WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, August 11, 2009

สื่อมา สื่อไป

ที่มา thaifreenews

เขาว่ากระแสไม่เอาเจ้าแพร่ไปทั่วแล้ว
ใจ อึ๊งภากรณ์
ถ้าใครอ่านบทความของ ชัยอนันต์ สมุทวาณิช ใน ผู้จัดการ ๒ สิงหาคม ๕๒ จะเห็นว่าฝ่ายอำมาตย์เริ่มยอมรับกันแล้วว่า กระแสไม่เอาเจ้าแพร่หลายไปทั่วประเทศแล้วและ ชัยอนันต์ ยังยอมรับอีกว่า คนชนบทชอบทักษิณ... ก็เพราะทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่ทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญก็คือ เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคกับกองทุนหมู่บ้าน
แต่หลังจากนั้น ชัยอนันต์ ก็เริ่มเข้าสู่แดนแห่งนิยาย เช่น
1. ชัยอนันต์ ตั้งคำถามว่าทำไมกระแสไม่เอาเจ้าแพร่ไปทั่ว? แล้วพยายามหาคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบง่ายที่สุดและตรงกับความจริงที่สุด ก็เลยเสนอว่ามีการปลุกระดม... คำถามคือทำไมการปลุกระดมได้ผล?... ก็เพราะมันตรงกับสิ่งที่คนคิดอยู่แล้ว!! คำตอบที่ง่ายที่สุดและตรงกับความจริงที่ ชัยอนันต์ ไม่กล้าพูดคือ ตั้งแต่การก่อตั้งของพันธมิตรฯ ผ่านการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา การใช้ศาลเป็นเครื่องมือล้มพรรค การใช้ความรุนแรงปิดทำเนียบ รัฐสภา และสนามบิน ฯลฯ จนถึงวันนี้ ฝ่ายเสื้อเหลืองเอาเรื่องเจ้ามาเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมา และดูถูกประชาชนเหล่านั้นว่า โง่หรือไร้วุฒิภาวะที่จะลงคะแนนเสียง มีการใช้กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพกับคนที่คัดค้านรัฐประหาร แถมยังมีกรณีที่ราชินีไปงานศพพันธมิตรฯ และกรณีที่ในหลวงไม่ออกมาพูดอะไรในเดือนธันวาคมปีที่แล้วอีกด้วย คำตอบและคำอธิบายมันง่ายอย่างนี้ครับ ใครๆก็รู้ ไม่ต้องเป็นนักวิชาการจบดอกเตอร์หรอก สรุปแล้วคนส่วนใหญ่ในประเทศคิดเองเป็น ไม่ถูกล้างสมอง ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ในวิกฤตการเมืองที่ร้อนแรง แล้วพบว่าไม่มีประโยชน์ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตรงกันข้าม ไปอยู่กับฝ่ายที่เป็นศัตรูประชาชนและศัตรูของประชาธิปไตย จะไม่เกิดกระแสไม่เอาเจ้าที่ยิ่งใหญ่ทั่วประเทศได้อย่างไร? พวกอำมาตย์มั่นใจในตนเองมากไป คิดว่าล้างสมองประชาชนได้ แค่อ้างกษัตริย์แล้วเขาจะทำอะไรก็ได้ ไม่จริงครับ ถูกพิสูจน์ได้ แล้วพวกอำมาตย์อาจใช้การปราบปรามหรือการสร้างความกลัวให้บางคนไม่กล้าพูดได้ แต่เปลี่ยนใจลึกๆ ของคนไม่ได้หรอก การปิดเวป การปิดวิทยุชุมชน การเซ็นเซอร์ หรือการโกหกที่รัฐบาลอำมาตย์ทำอยู่ก็ไม่มีผลอย่างที่เขาต้องการ
2. ชัยอนันต์ เขียนว่า กระแสต้านสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ในที่สุดคงไม่บังเกิดผลอะไร และในอดีตก็เคยมีมาแล้ว โดยเฉพาะปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยรัชกาลที่ 6” ผมอ่านแล้วหัวเราะ!!! เพราะนักประวัติศาสตร์ไทยทราบดีว่ากระแสไม่เอาเจ้าปลายรัชกาลที่ ๕ และในช่วงรัชกาลที่ ๖ ในที่สุดสะสมมากขึ้นจนเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ท่ามกลางกระแสไม่เอาเจ้าทั่วประเทศ
3. ชัยอนันต์ มองว่า การวิจารณ์ เจ้าก็ไม่อาจทำแบบเหวี่ยงแหได้ และก็ไม่มีข้อมูลข่าวสารหรือข้อเท็จจริงมาสนับสนุนคำวิจารณ์ก็ฝันไปเถิดว่าไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริง แต่ในอีกแง่ก็เป็นคำดูถูกประชาชนอีกว่าเชื่ออะไรโดยไร้เหตุผล
4. ชัยอนันต์ มองว่า คนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี รู้สึกว่าจะไม่สนใจเรื่องนี้มากเท่าใดนักและ คนหนุ่มคนสาว เวลานี้ซึ่งดูจะเป็นพวกวัตถุนิยมสุดขั้วกันมาก ถ้าจะพูดถึงความภักดีต่อชาติหรือสถาบันแล้ว คงหวังได้ยากตรงนี้ ชัยอนันต์ คงรู้จักเด็กๆ จากตระกูลร่ำรวยที่เป็นนักศึกษา วชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งไม่ใช่เด็กธรรมดาเหมือนประชาชนอื่นๆ ส่วนผมและเพื่อนๆ รู้จักเด็กนักเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงขอบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่จงรักภักดีกับอะไรง่ายๆ และถ้าคนรุ่นใหม่ ไม่สนใจเรื่องกษัตริย์มันหมายความว่าเบื่อกับการถูกบังคับให้จงรักภักดี แต่มันไม่ใช่ว่าเขาสนใจแต่เรื่องวัตถุนิยมหรือการบริโภคเหนือสิ่งอื่น จริงๆ แล้วพวกที่เป็นนักบริโภคนิยมสุดขั้วของสังคม ที่กอบโกยความร่ำรวยเข้ากระเป๋าตนเองมากที่สุด คือพวกเจ้าและอำมาตย์ ในขณะที่มาสอนเราให้มีความสุข ความพอเพียงท่ามกลางความยากจนของเรา ดังนั้นถ้าใครยิ่งรวยยิ่งกอบโกยบริโภค ก็จะยิ่งหลงเชื่อในนิยายเรื่องเจ้า
อย่างไรก็ตาม ผมมีคำเตือนให้คนเสื้อแดงที่ ไม่เอาเจ้าเหมือนผม ถ้าฝ่ายอำมาตย์หลอกตนเองได้มันไม่ได้แปลว่าเราต้องหลอกตนเองไปด้วย เราต้องยอมรับความจริง และไม่ประเมินฝ่ายอำมาตย์ต่ำไป กระแสไม่เอาเจ้าที่แพร่ไปทั่วจะไม่เกิดผลโดยอัตโนมัติถ้าเราไม่รู้จักสู้ ดังนั้นเราต้องใช้ปัญญาในการทำภาระที่ยังค้างอยู่ของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ให้เสร็จสิ้น แล้วเราจะได้ประชาธิปไตยแท้
กระแสไม่เอาเจ้า ฉบับ ไชอนันต์ สมุทวาณิช

ก้าวต่อไปของขบวนการคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


ข้อดีของการมีทักษิณเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ที่เห็นชัดๆก็คือ ช่วยผนึกพลังมวลชนของขบวนการไว้ได้ เพราะฐานมวลชนสำคัญที่สุดคือผู้นิยมชมชอบทักษิณ แต่ข้อจำกัดก็คือขณะที่มีคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจจำนวนมหาศาล ก็มีคนเกลียดเขาเข้ากระดูกจำนวนมหาศาลเช่นกัน

โดย ชาด โพทะเล
10 สิงหาคม 2552

สาระสำคัญที่ควรรณรงค์ น่าจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ หนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อการสร้างประชาธิปไตยให้เข็มแข็ง สอง ต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย สาม เป็นประเด็นที่มวลชนคนเสื้อแดงเข้าใจได้ง่าย เข้าร่วมได้อย่างสมัครใจ และสร้างสรรค์กิจกรรมได้ด้วยตน

ในที่นี้ขอเสนอประเด็นสำคัญที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์ดังต่อไปนี้ ข้อเสนอที่หนึ่ง การเลือกตั้งชอบธรรมและยุติธรรม เราต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง ข้อเสนอที่สอง กระบวนการยุติธรรมต้องยุติธรรม ข้อเสนอที่สาม สื่อมวลชนต้องเป็นมืออาชีพ ข้อเสนอที่สี่ กระบวนการกล่าวหาฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เป็นธรรม


กิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ก็เช่น ฟ้องร้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานของวิชาชีพสื่อ หรือเพื่อให้ตุลาการภิวัตน์ต้องอับอายกระอักกระอ่วน อาจมีกลุ่มโครงการทำหน้าที่จับตาและเปิดโปงการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อโดยเฉพาะ เป็นต้น


