WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, August 16, 2009

จตุพรโต้ฝ่ายค้านฎีกาฯเป็นผู้เสียประโยชน์หากทักษิณกลับไทย

ที่มา ประชาไท

จตุพร พรหมพันธุ์ ปราศรัยที่มุกดาหารบอกนักวิชาการจุฬาฯ ตอนมีการใช้ผ้าอนามัยเช็ดรอบพระบรมรูปทรงม้าทำไมไม่คัดค้าน อัดบวรศักดิ์ไม่มีสิทธิขวางฎีกาเพราะตอนเป็น สนช. ปล่อยให้กฎหมายผ่านทั้งที่องค์ประชุมไม่ครบ ส่วนอานันท์ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ย้อนถามต้องเป็นคนล้มละลาย-ถูกยิงหัวเหมือนสนธิถึงจะถวายฎีกาได้ใช่หรือไม่

เวลา 22.00 น. วานนี้ (15 ส.ค.) ระหว่างการชุมนุมของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่สนามกีฬากลาง จ.มุกดาหาร นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. ปราศรัยตอนหนึ่งว่า ตามที่ รศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำรายชื่อนักวิชาการและบุคลากรจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 5,000 รายชื่อไปยื่นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อคัดค้านการที่คนเสื้อแดงจะถวายฎีกานั้น ถามว่าถ้าจะแสดงความจงรักภักดีจริงทำไมนักวิชาการจุฬาฯ จึงไม่ลงชื่อคัดค้านตอนที่นายสนธิ ลิ้มทองกุลให้คนเอาผ้าอนามัยไปเช็ดฐานรอบอนุสาวรีย์ผู้ก่อตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และยังโต้นายอานันท์ ปันยารชุนที่ออกมาคัดค้านการถวายฎีกาว่าเคยเป็นแต่นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และขอถามว่าวันสุดท้ายก่อนออกจากตำแหน่งทำไมจึงมีการเซ็นเช็คเพื่อขายสมบัติชาติ
นายจตุพรยังกล่าวว่านายบวรศักดิ์ อุวรรโณก็ไม่มีสิทธิออกมาขัดขวางการถวายฎีกา เพราะอยากให้ดูตัวเองตอนเป็น สนช. ทำไมปล่อยให้มีกฎหมายกว่า 177 ฉบับผ่านการพิจารณาของ สนช. โดยที่ไม่ครบองค์ประชุม
นายจตุพรกล่าวว่าที่มีบุคคลเหล่านี้ขัดขวางการถวายฎีกา เพราะเป็นผู้เสียผลประโยชน์จากการที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอยู่ในประเทศไทย แต่ว่าคนไทยจำนวนมากเขาเสียเสียประโยชน์จากการที่ไม่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อยู่ในประเทศไทยเขาจึงเข้าชื่อถวายฎีกา ดังนั้นไม่ต้องใส่ใจฝ่ายที่คัดค้านเพราะเป็นเรื่องของเรากับพระเจ้าแผ่นดินของเรา
นายจตุพรยังกล่าวว่า ที่คนเสื้อแดงถวายฎีกาไม่ได้ เพราะไม่ได้ล้มละลายเหมือนนายสนธิหรือ หรือว่าจะถวายฎีกาได้จะต้องทำการใส่ร้ายแบบนายสนธิ หรือจะต้องถูกยิงหัวเหมือนนายสนธิ ถึงจะมีสิทธิถวายฎีกา
นายจตุพรยังกล่าวถึงรัฐประหาร 19 ก.ย. ว่าเนื่องจากเป็นการยึดอำนาจขณะที่นายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่อยู่ ณ ที่ทำการองค์การสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ก จึงเรียกว่าเป็นการปฏิวัติลับหลัง ยึดอำนาจแบบหมาลอบกัด ปรากฏว่าเลขาธิการองค์การสหประชาชาติกล่าวกับ พ.ต.ท.ทักษิณว่าเมื่อมาจากการเลือกตั้ง คุณยังมีสิทธิที่จะได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณคิดถึงความสงบเรียบร้อยจึงปฏิเสธเพราะไม่ต้องการให้ประเทศบอบช้ำ ถ้าทักษิณประณามการปฏิวัติรัฐประหาร แล้วตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น ถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ทำเพราะเขารักประเทศไทยและพระเจ้าอยู่หัวเขาจึงเจ็บจนถึงทุกวันนี้ นายจตุพรกล่าว
นอกจากนี้แกนนำคนเสื้อแดงยังมีการนัดหมายการทำกิจกรรมหลังจากนี้ โดยกลุ่มคนเสื้อแดงจะไปชุมนุมกันที่ จ.นครสวรรค์ ในวันที่ 16 ส.ค. และจะเตรียมตั้งเวทีชุมนุมถวายฎีกาในช่วงเช้ามืดของวันที่ 17 ส.ค. ที่ท้องสนามหลวง และจะมีการเดินทางไปถวายฎีกาที่สำนักพระราชวังในพระบรมหาราชวังในช่วงบ่ายของวันที่ 17 ส.ค.

Only in Thailand

ที่มา ประชาไท

เรื่องที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในห้วงหลายปีมานี้ นับว่าเป็นปรากฏการณ์อันแปลกประหลาดระดับโลกได้เลยทีเดียว ค่าที่เป็นกรณีอันไม่มีใครเหมือนแลไม่เหมือนใคร สำนวนหนังฮอลลีวู้ดเรียกว่า “Only in Thailand” อันอาจจาระไนได้ดังนี้

1) เป็นประเทศเดียวในโลกจริงๆ ที่มีการขับไล่รัฐบาลอันมาจากการเลือกตั้ง ด้วยการกวักมือเรียกทหารให้มาทำการปฏิวัติ ครั้นก่อการสำเร็จ ก็มีคนนำเอาดอกไม้ไปคล้องปากกระบอกปืนรถถัง จนเป็นภาพข่าวฮือฮาไปทั่วโลก

2) เป็นประเทศที่ไม่มีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยให้ปวดสมองเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างพม่า อันมีทั้งไทยใหญ่ มอญ กะเหรี่ยง คะฉิ่น คะยา ฯลฯ ซึ่งเป็น potential problem ที่รัฐบาลของเขาเองก็กังวลอยู่ไม่น้อย ครั้นปัญหาไม่มี จึงแบ่งกลุ่มกันเองโดยใช้สีเสื้อเป็นสัญญลักษณ์ เริ่มจาก “เหลือง” ก่อน แล้วก็มา “แดง” บางครั้งก็มี “ขาว” โผล่มาแจม หลังสุดมาแรงคือ “น้ำเงิน” เหมือนประเทศมีมหกรรมกีฬาสี เพียงแต่เป็นกีฬาสีที่กะเอากันถึงตาย แต่ละกลุ่มจึงออกแนวอาฆาตมาดร้ายกันสุดๆ ทั้งที่ต่างก็ถือบัตรประชาชนออกโดยกระทรวงมหาดไทยใบเดียวกันแท้ๆ

เป็นกีฬาสีมาราธอนที่ไม่รู้จะจบลงเมื่อไร และอย่างไร นับว่าเป็นปรากฏการณ์ Only in Thailand จริงๆ

3) เป็นประเทศที่มีรัฐบาล แต่บริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ รัฐบาลชุดหนึ่ง นายกฯ ถูกให้ออกเพราะไปสอนทำกับข้าวทางโทรทัศน์ รัฐบาลชุดต่อมาต้องด่วนลงโรง เพราะพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบ ทั้งที่ประชาชนลงคะแนนเสียงเลือกเข้ามามากสุด (เป็นเรื่องประหลาดซ้อนประหลาด – ผู้เขียน) รัฐบาลหลังสุดก็ยิ่งบริหารลำบาก เพราะเป็นพรรคร่วมเสียงปริ่มน้ำ ต่างเกรงใจกันไปเกรงใจกันมา นายกฯ เองลงพื้นที่แต่ละทีต้องมีกำลังอารักขาเป็นเรือนพัน ครั้นจะจัดงานประชุมนานาชาติก็ต้องใช้กองกำลังจาก 3 เหล่าทัพมาดูแลโรงแรมที่พักของอาคันตุกะ โรงแรมละ 1 เหล่าทัพ

อย่างนี้ ไม่เรียก “Only in Thailand” จะให้เรียกว่าอะไรหนอ?!

4) เป็นประเทศที่รัฐบาลมีแนวคิดในการจัดการเรื่องใดๆ ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน ยกตัวอย่างกรณีการแก้ปัญหาโรคระบาดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แทนที่จะมุ่ง “ออกมาตรการ” ต่างๆ มาควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรค กลับไป “แก้ไขตารางการรายงานสถานการณ์ของโรค” โดยเปลี่ยนจากรายงานทุกวันเป็นอาทิตย์ละหนแทน

เจ้า “หวัดใหญ่” ก็เลยเริงร่า ทำท่าว่าจะลงหลักปักฐานเป็น permanent residence อยู่ในสยามประเทศให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลย (สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ตัวนี้ที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกาสงบลงจนแทบจะไม่มีใครพูดถึงกันแล้วในตอนนี้ ขณะที่ประเทศไทยยังคงมีข่าวการแพร่ระบาดและผู้คนเสียชีวิตขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์แทบทุกวัน – ผู้เขียน)

5) เป็นประเทศที่อุดมไปด้วย “โฆษก” เฉพาะฝั่งรัฐบาลเองก็ปาเข้าไปอย่างน้อย 3 หน่อ คือ โฆษกรัฐบาล หรือโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (อาจารย์ ปณิธาน) โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (เป็นหมอชื่อ บุรณัชย์) และโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคปชป. (เป็น สส. ชื่อ เทพไท) แต่ละท่านก็มีหน้าที่ออกมา “แย่งชิงพื้นที่ข่าว” อันเป็นวิถีทางการเมืองที่เชื่อกันว่าจะทำให้ฝ่ายของตนได้เปรียบคู่แข่งขัน ซีกฝ่ายค้าน (พรรคเพื่อไทย) ที่มีบทบาทเด่นหน่อยก็เห็นจะเป็นโฆษกพรรค (อดีตพระเอกหนังชื่อ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์) แถมให้อีก 1 ก็คือ ส.ส. เชียงใหม่อย่างคุณสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ซึ่งก็ไม่ได้เป็นโฆษกอะไร แต่มีชื่อโลดแล่นอยู่บนกระดานข่าวค่อนข้างมาก

เหตุที่ “โฆษก” มีความสำคัญก็เพราะ บ้านเมืองนี้เขาอยู่กันได้ด้วยกระแส วันๆ ผู้มีอำนาจจึงต้องคิดให้ได้ว่าจะใช้ข่าวอะไรไปกลบข่าวที่กำลังเป็นภัยกับตนเอง อาทิเช่น อาศัยข่าวคดีลอบสังหารแกนนำพันธมิตร กลบข่าวเสื้อแดงถวายฏีกา แล้วให้ข่าวปลดผู้บัญชาการตำราจแห่งชาติมากลบข่าวคดีลอบสังหารฯ อีกทอดหนึ่ง ที่ฮือฮาสุดก็คือข่าว “หมีแพนด้าตกลูก” บดบังเรื่องรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจไม่เอาไหนเสียอยู่หมัดนานเป็นแรมเดือนเลยทีเดียว

