WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, August 12, 2009

เรื่องยุ่งๆใน สตช. / หัวโขน หัวคน

ที่มา สยามรัฐ

วิทยา ตัณฑสุทธิ์12/8/2552

เรื่องยุ่งๆใน สตช.

ข่าวเรื่องพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ตกอยู่ในสภาพผุดลุกผุดนั่งบนเก้าอี้ ผบ.ตร. เป็นเรื่องที่คนทั่วไปจับตาดู เพราะถ้าหากเรื่องนี้ลุกลามขยายวงกว้าง ก็จะเป็นแรงกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ประเด็นที่ข้องใจสงสัยก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ที่แต่งตั้งพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร.รักษาการณ์ ผบ.ตร.ระหว่างพล.ตอ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เดินทางไปราชการที่ประเทศจีน

ทั้งนี้เนื่องจาก พล.ตอ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เคยเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่ง และมีคำสั่งห้ามเข้าไปในเขตพระราชฐานทุกแห่ง จึงทำให้สงสัยกันว่า ได้มีการยกเลิกคำสั่งแล้วหรือยัง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยได้มีการตรวจสอบเรื่องทั้งหมดก่อนจะดำเนินการ จึงคิดว่าจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสอบถามจากผู้สันทัดกรณีก็ได้รับคำอธิบายว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าหากมีการยกเลิกคำสั่งจริงก็น่าจะนำหลักฐานแสดงให้สาธารณชนได้รู้ ทุกฝ่ายจะได้เกิดความสบายใจ

นอกจากปัญหาข้างต้น อีกเรื่องหนึ่งที่มึนงงกันก็คือ เหตุใดพล.ต.อ.พัชฃรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนภาคใต้ จึงต้องยื่นใบลากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะพล.ตอ.พัชรวาททำงานอยู่ในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็เดินทางไปต่างจังหวัดหลายแห่งไม่ทราบว่าต้องยื่นใบลากับนายกฯเหมือนครั้งนี้หรือไม่

ที่หนักกว่านั้นก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้สัมภาษณ์ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ได้ขอให้มีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตน ในช่วงที่ไปทำงานภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2552 และคนที่จะมารักษาการณ์แทนก็น่าจะเป็น พล.ตอ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีเหมือนเดิม เมื่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นและเดินทางกลับมา ก็ทำหน้าที่ต่อไปตามเดิม และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

เมื่อนักข่าวถามย้ำ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไปทำงานตามหน้าที่ในภาคใต้ และยังอยู่ในตำแหน่ง ทำไมจึงต้องแต่งตั้งผู้รักษาการณ์ ผบ.ตร.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบว่า เพราะพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณไม่สามารถดูแลและบริหารงานต่างๆได้ และไม่รู้ว่าจะไปทำงานที่ภาคใต้นานกี่วัน เพราะไม่ได้แจ้งให้ทราบ

คำชี้แจงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้เกิดความข้องใจสงสัยว่า ทำไมนายกฯจึงไม่พูดจาสอบถามพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณให้รู้เรื่องว่า จะไปราชการที่ภาคใต้นานกี่วัน จะกลับมาเมื่อไหร่ และถ้ามีเรื่องด่วนฉุกเฉินพร้อมจะกลับมาบัญชาการได้หรือไม่

เรื่องนี้ไม่ควรทิ้งให้ค้างคาใจ เนื่องจากไม่เคยมีข่าวว่า ผบ.ตร.คนใดต้องขอลานายกฯเพื่อไปทำงานตามปกติในประเทศ และไม่เคยมีการตั้งผู้รักษาการณ์แทนในลักษณะเดียวกันนี้

มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า กรณีอย่างนี้เป็นการทำให้เกิดแบบแผนใหม่ขึ้นมา ซี่งทำให้ข้าราชการเกิดความอึดอัด ไม่แน่ใจว่าถ้าหากต้องไปตรวจงานในต่างจังหวัด จะต้องยื่นใบลาเหมือนพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯที่มีอายุน้อย เมื่อเทียบกับนักการเมืองคนอื่นๆก็ถือว่ายังด้อยพรรษา ดังนั้นจึงมีโอกาสทำพลาดได้ทุกเวลา

แต่สิ่งที่เป็นเรื่องหนักใจของประชาชนและข้าราชการก็คือ ถ้านายกฯที่มีอายุน้อยทำผิดพลาด แล้วลาออกไป ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

พล.ต.อ.พัชรวาท รับสภาพไปใต้

ที่มา MCOT News


กรุงเทพฯ 11 ส.ค. - ความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตลอดทั้งวันได้เก็บตัวเงียบอยู่ในสำนักงาน ชั้น 7 อาคาร 1 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 9 และนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท เข้าให้กำลังใจ กระทั่งในช่วงบ่าย พล.ต.อ.พัชรวาท ได้เดินทางลงมาจากห้องทำงาน เพื่อไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พล.ต.อ.พัชรวาท ได้กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดภาคใต้ว่า มีความตั้งใจที่จะเดินทางไปอยู่แล้ว เพื่อติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และประเมินผลมาตรการรักษาความปลอดภัยการประชุมอาเซียน ที่ จ.ภูเก็ต แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ระบุว่า สมัครใจไปในช่วงวันที่นายกรัฐมนตรีกำหนดให้ เพราะมีการทำบัญชีโยกย้ายตำรวจหรือไม่ โดยระบุว่า การโยกย้ายในช่วงที่ตนไปราชการภาคใต้ ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังกล่าวว่า ไม่รู้ว่าเดินทางกลับมาจากภาคใต้ นายกรัฐมนตรีจะใช้ให้ไปทำงานที่ไหนอีก. - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-11 18:44:01

ชุมชนพอเพียง

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ คอลัมน์ที่13



ข่าวการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียงยังดำเนินต่อเนื่อง

ถึงขนาดที่พรรคประชาธิปัตย์ผู้รับผิดชอบโดยตรงต้องจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงตามความต้องการของประชาชน และคุณภาพของสินค้าที่ไม่สมราคา

เช่น เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพ ตู้น้ำหยอดเหรียญ เสาไฟฟ้าโซลาร์เซลล์

ที่มีข่าวว่ามีนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นเข้า ไปเกี่ยวข้อง

โครงการชุมชนพอเพียงอยู่ในการดูแลของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

เกิดขึ้นตามมติให้จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 และให้ดำเนินการในรูปแบบของ "โครง การเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน"

มีวัตถุประสงค์คือ

1.จัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณอย่างรวดเร็วและทั่วถึง

2.สนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเอง

3.สนับสนุนและส่งเสริมการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร

4.พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก

ชุมชนที่ประสงค์จะขอรับการจัดสรรงบประมาณตามโครง การ จะต้องเป็นชุมชนตามประกาศครั้งล่าสุดของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 รวม 79,427 ชุมชน

โดยมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการคือ

การดำเนินโครงการต้องมีความยั่งยืน มีผลต่อเนื่อง และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้

1.เป็นโครงการที่รองรับผู้ด้อยโอกาสและผู้ว่างงาน ให้สามารถพัฒนาไปสู่ความพอกิน พออยู่ พอใช้ ตามเป้าหมายขั้นต้นของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

2.เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการลดต้นทุนและปัจจัยในการผลิตด้านต่างๆ เช่น การเกษตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพ

3.เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการใช้และการอนุรักษ์พลังงาน หรือพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก

4.เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว

และจะต้องได้รับฉันทามติจากที่ประชุมประชาคมของชุมชน และกำหนดกรอบเงินงบประมาณที่จะใช้เพื่อดำเนินการอย่างชัดเจน สามารถตรวจสอบได้

หลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณยึดหลักความเป็นจริงตามจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรของชุมชน ตามประกาศกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยชุมชนที่จะได้รับเงินโครงการแบ่งออกเป็น 7 ขนาด คือ

ประชากร 1-50 คน ได้รับเงินจำนวน 100,000 บาท

ประชากร 51-150 คน ได้รับเงินจำนวน 200,000 บาท

ประชากร 151-250 คน ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท

ประชากร 251-500 คน ได้รับเงินจำนวน 400,000 บาท

ประชากร 500-1,000 คน ได้รับเงินจำนวน 500,000 บาท

ประชากร 1,001-1,500 คน ได้รับเงินจำนวน 600,000 บาท

และประชากร 1,501 ขึ้นไป ได้รับเงินจำนวน 700,000 บาท

ยกเว้น ชุมชนที่ไม่ได้รับงบประมาณโครงการ SML ปี 2551 จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณเต็มจำนวน

และชุมชนที่ได้รับงบประมาณโครงการ SML ปี 2551 แล้ว จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณกึ่งหนึ่งของเกณฑ์ข้างต้น

ฎีกาเจ้าปัญหา

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ยิ่งใกล้วันจะถวายฎีกาเมื่อไร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ส่งสารถึงชาวเสื้อแดงบ่อยขึ้น

ใกล้เวลา กลับมาช่วยพัฒนาชาติไทย!

บอกว่าฟิตร่างกายเตรียมไว้แล้ว กลับมาเมื่อไร พร้อมรับใช้พี่น้องประชาชนได้ทันที

เชื่อว่ายิ่งพ.ต.ท.ทักษิณแสดงอาการเปี่ยมความหวังมากยิ่งขึ้นเท่าใด

ยิ่งกระตุ้นให้คนเสื้อแดงพลอยคึกคักและมีความหวังตามมากขึ้นเท่านั้น

ทั้งที่ความคาดหวังจริงๆ

พ.ต.ท.ทักษิณก็อาจจะรู้ว่าเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ มีน้อยเท่าน้อย?

เพราะในหลวงทรงไม่จำเป็นต้องมีพระบรมราชวินิจฉัยในทุกเรื่อง นั่นประเด็นหนึ่ง

ประเด็นสำคัญกว่า ฎีกาที่ถวายขึ้นไปนั้น น่าจะถูกรัฐบาลดองไว้ มากกว่าจะดำเนินการให้

ต่อให้ระดมคนมาลงชื่อ 5 ล้าน 6 ล้านคน ถ้าฎีกาถูกสกัดไว้ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันก็ไม่มีผลอันใด

แกนนำเสื้อแดงย่อมประเมินเรื่องนี้ออกอยู่แล้ว

แต่การระดมชื่อคนร่วมถวายฎีกา ก็ยังเดินหน้าต่อไป

ซึ่งคนที่เคยเห็นฤทธิ์เดชม็อบเสื้อแดงมาแล้ว ตอน "สงกรานต์ เลือด" ย่อมรู้สึกหวั่นลึกๆ

การถวายฎีกาน่าจะเป็นเพียง "ยุทธวิธี" ในการเรียกคน หรือสำแดงพลัง

จากนั้น จะใช้พลังในทางไหน แรงแค่ไหน ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด?

แต่มันจะโดนใช้เป็นเงื่อนไขทางการเมือง ค่อนข้างแน่

ขณะเดียวกัน การที่กลุ่มเนวินเลือกคุมงานมหาดไทย

เหมือนมวยถูกคู่

ขณะที่คนเสื้อแดงเร่งระดมรายชื่อกันเป็นล้านๆ มหาดไทยก็เร่งระดมชื่อคนเป็นล้านๆ เหมือนกัน

ไม่ถึงกับเป็นม็อบชนม็อบ แต่ก็คล้ายๆกัน

ซึ่งงานคาบลูกคาบดอก ถึงลูกถึงคนแบบนี้ พวกประชาธิปัตย์ไม่มีทางสู้พวกเนวิน

มท.1 ประกาศ คนเสื้อแดงยื่นชื่อที่ไหน มหาดไทยก็ยื่นชื่อที่นั่น

เป็น "ยุทธวิธี" ของเสือ 2 ตัว ที่เคยอยู่ถ้ำเดียวกันมาก่อน รู้ไส้รู้พุงกันมาก่อน

แน่นอนว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีทางยอมรับ ว่าแท้จริงตัวเองนั่นแหละ เป็นคนผลักดันให้มีการลงชื่อถวายฎีกา

โบ้ยให้เป็นเรื่องคนเสื้อแดงเขาทำกันเอง (เหมือนทุกครั้ง)

ส่วน นายเนวิน ชิดชอบ ก็บัญชาการเกมต่อต้านอยู่เบื้องหลัง

สิ่งที่น่าระอาสำหรับการถวายฎีกานี้ เห็นจะเป็นการเล่นการ เมืองยุคหลังๆ

ไม่พ้นต้องมีพาดพิงไปถึงเบื้องสูงกันตลอด

อย่างม็อบเสื้อเหลือง ที่ประกาศแนวทางปกป้องสถาบัน ก็คือการเอาตัวไปโยงเกี่ยวกับสถาบัน

หรือตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณเรืองอำนาจ เหมือนจะไม่มีวันถูกโค่นได้

ก็มีคนพยายามเสนอทางออกไปพาดพิงสถาบันอีก คือขอนายก รัฐมนตรีพระราชทาน

หากย้อนไปดูข่าวเก่าๆ จะเห็นว่าตอนนั้นรัฐบาลทักษิณ ก็ไม่เห็นด้วยกับการขอนายกฯพระราชทาน

แต่ตอนนี้ แกนนำเสื้อแดงบอกประชาชน

มีสิทธิ์ขอพึ่งพระราชทานอำนาจ!

เริ่มเอ่ยปากชมเพื่อน

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25779

สุเทพ - นิพนธ์

พรึบพรับโดยสัญญาณ "ตบเท้า" ของเหล่าขุนศึก แม่ทัพ นายกอง ที่เดินทางเข้าร่วมพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 64 ของ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

แฮปปี้เบิร์ธเดย์ "บิ๊กบราเธอร์" ทหารเสือราชินี

แถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ไล่ตั้งแต่ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1

"ฟูลทีม" ขุมกำลังหลักๆ

ท่ามกลางแวดล้อมของคนในครอบครัววงษ์สุวรรณ ที่นำโดยน้องรักในสายเลือดอย่าง "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมอยู่ในพิธี

"เลือดข้นกว่าน้ำ" มันมีนัยให้ตีความอยู่แล้ว

โดยเฉพาะในท่ามกลางเกมพาวเวอร์เพลย์ "ปลดเงียบ" ยื้อ "ดื้อเงียบ"

ล่าสุด เป็นฝ่ายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจผ่าน "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ล็อกโปรแกรมให้ พล.ต.อ.พัชรวาทส่งใบลากิจ ลงไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้

นัยว่า กันให้ห่างการจัดโผโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ

ยิ่งกระตุกหนวดของ "บิ๊กป้อม" ในฐานะพี่ชายที่เห็นน้องรักโดนกระทำ ฮึ่มฮั่มๆอยู่ในลำคอ

มันบีบกันเกินไป

เอาเป็นว่า โดยเกมที่ไหลมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะออกตัวกันยังไง มันก็ "ฟ้องด้วยภาพ" ซะแล้ว ยี่ห้อประชาธิปัตย์กับขุมกำลังสีเขียวที่ปลุกปั้นผลักดันกันขึ้นมา

หมดเวลา เลิกสัญญาค้ำประกันแล้ว

และนั่นน่าจะเกี่ยวโยงกับปรากฏการณ์ล่าสุดกับคิวแอบต่อสายกันเงียบๆ รายการ "ชุมนุมตัวจริงเสียงจริง" นัดกินมื้อค่ำ ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาฯ เมื่อค่ำ คืนวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา

หยั่งสัมพันธภาพในฝ่ายการเมือง วัดขุมกำลังนักเลือกตั้งฝ่ายรัฐบาลในสภาฯ

เช็กชื่อแล้วมากันครบชุดใหญ่

ฝ่ายประชาธิปัตย์ส่งห้องเครื่องคนสำคัญ นำโดย "เทพเทือก" ในฐานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาล นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ และ "สามสี ภูเขาทอง" นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี

ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็ระดับ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา บอสใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา

"คู่หู" นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ คีย์แมนพรรคเพื่อแผ่นดิน "เดอะเป็ด" นายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ "เสี่ยหนู" นายอนุทิน ชาญวีรกูล 3 สหายจากพรรคภูมิใจไทย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯ พรรคกิจสังคม

ฟูลทีมผู้มีบารมีนอกสภา

โดยบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย นักเลือกตั้งยังพูดจาภาษาดอกไม้

ในอารมณ์ที่จับทางได้ว่า ประชาธิปัตย์เริ่มกลับมาให้ราคา "เพื่อน" พรรคร่วมรัฐบาล

เออๆออๆ เอ่ยปากชมฝีมือของ "ตัวช่วย" นอกคณะรัฐมนตรี

ไม่ว่าจะเป็นผลงานโบแดงของ "พินิจ-ปรีชา" ที่ดึงกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำ ชวนมหาเศรษฐีจากเมืองจีน หิ้วเงินหยวนมาลงทุนในเมืองไทยได้เป็นกอบเป็นกำ

ล่าสุด กับคิวทุ่ม 3.7 หมื่นล้านบาท อุ้มวิกฤติน้ำมันแพง ทั้งลดราคาดีเซล เบรกขึ้นค่าเอฟทีไฟฟ้า ตรึงราคาก๊าซ ซื้อใจประชาชน ตามข้อเสนอของ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ที่วงในก็รู้กันเป็นผลงานของผู้กำกับฉากเบื้องหลังยี่ห้อ "สุวัจน์"

ให้เครดิต "ตัวจริง" นอก ครม. ปั่นผลงานได้เข้าตากรรมการ ช่วยงานรัฐบาลได้เนื้อได้หนัง ทั้งๆที่ทีมเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์เอง ยังโชว์ฟอร์มไม่ค่อยออก

แน่นอน โดยผลของปรากฏการณ์ มันก็น่าจะมีน้ำหนักไปถึงคิวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามสัญญาณที่ถูกส่งจากพรรคร่วมรัฐบาล ต้องการให้ตั้งแท่นสางกันทั้ง 6 ปม ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์

เบื้องต้นเลยแว่วๆว่า ชัวร์แล้วแน่ๆ กับประเด็นการเลือกตั้งที่จะกลับไปใช้แบบ "วันแมนวันโหวต" หรือเขตเดียวเบอร์เดียว เพื่อเปิดช่องให้พรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กมีช่องเบียดแย่งพื้นที่ได้

ไม่ต้องเหนื่อยสู้กับเกม "หนีบยกพวง" ของค่ายใหญ่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กินตามแม่

ที่มา ไทยรัฐ

วันนี้ตรงกับ วันแม่แห่งชาติ ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเสมือนแม่ของแผ่นดิน

ขออัญเชิญ พระราชจริยวัตรทางด้านอาหารและโภชนา-การ จากหนังสือ กินตามแม่ มาเป็นแม่แบบในการปฏิบัติด้านสุขภาพอนามัยของคนไทยดังนี้

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นกุลสตรีมีพระอุปนิสัยอ่อนโยน นุ่มนวล ทรงพระเมตตาต่อเด็ก สตรี คนชรา และผู้เจ็บป่วยทุกข์ยากมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะพระผู้เป็นแม่ของแผ่นดินอย่างครบถ้วนในทุกๆด้าน

ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติโดยรวม ทรงเป็นแบบอย่างให้กุลสตรีไทยทำหน้าที่เป็นแม่ที่ดีของลูกและเป็นภรรยาผู้อยู่เคียงข้างสามี เพื่อร่วมกันสร้างและนำครอบครัวสู่ความสุขความสำเร็จในชีวิต

ทรงดูแล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเมื่อครั้งทรงพระเยาว์อย่างใกล้ชิด โดยโปรดให้เสวยอาหารตามหลักโภชนาการให้เหมาะสมตามระยะของพระชนมายุของทูลกระหม่อมทั้ง 4 พระองค์ บางครั้งทรงคิดเมนูอาหารใหม่ๆขึ้นเอง เช่น

ผัดเล่าปี่ ประกอบด้วย ผัดตับกับเซ่งจี๊รองด้วยผักกาดหอม โรยด้วยเส้นหมี่ทอดกรอบ อุดมด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญ เช่นธาตุเหล็ก วิตามินเอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่ซีดและบำรุงสายตา

ไข่พระจันทร์ คือการทอดไข่ดาวแล้วนำข้าวสวยวางทับบนไข่ดาวพลิกกลับมา ก็จะคล้ายมีพระจันทร์อยู่กลางข้าว เป็นการเพิ่มคุณค่าของอาหารด้วยไข่

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดอาหารไทยพื้นบ้าน และโปรดที่จะเสวยอาหารพื้นบ้านของท้องถิ่นนั้นๆ เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปทรงเยี่ยมราษฎรและประทับที่พระตำหนักในภาคต่างๆ เช่น ข้าวซอย ข้าวยำปักษ์ใต้ ลาบ บางครั้งโปรดให้นำอาหารพื้น
บ้านที่ราษฎรนำมาถวายขึ้นโต๊ะเสวยด้วย พระองค์ทรงโปรดเสวยน้ำพริกพื้นบ้านของไทย ซึ่งต้องมีขึ้นโต๊ะเสวยทุกวันไม่ขาด

เช่น น้ำพริกกะปิกับปลาทูทอด น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกหนุ่ม จะเสวยกับผักหลายๆชนิด ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้าน ในรูปผักต้ม ผักสด และผักทอด

ทั้งอาหารพื้นบ้านและน้ำพริกตามท้องถิ่นต่างๆ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีส่วนประกอบของอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ดีกว่าอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ซึ่งเป็นอาหารที่มีปริมาณแป้ง ไขมัน และน้ำตาลสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเลือด
สูง หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

ด้วยสภาพสิ่งแวดล้อมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสารพิษและมลพิษ ถ้าเราดำเนินตามพระราชจริยวัตรเช่นเดียวกับพระองค์ท่าน คุณภาพชีวิตก็จะอยู่ดีมีสุข ขอจงทรงพระเจริญ.

ศาลพม่าตัดสินกักบริเวณ “ออง ซาน ซูจี” ต่ออีก 1 ปี 6 เดือน

ที่มา ประชาไท




ออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านพม่า ถูกศาลในเรือนจำอินเส่งพิพากษาว่ามีความผิดข้อหาละเมิดกฎการกักบริเวณ ส่งผลให้นางซูจีต้องถูกกักขังต่อไปอีก 1 ปี 6 เดือน






(แฟ้มภาพ) ออง ซาน ซูจี ปราศรัยกับฝูงชนหน้าที่ทำการพรรคเอ็นแอลดีในรัฐอาระกัน เมื่อ 26 มิ.ย. 45 ล่าสุดศาลพม่าตัดสินกักบริเวณเธอต่อเป็นเวลา 18 เดือน (ที่มา: burmacampaign - CC)


นางออง ซาน ซูจี หัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD (National League for Democracy) ถูกศาลในเรือนจำอินเส่งพิพากษาว่ามีความผิด ข้อหาละเมิดกฎการกักบริเวณ ส่งผลให้นางซูจีต้องถูกกักขังต่อไปอีก 1 ปี 6 เดือน โดย ทางการพม่าอนุญาตให้ผู้สื่อข่าวในพม่าเข้าร่วมฟังการพิพากษาในชั้นศาล


โดยการพิพากษาในวันนี้ (11 ส.ค.) ศาลในเรือนจำอินเส่งประกาศจำคุกนางซูจีต่อไปอีก 3 ปี แต่มีคำสั่งลดโทษให้เหลือเพียง 1 ปี 6 เดือน โดยนางซูจีจะถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในบ้านพักในกรุงย่างกุ้งเหมือนที่ผ่านมา


อย่างไรก็ตาม ก่อนการพิพากษาจะเริ่มขึ้น นางซูจีได้เปิดเผยกับทนายความของเธอว่า เธอพร้อมที่จะเผชิญกับสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่กำลังจะเกิดขึ้นกับเธอ ซึ่งผลการพิพากษาเป็นไปตามที่นักการทูตในพม่าได้คาดการณ์ไว้ หลังการพิจารณาคดีนางซูจียืดเยื้อมาเป็นเวลาสองเดือน


หลายฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลพม่าใช้การบุกรุกของชายอเมริกันเป็นเครื่องมือในการกักขังนางซูจี ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งในปีหน้า ด้านทนายความของนางซูจีเปิดเผยว่า กฎหมายที่รัฐบาลพม่านำมาใช้ลงโทษนางซูจีนั้นไม่สามารถใช้ได้แล้ว เนื่องจากล้มเลิกไปแล้วเมื่อ 20 ปีก่อน และกล่าวว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของทางการพม่าควรร่วมรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ใน ครั้งนี้ด้วย เนื่องจากหละหลวมต่อหน้าที่โดยการปล่อยให้บุคคลภายนอกบุกรุกเข้ามาบริเวณ บ้านพักของนางซูจี


ประชาชนในย่างกุ้งเปิดเผยว่า ในช่วงใกล้วันพิพากษานางซูจี ทางการพม่าได้เพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วกรุงย่างกุ้ง โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยประจำการตามถนนหลายสายแม้ในช่วงเวลากลางคืน ขณะที่สื่อท้องถิ่นของพม่าประกาศห้ามประชาชนออกมาประท้วงหากทางการพิพากษา นางซูจีว่ามีความผิด


อย่างไรก็ตาม คดีนี้รัฐบาลทหารพม่าถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากนานาชาติ ซึ่งทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป หรือ EU (European Union) ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพื่อต่อต้านการกักขังนักโทษการเมืองกว่า 2,000 คน รวมถึงนางซูจี


ที่ผ่านมา นางซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านคนสำคัญถูกรัฐบาลพม่าคุมขังเป็นเวลา 14 ปี ในช่วงระยะเวลา 20 ปีของการถูกจับและถูกปล่อยตัว โดยในอดีต รัฐบาลพม่าไม่ยอมรับชัยชนะของนางซูจีในเลือกตั้งเมื่อปี 2533 แต่กลับยึดอำนาจและจับกุมนักการเมือง นักเคลื่อนไหวและประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลทหาร


ประเทศพม่าอยู่ภายใต้การปกครองโดยรัฐบาลเผด็จการทหารมายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2505 และยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมลงจากอำนาจจนถึงปัจจุบัน



ที่มา: ศูนย์ข่าวสาละวิน แปลจากสำนักข่าว Aljazeera, 11 ส.ค.52

นักข่าวพลเมือง: จนท.รัฐไล่รื้อชาวบ้านโครงการนำร่องโฉนดชุมชนที่สุราษฎร์ฯ

ที่มา ประชาไท

ตำรวจสุราษฎร์ฯ ตรวจค้นอาวุธ-ยาเสพย์ติดหมู่บ้านนำร่องโฉนดชุมชน ก่อนที่ชุด ชรบ. 40 นายพร้อมแทรกเตอร์ไถดันเข้าทำลายบ้านเรือนจนได้รับความเสียหาย 60 หลังคาเรือน ค่าเสียหายสามล้าน แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ

บล็อกเกอร์ Ontheland รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 ส.ค. เมื่อเวลาประมาณ 06.30 น. พล.ต.ต.เทศา ศิริวาโท ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี ได้นำกองกำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประมาณ 40 คันรถ จาก สภ.อ.ชัยบุรี สภ.อ.พระแสง และเมืองสุราษฎร์ธานี เข้าตรวจค้น อาวุธ ยาเสพติด ในชุมชนบ้านคลองไทร ต.ไทรงาม อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายโครงการนำร่องโฉนดชุมชน ของเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.) โดยสุ่มค้น บ้านของชาวบ้านประมาณ 20 หลังคาเรือน โดยอ้างหมายศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหลักฐานในการขอเข้าตรวจค้น จนสร้างความมึนงงให้กับชาวบ้านในหมู่บ้านซึ่งไม่ทราบสาเหตุในการเข้าตรวจค้นครั้งนี้
หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเดินทางกลับ ได้มีกองกำลังชุดคุ้มครองหมู่บ้าน (ชรบ.) ประมาณ 40 นาย นำโดย นายประสพโชค มรกต กำนัน ต.เขาดิน อ.เขาพนม จ.กระบี่ และนายอาวุฒิ ร่มจิต กำนัน ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ฯ เข้ามาในหมู่บ้านพร้อมด้วยรถแทรกเตอร์ (รถไถจาน) จำนวน 3 คัน ทราบภายหลังว่า เป็นรถไถของบริษัท จิวกังจุ้ยพัฒนา จำกัด เพื่อทำการไถดัน ทำลายบ้านเรือนที่พักอาศัยของสมาชิกชุมชนคลองไทร จนได้รับความเสียหายจำนวน 60 หลังคาเรือน รวมถึงศาลาประชุมของหมู่บ้านอีก 1 หลัง รวมมูลค่าความเสียหายครั้งนี้ประมาณ 3,000,000 บาท
หลังจากนั้น เมื่อเวลาประมาณ 08.30 น.ของวันเดียวกัน ตัวแทนกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับความเสียหาย ได้เข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ
ที่มาของข่าว: http://blogazine.prachatai.com/user/ontheland/post/2463

ใต้เท้าขอรับ : หุ่นเชิดอำมาตย์

ที่มา ประชาไท

โดยปกติคำประกาศต่อสาธารณะของนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นนโยบายที่ข้าราชการที่ดีต้องปฏิบัติตาม แต่การกลับมาจากต่างประเทศของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ก่อนกำหนดที่นายกรัฐมนตรีประกาศให้ลาพักเพื่อเปิดทางให้กับการสอบสวนการลอบสังหารสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อหน้าตาของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ยังทำให้รูปร่างของสิ่งที่เรียกว่า ‘อำมาตยาธิปไตย’ ปรากฏให้เห็นว่าใหญ่โตกว่าที่คิดไว้ขนาดไหน

อภิสิทธิ์อาจจะเคยสร้างความเชื่อมั่นไว้เมื่อเดือนเมษายน 2552 ด้วยการบัญชาการหน่วยงานราชการให้สามารถปฏิบัติตามคำสั่งและนโยบายในครั้งการปราบปรามการชุมนุมของคนเสื้อแดง แต่การกลับมาก่อนกำหนดของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยละเลยคำประกาศของนายกฯ ก็เพียงพอแล้วสำหรับการยืนยันว่า นายกรัฐมนตรีภายใต้ระบบการเมืองในปัจจุบัน เป็นได้แค่หุ่นเชิดของเหล่าอำมาตย์ซึ่งมีหัวหอกหลักคือกองทัพ

น่าสนใจว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และคนเสื้อเหลืองคิดอย่างไรกับปรากฏการณ์นี้ ผลของการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาซึ่งได้ปลุกยักษ์อำมาตย์ให้ฟื้นคืนชีพ ส่งผลให้เรื่องที่ควรเป็นเรื่องสำคัญของกลุ่ม อย่างการปกป้องและเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำที่ถูกลอบสังหารก็ทำไม่ได้

ทั้งอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งพันธมิตรฯ และคงต้องรวมถึงสิ่งที่เรียกว่าภาคประชาชน เป็นได้อย่างมากก็แค่หุ่นเชิดของอำมาตย์ และแบ่งเอาอำนาจเล็กๆ น้อยๆ ไปตามแต่ขอบเขตงานของตัวแล้วแต่เหล่าอำมาตย์จะยินยอม โดยมีเหยื่อและสิ่งที่ต้องสังเวย คือ คนเสื้อเหลือง คนเสื้อแดง ชะตาชีวิตของประชาชนทั้งมวล และประชาธิปไตย
น่าสงสัยว่า อีกนานไหม เราถึงจะเห็นว่า เหล่าและระบอบอำมาตย์คืออุปสรรคสำคัญของชาติและประชาธิปไตย เหมือนที่คนเสื้อแดงเห็น
น่าสงสัยด้วยว่า ‘ทางไป’ ของกลุ่มต่างๆ จะดำเนินไปในทิศใด
ใครเห็นทางไปของเสื้อเหลือง หรือกลุ่มพันธมิตรฯ ยกมือขึ้น
ใครเห็นทางไปของขบวนการคนเสื้อแดง ยกมือขึ้น
ถ้าเช่นนั้น ได้สังเกตเห็นทางไปของขบวนการอำมาตย์แล้วหรือยัง
ย้อนรอยไปไม่เนิ่นไม่นาน การสั่งการตำรวจเพื่อดำเนินการกับการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ปิดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิของรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีอันต้องเป็นหมัน ส่งผลให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงนามย้ายผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไปปฏิบัติงานสำนักนายกรัฐมนตรี แต่แล้วไม่ทันที่การดำเนินการภายใต้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อคลี่คลายการชุมนุมปิดสนามบินจะเกิดขึ้นได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้เร่งรัดให้มีการยุบพรรคพลังประชาชนเสียก่อน ส่งผลให้รัฐบาลสมชาย มีอันต้องล่มลง โดยมี ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ยอมยุบสภา และเปิดทางให้กลุ่มเนวินแหกขั้วออกจากพรรคพลังประชาชนเดิมไปร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ชูอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี
อย่างที่ทราบกันดีว่า การจัดตั้งรัฐบาลผสมเกิดขึ้นในพื้นที่ของกองทัพ โดยกองทัพ และอ้างว่าเพื่อประชาชน สิ่งเหล่านี้ยืนยันได้ยิ่งกว่าตาเห็นเมื่อ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ต้องไปเชิญ ประวิตร วงษ์สุวรรณ มานั่งเป็นรัฐมนตรีกลาโหม หลังจาก ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ลงนามโยก พล.ต.อ.พัชรวาท ผู้น้อง พล.อ.ประวิทย์ กลับมาเป็น ผบ.ตร.
ชวรัตน์ ชาญวีรกูล คือใคร? การนั่งเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย น่าจะเป็นคำตอบที่ดี การลงพื้นที่อีสาน ปฏิบัติการเรียลลิตี้ติดดินครั้งเลือกตั้งซ่อมของลูกพรรค ภายใต้บัญชาการของเนวิน ชิดชอบ น่าจะย้ำความเป็นกลุ่มก๊วนกันได้ดี
เนวิน ชิดชอบ คือใคร? ก็ใครกันล่ะที่ไม่รู้จัก แต่ยังพอจำได้ไหม คนๆ นี้คือนักการเมืองที่บัญชาการกลุ่มเสื้อน้ำเงินในครั้งการประชุมอาเซียนที่พัทยา
กลุ่มเสื้อน้ำเงินคือใคร? ข้อเท็จจริงที่ยากจะหลบเลี่ยงก็คือ กลุ่มคนในเครื่องแบบในรูปของพลเรือนที่เป็นเหตุยั่วยุให้เสื้อแดงต้องกลับไปบุกการประชุมอาเซียน นำไปสู่การล้มประชุมอาเซียน การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่พัทยา กระทั่งถูกใช้เป็นเหตุอ้างสำหรับการประกาศสถานการ์ฉุกเฉินในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อสลายการชุมนุมโดยกองทัพชนิดเลือดท่วมถนนในช่วงวันสงกรานต์
แน่นอน เราไม่อาจกล่าวได้ทั้งหมดว่า เสื้อน้ำเงินคือกุญแจสำคัญสำหรับเหตุการณ์สงกรานต์เลือดครั้งนั้น แต่เราเห็นปรากฏการณ์ตามมาอย่างโจ่งแจ้ง เมื่อเสื้อน้ำเงินชูธงปกป้องสถาบันเบื้องสูง และทำให้ภาพ ‘กระทิงสีน้ำเงิน’ ผุดขึ้นราวกับการเริ่มต้นอีกครั้งของยุค ‘ขวาพิฆาตซ้าย’
หากนับจุดเริ่มต้นของเสื้อน้ำเงินตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2552 จนถึงวันนี้ก็นับได้ 4 เดือน ยังห่างไกลกับภาวะสุกงอมเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ปีหากตัดตอนนับตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 แต่ความพยายามปลุกกระแสนั้นมีให้เห็น ส่วนจะไปได้ถึงไหนนั้นเป็นอีกเรื่อง
เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า การปลุกกระแสต่อต้านการถวายฎีกา ในข้อหาว่า “ดึงฟ้าต่ำ” มาจากพลเรือนกลุ่มสีน้ำเงิน เราจะปฏิเสธได้อย่างไรว่า กลไกราชการอันแข็งขันที่รณรงค์และสร้างกระแสเรื่องนี้มาจากกระทรวงมหาดไทยที่มีชวรัตน์ ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นักวิชาการจากหลายสถาบันที่ออกมาต่อต้านได้ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเดินไปเหล่านี้หรือไม่ หรือนักวิชาการเหล่านี้อยู่ในขบวนการเหล่านี้หรือไม่
แน่ล่ะ สิ่งเหล่านี้ย่อมมาจากการมองและวิเคราะห์ด้วยสายตามองโลกแง่ร้าย และถูกประวัติศาสตร์ 6 ตุลาหลอกหลอนไม่รู้จักวางวาย แต่เราจะปฏิเสธได้หรือว่า นี่คือการมองโลกแง่ร้ายจากประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง
รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกฯ นั้นตกอยู่ในสภาพเดี้ยง ไม่สามารถจัดการอะไรได้ และกลายเป็นเหตุให้คณะทหารยึดอำนาจจัดตั้งรัฐบาลหอยที่มีธานินทร์ กรัยวิเชียร ซึ่งปัจจุบันคือองคมนตรี เป็นนายกฯ
รัฐบาลประชาธิปัตย์ใน พ.ศ.นี้ คงต้องจับสัญญาณเหล่านี้ให้ดีๆ และควรจะหันมาสามัคคีกับผู้แทนประชาชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยมากกว่าเพื่อรักษาอำนาจอันชั่วคราวของตนเอง หรือจะต้องให้บอกว่าคืออะไร?
ฝ่ายพันธมิตรฯ เองที่ถนัดกับการสร้างทฤษฎีสมคมคิด น่าจะมองเรื่องนี้ได้อย่างกระจ่างแจ้งกว่าใคร แต่จะทำอะไรได้แค่ไหน เมื่อหัวขบวนของตนเองก็ต้องเผชิญกับชะตากรรมถูกลอบสังหาร ต่อให้รอดตายก็ใช่ว่าหัวใจจะกล้าดังดวงเดิม
ส่วนขบวนการเสื้อแดงเอง น่าจะได้ตระหนักถึงความสำคัญของตัวเองในฐานะผู้จะเป็นเหยื่ออันดับแรก
สำหรับคนเสื้อแดงแล้ว ขอให้วันที่ 17 สิงหาคม 2552 ซึ่งกำหนดให้เป็นวันทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา เป็นทางแพร่งอันสำคัญ
หลังวันนั้น คนเสื้อแดงน่าจะได้ลองวางทักษิณลง เพราะไม่ว่าอย่างไร การเรียกร้องความเป็นธรรมให้ทักษิณก็เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของประชาธิปไตยอันใหญ่ยิ่ง คนเสื้อแดงได้ทักษิณคืนมา ก็อาจจะไม่ได้หมายความว่าเป็นประชาธิปไตย แต่หากเราสร้างบ้านแปงเมืองเป็นประชาธิปไตยได้อย่างสันติ เราจะมีคนเก่งและดีกว่าทักษิณอีกเต็มประเทศ
หยุดลัทธิบูชาตัวบุคคล และวางเป้าหมายที่การสร้างระบบ แล้วหันมามองชะตากรรมความเป็นไปดูว่า ทางเดินเดิมๆ ของเสื้อแดงนั้นจะไปอย่างไรต่อได้
วางทักษิณลงแล้วหยิบเป้าหมายที่เรียกว่า ‘ประชาธิปไตย’ ขึ้นมา และกำหนดเส้นทางเพื่อพลิกฟื้นมันอย่างสร้างสรรค์และสันติ
อย่าคิดว่า เหล่า ‘อำมาตย์’ จะไม่กล้าปิดประเทศล้อมปราบ เพราะเขาไม่เสียอะไรเลย มิหนำซ้ำ นั่นคือความมั่นคงและยั่งยืนของเขา