คนเสื้อแดงเป็นขบวนการที่เติบโตเร็วมากทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตมาจากจุดหมายร่วมในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ประชาธิปไตยถูกทำลายเท่านั้น จึงรวมเอากลุ่มคนที่มีจุดยืนหลากหลายเข้ามาด้วยกัน

ขบวนการคนเสื้อแดงจึงมีทั้ง คนรักทักษิณฝังจิตฝังใจจ นมองข้ามปัญหาและข้ออ่อนของยุคทักษิณ ไปจนถึงคนที่ต่อต้านรัฐประหารและอำมาตยาธิปไตยทั้งหัวโจก และตัวแทนโดยไม่แคร์นักกับทักษิณ ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการชอบธรรมที่สุด
ท่ามกลางแนวร่วมกว้างขวางขนาดนี้ จึงมีโครงการต่างๆเพื่อทักษิณ เพราะถือเอาตัวทักษิณเป็นทั้งรูปธรรมและเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (ทักษิณเองก็ถือว่าตนเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้) ในเวลาเดียวกัน ก็มีข้อวิจารณ์การเคลื่อนไหวจากคนที่ไม่ถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลางของการต่อสู้ เพราะพวกเขาถือว่าการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยเป็นประเด็นใจกลาง


แต่ละปีกแต่ละกระแสของขบวนการคนเสื้อแดงมีผู้สนับสนุนมากพอสมควร อย่างไรก็ตามคงต้องยอมรับว่าคนรักทักษิณยังคงเป็นฐานมวลชนสำคัญที่สุดของขบวนการ

ในภาวะเช่นนี้ก้าวต่อไปที่คนเสื้อแดงจากหลากปีกหลายกระแสจะสามารถร่วมลงแรงผลักดันได้น่าจะเป็นอะไร? มีโครงการหรือวาระทางการเมืองอะไรหรือไม่ที่น่าจะโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางความหลากหลาย?

ทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง: พลังและข้อจำกัด

ข้อดีของการต่อสู้เพื่อทักษิณที่เห็นชัดๆและปฎิเสธไม่ได้ว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญไปอีกนาน ก็คือ ช่วยผนึกพลังมวลชนของขบวนการไว้ได้ เพราะฐานมวลชนสำคัญที่สุดคือผู้นิยมชมชอบทักษิณ แกนนำสามเกลอและแกนนำระดับกลุ่มชุมชนจึงมักจำกัดตัวเองอยู่กับกิจกรรมเพื่อทักษิณและกิจกรรมเพื่อแสดงพลัง เพราะพวกเขาต้องการเพียงผนึกพลังมวลชนของเขาไว้ให้ได้นานๆเท่านั้น

ข้อดีอีกอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมรับรู้เข้าใจก็คือ “ทักษิณ” ในการเมืองไทยขณะนี้เป็นตัวแทนของฝ่ายประชาธิปไตยในแง่ที่ว่า ประชาชนมอบอำนาจให้เขาอย่างชอบธรรมตามกฎกติกา ตามกระบวนการซึ่งถือว่าคนเราเสมอภาค มีอำนาจเท่ากัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน เกิดมาต่ำหรือสูง หรือโง่ฉลาดกว่ากันสักเพียงไหนก็ตาม มวลชนอาจจะไม่สามารถกลั่นความคิดข้อนี้ออกมาเป็นนามธรรมที่เป็นระบบ แต่พวกเขาเข้าใจประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องให้ใครมาสอนประชาธิปไตยให้พวกเขา


ประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ใครหน้าไหนก็ปฏิเสธไม่ได้ ขาดไม่ได้ ล้มล้างไม่ได้ อ้างโน่นนี่เพื่อปฏิเสธการใช้อำนาจของประชาชนไม่ได้

นี่คือความหมายสำคัญที่สุดของการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องของคุณธรรม คอรัปชั่น หรือระดับภูมิปัญญา การต่อสู้เพื่อทักษิณจึงไม่ใช่แค่เรื่องติดตัวบุคคลอย่างที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณกำลังพยายามป่าวร้อง การตามล่าทำลายล้าง “ทักษิณ” จึงมีความหมายเกินกว่าตัวบุคคล เพราะหมายถึงพยายามทำลายกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีอำนาจเท่ากันและเป็นผู้ตัดสินว่าจะมอบอำนาจให้ใครเป็นรัฐบาล

แต่การต่อสู้เพื่อทักษิณมีปัญหาไม่น้อยเช่นกัน

ประการแรก คงปฎิเสธยากว่าเป็นการต่อสู้เพื่อตัวบุคคลด้วยและเป็นส่วนสำคัญไม่น้อย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นตัวแทนอุดมการณ์ หลักการ หรือกระบวนการนามธรรมใดๆ มวลชนของทักษิณจำนวนมากคงแยกความแตกต่างระหว่างทักษิณที่เป็นบุคคลกับทักษิณในฐานะตัวแทนประชาธิปไตยไม่ออก

เป็นความจริงว่า แยกออกลำบากจริงๆ ไม่ว่าจะฉลาดล้ำเลิศมาจากไหนก็คงแยกออกลำบาก ภาวะที่ตัวบุคคลกับสถาบันหรือกระบวนการแยกกันไม่ออกเกิดบ่อยครั้งกับทุกฝ่ายทุกอุดมการณ์ มีทั้งผลดีและเสีย ผลเสียที่เห็นชัดๆก็คือ ลงท้ายเรามักละเลยมองข้ามอุดมการณ์ หลักการ หรือกระบวนการไปเสีย กลายเป็นเรื่องของตัวบุคคลไปหมด

เข้าใจว่าทักษิณเองและบุคคลใกล้ชิดเขา หรือแม้แต่แกนนำสามเกลอ ก็แยกไม่ออกเช่นกัน โครงการรณรงค์ต่างๆจึงกลายเป็นเพื่อตัวบุคคลมากขึ้นทุกที แต่นัยต่อกระบวนการประชาธิปไตยกลับไม่ชัดเจน หรือมีไม่มาก หรือละเว้นไม่เป็นประเด็นไปเสียเฉยๆ

ทักษิณไม่ใช่เทวดา สิ่งที่เขาทำมีทั้งถูกและผิด แถมยังไม่ค่อยจะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และปลาบปลื้มกับภาวะที่ตัวเองเป็นศูนย์กลางของการเมือง ยิ่งในภาวะที่เขาตกเป็นเป้าของการตามล่าทำลาย ย่อมทำให้เขาต้องคิดถึงตัวเองมากยิ่งขึ้น

หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ การรณรงค์ต่างๆของคนเสื้อแดงจะยิ่งเป็นการทำเพื่อทักษิณ แต่อาจจะถอยห่างจากการต่อสู้เพื่อกอบกู้ประชาธิปไตยออกไปทุกที เพราะณ จุดใดจุดหนึ่งในภาวะเช่นนี้ ประโยชน์ต่อทักษิณอาจกลายเป็นคนละเรื่องกับประโยชน์ต่อประชาธิปไตย


อันที่จริงเราได้เห็นแล้วว่า ยามที่จุดหมายเคลื่อนจากประชาธิปไตยไปที่ทักษิณ มาตรการต่างๆมักก้าวร้าวเกินไปหรือประนีประนอมเกินไป หรือกลายเป็นอาศัยพลังประชาชนเพื่อเรียกหาความสนใจจากผู้มีบารมี เป็นต้น

ในภาวะเช่นนี้ คนที่สนับสนุนขบวนการเสื้อแดงเพื่อกอบกู้ประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เพื่อทักษิณ คงอยากจะถอยห่างออกไป

ประการที่สอง คงปฎิเสธได้ยากว่า ในขณะที่มีคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจจำนวนมหาศาล ก็มีคนเกลียดเขาเข้ากระดูกจำนวนมหาศาลเช่นกัน และมีคนอีกมหาศาลที่เฝ้าดูหรือเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดง แต่มิได้เห็นอกเห็นใจทักษิณเท่าไรนัก

ในภาวะสังคมแยกขั้วเช่นนี้ การต่อสู้ที่ถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง จะยิ่งผนึกพลังของคนที่ศรัทธาเทิดทูนเขาให้หนักแน่นขึ้น จนเกิดความรู้สึกในหมู่คนเสื้อแดงว่ามวลชนเติบโตเข้มแข็งขึ้นทุกวัน แต่พวกเขาต้องตระหนักด้วยว่า ยิ่งเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง ผู้คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงแต่มิได้เห็นใจทักษิณ จะยิ่งถอยห่างออกไปทุกที

ขบวนการฝ่ายซ้ายก่อน 6 ตุลา 2519 เคยอยู่ในภาวะสังคมแยกขั้วเช่นนี้มาก่อน พวกเขาสามารถผนึกกำลังมวลชนของตนจนเข้มแข็งขึ้นและขยายตัวขึ้น การเคลื่อนไหวแสดงพลังมวลชนจึงมีพลังทุกครั้ง มวลชนพื้นฐานของพวกเขายกระดับพัฒนาขึ้น จนสามารถระดมให้ช่วยงานกลายเป็นผู้ปฎิบัติงานก็ได้

