WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, August 13, 2009

พับผ่าสิ!!!

ที่มา บางกอกทูเดย์

ให้ตายเถอะ!!..สื่อต่างประเทศแสดงผลวิจัยเมืองไทยติดอันดับ “โค-ตะ-ระ คอร์รัปชั่น” TOP5 ในแถบเอเชีย..จะไป “เถียง” เขาก็ไม่ได้ หลักฐานปักอกคาตาแม้แต่คนไทยเลือดเดียวกันยัง “ยกธงขาว”..ผลสำรวจความเห็นของประชาชน 17 จังหวัด ปรากฏว่าคนไทยกว่าครึ่งบอกว่า รัฐบาลไหนจะโกงก็ไม่ว่า ขอให้สร้างความเจริญให้กับประเทศก็แล้วกันผลวิจัยส่งสัญญาณคนไทย “อึดอัดใจ” กับการบริหารงานของรัฐบาลซะเหลือเกิน!!เงินหมดงานเดิน ดีกว่าเงินหมดงานไม่เดิน สรุปอยากแอ้ม แอ้มไป แต่ใส่ใจประชาชนบ้างนานมากแล้วที่ “คนไทย” ไม่โง่และคอยเฝ้าดู“พฤติกรรม” ของนักการเมือง..บางก๊วนกินกันจน “พุงยื่น”..บางก๊วนกินแล้วปันผลแต่อย่าถามหาก๊วนที่โปร่งใส เพราะหายากยิ่งกว่า งมเข็มในมหาสมุทรเพื่อนชาวต่างประเทศเคยถามว่า ทำไมเมืองไทยถึงมีแต่การคอร์รัปชั่น แถมการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นก็เป็นเรื่องเดิมซ้ำซาก ป้องกันไม่ได้หรืออย่างไร?ได้ยินคำถามแล้วสะอึกเพราะมันเป็นเรื่องจริง กินกันจน“เรอแอ้ก” ส่งกลิ่นฉุนให้ฝ่ายค้าน “งัด” ข้อมูลมาแฉกันแบบหมดเปลือกทุกรัฐบาลมักจะมี “ฝ่ายค้าน” ออกมาแฉ มากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ไม่ได้ห่างไกล ทุกรัฐบาลทุบสถิติไล่บี้กันแบบประชิดติดตัวหลายกรณีไม่เกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีแต่บางกรณีก็พาดพิงไปถึงนายกรัฐมนตรีและผู้ใกล้ชิด ส่วนใหญ่เป็นการกินเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การก่อสร้างเป็นหลักแบ่งสันปันส่วนกันจน “รวย” ไม่รู้เรื่องว่ากันว่า มีรัฐมนตรีและนักการเมืองหลายคน เปิดบัญชีทรัพย์สินครั้งแรกมีทรัพย์สินน้อยนิด บ้างก็ติดลบ พอเป็นรัฐมนตรีเป็นนักการเมืองไม่กี่เดือน รถคันใหม่ บ้านหลังใหม่ที่ดินผืนใหม่หลั่งไหลมาเป็นสมบัติส่วนตัว ชนิดหน้ามือเป็นหลังเท้าก็มีถมไปถึงขนาดเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยง แม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้หยิบมาใช้..

มาถึงรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลายโครงการถูกเหยียบเบรกไปหลายเอี๊ยด!! เพราะกลัวจะโดนติฉินนินทาหาว่าแกล้งโง่ปล่อย “งบประมาณ” สร้าง “เมกะโปรเจกต์”“เมกะโปรเจกต์” เป็น “ขนมหวาน” ที่มีการโกงกินกันซ้ำซาก มีให้กินกันทุกรัฐบาล รุมทึ้งกันเหมือนแร้งลงโครงการที่ถูกจับตาเป็นพิเศษและโดนเบรกซะล้อไหม้ไปหลายหน เห็นจะเป็นโครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันของกระทรวงคมนาคม ที่มี “รมต.โสภณ ซารัมย์” เข็นรถเข้าครม. ด้วยความตั้งใจและพากเพียร แม้จะโดนเบรกซะหัวคะมำหลายครั้งหลายหนยิ่งรัฐมีโครงการขนาดยักษ์มูลค่าเป็นแสนๆล้านบาท หลายคนปากเป็นมันหากองค์กรอิสระ “ด้อยศักยภาพ”คนเหล่านี้จะกินกันแบบตะกละตะกลามชนิด “จุก” ก็ยังทนกิน เพราะกินจนเคยชินสะสมเป็นสันดานผู้ค้ารายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนถูกเรียกประมาณ 3-5% ของโครงการ ต่อมามีการพัฒนาขึ้นเป็น 5-8% หรือไม่เกิน10% แต่ปัจจุบันมีการเรียกถึง 20% บางคนก็เรียกซะน่าเกลียด เราเองก็แทบจะไม่ได้อะไรเลย เรียกเกือบ 50% แถมให้เราลด แลก แจก แถมสินค้าอีกรายนี้มากเกินจนรับไม่ได้ และเราก็ไม่ตกลงซื้อขายเท่านั้นเองผู้ค้ารายนี้บอกอีกว่า “แต่ถ้าถามว่ากล้าออกมาเปิดโปงหรือไม่? บอกได้เลยว่าไม่กล้า พวกอิทธิพลล้นเมือง อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ ที่สำคัญยังต้องพึ่งพา เพื่องานหน้ากำไรดี ทำนอง“น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า” นั่นแหละ”ปัญหาการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น ไม่ว่ายุคใด?สมัยใด? ก็ยัง “อ่อนแอ” ฉะนั้น รัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ประกาศหนักหนาว่า “โปร่งใส” ก็ต้องทำให้ได้พยายามป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องอื้อฉาวด้านคอร์รัปชั่นในรัฐบาลท่านเพราะทุกวันนี้ประชาชนเขาบ่นกันเซ็งแซ่ว่ารัฐบาลท่านก็ไม่เบา สมควรอย่างยิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษ

‘คำถาม’ แห่งปี

ที่มา บางกอกทูเดย์

โดน “ไล่บี้” จนแทบไม่ได้หายใจหายคอสำหรับนายกรัฐมนตรี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ยามนี้จะหันหน้า เหลียวซ้าย...แลขวา ไปทางไหน ก็พบเจอแต่คนหน้ายักษ์หน้ามารที่คอยข่มขู่ “แยกเขี้ยวใส่”เป็นถึงตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” แต่ไฉนภาพจึงกลายเป็นดั่ง “เจ้าพนักงานของรัฐ” ที่ต้อง “ทำงานงกๆ” ด้วยการคอย “เอาอกเอาใจ” ใครบางคนโดยเฉพาะกรณี “พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ” ผบ.ตร. ประเด็นทางการเมืองอันร้อนแรงในเวลานี้ซึ่งเป็น “ข้อถกเถียง” และ “วิพากษ์วิจารณ์” ถึงการยึดหลักปฏิบัติด้วยกฎระเบียบที่ “ถูกต้อง”นายกฯ อภิสิทธิ์ ได้ออกคำสั่งให้มีการแต่งตั้ง รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ใน 2 เหตุการณ์คือ ระหว่างที่ “พล.ต.อ.พัชรวาท” ลาราชการเดินทางไปประเทศจีน และล่าสุด ที่ต้องเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ “จังหวัดภาคใต้”ทำไม?? “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จึงมีความตั้งใจอย่างแรงกล้าในการ “ทู่ซี้” แต่งตั้ง รักษาราชการแทน ผบ.ตร. ถ้าไม่ใช่เรื่อง “วาระซ่อนเร้น” ทางการเมือง แล้วจะเป็นเรื่องอื่นอันใดเป็นไปไม่ได้!เพราะเมื่อได้เห็น “สีหน้า” และ “การพูดจา” ตอบคำถามกับสื่อมวลชนเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ทำให้รู้ทันทีว่า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังอึดอัดใจสุดขีด กับการที่ต้องตกเป็นเป้าถูกสาวเอากับความประพฤติที่มิชอบมิควร กรณี พล.ต.อ.พัชรวาท”เพราะกลิ่นคาวมัน “เหม็นคละ

คลุ้ง” เกินกว่าจะหาอะไรมา “ปิดให้มิด”วันนั้น “คำถาม” ที่พรั่งพรูออกมาจาก นักข่าวหลายสำนัก ได้แสดงให้เห็นถึง “ปฏิกิริยา” ของนายกฯ ผู้นี้ว่า “ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่”ถามตรงไปตรงมา เข้าประเด็น มีแต่เนื้อไม่มีน้ำโดยเฉพาะคำถามของ “เจ๊ยุ” ยุวดี ธัญญสิริ เจ้าแม่ทำเนียบฯ ที่ประชาชนคนดูต่างลงความเห็นยกย่องเชิดชูให้เป็น “คำถามแห่งปี”“เจ๊ยุ” ถามท่านนายกฯ ว่า “ถ้านายกฯ ลงไปต่างจังหวัด จะต้องตั้งรักษาการแทนหรือไม่?”เพราะความเป็นจริง “พล.ต.อ.พัชรวาท” ก็ยังคงปฏิบัติราชการอยู่ “ในประเทศ” ไม่ได้ลี้กายหนีหายไปไหนเจอคำถาม “ยิงตรง” แทงใจดำเยี่ยงนี้...เป็นใครคงต้องอึ้ง เพราะท่านนายกฯ ได้แบกรับความทุกข์ “รู้อยู่เต็มอก” ว่าอะไรเป็นอะไรแต่จะให้มา “พูดระบาย” เหมือนสัมภาษณ์สดใน“รายการทอล์กโชว์” เป็นเรื่องที่ไม่สามารถกระทำได้ดังนั้น สัญชาตญาณของมนุษย์ที่แสดงออกต่อ “สาธารณะ” ด้วยความอึดอัดเหมือน “คนกำลังอมความผิด”จึงแสดงออกมาได้เพียงบุคลิกที่ “หลุกหลิก” และ “กระสับกระส่าย” เป็นเหตุให้เกิดการควบคุมอารมณ์เอาไว้ไม่อยู่ประชาชนคนหนึ่งที่ได้นั่งดู “โทรทัศน์” ในวันนั้น พูดระบายออกมาว่า “ไม่น่าเชื่อว่านายกรัฐมนตรีของเมืองไทย...เอากรมตำรวจของชาติมาทำเล่นๆ เพื่อสนองความต้องการของคนเพียงคนหนึ่ง”จริงเท็จอย่างไร? ท่านนายกฯ ช่วยตอบที!! ■

คณิตศาสตร์การเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์

ถึงไม่ใช่หมอดู..ไม่ใช่นักการเมือง..แต่ชะตากรรมของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหากเอาวิชาคณิตศาสตร์มาจับ..ก็หวั่นว่าน่าจะสอบตกเริ่มกันตั้งแต่..โพลของสำนักโพลต่างๆท่านนายกฯ มาร์คสอบผ่านวิชาเดียว คือ ความซื่อสัตย์สุจริต..แต่ความซื่อสัตย์สุจริตของท่านนายกรัฐมนตรีกลับมีข้อบกพร่องในเรื่องวาจาสัตย์ท่านพูดแทนคนอื่น และคนที่ท่านพูดแทนนั้นออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้พูดเช่นนั้น..และคนที่ท่านพูดแทนนั้นไม่ใช่ประชาชนคนธรรมดา แต่เป็นถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติท่านประกาศว่า..เป็นนายกรัฐมนตรีจะเลิกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันทันที..ท่านปิดป้ายบอกกล่าวประชาชนไปทั่วประเทศก่อนวันหาเสียงเลือกตั้ง..แต่เป็นนายกรัฐมนตรีมาจนเข้าเดือนที่ 7แล้ววันนี้..ประชาชนยังโดนเก็บภาษียุ่บยั่บ..ว่ากันว่า..ความมั่นคงของรัฐบาลขึ้นอยู่กับเสียงสนับสนุนในสภา..แต่มองจากข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏอยู่ในวันนี้..คะแนนสนับสนุนของนายกรัฐมนตรีในหมู่พรรคร่วมน่าจะมีปัญหา..ว่ากันว่า..หากมี