สงครามยึดพื้นที่ข่าวจึงเป็นเรื่อง “Only in Thailand” ที่ชัดเจนอีกเรื่องหนึ่ง

6) เป็นประเทศเดียวในโลกที่ประชาชนมีความอดทนกับนักการเมืองสูงมากๆ ดังตัวอย่าง
(1) ส.ส. ในสภายกมืออนุมัติให้รัฐบาลกู้เงินตั้ง 800,000 ล้านบาทไปทำอะไรก็ไม่รู้ ... ประชาชนก็ไม่ว่าอะไร
(2) ส.ว. (ซึ่งควรต้องเป็นกลาง) กินเงินเดือนเป็นเรือนแสน วันๆ ทำแต่เรื่องไม่สมานฉันท์ ... ประชาชนก็ไม่ว่าอะไร
(3) คนเป็นรัฐมนตรีสั่งให้ข้าราชการตั้งโต๊ะล่ารายชื่อชาวบ้านมาสู้กับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของภาคประชาชน ... ประชาชนก็ไม่ว่าอะไร
ฯลฯ

เรื่องชวนพิศวงที่เกิดขึ้นกับสยามประเทศในห้วงหลายปีมานี้ยังมีอีกมาก แต่ละเรื่องล้วนบั่นทอนการพัฒนาชาติประเทศไม่ให้ก้าวรุดไปข้างหน้าเพื่อจะได้ทัดเทียมประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย บางเรื่องก็เป็นปัญหาในเชิงโครงสร้าง บางเรื่องเป็นปัญหาด้านวัฒนธรรม แต่หลายเรื่องกลับเป็นความอ่อนด้อยทั้งในทางคุณภาพและทางทัศนคติของผู้คน

เป็น “ปัญหาในองค์รวม” ที่ต้องรีบหาจุดเริ่มต้นเพื่อการแก้ไขโดยเร็ว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครควรเป็นเจ้าภาพ แต่ความจริงก็คือเวลาที่มีอยู่เหลือน้อยลงไปทุกขณะแล้ว

สมัชชาสังคมก้าวหน้าเปิดโครงการ “เขียนจดหมายทักทายนักสู้ ปชต.” ประเดิมส่งถึง ดา ตอร์ปิโด

ที่มา ประชาไท

15 ส.ค.52 กลุ่มสมัชชาสังคมก้าวหน้าเปิดตัวโครงการ “เขียนจดหมาย ทักทายนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” โดยฉบับแรกเขียนถึงดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ดา ตอร์ปิโด ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากการขึ้นปราศรัยที่สนามหลวงเมื่อกลางปี 2550 และถูกคุมขังมาเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษาในวันที่ 28 ส.ค.นี้
โครงการดังกล่าวจะเปิดให้ประชาชนที่สนใจร่วมเขียนจดหมายด้วยโดยเวียนกันสัปดาห์ละ 1 ฉบับ และจะนำจดหมายต่างๆ มานำเสนอใน http://blogazine.prachatai.com/user/weeklyletter/post/2483 เพื่อให้เห็นความคืบหน้า โดยวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการนี้เพื่อรณรงค์ไม่ให้มีการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเป็นเครื่องมือจัดการผู้เห็นต่างทางการเมือง

"อิสรภาพก็คือคุก ตราบเท่าที่ยังมีคนอยู่เยี่ยงทาสแม้แต่เพียงคนเดียวในโลก"
อัลแบร์ กามู นักเขียนรางวัลโนเบลชาวฝรั่งเศส
สมัชชาสังคมก้าวหน้าได้เดินทางไปเยี่ยมและให้กำลังใจ คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) หลังจากนั้น เราเห็นว่า ควรทำกิจกรรมต่อไปตามคำร้องขอของคุณดา ให้เขียนจดหมายและส่งข่าวสาร รวมถึงรูปภาพของเหตุการณ์ต่างๆ ส่งไปให้
ดังนั้น เราจึงริเริ่มโครงการ “เขียนจดหมาย ทักทายนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” โดยมีวัตถุประสงค์
(1) มนุษย์ของระบอบประชาธิปไตย ต้องมีเสรีภาพในการเดินทางและเคลื่อนย้ายอย่างเสรี การกักกันหรือกุมขัง โดยไม่มีความผิดไม่ควรเกิดขึ้น ระหว่างการถูกกล่าวหาต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าพิสูจน์ว่า มีความผิดจริง การกักขังที่ผ่านมาจึงเป็นลดฐานะความเป็นมนุษย์

(2) กฎหมาย หมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ถูกบังคับใช้กับผู้มีความเห็นต่างทางการเมือง ซึ่งต้องมีการทบทวน ผู้ถูกกุมขังในขณะนี้จึงเป็นเพียงเหยื่อทางการเมือง
สมัชชาสังคมก้าวหน้า ยินดีเป็นหัวขบวนเปิดโครงการ “เขียนจดหมายรัก ทักทายนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งทางสมัชชาฯ มีคำขวัญของโครงการนี้ว่า “เราจะไม่ทอดทิ้งกัน” และสมัชชาสังคมก้าวหน้าจะเขียนจดหมายส่งอย่างน้อยอาทิตย์ละ1 ฉบับ โดยให้สมาชิกหมุนเวียนเปลี่ยนกันเขียน
เงื่อนไขของการเขียนจดหมายคือ
ห้ามเขียนหรือกล่าวถึงเรื่องการเมือง เนื่องจากเป็นข้อบังคับของทางเรือนจำ
ให้เขียนด้วยลายมือ เพื่อทำให้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน เพราะคุณดาและผู้กุมขังอื่นถูกลดฐานะความเป็นมนุษย์ จึงต้องแสดงออกในรักษาสถานะความเป็นมนุษย์นี้ไว้
หากท่านใดสนใจเข้าร่วมโครงการก็ติดต่อมากับผู้ประสานงานสมัชชาสังคมก้าวหน้าที่ หมายเลข 083-8125659, 085-8530329 หรือหากสะดวกก็สามารถส่งจดหมายให้กำลังใจคุณดารณี ได้โดยตรงโดยส่งไปที่ คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ทัณฑสถานหญิงกลาง เรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ระบุมุมซองว่า 1/3 อาคารเพชร
สมัชชาสังคมก้าวหน้า

บันทึกเกียรติยศวันสันติภาพ:จำกัด พลางกูร"เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ"

ที่มา Thai E-News


เพื่อชาติ เพื่อHumanity-เป็นโอวาทที่ปรีดี พนมยงค์ให้ไว้แก่จำกัด พลางกูร ก่อนออกเดินทางไปเพื่อภารกิจกอบกู้เอกราชของชาติในต่างประเทศ จำกัดยึดมั่นปณิธานนี้จวบวาระสุดท้าย และยังส่งต่อมาถึงภรรยาหม้ายของเขาที่ยังมีชีวิตมาจนทุกวันนี้

เรียบเรียงโดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา หนังสือตำนานเสรีไทย โดย ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร
16 สิงหาคม 2552

เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึงใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..-เสนีย์ ปราโมช


หมายเหตุไทยอีนิวส์:เมื่อ 64 ปีที่แล้วนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขบวนเสรีไทยได้ประกาศสันติภาพเมื่อ 16 สิงหาคม 2488 มีผลสำคัญยิ่งยวดทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามโลกครั้งที่2 ไม่ต้องถูกยึดครองหรือแบ่งแยกจากมหาอำนาจผู้ชนะสงคราม ซึ่งมีผู้เคยกล่าวไว้ว่าไม่เช่นนั้นไทยก็คงไม่พ้นต้องเสียกรุงครั้งที่3 อันเป็นผลพวงหลักจากเคลื่อนไหวของขบวนการใต้ดินเสรีไทย อย่างไรก็ตามควรต้องจารึกไว้ด้วยว่า มีวีรชนผู้เสียสละชีพเพื่อชาติในขบวนการอย่างน้อยก็ 3 ท่าน คือการะเวก ศรีวิจารณ์ สมพงษ์ ศัลยพงษ์ และจำกัด พลางกูร ซึ่งเราได้ทยอยนำเสนอเพื่อเชิดชูเกียรติวีรชนของประชาชาติไทย ณ โอกาสวันสันติภาพมาถึงในปีนี้


จำกัด พลางกูร:ภารกิจเพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ


วีรประวัติ-จำกัด พลางกูร ได้รับพระราชทานยศพันตรีหลังเสียสละชีพเพื่อชาติ ขณะปฏิบัติงานเสรีไทยพร้อมกับสหายศึกร่วมขบวนการอีก 2 รายคือพันตรีการะเวก ศรีวิจารณ์ และพันตรีสมพงษ์ ศัลยพงษ์ รายนามของทั้ง 3 ท่านถูกจารึกไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิมาจนตราบทุกวันนี้

การะเวกกับสมพงษ์เป็นเสรีไทยสายอเมริกา เสียชีวิตระหว่างพยายามเล็ดลอดเข้าไทยที่ชายแดนไทย-ลาว

ส่วนจำกัดเป็นเสนาธิการเสรีไทยในประเทศ ได้รับมอบหมายจากปรีดี พนมยงค์ หัวหน้าขบวนการเสรีไทยให้ออกไปติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรในจีน ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อให้มหาอำนาจฝ่ายสัมพันธมิตรรับรองการจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต่อต้านการรุกรานยึดครองของญี่ปุ่น แต่เขาก็ต้องไปเสียสละชีพในจีนด้วยวัยหนุ่มแน่นเพียง 29 ปี ส่วนการะเวกกับสมพงษ์เสียสละตอนอายุเพียง 26 ปี

ชาตะ- 30 ตุลาคม 2457

มรณะ-7 ตุลาคม 2486 ขณะอายุ 29 ปี หากมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันจะมีอายุ 95 ปี

กำเนิด-บุตรคนโตสุดของพระยาผดุงวิทยาเสริม (กำจัด พลางกูร พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2497)เจ้ากรมแต่งตำราและเจ้ากรมสามัญศึกษา และคุณหญิงเหรียญ สกุลเดิม นิโครธานนท์



เพื่อชาติและเพื่อHumanity-ฉลบชลัยย์ส่งจำกัดผู้สามีออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจเสรีไทยเมื่อ 28 ก.พ.2486 และนั่นเป็นหนสุดท้ายที่สามีภรรยาคู่นี้ได้อยู่ด้วยกัน แต่อยู่ร่วมกันตลอดมาทั้งชีวิตของเธอ ตอนเกิดเหตุปราบปรามนักศึกษา6ตุลาคม2519 วันรุ่งขึ้น7ตุลาคมครบรอบวันสามีเสียชีวิต เธอไปบริจาคเลือดให้นักศึกษา (ภาพล่าง:[ฉลบชลัยย์นั่งกลาง]กับบุตรสาวของปรีดี พนมยงค์ ขณะไปรับศพท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เมื่อปีกลาย)


สมรส-กับนางสาวฉลบชลัยย์ มหานีรานนท์ ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้อายุ 93 ปี ทั้งสองพบรักกันระหว่างได้ทุนเล่าเรียนหลวงที่อังกฤษทั้งคู่ เมื่อกลับประเทศได้แต่งงานในปี 2482 ฉลบชลัยย์ยึดมั่นอุดมการณ์ของสามีอย่างเหนียวแน่น เธอเคยเข้าไปมีบทบาทช่วยเหลือและให้กำลังใจนักศึกษากรณี6 ตุลาคม 2519 ในขณะที่คนทั่วไปไม่กล้าติดต่อพบปะกับนักศึกษาผู้ต้องโทษการเมืองฉกรรจ์ในขณะนั้น และมีความผูกพันแนบแน่นกับครอบครัวปรีดี พนมยงค์มาอย่างยาวนาน

การศึกษา-ประถม โรงเรียนวัดบวรนิเวศ

-มัธยม โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ และโรงเรียนBromsgrove School เมือง Worcestershire (ปู่และบิดาของจำกัดเป็นนักเรียนเก่าอังกฤษ)
-อุดมศึกษา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษเมื่อปลายปี พ.ศ. 2474 เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเมื่อ พ.ศ. 2478 ศึกษาวิชาปรัชญา การเมืองและเศรษฐศาสตร์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยม (B.A. Hons.)