แต่ขบวนการที่เข้มแข็งขึ้นกลับมิได้หมายความว่า ความได้เปรียบทางการเมืองจะยิ่งมีมากขึ้นเสมอไป หากมิได้ขยายฐานมวลชนผู้สนับสนุนในสังคมหรือทำให้ความคิดข้อเสนอทางการเมืองของขบวนการกลายเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในสังคม ขบวนการที่เน้นแต่การผนึกกำลังแสดงพลังของตน มองไม่เห็นว่าประชาชนที่เห็นอกเห็นใจพวกเขายังมิได้หมายความว่ายอมรับข้อเสนอทางการเมืองของพวกเขา นานวันเข้าประชาชนผู้เห็นอกเห็นใจจะค่อยๆถอยห่างออกไปเป็นผู้ดูอยู่ตรงกลางมากขึ้นทุกที

ยิ่งต่อสู้ ขบวนการก็ยิ่งมีพลังเข้มแข็ง แต่กลับโดดเดี่ยวจากมวลชนและอ่อนแอลงทางการเมือง

การถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลางจึงมีข้อดีและเป็นปัญหาไม่น้อยในเวลาเดียวกัน หากไม่มีการปรับตัวหรือหากทักษิณเองก็มองเห็นไม่ไกลไปกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ขบวนการเสื้อแดงและทักษิณอาจไม่บรรลุเป้าหมายใดๆเลย ไม่ว่าเพื่อประชาธิปไตยหรือเพื่อทักษิณ

ข้อเสนอประเด็นที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์

คงยังจำกันได้ว่า พลังของคนเสื้อแดงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก(ที่สุด?)ในช่วงการชุมนุม 8 เมษายน 2552 ประเด็นใจกลางในขณะนั้น คือการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย ครั้งนั้นถึงกับกล่าวกันว่า คนเสื้อแดงข้ามพ้นการต่อสู้เพื่อทักษิณไปแล้วและทักษิณเป็นแค่ส่วนหนึ่งของขบวนการ เป้าหมายของการปรับตัวน่าจะอยู่ตรงนั้น

การปรับตัวไม่ได้หมายถึงยุติการรณรงค์เพื่อทักษิณลงหมดโดยสิ้นเชิง เพราะข้อดีมีอยู่ดังกล่าวมาแล้ว แต่หมายถึงต้องปรับทิศทางของทั้งขบวนการ หันมารณรงค์ในประเด็นเพื่อประชาธิปไตยที่ชัดเจนมากขึ้น

สาระสำคัญที่ควรรณรงค์ น่าจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

หนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อการสร้างประชาธิปไตยให้เข็มแข็ง
สอง ต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย
สาม เป็นประเด็นที่มวลชนคนเสื้อแดงเข้าใจได้ง่าย เข้าร่วมได้อย่างสมัครใจ และสร้างสรรค์กิจกรรมได้ด้วยตนเอง


ในที่นี้ขอเสนอประเด็นสำคัญที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์ดังต่อไปนี้

ข้อเสนอที่หนึ่ง การเลือกตั้งชอบธรรมและยุติธรรม เราต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง มีปัญหาก็ค่อยๆแก้กันไป

อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่อีกแล้วแน่ๆ อย่าลืมว่าการเลือกตั้งเป็นแนวรบที่คนเสื้อแดงชนะทุกครั้ง เป็นฐานความชอบธรรมที่สำคัญที่สุด แต่กลับถูกพันธมิตรฯและพวกอำมาตย์โจมตีบิดเบือนทำลาย เราจะยอมให้เกิดเช่นนั้นอีกไม่ได้

คนเสื้อแดงน่าจะเริ่มรณรงค์ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้สังคมยอมรับว่าการเลือกตั้งเป็นวิถีทางชอบธรรมที่สุดของระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่บริสุทธิ์ไร้ข้อกังขา แต่การเลือกตั้งที่ชอบธรรม หมายถึงข้อบกพร่องทั้งหลาย ไม่มากหนักหนาถึงขนาดเปลี่ยนผลลัพธ์จากขาวเป็นดำ หรือบิดเบือนเจตนาของประชาชนผู้ลงคะแนน

ตรงกันข้าม การรัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ และม๊อบมีเส้นต่างหากที่เปลี่ยนผลลัพธ์กลับขาวเป็นดำและปฎิเสธเจตนาของประชาชน

คนเสื้อแดงต้องรณรงค์ล่วงหน้าให้คนในสังคมยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่าอ้างข้อบกพร่องหรือการซื้อขายเสียง มาเป็นเหตุปฎิเสธเจตนาของประชาชนผู้ลงคะแนน

การต่อสู้ในประเด็นนี้จะเป็นผลดีต่ออนาคตของระบอบประชาธิปไตยทั้งระยะสั้นและยาว อีกทั้งในขณะนี้เป็นจุดแข็งของคนเสื้อแดง แต่เป็นจุดอ่อนของฝ่ายอำมาตย์และพันธมิตรฯ เพราะพวกเขากลัวการเลือกตั้งและกลัวประชาชนที่เสมอภาคทั่วหน้ากัน คนเสื้อแดงต้องผลักดันให้สังคมเตรียมพร้อม อย่าตกหลุมพวกอำมาตย์อีก สังคมต้องยืนยันยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่หวั่นไหวไปกับการบิดเบือนของพวกอำมาตย์ที่มุ่งปล้นทำลายประชาธิปไตย

การเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยของมหาชน คือการต่อสู้ที่ดีที่สุดต่อพวกอำมาตยาธิปไตย และอาจเป็นวิธีการช่วยทักษิณที่เข้าท่ากว่าวิธีอื่นๆ ที่ทำมาแล้ว

ข้อเสนอที่สอง กระบวนการยุติธรรมต้องยุติธรรม

นิติรัฐต้องเป็นนิติรัฐที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า ไม่ใช่เลือกใช้กฎหมายอย่างสองมาตรฐานหรือไร้มาตรฐานเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง บุคคลากรของกระบวนการยุติธรรมต้องเที่ยงตรง มีหลักการและเป็นมืออาชีพ มิใช่ถวายตัวเป็นทาสอุดมการณ์หรือสถาบันทางการเมืองใดๆ

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากต่อการกอบกู้ประชาธิปไตย เพราะกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งขาดไม่ได้ในระบอบนี้

ที่ผ่านมา ความเละเทะของกระบวนยุติธรรมภายใต้ตุลาการภิวัตน์ ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง มีคนมากมายเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดงที่โดนสองมาตรฐานรังแกครั้งแล้วครั้งเล่า

ใครๆ ก็รู้และรังเกียจพันธมิตรฯที่มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย แถมเคารพกฎหมายก็ต่อเมื่อเข้าข้างฝ่ายตน ครั้นไม่เข้าข้างฝ่ายตนก็เพิกเฉยไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย แต่กลับไม่มีใครทำอะไรพันธมิตรฯได้ แม้ว่าฝ่ายพันธมิตรฯ และอำมาตย์จะได้เปรียบที่มีอำนาจรัฐ ทหาร ศาล และอำนาจเหนือรัฐหนุนหลังอยู่ แต่นี่เป็นจุดอ่อนทางการเมืองของพวกเขา

การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจึงต้องสนใจสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้

เราต้องกล้า เรียกร้อง ฟ้อง ฟ้องกลับ และร้องเรียนในกรณีที่ไม่เป็นธรรม ต้องป่าวประจานตุลาการภิวัตน์ให้อับอาย เรียกร้องให้พวกเขาเคารพหลักการและเป็นมืออาชีพ หรือจนกว่าบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรมจะลุกขึ้นมาสะสางวงการของตน สลัดให้พ้นแอกของอำมาตยาธิปไตย

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย แต่เพื่อยุติความลำเอียง ไร้มาตรฐาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานและกอบกู้กระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อยุติตุลาการภิวัฒน์ลงเสีย

ข้อเสนอที่สาม สื่อมวลชนต้องเป็นมืออาชีพ

สื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยจำเป็นในสังคมประชาธิปไตยเช่นกัน

ที่ผ่านมา สื่อมวลชนพัฒนาแต่เทคโนโลยี แต่กลับไม่พัฒนาหรือยิ่งถอยหลังในทางวิชาชีพ ความสามารถของบุคคลากรเสื่อมถอยลงทุกระดับ ทั้งด้านฝีมือในวิชาชีพ ความรอบรู้มีวิจารณญาณ และความเที่ยงธรรมมีจรรยาบรรณของสื่อ

ความกล้าหาญหดหาย รู้จักแต่หดหัวต่ออำนาจ ยอมตัวเป็นเครื่องมือปล้นทำลายประชาธิปไตย

กลายเป็นว่าอาณาจักรของสื่อยิ่งขยายตัวยิ่งมีอำนาจและยิ่งร่ำรวย ความเป็นมืออาชีพเที่ยงธรรมกลับถดถอย จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างน่าสมเพช กลายเป็นว่ายุคที่ข่าวสารท่วมล้นชีวิตเราจากย่ำรุ่งยันย่ำค่ำ ยิ่งกว่าประเทศใดๆในโลก สังคมไทยกลับเต็มไปด้วยความงมงายไร้วิจารณญาณยิ่งกว่ายุคใดๆ

