WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 12, 2009

นักข่าวพลเมือง: จนท.รัฐไล่รื้อชาวบ้านโครงการนำร่องโฉนดชุมชนที่สุราษฎร์ฯ

ที่มา ประชาไท

ตำรวจสุราษฎร์ฯ ตรวจค้นอาวุธ-ยาเสพย์ติดหมู่บ้านนำร่องโฉนดชุมชน ก่อนที่ชุด ชรบ. 40 นายพร้อมแทรกเตอร์ไถดันเข้าทำลายบ้านเรือนจนได้รับความเสียหาย 60 หลังคาเรือน ค่าเสียหายสามล้าน แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ

บล็อกเกอร์ Ontheland รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. เมื่อเวลาประมาณ 06.30 น. พล.ต.ต.เทศา ศิริวาโท ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ได้นำกองกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณ 40 คันรถ จาก สภ.อ.ชัยบุรี สภ.อ.พระแสง และเมืองสุราษฎร์ธานี เข้าตรวจค้น อาวุธ ยาเสพติด ในชุมชนบ้านคลองไทร ต.ไทรงาม อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายโครงการนำร่องโฉนดชุมชน ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) โดยสุ่มค้น บ้านของชาวบ้านประมาณ 20 หลังคาเรือน โดยอ้างหมายศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหลักฐานในการขอเข้าตรวจค้น จนสร้างความมึนงงให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งไม่ทราบสาเหตุในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้
หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางกลับ ได้มีกองกำลังชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชรบ.) ประมาณ 40 นาย นำโดย นายประสพโชค มรกต กำนัน ต.เขาดิน อ.เขาพนม จ.กระบี่ และนายอาวุฒิ ร่มจิต กำนัน ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ฯ เข้ามาในหมู่บ้านพร้อมด้วยรถแทรกเตอร์ (รถไถจาน) จำนวน 3 คัน ทราบภายหลังว่า เป็นรถไถของบริษัท จิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด เพื่อทำการไถดัน ทำลายบ้านเรือนที่พักอาศัยของสมาชิกชุมชนคลองไทร จนได้รับความเสียหายจำนวน 60 หลังคาเรือน รวมถึงศาลาประชุมของหมู่บ้านอีก 1 หลัง รวมมูลค่าความเสียหายครั้งนี้ประมาณ 3,000,000 บาท
หลังจากนั้น เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น.ของวันเดียวกัน ตัวแทนกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ
ที่มาของข่าว: http://blogazine.prachatai.com/user/ontheland/post/2463

ใต้เท้าขอรับ : หุ่นเชิดอำมาตย์

ที่มา ประชาไท

โดยปกติคำประกาศต่อสาธารณะของนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นนโยบายที่ข้าราชการที่ดีต้องปฏิบัติตาม แต่การกลับมาจากต่างประเทศของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก่อนกำหนดที่นายกรัฐมนตรีประกาศให้ลาพักเพื่อเปิดทางให้กับการสอบสวนการลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อหน้าตาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ยังทำให้รูปร่างของสิ่งที่เรียกว่า ‘อำมาตยาธิปไตย’ ปรากฏให้เห็นว่าใหญ่โตกว่าที่คิดไว้ขนาดไหน

อภิสิทธิ์อาจจะเคยสร้างความเชื่อมั่นไว้เมื่อเดือนเมษายน 2552 ด้วยการบัญชาการหน่วยงานราชการให้สามารถปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายในครั้งการปราบปรามการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่การกลับมาก่อนกำหนดของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยละเลยคำประกาศของนายกฯ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีภายใต้ระบบการเมืองในปัจจุบัน เป็นได้แค่หุ่นเชิดของเหล่าอำมาตย์ซึ่งมีหัวหอกหลักคือกองทัพ

น่าสนใจว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคนเสื้อเหลืองคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้ ผลของการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาซึ่งได้ปลุกยักษ์อำมาตย์ให้ฟื้นคืนชีพ ส่งผลให้เรื่องที่ควรเป็นเรื่องสำคัญของกลุ่ม อย่างการปกป้องและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำที่ถูกลอบสังหารก็ทำไม่ได้

ทั้งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพันธมิตรฯ และคงต้องรวมถึงสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาชน เป็นได้อย่างมากก็แค่หุ่นเชิดของอำมาตย์ และแบ่งเอาอำนาจเล็กๆ น้อยๆ ไปตามแต่ขอบเขตงานของตัวแล้วแต่เหล่าอำมาตย์จะยินยอม โดยมีเหยื่อและสิ่งที่ต้องสังเวย คือ คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง ชะตาชีวิตของประชาชนทั้งมวล และประชาธิปไตย
น่าสงสัยว่า อีกนานไหม เราถึงจะเห็นว่า เหล่าและระบอบอำมาตย์คืออุปสรรคสำคัญของชาติและประชาธิปไตย เหมือนที่คนเสื้อแดงเห็น
น่าสงสัยด้วยว่า ‘ทางไป’ ของกลุ่มต่างๆ จะดำเนินไปในทิศใด
ใครเห็นทางไปของเสื้อเหลือง หรือกลุ่มพันธมิตรฯ ยกมือขึ้น
ใครเห็นทางไปของขบวนการคนเสื้อแดง ยกมือขึ้น
ถ้าเช่นนั้น ได้สังเกตเห็นทางไปของขบวนการอำมาตย์แล้วหรือยัง
ย้อนรอยไปไม่เนิ่นไม่นาน การสั่งการตำรวจเพื่อดำเนินการกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิของรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีอันต้องเป็นหมัน ส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงนามย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติงานสำนักนายกรัฐมนตรี แต่แล้วไม่ทันที่การดำเนินการภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อคลี่คลายการชุมนุมปิดสนามบินจะเกิดขึ้นได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เร่งรัดให้มีการยุบพรรคพลังประชาชนเสียก่อน ส่งผลให้รัฐบาลสมชาย มีอันต้องล่มลง โดยมี ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ยอมยุบสภา และเปิดทางให้กลุ่มเนวินแหกขั้วออกจากพรรคพลังประชาชนเดิมไปร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ชูอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
อย่างที่ทราบกันดีว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมเกิดขึ้นในพื้นที่ของกองทัพ โดยกองทัพ และอ้างว่าเพื่อประชาชน สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้ยิ่งกว่าตาเห็นเมื่อ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ต้องไปเชิญ ประวิตร วงษ์สุวรรณ มานั่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหม หลังจาก ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ลงนามโยก พล.ต.อ.พัชรวาท ผู้น้อง พล.อ.ประวิทย์ กลับมาเป็น ผบ.ตร.
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล คือใคร? การนั่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย น่าจะเป็นคำตอบที่ดี การลงพื้นที่อีสาน ปฏิบัติการเรียลลิตี้ติดดินครั้งเลือกตั้งซ่อมของลูกพรรค ภายใต้บัญชาการของเนวิน ชิดชอบ น่าจะย้ำความเป็นกลุ่มก๊วนกันได้ดี
เนวิน ชิดชอบ คือใคร? ก็ใครกันล่ะที่ไม่รู้จัก แต่ยังพอจำได้ไหม คนๆ นี้คือนักการเมืองที่บัญชาการกลุ่มเสื้อน้ำเงินในครั้งการประชุมอาเซียนที่พัทยา
กลุ่มเสื้อน้ำเงินคือใคร? ข้อเท็จจริงที่ยากจะหลบเลี่ยงก็คือ กลุ่มคนในเครื่องแบบในรูปของพลเรือนที่เป็นเหตุยั่วยุให้เสื้อแดงต้องกลับไปบุกการประชุมอาเซียน นำไปสู่การล้มประชุมอาเซียน การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่พัทยา กระทั่งถูกใช้เป็นเหตุอ้างสำหรับการประกาศสถานการ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อสลายการชุมนุมโดยกองทัพชนิดเลือดท่วมถนนในช่วงวันสงกรานต์
แน่นอน เราไม่อาจกล่าวได้ทั้งหมดว่า เสื้อน้ำเงินคือกุญแจสำคัญสำหรับเหตุการณ์สงกรานต์เลือดครั้งนั้น แต่เราเห็นปรากฏการณ์ตามมาอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อเสื้อน้ำเงินชูธงปกป้องสถาบันเบื้องสูง และทำให้ภาพ ‘กระทิงสีน้ำเงิน’ ผุดขึ้นราวกับการเริ่มต้นอีกครั้งของยุค ‘ขวาพิฆาตซ้าย’
หากนับจุดเริ่มต้นของเสื้อน้ำเงินตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 จนถึงวันนี้ก็นับได้ 4 เดือน ยังห่างไกลกับภาวะสุกงอมเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ปีหากตัดตอนนับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ความพยายามปลุกกระแสนั้นมีให้เห็น ส่วนจะไปได้ถึงไหนนั้นเป็นอีกเรื่อง
เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า การปลุกกระแสต่อต้านการถวายฎีกา ในข้อหาว่า “ดึงฟ้าต่ำ” มาจากพลเรือนกลุ่มสีน้ำเงิน เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า กลไกราชการอันแข็งขันที่รณรงค์และสร้างกระแสเรื่องนี้มาจากกระทรวงมหาดไทยที่มีชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นักวิชาการจากหลายสถาบันที่ออกมาต่อต้านได้ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเดินไปเหล่านี้หรือไม่ หรือนักวิชาการเหล่านี้อยู่ในขบวนการเหล่านี้หรือไม่
แน่ล่ะ สิ่งเหล่านี้ย่อมมาจากการมองและวิเคราะห์ด้วยสายตามองโลกแง่ร้าย และถูกประวัติศาสตร์ 6 ตุลาหลอกหลอนไม่รู้จักวางวาย แต่เราจะปฏิเสธได้หรือว่า นี่คือการมองโลกแง่ร้ายจากประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯ นั้นตกอยู่ในสภาพเดี้ยง ไม่สามารถจัดการอะไรได้ และกลายเป็นเหตุให้คณะทหารยึดอำนาจจัดตั้งรัฐบาลหอยที่มีธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งปัจจุบันคือองคมนตรี เป็นนายกฯ
รัฐบาลประชาธิปัตย์ใน พ.ศ.นี้ คงต้องจับสัญญาณเหล่านี้ให้ดีๆ และควรจะหันมาสามัคคีกับผู้แทนประชาชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยมากกว่าเพื่อรักษาอำนาจอันชั่วคราวของตนเอง หรือจะต้องให้บอกว่าคืออะไร?
ฝ่ายพันธมิตรฯ เองที่ถนัดกับการสร้างทฤษฎีสมคมคิด น่าจะมองเรื่องนี้ได้อย่างกระจ่างแจ้งกว่าใคร แต่จะทำอะไรได้แค่ไหน เมื่อหัวขบวนของตนเองก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมถูกลอบสังหาร ต่อให้รอดตายก็ใช่ว่าหัวใจจะกล้าดังดวงเดิม
ส่วนขบวนการเสื้อแดงเอง น่าจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของตัวเองในฐานะผู้จะเป็นเหยื่ออันดับแรก
สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว ขอให้วันที่ 17 สิงหาคม 2552 ซึ่งกำหนดให้เป็นวันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เป็นทางแพร่งอันสำคัญ
หลังวันนั้น คนเสื้อแดงน่าจะได้ลองวางทักษิณลง เพราะไม่ว่าอย่างไร การเรียกร้องความเป็นธรรมให้ทักษิณก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของประชาธิปไตยอันใหญ่ยิ่ง คนเสื้อแดงได้ทักษิณคืนมา ก็อาจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นประชาธิปไตย แต่หากเราสร้างบ้านแปงเมืองเป็นประชาธิปไตยได้อย่างสันติ เราจะมีคนเก่งและดีกว่าทักษิณอีกเต็มประเทศ
หยุดลัทธิบูชาตัวบุคคล และวางเป้าหมายที่การสร้างระบบ แล้วหันมามองชะตากรรมความเป็นไปดูว่า ทางเดินเดิมๆ ของเสื้อแดงนั้นจะไปอย่างไรต่อได้
วางทักษิณลงแล้วหยิบเป้าหมายที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ ขึ้นมา และกำหนดเส้นทางเพื่อพลิกฟื้นมันอย่างสร้างสรรค์และสันติ
อย่าคิดว่า เหล่า ‘อำมาตย์’ จะไม่กล้าปิดประเทศล้อมปราบ เพราะเขาไม่เสียอะไรเลย มิหนำซ้ำ นั่นคือความมั่นคงและยั่งยืนของเขา

วันแม่ในทศวรรษ 2480: เซ็กส์ ความรักกับความเป็น “แม่พันธุ์” แห่งชาติ

ที่มา ประชาไท

ในทศวรรษ 2480 รัฐบาลไทยได้สร้าง “ประเทศไทยใหม่” ขึ้นมา อย่างที่คนในรุ่นก่อนแทบจะไม่สามารถจินตนาการถึงได้ การเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของรัฐอย่างพลิกแผ่นดินนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายโอนอำนาจการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น แต่รัฐยังต้องเข้าไปสถาปนาสัญลักษณ์ใหม่ ความหมายใหม่และอำนาจใหม่ที่เป็นตัวแทนของสามัญชนและความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตย [1] ผ่านปฏิบัติการที่หลากหลายอีกด้วย

