WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 12, 2009

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ‘มันสุดทน...รังแกกันเกินไป’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ต้องยอมรับว่า....ตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา“ความวุ่นวาย” โหมกระหน่ำเข้าสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ดุจเกลียวคลื่นทะเลคลั่งอย่างต่อเนื่องและสับสน???โดยเฉพาะเรื่องที่จะปลดหรือไม่ปลด “พล.ต.อ.พัชรวาทวงษ์สุวรรณ” ผบ.ตร. ให้ไปนั่งตบยุงที่สำนักนายกรัฐมนตรีก่อนเกษียณอายุราชการ ในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงสร้างความอึดอัดกระวนกระวายใจให้บุคคลหลายต่อหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น “ฝ่ายการเมือง” หรือ “ฝ่ายข้าราชการประจำ”ที่เป็นตำรวจ ทั้งอดีตตำรวจและตำรวจที่ยังปฏิบัติราชการอยู่โดยเฉพาะ “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” รมว.กลาโหมซึ่งเป็น “พี่ชาย” ถึงกับหงุดหงิดกับข่าวไม่เป็นมงคลที่เกิดกับน้องชาย!!!

ต่อเนื่องด้วยการที่ “บิ๊กป๊อด” เดินทางไปราชการที่สาธารณรัฐประชาชนจีน กับข่าวการที่จะเพิ่ม “วันลาราชการ” หลังจากครบกำหนดเยือนจีนอย่างเป็นทางการ...แต่เอาเข้าจริงก็ “เดินทาง”กลับก่อนกำหนด” เพราะติดภารกิจสำคัญ “วันแม่แห่งชาติ”ในวันพุธที่ 12 สิงหาคมเบื้องต้นเป็นความวุ่นวายที่ประชาชนหลายฝ่ายจับตามองและมองลึกลงไปอีกว่า จะมีการ “ล้วงลูก” จากฝ่ายการเมืองในโผแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจ 152 นาย ในการประชุม ก.ตร.เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมาหรือไม่แต่เมื่อความจริงปรากฏก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...“การเมือง” ไม่กล้าที่จะ “ล้วงลูก” เพราะคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ยืนยัน “มติเดิม” ที่ ก.ตร. ได้อนุมัติ “นายพล 152 ตำแหน่ง” เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา...“ก.ตร. มีมติไม่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง โดยให้นำรายชื่อกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ หลังจากพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) แบ่งส่วนราชการมีผลบังคับใช้แล้ว และในที่ประชุมไม่มีการทักท้วงหรือเสนอให้รื้อการแต่งตั้งระดับนายพลแต่อย่างใด”...เป็นคำยืนยันหนักแน่นจาก “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” รอง ผบ.ตร./โฆษก สตช.เป็นอันว่าเรื่องนี้ “จบ” กันไป...แต่เรื่องที่ “จบไม่ได้” คือ เรื่องของ “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” รอง ผบ.ตร. อาวุโสลำดับที่ 1ที่จบไม่ได้เพราะเจ้าตัวยืนยันต่อหน้าสื่อมวลชนจากทุกสำนัก...วิทยุโทรทัศน์...หนังสือพิมพ์...วิทยุกระจายเสียง และอื่นๆ...“เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่เข้าใจจริงๆ ที่เอาคนไม่อาวุโสขึ้นมารักษาราชการแทน ผมอาวุโสสูงสุดเคยรักษาราชการแทนท่าน ผบ.ตร. ถึง 22 ครั้ง”!!!ขณะเดียวกันก็ยืนยันว่า...ครั้งนี้ “มันผิดประเพณีปฏิบัติของ สตช.” เป็นการ “ชี้นำ” ให้เห็นอะไรบางอย่างในเรื่องของการจะแต่งตั้ง ผบ.ตร.พร้อมกันนี้ “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” รอง ผบ.ตร.

ยังยืนยันว่า มี “ผู้มีอำนาจทางการเมือง” ยังดื้อ บางคนพยายามยัดเยียดสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง” ให้ สตช. อีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นจะดำเนินการร้องทุกข์ตามระเบียบทุกอย่าง เนื่องจากตลอดเวลาได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทมาตลอด...“ครั้งนี้มันสุดทน รังแกกันจนเกินไป ผมสู้แน่นอน ไม่ได้สู้กับตำรวจ แต่จะสู้กับผู้มีอำนาจ”เมื่อพลิกอดีตการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ก็ปรากฏว่า “พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” เดินบนเส้นทางสายพิราบหรือสายบุ๋นมาโดยตลอดแต่เมื่อขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงในสายปราบปรามหรือสายเหยี่ยว ก็ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัดและประสบความสำเร็จในงานสืบสวนปราบปรามอย่างสูงยิ่งนั่นคือกรณีที่นำกำลังตำรวจเข้าสกัดจับกุมและสอบสวนควบคุมคดีด้วยตัวเอง โดยเฉพาะ “ราชายาเสพติดเมืองไทย” ที่รู้จักในนาม “ภาพ 70 ไร่” หรือ นายสุภาพ สีแดง หัวหน้าขบวนการค้ายาเสพติดและ “ยาบ้า” รายใหญ่ที่สุดย่านชุมชนคลองเตยซึ่งยัดเยียด “ความตาย-พิกลพิการ” ให้เยาวชนและประชาชนคนไทย-ต่างชาติมาแล้วนับแสนนับล้านราย!!!และวันนี้ “ศาลฎีกา” ยืนคำพิพากษาของ “ศาลอาญา(ชั้นต้น)” พิพากษา “จำคุกตลอดชีวิต” แม้ในชั้นศาลอุทธรณ์จะตัดสินปล่อยตัวเพราะขาดพยานหลักฐานสำคัญมาแล้วก็ตาม!!!“พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์” ผ่าน “วิบากกรรม” หรือ “วิบากชีวิต” ของความเป็น “ข้าราชการตำรวจ” มาแล้วอย่างหนักหน่วงในรัฐบาล “พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์” เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ.2549 เมื่อถูกย้ายไปประจำ “สำนักนายกรัฐมนตรี”ต่อมาในรัฐบาล “นายสมัคร สุนทรเวช” เป็นนายกฯ ก็ได้รับการโอนย้ายกลับมาเป็น “รอง ผบ.ตร.” เมื่อปี พ.ศ.2551 และได้ทำเรื่องร้องศาลปกครองขอทวง “ลำดับอาวุโส” ศาลมีคำสั่ง “คืนสิทธิ์” ทั้งหมด...ได้กลับเข้านั่งในตำแหน่งรอง ผบ.ตร.อันดับ 1 จนกระทั่งปัจจุบัน ■

พล กฤตยา/ข้อมูล
คฑา ห้าดาว/บันทึก

‘ชุมชนพอเพียง’ เละ! กฎเหล็กมาร์ค ‘ยุ่ย’!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เมื่อเดือนธันวาคม 2551 หลังจากที่เกมการเมืองพลิกกลุ่มสี กลุ่มอำนาจ และก๊วนการเมือง ได้หนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ก่อให้เกิดเสียงสะท้อนในเรื่องของความไม่สง่างามในการขึ้นดำรงตำแหน่งดังอื้ออึงไปหมดช่วงนั้นเพื่อให้เห็นถึงความเหมาะสมของการขึ้นมาทำหน้าที่ผู้บริหารประเทศ เพื่อหวังที่จะทำให้เห็นว่าแม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีและตั้งรัฐบาลขึ้นมาจากการช่วงชิงด้วยกลเกมทางการเมืองแต่ก็จะขอเป็นรัฐบาลที่ดีไม่มีการเล่นพรรคเล่นพวก???ไม่มีการโกงกินคอร์รัปชั่น???และจะบริหารประเทศแบบตรงไปตรงมา ไม่เลือกหน้าอินทร์หน้าพรหม ผิดต้องว่าไปตามผิด!!!นายอภิสิทธิ์ประกาศต่อสาธารณชนอย่างชัดเจนดังไปทั่วประเทศว่า มีการกำชับแนวทางให้คณะรัฐมนตรีทำงานทั้งหมด 9 ข้อ คือ

1. ให้ ครม. น้อมนำพระบรมราโชวาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะเรื่องการปฏิบัติงานให้เกิดความเรียบร้อยและเกิดความสุขในหมู่ประชาชน

2. ให้ยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างเคร่งครัด

3. นโยบายที่ ครม.อนุมัติ ต้องถือเป็นเป้าหมายหรือทิศทางร่วมกัน เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ

4. ในภาวะวิกฤติ การทำงานของรัฐบาลต้องเป็นไปด้วยความรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ต้องไม่เป็นรัฐบาลที่แบ่งพรรค

5. รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลในวิถีทางรัฐสภา รัฐมนตรีทุกคนต้องเข้าร่วมประชุมสภาอย่างสม่ำเสมอ ต้องไปรับฟังความคิดเห็นของ ส.ส. และตอบกระทู้ด้วย

6. วันนี้ถือเป็นบุคคลสาธารณะ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนได้ปฏิบัติตนโดยคำนึงถึงความรู้สึกของประชาชน พฤติกรรมใดๆ ซึ่งนำไปสู่ความไม่เชื่อมั่นขอให้ระวังเป็นพิเศษ

7. ในรัฐบาลที่เชื่อมั่นวิถีทางประชาธิปไตย ต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม8. รัฐบาลชุดนี้ต้องพร้อมรับการตรวจสอบ ทั้งในเชิงนโยบายและเรื่องอื่นๆและ

9. รัฐมนตรีทุกคนไม่มีสิทธิเหนือประชาชนคนอื่นในแง่การปฏิบัติตามกฎหมายที่สำคัญนายอภิสิทธิ์พูดไว้ชัดเจนว่า“รัฐบาลจะมีการประเมินผลการทำงานของตัวเองตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

อย่างน้อย 3 เดือนก็จะมีการประเมินกัน”ส่วนแนวทางการสร้างความสมานฉันท์นั้น นายอภิสิทธิ์พูดเอาไว้สวยหรูว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความยุติธรรม การทำงานที่ไม่แบ่งภาคแบ่งฝ่ายดังนั้น จนถึง ณ วันนี้ ยังเชื่อมั่นว่า คนที่มีวุฒิการศึกษามีชาติตระกูล มีความพร้อมทุกอย่างเช่นนายอภิสิทธิ์ ผู้ที่หากเป็นภาวะปกติมีการขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามครรลองการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว ต้องถือเป็น1 ในนายกรัฐมนตรีที่เป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทยได้คนหนึ่งเลยทีเดียวนั้นจะต้องระลึกจดจำกฎเหล็กที่ได้ประกาศเอาไว้เองอย่างแม่นยำที่สุดหากทำได้เป๊ะๆ รับรองเลยว่าไม่ต้องเสียเวลาพร่ำพูดเรียกหาศรัทธาประชาชนผ่านรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์” ให้เมื่อยตุ้มหรอกทำตามกฎเหล็ก 9 ข้อได้อย่างเคร่งครัด ศรัทธามหาชนจะมาเองอย่างแน่นอนเพียงแต่การเมืองก็คือการเมือง ยิ่งเป็นการเมืองพลิกขั้วที่อาศัยบารมีใครต่อใครช่วยอุ้มมาใส่เก้าอี้ มาหนุนให้เป็นรัฐบาลแม้จะได้ชื่อว่า รัฐบาลเทพประทาน...แต่สิ่งที่เทพให้มานั้น คือการขี่คอของใครต่อใครและหนี้บุญคุณมากมาย จนทำให้นายอภิสิทธิ์ไม่เป็นตัวของตัวเอง...ทำให้กฎเหล็กบุบเบี้ยวบู้บี้เสียยิ่งกว่าเศษเหล็กเซียงกงไปเสียแล้ว

หากยังจำกันได้ หลังประกาศกฎเหล็กใหม่ๆ สื่อต่างๆ สะท้อนการยอมรับและเห็นด้วยกันอย่างเซ็งแซ่ในทันทีว่า ดีมาก ดีเหลือเกิน…แต่หลังจากนั้นแค่ 2 เดือน สื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆก็เริ่มสะท้อนให้เห็นความหย่อนยานของกฎเหล็ก ด้วยการวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต การผลักดันนโยบายขาดกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน มีปัญหางบประมาณรั่วไหล ผ่านการประมูล การสัมปทานที่ผูกขาดแบบเก่าเหมือนเดิมที่เลวร้ายที่สุดก็คือโครงการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนและบุคลากรของภาครัฐทั้งนี้ ยังไม่นับความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ทั้งข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์ม อ้อยซึ่งรัฐบาลยังใช้กลไกราชการหรือมาตรการรับจำนำเหมือนเดิมประการสำคัญ สื่อต่างๆ เริ่มรู้สึกว่ากฎเหล็กของนายกรัฐมนตรียังไปไม่ถึงการตรวจสอบการทำงานของรัฐมนตรีในพรรคร่วมรัฐบาล หลายกระทรวงมีการตั้งกลุ่มเข้าฉกฉวยงบประมาณโดยไม่เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินดังนั้น จึงอยู่ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า จะมีความกล้าหาญใช้กฎเหล็กในการทำงานของ ครม. แค่ไหนแต่ที่แน่ๆ เสียงสะท้อนที่เกิดขึ้นมาตลอดก็คือ... สอบตกกฎเหล็ก 9 ข้อเป็นมุมมองของสื่อที่เกิดขึ้นเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ...ยิ่งคนแรกที่ทำให้ประชาชนถึงกับเหวอ...ในเรื่องกฎเหล็ก9 ข้อของนายอภิสิทธิ์ ก็คือ นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนั่นเองเพราะนายกษิตเคยให้สัมภาษณ์ว่า จะลาออกจากตำแหน่งหากมีการออกหมายเรียกหรือหมายจับ จากกรณีที่ไปร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ปิดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจึงมีการทวงถามนายอภิสิทธิ์ถึงความเหมาะสมในการ

