WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, August 14, 2009

ทำแบบเด็กกับทำแบบผู้ใหญ่?

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่เลวเลยจริงๆ กับการทำงานแค่เรื่องเดียว แล้วทำให้ปั่นป่วนวุ่นวายได้ขนาดนี้ทำให้แม้แต่อดีตนายกรัฐมนตรีของเมืองไทยถึง 2 คนต้องออกมาเตือนด้วยความเป็นห่วงเป็นใยกลัวว่าจะโดนฟ้องศาลปกครองกลัวว่าจะเสียประวัติทางการเมืองเพียงแต่ว่าอาจจะเป็นความกลัวที่สายไปเสียแล้วมั้งท่านชวน ท่านบรรหารอาจจะดูว่าเป็นการทำงานที่เหมือนเด็กทารก คือ ดื้อรั้นที่จะเอาชนะคะคานเป็นที่ตั้ง มุ่งที่จะเอาให้ได้ดั่งใจเหมือนกับเด็กๆวันก่อนยังได้ยินเด็กอายุ 4-5 ขวบ 2 คน ข้างๆ สำนักงานเถียงกันดังลั่นไปหมดคนนึงคำรามลั่น “ไอ้เม่น เอาของกูคืนมา นี่ม้าโยกของกูนะ ไม่รู้หรือไง?”ซึ่งเด็กเม่นก็สวนกลับทันทีว่า “ไอ้ป๋อง ทำไมกูจะไม่รู้ว่าของมึง กูรู้แต่กูจะเอา มีอะไรรึเปล่า”คนที่ได้ยินได้ฟังอมยิ้มไปตามๆ กัน เพราะมองว่าเป็นเรื่องเด็กๆ ตามประสาทารก ที่ยังไม่เข้าใจเหตุและผลอะไรนักโตขึ้นอีกหน่อยก็จะรู้เองว่าอะไรผิดอะไรถูกจะมีก็แต่ลุงคนหนึ่งที่พูดออกมาหน้าตาเฉยว่า “เออไอ้เม่นนี่มันเข้าท่าแฮะ นิสัยแบบนี้อนาคตเป็นนักการเมืองได้สบาย เผลอๆ ได้เป็นใหญ่เป็นโตด้วยนะนี่”อ้าว เป็นงั้นไป!!!แต่มาย้อนคิดก็ใช่จริงๆ แฮะ เพราะพฤติกรรมทุกวันนี้ก็มีให้เห็นว่า ทำตัวเหมือนเด็กทารกจริงๆ เห็นแล้วอดเสียดายของไม่ได้

แต่คนที่ไม่ยอมสนุกสนานไปด้วย เห็นจะเป็น ส.ว.สรรหา จอมสอย นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ไม่ยอมมองโลกในแง่ขำขันเสียบ้างโธ่! จะไปเอาอะไรนักหนากับนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเล่นงัด พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 16, 17,18, 23, 30 และ 31 เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ในการดำเนินงานและอำนาจในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจซึ่งจะมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก.ต.ช. และ ก.ตร.เพื่อให้ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ใช้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาตรวจสอบการทำหน้าที่ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีว่ามีลักษณะเข้าไปก้าวก่ายการทำงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นการกระทำการอันต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 268 ประกอบมาตรา 182(7) หรือไม่อีกคนที่ไม่ยอมตลกด้วยเหมือนกัน ก็คือ ร.ต.อ.เฉลิมอยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศจะตั้งกระทู้สดถามนายกรัฐมนตรี เพราะปกติเมื่อผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปราชการต่างประเทศหรือปฏิบัติภารกิจต่างจังหวัด จะมีผู้รักษาราชการแทนโดยอัตโนมัติตามระบบอาวุโสนายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องออกคำสั่งแต่งตั้ง ฉะนั้นเรื่องนี้ผิดประเพณีปฏิบัติส่วนถ้าเห็นว่า ผบ.ตร. มีปัญหาทั้งเรื่องโยกย้ายหรือคดีลอบยิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ควรกล้าใช้อำนาจความเป็นผู้นำสั่งย้ายไปตรงๆ เลยไม่ควรดำเนินการให้เกิดความสับสนเช่นปัจจุบันโธ่! ท่านสารวัตร ถ้าทำแบบนั้นมันก็เท่ากับทำแบบผู้ใหญ่คิดน่ะสิ...แล้วกัน??? ■

รวมเป็นหนึ่ง!

ที่มา บางกอกทูเดย์

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก... 8 สิงหาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นวัน “ครบรอบ 42 ปี” ของ ประชาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “อาเซียน” ซึ่งผมได้มีโอกาสไปสัมผัสกับบรรยากาศชักธงขึ้นสู่เสาเพื่อเฉลิมฉลอง ณ สำนักงานใหญ่อาเซียน กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซียโดยมี “ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ” เลขาธิการอาเซียน คนไทยคนที่สองที่ดำรงตำแหน่งนี้ต่อจาก “แผน วรรณเมธี” เป็นโต้โผใหญ่ดำเนินงานความรู้สึกแรกที่ “บ่งบอก” คือ...ความรู้สึก “ภาคภูมิใจ” ในการที่ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งใน 10 ประเทศของ “ภูมิภาคอาเซียน” ภูมิใจที่ได้เห็นความสามารถของคนไทยอย่าง “ดร.สุรินทร์” ที่นานาชาติให้การยอมรับและผมก็ยอมรับว่าท่านเป็น “คนเก่ง” มีศักยภาพทางด้านความคิด และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาปฏิบัติให้เกิดผลเป็นจริงรวมไปถึงความรู้สึกอันดีต่อ “มิตรไมตรี” ของผู้คนต่างชาติ ต่างภาษา และต่างวัฒนธรรม ที่มอบให้แก่กันสื่อไทย...สื่อต่างชาติในอาเซียนรวมถึงคณะผู้ทำงาน ทุกคนมีความ “จริงใจ” ในการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหา

พึ่งพาอาศัยกันเหมือนพี่เหมือนน้อง...เหมือนคนภายในครอบครัวแม้เป็นการ พบปะ กัน “ครั้งแรก” และเป็นการพบปะกันอย่างผิวเผิน แต่นั่นไม่ได้เป็น “อุปสรรค” ทำให้เกิดการแบ่งแยกผมมองภูมิภาค “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ไม่ใช่ผืนดินที่แยกออกจากกันอีกต่อไป...แต่เป็นการ “หลอมรวม” ในจิตใจแห่งมหาประชาชนรวมเป็นหนึ่ง! สานพลังสร้างเป็นประชาคมแห่งความ “เท่าเทียม” โดยยึดหลักปฏิบัติที่ “ถูกต้อง” ผ่านการมีส่วนร่วมของพลเมืองทั้ง 10 ประเทศ I dare to dream, I care to share ประโยคที่ “ดร.สุรินทร์” พูดไว้...ให้ความหมายถึงการ “กล้าฝันและใคร่รู้จักแบ่งปัน” เป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนสามารถ “ยึดถือ” และนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ต่อตน ต่อคนรอบข้าง และต่อบุคคลอื่นกระจายไปดั่ง “โดมิโน” ที่ส่งความสุขไปถึง “มนุษยชาติ” ครอบคลุมไปทั่วทุกมุมโลกสุดท้าย...ต้องขอขอบคุณสายการบิน “แอร์เอเชีย” ที่นำผมและทุกท่านร่วมหลายร้อยชีวิตเดินทางโดยสวัสดิภาพและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ “แอร์เอเชีย” ได้รับเลือกให้เป็น “สายการบินอาเซียน” ภายใต้คำขวัญ Truly ASEAN ■

เต่า-หอย-ปู-ปลา

ที่มา บางกอกทูเดย์

ไม่มีอะไรต้องสงสัย..ทำไมบนแผ่นดินที่มากไปด้วยทรัพยากรและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสิ่งที่จำเป็นกับการดำรงชีวิตแผ่นดินนี้ถึงอยู่ในบัญชีประเทศที่ยากจนประเทศหนึ่งของโลกดูกันง่ายๆ..ความจำเป็นของประเทศจะต้องมีไฟฟ้าราคาถูกมาใช้..เพื่อที่จะทำให้ประเทศเติบโตในฐานะชาติอุตสาหกรรม..ทั้งๆ ที่รู้กันดีว่าโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์นั้น..มีราคาถูกและสามารถควบคุมราคาได้ดีที่สุด..แต่เต่าหอยปูปลา..พากันคัดค้าน..หวาดหวั่นกันว่า..จะมีรังสีรั่วไหล..ระเบิดกันขึ้นมาจะพากันล้มตาย..แต่เต่าหอยปูปลา..มันลืมกันไปว่า..แค่ 150 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ ก็ชายแดนพม่า อีก 200 กว่าก็ชายแดนเขมร..หรือในเวียดนามที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์..หากเกิดปัญหามันก็พังเท่าๆ กับที่เกิดในประเทศไทย..และที่สำคัญที่สุดนั้น..มันมีอยู่แล้วเป็นพันโรงงานทั่วโลกวันนี้โวยวายกันใหญ่..เรื่องแขกตะวันออกกลางจะมาเอาท้องนาเมืองไทยปลูกข้าว..วันนี้สืบหากันยกใหญ่..ใครเป็นคนไทยรับทำนาให้แขกอาหรับ..เป็นนอมินี..นาแล้งชาวนาไทยโวยวาย..ไม่มีน้ำปลูกข้าว..หน้าฝนชาวนาไทยโวยวาย..นาข้าวถูกน้ำท่วม..ที่ดินนาที่ดินไร่..ถูกทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าเพราะขาดน้ำขาดคนทำนา..กลายเป็นดง