ประเทศไทยใหม่ไม่ได้มีจุดหมายเพียงแค่การเป็นเอกราชเท่านั้น แต่ยังมีความมุ่งหวังสูงสุดก็คือ การสร้างตนจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจ โดยช่องทางความเป็นมหาอำนาจนั้นรัฐได้ใช้มาตรการทางวัฒนธรรมในการสร้างมโนทัศน์ที่ทำให้สังคมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ รัฐได้ใช้วิทยาการ เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นฐานสำคัญในการสร้างชาติให้ก้าวสู่ความเป็นอารยะ-มหาอำนาจอีกด้วย
หลักวิชาทางวิทยาศาสตร์ถูกนำมาใช้ผสมผสานกับแนวคิดวัฒนธรรมแห่งชาติ ผ่านเรือนร่างและความสัมพันธ์ทางเพศ ตลอดจนพื้นที่ครัวเรือนได้อย่างน่าสนใจ และยังนำไปสู่นวัตกรรมที่สร้างความหมายใหม่ในที่นี้จะนำไปสู่เรื่องของ “วันแม่” ที่รัฐได้ให้ความสำคัญขึ้นมาพร้อมๆ กับปฏิบัติการทางสังคมในบริบทดังกล่าว
ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่รัฐไทยสมัยนั้นเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการจะเป็นมหาอำนาจนั่นก็คือ การส่งเสริมการเพิ่มประชากรทั้งปริมาณกล่าวกันว่าจอมพล ป. คาดว่าเมืองไทยต้องมีพลเมืองกว่า 40 ล้านคนถึงจะเป็นอำนาจ [2] และในอีกด้านหนึ่งก็คือ คุณภาพของประชากร ซึ่งสอดคล้องกับวาทกรรมยูจีนิกส์ (Eugenics) [3] หรือ “หลักการบำรุงเผ่าพันธุ์มนุษย์” โดยมีความเชื่อว่าเด็กที่สมบูรณ์จะต้องเกิดมาจากบิดาและมารดาที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ วาทกรรมดังกล่าวยังสัมพันธ์กับเรื่องเพศ ที่ครอบคลุมถึงการสมรส การสืบพันธุ์ และการให้กำเนิดบุตร ฯลฯ [4]
เรือนร่างในอุดมคติ
ภารกิจแห่งชาติในการที่ไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าวมิใช่จะลุล่วงด้วยความพยายามของรัฐแต่เพียงอย่าง
เดียว
แต่ยังขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเรือนร่างบุคคล และความสัมพันธ์ทางเพศที่มีคุณภาพ ซึ่งนำไปสู่ความคิดเรื่องรูปร่างสัดส่วนและทรวดทรงของผู้ชาย-ผู้หญิงอีกด้วย รัฐได้ให้นิยามเกี่ยวกับความงามของทรวดทรวงของผู้ชาย-ผู้หญิงที่เปลี่ยนไป ความงามอย่างพระเอก-นางเอกลิเกถูกปฏิเสธ เรือนร่างที่สูงระหง เอวคอด ผิวเนื้อขาวเหลือง ไม่ได้เป็นจริตความงามของรัฐอีกต่อไป ร่างกายที่กำยำ ล่ำสัน อกผายไหล่ผึ่ง ทำงานได้ทั้งหนักและเบา ร้อนและหนาว แดดและฝนต่างหาก ที่เป็นนิยามของความงามแบบใหม่ [5] สิ่งเหล่านี้ได้ฉายสะท้อนให้เห็นในพื้นที่สาธารณะด้วยการจัดประกวดชายฉกรรจ์ ในวันขึ้นปีใหม่ 1 เมษายน 2483 ณ ท้องสนามหลวง ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวดต้องมีสัญชาติไทยอายุ 20 ถึง 30 ปีบริบูรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวไทยในการบริหารร่างกายให้มีสุขภาพดีและทำให้งานปีใหม่ครึกครื้น และยังปรากฏว่ามีการจัดประกวดแบบนี้ในงานต่างๆ เช่น งานวัด ตลาดนัด และใช้เกณฑ์พิจารณาในการตัดสินเดียวกันแสดงถึงความนิยมและแพร่หลายในระดับหนึ่งอีกด้วย [6] ในทำนองเดียวกันกับเรือนร่างสตรีเพศที่ไม่ใช่คนเอวบางร่างน้อย แต่เปลี่ยนมุมมองไปสู่ความต้องการ “คนงามแข็งแรงที่มีสุขภาพมั่นคง” ได้มีการวางเกณฑ์และมาตรฐานเรือนร่างในการประกวดนางงามดังนี้ [7]
1. มีความสูงอย่างน้อย 156 เซนติเมตร (5 ฟุต1 1/2 นิ้ว) ขึ้นไป (วัดโดยไม่สวมรองเท้า)
2. มีน้ำหนักประมาณ 50-53 กิโลกรัม
3. ขนาดรอบอกกว้าง 81 เซนติเมตร รอบเอว 63 เซนติเมตร รอบสะโพก 84 เซนติเมตร รอบคอ 32 เซนติเมตร รอบน่อง 32 เซนติเมตร นอกจากมาตรฐานตัวอย่างซึ่งคำนวณให้ได้ส่วนตามความสูง 156 เซนติเมตร ดังกล่าว หากสตรีใดมีความสูงกว่า 156 เซนติเมตร สัดส่วนก็ควรเพิ่มขึ้นตามลำดับ
4.เมื่อได้มาตรฐานสัดส่วนของร่างกายแล้วก็คงต้องพิจารณาถึงหลักสุขภาพต่อไป เช่นจะต้องดูว่า ทรวงทรงผิดปกติ หลังโกง ไหล่ห่อแข้งขาคดประการใดบ้าง วิธีดูว่าแข้งคดหรือไม่นั้น ให้ยืนตรงส้นเท้าและนิ้วหัวแม่เท้าทั้งสองชิดกัน ให้มองดูว่ามีช่องโหว่ระหว่างแข้งทั้งสองมากน้อยเพียงใด ถ้าไม่มีหมายความว่าแข้งไม่คด ถ้ามีมากคดมาก ถ้ามีน้อยคดน้อย ผู้ที่ไม่คดมากก็ไม่ควรได้รับการพิจารณา [น่าจะเป็นว่า “ผู้ที่คดมาก็ไม่ควรได้รับพิจารณา”มากกว่า-ผู้เขียน]
5.อ้าปากและตรวจฟันว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยตามธรรมชาติหรือไม่ ผุ เหยเก ตัดหรือเปล่า ควรพิจารณาว่านางงามต้องมีฟันสมบูรณ์ตามธรรมชาติ (ไม่ใช่ใส่ฟัน เลี่ยมฟัน หรือมีฟันห่าง)
6. ผิวพรรณและผม ขอให้พิจารณาโดยละเอียดว่ามีโรคเกี่ยวแก่ผิวหนังหรือไม่
7. เมื่อผ่านหลักสุขภาพมาได้แล้ว จึงควรพิจารณาในแง่ความงามตามศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมต่อไป
น่าคิดเช่นกันว่า ภายใต้มาตรฐานดังกล่าว จะทำให้สาวๆในปัจจุบันจะเห็นเป็นเช่นไร ในเมื่ออุดมคติ
เกี่ยวกับความงามได้เปลี่ยนแล้ว
การสมรส การมุ้งภายใต้การสอดส่องของรัฐ
การสมรสและสร้างครอบครัวนั้น มองโดยผิวเผินแล้วจะเห็นว่าเป็นความพึงพอใจระหว่างครอบครัวฝ่ายชาย-หญิง หรือบนพื้นฐานความรักแบบปัจเจกชนระหว่างผู้หญิง-ผู้ชาย แต่การณ์มิได้เป็นเช่นนั้น รัฐได้แทรกแซงความสัมพันธ์ดังกล่าวเข้ามาโดยที่ไม่รู้ตัว ในฐานะผู้ปรารถนาดี รัฐได้ส่งเสริมให้ประชาชนได้ทำการแต่งงานสร้างครอบครัว พระยาอนุมานราชธนได้อธิบายในเชิงวัฒนธรรมโดยการตั้งข้อสังเกตเรื่องสินสอดทองหมั้นว่า ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมที่สูงส่งของชาติเรา อย่าให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดว่าเป็นการซื้อขายลูกสาว ซึ่งสอดคล้องแนวทางของรัฐบาลที่เรียกร้องให้ฝ่ายหญิงเรียกสินสอดทองหมั้นแต่น้อยเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อชายโสดในการทำการสมรส [8]
หนังสือ ประตูทองสู่ชีวิตวิวาห์ เป็นหนังสือที่นำเสนอแนวทางการดำเนินชีวิตสมรสและแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตสมรส แสดงให้เห็นว่าชีวิตสมรสมีส่วนที่ทำให้บุคคลมีความก้าวหน้าหรือเสื่อมลง เป็นทั้งการสร้างชาติในการเพาะพลเมือง [9] รวมไปถึงการที่รัฐออกประกาศสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเรื่อง “วัธนธัมผัวเมีย” ที่ชี้ให้เห็นชีวิตคู่มีความสำคัญที่สุด และสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันครอบครัวและประชากรทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณอันจะส่งผลต่อความเข้มแข็งของชาติ [10] หลังจากตั้งกระทรวงสาธารณสุขขึ้นในปี 2485 รัฐก็ได้ทำการจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการสมรสขึ้นในกระทรวงเพื่อความสะดวกในการสมรส อันคำนึงถึงความประหยัด ให้ชี้แนะเกี่ยวกับการตรวจร่างกายก่อนสมรส รวมไปถึงการกำหนดพิธีสมรสมากคู่ในคราวเดียวซึ่งจะกล่าวต่อไป [11] รัฐยังได้จัดหาลู่ทางให้ชายและหญิงได้พบปะกันโดยการจัดตั้งสำนักงานสื่อสมรส ภารกิจดังกล่าวจึงไม่แตกต่างไปกับ “มาลัยเสี่ยงรัก” ที่จับคู่ให้หญิงสาวชายหนุ่มได้มีโอกาสพบรักกัน แต่สำนักงานสื่อสมรสงอกเงยด้วยคติพจน์ที่ว่า ทุกคนมีหน้าที่สร้างชาติ การสมรสเป็นการสร้างชาติ สมรสเมื่อวัยหนุ่มสาว ทำให้ชาติเจริญ การสมรสที่มีหลักฐาน สร้างความมั่นคงแก่ชาติ และคู่สมรสที่มีสุขภาพดีทำให้ชาติแข็งแรง [12]
ไม่เพียงแต่มาตรการจูงใจเท่านั้น รัฐบาลยังได้ออกมาตรการเชิงบังคับเพื่อจัดการผูกมัดให้หนุ่มโสดทั้งหลายต้องรีบแต่งงาน ด้วยการออกพระราชบัญญัติภาษีคนโสด พ.ศ.2487 จัดเก็บที่อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ภาษีนี้อยู่นอกเหนือจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งชายโสดต้องเสียเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของภาษีเงินได้ที่ต้องเสีย แต่ยกเว้นเก็บภาษีหญิงโสด [13]
นอกเหนือไปจากความสุขในหน่วยการผลิตที่เรียกว่าครอบครัวแล้ว ยังพบว่ารัฐได้ให้คำแนะนำในการเลือกคู่ครองผ่านความคิดเกี่ยวกับเรือนร่าง พันธุกรรม และความมีสุขภาพที่แข็งแรงมั่นคงว่า “หากเห็นความสำคัญของกรรมพันธุ์แล้ว ก็ควรจะเห็นความสำคัญของการเลือกคู่แต่งงานด้วย ไม่ควรจะแต่งกับบุคคลที่เป็นโรคด้วยความสงสาร หรือชอบพอในคุณสมบัติอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นการเสี่ยงภัยพิบัติและจะเป็นผลร้าย น่าจะคำนึงถึงประเทศชาติ เพื่อความร่วมมือในการสร้างชาติต่อไป” [14] ดังนั้นบุคคลผู้มีโรคพันธุกรรมหรือพิการแต่กำเนิดจึงไม่ควรสืบพันธุ์ต่อไปในสายตาของรัฐ [15] ไม่เพียงเท่านั้นรัฐยังให้ความสำคัญกับโรคที่เป็นอันตรายต่อคู่สมรส และคุกคามต่อความสมบูรณ์ของเรือนร่าง โดยเฉพาะ กามโรค เนื่องจากพบว่าโรคดังกล่าวได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ และเด็กที่ติดเชื้อนั้นหากไม่แท้ง ก็คลอดมาตาย หรือไม่ก็ทุพพลภาพ หรือปัญญาทราม [16] เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญกับช่วงอายุที่เหมาะสมในการแต่งงานที่จะมีผลต่อการให้กำเนิดบุตรของชายอยู่ที่ 20-30 ปี ในเพศหญิงอยู่ที่ 18-25 ปี [17] และสิ่งที่สะท้อนความห่วงใยของรัฐก็คือการจัดทำ คู่มือสมรส เผยแพร่แนะนำข้อปฏิบัติก่อนการสมรส ราวๆปี 2486 [18]
ไม่เพียงเท่านั้นการควบคุมและแทรกแซงของรัฐทำให้เราได้พบว่ามีความพยายามที่จะตรากฎหมายเพื่อบังคับให้คู่สมรสรับการตรวจทางการแพทย์ และได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนจึงทำการสมรสได้ ในการตรวจร่างกายนั้นแพทย์จะต้องทำการตรวจโรคทางพันธุกรรมที่อาจเป็นอันตราย ถ้าเป็นโรคที่บำบัดให้หายได้ก็ให้ระงับการสมรสไว้ชั่วระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัด หากไม่สามารถบำบัดให้หายได้ก็มิอาจสมรสได้ [19]
ผู้หญิงกับความคาดหวังในการเป็น “แม่พันธุ์” แห่งชาติ
ในวัยเจริญพันธุ์แม้จะกล่าวได้ว่าทั้งชายและหญิงต่างก็ถูกคาดหวังที่จะเป็นหน่วยการผลิตพลเมืองไทยที่มีคุณภาพ ในสังคมไทยที่ชายมักเป็นใหญ่และให้คุณค่ากับพื้นที่ของผู้หญิงจำกัดอยู่ในครัวเรือนยิ่งทำให้ความคิดดังกล่าวลงรอยกันกับการบำรุงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มุ่งให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และผู้หญิงก็นับเป็นเครื่องจักรสำคัญในการผลิตพลเมือง สิ่งที่สะท้อนความคิดดังกล่าวมีการบันทึกไว้ถึงความคิดของนายเอื้อง แก้วภักดี พลเมืองจังหวัดนครปฐมที่เห็นว่าผู้หญิงเป็น “แหล่งผลิตพลเมือง” โดยยกตัวอย่างว่าแม้มีชายสิบคน หญิงหนึ่งคนก็สามารถจะเพิ่มพลเมืองได้คนเดียวในหนึ่งปี ผิดกับหญิงสิบคน ชายหนึ่งคนก็อาจเพิ่มพลเมืองได้ถึงสิบคนในหนึ่งปี นายเอื้องยกเหตุผลมาโต้เถียงในกรณีที่รัฐมีนโยบายที่จะเอาทหารหญิงออกรบ ซึ่งจะส่งผลกระเทือนต่อการ “สร้างชาติ” และอาจทำให้ถูกกลืนชาติโดยง่าย [20] ในอีกความเห็นหนึ่งยิ่งไปกันใหญ่ นายบุรี ลักสนพรหม พลเมืองจังหวัดพระนครแสดงความเห็นว่า จากผลการสำรวจสำมะโนครัวปี พ.ศ.2480 หญิงมีจำนวนมากกว่าชาย ซึ่งมีหญิงมิได้สมรสมีจำนวนมาก เขาเห็นว่าทำให้ไม่มีโอกาส "ช่วยชาติบ้านเมือง" ขณะที่กล่าวหาหญิงที่ไม่ได้สมรสว่าบางรายยังเสียคนและเป็นภัยสังคมเพราะขาดผู้อุปการะดูแล จึงควรยอมให้ชายสมรสกับหญิงได้หลายคน โดยพิจารณาจากรายได้ว่าสามารถจะสมรสได้กี่คน [21]
การสมรสของชาติ
องค์การส่งเสริมการสมรสได้จัดให้มีงานประกอบพิธีสมรสของชาติครั้งแรก ณ ทำเนียบสามัคคีชัย 29 มีนาคม 2486 มีคู่บ่าวสาวเข้าร่วมพิธี 72 คู่ ครั้งที่ 2 ได้มีพิธีสมรสหมู่ขึ้นทุกจังหวัดในวันที่ 1 มกราคม 2487 [22] ไม่เพียงรัฐจะอำนวยความสะดวกในพิธีสมรส รัฐยังได้แจกโปรโมชั่นสวัสดิการทางสังคมให้กับคู่สมรสด้วย เช่น สามารถกู้เงินเกินเงินฝากร้อยละ 50 รัฐจะยกเงินค่าเล่าเรียนให้ลูกคนแรกของคู่สมรสทุกคู่ที่ได้ประกอบพิธีให้ ให้เข้าเรียนจนถึงชั้น ม.6 บริษัทสหสินิมา จำกัด อนุญาตให้คู่สมรสทุกคู่ดูหนังที่อยู่ในเครือฟรีๆ ทุกๆโปรแกรม โปรแกรมละ 1 ครั้งเป็นเวลา 30 วันตั้งแต่ลงทะเบียนสมรส สตรีมีครรภ์ยังได้สิทธิพิเศษลดค่าโดยสารรถไฟและรถประจำทางของเทศบาล ฯลฯ [23] ในทางกลับกันความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด ถูกรัฐปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากรรม รัฐพยายามที่จะปิดพื้นที่ไม่ให้เป็นอุปสรรคแก่การขยายจำนวนประชากร ถึงขนาดมีการควบคุมไว้เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษ กล่าวคือการสั่งซ้อต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อน และการนำไปใช้ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์สั่งจ่ายเป็นรายๆ ไป [24]
ลูกไทย ลูกแห่งชาติ
ต่อเนื่องจากการสมรส ก็คือ การยกประเด็น “ลูกไทย” ขึ้นมา รัฐได้ทำการรณรงค์เรื่อง “อุปการะลูกไทย” สร้างโมเดลเด็กตัวอย่างในอุปการะของชาติ โดยกำหนดไปที่เด็กสัญชาติไทยโดยที่ทั้งบิดาและมารดามีสัญชาติไทย ต้องเป็นเด็กที่เกิดในวันที่ 1 มกราคม 2486 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอุปการะลูกไทยขึ้น เพื่อที่จะสำรวจและทำบัญชีเด็กที่เกิดวันที่ 1 มกราคม 2486 ทั่วประเทศ รัฐมีความตั้งใจที่จะดูแลเด็กรุ่นนี้ให้อยู่ดีกินดี ดูแลให้เรียนดี และอุปการะตามสมควร รัฐบาลได้รณรงค์และให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการแต่งบทกล่อมขวัญเมื่อมีอายุได้ครบ 1 เดือน [25] เมื่อเด็กมีอายุครบ 1 ปี รัฐเห็นว่าเด็กควรจะมีชื่อรอง และหวังที่จะอุปการะการศึกษาถึงขั้นมัธยม หรือโรงเรียนอาชีพ [26]
แน่นอนว่า “ลูกไทย” ได้เกิดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่อุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐไทยที่มุ่งจะสร้างมหาอาณาจักรไทย ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างดีก็คือ เมื่อกองทัพไทยสามารถยึดเชียงตุงได้ หลังจากลูกไทยเกิดได้ 14 วัน ก็ถือว่าได้ตื่นมาเห็น “แสงเงินแสงทองจากชัยชนะของกองทัพไทย” [27]รัฐบาลไทยและญี่ปุ่น ได้มีการเรียกชื่อเด็กเหล่านั้นว่า “ทารกของเอเชียตะวันออกอันยิ่งใหญ่” รัฐบาลทั้งสองถือว่าทารกที่เกิดวันนี้เป็นมรดกอันล้ำค่าของชาติ รัฐบาลทั้งสองยังได้จัดตั้ง “สมาคมมารดาแห่งเอเชียอันยิ่งใหญ่” อีกด้วย โดยมีท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงครามเป็นที่ปรึกษาสมาคม [28]
วันแม่ ความหมายและความเปลี่ยนแปร
การให้ความสำคัญกับวันสำคัญของรัฐกับวันแม่นั้น ในช่วงแรกไม่อาจกล่าวได้ว่ารัฐให้ความสำคัญจนถึงกับประกาศเป็นวันหยุดราชการ แม้มีหลักฐานว่าได้มีการประกาศให้วันที่ 10 มีนาคม 2486 เป็น “วันแม่” ซึ่งตรงกับวันสถาปนากระทรวงสาธารณสุข [29] และเป็นกระทรวงสาธารณสุขที่ได้จัดวันแม่ขึ้นเพื่อให้คนไทยรู้ถึงความสำคัญของวันแม่ ที่เปิดโอกาสให้บรรดาหญิงที่เป็นแม่มาประชุมพบปะกัน อันจะเกิดความสามัคคีและได้ความรู้ในการสงเคราะห์แม่และเด็ก กำหนดให้วันที่ 10 มีนาคม อันเป็นวันที่ก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุขเป็นวันแม่ ครั้งแรกมีการจัดงานที่สวนอัมพรในวันที่ 10 มีนาคม 2486 มีการแจกของเล่นเด็ก แจกคู่มือสมรสให้หญิงที่บรรลุนิติภาวะแล้ว [30] ดังนั้นการยกความสำคัญของแม่นั้นจึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็น “แม่ของประชาชาติไทย” อันหมายถึงความสำคัญของพลเมืองไทยที่จะมีต่อชาติไทย ต่อประชาชาติไทย ที่ประหนึ่งว่าผู้หญิงมีภารกิจสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมสร้างชาติด้วยการให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตร อย่างไรก็ตามมีอีกข้อมูลหนึ่งแห่งที่ยังต้องรอการตรวจสอบกล่าวว่า การจัดงานวันแม่ยังไม่ได้เป็นการระบุวันที่แน่นอนได้มีการปรับเปลี่ยนไปมาอยู่ และรัฐบาลได้รับรองให้เป็นวันที่ 15 เมษายนในปี 2493 [31]
เราไม่พบว่ารัฐบาลยกความสำคัญของวันแม่ขึ้นมาบรรจุในปฏิทินวันหยุดราชการของชาติเลย แต่ปรากฏในปี 2495 ที่มีการบรรจุ “วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินี (Queen’s Birthday) วันที่ 12 สิงหาคม” ถือว่าเป็นครั้งแรกซึ่งแม้แต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่มี [32] ในที่สุดปี 2499 รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 15 เมษายน 2499 เป็น “วันแม่” และ วันจันทร์สัปดาห์แรกของเดือนตุลาคมเป็น “วันเด็ก” [33] ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าเป็นแนวความคิดที่พยายามจะเชื่อมโยงกับความคิดเมื่อทศวรรษที่ผ่านมาโดยมีจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นผู้นำ ในช่วงทศวรรษ 2490 นี้เอง แต่หลังจากที่รัฐบาลถูกโค่นล้มด้วยอำนาจรัฐประหารในปี 2500 ก็ปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่รัฐบาลเก่าได้ทำไว้เดิมขึ้นใหม่หลายประการ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ยกขึ้นมานี้ก็คือ การลบทิ้งความสำคัญของวันแม่ออกจากปฏิทินวันหยุดราชการ ในเดือนตุลาคม 2500 หลังจากผ่านไปแค่ 1 ปีเท่านั้น [34]
อย่างไรก็ตามความสำคัญของงานวันแม่ ดูเหมือนว่ายังไม่ได้ถูกผนวกรวมไปไว้กับวันเฉลิมพระชนมพรรษา เนื่องจากยังปรากฏว่าในปี 2515 สมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งอาจจะเป็นเพียงงานที่จัดกันในวงไม่กว้างนัก จนกระทั่งในปี 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอนโดยถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ [35] การผนวกรวมครั้งนี้จึงกลายเป็นการสร้างความหมายใหม่ของวันแม่ขึ้นมาท่ามกลางสภาพการเมืองแบบชาตินิยมอีกรูปแบบหนึ่ง [36] ในปลายทศวรรษ 2510 ต่อทศวรรษ 2520 ที่นำไปสู่สถานการณ์การเมืองอันแหลมคมในสังคมไทย.
เชิงอรรถ
* บทความนี้อุทิศแด่แม่ผู้ทำงานหนักทุกท่านในโลกใบนี้ แรงบันดาลใจของบทความชิ้นนี้ได้มาจากการอ่านงาน ก้องสกล กวินรวีกุล. การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม พ.ศ.2481-2487 วิทยานิพนธ์หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545 จึงขอกล่าวระลึกถึงไว้ ณ ที่นี้ด้วย
[1] ชาตรี ประกิตนนทการ. การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม (กรุงเทพฯ : มติชน), 2547, น.299
[2] ก้องสกล กวินรวีกุล. เรื่องเดียวกัน, น.25
[3] เรื่องเดียวกัน, น.31-33
[4] เรื่องเดียวกัน, น.32
[5] เรื่องเดียวกัน, น.34
[6] เรื่องเดียวกัน, น.111
[7] ดูรายละเอียดมาตรฐานหญิงงามได้ใน เรื่องเดียวกัน, น.112-115
[8] เรื่องเดียวกัน, น.44-45
[9] เรื่องเดียวกัน, น.45-46
[10] เรื่องเดียวกัน, น.46
[11] เรื่องเดียวกัน, น.42
[12] เรื่องเดียวกัน, น.42-43
[13] เรื่องเดียวกัน, น.46
[14] ประชาชาติ (13 ตุลาคม 2481) อ้างใน ก้องสกล กวินรวีกุล. เรื่องเดียวกัน, น.33
[15] ก้องสกล กวินรวีกุล. เรื่องเดียวกัน, น.35
[16] เรื่องเดียวกัน, น.36
[17] เรื่องเดียวกัน, น.38
[18] เรื่องเดียวกัน, น.35-36
[19] อย่างไรก็ตามก้องสกลได้อธิบายไว้อย่างคลุมเครือว่ามาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้จริงหรือไม่ ด้วยกฎหมายใด เนื่องจากเพียงทำการยกตัวอย่างจากเยอรมันที่ได้ทำการใช้มาตั้งแต่ปี 1935/2478 ดูใน เรื่องเดียวกัน, น.35
[20] กจช.สร. 0201.25/919 ความเห็นนายเอื้อง แก้วภักดี เรื่องการเพิ่มพลเมือง พ.ศ.2485 อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น.39-40
[21] กจช.สร. 0201.25/1034 บุรี ลักสนพรหม เรื่องการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ พ.ศ.2486 อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น.40
[22] เรื่องเดียวกัน, 2545, น.43
[23] เรื่องเดียวกัน, 2545, น.43
[24] เรื่องเดียวกัน, น.54
[25] เรื่องเดียวกัน, น.53
[26] เรื่องเดียวกัน, น.53-54
[27] เรื่องเดียวกัน, น.55
[28] เรื่องเดียวกัน, น.56
[29] เรื่องเดียวกัน, น.49 อย่างไรก็ตามมีการเปลี่ยนแปลงวันสถาปนา ให้ย้อนกับไปอ้างอิงกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งตามประวัติได้การตั้ง “กรมสาธารณสุข” ในปี 2461 การเปลี่ยนแปลงนี้กระทำขึ้นในปี 2509 เมื่อความคิดแบบกษัตริย์นิยมได้สถาปนาอย่างมั่นคง จึงกลายเป็นว่าการตั้งกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นผลงานของคณะราษฎรและจอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับกลายเป็นผลพวงจากพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 6 ไปเสีย ดู กระทรวงสาธารณสุข.ประวัติกระทรวงสาธารณสุข [ระบบอ้างอิงออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.moph.go.th/about/history/prav.htm (11 สิงหาคม 2552)
[30] ก้องสกล กวินรวีกุล. เรื่องเดียวกัน, น.26
[31] วิกิพีเดีย. "วันแม่แห่งชาติ (ประเทศไทย)"[ระบบออนไลน์].แหล่งอ้างอิง. http://th.wikipedia.org/wiki/วันแม่แห่งชาติ_(ประเทศไทย) (27 กรกฎาคม 2552)
[32] “เรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2495” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 69 ตอนที่ 56, 9 กันยายน 2495, น.2921 อย่างไรก็ตามสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยชี้ประเด็นนี้ไว้แล้วใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนา ถึง 5 ธันวา” ใน ฟ้าเดียวกัน 2, 2(เมษายน – มิถุนายน 2547): 112
[33] “เรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2499” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 73, ตอนที่ 34, 24 เมษายน 2499, น.1300
[34] “เรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2500” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 74 ตอนที่ 88, 15 ตุลาคม 2500, น.2466-2467
[35] วิกิพีเดีย. "วันแม่แห่งชาติ (ประเทศไทย)"[ระบบออนไลน์].แหล่งอ้างอิง. http://th.wikipedia.org/wiki/วันแม่แห่งชาติ_(ประเทศไทย) (27 กรกฎาคม 2552)
[36] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน เกษียร เตชะพีระ. "การเมืองไทยจาก 14 - 6 ตุลาฯ: สองชาตินิยมชนกัน" [ระบบออนไลน์].แหล่งอ้างอิง. http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999486.html (21 ธันวาคม 2550)
รายการอ้างอิง
ก้องสกล กวินรวีกุล. การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม พ.ศ.2481-2487 วิทยานิพนธ์หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545.
ชาตรี ประกิตนนทการ. การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2547,
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 69 ตอนที่ 56, 9 กันยายน 2495.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 73,ตอนที่ 34, 24 เมษายน 2499.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 74 ตอนที่ 88, 15 ตุลาคม 2500.
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนา ถึง 5 ธันวา” ใน ฟ้าเดียวกัน 2, 2 (เมษายน – มิถุนายน 2547)
กระทรวงสาธารณสุข.ประวัติกระทรวงสาธารณสุข [ระบบอ้างอิงออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.moph.go.th/about/history/prav.htm (11 สิงหาคม 2552)
เกษียร เตชะพีระ."การเมืองไทยจาก 14 - 6 ตุลาฯ: สองชาตินิยมชนกัน" [ระบบออนไลน์]. แหล่งอ้างอิง. http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999486.html (21 ธันวาคม 2550)
วิกิพีเดีย. "วันแม่แห่งชาติ (ประเทศไทย)"[ระบบออนไลน์].แหล่งอ้างอิง. http://th.wikipedia.org/wiki/วันแม่แห่งชาติ_(ประเทศไทย) (27 กรกฎาคม 2552)

