WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 14, 2009

อย่าเอาพฤษภาทมิฬเป็นตัวตั้ง

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา นิตยสารแนวร่วมREDรายสัปดาห์ ฉบับวางแผงล่าสุด
14 สิงหาคม 2552

๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖ , ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙, พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยภายในกรอบของระบอบอำมาตยาธิปไตย แต่พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ คือการต่อสู้ครั้งแรกที่ระบอบประชาธิปไตยสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยโดยตรงครับ


ขึ้นต้นตรงๆ เลยว่า แกนนำหรือมวลชนคนใดที่ยังนึกภาพความสำเร็จของ “พฤษภาทมิฬ” ไว้ในใจ ยังฝันว่าการเผชิญหน้าใน พ.ศ.๒๕๕๒ จะออกมาในรูปเดียวกัน นั่นคือฝ่ายประชาธิปไตยได้ “ภาพ” แห่งความสำเร็จในการไล่เผด็จการมากกกอดจนถึงทุกวันนี้ จะผิดหวังมาก

เหตุการณ์ในปี พ.ศ.๒๕๕๒ คล้ายคลึงกับเมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ เพียงประเด็นเดียวคือ ความตั้งใจของมวลชนที่จะโค่นล้มเผด็จการ ส่วนเกม และผู้เล่นครั้งนี้แตกต่างจากครั้งนั้นราวฟ้ากับเหว

ถ้าหมกมุ่นให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย โดยเอาพฤษภามาเป็นตัวกำหนด อาจพาฝ่ายประชาธิปไตยทั้งมวลไปสู่ความพ่ายแพ้ย่อยยับได้

ผมร่วมอยู่ในเหตุการณ์ต่อต้านอำมาตยาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น และขยับตัวเองมาทำงานในที่ที่จะทำอะไรได้มากและลึกซึ้งขึ้นในขณะนี้ รู้สึกว่าต้องพูดกันสักทีแล้วครับ เพราะแกนนำของเราหลายคนออกจะหมกมุ่นกับเหตุการณ์ขับไล่ รสช. เมื่อ พ.ศ.๒๕๓๕ ที่เกี่ยวข้องกับการ “พาคนไปตาย” เพื่อแลกกับความสำเร็จที่ไม่ใช่ของเรา แต่เป็นเล่ห์กลที่ฝ่ายอำมาตย์เขาเล่นหลอกเรา

แล้วเราบางคนก็เชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยเก่งจริง

ในเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ นั้น ผมเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยข่าวกรองของหลายประเทศ จึงรู้บ้างว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นฝ่ายประชาธิปไตยถูกกำหนด “บท” หรือ “script” ให้เล่นอย่างไร และจบลงด้วยผลประโยชน์ของเขา โดยไม่ใช่ของประชาชนอย่างไร

เรื่องแรกที่สุด เหตุการณ์พฤษภา ’๓๕ ไม่ใช่การเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายอำมาตย์กับประชาชนเหมือนครั้งนี้ แต่เป็นความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจกันในหมู่ลูกน้องของฝ่ายอำมาตย์เอง โดยดึงประชาชนเข้าไปเสียบไว้ตรงกลางระหว่างแนวกระสุนจนล้มตายหรือหายสาบสูญไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ ๕ อย่างพลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกอิสรพงศ์ หนุนภักดี พลอากาศเอกเกษตร โรจนนิล เป็นต้น ได้อำนาจเต็มมือจากการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตยของพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ฝ่ายอำมาตย์ที่เป็นคนใช้เขาทำงานนี้เองกลับรู้สึกไม่ไว้วางใจ เพราะปีต่อมากลุ่ม จปร. ๕ ทำท่าจะไม่คืนอำนาจที่ตัวยึดมา ในประโยคเท่ๆ ที่พลเอกสุนทร คงสมพงศ์พูดเกี่ยวกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่า “สุไม่เอาก็ให้เต้”

สุ คือ สุจินดา คราประยูร

เต้ คือ เกษตร โรจนนิล


เขาก็เดินแผนเอานักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าอีกรุ่นหนึ่งที่ไม่ชอบกันคือ จปร. ๗ โดยเฉพาะพลตรีจำลอง ศรีเมือง ผู้เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ มาเป็นหัวหอกต่อต้าน “เผด็จการ รสช.” ที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือ ร่วมกับแกนนำฝ่ายประชาธิปไตยหลายคนที่อาจจะไม่รู้สร้อยสนกลใน

ไม่รู้ว่างานนี้คนสร้าง รสช. ขึ้นมากับมือ และคนที่จ้องทำลาย รสช. ก็คือคนเดียวกัน

พูดอย่างไม่เกรงใจคือเป็นจิ้งหรีดในกระดานเดียวกันที่เขาจับขึ้นมากัดกันจนตายไปข้างหนึ่ง

แกนนำสมัยพฤษภาหลายท่านจึงมั่นใจอย่างผิดๆ ว่า ทำอะไรก็ได้ ขอให้รวมมวลชนมากที่สุดมาร่วมในขบวนต่อต้านได้ก็จะได้รับชัยชนะ ทั้งนี้ก็เพราะลืมหรือแกล้งลืมว่า เหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้คนบาดเจ็บล้มตายไปก่อนแล้วถึง ๓ วัน โดยไม่มีหวังว่าจะได้รับชัยชนะ

พูดอย่างไม่ต้องอ้อมค้อมคือ มวลชนในเหตุการณ์เดือนพฤษภาไปร่วมขับไล่เผด็จการอย่างกล้าหาญและตั้งอกตั้งใจ สมควรจะได้รับการจารึกไว้ แต่แกนนำบางคนในเหตุการณ์นั้นจงใจนำมวลชนไปร่วมเกมเข่นฆ่ากันระหว่างคนถืออาวุธ ๒ รุ่น จปร. เพื่อเสริมภาพให้เป็นประชาธิปไตยเท่านั้นเอง

แกนนำเหล่านี้อย่ามีหน้ามาบอกว่าตัวเองก้าวหน้ากว่ามวลชน เพราะเป็นเพียงลูกกระจ๊อกของผู้มีอำนาจเท่านั้น มวลชนใน พ.ศ.๒๕๓๕ เขามีความฮึกเหิมและมีความเคารพในตัวเองสูงกว่าท่าน

และมวลชนประชาธิปไตยในปี พ.ศ.๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนบัดนี้ ก็ก้าวหน้าทางความคิดมากกว่าท่านอย่างเปรียบกันไม่ได้เหมือนกัน

เขายอมให้ท่านนำอยู่ในขณะนี้ เพราะเขารู้ว่าเป็นเวทีใหญ่ที่ประชาชนมารวมตัวกันมาก เนื่องจากคุณทักษิณยังโฟนอินเข้ามา เขาก็เลยใช้เป็นสถานที่ประชุมกันเพื่อทำงานการเมืองที่ก้าวหน้าลึกซึ้งกว่าเหตุการณ์บนเวทีที่ท่านจัดเท่านั้นเอง

คนเขาไปดูละครลิงเพราะมันสนุกดี ไม่ได้แปลว่าเขาจะเชื่อลิง

ใครก็ตามที่หวังว่าจัดตั้งมวลชนมาชนกัน โดยหวังให้เกิดเหตุการณ์ล้มตายนองเลือดเพื่อให้เข้ารอยพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕ จึงถือเป็นมิจฉาชีพที่แอบแฝงเข้ามาในฝ่ายประชาธิปไตย เพราะเจตนาอันแท้จริงคือการทำลายขบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่เสริมสร้างขบวนการประชาธิปไตยเลย

ใครนำขบวนการประชาธิปไตยไปรับใช้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย จะทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม คือเหลือบที่คอยสิงสู่ทำลายขบวนการประชาธิปไตยในเนื้อ ไม่ต่างอะไรจากเซลล์มะเร็งที่ต้องขจัดออกไปจากร่างกาย

ยุทธวิธีที่ใช้อยู่ในขณะนี้ ชาวประชาธิปไตยที่มองทะลุรัฐบาลอภิสิทธิ์-สุเทพ กองทัพของอนุพงศ์-ประยุทธ์ หรือศาลของธานินทร์-ชาญชัยไปนานแล้ว เขาไม่มีความศรัทธาใดๆ เลยครับ

สงครามในครั้งนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างมหาอำมาตย์กับมหาประชาชน จะนานเท่าไหร่ก็ต้องยอม ไม่ใช่การต่อสู้เล็กๆ ระหว่างลูกน้องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพื่อนำขบวนการทั้งหมดไปสู่ความพ่ายแพ้

แต่ทั้งหมดนี้ เราต้องแยกระหว่าง แกล้งโง่ กับ โง่ ให้ชัด

คนที่ แกล้งโง่ นั้น มีจุดประสงค์จะคัดท้ายพายเรือให้ขบวนประชาธิปไตยหมุนคว้างอยู่กลางน้ำ จนมีผู้เปี่ยมไปด้วยบุญญาบารมีเขาโยนเชือกมาให้ดึง จนเข้าฝั่งได้อย่างปลอดภัย

จากนั้นก็เป็นหนี้บุญคุณเขาไปชั่วลูกชั่วหลาน

แต่คนที่ โง่ นั้น ยังสนุกอยู่กับเกมปัญญาอ่อนที่ไม่คิดให้ครบวงรอบว่าชัยชนะของประชาชนจะมาจากไหนและโดยวิธีใด อาจพาเราไปสู่ความสะใจในระยะสั้น และประสบความปราชัยในระยะยาว

ถ้าให้ผมเลือก ผมเลือกคนโง่ เพราะแกนนำที่โง่ไม่สามารถทำลายขบวนการประชาชนทั้งหมดได้หรอกครับ มวลมหาประชาชนของเรามีมากนัก เกิดอะไรขึ้นก็ยกขบวนมาใหม่ด้วยปริมาณและคุณภาพที่มากกว่าเดิม

แบบนี้ถึงแกนนำแพ้ แต่ประชาชนไม่แพ้

ส่วนพวกที่ แกล้งโง่ และนำขบวนการไปจบลงอย่างอัปยศโดยจงใจเจตนานั้น ปล่อยไปเฉยๆ ไม่ได้

๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๖

๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙

พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๕

เป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยภายในกรอบของระบอบอำมาตยาธิปไตย

แต่พุทธศักราช ๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนกระทั่งบัดนี้ คือการต่อสู้ครั้งแรกที่ระบอบประชาธิปไตยสู้กับระบอบอำมาตยาธิปไตยโดยตรงครับ

อย่าให้พวกแกล้งโง่ พวกเนรวินภาค ๒ และพวกหากินกับการประท้วงมาชั่วชีวิต มาทำให้ประเด็นสำคัญนี้เลือนไปเป็นอันขาด.

---------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

จับตากรณี “ริโอ ตินโต”

ที่มา Thai E-News

โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ สายตาโลก หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ “แนวร่วม Red” ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๕


เล่นทิ้งสาวจีนแล้วหันมาแต่งงานกับสาวออสเตรเลียบ้านเฮาอย่างนี้ คนที่เกี่ยวข้องก็หายใจไม่ทั่วท้องเพราะรู้ว่าจีนคงไม่นั่งเฉยอย่างใจเย็นเป็นแน่ สินค้าที่ส่งขายก็ขายจีนเป็นหลัก พฤติกรรมประเภทนี้โลกตะวันออกเขาถือว่าไม่ถนอมน้ำใจกัน ไม่นานเกินรอ ทางการจีนก็ออกหมายจับทีมงานของ ริโอ ตินโต ที่ทำงานอยู่ในสำนักงานประจำเมืองจีนเข้าให้ ด้วยข้อหาฉกรรจ์ว่าคนเหล่านี้เป็นสายลับเข้ามาล้วงข้อมูลทางราชการของจีน


สำนักข่าวใหญ่ๆ ของโลกในระยะนี้หันไปสนใจกับอิหร่านและเกาหลีเหนือกันหมด

การอสัญกรรมของอดีตประธานาธิบดีผู้ต้านเผด็จการของฟิลิปปินส์-นางคอราซอน อาคิโน หรือการไต่สวนดำเนินคดีกับนางอองซานซูจีในเมียนมาร์ก็เป็นข่าวประเดี๋ยวประด๋าว ไม่ได้เป็นกระแสอะไร เรื่องวิวาทบาดหมางระหว่างออสเตรเลียกับจีนที่น่าสนใจและทำให้เรามองเห็นอะไรได้มาก ก็พลอยถูกกลบไปด้วย

ขอหยิบมาเล่าสู่กันฟังเสียหน่อยปะไร สำหรับข่าวหลังสุดนี้ เพราะออสเตรเลียและจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญของเราทั้งคู่ เขากำลัง “มีเรื่อง” อะไรผมก็เชื่อว่าควรค่าแก่การรับรู้

กรณีพิพาทครั้งนี้เรียกกันว่า ริโอ ตินโต

ริโอ ตินโต เป็นชื่อบริษัทค้าขายแร่เหล็ก (iron ore) ขนาดใหญ่ของออสเตรเลียที่ส่งสินค้าขายจีนเป็นหลัก จีนเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นอันมาก จึงต้องการแร่เหล็กเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกัน เพื่อนำมาถลุงและผลิตเป็นเหล็กแบนบ้างหรือเหล็กยาวบ้างต่อไป

ออสเตรเลียเป็นประเทศติดอันดับโลกว่ามีแร่เหล็กคุณภาพดี เช่นเดียวกับรัสเซียและสหรัฐฯ และขายแร่เหล็กเป็นล่ำเป็นสันตลอดมา คำว่าคุณภาพดีนั้นก็แปลว่า ต้องมีเนื้อเหล็กในก้อนแร่ที่ซื้อขายกันเป็นหอบๆ ไม่ต่ำกว่า ๖๒% ไม่อย่างนั้นเขาถือว่าไม่คุ้มต่อการนำมาถลุง ซึ่งเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ใช้เงินมาก ส่วนสหรัฐฯ ไม่ค่อยใช้แร่เหล็กที่มีมาก คงตั้งใจเก็บไว้เมื่อคราวจำเป็น หรือเมื่อโลกขาดแคลนเรียกหา

ส่วนจีนดำเนินนโยบายใหม่ที่ชัดเจน นั่นคือยกเลิกโรงงานถลุงเหล็กเล็กๆ น้อยๆ แล้วรวมเข้าเป็นโรงงานถลุงเหล็กขนาดใหญ่หลายแห่งในประเทศ และรับซื้อแร่เหล็กมาถลุงอย่างเดียวโดยแทบไม่ใยดีกับการทำเหมืองแร่เองเลย

แร่เหล็กเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้จีนกลายเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย มูลค่าการค้าขายระหว่างกันทั้งหมดที่สูงถึง ๕๒,๐๐๐ ล้านเหรียญฯ ในปี พ.ศ.๒๕๕๑ นั้น เป็นการค้าแร่เหล็กถึง ๑๔,๐๐๐ ล้าน และบริษัทออสเตรเลียที่เป็นผู้ค้ารายใหญ่ก็มีเพียง ๒ บริษัทคือ บีเอชพี บิลลิตัน กับ ริโอ ตินโต ที่กำลังมีปัญหานี่เอง

ปัญหาที่ว่านั้นก็น่าปวดหัว เพราะดูจะเป็นสงครามเย็นระหว่างกัน สงครามเย็นคือสงครามที่เปิดฉากรบกันโดยไม่ประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ กว่าจะหย่าศึกกันได้ก็มักจะนาน เพราะต้องทำให้ทุกฝ่ายยอมรับเสียก่อนว่ากำลังทำสงครามกัน ท่านอาจจะไม่ทราบว่าหลายประเทศในโลกเขาแอบทำสงครามโดยไม่ประกาศ เพราะไม่ต้องการให้ประเทศอื่นๆ หรือองค์การระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวพัน ทำสงครามเงียบๆ ก็แอบเอาผลประโยชน์เงียบๆ ทำนองนั้น

เรื่องก็คืออยู่มาวันหนึ่ง ผู้บริหารของ ริโอ ตินโต ตัดสินใจเปลี่ยนพันธมิตรทางการค้าเหล็กของตัวเอง จะด้วยเหตุผลใดก็ไม่ประกาศชัด โดยหันมากอดกับ บีเอชพี บิลลิตัน ซึ่งเคยเป็นคู่แข่งแทน กำหนดภารกิจว่าจะลงทุนทำเหมืองแร่เหล็กในภาคตะวันตกของออสเตรเลียกันให้สนุกไปทีเดียว

ปัญหาคือพันธมิตรรายเดิมที่ถูกทอดทิ้งเอาดื้อๆ ต้องเสียผลประโยชน์ตามสัญญาการค้ามูลค่าสูงถึง ๑๙,๕๐๐ ล้านเหรียญฯ ก็คือ ชินัลโก้ (Chinalco) ซึ่งเป็นบริษัทที่รัฐบาลจีนเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ พูดง่ายๆ คือเป็นเจ้าของอยู่

เล่นทิ้งสาวจีนแล้วหันมาแต่งงานกับสาวออสเตรเลียบ้านเฮาอย่างนี้ คนที่เกี่ยวข้องก็หายใจไม่ทั่วท้องเพราะรู้ว่าจีนคงไม่นั่งเฉยอย่างใจเย็นเป็นแน่ สินค้าที่ส่งขายก็ขายจีนเป็นหลัก พฤติกรรมประเภทนี้โลกตะวันออกเขาถือว่าไม่ถนอมน้ำใจกัน

ไม่นานเกินรอ ทางการจีนก็ออกหมายจับทีมงานของ ริโอ ตินโต ที่ทำงานอยู่ในสำนักงานประจำเมืองจีนเข้าให้ ด้วยข้อหาฉกรรจ์ว่าคนเหล่านี้เป็นสายลับเข้ามาล้วงข้อมูลทางราชการของจีน โดยติดสินบนข้าราชการจีนเพื่อให้ได้ข้อมูลเหล่านั้น ในจำนวนนี้เป็นคนออสเตรเลียเชื้อสายจีนเพียงคนเดียวคือ สเติร์น หู ส่วนอีกสามคนเป็นคนจีนสัญชาติจีนทั้งนั้น

รัฐบาลออสเตรเลียก็เต้นผาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ไซม่อน ครีน ออกมาขู่คำรามว่าอนาคตการค้าระหว่างจีนกับออสเตรเลียต้องมืดมนแน่หากคดีนี้ไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม

จีนก็ตอบเรียบๆ หน้าเฉยๆ โดยผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ หลิว จี้ยู่ ว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของ ริโอ ตินโต ในออสเตรเลีย แต่เป็นปัญหาของสำนักงานในเมืองจีนโดยตรง

“จีนให้ความเคารพและยอมรับความเป็นอิสระของกระบวนการยุติธรรมของออสเตรเลียมาตลอด ก็เลยหวังว่าออสเตรเลียจะให้เกียรติจีนในลักษณะเดียวกัน” รัฐมนตรีหลิวว่า “ทั้งหมดเป็นเพราะรัฐบาลจีนต้องการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการทำธุรกิจในจีน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทต่างชาติหรือบริษัทของจีนเอง”

แถมยังหยอดให้เจ็บใจเสียอีกว่า จีนเชื่อว่าถ้าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในออสเตรเลีย ออสเตรเลียก็จะทำอย่างเดียวกับจีนนั่นแล

เราคนนอกมองแล้วก็น่าเชื่อว่า งานนี้เป็นเรื่องของศักดิ์ศรี และปฏิกิริยาโต้ตอบของประเทศขนาดจีนต่อการกระทำแบบไม่รักษาน้ำใจเพื่อนของออสเตรเลีย แต่เมื่อจีนไม่ยอมรับเช่นนั้นก็เกิดปัญหาที่น่าปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างยิ่งขึ้น นั่นคือบริษัทการค้าอื่นๆ ของออสเตรเลียทั้งที่ค้าเกี่ยวกับเหล็กและไม่เกี่ยวต่างพากันชะลอทุกอย่าง เพราะกลัวว่าเดินไปตามแผนธุรกิจกันจีนขณะนี้แล้วตัวจะกลายเป็นแพะบูชายัญไป วิตกจริตว่าถ้าจีนถือโอกาสแก้แค้นเพิ่มเติมที่ธุรกิจของตัวเองเข้าก็จะเดือดร้อนชนิดที่ใครก็ช่วยเหลือไม่ได้

การค้าระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่จึงเกิดภาวะอัมพฤกษ์ขึ้น ยังไม่ถึงอัมพาตแต่ก็เกือบไป หรือจะลุกลามไปถึงขั้นนั้นในที่สุดก็ยังไม่รู้

เรื่องนี้คนที่หนักใจเป็นพิเศษน่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย เควิน รัดด์ เพราะเพิ่งประกาศนโยบาย “สู่โลก” ของออสเตรเลียไปหมาดๆ แสดงเจตนาว่าจะลดแนวนโยบายแบบชาตินิยม และเพิ่มความเป็นนานาชาตินิยมมากขึ้น ยังไม่ทันนกกระจอกกินน้ำก็เกิดปัญหาว่า ริโอ ตินโต เล่นเกมชาตินิยมเข้าให้ แถมยังก่อปัญหาที่ทำท่าจะเป็นวิกฤติการเมืองกับจีนซึ่งเป็นประเทศสุดท้ายที่ออสเตรเลียอยากจะมีเรื่องด้วย

แต่ก็ช่าง เควิน รัดด์ เถอะครับ

ผมมาห่วงตรงที่ว่า ปัญหานี้ดูจะเป็นทัศนคติที่แตกต่างกันระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกโดยตรง ฝรั่งตะวันตกไม่ถือว่าการพูดจาตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซาก หรือซากผ่าขวานเป็นเรื่องผิดบาป โดยเฉพาะในการทำธุรกิจยิ่งต้องเชือดกันด้วยความทื่อความดิบ แต่โลกตะวันออกยังให้ความสนใจในสิ่งที่เรียกว่า “ท่าที” หรือ “ทีท่า” ที่ถ้าหากเข้าผิดทางแล้วอาจจะตกถนนลงคลองไปเลย ไม่ว่าจะน่าดูชมแค่ไหนในทางธุรกิจก็ตาม

พูดง่ายๆ ก็คือเราชาวเอเชียเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องส่วนตัว นามธรรมประเภทศักดิ์ศรี หน้าตาและอารมณ์ความรู้สึกทั้งหลายยังมีความหมายลึกซึ้ง และมีความสำคัญไม่แพ้ผลประโยชน์ในทางธุรกิจและเศรษฐกิจ

นิทานเรื่องนี้ (คงจะ) สอนให้รู้ว่า โลกใบนี้ก็ยังไม่โลกาภิวัตน์นักหนา อย่าทำอะไรที่สุดโต่งเกินไปเลยครับ.

-----------------------------------

TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

เสื้อแดงหลายภาคชุมนุมรอถวายฎีกา แกนนำเผยนัดราชเลขาธิการแล้ว

ที่มา ประชาไท

แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ เดินสายชุมนุมต่างจังหวัดชี้แจงมวลชนเรื่องเตรียมถวายฎีกา ล่าสุดแกนนำเผยประสาน อาสา สารสิน ราชเลขาธิการแล้ว เตรียมชุมนุมใหญ่พร้อมส่งตัวแทนถวายฎีกา 17 ส.ค. นี้ อริสมันต์เผยริ้วขบวนธงชาติไทย 75 ผืน พร้อมหาบ 500 กล่องรายชื่อถวายฎีกา

ภาพการชุมนุมเดินสายต่างจังหวัดของผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา
เสื้อแดงเดินสายชุมนุมหลายจังหวัด รอถวายฎีกา
เมื่อวันที่ 10 ส.ค. แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง จัดชุมนุม “ฎีกาดับทุกข์ทั้งแผ่นดิน” ที่ลานข้างสถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 2 (อาเขต) ถ.แก้วนวรัฐ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยถือเป็นกิจกรรมชุมนุมชี้แจงการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในเข้าชื่อถวายฎีการ้องทุกข์
โดยหลังการชุมนุมใหญ่ที่สนามหลวงเมื่อ 7 ส.ค. กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศจะชุมนุมย่อยหลายจังหวัด ได้แก่ ที่ จ.นนทบุรี เมื่อ 8 ส.ค. ที่ จ.อุดรธานี เมื่อ 9 ส.ค. ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. และเมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) ที่ จ.ราชบุรี
โดยล่าสุดจะมีการจัดชุมนุมที่ จ.ชลบุรี วันที่14 ส.ค. ที่ จ.มุกดาหารในวันที่ 15 ส.ค. และวันที่ 16 ส.ค. ที่ จ.นครสวรรค์ ก่อนจะชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 17 ส.ค. ที่สนามหลวง
โดยการชุมนุมเมื่อ 10 ส.ค. ที่ผ่านมาที่ จ.เชียงใหม่ มีผู้เข้าร่วมชุมนุมหลายพันคน มีแกนนำระดับสำคัญร่วมปราศรัยทั้ง นพ.เหวง โตจิราการ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฯลฯ โดยในช่วงเวลาประมาณ 22.00 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้โฟนอินเข้ามาด้วย โดยบอกว่าเมื่อวานบอกกับคน จ.อุดรธานีว่า ถ้าได้เป็นนายกรัฐมนตรีวันนี้จะลดราคาน้ำมันทุกประเภทลงลิตรละ 10 บาท และอธิบายว่าช่วงหนึ่งกล่าวถึงการขึ้นภาษีน้ำมันดีเซลกับเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ขึ้นจาก 2 บาท 45 สตางค์ เป็น 10 บาท 18 สตางค์ ถือว่าขึ้นไป 4 เท่าหากเทียบกับรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มีการขึ้นภาษีแก๊สโซฮอล์จาก 2 บาท 51 สตางค์ เป็น 11 บาท 50 สตางค์ ถือว่าขึ้น 5 เท่า แล้วจะส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ได้อย่างไร
พ.ต.ท.ทักษิณ เสนอว่าถ้าลดราคาน้ำมันผ่านการลดภาษีลิตรละ 10 บาท รัฐบาลก็ยังเก็บภาษีได้ แต่การขึ้นราคาน้ำมันโดยการขึ้นภาษีเป็นการมักง่าย ใช้เครื่องคิดเลขแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เพราะคำนวณว่าประชาชนใช้น้ำมันทั่วประเทศเสียภาษีให้รัฐบาล 730 ล้านบาทต่อวัน เท่ากับคนละ 11 บาทต่อวัน และพบว่าในรัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งแต่กุมภาพันธ์ ถึง มิถุนายนปีนี้ เก็บภาษีจากน้ำมันอย่างเดียวได้ 41,000 ล้านบาท แสดงว่าเท่ากับที่เอาไปใช้แจก 2,000 บาท แจก 500 บาท ใช้เรียนฟรี สรุปคือใส่กระเป๋าซ้าย ล้วงกระเป๋าขวา ไม่ได้ให้กันจริง ถ้าจะให้กันจริงต้องลดราคาน้ำมันลงลิตรละ 10 บาท ก็ยังได้ภาษี แม้จะได้น้อยลง แต่ค่าขนส่ง ค่าอาหารจะลด ราคาสินค้าที่บวกค่าขนส่งจะลดลงมาอีก ประชาชนจะมีกำลังซื้อ รัฐบาลจะเก็บภาษีในรูปแบบอื่นคือภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งจะได้มากกว่าการเก็บภาษีน้ำมันด้วยซ้ำ และเศรษฐกิจจะหมุนเวียน การจ้างงาน การท่องเที่ยวจะมีมากขึ้น จึงขอบอกรัฐบาลให้ลดภาษีน้ำมันเพื่อช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อ และรัฐบาลไม่จนลงหรอกเพราะจะได้จากภาษีมูลค่าเพิ่ม
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังแสดงความเห็นการล่าชื่อค้านการถวายฎีกาของรัฐบาลว่า เมื่อ 30 ธ.ค. 51 นายอภิสิทธิ์กล่าวแถลงนโยบายก่อนเป็นรัฐบาลว่าจะพัฒนาประชาธิปไตยที่มั่นคง แต่ปรากฏว่าการเคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนกลับไม่มี คือใครจะทำอะไรก็เป็นสิทธิเสรีภาพเขา ก็ต้องให้เกียรติ ให้เขาก็ทำไป คนที่ไม่เห็นด้วยก็ทำไป ให้เป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เอากลไกรัฐเข้ามาแทรกแซงทุกขั้นตอน ไม่ใช่สิ่งที่ดี มีแต่สร้างความแตกแยกมากขึ้น แล้วไหนบอกว่าจะสร้างความปรองดอง
นายวีระ มุสิกพงศ์ แกนนำ นปช. ยังกล่าวกับ พ.ต.ท.ทักษิณระหว่างโฟนอินว่าว่า การล่าชื่อถวายฎีกามีกฎหมายรองรับ แต่การล่ารายชื่อผู้ต้านการถวายฎีกาของรัฐบาลไม่ว่าจะได้ห้าล้าน สิบล้าน หรือสุดแท้แต่ มีคำถามว่ารัฐบาลจะเอาชื่อไปไหน จะทิ้งคลองที่ไหน เพราะไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าจะต้องทำอย่างไร สุดท้ายแล้วคงไปกองที่บ้านเสี่ยจิ้น ซึ่งหมายถึงนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
แกนนำแจงนัดหมายราชเลขาธิการแล้ว มอบ 17 ส.ค.
ส่วนสถานการณ์ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 ส.ค. หนังสือพิมพ์มติชนออนไลน์ รายงานว่า แกนนำ นปช. ทั้งนายวีระ นายณัฐวุฒิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีต ส.ส.กทม. พรรคไทยรักไทย พร้อมแกนนำ นปช. ได้ แถลงข่าวที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว ถึงการเข้าถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
นายวีระ มุกสิกพงษ์ แถลงว่า แกนนำคนเสื้อแดง ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้หารือกับทางสำนักราชเลขาธิการ โดยได้นัดหมายกันว่า ในเวลา 13.00 น.ของวันที่ 17 สิงหาคม คนเสื้อแดงจะนำฎีกาฯ มอบให้ทางสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งแกนนำคนเสื้อแดง ได้นัดหมายประชาชนทั่วประเทศ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 17 สิงหาคม ที่ท้องสนามหลวง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า ประชาชนมาร่วมลงชื่อถวายฎีกาฯนั้นมีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่เอาใครก็ไม่รู้มาลงชื่อตามที่รัฐบาลได้กล่าวอ้าง จึงจะทำให้การชุมนุมครั้งนี้มีจำนวนประชาชนมาร่วมชุมนุมมากหน่อย แต่จะเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา
นายวีระกล่าวว่า การเข้ายื่นถวายฎีกาฯนั้น จะเริ่มในเวลา 13.00 น. โดยจะมีตัวแทนคนเสื้อแดง 8 คนนำฎีกาส่วนหนึ่งเข้าไปยื่นที่สำนักราชเลขาธิการ จากนั้น จะมีคนเสื้อแดงประมาณ 2 พันคนนำฎีกาประมาณ 500-600 กล่องไปส่งยังประตูวิเศษไชยศรี สำนักพระราชวัง ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้กับเจ้าหน้าที่ของสำนักราชเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับต่อ โดยคนเสื้อแดงทั้ง 2 พันคนจะไม่เดินทางเข้าไปในสำนักพระราชวัง แต่จะปล่อยให้ตัวแทน 8 คนเข้าไปยังศาลาลูกขุน เพื่อดำเนินการเรื่องการถวายฎีกาฯ จากนั้นตัวแทนทั้ง 8 คนจะกลับมารายงานประชาชนที่ชุมนุมกันอยู่ที่ท้องสนามหลวงเมื่อกระบวนการ ทุกอย่างเสร็จสิ้น เราก็จะร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จากนั้นก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่งคาดว่า น่าจะเสร็จสิ้น
"เมื่อกระบวนการการถวายฎีกาเสร็จสิ้นแล้ว เราก็จะไม่มีการพูดถึงเรื่องของการถวายฎีกากันอีก เพราะถือว่าเป็นเรื่องของพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งยืนยันได้ว่ากระบวนการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงนั้นไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล แม้บางคนถึงกับต้องออกมาข่มขู่คำรามว่าไม่สามารถถวายฎีกาฯ ได้ เพราะเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย" นายวีระกล่าวและว่า สำหรับผู้ที่ต่อต่านการถวายฎีกาฯของคนเสื้อแดง และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับแกนนำคนเสื้อแดงหลายกลุ่มนั้นเรา ก็ขอบอกเลยว่าหากไม่อยากจะตกเป็นจำเลยเสียเองก็ให้ไปถอนแจ้งความเสีย หรือไม่ก็ให้รีบมาแจ้งความเพิ่มเติมในอีกหลายจังหวัด เพราะเมื่อคนเสื้อแดงเสร็จสิ้นกระบวนการถวายฎีกาฯ แล้วเราจะเดินสายดำเนินคดี กลับหมดทุกคน
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นายวีระ ได้รับการประสานงานจากนายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ รองราชเลขาธิการ ซึ่งได้มอบหมายจากนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ทางโทรศัพท์เพื่อพูดคุยหลักการการถวายฎีกาฯ ที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เราได้กำหนดไว้ โดย 8 คนที่จะเป็นตัวแทนการนำฎีกาฯ ไปมอบให้สำนักราชเลขาธิการนั้น เบื้องต้นเรายังไม่ได้หารือกันว่าใครจะเป็นตัวแทน แต่จะมีการพูดคุยและแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง แต่คาดว่า น่าจะเป็นแกนนำคนเสื้อแดงและผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางคนเสื้อแดงเป็นหลัก ส่วนญาติสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีหรือคนในตระกูลชินวัตร นั้นเรายังไม่ได้มีการประสานงานกัน
"สำหรับขบวนการต่อต้านการถวายฎีกาฯของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะการล่ารายชื่อประชาชนของกระทรวงมหาดไทยนั้นบอกได้เลยว่าเราไม่ได้ ให้ความสำคัญ เพราะวันนี้ ชัดเจนแล้วว่า คนพวกนี้กระทำการโดยขาดความรู้ความเข้าใจที่ถองแท้ และหากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยังปล่อยให้บุคคลเหล่านี้ดำเนินการไปเรื่อยๆ ก็แสดงว่า รัฐบาลกำลังสร้างบรรทัดฐานอัปยศ ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติใหม่ให้กับสังคมไทย ที่สามารถรวบรวมรายชื่อต่อต้านการถวายฎีกาฯของประชาชนได้ และไม่ว่าจะมีรายชื่อประชาชนของกระทรวงมหาดไทย 3 ล้าน 5 ล้านหรือ 20 ล้านคนก็ขอให้เป็นผลกรรมของคนที่กระทำเองก็แล้วกัน" นายณัฐวุฒิกล่าว
นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า การได้รับการประสานงานจากทางสำนักราชเลขาธิการ น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการถวายฎีกาฯของคนเสื้อแดงนั้น สามารถดำเนินการได้ ดังนั้นสมุนเผด็จการที่ออกมาบอกว่า คนเสื้อแดงไม่สามารถถวายฎีกาฯได้นั้น วันนี้มีความชัดเจนแล้ว ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า กระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตั้งงบประมาณหน่วยงานละ 28,000 บาท รวมๆ แล้วทั้งประเทศกว่า 200 ล้านบาท ไปว่าจ้างประชาชนให้มาลงชื่อปลอม ซึ่งบางแห่งเป็นการคัดลอกรายชื่อประชาชนมาจากหน่วยเลือกตั้ง หรือบางแห่งก็เอาสมุดลงรายมือชื่อของกระทรวงมหาดไทย ไปวางคู่กับสมุดลงนามถวายพระพระเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม ซึ่งรัฐบาลไม่น่าปล่อยให้มีการดำเนินการอย่างนี้ ส่วนคนที่ขัดขวางการถวายฎีกาฯของคนเสื้อแดงด้วยการไปแจ้งความดำเนินคดีกับ แกนนำคนเสื้อแดงในหลายพื้นที่นั้น เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการถวายฎีกาฯเราจะแจ้งความกลับข้อหาแจ้งความเท็จและ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง กล่าวว่า การจัดริ้วขบวนของคนเสื้อแดงที่จะนำใบฎีกาทั้งหมดไปมอบให้สำนักราชเลขาธิการ นั้น จะเริ่มจากตัวแทนคนเสื้อแดง 8 คนที่จะนำฎีกาส่วนหนึ่งไปก่อน จากนั้นจะตามด้วยธงชาติไทย 75 ผืน เพราะคนเสื้อแดงถือเลข พ.ศ. 2475 ที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตย จากนั้นจะเป็นขบวนพระภิกษุสงฆ์ 1,000 รูป และคนเสื้อแดง 1,000 คนที่จะหาบกล่องฎีกา 500 กล่องเดินตามกันไปจนถึงประตูวิเศษไชยศรี
สำหรับคนที่จะเป็นตัวแทนคนเสื้อแดง 8 คนนั้นแกนนำคนเสื้อแดงจะพิจารณาจากบุคคลที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ที่สามารถเป็นตัวแทนประชาชนได้ ที่สำคัญคือมีภาพลักษณ์ที่ดำรงไว้ซึ่งความเป็นธรรม ซึ่งอาจจะต้องมีตัวแทนที่เป็นบุคคลากรทางการเมืองและตัวแทนจากพระสงฆ์ร่วมไป ด้วย โดยผู้ใหญ่ที่พูดคุยกับคนเสื้อแดงไว้ก็มีหลายคนและมีทั้งที่ติดต่อเข้ามาเอง และที่แกนนำคนเสื้อแดงได้ประสานงานไป แต่แต่ละคนที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนได้จะต้องมีแนวทางเดียวกับคนเสื้อแดงคือ ต้องการให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข
“แกนนำคนเสื้อแดงก็เคยพูดคุยกับพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แต่เป็นการพูดคุยเรื่องข้อระมัดระวังการถวายฎีกาฯ เพราะพล.อ.ชวลิต เกรงว่าอาจจะมีบางอย่างทำให้เกิดข้อครหาเรื่องการละเมิดพระราชอำนาจ แต่เราก็ได้เชิญให้พล.อ.ชวลิต มาเป็นตัวแทน 1 ใน 8 แต่ก็ยังไม่รู้พล.อ.ชวลิต จะตอบรับหรือไม่ แต่ผมก็เชื่อคำหนึ่งที่พล.อ.ชวลิต เคยพูดไว้ว่าวันหนึ่งอาจจะมีวันมหัศจรรย์เกิดขึ้นในเมืองไทย ซึ่งผมคิดว่ามันอาจจะเป็นวันที่มีการอภัยโทษให้ทั้งหมดตั้งแต่เกิดการรัฐ ประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา” นายอริสมันต์กล่าว

ศึกชิงนาง !! เลือกข้างกันไปเลย

ที่มา thaifreenews


www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx
ช่วงที่ 3 ของรายการ สนธิ- แอน Talk show เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมา

ในรายการ สนธิ บอกว่าจะนำภาพที่ตี๋ ชิงชัย วาดไปถวายสมเด็จพระนางเจ้า

และในช่วงหนึ่งของรายการ สนธิ บอกว่า พวกพันธมิตรไม่ได้เป็นพวกเนรคุณ

รายการนี้ ด่าปชป.เต็มๆ ไม่มียั้ง

ช่วงที่ 3
จินดารัตน์ - กลับมาช่วงสุดท้ายรายการแอน จินดารัตน์ คะ ก่อนที่จะไปถึงคำถามขงอคุณผู้ชมทางบ้านนะคะ วันนี้เรามีภาพสวยๆ สวยงามมากจริงๆ เป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ภาพนี้เป็นฝีมือการวาดของพี่ตี๋ ชิงชัย

สนธิ - รูปนี้ อยากให้กล้องจับให้คุณผู้ชมทางบ้านดูนิดหนึ่ง สวยงามมากเป็นภาพสีน้ำ ถ้าพี่น้อง หรือบางคนไม่รู้จัก อยากจะเล่าให้ฟังว่า คุณตี๋ ชิงชัย เป็นศิลปินพันธมิตรฯ นะครับ แล้วก็โดนระเบิดของตำรวจ เขนขาดข้างหนึ่ง มือขาด แล้วมือที่ขาดยังโดนหนังสือพิมพ์มติชน ป้ยายสีว่า มือที่กำอยู่คือกำระเบิด

จินดารัตน์ - คือมือขวาขาดไป แต่มือซ้ายที่พี่ตี๋ถืออยู่ คือพวงกุญแจ

สนธิ - แล้วคุณตี๋ ก็อยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ องค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ ดูแลค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลทั้งหมด คุณตี๋เลยไม่ย่อท้อต่อชีวิต กลังจากเเขนขวาหาย ก็หัดใช้แขนซ้ายทำงาน เนื่องจากเป็นศิลปินใช้แขนซ้ายทำงาน เนื่องในโอกาสวันแม่ก็เลยวาดสีน้ำถวายให้กับองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯ วันพรุ่งนี้ก็จะนำไปถวายให้กับพระองค์ท่าน สวยมากครับ ภาพนี้คุณตี๋ทุ่ม คือใครวาดก็ไม่สำคัญเท่าคุณตี๋ เพราะคุณตี๋แขนขาด แล้วฝึกตัวเองจนกระทั่งมาวาด คุณตี๋สู้เพื่อพระองค์ท่าน แล้วโดนระเบิดตำรวจจนเเขนขาด แล้วมาวาดให้พระองค์ท่าน ในขณะที่ตำรวจบางคน ยังมีหน้าเดินอยู่ในสังคม แล้ว ป.ป.ช.ก็ยังไม่ตัดสินอะไรออกมาสักที แล้วตำรวจบางคนก็มาโชว์กะบังลมตัวเอง แสดงทีท่า ทั้งๆที่ความรักต่อสถาบันของตำรวจคนนั้น ไม่ได้หนึ่งในล้านของคุณตี๋ ชิงชัย เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มี ผมก็เลยอยากจะฝากให้เห็นว่า นี่คือรูปแม่ของแผ่นดิน ที่คุณตี๋วาด

แล้วพ่อแม่พี่น้องประชาชนก็จะเห็นถึงความรักชาติ ซึ่งต่างกันมาก ระหว่างคุณตี๋ ชิงชัย ซึ่งแขนขาด เพราะตำรวจเป็นคนทำให้เขาแขนขาด เสร็จเรียบร้อยแล้วเขามีความรักชาติรักแผ่นดิน ภาพนี่เขาวาดด้วยมือซ้าย หลังจากมือขวาเขาขาดแล้ว

จินดารัตน์ - พี่ตี๋ยังพูดเสียงไม่มีเลยนะคะ กล่องเสียงถูกทำลายไป

สนธิ - นี่คือความขมขื่นของบ้านเมือง ผมอยากให้คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ หัดมองซะบ้าง ให้รู้ซะบ้างว่าใครที่รักชาติรักแผ่นดิน เลิกบ้าบอคอแตกซะที เลิกสร้างภาพซะที เลิกปกป้อง หรืออยู่ในกระบวนการ เพราะถ้าคุณสุเทพ ยังไม่เลิก ผมสงสัยว่าคุณสุเทพ อยู่ร่วมขบวนการอันนี้ ผมยังไม่ทราบว่าคุณสุเทพ รับทราบหรือเปล่าว่ากระบวนการที่ยิงผมเป็นใครบ้าง มีเสียงบางเสียงว่าคุณสุเทพ รู้มาตั้งนานแล้ว ว่าจะมีคนยิงผม แต่ไม่พูด

จินดารัตน์ - เขาเรียกว่ากฐินสามัคคี

สนธิ - ผมเลยอยากจะฝากบอกไปยังพี่น้องประชาชนเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องชาวใต้ให้เห็นว่า พวกเราเสียทั้งเลือด เสียทั้งเนื้อ เสียทั้งชีวิต เพราะฉะนั้นที่ผมพูดเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ที่ผมบอกว่าเดี๋ยวนี้ต้องแยกแล้วว่าใครเป็นพันธมิตรประชาธิปัตย์ ถ้ายังรักประชาธิปัตย์ ไปยืนข้างประชาธิปัตย์ ไม่ต้องมายืนข้างผม แยกกันเดี๋ยวนี้เลยให้มันชัดเจน ถ้าพันธมิตรประชาธิปัตย์ ภูมิใจ และรักประชาธิปัตย์ ที่มีคนอย่างสุเทพ เทือกสุบรรณ อยู่ก็ไปเลย ไม่เป็นไร ไม่เสียหายอะไร ทางภาคตะวันออกก็เหมือนกัน อย่ามาแอบแฝงกับพันธมิตรฯ แสดงตัวตนออกไปเลย พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ท่านจะเหลือเพียง 5 แกนนำ หรือคุณแอน พวกเราพร้อมเหลือกันอยู่แค่นี้ เราไม่ต้องการให้ใครมาแอบองพิงอาศัยกับพวกเราอีกต่อไป ถ้าจะอยู่กับพวกเราต้องมีอุดมการณ์ที่แน่นอน ให้ชัดเจน ไม่ใช่มาบอกว่า อย่าไปว่าเขาเลย เขาเป็นคนดี ผมไม่ได้ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ แต่ผมบอกประชาธิปัตย์ไม่มีอุดมการณ์แล้ว เป็นพรรคที่ไม่มีอุดมการณ์เลยแม้แต่นิดเดียว แล้วพฤติกรรมของคุณสุเทพ เป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัย เพราะฉะนั้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นภาคตะวันออก ใครก็ตาม ที่ยังหลงเชื่อประชาธิปัตย์อยู่ แยกออกจากผมไปเถอะครับ กรุณาเถอะ ผมขอร้องไปเลย ทุกคนถ้ารักประชาธิปัตย์ ไปอยู่ประชาธิปัตย์ ไม่ต้องบอกว่าเป็นพันธมิตรฯ เพราะพันธมิตรฯ มีจุดยืนชัดเจน ผมต้องการจะประกาศแยกออกมาเดี๋ยวนี้ บางคนเขาบอกว่าผมพูดเร็วไป ไม่เร็วครับ เดี๋ยวนี้เลย

จินดารัตน์ - ไม่กลัวพันธมิตรฯ โกรธเหรอคะคุณสนธิ

สนธิ - ไม่โกรธครับ เพราะถ้าเป็นพันธมิตรฯ จริงไม่โกรธ เขาจะเข้าใจ อย่างคุณตี๋เห็นชัด ที่ผมจำเป็นจะต้องเอาคุณตี๋ มาให้ดูอีกทีเพื่อเตือนสติหลายๆคน หลายคนก็บอกว่าผมไม่ควรพูด เป็นพวกเดียวกัน แต่พฤติกรรมที่พรรคประชาธิปัตย์ทำกับพันธมิตรฯ ทำกับผม มันไม่ใช่พวกเดียวกัน เป็นพวกเนรคุณ

จินดารัตน์ - ต้องจำคำพูดเขาให้ได้นะคะว่า เขาไม่ใช่พวกเรา

สนธิ - เขาพูดเลย ก็คุณสุเทพ เป็นคนพูดเลยว่า พันธมิตรฯ ไม่ใช่พวกผม ผมไม่รู้จักพันธมิตรฯ และผมไม่ได้เป็นหนี้บุญคุณพันธมิตรฯ ก็ในเมื่อคุณสุเทพ ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์พูดอย่างนี้ พันธมิตรสายประชาธิปัตย์จะว่าอย่างไร ถ้าคุณยังคิดว่าเขาน่ารักอยู่ ยังใช้ได้อยู่ คุณก็ไปอยู่กับเขาเลย นี่คือเหตุผลที่ผมจำเป็นต้องพูด

จินดารัตน์ - อยากให้พ่อแม่พี่น้องไตร่ตรอง นึกถึงเหตุการณ์ทั้ง 193

สนธิ - ถูกต้อง คิดถึง 193 วัน คุณสุเทพ ไม่เคยโผล่หน้าเข้ามาสู้อะไรกับเราเลย

จินดารัตน์ - และที่ขมขื่นที่สุดคุณสนธิคะ วันนี้รู้ทั้งรู้ หรือแกล้งไม่รู้ หรือไม่รู้จริงๆ อินโนเซนท์ ไร้เดียงสาขนาดไม่รู้หรือว่า คนที่อยู่ต่างประเทศเขามีแผนแยบยลที่จะทำร้ายทำลายสถาบัน แต่ก็ไม่ทำอะไร

สนธิ - ถ้าคุณแอนจำได้ ผมเป็นคนพูดเมื่อ 2 เดือนที่แล้ว ไม่ทำอะไรเลยแม้แต่นิดเดียว ไม่มีอาการ ไม่มีอะไรออก คือวันนี้เป็นวันแม่ ผมคิดว่าอย่าไปพูดอะไรมากเลย เอาเป็นว่า สั้นๆแล้วกัน ผมมีความรู้สึกว่าคุณสุเทพ มีความสนิทสนมเป็นพิเศษกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สังเกตอย่าง คุณสุเทพ ไม่พูดถึงคุณทักษิณ คุณทักษิณ ก็ไม่ว่าคุณสุเทพ เพราะคุณสุเทพ มีสะพานที่เชื่อมระหว่างคุณสุเทพ กับคุณทักษิณ อยู่หลายคน มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อ เงาะ ซึ่งเป็นคนของคุณทักษิณ เชื่อมให้คุณสุเทพ ตั้งแต่สมัยคุณสุเทพยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม แล้วยังมีผู้ชายอีกคน ซึ่งเป็นมือให้กับคุณสุเทพ อย่าเพิ่งให้ผมเอ่ยชื่อตอนนี้ เอาเป็นว่า คุณสุเทพ ยังคงสนิทสนมกับคุณทักษิณ ชินวัตร โดยผ่านสะพานหลายๆสะพาน จนวันนี้คุณสุเทพ ดูแลตำรวจ การถอดยศของคุณทักษิณยังไม่ไปไหนเลย เป็นเต่าอยู่เฉยๆ เพราะฉะนั้นพี่น้องพันธมิตรฯ ที่อยู่สายประชาธิปัตย์ ที่บอกว่าผมไม่ควรจะไปว่า ก็คิดดูละกัน เพราะฉะนั้นหากคุณอยากได้พรรคประชาธิปัตย์ คุณก็เอาไป เพราะคุณจะได้คนอย่างคุณสุเทพ

จินดารัตน์ - แต่แอนเชื่อมั่นว่า พี่น้องพันธมิตรฯ เลือดพันธมิตรฯ ที่แท้จริง ไม่ว่าจะเคยรักประชาธิปัตย์หรือเปล่า หรือยังรักอยู่ แอนว่าเราผ่านการบ่มเพาะมามากกว่า 1 ปี น่าจะเข้าใจอะไรได้

สนธิ - แต่จะมีอยู่พวกหนึ่ง มีความรู้สึกว่าพันธมิตรฯ คือพวกเราไม่ควรไปทะเลาะกับประชาธิปัตย์

จินดารัตน์ - ควรสงวนมิตรเอาไว้

สนธิ - แต่เขาไม่เป็นมิตรกับเรา เขากระทืบเรา เขาไล่เตะเรา เขาเยาะเย้ยเรา แล้วเขาไม่เคยระลึกถึงบุญคุณเรา เขาเป็นคนที่เนรคุณ เพราะฉะนั้นแล้ว ในเมื่อเราอยู่เฉยๆเขาถับเราออกมา ทำไมต้องมีการเมืองใหม่ เพราะเขาถีบเราออกมาไงละ ไม่งั้นไม่ทำหรอก การเมืองใหม่ ทำไปทำไมเหนื่อยจะตาย แล้วถ้าจำเป็นที่จะต้องแย่งเสียงกันก็ช่วยไม่ได้ ให้ประชาชนเป็นคนตัดสินว่าของใครของจริง ของใครของปลอม

จินดารัตน์ - ซึ่งเราก็เคยพูดใช่ไหมคุณสนธิว่า พรรคประชาธิปัตย์จริงใจ และจริงจังในการแก้ปัญหา

สนธิ - พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ไม่มีมวลชน เขาชอบอ้างเสมอคุณแอน เขาชอบอ้างว่า พันธมิตรฯ คือประชาธิปัตย์ทั้งหมด ผมก็เลยบอกว่า ถ้างั้นแยกให้ดูเดี๋ยวนี้เลย ใครอยากไปอยู่ประชาธิปัตย์ข้ามไปเลย แถวเมืองชลฯ มีอยู่หลายกลุ่มที่อยู่ประชาธิปัตย์ แล้วกลับว่าตัวเองจะสูญเสียที่นั่ง อ้าวไปเลย ไม่เป็นไร ผมประกาศตั้งแต่ศุกร์ที่แล้ว แล้วพวกนี้จะไม่กล้าโทรหาผมนะ จะโทรหาคนรอบตัวผม โทรหาคุณชัชวาลย์ คุณปานเทพ บอกว่าว่าอย่างนี้แล้วอีกหน่อยจะทำอย่างไร เราควรจะสร้างมิตร เราไม่ต้องสร้าง เราอยู่ของเรา ก็ในเมื่อเขาเลือกจะเป็นศัตรูกับเรา เราก็ไม่คบเขาจบ แต่เราไม่ได้เป็นศัตรูเขานะ แต่เราไม่คบเขา เราไม่ชอบคนเนรคุณ

จินดารัตน์ -ไม่ถามต่อละ เดี่ยวของขึ้น

สนธิ - ภูเก็ต สุราษฎร์ฯ สตูล ประชาธิปัตย์สอบตกหมด แล้วจริยธรรมพรรคประชาธิปัตย์ คุณธานี เทือกสุบรรณ น้องชายคุณสุเทพ ได้ใบแดง กกต. เรื่องนายก อบจ. แต่กลับมาลงเป็น ส.ส.สุราษฎร์ฯ มาตรฐานอยู่ที่ไหนละ เพราะการเลือกตั้งมันมีการเลือกตั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น ถ้าได้ใบแดงระดับท้องถิ่นแล้วยังทะลึ่งส่งมาลง ส.ส.สุราษฎร์ฯ ถือว่าผิดแล้ว

จินดารัตน์ - จากที่เคยว่าคนอื่นเขา

สนธิ - ถูกต้อง เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่ประชาธิปัตย์ต้องพิจารณาตัวเอง แล้วผมจะเตือนวันนี้นะ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ แล้วคุณคอยดู สูญพันธุ์จริงๆ ไม่ว่าจะถูกยุบพรรค หรือไม่ถูกยุบพรรค สูญพันธุ์แน่นอน แล้วผมเตือนเอาไว้ด้วย เหมือนกับผีซ้ำด้ามพลอย กรรมตามสนอง ส.ป.ก.4-01 แต่มาในรูปแบบใหม่

คุณสังเกตดีๆ พรรคประชาธิปัตย์ในยุคคุณสุเทพ เป็นใหญ่ เจ๊งตลอดเวลา งวดนี้จะเจ๊ง แล้วจะเจ๊งหนักด้วย ผมเตือนซะก่อน พี่น้องชาวใต้ทุกคน ผู้อาวุโสในพรรคประชาธิปัตย์ทุกคนขอให้รู้ ผมไม่เคยคิดที่จะทำการเมืองแม้แต่นิดเดียว แต่เพราะพวกคุณ 1.เนรคุณ 2.หาเรื่องพวกผม 3.มีคนในพรรคประชาธิปัตย์บางคนรู้เห็นเป็นใจกับการยิงผม ผมฟันธงออกไปเดี๋ยวนี้เลย แต่ผมไม่เอ่ยชื่อว่าใคร ให้ไปเดากันเอง เหตุผลเพราะอะไร เพราะเห็นว่าพันธมิตรฯ เริ่มแย่งเสียงประชาธิปัตย์ไปแล้ว ฆ่าสนธิไปคนหนึ่งพันธมิตรฯ จะได้อ่อนแรง ก็คิดชั่วๆ อย่างนี้ เปลี่ยนเรื่องดีกว่าคุณแอน

จินดารัตน์ - ก็ดันหนังเหนียว ดวงแข็งซะขนาดนี้ กลับมาคุย ถึงบอกไม่อยากถามเดี๋ยวของขึ้นอีก คุณสนธิมีพันธมิตรฯ สระบุรี ระบายมา 1 หน้ากระดาษ บอกว่า ตัวเขาเองแต่งงานอายุเยอะแล้ว กว่าจะมีลูกก็ผ่านไป 14 ปี ปัจจุบันอายุมากแล้วแต่ลูกสาวเพิ่ง 10 ขวบ ภรรยาทำงานดี แต่บังเอิญถูกเลี้ยงมาในครอบครัวคนจีน แล้วอยู่ในสังคมแคบๆ มุมมองไม่กว้างไกล เลยกลัวลูกสาวอยู่กับคุณยายมากๆ อยู่กับแม่มากๆ ซึ่งแม่ไม่เคยออกไปไหน ไม่เคยคบค้าสมาคมกับใคร ไม่เคยเปิดโลกทัศน์ตัวเอง กลัวว่าลูกจะกลายเป็นเหมือนแม่ ทำยังไงดีคุณสนธิมีคำแนะนำไหมคะ

สนธิ - ง่ายนิดเดียว คุณต้องใช้ชีวิตกับลูกคุณมากขึ้น

จินดารัตน์ - เขาก็พาลูกไปต่างจังหวัด

สนธิ - ไม่ใช่พาอย่างเดียว ถ้าคุณเป็นห่วงเป็นใยเคาไม่ใช่แค่พาลูกไปต่างจังหวัดคุณต้องมีหน้าที่อธิบายความให้ลูกฟัง อธิบายโลกซึ่งมันต่างกว่าโลกที่แม่มอง อธิบายสังคมซึ่งมันต่างกว่าสังคมที่คุณยายมอง อธิบายให้ฟัง บางครั้งเวลาแม่พูดอะไรคุณยายพูดอะไร จับประเด็นตรงนั้นมาแล้วขยายความต่อไปว่า จริงๆ แล้วที่แม่พูดไม่ผิดแต่จริงๆ มันมีมากกว่านั้น

จินดารัตน์ - ต้องประกบอยู่กับลูก

สนธิ - ต้องใช้เวลาอยู่กับลูกมากขึ้น แล้วไม่ต้องทะเลาะกับแม่หรือแม่ยาย

จินดารัตน์ - เพราะเปลี่ยนไม่ได้

สนธิ - เขาเปลี่ยนไมได้ เพียงแต่ว่า เอาคำพูดที่เขามองโลกที่แคบ ขยายสิ่งที่เขามองแคบให้กว้างขึ้น บอกลูกจริงๆ แล้วมันไม่ใช่แค่ซอยนี้นะลูก มันมีถนนที่ใหญ่กว่าซอยอีกเยอะ ถนนใหญ่กว่าซอยเป็นยังไงเดี๋ยวพ่อจะอธิบายให้ฟัง

จินดารัตน์ - ที่น่าเป็นห่วงคือ พันธมิตรฯ ท่านนี้บอกว่า ก็เลยเริ่มรู้สึกว่า พอลูกสาวเริ่มโตพยายามหาลูกบุญธรรม เอามาเลี้ยงแข่งกัน จะได้ทำให้ภรรยากับแม่ยายรู้ว่า ถ้าเลี้ยงแบบฉันลูกจะได้ดิบได้ดี

สนธิ - อันตราย ไม่ควรทำ เหมือนปิ้งปลาประชดแมว ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

จินดารัตน์ - แล้วลูกตัวเองจะรู้สึกยังไง

สนธิ - รู้สึกแน่นอน นอกจากลูกตัวเองจะรู้สึกแล้ว เมียจะรู้สึก ยายก็จะรู้สึก ความแตกแยกในครอบครัวจะมีขึ้นมาทันทีเลย สู้ไปขลุกเวลากับเขามากขึ้น การขลุกกับเขามากขึ้นไม่ใช่แค่พาไปเที่ยว ถ้าเป็นไปได้ทุกเช้าทำหน้าที่ส่งเขาไปโรงเรียนด้วยตัวเอง

จินดารัตน์ - ระหว่างทางจะได้คุยกัน

สนธิ - แล้วเย็น ถ้ามีธุรกิจของตัวเอง เย็นก็ไปรับที่โรงเรียน ก่อนกลับบ้านพาไปกินไอศกรีม นั่งคุยกับลูก พาลูกไปซื้อหนังสือ ที่สำคัญที่ผมอยากให้ทำคือว่า พยายามพาลูกไปร้านหนังสือใหญ่ๆ แล้วเลือกหนังสือที่น่าจะเปิดโลกทัศน์ ให้ลูกอ่าน ที่สำคัญควรจะอ่านหนังสือเล่มนั้นก่อน เพื่อเมื่อลูกอ่านจบแล้วนั่งคุยกับลูกได้รู้เรื่อง แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน

จินดารัตน์ - พันธมิตรฯ จากสหรัฐอเมริกา บอกว่า ตัวเองกับคุณแม่ คุณแม่จะรักแต่พี่สาว รักแบบลำเอียงเห็นๆ ทุกอย่างจะให้พี่สาวคนเดียว ไม่เคยกอดเขาเลยกอดแต่พี่สาว พ่อกับแม่จะรักแต่พี่สาว ส่วนเขาและน้องๆ จะไม่เคยได้รับการเหลียวแลดูแลเท่ากับพี่สาว ย้ายไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกากลับมาจะกอดแม่ทุกครั้งถึงแม้จะมีความรู้สึกไม่ค่อยดีกับพ่อกับแม่ว่าพ่อแม่ลำเอียง พอตัวเองมีลูกสาวรำลึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองเลยจะไม่ทำอย่างที่แม่เคยทำ

สนธิ - ผมยกตัวอย่างเรื่องเด็กวันพุธ เวนส์เดย์ไชลด์ เป็นลูกคนกลาง จะมีคนโต คนกลาง และคนเล็ก ลูกคนกลางเป็นลูกที่มีปมด้อย เพราะว่าลูกคนโตพ่อแม่จะรัก เพราะลูกคนแรก ลูกคนที่สองยังรัก แต่พอลูกคนสุดท้องเกิดขึ้นมา ความรักจะข้ามจากคนโตไปคนสุดท้ายแล้วกระเซ็นมาที่คนกลาง ลูกคนกลางจะมีลักษณะ เรียกร้องความสนใจ เพราะตัวเองได้รับความรักน้อย จะทำอะไรที่แปลกแยกออกไป แตกต่างออกไปเพื่อให้พ่อกับแม่สนใจ นี่คือความต้องการ แต่ลูกคนกลางบางคน เป็นลูกคนกลางอารมณ์ดี ยอมรับ ผมเป็นอย่างนี้ หนูเป็นอย่างนี้ แต่หนูเฉยๆ หนูมองแล้วก็ขำ แล้วเวลาพูดกับพ่อแม่บอก แหมผมมันลูกที่ไม่มีพ่อแม่สนใจเพราะดันเป็นคนกลาง พ่อชอบข้ามผมไปเรื่อย งานนี้ยังไงข้ามไม่ได้นะ ต้องขอนะ ขอรถซักคันหนึ่ง คือเขามองเป็นเรื่องตลกไป ผมก็ไม่อยากให้เขามองซีเรียสแบบนั้นอยากให้คนที่เขียนจดหมายมามองเป็นรูปตลกบ้าง จริงๆ เขามองด้วยความสงสารพี่คนโต แล้วอีกหน่อยถ้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้วจะทำยังไง พูดแบบพี่แบบเพื่อน พี่ถ้าพ่อกับแม่ไม่อยู่จะมาให้หนูโอ๋แบบนี้หนูทำไม่ได้นะ เพราะฉะนั้นพี่ต้องรีบปรับตัว พี่ต้องรีบเอาใจหนู เพราะถ้าพ่อแม่ไม่อยู่แล้ว ถ้าหนูไม่โอ๋แล้วพี่จะอยู่ได้ยังไง เปลี่ยนเรื่องที่ซีเรียสให้ตลก

จินดารัตน์ - ให้มีความเมตตา
www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx
สนธิ - ให้มีความเมตตาแล้วทำใจไปซะ เรายังรักพ่อรักแม่อยู่เหมือนเดิม

จินดารัตน์ - ผู้หญิงคนนี้บอกว่า ไม่เคยโกรธพ่อกับแม่ และไม่เคยเกลียดพ่อกับแม่ ถึงแม้พ่อกับแม่และพี่สาวจะเป็นเสื้อแดงก็ตาม เพราะตัวเองเสื้อเหลือง

สนธิ - ไม่เป็นไร

ราชเลขาธิการฉลุยไฟเขียวฎีกาเสื้อแดง 3เกลอไล่พวกต้าน-นักวิชามารหาปี๊บกับโอ่งราชบุรีคลุมหัว

ที่มา Thai E-News


ฉลุย-คนเสื้อแดงโซนภาคตะวันตกชุมนุมใหญ่ที่ราชบุรี โดยแกนนำประกาศได้รับประสานงานจากนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการให้เข้ายื่นถวายฎีกาได้แล้วในวันที่17ส.ค.นี้ ลบล้างที่ฝ่ายต่อต้านที่อ้างว่าผิดกฎหมายไม่สามารถถวายฎีกาได้


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
14 สิงหาคม 2552

นายวีระ มุกสิกพงษ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษก นปช. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง อดีต ส.ส.กทม. พรรคไทยรักไทย พร้อมแกนนำ นปช. ได้แถลงข่าวที่ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 13 สิงหาคม ถึงการเข้าถวายฎีกาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยแจ้งว่าได้รับอนุญาตจากสำนักราชเลขาธิการให้เดินทางเข้ายื่นฎีกาเรียบร้อยแล้ว

หารือกับสำนักราชเลขาธิการแล้วได้รับอนุญาตให้เข้ายื่นฎีกาได้

นายวีระ มุกสิกพงษ์ แถลงว่า แกนนำคนเสื้อแดง ได้รับการประสานงานจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งได้หารือกับทางสำนักราชเลขาธิการ โดยได้นัดหมายกันว่า ในเวลา 13.00 น.ของวันที่ 17 สิงหาคม คนเสื้อแดงจะนำฎีกาฯ มอบให้ทางสำนักราชเลขาธิการ ซึ่งแกนนำคนเสื้อแดง ได้นัดหมายประชาชนทั่วประเทศ ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 17 สิงหาคม ที่ท้องสนามหลวง เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่า ประชาชนมาร่วมลงชื่อถวายฎีกาฯนั้นมีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่เอาใครก็ไม่รู้มาลงชื่อตามที่รัฐบาลได้กล่าวอ้าง จึงจะทำให้การชุมนุมครั้งนี้มีจำนวนประชาชนมาร่วมชุมนุมมากหน่อย แต่จะเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธเหมือนทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา


นายวีระกล่าวว่า การเข้ายื่นถวายฎีกาฯนั้น จะเริ่มในเวลา 13.00 น. โดยจะมีตัวแทนคนเสื้อแดง 8 คนนำฎีกาส่วนหนึ่งเข้าไปยื่นที่สำนักราชเลขาธิการ จากนั้น จะมีคนเสื้อแดงประมาณ 2 พันคนนำฎีกาประมาณ 500-600 กล่องไปส่งยังประตูวิเศษไชยศรี สำนักพระราชวัง ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้กับเจ้าหน้าที่ของสำนักราชเลขาธิการและเจ้าหน้าที่ตำรวจมารับต่อ โดยคนเสื้อแดงทั้ง 2 พันคนจะไม่เดินทางเข้าไปในสำนักพระราชวัง แต่จะปล่อยให้ตัวแทน 8 คนเข้าไปยังศาลาลูกขุน เพื่อดำเนินการเรื่องการถวายฎีกาฯ จากนั้นตัวแทนทั้ง 8 คนจะกลับมารายงานประชาชนที่ชุมนุมกันอยู่ที่ท้องสนามหลวงเมื่อกระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้น เราก็จะร้องเพลงสรรเสริฐพระบารมี จากนั้นก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ซึ่วคาดว่า น่าจะเสร็จสิ้น


"เมื่อกระบวนการการถวายฎีกาเสร็จสิ้นแล้ว เราก็จะไม่มีการพูดถึงเรื่องของการถวายฎีกากันอีก เพราะถือว่าเป็นเรื่องของพระบรมราชวินิจฉัย ซึ่งยืนยันได้ว่ากระบวนการถวายฎีกาของคนเสื้อแดงนั้นไม่มีอะไรน่าวิตกกังวล แม้บางคนถึงกับต้องออกมาข่มขู่คำรามว่าไม่สามารถถวายฎีกาฯ ได้ เพราะเป็นการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย" นายวีระกล่าวและ สำหรับผู้ที่ต่อต่านการถวายฎีกาฯของคนเสื้อแดง และดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีกับแกนนำคนเสื้อแดงหลายกลุ่มนั้นเราก็ขอบอกเลยว่าหากไม่อยากจะตกเป็นจำเลยเสียเองก็ให้ไปถอนแจ้งความเสีย หรือไม่ก็ให้รีบมาแจ้งความเพิ่มเติมในอีกหลายจังหวัด เพราะเมื่อคนเสื้อแดงเสร็จสิ้นกระบวนการถวายฏีกาฯแล้วเราจะเดินสายดำเนินคดีกลับหมดทุกคน

อาสา สารสิน ราชเลขาธิการให้รองเลขาฯประสานงานอนุญาต

นายณัฐวุฒิกล่าวว่า นายวีระ ได้รับการประสานงานจากนายอินทร์จันทร์ บุราพันธ์ รองราชเลขาธิการ ซึ่งได้มอบหมายจากนายอาสา สารสิน ราชเลขาธิการ ทางโทรศัพท์เพื่อพูดคุยหลักการการถวายฎีกาฯ ที่ถูกต้องเรียบร้อยแล้ว และทุกอย่างจะเป็นไปตามที่เราได้กำหนดไว้ โดย 8 คนที่จะเป็นตัวแทนการนำฎีกาฯ ไปมอบให้สำนักราชเลขาธิการนั้น เบื้องต้นเรายังไม่ได้หารือกันว่าใครจะเป็นตัวแทน แต่จะมีการพูดคุยและแถลงข่าวอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง แต่คาดว่า น่าจะเป็นแกนนำคนเสื้อแดงและผู้ที่เห็นด้วยกับแนวทางคนเสื้อแดงเป็นหลัก ส่วนญาติสนิทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่าง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีหรือคนในตระกูลชินวัตร นั้นเรายังไม่ได้มีการประสานงานกัน

มีคนไปยื่นล่วงหน้าและทางราชเลขาธิการก็รับไว้แล้ว

นายจตุพร พรหมพันธุ์ กล่าวว่า การได้รับการประสานงานจากทางสำนักราชเลขาธิการ น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าการถวายฎีกาฯของคนเสื้อแดงนั้นสามารถดำเนินการได้ ดังนั้นสมุนเผด็จการที่ออกมาบอกว่า คนเสื้อแดงไม่สามารถถวายฎีกาฯได้นั้น วันนี้มีความชัดเจนแล้ว

นายจตุพรยังได้กล่าวปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงที่ราชบุรีค่ำวันนี้เพิ่มเติมว่า มีบางคนอยากรู้ว่าฎีกา ของคนเสื้อแดงสามารถยื่นได้จริงหรือไม่ เลยไปยื่นเองแล้วก่อนหน้านี้ ปรากฎว่าทางราชการ ก็ลงรับหนังสือฎีกาแล้วเรียบร้อย แล้วที่พวกกำลังออกมาคัดค้าน ออกมาขู่ ตามหน้าสื่อ จะว่าอย่างไรต่อไป

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย กล่าวปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงราชบุรีว่า ขอบอกให้นักวิชาเกินหน้าโง่เอาปี๊บคลุมหัวคงไม่พอแน่ ต้องใช้โอ่งมังกรคลุมกระบาลแทนความอับอายครั้งนี้ เพราะบอกว่าฎีกาคนเสื่อแดงผิดกฎหมายไม่สามารถยื่นได้


"วีระ" แจงคิวเสื้อแดง 17 ส.ค. เริ่มตี 4 เลิกบ่าย 3

แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำโดย นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธาน นปช. แถลงถึงความคืบหน้าในการจัดขบวนประชาชนคนเสื้อแดงเดินทางไปยื่นถวายฎีกาว่า จะเริ่มกิจกรรมการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่เวลา 04.00 น.เป็นต้นไป ด้วยการตั้งเวทีปราศรัยชี้แจงทำความเข้าใจถึงขั้นตอนปฏิบัติในการถวายฎีกา สลับกับการแสดงดนตรีเพลงพระราชนิพนธ์และการแสดงของคนเสื้อแดงจากจังหวัดต่างๆ ซึ่งจะมีประชาชนทั้งในเขตกรุงเทพและปริมณฑล และต่างจังหวัดเรือนแสนคนมารวมตัวกันอย่างสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ เพื่อยืนยันว่า ผู้ร่วมถวายฎีกาครั้งนี้มีตัวตนอยู่จริง

จากนั้นในเวลา 11.00 น. จะมีการตั้งริ้วขบวนคนเสื้อแดงประมาณ 2 พันคนที่บริเวณถนนหน้าพระธาตุ หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อนำกล่องบรรจุในฎีกาประมาณ 500 - 600 กล่อง ไปส่งให้เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังที่บริเวณหน้าประตูวิเศษไชยศรี พระบรมมหาราชวัง จะไม่มีการล่วงล้ำเข้าในเขตกำแพงพระบรมมหาราชวัง แต่จะมีแกนนำ นปช. จำนวน 8 คน เป็นตัวแทนเข้าไปในพระบรมมหาราชวังและนำเอกสารใบถวายฎีกาไปยื่นที่ศาลาลูกขุน ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักราชเลขาธิการ หลังพิธีเสร็จสิ้น แกนนำทั้งหมดจะกลับมารายงานให้คนเสื้อแดงที่สนามหลวงรับทราบจากนั้นก็จะร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และสลายการชุมนุมในเวลาประมาณ 15.00 น.

เฉลิมจองกระทู้ ถามนายกฯ ล้วงลูกตั้งผบ.ตร.

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_26247

เฉลิม อยู่บำรุง

"เฉลิม" สับนายกฯ ตั้งรักษาการ ผบ.ตร.ทั้งที่ตัวจริงยังอยู่ในประเทศ ผิดธรรมเนียมประเพณี 22 ครั้งที่ผ่านมา ยุถ้าจะปลดก็ขอให้ทำจริงๆ อย่ากั๊กเหมือนเด็กเล่นขายของ ถือว่าไม่เกรงใจ ตร.ทั้งประเทศ..

วานนี้ (13 ส.ค.) ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงกรณีแต่งตั้งรักษาการ ผบ.ตร. แทน พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ว่า ได้สร้างความสับสนแก่ประชาชน เพราะไม่คำนึงถึงอาวุโส การแต่งตั้งรักษาการ ผบ.ตร.ที่ผ่านมา 22 ครั้ง ล้วนตั้งรอง ผบ.ตร.อันดับ 1 และขอย้ำว่าตามธรรมเนียมประเพณีไม่มีการตั้งรักษาการ ผบ.ตร. โดยที่ ผบ.ตร.อยู่ในประเทศ แม้ไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ถูกธรรมเนียมประเพณี ตรงนี้เป็นอำนาจซ้อนอำนาจ

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ การให้ข่าวเรื่องนี้ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ต่างให้ข่าวกันไปคนละทิศคนละทาง รวมทั้งคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีระบุว่าจัดตั้งโยกย้ายตำรวจภูธรภาค 7 มีการซื้อขายตำแหน่ง สร้างความสับสนเป็นอย่างมาก ขอเรียนว่าในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่เคยมีเรื่องอย่างนี้ อย่างไรก็ตาม ในวันในวันที่ 14 ส.ค.นี้ จะตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรี ขอเรียกร้องว่าโปรดอย่าหนี ให้มาตอบด้วยตัวเอง หากให้นายสุเทพมาตอบแทน เราจะไม่ถามกระทู้สด

"อยากถามถึงนายกฯใช้อำนาจตามหลักกฎหมายอะไรในเรื่องนี้ ทำแบบนี้หากถามกลับว่านายอภิสิทธิ์ เหมาะสมเป็นนายกฯหรือไม่ บอกได้เลยว่าไม่เหมาะ" ประธาน ส.ส.พรรคไทยรักไทย กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าเหตุที่ออกมาเรียกร้อง เนื่องจากมีการตั้งรักษาการผบ.ตร.ข้ามหัว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ รอง ผบ.ตร. หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม ตอบว่า ตามหลักการและประเพณีไม่ควรจะทำแบบนี้ เมื่อถามว่าสาเหตุที่นายกฯ ไม่กล้าปลด พล.ต.อ.พัชวาท อาจส่งผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ส่วนตัวตอบแทนนายอภิสิทธิ์ไม่ได้ แต่ทำอย่างนี้เป็นการแทรกแซง ถ้าจะปลดขอให้กล้าทำจริง ไม่ใช้มากลัวๆ กล้าๆ กั๊กๆ เหมือนเด็กเล่นขายของอย่างนี้ ทำแบบนี้ถือว่าไม่เกรงใจตำรวจทั้งประเทศ

อดีตกษัตริย์เนปาลตกอับขอลดจ่ายภาษีเข้ารัฐ

ที่มา Thai E-News


สายสัมพันธ์2พระราชวงศ์-พระราชวงศ์เนปาลกับพระราชวงศ์ไทยมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอย่างยาวนานแน่นแฟ้นตลอดอายุราชวงศ์เนปาล 239 ปี ส่วนพระราชจักรีวงศ์ก้าวสู่ปีที่ 227 ในปีนี้ น่าเสียดายที่พระราชวงศ์เนปาลได้ปลาสนาการไปจากประเทศบนเทือกเขาหิมาลัยเสียแล้ว

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชน
13 สิงหาคม 2552

อดีตกษัตริย์คยาเนนทราแห่งเนปาลทำจดหมายสอบถามรัฐบาลถึงวิธีการจ่ายภาษีที่ดิน ค่าโทรศัพท์ และค่าไฟฟ้า พร้อมขอส่วนลดในค่าใช้จ่ายดังกล่าว

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 12 สิงหาคมว่า อดีตกษัตริย์คยาเนนทราแห่งประเทศเนปาล ได้ทำการร้องขอให้รัฐบาลช่วยทำการลดรายจ่ายทางด้านภาษีที่ดิน ค่าโทรศัพท์ และค่าไฟฟ้า ที่เขาต้องจ่ายให้แก่รัฐ

โดยอดีตกษัตริย์ของเนปาลไม่เคยต้องจ่ายภาษีใด ๆ ขณะที่รัฐบาลก็เป็นฝ่ายจ่ายค่าโทรศัพท์และไฟฟ้าให้ทางสถาบันกษัตริย์มาตลอด ในช่วงที่เนปาลปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยและประชาธิปไตยในเวลาสั้น ๆ กระทั่งการประท้วงบนท้องถนนของประชาชนในปี พ.ศ.2549 ได้บีบให้อดีตกษัตริย์คยาเนนทราต้องสละอำนาจในการปกครองประเทศให้แก่บรรดาพรรคการเมือง

ต่อมาอดีตกลุ่มกบฏลัทธิเหมาซึ่งครองเสียงข้างมากในสภาได้ร่วมกันลงมติให้เนปาลยกเลิกการปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยและเปลี่ยนประเทศเป็นสาธารณรัฐ ส่งผลให้ราชวงศ์ที่ปกครองประเทศมายาวนาน 239 ปีต้องหมดอำนาจลงอย่างเด็ดขาดเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2551

นับแต่นั้นเป็นต้นมา คยาเนนทราก็ต้องถูกบังคับให้ออกจากพระราชวัง และไปใช้ชีวิตอยู่อย่างเงียบ ๆ ในบ้านพักส่วนตัวในกรุงกาฐมาณฑุ

ล่าสุด สื่อท้องถิ่นของเนปาลได้รายงานว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของเนปาลได้เปิดเผยว่า สำนักงานเลขานุการของอดีตกษัตริย์คยาเนนทราได้เขียนจดหมายมายังกระทรวงการคลังเพื่อสอบถามถึงวิธีการจ่ายภาษีต่าง ๆ และพยายามขอส่วนลดในรายจ่ายดังกล่าว

รัฐบาลอาจจะจัดทำข้อตกลงพิเศษสำหรับอดีตกษัตริย์ หากเขามีเจตจำนงที่จ่ายภาษีทั้งหมดด้วยตัวเอง รมว.คลังเนปาลกล่าว อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไม่ได้เปิดเผยถึงจำนวนเงินภาษีที่คยาเนนทราต้องจ่ายอย่างละเอียด

ทั้งนี้ เมื่อปี พ.ศ.2551 การไฟฟ้าของเนปาล ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ได้เปิดเผยว่าอดีตราชวงศ์เนปาลได้ค้างจ่ายค่าไฟฟ้าให้แก่ทางการคิดเป็นจำนวนเงินประมาณ 880,000 เหรียญสหรัฐ


000000000บทความประกอบ"บทเรียนล้ำค่าจากเนปาล"000000000

หมายเหตุไทยอีนิวส์:บทความเรื่อง"บทเรียนล้ำค่าจากเนปาล"นี้มีขึ้นเพื่อให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันฯ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...และไม่ยินยอมให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยซ้ำรอย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์ ทรงสถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปตลอดกาล



เผยพระราชสาส์นฉบับสุดท้ายของกษัตริย์คยาเนนทราถึงในหลวง

๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช
ราชอาณาจักรไทย
กรุงเทพมหานคร
ประเทศไทย

ฝ่าพระบาท สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช

หม่อมฉันมีความปลาบปลื้มเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทราบว่าฝ่าพระบาทจะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ ๖๐ ปี โดยจะมีการสมโภชในวันที่ ๑๒ และ ๑๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙

ในศุภวโรกาสนี้ หม่อมฉันพร้อมด้วยพระราชินี รัฐบาล และประชาชนชาวเนปาล ขอถวายพระพรแด่ฝ่าพระบาททรงครองราชบัลลังก์สืบไป ทรงมีพระชนมายุยิ่งยืนนาน ทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์ และทรงพระเกษมสำราญ

ในโอกาสนี้หม่อมฉันขอขอบพระทัยที่ทรงเชิญเข้าร่วมพิธีสมโภช พร้อมด้วยองค์พระประมุขอื่นๆ และประชาชนชาวไทย อย่างไรก็ดี แม้ว่าหม่อมฉันประสงค์จะเข้าร่วมในวโรกาสอันเป็นมงคล และเป็นประวัติศาสตร์ครั้งนี้ แต่พัฒนาการในประเทศส่งผลให้หม่อมฉันจำต้องอยู่ในประเทศ

ด้วยพระเมตตาหม่อมฉันเชื่อมั่นว่าฝ่าพระบาทจะทรงเข้าพระทัย

หม่อมฉันขอกราบความเคารพอย่างสูงแด่ฝ่าพระบาท

พระอนุชาของฝ่าพระบาท

คยาเนนทรา

...........................................................................

สื่อฝรั่งเตือนพันธมิตรอย่านำสถาบันเป็นเครื่องมือการเมือง ให้ดูบทเรียนผิดพลาดจากเนปาล

บทความของเฮอรัลด์ทรีบูนตั้งคำถามว่า..เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?



ในช่วงที่วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยทวีขึ้นถึงขีดสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว หนังสือพิมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล เฮอรัลด์ ทรีบูน ได้ตีพิมพ์บทความชื่อ"ม็อบกับราชบัลลังก์"โดยเตือนพวกม็อบพันธมิตรฯว่า อาจจะกำลังนำสถาบันกษัตริย์มาแอบอ้างเพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมทางการเมืองของตน เพื่อนำไปทำลายฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมือง สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สถาบันกษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพเทิดทูน ของพสกนิกรไทย ต้องระคายเคือง โดยเฉพาะพฤติการณ์ยึดสนามบินของพันธมิตร ที่อ้างสถาบันเป็นเครื่องมือนั้น อาจเป็นการหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งเรื่องทำนองนี้เคยมีบทเรียนในกรณีของเนปาลมาก่อนแล้ว จึงต้องเตือนพวกนำม็อบมายุ่งเกี่ยวกับพระราชบัลลังก์ต้องตั้งสติให้ดี

บทความระบุว่า เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังค์ล่าสุดได้ถูกล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ?

ความคิดนี้อาจฟังดูไร้สาระเมื่อพิจารณาถึงว่ากษัตริย์ของเมืองไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ถูกกล่าวขานโดยมีคำนำหน้าว่า "อันเป็นที่เคารพสักการะเทิดทูน" มาโดยตลอดโดยสื่อต่างชาติ และถูกยกย่องเชิดชูโดยสื่อในประเทศมาโดยตลอดเช่นกัน

แต่อย่างที่เนปาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำลายตนเองได้ เมื่อภายในราชวงศ์เองมีการทะลาะเบาะแว้งกัน หรือเมื่อราชวงศ์ที่ไร้ความสามารถทำเลยเถิดจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาลุกลาม จนนำไปสู่การโค่นล้มพระราชบัลลังก์และพลิกเปลี่ยนไปเป็นสาธาณรัฐ

พึงตระหนักให้มากว่ากษัตริย์พิเรนทราของเนปาลที่ได้รับการ"เคารพสักการะและเทิดทูน"ในช่วงเวลา 30 ปีที่ครองราชย์ แต่หลังจากที่ถูกสังหารโดยพระโอรสที่มีสติฟั่นเฟือน ในปี 2544 พระองค์ก็ถูกสืบทอดราชบัลลังก์โดย กษัตริย์คยาเนนทรา(King Gyeandendra) ซึ่งก็ได้ทำการยุบสภาในปี 2548 และพยายามจะบังคับให้ใช้ระบอบสมบูรณาฯหรือกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่มันก็เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระบอบสาธารณรัฐ และการประท้วงของขบวนการนิยมลัทธิเหมา ปูทางให้เกิดการเลือกตั้งและสถาบันกษัตริย์ก็ถูกล้มล้างไปในเดือนมีนาคมปี2551นี้

เป็นไปได้ไหมว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างว่าสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ที่ทำให้สนามบินของไทยเป็นอัมพาต กำลังหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ เป็นไปได้ไหมว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่แข็งกร้าวมันกลบความขุ่นเคืองใจที่กำลังทวีคูณขึ้นทุกวัน

ประเด็นที่เฮอรัลด์ทรีบูนได้ยกมาเตือนกลุ่มพันธมิตร ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจต่อคำเตือนนี้อย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...

สิ้นราชบัลลังก์-กษัตรยิ์คยาเนนทราแห่งเนปาล กับพระราชินีของพระองค์ทรงพยายามที่จะรักษาพระราชวงศ์เอาไว้จนถึงที่สุด แต่ก็ทำได้เพียงแค่การนำแพะมาเชือดบูชายัญเจ้าแม่กาลีตามพิธีกรรมความเชื่อของฮินดู ขณะที่เสียงโห่ร้องขับไล่ใกล้พระราชวังเข้ามา ในที่สุดรัฐสภาเนปาลลงมติในเดือนพฤษภาคมปี2551ให้ยกเลิกระบบกษัตริย์และเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐ

ทำไมราชวงศ์ชาห์อันเป็นศูนย์รวมใจเนปาลทั้งชาติถูกโค่นล้มลงไป

ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง


ฉากสุดท้ายของพระราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลเป็นไปอย่างอัปยศ รัฐบาลใหม่ของเนปาลเตือนให้กษัตริย์คยาเนนทราต้องออกจากพระราชวังในวันที่ 28 พฤษภาคม2551 หลังสมัชชาแห่งชาติเปิดประชุมครั้งแรก พร้อมคำประกาศเลิกสถาบันกษัตริย์ ถือเป็นการสิ้นสุดทั้งราชวงศ์ชาห์แห่งเนปาลที่ปกครองประเทศมายาวนานถึง 239 ปี และระบอบกษัตริย์ในประเทศนี้ไปพร้อมๆกัน

พระองค์ทรงมีพระราชขัตติยะมานะ เพราะเลยเส้นตายของรัฐบาลสาธารณรัฐล่วงไปถึง 11 มิถุนายน 2551 กษัตริย์คยาเนนทราจึงพร้อมด้วยพระราชินีของพระองค์เสด็จออกจากพระราชวังเพื่อไปประทับ ณ พระตำหนักนิรมาลนิวาส พระตำหนักส่วนพระองค์ โดยมีชาวเนปาลที่ต่อต้านพระองค์มากลุ้มรุมส่งเสียงโห่ไล่ และเต้นรำเฉลิมฉลองกันสุดเหวี่ยง

ราชวงศ์ชาห์ ซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายที่ชาวเนปาลเคยนับถือดั่งเทพเจ้าของศาสนาฮินดู ได้กลายเป็นตำนาน หลังสภาร่างรัฐธรรมนูญ ประกาศให้เนปาลเป็นประเทศสาธารณรัฐอย่างเป็นทางการ ในการประชุมนัดแรกในวันที่ 28พฤษภาคม 2551

ชะตากรรมของอดีตกษัตริย์คยาเนนทราหลังจากนั้นก็คือ การไฟฟ้าของเนปาลได้จัดส่งบิลไปเก็บค่าไฟฟ้าที่คิดค้างไว้ราว 40 ล้านบาท โดยบอกว่าทรงติดไว้นับแต่ปี2548เป็นต้นมา

และไม่กี่สัปดาห์ก่อนที่จะถูกล้มล้าง พระองค์ได้ไปปรากฎตัวต่อสาธารณชนอย่างที่ไม่ค่อยได้เห็นบ่อยครั้ง โดยทรงเข้าร่วมพิธีทางศาสนาที่วัดแห่งหนึ่งทางใต้ของกรุงกาฏมาณฑุ เพื่อทำพิธีเชือดแพะบูชายัญ หวังจะต่ออายุพระราชวงศ์ ทว่าไม่เป็นผลใดๆ

มีรายงานว่า พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ ถูกปลดออกจากฝาตามร้านรวงต่างๆ รวมทั้งถูกถอดออกจากธนบัตร ขณะที่คำว่า "Royal"ก็ถูกลบออกจากชื่อของกองทัพ รวมทั้งสายการบินแห่งชาติ และรัฐบาลได้งดจ่ายเงินงบประมาณค่าใช้จ่ายของพระองค์ปีละ 3 ล้าน 1 แสนดอลลาร์ และยึดวัง 10 แห่งของราชวงค์คืน


กษัตริย์คยาเนนทราทรงขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระเชษฐา คือกษัตริย์พิเรนทรา ที่ถูกเจ้าชายทิเพนทรา มกุฎราชกุมาร ปลงพระชนม์พร้อมด้วยพระราชวงศ์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 แต่ความศรัทธาในตัวพระองค์เสื่อมถอยลง หลังพระองค์ทรงเข้าแทรกแซงการเมือง โดยยึดอำนาจเบ็ดเสร็จมาจากรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้ง และให้คำมั่นว่าจะบดขยี้กลุ่มกบฎลัทธิเหมาด้วยพระองค์เอง แต่ถูกกระแสต่อต้านจากประชาชนจนต้องทรงยอมคืนอำนาจให้กับประชาชนในที่สุด

แต่ชาวเนปาลกลับไปไกลกว่านั้น คือให้ล้มเลิกระบบกษัตริย์ และเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐแทน


ซุบซิบกันว่าสังหารพระเชษฐาเพื่อฮุบราชสมบัติ และทรงมีพระราชโอรสเพลย์บอย

บัลลังก์เลือด-กษัตริย์คยาเนนทราเป็นสมมุติเทพตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พระองค์ทรงเข้ารับราชสมบัติต่อจากพระเชษฐาที่สวรรคตในเหตุนองเลือดในพระราชวัง มีเสียงลือซุบซิบในหมู่ผู้ต่อต้านว่าพระองค์อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น่าสพรึงนี้

จู่ๆเฉพาะการเข้าแทรกแซงการเมือง คว่ำรัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชน คงไม่น่ามีผลสะเทือนให้พระราชวงศ์ที่ยืนยาว240ปีต้องถึงกาลอวสาน แต่มันมีเรื่องซุบซิบอื่นๆในเรื่องพระราชจริยาวัตรส่วนพระองค์ และข่าวอัปมงคลต่างๆที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกของสาธารณชนด้วย 2ในข่าวซุบซิบนั้นเป็นเรื่องเล่าลือกันว่าอาจทรงเกี่ยวพันกับการสังหารพระเชษฐาเพื่อหวังในราชสมบัติ กับทรงมีพระโอรสที่เป็นเพลย์บอย ไม่เป็นที่นิยมของพสกนิกรชาวเนปาลอีกด้วย


ตามคติความเชื่อดั้งเดิมของฮินดู ทรงเป็นสมมติเทพมาปราบยุคเข็ญ ชาวเนปาลเชื่อว่าแท้จริงแล้วกษัตริย์คือปางอวตารของวิษณุเทพ อันเป็นคติแต่โบราณของผู้คนในชมพูทวีป


อดีตกษัตริย์คยาเนนทราประสูติเมื่อ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2490 ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนของชาวคริสต์ในเมืองดาจีลิง (Darjeeling) ประเทศอินเดีย พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ.2544 ต่อจากกษัตริย์พิเรนทรา (King Birendra Bir Bikram Shah Dev) ผู้เป็นพระเชษฐา ซึ่งครองราชย์ตั้งแต่ปี 2515 ก่อนจะสิ้นพระชนม์ในเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) ในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ.2544 ที่เจ้าชายดิเพนทราพระโอรสซึ่งเสวยน้ำจัณฑ์จนเมามายได้กราดยิงพระองค์และพระบรมวงศานุวงศ์รวม 10 พระองค์จนสิ้นพระชนม์ก่อนที่เจ้าชายดิเพนทราจะปลงพระชนม์ตัวเองตาม


โดยพื้นฐานทางการเมืองของเนปาลเองปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นเวลายาวนาน ก็เพิ่งจะมีประชาธิปไตยหลังจากขบวนการ ‘จัน อันโดลัน’ (Jan Andolan Movement) หรือแปลเป็นไทยว่าขบวนการประชาชน ได้บีบให้กษัตริย์พระองค์ก่อนคือพิเรนทรายอมปฏิรูปการเมือง และพระราชทานรัฐธรรมนูญในเดือนพฤษภาคมปี พ.ศ.2534 ทำให้เนปาลมีรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีกิริยา ปราสาท กัวราลา (Girija Prasad Koirala) จากพรรคคองเกรสเนปาล (Nepali Congress Party) ชนะการเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี

แต่การเมืองเนปาลก็เข้าสู่สภาพไร้เสถียรภาพ เพราะเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างกองทัพของรัฐบาล กับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมานำโดยสหายประจันดา (Prachanda) ที่จับอาวุธสู้มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 จนฝ่ายกบฏมีฐานที่มั่นอยู่ใน 50 จังหวัดจาก 75 จังหวัดของเนปาล และสงครามกลางเมืองก็ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 12,500 ราย

เมื่อเกิดเหตุการณ์ ‘สังหารโหดในพระราชวัง’ (the Palace Massacre) และกษัตริย์คยาเนนทราทรงขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.2544 การเมืองเนปาลก็ยิ่งไร้เสถียรภาพเข้าไปอีก เพราะพระองค์อ้างเหตุความไม่สงบในเนปาลเข้าแทรกแซงการเมืองระบอบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

อาทิทำการปลด และแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีด้วยพระองค์เองรวม 5 ครั้งช่วงปี 2544 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 ก่อนที่พระองค์จะยึดอำนาจการปกครองของเนปาลมาอยู่ที่พระองค์เองในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 โดยพระองค์อ้างเหตุผลการยึดอำนาจว่าเพราะนายกรัฐมนตรีคนก่อนบริหารราชการแผ่นดินบกพร่องในเรื่องการเตรียมการเลือกตั้ง และไม่สามารถสร้างความสงบเรียบร้อยขึ้นมาในบ้านเมืองได้ โดยพระองค์สัญญาว่าจะคืน “ความสงบเรียบร้อยและประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพ” ภายในเวลา 3 ปี

นอกจากนี้พระองค์ยังตัดสินพระทัยจำกัดเสรีภาพของประชาชนรวมไปถึงเสรีภาพในการนำเสนอของสื่อมวลชน มีการจับกุมนักการเมือง นักเคลื่อนไหวที่เห็นต่างจากพระองค์ ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนและองค์กรประชาธิปไตยในประเทศกังวลต่อสถานการณ์ในเนปาลโดยเฉพาะกับนักข่าวและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนของเนปาล แต่กษัตริย์คยาเนนทราก็ทรงตอบโต้องค์กรต่างประเทศเหล่านั้นว่า “ประชาธิปไตยและเสรีภาพที่ก้าวหน้าทั้งหลายจำเป็นน้อยกว่าการฟื้นฟูความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ!”

นอกจากความไม่พอใจในตัวกษัตริย์เนปาลจะเกิดเพราะการเข้ายึดอำนาจของกษัตริย์คเยนทราแล้ว สิ่งที่ช็อกความรู้สึกชาวเนปาลอีกประการหนึ่งคือการที่คณะลูกขุนของรัฐบาลตัดสินว่าเจ้าชายดิเพนทรา (Prince Dipendra) พระโอรสของกษัตริย์พิเรนทรา กษัตริย์พระองค์ก่อน ซึ่งยิงพระองค์เองเสียชีวิต ได้เป็นฆาตกรสังหารพระราชบิดา และพระบรมวงศานุวงศ์ในเหตุการณ์สังหารโหดในพระราชวังปี 2544 ครั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องนี้เป็นการยากที่จะให้ชาวเนปาลทำใจเชื่อได้ แถมกบฏลัทธิเหมายังกระพือข่าวว่ากษัตริย์คยาเนนทราผู้สืบราชสมบัติต่อนั่นแหละเป็นตัวการในการสังหารโหดครั้งนั้น


กระแสข่าวทางลบในลักษณะนี้ต่อกษัตริย์คยาเนนทรายังคงแพร่กระจายไปทั่วเนปาล ผู้คนต่างตั้งคำถามว่ากษัตริย์คยาเนนทราหนีออกจากพระราชวังได้อย่างไรในวันที่เหตุฆาตกรรมหมู่เกิดขึ้น และพระราชโอรสพระองค์เดียวของพระองค์ คือเจ้าฟ้าชายพาราช (Prince Paras) หลบออกจากพระราชวังไปได้อย่างไรโดยที่ไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่รอยขีดข่วน!?

และยิ่งเจ้าฟ้าชายพาราช ผู้จะสืบทอดราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา และสืบราชสมบัติแห่งราชวงศ์ชาห์กลับมีนิสัยชอบขับรถซิ่ง และความเจ้าสำราญที่ชาวเนปาลขนานนามพระองค์ว่า “The playboy” ยิ่งทำให้ความนิยมของประชาชนต่อเจ้าชายพาราชผู้สืบทอดราชสมบัติของราชวงศ์ชาห์ และทำให้กษัตริย์คยาเนนทราไม่เป็นที่นิยมชนิดร้าวลึก

ประมาณการณ์ผิดเป็นเหตุให้ถึงกาลอวสานอย่างอัปยศ


ทรงสำคัญผิด-การยึดกุมอำนาจในกองทัพไว้ได้ และมีผู้นำเหล่าทัพที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัย กอรปกับการประชาสัมพันธ์ชวนเชื่อให้ประชาชนได้เห็นแต่ด้านดีของระบบกษัตริย์ทำให้พระองค์ทรงประเมินสถานการณ์ผิดพลาด

พันธมิตรแห่งแนวต้านอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

การที่พระองค์ประมาณสถานการณ์ผิดว่าสามารถยึดกุมกองทัพเอาไว้ ถึงขั้นล้มรัฐบาลหลายคณะ และที่สุดรวบพระราชอำนาจมาไว้ที่พระองค์เสียเอง กับเชื่อมั่นว่าการประชาสัมพันธ์แต่ด้านบวกให้พสกนิกรชาวเนปาลเทิดทูนก็เพียงพอแล้ว และหวังว่าจะทำสงครามเอาชนะพวกกบฎคอมมิวนิสต์ได้ พระองค์ก็จะกลายเป็นวีรบุษผู้ยิ่งใหญ่ของชาติ ทั้งหมดนี้ทำให้ราชวงศ์เดินทางมาถึงจุดจบ..เพราะสิ่งที่พระองค์ไม่ได้นำมาประเมินเลยก็คือ พลังของประชาชนผู้กระหายประชาธิปไตย และการปกครองโดยประชาชน


ท่ามกลางอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์ในประเทศ ต่อมาในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2548 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองเของเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เนปาล (เหมาอิสต์) หรือกบฏลัทธิเหมา ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรบันทึกข้อตกลง 12 ประการเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตย เพื่อต่อต้านการปกครองของกษัตริย์คยาเนนทราซึ่งทำให้เกิดฝ่ายต่อต้านการปกครองของกษัตริย์ขยายตัวออกไปทั่วประเทศ

การต่อต้านพระราชอำนาจได้ถึงจุดปะทะเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2549 พันธมิตร 7 พรรคการเมืองจัดการชุมนุมในกรุงกาฐมาณฑุ เรียกร้องประชาธิปไตย และคว่ำบาตรการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กษัตริย์คยาเนนทราได้จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ เนื่องจากเห็นว่าการเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเพียงมายาภาพที่แสดงให้เห็นว่านี่เป็นก้าวแรกสู่ประชาธิปไตยเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จของพระองค์ที่ดำเนินมากว่า 1 ปี

โดยรัฐบาลพยายามสกัดการชุมนุมของประชาชนด้วยการประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกจากบ้านในยามวิกาลในเขตเมืองหลวงและบางพื้นที่ของเนปาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะ มีการตัดสัญญาณโทรศัพท์และคุกคามผู้ออกมาต่อต้านการเลือกตั้งดังกล่าว ทำให้การชุมนุมเลื่อนจากวันที่ 20 มกราคม มาเป็นอีกวันหนึ่ง


โดยในวันที่ 21 มกราคม มีการเดินขบวนท้าทายอำนาจของกษัตริย์ครั้งใหญ่โดยประชาชนหลายพันคน ทำให้รัฐบาลของกษัตริย์คยาเนนทราใช้กำลังปราบปรามอย่างรุนแรง จนมีผู้นำพรรคการเมือง นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ผู้นำแรงงาน นักศึกษา และนักหนังสือพิมพ์ถูกจับกุมหลายร้อยคน ขณะที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ตอบโต้ด้วยการขว้างปาก้อนหินใส่ตำรวจและทหาร พร้อมเผายางรถยนต์เป็นเครื่องกีดขวาง ซึ่งการปราบปรามครั้งนั้นทำให้การชุมนุมต่อต้านกษัตริย์ปะทุไปทั่วประเทศ


การประท้วงใหญ่เดือนเมษายน และการสละพระราชอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์

ในเดือนเมษายน 2549 ภายใต้การนำของพันธมิตร 7 พรรคการเมืองเนปาล (Seven Party Alliance - SPA) และกบฏลัทธิเหมาได้มีการต่อต้านครั้งใหญ่เพื่อทวงประชาธิปไตยคืนมาจากกษัตริย์ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน มีการนัดหยุดงานทั่วประเทศเป็นเวลา 4 วัน ตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน และจัดการชุมนุมใหญ่ในเมืองหลวงวันที่ 8 เมษายน ตามด้วยการดื้อแพ่งด้วยการหยุดจ่ายภาษี เช่นเดียวกับการประท้วงหลายต่อหลายครั้ง

รัฐบาลได้ประกาศเคอร์ฟิวห้ามไม่ให้ประชาชนออกมาชุมนุม แต่การชุมนุมประท้วงกลับขยายตัวไปตามเมืองใหญ่ๆ ตลอดทั้งเดือน ทำให้รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดสลายการชุมนุมกระทั่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก จำนวนผู้ออกมาประท้วงเฉพาะในเมืองหลวงพุ่งสูงกว่า 300,000 - 500,000 คน

และในวันที่ 21 เมษายนกษัตริย์คยาเนนทราได้มีพระราชดำรัสว่าจะทรงคืนอำนาจบริหารให้แก่ประชาชน และจะจัดการเลือกตั้งใหม่ให้เร็วที่สุด รวมทั้งขอให้กลุ่มพันธมิตรฯ เสนอชื่อชื่อบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แต่กลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มกบฏลัทธิเหมาปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว พร้อมกับนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 25 เมษายน

กระทั่งเที่ยงคืนของวันที่ 24 เมษายน กษัตริย์คยาเนนทราได้ยอมประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านสถานีโทรทัศน์ว่า พระองค์จะฟื้นฟูสภาผู้แทนราษฎรที่ล้มเลิกไปและขอให้พรรคการเมืองทั้ง 7 พรรคกลับมาร่วมรับผิดชอบดูแลประเทศชาติ เพื่อประชาธิปไตยและสันติภาพของชาวเนปาล ทำให้วันรุ่งขึ้นชาวเนปาลจำนวนมากออกมาชุมนุมแสดงความยินดีต่อชัยชนะของประชาชนตามท้องถนน

ตลอดการประท้วงใหญ่ 19 วัน มีการปราบปรามโดยกองกำลังรัฐบาลจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 19 คน และผู้บาดเจ็บนับพันคน ด้วยเหตุนี้ระหว่างประท้วงจึงทำให้มวลชนตามท้องถนนเผาหุ่นของกษัตริย์และประณามกษัตริย์คเยนทราว่าเป็น “ฆาตกร”


ไม่มีอำนาจใดในโลกหล้า ผู้ปกครองต่างมาแล้วสาบสูญ



จุดพลุไล่-ชาวเนปาลออกมาเต้นรำเฉลิมฉลองการที่รัฐสภาลงมติยกเลิกระบบกษัตริย์ สิ้นสุดราชวงศ์ชาห์อายุยาวนาน 240 ปี และเปิดศักราชใหม่ของระบบสาธารณรัฐ เมื่อ28พ.ค.2551


ภายหลังจากที่สภาถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ นายกิริยา ปราสาท กัวราลา อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคคองเกรสเนปาล ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว โดยเขาสัญญาว่าจะจัดการเลือกตั้งคณะร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามข้อเรียกร้องของประชาชน

ต่อมาอดีตรัฐมนตรี 5 คนที่ทำงานให้กษัตริย์คยาเนนทราก็ถูกจับกุม และสอบสวนกรณีใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย นอกจากนี้รัฐบาลชุดใหม่และสภาผู้แทนราษฎรยังได้ดำเนินการลดทอนพระราชอำนาจอย่างต่อเนื่องทำให้ฐานะของสถาบันกษัตริย์เนปาลกลายเป็นประมุขของประเทศแต่ในทางพิธีกรรม (Ceremonial Monarchy) เท่านั้น เช่น ห้ามมิให้กษัตริย์มีอำนาจสั่งการกองทัพอีกต่อไป ทั้งนี้กองทัพเคยมีบทบาทในการช่วยกษัตริย์คยาเนนทรายึดอำนาจด้วยการกราบบังคมทูลเชิญกษัตริย์คยาเนนทราขึ้นสู่อำนาจการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การจับนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคการเมืองต่างๆ ในขณะนั้น มีการเปลี่ยนชื่อกองทัพจากกองทัพในพระมหากษัตริย์เนปาล (Royal Nepalese Army) มาเป็นกองทัพแห่งชาติเนปาล (Nepalese Army)

แถมเพลงชาติเนปาลซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ขึ้นต้นในทำนองว่า “ขอพระบารมีปกเกล้า, เป็นขวัญอธิปไตย เธอชาวเนปาลผู้กล้า มีมหาราชาธิราชเป็นกษัตริย์ของเรา...” ก็ถูกเปลี่ยนอีกด้วย

ที่สำคัญหลังการประท้วงครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนก็ทำให้กษัตริย์คยาเนนทราก็ไม่ค่อยปรากฏพระองค์ในสถานที่สาธารณะ รถนำขบวนพระราชวงศ์ซึ่งการเสด็จครั้งหนึ่งต้องปิดถนน และทำให้รถติดในเมืองหลวงเป็นกินนานหลายชั่วโมง รวมทั้งการเสด็จแปรพระราชฐานไปยังชนบทด้วยเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งก็ถูกยกเลิก

เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีการโดดเดี่ยวกษัตริย์คยาเนนทรา ในงานเฉลิมพระชนมพรรษา ก็ไม่มีเด็กนักเรียนเป็นจำนวนมาก มาร่วมงานฉลองเหมือนอย่างเคย แถมรัฐมนตรีในรัฐบาลก็ไม่เข้าร่วมงานเลี้ยงดังกล่าว

ที่สุดแล้วรัฐสภาเนปาลได้ประกาศยกเลิกระบบกษัตริย์ลงอย่างเด็ดขาด และเปลี่ยนประเทศเป็นระบบสาธารณรัฐ และยื่นคำขาดให้อดีตกษัตริย์ทรงออกจากพระราชวัง เพื่อนำไปทำเป็นพิพิธภัณฑ์ และเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวเนปาล

ในที่สุดนายคยาเนนทรา อดีตกษัตริย์เนปาลได้ออกจากพระราชวังในวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โดยนั่งมาในรถเมอร์ซีเดสเบ๊นซ์กับนางคยาเนนทรา ภรรยาของเขา โดยมีชาวเนปาลที่โกรธแค้นกรูเข้าไปห้อมล้อมรถ ที่ไม่มีขบวนนำยาวเหยียดออกจากพระราชวังไป โดยทหารมากั้นไว้พอเป็นพิธี และให้รถยนต์คันนั้นเคลื่อนออกไปได้

และจะไม่ได้กลับมาในพระราชวังกาฎมาณฑุอีก...ตลอดกาล.

ศักราชใหม่-สตรีเนปาลเขียนสีแดงบนหน้าผากของเธอ มันสะกดเป็นภาษาไทยได้ความหมายว่า"สาธารณรัฐจงเจริญ"
...................

ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทย


ความโชคดีของพสกนิกรชาวไทยก็คือ เรามีพระราชจักรีวงศ์ อันทรงคุณประเสริฐมาแล้วกว่า 227 ปี มีพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระราชอัจริยภาพในทุกด้าน และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแก่พสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้ มีพระบรมราชวงศ์อันเป็นที่รักเทิดทูนทุกพระองค์ล้วนแต่มีพระอัจริยภาพ และพระราชจริยาวัตรอันงดงาม ทรงเหนื่อยยากเพื่อปวงชนชาวไทย มีพระเมตตาต่อพสกนิกรทุกหมู่เหล่าอย่างเสมอกัน

ในหลวงและพระราชวงศ์ทุกพระองค์ทรงอยู่เหนือการเมือง และด้วยเดชะพระบารมีทำให้เรารอดพ้นวิกฤตการณ์ความยุ่งยากต่างๆมาได้ แต่คำเตือนของเฮอรัลด์ ทรีบูนที่ได้ยกมาเตือนใจกลุ่มพันธมิตรฯ ทำให้เราพสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีสถาบันกษัตริย์ ต้องใส่ใจอย่างจริงจัง และย้อนมองไปดูบทเรียนที่ผิดพลาดของราชวงศ์เนปาล...และไม่ให้มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้พระราชจักรีวงศ์สถิตย์สถาพรอยู่เป็นมิ่งขวัญแก่พสกนิกรชาวไทยไปชั่วฟ้าดิน

ตลอดกาล.

Thursday, August 13, 2009

จดหมายเปิดผนึกถึงคุณประดาบ จากปูนนก

ที่มา Thai E-News

โดย poonnook
ที่มา เวบไซต์ thaifreenews
13 สิงหาคม 2552

ท่านนายกทักษิณ ไม่ใช่ “ต้นเหตุ” ที่จะสามารถ “ดับเหตุ” แห่งความขัดแย้งหรือแตกแยก แต่ท่านเป็น “เหยื่อ” ที่ได้รับจากการทำลายในครั้งนั้น และสืบเนื่องมาจนถึงขณะนี้ ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนผู้ติดตามข่าวสารการเมืองต่างรู้กันดี

“ความไม่ยุติธรรม” ที่ประชาชนได้รับในด้านการปกครองที่พวกเขาประสบมาต่างหากครับ เป็น “ต้นเหตุ” ดังนั้น วิธีที่จะสามารถดับเหตุแห่งความขัดแย้งนี้ ก็คือต้องสร้างความยุติธรรมขึ้นในประเทศนี้ให้ได้ แล้วความขัดแย้งจะหายไปครับ ไม่ใช่ให้ท่านนายกทักษิณยุติการยื่นถวายฎีกา....


เรียน คุณประดาบ ที่เคารพ

http://www.prachataiwebboard.com/webboard/wbtopic2.php?id=827654

ผมชื่นชมบทความคุณประดาบ สมัยที่ยังเป็นเวป Hi-Thaksin ไม่เสื่อมคลาย สมัยนั้น คุณประดาบเป็นเหมือนกับนักเขียนในดวงใจของใครจำนวนมาก ที่คอยติดตามว่า คุณประดาบจะมีประเด็นใดมานำเสนอเพื่อเป็นองค์ความรู้ในการต่อสู้กับ เผด็จการ คมช. และเป็นประโยชน์กับประชาชนโดยทั่วไป เพื่อจะได้รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเผด็จการ ที่กำลังครอบประเทศอยู่ในขณะนั้นบ้าง และผมก็เป็นคนหนึ่ง ที่ไม่เคยพลาดการติดตามข้อมูลข่าวสารของคุณประดาบเลย แม้แต่ครั้งเดียว...

ผมไม่แน่ใจว่า จากจดหมายเปิดผนึก ที่คุณประดาบเขียนถึงท่านนายกทักษิณนี้ เป็นตัวคุณประดาบ ที่เคยอยู่ในเวป Hi-Thaksin ตัวจริงหรือไม่ และหวังว่าจะ “ไม่ใช่” เพราะถ้า “ใช่” ผมจะรู้สึก “เสียใจและผิดหวังมาก” ที่คุณประดาบที่ผมเคยชื่นชมว่า เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย และอยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ประชาชน ได้กลายเป็นผู้ที่ตกเป็นเครื่องมือ และอยู่ภายใต้แนวคิดของเผด็จการเสียแล้ว

คุณประดาบเท้าความถึงสาเหตุที่ต้องปิดเวปไซด์ Hi-Thaksin เป็นทำนองว่า เกิดจากการถูกขอร้องกลาย ๆ จากทีมงาน หรือผู้ใกล้ชิดของท่านนายกทักษิณ จนทำให้เวปไซด์ต้องปิดไป ... เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือเท็จ คงไม่สามารถพิสูจน์ได้จากกรณีนี้อย่างแน่ชัด

แต่การกล่าวอ้างขึ้นมาลอย ๆ โดยปราศจากหลักฐานดังนี้ เหมือนกับว่า คุณประดาบกำลังจะบอกว่า เพราะท่านนายกทักษิณ เป็นต้นเหตุทำให้เวปไซด์ Hi-Thaksin ต้องปิดตัวลง ใช่หรือไม่ ? ...

และที่แน่ ๆ จากจดหมายฉบับนี้ คุณประดาบได้ตั้งโจทย์ไว้เริ่มต้นว่า “ก็เพราะว่ามีแต่ท่าน (นายกทักษิณ) เพียงคนเดียว ที่จะยุติความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศไทยในขณะนี้” ซึ่งเมื่อคุณประดาบตั้งโจทย์เริ่มต้นผิดอย่างนี้แล้ว เนื้อหาด้านอื่นต่อมา จึงผิดพลาดไปหมดสิ้น...

ความเป็นจริงแล้ว การณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้ามเลยครับ ท่านนายกทักษิณ ไม่ใช่ผู้ที่จะสามารถยุติความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น และกำลังขยายตัวอย่างมากในขณะนี้ได้แน่นอน ไม่ว่าคุณประดาบจะกล่าวอ้างว่า ท่านนายกทักษิณได้รับการนิยมอย่างมากจากประชาชนอย่างไรก็ตาม

เพราะในความเป็นจริงก็คือ ต้นเหตุแห่งความขัดแย้งและความแตกแยกทั้งปวง เกิดขึ้นจาก “กระบวนการโค่นล้มรัฐบาลประชาธิปไตย ที่มาจากการเลือกตั้ง” โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2547 ปลาย ๆ มาจนสำเร็จลงในวันที่ 19 กันยายน 2549 ต่างหากครับ

ท่านนายกทักษิณไม่ใช่ “ต้นเหตุ” ที่จะสามารถ “ดับเหตุ” แห่งความขัดแย้งหรือแตกแยก แต่ท่านเป็น “เหยื่อ” ที่ได้รับจากการทำลายในครั้งนั้น และสืบเนื่องมาจนถึงขณะนี้

ซึ่งเรื่องนี้ ประชาชนผู้ติดตามข่าวสารการเมืองต่างรู้กันดี “ความไม่ยุติธรรม” ที่ประชาชนได้รับในด้านการปกครองที่พวกเขาประสบมาต่างหากครับเป็น “ต้นเหตุ”

ดังนั้น วิธีที่จะสามารถดับเหตุแห่งความขัดแย้งนี้ ก็คือต้องสร้างความยุติธรรมขึ้นในประเทศนี้ให้ได้ แล้วความขัดแย้งจะหายไปครับ ไม่ใช่ให้ท่านนายกทักษิณ ยุติการยื่นถวายฎีกา ....

ความพยายามที่คุณประดาบ กำลังจะเชื่อมโยงให้มองเห็นว่า “มีกลุ่มคนบางกลุ่ม” แทรกตัวอยู่ในขบวนการคนเสื้อแดง และกำลังจะนำเอาท่านนายกทักษิณไปเป็นเหยื่อเพื่อโจมตี หรือ โค่นล้มสถาบัน นั้น เป็นความพยายามเชื่อมโยงที่ไม่มีหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนเป็นรูปธรรม นอกจากคำกล่าวอ้างของฝ่ายเผด็จการ ผู้กล่าวโจมตีกลุ่มคนเสื้อแดงผู้เรียกร้องประชาธิปไตยทั้งหลาย

พูดง่าย ๆ ก็คือ คุณประดาบ กำลังพยายามเชื่อมโยงเหตุการณ์เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว ที่มีการต่อสู้กันทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองในเวลานั้น เข้ามาเป็นเรื่องเดียวกันกับความขัดแย้งในเวลานี้ โดยคุณประดาบกำลังพยายามอธิบายว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดง ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยโดยบริสุทธิ์ใจนั้น กำลังถูกกลุ่มคนที่พ่ายแพ้ทางการเมืองไปเมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว “ชักใย” อยู่เบื้องหลัง โดยประชาชนทั้งหลายถูกหลอก ใช่หรือไม่ ?...

การเกิดขึ้นของกลุ่มคนเสื้อเหลือง, กลุ่มคนเสื้อน้ำเงิน ก็เกิดมาจากคำกล่าวที่ว่า “ปกป้องสถาบัน” ทั้งสิ้นและยิ่งกว่านั้น กลุ่มคนเหล่านั้น ยังใช้ข้ออ้างนี้ ในการทำร้ายประชาชนธรรมดา ๆ ผู้ประกาศตัวเองมาตลอดว่า “ต้องการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข” และไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง หรือแม้แต่ท่านนายกทักษิณเอง ก็ไม่เคยมีพฤติกรรมแม้แต่เพียงครั้งเดียว ที่แสดงให้เห็นไปในทางว่า จะ “ล้มล้างสถาบัน” หรือทำให้สถาบันเสื่อมเสีย

ตรงกันข้าม กลุ่มคนเสื้อเหลืองผู้ชูป้ายในหลวง ขณะที่กำลังยิงปืนใส่ผู้คน เอาภาพในหลวงทำเป็นโล่ แล้วเข้าไล่ตีทำร้ายตำรวจ เอาภาพในหลวงนำหน้า ขณะที่เข้ายึดสนามบิน เข้ายึดทำเนียบ.... คนเหล่านี้ต่างหากครับ ที่กำลังทำร้ายสถาบัน และทำลายสถาบันอันเป็นที่รักของทุก ๆ คน

ผมรู้สึกผิดหวัง และเสียใจ ที่คุณประดาบผู้เป็นนักเขียนประชาธิปไตยคนหนึ่งที่ผมชื่นชมยกย่อง (ถ้าเป็นคุณประดาบตัวจริง) ได้แสดงความเห็นในจดหมายเปิดผนึกด้วยมุมมองที่ “ตื้นเขิน” เยี่ยงนี้

การเปรียบเทียบท่านนายกทักษิณ กับ ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ หรือ นายกวินส์ตัน เชอร์ชิลล์ ผู้เป็นรัฐบุรุษ โดยกล่าวอ้างว่า “นักการเมืองมองการเลือกตั้งครั้งหน้า แต่รัฐบุรุษคิดถึงชนรุ่นหลัง” ซึ่งเป็นคำอธิบายว่า ท่านนายกทักษิณควรที่จะยอมเสียสละตนเอง เพื่อความปรองดองของคนในชาติ...

คุณประดาบครับ ....ด้วยความเคารพ ผมอยากจะบอกว่า ความปรองดองของคนในชาติจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าประเทศนี้ ยังไม่มีการปกครองที่เป็นธรรม และมีความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันของคนในชาติ

คุณประดาบคิดว่า การเสียสละตัวเองของท่านนายกทักษิณ ในการที่ให้ยุติการถวายฎีกา จะทำให้ทุกอย่างสงบ และท่านนายกทักษิณ จะกลายเป็นรัฐบุรุษในจิตใจของคนไทยทั้งชาติ เช่นนั้นหรือ ?

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เป็นคนละเรื่องกันเลยครับ ฎีการ้องทุกข์ที่ประชาชนชาวเสื้อแดง นำโดยกลุ่ม “ความจริงวันนี้” ได้กระทำ เป็นเพียงเครื่องสะท้อนให้เห็น ถึงความทุกข์ยากของประชาชนไทยในแผ่นดินนี้ที่กำลังประสบอยู่ โดยได้นำเอากรณีท่านนายกทักษิณ มาเป็นตัวแทนเท่านั้น ถ้าวันนี้ไม่มีท่านนายกทักษิณ หรือท่านนายกทักษิณไม่อยู่แล้ว การยื่นถวายฎีการ้องทุกข์ต่อในหลวง ก็จะยังคงเกิดขึ้นต่อไป

เพราะเหตุใดหรือ ? ก็เพราะว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นผู้เดียวในแผ่นดินนี้ ที่จะปัดเป่าความทุกข์ยากของพสกนิกรชาวไทยให้พ้นไปได้ ไม่ว่าจะมีตัวกฎหมายรองรับไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ แต่โดยประเพณีการปกครองของคนไทย ที่เคารพศรัทธาพระองค์ท่านตลอดมา พระองค์กระทำได้ครับ เพราะว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย กำหนดเอาไว้ใน มาตราที่ 7 ระบุว่า “มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

ดังนั้นการกล่าวอ้างใด ๆ ที่แสดงให้เห็นว่า “พระมหากษัตริย์ ไม่มีสิทธิที่จะใช้พระราชอำนาจ นอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด” เป็นการใช้สำนวนโวหาร เพื่อล่อลวงและ “กล่าวเท็จ” ครับ เพราะพระองค์ท่านไม่มีทางละเมิดกฎหมายได้อย่างแน่นอน นอกเสียจากว่า “จะเป็นไปตามพระราชวินิจฉัย” ในทางใดทางหนึ่งเท่านั้น และพระองค์ท่านก็จะไม่มีพระราชวินิจฉัยไปในทางละเมิดกฎหมายที่เขียนบัญญัติไว้ชัดเจนอย่างแน่นอน

ประเทศไทยมีประเพณีการปกครอง อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขครอบคลุมอยู่ ดังนั้นพระองค์ทรงบำบัดทุกข์เข็ญให้กับประชาขนไทยได้แน่นอนครับ

ถ้าคุณประดาบจะกราบขอร้องใครสักคนให้ยุติ เพื่อให้เกิดความปรองดองและสมานฉันท์ขึ้นในบ้านเมืองนี้ คน ๆ นั้น ไม่ควรจะเป็นท่านนายกทักษิณครับ แต่ควรจะเป็นใครสักคน ที่มีอำนาจสูงสุดบนยอดปิรามิดของเครือข่ายเผด็จการ ที่พยายามทำลายล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข มากกว่าครับ....

โดยสรุปก็คือ การยื่นถวายฎีกาในครั้งนี้ ไม่ใช่ทำเพื่อท่านนายกทักษิณ ดังโจทย์ที่คุณประดาบตั้งเอาไว้ แต่เป็น การเรียกร้องความยุติธรรม ให้กลับคืนมาสู่ประเทศไทย เพื่อประชาชนไทยทั้งมวล และการกระทำดังนี้ มิใช่เป็นการกระทำเพียงเพื่อ “คิดถึงการเลือกตั้งเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่กลับเป็นการคิดถึงประชาชนไทยในรุ่นต่อ ๆ ไป ชั้นลูกหลานเลยทีเดียวครับ”

ผมหวังว่า จดหมายแสดงความเห็นของผมถึงคุณประดาบในครั้งนี้ คงจะแสดงถึงเจตนาของประชาชนชาวเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยโดยทั่วไป ให้คุณประดาบได้เข้าใจมากขึ้นนะครับ

ด้วยความเคารพ
ปูนนก
13 สิงหาคม 2552

เจ๊สดอ่านขาดห้อยรอดคุกเชิญเป็นวิทยากรกกต.

ที่มา Thai E-News


หมิ่นศาล?-ศาลพระกาฬ ลพบุรี แต่เดิมเรียก"ศาลสูง"เป็นที่พบศิลาจารึกสำคัญๆ ตอนนี้เป็นสถานที่ของลิงอาศัยและสืบเผ่าพันธุ์(ภาพนี้ไม่เกี่ยวกับข่าวแต่อย่างใด เอามาลงให้ท่านผู้อ่านได้คลายเครียดแค่นั้น)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ไทยรัฐ
13 สิงหาคม 2552

กกต.เหมือนส่องกล้องมองอนาคตขาดเนวินรอดคดีกล้ายาง ทั้งที่ศาลจะพิพากษาวันจันทร์17จะติดคุกหรือเปล่ายังไม่รู้ แต่กกต.องค์กรอิสระแต่อยู่ใต้อิทธิพลของอำมาตย์เชิญห้อยไปเป็นวิทยากรในวันศุกร์21สิงหาคม ขณะที่เจ้าตัวปากกล้าพร้อมไปขึ้นศาลไม่หนีแน่


การตัดสินคดีทุจริตกล้ายางในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคมนี้ ไม่มีใครรู้ว่านายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำพรรคภูมิใจไทยจะรอดคุกหรือต้องถูกตัดสินให้จำคุก แต่กกต.องค์กรอิสระในเครือข่ายของขบวนการอำมาตยาธิปไตยราวกับส่องกล้องมองเห็นผลการตัดสินล่วงหน้า เพราะได้เชิญนายเนวินมาเป็นวิทยากรงานอภิปรายนัดหนึ่งในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม

ไทยรัฐรายงานข่าวว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการ กกต. กล่าวว่า ในวันที่ 21 ส.ค. เวลา 13.30 น. กกต.ได้ร่วมกับนักศึกษาสถาบันพัฒนาพรรคการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง จัดอภิปรายในหัวข้อ "ทางออกประเทศไทย กับข้อเสนอ 6 ประเด็นคณะกรรมการสมานฉันท์" โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายเนวิน ชิดชอบ นายนิกร จำนง ในฐานะตัวแทนผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง นายดิเรก ถึงฝั่ง ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ นายคำนูน สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เป็นต้น

นายเนวินกล่าวก่อนหน้านี้ว่า ยืนยันจะไปฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีกล้ายางพารา 90 ล้านต้นแน่นอน แม้ว่า ส.ส.พรรคเพื่อไทย และกลุ่มคนเสื้อแดงออกมาให้ข่าวอย่างต่อเนื่องในทำนองว่า นายเนวินจะหนี ไม่ไปฟังคำพิพากษา

“ผมชื่อเนวิน ผมพร้อมที่จะน้อมรับคำพิพากษาของศาลทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ผมไม่เคยหนี ขนาด คมช. ผมก็ยังไม่หนี ทำไมผมจะต้องหนีศาล คนที่ปล่อยข่าวนี้ เพราะอยากให้เป็นเหมือนตัวเขาเองหรือเปล่า เราเป็นคนไทย อยู่ประเทศไทย สัญชาติ เชื้อชาติไทย ต้องเคารพกฎหมายไทย ไม่เหมือนคนที่ปากบอกว่า รักประเทศไทย แต่ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรมไทย” นายเนวิน กล่าว

ดับอนาถคาจอ"ประดาบ"สื่อลูกกะโปกห้อย

ที่มา Thai E-News


ดาบหัก-นามปากกา"ประดาบ"ได้ออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหลังจากเคยประกาศ"เก็บดาบ"แต่แทนที่จะได้แจ้งเกิดอีกรอบ กลายเป็นดับอนาถกลางจอ เมื่อแสดงตัวตนธาตุแท้ว่าเป็นเพียงสื่อลูกกะโปกห้อยที่ไร้ราคาในสายตาของผู้รักประชาธิปไตย

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา บอร์ดประชาไท
13 สิงหาคม 2552

ผู้ใช้นามแฝง"ประดาบ"แห่งเวบhi-thaksin ซึ่งเคยมีผลงานลือลั่นออกมาต่อต้านโจมตีคมช.และสนับสนุนทักษิณ ชินวัตร ในอดีต ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณเรื่อง ยุติความแตกแยกของสังคมไทย และ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในบอร์ดประชาไท แต่ผลลัพธ์กลับตรงกันข้ามคือมีคนออกมาแฉว่า แท้ที่จริงแล้ว"ประดาบ"คือนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ "สื่อเทียม"ที่เป็นลูกกระโปกของเนวิน ชิดชอบ

โดยมีการแฉในกระทู้ดังกล่าวว่า "ประดาบ"มีทิศทางการเคลื่อนไหวสอดคล้องกับนายเนวินทุกย่างก้าว ในตอนแรกที่คมช.ทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นายเนวินถูกคมช.จับแก้ผ้าปล่อยลงรถตู้ ประดาบก็ออกมาสร้างเวบไซต์www.hi-thaksin.orgโจมตีต่อต้านคมช.และสนับสนุนนายกฯทักษิณ ครั้นต่อมาเมื่อทักษิณได้กลับประเทศหลังการจัดตั้งรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ประดาบได้ประกาศ"เก็บดาบ"ยุติเวบไฮทักษิณ

ต่อมาเมื่อรัฐบาลนายสมัครถูกพันธมิตรโจมตีหนัก ประดาบก็กลับมาในนามใหม่คือ"ฟ้าฟื้น"จัดทำเวบthaigrassroot.com และเมื่อนายเนวินผิดหวังการสนับสนุนนายสมัครมาเป็นนายกรัฐมนตรีระลอกสอง เพราะมีการแต่งตั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ประดาบในนามของฟ้าฟื้นก็ปิดเวบลง อ้างว่าผิดหวังที่นายสมัครไม่ได้เป็นนายกฯรอบสอง พร้อมกับการที่นายเนวินประกาศกับทักษิณว่า"มันจบแล้วครับนาย!" และหันไปร่วมมือกับอำมาตย์ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ช่วงเนวินทรยศไปตั้งรัฐบาลใหม่ ทั้งฟ้าฟื้นและประดาบหายไป ท่ามกลางความสงสัยของชาวโลกไซเบอร์ แต่แล้วก็ปรากฎเวบใหม่คือwww.herethaksin.comหน้าตาของเวบคล้ายกับhi-thaksinและthaigrassroot จึงมีการเปิดเผยว่าประดาบไปเปิดเวบนี้โจมตีทักษิณสนองนโยบายนายเนวิน แต่จุดกระแสไม่ติด จึงได้เปิดเวบใหม่ล่าสุดชื่อwww.silence-power.org

ผู้เขียนข้อความแฉในกระทู้ดังกล่าวบอกว่าประดาบเป็นลูกกะโปกของเนวินมาตั้งแต่การก่อตั้งเวบไซต์reporter.comเพื่อตอบโต้พันธมิตรในยุคปลายรัฐบาลทักษิณแล้ว ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นhi-thaksinกระทั่งปัจจุบันคือเวบsilence-power.org และเป็นผู้ที่ดูแลการจัดทำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์เป็นกระบอกเสียงของเนวิน

กระทู้ที่ประดาบเขียนจดหมายเปิดผนึกถึงทักษิณมีความบางตอนดังนี้

เพื่อเป็นการป้องกันสังคมไทยแตกแยก และ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งเพื่อให้ประชาชนคนไทย กลับคืนสู่ความรัก ความสามัคคี โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ สืบเนื่องต่อไป ดังที่เคยเป็นมาช้านานนับแต่โบราณสมัยจนถึงปัจจุบัน และเป็นการสกัดยับยั้งความพยายามของกลุ่มบุคคลที่ไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ไม่ให้บรรลุเป้าหมาย ผมจึงกราบขอร้องมายังท่านนายกฯ ได้โปรดกรุณาดำเนินการตามที่ท่านเห็นสมควร เพื่อยับยั้งเหตุการณ์ทั้งหลายทั้งปวงอันไม่พึงประสงค์สำหรับคนไทย และ ประเทศไทย

ผมขอกราบเรียนท่านนายกฯ ว่า ผมยังคงเคารพรักท่านเหมือนเดิม แม้จะมีเสียงครหาว่า “ประดาบ” เปลี่ยนไป ไม่เคยออกมาแสดงความเห็นสนับสนุนท่านอีกเลยนับแต่ บอกลาเมื่อครั้งปิดเวปไซต์ Hi-thaksin แต่ผมขอยืนยันว่า ”ประดาบ” ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะแนวคิดและอุดมการณ์การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และ การเทิดทูนสถาบันพระมหา กษัตริย์ ดังที่ผมได้แสดงออกในเวปไซต์ Hi-thaksin ดังปรากฎเป็นที่ประจักษ์แล้ว ส่วนใครอื่นจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมไม่อาจก้าวล่วง เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้นั้น อีกทั้งการดำรงอยู่ในเส้นทางประชาธิปไตย ย่อมจะต้องอาศัยความรักและความเข้าใจ การเห็นอกเห็นใจต่อกัน เป็นพื้นฐาน มิใช่นำความเกลียดชังและโกรธแค้นมาเป็นตัวตั้งในการดำเนินงาน เพราะสุดท้ายจะกลายเป็นการโดดเดี่ยวตัวเอง ในที่สุด


ส่วนผู้ที่ออกมาแฉประดาบได้ยกบทความที่ผู้ใช้นามปากกา"รักในหลวงห่วงลูกหลาน"เคยเขียนลงในเวบบอร์ดฟ้าเดียวกัน และไทยอีนิวส์นำมาเผยแพร่บางตอนดังนี้ (อ่านรายละเอียดที่ข่าว ลากไส้สื่อเห้:ประชาทรรศน์ ไฮทักษิณ ประดาบ สื่อกะโปกห้อย )

ตัวแสบนี่คือไอ่ทองเจือ ที่มันเคยทำสื่อเวบไซต์reporterหนะ(ผมยังตะหงิดๆว่าไอ่นี่น่าจะเป็นเจ้าของเวบhithaksinที่มีชื่อ"ประดาบ"เป็นนามปากกาดัง เพราะมันเคลื่อนไหวสอดคล้องไปทางเดียวกับเนวินมาตลอด แต่ก่อนก็ลุยคมช.แหลกราญ เชียร์เหลี่ยมเต็มเหนี่ยว ด้วยซีรีส์ให้ทักษิณกลับบ้าน ต่อมาพอทักษิณกลับบ้าน ไอ้ห้อยเนวินบอกพวกเราหยุดเคลื่อนไหว ไอ้ประดาบก็ปิดเวบไฮทักษิณไปด้วย ต่อมาทักษิณหนีเผ่นไปนอก ไอ้นี่กลับมาใหม่ใช้ชื่อเวบthaigrassrootแล้วใช้นามปากกา"ฟ้าฟื้น" แต่พอเหลี่ยมหักหลังไอ้ห้อย ไม่ยอมให้สมัครคัมแบ็คเป็นนายกฯรอบ2 แต่ดันไปตั้งน้องเขยคือสมชายขึ้นแทน ไอ้ห้อยเนวินก็ฟาดงวงฟาดงาบอกว่าเหลี่ยมหักหลังกู ไอ้ฟ้าฟื้นก็ปิดเวบthaigrassrootอีกหละ บอกว่าผิดหวังอกหักที่เหลี่ยมไม่ยอมให้หมักเป็นนายกฯ...)

ทำไมไอ่ประดาบ ไอ้ฟ้าฟื้นนี่มันแกว่งตามไอ่ห้อยยังกะคอหอยกับลูกกระเดือก หรือมันเป็นลูกกะโปกไอ่ห้อย ไอ้ห้อยแกว่งไปทางไหน ไอ่เหี้ยนี่ต้องต่องแต่งแกว่งตามไปด้วย...ล่าสุดนี่มันมาเปิดเวบเหี้ยทักษิณ(www.herethaksin.com)..เอากับมันสิไอ่พวกระยำ


คนที่เข้าไปแสดงความเห็นในกระทู้ต่างบอกว่า ในที่สุดข่าวร่ำลือว่าประดาบเป็นสื่อลูกกระโปกเนวินก็จนด้วยหลักฐานในวันนี้ และถือว่าประดาบหมดราคาไปเรียบร้อย

ประชาชนเขารู้มาก รุ้ลึกเกินความเข้าใจของประดาบ
ประดาบเองคงจะ งง นะ กับความคิดเห็นในกระทู้นี้

อาจจะผิดหวังที่อุตส่าห์เปิดตัวหนังภาคใหม่ออกมา
คิดว่าจะมีคนตอบรับล้นหลาม นอกจากเขาไม่ซื้อบัตร
ยังตามมาด่าหน้าโรง

ม้วนเสื่อกลับบ้านไปเถิดประดาบ