หญ้า..เป็นที่นาน้ำขัง เพาะพันธุ์ยุงปรับปรุงพันธุ์หนู ฯลฯจะเสียหายอะไร..ถ้ามันจะให้ “คนต่างชาติ” เข้ามาฟื้นฟูทำเกษตรทำนา..ประเทศไทยก็ทำหน้าที่หาน้ำมาขาย..ปรับค่าแรงใหม่ให้กับชาวนารับจ้างมีค่าแรงขั้นต่ำมีสวัสดิภาพประกันสังคม..คนต่างชาติเข้ามาทำนา..เราก็ให้เขาส่งออกได้เป็นข้าวห่อข้าวกระป๋อง..ไม่ให้ส่งออกแบบดิบๆ อย่างที่เป็นอยู่..เขาขายได้เราก็เก็บภาษี..เขามีโรงงาน..ประชาชนก็มีงานทำมีรายได้..เขาขายได้เงินทุนก็กลับมาใหม่..เขาใช้จ่ายแรงงานค่าน้ำ ค่าปุ๋ยค่าภาษี..มันก็อยู่ในประเทศนี้ไม่ไปไหน..เขามีกำไรเราก็มีกำไร..ประเทศก็ได้ประชาชนก็ได้..เต่าหอยปูปลา..กางตำรามือไม่พายแต่ดันเอาเท้าราน้ำ..ชาวนาทำนาไม่ไหวขายไปก็ไม่ได้ราคา..ต้องเอาที่นาลูกสาวออกมาทำกินหารายได้..เต่าหอยปูปลาทั้งหลาย..กลับมองไม่เห็น..แต่ธนาคารใหญ่ๆ ทุกธนาคารในประเทศไทย..กลายเป็นของนายทุนต่างด้าว..เต่าหอยปูปลา..ไม่โวยวายขับไล่..ทั้งๆ ที่มันทั้งหลายนั่นแหละเจ้าของที่ดินทำนาเจ้าของที่ดินทำไร่..เพราะชาวนาไทยเอาไปค้ำเงินกู้..ที่ดินว่างเปล่าต่างด้าวขอเช่าพากันโวยวาย..แต่ต่างด้าวเป็นเจ้าของธนาคารใหญ่สุดประเทศไทย..กลับเป็นใบ้..เจอก็กราบไหว้บูชา..อนิจจา..ประเทศไทย ■

นักการเมืองกับสงครามยุคไซเบอร์

ที่มา บางกอกทูเดย์

ฮือฮากันได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว สำหรับเรื่องการใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ของเหล่าบรรดานักการเมืองฝ่ายรัฐบาล นำโดยนายกฯ รูปหล่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ที่หันมาเอาดีทางโลกไซเบอร์ แม้ยังจะไม่ประสบผลสำเร็จมากนักสำหรับการเปิดช่องทางสื่อใหม่ แต่ก็น่าจะเป็นการดีที่นักการเมืองจะหันมาใช้ชอ่ งทางการสอื่ สารออนไลน์ที่ทรงพลังนี้ในการเริ่มเข้าสื่อสารกับประชาชนกลุ่มเทคโนโลยีมากขึ้นจากแต่ก่อนนักการเมืองไม่ว่าจะฝ่ายค้านหรือรัฐบาลจะถูกตราหน้าว่า “Low Technology”กันบ่อยๆ แต่เดี๋ยวนี้เราจะเริ่มเห็นว่าการเมืองไทยได้หันไปใช้สื่อใหม่ที่เรียกว่า SocialMedia ทั้ง Facebook, Twitter หรือ hi5เพื่อให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ที่ไม่นิยมบริโภคสื่อเดิมๆ โดยมุ่งเป้าไปที่คนรุ่นใหม่ที่อายุไม่เกิน35 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยทำงานที่มีพลัง และดูจะเป็นฐานเสียงที่ดีต่อไปได้ในอนาคต ทั้งยังเป็นการเข้าถึงคนในกลุ่มนี้ได้ง่ายกว่าสื่อแบบไหนๆพรรคการเมืองที่ใช้ New Media กันมากอย่างเห็นได้ชัดเห็นจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีนักการเมืองถึง 7 รายด้วยกันที่ใช้ช่องทางนี้ เปรียบเทียบกับพรรคเพื่อไทยแล้วยังใช้ช่องทางนี้ในโลก

ไซเบอร์น้อยกว่าหลายขุมอย่างเห็นได้ชัด
1. อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
twitter: @PM_abhisit (เริ่มใช้งานเดือนมิถุนายน 2552)
facebook: http://www.facebook.com/pages/Abhisit-
Vejajiva/17171146143
2. กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
twitter: @korbsak (กรกฎาคม 2552)
3. สาทิตย์ วงศ์หนองเตย
twitter: @satittrang (มิถุนายน 2552)
facebook: http://www.facebook.com/satittrang
4. กรณ์ จาติกวณิช
twitter: @KornDemocrat (มิถุนายน 2552)
facebook: http://www.facebook.com/pages/Korn-
Chatikavanij/71254499739
5. จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์
twitter: @aoodda (กรกฎาคม 2552)
6. อภิรักษ์ โกษะโยธิน
twitter: @apirak_news (เมษายน 2552)
facebook: http://www.facebook.com/
apirakkosayodhin
7. อลงกรณ์ พลบุตร
twitter: @ponlaboot (มิถุนายน 2552)

พรรคเพื่อไทย (อดีตไทยรักไทยและพลังประชาชน)
1. ทักษิณ ชินวัตร
twitter: @thaksinlive (กรกฎาคม 2552)
facebook: http://www.facebook.com/thaksinlive
2. จาตุรนต์ ฉายแสง
twitter: @chaturon (พฤษภาคม 2552)
twitter: @ChaturonNetwork (กรกฎาคม 2552)
3. สุรนันท์ เวชชาชีวะ
twitter: @suranand (กุมภาพันธ์ 2552)
ในต่างประเทศ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา นายบารัค โอบาม่าก็ใช้สื่อที่เรียกว่า New Media ในการชนะการเลือกตั้งมาแล้วจึงไม่น่าแปลกที่หลายประเทศจะใช้วิธีการนี้มาเลียนแบบ แต่การที่จะเข้าถึงประชาชนให้ได้นั้น สื่อไหนๆ ก็ไม่สำคัญเท่ากับท่านนักการเมืองทั้งหลายทำอะไรเพื่อประชาชนด้วยความจริงใจ ■

จารึกเกียรติยศวันสันติภาพ:การะเวก ศรีวิจารณ์ วีรชนเสรีไทยผู้สละชีพเพื่อเอกราชชาติสมบูรณ์

ที่มา Thai E-News



สหายศึกเสรีไทย-(จากซ้าย)โผน อินทรทัต-พอล (ชื่อรหัส ไทย รักไทย),จำรัส ฟอลเล็ต-ดิ๊ค และการะเวก ศรีวิจารณ์-แครี่ แครี่เสียสละชีวิตเพื่อชาติระหว่างเล็ดลอดเข้าไทย ถูกตำรวจไทยสังหารพร้อมกับสมพงษ์ ศัลยพงษ์(แซล)เพื่อชิงทองคำที่หน่วยลับของอเมริกาให้ติดตัวนำมากอบกู้ชาติ ส่วนไทย รักไทย(บิดาพล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต)ถูกสังหารหลังเป็นแกนนำขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492เพื่อโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการทหารประสบความล้มเหลวลง

เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดยดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร และบทความ60ปีเสรีไทย โดยธนาพล อิ๋วสกุล ในนิตยสารสารคดี
14 สิงหาคม 2552

หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 64 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3* อันเป็นผลพวงหลักจากเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพเพื่อชาติในขบวนการอย่างน้อยก็ 3 ท่าน** ซึ่งเราขอทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้


แผนที่ปฏิบัติงานของเสรีไทยสายอเมริกาเล็ดลอดเข้าไทย และบริเวณที่2วีรชนเสียสละพลีชีพ

การะเวก ศรีวิจารณ์ ( แครี่ ):เราคนไทยไม่พอใจไม่ว่าชาติใดก็ตามที่เป็นภัยต่อเอกราชของเรา

วีรประวัติ-การะเวก ศรีวิจารณ์ ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยพร้อมกับสหายศึกอีก2รายคือพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ และพันตรีจำกัด พลางกูร รายนามของทั้ง3ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้