ดำรงตำแหน่งของนายกษิต ตามที่ได้เคยประกาศกฎเหล็กเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีไว้ เพื่อกำหนดมาตรฐานจริยธรรมและความรับผิดชอบของรัฐบาลในทันทีแต่เมื่อนายกษิตอาละวาดไม่ยอมรับคำพูดที่ผูกมัดตัวเองซ้ำยังฟาดงวงฟาดงาไปยังทหารด้วยจนมองหน้ากันไม่ติดเป็นแถบๆแถมม็อบพันธมิตรฯ ก็ฮึ่มใส่นายอภิสิทธิ์และรัฐบาลในทันทีไม่ว่าใครก็ตามจะปลดนายกษิตไม่ได้!!!สุดท้ายนายอภิสิทธิ์ก็ต้องเลือกอุ้มนายกษิต โดยอ้างว่ากรณีนายกษิตไม่เข้าข่ายกฎเหล็ก 9 ข้อเช่นเดียวกับสารพัดโครงการของกระทรวงคมนาคม ภายใต้การผลักดันของ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ไม่สนใจเสียงสะท้อนของสังคม ท่องเพียงแค่ว่า“ต้องได้ ต้องทำให้ได้ เพราะนายสั่งมา”จนโครงการรถเมล์เช่าเอ็นจีวี 4,000 คัน ราคาโคตรแพงระยับเป็นโครงการที่อื้อฉาวและปั่นป่วนรัฐบาลมากที่สุด ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ไม่กล้าที่จะใช้กฎเหล็ก 9 ข้อเข้ามาเบรกแต่ใช้ให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ ช่วยซื้อเวลาดึงเกมแทนเช่นเดียวกับกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติให้แจ้งความดำเนินคดีกับ 3 ส.ส.สุราษฎร์ธานี ประชาธิปัตย์ประกอบด้วย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีนายชุมพล กาญจนะ และ นายประพน นิลวัชร หลังศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาให้ใบเหลือง นายธานี เทือกสุบรรณนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานีนายอภิสิทธิ์ก็มาแนวเดิม คือ เรื่องนี้ก็ไม่เข้าข่ายกฎเหล็ก9 ข้ออีกเช่นกันแต่ที่งานเข้าหนักที่สุดในขณะนี้ก็คือ โครงการชุมชนพอเพียงที่มี นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลโดยตรง ที่พบว่ามีการทุจริตอื้อฉาวเกิดขึ้นมากมายเพราะมีนักการเมืองบางพรรคอ้างว่าเป็นโครงการให้เปล่าแต่กลับบีบบังคับให้ชุมชนต้องเลือกสินค้าราคาแพงเกินจริงตามที่ล็อกสเปกมา ซึ่งสินค้าเหล่านั้นไม่ได้ตรงกับความต้องการ

ของชุมชนนั้นๆ เลยแม้แต่น้อยมีชุมชนที่ประสบปัญหาเช่นเดียวกันนี้ถึง 24 ชุมชน หลายชุมชนถูกให้เปิดบัญชี จากนั้นทันทีที่ปรากฏยอดเงินโอนเข้า เจ้าหน้าที่โครงการได้ให้ตัวแทนชุมชนถอนเงินออกมาภายในวันเดียวกันนั้นเลย...ได้เห็นเงินเพียงแค่เสี้ยวแว่บนาทีเท่านั้นก็หายวับไปกับตาหรืออย่างชุมชนสามัคคีพัฒนาได้รับการอนุมัติโครงการจำนวน 600,000 บาท แต่มียอดเงินโอนเข้าบัญชีของชุมชนเพียง 500,000 บาท งงกันเป็นแถบๆ ว่าส่วนต่าง 1 แสนบาทหายไปไหน???และกรณีตู้หยอดน้ำและแผงโซลาร์เซลของชุมชนวัดกลางซึ่ง นายอารักษ์ ยงจิรกุลพงศ์ ประธานชุมชนวัดกลาง ระบุว่ามีตัวแทนจากเจ้าหน้าที่โครงการติดต่อมาว่า...มีโครงการที่มาจากงบฯ เลือกตั้ง ซึ่งถือเป็นการให้เปล่า แต่ละชุมชนสามารถเลือกตามความต้องการ“ชุมชนผมต้องการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิด เนื่องจากมีปัญหาเรื่องการก่ออาชญากรรม และยาเสพติด แต่เจ้าหน้าที่โครงการบอกว่าถ้าผมไม่เลือกโครงการใดโครงการหนึ่งตามที่กำหนดไว้ ก็จะนำงบฯ ชุมชนวัดกลางที่ได้ไปมอบให้ชุมชนอื่นแทนผมจึงต้องเลือกโครงการตู้หยอดน้ำและแผงโซลาร์เซลแทน ทั้งที่ชุมชนตั้งตู้หยอดน้ำเพื่อบริการคนในชุมชนมีเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว”แถมมีการเร่งรีบกำชับให้รวบรวมรายชื่อคนในชุมชนให้ครบตามจำนวนที่กำหนดภายในวันต่อมาทันทีซ้ำเอาเข้าจริงๆ บริษัทผู้จำหน่ายสินค้า เมื่อนำสินค้ามามอบให้กลับบอกหน้าตาเฉยว่า ตู้หยอดน้ำที่ใช้กระแสไฟจากแผงโซลาร์เซลนั้น จะต้องใช้ควบคู่กับไฟบ้านด้วย เนื่องจากพลังงานจากแผงโซลาร์เซลมีปริมาณไม่เพียงพอต่อการทำงานของเครื่องหยอดน้ำชุมชนไม่สามารถใช้พลังงานไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลได้ตั้งแต่วันแรก แค่พัดลมติดผนังเพียงตัวเดียวก็ยังไม่สามารถทำงานได้เลย

ฉาวจนไม่รู้ว่าจะฉาวอย่างไร และแพร่กระจายไปทั่วประเทศจนบางกรณีที่ถูกร้องเรียน นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ผู้อำนวยการ สพช. และ นายประโภชน์ สภาวสุ รองประธานกรรมการ สพช. ต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืนให้เช่นกรณีที่คืนเงินให้กับ 8 ชุมชนพอเพียงที่จังหวัดปราจีนบุรีซึ่งชุมชนได้ขอให้มีการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่สภ.กบินทร์บุรี ด้วยนี่คือปรากฏการณ์ทุจริตที่เกิดขึ้นในรัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งแน่นอนว่านายอภิสิทธิ์และนายกอร์ปศักดิ์จะต้องรับผิดชอบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้นายประโภชน์และนายสุมิทในฐานะฝ่ายปฏิบัติการก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ ด้วยเช่นกันงานนี้ท้าทายคนตระกูล “สภาวสุ” โดยเฉพาะ นายกอร์ปศักดิ์เป็นอย่างยิ่ง เพราะจริงๆ เรื่องนี้ไม่น่าพลาดให้เกิดทุจริตขึ้นได้เนื่องจากโดยส่วนตัวแล้วเป็นคนละเอียดรอบคอบมากที่สำคัญ นายประมวล สภาวสุ ผู้เป็นบิดา สมัยที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้ฝากฝีมือฝากผลงานไว้มิใช่น้อยที่ยังเป็นประโยชน์กับสังคมอยู่จนทุกวันนี้ก็คือ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นั่นเอง ที่นายประมวลใช้ฝีมือผลักดันก่อสร้างให้ทันการประชุม World Bank ด้วยเวลาไม่ถึงปี แค่ประมาณ7-8 เดือนเท่านั้นฉะนั้น นายกอร์ปศักดิ์จะต้องตรวจสอบและเล่นงานทุจริตครั้งนี้ให้จั๋งหนับเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะโยงตัวละครไปถึงใครก็ตามนายอภิสิทธิ์จะต้องใช้กฎเหล็กลากไส้ “จอมบงการ”ออกมาให้เห็นให้ได้หากใช้เกมตั้งกรรมการสอบเพื่อหวังตัดตอนหรือโยนบาปอย่างที่กำลังลือกันกระฉ่อนระวังบาปจะย้อนมาทิ่มแทง เพราะนอกจากประชาชนคนไทยจะไม่โง่แล้วคำว่าเศรษฐกิจพอเพียงนั้นศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก...ถ้าภักดีต่อสถาบันจริงต้องไม่ลืม! ■

Tuesday, August 11, 2009

จากสปก.4-01ถึง"งบชุมชน" "จุดสลบ"รัฐบาลปชป.?!

ที่มา ข่าวสด

รายงานพิเศษ




พลเดช ปิ่นประทีป/จรัส สุวรรณมาลา/สมพงษ์ จิตระดับ

ปัญหาการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียง ของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน(สพช.) ที่มีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ

มีนายสุมิท แช่มประสิทธิ์ เป็นผอ.สพช. และนายประโภชฌ์ สภาวสุ น้องชายนาย กอร์ปศักดิ์ เป็นรองผอ.สพช.

สำหรับนายประโภชฌ์ เคยเล่นการเมือง เป็นส.ส.ศรีสะ เกษ แต่ระยะหลังวางมือไปทำธุรกิจ

ก่อนจะกลับมามีชื่อในหน่วยงานสพช.

และเกิดเรื่องราว กลายเป็น "เผือกร้อน" ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พยายามหาทางออกปัดให้พ้นตัว

หลังพรรคเพื่อไทยออกมาเปิดประเด็นร้อน ว่าได้รับร้องเรียนจากประชาชนหลายเขตในพื้นที่กทม. ถึงความไม่ชอบมาพากลในการจัดซื้อสิ่งของให้ชุมชนตามโครงการดังกล่าว

เพราะยิ่งสาวก็ยิ่งส่อให้เห็นถึงพฤติกรรมในทางทุจริตและเอื้อประโยชน์ให้บุคคลในรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการจัดซื้อตู้หยอดน้ำโซลาร์เซลล์ ที่ไม่ตรงกับความต้องการของชุมชน

และการสั่ง 3 เจ้าหน้าที่ในทีมสอบสวนชุดของ พล.อ.ชัชวาลย์ ทัตตานนท์ รองผอ.สพช. ที่เข้าไปตรวจสอบแล้วพบความไม่โปร่งใสที่จ.พระนครศรีอยุธยา พ้นจากสพช.

แม้นายกฯจะยืนยันว่าผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบผู้ทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงใน 2 ระดับ คือจากนักการเมืองท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่โครงการ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่มีปัญหามาตั้งแต่โครงการเอสเอ็มแอลในสมัยรัฐบาลยุคก่อน

และโครงการที่ถูกวิจารณ์อยู่ในวงเงินเพียง 50 ล้านบาท หรือร้อยละ 1 ของโครงการที่อนุมัติงบประมาณไปแล้ว 5,300 ล้านบาทเท่านั้น

ย้ำด้วยว่าหากใครเกี่ยวข้อง พร้อมจัดการแน่

แต่ในทางกลับกัน บรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ต่างออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนอง "อุ้ม" ทั้งนายกอร์ปศักดิ์และนายประโภชฌ์

ขณะที่ผลสำรวจของเอแบคโพลต่อกรณีดังกล่าว นอก จากจะเห็นว่าปัญหาการทุจริตจะกระทบต่อแนวคิดหลักเศรษฐกิจพอเพียงแล้ว ยังต้องการให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อปัญหานี้ หาคนผิดมาลงโทษ และให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลาออกทั้งคณะ

รวมทั้งกระแสสังคมที่เริ่มนำปัญหาทุจริตในโครง การชุมชนพอเพียง มาเทียบเคียงกับกรณีการแจก ส.ป.ก.4-01 ที่ทำให้รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นต้องประกาศยุบสภา

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จะเดินย่ำซ้ำรอยอดีตหรือไม่ เป็นเรื่องที่หลายฝ่ายจับตาเฝ้าดู



พลเดช ปิ่นประทีป

เลขาธิการสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

อดีตรมช.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ผมดูแล้วน่าเป็นห่วงรัฐบาล เพราะโครงการแบบนี้หากไม่พิถีพิถันเรื่องกระบวนการความโปร่งใสก็เป็นจุดอ่อนได้ เพราะวันนี้มีขั้วทางการเมืองที่ต่อสู้กันอยู่ อีกขั้วพยายามหาหลักฐาน การตรวจสอบก็มีประสิทธิภาพ เพราะมีเป้าหมายทางการเมือง

หากรัฐบาลใส่ใจน้อยในโครงการนี้อาจเป็นจุดพลาดหรือจุดตายได้ เพราะหากมีหลักฐานมาแล้วการแก้ตัวต่อสังคมจะลำบาก โครงการดีๆ โปร่ง ใส ผมว่ามีเยอะมากกว่า แต่พอมีจุดเสียคนก็ต้องจับจ้องมาก ภาคประ ชาชน ภาคสังคมอดเป็นห่วงไม่ได้

โครงการชุม ชนพอเพียงเป็นโครงการต่อเนื่องจากเอสเอ็มแอล แต่เปลี่ยนวิธีการนิดหน่อย คือ ชุมชนพอเพียง เพิ่มเป็น 7 ระดับ วิธีการกระบวนการให้ชาวบ้านประชุมกัน

แต่เอาเข้าจริงก็ไม่มีการเตรียมชาวบ้านดีพอ เร่งรัดเวลา ไม่มีการประชุมกันจริง แต่ให้เซ็นชื่อกัน

เงื่อนไขโครงการต้องให้ชาวบ้าน 60-70% ประ ชุมกันเพื่อพิจารณาโครงการ เมื่อไม่มีการประชุมแต่ไปเอาลายเซ็นกันมา เป็นการโกหก

ความจริงเรื่องแบบนี้เป็นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพราะข้าราชการสอนชาวบ้านทำกันมา

ทั้งข้าราชการฝ่ายพัฒนาชุมชนหรือสายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ถูกเร่งรัดโดยเวลามาอีกทอดให้ทำเสร็จตามกรอบเวลา โกหกกันไปมาตลอด