กฎหมายเกี่ยวกับการเงินเข้ามาสู่สภา..นายกรัฐมนตรีมีสิทธิ์อย่างมากที่จะแพ้โหวต..โหวตทางการเงินที่มีประเพณีปฏิบัติว่า..ท่านจะเหลือ 2 ทางเลือก คือ ยุบสภากับลาออกกับพรรคฝ่ายค้าน..พรรคของท่านนายกรัฐมนตรี..มีเสียงน้อยกว่าพรรคฝ่ายค้านอยู่แล้ว..คะแนนที่มากกว่าในรัฐสภา..ว่ากันว่า..ได้มาจากการใช้อำนาจที่มิชอบ..และกระทำการรวมเสียงในเขตห้ามเข้า..ไม่ใช่ในรัฐสภาว่ากันอีกว่า..คะแนนบางส่วนมาจากการ..ยืนยันว่า..จะมีการปรับปรุงให้โจทก์ไปเป็นพยานจำเลย..เพื่อทำให้เป็นไปในหลักการที่ว่า..ประโยชน์ต้องตกเป็นของฝ่ายจำเลย..ในพรรคของท่านเอง..หากมีวิกฤติการณ์ทางการเมืองเกิดขึ้น..ก็ไม่แน่ว่า..ทุกคะแนนเสียงในพรรคยังจะรับรองอยู่หรือไม่..เพราะฝ่ายประชาธิปัตย์ที่ไม่ใช่ “ไม้ผลัดใบ” กำลัง..หายใจไม่ทั่วท้องเกี่ยวกับชะตากรรมและทิศทางของพรรคเสถียรภาพของรัฐบาลเอง..การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม..ถามนายกรัฐมนตรีของเขา..ว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทำอะไรผิดหรือ..ถึงจะไปปลดไปย้ายเขาหรือ..ล้วนเป็นตัวเลขขาดทุนในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งสิ้น..สวัสดีปีใหม่..2553 ..ประชาชนคนไทยอาจจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่..มากล่าว..คำว่า..สวัสดี.. ■

But I sleep well จิตสำนึก ‘กอร์ปศักดิ์’

ที่มา บางกอกทูเดย์

ในทันทีที่ปรากฏข่าวทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงเกิดขึ้นรัฐบาลที่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีได้รับรู้กันหรือไม่ว่าชาวบ้านเขารู้สึกกันอย่างไร??คนในระดับรากหญ้าโดยเฉพาะบรรดาผู้สูงวัยพากันเศร้าเสียใจเป็นอย่างมาก หลายคนน้ำตาคลอเบ้าว่าไม่น่าเกิดเรื่องทุจริตกับโครงการนี้เพราะคำว่า “พอเพียง” สำหรับชาวบ้านแล้ว ทุกคนฝังลึกอยู่ในจิตใจว่านี่เป็นแนวพระราชดำริของในหลวง ที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าทุกภาคส่วนเคารพเทิดทูนบูชาแล้วโครงการอันมีคำซึ่งเป็นมงคลอยู่ด้วย กลับมาเกิดการทุจริตได้อย่างไร???โจรในคราบของคนที่แฝงตัวเข้ามาทำงานโครงการนี้ เอาจิตใจส่วนไหนมาคิดถึงทำได้ขนาดนี้ทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ข่าวลือที่ว่า “ไม่มีมูลฝอยหมาไม่ขี้” แต่เป็นความจริงที่เกิดขี้กองโตเหม็นโฉ่ ประจานความฉาวให้ประจักษ์กันแล้ว