มีแต่คนในวงการสื่อเท่านั้นแหละที่มองไม่เห็นความเละเทะไร้ประสิทธิภาพของสื่อ ในขณะที่ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองเอือมระอาสื่อเต็มทน จนละครน้ำเน่ายังน่าดูกว่าข่าวทีวี

การต่อสู้เรื่องสื่อจึงมิใช่เพื่อคนเสื้อแดงหรือทักษิณเท่านั้น แต่เพื่อประชาธิปไตยและอนาคตของสังคมไทย การต่อสู้ในเรื่องนี้ต้องมิใช่หยุดอยู่เพียงแค่เสนอสื่อของคนเสื้อแดงขึ้นมาตอบโต้กับสื่อกระแสหลัก ทางเลือกของคนเสื้อแดงเป็นสิ่งมีประโยชน์ แต่เราคงต้องรณรงค์ร่วมผลักดันให้วิชาชีพสื่อมวลชนยกระดับกว่าที่เป็นอยู่

ข้อเสนอที่สี่ กระบวนการกล่าวหาฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เป็นธรรม

อย่าใช้กฎหมายนี้อย่างฉ้อฉลเพื่อปกป้องหัวโจกตัวแทนขุนพลไพร่ราบของอำมาตยาธิปไตย อย่าใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายฝ่ายตรงข้าม อย่าใช้กฎหมายนี้เพื่อปิดปากประชาชน

หากไม่ยอมแก้ไข เราก็น่าจะช่วยกันฟ้องประจานความเลอะเทอะเปรอะเปื้อนของกฎหมายนี้ให้หมดความหมายไปเลย

สร้างสรรค์และเป็นฝ่ายรุกอย่างมีวุฒิภาวะ

เราเชื่อมั่นว่า มีคนที่มีความคิดดีๆสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆหลายรูปแบบที่ส่งผลระยะสั้น ระยะยาว แถมไม่ต้องรวมศูนย์ภายใต้แกนนำใดๆ บางครั้งไม่ทำในนามคนเสื้อแดงก็อาจจะดีด้วยซ้ำไป

ลำพังการโต้แย้งแบบต่อปากต่อคำ ”เอามันส์” ถูกใจคนฟังหรือเอาใจแฟนคลับทางวิทยุหรืออินเตอร์เน็ต มีเสน่ห์ดึงดูดให้เราติดตามหรือเข้าร่วมต่อปากต่อคำด้วย แต่ความสะใจกลับมีผลอย่างมากก็แค่ยืนยันความคิดของเราเอง แต่ไม่สามารถสร้างประเด็นหรือวาทกรรมที่มีอิทธิพลทางสังคมได้

การประท้วงตอบโต้สาธารณะเป็นเรื่องจำเป็นตามสมควร แต่โดยมากมีลักษณะปกป้องตัวเองหรือเป็นฝ่ายรับ ไม่ใช่การสร้างสรรค์หรือเป็นฝ่ายรุกเท่าที่ควร

คนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนทั้งหลายคงต้องสร้างสรรค์โครงการเชิงบวกและเป็นฝ่ายรุกให้มากขึ้น หมายความว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างประเด็นหรือวาทกรรมทางสังคม อาจเป็นการเสนอปัญหาหรือเป็นข้อเสนอยกระดับกระบวนการยุติธรรมและสื่อ หรืออย่างน้อยน่าจะเป็นการประท้วงโต้แย้งที่มีนัยเชิงรุกและสร้างสรรค์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานของวงการต่างๆ

เช่น ฟ้องร้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานของวิชาชีพสื่อ หรือเพื่อให้ตุลาการภิวัตน์ต้องอับอายกระอักกระอ่วน อาจมีกลุ่มโครงการทำหน้าที่จับตาและเปิดโปงการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อโดยเฉพาะ เป็นต้น


การชุมนุมแสดงพลังยังเป็นสิ่งจำเป็นแต่ไม่เพียงพอ เราต้องการโครงการที่มีวุฒิภาวะ ที่มีจุดหมายไกลกว่าเพื่อทักษิณ ขบวนการคนเสื้อแดงควรเป็นผู้มีวุฒิภาวะและเป็นฝ่ายสร้างสรรค์

ปล่อยให้พันธมิตรฯ ประชาธิปัตย์ และพวกอำมาตย์ เป็นฝ่ายตะแบงเอาแต่ต่อปากต่อคำผ่านโฆษกสารพัดของพวกเขาต่อไปเถอะ

อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกแล้ว อย่าปล่อยให้พวกอำมาตย์ปล้นทำลายประชาธิปไตยไปอีกครั้ง
คนเสื้อแดงพร้อมหรือยัง?

อีแพลม

ที่มา บางกอกทูเดย์

คนไทยจำนวนไม่น้อยคงไม่รู้จักคำว่า “อีแพลม”แต่คนที่เป็นเซียนหมากรุกต้องรู้จักคำๆ นี้ ถ้าตอบว่าอีแพลม คือ ตัวหมากรุกไทยตัวหนึ่ง คนที่เล่นหมากรุกเป็นใหม่ๆ อาจจะเถียงว่าไม่มี อีแพลมเป็นตัวหมากรุกแน่นอน เพราะตัวหมากรุกไทยนั้นมีแค่ขุน 1 ตัว ซึ่งมีฤทธิ์มากที่สุด สามารถเดินและกินตัวอื่นได้รอบตัวเรือ 2 ตัว ที่มีฤทธิ์รองลงมา สามารถเดินและกินตัวอื่นในทางยาวและทางขวางได้ไกลม้า 2 ตัว ที่มีฤทธิ์ถัดมา ที่สามารถเดินทางกระโดดไปกินตัวอื่นได้โคน 2 ตัว กินตัวอื่นได้เฉพาะด้านหน้า และทางข้างของด้านหน้าและด้านหลังเม็ด 1 ตัว ที่กินได้เฉพาะทางข้างสุดท้าย คือ เบี้ยที่มีฤทธิ์น้อยที่สุดอีก 8 ตัว ที่เดินหน้า
ได้อย่างเดียวนี่คือการจัดกำลังทัพของหมากรุกไทย แล้วไหนล่ะอีแพลมปกติการเล่นหมากรุกนั้น แพ้ชนะกันที่ขุนถูกรุกแล้วไม่มีทางเดินต่อที่เรียกว่าจน ถ้ารุกโดยเรือก็ถือว่าง่ายเกินไปเพราะวางแผนไม่สลับซับซ้อน เนื่องจากทางเดินของเรือเป็นทางยาวด้านหน้าและด้านข้างปกตินักหมากรุกระดับเซียนเขาจะไม่ใช้

เรือรุกให้จน ถือว่าไม่มีฝีมือ ถ้ารุกโดยม้า โดยโคน โดยเม็ด แล้วจน ถือว่ามีฝีมือระดับเซียนมากขึ้นเป็นลำดับแต่ถ้ารุกโดยอีแพลม ถือว่านักหมากรุกคนนั้นเป็นโคตรเซียนแล้วตัวไหนล่ะ อีแพลม ก็คือเบี้ยนี่เอง แต่จะเป็นอีแพลมขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเบี้ยตัวนั้นถูกเดินไปถึงตาหงายเบี้ยให้กลายเป็นเม็ดและเป็นตาเดียวกับการรุกขุน จนขุนจนกลางกระดาน ไปไหนไม่รอด เป็นการสอดแพลมเข้ามาทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ สามารถกำจัดขุนที่มีฤทธิ์ที่สุดโดยฝีมือทหารเลวตัวหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นอีแพลมก็คือทหารเลวนั่นเองหมากการเมืองไทยที่เล่นกันมานานหลายปี ใช้เบี้ยใช้เม็ด ใช้โคน ใช้ม้า ใช้เรือ ใช้ขุน ต่อสู้กันเลือดตกยางออกกันมาแล้วหลายยกกำลังเข้มข้นทุกขณะ การต่อสู้ที่ผ่านมาดูเหมือนเรือที่เดินไปสื่อสารระยะไกลจะถูกใช้มากเป็นพิเศษ และขณะนี้ก็ดูเหมือนกำลังถูกใช้เดินถี่ขึ้นๆ ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ยังไม่มีฝ่ายใดสามารถเดินเบี้ยให้กลายเป็นอีแพลม เข้าตาหงายกลายเป็นเม็ดพิชิตขุนให้จนกลางกระดานได้เสียทีถึงวันนี้มีสัญญาณชัดว่าเบี้ยถูกขยับถี่ขึ้นตามเรือแล้ว เหลือแค่เพียงจะเดินไปเป็นอีแพลมได้แค่ไหนเท่านั้นนับจากวันนี้เป็นต้นไปน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ■

ใครจะถูกน็อก?