ชาตะ- 7 สิงหาคม 2461
มรณะ-11 มิถุนายน 2487 ขณะอายุย่าง 26 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 91 ปี
กำเนิด-เกิดที่บ้านพักราชการหลังที่ว่าการอำเภอบางระจัน สิงห์บุรี บุตรนายกลิ่น นางนวม เป็นน้องชายนายฟุ้ง อดีตอธิบดีกรมศาสนา
การศึกษา-ประถมถึงมัธยมต้น ที่โรงเรียนประจำจังหวัดอ่างทอง
-มัธยมปลาย โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์
-โรงเรียนเทฆนิคทหารบกรุ่น2 รุ่นเดียวกันที่มีชีวิตอยู่เป็นนายพล19คน เช่น พล.อ.เฉลิมชัย จารุวัสตร์ พล.อ.ประลอง วีระปรี
-เดินทางไปเรียนสถาบันMITสหรัฐฯ สำเร็จปริญญาตรีวิศวกรรมโยธาในปี2484 และสำเร็จปริญญาโทวิศวกรรมโยธาที่มหาวิทยาลัยซีราคิวส์ในปี2485

การปฏิบัติงานเสรีไทย-หลังจากไทยถูกญี่ปุ่นยึดครองในวันที่8ธันวาคม2484 ในปีรุ่งขึ้นแครี่เข้าเป็นสมาชิกเสรีไทยในอเมริกา ที่ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯเป็นหัวหน้าและก่อตั้งเสรีไทยขึ้น เข้ารับการฝึกอบรมกับหน่วยทหารอเมริกันคือO.S.S.นาน9เดือน

-เป็นเสนาธิการของเสรีไทยในอเมริกา โดยยกร่างแผนปฏิบัติการสำหรับเสรีไทยสายอเมริการุ่นที่1 ที่จะเดินทางไปสู่สมรภูมิ

-มีนาคม2486 แครี่ซึ่งอายุย่าง25ปีเดินทางออกจากสหรัฐฯร่วมกับเสรีไทย19นายเพื่อเล็ดลอดสู่มาตุภูมิประเทศไทย ด้วยเรือลิเบอร์ตี้ผ่านคลองปานามาไปมหาสมุทรแปซิฟิก ตัดเข้าตอนใต้ออสเตรเลีย ย้อนขึ้นเหนือผ่านมหาสมุทรอินเดียขึ้นบกที่บอมเบย์ ฐานที่มั่นฝ่ายสัมพันธมิตรในเอเชียช่วงกลางเดือนมิถุนายน2486 ใช้เวลาเดินทางรวม 95 วัน ฝึกเพิ่มเติมกับO.S.S.ที่ชายแดนพม่า

-สิงหาคม2486 ย้ายไปจุงกิงนครหลวงของจีนคณะชาติ ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และย้ายไปที่คุนหมิง จีนตอนใต้

-มกราคม2487 ฐานปฏิบัติการO.S.S.จัดตั้งที่ซือเหมาตอนใต้ของยูนนาน ใกล้พรมแดนลาว(ซึ่งตอนนั้นหลายเมืองของลาวเป็นอาณาเขตของไทย)และวางแผนส่งเสรีไทย10นายเล็ดลอดเข้าประเทศ เพื่อปฏิบัติภารกิจสำคัญคือนำสารจากรัฐบาลสหรัฐฯไปรับรองขบวนการเสรีไทยในประเทศว่ากำลังต่อสู้เพื่อเอกราช และไทยจะมีรัฐบาลพลัดถิ่นเพื่อต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกรานยึดครองไทย

-ปลายเดือนกุมภาพันธ์2487 ร.อ.การะเวก และร.ท.สมพงษ์(ยศขณะนั้น)ออกจากซือเหมาเดินทางไปพำนักที่เมืองลา สิบสองปันนาราวเดือนเศษ จากนั้นได้ผู้นำทางชาวจีนไปเมืองพงสาลี ล่องเรือตามลำน้ำโขงถึงเมืองหลวงพระบาง

-10 มิถุนายน 2487 แล้วข้ามโขงเข้าแดนไทยที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง(ขณะนั้นเป็นดินแดนของไทยที่ได้คืนจากฝรั่งเศส) มีเป้าหมายจะเดินทางต่อไปที่หนองคาย คนนำทางพาไปพบสารวัตรกำนันในตอนเย็น และกำนันได้ขอยึดปืนไว้ เพราะได้รับคำสั่งจากรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงครามให้จับกุมจารชน

-11 มิถุนายน 2487 ตำรวจเชียงแมนจับกุมการะเวกและสมพงษ์ข้อหาจารชนและยึดปืนพกไว้ ตามคำสั่งรัฐบาลต้องส่งทั้งสองไปที่กรุงเทพฯ แต่ตำรวจกลับควบคุมตัวเป็นเชลยลอยเรือไปกลางลำน้ำโขง เมื่อเวลาราว15.40น.ส.ต.ท.สมวงษ์ จันทศร และพลตำรวจถึง มูลพิชัย ได้ยิงปืนใส่ทั้งสอง และผู้นำทาง ร.อ.การะเวกกับผู้นำทางเสียชีวิตทันที ส่วนร.ท.ยังไม่ตายร้องขึ้นว่า"ผมเป็นคนไทยแท้ๆผมมาทำงานเพื่อชาติ ไม่ควรยิงผมเลย"

แต่ตำรวจทั้งสองไม่ปรานีมุ่งค้นสมบัติที่เสรีไทยทั้งสองนำติดตัวมา และเมื่อได้ทองคำที่ทั้งสองได้รับจากO.S.S.มาใช้ในงานกู้ชาติก็โยนร.ท.สมพงษ์ลงน้ำโขง เมื่อว่ายขึ้นมาก็ใช้ไม้ค้ำคอลงไปในลำน้ำ ขณะที่กำลังว่ายหนีไปอยู่ที่แก่งหินกลางน้ำ พลตำรวจถึงยิงใส่ร.ท.สมพงษ์จมหายไปท่ามกลางกระแสน้ำที่ไหลเชี่ยว

เรือลำนั้นกลับมาที่สถานีตำรวจเชียงแมนเวลา17.00น.แล้วอ้างว่าจารชนขัดขืนต่อสู้แย่งชิงปืนตำรวจจึงถูกวิสามัญฆาตกรรม จากนั้นยึดปืน,กระสุนปืน,พันธบัตร,ทองคำ,เครื่องรับส่งวิทยุไว้ ศพของ"แครี่"การะเวกกับคนนำทางถูกทิ้งไว้หน้าสถานีตำรวจ จนเย็นวันรุ่งขึ้นจึงนำไปขุดฝังไว้หลังสถานี ส่วนศพของสมพงษ์ไม่มีผู้พบเห็นทำให้ญาติยังฝังใจมาจนทุกวันนี้ว่าเขายังไม่ตายจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

-เวลาไล่เลี่ยกันร.อ.โผนเดินทางตามหลังทั้งสองมา2สัปดาห์ และก่อนข้ามโขงได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของทั้งสองและแจ้งข่าวไปยังเสรีไทยสายอเมริกาในอีก1เดือนต่อมา ทำให้เสรีไทยในไทยทราบจึงแต่งตั้งข้าราชการทั้งฝ่ายปกครองและฝ่ายตำรวจมายังชายแดนเพื่อคอยช่วยเหลือเสรีไทยให้เล็ดลอดเข้าประเทศได้สำเร็จ

16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้

-30ตุลาคม2488 หลังสงครามยุติลงมีการรื้อฟื้นคดีสังหาร2เสรีไทย 2ตำรวจมือสังหารโหดหลบหนีข้ามไปฝั่งลาว มีการขุดศพแครี่กลับสู่มาตุภูมิกรุงเทพฯ

-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า
"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"

10 กุมภาพันธ์ 2497-รัฐบาลสหรัฐฯมอบเหรียญ"เมดัล ออฟ ฟรีดอม"ให้แก่เสรีไทยผู้เสียสละชีวิตทั้งสอง

ท่วงท่าบุคคลิกของการะเวก-แครี่เป็นคนร่างเล็กมีน้ำหนักเพียง55กิโลกรัม เป็นคนขรึม กำลังกายปานกลาง และรู้จักชั่งใจ แต่มีความเป็นผู้นำสูง แม้ผู้นำทางการของเสรีไทยสายอเมริกาชุดแรก19คนมีโผน อินทรทัตเป็นผู้นำ แต่เพื่อนทั้งหมดกลับให้ความนับถือแครี่มากที่สุด

อุดมคติเรื่องชาติของแครี่-ร.อ.นิคอล สมิธ นายทหารอเมริกันพี่เลี้ยงเสรีไทยชุดนี้บันทึกการสนทนากับเขาไว้ว่า แครี่เชื่อมั่นว่าคนไทยในประเทศก็เช่นเดียวกับเขาที่ต้องการเอกราชสมบูรณ์
"ไทยเราเป็นเอกราชมากว่า 700 ปี เป็นไปไม่ได้ที่คนไทยจะทนญี่ปุ่นผู้รุกรานยึดครองเราไปได้นาน คนไทยมีสติพอที่จะรู้จักว่า เป็นอิสรชนไม่ได้ตราบใดที่ประเทศถูกยึดครองโดยต่างชาติ เราคนไทยไม่พอใจไม่ว่าชาติใดก็ตามที่เป็นภัยต่อเอกราชของเรา เราไม่ต้องการใครทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออเมริกาที่จะมาบงการเราให้ทำอะไรหรือไม่ทำอะไร และหากประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ยังใช้วิธีการครอบครองแบบเก่าต่อไปหลังสงครามครั้งนี้.."แครี่เน้นเบาๆ"ผมเกรงว่าต้องนองเลือดแน่ๆ"


หนังสือเล่มที่กล่าวถึงรายละเอียดคดีตำรวจไทยสังหารเสรีไทยเพื่อหวังชิงทองคำที่นำมากู้ชาติ หน้าปกเป็นรูปของการะเวก

เปิดปฏิบัติการเสรีไทยสายอเมริกา

"ปัญญาชนชั้นหนึ่งเท่าที่ O.S.S. เคยมีมา แต่ละคนมีปริญญาเอก ปริญญาโท จากฮาวาร์ด เอ็มไอที และมหาวิทยาลัยชั้นนำอื่น ๆ ในสหรัฐ"-นิคอล สมิธ


คณะนักเรียนไทยได้รับการจัดตั้งเป็น "กองทหารเสรีไทย" ซึ่งเป็นหน่วยทหารไทยที่ใช้เครื่องแบบของไทย มีธงไทยเป็นเครื่องหมาย มีฐานะทัดเทียมกับทหารฝ่ายสัมพันธมิตร โดยมี ม.ล. ขาบ กุญชร เป็นผู้แทน กองกำลังเสรีไทยสายอเมริกาแบ่งได้เป็นสี่รุ่น คือ

รุ่นแรก มี ม.ล. ขาบ กุญชร ทูตทหาร เป็นหัวหน้าประสานงานร่วมกับ พ.ท. นิคอล สมิธ ผู้เป็นตัวแทนหน่วย O.S.S. คณะนักเรียนไทยชุดแรกจำนวน ๒๑ คนนี้เข้าฝึกการรบพิเศษในวิชาการต่าง ๆ เช่น วิชาแผนที่ วิชาเดินเรือ วิชาสื่อสาร โดยกำหนดหลักสูตรเวลา ๔ เดือน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการในประเทศไทย เป้า ขำอุไร เล่าถึงการฝึกไว้ว่า

"เราเข้าฝึกในค่ายของ U.S. Marrine ซึ่งเป็นค่ายลับอยู่ในป่าใน Maryland หลายแห่งฝึกหนักยิ่งกว่าทหารธรรมดาหลายเท่าในด้านการรบ การใช้อาวุธการต่อสู้ทุกรูปแบบ ในด้านการจารกรรม ก่อวินาศกรรม ฝึกเป็น Jame Bond กันเลย ทำการฝึกหนึ่งปีจนจบหลักสูตร ทางสถานทูตก็ทำการประดับยศให้เป็นร้อยตรีทุกคน... พิธีประดับยศนี้เป็นการประกาศให้อเมริกันทราบว่า เรามิใช่เป็นเสรีไทยแต่ปากเท่านั้น เรามีกำลังรบด้วย"

หลังจากนั้นได้แบ่งเป็นสองสาย

-สายที่ ๑ นำโดย ม.ล. ขาบ กุญชร และ พ.ต. เคฟแลน นายทหารอเมริกา ได้เดินทางล่วงหน้าไปที่เมืองจุงกิง ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลเจียงไคเช็ค และเป็นที่ตั้งของหน่วย O.S.S. ประจำประเทศจีน เพื่อจัดตั้งหน่วยต่อต้านในประเทศไทย

-สายที่ ๒ ทหารเสรีไทยที่เหลืออีก ๑๙ คน นำโดย พ.ท. นิคอล สมิธ และนายทหาร O.S.S. ๓ นาย เดินทางมายังค่ายฝึก ๑๐๑ ของ O.S.S. ที่ตั้งอยู่ในแคว้นอัสสัมเพื่อฝึกเพิ่มเติม ภารกิจของหน่วยนี้คือการสืบเหตุการณ์ภายในประเทศไทยให้แก่หน่วย O.S.S. ส่งอาวุธและทหารมาช่วยฝึกแบบกองโจร การบ่อนทำลายกองทหารญี่ปุ่น ตลอดจนแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับจีนเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่น

รุ่นที่ ๒ มีจำนวน ๓ คน คือบุญมาก เทศะบุตร วิมล วิริยะวิทย์ อานนท์ ศรีวรรธนะ สมัครเข้าฝึกกับหน่วย O.S.S. โดยตรง ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่พิเศษในประเทศไทย เพื่อหาทางติดต่อกับขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นในประเทศไทย วิมล วิริยะวิทย์ เล่าถึงการฝึกว่า

"เพื่อรับภารกิจเร่งด่วน... ผมต้องฝึกการจารกรรมทั้งหมด การฝึกหนักมากเพื่อจุดประสงค์ที่จะให้เข้าไปเป็นแนวที่ ๕ (Fifth Column) ฝึกการใช้วิทยุรับส่ง... การจู่โจมข้าศึก และป้องกันตัวเองการฝึกเอาตัวรอดหรือให้อยู่รอด สอดแนม สะเดาะกุญแจ โจรกรรม ฯลฯ เป็นการฝึกที่หนักมาก ตื่นแต่เช้าตรู่ จมอยู่ในน้ำทั้งวัน แทบจะไม่รู้สึกว่าแดดร้อน น้ำจืดหรือว่าน้ำเค็ม...ร่างกายและจิตใจแข็งแกร่งขึ้นเป็นพิเศษ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่จะออกไปทำภารกิจที่แลกด้วยชีวิตกับความสำเร็จ"

แม้ว่าเสรีไทยสายอเมริกาจะเดินทางถึงจุงกิง ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ๒๔๘๖ แต่เนื่องจากความไม่มั่นใจซึ่งกันและกันระหว่าง ม.ร.ว. เสนีย์กับ ม.ล. ขาบ ทำให้การปฏิบัติการในประเทศไทยต้องล่าช้าออกไป หลังจากนั้นเสรีไทยสายอเมริกา ได้มาตั้งฐานปฏิบัติการสำหรับส่งทหารเข้าปฏิบัติการ ในประเทศที่เมืองซือเหมา โดยชุดแรกออกเดินทางในวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๗ ซึ่งประกอบด้วย

"ปอล (โผน อินทรทัต) ซึ่งเป็นผู้อาวุโสอายุกว่าเพื่อนจะเดินทางโดยลำพัง เขาเป็นคนที่ได้รับการศึกษาทางวิชาทหารมากที่สุด เป็นคนผิวคล้ำ สูงขนาดธรรมดา ...หน้าที่ของเขาคือหาทางเดินประจำจากชายแดนอินโดจีนไปอุตรดิตถ์ ศูนย์กลางทางรถไฟในภาคกลางสยาม เขาจะเป็นผู้ติดต่อกับผู้สื่อข่าวอื่น ๆ นำสิ่งของที่ต้องการไปให้ ถือเอกสารสำคัญที่ส่งทางวิทยุไม่ได้

แครี่ (การะเวก ศรีวิจารณ์) รู้จักชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างดี เขาเป็นคนขรึม กำลังกายปานกลางและรู้จักชั่งใจ พ.อ. ขาบถือว่าเขาเป็นสื่อสารดีที่สุด คู่ของเขา คือ ทาซานแซล (สมพงษ์ ศัลยพงศ์) ขี้โกรธและใจเร็ว ไม่กลัวใครหรือสิ่งใด ทั้งสองทำงานร่วมกันดี แครี่สามารถนำกำลังของแซลให้เป็นประโยชน์


เอียน (การุณ เก่งระดมยิง) เคยอยู่ลำปางหลายปี เคน (เอี่ยน ขัมพานนท์) และเอียนจะไปเข้าทำงานในเขตนี้ สองคนตรงกันข้ามทางจิตต์ เอียนช่างคิดและเป็นนักทฤษฎีแต่เคนเป็นนักปฏิบัติ เอียนเป็นสมาชิกไฟบีตาแคปปา ฝันแต่ในการหาวิธีทำเครื่องวิทยุให้ดีขึ้น และเคนเป็นวิศวกรรมเมคานิกซ์จะทำให้มันใช้ได้"

ในการเดินทาง ทุกคนแต่งตัวเป็นชาวพื้นเมือง มีเครื่องวิทยุขนาดเล็ก ซึ่งดัดแปลงให้สามารถส่งได้ถึง ๕๐๐ ไมล์ติดตัวไปด้วย พร้อมทองคำไว้สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง แต่ปรากฏว่าคนนำทางชาวจีน พยายามถ่วงเวลาการเดินทางให้ช้าลง ทำให้ โผน อินทรทัต ต้องรายงานกลับไปยัง ม.ล. ขาบ เพื่อให้ส่งเสรีไทยชุดที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วย "บันนี่ (บุญเย็น ศศิรัตน์) เพา (เป้า ขำอะไร) พีท (พิสุทธ์ สุทัศน์ ณ อยุธยา) แซม (สวัสดิ์ เชี่ยวสกุล) ปลอมตัวเป็นคนขายของ" เดินทางเข้ามาในประเทศไทยเป็นชุดต่อไป ทางการจีนจึงไม่สามารถหน่วงเหนี่ยว ไม่ให้เสรีไทยสายอเมริกาเดินทางเข้ามาในประเทศไทยได้อีกต่อไป

เนื่องจากเป็นการเดินทางเข้าประเทศไทย เป็นครั้งแรกของเสรีไทยสายอเมริกา โดยที่ยังไม่มีการประสานงานมาก่อน ทำให้คณะของการะเวกและสมพงษ์ ที่มีนายบุญช่วยเป็นผู้นำทาง ถูกตำรวจคุมตัวที่ตำบลบ้านด่าน อำเภอเชียงแมน จังหวัดล้านช้าง (ซึ่งเป็นของไทยในขณะนั้น) ในวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๘๗ ระหว่างทางทั้งสามถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจยิงเสียชีวิต โดยอ้างว่าบุคคลทั้งสามขัดขืนและต่อสู้เจ้าหน้าที่ แต่จากคำให้การของ โล่ห์ โจ๊ะทอง ซึ่งเป็นนายท้ายเรือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ให้การต่อศาลในเวลาต่อมาว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจฆ่าคนทั้งสามเพื่อชิงทรัพย์

แต่การเสียชีวิตของการะเวกและสมพงษ์ไม่สูญเปล่า เพราะการที่ตำรวจได้นำหลักฐานเช่นวิทยุและเอกสารต่าง ๆ รายงานให้ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส รับทราบ จึงรู้ว่ามีความพยายามในการติดต่อจากต่างประเทศเข้ามา

ขณะที่อีกสาม คนถูกตำรวจไทยจับเช่นกัน และนำมาคุมตัวไว้ที่กองสันติบาล กรุงเทพฯ ที่นั่นเอง การุณและนายเอียนได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ให้ พล.ต.อ. อดุล อดุลเดชจรัส รับทราบ

๙ กันยายน ๒๔๘๗ วิมล วิริยะวิทย์ และ บุญมาก เทศะบุตร เสรีไทยสายอเมริกาที่ไปฝึกรุ่นพิเศษ ได้กระโดดร่มลงกลางป่าอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ วิมลถูกคุมตัวมาพบ พล.ต.อ. อดุล ภายหลังจากแจ้งภารกิจให้ทราบ ทั้งคู่ได้เดินทางไปพบ ปรีดี พนมยงค์ วิมลแจ้งให้ทราบว่าทางอเมริกา ยินดีให้การสนับสนุนเสรีไทยทุกวิถีทาง ไม่ว่าจะเป็นทางการทหารหรือในทางการเมือง รวมทั้งรับทราบด้วยว่ามีปฏิบัติการต่อต้านญี่ปุ่น เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย

ต่อมาเสรีไทยชุดที่ ๒ ก็ถูกตำรวจไทยจับเช่นกัน แต่ถูกคุมตัวมาไว้ที่กองสันติบาล กรุงเทพฯ และจุดนี้เองที่ทำให้ทหารเสรีไทยสามารถติดต่อวิทยุกลับไปยังซือเหมาได้ เพราะ พล.ต.อ. อดุลให้ความร่วมมือ นิคอล สมิธ ได้กล่าวถึงความสำคัญของเหตุการณ์ดังกล่าวไว้ว่า

"ภายในหนึ่งชั่วโมง ข่าวถูกส่งต่อไปยังคุนหมิง เดลลี จุงกิง แคนดี และวอชิงตัน อาณาจักรไทยสองแสนสองหมื่นตารางไมล์ ไม่เป็นจุดมืดสำหรับข่าวต่อไปแล้ว ได้มีโคมไฟจุดขึ้นในเมืองหลวงของสยามกว่าห้าร้อยไมล์ไปทางทิศใต้ และเรารู้ว่ามันจะส่องแสงสว่างขึ้นทุกที"


0000
*อ้างจากตวงศักดิ์ ชื่นสินธุ เขียนลงในมติชนในโอกาส 60 ปีวันสันติภาพไทย เมื่อ16 สิงหาคม 2548
**มีรายงานว่าผู้เสียชีวิตในขบวนการเสรีไทยน่าจะมีมากกว่า 3 ท่าน ดังมีรายงานว่า ในตอนแรกเสรีไทยพยายามที่จะก่อตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนอกประเทศนั้น เจ้าวงศ์ แสนศิริพันธ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ ได้ส่งผู้แทนเดินทางไปสำรวจเส้นทางไปจุงกิง ประเทศจีน ซึ่งเป็นที่ตั้งของรัฐบาลเจียงไคเช็ค และฝ่ายสัมพันธมิตร ปรากฏว่าผู้แทนที่ส่งไปสำรวจเส้นทาง ๒ ชุด จำนวน ๑๑ คน เหลือรอดกลับมา ๒ คน เพราะเส้นทางเข้าสู่จุงกิงโดยทางภาคเหนือนั้น เป็นทางทุรกันดารไม่มีใครสามารถผ่านไปได้

*************

อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม-วันสันติภาพ-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

สถาบันปรีดี พนมยงค์ และโครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานรำลึก ๖๔ ปี วันสันติภาพไทย วันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ อาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม ถนนเสรีไทย ซอย ๕๓ กรุงเทพมหานคร

กำหนดการจัดงาน

เวลา ๘.๐๐ น. ลงทะเบียน / รับหนังสือที่ระลึก
เวลา ๘.๓๐ น. รับประทานอาหารว่าง
เวลา ๙.๐๐ น. พิธีเปิดงานรำลึก ๖๔ ปี วันสันติภาพไทย
เวลา ๙.๓๐ น. อุทัย สุจริตกุล บรรยายเรื่องเสรีไทยกับการประกาศ “วันสันติภาพไทย” ยืนไว้อาลัย
เวลา ๑๐.๐๐ น. พิธีทางศาสนา ๓ ศาสนา (อิสลาม คริสต์ พุทธ)
เวลา ๑๐.๓๐ น. ประกาศสดุดีเสรีไทย และประชาชนทั่วไปที่สนับสนุน และต่อสู้เพื่อ เอกราชและอธิปไตยของชาติ โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
เวลา ๑๐.๔๕ น. เสวนาเรื่อง “ความเป็นมาและภารกิจของเสรีไทย โดย สมาคมเตรียมธรรมศาสตร์ - จุฬาอาสาศึก ปี ๒๔๘๘ และ ขบวนการเสรีไทย” วิทยากร พล ต.ดร.สวัสดิ์ ศรลัมภ์ สุวรรณ ดาราวงษ์ ร.ต.ปราโมทย์ สูตะบุตร ปิยะ จักกะพาก
เวลา ๑๑.๔๕ น. รับประทานอาหารกลางวัน

ภาคบ่าย กิจกรรมเยาวชน เพื่อการเรียนรู้เสรีไทย

สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐๒-๓๗๔-๖๗๐๐ (ในเวลาราชการ) โทร. ๐๒-๓๘๑-๓๘๖๐-๑

เอาอำมาตย์ของมึงคืนไป! เอาทักษิณของกูคืนมา!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณ วโรทาห์
เวบไซต์ warotah
14 สิงหาคม 2552

ออกมาปกป้องสถาบันกันยกใหญ่ ไม่รู้ว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับสถาบัน

รู้แต่ว่าสถาบันอำมาตย์นั่นแหละ ชักจะนั่งไม่ติดกันซะแล้ว ตั้งแต่เริ่มสำเหนียกว่า งานนี้ ประชาชนเขาเอาจริง โดยมีลายเซ็นเกือบ 6 ล้านคนเป็นการันตี เกมส์นี้ถือว่า วัดใจได้เสียกัน

ไปโลดได้ก็ดี ..ไม่ได้ก็ไม่ว่าอะไร

ออกมาดิ้น..เอ้า..ออกมาดิ้น ลีลาเด็ดสะเด่าเขย่าทรวงอย่าบอกใคร ทั้งขาเล็กขาใหญ่ บรรดาขี้ข้าอำมาตย์ ที่เตรียมพร้อมรอรับคำสั่งอยู่แล้ว แค่กระตุกโซ่ที่ล่ามคอ ก็เป็นอันรู้กันโดยสัญชาตญาณว่า ให้..ออกมาดิ้นดิ้นๆๆๆๆ..

ขนาดราชเลขาฯ ตั้งท่าเตรียมรับฎีกาแล้ว ยังไม่วายทะเล่อทะล่า ..ออกมาดิ้น ไม่รู้อะไรกันนักกันหนา ก็ถ้าฎีกามันติดขัดยังไง อย่างมากก็แค่ยื่นไปแล้วไม่ผ่าน เหมือนกระบวนการทั่วๆ ไป

ก็เพิ่งรู้ว่า ถ้าฎีกาเสื้อแดง ยังไงก็ต้องผิด เมื่อผิดแล้ว พวกขี้ข้าอำมาตย์ ที่ยังชีพด้วยภาษีประชาชน ก็ถือเป็นหน้าที่ ต้อง ..ออกมาดิ้น

ผิดกับตอนไล่ทักษิณ อย่างกับหน้ามือเป็นหลังเท้า ทีตอนนั้น เอะอะก็ถวายฎีกากันฉลุย แล้วไม่เห็นมีใคร..ออกมาดิ้น

เรื่องของเรื่อง ประชาชนที่แห่กันมาลงชื่อ ใครเขาไปสนใจว่า ขั้นตอนกฎหมายมันเป็นยังไงกัน เขาอยากร้องเรียนถึงใคร ก็ว่ากันไปซื่อๆ ไม่ต้องอ้อมค้อม นี่ถ้าการแสดงเจตน์จำนงค์อันบริสุทธิ์ ของชาวบ้านตั้ง 5-6 ล้านคน กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปซะแล้ว เห็นทีว่า คงต้องไปแก้กฎหมายซะให้มันถูก

ทำเป็นเล่นไป ถ้าอ่านหน้าไพ่กันดีๆ ฎีกาเที่ยวนี้ มันส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง ที่น่าสนใจ ไม่ต้องอื่นไกล ขนาดคนที่ไม่ยอมเซ็นฎีกา ก็ไม่ใช่เพราะเห็นว่ามันผิดกฎหมาย แต่เป็นเพราะอะไร คงต้องไปสืบสาวราวเรื่องกันเอง เรื่องอย่างนี้ คิดได้แต่ห้ามพูด พูดได้แต่เจอคุก

ประชาชนส่วนใหญ่ ที่เป็นฝ่ายถูกกระทำมาโดยตลอด ก็ได้อาศัยโอกาสงามๆ อย่างนี้ ส่งสัญญาณไปยังใครก็ตาม ที่พวกเขาคิดว่า พอจะอำนวยความยุติธรรมให้ได้ หรือถ้าพวกเขาคิดผิด ก็ให้มันรู้กันไป

แม้แต่พวกที่เคยอยู่กลางๆ หรือบางคนเคยโปรอำมาตย์ด้วยซ้ำไป แต่หลังจากที่ได้ลองชิมรัฐบาลสูตรเทพประทานแล้ว จึงตัดสินใจได้ไม่ยากเย็น ที่จะอาศัยฎีกานี้ ส่งสัญญาณไปถึงมาร์คว่า "ถ้ามึงทำได้แค่นี้ ก็ให้ทักษิณกลับมาเหอะ"

คงต้องยอมรับกันแล้วละว่า ที่ฎีกามันบานไม่หุบอยู่ทุกวันนี้ เพราะรัฐบาลเด็กสร้างของอำมาตย์นั้น มีส่วนอยู่ไม่น้อย ด้วยผลงานที่เข้าตากรรมการอย่างจัง ทำให้ผันตัวเองจากรัฐบาลเทพประทาน กลายมาเป็นรัฐบาลเทพเชิญยิ้ม ชั่วเวลาแค่ไม่กี่เดือน โดยเฉพาะตัวหัวหน้ารัฐบาล ที่อำมาตย์เฒ่าถึงกับตากหน้า ออกมาเขี่ยลูกนำทางให้ ว่าประเทศไทยโชคดี ที่ได้มันมาเป็นนายกฯ ซึ่งก็ได้ผลเป็นอันมาก เพราะหลังจากนั้น สื่อขี้ข้าที่รู้งานดี ก็รับมุขทันที ว่าเด็กฝากคนนี้ ยังไงก็ต้องช่วยกันเชียร์ ช่วยกันลุ้น อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู

แล้วก็ถึงครา คนป่ามีปืน.. ใส่สูทผูกไทด์อย่างเท่ห์ มาดเฉียบขาด หน้าตาเคร่งขรึม มือเกาะโพเดียมไว้มั่น สายตามองตรงไปที่ผู้ชม เหมือนกับจะบอกเป็นนัยๆ ว่า "โพเดียมข้า..ใครอย่าแตะ" โอกาสงามๆ ใช่ว่ามีมาเรื่อยๆ นี่ถ้าไม่ใช่อำมาตย์ประเคนเก้าอี้นายกฯ มาให้ ใครหน้าไหนจะเชิญไปเกาะโพเดียม แล้วถ้าเก้าอี้นายกฯ หลุดลอยไปเมื่อไหร่ โอกาสที่จะได้เกาะโพเดียม ก็กลับไปเหลือศูนย์เหมือนเดิม

ชั่วโมงนี้จึงต้องยึดคติที่ว่า น้ำขึ้นให้รีบตัก ประเทศชาติจะฉิบหายเท่าไหร่ไม่ว่า หวัดหมูจะคร่าประชาชนไปกี่ชีวิตก็ไม่สน สนอยู่อย่างเดียวว่า ต้องยึดโพเดียมไว้ให้มั่น ส่วนเรื่องงานการ ฝากไว้ให้เด็กๆ มันจะไปยากอะไร กับงานรูทีนไม่กี่อย่าง

แค่คิดให้ได้ว่า จะกู้หนี้ที่ไหนเอามาใช้จ่าย จะขึ้นภาษีตรงไหนเอามาถลุง และที่สำคัญ จะเด้งรับยังไง ไม่ให้พ่อลิ้มมีโมโห ..เพียงเท่านี้ ก็ผ่านฉลุยแล้ว

ผลงานเด็ดสะเด่าซะขนาดนั้น ในฐานะป๋าดันจอมโปรโมท ท่านปุโรหิต จึงต้องรับไปเต็มๆ โดยไม่มีข้อแม้ จึงไม่แปลก ที่สมุนอำมาตย์จะแตกรัง ออกมาดิ้นพราดๆ เป้าหมายข้างหน้า ยังไงก็ต้องสะกัดกั้นฎีกาไว้ให้ได้ เพื่อเป็นการปิดปากประชาชน ที่กำลังกู่ก้องร้องตะโกน กรอกใส่หูอสูรพันหน้าว่า ...

เอาอำมาตย์ของมึงคืนไป! เอาทักษิณของกูคืนมา!

เด็กนายกฯ"เขี่ยบอล" เป้าหลัก"รื้อโผ"ตร. ความจริง ชัดเจน

ที่มา มติชน



"เรื่องโผตำรวจเป็นเรื่องของคนที่เสียผลประโยชน์ และมีคนมาทวงเงินคืนก็เท่านั้นเอง แล้วโยนความผิดมาให้ฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะในภาค 7 (กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 (บช.ภ.7) ที่มีปัญหาการซื้อขายตำแหน่งมากเป็นพิเศษ"

นั่นคือ คำพูดของ "ศิริโชค โสภา" ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คนสนิทนายกรัฐมนตรี ทำให้เกิดภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นว่า ความขัดแย้งระหว่าง "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี กับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. เกิดขึ้นจากการ "จัดโผ" ตำรวจ ตามโครงสร้างใหม่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)

หมายความว่า "สี" เทาๆ ดำๆ ได้ถูกทาลงบนตัวของ พล.ต.อ.พัชรวาทไปแล้วอย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่ต้องแปลกใจ ที่ พล.ต.อ.พัชรวาทจะแสดงอาการ "แข็งขืน" ด้วยการเดินทางกลับมาจากเซี่ยงไฮ้ ก่อนกำหนดด้วยการอ้างเหตุฤทธิ์ของพายุ "มรกต" แต่ไม่วายจะถูกเตะโด่งให้เดินทางไปราชการต่อที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

เด็กอมมือก็รู้ว่า นี่คือการ "ริบอำนาจ" ผบ.ตร.

เป็นการ "ริบอำนาจ" ที่อยู่บนพื้นฐานความเชื่อว่า เกิดกลิ่นตุๆ เกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งใน สตช.

แม้นายกฯอภิสิทธิ์จะพยายามออกมาบอกว่า ไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องโผโยกย้าย หากแต่สนใจแต่เรื่องคดีความลอบสังหาร "สนธิ ลิ้มทองกุล" แกนนำพันธมิตรมากกว่า

แต่การเปิด "ไฟเขียว" ให้ "ศิริโชค" ออกมาเปิดข้อมูลทีละนิดๆ แสดงให้เห็นว่า "เรื่องหลัก" ที่ต้องการทำคือ การจัดโผโยกย้าย

ส่วนเรื่องคดีลอบสังหารสนธิ เป็นเพียงแค่ "ฉากบังหน้า"

เพราะอะไร ถึงจำต้องจัดระเบียบกำลังพล..?

ต้องถือเป็นเรื่องปกติของนักการเมือง ที่เมื่ออยู่ในอำนาจ มักจะเข้ามาจัดระเบียบข้าราชการที่ค้อมหัวให้ตัวเอง ไปสิงสถิตพื้นที่ ที่จะใช้เป็นฐานเสียงหลัก

ที่สำคัญรัฐบาลชุดนี้ มีพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค และดูเหมือนพรรคภูมิใจไทย จะเป็นต่อ ด้วยสายสัมพันธ์อันดีกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พี่ชาย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.

แม้โดยภาพ พล.อ.ประวิตรจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรี จากการทาบทามของพรรคประชาธิปัตย์

หากแต่ในความเป็นจริง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดก็คือ "เนวิน ชิดชอบ" จากพรรคภูมิใจไทย ที่ว่ากันว่าไปตกปากรับคำกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เอาไว้เมื่อครั้งเปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนใจมานอนเตียงเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์

ที่สำคัญ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ก็เป็นคนเซ็นคำสั่ง "คืนตำตำแหน่ง" ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม เมื่อครั้งนั่งรักษาการนายกฯ แทน "สมชาย วงศ์สวัสดิ์"

นั่นคือความ "เชื่อมโยงเชื่อมใจ

จึงไม่ต้องแปลกใจที่ "นายตำรวจ" ใหญ่ๆ ต่างวิ่งเข้าหาแกนนำพรรคภูมิใจไทยกันจ้าละหวั่น

พร้อมข้อกล่าวหา "มีการซื้อขายตำแหน่ง"

นี่อาจเป็นเหตุผล "ข้อแรก" ที่นายกฯอภิสิทธิ์ยอมลุยปลักโคลน จนทำให้เนื้อตัวมอมแมม

เหตุผลอีกข้อต่อมา "คนใกล้ชิด" ผิดหวังจากการขอตำแหน่งให้ตำรวจในสายบังคับบัญชา

เพราะก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวออกมาว่า มีคนใกล้ชิดนายกฯ ทำรายชื่อขอตำแหน่งให้นายตำรวจระดับสูงในสาย หลายคน ถึงขึ้นเขียนทั้งชื่อลงทั้งตำแหน่ง เอาไว้ในกระดาษแบบละเอียดยิบ

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบข้อความด้วยว่า "หากไม่ได้ในตำแหน่งที่ขอไป ก็ขอให้เอาไปลงในอีกตำแหน่งหนึ่ง"

มีการเขียนระบุตำแหน่งเอาไว้ชัดเจน

ซึ่งมีการกล่าวขานกันว่า มีการเก็บโผขอตำแหน่งโยกย้ายตำรวจของ "คนใกล้ชิด" นายกฯ เอาไว้เพื่อเตรียมนำออกมาแฉ

เห็นไส้ เห็นพุง พร้อมที่จะสาวไส้ สาวพุง กันทั้งสองฝ่าย

เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ หากดู พล.ต.อ.พัชรวาทจะสงบปากสงบคำ ก่อนจะเดินทางไปปฏิบัติภารกิจในภาคใต้ตามคำสั่งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง

ทั้งที่ถูกรุมตีกระหน่ำอย่างหนัก

และไม่น่าแปลกใจที่ "ศิริโชค โสภา" ที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงมาก่อนหน้านี้ จะมีทีท่าสงบลงชนิดเปลี่ยนเป็นคนละคน เมื่อระบุว่า "ที่ออกมาให้ข้อมูลมีจุดประสงค์หลัก เพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดการทุจริตซื้อขายตำแหน่งระดับพันตำรวจ มากกว่าการมุ่งหวังที่จะนำคนผิดมาลงโทษ"

แม้ว่า รองนายกฯสุเทพ เทือกสุบรรณ จะออกอาการ "เด้งรับ" โดยบอกว่า จะทำหนังสือถึง "ศิริโชค" ให้ส่งข้อมูล หลักฐานเอกสาร พยานทั้งหมดเกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งมาให้ พร้อมจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบด้วย

เป็น"ความจริง" ที่ "ชัดเจน" ว่า เหตุการณ์วุ่นวายทั้งหมดใน สตช. เกิดจากการ "จัดโผโยกย้าย" แบบเพียวๆ

และ "ศิริโชค" ก็เป็นเพียงแค่ "คนเขี่ยบอล"

เมื่อต่างฝ่ายต่างรู้ทางบอล ต่างฝ่ายต่างเข่นกันไม่ลง ที่สุดต้องยอมพบกันครึ่งทาง ด้วยลูกล่อ และลูกเล่นทางการเมือง

เพราะฉะนั้น การตั้งกรรมการสอบเรื่องฉาวโฉ่ใน สตช. ตามที่รองนายกฯสุเทพ เอ่ยอ้าง ที่สุดก็จะกลายเป็นเพียงแค่ "พิธีกรรม"

"พิธีกรรม "ที่ตบตาสังคม

เพราะเมื่อทุกอย่าง "เคลียร์ลงตัว" ต่างฝ่ายต่างได้ผลประโยชน์ โดยไม่มีใครเจ็บตัว เรื่องฉาวโฉ่ก็จะเงียบหาย

คุ้มแล้วหรือ

ที่มา ข่าวสด

คอลัมน์ เหล็กใน




งุนงงจริงๆ กับความพยายามของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในการที่จะแต่งตั้งรักษาการแทนผบ.ตร.ให้ได้

หรืออีกนัยหนึ่งคือพยายามจะไม่ให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ มีอำนาจอย่างเต็มที่ในตำแหน่งผบ.ตร.

ความพยายามนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงเดือนก.ค.ที่ผ่านมา

นายกฯมาร์คจ้องจะปลดผบ.ตร.ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่าต้องการให้คดีนายสนธิ ลิ้มทองกุล เดินหน้าไปได้โดยไม่สะดุดตอ

แต่จนแล้วจนรอดก็ปลดผบ.ตร.ไม่ได้ เพราะพล.ต.อ.พัชรวาทไม่ได้มีความผิดอะไร ไม่มีหลักฐานอะไรเลยที่ระบุว่าพล.ต.อ.พัชรวาทเป็นตอในคดีสนธิ

มี นายสุเทพ เทือกสุวรรณ รองนายกฯ การันตีมาตลอดว่าผบ.ตร.ไม่ใช่ตัวอุปสรรคของคดีนี้

รายงานลับของบิ๊กตำรวจ 4 ฉบับก็ไม่ได้พาดพิงถึงผบ.ตร.เลย

พอปลดไม่ได้ นายกฯมาร์คก็งัดแผนตั้งรักษาการแทนผบ.ตร.ขึ้นมา แถลงข่าวฝ่ายเดียวว่าพล.ต.อ.พัชรวาทเป็นคนเสนอจะไปราชการที่ประเทศจีนและจะขอลาพักร้อนต่อนาน 10 วัน ซึ่งเป็นเหตุผลให้นายกฯ แต่งตั้งรักษาการแทนผบ.ตร.ขึ้นมาจนได้

จากนั้นก็มีการเรียกประชุมก.ตร.ขึ้นทันควัน มีหลายคนวิเคราะห์กันว่าน่าจะมีจุดมุ่งหมายเรื่องการรื้อโผ 152 นายพล หลังจากสั่งแขวนการทำโผระดับพ.ต.อ.ออกไปก่อนหน้าแล้ว

แต่งานนี้ก.ตร.ไม่ยอมอ่อนข้อ ไม่คล้อยตาม กลับมีมติขวางแนวคิดนายกฯ

สรุปคือไม่ให้แตะโผ 152 นายพล และให้เดินหน้าทำโผพ.ต.อ.ทันที

แต่เรื่องไม่จบแค่นี้ พอพล.ต.อ.พัชรวาทบินกลับจากเมืองจีนก่อนกำหนด

ไม่รู้ว่ากลัวเสียหน้าหรือยังไง นายกฯมาร์คก็สั่งเตะโด่ง ให้พล.ต.อ.พัชรวาทไปราชการที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อหาช่องกฎหมายจะแต่งตั้งรักษาการแทนผบ.ตร.ขึ้นมาอีกครั้ง

หลายฝ่ายก็ยังมึนๆ ว่านายกฯ ใช้ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินฉบับไหน พล.ต.อ.พัชรวาทไปราชการที่ชายแดนแล้วต้องตั้งรักษาการแทนด้วยหรือ

แบบอีหรอบเดิม พูดเองเออเอง !?

ปัญหาที่ต้องใช้ข้อกฎหมายหลายชั้น ทำให้มันซับซ้อนซ่อนเงื่อน ก็เพราะนายกฯ ไม่มีอำนาจจะไปปลดผบ.ตร. จึงต้องทำทุกวิถีทางที่จะเข้าไปกุมอำนาจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ได้

ทุกอย่างที่นายกฯมาร์คดิ้นรนทำ มันได้ไม่คุ้มเสีย

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหมเท่านั้นที่ไม่พอใจนายกฯมาร์ค

แต่ผบ.เหล่าทัพก็ฮึ่มๆ ใส่รัฐบาลเหมือนกัน

ยังมีพรรคภูมิใจไทยที่ไม่ค่อยพอใจนายกฯมาร์คอยู่เหมือนกันในกรณีจ้องเล่นงานผบ.ตร. แต่ที่ยังสงวนท่าทีอยู่ คงเพราะต้องรอดูผลตัดสินคดีกล้ายาง 17 ส.ค.นี้ก่อน

มันคุ้มแล้วหรือที่นายกฯมาร์คจะยอมให้รัฐบาลตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก

เพียงเพื่อจะเอาใจขาใหญ่ม็อบ !?