เพียงแต่ว่าบนความพยายามที่จะกวาดขยะเข้าใต้พรมด้วยการรวบรัดตัดตอนของบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องหลายคนนั้นจะสำเร็จหรือไม่???จะทำให้รัฐบาลเสียค่าโง่ซ้ำซากอีกหรือไม่???หรือว่าจะเป็นในลักษณะของ “ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิดไม่มิด”??นอกจากไม่มิดแล้ว ประชาชนยังควรจะต้องจดจำหน้าของใครก็ตามที่ถือใบบัวมาหมายจะปิดบังด้วยเพราะเรื่องนี้เป็นกรณีทุจริตที่ร้ายแรงมากในความรู้สึกของประชาชนเนื่องจากเป็นการสูบเลือดสูบเนื้อจากคนจน เป็นการฉกฉวยประโยชน์ด้วยการทุจริตจากคำว่าพอเพียง ที่มีคุณค่าทางจิตใจสูงยิ่งในสายตาประชาชนความเสียหายที่มีความพยายามจะเบี่ยงเบนประเด็นว่ามีมูลค่าทุจริตเกิดขึ้นไม่มาก ตอนนี้ตรวจพบแค่ไม่กี่สิบล้านหรือไม่กี่ร้อยล้านเท่านั้น เป็นเรื่องที่ต้องบอกว่าหากพรรคประชาธิปัตย์หรือหากนายอภิสิทธิ์เกิดรู้สึกคล้อยตามหรือเห็นด้วยกับการชงเรื่องขึ้นมาว่า เสียหายไม่มากจริงๆ ก็ต้องถือว่าผิดมหันต์แล้วแต่ก็ยังเชื่อว่าคนระดับนายอภิสิทธิ์และคนในพรรคประชาธิปัตย์ คงไม่โง่พอที่จะคล้อยตามแบบนั้นให้เสื่อมเสียสถาบันแน่เพราะความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้นับกันแค่ตัวเงิน แต่เป็นเรื่องของจิตใจโดยตรงการทุจริตกินเลือดกินเนื้อ ฉวยโอกาสโกงคนจน คือประเด็นความร้ายแรงของเรื่องนี้ดังนั้น ไม่ว่าข้ออ้างใดๆ ก็ฟังไม่ขึ้น และไม่สามารถที่จะไปบรรเทาหรือลดทอนความรับผิดชอบของรัฐบาล ของนายกรัฐมนตรีของรองนายกรัฐมนตรี รวมไปถึงบรรดา ผู้บริหารโครงการชุมชนพอเพียง ได้เพราะต้องไม่ลืมว่าโครงการชุมชนพอเพียงมีงบประมาณตลอดโครงการสูงถึง 21,000 ล้านบาทเป็นเงินงบประมาณจากภาษีอากรของประชาชนคนไทยที่ไม่ว่าใครก็ตามซึ่งเข้ามาบริหารจัดการและดูแล ควรที่จะต้องใส่ใจ รอบคอบ และระมัดระวังการทุจริตอย่างเต็มที่และในวันนี้มีการอนุมัติไปแล้ว 8,432 ล้านบาท ซึ่งก็เพิ่งจะ

เพียงแค่ประมาณ 40% ของโครงการเท่านั้นแต่ก็ยังทุจริตฉาวโฉ่กันหนักหนาสาหัสแล้ว หากเต็มโครงการ21,000 ล้าน ไม่รู้ว่าจะทุจริตกันบานตะเกียงอีกสักเพียงใดเพราะเงื่อนงำขณะนี้ส่อให้เห็นว่า มีการทุจริตอย่างเป็นขบวนการอย่างแน่นอนเพียงแต่ว่ามีผู้สมรู้ร่วมคิดมากน้อยแค่ไหน???มีกลุ่มคนที่มีอิทธิพลเหนือชั้นคอยบงการหรือชักใยอยู่เบื้องหลังมากน้อยเพียงใด???ตรงนี้น่าคิด เพราะพวกปลาซิวปลาสร้อยที่กำลังโดนกันกลายเป็นระดับปฏิบัติการ อย่างเจ้าหน้าที่เขต เจ้าหน้าที่อำเภอที่ยอมลงนามในเอกสารตรวจรับงาน ตรวจรับโครงการทั้งหลายนั่นแหละบรรดาปลาซิวปลาสร้อยทั้งหลาย น่าที่จะต้องถึงเวลาคิดให้มากๆ ว่า จะยอมเป็นแพะรับบาป หรือว่าจะหันกลับมาเป็นฝ่ายประชาชนแล้วแฉโพยความจริง หรืออาจจะแจ้งความดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำให้หลงเชื่อเซ็นชื่อไปก็ได้เพราะขนาดเท่าที่ปูดๆ ออกมายังขนาดนี้ ถ้าคำนวณรวมพื้นที่ทั้งหมดทั่วประเทศว่ารั่วไหล ถูกสูบถูกดูดเลือดทั้งหมดมิปาเข้าไปถึง 3,000-4,000 ล้านบาทได้จริงๆ อย่างที่คณะทำงานตรวจสอบของพรรคเพื่อไทยประเมินหรอกหรือ??“บางกอกทูเดย์” ถึงได้ย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ และเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องสมควรจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่าง นายสุมิท แช่มประสิทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานโครงการชุมชนพอเพียง ที่ออกมายอมรับว่า ขณะนี้ได้อนุมัติโครงการตามกรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปแล้ว 31,582ชุมชน ทั่วประเทศ เป็นเงิน 8,432 ล้านบาทและได้โอนเงินให้ชาวบ้านเพื่อไปดำเนินการตามโครงการแล้วกว่า 20,000 ชุมชน จากทั้งประเทศที่มีกว่า 80,000 ชุมชนส่วนที่เหลือกว่า 50,000 ชุมชน ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติงบและต้องล่าช้า เนื่องจากชุมชนที่ได้รับอนุมัติงบแล้วมีการร้องเรียนการทุจริตในโครงการฯ โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือจากการชักนำของผู้ไม่หวังดีนำเงินในโครงการไปใช้ผิดวัตถุประสงค์แถมอ้างว่าสาเหตุหลักเกิดจากชาวบ้านไม่ใช้สิทธิ์ของตนเองในการบริหารจัดการงบประมาณที่ได้รับและยังว่าชุมชนที่ถูกร้องเรียนส่วนใหญ่อยู่ใน เขตพื้นที่

ภาคอีสาน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการฯฟังแล้วยังมองไม่เห็น สำนึกของความรับผิดชอบ นอกจากความพยายามที่จะโยนบาปไปให้ประชาชนว่าไม่ใช้สิทธิ์ดูแลเงินเอง!!ซึ่งไม่รู้ว่านายสุมิทนั้นมีการใช้สิทธิ์และหน้าที่จากการได้รับเงินเดือนอยู่ทุกเดือนนั้น ปกป้องเงินหลวง ปกป้องโครงการ ซึ่งก็บอกเองว่าทำขึ้นมาตามกรอบปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมากน้อยเพียงใด??และจนบัดนี้ได้คิดหรือมีจิตสำนึกที่จะแสดงความรับผิดชอบใดๆบ้างหรือไม่??เช่นเดียวกับ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลรับผิดชอบโครงการนี้โดยตรง ก็ยังไม่ได้มีท่าทีที่จะแสดงความกระตือรือร้นในการจะรับผิดชอบในเรื่องนี้แต่อย่างใดแถมยังสบายใจพอที่จะโพสต์ผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวคือ...http://twitter.com/korbsak โดยระบุว่า...“But sleep well even while the opposition and thecoalition gang up to kick me out of the government.” “ยังหลับสบายดี ขณะที่พรรคฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลกำลังรวมหัวกันเขี่ยผมออกจากรัฐบาล”ก็จะไม่สบายใจหลับปุ๋ยได้อย่างไร เมื่อมีคนที่เป็นนายกรัฐมนตรี ออกมาให้การการันตีขนาดนี้โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อ้างว่าที่นายกอร์ปศักดิ์เข้าไปยุ่งงานของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นมากเกินไป ก็เนื่องจากเป็นผู้กำกับดูแลนโยบาย ดูแลงานกระทรวงต่างๆพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละคนสามารถแสดงความคิดเห็นมาได้หากมีปัญหาอะไร แต่สุดท้าย ครม. เป็นผู้ตัดสิน ทุกอย่างเป็นความรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้วส่วนเรื่องชุมชนพอเพียงนั้นอยู่ที่หลักฐานข้อเท็จจริงขณะนี้อยู่ระหว่างให้รวบรวมตัวเลขมาทั้งหมดขั้นตอนที่เป็นปัญหาแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ในพื้นที่ ซึ่งมีคนกลุ่มหนึ่งไปใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้ชุมชนเสนอโครงการอย่างที่ตัวเองต้องการ และมีความเป็นไปได้สูงที่คนเหล่านี้ไปสมคบกับบริษัทเอกชนที่ต้องการขายสินค้ากับอีกส่วนคือในสำนักงาน ต้องตรวจสอบว่าถึงระดับไหนก็ต้องว่ากันตามนั้นเบื้องต้นมีคนในสำนักงานเปลี่ยนแปลงโครงการในสำนักงาน

และเชื่อมกับส่วนพื้นที่เพื่อทำให้เกิดน้ำหนักในพื้นที่เวลานำไปกล่าวอ้างว่า ถ้าไม่เสนอโครงการแบบนี้จะไม่ได้ แต่ถ้าเสนอแบบนี้จะได้ ทำให้ไปเข้าทางคนที่ต้องการขายสินค้าที่ล็อกกันอยู่สะท้อนชัดเจนว่านายอภิสิทธิ์รู้และยอมรับว่ามีกลไกทุจริตเพียงแต่สุดท้ายจะทำอะไรหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะนายอภิสิทธิ์ก็พูดชัดเจนเหมือนกันว่า นายกอร์ปศักดิ์จะมีความเกี่ยวข้องแค่ไหน อย่างไร ก็กำลังดูข้อมูลทั้งหมดอยู่แต่เท่าที่ติดตามเรื่องนี้เห็นว่านายกอร์ปศักดิ์เป็นคนที่ติดตามและหนักใจเรื่องนี้มาตลอด รวมทั้งมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด“หากมีหลักฐานพบว่ารองฯ กอร์ปศักดิ์ เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการชุมชนพอเพียงจริง จะจัดการโดยไม่มีข้อยกเว้น”ก็ได้แต่เชื่อมั่นว่านายอภิสิทธิ์จะไม่ปล่อยให้เป็นมวยล้มต้มคนดู หรือปล่อยให้มีการ “ตัดตอน” กันอย่างที่กำลังพูดกันให้แซ่ดไปหมดในขณะนี้ที่เชื่ออย่างนั้นก็เพราะอย่างน้อยนายอภิสิทธิ์ได้ให้สัมภาษณ์ชัดเจนว่า รู้สึกเสียใจที่เกิดปัญหากับโครงการอย่างนี้ และไม่พอใจอย่างมากที่มีคนหากินกับเรื่องแบบนี้ รวมถึงจะเดินหน้าตรวจสอบให้ถึงที่สุดแม้กรรมการตรวจสอบของพรรคจะระบุว่ายังไม่มีหลักฐานก็ตาม!!!ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ากรรมการตรวจสอบกันประสาอะไรเพราะแม้แต่นายอภิสิทธิ์ยังยอมรับว่ามีการทุจริต แถมยังบอกด้วยว่าได้ส่งข้อมูลไปให้เพิ่มแล้วเพราะมีคนร้องเรียนมางานนี้ นายเจริญ คันธวงศ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีโครงการชุมชนพอเพียง คงต้องทบทวนแล้วล่ะว่าผลการทำงานเป็นอย่างไร ขนาดนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคยังไม่เห็นด้วยเลยฉาวซะขนาดนี้เนี่ยนะ!!ล่าสุด เห็นว่าจะให้ทางคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เข้ามาช่วยตรวจสอบการทุจริตโครงการเรื่องนี้ถือเป็นจริยธรรมของนักการเมือง ซึ่งจริงๆ แล้วต้องถือว่าฉาวโฉ่กว่ากรณี ส.ป.ก.4-01 เพราะเป็นการฉวยโอกาสหากินกับผลประโยชน์ที่ควรจะต้องถึงมือของประชาชน ในทุกหมู่บ้านแต่กลับมามีมารผจญฮุบเอาเม็ดเงินนี้ไป ดังนั้น หากเป็นนักการเมืองที่มีจริยธรรมเพียงพอ ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบก็คงต้องกระตุ้นต่อมจิตสำนึกและทวงกันตรงๆ ว่าหมดเวลาที่จะอวดอ้างความดีงามซื่อสัตย์สุจริตอีกแล้วหากความเป็นจริงพบว่ามีการกอบโกย โกงกิน ทุจริตเกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองเช่นในขณะนี้ ■

ท่าทีทั่วโลกต่อพม่า

ที่มา voice TV

News Global



สหประชาชาติและอาเซียน ต่างแสดงความผิดหวังที่พม่าตัดสินโทษนางซูจีเมื่อวานนี้ ขณะที่จีนแสดงท่าทีคัดค้านหากสหประชาชาติจะลงโทษพม่า

"พล.อ.ชวลิต" เชื่อ นปช.ยื่นถวายฎีกาไม่เป็นชนวนแตกแยก

ที่มา voice TV



 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ , ยื่นถวายฎีกา , กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ , นปช. , แนวทางสมานฉันท์ , ปัญหาการเมือง


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธเชื่อ นปช.ยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรไม่ทำคนไทยแตกแยก พร้อมแนะทุกฝ่ายสมานฉันท์

พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงปัญหาทางการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ว่า คนไทยทุกคนควรยึดดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถมาปฏิบัติ โดยเฉพาะการกระทำในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติ เพื่อให้ทรงสบายพระราชหฤทัยและสมกับที่ทรงงานเพื่อประเทศชาติมาอย่างยากลำบากโดยตลอด

ส่วนการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. นั้น พล.อ.ชวลิตเห็นว่าเรื่องดังกล่าว ไม่ได้เป็นสาเหตุหรือฉนวนให้เกิดความแตกแยก เพราะประชาชนคนไทยทุกคนคงจะแสวงหาหนทางเพื่อแก้ไข และคงไม่มีใครตั้งใจทำให้ประเทศชาติเกิดความแตกแยก แต่อาจจะมีวิธีคิดและการดำเนินการที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นวิธีที่ดีและง่ายที่สุดในการแก้ไขปัญหาให้ยุติลงได้ คือ การหันหน้าเข้าหากันและพูดคุยทำความเข้าใจ โดยไม่แบ่งแยกเป็นกลุ่มเป็นฝ่าย

อย่างไรก็ตามเชื่อว่า แนวทางสมานฉันท์ยังเป็นแนวทางที่สามารถช่วยแก้ไขและคลี่คลายสถานการณ์ต่างๆ ให้กลับมาสู่ภาวะปกติได้

เพื่อไทยรุกแก้ กม.ให้คงกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน

ที่มา MCOT News


เพื่อไทย 12 ส.ค. – นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จะเสนอแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ ให้ชัดเจน คือ ร่าง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่..) พ.ศ. ....ตามที่คณะกรรมาธิการฯ พิจารณาเสร็จแล้ว ขณะนี้บรรจุในระเบียบวาระการประชุมสภาฯ รอการพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 และกฎหมายเทศบาล ที่ออกมาตั้งแต่ปี 2496 เพื่อให้มีกำนันและผู้ใหญ่บ้านต่อไป เพราะยังมีความสำคัญในการดูแลประชาชน

“พรรคเพื่อไทยมีความต้องการอย่างยิ่งที่จะให้มีกำนันและผู้ใหญ่บ้าน คงสภาพอยู่เหมือนเดิม ไม่ว่าจะตำบลยกฐานะเป็นเทศบาล ไม่ต้องการถูกลบทิ้ง เพราะเห็นว่ากำนันและผู้ใหญ่บ้านได้สร้างประโยชน์ให้แก่ประชาชน ถือเป็นคุณประโยชน์มหาศาลแก่ประเทศ สมควรในการคงไว้ต่อไป” นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุรพงษ์ ย้ำว่า พรรคเพื่อไทยจะดำเนินการทุกอย่าง เพื่อให้รัฐบาลแก้กฎหมายทุกฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เพื่อให้ยังคงกำนันและผู้ใหญ่บ้านไว้ และเชื่อว่า ส.ส.ทั้งสภาฯ คงไม่มีใครคัดค้านเรื่องนี้ .-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2009-08-12 15:53:42

พล.ต.อ.วิสุทธิ์ กิตติวัฒน์ ชูธงต้านการเมืองล้วงลูกสีกากี

ที่มา มติชน

คอลัมน์ คนตามข่าว

โดย ดุษฎี สนเทศ




เป็นนายกสมาคมตำรวจออกมาระดมอดีตบิ๊กสีกากีช่วยกันปกป้องภาพลักษณ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หลังกำลังถูกมรสุมการเมืองเขย่าเก้าอี้และแทรกแซงการทำงานและการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจ

ปัจจุบันอายุ 70 ปี สำเร็จ ร.ร.นายร้อยตำรวจ (นรต.14) รุ่นเดียวกับ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค พล.ต.อ.บุญศรี หุ่นสวัสดิ์ และ พล.ต.ท.กิตติโชติ แสงนิล

ต่อด้วยปริญญาโท M.A.(POLICE ADMINISTRATION) มหาวิทยาลัยวอชิงตัน ปี 2510 หลักสูตรตำรวจเอฟบีไอของสหรัฐ ปี 2513 และ วปอ.รุ่นที่ 32

เริ่มต้นเป็นผู้บังคับหมวด สภ.เมืองสมุทรปราการ ก่อนผ่านสู่ตำแหน่งสำคัญ อาทิ นายเวรผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (พล.ต.อ.ณรงค์ มหานนท์) สารวัตรใหญ่ สน.พลับพลาไชย เขต 2 นายเวรอธิบดีกรมตำรวจ (พล.ต.อ.มนต์ชัย พันธุ์คงชื่น)

เป็นผู้บังคับการกองวิจัยและวางแผน ผู้บัญชาการสำนักงานส่งกำลังบำรุง ผู้ช่วยอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายพัฒนา รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายบริหาร และรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ปี 2541