การทำงาน-หลังกลับไทยในปี2481 รับราชการกระทรวงศึกษาธิการอยู่ระยะหนึ่ง และถูกให้ออกราชการเพราะมีทัศนคติต่อต้านรัฐบาลเผด็จการของจอมพลป.พิบูลสงคราม โดยได้เขียนบทความโจมตีจอมพลป.เรื่องการตั้งศาลพิเศษขึ้นมาประหัตประหารฝ่ายปฏิปักษ์ทางการเมือง จากนั้นมาเปิดโรงเรียนเอกชนชื่อดรุโณทยานในปีพ.ศ.2483

การปฏิบัติงานเสรีไทย

-8 ธันวาคม 2484 ไทยถูกญี่ปุ่นรุกรานยึดครอง โดยอ้างว่าขอใช้เป็น"ทางผ่าน" โดยรัฐบาลป.พิบูลสงครามได้ร่วมมือกับญี่ปุ่น นายจำกัดได้หารือกับเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนครและส.ส.อีสานจะจัดตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นต่อต้านญี่ปุ่น เย็นวันนั้นจึงพากันไปพบนายปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการขอให้เป็นหัวหน้า"คณะกู้ชาติ"โดยให้คำมั่นจะอุทิศตัวและยอมสละชีวิตสำหรับการทำงานเพื่อชาติ

-ต้นปี2486 ปรีดี หรือ"รูธ"หัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทยตัดสินใจส่งผู้แทนออกนอกประเทศไปติดต่อประสานงานกับม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัคราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ ซึ่งประกาศไม่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลป.พิบูลสงคราม และประกาศจัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกนายจำกัดเพื่อภารกิจนี้เพราะนายจำกัดรู้จักกันดีกับเสนีย์ เพราะเป็นเพื่อนบ้านกันที่ซอยร่วมฤดี และยังจบออกซฟอร์ดเช่นเดียวกัน ภารกิจที่จำกัดต้องไปทำคือ

1)ชี้แจงต่อฝ่ายสัมพันธมิตรว่าการประกาศสงครามต่อสัมพันธมิตรของรัฐบาลป.พิบูลสงครามเป็นโมฆะ
2)ชี้แจงว่ามีองค์การต่อต้านญี่ปุ่นเกิดขึ้นในไทยแล้ว โดยปรีดีเป็นหัวหน้า และต้องการตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นขึ้นในดินแดนของฝ่ายสัมพันธมิตร ขอให้อังกฤษ และอเมริการับรองรัฐบาลพลัดถิ่นว่าเป็นรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมาย
3)ขอให้อังกฤษกับอเมริกาปลดปล่อยเงินของรัฐบาลไทยที่ฝากไว้ในประเทศทั้งสองเพื่อให้รัฐบาลพลัดถิ่นมีทุนกู้ชาติทำสงครามต่อต้านญี่ปุ่น


-27 กุมภาพันธ์ 2486 ปรีดีให้โอวาทแก่จำกัดก่อนเดินทางไปประเทศจีน ซึ่งเป็นฝ่ายสัมพันธมิตร และมีสหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในประเทศนั้นว่า"เพื่อชาติ เพื่อhumanitiesนะคุณ เคราะห์ดีที่สุดอีก45วันก็คงได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีก2ปีก็คงได้พบกัน และถ้าเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่าสละชีวิตเพื่อชาติไป"

-28 กุมภาพันธ์ 2486 จำกัดในวัย 29 ออกเดินทางด้วยรถไฟที่หัวลำโพงพร้อมฉลบชลัยย์ผู้ภรรยาเดินทางไปส่งสามีที่ชายแดนไทย-ลาว โดยมีไพศาล ตระกูลลี้ คนไทยลูกจีนนักเรียนนอกสิงคโปร์ ซึ่งแตกฉานภาษาจีนไปเป็นล่าม เมื่อถึงอุดรธานี เตียง ศิริขันธ์ได้นำรถยนต์มารับพาไปส่งที่นครพนมเพื่อลงเรือข้ามโขงไปยังฝั่งท่าแขก ประเทศลาว เตียงได้ถอดแหวนนามสกุลของเขา และขอยืมกำไลและสร้อยล็อกเก็ตฝังเพชรของนางนิวาศน์ ภรรยาของเตียงให้จำกัดเป็นทุนเดินทาง และไว้ใช้ยามขัดสน

เตียง ศิริขันธ์กับนิวาศน์ ภรรยา ..เตียงเป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอีสาน เขาถูกสังหารโหดในวันที่ 13 ธันาวาคม 2495 เพื่อกวาดล้างนักการเมืองสายอีสานที่สนับสนุนปรีดีให้สิ้นซาก ก่อนหน้านั้นอดีต 4 รัฐมนนตรีอีสานถูกสังหาร หลังขบวนการประชาธิปไตยกุมภาพันธ์2492ล้มเหลวกลายเป็นกบฎวังหลวง

-19 มีนาคม 2486 เดินทางถึงพรมแดนจีน ถูกทางการจีนประกบนำตัวไปที่ลิวเจา และโทรเลขติดต่อเสนีย์,จอมพลเจียงไคเช็ค หัวหน้ารัฐบาลจีนคณะชาติ ซึ่งอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรและมีนครหลวงที่จุงกิง และทูตของอังกฤษกับอเมริกาในจุงกิงตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย แต่ดูเหมือนไม่ราบรื่นดังหวัง

-7 เมษายน โทรเลขถึงเสนีย์ว่าเขาถูกทางการจีนกักตัวไว้ 12 วันแล้วขอให้ช่วยติดต่อส่งเขาไปจุงกิงด่วน เสนีย์ตอบกลับมาในวันที่ 18 เดือนเดียวกันว่า"กำลงดำเนินการอยู่" ต่อมาเขาได้ส่งข้อความทางวิทยุเป็นรหัสว่า"จางและหลีได้มาถึงเมืองจีนแล้ว" ซึ่งฉลบชลัยย์และท่านผู้หญิงพูนสุขได้ยินข้อความทางวิทยุก็ทราบว่าจำกัด และไพศาลไปถึงจีนแล้ว

-21 เมษายน เดินทางไปจุงกิง โดยนายทหารอังกฤษให้ยืมเงิน9,300ปอนด์ เมื่อเดินทางไปถึงฝ่ายจีนแจ้งว่าอังกฤษกับอเมริกามอบหมายให้จีนจัดการเรื่องทุกอย่างในย่านเอเชีย จำกัดจึงขอเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คเพื่อปฏิบัติตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายมา แต่ถูกหน่วงรั้งไว้ และห้ามไม่ให้ติดต่อกับอเมริกาและอังกฤษด้วย

จีนทำเช่นนั้นได้กระทบแผนซึ่งเสรีไทยวางไว้ว่าเมื่อมาถึงจีน1เดือนแล้วให้ติดต่ออังกฤษส่งเครื่องบินมารับบุคคลสำคัญของรัฐบาลพลัดถิ่นเสรีไทยที่หัวหินเดินทางไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในต่างประเทศ

-1 พฤษภาคม ได้รับแจ้งโทรเลขจากเสนีย์ให้ติดต่อกับจีนและอเมริกา ห้ามติดต่อกับอังกฤษ วันต่อมาเขาออกไปกินข้าวกับเจ้าหน้าที่อารักขาชาวจีนแล้วปวดท้องอย่างมาก(เรื่องนี้ทำให้มีข้อสงสัยในเวลาต่อมาว่าจำกัดอาจถูกวางยาพิษ)ทั้งนี้เพราะฝ่ายสัมพันธมิตรคืออเมริกากับอังกฤษก็ขัดแย้งกันเอง รวมทั้งทูตไทยในอเมริกาที่มีเสนีย์เป็นหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา ก็ไม่ถูกกันกับหัวหน้าฝ่ายทหารเสรีไทยสายอเมริกาคือพ.ท.หม่อมหลวงขาบ กุญชร โดยเมื่อขาบเดินทางมาประสานงานกับจำกัด เสนีย์บอกฝ่ายจีนว่าขาบไม่ใช่ตัวแทนที่ถูกต้องของเขา

-ปลายเดือนพฤษภาคม จีนปฏิบัติต่อจำกัดเลวร้ายลง นอกจากถูกกักบริเวณเสมือนเชลยแล้ว ก็ย้ายลงไปอยู่ห้องชั้นใต้ดิน จำกัดอาหาร อาการป่วยหนักขึ้นจนข่ายเป็นเลือด และเริ่มรู้สึกหมดหวัง ขณะที่อังกฤษมีหนังสือถึงจีนว่าไม่สนับสนุนแผนการของเสรีไทยที่จำกัดเดินทางมาประสานงาน จำกัดบันทึกลงในไดอารี่ว่า องกฤษทำให้ภารกิจของเขาล้มเหลว เพราะสนใจเฉพาะกิจการสงครามในยุโรป เขารู้สึกกำลังตกอยู่ในห้วงลึกแห่งความมืดมนที่สุดของความเศร้าสลด และรู้ดีว่าคงจะพบจุดจบแห่งชีวิตในเวลาไม่นานนัก ขณะที่อาการเจ็บป่วยทรุดลง น้ำหนักลดลงราว 7 ก.ก.

-28 มิถุนายน สถานการณ์พลิกมาเป็นผลดี เขาได้รับอนุญาตเข้าพบจอมพลเจียงไคเช็คในสภาพผู้ป่วยหนัก เจียงไคเช็ครับทราบว่ามีขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และถือว่าสัญญาการร่วมมือกันทำสงครามของไทยกับญี่ปุ่นเป็นโมฆะ แต่การตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นของไทยต้องรอฟังเสนีย์ที่กำลังส่งคนมาจีนก่อน ซึ่งจำกัดบอกว่าหากเช่นนั้นเขาก็จะรีบไปพบเสนีย์ที่อเมริกา แต่จีนไม่เห็นชอบเรื่องนี้

-สิงหาคม 2486 ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์ สวัดิวัตน (ท่านชิ้น)เสรีไทยสายอังกฤษมาพบจำกัด และได้ประสานงานเรื่องให้เสรีไทยในประเทศเตรียมมารับร.ต.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (เข้ม เย็นยิ่ง)ที่จะไปขึ้นบกที่พังงา แต่ปฏิบัติการล้มเหลว เพราะกว่าสารจากจีนจะไปถึงไทยก็เลยเวลานัดหมายแล้ว ทำให้คณะของป๋วยต้องเปลี่ยนภารกิจมาเป็นกระโดดร่มลงที่ชัยนาทในเดือนมีนาคม 2487 และถูกจับได้ เกือบถูกสังหาร ฐานเป็นจารชน แต่ในที่สุดเล็ดรอดมาพบกับ"รูธ"บรรลุภารกิจกอบกู้ชาติในที่สุด

-2 สิงหาคม จอมพลเจียงยอมให้จำกัดเดินทางไปเมริกา เพียงแต่รอเครื่องบิน

-ต้นเดือนกันยายน 2486 ปรีดีส่งคณะของสงวน ตุลารักษ์ 1 ในผู้ก่อการ 24 มิถุนายน 2475 (พี่ชายของกระจ่าง ตุลารักษ์ ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อ 24 มิถุนายน 2552)เป็นคณะที่สองเดินทางมาจีนเพราะเห็นจำกัดเงียบหายขาดการติดต่อ