เรื่องความผิดหรือถูกเป็นส่วนของการปฏิบัติ เพราะเรื่องนี้ผ่านกลไกข้าราชการประจำสายมหาดไทย พัฒนาชุมชน เป็นปัญหาของระดับนี้ ไม่ใช่รัฐบาล นายกฯ หรือรองนายกฯ เพราะเขาไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ

เว้นแต่มีหลักฐานเชื่อมโยงว่ามีพล พรรคการเมือง นักธุรกิจ พ่อค้าผลิตภัณฑ์ที่ขายผ่านเข้าโครงการมาแล้วมีปัญหาผลประโยชน์

ถ้าไปเจอหลักฐานก็เป็นจุดอ่อนจุดตายของรัฐบาลได้

ส่วนจะถึงขั้นไปซ้ำรอยเหตุการณ์ ส.ป.ก.4-01 หรือไม่ ต้องคอยติด ตามดู



จรัส สุวรรณมาลา

คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ

การที่ฝ่ายค้านยกประเด็นทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงขึ้นมาในช่วงนี้ ต้องดูว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านได้มานั้นมากแค่ไหน เก็บมาเพื่อทำวิจัยหรือไม่ หรือว่ามีคนร้องเรียนเพียง 1-2 ราย

การคอร์รัปชั่นไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝ่ายค้านหรือองค์ กรอื่นจะหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็น เพราะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาไม่ว่าภาครัฐหรือเอกชน เมื่อเกิดขึ้นแล้วรัฐบาลต้องเร่งแก้ไขปัญหา

แต่หากจะเทียบเคียงกับกรณีส.ป.ก. 4-01 ที่รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์เคยมีปัญหาจนทำให้รัฐ บาลอยู่ไม่ได้ ต้องยุบสภานั้น คิดว่าต้องดูด้วยว่ากรณีชุมชนพอเพียง มีคนในฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่

เพราะกรณีส.ป.ก.4-01 มีคนในวงการเมือง คนในรัฐบาลขณะนั้นเกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นหากโครงการชุมชนพอเพียงมีนัก การเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยแสดงว่ารัฐบาลต้องรับผิดชอบ

แต่การเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกนั้น ผมมองว่ามากเกินไป หากเป็นแค่ระดับปฏิบัติการหรือระดับชุมชนหรือชาวบ้าน รัฐบาลก็ต้องเข้าไปแก้ตรงนั้น และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก

เมื่อเทียบกัน กรณีส.ป.ก.4-01มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่โครงการนี้ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่านักการเมืองเกี่ยวข้องหรือไม่

ถ้าเกี่ยวข้องด้วยรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบโดยตรง



สมพงษ์ จิตระดับ

นักวิชาการด้านสังคมและการศึกษา

โครงการชุม ชนพอเพียงเป็นโครงการที่ดี ในแง่ของหลักการนั้นรัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว เพราะงบประมาณที่ทุ่มลงไปนั้นสามารถตอบโจทย์ได้ดี

แต่เมื่อมีการทุจริต มีคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินในโครงการ

แต่นายกฯบอกว่าใช้เงินไป 50 ล้านบาทจากงบทั้งหมดที่ลงไปแล้วกว่า 5 พันล้านบาทนั้น เราจะดูจากยอดเงินอย่างเดียวไม่ได้ เพราะแนวโน้มว่าจะมีการทุจริตจริงนั้นเกิดขึ้นในหลายพื้นที่

การทุจริตนั้นเงินหายไปเพียง 10 บาทก็ถือว่าทุจริตแล้ว

รัฐบาลควรเอาจริงเอาจังลงไปตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ให้มากกว่านี้ ไม่ ใช่ไปเอาผิดจากเจ้าหน้าที่เพียง 3-4 คน

ที่สำคัญโครงการชุมชนพอเพียงมีหลักการและวิธีการเกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นำหลักของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาใช้ หากเกิดปัญหาทุจริตขึ้นไม่เพียงแต่จะทำให้รัฐบาลเสียชื่อเสียง

แต่ถือเป็นเรื่องมิบังควรและเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก

รัฐบาลควรเร่งแก้ไขโดยมีมาตราการที่เข้มข้นมากกว่านี้ในการตรวจสอบ ควรตัดไฟแต่ต้นลม นำสิ่งที่เลวร้ายออกไป ด้วยวิธีการป้องกันไม่ให้เลือดมันไหล

หากยังปล่อยไว้โดยไม่แก้ไขจะทำให้มีผู้ที่ได้รับผลกระทบจำนวนมาก อาจซ้ำรอยเรื่องที่ดินส.ป.ก.4-01 เพราะเรื่องดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

รัฐบาลควรให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบอีกทาง หรือไม่ก็สรรหาคนที่มีหลักธรรมาภิบาลประมาณ 10-12 คน เข้ามาตรวจสอบ และคนที่ตั้งขึ้นควรเป็นคนที่มีหลักความยุติธรรม

การตั้งคณะกรรมการของพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาดูแลอย่างเดียวไม่เพียงพอแน่นอน

'ดื้อเงียบ' บี้ 'ปลดเงียบ'

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25570

อภิสิทธิ์ - พัชรวาท

ก่อนหน้านี้ก็มีคนระดับอดีตนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน ออกมาเตือน

คนหนึ่งนายชวน หลีกภัย อดีตนายกฯ อาจารย์ใหญ่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ช่วยออกตัวในช่วงที่กระแสข่าวการปลด "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กำลังกระหึ่ม

การจะพิจารณาโยกย้ายใคร ต้องดูกระบวนการองค์ประกอบของระเบียบราชการ ไม่ใช่อยู่ๆ จะไปปลดหรือจะทำอะไรใครก็ได้ แม้มีอำนาจ แต่จะต้องพิจารณาว่าเงื่อนไขที่ทำอย่างนั้นต้องทำอย่างไร

ไม่ใช่อยู่เฉยๆจะไปปลด หากทำเช่นนั้นจะถูกฟ้องศาลปกครองได้

อีกคนหนึ่ง "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี เตือนให้นายกฯอภิสิทธิ์ถอยให้ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง

เป็นคนรับหน้าเสื่อเผือกร้อนๆ

ทั้งเรื่องคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรฯ และเรื่องการชะลอโผแต่งตั้งนายตำรวจที่ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจไปแล้ว

โดยยอมรับว่าเป็นห่วงนายกรัฐมนตรีมาก โดยเฉพาะในส่วนของการชะลอโผปรับย้ายนั้น หากมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครองแล้ว จะทำให้นายกรัฐมนตรีต้องประสบกับภาวะลำบากได้

แล้วก็ไม่ได้ผิดจากที่ผู้อาวุโสเตือนไว้จริงๆ

กับรายการ "ฟิตจัด" พล.ต.อ.พัชรวาทลัดคิวบินกลับจากประเทศจีนก่อนกำหนดลาพักยาว ตามโปรแกรมที่นายกฯอภิสิทธิ์ล็อกให้ไปถึงวันที่ 14 สิงหาคม

พร้อมกับเดินทางเข้าห้องทำงานที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันที่ 10 สิงหาคม โดยการต่อสายตรงรายงานตัวอย่างไม่เป็นทางการกับ "เทพเทือก" ก่อนใคร

แม้แต่นายกฯอภิสิทธิ์ก็แค่รับรู้ข่าวจากสื่อมวลชนพร้อมชาวบ้านทั่วไป

และก็เป็นอะไรที่ชิงประกาศอย่างเป็นทางการ สำนักงาน ผบ.ตร. มีบันทึกข้อความที่ 0001 (ผบ.)/334 ลงวันที่ 9 สิงหาคม 2552 เรื่อง ผบ.ตร.กลับจากเดินทางไปราชการ ถึงบิ๊กตำรวจในสังกัดสำนักงาน ผบ.ตร.

โดยบันทึกข้อความระบุว่า ตามอนุมัตินายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2552 ท้ายหนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ตช 0003.23/4952 ลงวันที่ 4 สิงหาคม 52 ให้ ผบ.ตร. เดินทางไปราชการ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่าง 5-14 สิงหาคม 52 โดยในห้วงเวลาดังกล่าว หากมีราชการสำคัญอาจกลับมาปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ โดยให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10) รักษาราชการแทน ผบ.ตร.นั้น

บัดนี้ ผบ.ตร.ได้เสร็จสิ้นภารกิจและเดินทางกลับมาปฏิบัติราชการตามระเบียบกฎหมายตามปกติแล้ว จึงเรียนมาเพื่อทราบ ลงชื่อ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.

ปฏิบัติการ "คมเฉือนคม"

โดยปรากฏการณ์เป็นที่เข้าใจตรงกัน พล.ต.อ.พัชรวาท บินกลับมาแสดงตัวว่ายังมีอำนาจตามกฎหมายเต็มที่ในฐานะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

เปิดเกม "พาวเวอร์เพลย์" กับนายกฯอภิสิทธิ์

ตามอาการหูทวนลม ไม่รับรู้คำพูดของนายกรัฐมนตรี ที่พูดกับสื่อเรื่องตำแหน่ง ผบ.ตร. ในทำนองจะเป็นผู้ดูแลการพิจารณาแต่งตั้งนายตำรวจ ในขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาทลาพัก โดยผ่าน พล.ต.อ.วิเชียร ในฐานะรักษาการ ผบ.ตร.

โดยเฉพาะ "โผเล็ก" การจัดบัญชีโยกย้ายตำรวจตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงชั้นประทวน

"ปลดเงียบ" เจอ "ดื้อเงียบ"

วัดกำลังภายใน ง้างกันด้วยเหลี่ยมกฎหมาย

แต่ที่ต้องหลบวูบก่อนเลย พล.ต.อ.วิเชียรยืนยันว่า ตำแหน่งรักษาการ ผบ.ตร.ของตนเองนั้นสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากที่ พล.ต.อ.
พัชรวาทกลับมาปฏิบัติหน้าที่ตามเดิม

ส่วนเรื่องการจัดโผตำรวจตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงชั้นประทวน ที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ดูแล ก็จะส่งมอบให้ ผบ.ตร.ดำเนินการต่อ

ในอารมณ์ของสีกากีด้วยกัน น่าจะรู้ทางกันดี

ก็แม้แต่นายกฯอภิสิทธิ์เองยังออกลูกอ้ำอึ้ง เลี่ยงไม่ตอบนักข่าว เมื่อถูกถามว่า ใครคือผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติตัวจริง

แล้วใครล่ะ จะกล้าเสี่ยงอยู่ในเกมล้มโต๊ะ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ทุจริตหักมุม

ที่มา ไทยรัฐ

เรื่องราวที่ไม่ค่อยจะชอบมาพากลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาล ชุดนี้ มีทีท่าว่าจะบานทะโรค ขึ้นทุกวัน ย้อนรอยไปถึงประเด็น วิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง จนกลายเป็นวิกฤติบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ ประเด็นการทุจริตคอรัปชันก็เป็นข้ออ้างที่ถูกหยิบยกมาเป็นอันดับ ต้นๆ แทนที่รัฐบาลจะเข้ามาไล่บี้เรื่องของการทุจริตคอรัปชันกลับโดนซะเอง

เพราะบ้านเมืองวันนี้เต็มไปด้วยเรื่องทุจริต

แต่องคาพยพในการตรวจสอบไล่เบี้ยเอาผิดกับนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชันกลับเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด มือปราบคอรัปชันทั้งหลาย หายเข้ากลีบเมฆ ที่ยังเห็นเสมอต้นเสมอปลายก็จะมี ส.ว. เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เลยทำให้มาตรฐานในการตรวจสอบคอรัปชันต่ำลงในสายตาประชาชน

ที่หนักข้อก็คือ คนที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของการปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน ในยุคสมัยที่ผ่านมา วันนี้กลับกลายมีแผลเต็มตัว เข้าทำนองน้ำลดตอผุด

ข้อมูลหลักฐานความไม่ชอบมาพากลบางอย่างชัด

มีผลประโยชน์มาพัวพันมากมาย ทั้งพวกพ้องญาติโกโหติกา เข้ามารุมทึ้งกันอุตลุด ถามว่าเมื่อคนเหล่านั้น คือมือปราบทุจริตที่สังคมยกย่องเชิดชู แต่วันหนึ่งเมื่อกระชากหน้ากากออกมา ปรากฏว่านี่แหละคือทุจริตตัวแม่ สังคมจะรู้สึกอย่างไร

ทุกอย่างกลับตาลปัตรกันไปหมด

ผมคงไม่ต้องสาธยายรายละเอียดอะไรมาก แต่เข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ถูกตรวจสอบ ชนิดเหวี่ยงแห อันเนื่องมาจากผลพวงแห่งวิกฤติ การเมืองที่ผ่านมา

คนเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไรต่อกระบวนการตรวจสอบ

ก็ย่อมไม่เชื่อมั่นในความเที่ยงธรรมสำหรับขบวนการตรวจสอบนั้นๆ ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเช่นกัน ณ วันนี้ขบวนการตรวจสอบ กระบวนการยุติธรรม ในบ้านเราได้รับผลกระทบกระเทือนพอสมควร

เพราะแค่อยากจะเอาคนกลุ่มหนึ่งเข้าคุกให้ได้ ก็เลย

ปล่อยให้อำนาจมาบดบังคุณธรรม ผมเคยพูดไว้หลายครั้ง

หลายหนถ้าเกิดวิกฤติศรัทธากับกระบวนการยุติธรรม บ้านเมืองก็จะไม่สงบสุข

สุดท้ายแล้ว ความไม่มีขื่อมีแปก็จะย้อนกลับมาเชือดคอตัวเอง ดังเช่นนักกฎหมายมีชื่อเสียงบางคนที่ออกมาวิจารณ์ข้อกฎหมายในการถวายฎีกา โดยลืมไปว่า ครั้งหนึ่งตัวเองก็อยู่ในขบวนการถวายฎีกามาแล้ว แม้ว่าเจตนาในการเรียกร้องต่างกัน แต่เป็นการใช้สิทธิพื้นฐานเดียวกัน

ถามว่าเป็นการดึงฟ้าต่ำหรือไม่

ก็ตอบไม่ได้ วันนี้ที่บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวายก็เพราะมีคนกลุ่มน้อยในประเทศ พยายามทำตัวอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ของประเทศ ชี้นำไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อก็ใช้อำนาจ ใช้อำนาจแล้วไม่ได้ผล ก็จะใช้กำลัง

วาสนาเลยเป็นได้แค่คนกลุ่มน้อย ที่คอยหาเศษหาเลยกับระบอบประชาธิปไตย.

