ที่มา thaifreenews
โดย Bugbunny
ได้มีโอกาสคุยกับผู้อาวุโสท่านหนึ่งในเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง ท่านคุยให้ฟังทำนองนี้นะครับ
ท่านบอกว่า ความจริงก็คือ ผู้มีอำนาจทุกคนนั้นรู้อยู่เต็มอกว่า นายอภิสิทธิจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่นิยมจนเข้าขั้นชิงชังมากที่ สุดคนหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้ แต่การไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนนั้น ท่านบอกว่าคนใหญ่คนโตกลุ่มนั้นรวมทั้งตัวนายอภิสิทธิเองไม่ได้สนใจนัก เพราะถือว่าตำแหน่งนี้ไม่ได้มาจากความนิยมของประชาชน แต่จากความนิยมของโหรและนักไสยเวทย์ที่ชี้ให้ผู้ตั้งเขามั่นใจว่า จะต้องเป็นอภิสิทธิเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหากลุ่มนิยมทักษิณได้ พวกเขาเชื่อว่าคนจากอดีตที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรกำลังมาทวงกรรมเก่า ประสานกำลังกันกับเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นประชาชนกลุ่มอื่นที่ถูกกระทำกันใน ช่วงหลัง ๆ มารวมพลังกันต่อสู้กับพวกเขา จนทำให้อาจต้องถึงขั้นพินาศล่มจม ถ้าไม่สามารถผลักดันให้นายอภิสิทธิเป็นนายกได้
แต่โดยรวมกรรมนี้ มันเป็นกรรมหนัก จึงไม่อาจแก้ได้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ปัญหาที่รุมเร้านายอภิสิทธิอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากความชิงชังของประชาชนเท่านั้น แต่มาจากพวกที่สนับสนุนรัฐบาลด้วย ที่ต่างก็เรียกร้องบีบบังคับเขา นี่คือโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นที่ทำร้ายนายอภิสิทธิโดยไม่ได้เกี่ยวกับความ นิยมจากประชาชนเลย โหรและนักไสยเวทย์ที่ผู้ตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิมองไม่ทั่ว มุ่งแก้ปัญหาเพียงจุดเดียวคือมวลชนฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ถือว่าเป็นศัตรูพื้นฐาน มองข้ามปัญหาอื่นรวมทั้งภายในองค์กร ต่างมั่นใจว่ามีทีมงานที่จัดการเรื่องภายในให้ได้ แต่วันนี้คนที่ถูกใช้งานก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรงลง ระบบที่เคยมั่นคงก็ถูกเปิดโปงจนสั่นคลอน ทำให้ไร้ราคาความเชื่อถือ ข้อมูลเหล่านี้ต่างรู้กันดี ถึงขั้นกำลังมองหาเส้นทางเดินใหม่ ๆ ที่จะทำให้พวกตนกระทบกระเทือนน้อยที่สุด
อาการที่ รมว.กลาโหมลาประชุม ครม. แต่ให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพอวยพร อาการนิ่งเฉยของกองทัพกับกรณีถวายฎีกา ผบ. เหล่าทัพที่ออกมาพูดก็ไม่ได้เป็นทางลบ รวมทั้งการที่ทหารให้ความสำคัญกับเรื่องโยกย้ายตำรวจมากกว่าเรื่องฎีกาน่าจะ ชี้อะไรบางอย่าง พล.อ. สมเจตน์ บุญถนอม
พล.อ. ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์
พวก ต่อต้านการถวายฎีกานั้น ท่านเห็นว่าล้วนมีชนักติดหลังทุกคน เป็นแนวหน้าในการทำร้ายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น สมเจตน์ บุญถนอม ก็อดีต คมช ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ก็เป็นแกนนำพันธมิตร พวกสารพัดสัตว์อย่าง 40 สว.นั้นก็คือพวกพันธมิตรทั้งแก๊งค์ บวรศักดิ์ วิษณุ ก็พวกทรยศทักษิณ แก๊งค์เนรวินก็เรื่องหักหลังนาย องคมนตรีที่ออกมาพูดก็คือสายเปรม นายปกรณ์ มาลากุล นั้น แค่นามสกุลก็น่าจะเข้าใจว่าเป็นอะไรกับไอ้หน้าหม้อปีย์ ประเวศ อานันท์นั้นก็สนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตร สุริยะใส สนธิลิ้ม นั้นไม่ต้องพูดถึง คนพวกนี้ล้วนกังวลมาก เพราะกลัวว่าจะโดนเอาคืน ซึ่งในความเป็นจริงก็สมควรต้องเอาคืนและต้องเอาให้หนักด้วย เพราะเป็นพวกที่ทำลายประเทศชาติประชาชนกันมาอย่างร้ายแรงและเปิดเผยทุกคน
ท่าน เห็นว่าประชาชนคนไทยวันนี้เฉพาะในบางเรื่องควรเลือกวิธีสมัยโรมัน นั่งกินอาหารรสเลิศ จิบไวน์ ชมการต่อสู้ระหว่างพวกกลาดิเอเตอร์ด้วยกันหรือกับสัตว์ร้ายในโคลิเซียม ส่งเสียงเชียร์และหัวเราะเยาะหยัน หากมีคนใดเพลี่ยงพล้ำก็กำมือหันนิ้วโป้งลงพื้น บอกให้สังหารเสีย ในเวลาเดียวกันก็ส้องสุมกำลังกันเป็นกองทัพขนาดใหญ่ ช่วยกันเชียร์รวมกันแช่งพวกศัตรูประชาธิปไตยทุกระดับ เคลื่อนไหวภาคประชาชนจัดตั้งทางความคิดและด้านอื่น ๆ กันให้กว้างขวางที่สุด
สถานการณ์ รัฐบาลนายอภิสิทธิในวันนี้แม้จะร่อแร่ แต่ถวายฎีกาแล้วภาคประชาชนทุกหมู่เหล่าจะเสื้อแดงหรือไม่ก็ตามยังต้อง เคลื่อนไหวต่อต้านกันต่อไปอีก เพราะยังไม่จบเรื่อง ควรมองสัจจะในอริยสัจ 4 ของพระพุทธองค์อันเป็นวิทยาศาสตร์คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นหนทาง มีทุกข์ต้องหาต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แล้วแก้ที่ต้นเหตุนั้น ก่อนจะนำแนวทางที่ถูกต้องมาปฎิบัติเพื่อระงับทุกข์อย่างถาวรต่อไป
คำ ถามสุดท้ายของท่านต่อผมก็คือมีความเห็นว่ารัฐบาลอภิสิทธิจะพังพินาศเร็ว ๆ นี้หรือไม่ ซึ่งผมตอบท่านไปว่า ในหมู่มิตรสหายของผมนั้นมีความเห็นตรงกันมานานแล้วว่า นายอภิสิทธิได้ฆ่าตัวตายไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่รับเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะคนที่มองอะไรออกเขาจะไม่รับหรอก มันอยู่ไม่ได้ ศัตรูเยอะ ถูกรุมสาปแช่งวินาทีละไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนราย การสาปแช่งรวมหมู่นั้นคือการระดมพลังจิตเป็นหนึ่งเดียว เข้มแข็งและเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ไสยศาสตร์ จึงน่าจะได้ผล ไม่เช่นนั้นหลายประเทศไม่ทุ่มเทวิจัยเรื่องการใช้พลังจิตกันอย่างเป็นล่ำ เป็นสันหรอก รัสเซียเป็นตัวอย่างหนึ่ง
แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
http://www.thaifreenews.org/forum/index.php?topic=1085.0
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, August 13, 2009
เอาชนะไสยศาสตร์ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์
พระราชินีให้ศิลปินพันธมิตรเข้าเฝ้าฯ ถวายพระสาทิสลักษณ์วันแม่ ตรัสชื่นชมตี๋ชิงชัย"เก่งมาก"
ที่มา Thai E-News

“ตี๋ ชิงชัย” วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการASTV
12 สิงหาคม 2552
เวบไซต์ผู้จัดการASTVนำเสนอข่าวเรื่อง พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า
เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “เก่งมาก”

พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ เลือด
“ตี๋ ชิงชัย” เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขับไล่รัฐบาลนอมินีระบอบทักษิณเมื่อปี 2551 ในเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาและลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น “ตี๋ ชิงชัย” ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูปขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้กล่าวหาใส่ร้ายนายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง
“ตี๋ ชิงชัย” จึงต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายตำรวจและสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงในข้อหาหมิ่นประมาท จนนายตำรวจคนดังกล่าวและสื่อมวลชนฉบับนั้นยอมขอโทษ และซึ่งด้วยความใจกว้างของ “ตี๋ ชิงชัย” เขาจึงยอมถอนฟ้องในเวลาต่อมา และใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการวาดภาพด้วยมือซ้าย ซึ่งในที่สุดก็ได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้การวาดด้วยมือขวาแต่อย่างใด จนได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายผลงานดังกล่าว
นักวิชาการดังตั้งกระทู้แสดงว่า ท่านยังทรง "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ใช่ไหมครับ
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ แสดงความคิดเห็นในบอร์ดประชาไท หัวข้อกระทู้เรื่อง ข่าวนี้ แสดงว่า ท่านยังทรง "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ใช่ไหมครับ ผมอ่านข่าวนี้ ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เพราะไม่เห็นข่าวในลักษณะนี้มาระยะหนึ่งแล้ว
ผมขอย้ำก่อน ว่า โดยส่วนตัว ผมเห็นใจและเสียใจแทนคุณ "ตี๋" ที่พิการนะครับ ไม่ว่าในแง่การเมือง ผมจะเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่คุณตี๋เข้าร่วมการเคลื่อนไหวของพันธมิตร เช่นเดียวกับกรณี "น้องโบว์" เสียชีวิต ผมไม่ชอบเห็นการตาย การบาดเจ็บ พิการ ไม่ว่าฝ่ายไหน ซี่งผมแยกออกจากความไม่เห็นด้วยต่อการเมืองของพวกเขา
แต่ผมก็ยังแปลกใจที่ สมเด็จฯทรงโปรดเกล้าฯให้ คุณตี๋ และภรรรยา เข้าเฝ้าฯถวายภาพ ในครั้งนี้ เพราะอะไรที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจนั้น คงยากจะเรียกว่า เป็นเรืองที่ไม่มีนัยยะในเชิงทางสังคมหรือการเมืองเลย เพราะท่านคงไม่สามารถโปรดเกล้าฯให้ ทุกคนที่บาดเจ็บพิการ เข้าเฝ้าได้ พูดอีกอย่างคือ นี่คงต้องเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นเฉพาะกรณีพิเศษ
ผมก็เลยแปลกใจน่ะครับ
ส่วนประโยคที่ "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ที่ตั้งเป็นชื่อกระทู้ คงพอจำได้ว่า เอามาจากคำบอกเล่า คุณจินดา พ่อ"น้องโบว์" ทีว่า สมเด็จฯทรงมีรับสั่งกับครอบครัวน้องโบว์อย่างไรบ้าง ในวันที่ 13 ตุลาคม ปีกลาย
ทั้งนี้ข่าวในวันดังกล่าวเวบไซต์ผู้จัดการนำเสนอข่าวเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงชม “น้องโบว์” เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มีรายละเอียดตอนหนึ่งในข่าวว่า
นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ บิดา นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ น้องโบว์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งและชม ว่า ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งตนได้กราบทูลฯกลับไปว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มา นอกจากนี้ท่านยังตรัสอีกว่า "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตร"
12สิงหาวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ
ที่มา Thai E-News

4ทหารเสือคณะราษฎร์-(จากซ้าย) นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช,นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา,นายพันเอกพระยาฤทธิอาคเนย์ และนายพันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ์
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 สิงหาคม 2552
กล่าวแบบฟันธงก็ต้องว่า หากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้บัญชาการ ก็คงไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราชนรุ่นหลังรับรู้ ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือเอาวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีการรำลึกถึงสามัญชนไทย มักนับเอาวันเกิดเป็นวันสำคัญของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ เป็นต้น
เมื่อวันที่12 สิงหาคมของทุกปีเวียนมาถึง ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนไทย ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวล อดหวนรำลึกนึกถึงนักปฏิวัติผู้นำสยามประเทศก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้
นอกจากคุณูปการต่อบ้านเมืองแล้ว ยังนับเป็นบุคคลที่นักการทหาร นักการเมืองเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการใช้ชีวิตด้วย เพราะท่านได้ชื่อว่าทำการเพื่อชาติ ไม่เบียดบังชาติและราษฎรแม้แต่น้อย

นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นผู้นำสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 โดยหากขาดท่านผู้นี้ ก็ต้องฟันธงได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จะไม่มีวันสำเร็จได้เลยในวันนั้น เนื่องจากเป็นผู้วางแผนบัญชาการปฏิวัติ
หลังการปฏิวัติสำเร็จลง พระยาทรงฯไม่ขอรับตำแหน่งใดในรัฐบาล ไม่ขอเพิ่มยศเป็นนายพล ไม่ขอคุมกำลังทางทหาร แต่ท่านถูกขอให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงจำต้องรับเป็น เพราะแสดงถึงความศรัทธาต่อระบอบการปกครองใหม่
แต่ในภายหลังสถานการณ์พลิกผันทำให้ชะตากรรมของพระยาทรงฯต้องถูกเนรเทศไปอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส คือเวียดนาม และสุดท้ายที่เขมร อย่างอนาถา ส่วนลูกน้องถูกประหารชีวิตไป 18 ศพ ( อ่านรายละเอียดกรณีนี้ คลิ้กที่นี่ )
แม้กระทั่งยามยากช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่2ขณะพำนักลี้ภัยในญวนและเขมร ต้องอยู่บ้านเช่าโกโรโกโส ปั่นจักรยานถีบ และทำขนมไทยขายเลี้ยงประทังชีวิต แต่เมื่อไทยตกอยู่ใต้การยึดครองของญี่ปุ่น ก็พยายามอย่างโดดเดี่ยวที่จะขับไล่ญี่ปุ่นอย่างมืดมนลำพัง
แม้ว่าต้องตกระกำลำบากในเขมรขนาดนั้น และเป็นเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองทั่วเอเชีย รวมทั้งเขมรและไทยด้วยนั้น ญี่ปุ่นได้ติดต่อลับๆจะให้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชกลับไปมีอำนาจโค่นล้มปฏิปักษ์ทางการเมืองของท่าน คือจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งญี่ปุ่นชักไม่ไว้ใจ แต่พระยาทรงฯปฏิเสธ เพราะเห็นเป็นการทรยศบ้านเมือง ยอมระกำลำบากดีกว่า อันนี้นับเป็นจิตใจที่น่าเชิดชูยิ่ง
สุดท้ายเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีอำนาจขณะนั้นส่งนายทหารคนหนึ่งไปลอบวางยาพิษพระยาทรงฯถึงแก่ความตายในเขมร ทั้งที่มีหวังกำลังจะได้กลับจากการลี้ภัย สุดท้ายคุณหญิงของท่านและทหารคนสนิทต้องทำพิธีศพอย่างอนาถา ไร้กองเกียรติยศใดๆในต่างแดน
พระยาทรงฯเกิดเมื่อ12 สิงหาคม 2435 ขณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านอายุย่าง 40 ปี และได้ชื่อว่าเป็นมันสมองในการทำปฏิวัติ 2475 และมีกำลังในการปฏิวัติจริงๆ โดยอาศัยยุทธวิธีลวงทหารมายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง
คนไทยค่อนประเทศน่าจะลืมพระยาทรงฯไปแล้ว แต่วันที่12สิงหาคมนั้นได้ชื่อว่าเป็นวันที่คนไทยต้องรำลึกถึงพระยาทรงฯ บรรพชนปฏิวัติไทย ความต่อไปนี้ เก็บความจากหนังสือ"ชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดน"เขียนโดยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส.พระยาทรงฯซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่มาร่วมๆ25ปีแล้ว หากคลาดเคลื่อนประการใด ขอให้ผู้รู้ได้เสริมเพิ่มหรือแก้ไขด้วย

นักยุทธวิธีของคณะราษฎร์
หากเทียบกับการปฏิวัติใหญ่ในรัสเซีย มีเลนินเป็นผู้ชี้นำทางความคิด มีทร็อตสกี้เป็นนักยุทธวิธีปฏิวัติ ในเหตุการณ์2475นายปรีดี พนมยงค์ ก็คือผู้ชี้นำทางความคิด ส่วนนักยุทธวิธีที่วางแผนและลงมือปฏิวัติก็คือนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช
พระยาทรงฯมีชื่อเดิมคือเทพ พันธุมเสน เป็นบุตรของร้อยโท ไท้ นายทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก จากนั้นได้ทุนไปศึกษาต่อวิชาทหารช่าง ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อจบแล้วได้ยศนายสิบ แล้วจึงเรียนต่อระดับสัญญาบัตร ได้ยศร้อยตรี ก่อนไปประจำการที่กองทหารในเมืองมักเคเบอร์ก และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2458
จากนั้นเริ่มรับราชการทหารจนได้รับพระราชทานยศเป็น ร้อยเอกหลวงรณรงค์สงคราม เมื่อ พ.ศ. 2461 และย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารช่างรถไฟ กองพันที่ 2 กรมทหารบกที่ 3 มีผลงานสำคัญคือ ก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ จากถ้ำขุนตานถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออก จากแปดริ้วถึงสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงนครราชสีมา ได้รับพระราชทานยศนายพันเอก และบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทรงสุรเดช
เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในการก่อการ2475ปัญหาคือคณะราษฎร์ไม่มีคนคุมกำลังทหารในมือเลย พระยาทรงฯซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายร้อย จึงลวงนักเรียนนายร้อยด้วยการปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตี3แล้วบอกว่าจะพาไปฝึกภาคสนามที่พระที่นั่งอนันต์ พร้อมกับการที่นายพันเอกพระยาพหลฯไปลวงค่ายทหารให้นำกำลังทหารและรถทหารออกมาสมทบกัน และพระประศาสน์(ซึ่งใกล้ชิดกับพระยาทรง)ไปควบคุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯซึ่งทรงอำนาจในประเทศมาเป็นตัวประกัน
เมื่อนักเรียนทหารที่นายพันเอกพระยาทรงฯลวงมาสมทบกับรถทหาร และทหารจากค่ายที่นายพันเอกพระยาพหลฯลวงมา กับนายพันโทพระประศาสน์ฯควบคุมกรมพระนครสวรรค์มาที่นั่งอนันต์ฯได้ การปฏิวัติที่ปราศจากเลือดเนื้อก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ของไทย
ในหนังสือบันทึกชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดนนั้น พระยาทรงแสดงความเป็นนักยุทธวิธีอย่างเต็มที่ โดยพระยาทรงฯได้กล่าวว่าการปฏิวัติ2475เป็นเรื่องของยุทธวิธี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ได้มาจากการตื่นตัวต้องการปฏิวัติของประชาชนเลย เพราะหากไปปลุกเร้าให้ประชาชนตื่นตัวขึ้นปฏิวัติ การกระทำเช่นนั้นจะทำให้ความลับรั่วไหลแล้วจะกลายเป็นกบฎ เหมือนเหตุการณ์กบฎร.ศ.130 (อ่านเพิ่มเติม:กรณีกบฎร.ศ.130ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ )
หลังการปฏิวัติพระยาทรงฯปฏิเสธที่จะขอรับยศเพิ่ม เช่นเดียวกับนายพันเอกพระยาพหลฯและคณะทุกๆคน ไม่ขอรับตำแหน่งคุมกำลังใดๆ ไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่สุดก็จำนนรับตำแหน่งส.ส.จากการแต่งตั้ง เพื่อแสดงถึงความศรัทธาเชื่อมั่นต่อระบอบปกครองใหม่
ขัดแย้งกับปรีดีและแตกหักกับจอมพลป.ก่อนถูกเนรเทศ
เมื่อแรกหลังปฏิว้ติ นายพันเอกพระยาทรงฯอยู่ในปีกที่ไม่เห็นด้วยกับสมุดปกเหลืองเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยฝ่ายปฏิกริยาปฏิวัติโจมตีว่าเป็นนโยบายคอมมิวนิสต์แบบเดียวกับรัสเซีย อันมีผลให้นายปรีดีถูกเนรเทศไปฝรั่งเศสระยะหนึ่ง ก่อนจะได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง
ในพ.ศ.2476 เกิดกบฎบวรเดช นายพันโทแปลก ขีตสังคะ มีบทบาทสำคัญเป็นคนนำปราบปรามกบฎ และเปล่งบารมีขึ้นมา ในสายตาของพันเอกพระยาทรงเห็นว่านายพันโทแปลกนั้นเป็น"ทหารยศต่ำ แต่มักใหญ่ใฝ่สูง" ต่อมานายพันโทแปลกเพิ่มยศพรวดพราดและก้าวขึ้นเป็นนายกฯ แล้วถูกลอบสังหารหลายหน
นายพันเอกหลวงพิบูลฯ(ต่อมาเป็นจอมพลป.)สงสัยว่านายพันเอกพระยาทรงฯน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง จึงได้มีคำสั่งให้พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมด้วยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส. ประจำตัว พร้อมกันนั้นได้มีการกวาดล้าง จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย จำนวน 51 คน เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2482 และสั่งประหารไป18 ราย จึงเรียกกันต่อมาว่ากบฎ18ศพ (เดิมจะประหาร 21 ราย แต่ปล่อยไป3 ซึ่ง 1 ในนั้นคือกรมขุนชัยนาทฯ ซึ่งเป็นพระปิตุลาฯของในหลวง)
บั้นปลายอนาถาของนักปฏิวัติที่โลกลืม
นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชพร้อมนายทหารคนสนิทเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ จึงถูกให้ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดและถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปพร้อมกับ ร.อ.สำรวจ กาญจนสิทธิ์ โดยถูกควบคุมตัวขึ้นรถไฟไปที่ อ.อรัญประเทศ และเดินทางข้ามพรมแดนต่อไปยังกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนในอาณานิคมของฝรั่งเศส และไปพำนักในเวียดนามระยะหนึ่ง
โดยคุณหญิงทรงสุรเดช ต้องขายสมบัติเก่าส่งไปให้ประทังชีพ เมื่อสมบัติพร่องลง ต้องย้ายกลับมากัมพูชา อาศัยห้องเช่าโกโรโกโส ก่อนที่ต่อมาจะได้พักในตำหนักร้างของอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสที่พระยาทรงฯเคยช่วยชีวิตให้พ้นคมหอกคมดาบของญี่ปุ่นระหว่างการยึดครองในคราวสงครามมหาเอเชียบูรพา
ชีวิตพระยาทรงสุรเดชที่กัมพูชา ไม่มีทรัพย์เงินทองเหลือติดตัวอยู่เลย ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทอดแหหาปลาเลี้ยงตัว และทำขนมกล้วยขนมไทยขายในตลาดสด ซึ่งต้องโม่แป้งด้วยตนเอง จากนั้นต้องปั่นจักรยานถีบไปมาเพื่อขายขนม(ซึ่งจะเห็นว่าต่างจากนายทหารนักทำรัฐประหารในระยะหลังที่มีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านพันล้าน ทั้งที่ก็มักกล่าวหาว่านักการเมืองขี้โกง เลยเข้ามายึดอำนาจ...ประหลาดไหม?)
ช่วงสงครามไทยตกอยู่ใต้การยึดครองญี่ปุ่น นายพันเอกพระยาทรงฯไม่ล่วงรู้เลยว่าคนไทยทั่วโลกมีขบวนการใต้ดินเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น เพราะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ก็อุตสาหะดิ้นรนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเพียงลำพัง โดยคิดจะเดินข้ามประเทศไปแสวงหาความร่วมมือจากอเมริกาที่ตั้งฐานในจีน แต่ก็ต้องระงับไว้เพราะมืดแปดด้านอยู่คนเดียว
หลังสงครามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งเดินนโยบายเป็นมิตรกับญี่ปุ่น ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม นายพันเอกพระยาทรงฯซึ่งนับวันเดือนปีจะได้กลับสู่มาตุภูมิก็กลับไม่มีโอกาสนั้นเลย เมื่อมีนายทหารไทยคนหนึ่งอ้างว่า ไปศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนกลับไทยเลยแวะมาเยี่ยม แล้ววางยาพิษพระยาทรงฯตายด้วยความทรมานอนาถา และจัดทำพิธีศพเยี่ยงคนไร้ญาติ โดยถึงแก่อนิจกรรมลงในปี พ.ศ. 2487 ขณะมีอายุเพียง 52 ปี ที่ตำหนักร้างในกรุงพนมเปญ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ
ทส.พระยาทรงเขียนไว้ให้แปลความระหว่างบันทัด โดยตั้งข้อสงสัยไปในทำนองว่า ปฏิปักษ์ทางการเมืองคือจอมพลป.อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตาย เพราะเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลง จอมพลป.ถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม หากพระยาทรงได้กลับไทยและกลับสู่อำนาจ อาจเป็นอันตรายต่อจอมพลป.ได้
กระดูกของพระยาทรงฯกลับถึงประเทศไทย พร้อมกับบันทึกส่วนตัวที่กล่าวถึงการปฏิวัติ2475 และกลายมาเป็นหนังสือชื่อ "บันทึกพระยาทรงฯ:เมื่อวันปฏิวัติ24มิถุนายน2475"(อ่านบันทึกบางส่วน คลิ้กที่นี่ ) และหนังสือ "ชีวิตในต่างแดนของพระยาทรงฯ"ออกเผยแพร่ราวปีพ.ศ.2525

อัฐิของพระยาทรงฯถูกนำมาบรรจุไว้ที่วัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้นหลังปฏิวัติ2475 ซึ่งบรรพชนปฏิวัติผู้วายชนม์ล้วนถูกนำอัฐิมาบรรจุที่วัดนี้ รวมถึงอัฐิของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย นายพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันโทหลวงอำนวยสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ นายเฉลียว ปทุมรส นายทวี บุญยเกตุ นายดิเรก ชัยนาม รวมทั้งนายกระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้ายที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552ที่ผ่านมา
ฝ่ายจารีตนิยมและจิตนิยมบอกว่าเพราะพระยาทรงฯทรยศพระมหากรุณาธิคุณทำการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงพบเคราะห์กรรมเลวร้าย
แต่ฝ่ายที่สนับสนุนและโปรประชาธิปไตยนับเอาว่าพระยาทรงฯเป็นบุคคลสำคัญของชาติ เพราะหากไม่มีพระยาทรงฯที่เป็นดั่งเสนาธิการในการปฏิวัติ ก็ไม่แน่นักว่าการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จะสำเร็จราบรื่นไร้การนองเลือดอย่างที่เรารับรู้หรือไม่
ประกอบกับคุณงามความดีไม่ฉ้อราษฎร์ ไม่บังหลวง ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือว่าวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนายพันเอกนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุดังนี้
อนึ่งสำหรับสามัญชนไทยมักนับเอาวันเกิดเป็นวันรำลึกถึงของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ ดังนั้นจึงถือเอาวันเกิด 12 สิงหาคม เป็นวันพระยาทรงสุรเดชด้วยประการฉะนี้
0000000

บันทึกพระยาทรงสุรเดช:ในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475
พระยาทรงสุรเดชได้บันทึกจากความทรงจำถึงเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 ไว้ระหว่างลี้ภัยในเวียดนามและกัมพูชา เมื่อถึงแก่อสัญกรรมลง นายทหารคนสนิทได้นำบันทึกนี้กลับประเทศไทย และตีพิมพ์เผยแพร่ในระยะต่อมาอีกหลายสิบปี
โดยได้บันทึกเหตุการณ์ปฏิวัติ24มิถุนายนไว้อย่างละเอียด ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้ที่เชื่อมให้นายทหารระดับสูงที่มีแนวคิดเดียวกัน เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา เข้าร่วมกับคณะราษฎร ซึ่งตัวพระยาทรงสุรเดชเองเคยพูดว่า "พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่เพียงทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วยวิธีใด ตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย..."
ในแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น การประชุมในประเทศไทย คณะราษฎรได้ประชุมกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกประชุมกันเพียงไม่กี่เดือนก่อนลงมือ ที่บ้านพักของพระยาทรงสุรเดชที่สะพานควาย
และครั้งที่ 2 ที่บ้านพักของ ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ที่ถนนเศรษฐศิริ ซึ่งพระยาทรงสุรเดชในตอนแรกนั้นได้เสนอแผนการว่า ใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถานซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายความอารักขาแก่ในหลวงในฐานองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย แต่แผนนี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดการปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขึ้นนองเลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการของการปฏิวัติครั้งนี้คือ จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือด จะต้องไม่กระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เกินควร และตกลงว่าจะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล
การประชุมกันหนที่ 2 ที่บ้านของร้อยโทประยูร ในวันที่ 12 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชจึงเสนอแผนการทั้งหมด 3 แผน
แผนที่ 1 ให้นัดประชุมบรรดานายทหารที่กรมเสนาธิการ หรือที่กรมยุทธศึกษา หรือที่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะเข้าควบคุมตัวไว้ ในระหว่างนั้นคณะผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือและพลเรือนแยกย้ายกันไปคุมตัวเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากักตัวไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ
แผนที่ 2 ให้จัดส่งหน่วยต่าง ๆ ไปคุมตามวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้าทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับบัญชาคนเดิมแล้ว ทหารก็คงจะฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็คงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยโดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน
แผนที่ 3 ให้หน่วยทหารหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม และเข้าจับกุมพระองค์กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร และให้ดำเนินการอย่างอื่น ๆ ตามที่กล่าวแล้วในแผนที่ 2
ซึ่งทั้งหมดเห็นด้วยกับแผนที่2ควบกับแผนที่ 3 จึงตกลงทำตามนี้ และได้กำหนดวันดำเนินการในชั้นแรกว่าให้เป็นวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน
โอกาสในการลงมือยึดอำนาจการปกครองนั้น ต้องอยู่ในช่วงระยะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปหัวหิน เพื่อทอดพระเนตรการทดลองการยิงปืนใหญ่ ซึ่งมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพ นายกอง ไปร่วมในการประลองอาวุธในครั้งนั้นเป็นส่วนมาก
ส่วนการเข้าควบคุม จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตนั้น คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สืบทราบมาว่า จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตมักจะเสด็จประพาสลำน้ำเจ้าพระยาในวันเสาร์และจะเสด็จกลับในวันจันทร์ ถ้าดำเนินการในวันอาทิตย์ก็อาจจะไม่ได้พระองค์ท่านมาเป็นองค์ประกันจึงได้เลื่อนการปฏิบัติการไปเป็นวันอังคารที่ 21 มิถุนายน
ต่อมาที่ประชุมได้ตกลงเลื่อนวันปฏิบัติการไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน เนื่องจากได้รับรายงานว่า ในวันอังคาร เรือรบยามฝั่งยังไม่กลับ หากตกลงทำการในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก็จะขาดทหารเรือ
ในวันที่ 22 มิถุนายน ก็มีรายงานว่า บรรดาสมาชิกคณะราษฎรยังไม่พร้อมที่จะทำการยึดอำนาจในวันที่ 23 มิถุนายน ดังนั้นวันปฏิบัติจึงเลื่อนไปวันที่ 24 มิถุนายน แทน แต่ทั้งหมดก็ยังไม่รู้ว่า พระยาทรงสุรเดชจะนำทหารออกมาใช้ยึดอำนาจได้อย่างไร
บทบาทของพระยาทรงสุรเดชในวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คือ การปล่อยข่าวลวงและล่อหลอก เพื่อชักนำให้ทหารแต่ละกรมกองมาชุมนุมร่วมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไม่ขัดขืน
วันที่ 23 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร ของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้ไปพบ พันโทพระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย เพื่อขอให้นำนักเรียนนายร้อยทั้งหมดพร้อมอาววุธปืนบรรจุกระสุนไปที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าในตอนเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน เพื่อฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบและนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการฝึก ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีกสองคน เพื่อขอร้องให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้า และไปพบผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่บางซื่อ เพื่อขอร้องให้นำทหารมาที่สนามหน้าโรงทหารในเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง
เช้าวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชตื่นตั้งแต่เวลา 4.00 น. และได้รับประทานข้าวผัดที่เหลือจากมื้อเมื่อคืน ก่อนออกจากบ้านไปพร้อมกับ ร้อยเอกหลวงทัศนัยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ที่มารับถึงบ้านตามแผนที่วางได้ โดยได้บอกกับภรรยาตั้งแต่คืนก่อนว่าจะไปดู การสวนสนามที่หน้าพระลาน
จากนั้นแผนการนำทหารออกมาใช้เปลี่ยนแปลงการปกครองของพระยาทรงสุรเดชก็ได้เปิดเผยออกมาเป็นลำดับ ทั้งหมดในเวลา 5.00น. ก็ได้มุ่งหน้าไปยังกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย มีเป้าหมายเพื่อยึดรถเกราะ ยึดรถรบ ยึดคลังกระสุน และหลอกพาทหารเดินมาขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาฤทธิอัคเนย์ ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า
เมื่อไปถึงกรมทหารม้า ด่านแรกที่จะต้องฝ่าไปให้ได้คือกองรักษาการณ์ที่ด้านหน้า สามทหารเสือ คือ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหลพลพยุหเสนา และพระประศาสน์พิยายุทธ เข้าไปในกองรักษาการณ์ ถามหาตัวผู้บังคับการกองรักษาการณ์ แล้วผู้ก่อการก็พูดด้วยเสียงดุว่า
"เวลานี้เกิดกบฏกลางเมืองขึ้นแล้ว มัวแต่หลับนอนอยู่ได้ เอารถเกราะ รถรบ เอาทหารออกไปช่วยเดี๋ยวนี้"
ฝ่ายผู้บังคับการที่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเคยเป็นอาจารย์มาก่อน ก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ ชั่วอึดใจเดียวเสียงเป่าแตรแจ้งสัญญาณเหตุสำคัญก็ปลุกทหารทั้งกรมตื่นขึ้นมาด้วยความโกลาหล
ช่วงเวลาแห่งความระทึกนี้ นายทหารผู้ก่อการต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ก็แยกย้ายกันไป
พระยาพหลพลพยุหเสนา ใช้กรรไกรตัดเหล็กที่เตรียมมาตัดโซ่กุญแจคลังกระสุนได้สำเร็จ ช่วยกันลำเลียงกระสุนออกมาอย่างรวดเร็ว
พระประศาสน์พิทยายุทธ ตรงไปยังโรงเก็บรถพร้อม ร.อ.หลวงทัศนัยนิยมศึก เร่งระดมให้ทหารสตาร์ตรถถัง รถเกราะ ออกมาโดยเร็ว
ร้อยเอกหลวงรณสิทธิชัย และพรรคพวกพากันขึ้นไปยังโรงทหาร เร่งให้ทหารแต่งเครื่องแบบโดยเร็วด้วยคำสั่งที่ว่า "ทหารไม่ต้องล้างหน้า แต่งเครื่องแบบทันที"
ไม่กี่นาทีต่อมา ทหารม้าก็พร้อมแล้วที่ออกเดินทางไปขึ้นรถบรรทุกทหารภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ได้นัดแนะเอาไว้แล้ว พระยาฤทธิอัคเนย์สั่งให้ทหารปืนใหญ่ขึ้นรถ พระประศาสน์พิทยายุทธ นำขบวนรถถัง รถเกราะ รถขนกระสุนและปืนกลเบาราว 15 คัน ออกมาจากที่ตั้งกรม นำหน้าขบวนรถทั้งหมด มุ่งหน้าตรงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า สมทบกับทหารหน่วยอื่น ๆ ที่นัดหมายกันไว้
เมื่อขบวนรถบรรทุกทหารแล่นผ่านกองพันทหารช่าง ซึ่งเหล่าทหารกำลังฝึกอยู่บนสนามหน้ากองพัน พระยาทรงสุรเดชก็กวักมือพลางตะโกนเรียกให้ขึ้นรถ ผู้บังคับการทหารช่างเข้าใจว่าได้เวลาที่จะไปฝึกการต่อสู้รถถังตามที่ตกลงกันเมื่อเย็นวาน จึงสั่งทหารช่างขึ้นรถบรรทุกไปด้วย
ปฏิบัติการยึดกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์สำเร็จลงอย่างรวดเร็วตามความคาดหมายภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีคำถามมากมายว่า เพราะเหตุใดกองรักษาการณ์กรมทหารม้าจึงไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมยามคลังกระสุนจึงปล่อยให้พระยาพหลพลพยุหเสนา งัดประตูเอากระสุนออกไปได้ ทำไมนายทหารในกรมนี้จึงปล่อยให้นายทหารที่อื่นนำทหารของตัวออกไปได้โดยไม่แสดงปฏิกิริยาอันใดเลย
สำหรับคำตอบของคำถามนี้ พระยาทรงสุรเดชได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่าเป็นเพราะนายทหาร นายสิบ พลทหารเหล่านั้นเห็นด้วยในการปฏิวัติหรือ...เปล่าเลย ทั้งนายทหาร นายสิบ พลทหาร ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีใครเคยได้เห็นได้รู้ การปฏิวัติทำอย่างไร เพื่ออะไร มีแต่ความงงงวยเต็มไปด้วยความไม่รู้ และข้อนี้เองเป็นเหตุสำคัญแห่งความสำเร็จ ! สำหรับพลทหารทั้งหมดไม่ต้องสงสัยเลย เขาทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เขาถูกฝึกมาเช่นนั้น และหากนายทหารอื่นมาสั่งให้ทำโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขาก็ทำเช่นเดียวกัน ทำไมเขาจะไม่ทำ เพราะในชีวิตเป็นทหารของเขา เขายังไม่เคยถูกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นการลวง ในเมื่อเขาโดนเป็นครั้งแรก ...นายทหารทั้งหมดส่วนมากได้เรียนในโรงเรียนนายร้อยในสมัยที่ผู้อำนวยการฝ่ายทหารเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความเคารพและเกรงในฐานผู้ใหญ่
00000
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง บรรพชนปฏิวัติ2475
-ฌาปณกิจคณะราษฎร์คนสุดท้าย ปลายทางบรรจุอัฐิกับผู้ร่วมก่อการ เผยวีรกรรมตำนานเสรีไทย
-ทายาท 24 มิถุนา(ตอน1) ศุขปรีดา พนมยงค์:เขาพยายามทำลายชื่อเสียงผู้ก่อการ เขามีทั้งกำลังคนกำลังทรัพย์แน่นหนามาก
-ทายาท24มิถุนา(ตอน2)พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา:ไม่มีหรอกที่ราชาธิปไตยจะเอาประชาธิปไตยมาให้
-ทายาทจอมพลป.:พอรัฐประหาร2490ก็หมดแล้วปฏิวัติ2475 และทายาทพระประศาสน์ผู้จับกรมพระนครสวรรค์วันปฏิวัติ
Wednesday, August 12, 2009
เรื่องยุ่งๆใน สตช. / หัวโขน หัวคน
ที่มา สยามรัฐ
วิทยา ตัณฑสุทธิ์12/8/2552
เรื่องยุ่งๆใน สตช.
ข่าวเรื่องพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ตกอยู่ในสภาพผุดลุกผุดนั่งบนเก้าอี้ ผบ.ตร. เป็นเรื่องที่คนทั่วไปจับตาดู เพราะถ้าหากเรื่องนี้ลุกลามขยายวงกว้าง ก็จะเป็นแรงกดดันรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ประเด็นที่ข้องใจสงสัยก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ที่แต่งตั้งพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รอง ผบ.ตร.รักษาการณ์ ผบ.ตร.ระหว่างพล.ตอ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เดินทางไปราชการที่ประเทศจีน
ทั้งนี้เนื่องจาก พล.ตอ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เคยเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ต่อมาได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่ง และมีคำสั่งห้ามเข้าไปในเขตพระราชฐานทุกแห่ง จึงทำให้สงสัยกันว่า ได้มีการยกเลิกคำสั่งแล้วหรือยัง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยได้มีการตรวจสอบเรื่องทั้งหมดก่อนจะดำเนินการ จึงคิดว่าจะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการสอบถามจากผู้สันทัดกรณีก็ได้รับคำอธิบายว่า เรื่องนี้จำเป็นต้องระมัดระวังเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ถ้าหากมีการยกเลิกคำสั่งจริงก็น่าจะนำหลักฐานแสดงให้สาธารณชนได้รู้ ทุกฝ่ายจะได้เกิดความสบายใจ
นอกจากปัญหาข้างต้น อีกเรื่องหนึ่งที่มึนงงกันก็คือ เหตุใดพล.ต.อ.พัชฃรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.เดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ชายแดนภาคใต้ จึงต้องยื่นใบลากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพราะพล.ตอ.พัชรวาททำงานอยู่ในประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาก็เดินทางไปต่างจังหวัดหลายแห่งไม่ทราบว่าต้องยื่นใบลากับนายกฯเหมือนครั้งนี้หรือไม่
ที่หนักกว่านั้นก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะให้สัมภาษณ์ว่า พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ได้ขอให้มีการแต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนตน ในช่วงที่ไปทำงานภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2552 และคนที่จะมารักษาการณ์แทนก็น่าจะเป็น พล.ตอ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีเหมือนเดิม เมื่อพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ปฏิบัติภารกิจเสร็จสิ้นและเดินทางกลับมา ก็ทำหน้าที่ต่อไปตามเดิม และเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ
เมื่อนักข่าวถามย้ำ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ไปทำงานตามหน้าที่ในภาคใต้ และยังอยู่ในตำแหน่ง ทำไมจึงต้องแต่งตั้งผู้รักษาการณ์ ผบ.ตร.
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอบว่า เพราะพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณไม่สามารถดูแลและบริหารงานต่างๆได้ และไม่รู้ว่าจะไปทำงานที่ภาคใต้นานกี่วัน เพราะไม่ได้แจ้งให้ทราบ
คำชี้แจงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้เกิดความข้องใจสงสัยว่า ทำไมนายกฯจึงไม่พูดจาสอบถามพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณให้รู้เรื่องว่า จะไปราชการที่ภาคใต้นานกี่วัน จะกลับมาเมื่อไหร่ และถ้ามีเรื่องด่วนฉุกเฉินพร้อมจะกลับมาบัญชาการได้หรือไม่
เรื่องนี้ไม่ควรทิ้งให้ค้างคาใจ เนื่องจากไม่เคยมีข่าวว่า ผบ.ตร.คนใดต้องขอลานายกฯเพื่อไปทำงานตามปกติในประเทศ และไม่เคยมีการตั้งผู้รักษาการณ์แทนในลักษณะเดียวกันนี้
มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า กรณีอย่างนี้เป็นการทำให้เกิดแบบแผนใหม่ขึ้นมา ซี่งทำให้ข้าราชการเกิดความอึดอัด ไม่แน่ใจว่าถ้าหากต้องไปตรวจงานในต่างจังหวัด จะต้องยื่นใบลาเหมือนพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณหรือไม่
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯที่มีอายุน้อย เมื่อเทียบกับนักการเมืองคนอื่นๆก็ถือว่ายังด้อยพรรษา ดังนั้นจึงมีโอกาสทำพลาดได้ทุกเวลา
แต่สิ่งที่เป็นเรื่องหนักใจของประชาชนและข้าราชการก็คือ ถ้านายกฯที่มีอายุน้อยทำผิดพลาด แล้วลาออกไป ใครจะรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
พล.ต.อ.พัชรวาท รับสภาพไปใต้
ที่มา MCOT News
กรุงเทพฯ 11 ส.ค. - ความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตลอดทั้งวันได้เก็บตัวเงียบอยู่ในสำนักงาน ชั้น 7 อาคาร 1 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 9 และนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาท เข้าให้กำลังใจ กระทั่งในช่วงบ่าย พล.ต.อ.พัชรวาท ได้เดินทางลงมาจากห้องทำงาน เพื่อไปเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
พล.ต.อ.พัชรวาท ได้กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดภาคใต้ว่า มีความตั้งใจที่จะเดินทางไปอยู่แล้ว เพื่อติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และประเมินผลมาตรการรักษาความปลอดภัยการประชุมอาเซียน ที่ จ.ภูเก็ต แต่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไม่ระบุว่า สมัครใจไปในช่วงวันที่นายกรัฐมนตรีกำหนดให้ เพราะมีการทำบัญชีโยกย้ายตำรวจหรือไม่ โดยระบุว่า การโยกย้ายในช่วงที่ตนไปราชการภาคใต้ ก็ต้องเป็นไปตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยังกล่าวว่า ไม่รู้ว่าเดินทางกลับมาจากภาคใต้ นายกรัฐมนตรีจะใช้ให้ไปทำงานที่ไหนอีก. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2009-08-11 18:44:01
ชุมชนพอเพียง
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ คอลัมน์ที่13
ข่าวการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียงยังดำเนินต่อเนื่อง
ถึงขนาดที่พรรคประชาธิปัตย์ผู้รับผิดชอบโดยตรงต้องจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตรงตามความต้องการของประชาชน และคุณภาพของสินค้าที่ไม่สมราคา
เช่น เครื่องผลิตปุ๋ยชีวภาพ ตู้น้ำหยอดเหรียญ เสาไฟฟ้าโซลาร์เซลล์
ที่มีข่าวว่ามีนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นเข้า ไปเกี่ยวข้อง
โครงการชุมชนพอเพียงอยู่ในการดูแลของสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
เกิดขึ้นตามมติให้จัดตั้งกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2552 และให้ดำเนินการในรูปแบบของ "โครง การเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน"
มีวัตถุประสงค์คือ
1.จัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณอย่างรวดเร็วและทั่วถึง
2.สนับสนุนและส่งเสริมให้ชุมชนร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเอง
3.สนับสนุนและส่งเสริมการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร
4.พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น และสร้างโอกาสในการพัฒนาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก
ชุมชนที่ประสงค์จะขอรับการจัดสรรงบประมาณตามโครง การ จะต้องเป็นชุมชนตามประกาศครั้งล่าสุดของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2550 รวม 79,427 ชุมชน
โดยมีหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกโครงการคือ
การดำเนินโครงการต้องมีความยั่งยืน มีผลต่อเนื่อง และมีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้
1.เป็นโครงการที่รองรับผู้ด้อยโอกาสและผู้ว่างงาน ให้สามารถพัฒนาไปสู่ความพอกิน พออยู่ พอใช้ ตามเป้าหมายขั้นต้นของหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
2.เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการลดต้นทุนและปัจจัยในการผลิตด้านต่างๆ เช่น การเกษตร เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำมาหาเลี้ยงชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาสในอาชีพ
3.เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการใช้และการอนุรักษ์พลังงาน หรือพลังงานทดแทน หรือพลังงานทางเลือก
4.เป็นโครงการที่สนับสนุนและส่งเสริมการอนุรักษ์และรักษาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว
และจะต้องได้รับฉันทามติจากที่ประชุมประชาคมของชุมชน และกำหนดกรอบเงินงบประมาณที่จะใช้เพื่อดำเนินการอย่างชัดเจน สามารถตรวจสอบได้
หลักเกณฑ์การจัดสรรงบประมาณยึดหลักความเป็นจริงตามจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎรของชุมชน ตามประกาศกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย โดยชุมชนที่จะได้รับเงินโครงการแบ่งออกเป็น 7 ขนาด คือ
ประชากร 1-50 คน ได้รับเงินจำนวน 100,000 บาท
ประชากร 51-150 คน ได้รับเงินจำนวน 200,000 บาท
ประชากร 151-250 คน ได้รับเงินจำนวน 300,000 บาท
ประชากร 251-500 คน ได้รับเงินจำนวน 400,000 บาท
ประชากร 500-1,000 คน ได้รับเงินจำนวน 500,000 บาท
ประชากร 1,001-1,500 คน ได้รับเงินจำนวน 600,000 บาท
และประชากร 1,501 ขึ้นไป ได้รับเงินจำนวน 700,000 บาท
ยกเว้น ชุมชนที่ไม่ได้รับงบประมาณโครงการ SML ปี 2551 จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณเต็มจำนวน
และชุมชนที่ได้รับงบประมาณโครงการ SML ปี 2551 แล้ว จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณกึ่งหนึ่งของเกณฑ์ข้างต้น
ฎีกาเจ้าปัญหา
ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
ใกล้เวลา กลับมาช่วยพัฒนาชาติไทย!
บอกว่าฟิตร่างกายเตรียมไว้แล้ว กลับมาเมื่อไร พร้อมรับใช้พี่น้องประชาชนได้ทันที
เชื่อว่ายิ่งพ.ต.ท.ทักษิณแสดงอาการเปี่ยมความหวังมากยิ่งขึ้นเท่าใด
ยิ่งกระตุ้นให้คนเสื้อแดงพลอยคึกคักและมีความหวังตามมากขึ้นเท่านั้น
ทั้งที่ความคาดหวังจริงๆ
พ.ต.ท.ทักษิณก็อาจจะรู้ว่าเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จ มีน้อยเท่าน้อย?
เพราะในหลวงทรงไม่จำเป็นต้องมีพระบรมราชวินิจฉัยในทุกเรื่อง นั่นประเด็นหนึ่ง
ประเด็นสำคัญกว่า ฎีกาที่ถวายขึ้นไปนั้น น่าจะถูกรัฐบาลดองไว้ มากกว่าจะดำเนินการให้
ต่อให้ระดมคนมาลงชื่อ 5 ล้าน 6 ล้านคน ถ้าฎีกาถูกสกัดไว้ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง มันก็ไม่มีผลอันใด
แกนนำเสื้อแดงย่อมประเมินเรื่องนี้ออกอยู่แล้ว
แต่การระดมชื่อคนร่วมถวายฎีกา ก็ยังเดินหน้าต่อไป
ซึ่งคนที่เคยเห็นฤทธิ์เดชม็อบเสื้อแดงมาแล้ว ตอน "สงกรานต์ เลือด" ย่อมรู้สึกหวั่นลึกๆ
การถวายฎีกาน่าจะเป็นเพียง "ยุทธวิธี" ในการเรียกคน หรือสำแดงพลัง
จากนั้น จะใช้พลังในทางไหน แรงแค่ไหน ยังไม่มีใครรู้แน่ชัด?
แต่มันจะโดนใช้เป็นเงื่อนไขทางการเมือง ค่อนข้างแน่
ขณะเดียวกัน การที่กลุ่มเนวินเลือกคุมงานมหาดไทย
เหมือนมวยถูกคู่
ขณะที่คนเสื้อแดงเร่งระดมรายชื่อกันเป็นล้านๆ มหาดไทยก็เร่งระดมชื่อคนเป็นล้านๆ เหมือนกัน
ไม่ถึงกับเป็นม็อบชนม็อบ แต่ก็คล้ายๆกัน
ซึ่งงานคาบลูกคาบดอก ถึงลูกถึงคนแบบนี้ พวกประชาธิปัตย์ไม่มีทางสู้พวกเนวิน
มท.1 ประกาศ คนเสื้อแดงยื่นชื่อที่ไหน มหาดไทยก็ยื่นชื่อที่นั่น
เป็น "ยุทธวิธี" ของเสือ 2 ตัว ที่เคยอยู่ถ้ำเดียวกันมาก่อน รู้ไส้รู้พุงกันมาก่อน
แน่นอนว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีทางยอมรับ ว่าแท้จริงตัวเองนั่นแหละ เป็นคนผลักดันให้มีการลงชื่อถวายฎีกา
โบ้ยให้เป็นเรื่องคนเสื้อแดงเขาทำกันเอง (เหมือนทุกครั้ง)
ส่วน นายเนวิน ชิดชอบ ก็บัญชาการเกมต่อต้านอยู่เบื้องหลัง
สิ่งที่น่าระอาสำหรับการถวายฎีกานี้ เห็นจะเป็นการเล่นการ เมืองยุคหลังๆ
ไม่พ้นต้องมีพาดพิงไปถึงเบื้องสูงกันตลอด
อย่างม็อบเสื้อเหลือง ที่ประกาศแนวทางปกป้องสถาบัน ก็คือการเอาตัวไปโยงเกี่ยวกับสถาบัน
หรือตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณเรืองอำนาจ เหมือนจะไม่มีวันถูกโค่นได้
ก็มีคนพยายามเสนอทางออกไปพาดพิงสถาบันอีก คือขอนายก รัฐมนตรีพระราชทาน
หากย้อนไปดูข่าวเก่าๆ จะเห็นว่าตอนนั้นรัฐบาลทักษิณ ก็ไม่เห็นด้วยกับการขอนายกฯพระราชทาน
แต่ตอนนี้ แกนนำเสื้อแดงบอกประชาชน
มีสิทธิ์ขอพึ่งพระราชทานอำนาจ!
