WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 13, 2009

สัมภาษณ์ไชยันต์ รัชชกูล: “เมืองนี้เป็นเมืองป่า”

ที่มา ประชาไท

คุยกับ รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล ว่าด้วยการมองการเมืองไทยผ่านวิธีทางประวัติศาสตร์, การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ถึงขบวนการคนเสื้อแดง, แนวรบของอำมาตยาธิปไตย, เมืองป่าและกฎของเจ้าป่า และสองมาตรฐานในสังคมไทยที่มี “ผู้ดี” กับ “ขี้ครอก”


ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ
(ที่มา: ภาพันธ์ รักษ์ศรีทอง (แฟ้มภาพ/สิงหาคม 2550)
ในปี 2550 ก่อนการลงประชามติรัฐธรรมนูญวันที่ 19 ส.ค.50 ท่ามกลางกระแสโหมให้ “รับ” รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว ในช่วงเวลานั้น “เขา” มี “วิธีการแก้กลุ้ม” ด้วยการแจกโปสเตอร์ ใบปลิว รณรงค์ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญในละแวกบ้าน ในโรงเรียนเมื่อมีการเรียกประชุมผู้ปกครองนักเรียน กระทั่งมีคนขอเอาไปแจกในที่ประชุม อบต.
หลังจากนั้นประชาไทมีโอกาสสัมภาษณ์ “เขา” ผู้มี “วิธีการแก้กลุ้ม” ดังกล่าว
ในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น (อ่านที่นี่) “เขา” เห็นว่ากรณีที่เกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ได้เห็นถึง “พลัง Conservative” แต่เขาเชื่อว่า “อนาคตข้างหน้าเราอาจจะได้มาชันสูตร และพบว่านี่อาจเป็นก้าวที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของพลัง Conservative และพลังของพวกไฮโซ”
ถัดมาอีกปีในเดือนกรกฎาคม 2551 ประชาไทเผยแพร่บทสัมภาษณ์ “เขา” อีกครั้ง (อ่านที่นี่) ครั้งนั้นเขามีความเห็นต่อข้อเสนอ “การเมืองใหม่” สรรหา 70 เลือกตั้ง 30 ของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเขาเห็นว่า “มันไม่มากไปหน่อยหรือครับพี่ มันไม่จี้ไปหน่อยหรือน้อง”
ล่าสุด ประชาไทได้สัมภาษณ์ “เขา” รศ.ดร.ไชยันต์ รัชชกูล อาจารย์ประจำสถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพอีกครั้ง
โดยเป็นการสัมภาษณ์ในโอกาสครบรอบ 2 ปี การลงประชามติรัฐธรรมนูญ 2550 และเป็นการสัมภาษณ์ในห้วงเวลาที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเพิ่งเดินยุทธศาสตร์ชุมนุมฉลองวันชาติ 24 มิถุนายน ขณะเดียวกันก็มีการระดมรายชื่อเพื่อถวายฎีการ้องทุกข์ในสัปดาห์หน้านี้
การพูดคุยกันครั้งนี้ไชยันต์มีข้อเสนอการพิจารณาการเมืองไทยที่ต้องใช้หน่วยการวิเคราะห์ที่ “อย่างน้อยต้องกลับไปที่ ‘2545’ ” ซึ่งในสเกลของวิชาประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นช่วงที่ไม่ยาว ถ้าไม่เอาหน่วยการวิเคราะห์ช่วงยาวขนาดนี้ ผลสรุปจะเป๋ไป๋ไปเลย
ขณะเดียวกันเขาก็มีวิธีแก้กลุ้มในเดือนเมษายนที่ผ่านมาด้วยการร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานคร เช่นเดียวกับที่ในช่วงกระแสโหมให้รับรัฐธรรมนูญ 2550 เขาเคยแก้กลุ้มรณรงค์ไม่รับรัฐธรรมนูญในพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก “แบบบ้านๆ”
เขามองว่าการชุมนุมเดือนเมษายนที่ผ่านมาเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่มีคนจำนวนมากเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่าการตอนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ตุลาคม 2516 หรือ พฤษภาคม 2535 มีกิจกรรมทางการเมือง “ในทุกตำบลของสยามประเทศ”
เขาวิจารณ์ว่าการชุมนุมในเดือนเมษายนถือว่าคนเสื้อแดงประเมินด้านกำลังของตัวเองถูกต้อง แต่ยุทธศาสตร์เผด็จศึกไม่สำเร็จ ต้องถือเป็นบทเรียน เพราะประเมินกำลังอีกฝ่ายหนึ่งต่ำเกินไป
เขาไม่ได้ใช้คนนะครับ เขาครองอำนาจรัฐอยู่ และอำนาจรัฐนี้ไม่ใช่เฉพาะอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติก็อยู่กับเขา อำนาจตุลาการก็อยู่กับเขา แล้วก็อำนาจของระบบราชการอีก”
และท้ายที่สุดชัยชนะก็เป็นของฝ่ายที่มีทหารซึ่งเป็นกำลังที่ชี้ขาด “คุณจะเถียงผมด้วยเหตุผลที่ดีอย่างไรก็ตาม แต่ผมหมัดหนักกว่า คุณจะเอาอะไรมาสู้ผม เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุดก็คือใครจะชนะมันขึ้นอยู่กับว่าใครต่อยจนล้มอีกฝ่ายหนึ่งได้”
ดังนั้นเรื่องที่ใครบ่นว่ามีสองมาตรฐานนั้น เขาเสนอว่า “สังคมที่มีขี้ครอกกับผู้ดี มันก็ต้องมีสองมาตรฐาน ไม่ต้องบ่นแล้ว” “That’s the way it is.”
“พอเหตุการณ์ผ่านไปผ่านไป เมื่อมองย้อนกลับไป ทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ดีขึ้น นี่คือข้อดีของวิชาประวัติศาสตร์ หลังพฤษภาคม 2535 เราชวนกันเข้าใจผิด คิดว่านี่คือครั้งสุดท้ายของการรัฐประหาร เราเข้าใจผิด เรามองประวัติศาสตร์สั้นเกินไป หน่วยการวิเคราะห์ของเราสั้นเกินไป และฝังความคิดอยู่ด้วยการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุด เลยคิดว่าทหารจะเคารพกติกา ซึ่งก็เห็นกันแล้วว่า ใครหมู่ใครจ่า ใครยืนพิงอยู่กับใคร” นี่เป็นข้อสรุปจากไชยันต์
ข้อเสนอของเขาสำหรับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยจึง “ต้องวางยุทธศาสตร์ให้คล้องกับพลังที่มี” “คือไม่ใช่คิดยุทธศาสตร์ไปตามที่เรานึกฝัน กำลังเรามีอย่างไร เราต้องวางยุทธศาสตร์แบบนั้น
อะไรจะเป็นการวางยุทธศาสตร์ให้คล้องกับพลังที่มี แล้วการที่คนเสื้อแดงเข้าชื่อถวายฎีการ้องทุกข์ เป็นเรื่องสอดคล้องหรือต่างจากข้อเสนอของไชยันต์หรือไม่ โปรดติดตามจากบทสัมภาษณ์ขนาดยาวนี้
000
1
“การพิจารณาเรื่องรัฐประหารแต่ละครั้งแต่ละคราวนั้นใช้ช่วงเวลาน้อยเกินไป จริงๆ แล้ว หน่วยของการวิเคราะห์อย่างน้อยต้องกลับไปที่ ‘2475’
ฟังดูสำหรับเราแล้ว มันย้อนไปไกล แต่ในสเกลของประวัติศาสตร์มันไม่ยาวเลย ลองดูสิครับ ลองพิจารณาว่า ถ้าไม่เอาหน่วยการวิเคราะห์ช่วงยาวขนาดนี้ ผลสรุปจะเป๋ไป๋ไปเลย เพราะฉะนั้นจึงมีนักวิชาการหรือแม้กระทั่งนักประวัติศาสตร์บางคนไล่ทักษิณ หาว่าทักษิณโกง นี่เป็นการมองแค่หน่วยการวิเคราะห์เฉพาะตัวทักษิณนะครับ แล้วบางคนก็เชียร์อภิสิทธิ์ เขียนเชียร์อภิสิทธิ์ว่าสมควรเป็นนายกฯ เพราะมีคุณสมบัติที่ดี นี่มันหน่วยการวิเคราะห์อะไร (หัวเราะ)
แต่ตอนนี้ผมดีใจมากเลยที่มีคนมองย้อนขึ้นไป ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงจำนวนมาก เขามองโยงไปถึง 24 มิถุนายน 2475 ข้อนี้น่ายินดีอย่างยิ่ง ลึกซึ้งกว่านักสังคมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์จำนวนมากเลย ลองคิดดูนะ การที่คนเสื้อแดงจัดชุมนุมถึงแม้จะเป็นวันที่ 27 มิถุนายน แต่ว่าโยงกับ 24 มิถุนายน ใช่ไหมครับ โอเค อาจจะโยงกับเรื่องอื่นได้ด้วย ที่สำคัญคือยังมีความสนใจถึงพลังที่สั่งสมมาจากอดีต เมื่อก่อนไม่ค่อยมีพูดถึงปรีดี พนมยงค์ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านร้านตลาดเขาพูดถึง”
2
“ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก คิดดูนะครับ สมัยหลัง 14 ตุลา นักศึกษาไปเผยแพร่ประชาธิปไตย คือไปสั่งสอนประชาธิปไตยให้ชาวบ้านเข้าใจ ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าจะทำอย่างนั้นในปัจจุบันมันจะเป็นไปได้ไหม และถ้าจะเป็นไปได้ มันจะพิลึกไหม
การปราบทำลายพลังนักศึกษาจนถึงวันที่ 6 ตุลานั้น แม้ว่ายากกว่า การตัดตอนพวกคณะราษฎร แต่เมื่อเปรียบเทียบกับตอนนี้ การปราบผู้คนกันกึ่งประเทศจะเหมือนปอกกล้วยหรือปอกทุเรียนกันแน่”
3
“ฝ่ายเสื้อแดงที่ชุมนุมเดือนเมษายน คือวันที่ 8 กะเผด็จศึกฮะ คือเขาประเมินกำลังว่าจะมากมายมหาศาล ซึ่งก็ประเมินถูกต้อง อันนี้น่านับถือ แต่ว่ายุทธศาสตร์กะเผด็จศึกนั้นไม่สำเร็จ อันนี้คือบทเรียนนะครับ
คงเพราะว่าเราประเมินกำลังของอีกฝ่ายหนึ่งต่ำเกินไป เขาไม่ได้ใช้คนนะครับ เขาครองอำนาจรัฐอยู่ และอำนาจรัฐนี้ไม่ใช่เฉพาะอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติก็อยู่กับเขา อำนาจตุลาการก็อยู่กับเขา แล้วก็อำนาจของระบบราชการอีก
และในท้ายที่สุด ก็เป็นเรื่องของการต่อสู้ คือต่อสู้กันอย่างไร คือคุณจะเถียงผมด้วยเหตุผลที่ดีอย่างไรก็ตาม แต่ผมหมัดหนักกว่า คุณจะเอาอะไรมาสู้ผม เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุดก็คือใครจะชนะมันขึ้นอยู่กับว่าใครต่อยจนล้มอีกฝ่ายหนึ่งได้ นี่คือ Decisive ครับ เพราะฉะนั้นกำลังทหารก็คือกำลังที่ Decisive ที่สุด”
4
“ตอนนี้มันถึงขั้นที่ไม่มีใครแอบอยู่หลังฉากแล้ว ออกมาสู้กันไม่ว่าหน้าอินทร์ หน้าพรม และเปิดไพ่สู้กันหมดหน้าตัก เดิมพันกันสูงมาก ถึงยอมกันไม่ได้ ตอนที่เสื้อแดงชุมนุม ก็คิดไปว่าเขาคงไม่ปราบ เพราะหลงคิดไปว่า ทีเสื้อเหลืองมันชุมนุม ก็ไม่เห็นมีการปราบ เมื่อคิดแบบนี้ ก็คิดว่าไปว่าจะไม่มีการใช้กำลังทหารแบบที่เคยทำกับเสื้อเหลือง แต่มันไม่ใช่ละครับ บ้านเรายังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ถ้าใช้การรัฐประหารเป็นมาตรการวัดความล้าหลังของประเทศ ประเทศไทยก็ป่าเถื่อนไม่น้อยหน้าใครในโลกนี้”
5
“ผู้ดีกับขี้ครอกเขาใช้เหตุผลเดียวกันเมื่อไหร่เล่า ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกว่าขี้ครอกหรือ สังคมที่มีขี้ครอกกับผู้ดี มันก็ต้องมีสองมาตรฐาน ไม่ต้องบ่นแล้ว “That’s the way it is.” มันแสนจะธรรมดาสำหรับสังคมเส็งเคร็งแบบนี้
ที่น่าสนใจคือ พอเหตุการณ์ผ่านไปผ่านไป เมื่อมองย้อนกลับไป ทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ดีขึ้น นี่คือข้อดีของวิชาประวัติศาสตร์ หลังพฤษภาคม 2535 เราชวนกันเข้าใจผิด คิดว่านี่คือครั้งสุดท้ายของการรัฐประหาร เราเข้าใจผิด เรามองประวัติศาสตร์สั้นเกินไป หน่วยการวิเคราะห์ของเราสั้นเกินไป และฝังความคิดอยู่ด้วยการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุด เลยคิดว่าทหารจะเคารพกติกา ซึ่งก็เห็นกันแล้วว่า ใครหมู่ใครจ่า ใครยืนพิงอยู่กับใคร”
6
“ต้องวางยุทธศาสตร์ให้คล้องกับพลังที่มี “We have to decide our strategy to match our forces.” คือไม่ใช่คิดยุทธศาสตร์ไปตามที่เรานึกฝัน กำลังเรามีอย่างไร เราต้องวางยุทธศาสตร์แบบนั้น พ.ค.ท. ชอบพูดว่าต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่จริงๆ ไม่ได้ต่อสู้ทุกรูปแบบครับ ทางรัฐสภาก็ไม่เอา ทางมวลชนจริงๆ ก็ไม่เอา ต่อสู้ทุกรูปแบบของเขาหมายความว่าต่อสู้ทางทหาร ซึ่งไม่ใช่ทุกรูปแบบเลย แต่อำมาตยาธิปไตยสิครับ ต่อสู้ทุกรูปแบบจริงๆ ฐานมวลชนก็เอา รัฐสภาเอาไหม เอา เศรษฐกิจเอาไหม เอา ทางความคิดเอาไหม ทาง Propaganda เอา ทหารเอาไหม เอา ทุกรูปแบบ นี่คือการต่อสู้ทุกรูปแบบ และเขามีกำลังที่จะต่อสู้ทุกรูปแบบ”
7
“การที่ประวัติศาสตร์ไทยสั้น ทำให้การมองประวัติศาสตร์สั้น เพราะฉะนั้นการมองประวัติศาสตร์ของเรา ในสเกลทางประวัติศาสตร์สากลถือว่าแค่วันสองวันนี้เอง
ถ้าจะว่ากันไปแล้ว 2475 นี้เป็นแค่ช่วงชีวิตคนรุ่นเดียว ถ้าคนเกิดปี 2475 ก็อายุ 77 ปี เราจะมีผู้ใหญ่ในสังคมไทยซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ยังรับรู้เกี่ยวกับ 2475 นี่เป็นสเกลชีวิตมนุษย์ ชีวิตมนุษย์นี้มันประเดี๋ยวประด๋าว มีคนพูดว่า “ชีวิตเราสั้น แต่ศิลปะยาวนาน” น่าจะใช้คำนี้กับประวัติศาสตร์ด้วย แล้วเราก็วิเคราะห์อะไรกันเพียงแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ ตามหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์เป็นตัวอย่างที่ดี คือเป็นการวิเคราะห์ในสเกลวันต่อวัน นี่ไม่ได้หมายความว่าหนังสือพิมพ์ไม่มีประโยชน์นะ”
8
“พวกที่ว่าการถวายฎีกาทำให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทบ้าง ดึงฟ้าต่ำบ้าง ถ้าไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นพวก ‘Ultra Royalists’ คือพยายามทำตัวให้เป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชาเอง เป็นเรื่องน่าชวนหัว คล้ายๆ พวกเศรษฐีใหม่ทำอวดรวยกว่าเศรษฐีแท้ๆ หรือพวกนักเรียนไทยไปเมืองนอกประเดี๋ยวประด๋าว แล้วชอบทำตัวเป็นฝรั่งกว่าฝรั่งเอง”
9
“เมืองนี้เป็นเมืองป่าครับ ยิ่งเห็นชัดขึ้นทุกวัน เป็นเมืองป่าที่พยายามมีภาพพจน์ว่าเป็นเมืองที่เจริญ นี่เราไปเชื่อ Image มันพึ่งไม่กี่ปีนี้เอง จริงๆ แล้วความเป็นป่านี้เป็นพื้นฐาน”
000
อาจารย์เคยกล่าวว่า “วิชาประวัติศาสตร์จะคอย ‘เช็คบิล’ ศาสตร์ต่างๆ ที่ชอบทำ forecast” เครื่องมือนี้จะยังทำงานได้ดีหรือไม่ หากใช้พิจารณาการเมืองไทย
ข้อได้เปรียบของประวัติศาสตร์ก็คือได้ ”คำพรจากการมองย้อนหลัง” (the blessing of hindsight) เพราะว่าศาสตร์อื่นๆที่ชอบพยากรณ์กันนี้ เป็นเชิงคาดการณ์ทั้งนั้น ฉะนั้นยังไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น แต่วิชาประวัติศาสตร์ศึกษาสิ่งที่รู้แล้วว่าอะไรมันเกิดขึ้น ทำให้นักประวัติศาสตร์ต้องระวังในการทำนาย ในอดีตมีการทำนายกันอยู่เสมอๆ แต่ส่วนมากจะเฉไฉไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ มีศัพท์ในภาษาประวัติศาสตร์คำหนึ่งว่า ”ผลที่ตามมาโดยไม่ได้ตั้งใจไว้ก่อน” หรือ Unintended Consequences เนื่องจากว่า มีเหตุปัจจัย พลังต่างๆที่ปะทะกันอยู่มากมาย ยกเว้นพระเจ้าแล้ว ก็ไม่มีใครจะรู้ได้จริงๆว่า อะไรจะเกิดขึ้น
แน่นอน คนที่เกี่ยวข้องทางการเมือง เขาทำอะไร เขาต้องบอกว่า เพื่ออย่างนั้น เพื่ออย่างนี้ ใช่ไหมครับ นี่คือสิ่งที่เขาตั้งใจให้เกิดขึ้น เลยคิดว่าจะเกิดขึ้น เขาจึงทำอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สิ่งมันเกิดขึ้นไม่ใช่ใครจะกำหนดได้คนเดียว คนอื่นๆเขาก็กำหนดเหมือนกัน มีคนกำหนดเยอะแยะ อย่างเช่น ฮิตเลอร์ตั้งใจชนะจะต้องครองยุโรปทั้งตะวันตกและตะวันออก แต่คนโปแลนด์ล่ะ คนรัสเซียล่ะ เขายอมศิโรราบให้ฮิตเลอร์เหยียบเสียเมื่อไร
เปรียบเทียบกับหมากรุก แน่นอนเราจะต้องกินขุนของฝ่ายตรงกันข้าม แต่เราจะทำได้หรือเปล่าล่ะ เพราะว่าอีกฝ่ายเขาจ้องจะกินขุนเราเหมือนกัน ถ้าฝีมือพอๆกัน มันก็มีแพ้มีชนะ เราไม่รู้แน่ๆ
มีบทเรียนประวัติศาสตร์บางข้อที่น่าจะถกเถียงกัน คือนอกเหนือจากให้คำนึงถึงผลที่ไม่ได้มาจากการกำหนดหรือความตั้งใจของมนุษย์แล้ว อีกข้อหนึ่งก็คือ เรามักจะคิดกันในเชิงที่เป็นเหตุเป็นผลคือ เมื่อเหตุเป็นอย่างนี้ ผลก็จะเป็นอย่างนี้ หรือ Causal Relation แต่แนวคิด Causal Relation คำนึงถึงช่วงเวลาจำกัด เช่น เพราะเมื่อปีที่แล้ว เพราะครั้งนั้นเป็นอย่างนั้น เพราะครั้งนี้เป็นอย่างนี้ แต่ความจริงถ้าเรารวม Causes หรือ เหตุสารพัด ซึ่งอาจจะย้อนไปไกลมากเลย รวมทั้งมีเหตุซึ่งเรานึกไม่ถึงว่ามันเป็นเหตุ ถ้าเรารวมนานาเหตุปัจจัย แนวคิดเกี่ยวกับ Causal Relation ก็จะเป็นเพียงฟิสิกส์มัธยมต้น
เราอาจบอกก็ได้ว่านี่คือข้อจำกัดของการคิดในวิชาต่างๆ รวมทั้งวิชาประวัติศาสตร์เองที่ไปเน้น Causal Relation เฉพาะในช่วงเวลาสั้นเกินไป หรือคิดถึงคำว่า Causes น้อยเกินไป
อีกข้อหนึ่งที่นักประวัติศาสตร์ชอบพูดกัน คือชอบพูดคำว่า ”บริบท” ซึ่งถ่ายทอดกันมารุ่นแล้วรุ่นเล่าจากการสอนประวัติศาสตร์ที่จุฬาฯ ซึ่งก็สมาทานความคิดของนักประวัติศาสตร์ตะวันตกในสมัยหนึ่งมา แต่ contextualism ชิดซ้ายตกคูไปแล้วในวรรณคดีศึกษา ส่วนในสยามประเทศจะกลายเป็นสัจพจน์ไปแล้ว คือ เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในบริบทหนึ่ง แต่คำว่าบริบทในที่นี้ซึ่งเขาชอบพูดๆกัน ก็กำหนดเฉพาะในเรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง สังคม (ไตรสรณคมน์ ของสังคมศาสตร์) แต่คำถามก็คือ อะไรล่ะที่ประกอบกันขึ้นเป็นบริบทเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่วนมากมักจะพูดถึงบริบท เฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งซึ่งปกติจะสั้น หรือถ้าไม่ช่วงสั้น ก็ว่าเป็น ‘บริบททางวัฒนธรรม’ ซึ่งก็กลายเป็นอกาลิโกไปเลย วัฒนธรรมไทยก่อร่างสร้างขึ้นมาตาม ‘มิติเวลา’ (นี่ก็อีกศัพท์หนึ่งจากสำนักเทวาลัย) กาละไหน เทศะไหน คนที่ได้ปริญญาประวัติศาสตร์จากจุฬาฯ ช่วยบอกหน่อยได้ไหม
ความหมายเชิงบริบทก็อาจเป็นความหมายหนึ่ง แต่ยังมีความหมายอื่นๆ เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างความหมาย ซึ่งอาจจะไม่ได้ขึ้นโดยตรงกับเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ที่เขาถือว่าเป็นบริบทในช่วงใดช่วงหนึ่ง
ปัญหาเรื่องการคิดเชิงบริบท ทำให้นึกถึงกองทัพบก หรือ กอ.รมน. ซึ่งมีส่วนในเหตุการณ์ปราบปรามเดือนเมษายน แต่หลังจากเหตุการณ์ก็สามารถคิดเรื่อง “หยุดทำร้ายประเทศไทย”ได้
เขาก็เอาเหตุผลอะไรก็ได้ที่มันเข้าทางตัวเองนะครับ คุณจะพูดอะไรก็ได้ คุณจะใช้คำอะไรก็ได้ คุณจะล้มการเลือกตั้งก็ได้ ในนามของประชาธิปไตย คุณจะมีการเลือกตั้งในนามของประชาธิปไตยก็ได้ คุณจะปราบปรามในนามของประชาธิปไตยก็ได้ คุณจะประท้วงในนามของประชาธิปไตยก็ได้
ก็เพราะคำเหล่านี้ไม่มีความหมายที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสิ่งที่อ้างถึง เช่น การปราบปราม การยิงผู้ชุมนุม มันไม่ได้มีความหมายเชื่อมโดยตรงกับความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” เพราะฉะนั้นถึงจับอะไรมาโยงกับอะไรก็ได้ เหมือนกับ สมมติว่าผมจะให้นักศึกษาจบ ผมก็จะให้เหตุผลก็ได้ว่าเป็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพราะว่าช่วยนักศึกษาให้จบก็จะทำประโยชน์ได้ดีกว่าไม่จบ หรือตรงกันข้าม ผมเห็นว่าไม่ควรผ่าน ผมก็ให้เหตุผลในนามของการรักษามาตรฐานการศึกษา ผมจะพลิกลิ้นอย่างไรก็ได้
นี่คือจับแพะชนแกะอะไรไปเรื่อยนะครับ มันไม่ Logical เลย ถ้าจะว่ากันไปแล้ว การใช้เหตุผลต่างๆจากปากพวกที่หน้าสลอนกันทางโทรทัศน์ก็ไม่ Logical
เช่น คณะรัฐประหารระบุว่ามีเหตุผลทำรัฐประหาร 4 ข้อ และมีบันได 4 ขั้น?
ลองดูว่าเหตุผล 4 ข้อ มันก็เป็นเหตุผลเดิมๆ ซึ่งคนทำรัฐประหารก็ชอบอ้างแบบนี้ เราถือคำอ้างแบบนี้เป็นสาระไม่ได้ สิ่งที่สำคัญกว่าในสังคมศาสตร์ทุกแขนงก็คือ ไม่ใช่ว่าเอาตามที่เขาพูด ถ้าพูดแบบนักข่าวคือเรารายงานข่าวตามคำแถลงของรัฐบาล แบบนี้ก็เป็นนักข่าวที่ใช้ไม่ได้
พูดอีกอย่างหนึ่งก็เช่น เหมือนหมอที่ฟังการเล่าอาการของคนไข้ ถ้าหมอเชื่อคนไข้โดยถือเป็นสาระความจริงหมดนะครับ แบบนี้ก็ไม่ต้องเรียนแพทย์หรอก เพราะมันมีลักษณะหรืออาการบางอย่างซึ่งคนไข้ไม่รู้ ต้องใช้วิธีการตรวจสอบ แล้วสิ่งที่คนไข้อธิบายอาจจะไม่เกี่ยวกับโรคนั้นๆก็ได้
ประเด็นของผมคือ การพิจารณาเรื่องรัฐประหารแต่ละครั้งแต่ละคราวนั้นน้อยเกินไป คือพิจารณาแคบเกินไป จริงๆแล้ว หน่วยของการวิเคราะห์อย่างน้อยต้องกลับไปที่ ‘2475’
คือฟังดูสำหรับเรามันยาว แต่ในสเกลของประวัติศาสตร์มันไม่ยาวเลย ลองดูสิครับ ลองพิจารณา สำคัญมากเลย สำคัญมากว่า ถ้าไม่เอาหน่วยการวิเคราะห์ช่วงยาวขนาดนี้ ผลสรุปจะเป๋ไป๋หมดเลย เพราะฉะนั้นจึงมีนักประวัติศาสตร์บางคนไล่ทักษิณ หาว่าทักษิณโกง นี่แค่หน่วยการวิเคราะห์เฉพาะตัวทักษิณนะครับ แล้วบางคนก็เชียร์อภิสิทธิ์ เขียนเชียร์อภิสิทธิ์ว่าสมควรเป็นนายกฯ เพราะมีคุณสมบัติที่ดี นี่มันหน่วยการวิเคราะห์อะไร (หัวเราะ) ก็จะทำให้เป๋ไป๋หมดเลย
แต่ตอนนี้ผมดีใจมากเลย ก็คือมีคนมองย้อนขึ้นไป ไม่ใช่เฉพาะนักประวัติศาสตร์ คนที่ชุมนุมคนเสื้อแดงบางคน เขามองโยงไปถึง 24 มิถุนา 2475 นะ มองไกลมากเลย อันนี้น่ายินดีมาก ดีกว่านักสังคมศาสตร์ และนักประวัติศาสตร์จำนวนมากเลย ลองคิดดูนะ การที่เสื้อแดงจัดชุมนุมถึงแม้จะเป็นวันที่ 27 มิถุนายน แต่ว่าโยงกับ 24 มิถุนายน ใช่ไหมครับ โอเค อาจจะโยงกับเรื่องอื่นด้วย และมีความสนใจถึง คือเมื่อก่อนไม่มีใครพูดถึงคือ ปรีดี พนมยงค์ เดี๋ยวนี้ชาวบ้านร้านตลาดเขาพูดถึง
มี ส.ส. บางคนพูดว่า “เดี๋ยวนี้เสื้อแดงจะนำ ส.ส. ไม่ใช่ ส.ส. นำเสื้อแดง” แต่มันไม่ใช่เฉพาะเสื้อแดงนำ ส.ส. นะ เสื้อแดงยังนำนักวิชาการอีก (หัวเราะ) นำนักวิชาการหลายแขนงด้วยทั้งรัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์
อันนี้เป็นปรากฏการณ์ซึ่งโอ้โหเรียกว่าลบคำปรามาสต่างๆ ต่อชาวบ้านร้านช่อง ผมชอบสำนวน “อย่าดูถูกสติปัญญาของมวลราษฎร์” ซึ่งไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองนะ ไม่ใช่เฉพาะอำมาตยาธิปไตยนะที่ดูถูกประชาชน นักวิชาการก็ดูถูก ชอบมาเขียนสั่งสอนประชาชน เละเทะฮะ เยอะแยะเลยที่ผมเห็น อย่างน้อยผมไม่เชื่อก็แล้วกัน เอาอย่างนี้ดีกว่า ตอนนี้ประชาชนก็ไม่เชื่อ
มีบางคนรู้สึกว่า ทำไมนักวิชาการจำนวนมากถึงไปเห็นดีเห็นงามกับฝ่ายเสื้อเหลือง หรือพวกอำมาตยาธิปไตย แล้วก็มองไปว่าเป็นวิกฤติทางวิชาการ ผมไม่เห็นอย่างนั้น ผมมองว่าราษฎรล้ำหน้าทางความคิดไปไกลกว่าวงวิชาการจะตามทันแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องวิกฤติ แต่เป็นเรื่องที่น่ายินดี
ลองคิดอย่างนี้ดู การเปลี่ยนแปลงในปี 2475 มีใครที่เกี่ยวข้อง นิดเดียว กลุ่มราชการนิดเดียว ไม่เกี่ยวกับคนนอกวงราชการด้วยนะ ไม่ใช่เฉพาะคนกรุงเทพด้วยนะ แต่เพียงวงกระจิ๋วเดียว กลุ่มราชการวงเล็กๆ ไม่ใช่ว่ามีพ่อค้า ประชาชน ไม่ใช่ แล้วเกิดขึ้นตรงไหน เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯหรอก เฉพาะแถวอำเภอดุสิต พระนคร ยังไม่รวมถึงบางเขนเลยนะเนี่ย (หัวเราะ) อย่าไปพูดถึงตลิ่งชันเลย อาจจะรวมสามเสนนิดหน่อย นะครับ ต้องพูดว่าไม่ใช่กรุงเทพฯ นะ เฉพาะบางอำเภอในกรุงเทพฯ
ถือว่ายังไม่ข้ามไปฝั่งธนเลย ถึงแค่วัดเลียบ
(หัวเราะ) กระโดดให้ยาวหน่อย มา 14 ตุลา ใครที่เกี่ยวข้องกับ 14 ตุลา เฉพาะนักศึกษา ใช่ไหมครับ ในบางเขตบางอำเภอของกรุงเทพฯ พระโขนงยังไม่เกี่ยวเลย อาจจะเกี่ยวบ้างแถวรามคำแหง แถวหัวหมาก กลุ่มคนที่เกี่ยวข้องมีนิดเดียว
มาถึงพฤษภาคม 2535 ชักจะมีเสียงของคนที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ มีประท้วงที่สุราษฎร์ ที่เชียงใหม่ บางจังหวัด หัวเมืองใหญ่ๆ แต่มันไม่ถึงนอกอำเภอเมือง
ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ไม่ใช่เฉพาะไม่ข้ามฝั่งธนฯ นะครับ เกือบทุกตำบลในสยามประเทศ อาจจะไม่เกือบทุกหมู่บ้าน แต่ระดับตำบลนั้นค่อนข้างแน่ โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคอีสาน ส่วนการมีกิจกรรมก็อาจจะต่างระดับกันไป แต่อย่างน้อยก็ติดตามเหตุการณ์ความเป็นไปในบ้านเมือง ที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งก็คือ คนจำนวนนับล้านนี้โยงใยร่วมกัน ถึงขนาดจะเป็น Movement เดียวกัน คือสามารถจะรวมพลกันได้อย่างกว้างขวางในเวลาอันสั้น นี่แหละผมคิดว่าเมืองไทยกำลังเข้าสู่สิ่งที่เรียกว่า Mass Politics เป็นการเมืองของมวลชน การเมืองที่มีคนจำนวนมาก เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ใช่ธรรมดาจริงๆ
ปรากฏการณ์นี้เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก คิดดูนะครับ สมัยหลัง 14 ตุลา นักศึกษาไปเผยแพร่ประชาธิปไตย คือไปสั่งสอนประชาธิปไตยให้ชาวบ้านเข้าใจ ลองจินตนาการดูสิว่า ถ้าจะทำอย่างนั้นในปัจจุบันมันจะเป็นไปได้ไหม และถ้าจะเป็นไปได้ มันจะพิลึกไหม
การปราบทำลายพลังนักศึกษาจนถึงวันที่ 6 ตุลานั้น แม้ว่ายากกว่า การตัดตอนพวกคณะราษฎร แต่เมื่อเปรียบเทียบกับตอนนี้ การปราบผู้คนกันกึ่งประเทศจะเหมือนปอกกล้วยหรือปอกทุเรียนกันแน่
ที่ กอ.รมน. เดินสายชี้แจงสถานการณ์?
เขาฟังกันขนาดไหนไม่รู้ หรือถึงจะต้องฟัง เขาเชื่อหรือเปล่าก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ประเมินการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมษายนเป็นอย่างไร
เหตุการณ์นี้ยิ่งใหญ่มาก ไม่เคยมีมาก่อนในอดีต ทั้งในแง่จำนวนคนและช่วงเวลา รวมถึงประเภทของคนที่มาร่วม และที่น่าสนใจมาก คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ของฝ่ายเสื้อแดง
ฝ่ายเสื้อแดงที่ชุมนุมเดือนเมษายน คือวันที่ 8 กะเผด็จศึกฮะ คือเขาประเมินกำลังว่าจะมากมายมหาศาล ซึ่งก็ประเมินถูกต้อง อันนี้น่านับถือ แต่ว่ายุทธศาสตร์กะเผด็จศึกนั้นไม่สำเร็จ อันนี้คือบทเรียนนะครับ
คงเพราะว่าเราประเมินกำลังของอีกฝ่ายหนึ่งต่ำเกินไป เขาไม่ได้ใช้คนนะครับ เขาครองอำนาจรัฐอยู่ และอำนาจรัฐนี้ไม่ใช่เฉพาะอำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติก็อยู่กับเขา อำนาจตุลาการก็อยู่กับเขา แล้วก็อำนาจของระบบราชการอีก
และในท้ายที่สุด ก็เป็นเรื่องของการต่อสู้ คือต่อสู้กันอย่างไร คือคุณจะเถียงผมด้วยเหตุผลที่ดีอย่างไรก็ตาม แต่ผมหมัดหนักกว่า คุณจะเอาอะไรมาสู้ผม เพราะฉะนั้นในท้ายที่สุดก็คือใครจะชนะมันขึ้นอยู่กับว่าใครต่อยจนล้มอีกฝ่ายหนึ่งได้ นี่คือ Decisive ครับ เพราะฉะนั้นกำลังทหารคือกำลังที่ Decisive ที่สุด อันนี้เราก็รู้ๆ กันอยู่นะ
และตอนนี้ทางฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดงเขารู้แล้ว ตอนนี้เป็นบทเรียนเขารู้ เขารู้ว่าเขายึดอำนาจนี้อยู่และจะใช้ และจะใช้เมื่อถึงเวลา เมื่อจำเป็น แล้วใช้แล้วจะชนะ ในท้ายที่สุดแล้ว เขาจะใช้อำนาจปืน เมื่อใช้แล้ว ก็จะชนะ นี่เป็นบทเรียนใหญ่สำหรับฝ่ายเสื้อแดง ตราบใดที่พวกอำมาตย์ฯไม่ถึงกับแพ้ เขาก็จะเล่นตามกติกา แต่กติกานี้จะล้มเสียเมื่อไรก็ได้ เมื่อเขาจะเข้าตาจน กรรมการก็รับกติกาอะไรก็ได้หน้าตาเฉย กรรมเวรแท้ๆ สยามนามประเทืองว่าไทยแลนด์ เอ๋ย
เขาเชื่อว่าเขามีอำนาจทางการทหาร?
ข้อนี้จริง เพราะฉะนั้น เราจะไปชนกับเขาด้วยกำลังไม่ได้ เราจะชนะด้วยกำลังไม่ได้
ก็เหมือนว่า เอาคุณไปต่อยกับไมค์ ไทสัน เอาไหม ไม่ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาพูดกันน่ะถูกแล้ว การต่อสู้ครั้งนี้ต้องวางแผนแบบยาวครับ ต้องยาว ชุมนุมได้ แต่ไม่ปะทะ ชุมนุมโดยที่ไม่มีการเผชิญหน้า คนเยอะดี เพราะฉะนั้นการชุมนุมตามสนามกีฬา สนามหลวง หรือจุดต่างๆ นี่คือวิธีที่ดีมาก ให้มันเป็นการรวมกำลังกันไว้ รวมใจกันไว้ และรักษาเครดิตอันนี้เอาไว้ ถ้าคุณเงียบไปเลย แล้วจู่ๆ วันดีคืนดีเรียกชุมนุม ไม่มีใครเขามาหรอก มันต้องผูกสัมพันธ์กัน แสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างต่อเนื่อง
ผมถามคนหลายคนว่าวันที่ 13-14 เมษายน เสื้อแดงแพ้ไหม ต้องตอบว่าแพ้ครับ ในความเห็นผมว่าแพ้ แต่ก็สำนวนที่ใครๆ ก็พูดกันอยู่แล้ว การต่อสู้ไม่ใช่มียกเดียว เหมือนวิ่งทน เปรียบเทียบอย่างนี้ดีกว่า เราต้องวางยุทธศาสตร์วิ่งทน แต่ทีนี้การวางยุทธศาสตร์ครั้งเมษายนเป็นวิ่งเร็ววิ่งร้อยเมตร
ขอโทษ ไม่ใช่ผมจะอวดฉลาดหลังเหตุการณ์นะ แน่นอนหลังเหตุการณ์แล้วก็ว่าน่าจะอย่างนั้นน่าจะอย่างนี้ เหมือนกับเชียร์มวยอยู่ข้างเวที ไม่ได้หมายความอย่างนั้น
แต่หมายความว่า ตอนนี้มันถึงขั้นที่ไม่มีใครแอบอยู่หลังฉากแล้ว ออกมาสู้กันไม่ว่าหน้าอินทร์ หน้าพรม และเปิดไพ่สู้กันหมดหน้าตัก เดิมพันกันสูงมาก ถึงยอมกันไม่ได้ ตอนที่เสื้อแดงชุมนุม ก็คิดไปว่าเขาคงไม่ปราบ เพราะหลงคิดไปว่า ทีเสื้อเหลืองมันชุมนุม ก็ไม่เห็นมีการปราบ เมื่อคิดแบบนี้ ก็คิดว่าไปว่าจะไม่มีการใช้กำลังทหารแบบที่เคยทำกับเสื้อเหลือง แต่มันไม่ใช่ละครับ บ้านเรายังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ถ้าใช้การรัฐประหารเป็นมาตรการวัดความล้าหลังของประเทศ ประเทศไทยก็ป่าเถื่อนไม่น้อยหน้าใครในโลกนี้
กฎหมายกับกฎป่าไม่ได้แยกจากกันนะ คนชอบพูดว่าเราต้องเคารพกฎหมาย แต่กฎหมายเป็นกฎป่าก็ได้ครับ ก็อย่างในป่า สิงโตเป็นคนออกกฎ แล้วมันบอกให้กวาง ละมั่ง กระต่าย บอกมึงต้องเชื่อกฎที่กูตั้งน่ะ นี่ก็เป็นกฎหมายเหมือนกันไง
คือคนพูดกันว่าเมืองไทยใช้เหตุผลลักลั่น เหตุผลสองมาตรฐาน มันไม่เข้าท่า มันอยู่แล้ว ไม่ต้องบ่นกันอยู่แล้ว มันแหงๆ อยู่แล้ว ผู้ใหญ่เดินเตะกระโถน พูดว่าใครเอากระโถนมาวางตรงนี้ พอเด็กเตะก็หาว่าซุ่มซ่าม คือไม่ต้องไปบ่นแล้ว มันเป็นอย่างนี้แล้ว ก็คือถ้าอยากจะให้มีมาตรฐานเดียว จะให้มีมาตรฐานเดียวได้อย่างไร ในเมื่อสังคมไทยเป็นอย่างนี้
ผู้ดีกับขี้ครอกเขาใช้เหตุผลเดียวกันเมื่อไหร่เล่า ไม่อย่างนั้นเขาจะเรียกว่าขี้ครอกหรือ ขี้ครอกก็เป็นแบบนี้ ผู้ดีก็ต้องเป็นแบบนี้ ผมอยากจะพูดว่า มันธรรมดา เหตุผลลักลั่นสองมาตรฐาน มันธรรมดาสำหรับสังคมเส็งเคร็งแบบนี้ สังคมที่มีขี้ครอกกับผู้ดี มันก็ต้องมีสองมาตรฐาน ไม่ต้องบ่นแล้ว “That’s the way it is.”
ที่น่าสนใจคือ พอเหตุการณ์ผ่านไปผ่านไป เมื่อมองย้อนกลับไป แล้วทำให้เราเข้าใจเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ดีขึ้น นี่เป็นข้อดีของวิชาประวัติศาสตร์ ที่ว่าหลังพฤษภาคม (2535) ใหม่ๆ เราเข้าใจผิด เราคิดว่านี่คือครั้งสุดท้ายของการรัฐประหาร เราเข้าใจผิด เรามองประวัติศาสตร์สั้นเกินไป หน่วยการวิเคราะห์ของเราสั้นเกินไป และฝั่งความคิดนั้นอยู่ด้วยการเคลื่อนไหวครั้งล่าสุด เลยคิดว่าทหารจะไม่ ก็ไม่จริง ซึ่งก็เห็นกันแล้วว่า ใครหมู่ใครจ่า ใครยืนพิงอยู่กับใคร
แล้วทำไม ในอดีตประชาชนจึงล้มคณะรัฐประหารหรือว่าสุจินดา ได้
แล้วทำไม รัฐประหาร หรือว่าสุจินดาคนถึงล้มได้ เพราะสุจินดามิได้จะมีผลกระทบกระเทือนต่อระบบอำมาตยาธิปไตย เพียงแต่แค่เป็นความขัดแย้งในหมู่พวกอำมาตยาธิปไตยด้วยกันเอง แต่กรณีปัจจุบันนี้ไม่ใช่ จึงไม่เหมือน จึงจบไม่เหมือนกัน
และถ้ามองว่าใครได้ใครเสียจากเหตุการณ์เมษายนนี้นะครับ ฝ่ายทหารได้เปรียบมาก โกยเต็มๆเลย เขากินเยอะเลยครับ ไม่ต้องเป็นคู่กรณีของความขัดแย้งโดยตรง ตอนนี้เป้าโจมตีไม่ได้พุ่งไปที่ทหาร ในขณะที่พรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลอยู่ต้องอิงทหาร ต้องพึ่งทหารถึงจะอยู่ได้ อาจจะสมคบกันอยู่แล้ว และทหารคือตัวชี้ขาด และทหารมีโอกาสเข้ามาทางการเมืองง่ายมากตอนนี้ ง่ายมากเลย แล้วทหารเขาก็รู้ด้วย นี่คือบทเรียนที่ยิ่งใหญ่มาก ใครได้ใครเสีย
ส่วนที่เสีย คือการต่อสู้ของเสื้อแดง รวน รวนไป อันนี้คือส่วนที่เสีย และอาจจะถูกทำลายได้ ถ้าอีกฝ่ายหนึ่งได้เปรียบเยอะ ต้องวางยุทธศาสตร์ให้ดีมากเลย ไม่อย่างนั้นพังได้
ทีนี้ก็เหมือนกับการต่อสู้ทั่วๆ ไป คือมีรุกมีรับ นะครับ ตอนนี้เขารุกครับ เหมือนกับหมากรุกเลย นะครับ การรับของเรา ไม่ใช่ว่าเราถอยนะ คนละอย่างกัน ในเกมหมากรุก เวลาเรามีหมากมาก ตำแหน่งเราได้เปรียบ เราก็เดินแบบหนึ่ง เวลาเราอ่อนกำลังกว่า เราก็ต้องเดินอีกแบบหนึ่ง
เรามีเบี้ยเยอะ แต่เบี้ยแต่ละตัวๆจะถูกม้า ถูกเรือกินง่ายมาก เพราะฉะนั้นที่สำคัญ ที่เบี้ยจะไม่ถูกกิน เบี้ยก็ต้องผูกกันเยอะๆ เมื่อเบี้ยผูกกันไว้ ต่อให้ตัวใหญ่ๆก็กินไม่ได้ คือก็กินได้ แต่ต้องแลกสูงนะ (หัวเราะ)
หลังพฤษภาคม 2535 ฝ่ายที่เสียมากที่สุดคือทหาร แต่ตอนนี้หลังจากเหตุการณ์ 17 ปีผ่านไปทหารกลับมาใหม่ หลังจากที่ซาไปนะ นี่อันตรายมาก แต่เขาไม่ต้องออกมาเต้นแร้งเต้นกาข้างหน้าเวที ไม่ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ ไม่ต้องออกมาให้เห็นมาก เขาได้แล้วและคุมอยู่ข้างหลัง
งบประมาณทหาร ก็เห็นอยู่แล้ว นี่ก็เป็นการแสดงถึงอำนาจของเขาที่เขาต่อรองได้ และที่รัฐบาลบอกว่าตัดงบประมาณไปหลายหมื่นล้านบาท เขาตั้งเผื่อตัดไว้แล้ว มันเหมือนร้านแว่นและโรงแรมครับ เขาตั้งราคาสูงๆ แล้วก็ลดลงมา พอลดให้เท่านั้นเท่านี้ คนก็ดีใจ ทำนองเดียวกันสาธารณชนอาจหลงกลได้ว่ารัฐบาลนี้ตัดงบทหาร ความจริงเป็นการตัดรายการท้ายๆ นี่คือการเล่นลิเกครับ
และไม่ใช่เฉพาะทหารหรอก หน่วยราชการอื่นก็ตั้งงบประมาณเฟ้อๆ เพื่อให้ตัดเหมือนกัน แต่นี่ตั้งไว้เยอะไง ที่รัฐบาลเอามาคุยว่าตัดงบประมาณทหารได้ ก็คือนิทานหลอกกบในท้องนา
สิ่งที่เราต้องขอบคุณมากๆ ตั้งแต่ 2475 คือเราต้องขอบคุณคณะราษฎร และข้ามมาขอบคุณขบวนการนักศึกษาปี 2516-2519 และพฤษภาคม 2535 นี่เป็นพลังประวัติศาสตร์ที่ฝ่ายประชาธิปไตยเป็นฝ่ายรุก แต่หลายๆครั้ง เราเป็นฝ่ายรับแล้วเราแพ้ ตอนนี้สำคัญมากว่าเราจะแพ้หรือไม่แพ้
ยกหนึ่งเราแพ้ครับ ไม่ใช่แพ้น็อกนะ เราถูกนับ 8 แต่จะมีการชกกันยกต่อๆไป ซึ่งไม่แน่ว่าจะชนะนะ โอกาสชนะมี ต้องสู้กันไงอีกหลายยก แต่อาจจะถูกน็อกได้นะ
ผมขอยกกรณีหนึ่งเป็นตัวอย่างเป็นข้อบทเรียน มีนักกิจกรรม นักวิชาการฝ่ายซ้ายบางคน ตำหนิการเปลี่ยนแปลง 2475 ว่าไม่ใช่การปฏิวัติ เหตุผลของเขาก็คือไม่มีกำลังมวลชน แต่การพูดเช่นนี้ ลืมตาพูดหรือเปล่า จะทำอย่างนั้นได้หรือไม่ในปี 2475 ลองสมมุติดูนะว่า ถ้าวิญญาณของปรีดี พนมยงค์สามารถรับรู้ได้ว่าอะไรเกิดขึ้นในตอนนี้ คงคิดว่า ทำไมสถานการณ์แบบนี้ไม่เกิดในปี 2547 นะ อย่างนี้ๆ อย่างตอนนี้ แต่จะให้ปรีดีรอให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ก่อนหรือ ไม่ต้องไปทำหรอกในปี 2475 ขอกินน้ำชาไปเรื่อยๆก่อน รอให้ปี 2552 ถึงจะทำ อย่างนั้นหรือ
เมื่อ 2475 ยังไม่มีฐานมวลชน ลองชักชวนคนไปชุมนุมที่สนามหลวงดูซิ วันรุ่งขึ้นจะไปอยู่ไหน ก็หัวไปทาง ตัวไปทางสิ
และบทเรียนนี้ต่อไปก็คือ ต้องวางยุทธศาสตร์ให้คล้องกับพลังที่มี “We have to decide our strategy to match our forces.” คือไม่ใช่คิดยุทธศาสตร์ไปตามที่เรานึกฝัน กำลังเรามีอย่างไร เราต้องวางยุทธศาสตร์แบบนั้น พ.ค.ท. ชอบพูดว่าต่อสู้ทุกรูปแบบ แต่จริงๆ ไม่ได้ต่อสู้ทุกรูปแบบครับ ทางรัฐสภาก็ไม่เอา ทางมวลชนจริงๆ ก็ไม่เอา ต่อสู้ทุกรูปแบบของเขาหมายความว่าต่อสู้ทางทหาร ซึ่งไม่ใช่ทุกรูปแบบเลย แต่อำมาตยาธิปไตยสิครับ ที่เขาสู้อยู่ตอนนี้ คือต่อสู้ทุกรูปแบบจริงๆ ฐานมวลชนก็เอา รัฐสภาเอาไหม เอา เศรษฐกิจเอาไหม เอา ทางความคิดเอาไหม ทาง Propaganda เอา ทหารเอาไหม เอา ทุกรูปแบบ นี่คือการต่อสู้ทุกรูปแบบ และเขามีกำลังที่จะต่อสู้ทุกรูปแบบ พ.ค.ท. น่าจะเรียนจากอำมาตยาธิปไตย
ทุกแนวรบอำมาตยาธิปไตยเขาได้ทั้งนั้นเลย เอ็งจะมาไม้ไหน ข้าโต้ทุกไม้ ทุกทาง และในเมื่อเขาพร้อมทุกแนวรบมีอย่างนี้ มันเป็นทั้งเพลงรบและป้อมปราการที่แข็งแรงมาก คือเขาสามารถที่จะตั้งสู้ในป้อมปราการและก็บุกในสนามรบ แล้วพร้อมที่จะส่งกำลังจากป้อมปราการไปช่วยอยู่ตลอด ส่วนพวกที่อยู่ในสนามรบ แพ้ก็วิ่งเข้าป้อมปราการได้ ป้อมปราการเขา Protect ดังนั้นศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก
วิกฤตทางการเมืองระยะนี้จะยาวนานหรือไม่
ไม่เห็นเป็นวิกฤตเลย ทำไมเป็นวิกฤต ผมคิดว่า ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยนะ นั่งประชุมสภาก็ว่ากันไปเรื่อย โดยราษฎรไม่เกี่ยวข้องด้วย นั่นแหละวิกฤตทางการเมือง การที่ ส.ส. ตีต่อยกันในสภาถือเป็นการพัฒนานะ
ในไต้หวัน เกาหลี เราก็คงเคยเห็น ส.ส.ตะลุมบอนกัน ยิ่งกว่าในเมืองไทยหลายเท่า ทั้งในอิตาลี และฝรั่งเศส ก็เหมือนกัน ในอังกฤษน่ะด่าตะโกนลั่นกันในสภา ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาเขาเป็นตัวอย่างนะ แต่มันเป็นธรรมดาของความขัดแย้ง ดีกว่าเล่นละครหลอกกันหน้าโทรทัศน์ แล้วเดี๋ยวพออภิปรายจบก็ไปกินโอเลี้ยงกัน หรือกระทั่งเปลี่ยนข้างโอบกอดกัน มันไม่ Serious แต่นี่สิมี Commitment จริงๆ
เขาจะเอาอย่างนี้ใช่ไหม ตามสี่แยก “สงบ สันติ สามัคคี” นี่แหละคือวิกฤตล่ะ คือกูเหยียบมึงอยู่ไง มึงอยู่เฉยๆ
ความขัดแย้งก่อตัวมานับทศวรรษ ชนชั้นไฮโซที่กร่างอยู่ในสังคมไทยตอนนี้ สืบกำพืดไปไม่ได้ไกลนักหรอก มันแค่ไม่กี่ช่วงอายุคนเท่านั้น ลองอ่านหนังสืองานศพดูจะเห็นว่า เศรษฐีตอนนี้ รุ่นปู่ยังเป็นลูกศิษย์วัดก็มี พวกที่วันนี้มองตัวเองว่าเป็นผู้ดี ย้อนไปรุ่นทวดก็เป็นคนคอยหาบคอยคอน ตระกูลที่ว่าเก่าแก่ อายุน้อยกว่าร้านขายหมูในเยอรมัน ซึ่งในสเกลประวัติศาสตร์ถือว่าสั้นมาก หนังสือประวัติศาสตร์ไทยเป็นประวัติศาสตร์สั้น เราไม่ค่อยรู้นักเกี่ยวกับสุโขทัย หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์ก็มีอยู่เพียงศิลาจารึกไม่กี่หลัก ซ้ำปลอมหรือเปล่า ก็ยังสรุปกันไม่เด็ดขาด หลักฐานเกี่ยวกับอยุธยาก็กระท่อนกระแท่น สมัยพระนเรศวรที่พูดกันมากๆนั้น เป็น fiction มากกว่า fact
การที่ประวัติศาสตร์ไทยสั้น ทำให้การมองประวัติศาสตร์สั้น เพราะฉะนั้นการมองประวัติศาสตร์ของเรา ในสเกลทางประวัติศาสตร์สากลถือว่าแค่วันสองวันนี้เอง
ถ้าจะว่ากันไปแล้ว 2475 นี้เป็นแค่ช่วงชีวิตคนรุ่นเดียว ถ้าคนเกิดปี 2475 ก็อายุ 77 ปี เราจะมีผู้ใหญ่ในสังคมไทยซึ่งยังมีชีวิตอยู่ ยังรับรู้เกี่ยวกับ 2475 นี่เป็นสเกลชีวิตมนุษย์ ชีวิตมนุษย์นี้มันประเดี๋ยวประด๋าว มีคนพูดว่า “ชีวิตเราสั้น แต่ศิลปะยาวนาน” น่าจะใช้คำนี้กับประวัติศาสตร์ด้วย แล้วเราก็วิเคราะห์อะไรกันเพียงแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ ตามหนังสือพิมพ์ หนังสือพิมพ์เป็นตัวอย่างที่ดี คือเป็นการวิเคราะห์ในสเกลวันต่อวัน นี่ไม่ได้หมายความว่าหนังสือพิมพ์ไม่มีประโยชน์นะ
เมื่อเราอ่านหนังสือพิมพ์กันมากกว่างานศึกษาระยะยาว ทำให้นักวิเคราะห์แทนที่จะวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์กลับวิเคราะห์แบบหนังสือพิมพ์วันต่อวัน ก็เลยกลายเป็นชมอภิสิทธิ์ว่าดีไปได้ หรือไล่ทักษิณโดยที่ไม่ได้มองอะไรเกินเรื่องทักษิณ
อาจารย์เคยกล่าวว่าช่วงที่เริ่มมีการไล่ทักษิณเมื่อปี 2548 มีลูกศิษย์ของอาจารย์คนหนึ่งมองว่าจะเป็นสงครามสี
ตอนนั้นตั้งแต่สนธิจัดชุมนุมที่สวนลุมฯ สงครามสียังไม่ชัดขนาดนี้ ตอนนี้ชัดเจนขึ้น ชัดเจนอย่างชนิดที่เรียกว่า ถ้าใครพูดเรื่องนี้คือพูดในสิ่งที่รู้ๆกันอยู่แล้ว และก็ใช่ด้วย ตอนนี้เขาเรียกว่า มันลากเส้นแบ่งข้างแล้ว “The battle line has been drawn.”
เมื่อก่อนนี้คำถามว่า “Where do you stand?” มันไม่ Make sense เดี๋ยวนี้มัน Make sense
ตอนนี้ ฝ่ายเสื้อแดง คิดว่าอะไรจะทำให้ชนะ มากกว่าจะทำอะไรให้ชนะ ซึ่งดูเหมือนว่าจะหวังจากเหตุการณ์ข้างนอกนะ ซึ่งไม่ได้มาจากการกำหนดของเราเอง ถ้ามันเกิดขึ้นอย่างนี้ อย่างนี้ เราก็จะมีทางเปลี่ยนแปลงไปในทางประชาธิปไตย แต่ “ถ้า” ซึ่งเป็นสิ่งที่หวังทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่การกำหนดของเรา
ผมมีความกลัวอยู่ว่า จริงอยู่ ตอนนี้มีกระแสเสื้อแดง แต่กระแสนี้อาจจะหายไปก็ได้
หลักหนึ่งในการเมือง ก็คือ ถ้ายิ่งชนะ ยิ่งมีพวกมาก ยิ่งได้เปรียบ ยิ่งมีคนจะเข้าพวก คนเขาจะเข้าสู้ด้วยเมื่อเห็นทางชนะ เมื่อไม่เห็นทางชนะ ก็ยากที่คนจะมาร่วมด้วย อันนี้ผมมองจากข้อสังเกตในเดือนพฤษภาคม 2535 ถ้าเราลองย้อนดูช่วงชุมนุมกันสิบกว่าวัน วันไหนที่คนมาชุมนุมน้อย วันรุ่งขึ้นยิ่งน้อยลงไปใหญ่ เพราะคนบอกว่าหมดท่าแล้ว แต่ถ้าวันไหน มีกระแสขึ้น คนยิ่งมา นี่เป็นมิติหนึ่งนะ
พรรคไทยรักไทย ยิ่งชนะยิ่งได้เปรียบ คนก็จะเข้า พรรคอะไรก็ยุบมาเข้าไทยรักไทย ตอนนี้อยู่ในฐานะเพลี่ยงพล้ำ คนก็ไม่อยากเข้า แต่แพ้หรือชนะก็ว่ากันตามการรับรู้ ตามการประเมินของเขา ไม่แน่นอนตามความเป็นจริง
ไทยรักไทยและพลังประชาชนเคยได้เปรียบในพื้นที่ในสภา แต่เหมือนอาจารย์จะเสนอว่าแม้แต่พื้นที่ในสภาเองฝ่ายไทยรักไทยตอนนี้อยู่ในสภาพที่กำลังเพลี่ยงพล้ำ
มีคนชูกระแสโหวตโน นี่คือซ้ายไร้เดียงสา อย่าไปทำแบบประชาธิปัตย์ที่บอยคอตเลือกตั้งเด็ดขาด ประชาธิปัตย์ที่ทำแบบนั้นได้ เพราะมีกำลังทางอื่นสนับสนุน ถ้าไปทำแบบนั้นเข้าทางเขาเลย
ก็กลับไปที่ประเด็นการต่อสู้ทุกรูปแบบ ไม่เห็นมีทุกรูปแบบ ถ้าสู้อยู่แบบเดียวก็พัง คนน่ะชอบอ่านหนังสือพิมพ์ที่เราเห็นด้วย หรือชอบคุยกับคนที่ถูกคอกับเรา แต่มีคนหนึ่งที่ผมเคารพมาก เขาแนะนำให้อ่านหนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาครับ ตอนที่เขาลี้ภัย เขาให้อ่าน Le Figaro หนังสือพิมพ์ฝ่ายขวาของฝรั่งเศส ส่วน L’Humanite นั้นอ่านเอามัน (หัวเราะ)
“We have to read the mind of our opponent.” ไม่ใช่มาเฮๆ กันเอง เชียร์กันเอง คิดกันเอง เออออกันเอง นี่เป็นอันตราย
แน่นอนเวลาคุยกัน คนคอเดียวกัน มันก็เอาไงเอากัน แต่ควรจะอ่านฝ่ายตรงข้ามว่า เขาคิดอย่างไร ไม่เหมือนกับที่เราคิดหรอก
ตอนนี้ เสื้อแดงไม่มีผู้นำจริง ผู้นำไม่ใช่เฉพาะผู้นำการชุมนุมเท่านั้นนะ นำทางปัญญาด้วย ไม่ใช่แค่ผู้นำทางยุทธศาสตร์ ความคิดแบบจาตุรนต์ ฉายแสง อาจจะไม่คล้องกับกระแสความรู้สึกของเสื้อแดงส่วนใหญ่ ตอนนี้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตยยิ่งเสริมกำลังมาก เพราะไม่เคยถูกโจมตีหนักขนาดนี้มาก่อน เขาสั่งสมและเสริมกำลังทุกแนวรบ เขาอาจจะตีโต้เป็นจุดๆ หรืออาจตีโต้แบบใหญ่ก็ได้ แล้วแต่โอกาส เราไม่รู้
ในเมื่อตอนนี้ไม่ใช่การเมืองแบบเก่าอีกแล้ว ที่การเมืองอยู่ที่กรุงเทพ แต่คนเสื้อแดงมีอยู่ทั่วๆ ควรคิดถึงตรงนี้ การชุมนุมต้องมีเยอะๆ ทั่วๆ ไม่ต้องไปเฉพาะกรุงเทพฯ จะไปกรุงเทพฯ เมื่อจำเป็นจริงๆ เราไม่สามารถไปกรุงเทพฯ ได้บ่อยๆ นะ ค่าใช้จ่ายเยอะมาก จะไปนอนที่ไหน ไปกินที่ไหน
การชุมนุมประเภทเผชิญหน้านั้นเป็นการเมืองแบบเก่า แบบการเมืองที่ยังไม่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา (หัวเราะ) ฝั่งธนฯ ยังไม่ถึง แต่ตอนนี้ไม่ใช่เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังมี ปิง วัง ยม น่าน ชี มูล ต้องคิดอย่างนี้ เขาก็คงคิดกันอยู่แล้ว
หลายลุ่มน้ำในที่นี้ หมายถึงการเข้าชื่อถวายฎีกาหรือไม่ และการถวายฎีกาเกี่ยวข้องหรือไม่กับการวางยุทธศาสตร์ให้คล้องกับพลังที่มี
เป็นการเสนอและแสดงความคิดเห็นที่ราษฎรสามารถมีส่วนร่วมได้กว้างและทั่วถึง ฝ่ายรัฐบาลและอำมาตยธิปไตยออกมาคัดค้านประสานเสียงกันระงม เลยอยากจะถามกลับเป็นข้อๆว่า
หนึ่ง เวลาจะชุมนุม ก็คัดค้านว่าไม่ดีแก่ภาพลักษณ์ประเทศ สร้างความวุ่นวาย พอใช้วิธีร่วมลงชื่อ ก็หาว่าไม่เหมาะสม คำถามก็คือ จะให้ทำอย่างไรมิทราบ? ให้ปิดปาก ใช้หูฟังคุณอย่างเดียวหรือ?
สอง ถ้าจะถวายฎีกาก่อนคำพิพากษาของศาล ก็จะบอกว่า ทำไมไม่ให้ศาลตัดสินก่อน เมื่อศาลตัดสินแล้ว ก็บอกว่าต้องเป็นไปตามนั้น ถ้าใช้เหตุผลกลับไปกลับมาเช่นนี้ การถวายฎีกาก็กระทำมิได้ ใช่หรือไม่?
สาม การคัดค้านไม่ให้ถวายฎีกา ถือเป็นความพยายามที่จะปิดพระเนตรพระกรรณของพระราชาหรือไม่?
สี่ รัฐบาลเอากฎหมายฉบับไหน มาตราไหน มากั้นความสัมพันธ์ระหว่างพศกนิกรกับพระประมุข
ห้า ธรรมเนียมปฏิบัติในการถวายฎีกาสมควรให้สืบทอดต่อไปสำหรับผู้เดือดร้อนไม่ว่าจะในเรื่องใดๆหรือไม่?
ผมว่า การคัดค้านการถวายฎีกาคราวนี้มันเกินเลยกว่า การใช้สองมาตรฐาน แต่เป็นการใช้เหตุผลของหมาป่ากับลูกแกะ และมีวาระซ่อนเร้นที่ปกปิดไม่มิด พวกที่เหยียบหัวเราอยู่ตอนนี้บางทีก็ใช้เหตุผลของหมาป่า บางทีก็กะล่อนเหมือนเด็กเลี้ยงแกะ
พวกที่ว่าการถวายฎีกาทำให้ระคายเคืองเบื้องยุคลบาทบ้าง ดึงฟ้าต่ำบ้าง ถ้าไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง ก็เป็นพวก ‘Ultra Royalists’ คือพยายามทำตัวให้เป็นพระราชายิ่งกว่าพระราชาเอง เป็นเรื่องน่าชวนหัว คล้ายๆพวกเศรษฐีใหม่ทำอวดรวยกว่าเศรษฐีแท้ๆ หรือพวกนักเรียนไทยไปเมืองนอกประเดี๋ยวประด๋าว แล้วชอบทำตัวเป็นฝรั่งกว่าฝรั่งเอง
ตอนสมัยรณรงค์รัฐธรรมนูญ 2550 อาจารย์มีโอกาสไปทำอะไรแก้กลุ้ม แล้วในเดือนเมษายนเป็นอย่างไรบ้าง
ผมได้โอกาสไปร่วมชุมนุมเมื่อวันที่ 8 เมษา ก็อยากไปเติมตัวเลขอีก 1 และอยากเห็นด้วยตาตัวเองด้วย ผมพนันกินเบียร์กับเพื่อนว่า คนมาชุมนุมจะเกิน 3 แสนหรือไม่ ผมว่าเกิน เพื่อนบอกว่าไม่ถึง ผลสุดท้ายก็ยังไม่รู้ว่าใครจะเสียเบียร์กันแน่ แต่แค่นี้ก็แก้กลุ้มได้แล้ว
ส่วนการแสดงความเห็นกันในหมู่บ้าน เขาไม่ตระโตกกระตากหรอกครับ มันเรื่องอะไรที่ต้องไปโพนทะนา คนที่โพนทะนาคือคนที่มีไมโครโฟน มีปากกา เขาไม่ใส่เสื้อแดงกันในหมู่บ้าน เขาคุยกันในวงเหล้า ตามตลาด เมื่อมีโอกาส เมื่อเขาเห็นว่าไม่เป็นอันตราย เมื่อนายอำเภอไม่จ้อง เมื่อทหารไม่ส่งคนไปสอดแนม ความจริงชาวบ้านก็ “Match their strategy according to their forces.”
ยกตัวอย่าง ผมเคยเอาป้าย เอาโปสเตอร์ไปติดว่าไม่รับรัฐธรรมนูญ (แล้วต่อมาถูกดึงออก) ไม่ใช่เรื่องความกลัว เรื่องอะไรจะต้องพูด ใครจะมาเห็น ก็เฉพาะคนในหมู่บ้านเห็น เขารู้กันอยู่แล้ว สิ่งที่สำคัญพวกนายอำเภอเห็น เมื่อนายอำเภอเห็นก็ “อ๋อหมู่บ้านนี้ แดงหรือ” ทำทำไม ไม่มีประโยชน์เลย เขาคิดถูกแล้ว ผมคิดผิด
เราไปหลงตามเขา ไปคิดเอาเองว่าเมืองไทยมีกติกาที่เป็นประชาธิปไตย แล้วก็มีกฎหมายที่เราควรจะเชื่อฟัง ที่ว่าเป็นไปตามกติกา เป็นไปตามกฎหมาย นี่เราไปเชื่อเอง เขาพูดให้เราเชื่อว่าเรามีเสรีภาพในการแสดงคิดเห็น เขาให้พูดเพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าใครคิดอย่างไร
กฎป่าก็ยังเป็นกฎป่าหรือ?
Of Course, Of Course. เมืองนี้เป็นเมืองป่าครับ ยิ่งเห็นชัดขึ้นทุกวัน เป็นเมืองป่าที่พยายามมีภาพพจน์ว่าเป็นเมืองที่เจริญ นี่เราไปเชื่อ Image มันพึ่งไม่กี่ปีนี้เอง จริงๆ แล้วความเป็นป่านี้เป็นพื้นฐาน
สิ่งที่สำคัญอันหนึ่งนะ คือเราชอบพูดคำว่าชนชั้นกลาง แนวคิดนี้มันค่อนข้าง Misleading มีความเข้าใจผิดเรื่องชนชั้นกลาง เพราะว่านี่เป็นความคิดตามประเทศที่มี Aristocracy และ Royalty เป็นชนชั้นปกครอง และมีการปกครองแบบราชาธิปไตย เมื่อระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนไป มีชนชั้นใหม่เกิดขึ้น ที่อยู่ระหว่างชนชั้นปกครอง กับชนชั้นล่าง จึงเรียกว่าชนชั้นกลาง Middle Class ในความหมายนี้ถึง make sense
แต่กรณีของไทยไม่ใช่อย่างนั้น สมัยที่มีการปกครองแบบราชาธิปไตย สังคมไทยไม่มีชนชั้นที่เราเรียกได้ว่าชนชั้นกลาง แบบชนชั้นนายทุน สมัยนี้ชนชั้นปกครองเป็นชนชั้นนายทุน ส่วนชนชั้น นายทุนก็ไปเข้ากับชนชั้นปกครองที่เปลี่ยนเป็นชนชั้นนายทุน
BBC ชอบมองว่า ความขัดแย้งระหว่างเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง เป็นความขัดแย้งระหว่างเมืองกับชนบท ผมว่ามันก็ใช่ส่วนหนึ่ง แต่มีมิติอื่นๆอีก เช่นทัศนะต่อประชาธิปไตย วิสัยทัศน์ของแต่ละคนในอนาคตของประเทศ ความลักลั่นกันในเรื่องต่างๆ ฯลฯ มีคนแสดงการวิเคราะห์ว่านี่คือการต่อสู้ทางชนชั้น นี่พูดแบบกำปั้นทุบดิน จริงๆ แล้วการต่อสู้ทางชนชั้นมันเป็นแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ใช่เฉพาะครั้งนี้ การต่อสู้เมื่อ 2745 ไม่ใช่หรือ 14 ตุลาคม 2516 ไม่ใช่หรือ พฤษภาคม 2535 ไม่ใช่หรือ ที่น่าจะพยายามทำความเข้าใจกันมากกว่าก็คือ รูปแบบ ลักษณะและคู่ต่อสู้มันเป็นอย่างไรในแต่ละกรณีเป็นอย่างไรมากกว่า
ท้ายที่สุด เป็นคำสารภาพส่วนตัว คือว่า แม้ผมอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงขั้นมูลฐานในสังคมไทย แต่ไม่อยากให้เสียเลือด เสียเนื้อ ขอพรพระว่า ขอให้เราแก้ไขความขัดแย้งกันอย่างไม่ต้องเลือดตกยางออก ผมเป็นคนขวัญอ่อน เห็นเลือดแล้วจะเป็นลม บางครั้งเลยโมโหว่า ทำไมถึงไม่ยอมกันบ้าง อยากเห็นมิคสัญญีหรือ?

ไทยในฐานะประธานอาเซียนออกแถลงการณ์เรียกร้องพม่าปล่อยตัว 'ออง ซาน ซูจี' และนักโทษการเมือง

ที่มา ประชาไท

12 ส.ค.52 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ศาลพม่าสั่งกักบริเวณนางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้านในพม่าอีก 18 เดือน ข้อหาละเมิดกฎหมายความมั่นคงภายใน ว่า ขณะนี้ได้ประสานอยู่กับสถานทูตของกลุ่มประเทศในอาเซียน และคาดว่าในวันนี้ในฐานะประธานอาเซียนจะมีแถลงการณ์ออกมา สาระหลัก ๆ คือ 1.เราก็ผิดหวังกับคำพิพากษาของคดีนางออง ซาน ซูจี ที่เกิดขึ้น 2. อาเซียนยังยืนยันจุดยืนเดิมที่เคยมีแถลงการณ์ คือต้องการที่จะเห็นการปล่อยผู้ที่ถูกกักขังในทางการเมืองทั้งหลาย เพื่อที่จะให้กระบวนการของการนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยตามขั้นตอนของพม่าสามารถดำเนินการได้ การเลือกตั้งก็จะเป็นการเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง 3. อาเซียนมีความพร้อมในการที่จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับพม่าในการที่จะสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ที่จะมีการนำไปสู่เรื่องของประชาธิปไตยเพื่อให้เป็นไปตามแผนและขั้นตอน และสนับสนุนบทบาทของสหประชาชาติในการทำเรื่องนี้ต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซียเรียกร้องให้มีการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนฉุกเฉินเพื่อพิจารณาเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะประสานเพื่อให้มีแถลงการณ์ออกมา จะเป็นในนามประธาน หรือจะในนามอาเซียนร่วมกันก็ตาม ส่วนขณะนี้นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกำลังประสานความเป็นไปได้ว่าก้าวต่อไปควรจะเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องจากนานาชาติโดยเฉพาะประเทศแถบตะวันตกว่าควรจะให้มีการคว่ำบาตรพม่าทางอาเซียนจะมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไรบ้าง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็ต้องปรึกษาหารือกันในกลุ่มอาเซียน และเป็นประเด็นที่เราเคยแสดงความห่วงใยมาหลายครั้งว่าถ้าหากว่าการตอบสนองต่อเสียงสะท้อนของประชาคมโลกไม่เกิดขึ้น สุดท้ายแทนที่อาเซียนจะได้สามารถช่วยกันแก้ปัญหาได้ เรื่องนี้ก็จะถูกยกระดับไปสู่เวทีอื่น เราก็พยายามสื่อสารกับพม่ามาโดยตลอดด้วยความปรารถนาดี ว่าจริงๆ แล้วน่าจะต้องมาปรึกษาหารือกันในอาเซียนดีที่สุด เมื่อประเทศต่างๆ เริ่มเคลื่อนไหวเราก็คงจะต้องมาติดตามดู เท่าที่ติดตามในขณะนี้จะเป็นการเรียกร้องเรื่องการค้าอาวุธเป็นเรื่องหลัก
ต่อมากระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่ถ้อยแถลงของ นายอภิสิทธิ์ ในฐานะประธานอาเซียน เรื่องพม่า มีใจความว่า
“ประเทศไทยในฐานะประธานอาเซียน ได้รับทราบด้วยความผิดหวังอย่างยิ่งที่ ออง ซาน ซู จี ถูกศาลพิพากษาลงโทษให้ถูกกักบริเวณในบ้านพัก โดยมีอิสระภาพที่จำกัดเป็นเวลา 18 เดือน
ประธานอาเซียนปรารถนาจะย้ำเตือน ข้อเรียกร้องของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 42 และการประชุมว่าด้วยการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ครั้งที่ 16 เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2552 ที่ จ.ภูเก็ต ให้ปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังทั้งหมดโดยทันที รวมทั้ง ออง ซาน ซู จี เพื่อให้บุคคลเหล่านี้ สามารถเข้าร่วมการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้าได้
การดำเนินการดังกล่าว จะเอื้ออำนวยต่อการปรองดองแห่งชาติ การเจรจาที่มีความหมาย และการพัฒนาไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยในพม่าต่อไป การเลือกตั้งที่เสรี ยุติธรรม และให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเท่านั้น ที่จะปูทางให้พม่าสามารถบูรณาการเข้ากับประชาคมระหว่างประเทศได้อย่างสมบูรณ์
ประเทศสมาชิกอาเซียนหวังที่จะเห็นพม่า ซึ่งเป็นเพื่อนสมาชิกอาเซียน มีสันติสุข เจริญรุ่งเรือง และได้รับความนับถือจากประชาคมโลก เราพร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลพม่า ในความพยายามต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุตามแนวทาง 7 ขั้นตอน สู่ความเป็นประชาธิปไตย และจะยังคงมีปฏิสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับพม่า เพื่อสร้างประชาคมอาเซียนร่วมกัน และเราจะยังคงสนับสนุนบทบาท การประสานงาน (good offices) ของเลขาธิการสหประชาชาติ ที่ยังดำเนินอยู่ และเรียกร้องให้พม่าร่วมมือกับสหประชาชาติอย่างเต็มที่ต่อไป”

นครบาลติวเข้มรับมือเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันนี้ (12 ส.ค. 52) พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผบช.น. ได้เรียกประชุมนายตำรวจระดับ รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานความมั่นคง และงานด้านการจราจร ผู้บังคับการตำรวจนครบาล (ผบก.น.1-9) ผู้บังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (ผบก. ตปพ.) ผู้บังคับการตำรวจจราจร (ผบก. จร.) และผู้บังคับการอำนวยการ (ผบก. อก.) ในฐานะผู้ควบคุมกำลังพล วางแนวทางปฏิบัติซักซ้อมทำความเข้าใจ แผนปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัย กลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (นปช.) รวมพลเคลื่อนไหวบริเวณท้องสนามหลวง เตรียมยื่นรายชื่อถวายฎีกาต่อสำนักราชเลขาธิการ อภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ วันที่ 17 ส.ค. พร้อมประเมินสถานการณ์ผู้เข้าร่วมชุมนุม ซึ่งคาดว่า มีเป็นจำนวนมาก เพื่อกำหนดมาตรการปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
“พรรคเพื่อไทย” เรียกทูต 30 ประเทศเข้าพบ 14 ส.ค. ปัดเอี่ยวฎีกา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับความเคลื่อนไหวทางการเมืองของพรรคเพื่อไทย ล่าสุดพรรคได้เชิญคณะทูตานุทูตกว่า 30 ประเทศเข้าพบและหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ โดยพรรคเพื่อไทยจะได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ทางการเมือง สถานการณ์ประชาธิปไตยในประเทศไทย รวมทั้งความสัมพันธ์ของพรรคกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและกลุ่มคนเสื้อแดง
12 ส.ค. 52 - นายปานปรีย์ มหิทธานุกร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สำหรับการเชิญคณะทูตานุทูตเพื่อเข้าพบ และหารือกับคณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทยครั้งนี้นั้น ก็เพื่อเป็นการทำความรู้จักกัน เพราะตั้งแต่พรรคเพื่อไทยเข้ามาเริ่มทำงานเป็นฝ่ายค้านนั้น ก็ยังไม่มีโอกาสได้พบปะหารือกัน ตนยอมรับว่าสิ่งที่คณะทูตมีความเป็นห่วงมากในประเทศไทย ก็จะมีเรื่องความสมานฉันท์ ความเป็นประชาธิปไตย สถานการการณ์การเมืองในประเทศ ร่วมทั้งจะได้มีหารือถึงแนวนโยบายของพรรคเพื่อไทยว่าเป็นอย่างไรหากได้เข้ามาบริหารประเทศ
นายปานปรีย์ กล่าวว่า ในแง่ของประชาธิปไตยเราจะอธิบายว่าวันนี้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็มีข้อบังคับตามรัฐธรรมนูญบางประเด็นที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งคงต้องมีการดำเนินการแก้ไขต่อไป ส่วนกรณีการยื่นถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น หากมีคณะทูตถามขึ้นมา เราจะชี้แจงว่าการยื่นถวายฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องของกลุ่มคนเสื้อแดง ก็เป็นสิ่งที่เขาทำได้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย พรรคเองไม่เคยมีมติอะไรออกมาให้มีการล่าชื่อถวายฎีกา ซึ่งฝ่ายการเมืองของพรรคเองได้วิเคราะห์กันว่าการถวายฎีกานี้ เป็นสิทธิ์ที่เขาสมารถทำได้ แต่ก็มีบางกลุ่มออกมาคัดค้าน ซึ่งประเด็นนี้ยอมรับว่ามีความละเอียดอ่อนมาก พรรคจึงไม่อยากจะเข้าไปเกี่ยวข้อง ถ้าเข้าไปแตะเรื่องนี้จะไม่เป็นผลดีกับพรรค
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นั้น นายปานปรีย์ กล่าวว่า เราเองต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กระทั่งถูกยุบพรรคไป มาเป็นพรรคพลังประชาชน ก็ถูกยุบอีก จนมาถึงวันนี้เป็นพรรคเพื่อไทย ต้องยอมรับว่านโยบายหลายอย่างของพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นที่พอใจของประชาชนเสมอมา ซึ่งความสัมพันธ์ของพรรคเพื่อไทยกับพ.ต.ท.ทักษิณต้องบอกว่าดีมาก ทุกคนในพรรคยังมีความเคารพรักในตัวพ.ต.ท.ทักษิณอยู่ แต่ในด้านการบริหารพรรคนั้น เราคณะผู้บริหารและคณะทำงานด้านต่างๆ ในการขับเคลื่อนพรรคอยู่แล้ว ส่วนการที่ท่านโทรมาหาส.ส.หรือโฟนอินมาในเวทีต่างๆของพรรค ก็เป็นเรื่องปกติที่ท่านหวังดีได้ให้คำปรึกษาในการบริหารพรรค บริหารประเทศ ส่วนการสนับสนุนด้านต่างๆที่ท่านจะให้นั้น เราเองก็ยินดีพร้อมรับ ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณเองก็เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนจำนวนมากก็จะเป็นผลดีกับพรรคเช่นกัน
ด้านนายปลอดประสพ สุรัสวัสดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กล่าวว่า การเชิญคณะทูตานุทูตครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากที่ผ่านมามีคณะทูตจากประเทศอาเจนตินาและอังกฤษ ได้ขอพบส.ส.พรรคเพื่อไทยโดยเฉพาะส.ส.อีสาน และได้ลงพื้นที่จริง ทำให้เขาเข้าใจได้รู้ความจริงว่าส.ส.อีสานเกือบทั้งหมดเป็นของพรรคเพื่อไทย ดังนั้นเราจึงคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ ก็คงไม่ต้องรอให้คณะทูตจากประเทศต่างๆมาขอพบ จึงได้ดำเนินการทำหนังสือเชิญถึงคณะทูตานุทูตประมาณ 30 - 40 ประเทศ ให้เข้าพบและหารือกับคณะผู้บริหารของพรรคอย่างไม่เป็นทางการในวันศุกร์ที่ 14 ส.ค.นี้ ซึ่งเราได้ทำหนังสือเชิญประเทศใหญ่ๆเกือบทุกประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น โดยเฉพาะในทวีปยุโรป เช่น ฝรั่งเศส อังกฤษ
“ที่ผ่านมาน่าแปลกใจว่าพรรคเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้านที่มีส.ส.มากที่สุด แต่ไม่ค่อยได้รับการติดต่อเข้าพบจากคณะทูตประเทศต่างๆ ก็ไม่ทราบว่ามีการใครมาห้าม หรือกลัวจะไปกระทบใครหรือไม่ ต่างจากเมื่อครั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน จะมีการกับพบของคณะทูตอยู่เป็นประจำ ” นายปลอดประสพ กล่าว
นายปลอดประสพ กล่าว่า สำหรับเนื้อหาในการหารือนั้นจะได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองซึ่งกันและกัน ทั้งในด้านการเมือง ประชาธิปไตยในประเทศไทย เช่น ในทางการเมืองตนก็จะเล่าปัญหาให้ฟังตั้งแต่การรัฐประหาร มีการยุบพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน มีความเป็นมากอย่างไร และการเล่นการเมืองในปัจจุบันนั้นตนอย่างให้หงายไพ่เล่นกันไปเลย ไม่ต้องมาหมกเม็ดอะไรกันอีกต่อไป ให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ตามขนมธรรมเนียมประเพณีอย่างนี้จะดีที่สุด ส่วนในด้านประชาธิปไตยนั้น เราเห็นว่าตอนนี้ประเทศไทยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ยังมีการครอบงำจากเงามืดของทหารอยู่ ก็ต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจ
“ผมยื่นยันว่าการพบปะพูดคุยกับคณะทูตครั้งนี้ เราไม่มีพูดอะไรที่ทำให้ประเทศไทยเสียภาพพจน์อย่างแน่นอน” นายปลอดประสพ กล่าว
“ปณิธาน” ชี้พบกันอย่างไม่เป็นทางการทำให้การหารือไม่มีน้ำหนัก
ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่พรรคฝ่ายค้านจะได้ร่วมหารือกับคณะทูตประเทศต่างๆ แต่ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยไม่มีหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทำให้การหารือต่างๆ ไม่สามารถออกมาเป็นจุดยืนอย่างเป็นทางการได้ ทำให้การหารือในครั้งนี้ไม่มีน้ำหนัก คาดว่าการหารือครั้งนี้แน่นอนว่าจะมีมุมมองที่ต่างจากรัฐบาลแน่นอน แต่การที่ไม่มีผู้นำฝ่ายค้านนั้น ทำให้ไม่มีน้ำหนักในการหารือ ดังนั้น ตนจึงอยากเรียกร้องให้ฝ่ายค้านดำเนินการตั้งผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อให้เกิดความชัดเจน และการติดต่อด้านต่างประเทศจะสามารถทำได้อย่างเป็นระบบเพื่อประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศ
“ผมเชื่อว่าการพบกันระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับคณะทูตครั้งนี้ จะไม่มีกระทบต่อภาพพจน์ของรัฐบาลอย่างแน่นอน เพราะ เป็นการพบกันอย่างไม่เป็นทางการทำให้การหารือไม่มีน้ำหนัก” โฆษกรัฐบาล กล่าว
"เทพไท"เรียกร้องให้ "บิ๊กจิ๋ว" เจรจาเสื้อแดงยุติความขัดแย้ง
ด้านนายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาแสดงความเห็นถึงกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ยื่นถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองว่า แนวทางการสร้างความสมานฉันท์ และหันหน้ามาพูดคุยทำความเข้าใจกัน ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการยุติปัญหาดังกล่าว ซึ่งในฐานะที่พลเอกชวลิต เป็นบุคคลที่กลุ่ม นปช. ให้ความเคารพนับถือ และต้องการเห็นข้อยุติในเรื่องดังกล่าว จึงอยากให้พลเอกชวลิต เป็นตัวแทนของคนไทยทั้งประเทศทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางเข้าไปเจรจากับกลุ่ม นปช. เพื่อยุติปัญหา อันเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม
นายเทพไท กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้ดำเนินการขัดขวางในการยื่นถวายฎีกาของกลุ่ม นปช. เพียงแต่ออกมาให้ความรู้และข้อมูลกับประชาชน ว่าการดำเนินการที่ถูกต้องเป็นอย่างไร โดยส่วนตัวเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นเพียงแผนการเคลื่อนไหว เพื่อให้เป็นประเด็นทางการเมืองของพันตำรวจโททักษิณ เนื่องจากขณะนี้พันตำรวจโททักษิณยังใช้ชีวิตเป็นปกติอยู่ที่ต่างประเทศ ไม่ได้เดือดร้อนอย่างที่กล่าวอ้าง
ที่มาข่าวเรียบเรียงจาก: เว็บไซต์เดลินิวส์, เว็บไซต์คมชัดลึก, เว็บไซต์สยามรัฐ

หนึ่งคำถาม กับ หนึ่งคำตอบ

ที่มา thaifreenews

หนึ่งคำถามกับหนึ่งคำตอบ ที่คนไทยหลายๆ คนมักถามว่า "ทำไมคุณถึงรักทักษิณ"

น้องอุ๋งอิ๋ง น้องเอม น้องโอ๊ค เรียกทักษิณ ชินวัตรว่า "พ่อ"

แต่คนไทยอีกหลายล้านคนเรียกทักษิณว่า "นายก" แถมให้นายกทักษิณ

เป็นนายกในดวง ซะด้วย

กับคำถามที่ว่า "ทำไมคุณถึงรักทักษิณ"

โดย UDD เกียกกาย6669

"ทักษิณ "เป็นเพียงประกายไฟ ที่ส่องสว่างให้ชนชั้นรากหญ้าได้มองเห็นว่า
" ความเท่าเทียม" นั้นเป็นอย่างไร ? ที่ผ่านมาเกือบจะร้อยปี
ชนชั้นรากหญ้าก็ยังหล้าหลังถูกจัดไว้เป็นกลุ่มคน"ที่ต้องรอรับการช่วยเหลือ"
สังคมชนชั้นดูถูกว่าเป็น "ภาระสังคม"
ฝนแล้งก็ต้องร้องขอ หนาวไปก็ต้องร้องขอ พืชผลไม่ได้ราคาก็ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดเมืองนอนไปทำมาหากินต่างถิ่น ทอดทิ้งครอบครัวไว้กับพ่อแก่แม่เฒ่าที่เฝ้ารอคอยอยู่ "บ้านนอก" ลูกหลานได้เรียนหนังสือบ้าง ไม่ได้เรียนหนังสือบ้าง
การอบรมสั่งสอนบุตรหลาน ขาดตกบกพร่องเพราะพ่อแม่ต้องทำมาหากินสายตัวแทบขาดอดมื้อกินมื้อ
ผลที่มองเห็นและสัมผัสได้ ในช่วงเกือบร้อยปีที่ผ่านมา คือ
คนกลุ่มหนึ่ง เป็นผู้มีโอกาสและแย่งชิงฉกฉวยโอกาสเอาเปรียบเสมอ เช่น
กลุ่มอำมาตย์ กลุ่มที่เป็นใหญ่เป็นโตในวงราชการ กลุ่มพ่อค้านายทุน ฯลฯ
ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งด้อยโอกาสตลอดกาล เพราะเส้นสายไม่มีการส่งเสริมการเรียนการศึกษาน้อย ไม่ว่ากี่ยุคกี่สมัย ให้การช่วยเหลือกันเป็นรายปี
(การช่วยเหลือกันเป็นเป็นรายปีแต่ละครั้ง ไม่ใช่ว่าไม่ดี ดีแต่ไม่ยั่งยืน)
ไม่ได้สอนให้คนคิดเป็นไม่ให้โอกาสชนชั้นรากหญ้าเรียนรู้ที่จะช่วยเหลือตนเอง
วางแผนชีวิต ไม่กระตุ้นให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นมนูษย์ที่เท่าเทียมกันในสังคม "ทักษิณ" เป็นคนแรกที่บอกว่าคนจนก็มีสิทธิ์ เช่น
เดินเข้าโรงพยาบาล โดยไม่ต้องกังวลเรื่องไม่มีค่าหมอค่ายา
ด้วยการให้ใช้สิทธิบัตรทอง 30 บาท ใครจะว่าอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ในปัจจุบันพัฒนาขึ้นคนรอดตายก็เพราะบัตรทอง 30 บาทก็มากมาย ลูกหลานคนไม่มีเงินสามารถเดินทางไปเรียนเมืองกรุงจนถึงเมืองนอกได้ด้วยสารพัดโครงการสำหรับเด็กวัยเรียน
พ่อแม่ไม่ต้องเดินทางจากบ้าน ไปทำมาหากินที่อื่น เพราะมีโครงการส่งเสริมอาชีพให้ สามารถเข้าถึงทุนทำมาหากินได้ผ่านสถาบันการเงินของรัฐที่ทุ่มลงไปให้ เช่นกองทุนหมู่บ้านฯลฯ นี่คือตัวอย่างความภาคภูมิใจ ที่เราก็สามารถทำงานทำเงินได้เอง ไม่ต้องรอความช่วยเหลือจากกองคาราวานของรัฐ ที่จะมาเมื่อถึงวาระต่างๆ เช่น
เมื่อแล้ง เมื่อหนาว เมื่อหิว "หลุดพ้นจากการกลุ่มที่เป็นภาระของสังคม" นี่คือตัวอย่างส่วนน้อยที่พอนึกได้ และนี่เป็นเหตุให้ชนชั้นรากหญ้า รักและเทอดทูนทักษิณ
จนเกิดความระส่ำระสายในหมู่ชนชั้นอีกชั้นหนึ่งการทำลายล้างทักษิณจึงเกิดขึ้น
แต่การที่จะลบล้างความรักความศัทธาที่เขา(และเรา)มีต่อ "ทักษิณ" ดูเหมือนจะสายเกินไป เพราะนี่คือความรู้สึกที่รับรู้ได้ด้วยหัวใจ
"ของชนชั้นที่ถูกมองอย่างดูหมิ่นมาตลอด" เขามีการรับรู้อย่างทั่วถึง ด้วยสารพัดสื่อที่ท่านทักษิณมอบให้คือ "ติดอาวุธทางปัญญาให้ สอนให้คิดเป็น ปากท้องอิ่ม
ลูกหลานมีความเจริญมองเห็นอนาคตไม่มีใครทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนอีกต่อไป"
ครอบครัวก็เป็นครอบครัวที่อบอุ่น ยากนะที่จะทำลายความรู้สึกดีๆเหล่านี้ที่พวกเรามีต่อท่านทักษิณให้หมดสิ้นไปจากใจคนรากหญ้าในเร็ววันนอกจาก "ฆ่าเราให้ตาย"
แต่ท่านฆ่าเราหนึ่งเราจะเกิดอีกแสน ทุกอย่างนี้ ท่านเข้าใจหรือไม่ว่าเกิดอะไรขั้นกับชนชั้นไพร่อย่างเรา เราคิดได้แล้วว่า ความเท่าเทียมกันคืออะไร?
ความภาคภูมิใจของความเป็นมนูษย์คืออะไร? "ทุกสิ่งที่กล่าวมานี้เราจะได้มาด้วยความเป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น "ระบบมิใช่คนที่จุดประกายความคิดนี้ให้แก่เรา และไม่เกี่ยวกับว่าท่านทักษิณจะมีเงินหรือไม่มี เพราะเราไม่ได้ใช้เงินของเขา เรามาชุมนุมมีแต่เสียเงินเอง แต่เรายินดี เพราะหัวใจมันเรียกร้องความเป็นธรรม ความยุติธรรม ความเป็นระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง
"สิ่งที่เราได้จากท่านทักษิณ" คือ ความคิดอย่างที่กล่าวมานี้ต่างหาก ยากนะที่จะลืมชายคนนี้ที่ชื่อ"ทักษิณ ชินวัตร" ที่เราเรียกได้เต็มปากว่านายกในดวง


แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่

เอาชนะไสยศาสตร์ด้วยวิธีวิทยาศาสตร์

ที่มา thaifreenews

โดย Bugbunny

ได้มีโอกาสคุยกับผู้อาวุโสท่านหนึ่งในเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง ท่านคุยให้ฟังทำนองนี้นะครับ

ท่านบอกว่า ความจริงก็คือ ผู้มีอำนาจทุกคนนั้นรู้อยู่เต็มอกว่า นายอภิสิทธิจะต้องเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่นิยมจนเข้าขั้นชิงชังมากที่ สุดคนหนึ่งของประเทศเลยก็ว่าได้ แต่การไม่ได้รับความนิยมจากประชาชนนั้น ท่านบอกว่าคนใหญ่คนโตกลุ่มนั้นรวมทั้งตัวนายอภิสิทธิเองไม่ได้สนใจนัก เพราะถือว่าตำแหน่งนี้ไม่ได้มาจากความนิยมของประชาชน แต่จากความนิยมของโหรและนักไสยเวทย์ที่ชี้ให้ผู้ตั้งเขามั่นใจว่า จะต้องเป็นอภิสิทธิเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหากลุ่มนิยมทักษิณได้ พวกเขาเชื่อว่าคนจากอดีตที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรกำลังมาทวงกรรมเก่า ประสานกำลังกันกับเจ้ากรรมนายเวรที่เป็นประชาชนกลุ่มอื่นที่ถูกกระทำกันใน ช่วงหลัง ๆ มารวมพลังกันต่อสู้กับพวกเขา จนทำให้อาจต้องถึงขั้นพินาศล่มจม ถ้าไม่สามารถผลักดันให้นายอภิสิทธิเป็นนายกได้

แต่โดยรวมกรรมนี้ มันเป็นกรรมหนัก จึงไม่อาจแก้ได้เฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง ปัญหาที่รุมเร้านายอภิสิทธิอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้มาจากความชิงชังของประชาชนเท่านั้น แต่มาจากพวกที่สนับสนุนรัฐบาลด้วย ที่ต่างก็เรียกร้องบีบบังคับเขา นี่คือโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็นที่ทำร้ายนายอภิสิทธิโดยไม่ได้เกี่ยวกับความ นิยมจากประชาชนเลย โหรและนักไสยเวทย์ที่ผู้ตั้งรัฐบาลนายอภิสิทธิมองไม่ทั่ว มุ่งแก้ปัญหาเพียงจุดเดียวคือมวลชนฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล ถือว่าเป็นศัตรูพื้นฐาน มองข้ามปัญหาอื่นรวมทั้งภายในองค์กร ต่างมั่นใจว่ามีทีมงานที่จัดการเรื่องภายในให้ได้ แต่วันนี้คนที่ถูกใช้งานก็อ่อนเปลี้ยเพลียแรงลง ระบบที่เคยมั่นคงก็ถูกเปิดโปงจนสั่นคลอน ทำให้ไร้ราคาความเชื่อถือ ข้อมูลเหล่านี้ต่างรู้กันดี ถึงขั้นกำลังมองหาเส้นทางเดินใหม่ ๆ ที่จะทำให้พวกตนกระทบกระเทือนน้อยที่สุด

อาการที่ รมว.กลาโหมลาประชุม ครม. แต่ให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพอวยพร อาการนิ่งเฉยของกองทัพกับกรณีถวายฎีกา ผบ. เหล่าทัพที่ออกมาพูดก็ไม่ได้เป็นทางลบ รวมทั้งการที่ทหารให้ความสำคัญกับเรื่องโยกย้ายตำรวจมากกว่าเรื่องฎีกาน่าจะ ชี้อะไรบางอย่าง

พล.อ. สมเจตน์ บุญถนอม

พล.อ. ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์

พวก ต่อต้านการถวายฎีกานั้น ท่านเห็นว่าล้วนมีชนักติดหลังทุกคน เป็นแนวหน้าในการทำร้ายรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทั้งสิ้น สมเจตน์ บุญถนอม ก็อดีต คมช ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ก็เป็นแกนนำพันธมิตร พวกสารพัดสัตว์อย่าง 40 สว.นั้นก็คือพวกพันธมิตรทั้งแก๊งค์ บวรศักดิ์ วิษณุ ก็พวกทรยศทักษิณ แก๊งค์เนรวินก็เรื่องหักหลังนาย องคมนตรีที่ออกมาพูดก็คือสายเปรม นายปกรณ์ มาลากุล นั้น แค่นามสกุลก็น่าจะเข้าใจว่าเป็นอะไรกับไอ้หน้าหม้อปีย์ ประเวศ อานันท์นั้นก็สนับสนุนการเคลื่อนไหวของพันธมิตร สุริยะใส สนธิลิ้ม นั้นไม่ต้องพูดถึง คนพวกนี้ล้วนกังวลมาก เพราะกลัวว่าจะโดนเอาคืน ซึ่งในความเป็นจริงก็สมควรต้องเอาคืนและต้องเอาให้หนักด้วย เพราะเป็นพวกที่ทำลายประเทศชาติประชาชนกันมาอย่างร้ายแรงและเปิดเผยทุกคน

ท่าน เห็นว่าประชาชนคนไทยวันนี้เฉพาะในบางเรื่องควรเลือกวิธีสมัยโรมัน นั่งกินอาหารรสเลิศ จิบไวน์ ชมการต่อสู้ระหว่างพวกกลาดิเอเตอร์ด้วยกันหรือกับสัตว์ร้ายในโคลิเซียม ส่งเสียงเชียร์และหัวเราะเยาะหยัน หากมีคนใดเพลี่ยงพล้ำก็กำมือหันนิ้วโป้งลงพื้น บอกให้สังหารเสีย ในเวลาเดียวกันก็ส้องสุมกำลังกันเป็นกองทัพขนาดใหญ่ ช่วยกันเชียร์รวมกันแช่งพวกศัตรูประชาธิปไตยทุกระดับ เคลื่อนไหวภาคประชาชนจัดตั้งทางความคิดและด้านอื่น ๆ กันให้กว้างขวางที่สุด

สถานการณ์ รัฐบาลนายอภิสิทธิในวันนี้แม้จะร่อแร่ แต่ถวายฎีกาแล้วภาคประชาชนทุกหมู่เหล่าจะเสื้อแดงหรือไม่ก็ตามยังต้อง เคลื่อนไหวต่อต้านกันต่อไปอีก เพราะยังไม่จบเรื่อง ควรมองสัจจะในอริยสัจ 4 ของพระพุทธองค์อันเป็นวิทยาศาสตร์คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค เป็นหนทาง มีทุกข์ต้องหาต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ แล้วแก้ที่ต้นเหตุนั้น ก่อนจะนำแนวทางที่ถูกต้องมาปฎิบัติเพื่อระงับทุกข์อย่างถาวรต่อไป


คำ ถามสุดท้ายของท่านต่อผมก็คือมีความเห็นว่ารัฐบาลอภิสิทธิจะพังพินาศเร็ว ๆ นี้หรือไม่ ซึ่งผมตอบท่านไปว่า ในหมู่มิตรสหายของผมนั้นมีความเห็นตรงกันมานานแล้วว่า นายอภิสิทธิได้ฆ่าตัวตายไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่รับเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะคนที่มองอะไรออกเขาจะไม่รับหรอก มันอยู่ไม่ได้ ศัตรูเยอะ ถูกรุมสาปแช่งวินาทีละไม่รู้กี่หมื่นกี่แสนราย การสาปแช่งรวมหมู่นั้นคือการระดมพลังจิตเป็นหนึ่งเดียว เข้มแข็งและเป็นวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ไสยศาสตร์ จึงน่าจะได้ผล ไม่เช่นนั้นหลายประเทศไม่ทุ่มเทวิจัยเรื่องการใช้พลังจิตกันอย่างเป็นล่ำ เป็นสันหรอก รัสเซียเป็นตัวอย่างหนึ่ง

แสดงความคิดเห็นได้ที่นี่
http://www.thaifreenews.org/forum/index.php?topic=1085.0

การ์ตูนGag Lasvegas:ครอบครัวหรรษา

ที่มา Thai E-News

พระราชินีให้ศิลปินพันธมิตรเข้าเฝ้าฯ ถวายพระสาทิสลักษณ์วันแม่ ตรัสชื่นชมตี๋ชิงชัย"เก่งมาก"

ที่มา Thai E-News


“ตี๋ ชิงชัย” วาดพระสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ด้วยมือซ้าย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา เวบผู้จัดการASTV
12 สิงหาคม 2552

เวบไซต์ผู้จัดการASTVนำเสนอข่าวเรื่อง พระราชินีตรัสชื่นชม"ตี๋ ชิงชัย"วาดพระสาทิสลักษณ์"เก่งมาก" โดยรายละเอียดข่าวมีว่า

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2552 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายชิงชัย อุดมเจริญกิจ หรือ ตี๋ ชิงชัย ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมภรรยาเข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ ที่นายชิงชัยวาดด้วยมือซ้าย ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปฏิสันถารว่า “เก่งมาก”


พระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผลงานการวาดด้วยมือซ้ายของนายชิงชัย อุดมเจริญกิจ ศิลปินผู้สูญเสียมือขวาจากเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ เลือด

“ตี๋ ชิงชัย” เป็นหนึ่งในศิลปินนักสู้ที่เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญและขับไล่รัฐบาลนอมินีระบอบทักษิณเมื่อปี 2551 ในเหตุการณ์ที่ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภาและลานพระบรมรูปทรงม้า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมนั้น “ตี๋ ชิงชัย” ถูกระเบิดแก๊สน้ำตาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจนมือข้างขวาที่เคยใช้วาดรูปขาดกระจุยและกล่องเสียงถูกทำลาย แต่มีตำรวจบางคนและสื่อมวลชนบางฉบับ ได้กล่าวหาใส่ร้ายนายชิงชัยว่ากำระเบิดมาเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงสิ่งที่เขากำอยู่ในมือคือพวงกุญแจหนัง

“ตี๋ ชิงชัย” จึงต้องพึ่งกระบวนการยุติธรรมด้วยการฟ้องร้องดำเนินคดีกับนายตำรวจและสื่อที่บิดเบือนข้อเท็จจริงในข้อหาหมิ่นประมาท จนนายตำรวจคนดังกล่าวและสื่อมวลชนฉบับนั้นยอมขอโทษ และซึ่งด้วยความใจกว้างของ “ตี๋ ชิงชัย” เขาจึงยอมถอนฟ้องในเวลาต่อมา และใช้เวลาไปกับการฝึกฝนการวาดภาพด้วยมือซ้าย ซึ่งในที่สุดก็ได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้การวาดด้วยมือขวาแต่อย่างใด จนได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายผลงานดังกล่าว


นักวิชาการดังตั้งกระทู้แสดงว่า ท่านยังทรง "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ใช่ไหมครับ

ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ แสดงความคิดเห็นในบอร์ดประชาไท หัวข้อกระทู้เรื่อง ข่าวนี้ แสดงว่า ท่านยังทรง "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ใช่ไหมครับ ผมอ่านข่าวนี้ ด้วยความแปลกใจเล็กน้อย เพราะไม่เห็นข่าวในลักษณะนี้มาระยะหนึ่งแล้ว

ผมขอย้ำก่อน ว่า โดยส่วนตัว ผมเห็นใจและเสียใจแทนคุณ "ตี๋" ที่พิการนะครับ ไม่ว่าในแง่การเมือง ผมจะเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่คุณตี๋เข้าร่วมการเคลื่อนไหวของพันธมิตร เช่นเดียวกับกรณี "น้องโบว์" เสียชีวิต ผมไม่ชอบเห็นการตาย การบาดเจ็บ พิการ ไม่ว่าฝ่ายไหน ซี่งผมแยกออกจากความไม่เห็นด้วยต่อการเมืองของพวกเขา

แต่ผมก็ยังแปลกใจที่ สมเด็จฯทรงโปรดเกล้าฯให้ คุณตี๋ และภรรรยา เข้าเฝ้าฯถวายภาพ ในครั้งนี้ เพราะอะไรที่เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจนั้น คงยากจะเรียกว่า เป็นเรืองที่ไม่มีนัยยะในเชิงทางสังคมหรือการเมืองเลย เพราะท่านคงไม่สามารถโปรดเกล้าฯให้ ทุกคนที่บาดเจ็บพิการ เข้าเฝ้าได้ พูดอีกอย่างคือ นี่คงต้องเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นเฉพาะกรณีพิเศษ

ผมก็เลยแปลกใจน่ะครับ


ส่วนประโยคที่ "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน" ที่ตั้งเป็นชื่อกระทู้ คงพอจำได้ว่า เอามาจากคำบอกเล่า คุณจินดา พ่อ"น้องโบว์" ทีว่า สมเด็จฯทรงมีรับสั่งกับครอบครัวน้องโบว์อย่างไรบ้าง ในวันที่ 13 ตุลาคม ปีกลาย

ทั้งนี้ข่าวในวันดังกล่าวเวบไซต์ผู้จัดการนำเสนอข่าวเรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงชม “น้องโบว์” เป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ มีรายละเอียดตอนหนึ่งในข่าวว่า

นายจินดา ระดับปัญญาวุฒิ บิดา นางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ น้องโบว์ เปิดเผยว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งและชม ว่า ลูกสาวเป็นเด็กดี ช่วยชาติ ช่วยรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งตนได้กราบทูลฯกลับไปว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯ มา นอกจากนี้ท่านยังตรัสอีกว่า "เป็นห่วงพันธมิตรทุกคน ไว้จะฝากดอกไม้ไปเยี่ยมพันธมิตร"

12สิงหาวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ

ที่มา Thai E-News



4ทหารเสือคณะราษฎร์-(จากซ้าย) นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช,นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา,นายพันเอกพระยาฤทธิอาคเนย์ และนายพันโทพระประศาสน์พิทยายุทธ์

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 สิงหาคม 2552

กล่าวแบบฟันธงก็ต้องว่า หากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้บัญชาการ ก็คงไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราชนรุ่นหลังรับรู้ ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือเอาวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีการรำลึกถึงสามัญชนไทย มักนับเอาวันเกิดเป็นวันสำคัญของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ เป็นต้น


เมื่อวันที่12 สิงหาคมของทุกปีเวียนมาถึง ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนไทย ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวล อดหวนรำลึกนึกถึงนักปฏิวัติผู้นำสยามประเทศก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้

นอกจากคุณูปการต่อบ้านเมืองแล้ว ยังนับเป็นบุคคลที่นักการทหาร นักการเมืองเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการใช้ชีวิตด้วย เพราะท่านได้ชื่อว่าทำการเพื่อชาติ ไม่เบียดบังชาติและราษฎรแม้แต่น้อย

นายพันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นผู้นำสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 โดยหากขาดท่านผู้นี้ ก็ต้องฟันธงได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จะไม่มีวันสำเร็จได้เลยในวันนั้น เนื่องจากเป็นผู้วางแผนบัญชาการปฏิวัติ

หลังการปฏิวัติสำเร็จลง พระยาทรงฯไม่ขอรับตำแหน่งใดในรัฐบาล ไม่ขอเพิ่มยศเป็นนายพล ไม่ขอคุมกำลังทางทหาร แต่ท่านถูกขอให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงจำต้องรับเป็น เพราะแสดงถึงความศรัทธาต่อระบอบการปกครองใหม่

แต่ในภายหลังสถานการณ์พลิกผันทำให้ชะตากรรมของพระยาทรงฯต้องถูกเนรเทศไปอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส คือเวียดนาม และสุดท้ายที่เขมร อย่างอนาถา ส่วนลูกน้องถูกประหารชีวิตไป 18 ศพ ( อ่านรายละเอียดกรณีนี้ คลิ้กที่นี่ )

แม้กระทั่งยามยากช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่2ขณะพำนักลี้ภัยในญวนและเขมร ต้องอยู่บ้านเช่าโกโรโกโส ปั่นจักรยานถีบ และทำขนมไทยขายเลี้ยงประทังชีวิต แต่เมื่อไทยตกอยู่ใต้การยึดครองของญี่ปุ่น ก็พยายามอย่างโดดเดี่ยวที่จะขับไล่ญี่ปุ่นอย่างมืดมนลำพัง

แม้ว่าต้องตกระกำลำบากในเขมรขนาดนั้น และเป็นเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองทั่วเอเชีย รวมทั้งเขมรและไทยด้วยนั้น ญี่ปุ่นได้ติดต่อลับๆจะให้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชกลับไปมีอำนาจโค่นล้มปฏิปักษ์ทางการเมืองของท่าน คือจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งญี่ปุ่นชักไม่ไว้ใจ แต่พระยาทรงฯปฏิเสธ เพราะเห็นเป็นการทรยศบ้านเมือง ยอมระกำลำบากดีกว่า อันนี้นับเป็นจิตใจที่น่าเชิดชูยิ่ง

สุดท้ายเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีอำนาจขณะนั้นส่งนายทหารคนหนึ่งไปลอบวางยาพิษพระยาทรงฯถึงแก่ความตายในเขมร ทั้งที่มีหวังกำลังจะได้กลับจากการลี้ภัย สุดท้ายคุณหญิงของท่านและทหารคนสนิทต้องทำพิธีศพอย่างอนาถา ไร้กองเกียรติยศใดๆในต่างแดน

พระยาทรงฯเกิดเมื่อ12 สิงหาคม 2435 ขณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านอายุย่าง 40 ปี และได้ชื่อว่าเป็นมันสมองในการทำปฏิวัติ 2475 และมีกำลังในการปฏิวัติจริงๆ โดยอาศัยยุทธวิธีลวงทหารมายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง

คนไทยค่อนประเทศน่าจะลืมพระยาทรงฯไปแล้ว แต่วันที่12สิงหาคมนั้นได้ชื่อว่าเป็นวันที่คนไทยต้องรำลึกถึงพระยาทรงฯ บรรพชนปฏิวัติไทย ความต่อไปนี้ เก็บความจากหนังสือ"ชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดน"เขียนโดยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส.พระยาทรงฯซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่มาร่วมๆ25ปีแล้ว หากคลาดเคลื่อนประการใด ขอให้ผู้รู้ได้เสริมเพิ่มหรือแก้ไขด้วย

นักยุทธวิธีของคณะราษฎร์

หากเทียบกับการปฏิวัติใหญ่ในรัสเซีย มีเลนินเป็นผู้ชี้นำทางความคิด มีทร็อตสกี้เป็นนักยุทธวิธีปฏิวัติ ในเหตุการณ์2475นายปรีดี พนมยงค์ ก็คือผู้ชี้นำทางความคิด ส่วนนักยุทธวิธีที่วางแผนและลงมือปฏิวัติก็คือนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช

พระยาทรงฯมีชื่อเดิมคือเทพ พันธุมเสน เป็นบุตรของร้อยโท ไท้ นายทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก จากนั้นได้ทุนไปศึกษาต่อวิชาทหารช่าง ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อจบแล้วได้ยศนายสิบ แล้วจึงเรียนต่อระดับสัญญาบัตร ได้ยศร้อยตรี ก่อนไปประจำการที่กองทหารในเมืองมักเคเบอร์ก และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2458

จากนั้นเริ่มรับราชการทหารจนได้รับพระราชทานยศเป็น ร้อยเอกหลวงรณรงค์สงคราม เมื่อ พ.ศ. 2461 และย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารช่างรถไฟ กองพันที่ 2 กรมทหารบกที่ 3 มีผลงานสำคัญคือ ก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ จากถ้ำขุนตานถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออก จากแปดริ้วถึงสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงนครราชสีมา ได้รับพระราชทานยศนายพันเอก และบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทรงสุรเดช

เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในการก่อการ2475ปัญหาคือคณะราษฎร์ไม่มีคนคุมกำลังทหารในมือเลย พระยาทรงฯซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายร้อย จึงลวงนักเรียนนายร้อยด้วยการปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตี3แล้วบอกว่าจะพาไปฝึกภาคสนามที่พระที่นั่งอนันต์ พร้อมกับการที่นายพันเอกพระยาพหลฯไปลวงค่ายทหารให้นำกำลังทหารและรถทหารออกมาสมทบกัน และพระประศาสน์(ซึ่งใกล้ชิดกับพระยาทรง)ไปควบคุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯซึ่งทรงอำนาจในประเทศมาเป็นตัวประกัน

เมื่อนักเรียนทหารที่นายพันเอกพระยาทรงฯลวงมาสมทบกับรถทหาร และทหารจากค่ายที่นายพันเอกพระยาพหลฯลวงมา กับนายพันโทพระประศาสน์ฯควบคุมกรมพระนครสวรรค์มาที่นั่งอนันต์ฯได้ การปฏิวัติที่ปราศจากเลือดเนื้อก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ของไทย

ในหนังสือบันทึกชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดนนั้น พระยาทรงแสดงความเป็นนักยุทธวิธีอย่างเต็มที่ โดยพระยาทรงฯได้กล่าวว่าการปฏิวัติ2475เป็นเรื่องของยุทธวิธี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ได้มาจากการตื่นตัวต้องการปฏิวัติของประชาชนเลย เพราะหากไปปลุกเร้าให้ประชาชนตื่นตัวขึ้นปฏิวัติ การกระทำเช่นนั้นจะทำให้ความลับรั่วไหลแล้วจะกลายเป็นกบฎ เหมือนเหตุการณ์กบฎร.ศ.130 (อ่านเพิ่มเติม:กรณีกบฎร.ศ.130ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ )

หลังการปฏิวัติพระยาทรงฯปฏิเสธที่จะขอรับยศเพิ่ม เช่นเดียวกับนายพันเอกพระยาพหลฯและคณะทุกๆคน ไม่ขอรับตำแหน่งคุมกำลังใดๆ ไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่สุดก็จำนนรับตำแหน่งส.ส.จากการแต่งตั้ง เพื่อแสดงถึงความศรัทธาเชื่อมั่นต่อระบอบปกครองใหม่

ขัดแย้งกับปรีดีและแตกหักกับจอมพลป.ก่อนถูกเนรเทศ

เมื่อแรกหลังปฏิว้ติ นายพันเอกพระยาทรงฯอยู่ในปีกที่ไม่เห็นด้วยกับสมุดปกเหลืองเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยฝ่ายปฏิกริยาปฏิวัติโจมตีว่าเป็นนโยบายคอมมิวนิสต์แบบเดียวกับรัสเซีย อันมีผลให้นายปรีดีถูกเนรเทศไปฝรั่งเศสระยะหนึ่ง ก่อนจะได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง

ในพ.ศ.2476 เกิดกบฎบวรเดช นายพันโทแปลก ขีตสังคะ มีบทบาทสำคัญเป็นคนนำปราบปรามกบฎ และเปล่งบารมีขึ้นมา ในสายตาของพันเอกพระยาทรงเห็นว่านายพันโทแปลกนั้นเป็น"ทหารยศต่ำ แต่มักใหญ่ใฝ่สูง" ต่อมานายพันโทแปลกเพิ่มยศพรวดพราดและก้าวขึ้นเป็นนายกฯ แล้วถูกลอบสังหารหลายหน

นายพันเอกหลวงพิบูลฯ(ต่อมาเป็นจอมพลป.)สงสัยว่านายพันเอกพระยาทรงฯน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง จึงได้มีคำสั่งให้พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมด้วยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส. ประจำตัว พร้อมกันนั้นได้มีการกวาดล้าง จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย จำนวน 51 คน เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2482 และสั่งประหารไป18 ราย จึงเรียกกันต่อมาว่ากบฎ18ศพ (เดิมจะประหาร 21 ราย แต่ปล่อยไป3 ซึ่ง 1 ในนั้นคือกรมขุนชัยนาทฯ ซึ่งเป็นพระปิตุลาฯของในหลวง)

บั้นปลายอนาถาของนักปฏิวัติที่โลกลืม

นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชพร้อมนายทหารคนสนิทเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ จึงถูกให้ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดและถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปพร้อมกับ ร.อ.สำรวจ กาญจนสิทธิ์ โดยถูกควบคุมตัวขึ้นรถไฟไปที่ อ.อรัญประเทศ และเดินทางข้ามพรมแดนต่อไปยังกัมพูชา ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนในอาณานิคมของฝรั่งเศส และไปพำนักในเวียดนามระยะหนึ่ง

โดยคุณหญิงทรงสุรเดช ต้องขายสมบัติเก่าส่งไปให้ประทังชีพ เมื่อสมบัติพร่องลง ต้องย้ายกลับมากัมพูชา อาศัยห้องเช่าโกโรโกโส ก่อนที่ต่อมาจะได้พักในตำหนักร้างของอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสที่พระยาทรงฯเคยช่วยชีวิตให้พ้นคมหอกคมดาบของญี่ปุ่นระหว่างการยึดครองในคราวสงครามมหาเอเชียบูรพา

ชีวิตพระยาทรงสุรเดชที่กัมพูชา ไม่มีทรัพย์เงินทองเหลือติดตัวอยู่เลย ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทอดแหหาปลาเลี้ยงตัว และทำขนมกล้วยขนมไทยขายในตลาดสด ซึ่งต้องโม่แป้งด้วยตนเอง จากนั้นต้องปั่นจักรยานถีบไปมาเพื่อขายขนม(ซึ่งจะเห็นว่าต่างจากนายทหารนักทำรัฐประหารในระยะหลังที่มีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านพันล้าน ทั้งที่ก็มักกล่าวหาว่านักการเมืองขี้โกง เลยเข้ามายึดอำนาจ...ประหลาดไหม?)

ช่วงสงครามไทยตกอยู่ใต้การยึดครองญี่ปุ่น นายพันเอกพระยาทรงฯไม่ล่วงรู้เลยว่าคนไทยทั่วโลกมีขบวนการใต้ดินเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น เพราะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ก็อุตสาหะดิ้นรนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเพียงลำพัง โดยคิดจะเดินข้ามประเทศไปแสวงหาความร่วมมือจากอเมริกาที่ตั้งฐานในจีน แต่ก็ต้องระงับไว้เพราะมืดแปดด้านอยู่คนเดียว

หลังสงครามจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น จอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งเดินนโยบายเป็นมิตรกับญี่ปุ่น ต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม นายพันเอกพระยาทรงฯซึ่งนับวันเดือนปีจะได้กลับสู่มาตุภูมิก็กลับไม่มีโอกาสนั้นเลย เมื่อมีนายทหารไทยคนหนึ่งอ้างว่า ไปศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนกลับไทยเลยแวะมาเยี่ยม แล้ววางยาพิษพระยาทรงฯตายด้วยความทรมานอนาถา และจัดทำพิธีศพเยี่ยงคนไร้ญาติ โดยถึงแก่อนิจกรรมลงในปี พ.ศ. 2487 ขณะมีอายุเพียง 52 ปี ที่ตำหนักร้างในกรุงพนมเปญ ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ

ทส.พระยาทรงเขียนไว้ให้แปลความระหว่างบันทัด โดยตั้งข้อสงสัยไปในทำนองว่า ปฏิปักษ์ทางการเมืองคือจอมพลป.อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตาย เพราะเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลง จอมพลป.ถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม หากพระยาทรงได้กลับไทยและกลับสู่อำนาจ อาจเป็นอันตรายต่อจอมพลป.ได้

กระดูกของพระยาทรงฯกลับถึงประเทศไทย พร้อมกับบันทึกส่วนตัวที่กล่าวถึงการปฏิวัติ2475 และกลายมาเป็นหนังสือชื่อ "บันทึกพระยาทรงฯ:เมื่อวันปฏิวัติ24มิถุนายน2475"(อ่านบันทึกบางส่วน คลิ้กที่นี่ ) และหนังสือ "ชีวิตในต่างแดนของพระยาทรงฯ"ออกเผยแพร่ราวปีพ.ศ.2525

อัฐิของพระยาทรงฯถูกนำมาบรรจุไว้ที่วัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้นหลังปฏิวัติ2475 ซึ่งบรรพชนปฏิวัติผู้วายชนม์ล้วนถูกนำอัฐิมาบรรจุที่วัดนี้ รวมถึงอัฐิของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย นายพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันโทหลวงอำนวยสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ นายเฉลียว ปทุมรส นายทวี บุญยเกตุ นายดิเรก ชัยนาม รวมทั้งนายกระจ่าง ตุลารักษ์ สมาชิกคณะราษฎรคนสุดท้ายที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552ที่ผ่านมา

ฝ่ายจารีตนิยมและจิตนิยมบอกว่าเพราะพระยาทรงฯทรยศพระมหากรุณาธิคุณทำการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงพบเคราะห์กรรมเลวร้าย

แต่ฝ่ายที่สนับสนุนและโปรประชาธิปไตยนับเอาว่าพระยาทรงฯเป็นบุคคลสำคัญของชาติ เพราะหากไม่มีพระยาทรงฯที่เป็นดั่งเสนาธิการในการปฏิวัติ ก็ไม่แน่นักว่าการปฏิวัติ24มิถุนายน2475จะสำเร็จราบรื่นไร้การนองเลือดอย่างที่เรารับรู้หรือไม่

ประกอบกับคุณงามความดีไม่ฉ้อราษฎร์ ไม่บังหลวง ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือว่าวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนายพันเอกนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุดังนี้

อนึ่งสำหรับสามัญชนไทยมักนับเอาวันเกิดเป็นวันรำลึกถึงของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ ดังนั้นจึงถือเอาวันเกิด 12 สิงหาคม เป็นวันพระยาทรงสุรเดชด้วยประการฉะนี้

0000000


บันทึกพระยาทรงสุรเดช:ในวันปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475

พระยาทรงสุรเดชได้บันทึกจากความทรงจำถึงเหตุการณ์ปฏิวัติ 2475 ไว้ระหว่างลี้ภัยในเวียดนามและกัมพูชา เมื่อถึงแก่อสัญกรรมลง นายทหารคนสนิทได้นำบันทึกนี้กลับประเทศไทย และตีพิมพ์เผยแพร่ในระยะต่อมาอีกหลายสิบปี

โดยได้บันทึกเหตุการณ์ปฏิวัติ24มิถุนายนไว้อย่างละเอียด ซึ่งในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 นั้น พระยาทรงสุรเดชเป็นผู้ที่เชื่อมให้นายทหารระดับสูงที่มีแนวคิดเดียวกัน เช่น พระยาพหลพลพยุหเสนา เข้าร่วมกับคณะราษฎร ซึ่งตัวพระยาทรงสุรเดชเองเคยพูดว่า "
พวกข้าราชการชั้นผู้ใหญ่แทบทั้งหมด มุ่งแต่เพียงทำตัวให้โปรดปรานไว้เนื้อเชื่อใจจากพระเจ้าแผ่นดินไม่ว่าด้วยวิธีใด ตลอดทั้งวิธีที่ต้องสละเกียรติยศด้วย..."


ในแผนการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น การประชุมในประเทศไทย คณะราษฎรได้ประชุมกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกประชุมกันเพียงไม่กี่เดือนก่อนลงมือ ที่บ้านพักของพระยาทรงสุรเดชที่สะพานควาย

และครั้งที่ 2 ที่บ้านพักของ ร้อยโทประยูร ภมรมนตรี ที่ถนนเศรษฐศิริ ซึ่งพระยาทรงสุรเดชในตอนแรกนั้นได้เสนอแผนการว่า ใช้ทหารยึดพระที่นั่งอัมพรสถานซึ่งเป็นที่ประทับของรัชกาลที่ 7 ในเวลากลางคืน และขอถวายความอารักขาแก่ในหลวงในฐานองค์ประกัน แล้วบังคับให้ลงพระปรมาภิไธยพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทย แต่แผนนี้มีผู้ไม่เห็นด้วย เพราะระหว่างที่บุกเข้าไปอาจเกิดการปะทะกันกับทหารมหาดเล็กจนถึงขึ้นนองเลือด และผู้ก่อการได้ตกลงในหลักการของการปฏิวัติครั้งนี้คือ จะต้องพยายามมิให้เกิดการนองเลือด จะต้องไม่กระเทือนต่อพระเกียรติยศของพระมหากษัตริย์เกินควร และตกลงว่าจะทำการปฏิวัติในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐานประทับที่พระราชวังไกลกังวล

การประชุมกันหนที่ 2 ที่บ้านของร้อยโทประยูร ในวันที่ 12 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชจึงเสนอแผนการทั้งหมด 3 แผน

แผนที่ 1 ให้นัดประชุมบรรดานายทหารที่กรมเสนาธิการ หรือที่กรมยุทธศึกษา หรือที่ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อประกาศว่าจะเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็จะเข้าควบคุมตัวไว้ ในระหว่างนั้นคณะผู้ก่อการฝ่ายทหารเรือและพลเรือนแยกย้ายกันไปคุมตัวเจ้านายและข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มากักตัวไว้ในพระที่นั่งอนันตสมาคมหรือบนเรือรบ

แผนที่ 2 ให้จัดส่งหน่วยต่าง ๆ ไปคุมตามวังเจ้านายและข้าราชการคนสำคัญ ในขณะเดียวกันให้จัดหน่วยออกทำการตัดการสื่อสารติดต่อ เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และให้จัดการรวบรวมกำลังทหารไปชุมนุม ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยวิธีออกคำสั่งลวงในตอนเช้าตรู่แล้วประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองต่อหน้าทหารเหล่านั้น และจัดนายทหารฝ่ายก่อการเข้าควบคุมบังคับบัญชาทหารเหล่านั้นแทนผู้บังคับบัญชาคนเดิมแล้ว ทหารก็คงจะฟังคำสั่งผู้บังคับบัญชาคนใหม่ต่อไป การณ์ก็คงสำเร็จลงโดยเรียบร้อยโดยมิต้องมีการต่อสู้จนเลือดนองแผ่นดิน

แผนที่ 3 ให้หน่วยทหารหนึ่งจู่โจมเข้าไปในวังบางขุนพรหม และเข้าจับกุมพระองค์กรมพระนครสวรรค์วรพินิตมาประทับที่พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นประกันความปลอดภัยของคณะราษฎร และให้ดำเนินการอย่างอื่น ๆ ตามที่กล่าวแล้วในแผนที่ 2

ซึ่งทั้งหมดเห็นด้วยกับแผนที่2ควบกับแผนที่ 3 จึงตกลงทำตามนี้ และได้กำหนดวันดำเนินการในชั้นแรกว่าให้เป็นวันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน

โอกาสในการลงมือยึดอำนาจการปกครองนั้น ต้องอยู่ในช่วงระยะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินแปรพระราชฐานไปหัวหิน เพื่อทอดพระเนตรการทดลองการยิงปืนใหญ่ ซึ่งมีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ แม่ทัพ นายกอง ไปร่วมในการประลองอาวุธในครั้งนั้นเป็นส่วนมาก

ส่วนการเข้าควบคุม จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตนั้น คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้สืบทราบมาว่า จอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตมักจะเสด็จประพาสลำน้ำเจ้าพระยาในวันเสาร์และจะเสด็จกลับในวันจันทร์ ถ้าดำเนินการในวันอาทิตย์ก็อาจจะไม่ได้พระองค์ท่านมาเป็นองค์ประกันจึงได้เลื่อนการปฏิบัติการไปเป็นวันอังคารที่ 21 มิถุนายน

ต่อมาที่ประชุมได้ตกลงเลื่อนวันปฏิบัติการไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน เนื่องจากได้รับรายงานว่า ในวันอังคาร เรือรบยามฝั่งยังไม่กลับ หากตกลงทำการในวันพฤหัสบดีที่ 23 ก็จะขาดทหารเรือ

ในวันที่ 22 มิถุนายน ก็มีรายงานว่า บรรดาสมาชิกคณะราษฎรยังไม่พร้อมที่จะทำการยึดอำนาจในวันที่ 23 มิถุนายน ดังนั้นวันปฏิบัติจึงเลื่อนไปวันที่ 24 มิถุนายน แทน แต่ทั้งหมดก็ยังไม่รู้ว่า พระยาทรงสุรเดชจะนำทหารออกมาใช้ยึดอำนาจได้อย่างไร

บทบาทของพระยาทรงสุรเดชในวันที่เปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น คือ การปล่อยข่าวลวงและล่อหลอก เพื่อชักนำให้ทหารแต่ละกรมกองมาชุมนุมร่วมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อให้เข้าร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง อย่างไม่ขัดขืน

วันที่ 23 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชในฐานะเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิชาทหาร ของโรงเรียนนายร้อยทหารบก ได้ไปพบ พันโทพระเหี้ยมใจหาญ ผู้บังคับการโรงเรียนนายร้อย เพื่อขอให้นำนักเรียนนายร้อยทั้งหมดพร้อมอาววุธปืนบรรจุกระสุนไปที่ลานหน้าพระบรมรูปทรงม้าในตอนเช้าตรู่วันที่ 24 มิถุนายน เพื่อฝึกยุทธวิธีทหารราบต่อสู้รถถัง โดยจะใช้นักเรียนนายร้อยทำหน้าที่ทหารราบและนำรถถังจากกรมทหารม้ามาใช้ในการฝึก ต่อจากนั้นได้ไปพบผู้บังคับกองพันทหารราบที่รู้จักอีกสองคน เพื่อขอร้องให้นำทหารไปฝึกหน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเวลาหกโมงเช้า และไปพบผู้บังคับการกองพันทหารช่างที่บางซื่อ เพื่อขอร้องให้นำทหารมาที่สนามหน้าโรงทหารในเวลาหกโมงเช้าเช่นกัน เพื่อจะนำไปฝึกต่อสู้กับรถถัง

เช้าวันที่ 24 มิถุนายน พระยาทรงสุรเดชตื่นตั้งแต่เวลา 4.00 น. และได้รับประทานข้าวผัดที่เหลือจากมื้อเมื่อคืน ก่อนออกจากบ้านไปพร้อมกับ ร้อยเอกหลวงทัศนัยนิยมศึก (ทัศนัย มิตรภักดี) ที่มารับถึงบ้านตามแผนที่วางได้ โดยได้บอกกับภรรยาตั้งแต่คืนก่อนว่าจะไปดู การสวนสนามที่หน้าพระลาน

จากนั้นแผนการนำทหารออกมาใช้เปลี่ยนแปลงการปกครองของพระยาทรงสุรเดชก็ได้เปิดเผยออกมาเป็นลำดับ ทั้งหมดในเวลา 5.00น. ก็ได้มุ่งหน้าไปยังกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ สี่แยกเกียกกาย มีเป้าหมายเพื่อยึดรถเกราะ ยึดรถรบ ยึดคลังกระสุน และหลอกพาทหารเดินมาขึ้นรถบรรทุกของกรมทหารปืนใหญ่ ภายใต้การบังคับบัญชาของพระยาฤทธิอัคเนย์ ที่อยู่ใกล้กัน ก่อนจะเคลื่อนขบวนไปลานพระบรมรูปทรงม้า

เมื่อไปถึงกรมทหารม้า ด่านแรกที่จะต้องฝ่าไปให้ได้คือกองรักษาการณ์ที่ด้านหน้า สามทหารเสือ คือ พระยาทรงสุรเดช พระยาพหลพลพยุหเสนา และพระประศาสน์พิยายุทธ เข้าไปในกองรักษาการณ์ ถามหาตัวผู้บังคับการกองรักษาการณ์ แล้วผู้ก่อการก็พูดด้วยเสียงดุว่า

"เวลานี้เกิดกบฏกลางเมืองขึ้นแล้ว มัวแต่หลับนอนอยู่ได้ เอารถเกราะ รถรบ เอาทหารออกไปช่วยเดี๋ยวนี้"

ฝ่ายผู้บังคับการที่เป็นนายทหารชั้นผู้น้อย เมื่อเผชิญหน้ากับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ซึ่งเคยเป็นอาจารย์มาก่อน ก็หลงเชื่ออย่างสนิทใจ ชั่วอึดใจเดียวเสียงเป่าแตรแจ้งสัญญาณเหตุสำคัญก็ปลุกทหารทั้งกรมตื่นขึ้นมาด้วยความโกลาหล

ช่วงเวลาแห่งความระทึกนี้ นายทหารผู้ก่อการต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ก็แยกย้ายกันไป

พระยาพหลพลพยุหเสนา ใช้กรรไกรตัดเหล็กที่เตรียมมาตัดโซ่กุญแจคลังกระสุนได้สำเร็จ ช่วยกันลำเลียงกระสุนออกมาอย่างรวดเร็ว

พระประศาสน์พิทยายุทธ ตรงไปยังโรงเก็บรถพร้อม ร.อ.หลวงทัศนัยนิยมศึก เร่งระดมให้ทหารสตาร์ตรถถัง รถเกราะ ออกมาโดยเร็ว

ร้อยเอกหลวงรณสิทธิชัย และพรรคพวกพากันขึ้นไปยังโรงทหาร เร่งให้ทหารแต่งเครื่องแบบโดยเร็วด้วยคำสั่งที่ว่า "ทหารไม่ต้องล้างหน้า แต่งเครื่องแบบทันที"

ไม่กี่นาทีต่อมา ทหารม้าก็พร้อมแล้วที่ออกเดินทางไปขึ้นรถบรรทุกทหารภายในกรมทหารปืนใหญ่ที่ได้นัดแนะเอาไว้แล้ว พระยาฤทธิอัคเนย์สั่งให้ทหารปืนใหญ่ขึ้นรถ พระประศาสน์พิทยายุทธ นำขบวนรถถัง รถเกราะ รถขนกระสุนและปืนกลเบาราว 15 คัน ออกมาจากที่ตั้งกรม นำหน้าขบวนรถทั้งหมด มุ่งหน้าตรงไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า สมทบกับทหารหน่วยอื่น ๆ ที่นัดหมายกันไว้

เมื่อขบวนรถบรรทุกทหารแล่นผ่านกองพันทหารช่าง ซึ่งเหล่าทหารกำลังฝึกอยู่บนสนามหน้ากองพัน พระยาทรงสุรเดชก็กวักมือพลางตะโกนเรียกให้ขึ้นรถ ผู้บังคับการทหารช่างเข้าใจว่าได้เวลาที่จะไปฝึกการต่อสู้รถถังตามที่ตกลงกันเมื่อเย็นวาน จึงสั่งทหารช่างขึ้นรถบรรทุกไปด้วย

ปฏิบัติการยึดกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์สำเร็จลงอย่างรวดเร็วตามความคาดหมายภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง มีคำถามมากมายว่า เพราะเหตุใดกองรักษาการณ์กรมทหารม้าจึงไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมยามคลังกระสุนจึงปล่อยให้พระยาพหลพลพยุหเสนา งัดประตูเอากระสุนออกไปได้ ทำไมนายทหารในกรมนี้จึงปล่อยให้นายทหารที่อื่นนำทหารของตัวออกไปได้โดยไม่แสดงปฏิกิริยาอันใดเลย

สำหรับคำตอบของคำถามนี้ พระยาทรงสุรเดชได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ชัดเจนว่า

เป็นเพราะนายทหาร นายสิบ พลทหารเหล่านั้นเห็นด้วยในการปฏิวัติหรือ...เปล่าเลย ทั้งนายทหาร นายสิบ พลทหาร ไม่มีใครรู้เรื่องอะไรเลย ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่มีใครเคยได้เห็นได้รู้ การปฏิวัติทำอย่างไร เพื่ออะไร มีแต่ความงงงวยเต็มไปด้วยความไม่รู้ และข้อนี้เองเป็นเหตุสำคัญแห่งความสำเร็จ ! สำหรับพลทหารทั้งหมดไม่ต้องสงสัยเลย เขาทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาของเขาโดยไม่มีข้อโต้แย้ง เขาถูกฝึกมาเช่นนั้น และหากนายทหารอื่นมาสั่งให้ทำโดยอ้างว่าเป็นคำสั่งของผู้บังคับบัญชา เขาก็ทำเช่นเดียวกัน ทำไมเขาจะไม่ทำ เพราะในชีวิตเป็นทหารของเขา เขายังไม่เคยถูกเช่นนั้น เพราะฉะนั้นเขาจะรู้ไม่ได้เลยว่าเป็นการลวง ในเมื่อเขาโดนเป็นครั้งแรก ...นายทหารทั้งหมดส่วนมากได้เรียนในโรงเรียนนายร้อยในสมัยที่ผู้อำนวยการฝ่ายทหารเป็นอาจารย์ใหญ่ เพราะฉะนั้นจึงมีความเคารพและเกรงในฐานผู้ใหญ่


00000
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง บรรพชนปฏิวัติ2475
-ฌาปณกิจคณะราษฎร์คนสุดท้าย ปลายทางบรรจุอัฐิกับผู้ร่วมก่อการ เผยวีรกรรมตำนานเสรีไทย
-ทายาท 24 มิถุนา(ตอน1) ศุขปรีดา พนมยงค์:เขาพยายามทำลายชื่อเสียงผู้ก่อการ เขามีทั้งกำลังคนกำลังทรัพย์แน่นหนามาก
-ทายาท24มิถุนา(ตอน2)พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา:ไม่มีหรอกที่ราชาธิปไตยจะเอาประชาธิปไตยมาให้
-ทายาทจอมพลป.:พอรัฐประหาร2490ก็หมดแล้วปฏิวัติ2475 และทายาทพระประศาสน์ผู้จับกรมพระนครสวรรค์วันปฏิวัติ