นิติรัฐที่ยั่งยืน

ที่มา ไทยรัฐ

โดย หมัดเหล็ก

เรื่องราวที่น่าสนใจ เป็นคดีในประวัติศาสตร์ ที่กำลังจะถูก นำกลับมารื้อฟื้นอีกครั้งหนึ่ง ในจำนวนหลายๆคดีความที่จะต้องมีการสะสาง ก่อนที่คดีจะหมดอายุความ เพื่อให้ได้คำตอบ

คดีหนึ่งคือกรณีสังหารเจ้าหน้าที่สถานทูตซาอุดีอาระเบีย ครึกโครมสั่นสะเทือนไปทุกวงการ มีความเกี่ยวข้องกับคดีดังอีกหลาย คดี ถ้าเป็นนิยายแนวสืบสวนสอบสวนก็จะได้อรรถรสอ่านแล้วแทบจะวางไม่ลง

ตัวละครที่ถูกระบุเกี่ยวข้องกับคดีนี้ บางคนน่าจะล้มหายตายจากกันไปแล้ว ระยะเวลาของอายุความ เหลืออยู่อีกประมาณ 1 ปี ดูฝีมือ กระทรวงยุติธรรมว่าจะสร้างความเซอร์ไพรส์หรือแค่สร้างภาพ

คดีเล็กๆคดีหนึ่ง กรณีการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของ คุณขวัญชัย วรสูต คงจะสงสัยว่าคุณขวัญชัยคือใคร เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว คุณขวัญชัยมีสถานะเป็นนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยารามคำแหง

ไปสร้างวีรกรรมจนเป็นข่าวดังไปทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2528 จู่ๆคุณขวัญชัยได้บุกเข้าชก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธาน องคมนตรี ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี

คนที่ตกใจมากที่สุดเห็นจะเป็น รศ.สุขุม นวลสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง แต่เรื่องราวก็จบลงด้วยดี เมื่อทุกอย่างเป็นไป ตามกระบวนการของกฎหมายตามปกติ

ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นก็น่าจะเป็นเรื่องของการเมือง ในยุคประชา-ธิปไตยครึ่งใบ ผมจำได้ว่ายุคนั้นก็มีการประท้วงจากคนกลุ่มต่างๆ มีการออกมาขับไล่ แสดงความไม่พอใจ ชุมนุมประท้วงเต็มไปหมด

แต่ประชาชนก็ไม่มีความแตกแยกเหมือนกับในปัจจุบันนี้

แต่ต่อมาคุณขวัญชัยเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ หลังจากถูกลงโทษจำคุก คดีนี้แม้จะผ่านไปเนิ่นนาน แต่ก็เป็นหนึ่งในหลายคดีที่ถูกจับตาว่าจะถูกรื้อฟื้นหรือปิดบัญชีไปอย่างเงียบๆหลังจากที่คดีหมดอายุความ

ที่ผมได้ยินมาก็คือ มีความพยายามที่จะรื้อฟื้นคดีเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกคดี โดยเฉพาะ ภาพของความเป็นนิติรัฐ ที่แม้แต่ต่างชาติก็เพ่งเล็ง ผมคงไม่ต้องอธิบายความอะไรมากกว่านี้

แต่ห่วงว่าบ้านเมืองเราจะอยู่กันอย่างไร

ถ้าไม่ใช้หลักนิติรัฐ เข้ามาเป็นหลักในการบริหารประเทศ แต่ ปล่อยให้หลักนิติรัฐขึ้นๆลงๆ ไปตามอำนาจของฝ่ายบริหาร แต่ถ้าหลักนิติรัฐ ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างสะเด็ดน้ำ ไม่ต้องมาคาราคาซังกันถึง 10 ปี 20 ปี

กระทบถึงความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม

อยากจะย้ำว่า ความไม่เชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมในบ้านเรา ไม่เฉพาะคนไทยเท่านั้น ต่างชาติก็เคลือบแคลง อาทิ นักท่องเที่ยวโวยว่าถูกยัดข้อหาที่สุวรรณภูมิ นั่นปะไร กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน ในสายตาชาวโลก

วันนี้ผมจึงอยากจะเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันฟื้นฟู ไม่ใช่ฟื้นฟูการเมืองหรือเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องช่วยกันฟื้นฟูหลักนิติรัฐก่อน คืนความเป็นธรรมให้กับระบบยุติธรรมก่อนจะเกิดสงครามกลียุค.

เซียนออกตัวกันแล้ว

ที่มา ไทยรัฐ
Pic_26200

อย่างนี้มีได้-เสีย

กับคิว "เดิมพันหมดหน้าตัก" ของนายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะคนสนิท ที่ยืนเป็นฉากหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาแฉผ่านเว็บไซต์ "แนวหน้าออนไลน์" พูดกันชัดๆเลยว่า

มีการเร่ขายตำแหน่งในการจัดทำโผโยกย้ายตำรวจระดับนายพัน

"เรื่องโผตำรวจเป็นเรื่องของคนที่เสียผลประโยชน์ และมีคนมาทวงเงินคืนก็แค่นั้นเอง แล้วโยนความผิดมาให้ฝ่ายการเมือง"

และคิวนี้คงไม่ได้จบแค่พูดลอยๆ ปล่อยให้ตีกินแบบวิสัยของนักการเมือง


โดยอาการขึงขังของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ออกมาสำทับหนักแน่น

ได้ร่างหนังสือเพื่อส่งถึงนายศิริโชคอย่างเป็นทางการ ให้นายศิริโชคส่งเอกสารหลักฐานและพยานที่เห็นว่า มีการซื้อขายตำแหน่งอย่างที่นายศิริโชคได้พูดกับสื่อ เพื่อจะได้นำมาเป็นหลักฐานประกอบการสืบสวนสอบสวน

เราปล่อยให้มีการซื้อขายตำแหน่งกันอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้

เพราะฉะนั้น ถ้านายศิริโชคมีหลักฐานเอกสารต้องส่งให้เรา เราจะได้ดำเนินการ ส่วนที่นายศิริโชคระบุจะส่งเอกสารหลักฐานไปให้คณะกรรมาธิการตำรวจของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อดำเนินการด้วยนั้น ก็ไม่เป็นไร เป็นเรื่องของนายศิริโชค

เค้นคอกันซึ่งๆหน้า

เอาเป็นว่า จากชนวนของการยื้อยุดฉุดกระชากโผโยกย้ายนายตำรวจ รายการ "แย่งเป่าเค้ก" เคลียร์บิลที่เกมไหลมาถึงจังหวะได้-เสีย

ล้มเดิมพันระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์ กับ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. กระทบชิ่งไปถึงเครือข่าย "บิ๊กบราเธอร์" ของ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม

ติดพันไปถึงคิว "เกหมดหน้าตัก" วัดกันระหว่าง "เทพเทือก" กับ "วอลเปเปอร์"

ใครเจ๋ง ใครอยู่


และก็เป็นอะไรที่รอลุ้นได้-เสียเหมือนกัน

ล่าสุด "เจ๊สด" นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกมาตีธง ส่งสัญญาณล่วงหน้า กกต.ได้ฤกษ์ลงมติฟันคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้

โดยเงื่อนปมวัดดวงได้-เสีย

ทางหนึ่ง นายบัญญัติ บรรทัดฐาน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายพรเทพ เตชะไพบูลย์ เหรัญญิกพรรคในขณะนั้น ยืนยันในการให้ถ้อยคำกับคณะอนุกรรมการฯว่า ไม่มีการรับเงินจำนวนดังกล่าว

แต่จากปากคำของนายประจวบ สังข์ขาว อดีตผู้บริหารบริษัทเมซไซอะฯ พยานปากสำคัญ ได้ยืนยันต่อคณะอนุกรรมการฯว่า เงินที่บริษัทเมซไซอะฯได้จากบริษัททีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ได้โอนให้กับแกนนำพรรคประชาธิปัตย์หลายคนจริง

ข้อเท็จจริงสวนทางอย่างสิ้นเชิง

กกต.จะเชื่อใคร

แต่ก่อนอื่นใด โดยวิสัยของนักเลือกตั้งจมูกไว ยังไงก็ต้องเผื่อทางหนีทีไล่ แว่วๆว่ามีนายหน้าของคนประชาธิปัตย์ไปจดทะเบียนพรรคสำรองอะไหล่ไว้แล้ว


เสียวสันหลังวาบเหมือนกัน

และก็ให้บังเอิญโดยจังหวะได้-เสียของประชาธิปัตย์ที่ไหลมาบรรจบ หลายคิวสุมมาพร้อมๆกัน มันก็เป็นอะไรที่เซียนเลือกตั้งด้วยกัน

พอจับทิศทางลมได้

สังเกตอาการเคลื่อนไหวของบรรดาตัวจริงเสียงจริงพรรคร่วมรัฐบาลที่ต่อสายนัดกันถี่ยิบในช่วงหลังๆ ต่างฝ่ายต่างอ่านสถานการณ์ ถ้าจะเกิดเหตุที่รัฐบาลลากไปไม่ถึงสิ้นปี

น่าจะเป็นแกนนำอย่างประชาธิปัตย์ที่สะดุดล้มเอง

ที่แน่ๆ เริ่มออกตัวกันแต่หัววันแล้ว โดยยุทธศาสตร์ "แตะมือเหยียบตีนสู้" เปิดดีลในหมู่เซียนเลือกตั้งยี่ห้อ "พินิจ จารุสมบัติ-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-เนวิน ชิดชอบ-สมศักดิ์ เทพสุทิน-อนุทิน ชาญวีรกูล"

แพ็กเกมเจาะอีสาน

ล้มกระดานก็ลงสนามได้เลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน