจะไม่ได้กระดิกออกจากจุดเดิมเท่าไหร่?ยิ่งช่วง “คลัง” เบรกการเบิกจ่ายงบ-หั่นงบบางส่วนออกเพื่อความ “ประหยัด” ยิ่งส่งให้การบริหารงาน “นิ่ง” เหมือนปิดเครื่อง รอเงินซื้อเชื้อเพลิงไม่แปลก! ที่ “ผลงานรัฐบาล” ยังไม่ “โดนใจ” เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เรียกว่าประชาชนประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยมีสิทธิวิจารณ์รัฐบาลของพวกเขา เพราะรัฐบาลคือหน้าตาของประเทศหากรัฐบาลซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี“ดี” หน้าตาของประเทศก็จะ “ดี” ตามไปด้วยการจัดสรร “รัฐมนตรี” ภายใต้การยืนยันว่าไม่มีการตัดทอนแบ่งกันเป็นโควตา..อยากจะเชื่อเหลือเกิน!!! แต่พอหยิบ “โผ”คณะรัฐมนตรีขึ้นมา “เชยชม” ครั้งใด? ก็อดที่จะคิดเห็นตรงกันข้ามกับ “นายกฯ อภิสิทธิ์” แทบทุกครั้งอดเชื่อความคิดตัวเองไม่ได้ว่า วัตถุประสงค์สำคัญในการคัดสรร “รัฐมนตรี” ไม่เน้นเลือกคนมีความรู้ความสามารถและคนดีมาเป็นรัฐมนตรี แต่ต้องการ “ตอบแทน”ตามสัญญาในการแลกเปลี่ยนให้ได้มาซึ่ง “คะแนน”ผลัก “มาร์ค” เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งนี้ เป็นเพียงการสันนิษฐานและวิจารณ์ตามกฎหมายในฐานะ เจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งจะเป็น “เรื่องจริง-เรื่องเท็จ” ก็เป็นเรื่องที่ “ไร้คำตอบ”อย่างไรก็ตาม ก้าวย่างเดือนที่ 7 ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องยกเรื่อง “บุญคุณต่างตอบแทน” เป็นรองให้ความสำคัญบ้านเมืองเป็นหลัก“ความแย่” ที่ครองเมืองตอนนี้ อย่าให้มันยกระดับเข้าขั้น“โคตรแย่” เพราะถ้ามากกว่านี้จะไม่มีอะไรที่มากกว่า..หนทางเดียว คือ SAY NO AND GOODBYE น่าจะดีที่สุด ■

‘มาร์ค’ อย่าริ ‘แหกกฎ’!

ที่มา บางกอกทูเดย์

แม้ว่าจะไม่อยากเชื่อ แต่สุดท้ายความจริงก็ต้องเป็นความจริงว่า รัฐบาลเทพประทานของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น มีความสามารถโดดเด่นเป็นที่สุดในเรื่องของการทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ให้กลายเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้ก็ดูเพียงแค่เรื่องของการลาไปราชการต่างประเทศของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ปกติพื้นๆ ธรรมดาๆ...ที่ไม่ควรมีอะไรเลยก็เหมือนกับเวลาที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีต้องไปราชการต่างประเทศนั่นแหละการตั้ง รองนายกรัฐมนตรี คนใดคนหนึ่งขึ้นมารักษาราชการแทนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร นายอภิสิทธิ์หรือไม่ว่านายกรัฐมนตรีคนใดก็ทำกันนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว การตั้งรองนายกฯ มารักษาการแทนไม่เคยวุ่นวายเป็นเรื่องครึกโครมแต่ทำไมการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ให้มาทำหน้าที่แทนแค่ไม่กี่วัน จึงได้ถูกทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตได้ขนาดนี้??มองในแง่กลางๆ ก็คือเป็นภาพชัดอีกครั้งของการทำงานไม่เป็นแต่ถ้ามองในแง่ลบก็ไม่แปลกที่จะมีคนสงสัยว่า จะต้องมีวาระซ่อนเร้นบางอย่างอยู่ลึกๆ ในก้นบึ้งของจิตใจนายอภิสิทธิ์อย่างแน่นอน???แม้ไม่อยากจะเชื่อหรือเห็นด้วยเช่นนั้น แต่ร่องรอยการกระทำ

มันก็สามารถทำให้คล้อยตามไปเช่นนั้นได้ไม่ยากคนที่รู้ดีที่สุดว่ามีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ ก็คือตัวนายอภิสิทธิ์เองนั่นแหละแต่ก็เป็นสไตล์นายอภิสิทธิ์อีกเช่นกัน ที่ไม่ยอมรับอะไรก็ตามซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์หมองมัว ฉะนั้นจึงปฏิเสธเสียงแข็งคอเป็นเอ็นมาตลอดว่า ไม่มีอะไร…ไม่มีวาระซ่อนเร้นฉะนั้น ก็เลยเจอเต็มๆ กับเสียงเย้ยหยันว่า ถ้างั้นก็เป็นเด็กที่ทำงานไม่เป็นนั่นเองเพราะต้องไม่ลืมว่า เรื่องนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี แจ้งอย่างชัดเจนให้นายอภิสิทธิ์ทราบว่าพล.ต.อ.พัชรวาท ได้ยื่นหนังสือลาไปราชการต่างประเทศมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค.เป็นต้นไปโดยลาตั้งแต่วันที่ 5-14 สิงหาคมแถมนายสุเทพก็บอกชัดเจนว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ระบุด้วยว่าจะขอกลับมาในช่วงวันที่ 11-12 สิงหาคม เพราะมีพระราชพิธีและมีงานสำคัญก็แปลง่ายๆ ว่าไปราชการต่างประเทศแค่ไม่เกิน 10 วันและยิ่งเมื่อจะกลับมาให้ทันงานสำคัญของประเทศชาติ คือวันที่ 12 สิงหาคม ก็ยิ่งเท่ากับว่าลาไปอย่างมากที่สุดไม่เกิน5 วันราชการเท่านั้นแหละแต่เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแบบนี้ นายอภิสิทธิ์กลับทำให้เป็นเรื่องได้เพราะทำให้การแต่งตั้งรักษาราชการแทน บานปลายไปจนถึงขนาดลือกันไปต่างๆ นานา และสื่อบางฉบับที่มีปัญหาถูกพล.ต.อ.พัชรวาท ฟ้องร้องอยู่ในขณะนี้ ถึงกับเอาไปพาดหัวข่าวว่าเป็นการปลดเงียบ ผบ.ตร. ไปโน่นเลยเลยทำให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10)ทำหน้าที่รักษาราชการแทน ที่นายอภิสิทธิ์ยื่นมือเข้ามาเป็นคนแต่งตั้งนั้น ตกอยู่ในภาวะที่ลำบากใจอย่างที่สุด เพราะไม่เพียงเป็นหนังหน้าไฟให้สังคมมองแต่ยังกลายเป็นตกอยู่ในระหว่างสถานการณ์กลางเขาควายไปเต็มๆ

ทั้งๆ ที่การรักษาราชการแทนมีผลแค่วันที่ 5 ส.ค. จนถึงวันที่พล.ต.อ.พัชรวาท กลับมาเท่านั้น นั่นคือรักษาราชการแทนแค่เฉพาะช่วงที่ ผบ.ตร. เดินทางไปต่างประเทศนั่นแหละซึ่งใน มาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547ระบุไว้ชัดเจนว่า ในกรณีตำรวจ ข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดใน สตช. ว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อไปนี้สั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้(1) นายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่ง ผบ.ตร. ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดรักษาราชการแทน ให้ผู้มีอาวุโสตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้รักษาราชการแทนง่ายๆ เท่านี้เอง ต่อให้เป็นเด็กๆ ที่ทำงานเป็น อ่านหนังสือออกเข้าใจภาษาไทย ก็ต้องรู้ว่า มาตรานี้มีความหมายอะไร...และควรทำอย่างไรแต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะการเลือกที่จะตั้ง พล.ต.อ.วิเชียรมารักษาราชการแทน ผบ.ตร.ช่วงนี้ ไม่เพียงถูกมองว่าเป็นความพยายามของฝ่ายการเมืองที่ต้องการลดกระแสสังคมที่กำลังจับตาดูการแต่งตั้งว่า ใครจะมาคุมงานตำรวจแทนพล.ต.อ.พัชรวาทเพราะหากเลือก พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ที่ทำคดีคนร้ายยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่กลุ่มพันธมิตรฯก็มีหวังเสี่ยงกับภาพลักษณ์รัฐบาล โดยเฉพาะตัวนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างมากเมื่อเป็น พล.ต.อ.วิเชียร แม้จะพ้นบ่วงเรื่อง พล.ต.อ.ธานีแต่ก็มาติดบ่วงเรื่องของความอาวุโสตาม มาตรา 72 เข้าให้เต็มๆเมื่อโดนทั้งสังคมและ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์รอง ผบ.ตร. ซึ่งปัจจุบันถือว่าอาวุโสเป็นอันดับหนึ่ง ทวงถามเรื่องความอาวุโสเพราะจากฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ อาวุโสที่สุด และเคยได้รับมอบให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร.มาถึง 21–22 ครั้งแล้ว

แต่นายอภิสิทธิ์กลับจงใจเลือก พล.ต.อ.วิเชียร“การตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร.ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุด ซึ่งผมดูจากความเหมาะสมเป็นหลัก”นายอภิสิทธิ์พูดอย่างชัดเจน ไม่สะทกสะท้านต่อเสียงวิจารณ์ซึ่งไม่มีใครรู้จริงๆ เลยว่า อะไรคือหลักความเหมาะสมของนายอภิสิทธิ์แต่ที่แน่ๆ พล.ต.อ.วิเชียร นั่นแหละที่ซวยเต็มๆ !!ถูกสังคมมองแปลกๆ ถูก พล.ต.อ.พัชรวาท มองแปลกๆถูก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มองแปลกๆ และถูกคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมองแปลกๆ ไปด้วยเช่นกันเพราะทุกคนไม่เชื่อว่า นี่ไม่ใช่เกมการเมืองเพราะทุกคนพลอยไม่เชื่อไปด้วยว่า พล.ต.อ.วิเชียรไม่รู้ไม่เห็นกับเกมการเมืองครั้งนี้ ทั้งๆ ที่โดยความเป็นจริงพล.ต.อ.วิเชียร อาจจะไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ก็ได้เนื่องจากต้องเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว พล.ต.อ.วิเชียร เป็นนายตำรวจใหญ่ที่ไม่ได้เติบโตหรือโดดเด่นมาในสายงานที่จะมารับมือกับแรงกดดันทางการเมือง ในตำแหน่ง ผบ.ตร.แต่อย่างใดแต่นายอภิสิทธิ์กลับยังจงใจเลือกเข้ามารับเคราะห์ตรงนี้ ..วันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท กลับมาทำหน้าที่ ผบ.ตร.ตามปกติแล้ว พล.ต.อ.วิเชียร ก็ต้องกลับไปทำหน้าที่เดิมโดยพูดชัดว่า“เมื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกลับมาทำงานผมก็พ้นสภาพจากการนั่งรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไป ถือว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ต่างคนก็ต่างทำงานตามหน้าที่ของตนเองตามปกติไม่มีปัญหาอะไร”แต่ลึกๆ ก็กลายเป็นเข้าหน้านาย เข้าหน้าเพื่อนไม่สนิท...เพราะถูกพิษการเมืองกระทำจะจงใจทำหรือเพราะการทำงานไม่เป็นต้องดูกันยาวๆเนื่องจากกันยายนนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็จะต้องเกษียณอายุอย่างแน่นอนแล้วจึงไม่มีใครรู้ว่า ลึกๆ นายอภิสิทธิ์มองข้ามช็อตในเรื่องของ

การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ด้วยหรือไม่...ซึ่งจริงๆ ก็มีเค้าลางบอกเหตุเพราะหลุดปากกันออกมาแล้วว่า จะพิจารณาแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ ให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้แหละผบ.ตร. เป็นตำแหน่งเดียวที่ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีจะสามารถเข้าไปล้วงลูกแต่งตั้งได้แต่ตำแหน่งอื่นๆ โผอื่นๆ ตามกฎหมาย แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ล้วงลูกไม่ได้ซึ่งบังเอิญมีร่องรอยของการเมืองพยายามที่จะวุ่นวายกับโผตำรวจระดับ นายพล 152 นาย มาหมาดๆ และพล.ต.อ.พัชรวาท ก็ถูกมองว่าเป็น “ตอ” ขวางการเมืองไม่ให้ล้วงลูก ได้ถนัดใจพอดี...แบบนี้จะให้สังคมไม่สงสัยว่ามีวาระซ่อนเร้นโยงใยลึกซึ้งซับซ้อนซ่อนเงื่อนในเรื่องนี้ได้อย่างไร???แม้จะมีการออกตัวว่าทั้งหลายทั้งปวง มาจากที่นายอภิสิทธิ์เป็นห่วงคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยากให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็วเป็นพิเศษแต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า จริงๆ แล้วในเมืองไทยมีคดีลอบยิงลอบฆ่ามากมายก่ายกอง ทำไมนายอภิสิทธิ์จึงให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นพิเศษเป็นเรื่องของบุญคุณต้องตอบแทนหรือไม่?เป็นเรื่องที่จะให้เป็นหมากทางการเมืองในอนาคตหรือไม่?แล้วทำไมไม่สนใจเรื่องการลอบยิงลอบฆ่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษบ้าง?หรือคดีสะเทือนความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ คดีปาหินที่ทำให้คุณป้าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องเสียชีวิต ซึ่งบัดนี้ผ่านมาจะ 2 เดือนแล้วเช่นกัน ทำไมนายอภิสิทธิ์ไม่ใส่ใจเป็นพิเศษบ้าง?ปล่อยให้คดีลอยนวล จนแฟชั่นปาหินกำลังระบาดไปทั่วสังคม...หรือต้องรอให้มีการปาหินใส่รถรัฐมนตรีเกิดขึ้นเสียก่อนถึงจะใส่ใจเป็นพิเศษเหมือนคดีนายสนธิและเพราะความสนใจคดีนายสนธิเป็นพิเศษนี่แหละที่ก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย จนทำให้นายอภิสิทธิ์เองต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวอย่างมาก รวมไปถึงคนคุมคดี คือพล.ต.อ.ธานี ก็ถูกมองไม่ดีไปด้วย

เพราะจริงๆ แล้ว ตามสายการบังคับบัญชาจะต้องรายงานความคืบหน้าคดีให้ พล.ต.อ.พัชรวาท รับทราบตลอด กลับกลายเป็นรายงานตรงให้กับนายอภิสิทธิ์แทน ทั้งๆ ที่ตามลักษณะสายงานหากจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบก็ได้ แต่จะต้องเป็นการรายงานคู่ คือ รายงาน ผบ.ตร. ควบคู่ไปกับรายงานนายกรัฐมนตรีถ้ากลับกัน นายอภิสิทธิ์เป็น พล.ต.อ.พัชรวาท บ้างจะรู้สึกอย่างไร???คำว่า “ข้ามหัว” คำว่า “ล้วงลูก” คำว่า “สายการบังคับบัญชา”จะไม่มีเข้ามาในจิตใจของนายอภิสิทธิ์เลยใช่หรือไม่?เรื่องนี้แม้แต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งไม่เพียงเป็นอดีตนายตำรวจ แต่ยังเป็นอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังให้สัมภาษณ์ บางกอกทูเดย์ ในลักษณะที่เป็นห่วงเป็นใย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าไม่น่าจะพลาดในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร.จนกลายเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องการพยายามยุ่งกับโผตำรวจเรื่องการแสดงออกว่าให้ความสำคัญกับคดี นายสนธิ ลิ้มทองกุลมากเป็นพิเศษ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการกระทำทั้งสิ้นเพราะเรื่องเหล่านี้มีหลักการทำงานที่เป็นปกติธรรมดาๆอยู่แล้ว ทำตามหลักก็จบ ก็จะไม่มีอะไร“ผมเป็นห่วงท่านนายกรัฐมนตรีจริงๆ นะ” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวปัญหาอยู่ที่ว่า นายอภิสิทธิ์จะรู้และเข้าใจสิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นห่วงหรือไม่???เพราะสิ่งที่นักปราชญ์ นักกวีเอกของโลก เขียนเอาไว้ทุกยุคทุกสมัยก็คือ อำนาจ หน้าที่ ยศศักดิ์ มักทำให้คนแปรเปลี่ยนหากไม่หลงใหลในอำนาจ...ก็มักจะคะนองในอำนาจจนเกินพอดี!!!ก็ได้แต่หวังว่า นายอภิสิทธิ์จะไม่เป็นดังเช่นปรัชญาเมธีทั้งหลายห่วงใยก็แล้วกัน ■

Monday, August 10, 2009

เพื่อไทยโต้ผลงาน 6 เดือนรัฐบาลล้มเหลว

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่พ.ท. 10 ส.ค. -นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หน.พรรคเพื่อไทย นำคณะแถลงโต้รัฐบาลว่า ความล้มเหลวในการทำงาน 6 เดือนของรัฐบาลเกิดจากนโยบายการบริหารงานผิดพลาด การแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ตรงจุดและถูกละเลย เน้นแต่มาตรการทางการเมืองที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ

ส่วนเรื่องของความสมานฉันท์ ก็ไม่ได้รับการดูแล รวมถึงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่สำคัญคือปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่า รัฐบาลกู้เงินมหาศาลแต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะนำเงินที่ไหนมาคืน และเงินที่กู้ก็ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่กลับมีปัญหาการทุจริตในหลายโครงการตามมา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ที่นายกฯ ไม่เคยลงไปดูแลอย่างจริงจัง .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-10 12:38:14

"วิเชียร"รับ"พัชรวาท"กลับมาก่อนกำหนดลา รรท.ต้องถอย

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 10 ส.ค. ที่ห้องประชุมใหญ่ บช.น. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ10 ) เดินทางมาเป็นประธานการประชุมร่วมของ บช.น. ในการเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจรในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหา พระบรมราชินีนาถ ได้กล่าวก่อนเข้าประชุมว่าเมื่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เดินทางกลับมาปฏิบัติหน้าที่การรักษาราชการแทนของตนก็พ้นไปโดยปริยาย ตนกลับไปทำหน้าที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ การที่ข้าราชการลาไปปฏิบัติราชการ มีผู้รักษาการแทน แล้วเมื่อท่านผู้นั้นกลับทำงานก่อนเวลาที่ลา ถือว่ากลับมาปฏิบัติราชการ


สำหรับเรื่องโผแต่งตั้งตำรวจนั้น พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่าตนไม่ได้มีการมอบหมายในเรื่องนั้น มีหน้าที่ของรักษาการแทน ผบ.ตร. ซึ่ง ผบ.ตร. มีหน้าที่อะไรก็ทำไป เมื่อพ้นหน้าที่ก็ไม่ปฏิบัติเท่านั้น


เมื่อถามว่าการที่ ผบ.ตร. กลับมาก่อนครบกำหนดลา พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เมื่อท่าน ผบ.ตร.รายงานผู้บังคับบัญชาแล้วก็ถือว่าท่านได้กลับเข้าปฏิบัติราชการ ซึ่งขณะนี้ถือว่าท่าน ผบ.ตร.ได้รายงานผู้บังคับบัญชาแล้ว


นอกจากนี้พล.ต..วิเชียร กล่าวถึงเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจว่า ไม่ทราบเรื่องเพราะตนเป็นเพียงที่ปรึกษา

อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ผู้เปิดแผล"ชุมชนพอเพียง"

ที่มา มติชน

คอลัมน์ คนตามข่าว

โดย ดุษฎี สนเทศ




งานนี้ต้องยกความดีความชอบให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้จุดประเด็นความไม่ชอบมาพากลในโครงการชุมชนพอเพียง กรณีชุมชนใน กทม.ถูกมัดมือชกให้ซื้อสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาแพงหูฉี่ จนกระทั่งปัญหาบานออกไปเรื่อยๆ

เล่นเอาคนในรัฐบาลออกอาการนั่งไม่ติดทีเดียว เพราะไปๆ มาๆ เรื่องนี้อาจกลายเป็นชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในรัฐบาลได้

เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2508 เป็นบุตรของ น.ต.ฐิติ-นางสุมาลี นาครทรรพ มีพี่น้องด้วยกันรวม 6 คน สมรสกับนางอรวรรณ นาครทรรพ มีบุตร 3 คน

จบการศึกษา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตร รุ่นที่ 7, โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 23, โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 30 สาขาวิศวกรรมอากาศยาน

โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ รุ่นที่ 40

จบแล้วรับราชการกองทัพอากาศเป็นผู้บังคับฝูงบินขับไล่สกัดกั้นที่ 102 (F-16 ADF) ระหว่างปี 2544-2547 เริ่มเข้าสู่วงการเมืองจากการชักชวนของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ปี 2548 มาช่วยงานตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเขยิบมาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) ตามลำดับ

ลงสมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคพลังประชาชน ปี 2550 ได้เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 5 สายไหม บางเขน ดอนเมือง ปัจจุบันยังเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553

ล่าสุดไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ พ้นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น

นั่งทำงานแล้ว พัชรวาท โผ"พตอ."ส่อวุ่นอีก

ที่มา ข่าวสด

มาร์คสั่งลุยล็อตใหม่ อ้าง"ผบ."ลาถึง14สค. ปชป.ชนสมาคมตร.



"มาร์ค"เรียกรักษาการผบ.ตร.กับผู้การทะเบียนพลเข้าหารือ ดันทำโผโยกย้ายระดับ พ.ต.อ.ถึงชั้นประทวนนับแสนอัตรา สั่ง"วิเชียร"เรียกประชุมก.ตร.อีกรอบ ส่วนโครงสร้างใหม่ถ้าไม่ ทันก็ยังไม่ประกาศใช้ตามกำหนด 16 ส.ค. ไม่รู้เรื่อง"พัชรวาท"กลับจากต่างประเทศแล้ว แต่ต้องการให้ลาต่อถึง 14 ส.ค. เผยผบ.ตร.เข้ารายงานตัวกับ"เทพเทือก"แล้ว แจ้งรองผบ.ตร. พร้อมทำงานตั้งแต่ 10 ส.ค.เป็นต้นไป

เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 9 ส.ค.ที่สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดี นายอภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกรายการสด เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ โดยมีพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รักษาการผบ.ตร. รอต้อนรับ เมื่อนายกฯมาถึงได้เข้าห้องพักรับ รอง เพื่อแต่งหน้า ทำผมก่อนเข้ารายการ จากนั้นร่วมรับประทานอาหารเช้า และพูดคุยเป็น การส่วนตัวกับพล.ต.อ.วิเชียรประมาณ 15 นาที

กระทั่งเวลา 09.20 น.นายกฯกลับเข้าห้องพักรับรองเพื่อหารือกับพล.ต.อ.วิเชียรอีกครั้งนานประมาณ 15 นาที โดยมีพล.ต.ต.ชนาภัทร์ เชยสมบัติ ผบก.สำนักงานทะเบียนพล สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ ร่วมหารือด้วย คาดว่าหารือเรื่องการจัดทำบัญชีโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผบก.จนถึงชั้นประทวนทั่วประเทศกว่าแสนนาย หรือที่เรียกว่า "โผเล็ก"

จากนั้นนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือว่า รักษาการผบ.ตร.เข้ารายงานสรุปเรื่องประชุมก.ตร.เพื่อให้ทราบถึงประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้น่าจะมีความเข้าใจที่ตรงกันเรื่องการประกาศโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การออกประกาศต่างๆ ตามพระราชกฤษฎีกา และมีประเด็นการโยกย้ายระดับรองลงมาที่มีคนจำนวนมาก ปรากฏว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งอาจคุณสมบัติไม่ครบ จึงซักซ้อมกันว่าตามกฎหมายไม่สามารถยกเว้นในลักษณะทั่วไปได้ หมายความว่าใครไม่ครบ คุณสมบัติต้องมาขอยกเว้นเป็นการเฉพาะราย แต่จะมีจำนวนมาก จึงต้องประชุมก.ตร.อีกครั้ง และพล.ต.อ.วิเชียร จะเดินหน้าทำงานส่วนนี้ในช่วงทำหน้าที่รักษาการผบ.ตร.

"ผมขอยืนยันว่าการเดินหน้าทำนี้เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และจะไม่มีเรื่องการเมืองเข้าไปแทรกแซง เพราะต้องการให้ทุกอย่างเรียบร้อยราบรื่นที่สุด เพราะเราต้องการให้การทำงานของตำรวจเดินหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ" นายกฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าการโยกย้ายดังกล่าวต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 16 ส.ค. ที่จะประกาศใช้โครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า โดยหลักต้องดำเนินการให้เรียบร้อยไม่เช่นนั้นจะเกิดสุญญา กาศ แต่ถ้าไม่พร้อม เรื่องการประกาศโครง สร้างอาจจะปรับเวลาได้ เพราะหลักการประ กาศในราชกิจจานุเบกษา ของพระราชกฤษฎีกา หรือกฎกระทรวงนั้นผู้ปฏิบัติต้องพร้อมด้วย หากยังไม่พร้อมก็คงยังไม่ประกาศ แต่ว่าต้องทำให้เร็วที่สุด

เมื่อถามว่าแสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่โครงสร้างใหม่อาจจะไม่สามารถประกาศได้ในวันที่ 16 ส.ค.ตามที่กำหนด นายกฯ กล่าวว่า หากทำงานไม่เสร็จก็ประกาศไม่ได้เพราะถ้าประกาศไปก็จะเกิดปัญหา แต่จะเร่งทำให้เร็วที่สุด เพราะตามเจตนารมณ์ต้องการทำเร็วที่สุดอยู่แล้ว

ต่อข้อถามว่าการกลับประเทศไทยของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.วันที่ 10 ส.ค.นั้นพล.ต.อ.พัชรวาทจะเข้าร่วมพิจารณาตรงนี้ด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ แต่พล.ต.อ.พัชรวาทลาตนถึงวันที่ 14 ส.ค. เพียงแต่พูดกันไว้ว่าในงานพระราชพิธี หรืองานพิธีสำคัญก็ขอให้มาร่วม

เมื่อถามว่าผบ.ตร.ยกเลิกลาก่อนกำหนดได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มีข่าวอย่างนั้น เมื่อถามว่า นายกฯมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นตามเดิมซึ่งคุยกันไว้ก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ที่คุยกันไว้ ซักซ้อมการทำงานก็ไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง และทุกคนทราบดี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯก็ทราบดี เมื่อถามว่าพล.ต.อ.พัชรวาทกลับมาก่อนครบกำหนดวันลามีนัยยะใดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า "ผมไม่ทราบเลยว่าท่านกลับมาแล้ว"

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายกสมาคมตำรวจให้สัมภาษณ์พาดพิงนายอภิสิทธิ์ว่าไม่เคยเห็นฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงโยกย้ายตำรวจอย่างชัดเจนเหมือนยุคนี้ ว่า ขอปฏิเสธว่าไม่จริง นายกฯไม่เคยใช้อำนาจแทรกแซง ล้วงลูกการโยกย้าย แต่นายกฯใช้อำนาจเพื่อแก้ไของค์กรตำรวจ ให้มีประสิทธิภาพการทำงาน โดยยึดหลักกฎหมาย และที่สำคัญคือต้องการความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

"ความจริงเรื่องนี้เริ่มต้นจากการทำงานของกรมตำรวจที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่กำลังจะเบี่ยงเบนประเด็นไปสู่การล้วงลูกของนักการเมือง เพื่อโยนความผิดฝ่ายการเมืองว่าแทรกแซงการโยกย้ายเหมือนทุกยุคทุกสมัย ทั้งๆ ที่การโยกย้ายตำรวจเป็นเรื่องของการช่วงชิงอำนาจ การแต่งตั้งของผู้บังคับบัญชาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ" นายเทพไทกล่าว

นายเทพไท กล่าวอีกว่า ที่นายกสมาคมตำรวจบอกว่าไม่มียุคใดเข้าไปแทรกแซงเหมือนยุคนี้ ก็อยากถามว่ายุครัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ นายกสมาคมคนนี้ไปนอนหลับมุดหัวอยู่ที่ไหน จึงไม่ยอมรับรู้การสร้างรัฐตำรวจ ยุคไหนกันแน่ที่ฝ่ายการเมืองเข้าไปล้วงลูก เล่นพรรค เล่นพวก ล้วงลูก ตั้งเพื่อนร่วมรุ่น ญาติพี่น้อง และตำรวจที่ยอมรับใช้ตัวเอง ข้ามหัวผู้อื่นเข้ารับตำแหน่งสำคัญมากมาย และขอยืนยันว่ายุคนี้จะไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซง ปล่อยดำเนินการตามกฎหมาย ไม่มีปูนบำเหน็จพวกตัวเอง เพราะพรรคมีหลักการชัดเจนว่าทุกอย่างเป็นไปตามข้อกฎหมาย ตัวนายกฯไม่มีใครเป็นพวกของตัวเองในวงการตำรวจ ไม่มีคนรู้จักหรือญาติพี่น้อง แม้แต่ระดับจ่าตำรวจจนถึงนายพลก็ไม่มี

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เดินทางกลับจากราชการที่ประเทศจีนมาถึงเมื่อคืนวันที่ 8 ส.ค. ได้เข้ารายงานตัวต่อนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 9 ส.ค. โดยพล.ต.อ.พัชรวาทแจ้งกับนายสุเทพว่าพร้อมกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.เป็นต้นไป พร้อมกับทำหนังสือเวียนแจ้งรองผบ.ตร.และผู้บังคับบัญชาระดับสูงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าจะปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.

ทั้งนี้ภารกิจเร่งด่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในช่วงสัปดาห์นี้ก็คือ การจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ(รองผบก.) ไปจนกระทั่งถึงสารวัตร ตามโครงสร้างใหม่ให้เสร็จทันกำหนดวันที่ 16 ส.ค. ตามที่คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)มีมติไว้

อย่างไรก็ดี มีรายงานข่าวเปิดเผยด้วยว่านายอภิสิทธิ์ยังมีความประสงค์ให้พล.ต.อ.พัชรวาทลาราชการต่อไปถึงวันที่ 14 ส.ค.ตามกำหนดเดิม โดยอาจจะเจรจากับผบ.ตร.อีกครั้ง ทั้งนี้เหตุผลที่นายกฯต้องการให้ผบ.ตร.ลาราชการต่อไป ก็เพื่อความสบายใจของกลุ่มที่ผลักดันคดียิงถล่มนายสนธิ ลิ้มทองกุล รวมถึงเหตุผลไม่ต้องการให้บัญชีรายชื่อโยกย้ายแต่งตั้งนายตำรวจระดับรองผบก.ลงมาครั้งนี้ อยู่ในความดูแลของพล.ต.อ.พัชรวาท

รายงานข่าวเปิดเผยอีกว่า นายอภิสิทธิ์เรียกพล.ต.อ.วิเชียร รักษาการผบ.ตร. เข้าหารือถึงแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผบก.ลงมา ว่าทำอย่างไรจะให้ดำเนินการไปได้โดยรวดเร็ว กระชับ ทันกำหนดเวลาวันที่ 16 ส.ค. รวมทั้งไม่มีข้อครหาเรื่องวิ่งเต้นเข้าสู่ตำแหน่ง ซึ่งการหารือมีข้อสรุปประการหนึ่งว่า อาจจะดำเนินการโยกย้ายด้วยวิธีปรับและเกลี่ย นายตำรวจที่มีตำแหน่งประจำตร. และประจำสำนักงานผู้บังคับบัญชาทั้งหลาย มาเข้าสู่ตำแหน่งหลัก ซึ่งจะทำให้โยกย้ายไม่มากนัก โดยจะไม่ปรับตำแหน่งของนายตำรวจรายอื่นๆ ที่มีตำแหน่งอยู่แล้วตามปกติ

พวกปากปราศรัย

ที่มา ไทยรัฐ

คนพวกที่ชอบนินทาว่าร้ายอะไรๆไปเรื่อย ไม่ว่าเรื่องที่นินทาจะมีเหตุผลหรือไม่ สมัยรัชกาลที่ 4 ทรงรำคาญ ทรงเรียกคนพวกนี้ว่า...พันธุ์ปากพล่อยครับ

สมัยนี้คำว่าพันธุ์หายไป แต่ปากพล่อยยังใช้กันอยู่

ในหนังสือภาษาไทยวันละคำ ฉบับรวมเล่ม อาจารย์

กาญจนา นาคสกุล อธิบายสำนวนที่เกี่ยวกับปากเอาไว้หลายคำด้วยกัน

ปากหอยปากปู แต่เดิมมีความหมายว่า ไม่พูดไม่จา หรือ จำต้องนิ่งเฉย ไม่กล้าพูดอะไร เปรียบเหมือนปากหอยปากปูซึ่งหุบนิ่งอยู่

ปัจจุบันใช้ "ปากหอยปากปู" ในความหมาย...ชอบพูดซุบซิบนินทาผู้อื่น

(คนพวกที่มักถูกบอกว่าเป็นพวกปากหอยปากปู ก็น่าจะเป็นพวกสื่อหนังสือพิมพ์นี่แหละครับ)

แต่ถ้าพวกสื่อจะพูดเองบ้าง ก็คงต้องใช้ว่า "ปากเป็นชัก-ยนต์" มีความหมายว่า พูดไม่หยุด เปรียบเทียบลักษณะของปากในขณะที่พูดเหมือนการเชิดหุ่น แปลความได้ว่า พูดจาว่ากล่าวสั่งสอนไม่รู้จบ

"เช่นเรื่องคอรัปชัน ก็พูดกันอยู่นั่นแหละ แต่ไม่ว่าโครงการไหน รัฐบาลไหน ก็ต้องมีเรื่องให้ใช้ปากเป็นชักยนต์ทุกที"

เมื่อฟังท่านผู้นำ หรือท่านผู้ตามแถลงผลงานยืดยาว... บางเรื่องทำให้นึกถึงสำนวนปากว่าตาขยิบ ปากท่านก็ว่า

เรื่องใดที่มีปัญหาประชาชนตั้งข้อสงสัย อย่างเรื่องรถเมล์ 4 พันคัน ก็ต้องทบทวนกันก่อน

แต่บังเอิญเรื่องนั้นเป็นเรื่องของพรรคร่วม พอมาเป็นเรื่องของรัฐบาลทำเอง อย่างเรื่องชุมชนพอเพียง สุ้มเสียงที่ทักเข้ามา

ทำให้นึกถึงคำว่า ปากว่าตาขยิบ ที่หมายความว่า พูดอย่างหนึ่ง แต่ทำอีกอย่างหนึ่ง

ความจริง สำนวนที่เหมาะกับเรื่องนี้น่าจะใช้ว่าแต่ เขาอิเหนาเป็นเอง

อีกสำนวน ปากหวานก้นเปรี้ยว อาจารย์กาญจนาบอกว่า สำนวนเก่าใช้ว่า หัวหวานก้นเปรี้ยว เปรียบกับมะม่วงซึ่งส่วนหัวมีรสหวาน แต่ก้นจะเปรี้ยว

บางคนเปรียบกับการหมักน้ำตาลในกระบอกไม้ไผ่ ส่วนที่อยู่ปากจะมีรสหวาน

ส่วนที่อยู่ก้นจะออกเปรี้ยว

สมัยนี้ ความหมายของสำนวนปากหวานก้นเปรี้ยวเปลี่ยนไปเป็นพูดจาอ่อนหวานแต่ไม่มีความจริงใจ

สำนวนที่รุนแรงที่สุดก็คือ ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ

เวลาพูดก็พูดแสดงความปรารถนาดี ทำให้ผู้ฟังตายใจหลงเชื่อว่าจริง แต่ภายในใจนั้นมุ่งร้าย หรือมุ่งทำลาย

มีประโยคตัวอย่าง "คนที่ปากร้ายใจดีไม่น่ากลัวหรอก แต่พวกปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอนี่ซิน่ากลัวที่สุด"

ผมไม่ค่อยแน่ใจสำนวนนี้จะใช้กับผู้นำรัฐบาลที่ปากหวาน จนชาวบ้านเผลอก็ล้วงกระเป๋าขึ้นภาษีน้ำมันลิตรหนึ่ง ล้วงเอาไปตั้งเกือบ 13 บาท...ได้หรือเปล่า?

โถ! พอถูกทักก็ออกตัวว่าจะลดให้ลิตรละ 2 บาท ลดแล้วยังทวงบุญคุณ แถมส่วนที่แอบล้วงเอาไปเป็นแรมเดือนแรมปีไม่มีพูดถึงซักคำ.

กิเลน ประลองเชิง

ต้องระดมเครื่องฟอก

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25322

ได้โอกาสจูนอารมณ์กลับไปเมื่อครั้งเป็นเด็กๆใหม่

กับคำถามของน้องๆ ยุวประชาธิปัตย์ในรายการ "QUESTION MARK DAY" ถ้าเลือกเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ได้ตัวหนึ่ง นายกฯจะเลือกเป็นตัวอะไร

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ตอบแบบเขินๆแบบเสียไม่ได้ ไม่ค่อยนิยมเป็นตัวอะไร เพราะเป็นแล้วต้องแต่งตัวแปลกๆ

แต่ถ้าให้เลือก ก็จะเป็น "แบทแมน" หรือมนุษย์ค้างคาว เพราะชอบตั้งแต่เป็นการ์ตูนจนมาเป็นภาพยนตร์ เพราะเขามีบุคลิกที่เป็นมนุษย์ดี

ไม่หนีความเป็นคนธรรมดา

วัดกันจากมุมนี้ มันก็สะท้อนอารมณ์ลึกๆของคนชื่อ "อภิสิทธิ์" ชอบคิดอยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงซะเป็นส่วนใหญ่


และก็เป็นอะไรที่ไม่ได้หนีจากความเป็นจริง

กับตัวเลขล่าสุดของเอแบคโพล เปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เปรียบเทียบความเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วัดกันเป็นรายข้อ พบว่า ในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต นายอภิสิทธิ์ ได้คะแนนร้อยละ 68.2 ส่วน พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เพียง 40.5 เปอร์เซ็นต์

ทิ้งกันขาดตามฟอร์ม


เรื่องของความซื่อสัตย์ปมจริยธรรม "อภิสิทธิ์" ยังไม่มีรอยตำหนิ

แต่นายกฯอภิสิทธิ์จะยิ้มได้กว้างกว่านี้ ถ้าไม่บังเอิญว่ามีปมติดติ่งแนบท้าย ผลการสำรวจของเอแบคโพลรอบนี้ ยังระบุเรื่องปัญหาทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง

ประชาชนส่วนใหญ่เกรงว่า ปัญหาการทุจริตจะกระทบต่อแนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และต้องการให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อปัญหานี้ หาคนผิดมาลงโทษ

และให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลาออกทั้งคณะ

จี้ใจดำจังๆเลย

โดยผลสำรวจเอแบคโพลมันยิ่งตอกย้ำ กระตุ้นต่อมสะดุ้งของนายกฯอภิสิทธิ์ให้ยิ่งนั่งไม่ติด

ในสถานการณ์ที่เซียนเชี่ยวกระแสรู้สึกได้ "คราบฝังลึก" เกินกว่าเครื่องฟอกมนุษย์ยี่ห้อประชาธิปัตย์จะเอาอยู่

จากหมากแรกที่นายกฯอภิสิทธิ์ใช้เครดิตของ "คุณชายสะอาด" ออกมาประกาศเองเลยว่า คณะกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมการของพรรคขึ้นมาตรวจสอบโครงการชุมชนพอเพียง

ชิงตัดกระแส ล้างคราบกันเองภายใน

แต่โดยทางข่าวที่นับวันยิ่งไหลลงลึก ปมไม่ชอบมาพากลของโครงการฉาว "ชุมชนแพงเพียบ" ที่ถูกคุ้ยถูกประจานออกมา

โดยเฉพาะคิว "กระแทกตอ" จังๆ


กรณีทีมงานตรวจสอบข้อเท็จจริงของสำนกงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) ที่มี พล.อ.ชัชวาลย์ ทัตตานนท์ รอง ผอ.สพช. ส่งคนลงตรวจสอบข้อร้องเรียนรายการตุกติกที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โดยไม่แจ้งให้ "คนใน" รู้ตัวล่วงหน้า

แล้วก็ดันไปเจอปมฉาวจะจะ หลุดออกมาเป็นข่าวประจานทางหน้าหนังสือพิมพ์ ฟ้องกันด้วยหลักฐาน ก็เลยมีการออกคำสั่งด้วยวาจาจากบิ๊กที่ "ร้อนตัว" ตะเพิดเจ้าหน้าที่ 3 คนในทีม พ้นจากงานใน สพช.

ตามอาการที่ฟ้องถึงพฤติกรรมร้อนรน วนเข้าใกล้ตัว"โจ๊กเกอร์"

จวนตัว เข้าเนื้อเข้าไปทุกขณะ

ล่าสุด โดยการแถลงของนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ส.ส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโครงการชุมชนพอเพียงของพรรค แบไต๋ พรรคเตรียมรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อยื่นให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาตรวจสอบ


รวมทั้งประสานไปยังนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม เพื่อสั่งการไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้าไปตรวจสอบเส้นทางการเงินของบริษัทที่เป็นเจ้าของสินค้าที่เสนอขายให้ชุมชน ว่าเกี่ยวโยงกับเจ้าหน้าที่ใน สพช.

ยืมมือ ป.ป.ช. ดึงยี่ห้อ ปปง.เข้ามาช่วยล้างคราบ

โชว์ความบริสุทธิ์ใจด้วยการชิงฟอกตัวเอง ตัดเกม เบรกกระแสภายนอกที่พุ่งเข้าใส่

สูตรสำเร็จยี่ห้อประชาธิปัตย์เลย.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไม่มีอภิสิทธิ์

ที่มา ไทยรัฐ

ข่าวความไม่ชอบมาพากลใน โครงการชุมชนพอเพียง ชักจะ หนาหูขึ้นทุกที ผมว่ารัฐบาลชุดนี้เรื่องข่าวการทุจริตคอรัปชันก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน คงจะจำกันได้พอเข้ามาก็เปิดตัวด้วยเรื่องของ ปลากระป๋องเน่า แล้วก็อีกสารพัดโครงการตามมาติดๆ เลยถูกชาวบ้านวิจารณ์เอาว่าอดอยากปากแห้ง

กระเหี้ยนกระหือรือ

เรื่องราวของการส่อทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง กระหึ่มก็เพราะไปกล่าวอ้างถึงญาติ รมต.ในรัฐบาลชุดนี้ด้วย ก็อย่างว่า ที่ผม อยากจะดักคอเอาไว้ก็คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ การตรวจสอบทุจริตคอรัปชันทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่เห็นที่จะกระเหี้ยนกระหือรือกับเรื่องเหล่านี้

ใช่ว่ามี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯแล้ว ได้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แล้วทุกอย่างจะดูดีไปหมด กลับกลายเป็นช่องว่างให้โกงบ้านโกงเมืองไปฉิบ

วันก่อน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส. กทม.พรรคเพื่อไทย ออกมาเปิดเผยว่า มีความพยายามที่จะ ฆ่าตัดตอนโครงการดังกล่าว ด้วยการปกปิดเอกสารพยานหลักฐาน อาทิที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น แม้แต่ใน กทม.เองก็มีความพยายามที่จะกลบเกลื่อนหลักฐาน

ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง ผมเห็นผ่านๆว่ามีคณะกรรมการตรวจสอบการทุจริตของประชาธิปัตย์ออกมาเอะอะว่าจะส่งเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบโดยเร็วที่สุด ในเวลาเดียวกัน ทางสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน ก็อ้างว่าได้ไปแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ต้องหาไว้ 3 รายแล้ว แต่ตำรวจกองปราบบอกไม่รู้เรื่อง

ทำให้ผมนึกไปถึงกรณี รถและเรือดับเพลิง กทม. นึกไปถึงปลา กระป๋องเน่า ก็มีพฤติกรรมเอาจริงเอาจังอย่างนี้ของคนในรัฐบาล สุดท้าย ไม่มีอะไรในกอไผ่ ผู้ต้องสงสัยลอยนวลไปตามระเบียบ

ถ้าจะนึกย้อนอดีตไปอีกนิด ผักสวนครัวรั้วกินได้ ทุจริตยา รับประกัน การันตีก็สุดลิ่มทิ่มประตู พอน้ำลดตอผุดเท่านั้น ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กันหมด ผมไม่อยากเห็นเรื่องทำนองนี้ เป็นแบบฟอร์มของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะดูว่าจะไม่มีความจริงใจกับการบริหารประเทศเท่าที่ควร

ก่อนจบโปรดอ่านจดหมายจากพี่น้องชาว จ.หนองบัวลำภูสักนิด "ผมได้มีโอกาสเข้าไปเป็นกรรมการโครงการชุมชนเข้มแข็งของรัฐบาลต่อจากโครงการเอสเอ็มแอลของรัฐบาลก่อน ทำให้เห็นการทุจริตของข้าราชการ ต่างจากเอสเอ็มแอลที่ไม่มีข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง ชาวบ้านตรวจสอบกันเอง แต่โครงการของรัฐบาลชุดนี้กลับเอาผู้รับเหมา ข้าราชการ มาครอบกรรมการชุมชน เลยล็อกสเปก กันอุตลุด หมู่บ้านไหนหัวแข็งก็จะไม่ผ่านโครงการให้ ยกเอาหมู่บ้านอื่นมากดดัน ถ้าไม่รับก็โดนด่า สินค้าที่มายัดเยียดราคาแพงเป็น เท่าตัว ฟันกำไรกันอิ่มหมีพีมัน ไม่กลัวประเทศชาติล่มจม เช่นรถอีแต๋นประเมินราคาไม่น่าจะเกินแสน แต่เอามาขายแสนแปดถึงสองแสนห้า ผู้รับเหมาอ้างว่าต้องเอากำไรไปดูแลนายขอกันร้อยละ 15-20 ที่ร้ายไปกว่านั้นยังติดสินบนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านโครงการละ 2-3 หมื่น" งามหน้าไหมล่ะ.

หมัดเหล็ก