วันแม่ในทศวรรษ 2480: เซ็กส์ ความรักกับความเป็น “แม่พันธุ์” แห่งชาติ

ที่มา ประชาไท

ในทศวรรษ 2480 รัฐบาลไทยได้สร้าง “ประเทศไทยใหม่” ขึ้นมา อย่างที่คนในรุ่นก่อนแทบจะไม่สามารถจินตนาการถึงได้ การเปลี่ยนแปลงอุดมการณ์ของรัฐอย่างพลิกแผ่นดินนั้น ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายโอนอำนาจการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เท่านั้น แต่รัฐยังต้องเข้าไปสถาปนาสัญลักษณ์ใหม่ ความหมายใหม่และอำนาจใหม่ที่เป็นตัวแทนของสามัญชนและความเสมอภาคในระบอบประชาธิปไตย [1] ผ่านปฏิบัติการที่หลากหลายอีกด้วย

ประเทศไทยใหม่ไม่ได้มีจุดหมายเพียงแค่การเป็นเอกราชเท่านั้น แต่ยังมีความมุ่งหวังสูงสุดก็คือ การสร้างตนจนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจ โดยช่องทางความเป็นมหาอำนาจนั้นรัฐได้ใช้มาตรการทางวัฒนธรรมในการสร้างมโนทัศน์ที่ทำให้สังคมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ รัฐได้ใช้วิทยาการ เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เป็นฐานสำคัญในการสร้างชาติให้ก้าวสู่ความเป็นอารยะ-มหาอำนาจอีกด้วย
หลักวิชาทางวิทยาศาสตร์ถูกนำมาใช้ผสมผสานกับแนวคิดวัฒนธรรมแห่งชาติ ผ่านเรือนร่างและความสัมพันธ์ทางเพศ ตลอดจนพื้นที่ครัวเรือนได้อย่างน่าสนใจ และยังนำไปสู่นวัตกรรมที่สร้างความหมายใหม่ในที่นี้จะนำไปสู่เรื่องของ “วันแม่” ที่รัฐได้ให้ความสำคัญขึ้นมาพร้อมๆ กับปฏิบัติการทางสังคมในบริบทดังกล่าว
ปัจจัยสำคัญหนึ่งที่รัฐไทยสมัยนั้นเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่งยวดในการจะเป็นมหาอำนาจนั่นก็คือ การส่งเสริมการเพิ่มประชากรทั้งปริมาณกล่าวกันว่าจอมพล ป. คาดว่าเมืองไทยต้องมีพลเมืองกว่า 40 ล้านคนถึงจะเป็นอำนาจ [2] และในอีกด้านหนึ่งก็คือ คุณภาพของประชากร ซึ่งสอดคล้องกับวาทกรรมยูจีนิกส์ (Eugenics) [3] หรือ “หลักการบำรุงเผ่าพันธุ์มนุษย์” โดยมีความเชื่อว่าเด็กที่สมบูรณ์จะต้องเกิดมาจากบิดาและมารดาที่มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ วาทกรรมดังกล่าวยังสัมพันธ์กับเรื่องเพศ ที่ครอบคลุมถึงการสมรส การสืบพันธุ์ และการให้กำเนิดบุตร ฯลฯ [4]
เรือนร่างในอุดมคติ
ภารกิจแห่งชาติในการที่ไปให้ถึงเป้าหมายดังกล่าวมิใช่จะลุล่วงด้วยความพยายามของรัฐแต่เพียงอย่าง
เดียว
แต่ยังขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของเรือนร่างบุคคล และความสัมพันธ์ทางเพศที่มีคุณภาพ ซึ่งนำไปสู่ความคิดเรื่องรูปร่างสัดส่วนและทรวดทรงของผู้ชาย-ผู้หญิงอีกด้วย รัฐได้ให้นิยามเกี่ยวกับความงามของทรวดทรวงของผู้ชาย-ผู้หญิงที่เปลี่ยนไป ความงามอย่างพระเอก-นางเอกลิเกถูกปฏิเสธ เรือนร่างที่สูงระหง เอวคอด ผิวเนื้อขาวเหลือง ไม่ได้เป็นจริตความงามของรัฐอีกต่อไป ร่างกายที่กำยำ ล่ำสัน อกผายไหล่ผึ่ง ทำงานได้ทั้งหนักและเบา ร้อนและหนาว แดดและฝนต่างหาก ที่เป็นนิยามของความงามแบบใหม่ [5] สิ่งเหล่านี้ได้ฉายสะท้อนให้เห็นในพื้นที่สาธารณะด้วยการจัดประกวดชายฉกรรจ์ ในวันขึ้นปีใหม่ 1 เมษายน 2483 ณ ท้องสนามหลวง ผู้มีสิทธิ์เข้าประกวดต้องมีสัญชาติไทยอายุ 20 ถึง 30 ปีบริบูรณ์ ซึ่งมีเป้าหมายให้เป็นตัวอย่างแก่ชาวไทยในการบริหารร่างกายให้มีสุขภาพดีและทำให้งานปีใหม่ครึกครื้น และยังปรากฏว่ามีการจัดประกวดแบบนี้ในงานต่างๆ เช่น งานวัด ตลาดนัด และใช้เกณฑ์พิจารณาในการตัดสินเดียวกันแสดงถึงความนิยมและแพร่หลายในระดับหนึ่งอีกด้วย [6] ในทำนองเดียวกันกับเรือนร่างสตรีเพศที่ไม่ใช่คนเอวบางร่างน้อย แต่เปลี่ยนมุมมองไปสู่ความต้องการ “คนงามแข็งแรงที่มีสุขภาพมั่นคง” ได้มีการวางเกณฑ์และมาตรฐานเรือนร่างในการประกวดนางงามดังนี้ [7]
1. มีความสูงอย่างน้อย 156 เซนติเมตร (5 ฟุต1 1/2 นิ้ว) ขึ้นไป (วัดโดยไม่สวมรองเท้า)
2. มีน้ำหนักประมาณ 50-53 กิโลกรัม
3. ขนาดรอบอกกว้าง 81 เซนติเมตร รอบเอว 63 เซนติเมตร รอบสะโพก 84 เซนติเมตร รอบคอ 32 เซนติเมตร รอบน่อง 32 เซนติเมตร นอกจากมาตรฐานตัวอย่างซึ่งคำนวณให้ได้ส่วนตามความสูง 156 เซนติเมตร ดังกล่าว หากสตรีใดมีความสูงกว่า 156 เซนติเมตร สัดส่วนก็ควรเพิ่มขึ้นตามลำดับ
4.เมื่อได้มาตรฐานสัดส่วนของร่างกายแล้วก็คงต้องพิจารณาถึงหลักสุขภาพต่อไป เช่นจะต้องดูว่า ทรวงทรงผิดปกติ หลังโกง ไหล่ห่อแข้งขาคดประการใดบ้าง วิธีดูว่าแข้งคดหรือไม่นั้น ให้ยืนตรงส้นเท้าและนิ้วหัวแม่เท้าทั้งสองชิดกัน ให้มองดูว่ามีช่องโหว่ระหว่างแข้งทั้งสองมากน้อยเพียงใด ถ้าไม่มีหมายความว่าแข้งไม่คด ถ้ามีมากคดมาก ถ้ามีน้อยคดน้อย ผู้ที่ไม่คดมากก็ไม่ควรได้รับการพิจารณา [น่าจะเป็นว่า “ผู้ที่คดมาก็ไม่ควรได้รับพิจารณา”มากกว่า-ผู้เขียน]
5.อ้าปากและตรวจฟันว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยตามธรรมชาติหรือไม่ ผุ เหยเก ตัดหรือเปล่า ควรพิจารณาว่านางงามต้องมีฟันสมบูรณ์ตามธรรมชาติ (ไม่ใช่ใส่ฟัน เลี่ยมฟัน หรือมีฟันห่าง)
6. ผิวพรรณและผม ขอให้พิจารณาโดยละเอียดว่ามีโรคเกี่ยวแก่ผิวหนังหรือไม่
7. เมื่อผ่านหลักสุขภาพมาได้แล้ว จึงควรพิจารณาในแง่ความงามตามศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมต่อไป
น่าคิดเช่นกันว่า ภายใต้มาตรฐานดังกล่าว จะทำให้สาวๆในปัจจุบันจะเห็นเป็นเช่นไร ในเมื่ออุดมคติ
เกี่ยวกับความงามได้เปลี่ยนแล้ว
การสมรส การมุ้งภายใต้การสอดส่องของรัฐ
การสมรสและสร้างครอบครัวนั้น มองโดยผิวเผินแล้วจะเห็นว่าเป็นความพึงพอใจระหว่างครอบครัวฝ่ายชาย-หญิง หรือบนพื้นฐานความรักแบบปัจเจกชนระหว่างผู้หญิง-ผู้ชาย แต่การณ์มิได้เป็นเช่นนั้น รัฐได้แทรกแซงความสัมพันธ์ดังกล่าวเข้ามาโดยที่ไม่รู้ตัว ในฐานะผู้ปรารถนาดี รัฐได้ส่งเสริมให้ประชาชนได้ทำการแต่งงานสร้างครอบครัว พระยาอนุมานราชธนได้อธิบายในเชิงวัฒนธรรมโดยการตั้งข้อสังเกตเรื่องสินสอดทองหมั้นว่า ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมที่สูงส่งของชาติเรา อย่าให้กลายเป็นเรื่องเข้าใจผิดว่าเป็นการซื้อขายลูกสาว ซึ่งสอดคล้องแนวทางของรัฐบาลที่เรียกร้องให้ฝ่ายหญิงเรียกสินสอดทองหมั้นแต่น้อยเพื่อมิให้เป็นอุปสรรคต่อชายโสดในการทำการสมรส [8]