-7 ตุลาคม 2486 ระหว่างรอเดินทางไปอเมริกาเพื่อพบกับเสนีย์เพื่อบรรลุภารกิจ จำกัดถึงแก่กรรม แพทย์จีนสันนิษฐานว่าเป็นมะเร็งลำไส้ เขาเปล่งปัจฉิมวาจาว่า"เพื่อชาติ--เพื่อhumanity--"และจากไปอย่างสงบ

สงวนจัดฌาปณกิจศพให้เขาที่วัดเล็กๆแห่งหนึ่งในจุงกิง และนำอัฐิพร้อมไดอารีของจำกัดติดตัวไปที่วอชิงตันเพื่อกบกับเสนีย์แทนจำกัด และนำมอบให้ปรีดีเมื่อสิ้นสุดสงคราม

-สิ้นสุดสงคราม 16 สิงหาคม 2488-ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการ และหัวหน้าขวนการเสรีไทยประกาศสันติภาพ หลังญี่ปุ่นยอมแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และไทยไม่ต้องตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม และไม่ถูกมหาอำนาจผู้ชนะแบ่งแยกเป็นไทยเหนือ-ไทยใต้

หลังสิ้นสุดสงครามเกือบ 2 ปีหลังการเสียสละชีพของจำกัด ฉลบชลัยย์เพิ่งทราบข่าวสามีเสียชีวิตเมื่อสิ้นสุดสงครามลง ก่อนหน้านั้นทุกอย่างเป็นความลับ และจำกัดได้รับพระราชทานยศพันตรี

อัฐิของจำกัดได้รับประดิษฐานอยู่ชั้นบนตึกโดม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง

-17 กันยายน 2488 เสนีย์เดินทางกลับไทยรับตำแหน่งนายกฯ


เขาเขียนบันทึกถึงจำกัดว่า
"..เพราะจำกัดตาย ข้าพเจ้าจึงเห็นแล้วว่า ยังมีเกียรติสูงสุดอันพึ่งใฝ่สูงกว่าเกียรติของการเป็นนายกรัฐมนตรี ใหญ่ยิ่งกว่าเกียรติของกษัตริย์ เกียรติอันนั้นคือ เกียรติของผู้ตายเพื่อชาติ วงศ์กษัตริย์มีวันล้ม ตำแหน่งรัฐมนตรีมีวันเปลี่ยนมือ แต่เกียรติของผู้ตายอย่างจำกัดนี้ ไม่มีใครแย่งไปจากเขาได้..เมล็ดฟืชอันใดที่จำกัดหว่านลงไว้แล้วด้วยดี เพื่อเอกราชของชาติ เราจะเก็บเกี่ยวรวงผลเอาไว้ประดับเกียรติของเขาต่อไป.."


-ค่ำวันที่ 25 กันยายน 2488 ปรีดี พนมยงค์ "รูธ"หัวหน้าขบวนการเสรีไทย กล่าวปราศรัยก่อนสลายขบวนการเสรีไทยตอนหนึ่งว่า

"ขอให้ท่านได้สำนึกถึงวีรกรรมของเพื่อนร่วมตาย ซึ่งต้องเสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้คือนายจำกัด พลางกูร ,นายการะเวก ศรีวิจารณ์ และนายสมพงศ์ ศัลยพงศ์ ชีวิตเขาสิ้นไปเพื่อได้มาซึ่งเอกราช และความคงอยู่ของชาติไทย ซึ่งชาวไทยไม่ควรลืม"


ปัจจุบัน-อัฐิของจำกัดบรรจุไว้ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ..ฉลบชลัยย์ ภรรยาหม้ายวัย 93 ปี ยังคงมีสุขภาพที่แข็งแรง และยึดมั่นอุดมคติ เพื่อชาติ และเพื่อมนุษยชาติ อย่างแน่วแน่มั่นคง

0000000000000


อาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม 2552-เชิญร่วมงานวันสันติภาพ-รำลึกวันสันติภาพ ไทยพ้นสถานะประเทศผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2

ปรีดี พนมยงค์ ผู้สำเร็จราชการและหัวหน้าขบวนการเสรีไทยขณะประกาศแถลงสันติภาพ

รำลึกถึงเหตุการณ์วันที่ 16 สิงหาคม 2488 นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการในขณะนั้น และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทยได้ออกประกาศสันติภาพ สาระสำคัญคือประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐฯ และอังกฤษของรัฐบาลจอมพลป.พิบูลสงคราม เป็นโมฆะไม่ผูกพันกับประชาชนชาวไทย ที่ได้ก่อตั้งขบวนการเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น และให้สถานะของประเทศกลับไปมีไมตรีอันดีกับ2ประเทศมหาอำนาจเหมือนก่อนประกาศสงคราม และพร้อมจะร่วมมือทุกวิถีทางกับสหประชาชาติในการสถาปนาเสถียรภาพในโลกนี้

ด้วยคำประกาศสันติภาพดังกล่าว ทำให้ไทยไม่ต้องผูกพันกับญี่ปุ่นและรอดพ้นการตกเป็นประเทศผู้แพ้สงคราม มีเอกราชโดยสมบูรณ์ สมควรที่ชาวไทยผู้รักชาติจะได้หวนรำลึกถึงบุญคุณของบรรพชนในคราวนั้น

สถาบันปรีดี พนมยงค์ และโครงการจัดงานครบรอบชาตกาล ๑๑๐ ปี รัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์ ขอเชิญร่วมงานรำลึก ๖๔ ปี วันสันติภาพไทย วันอาทิตย์ที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๕๒ ณ อาคารเสรีไทยอนุสรณ์ สวนเสรีไทย เขตบึงกุ่ม ถนนเสรีไทย ซอย ๕๓ กรุงเทพมหานคร

กำหนดการจัดงาน

เวลา ๘.๐๐ น. ลงทะเบียน / รับหนังสือที่ระลึก
เวลา ๘.๓๐ น. รับประทานอาหารว่าง
เวลา ๙.๐๐ น. พิธีเปิดงานรำลึก ๖๔ ปี วันสันติภาพไทย
เวลา ๙.๓๐ น. อุทัย สุจริตกุล บรรยายเรื่องเสรีไทยกับการประกาศ “วันสันติภาพไทย” ยืนไว้อาลัย
เวลา ๑๐.๐๐ น. พิธีทางศาสนา ๓ ศาสนา (อิสลาม คริสต์ พุทธ)
เวลา ๑๐.๓๐ น. ประกาศสดุดีเสรีไทย และประชาชนทั่วไปที่สนับสนุน และต่อสู้เพื่อ เอกราชและอธิปไตยของชาติ โดย ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
เวลา ๑๐.๔๕ น. เสวนาเรื่อง “ความเป็นมาและภารกิจของเสรีไทย โดย สมาคมเตรียมธรรมศาสตร์ - จุฬาอาสาศึก ปี ๒๔๘๘ และ ขบวนการเสรีไทย” วิทยากร พล ต.ดร.สวัสดิ์ ศรลัมภ์ สุวรรณ ดาราวงษ์ ร.ต.ปราโมทย์ สูตะบุตร ปิยะ จักกะพาก
เวลา ๑๑.๔๕ น. รับประทานอาหารกลางวัน

ภาคบ่าย กิจกรรมเยาวชน เพื่อการเรียนรู้เสรีไทย

สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. ๐๒-๓๗๔-๖๗๐๐ (ในเวลาราชการ) โทร. ๐๒-๓๘๑-๓๘๖๐-๑

พลเมืองเน็ตร่วมชาวบ้าน อ.งาว ประนาม พญ.ปฎิเสธรักษาคนเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News

โดยทีมงาน ไทยอีนิวส์

แหล่งข่าว เนชั่นทันข่าว เวปบอร์ดประชาไท

15 สค. 2552 18:13 น.ชาวบ้านใน 3 ตำบลของ อ.งาว จ.ลำปาง ได้แก่ ต.บ้านแหง หลวงเหนือ และปงเตา และกลุ่มคนเสื้อแดงจาก อ.งาว ที่ได้สวมเสื้อสีแดงกว่า 200 คน พามาชุมนุมประท้วงกันที่หน้าโรงพยาบาลอำเภองาว จังหวัดลำปาง โดยได้ชุมนุมปิดประตูทางเข้าโรงพยาบาล พร้อมตั้งเครื่องขยายเสียง และมีการพูดเพื่อขับไล่ แพทย์หญิงเบญจวรรณ ไม้งาม แพทย์ประจำห้องตรวจโรคทั่วไปโรงพยาบาลอำเภองาว

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา นางสศิรส ผาสมุทร อายุ 33 ปี อสม.ประจำหมู่บ้าน ได้พานาง ยอด ศรีนวล ผู้เป็นแม่ เข้ามารับการตรวจรักษาร่างกาย เนื่องจากป่วยเป็นโรคเก๊าปวดที่ขาทั้ง 2 ข้าง แต่หลังจากยื่นบัตร ปรากฏว่าในขณะที่นางสศิรส เข็นรถที่ผู้เป็นแม่นั่งเข้าห้องตรวจ ปรากฏว่า แพทย์หญิง เบญจวรรณ ได้เห็นนางสศิรส สวมใส่เสื้อแดง จึงชี้หน้า พูดออกมาอย่างเสียงดังว่า ทำไม่ นางสศิรส ถึงใส่เสื้อสีแดงมา ซึ่งตนไม่ชอบกลุ่มคนเสื้อแดง โดยเฉพาะ พ.ต.ท. ทักษิน ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวาย

จากนั้นแพทย์หญิงคนดังกล่าว ได้เขียนข้อความลงใบปะหน้าใบรับการตรวจรักษาว่า ขอให้ส่งผู้ป่วยรายนี้ไปพบแพทย์ท่านอื่น เนื่องจากทำใจตรวจคนใส่เสื้อสีแดงไม่ได้ หลังจากนั้นหลังได้รับใบส่งตัว นางสศิรส จึงพาแม่กลับบ้าน ก่อนจะปรึกษาหารือ กับญาติพี่น้อง ว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องที่เกิเดขึ้น จึงพากันมารวมตัวขับไล่แพทย์หญิงเบญจวรรณ

นาย สมเจตต์ เปลื้องนุช นายอำเภองาว และนายแพทย์ ธนวัฒน์ วงศ์ชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้เข้ามาพบปะกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อรับทราบเหตุผลของการชุมนุม โดยเบื้องต้นทางกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ย้ายแพทย์หญิงออกนอกพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีหน้าที่รักษาคนไข้ และทำไมต้องแสดงความแบ่งแยก และให้ออกมาแสดงความรับผิดชอบ และชี้แจงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ด้านนายแพทย์ ธนวัฒน์ วงศ์ชัยอุดมโชค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภองาวจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ได้มีการพูดคุย และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ในส่วนของแพทย์หญิงเบญจวรรณ ได้แสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยินดีแก้ไขข้อบกพร่อง ซึ่งหากผิดจริงก็จะถูกสอบสวนและลงโทษทางวินัยและ ทางโรงพยาบาล ไม่ได้มีการแบ่งแยกคนไข้ คนไข้ก็คือคนไข้ที่ต้องได้รับการรักษาคนไข้ก็ต้องทำตามหน้าที่

ขณะนี้ได้รายงานให้ทาวงจังหงัดและผู้ใหญ่ทราเรื่องแล้วและกำลังมีการดำเนิน การอยู่ โดยทางราชการกำลังดำเนินการตรวจสอบตามระบบขอทางราชการ และจะไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบเพราะว่าเป็นบุคลากรของทางราชการ เบื้องต้นจากการสอบสวนของกรรมการตรวจสอบทราบว่า แพทย์หญิงเบญวรรณ นั้นอาอยุยังน้อย ตกใจ และเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่อยากเหตุนี้เกิดขึ้น ที่ผ่านมาแพทย์หญิงเบญวรรณ ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการรักษาคนไข้ ซึ่งทางนายอำเภองาว และผู้อำนวยการโรงพยาบาลงาว ได้เชิญตัวแทนของผู้ชุมนุมเข้าหารือถึงข้อสรุปในเรื่องนี้แล้ว หลังจากรับปากว่าจะย้ายแพทย์หญิงคนดังกล่าวออกจากพื้นที่ภายใน 3 วัน เพื่อยุติปัญหา ก่อนจะเจรจากันภายในห้องประชุมของโรงพยาบาลงาว เพื่อหาข้อสรุปอีกครั้ง เนชั่นทันข่าว

เวลา 12:50:02 ผู้ใช้นาม เวลาและวารี โพสต์ ในเวปบอร์ดห้องราชดำเนิน เวปไซต์พันทิพ โดยนำเสนอภาพเหตุการณ์การประท้วงของประชาชน ดังรายละเอียดในกระทู้ ขับไล่หมอ ทำใจไม่ได้ตรวจคนเสื้อแดง ลำปาง โดยมีพลเมืองเน็ตร่วมประนามจำนวนมาก

เวลา 16:52:49 ผู้ใช้นาม maysahaway โพสต์รายละเอียดในเวปบอร์ดประชาไท โดยอ้าง อิงกระทู้ในห้องราชดำเนิน และโพสต์ภาพถ่ายของแพทย์หญิงเบญจวรรณหลายรูป โดยมีพลเมืองเน็ตตั้งข้อสังเกตและรุมประนามเป็นจำนวนมาก โดยตั้งกระทู้ชื่อ ขับไล่หมอ ทำใจไม่ได้ตรวจคนเสื้อแดง ลำปาง

เวลา 19:56:27 ผู้ใช้นาม VCHA ได้โพสต์รูป พญ.เบญจวรรณ ไม้รอด ในเวปบอร์ดประชาไท พร้อมบรรยายพฤติกรรมที่ไร้จรรยาบรรณดังกล่าว ในขณะที่พลเมืองเน็ตคนอื่นๆ รุมประนามอย่างรุนแรง ในกระทู้ ดูรูปกันชัดๆ!! พญ.เบญจวรรณ ไม้รอด ไม่รับรักษาเสื้อแดง เพราะเกลียดทักษิน

ผู้ใช้นาม Worstion ในกระทู้ดังกล่าวได้คัดคำสอนของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย ดังนี้

เอามาให้อ่าน

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก
พระบิดาแห่งการแพทย์ไทย และพระบิดาแห่งการสังคมสงเคราะห์ได้สั่งสอนนักเรียนแพทย์ให้ยึดมั่นในอุดมคติ ดังนี้


"ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัวเป็นกิจที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง"


พรหมวิหาร ธรรมเป็นธรรมอันประเสริฐ เป็นธรรมเครื่องอยู่ของพรหม สำหรับผู้เป็นแพทย์ ทำให้แพทย์ผู้ปฏิบัติพรหมวิหารธรรมเสมอด้วย พรหม มี 4 ประการ คือ


1).เมตตา ความรักใคร่ ปราถนาดีอยากให้ผู้ป่วยมีความสุขมีจิตอันแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่ผู้ป่วยเสมอ


2).กรุณา ความสงสารใฝ่ใจอันปลดเปลื้องบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้ป่วยที่กำลังได้รับอยู่ (Altruism)


3).มุทิตา มีความยินดีเมื่อผู้ป่วยอยู่ดีมีสุข


4).อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง มีจิตเรียบตรงดุจตราชั่ง ไม่เอนเอียงด้วยรักและชัง

Gag Lasvegas:มันจบ(อีก)แล้วครับนาย

ที่มา Thai E-News

รายงานพิเศษ: 'หว้ากอ' ผ่าแท่งประหยัดน้ำมัน เจอแค่วงจรไฟ LED - ผู้จำหน่ายขู่ฟ้อง

ที่มา Thai E-News



หลอกกันเป็นทอดๆ-น้ำมันที่แพงบ้าเลือดขึ้นทุกวัน เพราะรัฐบาลปชป.ลืมคำมั่นที่ให้สัญญา99วันทำได้จะทำให้ราคาน้ำมันถูกลง ทำให้ผู้ใช้รถใช้น้ำมันหาที่พึ่งสารพัด รวมทั้งตกเป็นเหยื่อการโฆษณาขายสินค้าช่วยประหยัดน้ำมัน โดยบางรายใช้กลวิธีให้นักวิชาการจากสถาบันการศึกษารับรอง ล่าสุดผู้เล่นอินเตอร์เน็ตในห้องหว้ากอ บอร์ดพันทิปลงทุนผ่าพิสูจน์และตั้งข้อสงสัยว่า อาจเข้าข่ายหลอกลวงผู้บริโภค

เรียบเรียงโดย กานต์ ทัศนภักดิ์
ที่มา บอร์ดหว้ากอ พันทิป
15 สิงหาคม 2552


ผลจากการผ่าพิสูจน์พบว่า นอกจากภายในอุปกรณ์ดังกล่าว จะไม่มีสิ่งที่บ่งชี้ว่าสามารถทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ เกิดการต้านแรงดึงดูดของโลก รวมทั้งสร้างโพรงอากาศตามที่ทางเจ้าของสินค้ากล่าวอ้างแล้ว ยังไม่พบแผงไอซี หรือวงจรซับซ้อนใดๆ มีเพียงสายไฟ 4 เส้น หลอดไฟ สปริง และอุปกรณ์เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยอุปกรณ์และวงจรดังกล่าว เพียงทำหน้าที่รับและแปลงกระแสไฟฟ้าจากช่องจุดบุหรี่ไปยังหลอดไฟ LED ให้เกิดแสงสว่างเท่านั้น





เมื่อเวลา 02.32 น. ของวันที่ 12 ส.ค. 52 สมาชิกนามแฝง 'ปลากวน' ได้ตั้งกระทู้ 'ผลการผ่าพิสูจน์ 'NP Faster'' ขึ้นที่กระดานข่าว pantip โต๊ะหว้ากอ ห้องวิศวกรรมและเทคโนโลยี เปิดเผยข้อมูลและภาพถ่ายจากการผ่าพิสูจน์ 'NP Faster' อุปกรณ์ที่ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอ้างว่าช่วยให้รถประหยัดน้ำมันได้ 10-30% ใช้งานด้วยการเสียบเข้ากับช่องจุดบุหรี่ในรถยนต์ โดยอ้างการรับรองผลิตภัณฑ์และการทดสอบจาก 2 มหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งราคาจำหน่ายอันละ 1,500-2,500 บาท


แต่เมื่อเปิดดูภายในกลับพบเพียงวงจรต่อไฟ LED ราคาไม่ถึงร้อยบาท จึงเร่งกระจายข่าวเตือนผู้บริโภค พร้อมส่งอีเมลร้องเรียนสคบ. และล่าสุดเปิดกระทู้แนะแนวเจ้าทุกข์เข้าแจ้งความฐานหลอกลวงแล้ว ส่วนเจ้าของสินค้ายังยืนยันตั้งแต่จำหน่ายมาไม่มีปัญหากับลูกค้า เมื่อซื้อไปแล้วไม่มีสักรายเดียวที่นำมาคืน ส่วนการข้อสงสัยและโจมตีสินค้าของตนนั้น จะได้ปรึกษาผู้ใหญ่รวมทั้งอาจารย์ที่ให้การรับรองว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ทั้งนี้ ในวันที่ 12 ส.ค. 52 ได้มีผู้อ้างตัวเป็นบริษัทจำหน่ายโพสต์ข้อความในกระทู้ 'ผลการผ่าพิสูจน์ 'NP Faster'' ท้าให้ทดสอบใช้งาน พร้อมระบุหากได้ผล ผู้ที่ผ่าพิสูจน์และโพสต์วิจารณ์รวม 55 คน ต้องรับผิดชอบแพ่งและอาญา ขณะที่ผู้อ่านกระทู้ส่วนหนึ่งกล่าวว่า หากทางฝ่ายเจ้าของสินค้าหรือผู้รับรองสามารถอธิบายและตอบคำถามเกี่ยวกับการทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าวได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็ยินดีที่จะรับฟัง

ข้องใจหลักการ - เจ้าของท้าทดสอบ เหตุ 'หว้ากอ' ระดมทุนซื้อผ่า

สำหรับที่มาของการผ่าพิสูจน์ดังกล่าว มีเหตุมาจากในช่วงกลางเดือนก.ค. - ต้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมา ในโต๊ะหว้ากอของกระดานข่าว pantip ได้มีผู้ตั้งกระทู้และโพสต์วิพากษ์วิจารณ์อุปกรณ์ประหยัดน้ำมันชนิดเสียบกับช่องจุดบุหรี่หลายยี่ห้อ ที่โฆษณาและจำหน่ายทางอินเตอร์เนตอยู่ในขณะนี้ อย่างหนาตา โดยสมาชิกหลายคนระบุว่าตามหลักการแล้วไม่น่าทำได้จริง ก่อนที่จะมีผู้อ้างตนเป็นเจ้าของสินค้ารายหนึ่งเข้ามาตอบโต้ และท้าให้มีการพิสูจน์ด้วยการใช้งานจริงบนถนน แต่ห้ามผ่าดูวงจรภายใน โดยอ้างกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา จนทำให้เกิดการระดมทุนซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวมาผ่าพิสูจน์

เหลือเชื่อ ก่อสนามแม่เหล็กหักล้างแรงดึงดูดโลก ทำได้จริงไม่พ้นโนเบล

การตั้งข้อสงสัยส่วนใหญ่มุ่งไปที่หลักการทำงานของอุปกรณ์ ที่ผู้ผลิตสินค้าภายใต้ชื่อยี่ห้อ NP Faster ระบุว่า สามารถทำให้เกิดสนามแม่เหล็ก ซึ่งจะส่งพลังไปหักล้างกับแรงดึงดูดของโลก ส่งผลให้รถเบากว่าปกติ และยังทำให้เกิด "โพรงอากาศ" ด้านหน้ารถ ทำให้แรงลมต้านลดลง ซึ่งจะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานน้อยลง เมื่อบวกกับการที่รถเบาลงดังกล่าว ก็จะส่งผลให้อัตราการสิ้นเปลืองลดลง และสามารถประหยัดน้ำมันได้ประมาณ 10 - 30% นั้น ก็ยิ่งไม่น่าเป็นไปได้ โดยผู้โพสต์บางรายระบุด้วยว่า หากทำได้ตามหลักการดังกล่าวจริงย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา และผู้คิดค้นควรจะได้รับรางวัลโนเบล

อ้างอาจารย์ 2 ม.ทดสอบและรับรอง
นอกจากนี้ การวิพากษ์วิจารณ์ยังรวมไปถึงการทดสอบและออกใบรับรอง โดยผู้โพสต์วิจารณ์วิธีการทดสอบว่าไม่ได้มาตรฐาน ทั้งนี้ ข้อมูลในเวบไซต์ www.npfaster.com อ้างว่า ผลิตภัณฑ์ของตนได้รับการทดสอบและรับรองจาก 2 มหาวิทยาลัยในจ.เชียงใหม่ โดยมีการแสดงภาพถ่ายใบรับรองทั้งคุณภาพและการทดสอบไว้ในเวบไซต์ พร้อมด้วยตราของมหาวิทยาลัยทั้งสองแห่ง อีกทั้งยังมีคลิปการให้สัมภาษณ์ของผศ.ด้านวิศวกรรมผู้หนึ่ง จากมหาวิทยาลัยด้านเทคโนโลยีในจ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ลงนามรับรอง โดยในคลิปผศ.คนดังกล่าวได้กล่าวชมเชยผลิตภัณฑ์

'NP Faster.com' โผล่ตั้งกระทู้ท้าพิสูจน์ อ้างชื่อลูกค้า

เมื่อเวลา 01.06 น. ของวันที่ 1 ส.ค. 52 ได้มีผู้ใช้บัตรผ่านนามแฝง 'NPFASTER.COM' อ้างตัวเป็นเจ้าของสินค้ายี่ห้อ NP Faster ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่จ.เชียงใหม่ และเป็นเจ้าของเวบไซต์ www.npfaster.com เข้ามาตั้งกระทู้ 'NPFaster.com เชิญมาพิสูจน์ หาความจริง อุปกรณ์ประหยัดน้ำมัน' โต้ตอบกับผู้ที่ตั้งข้อสงสัย

โดยระบุว่า หากสินค้าของตนไม่มีคุณภาพ ก็คงไม่ได้รับการรับรองจาก 2 มหาวิทยาลัย ไม่มีคนซื้อไปเป็นจำนวนมาก และถูกผลิตเลียนแบบถึง 4 ยี่ห้อดังที่เป็นอยู่ โดยได้อ้างชื่อ ตำแหน่งทางวิชาการ และหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่ออกใบรับรอง อีกทั้งยังเปิดเผยชื่อ ตำแหน่ง และประวัติการศึกษาของลูกค้า 2 ราย ที่ยอมรับว่าอุปกรณ์ดังกล่าวใช้ได้ผลจริง นอกจากนี้ยังท้าให้มีการพิสูจน์ โดยให้ผู้ที่สงสัยเดินทางไปที่บริษัทในจ.เชียงใหม่ หรือโทรศัพท์เข้าไปเพื่อขอรับอุปกรณ์ไปทดสอบฟรีเป็นเวลา 7 วัน แต่ต่อมาได้ระบุว่าตนขอสงวนสิทธิ์ในการเลือกผู้ที่จะพิสูจน์ และขอเงินมัดจำสินค้า 1,500 บาท

แต่เมื่อถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับหลักการทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าว 'NPFASTER.COM' กลับไม่สามารถโต้แย้งได้ชัดเจน นอกจากอ้างข้อมูลที่อยู่บนเวบไซต์ของสินค้า ก่อนจะบอกว่า "NP Faster ไม่ต้องการจะโต้แย้งทางทฤษฏีกับทุกท่าน” และตนเป็นเพียง "ฝ่าย sale & marketing จึงไม่จำเป็นต้องไปเรียนกลศาสตร์"

วิ่งบนถนนเท่านั้น ห้ามผ่าดู งัดกม.ขู่

กระทู้ดังกล่าวร้อนแรงยิ่งขึ้น เมื่อมีผู้แสดงความสนใจขอรับอุปกรณ์ดังกล่าวไปทดสอบ และบางรายที่พักอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้โพสต์นัดหมายกันไปขอมาแกะดูวงจรภายใน แต่ 'NPFASTER.COM' ได้มาโพสต์กติกาเพิ่มอีกว่า ห้ามผ่าดูวงจรด้านใน โดยอ้างว่าที่ผ่านมามีผู้นำไปเปิดดูและผลิตลอกเลียนเป็นจำนวนมาก หรือหากจะทำก็ขอเป็นขั้นตอนสุดท้าย "หลังจากที่มีการพิสูจน์ ทดสอบ ทดลอง มีการรับรองผลที่น่าเชื่อถือได้" โดยระบุในกระทู้เดียวกันด้วยว่า ในเมื่อ NP Faster ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัย ดังนั้นผลการพิสูจน์โต้แย้งก็ควร "ได้รับการรับรองผลจากผู้ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่ามหาวิทยาลัย"

'NPFASTER.COM' ยังระบุด้วยว่า ผู้ที่เปิดดูวงจรภายในและนำมาเปิดเผยในที่สาธารณะ จะต้องรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น และถ้าหากไม่อยากถูกฟ้องร้องดำเนินคดีตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา ให้โทรศัพท์ไปคุยกับทนายความของตนก่อน

ข้องใจทำไมไม่ให้เปิด ลงขันซื้อผ่า

เมื่อเวลา 18.22 น. ของวันที่ 2 ส.ค. 52 สมาชิกนามแฝง 'ปลากวน' ได้เสนอให้ผู้ที่สนใจดูวงจรภายในอุปกรณ์ดังกล่าวรวบรวมเงินซื้อ โดยตนอาสาที่จะเป็นผู้ผ่า ถ่ายภาพ และวิเคราะห์วงจรให้ทุกคนดู ซึ่งได้รับความสนใจและตอบรับเป็นจำนวนมาก และต่อมาได้มีการไปตั้งกระทู้ใหม่เพื่อรวมรวมเงินโดยเฉพาะ

เจ้าของแล็บเสนอวัดค่าสนามแม่เหล็ก

เมื่อเวลา 14.27 น. ของวันที่ 8 ส.ค. 52 สมาชิกนามแฝง 'NaCl' ได้โพสต์ข้อความที่ 337 ในกระทู้เดียวกันนี้ ยื่นเสนอให้ใช้ห้องทดลอง (LAB) ที่บริษัทและที่บ้านของตนซึ่งมีเครื่องมือพร้อม ดำเนินการทดสอบตรวจวัดค่าสนามแม่เหล็ก โดยให้สัญญาว่าจะไม่เปิดดูวงจรภายใน

ส่วนการทดลองว่าทำให้อัตราเร่งของรถดีขึ้นหรือไม่นั้น 'NaCl' ระบุว่า ตนจะไม่ใช้ความรู้สึกวัด แต่จะทดลองกับอัตราเร่งรถจริงๆ โดยจะวัดน้ำหนักรถก่อนทดลอง ติดเซนเซอร์อัตราเร่งไว้ที่รถ ก่อนที่จะนำไปเร่งความเร็วจาก 0 - 100 กม./ชม. ซึ่งความเร่งจะถูกวัดเพื่อนำมาวิเคราะห์

สำหรับการทดสอบวิ่งทางราบนั้นจะไม่วิ่งบนถนน แต่จะวิ่งบนทางที่จัดไว้ เป็นวงกลมรัศมี 100 เมตร วนไปเรื่อยๆ ด้วยความเร็วคงที่ตลอด และรักษาอัตราเร่งให้คงที่ทุกครั้งของการทดลอง คือคนขับจะต้องเร่งให้เท่าเดิมทุกครั้ง โดยจะมีการมอนิเตอร์อัตราเร่งและนำกราฟมาเปรียบเทียบกับการทดลองครั้งต่อๆ ไป หากพบว่ามีการเร่งต่างกันมากเกิน 3% การทดลองครั้งนั้นต้องทำใหม่ทันที รวมทั้งจะมีการวัดความเร็วลมขณะทดลอง ซึ่งหากมีลมส่งท้ายหรือลมต้านต่างกันเกิน 3% การทดลองครั้งนั้นต้องทำใหม่ทันทีเช่นกัน

ทั้งนี้ 'NaCl' ระบุว่า หากอุปกรณ์ดังกล่าวผ่านการทดสอบเหล่านี้ทางตนยินดีโฆษณาให้ แต่ถ้าไม่ผ่าน ทางเจ้าของผลิตภัณฑ์ต้องจ่ายค่าเครื่องมือ อุปกรณ์ น้ำมัน และค่าเสื่อมราคารถ โดยทางตนยินดีจะจ่ายค่าอุปกรณ์ประหยัดน้ำมันที่นำมาใช้ แต่จะดำเนินการฟ้องสคบ.และศาล เพื่อดำเนินคดีต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในข้อหาหลอกลวง

ปัดแล็บ - สนใจผล 'ใช้งานจริง' เท่านั้น

หลังการเสนอของ 'NaCl' เกี่ยวกับการวัดค่าสนามแม่เหล็กและการวิ่งทดสอบโดยติดเซนเซอร์และควบคุมตัวแปรดังกล่าว ‘NPFASTER.COM’ ได้เข้ามาตอบว่า ยินดีให้ทดสอบ แต่ "เราไม่รับรองผลว่าจะเป็นอย่างไร เพราะเราไม่เคยทดสอบ สิ่งที่เรารับรองคือ ประหยัดน้ำมันจริง ด้วยการใช้งานจริง" และทางบริษัท "ยังไม่มีนโยบายที่จะจ่ายค่าเสียเวลาการทดสอบให้" ก่อนจะทิ้งท้ายว่าหากต้องการฟ้องร้องก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้

โดยในโพสต์เดียวกันนี้ 'NPFASTER.COM' ยังระบุด้วยว่า อุปกรณ์บางชิ้นของตนนำเข้าจากประเทศเยอรมนี

ตะลึง! ผ่าเจอวงจรไฟ LED

กรณีนี้ได้ทวีความร้อนแรงอีกครั้ง และแพร่กระจายไปยังเวบไซต์อื่นๆ อย่างรวดเร็ว หลังจากที่สมาชิกนามแฝง 'ปลากวน' ได้ตั้งกระทู้ 'ผลการผ่าพิสูจน์ NP Faster' ขึ้น เมื่อเวลา 02.32 น. ของวันที่ 12 ส.ค. 52 โดยผลจากการผ่าพิสูจน์พบว่า
นอกจากภายในอุปกรณ์ดังกล่าว จะไม่มีสิ่งที่บ่งชี้ว่าสามารถทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ เกิดการต้านแรงดึงดูดของโลก รวมทั้งสร้างโพรงอากาศตามที่ทางเจ้าของสินค้ากล่าวอ้างแล้ว ยังไม่พบแผงไอซี หรือวงจรซับซ้อนใดๆ มีเพียงสายไฟ 4 เส้น หลอดไฟ สปริง และอุปกรณ์เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้าขนาดเล็ก โดยอุปกรณ์และวงจรดังกล่าว เพียงทำหน้าที่รับและแปลงกระแสไฟฟ้าจากช่องจุดบุหรี่ไปยังหลอดไฟ LED ให้เกิดแสงสว่างเท่านั้น


กระทู้ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก โดยในวันแรกได้มีผู้แสดงความเห็นถึง 333 โพสต์ และกลายเป็น 678 โพสต์ในวันต่อมา ส่วนใหญ่เป็นการโพสต์แสดงความไม่พอใจและต่อว่าเจ้าของสินค้า ว่าเจตนาหลอกลวง นำสิ่งที่มีไม่มีประโยชน์และต้นทุนไม่ถึงหนึ่งร้อยบาทมาขายให้แก่ผู้บริโภคในราคาแพง

กระจายข่าวเตือน ตามหาเจ้าทุกข์ แนะวิธีแจ้งความ

ควบคู่ไปกับการต่อว่าและวิพากษ์วิจารณ์ สมาชิกส่วนหนึ่งได้เสนอให้แจ้งข้อมูลการผ่าพิสูจน์นี้ไปยังผู้ที่ซื้อสินค้าดังกล่าวไปใช้ เพื่อให้ดำเนินการเข้าแจ้งความ พร้อมทั้งเรียกร้องให้ช่วยกันกระจายข่าวออกไปเพื่อเตือนผู้บริโภค