ปฏิกริยา:กรณีกษัตริย์ฆวน คาร์ลอสต้านรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News


มอง2มุม-การที่กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส แห่งราชอาณาจักรสเปน ทรงแถลงทางโทรทัศน์ไม่สนับสนุนการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2524 มีมุมมองที่แตกต่างกัน คือในมุมหนึ่งมีการตีความว่าพระองค์ทำตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ขณะที่อีกมุมเห็นว่าไม่เกี่ยว แต่เป็นเพราะทัศนคติของกษัตริย์สเปนต่อประชาธิปไตยมากกว่า ไทยอีนิวส์พร้อมนำเสนอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาโดยครบทุกมุม

โดย ปิยะบุตร แสงกนกกุล
ที่มา บอร์ดชุมชนฟ้าเดียวกัน
12 สิงหาคม 2552

ขอชี้แจงความผิดพลาดในบทความเกี่ยวกับฆวน คาร์ลอสที่เผยแพร่ในไทยอีนิวส์เรื่อง ตอบข้อสงสัยที่ว่าทำไมกษัตริย์ของสเปญจึงทรงต่อต้านการรัฐประหาร

บทความชิ้นนี้เขียนโดยคุณ Pegasus เผยแพร่ในไทยอีนิวส์ ผมอ่านดูแล้ว มีความผิดพลาดหลายประการ ขออนุญาตชี้แจง ดังนี้

๑.

"และแม้ว่ากษัตริย์ของสเปญจะมีการระบุไว้ชัดเจนว่าทรงเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้นแต่ก็ทรงได้รับมอบหมายพระราชกรณียกิจหลายประการเหมือนประเทศอื่นๆที่เป็นระบบ constitutional monarchy ไม่ถึงขนาดเป็นสัญลักษณ์อย่างแท้จริงเท่านั้นแบบของอังกฤษและญี่ปุ่นที่จะไปในทาง limited monarchy มากกว่า"


ข้อความนี้ ผิดครับ ทั้งสเปน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น เป็น คอนสติติวชั่น โมนาร์ขี้ เหมือนกันทั้งหมด ไม่ใช่ว่าสเปนเป็นคอนสติติวชั่น โมนาร์ขี้ และ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร เป็นลิมิเต็ต โมนาร์ขี้

๒.

คำว่า ลิมิเต็ต โมนาร์ขี้ หรือที่ภาษาไทยแปลกันว่า ปรมิตาญาธิปไตย ก็คือ ระบอบที่มีอำนาจน้อยกว่า แอบโซลูท โมนาร์ขี้ แต่ยังคงมีอำนาจทางการเมือง "โดยตรง-โดยแท้" อยู่บางประการ เช่น ไม่ลงนามในร่างกฎหมายได้ เสนอร่างกฎหมายได้ ให้ดูกรณีของลิคเตนสไตน์ ร่าง รธน ของรัชกาลที่ ๗ หรือรัฐธรรมนูญของฝรั่งเศสยุค “Restauration” ในรัชสมัยของ หลุยส์ที่ ๑๘ ที่เรียกว่า Charte ลงวันที่๔ มิถุนายน ๑๘๑๔ เป็นตัวอย่าง

แต่ผู้เขียนบทความนี้ บอกว่า
"ไม่ถึงขนาดเป็นสัญลักษณ์อย่างแท้จริงเท่านั้นแบบของอังกฤษและญี่ปุ่นที่จะไปในทาง limited monarchy มากกว่า"
จึงผิดในสาระสำคัญอย่างยิ่ง

๓.

กรณีของสเปน ไม่ได้เกี่ยวกับตัวบทรัฐธรรมนูญเท่าไร แน่นอน ตัวบทรัฐธรรมนูญเขียนไว้เรื่องกษัตริย์ในฐานะผู้พิทักษ์รัฐธรรมนูญจริง ซึ่งก็เป็นการดี

แต่ความสำคัญของสเปนอยู่ที่บริบทการเมืองของสเปน และทัศนคติในทางประชาธิปไตยของฆวน คาร์ลอส ทัศนคติปฏิรูปสถาบันกษัตริย์เพื่อให้อยู่กับสังคมประชาธิปไตยให้ได้ มากกว่า

ถามว่า หากรัฐธรรมนูญเขียนหน้าที่ของกษัตริย์ในการ พิทักษ์ รธน. ไว้ แต่ฆวน คาร์ลอส อยู่เฉยๆ ไม่แทรกแซง หรือยิ่งไปกว่านั้น ออกมาลงนามหรือประกาศในที่สาธารณะว่า "ขอให้ประชาชนชาวสเปนจงพร้อมใจกันอยู่ในความสงบ เพื่อให้คณะรัฐประหารได้ฟื้นฟูชาติต่อไป" ก็ย่อมทำได้แน่นอน

ในระยะแรก พวกทหารคิดมาเสมอว่า ต้องเชื่อและเคารพฆวน คาร์ลอส เพราะเป็นผู้ที่นายพล ฟรังโก้ นายของพวกเขา มอบอำนาจให้เป็นประมุขต่อ

ดังนั้น เหตุการณ์ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๘๑ บทบาทสำคัญจึงอยู่ที่ตัวกษัตริย์เอง มิใช่ ตัวรัฐธรรมนูญ

๔.

คุณ Pegasus หยิบยกท่อนหนึ่งของบทความที่เกี่ยวกับการไม่ยอมรับรัฐประหารของฆวน คาร์ลอส โดยบอกว่าเขียนโดยคุณ socialism

ผมอ่านแล้ว นี่ผมเขียนนี่หว่า ไม่ทราบเหมือนกันว่า socialism คือ ใคร แต่ผมเข้าใจว่า คงเปิดเว็บบล็อกแล้วเอาบทความที่เขาเห็นว่าน่าสนใจไปแปะ แต่คงลืมอ้างว่าใครเขียนเท่านั้นเอง

ส่วนตัวแล้ว ผมไม่ยึดติด ถือเอาเป็นสำคัญเท่าไรกับเรื่องต้องอ้างว่าเป็นงานของผม

ใครอ่านงานผม แล้วจุดประกายคิดต่อ เขียนงานใหม่ๆได้โดยมีกลิ่นคล้ายๆงานของผมอยู่ก็ดี

ใครฟังการพูด อ่านงานเขียนของผมแล้วเอาไปพูดกระจายต่อโดยไม่อ้างว่ารู้มาจากผมก็ดี

หรือ ใครเอาไปแปะทั้งหมดโดยไม่อ้างก็ดี

สำหรับผมแล้ว ผมไม่ว่าอะไรเลยครับ ตรงข้ามกับขอบคุณด้วย เพราะ จุดประสงค์ของผม คือ การเผยแพร่สื่อสารไปให้เยอะๆ เมื่อข้อความไปถึงผู้รับสาร ก็น่าจะถือว่าสำเร็จตามวัตุประสงค์แล้ว ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่า ต้องบอกว่า "สาร" นี้เป็นของใคร ใครเป็นเจ้าของ เริ่มต้นมาจากใคร

แต่กรณีนี้ ผมต้องชี้แจง เพราะเป็นการเอางานของผมไปอธิบายต่อแบบผิดพลาด

๕.

คุณ Pegasus ผู้เขียนบอกว่า ให้คุณ socialism ไปศึกษามาให้ดีว่า
"ดังนั้น socialism ผู้เขียนบทความข้างต้นก็ควรไปศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆว่าได้มีการกำหนดให้พระมหากษัตริย์ก่อนขึ้นครองราชต้องให้คำสัตย์ ปฏิญานที่จะเคารพต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อหน้าประชาชนได้แก่รัฐสภาไว้ในลักษณะเดียวกันหรือไม่ "


พอดีคนเขียนบทความเรื่องฆวน คาร์ลอสไม่เอารัฐประหารนั้น คือ ผม ไม่ใช่คุณ socialism ผมก็ต้องขอชี้แจง(หมายเหตุไทยอีนิวส์:ปิยะบุตรเขียนบทความชื่อ เมื่อฆวน คาร์ลอส ปฏิเสธรัฐประหาร ตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2549 )

ผมเห็นว่ากษัตริย์เอ็นดอร์ส สนับสนุน หรืออยู่เฉยๆ ไม่ต่อต้านรัฐประหาร ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการปฏิญาณตนว่าจะรักษา ปชต. และ รธน.

โอเคล่ะ เขียนไว้ใน รธน. มันก็ดีกว่าชัดเจน แต่ต่อให้ รธน. เขียนบังคับให้กษัตริย์ต้องปฏิญาณตนเช่นนั้น หากกษัตริย์จะรับรอง รปห. ล่ะครับ มีแซงชั่นอะไรมั้ย

อย่างที่ผมบอก ความสำคัญอยู่ที่บริบทการเมือง ทัศนคติของกษัตริย์ อำนาจของกษัตรยิ์ในความเป็นจริงของแต่ละประเทศ

ดูมันทำ!แมงสาบเลขากรณ์ถ่อยใส่Facebookแม้ว

ที่มา Thai E-News

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 สิงหาคม 2552

คนประชาธิปัตย์ เลขานุการส่วนตัวของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลัง ซึ่งเคยมีวีรกรรมยัดไส้ส่งข้อความSMSเข้าไปรบกวนชาวบ้านทั่วประเทศช่วงที่นายอภิสิทธิ์ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯหมาดๆ จนนำมาสู่การออกกฎหมายห้ามส่งSMSขยะมารบกวนชาวบ้าน ได้สร้างวีรกรรมใหม่อีกครั้งด้วยการโพสต์ภาพตัดต่อนำรองเท้าตบหน้าอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ในสื่อเฟสบุ๊ค คาดหมั่นไส้แม้วที่ได้รับการโหวตขึ้นเป็นอันดับ1ของไทยและเอเชียแซงหน้าลูกพี่มาร์ค


ผู้เล่นในเฟสบุ๊คแจ้งข่าวว่า ในfacebookของคุณทักษิณมีคนๆ นึงท่าทางจะไม่ชอบ หรือพูดง่ายๆ ว่าเกลียดคุณทักษิณโพสภาพไม่เหมาะสมลงไป เดี๋ยวดูภาพประกอบกันนะ


แล้วมีคนไปขุดคุ้ยมาอีกว่า คนที่โพสคือ Joey Tulyanond หรือ โจอี้ (http://www.facebook.com/tulyanond)หรือ นาย จิรายุ ตุลยานนท์ เลขานุการส่วนตัว นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง


พอโจอี้โพสภาพไปแล้ว ก็มีคนมา comment ถึงความไม่เหมาะสม แต่แล้วโจอี้, เลขานุการส่วนตัวของรัฐมนตรีกรณ์ฯ ก็กลับตอบโต้ไปว่า "You may not like what I say, but you should defend with your life my right to say it. That is the essense of democracy my friend..."


นี่คือมาตรฐานการกระทำของคนที่มีคุณธรรมจริยธรรมตามแบบแผนของพรรคประชาธิปัตย์ และคือพฤติกรรมของบุคคลที่ใกล้ชิดรัฐมนตรี พฤติกรรมแบบนี้คงไม่แปลกถ้านายโจอี้เป็นไม่มีการศึกษา หรือเป็นกุ๊ย แต่นี่โจอี้เป็นคนการศึกษาดี และที่สำคัญ คือเป็นถึง "เลขานุการส่วนตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกรณ์ฯ" สงสารประเทศชาติที่คนใกล้ชิดรัฐมนตรีมีพฤติกรรมเช่นนี้


ป.ล. โจอี้คนนี้คือเจ้าของไอเดียที่ส่ง SMS เข้ามือถือในช่วงที่นายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกใหม่ๆ ( อ่านลิ้งค์ข่าวเกี่ยวข้อง คลิ้ก)

ข้อมูลของโจอี้ ในface book

เพศ:ชายวันเกิด:25 กรกฎาคม 1976
บ้านเกิด:Bangkok, Thailand
มุมมองด้านการเมือง:Democrat Party (Thailand)
ศาสนา:Religion is the opiate of the masses

ข้อมูลส่วนบุคคล
รายการทีวีโปรด:West Wing, Heroes, Roots, 60 Minutes
หนังสือโปรด:The Lexus and the Olive Tree, Free to Choose, Humanure Handbook


การศึกษาและการทำงาน

บัณฑิตวิทยาลัย:Johns Hopkins - SAIS '02 MA, SE Asia Studies
มหาวิทยาลัย:Chulalongkorn University '99 Pol Sci
โรงเรียนมัธยม:Ruamrudee International School '95

นายจ้าง:Democrat Party (Thailand)

จับตาอภิสิทธิ์ .. จะตายแบบ active หรือ passive euthanasia !!!

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ เรืองยศ จันทรคีรี
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
ภาพโดย Ingrid jousta
11 สิงหาคม 2552

Euthanasia หมายถึงการฆ่าตัวตายของผู้ป่วยในระยะสุดท้าย ที่ไม่มีหนทางพ้นไปจากความตายได้ โดยการช่วยเหลือของผู้อื่น หรืออาจเรียกเป็นการุณยฆาต (Mercy Killing) คือ เป็นรายการที่ผู้ป่วยยินยอมให้ผู้อื่นฆ่าโดยความเมตตา...

ผมคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เมื่อมองไปยังรูปภาพของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พิจารณาสถานการณ์รวมๆ ผมยังมองไม่เห็นทางรอดของรัฐบาลชุดนี้ แม้จะพร่ำบ่นเช้า-ค่ำว่า รู้สึกพึงพอใจต่อผลงานของตัวเองก็ตาม ...

ผมว่าในตอนนี้ น่าจะมีบางฝ่ายเริ่มคิดบ้างเหมือนกันว่า อย่าได้ไปขับไล่รัฐบาลชุดนี้เลย ปล่อยท่านเอาไว้เถอะ เพราะไงๆเ ฉาคาต้น ไร้ปัญญาจะอยู่อย่างมีผลงาน หรือไปแก้ไขปัญหาอะไรใดๆ ให้ประชาชนและชาติบ้านเมืองได้?

ฟัง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร ท่านให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง จะทรุดตัวหนักกว่าครึ่งปีแรก และแถมครึ่งปีแรกของ 2553 ยังจะหนักหน่วงกว่าครึ่งปีหลังของ 2552 นี้อีก ...เพราะพิจารณาโดยภาพรวม ก็ยังไม่เห็นสัญญาณว่าเ ศรษฐกิจจะฟื้นตัว ... แล้วเศรษฐกิจไทยในยุคเด็กๆ ดู ยังไม่ดิ่งถึงพื้นด้วยซ้ำไป?

ลองคนระดับ “ดร.โกร่ง” พูดออกมาอย่างนี้ ใครๆ รับฟังแล้วก็ชักหนาวหัวใจสั่นยะเยือกทั้งนั้นครับ?

การส่งออกก็ติดลบมาเรื่อยๆ ติดคามาต่อเนื่องร่วม 9 เดือนเข้าไปแล้ว ทั้งเชื่อว่า ครบปี เห็นจะติดลบเข้าไปอีก ยิ่งเป็นตัวเลขของการนำเข้า มันลดต่ำเสียยิ่งกว่าตัวเลขส่งออก ...ครับ ... เป็นสิ่งสะท้อนชัดเจน ถึงสภาวะของการตกต่ำในการผลิตที่หนักหน่วงรุนแรงยิ่งนัก ซ้ำสินค้าส่งออกภาคการเกษตรก็ ลดลงเรื่อยๆ ด้านภาคการลงทุน แทบจะไม่มี ส่วนการท่องเที่ยวซึ่งถูกกระทบหนักจากภาวะเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัญหาการเมืองในประเทศไทย แถมถูกบดบี้ด้วยเรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ นี่เป็นผลกระทบสำคัญในบัญชีเดินสะพัด ...หนักทั้งนั้น!

ข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ สวนทางกับความจริงชุดเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่เหวี่ยงแถลงไปอีกข้าง ...

เมื่อต้นเดือนสิงหาคม นายกรัฐมนตรียังบอกว่า งานวิจัยอย่างน้อย 3 ชิ้น ยืนยันความจริงว่า ในครึ่งปีหลัง 2552 เศรษฐกิจไทยจะกระเตื้องขึ้น?

ครับ... ลองรับฟังดู แต่ส่วนตัวนั้น ผมมีคำถามกึ่งโน้มไปข้างไม่เชื่อ เหมือนอย่างตัวเลขของคนว่างงาน ซึ่งรัฐบาลประเมินเอาไว้ที่ 800,000 คน แต่ยังเห็นคุณศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) มองตัวเลขแตกต่างไปลิบลับ เห็นว่า ถ้าหากใช้วิธีการประเมินตามมาตรฐานสากล ตัวเลขคนว่างงานอาจเป็น 6 ล้านคน!

ปัญหาเศรษฐกิจ ยังมีมุมถกได้อีกแยะนัก ล้วนเห็นต่างไปจากรัฐบาล ผมคิดว่า รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์กำลังเดินทางมาถึงจุดโค้ง ที่ท้ารบกับความเป็นและตายเข้าแล้ว

เรื่องเศรษฐกิจ มันเป็นของจริงทางปฏิบัติ คงมิอาจใช้สงครามข่าว หรือวาทกรรมเข้ามากลบได้ มักแตกต่างไปจากความขัดแย้งเรื่องแง่มุมกฎหมาย หรือการเมือง ตรงนั้นความชำนาญการ หรือสไตล์การเมืองแบบโต้วาที ช่วยได้ ... ปัญหาในเชิงนามธรรมนั้น ย่อมพลิกลิ้น แถกไถหาเหตุผลไปได้ง่ายๆ

แต่ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องคือรูปธรรมของจริงทางปฏิบัติ เหมือนอย่างเศรษฐกิจที่กำลังเข้าสู่สภาวะเงินฝืด ระบบการเงินเข้าสู่กับดักสภาพคล่อง คือมีสภาพคล่องในระบบ แต่ไม่มีใครใช้ หรือใช้ไม่ได้? ...

ผมไม่เชื่อว่า ของจริงภาคปฏิบัติอย่างนี้ จะทำให้รัฐบาลอยู่รอดได้ อาจไม่จำเป็นออกแรงไล่มากนัก สำหรับรัฐบาลศักยภาพแบบนี้ ต่อให้เป็นชนิดอย่างหนา ก็อยู่ไม่ได้แน่นอน ... เอาให้ถึงเวลานั้น ประชาธิปัตย์มีสิทธิเหี่ยวเฉาคาต้น ตายซากจริงๆ จนไม่มีสิทธิฟื้น

บางทีพรรคประชาธิปัตย์ ก็มีสิทธิเรื่อง Right to life หรือ The Right to die อาจต้องตั้งคำถามกับตัวเองได้แล้วว่า ควรเลือกรักษาพรรคเอาไว้ หรือจะยอมสิ้นสภาพตายตามไปกับอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...

เชื่อว่านี่เป็นการบ้านใหญ่ คนในประชาธิปัตย์เอง ก็ชักจะถกกันหนักแล้ว ไม่มีใครไม่กลัวหรอกครับ มัจจุราชกวักมือโบกไหวๆอ ยู่เบื้องหน้า?

คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลชุดนี้ ยังไงก็ตายเด็ดๆ เพียงแต่จะเป็นแบบ Active Euthanasia คือมีคนลงมือฉีดยาให้ตาย หรือจะเป็นแบบ Passive Euthanasia ไม่ได้ฉีดยาให้ตาย ปล่อยให้ตายไปเอง โดยไม่ใช้เครื่องมือทางการแพทย์ ...

คุณอภิสิทธิ์จะเลือกแบบไหนก็เชิญตามสบายเถอะครับ?

หรือจะพ่วงเอาพรรคตายตามก็ยังได้... เชิญ? ถึงจุดนั้นแล้ว อาจต้องร้องโวยวายกันว่า ช่วยไล่หน่อยเถอะ ฉันอยากไปเต็มทีแล้วโว้ย!!

ตอบข้อสงสัยที่ว่าทำไมกษัตริย์ของสเปญจึงทรงต่อต้านการรัฐประหาร

ที่มา Thai E-News


พระบารมีปกเกล้า-กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส แห่งราชอาณาจักรสเปญ ทรงแถลงทางโทรทัศน์ไม่สนับสนุนการก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2524 และทรงเรียกร้องให้กองทัพ และประชาชนร่วมมือกันปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ

โดย Pegasus
11 สิงหาคม 2552

รัฐธรรมนูญสเปญในส่วนของพระมหากษัตริย์นั้นกำหนดไว้ว่า ก่อนขึ้นครองราชย์พระองค์จะต้องเสด็จไปกล่าวคำสัตย์ ปฏิญญานต่อหน้ารัฐสภาว่า พระองค์จะเคารพต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สร้างหลักประกันว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเกิด ดังนั้นคำถามที่ว่าทำไมกษัตริย์สเปญทรงต่อต้านการรัฐประหาร ก็เพราะว่าพระองค์ทรงให้คำสัตย์ไว้กับรัฐสภาแล้วว่า พระองค์จะเคารพต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งนัยก็คือการปกป้อง และรักษาระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง เนื่องจากการยึดอำนาจก็จะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และสถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแทน



ในข้อเขียนของผู้ใช้นามปากกาว่า socialism ได้ยกประเด็นที่กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ของสเปญทรงแสดงพระองค์ไม่สนับสนุนการยึดอำนาจของฝ่ายทหาร ทำให้การรัฐประหารครั้งนั้นล้มเหลว และทำให้ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นรุ่งเรืองในประเทศสเปญนับแต่นั้นมา ในความคิดคำนึงของ socialism ดูเหมือนจะมีความรู้สึกว่าในประเทศอื่นๆที่มีระบอบการปกครองคล้ายคลึงกันนั้น พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยพระองค์อื่นจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในลักษณะเดียวกันได้หรือไม่

ก่อนอื่นขอนำข้อเขียนของ socialism เฉพาะที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่กษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส ทรงยุติการยึดอำนาจด้วยพระองค์เองดังนี้

ฯลฯ
การก่อการร้ายของกลุ่ม ETA ที่เรียกร้องเอกราชแก่แคว้นบาสก์ วิกฤตเศรษฐกิจ การกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับแคว้นปกครองตนเอง ตลอดจนกรณีเหล่าขุนศึกสมัยฟรังโก้ไม่เต็มใจปรับตัวตามนโยบายเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย ปัจจัยเหล่านี้เป็นชนวนให้ทหารกลุ่มหนึ่งที่ยังภักดีต่อระบอบฟรังโก้คิดก่อการรัฐประหาร วันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๘๑

ในขณะที่ Leopoldo Calvo Sotelo นายกรัฐมนตรีคนใหม่กำลังแถลงนโยบายต่อสภาโดยมีการถ่ายทอดสดออกทางโทรทัศน์ กองกำลังทหารราว ๒๐๐ นายนำโดยพันโท Antonio Tejero ได้เข้ายึดสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเอาปืนยิงขึ้นฟ้าและสั่งให้ผู้ที่อยู่ในสภาหมอบลงกับพื้น

ความตั้งใจเดิม คณะผู้ก่อการรัฐประหาร ซึ่งมีพลเอก Alfonso Armada อดีตเลขานุการของฆวน คาร์ลอส เป็นมันสมอง และพันโท Antonio Tejero เป็นฝ่ายคุมกำลัง ต้องการยึดอำนาจและจัดตั้ง “รัฐบาลเฉพาะกิจเพื่อความสมานฉันท์” เพื่อจัดการปัญหาก่อการร้ายของกลุ่ม ETA โดยเชิญชวนนักการเมืองระดับแกนนำทั้งฝ่ายซ้ายและขวาเป็นรัฐมนตรี

แต่พันโท Antonio Tejero รับไม่ได้กับโผรายชื่อที่มีฝ่ายซ้ายรับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญหลายคน ในระหว่างการเจรจาต่อรอง พันโท Antonio Tejero ก็ตัดสินใจเข้ายึดอำนาจทันที จากนั้นไม่นาน พลโท Jaime Milans del Bosch แม่ทัพภาคที่ ๓ ก็นำกองกำลังออกมาบนท้องถนนในเมืองบาเลนเซียและประกาศกฎอัยการศึก

ราวสามทุ่ม โฆษกคณะรัฐประหารแถลงว่ากำลังจัดตั้งรัฐบาลชั่วคราวภายใต้การสนับสนุนของกษัตริย์ ตี ๑ ของวันถัดไป การแทรกแซงทางการเมืองครั้งสำคัญของกษัตริย์ในประวัติศาสตร์สเปนก็เกิดขึ้น เมื่อฆวน คาร์ลอส ตัดสินใจแถลงผ่านโทรทัศน์และวิทยุ ไม่สนับสนุนการรัฐประหารครั้งนี้และเรียกร้องให้กองทัพและประชาชนร่วมมือกันปกป้องประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญ ๑๙๗๘

พระองค์ยืนยันว่าทหารมีหน้าที่ป้องกันรัฐบาลที่ชอบธรรมและชอบด้วยกฎหมายตามระบอบประชาธิปไตยอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น เมื่อขาดแรงสนับสนุนจากฆวน คาร์ลอส รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ บรรดาผู้เข้าร่วมกลายเป็นกบฏโดนลงโทษจำคุก โดยเฉพาะแกนนำอย่างพลเอก Alfonso Armada และพันโท Antonio Tejero ศาลตัดสินให้จำคุก ๓๐ ปี
ฯลฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: มีนาคม 30, 2008, 09:55:13 AM โดย Socialism »


ประเทศสเปญ เป็นประเทศที่อยู่ในระบอบการปกครองด้วยระบอบเผด็จการทหารมานาน ตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ต่อมาเมื่อเห็นว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นวิถีชีวิตที่จำเป็นสำหรับการทำมาหากินและการทำธุรกิจสมัยใหม่ของประชากรภายในประเทศแล้ว การทำให้ผ่านพ้นระบอบเผด็จการจึงกลายเป็นความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สเปญก็ไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อ กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ทรงเห็นว่าการกลับไปสู่การใช้อำนาจเผด็จการอีก จะทำให้ประเทศล้มละลาย พระองค์จึงต้องแสดงให้เห็นว่าไม่ทรงสนับสนุนวิถีทางเช่นนี้เป็นธรรมดา อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญของสเปญและประเทศในยุโรปอีกหลายประเทศได้มีการบัญญัติในประเด็นสำคัญที่ทำให้พระมหากษัตริย์ต้องทรงปฏิบัติพระองค์เช่นไร สำหรับการรักษาและจรรโลงระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งประเด็นนี้น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้กษัตริย์ฆวน คาร์ลอส ทรงออกมาต่อต้านการยึดอำนาจในครั้งนั้นและทำให้ความพยายามยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบประชาธิปไตยไปเป็นระบอบเผด็จการไม่อาจเกิดขึ้นได้อีกต่อไปในสเปญ โดยเหตุผลดังกล่าวมีบัญญัติไว้ดังที่คัดเลือกมาจากรัฐธรรมนูญของสเปญแล้วโดยจะขอแสดงภาษาอังกฤษไว้เพื่อความเข้าใจที่ตรงกันก่อนจากนั้นจะอธิบายความในภายหลัง ดังนี้

Spain - Constitution
Title II The Crown
Article 56 [Head of State]


(1) The King is the Head of State, the symbol of its unity and permanence. He arbitrates and moderates the regular functioning of the institutions, assumes the highest representation of the Spanish State in international relations, especially with the nations of its historical community, and exercises the functions expressly attributed to him by the Constitution and the laws.

(2) His title is that of "King of Spain" and he may use the others which belong to the Crown.

(3) The person of the King is inviolable and is not subject to responsibility. His acts shall always be in the manner established in Article 64 and shall lack validity without that countersignature, except as provided for by Article 65 (2).

Article 61 [Oath]

(1) The King, on being proclaimed before the Parliament, will swear to faithfully carry out his functions, to obey the Constitution and the laws and ensure that they are obeyed, and to respect the rights of citizens and the Autonomous Communities.

(2) The Prince heir, when coming of age, and the Regent or Regents when they assume their functions, will swear the same oath as well as that of loyalty to the King.
Article 62 [Competences]

It is incumbent upon the King:

a) to approve and promulgate laws;
b) to convoke and dissolve the Parliament and to call elections under the terms provided for in the Constitution;
c) to convoke a referendum in the cases provided for in the Constitution;
d) to propose the candidate for the President of the Government and to appoint him, or when required, to terminate his functions under the terms provided in the Constitution;
e) to appoint and dismiss the members of the Government at the proposal of its President;
f) to issue the decrees approved in the Council of Ministers, confer civilian and military positions, and award honors and distinctions in accordance with the law;
g) to be informed of the affairs of state and for this purpose preside over the sessions of the Council of Ministers when he
deems it appropriate at the request of the President of the Government;
h) to exercise supreme command of the Armed Forces;
i) to exercise the right of clemency pursuant to a law, which cannot authorize general pardons;
j) to be the High Patron of the Royal Academies.

Article 64 [Countersignature]

(1) The actions of the King shall be countersigned by the President of the Government and, when appropriate, by the competent ministers. The nomination and appointment of the President of the Government and the dissolution provided for in Article 93 shall be countersigned by the President of the House of Representatives.

(2) The persons who countersign the acts of the King shall be responsible for them.


กฎหมายรัฐธรรมนูญสเปญที่เลือกมานี้ จะปรากฎในรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขทั้งสิ้น มีผิดแผกแตกต่างกันก็เพียงรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ เพียงแต่ว่าสิ่งนี้อาจเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อน

ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญของไทยทุกครั้งมาจะร่างโดยนักกฎหมายคนเดิมๆหรือกลุ่มเดิมๆที่ไม่ได้เป็นการร่างขึ้นจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง แม้แต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ ก็ตามที

โดยเฉพาะในหมวดสำคัญได้แต่เรื่องของระบอบการปกครองทั้งที่เกี่ยวกับอำนาจของประชาชนและสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่เนื่องจากเรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตของบทความนี้จึงเพียงแต่นำมาพูดถึงให้ระลึกได้เท่านั้น

เฉพาะในส่วนของพระมหากษัตริย์สเปญนั้น ก่อนขึ้นครองราชย์พระองค์จะต้องเสด็จไปกล่าวคำสัตย์ ปฏิญญานต่อหน้ารัฐสภาว่า พระองค์จะเคารพต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง สร้างหลักประกันว่าสิ่งเหล่านี้ต้องเกิด รวมถึงการเคารพต่อสิทธิของพลเมืองและชุมชนที่เป็นอิสระในการปกครองตนเอง

และแม้ว่ากษัตริย์ของสเปญจะมีการระบุไว้ชัดเจนว่าทรงเป็นเพียงสัญลักษณ์เท่านั้นแต่ก็ทรงได้รับมอบหมายพระราชกรณียกิจหลายประการเหมือนประเทศอื่นๆที่เป็นระบบ constitutional monarchy ไม่ถึงขนาดเป็นสัญลักษณ์อย่างแท้จริงเท่านั้นแบบของอังกฤษและญี่ปุ่นที่จะไปในทาง limited monarchy มากกว่า

ประเด็นสำคัญต่อมาคือ ทุกการกระทำของพระองค์จะต้องมีนายกรัฐมนตรี(หัวหน้าฝ่ายบริหาร) หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องลงนามร่วมด้วยและรับผิดชอบแทนพระองค์ในกิจกรรมนั้นๆ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีหรือการยุบสภาต้องมีลายมือชื่อของประธานรัฐสภากำกับด้วยเสมอ

ต้องเข้าใจก่อนว่า การลงรายมือชื่อร่วมในทุกพระราชกรณียกิจไม่ว่าจะทรงงานใดๆก็ตาม ก็เพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงพ้นจากการว่าร้ายและการกล่าวโทษ โดยนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือประธานรัฐสภาจะเป็นผู้รับผิดชอบแทน ในขณะเดียวกันถ้าพระมหากษัตริย์ทรงงานหลุดออกไปจากวิถีทางของประชาธิปไตยหรือนโยบายของรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมาก นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีก็จะไม่ลงชื่อร่วมทำให้การนั้นๆเป็นโมฆะไม่มีผลอะไร เป็นหลักประกันว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และจะทรงงานตามความต้องการของประชาชน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะถูกตรวจสอบโดยฝ่ายค้านในรัฐสภา และอาจถูกลงโทษทางการเมืองได้หากดำเนินการไม่ถูกต้อง การทักท้วงจากฝ่ายการเมืองต่อพระมหากษัตริย์ในเรื่องที่ความเห็นไม่ตรงกันจึงเกิดขึ้นได้และเป็นทางออกที่จะรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ไว้ได้ยืนนานตามความเห็นของคนยุโรป

ดังนั้นคำถามที่ว่าทำไมกษัตริย์สเปญทรงต่อต้านการรัฐประหาร ก็เพราะว่าพระองค์ทรงให้คำสัตย์ไว้กับรัฐสภาแล้วว่าพระองค์จะเคารพต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งนัยก็คือการปกป้อง และรักษาระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง เนื่องจากการยึดอำนาจก็จะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ และสถาปนาระบอบเผด็จการขึ้นแทน

ส่วนคำถามต่อไปคือพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่นๆจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจอย่างเดียวกันได้หรือไม่ คำตอบก็คงจะเป็นที่ว่ารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆ มีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างจากรัฐธรรมนูญของประเทศในยุโรปที่มีการปกครองระบอบเดียวกันมากน้อยเพียงใด

ถ้ารัฐธรรมนูญได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชกรณียกิจต้องปกป้องรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์พระองค์ใดก็คงจะทรงงานเช่นเดียวกับกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอส เพราะปกติพระมหากษัตริย์ตรัสแล้วไม่เคยคืนคำ เป็นราชประเพณีของทุกๆประเทศเช่นเดียวกัน ดังนั้น socialism ผู้เขียนบทความข้างต้นก็ควรไปศึกษารัฐธรรมนูญของประเทศนั้นๆว่าได้มีการกำหนดให้พระมหากษัตริย์ก่อนขึ้นครองราชต้องให้คำสัตย์ ปฏิญานที่จะเคารพต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อหน้าประชาชนได้แก่รัฐสภาไว้ในลักษณะเดียวกันหรือไม่ เป็นต้น

รัฐธรรมนูญของสเปญยังมีประเด็นที่น่าสนใจอีกหลายประการ โดยเฉพาะสเปญเป็นประเทศที่อาจถือได้ว่ามีระบอบการปกครองแบบเผด็จการมายาวนาน สมควรที่จะได้ทำความเข้าใจกับเรื่องของการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนลงในประเทศนี้

นอกเหนือจากพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ ฆวน คาร์ลอสที่ได้ทรงแสดงพระองค์เป็นกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เข้มแข็ง และเป็นแบบอย่างสำหรับการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้อย่างดียิ่ง

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่สุดมิได้
00000000
อ่านบทความเกี่ยวข้อง:
-บทบาทและพระราชอำนาจของกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย
-เปรียบเทียบรัฐธรรมนูญสวีเดนและญี่ปุ่น จากหลักสากลว่าด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

แม่ผมและแม่ของคุณ กับแม่ของอำมาตย์

ที่มา Thai E-News

โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
11 สิงหาคม 2552

แม่ผมรักประชาธิปไตย เกลียดทหารเผด็จการ และมีโอกาสเห็นข้อเสียของเผด็จการทหารในไทย ทั้งในเรื่องความรุนแรงและการคอร์รัปชั่น อีกทั้งแม่ผมรู้จักเส้นแบ่งในหน้าที่ระหว่างหน้าที่สาธารณะกับความเห็นส่วนตัว ทั้งๆ ที่แม่ผมไม่เคยถือตำแหน่งสำคัญอะไร แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่ของพวกอำมาตย์” ได้ประโยชน์กับเผด็จการทหาร ออกหน้าออกตาไปสนับสนุนแก๊งอันธพาลการเมืองที่ทำลายประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญปี ๔๐ และมีพฤติกรรมรุนแรงเหมือนโจรกลางกรุงเทพฯ นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา



วันนี้พวกอำมาตย์เปื้อนเลือดประโคมข่าวเรื่อง"แม่ของพวกอำมาตย์" เพื่อสนับสนุนการทำลายประชาธิปไตย และเพื่อการกดขี่ให้คนจน “รู้จักพอเพียงในความจน” แทนที่จะพัฒนาฐานะชีวิตผ่านการมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ในสังคม หรือการรับสวัสดิการอันชอบธรรมจากรัฐบาลเมื่อตกยากลำบาก


พวกอำมาตย์อาจสับสนว่าใครเป็นแม่ของตนเอง เพราะชอบเรียกคนที่ไม่ใช่แม่ผู้ให้กำเนิดว่า “แม่” แต่ผมไม่สับสนว่าใครเป็นแม่ผม และผมเชื่อว่าคุณคงไม่สับสนเช่นกัน

แม่ผมเป็นคนเรียบง่าย ไม่สนใจที่จะรวยเกินความจำเป็น และเป็นคนที่มองว่าทรัพยากรของสังคมควรแบ่งให้พลเมืองทุกคนอย่างเท่าเทียมกันเพื่อความเป็นธรรม แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่ของพวกอำมาตย์” ไม่เคยรู้จักพอ ทั้งเพชร ทอง หุ้น เงิน กอบโกยโดยไม่มีวันสิ้นสุด นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

แม่ผมเป็นคนที่ไม่อยากให้ใครมายอ ไม่อยากได้ยศศักดิ์ แต่อยากให้ลูกและเพื่อนรัก เมื่อแก่แล้ว แม่ผมก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงด้วยศักดิ์ศรี แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่ของพวกอำมาตย์” นั่งรอให้คนชมทั้งวันทั้งคืน ไปไหนก็แสวงหายศหรือปริญญาเพิ่ม ไม่แน่ใจว่ามีมนุษย์คนใดรักจริงโดยไม่มีอะไรแอบแฝง และที่น่าสงสารคือหลงตนเอง นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา และระบบของเขาทำลายความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน

แม่ผมเป็นคนรักสงบ ไม่ชอบอาวุธปืนหรือสงคราม แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่ของอำมาตย์” เอะอะจะจับปืนยิงคนมุสลิมในภาคใต้ หรือกระตือรือร้นที่จะปลุกความรุนแรงของลูกเสื้อชาวบ้านในเหตุการณ์ ๖ ตุลา นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

แม่ผมพยายามสั่งสอนผมให้เป็นคนดี ถ้าผมไม่ดีก็ไม่ใช่ความผิดเขา อีกทั้งแม่ผมไม่เคยอ้างว่าเขาเป็น “แม่แบบอย่าง” แม่ผมเป็นคนพูดตรงไม่โกหก ถ้าผมทำอะไรที่แม่มองว่าไม่ดี ผมจะถูกวิจารณ์ และเคยถูกวิจารณ์ ไม่มีการปกป้องความผิดของผมเพราะเพียงเป็นลูก แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่ของพวกอำมาตย์” ที่ยอมให้อำมาตย์ยอว่าเป็น “แม่แบบอย่าง” มีลูกที่มีพฤติกรรมไม่ดี และ “แม่ของพวกอำมาตย์” ไม่เคยออกมาวิจารณ์เลย ได้แต่สนับสนุนและปกป้อง ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะ “แม่”พวกอำมาตย์ บอกว่าลูกชายจะต้องเป็นผู้สืบทอดกองมรดกของตระกูล ด้วยสาเหตุสายเลือดเท่านั้น แต่ไม่คำนึงถึงศีลธรรม ความสามารถ และเหตุผลแต่อย่างใด

แม่ผมรักประชาธิปไตย เกลียดทหารเผด็จการ และมีโอกาสเห็นข้อเสียของเผด็จการทหารในไทย ทั้งในเรื่องความรุนแรงและการคอร์รัปชั่น อีกทั้งแม่ผมรู้จักเส้นแบ่งในหน้าที่ระหว่างหน้าที่สาธารณะกับความเห็นส่วนตัว ทั้งๆ ที่แม่ผมไม่เคยถือตำแหน่งสำคัญอะไร แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่พวกอำมาตย์” ได้ประโยชน์กับเผด็จการทหาร ออกหน้าออกตาไปสนับสนุนแก๊งอันธพาลการเมืองที่ทำลายประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญปี ๔๐ และมีพฤติกรรมรุนแรงเหมือนโจรกลางกรุงเทพฯ นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

แม่ผมมองว่าถ้าใครในสังคมไม่มีบ้านที่อยู่อาศัยที่ดีพอหรือมีมาตรฐาน คนอื่นทุกคนไม่มีสิทธิ์ที่จะมีบ้านสองหลัง แม่ของคุณก็คงไม่ต่าง แต่ “แม่ของอำมาตย์” ไม่ได้เพียงแต่มีบ้านหลายหลัง แต่ยังมีขนาดใหญ่ยังกับวัง ทั้งๆ ที่พลเมืองไทยจำนวนมากไม่มีที่อยู่อาศัยที่เป็นมาตรฐาน แล้วยังมาเสนอให้คนอื่น “พอเพียง”!! นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา ในอนาคตเราคงต้องยึดบ้านใหญ่ยังกับวังทั้งหลาย มาเป็นบ้านพักคนชราของพลเมืองทั้งชาติ เพื่อแสดงความเคารพรักกับคนที่สร้างสังคมจริงๆ

แม่ผมชอบทำงานบ้านเอง บางช่วงในชีวิตอาจมีคนมาช่วยสักคน แต่โดยทั่วไปมองว่าทุกคนควรทำงานธุระของตนเอง ไม่เอาเปรียบใคร ในยุคก่อนๆ แม่ผมชอบถ่ายรูปชาวนาแถวรังสิตที่ไถนาด้วยควาย เพราะสมัยนั้นไม่มีเครื่องจักร แต่แม่ผมเข้าใจดีว่างานไถนาหรืองานของเกษตรกรคนจน เป็นงานหนักมาก ถ้ามีอะไรที่ลดภาระงานก็จะดี แม่ของคุณคงไม่ต่าง แต่ “แม่ของอำมาตย์” ไม่เคยทำงานเอง มีคนรับใช้เป็นฝูง แล้วมาเสนอว่าเกษตรกรควรกลับไปใช้ควายไถนา อย่างนี้เขาเรียกว่าอะไร? อย่างนี้ต้องยกย่องด้วยหรือ? นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

แม่ผมเป็นคนขี้อาย แต่ก็พูดจากับคนแปลกหน้าด้วยมารยาท แม่ของคุณคงไม่ต่าง แม่ของพวกเราส่วนใหญ่ฟังภาษาโบราณไม่ออก แต่ “แม่ของอำมาตย์” ไม่ยอมให้คนอื่นพูดภาษาไทยง่ายๆ กับตนเอง ทุกคนถูกสั่งให้ขุดภาษาโบราณขึ้นมาใช้ เหมือนกับว่า เวลาใช้ภาษาที่คนฟังไม่เข้าใจก็จะมองว่าตนเป็นเทพเจ้า หรือมองข้ามความจริงเกี่ยวกับตนเอง นี่คือแม่ “แบบอย่าง” ของพวกเขา

ที่ผมเขียนเกี่ยวกับแม่ผมหรือแม่ของคุณ ไม่ใช่เพื่อยกย่องเลย เพราะถ้ายกย่องก็คงถูกแม่ต่อว่าอย่างหนัก ไม่ใช่เพื่อนำแม่ของเรามาสร้างความชอบธรรมกับสิ่งที่ผมหรือคุณทำเลย เพราะสิ่งที่คนเสื้อแดงทำมีความชอบธรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องแอบอ้างใคร

บทความสั้นๆ นี้ เป็นแค่การพูดอะไรที่เป็นความจริงง่ายๆ ความจริงเกี่ยวกับแม่ของพวกเรา ไม่มีอะไรพิเศษ เปรียบเทียบกับแม่ของพวกอำมาตย์ ซึ่งผมก็ไม่ได้เจาะจงบอกว่าเป็นใคร เพราะพวกอำมาตย์ชอบคิดว่าคนที่ไม่ใช่ผู้ให้กำเนิดนั้นเป็นแม่ของพวกเขา และยังยัดเยียดมาให้เป็นแม่ของพวกเราอีกด้วย

เอาเป็นว่าที่ผมเขียนมานี้เป็นแต่เรื่องสมมุติ เพราะพวกอำมาตย์พยายามสมมุติให้ใครซักคนมาเป็นแม่ของพวกเขา และสมมุติให้เป็นแม่ของพวกเราอีกต่างหาก แต่ถ้าเราพูดความจริง เราจะโดนคดีกฎหมายหมิ่นทันที และคนที่โดนกฎหมายหมิ่นไม่สามารถแก้ตัวในศาลว่า “พูดความจริง” เพราะการพูดความจริงไม่ได้ปกป้องเราจากการถูกตัดสินว่า “ผิด” ในแง่ของกฎหมายอำมาตย์

สรุปแล้วกฎหมายหมิ่นที่พวกอำมาตย์ทั้งหลายรักจัง เป็นกฎหมายที่บังคับให้พลเมืองพูดเท็จ และทุกวันนี้อะไรๆ ที่เกี่ยวกับ “แม่แห่งอำมาตย์” ที่ปรากฏให้เห็น ก็ล้วนแต่เป็นเท็จ แต่เราก็รู้ใช่ไหม?

สังคมอะไรที่บังคับให้คนพูดเท็จ? สังคมอะไรลงโทษคนที่พูดจริง? สังคมอะไรที่เชิดชูคนคนหนึ่งขึ้นมาเป็น “แม่แห่งอำมาตย์” หรือ “แม่แบบอย่าง” โดยไร้เหตุผลไร้สติปัญญา และเพื่อปกป้องเผด็จการและความเหลื่อมล้ำ??

ถึงเวลายุติเรื่องวันแม่ของพวกอำมาตย์ แต่ที่สำคัญคือ ถึงเวลาที่เราจะมีประชาธิปไตยแท้ และความเป็นธรรม หรือความเท่าเทียมในสังคม ซึ่งแปลว่าต้องยกเลิกอำมาตย์ และยกเลิกระบอบแบบแผนตามจารีตโบราณอันไม่สอดคล้องกับกาลสมัย และเป็นอุปสรรคของประชาธิปไตย

ประชาชนจงเจริญ!!!! ประชาธิปไตยแท้จงเจริญ!!!!

นายกฯอังกฤษไม่เคารพตุลาการภิวัตน์พม่า ประณามยัดคุกซูจีตัดทางลงเลือกตั้งปีหน้า

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา BBC
11 สิงหาคม 2552

กอร์ดอน บราวน์กล่าวว่าเขา"รู้สึกสลดใจและโมโหแค้นเคือง"ต่อคำตัดสินของศาลพม่าและว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็นเรื่อง"จอมปลอม" บราวน์ชี้ว่า"มันเป็นการตัดสินจำคุกทางการเมืองโดยแท้"ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีอังกฤษชี้ว่า ศาลพม่าตัดสินเช่นนี้ก็เพื่อกีดกันไม่ให้ซูจีได้ลงรับสมัครเลือกตั้งซึ่งเผด็จการทหารพม่าจะจัดขึ้นในปีหน้า


ตุลาการภิวัตน์ฉบับพม่าตัดสินวันนี้ให้จำคุกนางอองซาน ซูจี ผู้นำเรียกร้องประชาธิปไตยพม่าต่อไปอีก 18 เดือน โดยให้กักขังบริเวณไว้ในบ้านพักของเธอในกรุงย่างกุ้ง

นางซูจีผู้ชนะรางวัลโนเบิลสันติภาพตกเป็นเหยื่อกฎหมายความมั่นคงแห่งรัฐของพม่า โดยศาลของพม่าตัดสินว่าเธอยินยอมให้ยสัญชาติสหรัฐฯว่ายน้ำเข้าไปหาที่บ้านพักที่ใช้คุมขังอยู่

เธอถูกตัดสินให้จำคุกแรงงานสถานหนัก 3 ปี แต่ผู้นำเผด็จการทหารพม่าตานฉ่วยให้ความปราณีเหลือโทษจำคุกภายในบ้านพัก 18 เดือนแทน เจ้าหน้าที่ทางการพม่าเปิดเผย

ส่วนชาวอเมริกันจอห์น เย็ตธอว์ถูกตัดสินจำคุก 7 ปี และในนี้ถูกตัดสินให้ใช้แรงงานหนัก 4 ปี

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ นายกอร์ดอน บราวน์กล่าวว่าเขา"รู้สึกสลดใจและโมโหแค้นเคือง"ต่อคำตัดสินของศาลพม่าและว่าคำตัดสินดังกล่าวเป็นเรื่อง"จอมปลอม"

บราวน์บอกว่า"มันเป็นการตัดสินจำคุกทางการเมืองโดยแท้"ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีอังกฤษชี้ว่า ศาลพม่าตัดสินเช่นนี้ก็เพื่อกีดกันไม่ให้ซูจีได้ลงรับสมัครเลือกตั้งซึ่งเผด็จการทหารพม่าจะจัดขึ้นในปีหน้า

แม้ตานฉ่วยผู้นำเผด็จการทหารพม่าจะพยายามบอกว่าเขาได้แสดงความปราณีด้วยการลดหย่อนโทษให้ซูซีลงและกักขังในบ้านพัก แทนการส่งเข้าคุกแรงงาน แต่นานาชาติต่างออกโรงประณามผลการตัดสินคดีว่ามีเพื่อกีดกันซูจีไม่ให้ลงเลือกตั้งในปี2553

คดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเจอ"ตอ"แท้เบ้อเร่อ

ที่มา Thai E-News


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
11 สิงหาคม 2552

คดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเจอ"ตอ"ของจริง หัวโจกที่ถูกออกหมายเรียกยังลอยนวล หลังกลายเป็นผู้ก่อการดีชั่วข้ามคืน ครูประทีป-หมอเหวงคนร้องทุกข์กล่าวโทษกลับต้องขึ้นศาลเพราะตามเอาผิดผู้ต้องหาเส้นใหญ่ ไทยอีนิวส์โพลล์ท่วมท้น87%ถือเป็นคดีสำคัญสูงสุดที่รัฐบาลและสื่อต้องให้ความสำคัญเร่งรัด ไม่ใช่มัวแต่ไปเร่งคดียิงหัวลิ้ม ซึ่งมีความสำคัญน้อยกว่าคดีแก๊งปาหินซะอีก


โพลล์ไทยอีนิวส์เร่งรัดคดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสำคัญกว่าคดียิงหัวลิ้ม

ไทยอีนิวส์ได้จัดทำแบบสอบถามท่านผู้อ่านของเราในหัวข้อ"คดีใดที่มีความสำคัญต้องเร่งดำเนินคดี และสื่อควรให้น้ำหนักมากกว่ากัน?"มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 2,430 ตัวอย่าง ผลปรากฎเป็นดังนี้

-คดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบิน 2,128 ตัวอย่าง คิดเป็น 87%ของผู้ตอบแบบสอบถาม
-คดีแก๊งปาหิน 91 ตัวอย่าง คิดเป็น 3%
-คดียิงหัวสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าผู้ก่อการร้ายพันธมิตร 61 ตัวอย่าง คิดเป็น 2%
-เห็นว่ามีความสำคัญพอๆกันทุกคดี 150 ตัวอย่าง คิดเป็น 6%

เป็นที่น่าสังเกตว่าผู้อ่านของไทยอีนิวส์เห็นว่าคดียึดสนามบินมีความสำคัญสูงที่สุดที่ต้องเร่งรัด และสื่อควรให้ความสำคัญมากที่สุด หลังจากผ่านไปกว่า 260 วัน หรือมากกว่า 8 เดือนยังไม่มีการดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิด และน่าสังเกตว่าคดีแก๊งปาหินซึ่งรายการโทรทัศน์เรื่องเล่าเช้านี้ของนายสรยุทธ์ สุทัศนะจินดารณรงค์ว่าผ่านไปแล้ว75วันมีความสำคัญรองลงมา และให้ความสำคัญมากกว่าคดียิงหัวสนธิลิ้ม ซึ่งผานไปแล้ว145วัน โดยสื่อมวลชนกระแสหลักให้ความสำคัญที่สุด และรัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุด ถึงขั้นพยายามปลดผบ.ตร.เพื่อเร่งรัดจับกุมผู้กระทำผิดในคดีนี้

คดีผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินเจอตอของจริง โจรลอยนวลแต่คนร้องเร่งคดีต้องขึ้นศาล

นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ เปิดเผยว่า จากกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯได้ไปเข้าไปยึดและปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2551ถึงวันที่ 3 ธ.ค. 2551 ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศอย่างมหาศาล ทางกลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตยได้ไปยื่นหนังสือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบและสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ดำเนินคดีกับกลุ่มพันธมิตรฯมาเป็นเวลา 7 เดือนแล้ว แต่ผลออกมาเพียงรับทราบข้อกล่าวหา โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯและพวกปฏิเสธที่จะรับข้อกล่าวหาและยังเรียกร้องให้พนักงานสอบสวยเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหาดังกล่าวอีกด้วย

นอกจากนั้นกลุ่มพันธมิตรฯยังได้ไปกล่าวโทษนางประทีปกับพวกต่อศาลแขวงพระนครเหนือ ในข้อหาหรือฐานความผิด แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ร้องทุกข์กล่าวโทษข้อความอันเป็นเท็จ ซึ่งศาลนัดไต่สวนในวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมานี้ ซึ่งตนและพวก จึงขอความเป็นธรรมจาก กรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรได้เรียกพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส หัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบิน มาชี้แจงความคืบหน้าในคดีนี้และขอสำเนาหมายเรียกพล.ต.จำลอง และพวกในข้อหาก่อการร้ายด้วย

แนะทนายเสื้อแดงลุยเอามาร์ค,เทือกเข้าคุกฐานละเว้นจับโจรยึดสนามบิน

ประชาชนที่ติดตามคดีผู้ก่อการร้ายพันธมิตรยึดสนามบินได้เรียกร้องให้มีการแจ้งดำเนินคดีฐานละเว้นหน้าที่ต่อนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง และหัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ฐานละเว้นต่อหน้าที่ ไม่ออกหมายจับผู้ก่อการร้ายพันธมิตร หลังจากออกหมายเรียกให้มารายงานตัวเมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับมีการยกพวกไปม็อบกดดันจนตำรวจต้องล่าถอยเพื่อไปประชุมถอนข้อหาก่อการร้ายให้

"ผมเห็นเงียบไปเลย หลังจากพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส เจ้าของคดีชมว่าเป็นผู้ก่อการดี พันธมิตรก็ไล่กลับให้ไปเปลี่ยนข้อหา ตำรวจก็ดันบ้าจี้จะไปเปลี่ยนข้อกล่าวหาให้พวกมัน ตามกฎหมายแล้วให้เกียรติกันออกหมายเรียก ตามขั้นตอนเมื่อออกหมายเรียกแล้วไม่มารายงานตัว(แต่เสือกมาม็อบกดดันตร.แทน)ขั้นตอนต่อไปก็ต้องออกหมายจับไม่ใช่เหรอ"คือข้อความในกระทู้ที่บอร์ดประชาไท

พร้อมกับได้เสนอให้ทีมทนายของเสื้อแดง หรือพรรคเพื่อไทยที่เพิ่งสัมมนาไปวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า หากตำรวจไม่ดำเนินการตามกฎหมายคือออกหมายจับผู้ก่อการร้าย แต่จะไปเปลี่ยนข้อหาโดยถอดข้อหาก่อการร้ายออก ก็ต้องแอ็คชั่นด้วยการแจ้งความดำเนินคดีเอาผิดนายกรัฐมนตรี รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่คุมตำรวจคือสุเทพ เทือกสุบรรณ และพล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส หัวหน้าชุดดำเนินคดียึดสนามบิน

ทั้งนี้กฎหมายอาญากำหนดไว้ว่า “มาตรา 157 ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ”

พงศ์เทพหยันให้ตร.ออกหมายกราบขอความเมตตาโจรก่อการร้าย

มูลนิธิ 111 ไทยรักไทย ได้จัดงานเสวนาเรื่อง "ผู้ก่อการร้าย-ผู้ก่อการดี กรณียึดสนามบินสุวรรณภูมิ"เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2ส.ค. มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ปรึกษามูลนิธิ 111 ไทยรักไทย และโฆษกส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

โดย นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตรถือเป็นการสร้างความหายนะให้กับประเทศกว่าแสน ล้านบาท เป็นการกระทำที่ถือว่าประทุษร้ายต่อร่างกาย จิตใจ รวมถึงเสรีภาพ ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบขนส่งและระบบโทรคมนาคม การกระทำเช่นนี้ถือว่าทำผิดกฎหมายหลายมาตรา แต่ความผิดที่ชัดเจนที่สุดคือการก่อการร้าย โดยโทษหนักที่สุดถึงขั้นประหารชีวิต

"ที่ผ่านมายังไม่เคยมีคนเลวคนไหน หรือคนเลวกลุ่มใด ที่เพียงแค่สิบวัน ทำประเทศเสียหายไปกว่าแสนล้านบาท ผมอยากเตือนว่า ความผิดในครั้งนั้นไม่ได้เป็นความผิดเฉพาะกลุ่มแกนนำเท่านั้น แต่ผู้ที่เข้าร่วมทั้งหมดที่มีกว่าหมื่นคนจะมีความผิดเช่นเดียวกัน โทษฐานที่เป็นตัวการการก่อการร้ายด้วย แต่เรื่องนี้ตำรวจคงไม่ต้องออกหมายเรียก แต่ต้องออกหมายกราบขอความเมตตาให้มารายงานตัวแทน เพราะมิเช่นนั้นอาจจะถูกกดดันอีก และเรื่องนี้ทำให้สังคมไทยเกิดความผิดเพี้ยนมาก" นายพงษ์เทพกล่าว

เหวงยันโจรก่อการร้ายจะอ้างใช้สิทธิตามรธน.มิได้

น.พ.เหวง กล่าวว่า การกระทำของกลุ่มพันธมิตร เห็นได้ชัดว่ามีความผิดฐานเป็นผู้ก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 135/1 รวมทั้งผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ.2551 เนื่องจากมีพฤติกรรมทำให้การบินหยุดชะงัก ทำลายทรัพย์สิน ขัดขวางการจราจร หากผลสรุปออกมาว่าการใช้อาวุธยึดสนามบินของกลุ่มพันธมิตร เป็นก่อการดีตามที่นายตำรวจผู้ใหญ่บางคนพูด ตนก็ไม่รู้ว่าคนไทยในประเทศจะมีหน้ายืนอยู่ในสังคมโลกได้อย่างไร นอกจากนี้การอ้างว่าการชุมนุมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63 ตนเห็นว่า กลุ่มพันธมิตร ไม่ควรได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะเห็นได้ชัดว่ามีทั้งอาวุธ มีเจตนาที่จะประทุษร้าย และทำให้คนในสังคมหวาดกลัว อยากให้จับตาดูการตัดสินคดีของกลุ่มพันธมิตร ว่าจะออกมาในทิศทางใด โดยอยากให้เปรียบเทียบกับคดีของกลุ่มคนเสื้อแดง ส่วนตัวเชื่อว่าอีกไม่นานคดีดังกล่าวก็จะเงียบหายไป เพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลที่มีสองมาตรฐาน

เตือนจะเป็นบรรทัดฐานให้มีการยึดสนามบินต่อรองในอนาคต

ด้านนายสงคราม กล่าวว่า คำว่าผู้ก่อการดีคือคนที่ต้องต่อสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย ส่วนคำว่าผู้ก่อการร้าย คือการใช้ความรุนแรง คุกคาม เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์าทางการเมืองของกลุ่มบุคคล จนทำให้ประชาชนหวาดกลัว เหมือนที่กลุ่มพันธมิตร ได้กระทำการ ส่งผลทำให้ประเทศชาติเสียหายกว่าแสนล้านบาท ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต่อการท่องเที่ยว โดยธนาคารแห่งประเทศไทยระบุตัวเลขความเสียหายไว้กว่า 2.9 แสนล้าน นอกจากนี้การก่อการร้ายครั้งนี้ไม่ใช่การก่อการร้ายธรรมดาแต่เป็นการก่อการ ร้ายสากล ทำให้ประเทศไทยต้องตกเป็นประเทศที่มีอันดับความเสี่ยงเป็นอันดับสองของ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ตนเชื่อว่า หากผลสรุประบุว่าการบุกสนามบินเป็นการกระทำที่ก่อการดี ในอนาคตอาจจะมีการยึดสนามบินเพื่อใช้เป็นเครื่องต่อรองทางการเมืองอีกอย่าง แน่นอน ทั้งนี้ระหว่างการเสวนาได้มีการนำเทปบันทึกภาพเหตุการณ์ที่กลุ่มพัน ธมิตร ทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ และถืออาวุธมาเปิดให้ผู้ร่วมฟังเสวนาได้ชมด้วย เพื่อเป็นการยืนยันการเสวนา

ไทยอีนิวส์เปิดหลักฐานโต้หลักแถมัดคอผู้ก่อการร้ายโทษประหาร

สรุป เมื่อหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ การที่กลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรอ้างว่า พวกตนไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายในการยึดสนามบิน เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญจึงฟังไม่ขึ้น เนื่องจากศาลมีคำสั่งให้ยุติการยึดสนามบินและนำมวลชนออกจากสนามบินทันที เพราะเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และยังเป็นการกระทำผิดคำสั่งศาลอีกด้วย


การที่พันธมิตรโต้แย้งว่า การกระทำผิดของพวกตนไม่เข้าข่ายความผิดก่อการร้าย ตามกฎหมายอาญามาตรา135/1 โดยอ้างว่าเนื่องจากกฎหมายระบุยกเว้นให้"การกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือ หรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ไม่เป็นการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย(ดูรายละเอียดกฎหมายตาม ลิ้งค์ )

อย่างไรก็ดีหากย้อนไปที่เหตุการณ์พันธมิตรยึดสนามบินสุวรรณภูมิจะพบว่า ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2551นั้น"ศาลแพ่งได้มีคำสั่งให้พันธมิตรยกเลิกการชุมนุมยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ดังนั้นการชุมนุมยึดสนามบินจึงเป็นการชุมนุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ และขัดต่อคำสั่งศาล เพราะหลังจากศาลมีคำสั่งให้ยุติการยึดสนามบินแล้ว การณ์ปรากฎว่าพันธมิตรยังคงกระทำผิดต่อมาถึงวันที่3ธันวาคม2551

ทั้งนี้ศาลแพ่งได้ไต่สวนฉุกเฉินกรณีบริษัทท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ยื่นฟ้องพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อค่ำวันที่26พฤศจิกายน2551 หลังจากการยึดสนามบินผ่านไปเกือบ2วัน โดยมีคำสั่งให้แกนนำพันธมิตรนำมวลชน ออกจากพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้แม้พันธมิตรฯ จะมีเสรีภาพในการชุมนุม แต่ไม่สามารถหน่วงเหนี่ยวเสรีภาพของบุคคลอื่น ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 34 วรรค 1

ศาลแพ่งรัชดามีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกรณี นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ ผู้อำนวยการท่ากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯกับ พวก รวม 13 คน ในความผิดฐานละเมิดและขับไล่ และยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกไปจากบริเวณท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

โดยศาลวิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พฤติการณ์ของจำเลยทั้ง 13 คนที่ทำการขับไล่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน โดยการชักนำมวลชนมาร่วมชุมนุม ปิดล้อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 มาตรา 34วรรค 1 ทำให้ประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้บริการสนามบินสุวรรณภูมิได้ตามปกติ กรณีมีเหตุผลอันสมควรที่จะนำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวพิพากษามาบังคับใช้ จึงมีคำสั่งให้จำเลยทั้ง 13 คน ออกไป และนำกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อให้พนักงานผู้ให้บริการและประชาชนทั่วไปสามารถใช้บริการได้ตามปกติในทันที

สำหรับรัฐธรรมนูญ มาตรา34วรรค1 กำหนดไว้ดังนี้ "บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ ภายในราชอาณาจักร

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน การผังเมือง หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์"

สรุป เมื่อหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ การที่กลุ่มโจรก่อการร้ายพันธมิตรอ้างว่า พวกตนไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้ายในการยึดสนามบิน เพราะเป็นการชุมนุมทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญจึงฟังไม่ขึ้น เนื่องจากศาลมีคำสั่งแล้วว่าเป็นการกระทำฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และยังเป็นการกระทำผิดคำสั่งศาลอีกด้วย

ตบเกรียนโจรก่อการร้าย ตรงไหนที่ไม่ใช่ก่อการร้าย ตรงไหนที่ว่าเว่อร์

เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจอย่างแท้จริง ไทยอีนิวส์จึงขอให้พิจารณาหลักฐานและข้อเท็จจริงเพื่อโต้กระแสทวนการแถของโจรก่อการร้ายพันธมิตรดังต่อไปนี้

Q-การตั้งข้อหาแกนนำพันธมิตรยึดสนามบินก่อการร้ายนั้นถือว่าเว่อร์เกินไป

A-เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเว่อร์เกินไปหรือไม่ แต่เป็นเรื่องฐานความผิดที่มีหลักฐาน และมีกฎหมายเอาโทษถึงประหารชีวิต นอกจากผิดกฎหมายก่อการร้ายตามมาตรา135/1ยังผิดกฎหมายสากลอีกด้วย ดังนี้

-จะเห็นว่าการแจ้งข้อหาแกนนำพันธมิตรแบ่งเป็น2คดี คดีแรกกรณียึดสนามบินดอนเมือง ซึ่งไม่มีการแจ้งข้อหาก่อการร้าย เป็นแค่ข้อหาบุกรุก เพราะดอนเมืองเป็นสนามบินภายในประเทศ แต่อีกคดีคือสุวรรณภูมิมีข้อหาก่อการร้าย เพราะเป็นสนามบินสากล มีชาวต่างชาติได้รับผลกระทบ ที่สำคัญมีกฎหมายระหว่างประเทศบังคับไว้

-กฎหมายสากลนี้คือพิธีสารข้อตกลงมอนทรีออล ที่มีนานาชาติลงนามรับรอง ไทยลงนามรับรองไว้เมื่อ14พ.ค.2539 ความสำคัญตอนหนึ่งระบุว่า"บุคคลหนึ่งบุคคลใดกระทำความผิด ทำให้การบริการของท่าอากาศยานซึ่งให้บริการการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หยุดชะงักลง หากการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตราย ต่อความปลอดภัย ณ ท่าอากาศยานนั้น" เป็นการกระทำผิดตามพิธีสารเพื่อการปราบปรามการกระทำรุนแรงอันมิชอบด้วยกฎหมาย ณ ท่าอากาศยานสากลฉบับนี้

-กฎหมายที่ออกมารองรับพิธีสารฉบับนี้-เมื่อไทยลงนามแล้วก็ได้มาออกกฎหมายพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มีใจความสำคัญว่า "ผู้ใดทำให้การให้บริการของท่าอากาศยานหยุดชะงักลง ทั้งนี้ โดยใช้กลอุปกรณ์ วัตถุ หรืออาวุธใด ๆ และการกระทำนั้นเป็นอันตรายหรือน่าจะเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของท่าอากาศยานนั้น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี"

-ส่วนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1เขียนไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิดอาญาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ดังต่อไปนี้ (2) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ

ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท

เมื่อเป็นดังนี้โจรก่อการร้ายพันธมิตรจะกล่าวอ้างลอยๆว่า"เว่อร์เกินไป"ได้อยู่หรือ?

Q-แต่กฎหมายอาญา135/1ก็ยกเว้นไว้นะว่าหากเป็นการชุมนุมทางการเมืองก็ไม่เข้าข่ายฐานความผิดก่อการร้าย แบบนี้มั่วหรือเปล่า

อย่างที่อธิบายไปข้างบนแล้วว่า การกระทำของโจรก่อการร้ายพันธมิตรไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะศาลมีคำสั่งแล้วว่าฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และสั่งให้ออกจากสุวรรณภูมิทันที จึงไม่เข้าข่ายต้องยกเว้นให้แต่อย่างใด แถมเป็นการทำผิดคำสั่งศาลอีกต่างหาก

Q-แต่ก็ยังเว่อร์เกินกว่าเหตุ

A-จะว่าเกินกว่าเหตุได้อย่างไร เพราะการก่อการร้ายดังกล่าวมีผลให้ผู้โดยสารต่างชาติตกค้างอยู่ในไทยนานนับสัปดาห์กว่า 4 แสนคน รวมทั้งมกุฎราชกุมารราชอาณาจักรเดนมาร์คที่มาเยือนไทยเป็นอาคันตุกะส่วนพระองค์ของในหลวง ในช่วงนั้นก็ต้องตกค้าง มีคนที่เดินทางเข้าประเทศไม่ได้หลายแสนคน

-ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงานประเทศชาติเสียหายด้านต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม 270,000 ล้านบาท

-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การท่าอากาศยานฯ การบินไทย สายการบินต่างชาติได้เรียกร้องขอให้รัฐบาลชดเชยความเสียหายให้มากกว่า 19,000 ล้านบาท ที่เป็นผลเสียหายโดยตรง

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรยึดเครื่องบินโดยสารต่างชาติไว้ช่วงเกิดเหตุการณ์กว่า 88 ลำ จนทูตชาติมหาอำนาจ 6 ชาติ คือสหรัฐ สหภาพยุโรป เป็นต้นเข้ายื่นโนติสกับกระทรวงการต่างประเทศขอให้ยุติและอย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้อีก ทำให้ไทยเสี่ยงต่อการถูกมหาอำนาจแทรกแซงอธิปไตย

-โจรก่อการร้ายพันธมิตรได้กลุ้มรุมทำร้ายคนสาหัสปางตายในเหตุการณ์นี้ และขัดขวางทำร้ายพนักงานรักษาความปลอดภัยสนามบินด้วย

แล้วอะไรคือสิ่งที่โจรก่อการร้ายพันธมิตรเห็นว่าไม่ได้"เกินกว่าเหตุ"กรุณาอธิบายมาด้วย

Q-กษิตแค่ขึ้นเวทีเฉยๆทำไมโดนข้อหาก่อการร้ายด้วย
ดูคลิปข่าวกษิตยึดสุวรรณภูมิ (คลิ้ก )
A-แถแบบนี้หากไม่รู้กฎหมายก็น่าเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่นั้นรู้แต่แกล้งไม่รู้ กฎหมายพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 (แก้ไขเพิ่มเติมพ.ศ.2538)มาตรา 11(2)เขียนไว้ดังนี้"ผู้ใดเป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 หรือมาตรา 6 ทวิ ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ" พูดง่ายๆคือผู้ใดสนับสนุนให้โจรก่อการร้ายพันธมิตรไปยึดสนามบิน จนทำให้การบริการท่าอากาศยานสากลสุวรรณภูมิหยุดชะงักลง ก็ต้องผิดและโทษถึงประหารเหมือนตัวการ

คำถามคือนายกษิตไปที่สุวรรณภูมิในตอนยึดสนามบินแค่ไปกินข้าวฟรี ฟังดนตรีไพเราะแล้วกลับบ้านหรือไม่ ความจริงนายกษิตไปสนับสนุนการกระทำความผิด ขึ้นพูดให้การสนับสนุนบนเวทีหลักฐานก็มี ยังจะมาเถียงอีกว่า"ผมทำผิดตรงไหน!"

Q-พันธมิตรไม่ได้ปิดสนามบิน ผอ.สุวรรณภูมิเป็นคนปิดเอง

A-จะพูดจะแถอย่างไรก็ได้ แต่ดูหลักฐานนี่ก่อน

-หลังเข้ายึดสนามบินไว้ได้แล้วเมื่อค่ำวันที่25พ.ย.2551นั้น พันธมิตรได้ออกแถลงการณ์ในเวลา21.57น.วันนั้น เป็นแถลงการณ์ฉบับที่ 26/2551 พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ความสำคัญตอนหนึ่งคือ"พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับการชุมนุม และเพิ่มมาตรการอารยะขัดขืนโดยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อยื่นคำขาดผ่านพี่น้องประชาชนทั่วประเทศและทั่วโลกไปยังนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะรัฐบาลให้ลาออกจากตำแหน่งโดยทันทีและไม่มีเงื่อนไข

-เมื่อยึดไว้จนกดดันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบ3พรรคการเมืองร่วมรัฐบาลในวันที่2ธ.ค.2551ทำให้รัฐบาลนายสมชายสิ้นสภาพลง ต่อมาวันรุ่งขึ้นเวลา09.20น.พลตรีจำลอง ศรีเมือง เป็นผู้แทนพันธมิตรทำพิธีส่งมอบสนามบินคืนแก่นายวุฒิพันธ์ วิชัยรัตน์ ประธานบอร์ดการท่าอากาศยานต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

วิญญูชนหรือสามัญชนที่มีสามัญสำนึกย่อมพิจารณาเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ว่า หากพันธมิตตรไม่ได้เป็นคนยึดแล้วไปออกแถลงการณ์ปิดสุวรรณภูมิทำไม และหากไม่ได้ยึดเอาไว้ จะไปทำพิธีส่งมอบคืนทำไม?

Q-เป็นข้อหาทางการเมืองที่ประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่ ทำไมปล่อยไว้ตั้งนาน ทำไมเพิ่งมาเล่นงานตอนนี้ แบบนี้เข้าข่ายละเว้นต่อหน้าที่ไหม?

A-ใครอยากให้ช้า หากไปดูดีๆจะพบว่ามีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าและพนักงานสอบสวนหลายหน

-ตอนแรกๆรัฐบาลนายอภิสิทธิ์เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลนายสมชายก็ว่าจะเร่งคดี แต่เอาไปเอามาจากวันที่25ธ.ค.2551ที่ก่อการร้ายทำความผิด กว่าจะออกหมายเรียกก็วันที่ 1 ก.ค.2552กินเวลา221วัน หรือ7เดือนกับ9วัน ส่วนว่าพรรคประชาธิปัตย์สกัดพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ให้ไปไล่เบี้ยกันเอง เพราะเป็นพวกเดียวกัน ทำงานรับส่งเข้าขากันมาตลอด

-มีการเปลี่ยนตัวหัวหน้าชุดและพนักงานสอบสวนสืบสวนหลายชุด เดี๋ยวก็จะแยกคดีดอนเมืองกับสุวรรณภูมิ เดี๋ยวก็จะรวม มีการโยกย้ายคนที่จะเอาจริงเอาจังพ้นหน้าที่

-สุดท้ายก็ว่ารอให้กรมการขนส่งทางอากาศรวบรวมข้อกฎหมายและร้องทุกข์มา กว่าจะครบทั้งพยาน หลักฐาน ข้อกฎหมายก็เลยกินเวลานานมาก ส่วนจะเล่นงานกันเรื่องละเว้นหรือไม่ละเว้นก็เชิญจัดการกันเอง

แต่ที่แน่ๆประชาชนผู้รักความเป็นธรรมเห็นว่าช้ามาก และไม่เป็นการยุติธรรม เพราะเวลาเสื้อแดงโดนออกหมายจับทันควัน แต่โจรก่อการร้ายเสื้อเหลืองมีคดีปล่อยเรื่องมานาน7เดือนเศษ แถมให้เกียรติแค่ออกหมายเรียกอีกต่างหาก

Q-แล้วทำไมไม่เล่นงานพวกเสื้อแดงข้อหาก่อการร้ายบ้าง ทีพันธมิตรทำไมโดนหนักๆทั้งกบฎ ทั้งก่อการร้าย

A-เสื้อแดงเขาได้ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นสนามบินสากล มีพิธีสารมอนทรีออลคุ้มครองไหมหละ ถึงต้องโดนคดีก่อการร้าย เขาได้เข้าไปยึดทำเนียบรัฐบาลไว้นานเป็นเดือนๆเพื่อล้มล้างรัฐบาลไหมหละ ถึงต้องโดนข้อหากบฎ เขาได้บุกยึดโทรทัศน์NBTจนต้องโดนข้อหาบุกรุกและคุกคามสื่อหรือไม่

Q-แต่ยังไงกษิตก็ยังไม่ผิด จนกว่าศาลจะตัดสิน ดังนั้นกษิตก็เป็นรัฐมนตรีต่อได้ สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ก็เป็นส.ส.ต่อได้

A-แล้วตอนกรณีเขาพระวิหารทำไมไล่นพดล ปัทมะออกหละ ทำไมคดีจักรภพ เรื่องยังไม่ถึงศาล ทำไมไล่บี้ให้ออกแสดงความรับผิดชอบ และรัฐบาลสมัครกับรัฐบาลสมชายทำไมเสื้อเหลืองพากันก่อกบฎก่อการร้ายกดดันให้พ้นตำแหน่ง ทำไมไม่รอให้ศาลตัดสินคดีก่อนบ้างหละ

Q-ยังไงๆก็เห็นว่าเว่อร์นะคดีก่อการร้าย ถือว่าเกินกว่าเหตุจริงๆ

A-??!! ก็ลองดูหลักฐานต่อไปนี้ดูว่าเกินกว่าเหตุไหม เว่อร์ไหม ที่จริงโจรก่อการร้ายพันธมิตรต่างหากที่ประท้วงเว่อร์และทำเกินกว่าเหตุ ก็สมควรแล้วไม่ใช่หรือที่ต้องโดน

-คลิปข่าว สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ พูดกลางสภาว่าพาคนไปยึดสนามบินเอง คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพันธมิตรคลุมหน้าไอ้โม่งบุกปิดหอบังคับการบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าว ร.ต.แซมดินมือขวาของจำลองพาพันธมิตรคลุมหัวไอ้โม่งบุกยึดหอบังคับการบิน คลิ้กที่นี่

-คลิปข่าวพลตรีจำลองเป็นตัวแทนพันธมิตรส่งมอบคืนสนามบินสุวรรณภูมิ คลิ้กที่นี่