หนังสือ ประตูทองสู่ชีวิตวิวาห์ เป็นหนังสือที่นำเสนอแนวทางการดำเนินชีวิตสมรสและแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตสมรส แสดงให้เห็นว่าชีวิตสมรสมีส่วนที่ทำให้บุคคลมีความก้าวหน้าหรือเสื่อมลง เป็นทั้งการสร้างชาติในการเพาะพลเมือง [9] รวมไปถึงการที่รัฐออกประกาศสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเรื่อง “วัธนธัมผัวเมีย” ที่ชี้ให้เห็นชีวิตคู่มีความสำคัญที่สุด และสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันครอบครัวและประชากรทั้งในแง่คุณภาพและปริมาณอันจะส่งผลต่อความเข้มแข็งของชาติ [10] หลังจากตั้งกระทรวงสาธารณสุขขึ้นในปี 2485 รัฐก็ได้ทำการจัดตั้งองค์กรส่งเสริมการสมรสขึ้นในกระทรวงเพื่อความสะดวกในการสมรส อันคำนึงถึงความประหยัด ให้ชี้แนะเกี่ยวกับการตรวจร่างกายก่อนสมรส รวมไปถึงการกำหนดพิธีสมรสมากคู่ในคราวเดียวซึ่งจะกล่าวต่อไป [11] รัฐยังได้จัดหาลู่ทางให้ชายและหญิงได้พบปะกันโดยการจัดตั้งสำนักงานสื่อสมรส ภารกิจดังกล่าวจึงไม่แตกต่างไปกับ “มาลัยเสี่ยงรัก” ที่จับคู่ให้หญิงสาวชายหนุ่มได้มีโอกาสพบรักกัน แต่สำนักงานสื่อสมรสงอกเงยด้วยคติพจน์ที่ว่า ทุกคนมีหน้าที่สร้างชาติ การสมรสเป็นการสร้างชาติ สมรสเมื่อวัยหนุ่มสาว ทำให้ชาติเจริญ การสมรสที่มีหลักฐาน สร้างความมั่นคงแก่ชาติ และคู่สมรสที่มีสุขภาพดีทำให้ชาติแข็งแรง [12]
ไม่เพียงแต่มาตรการจูงใจเท่านั้น รัฐบาลยังได้ออกมาตรการเชิงบังคับเพื่อจัดการผูกมัดให้หนุ่มโสดทั้งหลายต้องรีบแต่งงาน ด้วยการออกพระราชบัญญัติภาษีคนโสด พ.ศ.2487 จัดเก็บที่อายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป ภาษีนี้อยู่นอกเหนือจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งชายโสดต้องเสียเพิ่มอีกร้อยละ 10 ของภาษีเงินได้ที่ต้องเสีย แต่ยกเว้นเก็บภาษีหญิงโสด [13]
นอกเหนือไปจากความสุขในหน่วยการผลิตที่เรียกว่าครอบครัวแล้ว ยังพบว่ารัฐได้ให้คำแนะนำในการเลือกคู่ครองผ่านความคิดเกี่ยวกับเรือนร่าง พันธุกรรม และความมีสุขภาพที่แข็งแรงมั่นคงว่า “หากเห็นความสำคัญของกรรมพันธุ์แล้ว ก็ควรจะเห็นความสำคัญของการเลือกคู่แต่งงานด้วย ไม่ควรจะแต่งกับบุคคลที่เป็นโรคด้วยความสงสาร หรือชอบพอในคุณสมบัติอะไรก็ตาม ซึ่งเป็นการเสี่ยงภัยพิบัติและจะเป็นผลร้าย น่าจะคำนึงถึงประเทศชาติ เพื่อความร่วมมือในการสร้างชาติต่อไป” [14] ดังนั้นบุคคลผู้มีโรคพันธุกรรมหรือพิการแต่กำเนิดจึงไม่ควรสืบพันธุ์ต่อไปในสายตาของรัฐ [15] ไม่เพียงเท่านั้นรัฐยังให้ความสำคัญกับโรคที่เป็นอันตรายต่อคู่สมรส และคุกคามต่อความสมบูรณ์ของเรือนร่าง โดยเฉพาะ กามโรค เนื่องจากพบว่าโรคดังกล่าวได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศ และเด็กที่ติดเชื้อนั้นหากไม่แท้ง ก็คลอดมาตาย หรือไม่ก็ทุพพลภาพ หรือปัญญาทราม [16] เช่นเดียวกับการให้ความสำคัญกับช่วงอายุที่เหมาะสมในการแต่งงานที่จะมีผลต่อการให้กำเนิดบุตรของชายอยู่ที่ 20-30 ปี ในเพศหญิงอยู่ที่ 18-25 ปี [17] และสิ่งที่สะท้อนความห่วงใยของรัฐก็คือการจัดทำ คู่มือสมรส เผยแพร่แนะนำข้อปฏิบัติก่อนการสมรส ราวๆปี 2486 [18]
ไม่เพียงเท่านั้นการควบคุมและแทรกแซงของรัฐทำให้เราได้พบว่ามีความพยายามที่จะตรากฎหมายเพื่อบังคับให้คู่สมรสรับการตรวจทางการแพทย์ และได้รับใบอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนจึงทำการสมรสได้ ในการตรวจร่างกายนั้นแพทย์จะต้องทำการตรวจโรคทางพันธุกรรมที่อาจเป็นอันตราย ถ้าเป็นโรคที่บำบัดให้หายได้ก็ให้ระงับการสมรสไว้ชั่วระยะเวลาที่ใช้ในการบำบัด หากไม่สามารถบำบัดให้หายได้ก็มิอาจสมรสได้ [19]
ผู้หญิงกับความคาดหวังในการเป็น “แม่พันธุ์” แห่งชาติ
ในวัยเจริญพันธุ์แม้จะกล่าวได้ว่าทั้งชายและหญิงต่างก็ถูกคาดหวังที่จะเป็นหน่วยการผลิตพลเมืองไทยที่มีคุณภาพ ในสังคมไทยที่ชายมักเป็นใหญ่และให้คุณค่ากับพื้นที่ของผู้หญิงจำกัดอยู่ในครัวเรือนยิ่งทำให้ความคิดดังกล่าวลงรอยกันกับการบำรุงเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่มุ่งให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และผู้หญิงก็นับเป็นเครื่องจักรสำคัญในการผลิตพลเมือง สิ่งที่สะท้อนความคิดดังกล่าวมีการบันทึกไว้ถึงความคิดของนายเอื้อง แก้วภักดี พลเมืองจังหวัดนครปฐมที่เห็นว่าผู้หญิงเป็น “แหล่งผลิตพลเมือง” โดยยกตัวอย่างว่าแม้มีชายสิบคน หญิงหนึ่งคนก็สามารถจะเพิ่มพลเมืองได้คนเดียวในหนึ่งปี ผิดกับหญิงสิบคน ชายหนึ่งคนก็อาจเพิ่มพลเมืองได้ถึงสิบคนในหนึ่งปี นายเอื้องยกเหตุผลมาโต้เถียงในกรณีที่รัฐมีนโยบายที่จะเอาทหารหญิงออกรบ ซึ่งจะส่งผลกระเทือนต่อการ “สร้างชาติ” และอาจทำให้ถูกกลืนชาติโดยง่าย [20] ในอีกความเห็นหนึ่งยิ่งไปกันใหญ่ นายบุรี ลักสนพรหม พลเมืองจังหวัดพระนครแสดงความเห็นว่า จากผลการสำรวจสำมะโนครัวปี พ.ศ.2480 หญิงมีจำนวนมากกว่าชาย ซึ่งมีหญิงมิได้สมรสมีจำนวนมาก เขาเห็นว่าทำให้ไม่มีโอกาส "ช่วยชาติบ้านเมือง" ขณะที่กล่าวหาหญิงที่ไม่ได้สมรสว่าบางรายยังเสียคนและเป็นภัยสังคมเพราะขาดผู้อุปการะดูแล จึงควรยอมให้ชายสมรสกับหญิงได้หลายคน โดยพิจารณาจากรายได้ว่าสามารถจะสมรสได้กี่คน [21]
การสมรสของชาติ
องค์การส่งเสริมการสมรสได้จัดให้มีงานประกอบพิธีสมรสของชาติครั้งแรก ณ ทำเนียบสามัคคีชัย 29 มีนาคม 2486 มีคู่บ่าวสาวเข้าร่วมพิธี 72 คู่ ครั้งที่ 2 ได้มีพิธีสมรสหมู่ขึ้นทุกจังหวัดในวันที่ 1 มกราคม 2487 [22] ไม่เพียงรัฐจะอำนวยความสะดวกในพิธีสมรส รัฐยังได้แจกโปรโมชั่นสวัสดิการทางสังคมให้กับคู่สมรสด้วย เช่น สามารถกู้เงินเกินเงินฝากร้อยละ 50 รัฐจะยกเงินค่าเล่าเรียนให้ลูกคนแรกของคู่สมรสทุกคู่ที่ได้ประกอบพิธีให้ ให้เข้าเรียนจนถึงชั้น ม.6 บริษัทสหสินิมา จำกัด อนุญาตให้คู่สมรสทุกคู่ดูหนังที่อยู่ในเครือฟรีๆ ทุกๆโปรแกรม โปรแกรมละ 1 ครั้งเป็นเวลา 30 วันตั้งแต่ลงทะเบียนสมรส สตรีมีครรภ์ยังได้สิทธิพิเศษลดค่าโดยสารรถไฟและรถประจำทางของเทศบาล ฯลฯ [23] ในทางกลับกันความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด ถูกรัฐปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากรรม รัฐพยายามที่จะปิดพื้นที่ไม่ให้เป็นอุปสรรคแก่การขยายจำนวนประชากร ถึงขนาดมีการควบคุมไว้เช่นเดียวกับยาเสพติดให้โทษ กล่าวคือการสั่งซ้อต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่เสียก่อน และการนำไปใช้ต้องได้รับใบสั่งยาจากแพทย์สั่งจ่ายเป็นรายๆ ไป [24]
ลูกไทย ลูกแห่งชาติ
ต่อเนื่องจากการสมรส ก็คือ การยกประเด็น “ลูกไทย” ขึ้นมา รัฐได้ทำการรณรงค์เรื่อง “อุปการะลูกไทย” สร้างโมเดลเด็กตัวอย่างในอุปการะของชาติ โดยกำหนดไปที่เด็กสัญชาติไทยโดยที่ทั้งบิดาและมารดามีสัญชาติไทย ต้องเป็นเด็กที่เกิดในวันที่ 1 มกราคม 2486 ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอุปการะลูกไทยขึ้น เพื่อที่จะสำรวจและทำบัญชีเด็กที่เกิดวันที่ 1 มกราคม 2486 ทั่วประเทศ รัฐมีความตั้งใจที่จะดูแลเด็กรุ่นนี้ให้อยู่ดีกินดี ดูแลให้เรียนดี และอุปการะตามสมควร รัฐบาลได้รณรงค์และให้ความสำคัญอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นการแต่งบทกล่อมขวัญเมื่อมีอายุได้ครบ 1 เดือน [25] เมื่อเด็กมีอายุครบ 1 ปี รัฐเห็นว่าเด็กควรจะมีชื่อรอง และหวังที่จะอุปการะการศึกษาถึงขั้นมัธยม หรือโรงเรียนอาชีพ [26]
แน่นอนว่า “ลูกไทย” ได้เกิดขึ้นเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่อุดมการณ์ทางการเมืองของรัฐไทยที่มุ่งจะสร้างมหาอาณาจักรไทย ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นได้อย่างดีก็คือ เมื่อกองทัพไทยสามารถยึดเชียงตุงได้ หลังจากลูกไทยเกิดได้ 14 วัน ก็ถือว่าได้ตื่นมาเห็น “แสงเงินแสงทองจากชัยชนะของกองทัพไทย” [27]รัฐบาลไทยและญี่ปุ่น ได้มีการเรียกชื่อเด็กเหล่านั้นว่า “ทารกของเอเชียตะวันออกอันยิ่งใหญ่” รัฐบาลทั้งสองถือว่าทารกที่เกิดวันนี้เป็นมรดกอันล้ำค่าของชาติ รัฐบาลทั้งสองยังได้จัดตั้ง “สมาคมมารดาแห่งเอเชียอันยิ่งใหญ่” อีกด้วย โดยมีท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงครามเป็นที่ปรึกษาสมาคม [28]
วันแม่ ความหมายและความเปลี่ยนแปร
การให้ความสำคัญกับวันสำคัญของรัฐกับวันแม่นั้น ในช่วงแรกไม่อาจกล่าวได้ว่ารัฐให้ความสำคัญจนถึงกับประกาศเป็นวันหยุดราชการ แม้มีหลักฐานว่าได้มีการประกาศให้วันที่ 10 มีนาคม 2486 เป็น “วันแม่” ซึ่งตรงกับวันสถาปนากระทรวงสาธารณสุข [29] และเป็นกระทรวงสาธารณสุขที่ได้จัดวันแม่ขึ้นเพื่อให้คนไทยรู้ถึงความสำคัญของวันแม่ ที่เปิดโอกาสให้บรรดาหญิงที่เป็นแม่มาประชุมพบปะกัน อันจะเกิดความสามัคคีและได้ความรู้ในการสงเคราะห์แม่และเด็ก กำหนดให้วันที่ 10 มีนาคม อันเป็นวันที่ก่อตั้งกระทรวงสาธารณสุขเป็นวันแม่ ครั้งแรกมีการจัดงานที่สวนอัมพรในวันที่ 10 มีนาคม 2486 มีการแจกของเล่นเด็ก แจกคู่มือสมรสให้หญิงที่บรรลุนิติภาวะแล้ว [30] ดังนั้นการยกความสำคัญของแม่นั้นจึงมีความสำคัญในฐานะที่เป็น “แม่ของประชาชาติไทย” อันหมายถึงความสำคัญของพลเมืองไทยที่จะมีต่อชาติไทย ต่อประชาชาติไทย ที่ประหนึ่งว่าผู้หญิงมีภารกิจสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของผู้ร่วมสร้างชาติด้วยการให้กำเนิดและเลี้ยงดูบุตร อย่างไรก็ตามมีอีกข้อมูลหนึ่งแห่งที่ยังต้องรอการตรวจสอบกล่าวว่า การจัดงานวันแม่ยังไม่ได้เป็นการระบุวันที่แน่นอนได้มีการปรับเปลี่ยนไปมาอยู่ และรัฐบาลได้รับรองให้เป็นวันที่ 15 เมษายนในปี 2493 [31]
เราไม่พบว่ารัฐบาลยกความสำคัญของวันแม่ขึ้นมาบรรจุในปฏิทินวันหยุดราชการของชาติเลย แต่ปรากฏในปี 2495 ที่มีการบรรจุ “วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินี (Queen’s Birthday) วันที่ 12 สิงหาคม” ถือว่าเป็นครั้งแรกซึ่งแม้แต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ยังไม่มี [32] ในที่สุดปี 2499 รัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 15 เมษายน 2499 เป็น “วันแม่” และ วันจันทร์สัปดาห์แรกของเดือนตุลาคมเป็น “วันเด็ก” [33] ดังนั้นจึงดูเหมือนว่าเป็นแนวความคิดที่พยายามจะเชื่อมโยงกับความคิดเมื่อทศวรรษที่ผ่านมาโดยมีจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นผู้นำ ในช่วงทศวรรษ 2490 นี้เอง แต่หลังจากที่รัฐบาลถูกโค่นล้มด้วยอำนาจรัฐประหารในปี 2500 ก็ปรากฏว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่รัฐบาลเก่าได้ทำไว้เดิมขึ้นใหม่หลายประการ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ยกขึ้นมานี้ก็คือ การลบทิ้งความสำคัญของวันแม่ออกจากปฏิทินวันหยุดราชการ ในเดือนตุลาคม 2500 หลังจากผ่านไปแค่ 1 ปีเท่านั้น [34]
อย่างไรก็ตามความสำคัญของงานวันแม่ ดูเหมือนว่ายังไม่ได้ถูกผนวกรวมไปไว้กับวันเฉลิมพระชนมพรรษา เนื่องจากยังปรากฏว่าในปี 2515 สมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม ซึ่งอาจจะเป็นเพียงงานที่จัดกันในวงไม่กว้างนัก จนกระทั่งในปี 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอนโดยถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ [35] การผนวกรวมครั้งนี้จึงกลายเป็นการสร้างความหมายใหม่ของวันแม่ขึ้นมาท่ามกลางสภาพการเมืองแบบชาตินิยมอีกรูปแบบหนึ่ง [36] ในปลายทศวรรษ 2510 ต่อทศวรรษ 2520 ที่นำไปสู่สถานการณ์การเมืองอันแหลมคมในสังคมไทย.
เชิงอรรถ