หมัดเหล็ก

มท.ขอคุมท้องถิ่น ตั้งกรมใหม่ ยื้อสำนักนายกฯ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25591

มหาดไทยตื้อไม่เลิกดันกฎหมายตั้งสำนักงาน ก.ถ. คุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แย่งอำนาจกับสำนักนายกฯ ขณะที่ ก.พ.ร.ตั้งป้อมขวาง ยกเหตุผลไม่สอดคล้องกับมติ ครม.เดิม..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (11 ส.ค.) กระทรวงมหาดไทยเสนอให้ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ.... ซึ่งสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย รมว.มหาดไทย เป็นประธานกรรมการโดยตำแหน่ง จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 7 คน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนข้าราชการส่วนท้องถิ่น และผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเท่ากัน 8 คน ดูแลการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น โดยให้จัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.ถ.) ขึ้นเป็นส่วนราชการใหม่ระดับกรม สังกัดกระทรวงมหาดไทย และให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการส่วนท้องถิ่น (ก.พ.ถ.) ประกอบด้วยกรรมการ 7 คน ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง อาทิ สำนักงาน ก.พ.ร. เห็นว่ากรณีการเสนอขอจัดตั้งส่วนราชการระดับกรมใหม่ ไม่สอดคล้องกับมติ ครม.เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2550 ที่ต้องมีการเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการพัฒนาโครงสร้างระบบราชการ และ ก.พ.ร. พิจารณาก่อนนำเสนอ ครม. จึงเห็นควรให้มีการศึกษารูปแบบการจัดโครงสร้างระบบและวิธีการทำงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในภาพรวมทั้งระบบก่อน หากจำเป็นต้องจัดตั้งส่วนราชการขึ้นมาใหม่ให้นำเสนอต่อ ครม.ตามขั้นตอนต่อไป

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ซ้ำซ้อนกับร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ. ตามที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอ ซึ่ง ครม.มีมติเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2552 ให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ขณะที่คณะกรรมการกระจายอำนาจการปกครองให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) เห็นว่ากฎหมายว่าด้วยการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เป็นกฎหมายส่งเสริมการบริหารงานบุคคลของ อปท. ตามหลักความเป็นอิสระของ อปท.ตามรัฐธรรมนูญ ควรแยกงานส่งเสริมการบริหารงานบุคคลของ อปท.ออกไปจากกระทรวงมหาดไทย โดยทำหน้าที่กำกับดูแล อปท.เพียงด้านเดียว และให้สำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งทำหน้าที่ส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. เป็นผู้รับผิดชอบงานด้านการบริหารงานบุคคลของ อปท. ตามนัยมติ ครม.เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2552 ที่ได้อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการส่วนท้องถิ่น พ.ศ...ไว้แล้ว

“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก” (ตอน 2)

ที่มา ประชาไท

รายงานการปะทะ 8 สิงหาคม 2508 ในหนังสือพิมพ์ภาษาไทย
หนังสือพิมพ์ภาษาไทยในขณะนั้นทุกฉบับก็รายงานข่าวการปะทะที่นครพนมเช่นกัน ซึ่งยืนยันว่าเหตุการณ์ที่ต่อมาถูกเรียกว่า “วันเสียงปืนแตก” นั้น เกิดขึ้นในวันที่ 8 จริงๆ ไมใช่วันที่ 7 ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ยอดจำนวนสูงสุด ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 ไม่ให้ความสำคัญกับข่าวนี้นัก เมื่อเทียบกับฉบับอื่น คือลงเป็น “ข่าวสุดท้าย” ในหน้า 1 ไม่มีพาดหัวตัวใหญ่แยกต่างหากจากข่าว และไม่มีรูปประกอบใดๆ (ดูภาพประกอบที่ 8) เนื้อข่าวก็มีเพียงสั้นๆ ดังนี้
ภาพประกอบที่ 8
ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้า 1 “ข่าวสุดท้าย” คือคอลัมภ์หัวสีเขียวเล็กๆ ตรงมุมล่างด้านขวา
ตร.ปะทะเหล่าร้าย
พตอ.ถูกยิงสาหัส
ผกก.นครพนมนำกำลังตำรวจ 30 นาย รุดไปปราบผู้ก่อการร้าย ระหว่างทางถูกซุ่มดักยิงกราดด้วยปืนกล เลยเกิดยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือด ผกก.ถูกยิงคว่ำอาการสาหัส และ สตอ.ถูกยิงดับ ฝ่ายเหล่าร้าย ถูกยิงตาย 1 คน
07.00 น. วันวาน [ที่ 8] พตอ.สงัด โรจน์ภิรมย์ ผกก.จังหวัดนครพนม ได้นำกำลังตำรวจประมาณ 30 นาย เพื่อเดินทางไปกวาดล้างบรรดาผู้ก่อการร้าย ที่ ต.พระซอง อ.นาแก จ.นครพนม
แต่ระหว่างที่กำลังตำรวจดังกล่าวเดินทางมาถึงบริเวณบ้านนาบัวเขตตำบลหนองฮี อ.เมือง นครพนม ได้ถูกเหล่าร้ายซึ่งดักซุ่มอยู่กราดปืนยิงอย่างดุเดือด เลยเกิดการต่อสู้กันอย่างทรหด เป็นเหตุใด้ พตอ.สงัด ถูกกระสุนเหล่าร้าย 3 แห่ง คือที่ราวนมข้างขวา ต้นแขน และขาขวาหัก อาการสาหัส สตอ.ชัยรัตน์ สิงห์ด้วง ตำรวจทะเบียนพล ถูกยิงที่ท้ายทาย ไหปลาร้า และขา ตายคาที่ สตอ.มนต์ชัย โพธิ์ดอกไม้ ถูกยิงขาหัก อาหารสาหัส ฝ่ายเหล่าร้ายถูกยิงตายคาที่ 1 คน
หลังเกิดเหตุ พตท.อัมพร อังคะมานนท์ และ พตท.สว่าง ศรีทองสุข รอง ผกก.ได้ยกกำลังไปช่วย และตามล่าเหล่าร้ายต่อไปอย่างใกล้ชิด ส่วน พตอ.สงัด ได้ถูกนำขึ้นเครื่องบิน นำตัวส่งกรุงเทพฯ โดยด่วน
วันต่อมา (อังคารที่ 10) ไทยรัฐ รายงานการแถลงข่าวการเกี่ยวกับปะทะโดยนายถวิล สุนทรศาลทูร ปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่อยู่ในหน้า 3 โดยพาดหัวว่า “มีคนต่างด้าวข้ามหนุนผู้ก่อการร้ายอีสาน” บทนำ “ความสามัคคีในชาติ” ในฉบับวันพุธ (หน้า 3) ยกเหตุการณ์นี้มาเรียกร้องประชาชนช่วยกันปกป้องเอกราชและ “ความเป็นไท”
ขณะเดียวกัน เดลินิวส์ ให้ความสำคัญกับข่าวการปะทะมากกว่า โดยฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พาดหัว 1 บรรทัดเต็มตลอดความกว้างของหน้าแรก “พวกก่อการร้ายนครพนมยิง พตอ.สาหัส” ถือเป็นข่าวสำคัญรองลงมาจากข่าวเด่นประจำวันนั้น เรื่องการยึดทรัพย์สฤษดิ์ (ดูภาพประกอบที่ 9) เนื้อหาของข่าว ช่วงแรกที่บรรยายเรื่องการปะทะ อันที่จริง ก็ไม่ต่างจาก ไทยรัฐ นัก แต่ เดลินิวส์ มีรายละเอียดมากกว่า และมีข้อมูลเพิ่มเติมน่าสนใจ ดังนี้
ภาพประกอบที่ 9
เดลินิวส์
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครพนมได้รายงานเข้ามาเมื่อวันวานนี้ [ที่ 8] พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ ผู้กำกับการตำรวจภูธร นครพนม ได้นำกำลังตำรวจภูธรประมาณ 30 คน บุกเข้าไปในป่าเขตบ้านดงอีนำ ต.พระซอง อ.นาแก จ.นครพนม .........
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เดือนก่อน พวกก่อการร้ายประมาณ 50 คน ได้ซ่องสุมชุมนุมพล ยุแหย่ชาวบ้านให้เกิดความปั่นป่วน อยู่ที่บ้านโพนตูม อ.นาแก พตอ. สนั่น สอาดภักตร์ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ ได้นำกำลังไปปราบปรามกวาดล้าง และเกิดการปะทะกันขึ้นอย่างดุเดือด พวกก่อการร้ายได้หลบหนีเข้าป่าไป จากการกวาดล้างครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ค้นพบแหล่งซ่องสุมของพวกก่อการร้ายในป่าทึบ และเจ้าหน้าที่ได้ยึดอาวุธปืน วิทยุสนาม เสบียง ของพวกก่อการร้ายได้ 63 รายการ หลังจากนั้น พตอ.สงัด ได้นำกำลังออกติดตามพวกก่อการร้ายอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งเกิดการปะทะกันที่บ้านดงอีนำดังกล่าว ……
ตามรายงานนี้ เท่ากับยืนยันข้อมูลของวิรัช ผู้นำ พคท. ที่ผมยกมาในตอนต้นบทความที่ว่า “การปะทะกับศัตรูไม่ใช่ครั้งนั้นครั้งเดียว ก่อนหน้านั้นก็มี” แม้ในบริเวณดังกล่าวเอง (อ.นาแก) อย่างน้อยก็เคยเกิดการปะทะในปลายกรกฎาคม มาแล้ว
วันต่อมา (อังคารที่ 10) เดลินิวส์ นอกจากรายงานการแถลงข่าวของถวิล สุนทรศารทูร เช่นเดียวกับ ไทยรัฐ แล้ว ยังรายงานเพิ่มเติมถึง “นาทีนองเลือด” เมื่อ พตอ.สงัด . . .
ได้บุกเข้าไปค้นหาพวกก่อการร้ายผู้หนึ่งซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ พอเข้าไปใกล้ระยะประมาณ 3 เมตร ผู้ก่อการร้ายผู้นั้นก็ออกจากที่ซ่อนกระหน่ำยิง พตอ.สงัด ด้วยปืนออโตเมติกขนาด 9 ม.ม. ถูก พตอ.สงัด ล้มลง พตอ.สงัด จึงใช้ปืนรีวอลเวอร์ขนาด .22 ยิงโต้ตอบไปทันที ต่างฝ่ายกระหน่ำกระสุนใส่กันจนกระสุนหมดลำกล้องไปทั้งคู่ ผลปรากฎว่าฝ่ายผู้ก่อการร้ายถูกยิงดับชีพ ส่วน พตอ.สงัด ถูกกระสุนเข้าที่ต้นแขนขวา ขาขวากระดูกแตก และที่ต้นแขนซ้าย
รายละเอียดนี้คล้ายกับ Bankgok Post ข้างต้น แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อย