เริ่มเอ่ยปากชมเพื่อน
ที่มา ไทยรัฐ
สุเทพ - นิพนธ์
พรึบพรับโดยสัญญาณ "ตบเท้า" ของเหล่าขุนศึก แม่ทัพ นายกอง ที่เดินทางเข้าร่วมพิธีทำบุญเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันเกิดครบรอบปีที่ 64 ของ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม
แฮปปี้เบิร์ธเดย์ "บิ๊กบราเธอร์" ทหารเสือราชินี
แถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ไล่ตั้งแต่ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม "บิ๊กป๊อก" พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนาธิการทหารบก พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1
"ฟูลทีม" ขุมกำลังหลักๆ
ท่ามกลางแวดล้อมของคนในครอบครัววงษ์สุวรรณ ที่นำโดยน้องรักในสายเลือดอย่าง "บิ๊กป๊อด" พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ร่วมอยู่ในพิธี
"เลือดข้นกว่าน้ำ" มันมีนัยให้ตีความอยู่แล้ว
โดยเฉพาะในท่ามกลางเกมพาวเวอร์เพลย์ "ปลดเงียบ" ยื้อ "ดื้อเงียบ"
ล่าสุด เป็นฝ่ายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ใช้อำนาจผ่าน "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ล็อกโปรแกรมให้ พล.ต.อ.พัชรวาทส่งใบลากิจ ลงไปปฏิบัติราชการในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้
นัยว่า กันให้ห่างการจัดโผโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ
ยิ่งกระตุกหนวดของ "บิ๊กป้อม" ในฐานะพี่ชายที่เห็นน้องรักโดนกระทำ ฮึ่มฮั่มๆอยู่ในลำคอ
มันบีบกันเกินไป
เอาเป็นว่า โดยเกมที่ไหลมาถึงตรงนี้ ไม่ว่าจะออกตัวกันยังไง มันก็ "ฟ้องด้วยภาพ" ซะแล้ว ยี่ห้อประชาธิปัตย์กับขุมกำลังสีเขียวที่ปลุกปั้นผลักดันกันขึ้นมา
หมดเวลา เลิกสัญญาค้ำประกันแล้ว
และนั่นน่าจะเกี่ยวโยงกับปรากฏการณ์ล่าสุดกับคิวแอบต่อสายกันเงียบๆ รายการ "ชุมนุมตัวจริงเสียงจริง" นัดกินมื้อค่ำ ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาฯ เมื่อค่ำ คืนวันที่ 10 สิงหาคม ที่ผ่านมา
หยั่งสัมพันธภาพในฝ่ายการเมือง วัดขุมกำลังนักเลือกตั้งฝ่ายรัฐบาลในสภาฯ
เช็กชื่อแล้วมากันครบชุดใหญ่
ฝ่ายประชาธิปัตย์ส่งห้องเครื่องคนสำคัญ นำโดย "เทพเทือก" ในฐานะผู้จัดการใหญ่รัฐบาล นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกฯ และ "สามสี ภูเขาทอง" นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี
ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลก็ระดับ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา บอสใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา
"คู่หู" นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ คีย์แมนพรรคเพื่อแผ่นดิน "เดอะเป็ด" นายเนวิน ชิดชอบ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และ "เสี่ยหนู" นายอนุทิน ชาญวีรกูล 3 สหายจากพรรคภูมิใจไทย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา นายสุวิทย์ คุณกิตติ รมว.ทรัพยากรฯ พรรคกิจสังคม
ฟูลทีมผู้มีบารมีนอกสภา
โดยบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศัย นักเลือกตั้งยังพูดจาภาษาดอกไม้
ในอารมณ์ที่จับทางได้ว่า ประชาธิปัตย์เริ่มกลับมาให้ราคา "เพื่อน" พรรคร่วมรัฐบาล
เออๆออๆ เอ่ยปากชมฝีมือของ "ตัวช่วย" นอกคณะรัฐมนตรี
ไม่ว่าจะเป็นผลงานโบแดงของ "พินิจ-ปรีชา" ที่ดึงกลุ่มนักธุรกิจชั้นนำ ชวนมหาเศรษฐีจากเมืองจีน หิ้วเงินหยวนมาลงทุนในเมืองไทยได้เป็นกอบเป็นกำ
ล่าสุด กับคิวทุ่ม 3.7 หมื่นล้านบาท อุ้มวิกฤติน้ำมันแพง ทั้งลดราคาดีเซล เบรกขึ้นค่าเอฟทีไฟฟ้า ตรึงราคาก๊าซ ซื้อใจประชาชน ตามข้อเสนอของ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รมว.พลังงาน ที่วงในก็รู้กันเป็นผลงานของผู้กำกับฉากเบื้องหลังยี่ห้อ "สุวัจน์"
ให้เครดิต "ตัวจริง" นอก ครม. ปั่นผลงานได้เข้าตากรรมการ ช่วยงานรัฐบาลได้เนื้อได้หนัง ทั้งๆที่ทีมเศรษฐกิจของประชาธิปัตย์เอง ยังโชว์ฟอร์มไม่ค่อยออก
แน่นอน โดยผลของปรากฏการณ์ มันก็น่าจะมีน้ำหนักไปถึงคิวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามสัญญาณที่ถูกส่งจากพรรคร่วมรัฐบาล ต้องการให้ตั้งแท่นสางกันทั้ง 6 ปม ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์
เบื้องต้นเลยแว่วๆว่า ชัวร์แล้วแน่ๆ กับประเด็นการเลือกตั้งที่จะกลับไปใช้แบบ "วันแมนวันโหวต" หรือเขตเดียวเบอร์เดียว เพื่อเปิดช่องให้พรรคขนาดกลางและพรรคขนาดเล็กมีช่องเบียดแย่งพื้นที่ได้
ไม่ต้องเหนื่อยสู้กับเกม "หนีบยกพวง" ของค่ายใหญ่.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
กินตามแม่
ที่มา ไทยรัฐ
วันนี้ตรงกับ วันแม่แห่งชาติ ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเสมือนแม่ของแผ่นดิน
ขออัญเชิญ พระราชจริยวัตรทางด้านอาหารและโภชนา-การ จากหนังสือ กินตามแม่ มาเป็นแม่แบบในการปฏิบัติด้านสุขภาพอนามัยของคนไทยดังนี้
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นกุลสตรีมีพระอุปนิสัยอ่อนโยน นุ่มนวล ทรงพระเมตตาต่อเด็ก สตรี คนชรา และผู้เจ็บป่วยทุกข์ยากมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะพระผู้เป็นแม่ของแผ่นดินอย่างครบถ้วนในทุกๆด้าน
ตลอดจนส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ดีกินดี เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติโดยรวม ทรงเป็นแบบอย่างให้กุลสตรีไทยทำหน้าที่เป็นแม่ที่ดีของลูกและเป็นภรรยาผู้อยู่เคียงข้างสามี เพื่อร่วมกันสร้างและนำครอบครัวสู่ความสุขความสำเร็จในชีวิต
ทรงดูแล สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเมื่อครั้งทรงพระเยาว์อย่างใกล้ชิด โดยโปรดให้เสวยอาหารตามหลักโภชนาการให้เหมาะสมตามระยะของพระชนมายุของทูลกระหม่อมทั้ง 4 พระองค์ บางครั้งทรงคิดเมนูอาหารใหม่ๆขึ้นเอง เช่น
ผัดเล่าปี่ ประกอบด้วย ผัดตับกับเซ่งจี๊รองด้วยผักกาดหอม โรยด้วยเส้นหมี่ทอดกรอบ อุดมด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญ เช่นธาตุเหล็ก วิตามินเอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงไม่ซีดและบำรุงสายตา
ไข่พระจันทร์ คือการทอดไข่ดาวแล้วนำข้าวสวยวางทับบนไข่ดาวพลิกกลับมา ก็จะคล้ายมีพระจันทร์อยู่กลางข้าว เป็นการเพิ่มคุณค่าของอาหารด้วยไข่
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดอาหารไทยพื้นบ้าน และโปรดที่จะเสวยอาหารพื้นบ้านของท้องถิ่นนั้นๆ เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปทรงเยี่ยมราษฎรและประทับที่พระตำหนักในภาคต่างๆ เช่น ข้าวซอย ข้าวยำปักษ์ใต้ ลาบ บางครั้งโปรดให้นำอาหารพื้น
บ้านที่ราษฎรนำมาถวายขึ้นโต๊ะเสวยด้วย พระองค์ทรงโปรดเสวยน้ำพริกพื้นบ้านของไทย ซึ่งต้องมีขึ้นโต๊ะเสวยทุกวันไม่ขาด
เช่น น้ำพริกกะปิกับปลาทูทอด น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกหนุ่ม จะเสวยกับผักหลายๆชนิด ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้าน ในรูปผักต้ม ผักสด และผักทอด
ทั้งอาหารพื้นบ้านและน้ำพริกตามท้องถิ่นต่างๆ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีส่วนประกอบของอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ดีกว่าอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ซึ่งเป็นอาหารที่มีปริมาณแป้ง ไขมัน และน้ำตาลสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเลือด
สูง หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน
ด้วยสภาพสิ่งแวดล้อมปัจจุบันที่เต็มไปด้วยสารพิษและมลพิษ ถ้าเราดำเนินตามพระราชจริยวัตรเช่นเดียวกับพระองค์ท่าน คุณภาพชีวิตก็จะอยู่ดีมีสุข ขอจงทรงพระเจริญ.