* บทความนี้อุทิศแด่แม่ผู้ทำงานหนักทุกท่านในโลกใบนี้ แรงบันดาลใจของบทความชิ้นนี้ได้มาจากการอ่านงาน ก้องสกล กวินรวีกุล. การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม พ.ศ.2481-2487 วิทยานิพนธ์หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545 จึงขอกล่าวระลึกถึงไว้ ณ ที่นี้ด้วย
[1] ชาตรี ประกิตนนทการ. การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม (กรุงเทพฯ : มติชน), 2547, น.299
[2] ก้องสกล กวินรวีกุล. เรื่องเดียวกัน, น.25
[3] เรื่องเดียวกัน, น.31-33
[4] เรื่องเดียวกัน, น.32
[5] เรื่องเดียวกัน, น.34
[6] เรื่องเดียวกัน, น.111
[7] ดูรายละเอียดมาตรฐานหญิงงามได้ใน เรื่องเดียวกัน, น.112-115
[8] เรื่องเดียวกัน, น.44-45
[9] เรื่องเดียวกัน, น.45-46
[10] เรื่องเดียวกัน, น.46
[11] เรื่องเดียวกัน, น.42
[12] เรื่องเดียวกัน, น.42-43
[13] เรื่องเดียวกัน, น.46
[14] ประชาชาติ (13 ตุลาคม 2481) อ้างใน ก้องสกล กวินรวีกุล. เรื่องเดียวกัน, น.33
[15] ก้องสกล กวินรวีกุล. เรื่องเดียวกัน, น.35
[16] เรื่องเดียวกัน, น.36
[17] เรื่องเดียวกัน, น.38
[18] เรื่องเดียวกัน, น.35-36
[19] อย่างไรก็ตามก้องสกลได้อธิบายไว้อย่างคลุมเครือว่ามาตรการดังกล่าวถูกนำมาใช้จริงหรือไม่ ด้วยกฎหมายใด เนื่องจากเพียงทำการยกตัวอย่างจากเยอรมันที่ได้ทำการใช้มาตั้งแต่ปี 1935/2478 ดูใน เรื่องเดียวกัน, น.35
[20] กจช.สร. 0201.25/919 ความเห็นนายเอื้อง แก้วภักดี เรื่องการเพิ่มพลเมือง พ.ศ.2485 อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น.39-40
[21] กจช.สร. 0201.25/1034 บุรี ลักสนพรหม เรื่องการเพิ่มจำนวนประชากรของประเทศ พ.ศ.2486 อ้างใน เรื่องเดียวกัน, น.40
[22] เรื่องเดียวกัน, 2545, น.43
[23] เรื่องเดียวกัน, 2545, น.43
[24] เรื่องเดียวกัน, น.54
[25] เรื่องเดียวกัน, น.53
[26] เรื่องเดียวกัน, น.53-54
[27] เรื่องเดียวกัน, น.55
[28] เรื่องเดียวกัน, น.56
[29] เรื่องเดียวกัน, น.49 อย่างไรก็ตามมีการเปลี่ยนแปลงวันสถาปนา ให้ย้อนกับไปอ้างอิงกับระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งตามประวัติได้การตั้ง “กรมสาธารณสุข” ในปี 2461 การเปลี่ยนแปลงนี้กระทำขึ้นในปี 2509 เมื่อความคิดแบบกษัตริย์นิยมได้สถาปนาอย่างมั่นคง จึงกลายเป็นว่าการตั้งกระทรวงสาธารณสุข ที่เป็นผลงานของคณะราษฎรและจอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับกลายเป็นผลพวงจากพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 6 ไปเสีย ดู กระทรวงสาธารณสุข.ประวัติกระทรวงสาธารณสุข [ระบบอ้างอิงออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.moph.go.th/about/history/prav.htm (11 สิงหาคม 2552)
[30] ก้องสกล กวินรวีกุล. เรื่องเดียวกัน, น.26
[31] วิกิพีเดีย. "วันแม่แห่งชาติ (ประเทศไทย)"[ระบบออนไลน์].แหล่งอ้างอิง. http://th.wikipedia.org/wiki/วันแม่แห่งชาติ_(ประเทศไทย) (27 กรกฎาคม 2552)
[32] “เรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2495” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 69 ตอนที่ 56, 9 กันยายน 2495, น.2921 อย่างไรก็ตามสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เคยชี้ประเด็นนี้ไว้แล้วใน สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนา ถึง 5 ธันวา” ใน ฟ้าเดียวกัน 2, 2(เมษายน – มิถุนายน 2547): 112
[33] “เรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2499” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 73, ตอนที่ 34, 24 เมษายน 2499, น.1300
[34] “เรื่องกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการ (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2500” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 74 ตอนที่ 88, 15 ตุลาคม 2500, น.2466-2467
[35] วิกิพีเดีย. "วันแม่แห่งชาติ (ประเทศไทย)"[ระบบออนไลน์].แหล่งอ้างอิง. http://th.wikipedia.org/wiki/วันแม่แห่งชาติ_(ประเทศไทย) (27 กรกฎาคม 2552)
[36] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมใน เกษียร เตชะพีระ. "การเมืองไทยจาก 14 - 6 ตุลาฯ: สองชาตินิยมชนกัน" [ระบบออนไลน์].แหล่งอ้างอิง. http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999486.html (21 ธันวาคม 2550)
รายการอ้างอิง
ก้องสกล กวินรวีกุล. การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม พ.ศ.2481-2487 วิทยานิพนธ์หลักสูตรสังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2545.
ชาตรี ประกิตนนทการ. การเมืองและสังคมในศิลปสถาปัตยกรรม สยามสมัย ไทยประยุกต์ ชาตินิยม. กรุงเทพฯ : มติชน, 2547,
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 69 ตอนที่ 56, 9 กันยายน 2495.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 73,ตอนที่ 34, 24 เมษายน 2499.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 74 ตอนที่ 88, 15 ตุลาคม 2500.
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. “ประวัติศาสตร์วันชาติไทย จาก 24 มิถุนา ถึง 5 ธันวา” ใน ฟ้าเดียวกัน 2, 2 (เมษายน – มิถุนายน 2547)
กระทรวงสาธารณสุข.ประวัติกระทรวงสาธารณสุข [ระบบอ้างอิงออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.moph.go.th/about/history/prav.htm (11 สิงหาคม 2552)
เกษียร เตชะพีระ."การเมืองไทยจาก 14 - 6 ตุลาฯ: สองชาตินิยมชนกัน" [ระบบออนไลน์]. แหล่งอ้างอิง. http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999486.html (21 ธันวาคม 2550)
วิกิพีเดีย. "วันแม่แห่งชาติ (ประเทศไทย)"[ระบบออนไลน์].แหล่งอ้างอิง. http://th.wikipedia.org/wiki/วันแม่แห่งชาติ_(ประเทศไทย) (27 กรกฎาคม 2552)