ภาพประกอบที่ 10
ชาวไทย
ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2508
ชาวไทย เป็นหนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่งที่รายงานเรื่องนี้โดยพาดหัวข่าวในลักษณะเดียวกับ เดลินิวส์ คือ 1 บรรทัดตลอดความกว้างของหน้าแรก “ตำรวจปะทะกับกองโจรคอมมิวนิสต์ในป่านครพนมดุเดือด” และมีรายละเอียดนอกเหนือจากฉบับอื่นที่น่าสนใจ คือ
ที่ตึก “ตวงสิทธิ์อนุสรณ์” [โรงพยาบาลตำรวจ] พตอ.สงัด ได้ชี้แจงกับผู้สื่อข่าว “ชาวไทย” ว่า เข้าใจว่าหัวหน้าของพวกก่อการร้ายกลุ่มนี้ก็คือ นายจ่อย ราชสิทธิ์ ผู้ซึ่งเคยเดินทางไปรับการอบรมลัทธิคอมมิวนิสต์จากนอกประเทศมาแล้ว รวมทั้งเคยได้ยิงต่อสู้กับตำรวจมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๐๔ ด้วย
นายจ่อยผู้นี้เป็นตัวการคอมมิวนิสต์ทีสำคัญคนหนึ่งในภาคอีสานซึ่งหลบรอดการจับกุมของเจ้าหน้าที่มาได้หลายคราวแล้ว ..... สำหรับ สยามรัฐ เนื่องจากออกวางตลาดตอนบ่าย ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508 จึงตีพิมพ์ข่าวการแถลงของถวิล สุนทรศารทูล ในเช้าวันนั้นเองได้ที่หน้า 1 (หัวข้อข่าว “เผยเหตุตำรวจปะทะคอมมิวนิสต์ / ว่าที่ต้องเสียเปรียบเพราะอยู่กลางแจ้ง / ฝ่ายโจรอยู่ในที่ซ่อนจึงยิงเอา”) และนำรายงานการปะทะที่นครพนม ไปตีพิมพ์เป็นอีกข่าวหนึ่งในหน้า 4 (หัวข้อข่าว “ผู้ก่อการร้าย / นครพนม / สู้ตำรวจหนัก”) พร้อมข่าวการนำตัว พตอ.สงัด มารักษาในกรุงเทพ แยกเป็นอีกข่าวหนึ่ง (“นำ พ.ต.อ. ยิงสู้แดงเข้ากรุง / เผยเหล่าร้ายมีอาวุธทันสมัย”) ที่น่าสนใจคือ วันต่อมา (10 สิงหาคม) สยามรัฐ ตีพิมพ์ข่าวในหน้าแรก ภายใต้หัวข้อข่าว ดังนี้
จีนคอมมิวนิสต์ร่วมกับเสรีไทย
จัดตั้งที่มั่นทางทหารที่อีสาน
หวังบ่อนทำลายและล้มรัฐบาล
เนื้อหาข่าว อ้างคำแถลงของ “สำนักงานแถลงข่าวจีนคณะชาติ” ที่ฮ่องกง ในวันที่ 10 นั้นเอง ว่าจีนคอมมิวนิสต์ได้ทุ่มกำลังทางวัตถุกำลังเงินและกำลังคนเพื่อช่วยคอมมิวนิสต์ในไทยเป็นการใหญ่ หวังสร้างที่มั่นทางทหารทางภาคอีสานของไทย เพื่อตรึงกำลังสหรัฐในเวียดนามและบ่อนทำลายรัฐบาลไทย โดย “จัดส่งนักก่อกวนที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นพิเศษจำนวนมาก พร้อมด้วยอาวุธขนาดเบาชนิดต่างๆ” เล็ดลอดเข้าทางสกลนคร และหนองคาย เป็นต้น
กระแสข่าวกล่าวว่า จีนคอมมิวนิสต์กับ “เสรีไทย” (คนไทยในปักกิ่ง) ได้ร่วมกันวางแผนการก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในประเทศไทยและทำการโค่นล้มรัฐบาลไทยในที่สุด สำหรับอาวุธและค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในการก่อการจลาจลนี้ ทางฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด พร้อมกับจัดส่ง “ที่ปรึกษา” กับเจ้าหน้าที่ “ผู้แนะนำ” ไปให้ ทราบว่าเพื่อสะดวกในการขยายองค์ลับใต้ดินในไทย จีนคอมมิวนิสต์จะได้จัดตั้งโรงเรียนอบรมขึ้นในเขตยึดครองของคอมมิวนิสต์เวียดนามและลาว เพื่อช่วยคอมมิวนิสต์ไทยฝึกอบรมนักก่อกวนเหล่านั้น แล้วส่งมาปฏิบัติการในไทยต่อไป
ผมคิดว่านี่เป็นการเสนอข่าวในลักษณะ “การเมือง” อย่างชัดเจน นอกจากอ้างการแถลงขององค์กรที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรนักแล้ว ที่สำคัญคือลักษณะการพาดหัวข่าว “จีนคอมมิวนิสต์ร่วมกับเสรีไทย” แม้ สยามรัฐ จะใส่วงเล็บอธิบายคำนี้ในเนื้อข่าวว่า “คนไทยในปักกิ่ง” ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาว่า สยามรัฐ ต้องการให้หมายถึงปรีดี ไม่เพียงตอนนั้นปรีดีอยู่เมืองจีน แต่คำว่า “เสรีไทย” ก็เป็นชื่อเฉพาะของขบวนการที่ปรีดีเคยเป็นผู้นำ แน่นอนมีคนไทยคนอื่นรวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อยู่ในจีนจริงๆในช่วงนี้ (ศรีบูรพา, มงคล ณ นคร เป็นต้น) แต่คนทั่วไปก็ไม่ได้รู้จักพวกเขาในฐานะ “เสรีไทย” อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองข้ามความเป็นการเมืองของข่าวและสนใจในแง่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ความน่าสนใจของข่าวนี้ เช่นเดียวกับกรณีข่าว “Pridi Is Operator of Secret Radio” ของ Bangkok Post ที่ผมเล่าในตอนต้นของบทความ ก็คือ หลังจากนั้น 20 ปี คือหลังจากการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 2520 แล้ว อดีตผู้นำนักศึกษาบางคนที่เคยเข้าป่า ได้บอกกับผมว่ามี “ร่องรอย” บางอย่างเกี่ยวกับการร่วมมือระหว่างปรีดี กับ พคท.ในช่วงแรกของการสร้างฐานที่มั่นบางแห่งจริงๆ แต่เรื่องนี้ต้องเก็บไว้อภิปรายต่างหาก (ในแง่ข้อมูลเช่นกัน บัดนี้ เราก็ทราบกันแล้วว่า เรื่องที่ “พรรคพี่น้อง” จีน-เวียดนาม-ลาว ให้ความช่วยเหลือ พคท.ในด้านการตั้งโรงเรียนฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานในเขตเวียดนามและลาว ที่ สยามรัฐ ใช้เป็นประเด็นโจมตีนั้น ก็เป็นความจริงเช่นกัน)
ประชาธิปไตย ดูจะเป็นหนังสือพิมพ์ที่สนใจข่าวการปะทะที่นครพนมน้อยกว่าฉบับอื่น (อาจจะเพราะทรัพยากรการหาข่าวน้อยกว่าฉบับอื่นก็ได้) เท่าที่ผมค้นได้ มีเพียงฉบับวันที่ 9 สิงหาคม เท่านั้น และก็เป็นเพียงรายงานข่าวการแถลงของถวิล สุนทรศาลทูล ไม่ใช่รายงานการปะทะโดยตรง แต่พาดหัวข่าวอย่างรุนแรงว่า “เผยกองบัญชาการแดงในอีสาน / ดูหมิ่นพระที่ไปเทศน์” (ข้อมูลเรื่องพระถูก “แดง” ดูหมิ่นก็เอามาจากถวิล : “เคยทราบมาว่าที่ อ.นาแกนี้ เวลามีงานหรือมีพระมาเทศนา ได้มีบุคคลหลายคนได้ออกมาแสดงกิริยาทำนองลบหลู่พุทธศาสนา แต่ไม่มีใครกล้าขัดขวาง นายถวิลกล่าว...”)
สุดท้าย ในบรรดาหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่รายงานเรื่องการปะทะที่นครพนม มีเพียง พิมพ์ไทย ที่มีรูปประกอบ คือ ในฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2508 ช่างภาพ พิมพ์ไทย สามารถถ่ายภาพขณะที่ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ กำลังถูกเปลหามลงจากรถพยาบาล (ที่ไปรับมาจากสนามบิน) เข้าไปในโรงพยาบาลตำรวจ (ดูภาพประกอบที่ 11 และ 12)


ภาพประกอบที่ 1
1 – 12
พิมพ์ไทย
ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2508 และภาพ พตอ.สงัด กำลังถูกหามจากรถพยาบาลเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ จากฉบับเดียวกัน

ภาพประกอบที่ 13
พิมพ์ไทย
ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508
ในส่วนการรายงานข่าว พิมพ์ไทย ก็เป็นฉบับที่ให้ความสำคัญมากที่สุด หากดูจากพื้นที่การพาดหัวข่าว คือ เป็นพาดหัวข่าวสำคัญที่สุดของฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ตัวหัวไม้ใหญ่สุด 2 บรรทัด (ดูภาพประกอบที่ 13)
พ.ต.อ.หลั่งเลือด “ปราบแดง”
ยังรบหนัก...ตายทั้งสองฝ่าย-ขอกำลังไปช่วยด่วน
เนื้อข่าวจริงๆของวันแรกที่รายงานนี้ มีไม่มากและไม่แตกต่างจากฉบับอื่นๆในวันเดียวกันนัก แต่ในฉบับวันต่อมา (10 สิงหาคม) พิมพ์ไทย ได้รายงานข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ พตอ.สงัด โดยละเอียดกว่าฉบับอื่นๆ เช่น นอกจากจะมีการเอ่ยถึงชื่อของ “จ้อย ราชสิงห์” (หรือ จ่อย ที่ ชาวไทย เอ่ยถึงข้างต้นแล้ว) ยังมีเอ่ยชื่อ “ยอด ติสวัสดิ์” ที่ในแวดวง พคท.เองก็มีกล่าวถึงในลักษณะเป็น “ตำนาน” ด้วย ผมจึงขอคัดลอกมาทั้งหมด ดังนี้



พ.ต.อ.เผยวินาทีปะทะนองเลือด
ระบุหัวหน้า ‘แดง’ ถูกล้างสมองมา
ผู้กำกับฯ “ปราบแดง” พ้นขีดอันตรายแล้ว เผยวินาทียิง “เผาขน” กับพวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ว่า สองหัวหน้าใหญ่ถูก “ล้างสมอง” จาก “ลาวแดง” ส้องสุมพวกเข้ามาปลุกปั่นราษฎร เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตามล่ามานานแล้ว เคยปะทะกันมาครั้งหนึ่งเมื่อ ๔ ปีก่อน
จากการได้รับบาดเจ็บสาหัสของ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ขณะนำตำรวจไปปราบปรามพวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เกิดยิงสู้กันขั้น “เผาขน” โจรตายหนึ่ง ตำรวจตายหนึ่ง และบาดเจ็บกันฝ่ายละหลายคน มีข่าวคืบหน้าวานนี้ว่า
พตอ.สงัดได้ถูกพาเข้ามารักษาตัวด้วยการเดินทางโดยเครื่องบินและถึงโรงพยาบาลตำรวจเมื่อ ๒๓ น.เศษ โดยมี นางสุภาพ ศรีภริยาของ พตอ.สงัด ติดตามมาเฝ้าอาการร่วมกับนายแพทย์ประสิทธิ์ วะน้ำค้าง ให้น้ำเกลือตลอดระยะทาง
พตอ.สงัด ถูกยิงทะลุไหล่ขวากระดูกหน้าแข้งขวาและฝ่าเท้าข้างขวา รวม ๓ นัด เมื่อนายแพทย์ตรวจอาการโดยละเอียด ลงความเห็นว่าไม่ถึงกับต้องตัดขา และวานนี้ (๙ สิงหาคม) พ้นขีดอันตรายแล้ว
จากคำเปิดเผยของ พตอ.สงัด กับ “พิมพ์ไทย” ถึงการปะทะกวาดล้างพวก “แดง” จนตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสและ สตอ.ไพรัช สิงษ์ด้วง ตาย กับ สตอ.เฉลิมพล พวนชุมพล อาการสาหัสว่า
ด้วยการสืบทราบร่วมกันของตำรวจภูธร, สันติบาลกองสอบสวนกลาง และกองรักษาความปลอดภัยกลางว่า พวกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ที่มั่วสุมในเขตป่าลึกและเทือกเขาสูง ที่บ้านนาบัว ดอนหมากแข้ง ตำบลเรณู อำเภอธาตุพนม โดยมีนายยอด ติสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าใหญ่ ผู้ช่วยชื่อนายจ้อย ราชสิงห์ ซึ่งทั้งคู่ถูกลาวแดง “ล้างสมอง” แล้วส่งมาในเขตไทย ร่วมกับสมัครพรรคพวกคอยเกลี้ยกล่อมจูงใจชาวบ้านให้นิยมลัทธิ “แดง” ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ พตอ.(พิเศษ) สนั่น สอาดพรรค รองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต ๔ กับ พตอ.สงัด บุกทลายรัง ยึดได้เอกสาร อาวุธปืนมากมายหลายชิ้นส่งสันติบาล ส่วนพวกก่อการร้ายหนีได้หมด เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจึงยกกำลังออกติดตาม กระทั่งทราบแน่ชัดว่าหนีมาซุ่มอยู่ที่ป่าทึบระหว่างเขตตำบลพระซองกับตำบลหนองฮี
พตอ.สงัด จึงยกกำลังมีตำรวจ ๒๙ นายเข้าล้อมป่า แต่ตอนกลางคืนจนรุ่งเช้า พวก “แดง” ประมาณ ๑๕ คน โผล่ออกมาจากป่าประจันหน้ากัน ตำรวจถูกยิงก่อนก็โต้ตอบด้วยปืน ทว่าพวก “แดง” ส่วนมากมีอาวุธปืนกลมือทันสมัย พตอ.สงัด เองยิงสู้อย่างเผาขนกับพวกก่อการร้ายในชุดดำแบบชาวนาตัวต่อตัว ระหว่างปืนพกรีวอลเวอร์ ลูกกรด .๒๒ อาวุธคู่มือของผู้กำกับการ และคนร้ายใช้ปืนพวกโอโตเมติกขนาด .๓๘
พตอ. สงัด ยิงหมด ๖ นัดรวด และในจังหวะเดียวกัน พวกก่อการร้ายในคราบชาวนาก็ยิงสวนควันปืน โดนผู้กำกับฯสงัด ๓ นัดดังกล่าว ทว่าคนร้ายตายในเวลาต่อมา ยังไม่ทราบชื่อว่าเป็นใคร
ที่โรงพยาบาลตำรวจวานนี้ ปรากฏว่าคนสำคัญในกระทรวงมหาดไทย อาทิ นายถวิล สุนทรศารทูล ปลัดกระทรวงฯได้ไปเยี่ยม และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็เอากระเช้าดอกไม้ไปเยี่ยมคับคั่ง และอวยพรให้หายในเร็ววัน
วันเดียวกันนี้ พล.ต.ต.แฝด วิชชุพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ได้เดินทางไปถึงจังหวัดนครพนม เพื่อวางแผนปราบแล้ว
สรุป
จากข้อมูลร่วมสมัยทั้งหมดนี้ ผมคิดว่า ไม่น่าเป็นที่สงสัยแล้วว่า เหตุการณ์ปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกำลังติดอาวุธของ พคท.ที่บริเวณบ้านนาบัว อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ที่ภายหลังทั้งฝ่าย พคท.และฝ่ายรัฐบาล เรียกขานกันว่าเป็น “วันเสียงปืนแตก” นั้น เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2508 ไม่ใช่วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2508 อย่างแน่นอน
จากข้อมูลของ พคท.เองในสมัยหลัง (ดูข้อเขียนของ วิรัช อังคถาวร ผู้นำพรรคที่ผมอ้างในตอนต้นบทความ) การปะทะด้วยอาวุธระหว่างสองฝ่าย ไมใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ร่วมสมัยที่ผมนำมาแสดงก็ยืนยันเรื่องนี้ เช่น ก่อนหน้าการปะทะครั้งนี้ ก็เพิ่งมีการปะทะกันในปลายเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันในบริเวณอำเภอนาแกนั้นเอง ยิ่งกว่านั้น จากข้อมูลชุดเดียวกัน (ดุคำให้การของ พตอ.สงัด ใน ชาวไทย และ พิมพ์ไทย ข้างต้น) ในปี 2504 ก็ดูเหมือนจะเคยปะทะกันมาครั้งหนี่ง* แต่หลังเหตุการณ์ปะทะในวันที่ 8 สิงหาคม ไม่นาน พคท.ได้ตัดสินใจเลือกเอาการปะทะนี้ เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นต่อสู้ด้วยอาวุธ เหตุการณ์นี้จึงถูกรู้จักในนาม “วันเสียงปืนแตก” แต่ด้วยสาเหตุใดที่ยังไม่เป็นที่ทราบ พคท. “จำ” ว่าวันที่เกิดเหตุการณ์คือวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็รับช่วงความจำที่ผิดนี้มา ตลอดเวลาเกือบ 20 ปี ที่มี “สงครามประชาชน” ระหว่างสองฝ่าย จนกลายเป็น “ความทรงจำร่วมที่คลาดเคลื่อน” ของสังคมไทยในวงกว้างไปด้วยจนปัจจุบัน
หมายเหตุโดยผู้เขียนบทความ:
* เรื่องนี้ บังเอิญว่าในระหว่างที่ผมเขียนบทความนี้ เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่กำลังวางตลาด ได้ตีพิมพ์บทความเรื่องหนึ่ง เสนอว่า “วันเสียงปืนแตก” หมายถึงวันที่มีการปะทะด้วยอาวุธระหว่าง พคท.กับรัฐบาล ครั้งแรกสุดที่บ้านนาบัวนั้น แท้จริง ต้องเป็นวันที่ 20 สิงหาคม 2504 โดยอ้างข้อมูลจากอดีตนักรบของ พคท.คนหนึ่ง ความจริง ดังที่เห็นข้างต้นแล้วว่า พคท.เองไม่เคยบอกว่า การปะทะที่บ้านนาบัวเมื่อ “7 สิงหาคม” เป็น “ครั้งแรกสุด” แต่อย่างใด แม้แต่สำหรับบริเวณนั้นเอง และบทความ เนชั่นสุดสัปดาห์ เอง ก็ยังเข้าใจผิดว่า วันที่เกิดการปะทะในเดือนสิงหาคม 2508 คือวันที่ 7 (ดู “เสียงปืน ‘นัดแรก’ ที่บ้านนาบัว 20 สิงหา..ไม่ใช่ 7 สิงหา!”, เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 897 วันที่ 3 สิงหาคม 2552, หน้า 13-14.) แต่อย่างน้อย เรื่องนี้ ก็สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ พตอ.สงัด ในปี 2508 ทีว่า เคยมีการปะทะกันครั้งหนึ่งแล้วในปี 2504
หมายเหตุโดยประชาไท:
บทความตอนแรกเคยตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ 13-19 สิงหาคม 2547 และปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยโดยผู้เขียนเพื่อเผยแพร่ในประชาไท สำหรับตอนที่ 2 นี้ เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท

สื่อมา สื่อไป

ที่มา thaifreenews

เขาว่ากระแสไม่เอาเจ้าแพร่ไปทั่วแล้ว
ใจ อึ๊งภากรณ์
ถ้าใครอ่านบทความของ ชัยอนันต์ สมุทวาณิช ใน ผู้จัดการ ๒ สิงหาคม ๕๒ จะเห็นว่าฝ่ายอำมาตย์เริ่มยอมรับกันแล้วว่า กระแสไม่เอาเจ้าแพร่หลายไปทั่วประเทศแล้วและ ชัยอนันต์ ยังยอมรับอีกว่า คนชนบทชอบทักษิณ... ก็เพราะทักษิณเป็นนักการเมืองคนแรกที่ทำประโยชน์ให้แก่ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญก็คือ เรื่อง 30 บาทรักษาทุกโรคกับกองทุนหมู่บ้าน
แต่หลังจากนั้น ชัยอนันต์ ก็เริ่มเข้าสู่แดนแห่งนิยาย เช่น
1. ชัยอนันต์ ตั้งคำถามว่าทำไมกระแสไม่เอาเจ้าแพร่ไปทั่ว? แล้วพยายามหาคำตอบที่ไม่ใช่คำตอบง่ายที่สุดและตรงกับความจริงที่สุด ก็เลยเสนอว่ามีการปลุกระดม... คำถามคือทำไมการปลุกระดมได้ผล?... ก็เพราะมันตรงกับสิ่งที่คนคิดอยู่แล้ว!! คำตอบที่ง่ายที่สุดและตรงกับความจริงที่ ชัยอนันต์ ไม่กล้าพูดคือ ตั้งแต่การก่อตั้งของพันธมิตรฯ ผ่านการทำรัฐประหาร ๑๙ กันยา การใช้ศาลเป็นเครื่องมือล้มพรรค การใช้ความรุนแรงปิดทำเนียบ รัฐสภา และสนามบิน ฯลฯ จนถึงวันนี้ ฝ่ายเสื้อเหลืองเอาเรื่องเจ้ามาเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาธิปไตย ล้มรัฐบาลที่ประชาชนส่วนใหญ่เลือกมา และดูถูกประชาชนเหล่านั้นว่า โง่หรือไร้วุฒิภาวะที่จะลงคะแนนเสียง มีการใช้กฎหมายหมิ่นเดชานุภาพกับคนที่คัดค้านรัฐประหาร แถมยังมีกรณีที่ราชินีไปงานศพพันธมิตรฯ และกรณีที่ในหลวงไม่ออกมาพูดอะไรในเดือนธันวาคมปีที่แล้วอีกด้วย คำตอบและคำอธิบายมันง่ายอย่างนี้ครับ ใครๆก็รู้ ไม่ต้องเป็นนักวิชาการจบดอกเตอร์หรอก สรุปแล้วคนส่วนใหญ่ในประเทศคิดเองเป็น ไม่ถูกล้างสมอง ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ในวิกฤตการเมืองที่ร้อนแรง แล้วพบว่าไม่มีประโยชน์ในการปกป้องรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย และสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตรงกันข้าม ไปอยู่กับฝ่ายที่เป็นศัตรูประชาชนและศัตรูของประชาธิปไตย จะไม่เกิดกระแสไม่เอาเจ้าที่ยิ่งใหญ่ทั่วประเทศได้อย่างไร? พวกอำมาตย์มั่นใจในตนเองมากไป คิดว่าล้างสมองประชาชนได้ แค่อ้างกษัตริย์แล้วเขาจะทำอะไรก็ได้ ไม่จริงครับ ถูกพิสูจน์ได้ แล้วพวกอำมาตย์อาจใช้การปราบปรามหรือการสร้างความกลัวให้บางคนไม่กล้าพูดได้ แต่เปลี่ยนใจลึกๆ ของคนไม่ได้หรอก การปิดเวป การปิดวิทยุชุมชน การเซ็นเซอร์ หรือการโกหกที่รัฐบาลอำมาตย์ทำอยู่ก็ไม่มีผลอย่างที่เขาต้องการ
2. ชัยอนันต์ เขียนว่า กระแสต้านสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น ในที่สุดคงไม่บังเกิดผลอะไร และในอดีตก็เคยมีมาแล้ว โดยเฉพาะปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมัยรัชกาลที่ 6” ผมอ่านแล้วหัวเราะ!!! เพราะนักประวัติศาสตร์ไทยทราบดีว่ากระแสไม่เอาเจ้าปลายรัชกาลที่ ๕ และในช่วงรัชกาลที่ ๖ ในที่สุดสะสมมากขึ้นจนเกิดการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ในสมัยรัชกาลที่ ๗ ท่ามกลางกระแสไม่เอาเจ้าทั่วประเทศ
3. ชัยอนันต์ มองว่า การวิจารณ์ เจ้าก็ไม่อาจทำแบบเหวี่ยงแหได้ และก็ไม่มีข้อมูลข่าวสารหรือข้อเท็จจริงมาสนับสนุนคำวิจารณ์ก็ฝันไปเถิดว่าไม่มีข้อมูลหรือข้อเท็จจริง แต่ในอีกแง่ก็เป็นคำดูถูกประชาชนอีกว่าเชื่ออะไรโดยไร้เหตุผล
4. ชัยอนันต์ มองว่า คนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี รู้สึกว่าจะไม่สนใจเรื่องนี้มากเท่าใดนักและ คนหนุ่มคนสาว เวลานี้ซึ่งดูจะเป็นพวกวัตถุนิยมสุดขั้วกันมาก ถ้าจะพูดถึงความภักดีต่อชาติหรือสถาบันแล้ว คงหวังได้ยากตรงนี้ ชัยอนันต์ คงรู้จักเด็กๆ จากตระกูลร่ำรวยที่เป็นนักศึกษา วชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งไม่ใช่เด็กธรรมดาเหมือนประชาชนอื่นๆ ส่วนผมและเพื่อนๆ รู้จักเด็กนักเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงขอบอกว่าคนรุ่นใหม่ไม่จงรักภักดีกับอะไรง่ายๆ และถ้าคนรุ่นใหม่ ไม่สนใจเรื่องกษัตริย์มันหมายความว่าเบื่อกับการถูกบังคับให้จงรักภักดี แต่มันไม่ใช่ว่าเขาสนใจแต่เรื่องวัตถุนิยมหรือการบริโภคเหนือสิ่งอื่น จริงๆ แล้วพวกที่เป็นนักบริโภคนิยมสุดขั้วของสังคม ที่กอบโกยความร่ำรวยเข้ากระเป๋าตนเองมากที่สุด คือพวกเจ้าและอำมาตย์ ในขณะที่มาสอนเราให้มีความสุข ความพอเพียงท่ามกลางความยากจนของเรา ดังนั้นถ้าใครยิ่งรวยยิ่งกอบโกยบริโภค ก็จะยิ่งหลงเชื่อในนิยายเรื่องเจ้า
อย่างไรก็ตาม ผมมีคำเตือนให้คนเสื้อแดงที่ ไม่เอาเจ้าเหมือนผม ถ้าฝ่ายอำมาตย์หลอกตนเองได้มันไม่ได้แปลว่าเราต้องหลอกตนเองไปด้วย เราต้องยอมรับความจริง และไม่ประเมินฝ่ายอำมาตย์ต่ำไป กระแสไม่เอาเจ้าที่แพร่ไปทั่วจะไม่เกิดผลโดยอัตโนมัติถ้าเราไม่รู้จักสู้ ดังนั้นเราต้องใช้ปัญญาในการทำภาระที่ยังค้างอยู่ของการปฏิวัติ ๒๔๗๕ ให้เสร็จสิ้น แล้วเราจะได้ประชาธิปไตยแท้
กระแสไม่เอาเจ้า ฉบับ ไชอนันต์ สมุทวาณิช

ก้าวต่อไปของขบวนการคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News


ข้อดีของการมีทักษิณเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ที่เห็นชัดๆก็คือ ช่วยผนึกพลังมวลชนของขบวนการไว้ได้ เพราะฐานมวลชนสำคัญที่สุดคือผู้นิยมชมชอบทักษิณ แต่ข้อจำกัดก็คือขณะที่มีคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจจำนวนมหาศาล ก็มีคนเกลียดเขาเข้ากระดูกจำนวนมหาศาลเช่นกัน

โดย ชาด โพทะเล
10 สิงหาคม 2552

สาระสำคัญที่ควรรณรงค์ น่าจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้ หนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อการสร้างประชาธิปไตยให้เข็มแข็ง สอง ต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย สาม เป็นประเด็นที่มวลชนคนเสื้อแดงเข้าใจได้ง่าย เข้าร่วมได้อย่างสมัครใจ และสร้างสรรค์กิจกรรมได้ด้วยตน

ในที่นี้ขอเสนอประเด็นสำคัญที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์ดังต่อไปนี้ ข้อเสนอที่หนึ่ง การเลือกตั้งชอบธรรมและยุติธรรม เราต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง ข้อเสนอที่สอง กระบวนการยุติธรรมต้องยุติธรรม ข้อเสนอที่สาม สื่อมวลชนต้องเป็นมืออาชีพ ข้อเสนอที่สี่ กระบวนการกล่าวหาฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เป็นธรรม


กิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ก็เช่น ฟ้องร้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานของวิชาชีพสื่อ หรือเพื่อให้ตุลาการภิวัตน์ต้องอับอายกระอักกระอ่วน อาจมีกลุ่มโครงการทำหน้าที่จับตาและเปิดโปงการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อโดยเฉพาะ เป็นต้น


คนเสื้อแดงเป็นขบวนการที่เติบโตเร็วมากทั้งปริมาณและคุณภาพ แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่าความเติบโตมาจากจุดหมายร่วมในสถานการณ์เฉพาะหน้าที่ประชาธิปไตยถูกทำลายเท่านั้น จึงรวมเอากลุ่มคนที่มีจุดยืนหลากหลายเข้ามาด้วยกัน

ขบวนการคนเสื้อแดงจึงมีทั้ง คนรักทักษิณฝังจิตฝังใจจ นมองข้ามปัญหาและข้ออ่อนของยุคทักษิณ ไปจนถึงคนที่ต่อต้านรัฐประหารและอำมาตยาธิปไตยทั้งหัวโจก และตัวแทนโดยไม่แคร์นักกับทักษิณ ทั้งหมดเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งเป็นกระบวนการชอบธรรมที่สุด
ท่ามกลางแนวร่วมกว้างขวางขนาดนี้ จึงมีโครงการต่างๆเพื่อทักษิณ เพราะถือเอาตัวทักษิณเป็นทั้งรูปธรรมและเป็นสัญญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (ทักษิณเองก็ถือว่าตนเป็นศูนย์กลางของการต่อสู้) ในเวลาเดียวกัน ก็มีข้อวิจารณ์การเคลื่อนไหวจากคนที่ไม่ถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลางของการต่อสู้ เพราะพวกเขาถือว่าการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตยเป็นประเด็นใจกลาง


แต่ละปีกแต่ละกระแสของขบวนการคนเสื้อแดงมีผู้สนับสนุนมากพอสมควร อย่างไรก็ตามคงต้องยอมรับว่าคนรักทักษิณยังคงเป็นฐานมวลชนสำคัญที่สุดของขบวนการ

ในภาวะเช่นนี้ก้าวต่อไปที่คนเสื้อแดงจากหลากปีกหลายกระแสจะสามารถร่วมลงแรงผลักดันได้น่าจะเป็นอะไร? มีโครงการหรือวาระทางการเมืองอะไรหรือไม่ที่น่าจะโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางความหลากหลาย?

ทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง: พลังและข้อจำกัด

ข้อดีของการต่อสู้เพื่อทักษิณที่เห็นชัดๆและปฎิเสธไม่ได้ว่าจะเป็นปัจจัยสำคัญไปอีกนาน ก็คือ ช่วยผนึกพลังมวลชนของขบวนการไว้ได้ เพราะฐานมวลชนสำคัญที่สุดคือผู้นิยมชมชอบทักษิณ แกนนำสามเกลอและแกนนำระดับกลุ่มชุมชนจึงมักจำกัดตัวเองอยู่กับกิจกรรมเพื่อทักษิณและกิจกรรมเพื่อแสดงพลัง เพราะพวกเขาต้องการเพียงผนึกพลังมวลชนของเขาไว้ให้ได้นานๆเท่านั้น

ข้อดีอีกอย่างที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ยอมรับรู้เข้าใจก็คือ “ทักษิณ” ในการเมืองไทยขณะนี้เป็นตัวแทนของฝ่ายประชาธิปไตยในแง่ที่ว่า ประชาชนมอบอำนาจให้เขาอย่างชอบธรรมตามกฎกติกา ตามกระบวนการซึ่งถือว่าคนเราเสมอภาค มีอำนาจเท่ากัน ไม่ว่าจะยากดีมีจน เกิดมาต่ำหรือสูง หรือโง่ฉลาดกว่ากันสักเพียงไหนก็ตาม มวลชนอาจจะไม่สามารถกลั่นความคิดข้อนี้ออกมาเป็นนามธรรมที่เป็นระบบ แต่พวกเขาเข้าใจประชาธิปไตยได้อย่างเป็นรูปธรรมโดยไม่ต้องให้ใครมาสอนประชาธิปไตยให้พวกเขา


ประชาธิปไตยอาจจะไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งเป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่ใครหน้าไหนก็ปฏิเสธไม่ได้ ขาดไม่ได้ ล้มล้างไม่ได้ อ้างโน่นนี่เพื่อปฏิเสธการใช้อำนาจของประชาชนไม่ได้

นี่คือความหมายสำคัญที่สุดของการเลือกตั้ง ไม่ใช่เรื่องของคุณธรรม คอรัปชั่น หรือระดับภูมิปัญญา การต่อสู้เพื่อทักษิณจึงไม่ใช่แค่เรื่องติดตัวบุคคลอย่างที่ฝ่ายต่อต้านทักษิณกำลังพยายามป่าวร้อง การตามล่าทำลายล้าง “ทักษิณ” จึงมีความหมายเกินกว่าตัวบุคคล เพราะหมายถึงพยายามทำลายกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนทุกคนมีอำนาจเท่ากันและเป็นผู้ตัดสินว่าจะมอบอำนาจให้ใครเป็นรัฐบาล

แต่การต่อสู้เพื่อทักษิณมีปัญหาไม่น้อยเช่นกัน

ประการแรก คงปฎิเสธยากว่าเป็นการต่อสู้เพื่อตัวบุคคลด้วยและเป็นส่วนสำคัญไม่น้อย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นตัวแทนอุดมการณ์ หลักการ หรือกระบวนการนามธรรมใดๆ มวลชนของทักษิณจำนวนมากคงแยกความแตกต่างระหว่างทักษิณที่เป็นบุคคลกับทักษิณในฐานะตัวแทนประชาธิปไตยไม่ออก

เป็นความจริงว่า แยกออกลำบากจริงๆ ไม่ว่าจะฉลาดล้ำเลิศมาจากไหนก็คงแยกออกลำบาก ภาวะที่ตัวบุคคลกับสถาบันหรือกระบวนการแยกกันไม่ออกเกิดบ่อยครั้งกับทุกฝ่ายทุกอุดมการณ์ มีทั้งผลดีและเสีย ผลเสียที่เห็นชัดๆก็คือ ลงท้ายเรามักละเลยมองข้ามอุดมการณ์ หลักการ หรือกระบวนการไปเสีย กลายเป็นเรื่องของตัวบุคคลไปหมด

เข้าใจว่าทักษิณเองและบุคคลใกล้ชิดเขา หรือแม้แต่แกนนำสามเกลอ ก็แยกไม่ออกเช่นกัน โครงการรณรงค์ต่างๆจึงกลายเป็นเพื่อตัวบุคคลมากขึ้นทุกที แต่นัยต่อกระบวนการประชาธิปไตยกลับไม่ชัดเจน หรือมีไม่มาก หรือละเว้นไม่เป็นประเด็นไปเสียเฉยๆ

ทักษิณไม่ใช่เทวดา สิ่งที่เขาทำมีทั้งถูกและผิด แถมยังไม่ค่อยจะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และปลาบปลื้มกับภาวะที่ตัวเองเป็นศูนย์กลางของการเมือง ยิ่งในภาวะที่เขาตกเป็นเป้าของการตามล่าทำลาย ย่อมทำให้เขาต้องคิดถึงตัวเองมากยิ่งขึ้น

หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ การรณรงค์ต่างๆของคนเสื้อแดงจะยิ่งเป็นการทำเพื่อทักษิณ แต่อาจจะถอยห่างจากการต่อสู้เพื่อกอบกู้ประชาธิปไตยออกไปทุกที เพราะณ จุดใดจุดหนึ่งในภาวะเช่นนี้ ประโยชน์ต่อทักษิณอาจกลายเป็นคนละเรื่องกับประโยชน์ต่อประชาธิปไตย


อันที่จริงเราได้เห็นแล้วว่า ยามที่จุดหมายเคลื่อนจากประชาธิปไตยไปที่ทักษิณ มาตรการต่างๆมักก้าวร้าวเกินไปหรือประนีประนอมเกินไป หรือกลายเป็นอาศัยพลังประชาชนเพื่อเรียกหาความสนใจจากผู้มีบารมี เป็นต้น

ในภาวะเช่นนี้ คนที่สนับสนุนขบวนการเสื้อแดงเพื่อกอบกู้ประชาธิปไตย แต่ไม่ใช่เพื่อทักษิณ คงอยากจะถอยห่างออกไป

ประการที่สอง คงปฎิเสธได้ยากว่า ในขณะที่มีคนรักทักษิณฝังจิตฝังใจจำนวนมหาศาล ก็มีคนเกลียดเขาเข้ากระดูกจำนวนมหาศาลเช่นกัน และมีคนอีกมหาศาลที่เฝ้าดูหรือเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดง แต่มิได้เห็นอกเห็นใจทักษิณเท่าไรนัก

ในภาวะสังคมแยกขั้วเช่นนี้ การต่อสู้ที่ถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง จะยิ่งผนึกพลังของคนที่ศรัทธาเทิดทูนเขาให้หนักแน่นขึ้น จนเกิดความรู้สึกในหมู่คนเสื้อแดงว่ามวลชนเติบโตเข้มแข็งขึ้นทุกวัน แต่พวกเขาต้องตระหนักด้วยว่า ยิ่งเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลาง ผู้คนที่เห็นใจคนเสื้อแดงแต่มิได้เห็นใจทักษิณ จะยิ่งถอยห่างออกไปทุกที

ขบวนการฝ่ายซ้ายก่อน 6 ตุลา 2519 เคยอยู่ในภาวะสังคมแยกขั้วเช่นนี้มาก่อน พวกเขาสามารถผนึกกำลังมวลชนของตนจนเข้มแข็งขึ้นและขยายตัวขึ้น การเคลื่อนไหวแสดงพลังมวลชนจึงมีพลังทุกครั้ง มวลชนพื้นฐานของพวกเขายกระดับพัฒนาขึ้น จนสามารถระดมให้ช่วยงานกลายเป็นผู้ปฎิบัติงานก็ได้

แต่ขบวนการที่เข้มแข็งขึ้นกลับมิได้หมายความว่า ความได้เปรียบทางการเมืองจะยิ่งมีมากขึ้นเสมอไป หากมิได้ขยายฐานมวลชนผู้สนับสนุนในสังคมหรือทำให้ความคิดข้อเสนอทางการเมืองของขบวนการกลายเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในสังคม ขบวนการที่เน้นแต่การผนึกกำลังแสดงพลังของตน มองไม่เห็นว่าประชาชนที่เห็นอกเห็นใจพวกเขายังมิได้หมายความว่ายอมรับข้อเสนอทางการเมืองของพวกเขา นานวันเข้าประชาชนผู้เห็นอกเห็นใจจะค่อยๆถอยห่างออกไปเป็นผู้ดูอยู่ตรงกลางมากขึ้นทุกที

ยิ่งต่อสู้ ขบวนการก็ยิ่งมีพลังเข้มแข็ง แต่กลับโดดเดี่ยวจากมวลชนและอ่อนแอลงทางการเมือง

การถือเอาทักษิณเป็นประเด็นใจกลางจึงมีข้อดีและเป็นปัญหาไม่น้อยในเวลาเดียวกัน หากไม่มีการปรับตัวหรือหากทักษิณเองก็มองเห็นไม่ไกลไปกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ขบวนการเสื้อแดงและทักษิณอาจไม่บรรลุเป้าหมายใดๆเลย ไม่ว่าเพื่อประชาธิปไตยหรือเพื่อทักษิณ

ข้อเสนอประเด็นที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์

คงยังจำกันได้ว่า พลังของคนเสื้อแดงพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก(ที่สุด?)ในช่วงการชุมนุม 8 เมษายน 2552 ประเด็นใจกลางในขณะนั้น คือการต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย ครั้งนั้นถึงกับกล่าวกันว่า คนเสื้อแดงข้ามพ้นการต่อสู้เพื่อทักษิณไปแล้วและทักษิณเป็นแค่ส่วนหนึ่งของขบวนการ เป้าหมายของการปรับตัวน่าจะอยู่ตรงนั้น

การปรับตัวไม่ได้หมายถึงยุติการรณรงค์เพื่อทักษิณลงหมดโดยสิ้นเชิง เพราะข้อดีมีอยู่ดังกล่าวมาแล้ว แต่หมายถึงต้องปรับทิศทางของทั้งขบวนการ หันมารณรงค์ในประเด็นเพื่อประชาธิปไตยที่ชัดเจนมากขึ้น

สาระสำคัญที่ควรรณรงค์ น่าจะต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้

หนึ่ง เป็นประโยชน์ต่อการสร้างประชาธิปไตยให้เข็มแข็ง
สอง ต่อสู้กับอำมาตยาธิปไตย
สาม เป็นประเด็นที่มวลชนคนเสื้อแดงเข้าใจได้ง่าย เข้าร่วมได้อย่างสมัครใจ และสร้างสรรค์กิจกรรมได้ด้วยตนเอง


ในที่นี้ขอเสนอประเด็นสำคัญที่คนเสื้อแดงน่าจะรณรงค์ดังต่อไปนี้

ข้อเสนอที่หนึ่ง การเลือกตั้งชอบธรรมและยุติธรรม เราต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง มีปัญหาก็ค่อยๆแก้กันไป

อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งครั้งใหญ่อีกแล้วแน่ๆ อย่าลืมว่าการเลือกตั้งเป็นแนวรบที่คนเสื้อแดงชนะทุกครั้ง เป็นฐานความชอบธรรมที่สำคัญที่สุด แต่กลับถูกพันธมิตรฯและพวกอำมาตย์โจมตีบิดเบือนทำลาย เราจะยอมให้เกิดเช่นนั้นอีกไม่ได้

คนเสื้อแดงน่าจะเริ่มรณรงค์ตั้งแต่บัดนี้ เพื่อให้สังคมยอมรับว่าการเลือกตั้งเป็นวิถีทางชอบธรรมที่สุดของระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าจะไม่มีการเลือกตั้งที่ไหนในโลกที่บริสุทธิ์ไร้ข้อกังขา แต่การเลือกตั้งที่ชอบธรรม หมายถึงข้อบกพร่องทั้งหลาย ไม่มากหนักหนาถึงขนาดเปลี่ยนผลลัพธ์จากขาวเป็นดำ หรือบิดเบือนเจตนาของประชาชนผู้ลงคะแนน

ตรงกันข้าม การรัฐประหาร ตุลาการภิวัตน์ และม๊อบมีเส้นต่างหากที่เปลี่ยนผลลัพธ์กลับขาวเป็นดำและปฎิเสธเจตนาของประชาชน

คนเสื้อแดงต้องรณรงค์ล่วงหน้าให้คนในสังคมยอมรับผลการเลือกตั้ง อย่าอ้างข้อบกพร่องหรือการซื้อขายเสียง มาเป็นเหตุปฎิเสธเจตนาของประชาชนผู้ลงคะแนน

การต่อสู้ในประเด็นนี้จะเป็นผลดีต่ออนาคตของระบอบประชาธิปไตยทั้งระยะสั้นและยาว อีกทั้งในขณะนี้เป็นจุดแข็งของคนเสื้อแดง แต่เป็นจุดอ่อนของฝ่ายอำมาตย์และพันธมิตรฯ เพราะพวกเขากลัวการเลือกตั้งและกลัวประชาชนที่เสมอภาคทั่วหน้ากัน คนเสื้อแดงต้องผลักดันให้สังคมเตรียมพร้อม อย่าตกหลุมพวกอำมาตย์อีก สังคมต้องยืนยันยอมรับผลการเลือกตั้งอย่างไม่หวั่นไหวไปกับการบิดเบือนของพวกอำมาตย์ที่มุ่งปล้นทำลายประชาธิปไตย

การเลือกตั้งและระบอบประชาธิปไตยของมหาชน คือการต่อสู้ที่ดีที่สุดต่อพวกอำมาตยาธิปไตย และอาจเป็นวิธีการช่วยทักษิณที่เข้าท่ากว่าวิธีอื่นๆ ที่ทำมาแล้ว

ข้อเสนอที่สอง กระบวนการยุติธรรมต้องยุติธรรม

นิติรัฐต้องเป็นนิติรัฐที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอหน้า ไม่ใช่เลือกใช้กฎหมายอย่างสองมาตรฐานหรือไร้มาตรฐานเพียงเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง บุคคลากรของกระบวนการยุติธรรมต้องเที่ยงตรง มีหลักการและเป็นมืออาชีพ มิใช่ถวายตัวเป็นทาสอุดมการณ์หรือสถาบันทางการเมืองใดๆ

นี่เป็นประเด็นสำคัญมากต่อการกอบกู้ประชาธิปไตย เพราะกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้เป็นสิ่งขาดไม่ได้ในระบอบนี้

ที่ผ่านมา ความเละเทะของกระบวนยุติธรรมภายใต้ตุลาการภิวัตน์ ก่อให้เกิดวิกฤตศรัทธาในหมู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง มีคนมากมายเห็นอกเห็นใจคนเสื้อแดงที่โดนสองมาตรฐานรังแกครั้งแล้วครั้งเล่า

ใครๆ ก็รู้และรังเกียจพันธมิตรฯที่มีอภิสิทธิ์อยู่เหนือกฎหมาย แถมเคารพกฎหมายก็ต่อเมื่อเข้าข้างฝ่ายตน ครั้นไม่เข้าข้างฝ่ายตนก็เพิกเฉยไม่ปฎิบัติตามกฎหมาย แต่กลับไม่มีใครทำอะไรพันธมิตรฯได้ แม้ว่าฝ่ายพันธมิตรฯ และอำมาตย์จะได้เปรียบที่มีอำนาจรัฐ ทหาร ศาล และอำนาจเหนือรัฐหนุนหลังอยู่ แต่นี่เป็นจุดอ่อนทางการเมืองของพวกเขา

การต่อสู้ของคนเสื้อแดงจึงต้องสนใจสร้างกระบวนการยุติธรรมที่เชื่อถือได้

เราต้องกล้า เรียกร้อง ฟ้อง ฟ้องกลับ และร้องเรียนในกรณีที่ไม่เป็นธรรม ต้องป่าวประจานตุลาการภิวัตน์ให้อับอาย เรียกร้องให้พวกเขาเคารพหลักการและเป็นมืออาชีพ หรือจนกว่าบุคคลากรในกระบวนการยุติธรรมจะลุกขึ้นมาสะสางวงการของตน สลัดให้พ้นแอกของอำมาตยาธิปไตย

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพื่อแสวงหาอภิสิทธิ์เหนือกฎหมาย แต่เพื่อยุติความลำเอียง ไร้มาตรฐาน เพื่อสร้างบรรทัดฐานและกอบกู้กระบวนการยุติธรรมที่น่าเชื่อถือ ซึ่งจะเกิดได้ต่อเมื่อยุติตุลาการภิวัฒน์ลงเสีย

ข้อเสนอที่สาม สื่อมวลชนต้องเป็นมืออาชีพ

สื่อมวลชนที่มีประสิทธิภาพเป็นปัจจัยจำเป็นในสังคมประชาธิปไตยเช่นกัน

ที่ผ่านมา สื่อมวลชนพัฒนาแต่เทคโนโลยี แต่กลับไม่พัฒนาหรือยิ่งถอยหลังในทางวิชาชีพ ความสามารถของบุคคลากรเสื่อมถอยลงทุกระดับ ทั้งด้านฝีมือในวิชาชีพ ความรอบรู้มีวิจารณญาณ และความเที่ยงธรรมมีจรรยาบรรณของสื่อ

ความกล้าหาญหดหาย รู้จักแต่หดหัวต่ออำนาจ ยอมตัวเป็นเครื่องมือปล้นทำลายประชาธิปไตย

กลายเป็นว่าอาณาจักรของสื่อยิ่งขยายตัวยิ่งมีอำนาจและยิ่งร่ำรวย ความเป็นมืออาชีพเที่ยงธรรมกลับถดถอย จนกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองอย่างน่าสมเพช กลายเป็นว่ายุคที่ข่าวสารท่วมล้นชีวิตเราจากย่ำรุ่งยันย่ำค่ำ ยิ่งกว่าประเทศใดๆในโลก สังคมไทยกลับเต็มไปด้วยความงมงายไร้วิจารณญาณยิ่งกว่ายุคใดๆ

มีแต่คนในวงการสื่อเท่านั้นแหละที่มองไม่เห็นความเละเทะไร้ประสิทธิภาพของสื่อ ในขณะที่ผู้คนทั่วบ้านทั่วเมืองเอือมระอาสื่อเต็มทน จนละครน้ำเน่ายังน่าดูกว่าข่าวทีวี

การต่อสู้เรื่องสื่อจึงมิใช่เพื่อคนเสื้อแดงหรือทักษิณเท่านั้น แต่เพื่อประชาธิปไตยและอนาคตของสังคมไทย การต่อสู้ในเรื่องนี้ต้องมิใช่หยุดอยู่เพียงแค่เสนอสื่อของคนเสื้อแดงขึ้นมาตอบโต้กับสื่อกระแสหลัก ทางเลือกของคนเสื้อแดงเป็นสิ่งมีประโยชน์ แต่เราคงต้องรณรงค์ร่วมผลักดันให้วิชาชีพสื่อมวลชนยกระดับกว่าที่เป็นอยู่

ข้อเสนอที่สี่ กระบวนการกล่าวหาฟ้องร้องข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่เป็นธรรม

อย่าใช้กฎหมายนี้อย่างฉ้อฉลเพื่อปกป้องหัวโจกตัวแทนขุนพลไพร่ราบของอำมาตยาธิปไตย อย่าใช้กฎหมายนี้เป็นเครื่องมือทางการเมืองทำลายฝ่ายตรงข้าม อย่าใช้กฎหมายนี้เพื่อปิดปากประชาชน

หากไม่ยอมแก้ไข เราก็น่าจะช่วยกันฟ้องประจานความเลอะเทอะเปรอะเปื้อนของกฎหมายนี้ให้หมดความหมายไปเลย

สร้างสรรค์และเป็นฝ่ายรุกอย่างมีวุฒิภาวะ

เราเชื่อมั่นว่า มีคนที่มีความคิดดีๆสามารถสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆหลายรูปแบบที่ส่งผลระยะสั้น ระยะยาว แถมไม่ต้องรวมศูนย์ภายใต้แกนนำใดๆ บางครั้งไม่ทำในนามคนเสื้อแดงก็อาจจะดีด้วยซ้ำไป

ลำพังการโต้แย้งแบบต่อปากต่อคำ ”เอามันส์” ถูกใจคนฟังหรือเอาใจแฟนคลับทางวิทยุหรืออินเตอร์เน็ต มีเสน่ห์ดึงดูดให้เราติดตามหรือเข้าร่วมต่อปากต่อคำด้วย แต่ความสะใจกลับมีผลอย่างมากก็แค่ยืนยันความคิดของเราเอง แต่ไม่สามารถสร้างประเด็นหรือวาทกรรมที่มีอิทธิพลทางสังคมได้

การประท้วงตอบโต้สาธารณะเป็นเรื่องจำเป็นตามสมควร แต่โดยมากมีลักษณะปกป้องตัวเองหรือเป็นฝ่ายรับ ไม่ใช่การสร้างสรรค์หรือเป็นฝ่ายรุกเท่าที่ควร

คนเสื้อแดงและผู้สนับสนุนทั้งหลายคงต้องสร้างสรรค์โครงการเชิงบวกและเป็นฝ่ายรุกให้มากขึ้น หมายความว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างประเด็นหรือวาทกรรมทางสังคม อาจเป็นการเสนอปัญหาหรือเป็นข้อเสนอยกระดับกระบวนการยุติธรรมและสื่อ หรืออย่างน้อยน่าจะเป็นการประท้วงโต้แย้งที่มีนัยเชิงรุกและสร้างสรรค์ เพื่อสร้างบรรทัดฐานของวงการต่างๆ

เช่น ฟ้องร้องเพื่อสร้างบรรทัดฐานของวิชาชีพสื่อ หรือเพื่อให้ตุลาการภิวัตน์ต้องอับอายกระอักกระอ่วน อาจมีกลุ่มโครงการทำหน้าที่จับตาและเปิดโปงการละเมิดจรรยาบรรณของสื่อโดยเฉพาะ เป็นต้น


การชุมนุมแสดงพลังยังเป็นสิ่งจำเป็นแต่ไม่เพียงพอ เราต้องการโครงการที่มีวุฒิภาวะ ที่มีจุดหมายไกลกว่าเพื่อทักษิณ ขบวนการคนเสื้อแดงควรเป็นผู้มีวุฒิภาวะและเป็นฝ่ายสร้างสรรค์

ปล่อยให้พันธมิตรฯ ประชาธิปัตย์ และพวกอำมาตย์ เป็นฝ่ายตะแบงเอาแต่ต่อปากต่อคำผ่านโฆษกสารพัดของพวกเขาต่อไปเถอะ

อีกไม่นานจะมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกแล้ว อย่าปล่อยให้พวกอำมาตย์ปล้นทำลายประชาธิปไตยไปอีกครั้ง
คนเสื้อแดงพร้อมหรือยัง?

อีแพลม

ที่มา บางกอกทูเดย์

คนไทยจำนวนไม่น้อยคงไม่รู้จักคำว่า “อีแพลม”แต่คนที่เป็นเซียนหมากรุกต้องรู้จักคำๆ นี้ ถ้าตอบว่าอีแพลม คือ ตัวหมากรุกไทยตัวหนึ่ง คนที่เล่นหมากรุกเป็นใหม่ๆ อาจจะเถียงว่าไม่มี อีแพลมเป็นตัวหมากรุกแน่นอน เพราะตัวหมากรุกไทยนั้นมีแค่ขุน 1 ตัว ซึ่งมีฤทธิ์มากที่สุด สามารถเดินและกินตัวอื่นได้รอบตัวเรือ 2 ตัว ที่มีฤทธิ์รองลงมา สามารถเดินและกินตัวอื่นในทางยาวและทางขวางได้ไกลม้า 2 ตัว ที่มีฤทธิ์ถัดมา ที่สามารถเดินทางกระโดดไปกินตัวอื่นได้โคน 2 ตัว กินตัวอื่นได้เฉพาะด้านหน้า และทางข้างของด้านหน้าและด้านหลังเม็ด 1 ตัว ที่กินได้เฉพาะทางข้างสุดท้าย คือ เบี้ยที่มีฤทธิ์น้อยที่สุดอีก 8 ตัว ที่เดินหน้า
ได้อย่างเดียวนี่คือการจัดกำลังทัพของหมากรุกไทย แล้วไหนล่ะอีแพลมปกติการเล่นหมากรุกนั้น แพ้ชนะกันที่ขุนถูกรุกแล้วไม่มีทางเดินต่อที่เรียกว่าจน ถ้ารุกโดยเรือก็ถือว่าง่ายเกินไปเพราะวางแผนไม่สลับซับซ้อน เนื่องจากทางเดินของเรือเป็นทางยาวด้านหน้าและด้านข้างปกตินักหมากรุกระดับเซียนเขาจะไม่ใช้

เรือรุกให้จน ถือว่าไม่มีฝีมือ ถ้ารุกโดยม้า โดยโคน โดยเม็ด แล้วจน ถือว่ามีฝีมือระดับเซียนมากขึ้นเป็นลำดับแต่ถ้ารุกโดยอีแพลม ถือว่านักหมากรุกคนนั้นเป็นโคตรเซียนแล้วตัวไหนล่ะ อีแพลม ก็คือเบี้ยนี่เอง แต่จะเป็นอีแพลมขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อเบี้ยตัวนั้นถูกเดินไปถึงตาหงายเบี้ยให้กลายเป็นเม็ดและเป็นตาเดียวกับการรุกขุน จนขุนจนกลางกระดาน ไปไหนไม่รอด เป็นการสอดแพลมเข้ามาทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ สามารถกำจัดขุนที่มีฤทธิ์ที่สุดโดยฝีมือทหารเลวตัวหนึ่งเท่านั้น ฉะนั้นอีแพลมก็คือทหารเลวนั่นเองหมากการเมืองไทยที่เล่นกันมานานหลายปี ใช้เบี้ยใช้เม็ด ใช้โคน ใช้ม้า ใช้เรือ ใช้ขุน ต่อสู้กันเลือดตกยางออกกันมาแล้วหลายยกกำลังเข้มข้นทุกขณะ การต่อสู้ที่ผ่านมาดูเหมือนเรือที่เดินไปสื่อสารระยะไกลจะถูกใช้มากเป็นพิเศษ และขณะนี้ก็ดูเหมือนกำลังถูกใช้เดินถี่ขึ้นๆ ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ยังไม่มีฝ่ายใดสามารถเดินเบี้ยให้กลายเป็นอีแพลม เข้าตาหงายกลายเป็นเม็ดพิชิตขุนให้จนกลางกระดานได้เสียทีถึงวันนี้มีสัญญาณชัดว่าเบี้ยถูกขยับถี่ขึ้นตามเรือแล้ว เหลือแค่เพียงจะเดินไปเป็นอีแพลมได้แค่ไหนเท่านั้นนับจากวันนี้เป็นต้นไปน่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง ■