WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 13, 2009

"แม้ว"ชิดซ้าย

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




ว่ากันว่ายุคนี้เป็นหนึ่งในยุคที่วงการสีกากีเมืองไทย ถูกการเมือง บดขยี้มากที่สุดยุคหนึ่ง

เพราะตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมมาตั้งแต่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่ตัดสินใจใช้กำลังเข้าขวางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้มีการประชุม

รวมทั้งวางแผนเข้ายึดกองบัญชาการตำรวจนครบาล

วิเคราะห์กันว่าเวลานั้นพันธมิตรฯ เริ่มหมดหนทางแม้จะยึด ทำเนียบไว้เป็นเดือนๆ แต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน (ในขณะนั้น) ก็ไม่สนใจ

จึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสถานการณ์รุนแรงขึ้น

แต่พันธมิตรฯ ก็มาพลาดภายหลังที่เข้ายึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ จนต้องมาตามแก้ปัญหากันในตอนนี้

แก้เพื่อให้ตัวเองและพวกพ้องพ้นจากข้อกล่าวหา "ก่อการร้าย"!!

แต่ก้างชิ้นโตคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้

รวมไปถึงปัญหาการโยกย้ายตำรวจที่ผ่านมา ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง

จึงต้องเดินเกมใหม่ผ่านทางผู้มีอำนาจสูงกว่าผบ.ตร.!?

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ คือเป้าหมายดังกล่าว

และดูเหมือนผู้นำม็อบบางคนก็สามารถเข้าถึงได้สำเร็จ

เราจึงเห็นยุคที่ย่ำแย่ที่สุดของวงการตำรวจ เมื่อมีผู้มีอำนาจใช้ "อำนาจ" ในมืออย่างเกินเลยและเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจได้

ไม่ว่าจะเป็นการออกมาพูดกดดันต่างๆ นานา แต่พูดไปแล้วก็เหมือนไม่ได้จำ เพราะกลายเป็นการการันตีให้ผบ.ตร.

จนกลายเป็นปัญหาว่าตัวเองไม่สามารถเตะให้พ้นทางไปได้

หรืออยากจะทำแต่ไม่มีข้อหาอะไรให้เล่นงาน

จึงใช้วิธีการพิลึกพิลั่น วางแผนตั้งรักษาการขึ้นมาทำหน้าที่แทน

พอแผนแรกไม่สำเร็จ เพราะผบ.ตร.แก้ลำได้ ก็เล่นมุขใหม่ส่งไปราชการที่ต่างจังหวัด เพื่อตั้งรักษาการขึ้นมาอีกรอบ

แม้จะอ้างเรื่องโน้น เรื่องนี้ แต่การแสดงออกก็ชัดเจนว่าหลังเขี่ยพล.ต.อ.พัชรวาท ออกไป สิ่งแรกที่ทำคือการโยกย้ายตำรวจระดับนายพล

และมาตอนนี้ก็เจาะลงไปถึงระดับ "พ.ต.อ." ด้วย

แต่ทั้ง 2 เป้าหมายถูกขัดขวาง จนต้องทิ้งโผรอให้ "ผบ.ตร." คนใหม่เข้ามาดำเนินการ

หลายคนงงงันกับท่าทีของนายอภิสิทธิ์ ว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนี้!?

เพราะปกติระดับนายกฯ มีสิทธิ์มีเสียงในการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่แล้ว น่าจะคุยกันได้หากต้องการส่ง "เด็ก" เข้า ไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆ

แต่การแสดงออกแบบนี้ เหมือนกับต้องการ "รวบอำนาจ" ในการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งหมดไว้ในมือตัวเอง เพื่อผลบางอย่าง!?

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถือว่าเป็นนายกฯ มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่สุด และใช้อำนาจมากที่สุดคนหนึ่ง

เจอสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ ทำในคราวนี้

แม้วก็แม้วเหอะ ชิดซ้ายไปเลย!?

แต่งตั้ง"วิเชียร"รรท.ผบ.ตร.

ที่มา เดลินิวส์

ระหว่างวันที่12-18ส.ค.โครงสร้างใหม่ส่อเลื่อนรวมทั้งโผ152บิ๊กตำรวจ

“อภิสิทธิ์” ตั้ง “วิเชียร” รักษาการ ผบ.ตร.อีกครั้ง ตั้งแต่ 12-18 ส.ค. แจงไม่ได้แทรกแซงตำรวจ ไม่ได้มีอะไรขัดแย้ง ที่ทำเพื่อให้คดียิงสนธิ เดินหน้าได้ ระบุ “เติ้ง” ส่งคนมาบอกไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่า นายกฯแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ด้าน “สุเทพ” เรียกประชุม ก.ตร. แต่ไม่มีวาระแต่งตั้งโยกย้าย คาดเลื่อนประกาศใช้โครงสร้างใหม่ตำรวจ ส่อเลื่อนโผ 152 นายพลออกไปอีก ขณะเดียวกันให้ ระงับทำโผเล็ก ตั้งแต่ รองผู้บังคับการลงมา คาดอาศัยช่วงที่ ผบ.ตร.เดินทางไปราชการภาคใต้ทำต่อ ด้าน “วิเชียร” แย้ม โครงสร้างใหม่ อาจประกาศใช้ไม่ทันในวันที่ 15 ส.ค. จะขอมติที่ประชุมทำตามกรอบเดิม หรือขยายเวลาออกไป ส่วนการทำโผ ผบ.ตร. หรือ รรท.ผบ.ตร.เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการเท่านั้น ด้าน รองอธิบดี ดีเอสไอ ระบุตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง รถที่ยึดได้จากบ้านแม่ยาย ส.ต.ท.วรวุฒิ มุ่งสันติ ว่าอยู่ในความดูแลของใคร รวมถึงผู้ที่เซ็นรับรถไปใช้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 ส.ค. ที่หน้าบ้านพักภายในซอยสุขุมวิท 31 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตหัวหน้าพรรคชาติไทย วิจารณ์ถึงการที่นายกรัฐมนตรี เข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจว่า เรื่องตำรวจนั้นไม่มี และนายบรรหารได้ให้คนมาบอกตนว่า ที่มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งไปลงเป็นบทสัมภาษณ์พิเศษของนายบรรหารนั้น นายบรรหารบอกว่าไม่เคยให้สัมภาษณ์ เมื่อถามว่ารวมถึงเรื่องที่นายบรรหารบอกว่าไม่อยากให้นายกฯไปยุ่งกับโผโยกย้ายตำรวจด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “นั่นแหละครับ ไม่เห็นมีอะไร และผมก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวอะไรด้วย”

ผู้สื่อข่าวถามว่าภาพที่ออกมาดูเหมือน นายกฯ ลงไปจัดการกับการโยกย้ายตำรวจเอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับเรื่องนี้เลย แต่มีหน้าที่เดียวคือ ให้คดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เดินได้ ส่วนเรื่องตำรวจ มี 2 ประเด็นที่เป็นเชิงนโยบาย ไม่ได้เป็นเรื่องตัวบุคคลคือ 1.การโยกย้ายแต่งตั้ง ซึ่งมีความคาบเกี่ยวกับการจัดโครงสร้างตำรวจใหม่ที่ต้องระมัดระวังในข้อกฎหมาย เพราะที่ผ่านมาตนในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เห็นความไม่รอบคอบในเรื่องกฎหมาย และขัดต่อกฎหมาย จึงต้องถูกยับยั้งไป และ 2.มันมาซ้อนกับการโยกย้ายประจำปีคือ ต้องคิดถึงอนาคตที่เราต้องมีผู้บริหารสูงสุดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ถ้าไปทำอะไรไว้ ผู้บริหารใหม่เข้ามาบริหารงานไม่ได้ งานก็เสียหายเท่านั้น ตนไม่ได้ไปดูเลยว่าตัวบุคคลใครเป็นใคร

ส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรีที่ 188/2552 ลงวันที่ 11 ส.ค. 2552 เรื่องให้ข้าราชการตำรวจรักษาราช การแทน โดยระบุว่า โดยที่สำนักงานตำรวจแห่ง ชาติมีราชการสำคัญเกี่ยวกับการสืบสวนสอบคดี ต่าง ๆ อันสืบเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ การเตรียมความพร้อมในการประชุมสุดยอดอาเซียน โดยทั้งสองกรณีเป็นเรื่องที่อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อความมั่นคงของประเทศ ความสงบและสวัสดิภาพของประชาชน ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างราชอาณาจักรไทยและต่างประเทศ ซึ่งรองนายกรัฐมนตรี (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ได้มีบัญชาให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเดินทางไปกำกับดูแลและติดตามผลการปฏิบัติอย่างใกล้ชิดด้วยตนเอง ระหว่างวันที่ 12-18 ส.ค. 2552

ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติราชการในสำนัก งานตำรวจแห่งชาติเป็นไปด้วยความเรียบร้อยคล่องตัว และมีประสิทธิภาพ ในช่วงเวลาที่ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไม่สามารถกลับมาปฏิบัติราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 72(1) แห่ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ 10 ด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษเป็น รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ โดยให้มีอำนาจหน้าที่ตามความในมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 12-18 ส.ค. 2552

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รรท.ผบ.ตร. กล่าวว่า ได้รับทราบคำสั่งให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. แล้วตามหนังสือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ นร 0405(ลน)/7344 ลงวันที่ 11 ส.ค. 2552 เนื่องจาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ต้องลงไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และที่ จ.ภูเก็ต ซึ่งในภารกิจแรกของ ตนในวันที่ 13 ส.ค. 2552 คือการเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือ ก.ตร. ในเวลา 13.00 น. โดยวาระในการประชุมเพื่อพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามโครงสร้างใหม่ในตำแหน่ง รอง ผบก. ลงไปเพราะตามกำหนดการเดิมจะมีการประกาศราชกิจจานุเบกษาในวันที่ 15 ส.ค. 2552 มีผลในวันที่ 16 ส.ค. 2552 แต่การพิจารณาแต่งตั้งอาจจะไม่ทันตามกรอบระยะเวลาเดิม ก็ต้องดูมติของที่ประชุมว่าจะมีมติในเรื่องนี้อย่างไร จะให้ทำตามกรอบเดิมหรือจะขยายระยะเวลาออกไป ส่วนใครจะเป็นผู้ดำเนินการเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก็ต้องดูว่าในช่วงเวลานั้นใครมีอำนาจในการดำเนินการ ได้ตามกฎหมายก็เป็นผู้ดำเนินการ แต่ถ้าเป็นช่วงที่ตนรักษาการก็จะดำเนินการให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

รรท.ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ในวันที่ 14 ส.ค. ตนก็จะเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงเพื่อเตรียมพร้อมในการดูแลความสงบกรณีจะมีกลุ่มบุคคลจะยื่นถวายฎีกา ซึ่งเราก็ต้องเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องสำคัญซึ่งในระหว่างนั้นจะสั่งการให้แต่ละหน่วยงานเตรียมข้อมูลรายงานมาเสนอในวันที่ 18 ส.ค. 2552 โดยตนจะเรียกประชุมผู้บริหารของสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งแต่ระดับ รอง ผบ.ตร. ลงไปจนถึงระดับกองบังคับการทั่วประเทศ เพื่อให้รายงานผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของแต่ละหน่วยว่าดำเนินการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ เพื่อให้ทุกหน่วยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อความสงบเรียบร้อยความผาสุกของพี่น้องประชาชน เพราะที่ผ่านมา 2 เดือนแล้วที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่มี การประชุมบริหารของหน่วยงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ได้มีหนังสือเชิญประชุม ก.ตร. ครั้งที่ 10/2552 ในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคมนี้ เวลา 13.00 น. ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 ตร. โดยมีวาระสำคัญ ในวาระที่ 3 เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา เรื่องที่ 1 การดำเนินการเกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ขณะที่วาระที่ 4 เรื่องที่เสนอเพื่อทราบ 2 เรื่องได้แก่ รายงานการดำเนินการของ อ.ก.ตร.วินัย ที่ ก.ตร. มอบหมายให้ทำการแทน และรายงานการดำเนินการของ อ.ก.ตร. ร้องทุกข์ที่ ก.ตร. มอบหมายให้ดำเนินการแทน

มีรายงานข่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการประชุม คณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งระดับ รอง ผบก.ลงมา ที่มี ผบ.ตร. เป็นประธาน และรอง ผบ.ตร.จเรตำรวจแห่งชาติ เป็นคณะกรรมการพิจารณาการแต่งตั้งแต่อย่างใด ส่วนหนึ่งยังไม่มีความชัดเจนของผู้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร. ที่มีอำนาจการแต่งตั้ง ทำให้คาดการณ์ว่าในการประชุม ก.ตร.ในวันที่ 13 ส.ค.นี้ จะพิจารณาของมติ ก.ตร. เพื่อขอเลื่อนการประกาศ พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ลงในราชกิจจานุเบกษาออกไปก่อน จากกำหนดเดิมที่ ก.ตร. มีมติให้ประกาศในวันที่ 15 ส.ค. และมีผลในวันที่ 16 ส.ค. จึงเป็นที่จับตากันว่า การแต่งตั้ง 152 นายพล ที่ผ่านมติ ก.ตร.ไปแล้วจะต้องมีการนำมาพิจารณากันใหม่หรือไม่

วันเดียวกัน พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวถึงการยึดรถยนต์เก๋งยี่ห้อเชฟโรเลต ซาฟิร่า สีบรอนซ์เทา ทะเบียน ศว 8051 กรุงเทพมหานคร ได้ที่บ้านแม่ยายของ ส.ต.อ.วรวุฒิ มุ่งสันติ ตำรวจ บช.ปส. ช่วยราชการดีเอสไอ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้ม ทองกุล ซึ่งเป็นทะเบียนปลอม เพราะรถดังกล่าวมีทะเบียนจริงคือ กษ 3737 เชียงใหม่ ซึ่งผู้ครอบครองคือ นายชาญณรงค์ มูเซอ ผู้ต้องหาคดีค้าเฮโรอีน ที่ดีเอสไอจับได้เมื่อวันที่ 20 มี.ค. ที่ผ่านมา พร้อมกับอายัดทรัพย์มูลค่า 117 ล้านบาท และรถยนต์คันดังกล่าวเป็นของกลางในคดีโดยเป็นรถ 1 ใน 5 คัน ที่ยึดได้

อย่างไรก็ตามยอมรับว่าหลังยึดรถแล้ว ดีเอสไอได้ทำเรื่องขอใช้ประโยชน์เพื่อภารกิจราชการมาจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) โดย พล.ต.ท.กฤษณะ ผลอนันต์ เลขาธิการ ป.ป.ส. มีคำสั่งอนุมัติให้ดีเอสไอใช้รถยนต์ทั้ง 5 คัน เพื่อภารกิจในราชการได้ตั้งแต่เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยเป็นไปตามอำนาจ ป.ป.ส. ซึ่งหนังสือดังกล่าวอยู่ระหว่างขั้นตอนดำเนินการนำหลักฐานธุรกรรมรถยนต์ของกลาง เข้าระบบใหม่ในการควบคุมของกลางของดีเอสไอ ดังนั้นมีความเป็นไปได้ที่ ส.ต.อ.วรวุฒิ อาจจะนำรถไปใช้ เนื่องจากรถยนต์คันดังกล่าวยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นของหลวง แต่ได้รับอนุมัติจาก ป.ป.ส. ให้นำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง

พ.ต.อ.ณรัชต์ กล่าวอีกว่า ดีเอสไอ พร้อมให้ความร่วมมือทางด้านข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกอย่าง โดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ นายชาติชาย โทสินสันติ ข้าราชการระดับ 8 ที่โยกย้ายมาจาก ป.ป.ส. และเป็นผู้ที่มีความรู้เรื่องดังกล่าว เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่ผ่านมา โดยเชื่อว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ว่า รถยนต์คันดังกล่าวหลุดรอดนำไปใช้ได้อย่างไร และผิดระเบียบหรือไม่ โดยกรรมการจะเป็นผู้ชี้ข้อเท็จจริงทั้งหมดว่าใครเป็นผู้เซ็นรับรถ และรถคันดังกล่าวอยู่ในการดูแลของผู้ใด.

นายกฯเคลียร์ประวิตรโผย้าย ตร.ส่อเค้าป่วน

ที่มา เดลินิวส์

"สุเทพ"ออกหน้าแทนนายกฯรับเป็นคนสั่ง ผบ.ตร.ลงไป 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อเร่งสางคดีสำคัญที่ค้างอยู่หลายคดีและดูแลความพร้อมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ยัน ตั้ง “วิเชียร” รักษาการแทนได้ขณะ ผบ.ตร. ไปปฏิบัติหน้าที่ ตจว.นาน 7-8 วัน ฉุนสื่อซักขอให้หยุดอย่าไปเชื่อข่าวลือ ขณะที่ “อภิสิทธิ์” ย้ำทำถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ส่งกระเช้าดอกไม้เบิร์ธเดย์เคลียร์ใจ “ประวิตร” พร้อมกับนั่งถกกันสองคนพักใหญ่ก่อนประชุม ครม. แล้ว รมว. กลาโหม ลุกออกจากห้องประชุมไม่กลับมาอีกเลย แต่นายกฯ ปัด ไม่ได้คุยเรื่องปัญหา “บิ๊กป๊อด” แค่อวยพรวันเกิด ส่วนโผโยกย้ายตำรวจส่อเค้า วุ่น อาจเลื่อนประกาศโครงสร้างใหม่ สตช.ในราชกิจจาฯ ออกไปอีก รองนายกฯ ชี้ รอถก ก.ตร. ว่าหากเลื่อนจะผิดกฎหมายหรือไม่ เพื่อไทย จะตั้งกระทู้สดถามนายกฯ ว่าขัดกับ ผบ.ตร. เรื่องการทำโผโยกย้ายเพราะสองฝ่ายเห็นไม่ตรงกันใช่หรือไม่ ด้านคดียิง “สนธิ” ชุดสืบสวนยึดรถเก๋งเชฟโรเลตซาฟิร่าจากบ้านแม่ยายผู้หมู่วรวุฒิ เป็นรถของกลางคดียาเสพติดที่ดีเอสไอจับกุมได้ “อัศวิน” ให้ผู้ต้องหารีบเข้ามอบตัวโดยเร็ว เพราะ หมากระเป๋าที่ฝากแม่ยายเลี้ยงคิดถึงมาก

ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้ ผบ.ตร. ลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจาก ผบ.ตร.เพิ่ง ลาพักร้อนไปต่างประเทศ แต่เดินทางกลับมาก่อนกำหนด ว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 11 ส.ค. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจว่า ขณะนี้ตนได้นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในตอนบ่ายวันที่ 13 ส.ค.นี้ เพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้งร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อถามถึงข้อเท็จจริงในการให้ ผบ.ตร. ไปปฏิบัติงานในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนมีคำสั่งให้ ผบ.ตร. ไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ เพราะมีคดีสำคัญ ๆ หลายคดีที่ตนต้องการเร่งรัดสะสาง และมีเรื่องของการเตรียมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนจึงขอให้ผบ.ตร.ลงพื้นที่เพื่อเตรียมการเรื่องนี้ด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม มีความไม่พอใจที่น้องชายถูกส่งลงพื้นที่ 3 จังหวัดหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า สื่อคิดไปเอง อย่าไปคิดอะไรให้มันมากเกินเหตุ อย่าไปตั้งข้อสงสัยที่ทำให้เกิดปัญหา มันมีงานที่จะต้องทำก็ต้องไปทำเท่านั้น เมื่อถามว่า ได้ชี้แจงกับ พล.อ.ประวิตร หรือไม่ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนชี้แจงกับผู้สื่อข่าว พล.อ.ประวิตร ไม่ได้สงสัยตน แต่ผู้สื่อข่าวสงสัย ตนจึงต้องชี้แจง

ต่อข้อถามว่าเวลานี้ ผบ.ตร. ปฏิบัติหน้าที่ อยู่ภายในประเทศ เหตุใดจึงตั้งรักษาการ ผบ.ตร. มาทำหน้าที่ นายสุเทพ กล่าวว่า เวลาเขาไม่อยู่ก็ต้องมีการตั้งรักษาการ ผบ.ตร.ขึ้นมาทำหน้าที่ และเวลาเขาไปต่างจังหวัดก็ต้องมีการตั้งรักษาการ ขึ้นมาทำหน้าที่ทุกครั้ง ถือเป็นเรื่องปกติ ตนไม่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ตนขอให้ ผบ.ตร. ลงไปสะสางงานที่ภาคใต้ให้ตน และเข้าใจว่าต้องไป 7-8 วัน อย่างนี้ต้องมีคนปฏิบัติราชการแทนที่กรุงเทพฯ เป็นเรื่องปกติไม่มีอะไรพิเศษมากกว่านั้น ตนจะลงไปพื้นที่ด้วยในวันที่ 13 ส.ค. นี้ แต่จะเดินทางแบบไป-กลับ ไม่ได้อยู่ยาว ส่วนข้อถามว่า เรื่องนี้จะบานปลายไปถึง พล.อ.ประวิตร พี่ชายของ ผบ.ตร.หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า อย่าไปเชื่อข่าวลือ ไม่มีอะไรบานปลายทั้งสิ้น เมื่อถามว่าส่วนตัวได้ให้คำปรึกษากับนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหรือไม่ เพราะประชาชนสงสัยว่ารัฐบาลใช้กฎหมายฉบับใดบริหารราชการแผ่นดิน นายสุเทพ กล่าวว่า ก็ใช้กฎหมายฉบับปกติที่บริหารกันมาทุกรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากได้พูดคุยกับ พล.อ.ประวิตร แล้ว รมว.กลาโหม ยังติดใจเรื่องน้องชายอยู่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่มี ตนเพิ่งเจอกันเมื่อสองวันนี้เอง ไม่เห็น รมว.กลาโหม เคยบ่นอะไรตั้งแต่ทำงานด้วยกันมา 7-8 เดือน ยืนยันว่าไม่มีกรณีที่ รมว.กลาโหม จะไขก๊อกลาออกแน่นอน ทุกคนอยู่ช่วยกันทำงานให้ชาติบ้านเมือง ไม่มีปัญหาอะไร

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนได้ส่งกระเช้าอวยพรวันเกิด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว. กลาโหม พี่ชาย ผบ.ตร. ไปแล้ว เมื่อถามถึงปัญหาคาใจกรณีของ ผบ.ตร. พล.อ.ประวิตร เข้าใจหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร ก็นั่งคุยกันตามปกติ และก่อนการประชุม ครม. ตนเพียงอวยพรวันเกิด พล.อ.ประวิตร อย่างเดียว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งให้ ผบ.ตร. ไปภาคใต้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนไม่ได้สั่งอะไร ตนได้รับรายงานว่า ผบ.ตร.จะไปปฏิบัติภารกิจที่ภาคใต้ แต่ตนยังไม่ทราบว่าลงไปปฏิบัติภารกิจใด เข้าใจว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รายงานขึ้นมา ต่อคำถามว่า เหตุใดจึงต้องตั้งรักษาการผบ.ตร.ทำหน้าที่แทน ทั้งที่ ผบ.ตร.ปฏิบัติราชการ ภายในประเทศ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังไม่ ได้เห็นเรื่อง โดยนายสุเทพ จะเป็นคนรายงาน มาเป็นทางการอีกครั้ง ทั้งนี้นายสุเทพ บอกว่า เป็นการปฏิบัติกันทั่วไปว่า ถ้าไปปฏิบัติภารกิจแล้วไม่สามารถที่จะปฏิบัติราชการได้ก็ทำกันอยู่

ผู้สื่อข่าวถามว่ารัฐบาลใช้ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินฉบับใด เพราะตอนนี้สังคม ข้าราชการงงกันไปหมด นายอภิสิทธิ์ กล่าวสวนทันทีว่า ใช้ตามกฎหมายทุกฉบับ ยืนยันว่าทุกอย่าง เป็นไปตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อถามอีกว่า ดูเหมือนปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้เป็นเพราะนายกรัฐมนตรีไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรให้เด็ดขาดจึงโยนเรื่องกันไปมา นายอภิสิทธิ์ กล่าว ว่า ไม่มีใครโยนอะไร ตอนนี้ทุกอย่างเรียบร้อยดี โดยช่วงนี้จะเห็นว่าคดีลอบสังหารนายสนธิ ลิ้มทองกุล มีความคืบหน้าและมีการออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องเพิ่ม

ต่อข้อถามว่าการจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก. ลงไปควรต้องให้ผบ.ตร.คนใหม่ทำหน้าที่นี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก.ตร.จะเป็นผู้วินิจฉัยเรื่องนี้ ตามขั้นตอน เราจะต้องประกาศโครงสร้าง สตช.ใหม่ในราชกิจจานุเบกษา จากนั้นจึงจะสามารถนำเอารายชื่อระดับนายพลขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายและเมื่อมีการโปรดเกล้าฯ จึงจะสามารถออกคำสั่งในระดับ รองลงมาได้ ไม่สามารถที่จะปรับเป็นอย่างอื่นได้ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทางตำรวจก็ไม่ต้องการให้เกิดสุญญากาศ จึงต้อง เตรียมทุกอย่างให้พร้อม จากนั้นจะเป็นคนเสนอมาว่าจะสามารถประกาศได้เมื่อใด เท่าที่ตนทราบในการโยกย้ายนายตำรวจระดับรองลงมาที่มีการประชุมใน ก.ตร.ครั้งที่แล้ว พบว่ามีจำนวนมากที่คุณสมบัติยังไม่ตรงตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องขอยกเว้นจาก ก.ตร.และต้องเป็นการขอยกเว้นเฉพาะรายด้วย ดังนั้นต้องมีการประชุม ก.ตร.อีกครั้ง เพื่อที่จะมีบัญชีของคนที่จะมาขอยกเว้นคุณ สมบัติ กรอบเวลาจะเกี่ยวพันกันหมด โดยตนมอบหมายให้ ก.ตร.เป็นผู้บริหารจัดการว่าต้องการ จะทำอย่างไร

เมื่อถามว่าแสดงว่าตอนนี้ความพร้อมจัดทำโครงสร้างใหม่ สตช. ในราชกิจจาฯ อาจไม่ทันในวันที่ 16 ส.ค. นี้ ใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นายสุเทพ กำลังจะไปสรุปและปรึกษากับ ก.ตร.อีกครั้งว่าจะทำทันหรือไม่ เพราะมี ประเด็นเรื่องคุณสมบัติเข้ามาด้วย ทั้งหมด ก.ตร. จะเป็นคนตัดสิน ต่อข้อถามว่า เรื่องราวทั้งหมดเป็นเพราะไม่ต้องการให้ ผบ.ตร. ยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย ทั้งนี้ ตนขอเท้าความว่าเรื่องทั้งหมดเกิดขึ้น เพราะมีการพูดถึงว่ามีปัญหาอุปสรรคในเรื่องของคดีของนายสนธิ ซึ่งอาจจะไม่ใช่ตัว ผบ.ตร. แต่อาจเป็นคนแวดล้อมก็ได้ โดยตนหารือกับ ผบ.ตร. แล้ว ผบ.ตร. เป็นผู้เสนอทางออกเอง แต่ตอนหลังที่มาวิพากษ์วิจารณ์กันเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งนั้น ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาก่อนเลย

มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งมาด้วยว่า ก่อนเริ่มการประชุมครม. พล.อ.ประวิตร รมว.กลาโหม พี่ชาย ผบ.ตร. ได้เดินทางเข้าไป ในห้องประชุมครม. และทันทีที่ พล.อ.ประวิตร นั่งเก้าอี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลุกจากที่นั่งของตัวเองไปนั่งพูดคุยกับ พล.อ. ประวิตร เพียง 2 คน นาน 15 นาที ก่อนที่จะเริ่มการประชุม ครม. หลังจากนั้น พล.อ.ประวิตร ได้ลุกเดินออกจากห้องประชุม ครม.ไป และไม่ ได้กลับมาเข้าร่วมประชุม ครม.อีก

ที่พรรคเพื่อไทย นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี รองโฆษกพรรค กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่าง นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี กับ ผบ.ตร. ว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ว่าเล่นการเมืองมากไปหรือไม่ ตนได้รับการบอกเล่าจากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่นายหนึ่งว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากโผโยกย้ายที่ไม่ลงตัวระหว่างคน 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นของ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ส่วนอีกฝ่ายเป็นของนายกฯ จึงเป็นที่มาของการบีบ ผบ.ตร. ให้พ้นตำแหน่ง จริงไม่จริงไม่รู้ ต้องไปถาม นายศิริโชค โสภา ส.ส. สงขลา พรรค ประชาธิปัตย์ คนสนิทนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้การเปิดประชุมสภาในวันที่ 13 ส.ค.นี้ ตนจะตั้งกระทู้ถามสด นายอภิสิทธิ์ ถึงประเด็นดังกล่าว เพราะไม่อยากให้ระบบราชการอยู่ใกล้การเมืองมากเกินไป วันนี้นายสุเทพและผบ.ตร. จะเอาอย่าง แต่นายอภิสิทธิ์จะเอาอีกอย่าง ถามว่า แล้วประเทศจะเดินไปได้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ ต้องออกมาชี้แจงต่อสาธารณะให้ชัดเจน