ที่มา บางกอกทูเดย์

พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ได้เดินทางโดยสายการบินไทย เที่ยวบินที่ TG 665 จากนครเซี่ยงไฮ้ถึงประเทศไทย เมื่อเวลา 20.39 น. ของคืนวันที่8 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการเดินทางกลับก่อนกำหนดการกลับมาก่อนเวลาของ พล.ต.อ.พัชรวาท จึงทำให้เกิด ปัญหาข้อกฎหมาย ขึ้นมาว่า จากวันนี้ไปเมื่อ ผบ.ตร. กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว ใครจะเป็นผู้มีอำนาจในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ??เมื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ออกคำสั่งมอบหมายให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รักษาราชการแทนตำแหน่ง ผบ.ตร. ตั้งแต่ วันที่ 5-14 สิงหาคม 2552ปรากฏการณ์อย่างนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทย นับตั้งแต่เราสร้างชาติมาก็ว่าได้!!แต่การที่นายกรัฐมนตรีอย่างอภิสิทธิ์โดดลงมาเล่นเกมนี้ มันทำให้ผู้คนมากมายสงสัยว่าเขากำลังทำอะไร??และมีเป้าหมายอยู่ที่ไหน??ทำไมคนเป็นถึงนายกรัฐมนตรีจะต้องโดดออกมา “ออกคำสั่งเอง” ให้ พล.ต.อ.วิเชียร รักษาราชการแทน พล.ต.อ.พัชรวาท เนื่องจากการลาเพื่อเดินทางไปประเทศจีนผมจึงไม่เชื่อและไม่คิดว่า เรื่องนี้จะจบง่ายๆ อย่างที่ “มาร์ค” คิด!!การเซ็นตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร รักษาราชการแทนตำแหน่ง ผบ.ตร.ของนายกฯ ซึ่ง

อ้างกฎหมาย มาตรา 72 ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ที่ระบุว่า ผบ.ตร. ไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ตั้ง รักษาการแทนแต่เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว และพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ ผบ.ตร. นายกฯก็ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะไปห้ามไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายส่วนใหญ่ก็ลงความเห็นไว้อย่างนี้...มันยกร่องกว่านั้น...?? เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 9 ส.ค. พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ลงนามหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะ ผบ.ตร. โดยส่งถึง พล.ต.อ.วิเชียร มอบหมายให้ไปเป็นประธานในพิธีโกนผมนาคหลวงซึ่งจัดขึ้นที่สนามหลวงวันเดียวกันทันทีเพื่อให้รับรู้ว่าตัวเองกลับมาจากต่างประเทศแล้ว และพร้อมที่จะทำงานใน ตำแหน่ง ผบ.ตร. ซึ่ง คำสั่งรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ของ พล.ต.อ.วิเชียร ก็จะหมดหน้าที่ไปโดยปริยายเรื่องนี้อาจจะจบลงได้โดยไม่ยาก สำหรับประเทศไทยที่นักการเมืองมักจะลงไป “ล้วงลูก” ข้าราชการประจำ แต่สำหรับกรณี พล.ต.อ.พัชรวาท ที่มีพี่ชายชื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม ซึ่งมี “บทบาทอย่างยิ่ง” ในการจัดตั้งรัฐบาลมาร์ค ซึ่งรู้กันอยู่ทั้งประเทศ!!งานนี้จึงน่าจะบานปลายกลายเป็นศึกภายใน (รัฐบาล) ที่จะมาเป็นแรงกดดันให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง เพราะเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว...คงไม่มีใครยอมใคร!! ■

ราชบัณฑิต

ที่มา บางกอกทูเดย์

กฎหมายเป็นแต่เครื่องมือในการรักษาความยุติธรรมดังกล่าว จึงไม่สมควรจะถือว่ามีความสำคัญยิ่งไปกว่าความยุติธรรม หากควรจะต้องถือว่าความยุติธรรมมาก่อนกฎหมายและอยู่เหนือกฎหมายล้นเกล้าเหนือหัวของปวงชนชาวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ..ตรัสไว้เช่นนี้..บนแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่และไร้ปัญหา..กระบวนการให้ความเป็นธรรมของเขา..ไม่เอาแม่ที่เอาลูกขนุนบนต้นขนุนบนฟุตบาทมาป้อนลูก เป็นผู้ต้องหาและจะเอาเข้าคุกในเพราะลักทรัพย์ของทางราชการบนแผ่นดินนี้..มีคดีเช่นนี้เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้งบนแผ่นดินนี้..ผู้ต้องโทษมาแล้ว 10 ปี..และเมื่อมีผู้ยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์..เขาได้อิสรภาพคืนกลับมาแต่หากเขาอยู่บนแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่..เขาจะกลายเป็นเศรษฐี..เพราะแผ่นดินนั้นจะใช้คืนสำหรับความยุติธรรมอันเกิดจากความบกพร่องของการใช้กฎหมายไม่กี่วันก่อนหน้าบนแผ่นดินนี้..ผู้ใช้คำว่าราชบัณฑิต..ได้ออกมาอวดวิเศษ..แยกยกข้อกฎหมายมากมายเพื่อทำให้เห็นว่า..

ประชาชนจำนวนหลายล้านคนที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ..เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ราชบัณฑิต..อาศัยพลความมากมาย เพื่อจะโดยสารให้ผู้หลงใหลได้ปลื้มกับคุณวิเศษแห่งตน..เชื่อถือในความแตกฉานแห่งสติปัญญาราชบัณฑิต..ที่เคยรับใช้ใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรีมาแล้วหลายคน..และแต่ละคนที่ราชบัณฑิตเข้าไปรับใช้ใกล้ชิด..ต่างมีอันเป็นไป..และวอดวายไปกับหายนะในข้อกฎหมาย..ที่ราชบัณฑิตเป็นกุนซือใหญ่ทนายหน้าหอราชบัณฑิต..รับใช้ใกล้ชิดอยู่ในคณะรัฐมนตรีที่กำลังเป็นคดีทั้งคณะ..ไม่ว่าคดีกล้ายางหรือหวยบนดิน..และทันทีที่ได้กลิ่นปฏิวัติรัฐประหาร..ราชบัณฑิตก็โดดหนีเอาตัวออกห่าง..เหมือนดั่งเห็บหมัดที่ผละร่างเย็นเยียบของสุนัขที่ถึงแก่กรรมราชบัณฑิตเหนือชั้นกว่า..เดรัจฉานหมัดเห็บ..เพราะเอาผ้านักบุญคลุมร่างบังเหลี่ยมออกมา..พลความมากมาย..ที่ต้มกลั่นขึ้นมาเพื่อหวังจะแลกกับอำนาจวาสนาที่หวังว่าเขาจะหยิบยื่นให้..แต่เขาลืมไปว่า..บนถนนของคนรับใช้ที่ผ่านมานั้น..ผู้คนเขารู้เช่นเห็นชาติกันเสร็จสิ้นแล้ว..ว่า..ฮู อาร์ ยูไม่มีพลความมากมาย..เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 6บัญญัติไว้ว่า..รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้และ..รัฐธรรมนูญ ปี 50 มาตรา 191 และรัฐธรรมนูญปี 40 มาตรา 225 มีข้อความปรากฏชัดตรงกันว่า..“พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษ” ■

มากกว่า ‘แย่’ คือ ‘โคตรแย่’

ที่มา บางกอกทูเดย์

“ประเทศไทย” หรือชื่อเต็มเป็นทางการว่า“ราชอาณาจักรไทย”ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์เรียกว่าระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ควบคู่ไปกับประชาธิปไตยแบบรัฐสภาการบริหารแผ่นดินในประเทศไทยจึงมีคณะทำงานเรียกว่ารัฐบาล เพราะรัฐบาลเป็นองค์ประกอบของรัฐอธิปไตยแม้จะไม่มีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไทยก็ต้องมีรัฐบาลรักษาการเพื่อบริหารงานแทนเป็นการชั่วคราวปัจจุบันประเทศไทยมีหัวหน้ารัฐบาลชื่อ “อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ”..นับเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทยลือกันให้แซ่ด! ว่า การจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี เกิดจาก“สัญญา” ว่า “เค้ก” ก้อนเดียวต้องแบ่งกันกิน “พรรคสะตอ” ห้ามมูมมาม“เค้ก” ที่ว่าเลยไม่จำกัดคนกิน..ใครสามารถกินได้แค่ไหน? “มึงได้ไป” ว่างั้นเถอะ!!พล่าม ซะยาวเหยียด! แค่จะบอกว่า “ผลงาน”ในรอบ 6 เดือน จากรัฐมนตรี 6 พรรค ยัง “ไม่น่าปลื้ม”เอาเสียเลย..100 ข้อนโยบาย ทำได้ 6 ข้อ..5 ข้อหลัก ยืนยันปักหลัก 99 วันทำได้จริง..ไหนล่ะ?? โดยเฉพาะสัญญาข้อ 5 ระบุเลิกส่งเงินกองทุนน้ำมันทันที..เรื่องนี้ประชาชนเขาโอดครวญกันระงม...โอ๊ย!!เจ็บจี๊ดเพราะโดนอำซะเกรียม6 ข้อโบว์แดงของรัฐบาลก็เรื่องเก่า...เล่าใหม่..

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า รัฐบาล “ทุ่ม” งบ 15 ล้านเพื่อโฆษณาผลงานรัฐบาลผ่านสื่อ..เพื่ออะไรเนี่ย? เอาไว้100 ข้อ เจ๋งเป้งซะ 20 ข้อ จะไม่ “พล่าม” ให้เปลืองน้ำลายชัดๆ ไปเลยแล้วกัน...ประชาชนบอก 6 ข้อที่ว่ามายังไม่โดนเลยครับท่าน…มองโลกในแง่ดีก็ยังเห็นเสถียรภาพของประเทศคงที่ คือ “แย่” น่าเป็นห่วงไม่ต่างจากรัฐบาล “ก่อนหน้า” ที่ส่งสัญญาณ เตือนภัย!!ปี๊บ ปี๊บ ให้ระวัง!! และตั้งรับให้ดี..แต่ไม่ฟัง ดันทุรังว่า“กูเก่ง” แล้วเป็นไง? สปีกอังกฤษเป็นไฟ แต่งานไม่ไปไหนเพราะประเทศขาดความเชื่อมั่น..หลายมรสุมซัด!! อะไรที่แย่ๆ ก็ยังคงที่..พูดกันง่ายๆแบบบ้านๆ ก็ “โคตรแย่” เพราะนอกจาก “ถังแตก”เศรษฐกิจติดลบแดงเถือก..จนต้องทำกฎหมาย “หยิบยืม” สตางค์คนอื่นมายืดชีวิต...เป็นการ ตีปี๊บ บอกคนไทยเตรียมเป็น “หนี้กันหัวโต-ตูดบาน”ครั้งรัฐบาล สมัคร สุนทรเวช-สมชาย วงศ์สวัสดิ์..พรรคสะตอเป็นฝ่ายค้านก็ประจานกันสุดฤทธิ์ว่า เป็นคณะรัฐมนตรีขี้เหร่แถมทำงาน “แย่” สุดๆ มัวแต่ห่วงพวกพ้องเพื่อนฝูงมาถึงที “พรรคสะตอ” ขึ้นแท่นยก ธงนำ!!! สถานการณ์ก็ “กึกกัก” ไม่ต่างกัน..ในขณะที่ความจริงมันน่าจะ “ดี” ขึ้น...แต่ทั้ง “ผลงาน-นโยบาย-รัฐมนตรี” ก็ยังจัดอยู่ในระดับ“น่าเป็นห่วง”แม้แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังยอมรับว่า หากปรับ ครม.แล้วดีขึ้นก็จะทำ สลัดฉากนายกฯ มาร์คเมื่อ 5 เดือนที่แล้วซึ่งระบุดังลั่นทำเนียบว่า “ครม.อภิสิทธิ์ 1 หล่อเหลาเอาการเอางาน เหมาะสมกับหน้าที่” ไม่มีการปรับ “ครม.”ชัวร์!!ทุกอย่างมันสะท้อนถึงภาพลักษณ์ของประเทศ..ซึ่งจะบวก-ลบ ขึ้นอยู่กับ “ผล” ของการกระทำ และผลงานก็ออกมาประจักษ์ชัด!!เวลานี้ “มรสุม” ที่เกิดจากศึกในปั่น ศึกนอกแหย่ คอยรุมทึ้งรัฐบาล..ยิ่งชี้ “ศักยภาพ” ของการเป็นผู้นำ

หน้าตาดี ไม่มีตำหนิ ไม่ใช่เรื่องสำคัญแต่สิ่งที่ “คอบันเทิง” ยังส่ายหน้า “คอการเมือง”ต้องเบือนหน้าหนี คือ การทำงานที่ดูเหมือนจะ “ช้า”เนิบนาบ หรือแทบจะไม่ได้กระดิกออกจากจุดเดิมเท่าไหร่?ยิ่งช่วง “คลัง” เบรกการเบิกจ่ายงบ-หั่นงบบางส่วนออกเพื่อความ “ประหยัด” ยิ่งส่งให้การบริหารงาน “นิ่ง” เหมือนปิดเครื่อง รอเงินซื้อเชื้อเพลิงไม่แปลก! ที่ “ผลงานรัฐบาล” ยังไม่ “โดนใจ” เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่เรียกว่าประชาชนประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตยมีสิทธิวิจารณ์รัฐบาลของพวกเขา เพราะรัฐบาลคือหน้าตาของประเทศหากรัฐบาลซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี“ดี” หน้าตาของประเทศก็จะ “ดี” ตามไปด้วยการจัดสรร “รัฐมนตรี” ภายใต้การยืนยันว่าไม่มีการตัดทอนแบ่งกันเป็นโควตา..อยากจะเชื่อเหลือเกิน!!! แต่พอหยิบ “โผ”คณะรัฐมนตรีขึ้นมา “เชยชม” ครั้งใด? ก็อดที่จะคิดเห็นตรงกันข้ามกับ “นายกฯ อภิสิทธิ์” แทบทุกครั้งอดเชื่อความคิดตัวเองไม่ได้ว่า วัตถุประสงค์สำคัญในการคัดสรร “รัฐมนตรี” ไม่เน้นเลือกคนมีความรู้ความสามารถและคนดีมาเป็นรัฐมนตรี แต่ต้องการ “ตอบแทน”ตามสัญญาในการแลกเปลี่ยนให้ได้มาซึ่ง “คะแนน”ผลัก “มาร์ค” เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งนี้ เป็นเพียงการสันนิษฐานและวิจารณ์ตามกฎหมายในฐานะ เจ้าของอำนาจอธิปไตย ซึ่งจะเป็น “เรื่องจริง-เรื่องเท็จ” ก็เป็นเรื่องที่ “ไร้คำตอบ”อย่างไรก็ตาม ก้าวย่างเดือนที่ 7 ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องยกเรื่อง “บุญคุณต่างตอบแทน” เป็นรองให้ความสำคัญบ้านเมืองเป็นหลัก“ความแย่” ที่ครองเมืองตอนนี้ อย่าให้มันยกระดับเข้าขั้น“โคตรแย่” เพราะถ้ามากกว่านี้จะไม่มีอะไรที่มากกว่า..หนทางเดียว คือ SAY NO AND GOODBYE น่าจะดีที่สุด ■

‘มาร์ค’ อย่าริ ‘แหกกฎ’!

ที่มา บางกอกทูเดย์

แม้ว่าจะไม่อยากเชื่อ แต่สุดท้ายความจริงก็ต้องเป็นความจริงว่า รัฐบาลเทพประทานของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั้น มีความสามารถโดดเด่นเป็นที่สุดในเรื่องของการทำเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง ให้กลายเป็นเรื่องขึ้นมาจนได้ก็ดูเพียงแค่เรื่องของการลาไปราชการต่างประเทศของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ปกติพื้นๆ ธรรมดาๆ...ที่ไม่ควรมีอะไรเลยก็เหมือนกับเวลาที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีต้องไปราชการต่างประเทศนั่นแหละการตั้ง รองนายกรัฐมนตรี คนใดคนหนึ่งขึ้นมารักษาราชการแทนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร นายอภิสิทธิ์หรือไม่ว่านายกรัฐมนตรีคนใดก็ทำกันนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว การตั้งรองนายกฯ มารักษาการแทนไม่เคยวุ่นวายเป็นเรื่องครึกโครมแต่ทำไมการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร. ให้มาทำหน้าที่แทนแค่ไม่กี่วัน จึงได้ถูกทำให้เป็นเรื่องใหญ่โตได้ขนาดนี้??มองในแง่กลางๆ ก็คือเป็นภาพชัดอีกครั้งของการทำงานไม่เป็นแต่ถ้ามองในแง่ลบก็ไม่แปลกที่จะมีคนสงสัยว่า จะต้องมีวาระซ่อนเร้นบางอย่างอยู่ลึกๆ ในก้นบึ้งของจิตใจนายอภิสิทธิ์อย่างแน่นอน???แม้ไม่อยากจะเชื่อหรือเห็นด้วยเช่นนั้น แต่ร่องรอยการกระทำ

มันก็สามารถทำให้คล้อยตามไปเช่นนั้นได้ไม่ยากคนที่รู้ดีที่สุดว่ามีวาระซ่อนเร้นหรือไม่ ก็คือตัวนายอภิสิทธิ์เองนั่นแหละแต่ก็เป็นสไตล์นายอภิสิทธิ์อีกเช่นกัน ที่ไม่ยอมรับอะไรก็ตามซึ่งจะทำให้ภาพลักษณ์หมองมัว ฉะนั้นจึงปฏิเสธเสียงแข็งคอเป็นเอ็นมาตลอดว่า ไม่มีอะไร…ไม่มีวาระซ่อนเร้นฉะนั้น ก็เลยเจอเต็มๆ กับเสียงเย้ยหยันว่า ถ้างั้นก็เป็นเด็กที่ทำงานไม่เป็นนั่นเองเพราะต้องไม่ลืมว่า เรื่องนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี แจ้งอย่างชัดเจนให้นายอภิสิทธิ์ทราบว่าพล.ต.อ.พัชรวาท ได้ยื่นหนังสือลาไปราชการต่างประเทศมีผลตั้งแต่วันที่ 5 ส.ค.เป็นต้นไปโดยลาตั้งแต่วันที่ 5-14 สิงหาคมแถมนายสุเทพก็บอกชัดเจนว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ระบุด้วยว่าจะขอกลับมาในช่วงวันที่ 11-12 สิงหาคม เพราะมีพระราชพิธีและมีงานสำคัญก็แปลง่ายๆ ว่าไปราชการต่างประเทศแค่ไม่เกิน 10 วันและยิ่งเมื่อจะกลับมาให้ทันงานสำคัญของประเทศชาติ คือวันที่ 12 สิงหาคม ก็ยิ่งเท่ากับว่าลาไปอย่างมากที่สุดไม่เกิน5 วันราชการเท่านั้นแหละแต่เรื่องที่ไม่เป็นเรื่องแบบนี้ นายอภิสิทธิ์กลับทำให้เป็นเรื่องได้เพราะทำให้การแต่งตั้งรักษาราชการแทน บานปลายไปจนถึงขนาดลือกันไปต่างๆ นานา และสื่อบางฉบับที่มีปัญหาถูกพล.ต.อ.พัชรวาท ฟ้องร้องอยู่ในขณะนี้ ถึงกับเอาไปพาดหัวข่าวว่าเป็นการปลดเงียบ ผบ.ตร. ไปโน่นเลยเลยทำให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10)ทำหน้าที่รักษาราชการแทน ที่นายอภิสิทธิ์ยื่นมือเข้ามาเป็นคนแต่งตั้งนั้น ตกอยู่ในภาวะที่ลำบากใจอย่างที่สุด เพราะไม่เพียงเป็นหนังหน้าไฟให้สังคมมองแต่ยังกลายเป็นตกอยู่ในระหว่างสถานการณ์กลางเขาควายไปเต็มๆ

ทั้งๆ ที่การรักษาราชการแทนมีผลแค่วันที่ 5 ส.ค. จนถึงวันที่พล.ต.อ.พัชรวาท กลับมาเท่านั้น นั่นคือรักษาราชการแทนแค่เฉพาะช่วงที่ ผบ.ตร. เดินทางไปต่างประเทศนั่นแหละซึ่งใน มาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547ระบุไว้ชัดเจนว่า ในกรณีตำรวจ ข้าราชการตำรวจในส่วนราชการหรือหน่วยงานใดใน สตช. ว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติราชการได้ ให้ผู้บังคับบัญชาดังต่อไปนี้สั่งให้ข้าราชการตำรวจซึ่งเห็นสมควรรักษาราชการแทนในตำแหน่งนั้นได้(1) นายกรัฐมนตรี สำหรับตำแหน่ง ผบ.ตร. ในกรณีที่ไม่มีการแต่งตั้งให้ข้าราชการตำรวจผู้ใดรักษาราชการแทน ให้ผู้มีอาวุโสตามที่กำหนดในระเบียบ ก.ตร. เป็นผู้รักษาราชการแทนง่ายๆ เท่านี้เอง ต่อให้เป็นเด็กๆ ที่ทำงานเป็น อ่านหนังสือออกเข้าใจภาษาไทย ก็ต้องรู้ว่า มาตรานี้มีความหมายอะไร...และควรทำอย่างไรแต่ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะการเลือกที่จะตั้ง พล.ต.อ.วิเชียรมารักษาราชการแทน ผบ.ตร.ช่วงนี้ ไม่เพียงถูกมองว่าเป็นความพยายามของฝ่ายการเมืองที่ต้องการลดกระแสสังคมที่กำลังจับตาดูการแต่งตั้งว่า ใครจะมาคุมงานตำรวจแทนพล.ต.อ.พัชรวาทเพราะหากเลือก พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร.ที่ทำคดีคนร้ายยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายใหญ่กลุ่มพันธมิตรฯก็มีหวังเสี่ยงกับภาพลักษณ์รัฐบาล โดยเฉพาะตัวนายอภิสิทธิ์เป็นอย่างมากเมื่อเป็น พล.ต.อ.วิเชียร แม้จะพ้นบ่วงเรื่อง พล.ต.อ.ธานีแต่ก็มาติดบ่วงเรื่องของความอาวุโสตาม มาตรา 72 เข้าให้เต็มๆเมื่อโดนทั้งสังคมและ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์รอง ผบ.ตร. ซึ่งปัจจุบันถือว่าอาวุโสเป็นอันดับหนึ่ง ทวงถามเรื่องความอาวุโสเพราะจากฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พบว่าพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ อาวุโสที่สุด และเคยได้รับมอบให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร.มาถึง 21–22 ครั้งแล้ว

แต่นายอภิสิทธิ์กลับจงใจเลือก พล.ต.อ.วิเชียร“การตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร.ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุด ซึ่งผมดูจากความเหมาะสมเป็นหลัก”นายอภิสิทธิ์พูดอย่างชัดเจน ไม่สะทกสะท้านต่อเสียงวิจารณ์ซึ่งไม่มีใครรู้จริงๆ เลยว่า อะไรคือหลักความเหมาะสมของนายอภิสิทธิ์แต่ที่แน่ๆ พล.ต.อ.วิเชียร นั่นแหละที่ซวยเต็มๆ !!ถูกสังคมมองแปลกๆ ถูก พล.ต.อ.พัชรวาท มองแปลกๆถูก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มองแปลกๆ และถูกคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติมองแปลกๆ ไปด้วยเช่นกันเพราะทุกคนไม่เชื่อว่า นี่ไม่ใช่เกมการเมืองเพราะทุกคนพลอยไม่เชื่อไปด้วยว่า พล.ต.อ.วิเชียรไม่รู้ไม่เห็นกับเกมการเมืองครั้งนี้ ทั้งๆ ที่โดยความเป็นจริงพล.ต.อ.วิเชียร อาจจะไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ ก็ได้เนื่องจากต้องเข้าใจว่า จริงๆ แล้ว พล.ต.อ.วิเชียร เป็นนายตำรวจใหญ่ที่ไม่ได้เติบโตหรือโดดเด่นมาในสายงานที่จะมารับมือกับแรงกดดันทางการเมือง ในตำแหน่ง ผบ.ตร.แต่อย่างใดแต่นายอภิสิทธิ์กลับยังจงใจเลือกเข้ามารับเคราะห์ตรงนี้ ..วันนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท กลับมาทำหน้าที่ ผบ.ตร.ตามปกติแล้ว พล.ต.อ.วิเชียร ก็ต้องกลับไปทำหน้าที่เดิมโดยพูดชัดว่า“เมื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกลับมาทำงานผมก็พ้นสภาพจากการนั่งรักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไป ถือว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลง ต่างคนก็ต่างทำงานตามหน้าที่ของตนเองตามปกติไม่มีปัญหาอะไร”แต่ลึกๆ ก็กลายเป็นเข้าหน้านาย เข้าหน้าเพื่อนไม่สนิท...เพราะถูกพิษการเมืองกระทำจะจงใจทำหรือเพราะการทำงานไม่เป็นต้องดูกันยาวๆเนื่องจากกันยายนนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท ก็จะต้องเกษียณอายุอย่างแน่นอนแล้วจึงไม่มีใครรู้ว่า ลึกๆ นายอภิสิทธิ์มองข้ามช็อตในเรื่องของ

การแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ ด้วยหรือไม่...ซึ่งจริงๆ ก็มีเค้าลางบอกเหตุเพราะหลุดปากกันออกมาแล้วว่า จะพิจารณาแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ ให้เสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้แหละผบ.ตร. เป็นตำแหน่งเดียวที่ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีจะสามารถเข้าไปล้วงลูกแต่งตั้งได้แต่ตำแหน่งอื่นๆ โผอื่นๆ ตามกฎหมาย แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีก็ล้วงลูกไม่ได้ซึ่งบังเอิญมีร่องรอยของการเมืองพยายามที่จะวุ่นวายกับโผตำรวจระดับ นายพล 152 นาย มาหมาดๆ และพล.ต.อ.พัชรวาท ก็ถูกมองว่าเป็น “ตอ” ขวางการเมืองไม่ให้ล้วงลูก ได้ถนัดใจพอดี...แบบนี้จะให้สังคมไม่สงสัยว่ามีวาระซ่อนเร้นโยงใยลึกซึ้งซับซ้อนซ่อนเงื่อนในเรื่องนี้ได้อย่างไร???แม้จะมีการออกตัวว่าทั้งหลายทั้งปวง มาจากที่นายอภิสิทธิ์เป็นห่วงคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล อยากให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็วเป็นพิเศษแต่ก็เกิดคำถามตามมาว่า จริงๆ แล้วในเมืองไทยมีคดีลอบยิงลอบฆ่ามากมายก่ายกอง ทำไมนายอภิสิทธิ์จึงให้ความสำคัญกับคดีนี้เป็นพิเศษเป็นเรื่องของบุญคุณต้องตอบแทนหรือไม่?เป็นเรื่องที่จะให้เป็นหมากทางการเมืองในอนาคตหรือไม่?แล้วทำไมไม่สนใจเรื่องการลอบยิงลอบฆ่าใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพิเศษบ้าง?หรือคดีสะเทือนความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ คดีปาหินที่ทำให้คุณป้าที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ต้องเสียชีวิต ซึ่งบัดนี้ผ่านมาจะ 2 เดือนแล้วเช่นกัน ทำไมนายอภิสิทธิ์ไม่ใส่ใจเป็นพิเศษบ้าง?ปล่อยให้คดีลอยนวล จนแฟชั่นปาหินกำลังระบาดไปทั่วสังคม...หรือต้องรอให้มีการปาหินใส่รถรัฐมนตรีเกิดขึ้นเสียก่อนถึงจะใส่ใจเป็นพิเศษเหมือนคดีนายสนธิและเพราะความสนใจคดีนายสนธิเป็นพิเศษนี่แหละที่ก่อให้เกิดเรื่องวุ่นวายมากมาย จนทำให้นายอภิสิทธิ์เองต้องเปลืองเนื้อเปลืองตัวอย่างมาก รวมไปถึงคนคุมคดี คือพล.ต.อ.ธานี ก็ถูกมองไม่ดีไปด้วย

เพราะจริงๆ แล้ว ตามสายการบังคับบัญชาจะต้องรายงานความคืบหน้าคดีให้ พล.ต.อ.พัชรวาท รับทราบตลอด กลับกลายเป็นรายงานตรงให้กับนายอภิสิทธิ์แทน ทั้งๆ ที่ตามลักษณะสายงานหากจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบก็ได้ แต่จะต้องเป็นการรายงานคู่ คือ รายงาน ผบ.ตร. ควบคู่ไปกับรายงานนายกรัฐมนตรีถ้ากลับกัน นายอภิสิทธิ์เป็น พล.ต.อ.พัชรวาท บ้างจะรู้สึกอย่างไร???คำว่า “ข้ามหัว” คำว่า “ล้วงลูก” คำว่า “สายการบังคับบัญชา”จะไม่มีเข้ามาในจิตใจของนายอภิสิทธิ์เลยใช่หรือไม่?เรื่องนี้แม้แต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งไม่เพียงเป็นอดีตนายตำรวจ แต่ยังเป็นอดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังให้สัมภาษณ์ บางกอกทูเดย์ ในลักษณะที่เป็นห่วงเป็นใย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าไม่น่าจะพลาดในเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งรักษาราชการแทน ผบ.ตร.จนกลายเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องการพยายามยุ่งกับโผตำรวจเรื่องการแสดงออกว่าให้ความสำคัญกับคดี นายสนธิ ลิ้มทองกุลมากเป็นพิเศษ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่เสี่ยงต่อการกระทำทั้งสิ้นเพราะเรื่องเหล่านี้มีหลักการทำงานที่เป็นปกติธรรมดาๆอยู่แล้ว ทำตามหลักก็จบ ก็จะไม่มีอะไร“ผมเป็นห่วงท่านนายกรัฐมนตรีจริงๆ นะ” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวปัญหาอยู่ที่ว่า นายอภิสิทธิ์จะรู้และเข้าใจสิ่งที่ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นห่วงหรือไม่???เพราะสิ่งที่นักปราชญ์ นักกวีเอกของโลก เขียนเอาไว้ทุกยุคทุกสมัยก็คือ อำนาจ หน้าที่ ยศศักดิ์ มักทำให้คนแปรเปลี่ยนหากไม่หลงใหลในอำนาจ...ก็มักจะคะนองในอำนาจจนเกินพอดี!!!ก็ได้แต่หวังว่า นายอภิสิทธิ์จะไม่เป็นดังเช่นปรัชญาเมธีทั้งหลายห่วงใยก็แล้วกัน ■

Monday, August 10, 2009

เพื่อไทยโต้ผลงาน 6 เดือนรัฐบาลล้มเหลว

ที่มา MCOT News ชมรายละเอียดคลิ้กที่นี่พ.ท. 10 ส.ค. -นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หน.พรรคเพื่อไทย นำคณะแถลงโต้รัฐบาลว่า ความล้มเหลวในการทำงาน 6 เดือนของรัฐบาลเกิดจากนโยบายการบริหารงานผิดพลาด การแก้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ตรงจุดและถูกละเลย เน้นแต่มาตรการทางการเมืองที่ไม่เกิดประโยชน์ต่อประเทศ

ส่วนเรื่องของความสมานฉันท์ ก็ไม่ได้รับการดูแล รวมถึงความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ที่สำคัญคือปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่า รัฐบาลกู้เงินมหาศาลแต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะนำเงินที่ไหนมาคืน และเงินที่กู้ก็ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่กลับมีปัญหาการทุจริตในหลายโครงการตามมา นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร ที่นายกฯ ไม่เคยลงไปดูแลอย่างจริงจัง .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-10 12:38:14

"วิเชียร"รับ"พัชรวาท"กลับมาก่อนกำหนดลา รรท.ต้องถอย

ที่มา มติชนออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.10 น. วันที่ 10 ส.ค. ที่ห้องประชุมใหญ่ บช.น. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ10 ) เดินทางมาเป็นประธานการประชุมร่วมของ บช.น. ในการเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกการจราจรในมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหา พระบรมราชินีนาถ ได้กล่าวก่อนเข้าประชุมว่าเมื่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เดินทางกลับมาปฏิบัติหน้าที่การรักษาราชการแทนของตนก็พ้นไปโดยปริยาย ตนกลับไปทำหน้าที่ปรึกษาด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ การที่ข้าราชการลาไปปฏิบัติราชการ มีผู้รักษาการแทน แล้วเมื่อท่านผู้นั้นกลับทำงานก่อนเวลาที่ลา ถือว่ากลับมาปฏิบัติราชการ


สำหรับเรื่องโผแต่งตั้งตำรวจนั้น พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่าตนไม่ได้มีการมอบหมายในเรื่องนั้น มีหน้าที่ของรักษาการแทน ผบ.ตร. ซึ่ง ผบ.ตร. มีหน้าที่อะไรก็ทำไป เมื่อพ้นหน้าที่ก็ไม่ปฏิบัติเท่านั้น


เมื่อถามว่าการที่ ผบ.ตร. กลับมาก่อนครบกำหนดลา พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เมื่อท่าน ผบ.ตร.รายงานผู้บังคับบัญชาแล้วก็ถือว่าท่านได้กลับเข้าปฏิบัติราชการ ซึ่งขณะนี้ถือว่าท่าน ผบ.ตร.ได้รายงานผู้บังคับบัญชาแล้ว


นอกจากนี้พล.ต..วิเชียร กล่าวถึงเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจว่า ไม่ทราบเรื่องเพราะตนเป็นเพียงที่ปรึกษา

อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ผู้เปิดแผล"ชุมชนพอเพียง"

ที่มา มติชน

คอลัมน์ คนตามข่าว

โดย ดุษฎี สนเทศ




งานนี้ต้องยกความดีความชอบให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพมหานคร (กทม.) พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้จุดประเด็นความไม่ชอบมาพากลในโครงการชุมชนพอเพียง กรณีชุมชนใน กทม.ถูกมัดมือชกให้ซื้อสินค้าพลังงานแสงอาทิตย์ในราคาแพงหูฉี่ จนกระทั่งปัญหาบานออกไปเรื่อยๆ

เล่นเอาคนในรัฐบาลออกอาการนั่งไม่ติดทีเดียว เพราะไปๆ มาๆ เรื่องนี้อาจกลายเป็นชนวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในรัฐบาลได้

เกิดเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2508 เป็นบุตรของ น.ต.ฐิติ-นางสุมาลี นาครทรรพ มีพี่น้องด้วยกันรวม 6 คน สมรสกับนางอรวรรณ นาครทรรพ มีบุตร 3 คน

จบการศึกษา โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตร รุ่นที่ 7, โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 23, โรงเรียนนายเรืออากาศ รุ่นที่ 30 สาขาวิศวกรรมอากาศยาน

โรงเรียนเสนาธิการทหารอากาศ รุ่นที่ 40

จบแล้วรับราชการกองทัพอากาศเป็นผู้บังคับฝูงบินขับไล่สกัดกั้นที่ 102 (F-16 ADF) ระหว่างปี 2544-2547 เริ่มเข้าสู่วงการเมืองจากการชักชวนของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ปี 2548 มาช่วยงานตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเขยิบมาเป็นเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา) ตามลำดับ

ลงสมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคพลังประชาชน ปี 2550 ได้เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 5 สายไหม บางเขน ดอนเมือง ปัจจุบันยังเป็นโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2553

ล่าสุดไปยื่นหนังสือเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีปลดนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ พ้นตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับความเสียหายที่เกิดขึ้น