หลังเกษียณนั่งเป็นที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานรัฐสภา ปี 2544 นายกสโมสรสีลมในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายกสมาคมตำรวจ

"ผมอ่านข่าวทุกวัน มองว่าการแทรกแซงกิจการภายในของตำรวจ ทั้งการบริหารงานบุคคลการแต่งตั้งและการทำคดี ซึ่งใกล้ฤดูกาลแต่งตั้งเดือนตุลาคมจะมีข่าวลือ เช่นนี้ทุกปี ถ้าปล่อยให้องค์กรตำรวจถูกแทรกแซงอย่างนี้ หรือโครงสร้างแบบนี้จะเป็นอย่างนี้ทุกปี ตลอดไป"

กลุ่มตำรวจเกษียณที่ห่วงความเป็นไปของ ตร.เสนอว่า กฎหมายและโครงสร้างตำรวจควรลดบาทบาทของฝ่ายการเมืองในการบริหารบุคคล ให้ตำรวจดูแลกันเอง แต่ทั้งนี้การเมืองยังสามารถเข้ามาดูแลเรื่องนโยบายได้

เป็นแนวทางนายกสมาคมตำรวจที่น่าจับตาจะได้รับการตอบสนองหรือไม่!?!

ชูธง...ต้านฎีกาแดง หวังดีหรือประสงค์ร้าย ?

ที่มา มติชน



หลังจากชัยชนะของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่สามารถจัดการเหตุการณ์ชุลมุนวุ่นวายจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ทุกคนคิดว่าพลังการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงจะอ่อนแอลงและพ่ายแพ้โดยแน่แท้

แต่ไม่กี่เดือนต่อมากลุ่มคนเสื้อแดงยังกลับมาชุมนุมและสร้างกระแสได้อย่างต่อเนื่อง โดยปรากฏผลเห็นชัดเจนจากผลการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.สกลนคร และศรีสะเกษ ที่แม้คู่แข่งจะระดมสรรพกำลังทั้งบนดินและใต้ดินก็ไม่อาจต้านทานกระแสเสื้อแดงฟีเวอร์ได้

จนมาถึงเกมถวายฎีกาของ "วีระ มุสิกพงศ์" แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช. ) ที่ปลุกแดงทั้งแผ่นดิน ประกาศจะรวบรวมรายชื่อได้ให้ 1 ล้านรายชื่อ เพื่อถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เพียงช่วงระยะเวลาระหว่างเดือนมิถุนายนที่ "วีระ" ประกาศถึงเดือนกรกฎาคม ไม่น่าเชื่อที่คนเสื้อแดงจะสามารถรวบรวมรายชื่อได้ถึง 5 ล้านคน

ซึ่งก็มีคำถามว่ารายชื่อเหล่านี้มาโดยสุจริตหรือไม่

เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย นำโดย "ชวรัตน์ ชาญวีรกูล" หัวหน้าพรรคและฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทย ได้นำลูกพรรคแถลงข่าวคัดค้านการถวายฎีกา พร้อมขึ้นป้ายคัดเอ๊าต์ขนาดใหญ่ 4 มุมเมืองและแจกจ่ายพิมพ์สติ๊กเกอร์ "หยุดดึงฟ้าต่ำ หยุดทำหินแตก หยุดแยกประชาชน หยุดล่ารายชื่อถวายฎีกา"กระจายไปทั่วประเทศ

และใช้กลไกของกระทรวงสั่งผ่านทางปลัดกระทรวงมหาดไทย ตรงไปทางผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ และผ่านไปทางนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตั้งโต๊ะรับลงชื่อถอนและคัดค้านฎีกาแดง

โดยอ้างเหตุผลว่าต้องการหาทางออกให้กับประชาชนที่ถูกหลอกลงชื่อถวายฎีกา

จนเป็นที่มาของข่าวลือที่ส่งตรงจากแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงว่า "งานเข้า" โดยปูดออกมาว่าแผนต้านฎีกาครั้งนี้มี "เนวิน ชิดชอบ" หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน พรรคภูมิใจไทยอยู่เบื้องหลัง

และ "รับงาน" นี้เพื่อแลกกับคดีกล้ายางที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองจะตัดสินในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ ซึ่งตรงกับวันที่เสื้อแดงประกาศว่าจะถวายฎีกา

การตั้งโต๊ะรับลงชื่อของกระทรวงมหาดไทยมียอดตัวเลขที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เพียงช่วงเวลากว่า 1 สัปดาห์สามารถรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 5 ล้านชื่อ

แม้จะถูกตั้งคำถามถึงที่มาของรายชื่อและหลักฐานการลงรายชื่อของประชาชน แต่ "บุญจง วงศ์ไตรรัตน์" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กลับออกมาขวางโดยระบุว่า "ประชาชนมาร่วมลงชื่อด้วยความสมัครใจ ไม่จำเป็นต้องมีการเปิดเผยรายชื่อใดๆ ทั้งสิ้น"

หลายคนก็ตั้งข้อสังเกตว่ากลไกของกระทรวงมหาดไทยนั้นง่ายต่อการสร้างตัวเลข

แต่ตัวเลขเหล่านี้คือของแท้แค่ไหน

และสิ่งที่หลายคนกังวลคือวิธีการของกระทรวงมหาดไทยคือสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่

เป็นการแบ่งแยกประชาชนออกจากกันหรือเปล่า

แต่หากจะย้อนดูผลงานของ "เนวิน" ที่ผ่านๆ มาจะพบรอยด่างหลายต่อหลายรอย

อาทิ ทีมเสื้อน้ำเงินไปร่วมพิทักษ์การประชุมอาเซียนซัมมิทที่พัทยา ป้องกันคนเสื้อแดงขัดขวางการประชุมจนเกิดการปะทะ ตีกันเลือดตกยางออก จนในที่สุดการประชุมก็พังลง

หรือแม้แต่ตอนที่ยังดื่มด่ำกับทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เคยจัดคารวานคนจนมาตั้งเวทีที่สวนจตุจักรมีเจตนาต้องการชนกับกลุ่มคนเสื้อเหลืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเหตุการณ์ม็อบที่เข้าปิดสำนักงานเนชั่นใครกันที่แน่ที่อยู่เบื้องหลัง

ถึงวันนี้จึงเกิดคำถามเมื่อยึดโยงกับเหตุการณ์ในอดีต การใช้กลไกครั้งนี้เป็นเรื่องตัวบุคคลหรือส่วนรวม

หากทำไปเพื่อส่วนรวม ผลที่ออกมาในครั้งนี้จะเป็นผลดีต่อประเทศชาติแค่ไหน

ในฐานะที่เป็นพรรครัฐบาลน่าจะมีแนวทางสมานฉันท์ที่ดีกว่าปล่อยให้ประชาชนออกมาชนเผชิญหน้ากัน

การกระทำครั้งนี้แม้จะมีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็ไม่มีใครจะทัดทานนโยบายที่ส่งตรงมาจากผู้มีอำนาจได้

ผลของการกระทำจะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงเจตนาของผู้สั่ง

แต่ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร "ประชาชน" ตาดำๆ ย่อมเป็นผู้รับกรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้...

บริหารแบบแปลกๆ

ที่มา มติชน

บทนำมติชน



กว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตอบคำถามกรณีความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมก็ต้องซักถามกันไปมาหลายครั้ง หลายรอบ กว่าจะหลุดคำพูดออกมาว่า ได้สั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดภาคใต้ 7-8 วันเพื่อติดตามคดีสำคัญหลายคดีและไปเตรียมความพร้อมการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จังหวัดภูเก็ต นายสุเทพมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่บ้างที่ถูกผู้สื่อข่าวซักไซ้แต่เรื่องของ พล.ต.อ.พัชรวาท แต่ถ้า นายสุเทพ หรือแม้แต่ นายอภิสิทธิ์เข้าใจหน้าที่และการทำงานของผู้สื่อข่าวว่าต้องหา "ความจริง" และเบื้องหลังของข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมก็จะต้องพยายามบริหารราชการให้ดีและตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมา

จะดำเนินการอย่างไรกับ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็นปัญหาของ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพมาเป็นเดือน การให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไม่มีความชัดเจน ปากบอกว่า พล.ต.อ.พัชรวาทไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหารนายสนธิก็ยืนยันเช่นเดียวกัน แต่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพกลับพูดจาและแสดงออกไปคนละทางสองทาง จน พล.ต.อ.พัชรวาทลาไปปฏิบัติราชการที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 5-14 สิงหาคม แต่พอถึงค่ำวันที่ 8 สิงหาคมก็เดินทางกลับมาอ้างว่า จะมีพายุฤดูร้อนเข้าสู่พื้นที่การปฏิบัติภารกิจ ประกอบกับจะเข้าร่วมงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับมาก่อน ครั้นกลับมาถึงประเทศไทยก็เกิดความสับสนว่า พล.ต.อ.พัชรวาทจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปจนเกษียณซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 50 วัน ซึ่งงานสำคัญคือ การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงสารวัตรหรือจะถูกแขวนไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าว

หากการบริหารราชการของฝ่ายการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชามีความตรงไปตรงมา แสดงเหตุผลจน พล.ต.อ.พัชรวาทยอมรับได้ ทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ พล.ต.อ.พัชรวาทก็ควรจะตอบคำถามผู้สื่อข่าวสอดคล้องและตรงกัน ไม่ใช่พูดกันคนละเรื่อง เสมือนกับว่าไม่เคยคุยกันและถ้าจะถูกเข้าใจจากผู้สื่อข่าวและคนทั่วไปว่า ทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งกันก็ไม่ใช่ความผิดของผู้ที่คิดและเข้าใจเช่นนั้น ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้มีความสับสนอย่างมาก มีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เผชิญมรสุมหลายด้าน จึงเป็นที่มาของข่าวลือ

ในเมื่อนายอภิสิทธิ์ไม่ย้าย พล.ต.อ.พัชรวาทมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็แสดงว่า พล.ต.อ.พัชรวาทยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่จะให้มีอำนาจในตำแหน่งหรือไม่ อย่างไรก็เป็นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจนับแสนๆ คน ต้องให้ความใส่ใจกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั้งประเทศที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ยิ่งประชาชนในยามนี้แบ่งออกเป็นฝักฝ่าย มีการถือเขาถือเรา นี่พวกเดียวกัน นี่ฝ่ายตรงข้าม ความรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมมีหลายมาตรฐานหรือไร้มาตรฐาน มีทั้งชื่นชอบและเกลียดชังรัฐบาล รัฐบาลจำเป็นจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ที่สำคัญ คือความสุจริต ความโปร่งใส

ประชาชนจะคลายความสับสนและงุนงงในกรณี พล.ต.อ.พัชรวาทจะอยู่ตรงไหน มีสถานะเช่นไรก็อยู่ที่ผู้บังคับบัญชาจะสร้างความกระจ่าง ด้วยการพูดจากับสาธารณชนผ่านสื่อมวลชนให้รู้เรื่อง เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาทก็มีหน้าที่จะต้องชี้แจง การคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่อยากพูดชี้แจงใดๆ เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดกระทบต่อความสงบสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การกระทำใดๆ จึงไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้ มีแต่จะต้องตอบกับสังคมให้ได้ถึงจะทำให้ประชาชนมองหน่วยงานแห่งนี้ด้วยความรู้สึกที่ดี