ก่อนหน้านั้น ตอนเช้าวันเดียวกัน ที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ผบ.ตร. เดินทางมาที่สำนักงาน ผบ.ตร. ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเอง แต่ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เรื่องที่ได้รับคำสั่งให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเรื่องการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดย ผบ.ตร. กล่าวเพียงสั้น ๆ ว่า เพิ่งกลับจากไปทำบุญกับ พล.อ.ประวิตร พี่ชาย ที่วัดพระศรีมหาธาตุ

เวลาไล่เลี่ยกัน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา สบ10 ได้เข้าพบ ผบ.ตร. ที่สำนักงาน ผบ.ตร. เป็นเวลา 20 นาที จากนั้น พล.ต.อ. วิเชียร เปิดเผยว่า ผบ.ตร. เรียกตนเข้าไปพบเพื่อพูดคุยกันเรื่ององค์กร โดย ผบ.ตร. ฝากตนไว้ว่า หากนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้ตนรักษาราชการแทน ให้ดูแลการชุมนุมของกลุ่ม เสื้อแดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 17 ส.ค. นี้ อย่าให้เกิดความวุ่นวาย เมื่อถามว่า เรื่องการจัดทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ ระดับ รองผบก. ลงไปมีใครเป็นผู้รับผิดชอบ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า คนที่เป็นผบ.ตร. ก็ต้องรับผิดชอบ ต่อข้อถามว่า นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รักษาราชการแทน ถึง 2 ครั้ง คิดว่าจะได้ เป็น ผบ.ตร. หรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องแล้วแต่การพิจารณาของผู้บังคับบัญชา และอยู่ที่การ ทำงาน ขอให้ดูเอาเองแล้วกัน

ขณะเดียวกัน มีกลุ่มนักเรียนเตรียมทหาร รุ่น 9 ทั้ง 4 เหล่าทัพ นำโดย พล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้ว เสนาธิการทหารบก พร้อมเพื่อนร่วมรุ่น ตท. 9 กว่า 30 คน พากันนำแจกันดอกไม้เข้ามอบให้กับ ผบ.ตร. เพื่อเป็นกำลังใจในการทำงานในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ ขณะที่ ผบ.ตร. รับมอบแจกันดอกไม้ด้วยความปลาบปลื้มและมีสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมทั้งเชิญเพื่อนร่วมรุ่นรับประทานอาหารเช้าพร้อมกันภายในห้องประชุมสำนักงาน ผบ.ตร.

พล.อ.สุรพันธ์ เปิดเผยว่า ที่เดินทางมาครั้งนี้เพื่อให้กำลังใจ ผบ.ตร. ในการทำงานรักษา ความเป็นผู้นำขององค์กร โดยตำแหน่ง ผบ.ตร. เป็นอันดับหนึ่งของตำรวจ รับผิดชอบภารกิจมากมาย ดูแลภาวะบ้านเมืองให้รอด พ้นจากวิกฤติ พวกเรามั่นใจในภาวะผู้นำของ ผบ.ตร. ตั้งแต่เรียนเตรียมทหารมาด้วยกัน ว่าจะสามารถฝ่าฟันเหตุการณ์ช่วงนี้ไปได้

จากนั้น เมื่อเวลา 15.00 น. วันเดียวกันนี้ ผบ.ตร. ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่ สตช. ถึงกรณีลงไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ว่า หลังวันที่ 12 ส.ค.นี้ ตนจะลงไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อถามว่าเต็มใจไปเองหรือถูกการเมืองบังคับให้ไป ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนตั้งใจจะลงไปภาคใต้อยู่แล้ว จะไปตรวจและประเมินผลการปฏิบัติราชการทั้งการรักษาความปลอดภัยการประชุมผู้นำอาเซียนที่ผ่านมาแล้วด้วย เป็นความตั้งใจของตนเอง ส่วนข้อถามว่า ใครจะเป็นผู้ทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ รองผบก.ลงไป ผบ.ตร. กล่าวว่า เป็นไปตามกฎหมาย

รายงานข่าวแจ้งว่า ผบ.ตร. จะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดภาคใต้ ในเวลา 09.40 น. วันที่ 13 ส.ค.นี้ ด้วยสายการบินไทย เที่ยวบิน TG 233

ส่วนการทำบัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.ไปจนถึงชั้นประทวนนั้น มีรายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ตร.ได้โทรศัพท์แจ้งกับ ก.ตร. ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.ตร. ได้มอบหมายให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายก รัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ประชุมแทนในฐานะประธาน ก.ตร. ในเวลา 13.00 น. วันที่ 13 ส.ค. นี้ โดยไม่แจ้งวาระการประชุมล่วงหน้า แต่จะส่งหนังสือให้ภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการนำบัญชีรายชื่อนายตำรวจที่จะได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้เข้าประชุมพิจารณา คาดว่าการประชุม ก.ตร. ในวันที่ 13 ส.ค.นี้ เป็นการหารือเพื่อขอมติเรื่อง การเลื่อนการประกาศโครงสร้างตำรวจใหม่ในพระราชกิจจานุเบกษา จากวันที่ 15 ส.ค. ไปก่อนว่า จะผิดกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากหากประกาศพระราชกิจจาฯโครงสร้างตำรวจใหม่ไปแล้วจะมีผลบังคับใช้ทันที บัญชีรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายนายพลตำรวจ 152 ตำแหน่ง ที่ผ่าน ก.ตร. แล้วพร้อมทำงานได้ ขณะที่ บัญชีแต่งตั้งระดับ รองผบก.ลงไป ยังไม่เสร็จสิ้น ทำให้ไม่มีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน หากตำรวจรายใดปฏิบัติ หน้าที่จะไม่มีกฎหมายรองรับ

ส่วนความคืบหน้าคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า เมื่อตอนเที่ยงวันเดียวกันนี้ พ.ต.อ.ขจรศักดิ์ ปานสาคร รอง ผบก.น.5 พ.ต.ต.วีระพล หอมจันทร์ สว.สส. สน.บางเขน พร้อมกำลังจำนวนหนึ่งเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 72/264 ซอยลาดปลาเค้า 72 แยก 12 ซอย 6 ถนนลาดปลาเค้า แขวงอนุสาวรีย์ เขต บางเขน พร้อมยึดรถเก๋งยี่ห้อ เชฟโรเลต ซาฟิร่า สีบรอนซ์เทา หมายเลขทะเบียน ศว 8051 กรุงเทพมหานคร ของ ส.ต.อ.วรวุฒิ มุ่งสันติ ผู้ต้องหาในคดีลอบยิงนายสนธิ โดยบ้านหลังนี้เป็นของ นางสมส่วน ศิริเจริญยิ่ง อายุ 48 ปี แม่ยายของ ส.ต.อ.วรวุฒิ ที่ตอนนี้ บช.ปส. อายัดบ้านไว้ตรวจสอบเกี่ยวกับคดียาเสพติด นางสมส่วน เปิดเผยว่า รถคันดังกล่าว ส.ต.อ.วรวุฒิ ลูกเขย ใช้มานานแล้ว แต่หลังจากถูกออกหมายจับได้เอารถมาฝากไว้ ที่บ้านก่อนจะเอาสุนัขกระเป๋า มาฝากไว้อีกตัว แล้วพา นางอุบล กองกุหลาบ ภรรยาของ ส.ต.อ.วรวุฒิ ออกจากบ้านหายตัวไปเป็นเดือนแล้ว

พ.ต.อ.ขจรศักดิ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบที่บ้านหลังนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ไม่พบรถ เนื่องจาก น้องสาวของ นางอุบล ภรรยาของ ส.ต.อ.วรวุฒิ นำรถออกไปใช้ วันนี้ตำรวจจึงเข้าตรวจยึดมาไว้ที่ สน.บางเขน แล้ววันที่ 13 ส.ค.จะส่งให้กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) ตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากยังไม่รู้ว่ารถคันนี้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ลอบยิง นายสนธิ หรือไม่ พร้อมทั้งนำนางสมส่วน ไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกด้วย สำหรับ รถคันดังกล่าวเป็นรถของกลางในคดียาเสพติดที่ ดีเอสไอ ยึดมาจากผู้ต้องหา แล้ว ส.ต.อ.วรวุฒิ นำมาใช้ก่อนจะถูกออกหมายจับ โดยมีพยานพบเห็นว่า ส.ต.อ.วรวุฒิ ขับรถคันนี้ เข้าไปจอดไว้ในโรงแรมม่านรูดแห่งหนึ่งใน จ.นนทบุรี ด้วย

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีตำรวจยึดรถเก๋งเชฟโรเลต ซาฟิร่า รถของกลางของดีเอสไอ จากบ้านแม่ยายของ ส.ต.อ.วรวุฒิ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ารถที่ตำรวจยึดไปเป็นรถที่ใช้ก่อเหตุหรือไม่ ส่วนกรณีที่ ส.ต.อ.วรวุฒิ นำรถของกลางไปใช้นั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) จะอนุมัติให้หน่วยราชการนำรถยนต์ของกลางไปใช้ได้ แต่การนำรถของกลางไปใช้ในภารกิจส่วนตัวต้องสอบถามไปยัง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ว่า อนุมัติได้อย่างไร

ขณะที่ พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ รองอธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบที่มาของรถที่ตำรวจยึดจากบ้านแม่ยายของ ส.ต.อ.วรวุฒิ แล้ว พบว่า เป็นรถของกลางในคดียาเสพติดรายใหญ่ที่ดีเอสไอจับกุมและยึดเงินสดได้กว่า 10 ล้านบาท ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า สำนักคดีใดทำเรื่องไปขอยืมใช้รถของกลางคันดังกล่าวจากสำนักงาน ป.ป.ส. และผู้บัญชาการสำนัก คดีใดเป็นผู้อนุมัติให้ ส.ต.อ.วรวุฒิ นำรถของกลางคันดังกล่าวไปใช้ และใช้ในภารกิจใด

พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. กล่าวภายหลังเรียกประชุมชุดสืบสวนคดียิงนายสนธิ ว่า รถยนต์เชฟโรเลต ซาฟิร่า สีบรอนซ์เทา ติดป้ายทะเทียน ศว 8051 กรุงเทพมหานคร จากการตรวจสอบพบว่าเป็นทะเบียนปลอม หมาย เลขทะเบียนจริงคือ กษ 3737 เชียงใหม่ ผู้ครอบครองชื่อ นายชาญณรงค์ มูเซอ ผู้ต้องหาคดีค้าเฮโรอีนที่ดีเอสไอจับกุมได้เมื่อ 20 มี.ค.ที่ผ่านมา พร้อมของกลางเฮโรอีน 780 กรัม ถูกอายัดทรัพย์มูลค่า 117 ล้านบาท หลังจากหน่วยปราบปรามยาเสพติดดีอีเอของสหรัฐอเมริกาประสานมายังดีเอสไอ เนื่องจาก นายชาญณรงค์ เคยถูกดีอีเอจับกุมดำเนินคดีที่สหรัฐจนพ้นโทษกลับมาประเทศไทยแล้วยังคงค้าเฮโรอีนส่งออกไปยังสหรัฐอีก ซึ่งหลังจากเราตรวจสอบรถแล้วยังไม่พบว่าเกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาคนอื่น ๆ

พล.ต.ท.อัศวิน กล่าวด้วยว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่าคดีนี้นอกจากมีตำรวจ ทหารแล้ว ยังมีพลเรือนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ แต่ยืนยันว่ายังทำคดีอย่างต่อเนื่องไม่หยุด และคดีมีความคืบหน้าไปมาก สำหรับ ส.ต.อ.วรวุฒิ ผู้ต้องหา ที่หนีไปกับภรรยาไม่ได้เอาหมากระเป๋าที่เลี้ยงไว้ไปด้วย ตอนนี้หมากระเป๋าที่ฝากให้แม่ยายเลี้ยงมันคิดถึงเจ้าของมาก ถ้าคิดถึงหมาก็ขอให้มามอบตัวสู้กับความจริง ตนรับรองว่าจะได้รับความเป็นธรรมแน่นอน.

เหตุแห่งเหตุ

ที่มา ไทยรัฐ

โดย สายล่อฟ้า

เมื่อเดินหน้าแล้วก็ต้องคลุกวงในกันต่อไป...ครับกำลังพูดถึงนายกฯกับปัญหาในวงการตำรวจที่บานปลายกลายเป็นประเด็น การเมืองไปแล้ว หลังจากที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ได้เดินทางกลับจากจีนก่อนกำหนด

อะไรที่วางแผนล่วงหน้าไว้ ตกลงกันไว้ก็ต้องเปลี่ยนแปลงกันใหม่ มีการจับตากันว่านายกฯจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป

ที่สุดดูเหมือนจะมีการตกลงกันว่า พล.ต.อ.พัชรวาทต้องเดินทางลงไปปฏิบัติภารกิจที่ภาคใต้ระหว่างวันที่ 13-18 ส.ค. และมีการแต่งตั้ง พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เข้ามาทำหน้าที่รักษาการ ผบ.ตร.แทนอีกครั้ง เพื่อปฏิบัติภารกิจให้เรียบร้อยตามแนวทางของนายกฯ

เอาเข้าจริงก็คือเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

พูดง่ายๆว่านายกฯดูจะไม่เชื่อใจและไม่ต้องการให้ ผบ.ตร.เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการจัด "โผ" โยกย้ายแต่งตั้งทั้งหมด แม้จะยอมให้ ผ่าน 152 ตำแหน่ง ไปได้อย่างสะดวกนั่นเพราะคงเห็นว่าไม่ต้องการให้มีปัญหาและไม่มีตำแหน่งสำคัญที่จะส่งผลมากนัก

แต่โผต่อไปการแต่งตั้งระดับรองผู้บังคับการฯลงไปตามโครงสร้างใหม่นั้นจะไม่ให้เข้ามายุ่ง แต่จะให้ พล.ต.อ.วิเชียรดูแลแทนและจะมีโผย้ายใหญ่อีกชุดก็จะให้ ผบ.ตร.คนใหม่เข้ามาดูแลรับผิดชอบ

ว่ากันว่าหากยังมีปัญหาหรือเข้ามายุ่งอาจจะเลื่อนการประกาศใช้โครงสร้างใหม่ออกไปอีกเพื่อให้ พล.ต.อ.พัชรวาทพ้นจากตำแหน่งไปก่อน หรืออย่างน้อยก็ให้ถึงวันที่ 30 ส.ค. ซึ่ง ผบ.ตร.จะไม่มีอำนาจเข้ามายุ่งเกี่ยว

ขณะเดียวกัน มีข่าวว่าการโยกย้ายแต่งตั้งตำรวจต่อไปจะให้ ผู้บัญชาการแต่ละภาคดำเนินการในส่วนที่รับผิดชอบเพื่อเป็นการกระจายอำนาจและผู้บัญชาการแต่ละภาคสามารถเลือกบุคคลที่เหมาะสมและมีความสามารถรวมถึงการทำงานที่สอดคล้องกับผู้บังคับบัญชาได้

ไม่ใช่รวบอำนาจอยู่ในมือ ผบ.ตร.เพียงคนเดียว

อย่างไรก็ดี การที่นายกฯตัดสินใจเข้าไปลุยตำรวจด้วยตนเอง แม้จะมีผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งในประชาธิปัตย์และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคได้ออกมาเตือนว่าอย่าเข้าไปยุ่ง อย่างคำโบราณที่บอกว่า อย่าไปเล่นกันเดี๋ยวไฟมันจะไหม้มือเอา

แต่ดูเหมือนว่านายกฯจะมั่นใจและเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ ข้อสำคัญก็คือ ไม่สามารถทนดูสภาพที่เกิดขึ้นในวงการตำรวจ เพราะตามรูปการณ์การเร่งรีบโยกย้ายแต่งตั้งนั้นจะมีความพยายามรวบอำนาจเอาไว้ทั้งหมด

พยายามที่จะดำเนินการให้ทุกอย่างรวบรัดทุกอย่างให้เสร็จก่อนที่จะหมดอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งมิใช่เฉพาะเพื่อรับกับโครงสร้างใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงโผใหญ่อีกชุดหนึ่ง โดยไม่ให้ ผบ.ตร.คนใหม่เข้ามายุ่งเกี่ยว

นี่คือจุดหนึ่งที่นายกฯดูจะไม่พอใจมาก

เพราะเห็นว่าเป็นการรวบรัดตอน ซึ่งจะทำให้การแต่งตั้งไม่เป็นธรรม มีการเล่นพวกเล่นพ้อง และคงมั่นใจลึกๆว่าน่าจะหวังผลทางการเมืองด้วยการวางตัวบุคคลเอาไว้เป็นฐาน เนื่องจากตำรวจนั้นเป็นกลไกสำคัญของฝ่ายการเมืองในการเสริมอำนาจ

ตำรวจไทยนั้นทำได้ทุกอย่าง เว้นแต่ภารกิจของตัวเองเท่านั้น

หรือแม้แต่ข่าวที่ออกมาว่ามีการ "รับเงิน" เพื่อให้เข้าสู่ตำแหน่งตามที่ปรารถนาได้ ซึ่งเรื่องนี้แม้จะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ดูเหมือน ว่านายกฯจะเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง จึงต้องเสี่ยงเข้าไปล้วงลูกเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น แม้จะรู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะ พล.ต.อ.พัชรวาท
ไม่ใช่ธรรมดา อย่างน้อยก็มีพี่ชาย กองทัพ และพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคเป็นแบ็กอัพให้ก็ตาม

เหตุแห่งเหตุมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ...แม้จะขัดใจผู้จัดการรัฐบาลก็ตาม.

ก้าวย่าง ผบ.ตร.ก้าวย่างการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

คำสั่งนายกรัฐมนตรี ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ไปปฏิบัติราชการใน สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้วิกฤติบ้านเมืองอึมครึมขึ้นมาทันทีทันใด

จนถึงวันนี้ความคลุมเครือในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ถูกล้วงลูกจากฝ่ายการเมือง ทำให้เกิดความระส่ำระสายไปหมด ยังตอบคำถามถึงคำสั่งรักษาการ ผบ.ตร.ที่ตั้ง พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ข้ามหัวคนอื่นขึ้นมาก็ยังไม่ได้ และตำแหน่งรักษาการของ พล.ต.อ.วิเชียรจะถูลู่ถูกังไปอย่างไร เมื่อ ผบ.ตร.ตัวจริงเสียงจริงก็ยังคาเก้าอี้อยู่ทนโท่

ไม่ได้ลาไม่ได้ขาด

สุดท้ายคำสั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไปปฏิบัติราชการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีความโปร่งใส แค่ไหน มีเหตุผลเพียงพอหรือไม่

หรือก็แค่ข้ออ้างเพื่อสนองการโยกย้าย

ความจริงเรื่องนี้ไม่ต้องฟังคำตอบจากใครทั้งนั้น เพราะการกระทำที่มาจากฝ่ายการเมืองก็เพียงเพื่อให้ พล.ต.อ.พัชรวาท พ้นจากเก้าอี้ก่อนกำหนด และที่ต้องกาดอกจันเอาไว้หลายตลบก็คือ กรณี 3 ป.

ดังนั้น ก้าวย่างของ พล.ต.อ.พัชรวาทต่อไปนี้ จึงเป็นก้าวย่างทางการเมือง เมื่อ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็นคนนามสกุลเดียวกับ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม ที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่ได้รับการหนุนเนื่องจากพรรคภูมิใจไทย

ไม่แปลกที่จะมีข่าวตามมาเป็นระลอกถึงเก้าอี้ ผบ.ทบ.หรือแม้แต่กระทั่งตำแหน่ง รมว.กลาโหม หรือถึงขนาดมีพรรคร่วมรัฐบาลประกาศถอนตัว มาถึงจุดนี้ การเมือง เข้าขั้นโคม่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นคลื่นใต้น้ำ กัดเซาะความมั่นคงรัฐบาลให้สั่นคลอน

รัฐบาลอายุไม่ยาว

ก็ไม่วายที่จะมีนักวิเคราะห์จากอีกมุมมอง อาการเจียนอยู่ เจียนไปของรัฐบาลขณะนี้ เป็นเกมการเมืองชั้นสูง ที่จะเบี่ยงเบนประเด็นเผือกร้อน ผ่อนหนักเป็นเบา ช่วยกระเตงรัฐบาลกันไปเรื่อยๆ

ตื๊ออยู่จนครบเทอมจนได้

ใครจะเดาผิดเดาถูก ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับ ความเสียหายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ว่าจะลับ ลวง พราง หรือเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นมาจริงๆ

ก็ไม่สามารถที่จะแก้วิกฤติประเทศในเวลานี้ได้ ผมอยากจะให้จับตาสถานการณ์การเมืองให้ดี เพราะกับดักที่ล็อกเอาไว้ทุกฝ่าย ทุกสี จะทำให้การเมืองถึงทางตัน ต้องแก้ด้วยการนิรโทษกรรม มีรัฐบาลแห่งชาติเข้ามาสะสางปัญหาทั้งระบบ แก้รัฐธรรมนูญแล้วเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด

ล้างไพ่กันใหม่ทั้งสำรับ

โทษโฆษกอ่อนเชิง?

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25952

"เราไม่อยากแพ้"

ในจังหวะทีเล่นแต่เอาจริง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดลอยลมเป็นนัย รับมุกข่าวปรับเปลี่ยนตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุที่นายปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกรัฐบาล อ่อนเชิงตอบโต้ทางการเมือง

เสียยี่ห้อประชาธิปัตย์

และก็เป็นอะไรที่แค่กั๊กหยั่งเชิงกันพอเป็นพิธี แต่จริงๆวางคิวกันไว้แล้วกับชื่อของ "หล่อเล็ก" นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม. ให้เข้ามาทำหน้าที่กระบอกเสียงรัฐบาล เติมเต็มทีมงานของนายกฯอภิสิทธิ์ "หล่อใหญ่"

เน้นขาย "หล่อ" เข้าว่า

แต่ทั้งหมดทั้งปวง จากประโยคข้างต้นที่ว่า "เราไม่อยากแพ้" มันสะท้อนเนื้อแท้ในอารมณ์ลึกๆของนายกฯอภิสิทธิ์

ยอมเสียเชิงไม่ได้


เหมือนกับจะสรุปว่า การอ่อนเชิงไม่ตอบโต้ประเด็นการเมืองของนายปณิธาน เป็นเหตุให้รัฐบาลโดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำกระแส

พลาดท่าเป็นรองคู่ต่อสู้

ทั้งๆที่ดูกันตามเกม โดยรายการประชันฝีปาก เฉือนคมวิวาทะทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม มันก็ไม่ได้อยู่นอกเหนือวิสัยถนัดของยี่ห้อประชาธิปัตย์ซะที่ไหน

น้ำลายท่วมจอเลยก็พูดได้


ไหนจะรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" ทุกเช้าวันอาทิตย์ ที่พยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบดึงความสนใจ ทั้งการจัดคิวเรียลลิตี้ให้นายกฯขึ้นรถ ลงเรือ เดี๋ยวก็เปลี่ยนมานั่งตู้รถไฟ ระดมทีมงานมืออาชีพกระตุ้นเรตติ้ง

ทุ่มทุนสร้างกันเต็มที่

"อภิสิทธิ์" มีเวทีให้ยึดคนเดียวเลย


ยังไม่นับคิวของ "ทีมงานโฆษก 3 คันรถตู้" ที่ยึดพื้นที่ข่าวในช่วงวันหยุด นั่งเรียงแถวแถลงข่าวถล่มฝ่ายค้านหน้ากระดานเรียงหนึ่ง ไล่ตั้งแต่ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค นายสาธิต ปิตุเตชะ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรค

แท็กทีมโซ้ยสุดสัปดาห์

แต่ทั้งหมดก็ยังด้อยกว่า "เดอะคึก" นายเทพไท เสนพงศ์ โทรโข่งประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ปะฉะดะรายวัน

สันทัดมันทุกปม พูดได้ทุกประเด็น

ยังไม่พูดถึงคิวของรุ่นใหญ่อย่าง "น้าชวน" นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ที่เผลอๆก็ออกมาสะบัดใบมีดโกน

เคาะสนิมกันบ่อยๆ

มันจึงเป็นอะไรที่ออกจะเฝือไปซะด้วย โดยเหลี่ยมเชิงการตอบโต้ทางการเมืองกับฝ่ายตรงข้าม ดูกันตามเนื้อผ้าแล้ว ประชาธิปัตย์ ไม่ได้อ่อนประสิทธิภาพแต่อย่างใด

ที่หายไปคือ "เนื้องาน" ต่างหาก

"น้ำ" อย่างเดียว ไม่มี "เนื้อ" นี่แหละ "ปัญหา"

โดยเกมเปลี่ยนตัวโฆษกรัฐบาลมันจึงน่าจะเป็นแค่ "ลูกเขี้ยว" ของต้นตำรับเซียนการเมืองยี่ห้อประชาธิปัตย์

เปิดเกมเบี่ยงกระแสเฉพาะหน้า


นัยว่า ออกตัวยอมรับคิวพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำทางการเมือง เพราะผลจากการตั้งรับไม่ตอบโต้กับฝ่ายตรงข้าม โยนให้เป็นความอ่อนเชิงของโฆษกรัฐบาล

ทั้งๆที่ของจริงมันจำนนเพราะ "ฟ้องด้วยภาพ"

วิกฤติเศรษฐกิจไม่กระเตื้อง ยังมาเจอคิวฉาว รายการ "ยัดไส้" โครงการชุมชนพอเพียง ที่คราบฝังลึกเกินกว่าเครื่องฟอกยี่ห้อประชาธิปัตย์ หรือเครดิต "คุณชายสะอาด" อย่างนายกฯอภิสิทธิ์จะเอาอยู่


ไหนจะคิวป่วนๆของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่ขึ้นต้นด้วยคิวเคลียร์ "ตอ" คดีลอบสังหาร "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ แต่บี้กันไปบี้กันมา สุดท้ายคำตอบของเกมลับ ลวง พราง ล่อกันเอง ก็เฉลย อยู่ที่รายการแย่งกัน "เป่าเค้ก" ยื้อส่วนแบ่งโผโยกย้ายนายตำรวจ

ฟ้องด้วยภาพตำตา

ต่อให้โฆษกรัฐบาลปากเก่งแค่ไหนก็เคลียร์ไม่ออก.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ปชป.ดักคอแดง หลัง17สิงหา สร้างเงื่อนไขปฏิวัติ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25936

เชื่อคนเสื้อแดงจะนำเงื่อนไขต่างๆยุงแยงตะแคงรั่วให้ทหาร ตำรวจออกมาปฏิวัติ ซึ่งทหารและตำรวจเข้าใจรัฐบาลอย่างดี แม้จะเห็นไม่ตรงกันบ้างก็ตาม.....

นายสาธิต ปิตุเตชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองในช่วงวันที่ 17 ส.ค.เป็นต้นไปซึ่งจะมีการยื่นถวายฎีกา รวมถึงคดีการเมืองอื่นๆตนมองโลกในแง่ดีว่าไม่น่าจะมีอะไร เชื่อว่าคนเสื้อแดงจะนำเงื่อนไขต่างๆยุงแยงตะแคงรั่วให้ทหาร ตำรวจออกมาปฏิวัติ ซึ่งทหารและตำรวจเข้าใจรัฐบาลอย่างดี แม้จะเห็นไม่ตรงกันบ้างก็ตาม แต่เพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าได้ ดังนั้นการที่คนเสื้อแดงจะสร้างเหตุจึงไร้ผล ส่วนคดีกล้ายางที่นายเนวิน ชิดชอบ อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์กำลังจะถูกตัดสินในวันที่ 17ส.ค.ที่มองว่าจะถูกนำไปโยงให้เกิดความรุนแรงซึ่งหากศาลวินิจฉัยให้รอดก็จะ ถูกนำไปเป็นเงื่อนไขว่า 2 มาตรฐาน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็เห็นว่าศาลมีอิสระจะตัดสินไปทางไหนก็ไม่สามารถทำให้คนเสื้อแดงหยิบยกมาเป็นประเด็นได้ ดังนั้นจะทำให้คนเสื้อแดงเสื่อม รัฐบาลก็จะอยู่ได้

กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวด้วยว่า แต่หากมองโลกในแง่ที่ไม่ดีหากศาลยกฟ้องให้นายเนวินรอดจากความผิด คนเสื้อแดงก็จะใช้กรณีนี้เป็นเงื่อนไขฉุดทหาร ตำรวจออกมาปฏิวัติ แต่ประชาชนจะไม่ยอมให้เกิดกรณีอย่างนั้นขึ้นแน่ รวมทั้งทหารก็มีสติดีในการชั่งน้ำหนักว่าอะไรควรมิควร.

เทือกถกพรรคร่วม อ่อยแก้รธน. กันถูกโดดเดี่ยว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25975

สุเทพ เทือกสุบรรณ

"เทพเทือก" แก้เกม ปชป.ถูกโดดเดี่ยว นัดแกนนำพรรคร่วมตัวจริงดินเนอร์ รร.ดิ เอมเมอรัลด์ หารือ อ่อยเหยื่อเปิดประตูแก้รัฐธรรมนูญ ยอมให้เลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว..

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าการบริหารงานมา 6-7 เดือน แต่ไม่ประสบความสำเร็จและยังมีปัญหากระทบกระทั่งกับพรรคร่วมรัฐบาลมาโดยตลอด โดยเฉพาะกับพรรคภูมิใจไทยในการนำเสนอโครงการต่างๆ ทั้งในกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงคมนาคม ล่าสุด ยังมีปัญหากับกลุ่มของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สืบเนื่องจากกรณีปัญหาการกดดันพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ซึ่งเป็นน้องชาย พล.อ.ประวิตร และกระแสข่าวการล้วงลูกการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจนั้น

ล่าสุด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล ได้เร่งแก้เกมพยายามปรับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไม่ให้เกิดแรงกระเพื่อม เพิ่มแรงกดดันต่อพรรคแกนนำ โดยเมื่อค่ำวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา นายสุเทพ พร้อมด้วยนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เชิญแกนนำตัวจริงของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ทั้งนายบรรหาร ศิลปอาชา นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหะพงศ์ชนะ นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ นายเนวิน ชิดชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล และนายสุวิทย์ คุณกิตติ ไปรับประทานอาหารและหารือร่วมกันที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 3 ช.ม. มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2553 เข้าร่วมด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในที่ประชุมแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้มีการหยิบยก 2 ประเด็นหลักมาหารือ คือ 1. เรื่องงบประมาณ ที่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ มีการตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาหลายคณะ และมีการไปตัดงบประมาณในโครงการต่างๆ หลายเรื่อง ที่จะทำให้เกิดปัญหา โดยนายสุเทพ ระบุว่า ต้องขอร้องให้ทุกพรรคช่วยกันไปดูหน่อย เพราะทางกรรมาธิการงบประมาณที่มีคนจากแต่ละพรรคเข้าไปตัดงบฯ หลายอย่างโดยไม่ จำเป็น โดยเฉพาะที่จะไปตัดงบฯ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 8 พันล้านบาท อาจจะทำให้เกิดปัญหาได้

นอกจากนี้ นายสุเทพ ยังเห็นว่า งบฯ ในส่วนที่เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลก็ไม่ควรจะไปตัดมากมายจนเกินไป ดังนั้นขอให้ทุกพรรคช่วยๆ กันดูแลด้วยเพื่องานของรัฐบาลจะได้ออกมา ทั้งนี้ นายเนวิน แกนนำพรรค ภท.ก็เห็นด้วย ว่าไม่ควรที่จะไปดึงเอางบฯ ของ อปท.มาโปะให้ส่วนกลาง

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า เรื่องที่ 2 คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายสุเทพ ระบุว่า ถึงโอกาสที่พรรคร่วมจะต้องคุยกันแล้ว อย่างเรื่องเขตเดียวเบอร์เดียว แม้ทางพรรคประชาธิปัตย์จะไม่ชอบ แต่ก็ไม่ขัดข้อง ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปร่วมกันในหลักการว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยึดเอาผลประโยชน์ทางการเมืองส่วนรวมและผลประโยชน์ในการทำงานเพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าไปได้ มีการยกตัวอย่างเช่น มาตรา 190 ที่เป็นปัญหาอุปสรรคการทำงานของฝ่ายบริหาร จำเป็นต้องเร่งแก้ไข ส่วนเรื่องเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว พรรคร่วมเห็นพ้องกันว่าไม่น่ามีปัญหา เพื่อให้ทุกพรรคการเมืองมีโอกาสแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ

ส่วนประเด็นอื่นๆ เช่น มาตรา 237 กรณีการยุบพรรคและการเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรค ประเด็นที่มาของ ส.ว. หรืออื่นๆ ที่ยังมีความเห็นไม่ตรงกัน ไม่สอดคล้องกัน ก็ให้นำไปทำประชามติให้เรียบร้อย ซึ่งนายสุเทพ ขอให้แต่ละพรรคนำเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญไปหารือในพรรคอีกครั้งแล้วค่อย มาหารือในระกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอีกครั้งภายใน 1-2 สัปดาห์นี้

เอสเอ็มอีหืดจับต้องกู้นอกระบบ

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_25996

สสว. คาด ธุรกิจเอสเอ็มอี ปีนี้ รายได้ต่ำกว่าปีก่อน 200,000 ล้านบาท จากปัญหาไข้หวัด 09 และ ขาดสภาพคล่อง ชี้ มีปัญหาไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ส่งผล ต้องพึ่งเงินกู้นอกระบบ ...

นายภักดิ์ ทองส้ม รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ปีนี้คาดว่าธุรกิจเอสเอ็มอีมีรายได้ 5.7 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อน 200,000 ล้านบาท เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง รวมถึงปัญหาการระบาดไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 และการขาดสภาพคล่อง ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจท่องเที่ยว ค้าปลีก ชิ้นส่วนยานยนต์เครื่องใช้ไฟฟ้า จนหลายรายต้องการให้สถาบันการเงินขยายเวลาชำระเพื่อลดภาระทางการเงินไปก่อนจนถึงปี 53 ที่ภาคธุรกิจเอสเอ็มอีจึงจะฟื้นตัว

ขณะเดียวกัน สสว.อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการในการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพให้ธุรกิจเอสเอ็มอีมีความเข้มแข็งพร้อมที่จะรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจรวมถึงการผลักดันให้ผู้ผลิตสินค้าโอทอปทั่วประเทศกว่า 7,000 ราย จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลเพื่อเป็นธุรกิจเอสเอ็มอี โดยทั้งหมดจะใช้ งบประมาณ 800 ล้านบาท จากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม "ปัญหาเอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงสถาบันการเงินได้เพราะไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันเพียงพอรวมถึงแบงก์ระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ ทำให้หลายรายต้องไปพึ่งเงินนอกระบบ"

นายสมมาต ขุนเศรษฐ รองเลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมต้องการเสริมเงินสภาพคล่องรวม 100,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอ เครื่องหนัง เป็นต้น เนื่องจากสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ เห็นจากช่วงเดือน มี.ค.ถึงปัจจุบัน สมาชิก ส.อ.ท.ขอสินเชื่อจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) 128 ราย วงเงิน 4,000 ล้านบาท แต่ได้รับการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อเพียง 3 ราย วงเงิน 63 ล้านบาทเท่านั้น

นายสมมาตกล่าวว่า นโยบายการลดราคาน้ำมันดีเซลลง 2 บาทของรัฐบาลจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับภาคอุตสาหกรรมอย่างมาก เพราะจะช่วยลดต้นทุนในการผลิตลงระดับหนึ่ง เพราะหากราคาน้ำมันแพงผู้ประกอบการก็จำเป็นที่จะต้องปรับขึ้นราคาสินค้าเช่นกัน.

วันแม่กับการทำดีต่อสตรีหม้ายชายแดนใต้

ที่มา ประชาไท

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีกรุณาปรานีเสมอ ขอความสันติและความจำเริญแด่ศาสนามุฮัมมัด ผู้เจริญรอยตามท่านและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน
สถานการณ์ความไม่สงบและความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลกระทบต่อสภาพความเป็นอยู่และการดำรงชีวิตของประชาชนเป็นอย่างยิ่ง และประชากรกลุ่มหนึ่งที่ต้องประสบความทุกข์ยากอย่างหนัก คือ กลุ่มสตรีหม้าย ซึ่งต้องสูญเสียทั้ง “สามี” “บิดา” และผู้นำหรือหัวหน้าครอบครัวที่ถูกลอบทำร้ายหรืออุบัติเหตุจนเสียชีวิต และบุคคลกลุ่มนี้จำเป็นที่รัฐและองค์กรเอกชนจะต้องให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงปลอดภัย
ผู้เขียนได้อ่านงานวิจัยหนึ่งที่เกี่ยวกับสตรีหม้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่ศึกษเกี่ยวกับการช่วยเหลือเยียวยาสตรีหม้ายเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยนายอรรคพล ศศะภูริ ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ พบว่า ในมิติด้านสังคม สตรีหม้ายยังสามารถดำเนินชีวิตได้ปกติไม่ได้รับผลกระทบที่จะบั่นทอนการดำเนินชีวิตในถิ่นที่อยู่อาศัยมากนัก หากแต่ยังได้รับความเอาใจใส่ ดูแลช่วยเหลือกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งทำให้สตรีหม้าย ยังยืนยันในการอยู่อาศัยในภูมิลำเนาเดิม ถึงแม้สถานการณ์ความไม่สงบยังดำรงอยู่ ส่วนหนึ่งก็เพราะยังมีเครือญาติ ทรัพย์สิน อาชีพ และความรักในถิ่นที่อยู่
มิติด้านเศรษฐกิจ พบว่า สตรีหม้ายมีรายได้ลดลง เพราะต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัว ซึ่งเป็นเสาหลักในการหารายได้สู่ครอบครัว บางครั้งจึงจำเป็นต้องขอรับการสงเคราะห์ช่วยเหลือจากทางราชการ โดยเฉพาะเบี้ยยังชีพรายเดือนที่ช่วยเหลือแก่เด็กกำพร้า จนกว่าจะจบปริญญาตรี หรือเลิกการศึกษาไปก่อนจบปริญญาตรีก็ตาม
มิติด้านสุขภาพ พบว่า สุขภาพทางกายของสตรีหม้าย ไม่เป็นปัญหาในการดำรงชีวิต แต่สุขภาพทางจิตใจคงต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลจากทางราชการที่เกี่ยวข้องเป็นระยะด้วย

มิติด้านการศึกษา พบว่า สตรีหม้ายต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านนี้ด้วยวิชาความรู้ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพหรือแนะนำสั่งสอนผู้อื่นต่อได้ และยังต้องการจัดที่ทัศนศึกษาต่างพื้นที่ และแลกเปลี่ยนมุมมองของชีวิตกับสตรีในภูมิภาคอื่น
ส่วนภาคราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงภาคประชาสังคมและองค์การภาคเอกชน ที่มีส่วนช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีหม้าย ภาพรวมของ 4 มิติดังกล่าว ก็ได้ดำเนินการตามบทบาทภารกิจหน้าที่ หลักเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจนและรัดกุมแล้ว โดยเน้นการดำเนินการอย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นธรรม
สำหรับข้อเสนอแนะของผู้ศึกษามีดังนี้
1. การบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อการช่วยเหลือเยียวยาและพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีหม้าย ควรยึดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน โดยใช้กลไกของ บ้าน โรงเรียน มัสยิด /วัด ประสานความร่วมมือกับส่วนราชการ ตามแนวพระราชดำริ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” เพราะเป็นการใช้กลไกของพื้นที่เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ดังกล่าว
2. การพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีหม้าย ควรใช้ทุนทางสังคม เป็นส่วนเสริมการพัฒนาคุณภาพชีวิต เพราะทุนทางสังคมถือเป็นทุนสำคัญที่เสริมสร้างวิถีชีวิตที่ดีงามของคนในสังคม และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการปกครองของประเทศไทย มาช้านาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบรรเทาความรุนแรงและแก้ปัญหาในยามเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจและสังคม การแก้ปัญหาและฟื้นฟูให้คนไทยและสังคมกลับมาดำรงสถานะเดิม จำเป็นต้องอาศัยทุนทางสังคมช่วยสนับสนุน
การช่วยเหลือเยียวยาและพัฒนาคุณภาพชีวิตสตรีหม้ายควรกำหนดเป็นวาระแห่งชาติเพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถปรับตัวและดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้ตามปกติ โดยการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่ครอบครัวแม่หม้าย ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
ระดับนโยบาย
1) รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดระบบสวัสดิการที่ออกแบบเฉพาะ เพื่อรองรับกลุ่มของ แม่หม้ายให้สามารถได้รับความช่วยเหลือ ในระยะสั้นและระยะยาว
2) รัฐต้องมีมาตรการในการเสริมพลังหรือความเข้มแข็งแก่ครอบครัวแม่หม้าย ทั้งในด้านความรู้ การอบรมดูแลลูก การจัดการปัญหาทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ทางสังคม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพึ่งตนเองในระยะยาว
3)รัฐต้องสนับสนุนการเพิ่มศักยภาพในเรื่องงานอาชีพและการมีรายได้ให้แก่หัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลลูกโดยลำพัง
4)รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการจัดบริการสวัสดิการเสริมที่จำเป็นให้แก่แม่หม้ายเพื่อหนุนเสริมให้สามารถกระทำบทบาทหน้าที่ในฐานะครอบครัวอย่างมีประสิทธิภาพ
5)รัฐต้องส่งเสริมให้มีระบบฐานข้อมูลของแม่หม้ายเพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจ
ระดับปฏิบัติมีแนวการปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
1) การให้การสงเคราะห์เฉพาะหน้า เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุน การจัดบริการให้คำปรึกษากรณีภาวะวิกฤต โดยการส่งเสริมหรือกระตุ้นให้ครอบคัวมีโอกาสทบทวนตนเอง ค้นหาคุณค่าและศักยภาพที่มีในตนเอง
2) การเสริมพลังหรือหรือความเข้มแข็งแก่ครอบครัว เช่น การส่งเสริมกิจกรรมเชิงกลุ่มหรือเครือข่ายของกลุ่มที่เผชิญปัญหาแบบเดียวกัน หรือการฝึกอบรมทักษะการบริหารจัดการของตนเอง
3) การเพิ่มศักยภาพในเรื่องงานอาชีพและการมีรายได้
4) การจัดบริการเสริมที่จำเป็นให้แก่ครอบครัว โดยอาสาสมัครในชุมชนนั้น
5) การจัดระบบข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนพัฒนาความมั่นคงของครอบครัวในลักษณะนี้ให้มากขึ้น

ผู้เขียนมีทัศนะว่าในวาระที่ 12 สิงหาคมของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติเราทุกคนควรให้ความสำคัญกับสตรีหม้ายซึ่งเป็นมารดาคนหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งตามทัศนะอิสลามได้ให้เกียรติบุคคลที่ให้ความช่วยสตรหม้ายดั่งที่ศาสดากล่าวไว้ความว่า "บุคคลที่พยายามช่วยเหลือสตรีม่าย หรือคนจนเปรียบได้กับมุญาฮิต (พยายามอย่างจริงจัง) ที่ดินรนต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ หรือเปรียบได้กับบุคคลที่ยืนละหมาดในเวลากลางคืน และถือศีลอดในเวลากลางวัน" (บันทึกโดยอิม่าม บุคอรี)
ในขณะที่อิสลามได้ยกย่องให้เกียรติสตรีในฐานะเพศแม่ไว้อย่างมากมายเช่นกันดั่งที่ ท่านศาสดามุฮัมมัด ได้วจนะหลายครั้งเช่น ความว่า "สิ่งมีค่าสูงสุดในโลกนี้ได้แก่สตรีที่มีคุณความดี" (บันทึกโดยอิม่ามมุสลิม)
ผู้ที่สมบูรณ์พร้อมในหมู่ผู้ศรัทธาได้แก่ บุคคลที่ลักษณะทางศีลธรรมของเขาประเสริฐที่สุด และที่ประเสริฐที่สุดในหมู่พวกท่านได้แก่บรรดาผู้ที่ให้ความกรุณาต่อครอบครัวของตน" (บันทึกโดยอิม่ามติรมีซี.)

"มุสลิมคนหนึ่งจะต้องไม่รังเกียจภรรยาของตนเอง ถ้าหากว่าเขาไม่พอใจในสิ่งหนึ่งที่ไม่ดีในตัวเธอ ขอให้เขาพอใจกับสิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งในตัวเธอ" (บันทึกโดยอิม่าม มุสลิม)

"จงปฏิบัติต่อสตรีด้วยความกรุณา เพราะเหตุว่าพวกเธอถูกสร้างขึ้นมาจากกระดูกซี่โครงและกระดูกซี่โครงที่โค้งที่สุด ได้แก่ซี่ที่อยู่บนสุด ถ้าท่านพยายามดัดมันให้ตรง มันก็จะหัก แต่ถ้าท่านปล่อยมันไว้ มันก็จะยังคงโค้งอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นจงปฏิบัติต่อบรรดาสตรีด้วยความกรุณา" (บันทึกโดยอิม่าม บุคอรี และมุสลิม)

ท่านศาสดามุฮัมมัดมีความเมตตาต่อครอบครัวอย่างยิ่ง เมื่อครั้งที่อิบรอฮีมลูกของท่านยังเล็กและอยู่กับแม่นมที่ชานนครมะดีนะห์ ท่านได้ไปเยี่ยม ซึ่งในครัวเต็มไปด้วยควันไฟเพราะบ้านแม่นมมีอาชีพช่างตีเหล็ก ท่านได้อุ้มอิบรอฮีมขึ้นมาจูบแล้วลากลับ เมื่ออิบรอฮีมสิ้นชีวิตท่านกล่าวว่า "แท้จริงอิบรอฮีมเป็นลูกของฉัน เขาเสียชีวิตในวัยดื่มนม และแน่แท้เขาจะมีแม่นมสองคนทำหน้าที่ให้นมเขาในสวนสวรรค์จนครบกำหนด"

ท่านกล่าวว่า "อัลลอฮ์จะถามผู้ที่ให้การดูแลทุกคนเกี่ยวกับคนที่อยู่ภายใต้การดูแลของเขา และผู้ชายจะถูกถามเกี่ยวกับคนในครอบครัว" (บันทึกโดยอิม่าม อะหมัด-นะซาอี-อบูดาวูด)

จากวจนะสุดท้ายของท่านศาสดา ท่านกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "โปรดจำไว้ให้มั่นประชาชาติของฉันชายนั้น เป็นผู้ทรงสิทธิเหนือสตรีและสตรีก็มีสิทธิเหนือชาย สตรีคือ หลักประกันที่พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบให้อยู่ในความดูแลรักษาของท่าน ดังนั้นท่านจะต้องให้ความเป็นธรรมและความปรานีแก่เธอ"

พระเจ้าเองได้กำฉับศาสดาให้บอกแก่สาวกของท่าน ผ่านคัมภีร์อัลกุรอานความว่า "ในทางตรงกันข้ามจงอยู่ร่วมกับพวกนางบนพื้นฐานของความกรุณา และความเที่ยงธรรม ถ้าหากท่านเกลียดพวกนางก็อาจเป็นไปได้ว่าพวกท่านเกลียดสิ่งหนึ่ง ขณะที่อัลลอฮ. ได้ทรงทำให้มีความดีมากมายเกิดขึ้นในสิ่งนั้น" (4:19)

นี่คือหลักการศาสนาทีให้เกียรติหญิงหม้ายและสตรีในฐานะเพศแม่ดังนั้นจงช่วยเหลือหญิงหม้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ตามที่ท่านสามารถกระทำได้ไม่ว่ารัฐหรือเอกชน