โดยสมาชิกนามแฝง 'สายลับ>>>มีด' ได้จัดพิมพ์ชื่อและที่อยู่ลูกค้าซึ่งแสดงอยู่ใน www.npfaster.com เพื่อส่งข้อมูลการผ่าพิสูจน์ให้ทางไปรษณีย์ แม้จะไม่สามารถส่งให้ได้ทั่วถึง เพราะสินค้าดังกล่าวได้จำหน่ายแบบขายตรงรวมทั้งมีตัวแทนจำหน่ายอยู่ในเวบไซต์อื่นๆ ที่ไม่ได้เปิดเผยรายชื่อลูกค้าด้วย

ด้านสมาชิกนามแฝง 'asiam' ซึ่งระบุว่ายินดีให้ความช่วยเหลือและแนะนำแนวทางการร้องเรียนและแจ้งความดำเนินคดี ได้เปิดกระทู้ 'แนวทางการแจ้งความ และร้องเรียน สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้า NP Faster ไปแล้วครับ' ขึ้น เพื่อให้ข้อมูลด้านกฎหมาย รวมถึงวิธีการแจ้งความและร้องเรียน โดยผู้ที่ซื้อสินค้าดังกล่าวไปและต้องการดำเนินคดีกับผู้ผลิต-จำหน่าย สามารถโพสต์ขอคำแนะนำ หรือส่งอีเมลถึง 'asiam' ได้ที่ pradoo2362@hotmail.com

ท้าทดสอบอีก แถมขู่ฟ้อง 55 คน

ต่อมาเมื่อเวลา 23.46 น. ของวันที่ 12 ส.ค. 52 ที่กระทู้ 'ผลการผ่าพิสูจน์ฯ' ได้มีผู้ใช้บัตรผ่านนามแฝง 'Mr.BIO' ซึ่งอ้างว่า โพสต์ในนามของบริษัท ไบโอติก รีซอร์สเซส จำกัด ทะเบียนเลขที่ 0575552000370 ผู้จำหน่าย NP Faster เข้ามาโพสต์ประกาศถึงผู้ใช้โต๊ะหว้ากอ โดยระบุนามแฝงจำนวน 55 คน ซึ่งรวมถึง 'ปลากวน' ผู้ผ่าพิสูจน์อุปกรณ์

ประกาศดังกล่าวระบุว่า ทาง บริษัท ไบโอติก รีซอร์สเซส จำกัด ขอเสนอแนวทาง "เพื่อยุติทุกประเด็น" โดยการจัดหาสนามทดสอบประสิทธิภาพอุปกรณ์ดังกล่าว และจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ ผู้เกี่ยวข้อง ผู้สื่อข่าวสื่อสารมวลชน รวมทั้งทุกคนที่ต้องการทราบผลลัพธ์ของการทดสอบ โดยให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมชมส่งชื่อที่อยู่ไปที่ bioticresources@hotmail.com เพื่อให้ทางบริษัทส่งหนังสือเชิญเป็นลายลักษณ์อักษร

'Mr.BIO' ระบุด้วยว่า "ผลลัพธ์จะชี้ผลไปทางใดก็ตาม ต้องมีผู้รับผิดต่อการกระทำนั้นๆอย่างแน่นอน" ซึ่งหากผลออกมาว่า NP Faster สามารถช่วยประหยัดเชื้อเพลิงได้จริง เจ้าของนามแฝงทั้งหมดที่ตนระบุมาจะต้องร่วมกันรับผิดชอบทั้งในคดีอาญาและคดีแพ่ง เนื่องจากกล่าวหา ละเมิดสิทธิ์บุคคลอื่นทำให้เกิดความเสียหายต่อสาธารณชน ซึ่งหลังจากประกาศดังกล่าว บรรดาเจ้าของนามแฝงที่ถูกระบุได้ทยอยกันเข้ามาตอบรับว่า พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย

เสียงแตก - จำเป็นต้องทดสอบ?

สำหรับประเด็นที่ 'Mr.BIO' เสนอให้มีการทดสอบนั้น ได้มีผู้แสดงความเห็นออกเป็น 2 ทางใหญ่ๆ คือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าในเมื่อชัดเจนแล้วว่าอุปกรณ์ภายในเป็นเพียงวงจรง่ายๆ ที่ไม่มีทางก่อผลตามที่โฆษณาไว้ ก็ไม่ควรจะเสียเวลาและทรัพยากรไปทดสอบ อีกทั้งยังไม่เชื่อถือการจัดทดสอบของบริษัทว่าจะรัดกุมและได้มาตรฐานหรือไม่ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า แม้จะชัดเจนแล้วว่าวงจรนั้นไม่มีทางก่อผลตามที่โฆษณาได้ แต่ก็เบื่อหน่ายการอ้างไม่รู้จบของเจ้าของสินค้าและผู้จำหน่าย ที่ว่าเป็นการกล่าวหาโดยไม่มีการทดสอบ จึงรับคำท้าเพื่อให้เรื่องยุติโดยเร็วและได้ตัวผู้รับผิดชอบ โดยมีข้อแม้ให้การทดสอบทำอย่างมีมาตรฐาน และเปิดเผย

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้โพสต์เปิดเผยว่าได้แจ้งชื่อที่อยู่ไปทางอีเมลดังกล่าวแล้ว แต่ส่วนใหญ่ของผู้ที่รับคำท้าทดสอบยืนยันว่า ทางบริษัทควรจะประกาศวันเวลาและสถานที่ทดสอบโดยเปิดเผยเพื่อให้ผู้สนใจเดินทางไปชม พร้อมทั้งได้วิจารณ์ถึงเจตนาในการขอชื่อที่อยู่ว่า อาจทำให้บางคนรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่มีส่วนร่วมโดยตรงต่อการผ่าพิสูจน์อุปกรณ์

ลิขสิทธิ์-สิทธิบัตรอลเวง จนท.ยันแค่ 'เลขคำขอ

อีกประเด็นหนึ่งของกรณีนี้ ที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากคือ การอ้างสิทธิบัตรของ NP Faster โดยในตอนแรก NP Faster ระบุในหน้าเวบไซต์ของตนว่า มีการจด 'ลิขสิทธิ์' แล้ว พร้อมทั้งแสดงเลขทะเบียนลิขสิทธิ์ดังกล่าว แต่หลังจากที่หลายคนได้โพสต์ทักท้วงในโต๊ะหว้ากอว่า ลิขสิทธิ์นั้นใช้กับผลงานประเภทวรรณกรรม งานศิลปะ หรือซอฟต์แวร์ สำหรับอุปกรณ์ในลักษณะนี้ต้องจดสิทธิบัตร ข้อมูลในเวบไซต์ของ NP Faster ก็ได้เปลี่ยนไปใช้คำว่าสิทธิบัตรแทน โดยตัวเลขทะเบียนยังคงเดิม คือ 0701002548

ภายหลังการผ่าพิสูจน์ สมาชิกนามแฝง 'Napoleonic' ได้โทรศัพท์ไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ (02-257-4717) เพื่อตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิบัตรเลขทะเบียน 0701002548 แต่ได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ว่า เลขดังกล่าวเป็นเพียง 'เลขคำขอ' เท่านั้น โดยเลขทะเบียนสิทธิบัตรจริงๆ จะมีเพียง 5-6 หลัก

ซึ่งหลังการโพสต์ข้อมูลดังกล่าวของ 'Napoleonic' ไม่นาน ได้มีสมาชิกเข้ามาโพสต์แจ้งว่า ที่หน้าเวบ http://www.npfaster.com ได้แก้ไขข้อมูลเป็น "จดสิทธิบัตรแล้ว ทะเบียนคำขอจดสิทธิบัตรเลขที่ 0701002548" (เน้นโดยผู้เรียบเรียง)

เกี่ยวกับประเด็นนี้ 'ปลากวน' ได้แสดงความเห็นไว้ก่อนหน้าการผ่าพิสูจน์ว่า แม้ในกรณีที่ผลงานผ่านการรับรองจนได้รับสิทธิบัตรจริงก็ตาม หากพิสูจน์ภายหลังได้ว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขขอจดไว้ เช่น หากเปิดดูภายในแล้วพบว่า เป็นเพียงวงจรธรรมดาที่ใครๆ ก็สามารถคิดได้ หรือเป็นวงจรที่มีจำหน่ายโดยทั่วไป ก็สามารถฟ้องยกเลิกสิทธิบัตรได้

เจ้าของสินค้ายันไม่เคยมีปัญหา ด้านผศ.ผู้รับรอง ยังติดต่อไม่ได้

เวบไซต์ไทยนิวส์ ซึ่งรายงานข่าวเกี่ยวกับกรณีนี้ระบุว่า ตามที่ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังเชา พงษ์สานต์คีรี เจ้าของสินค้า และเว็บไซต์ www.npfaster.com ได้รับการชี้แจงว่า ได้รับคำตอบว่า เปิดออนไลน์ขายสินค้ามากว่าปีแล้ว ที่ผ่านมาไม่มีปัญหากับลูกค้า เมื่อซื้อไปแล้วไม่มีสักรายเดียวที่นำมาคืน และหากคืนตามกำหนดเวลาก็จะคืนเงินให้ 100% โดยไม่มีเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม จากข้อสงสัยและบางรายก็โจมตีสินค้าของตนนั้น จะได้ปรึกษาผู้ใหญ่รวมทั้งอาจารย์ที่ให้การรับรองว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ด้านห้องหว้ากอ โดยสมาชิกนามแฝง 'plako-plako' ก็ได้พยายามติดต่อไปยังผศ.ที่เป็นผู้ลงนามรับรอง และให้สัมภาษณ์ในคลิปวิดีโอ แต่นักศึกษาฝึกงานที่รับสายบอกว่าผศ.คนดังกล่าวยังไม่เข้ามา จึงได้ฝากข้อความไว้ว่าอยากให้อาจารย์ได้มาชี้แจง โดยสมาชิกส่วนหนึ่งกล่าวว่า หากทางฝ่ายเจ้าของสินค้าหรือผู้รับรองสามารถอธิบายและตอบคำถามเกี่ยวกับการทำงานของอุปกรณ์ดังกล่าวได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็ยินดีที่จะรับฟัง

ส่งอีเมลแจ้งสคบ.แล้ว - ยังมีอีกหลายยี่ห้อ

เมื่อเวลา 21.41 น. ของวันที่ 13 ส.ค. 52 สมาชิกนามแฝง 'art_sarawut' ได้โพสต์ข้อความในกระทู้ 'ผลการผ่าพิสูจน์ฯ' แจ้งว่า ตนได้อีเมลแจ้งไปยังสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เกี่ยวกับกรณีนี้แล้ว โดยได้แนบข้อมูลการผ่าพิสูจน์พร้อมทั้งภาพถ่ายไปด้วย หากมีความคืบหน้าอย่างไรจะมาแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เฉพาะข้อมูลที่ค้นคว้าได้จากอินเตอร์เนต พบว่ามีสินค้าชนิดเดียวกันนี้อยู่หลายยี่ห้อ และหลายลักษณะ โดยบางยี่ห้อเมื่อเสียบกับช่องจุดบุหรี่แล้วสามารถใช้ชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือได้ แต่ผู้จำหน่ายระบุว่าเป็นอุปกรณ์ประหยัดน้ำมันและตั้งราคาตั้งแต่หนึ่งพันบาทขึ้นไป ซึ่งการแพร่หลายของสินค้าชนิดนี้น่าจะมาจากสถานการณ์น้ำมันแพง และสภาพเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ผู้ใช้รถและผู้บริโภคทั่วไปจึงควรเพิ่มความระมัดระวังในการตัดสินใจ

หากสงสัยว่าถูกหลอกลวงจากการโฆษณา สามารถร้องเรียนต่อฝ่ายรับเรื่องราวร้องทุกข์ กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านโฆษณา สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค หมายเลขโทรศัพท์ 02-143-0401(-04)

หมายเหตุ: ข้อมูลเพิ่มเติม (15 สิงหาคม 2552)


NP Faster ประกาศปิดการขายชั่วคราว

เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. ผู้ที่เข้าชม www.npfaster.com พบว่า ทางเวบไซต์ได้ขึ้นข้อความปิดการขายสินค้าชั่วคราว โดยระบุว่า หลังจากชี้แจงผ่านสื่อจะกลับมาเปิดการขายตามปกติ

"ประกาศจาก www.npfaster.com เนื่องจากมีประเด็นโต้แย้งกันว่า NP Faster ประหยัดน้ำมัน จริงหรือไม่ ? ตามลิ้งด้านล่างนี้
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8149904/X8149904.html http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8192655/X8192655.html
เพื่อให้ความเป็นธรรมต่อทั้งสองฝ่าย ขอให้ทุกท่าน อย่าเพิ่งด่วนสรุปผล เนื่องจากเป็นข้อมูลฝ่ายเดียว และยังไม่ได้มีการทดลองใช้งานจริง เราได้ประสานงานกับผู้ผลิต และผู้จำหน่ายอื่น ๆ แล้วว่า จะออกมาชี้แจงผ่านสื่อ ความคืบหน้าจะเป็นอย่างไร ทีมงานจะแจ้งให้ทุกท่านทราบภายหลัง

เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้บริโภค เราขอปิดการขายสินค้าชั่วคราว หลังจากมีการชี้แจงผ่านสื่อแล้ว เราจะเปิดขายตามปกติค่ะ"


'Mr.BIO' โผล่อีก ผู้ประดิษฐ์ต้องการอยู่อย่างสมถะ เวที 'หว้ากอ' ไม่เหมาะสม

เมื่อเวลา 1.09 น. ของวันที่ 15 ส.ค. 52 ผู้ใช้บัตรผ่านนามแฝง 'Mr.BIO' หมายเลขไอพี 116.58.231.242 ได้โพสต์ข้อความในกระทู้ 'ผลการผ่าพิสูจน์ฯ' อีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้ได้โพสต์ประกาศ โดยอ้างตัวว่ามาในนามของ บริษัท ไบโอติก รีซอร์สเซส จำกัด ทะเบียนเลขที่ 0575552000370 ผู้จำหน่ายสินค้า NP Faster ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่ จ.เชียงราย

โดยโพสต์ล่าสุดของ 'Mr.BIO' ระบุว่า ใช่ว่าผู้ประดิษฐ์ไม่ต้องการให้โลกได้รับรู้ เพียงแต่ประสงค์จะอยู่อย่างสมถะ พร้อมกับได้อ้างว่า นักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ก็ยอมรับว่าค้นคว้าพบโดยบังเอิญพบไม่ได้ตั้งใจ แต่สำเร็จในข้อค้นคว้า เพียงแต่เวลานี้ที่ห้องหว้ากอไม่ได้เป็นเวทีที่เหมาะสม ซึ่งตนได้จัดเตรียม "สถานที่ที่จะเป็นเวทีที่สง่าผ่าเผยสำหรับผู้ควรให้ เกียรติยศ และน่าจะเป็นบริบทสุดท้ายสำหรับพวกหมู่บางพวก" ซึ่งทำให้มีผู้เข้ามาโพสต์วิพากษ์วิจารณ์เป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการจากบริษัท ไบโอติก รีซอร์สเซส จำกัด ว่า 'Mr.BIO' เป็นตัวแทนของบริษัทจริงหรือไม่

คน 'หว้ากอ' หวั่นเรื่องเงียบ แนะ 'ปลากวน' แจ้งความรายแรก

เนื่องจากยังไม่มีกี่ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการจากเจ้าของสินค้า รวมทั้งกรณีนี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนทั่วไป สมาชิกโต๊ะหว้ากอจำนวนหนึ่งได้แสดงความวิตกว่าเรื่องนี้อาจจะเงียบหายไปโดนไม่มีผู้รับผิดชอบ ล่าสุด จึงได้ผู้แนะนำในกระทู้ 'แนวทางการแจ้งความฯ' ว่า สมาชิกนามแฝง 'ปลากวน' ซึ่งเป็นผู้ผ่าพิสูจน์ NP Faster ควรเข้าแจ้งความหรือร้องเรียน เพราะเป็นผู้หนึ่งที่ได้ซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวมาทดลองใช้และผ่าพิสูจน์แล้วพบว่าไม่เป็นจริงตามการโฆษณาของบริษัท โดยมีหลักฐานพร้อม


Link ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง:

- ประหยัดน้ำมัน, ท้าพิสูจน์ ! สุดยอดอุปกรณ์ ประหยัดน้ำมัน คลิกที่นี่
http://www.npfaster.com/

- แค่เสียบ XXXX เข้ากับที่จุดบุหรี่ รถคุณจะเบาลงเลยทีเดียว?http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8092843/X8092843.html
- NPFaster.com เชิญมาพิสูจน์ หาความจริง อุปกรณ์ประหยัดน้ำมัน
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8149904/X8149904.html

- ร่วมลงขันซื้อ NP Faster อุปกรณ์ประหยัดน้ำมัน เพื่อทดสอบทางวิทยาศาสตร์ http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8158766/X8158766.html ( Multiverse)

- ผลการผ่าพิสูจน์ NP Faster
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8192655/X8192655.html

- ผลการผ่าพิสูจน์ NP Faster (Part 2)
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8198077/X8198077.html

- แนวทางการแจ้งความ และร้องเรียน สำหรับผู้ที่ซื้อสินค้า NP Faster ไปแล้วครับ
http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8200049/X8200049.html

อำมาตย์ใหญ่ใกล้จนตรอก

ที่มา Thai E-News


โดย จักรภพ เพ็ญแข
ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร” หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 11

การรัฐประหารยังเป็นไปได้ในหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ว่าจะกระทำโดยอาวุธ โดยกฎหมาย โดยการขอ “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือโดยใช้นโยบายไทยฆ่าไทยเหมือนที่เคยใช้ก็ตาม นี่คือเวลาที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องฉลาดรอบคอบเป็นพิเศษ แกล้งโง่ไม่ได้เป็นอันขาด


นี่คือเดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๒ นะครับ ขอให้พวกเราชาวประชาธิปไตยโปรดตั้งสติและเตรียมตัวไว้ให้ดี อาจจะมีอะไรให้ดูชมในเดือนนี้ และอีกสองเดือนที่จะมาถึง

เพราะผู้บริหารระบอบอำมาตยาธิปไตยตระหนักแล้วว่า ฝ่ายประชาธิปไตยที่ตนทำลายล้างด้วยวิชามารต่างๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา กลับมีความมั่นคงแข็งแรงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จนอาจจะควบคุมไม่ได้

ไม่ว่าผลการเลือกตั้งซ่อมที่สกลนคร และศรีสะเกษ หรือสัญญาณชี้ความเสื่อมสลายของก๊กนายสุเทพ เทือกสุบรรณในพรรคประชาธิปัตย์จากผลการเลือกตั้งท้องถิ่นใน จ.สุราษฎร์ธานี ความไร้อนาคตโดยสิ้นเชิงของรัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ โดยเฉพาะการไล่ล่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มาเข้ากับดักของอำมาตย์ในประเทศไทย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ทำให้ถุงเงินฝ่ายอำมาตย์ยากจนลงด้วย

บวกกับความสุดโต่งของฝ่ายอำมาตย์ที่เริ่มแสดงอาการตระหนกตกใจจนทุกคนเห็น (overreaction) ไม่ว่าจะเป็นการสั่งยิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล และการหาเรื่องก่อสงครามกับกัมพูชา หรือแม้แต่การยัดข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพให้กับสื่อมวลชนต่างประเทศในเมืองไทยทั้งองค์กร FCCT

อำมาตย์ที่มีประสบการณ์สูงกว่าใครทั้งหมด เริ่มรู้แล้วว่าอาจจะควบคุมคนของตัวเองไม่ได้ ลูกน้องมันกลัวตาย มันก็บุกบั่นประจัญบานไปอย่างขาดความยั้งคิดและขาดสติ เหมือนสุนัขจนตรอก

หนักที่สุดคือการขยายตัวอย่างน่าตกใจของฝ่ายประชาธิปไตย แม้เสื้อแดงบางส่วนจะอยู่ระหว่างรวบรวมความกล้าหาญทางจริยธรรมและสู้ตรงๆ กับศัตรูตัวจริง ไม่ใช่กับ “เงา” ของเขา เราก็รู้ว่าคนที่เคยคิดก้ำกึ่ง ไม่รู้จะเชียร์ฝ่ายไหน ปัจจุบันไหลเข้าสู่ฝ่ายประชาธิปไตยมากขึ้น แม้แต่คนเสื้อเหลืองขณะนี้ก็กำลังรู้สึกสับสนในใจและได้เปลี่ยนใจมาอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยแล้วก็มาก มวลชนเสื้อเหลืองที่เพิ่งตาสว่างและน้ำตาตกใน ยังหลบเลียแผลใจอยู่ในถ้ำของตัวเองไม่กล้าออกมาแสดงตัวก็เยอะ

กลไกของศาลที่ใช้มากเกินไปจนคนเขารู้สึกและมองเห็น ก็เริ่มด้าน ผู้พิพากษาหลายคนเริ่มหลบเลี่ยง ไม่ยอมขึ้นพิจารณาพิพากษาคดีที่ฝ่ายอำมาตย์เล่นรังแกฝ่ายประชาธิปไตย ตำรวจและอัยการซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนศาล ก็เริ่มไม่ทำตามใบสั่ง หรือเริ่มออกลวดลายอ้างขั้นตอนต่างๆ ไม่น่าแปลกใจที่เขาสั่งย้าย พล.ต.อ.พัชรวาท วงศ์สุวรรณ เพื่อเอาตำรวจฝ่ายขวาขึ้นมาเร่งรัดคดีแทน

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตนายตำรวจประจำราชสำนัก ก็ให้รักษาการไป ส่วนคนที่เขาต้องการจริงๆ คือ พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ก็ให้คอยคิวไปอย่างอดทน

พูดถึง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ ก็อดทบทวนวีรกรรมของท่านไม่ได้ ในขณะที่คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีและเปิดทำเนียบรัฐบาลให้พี่น้องแท็กซี่เข้ามาร่วมระดมสมอง วางอนาคตของผู้ประกอบวิชาชีพแท็กซี่ครั้งประวัติศาสตร์นั้น คุณธานีในฐานะผู้บัญชาการตำรวจนครบาลสั่งให้ลูกน้องออกใบสั่งแท็กซี่เป็นจำนวนร้อยๆ คัน โทษฐานที่มาจอดรถเกะกะรอบทำเนียบรัฐบาล ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเขามาตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรี

ภาษาราชการอาจจะเรียกว่าความเคร่งครัด แต่นักเลงเขาเรียกการกระทำแบบนี้ว่ากวนตีน

เรื่องนี้อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองในขณะนั้นคือ น.ต.ศิธา ทิวารี น่าจะยังจำได้

เมื่อคุณธานีกวนตีนรัฐบาลประชาธิปไตยอย่างเปิดเผย โดยรู้อยู่ในใจว่าผู้ใหญ่เปี่ยมบารมีคอยคุ้มศีรษะอยู่ เขาก็กลายเป็นขวัญใจคนหนึ่งที่ฝ่ายอำมาตย์เลือกใช้ โดยเฉพาะในยามคับขัน เหมือนที่เคยใช้ พล.ต.อ.ชุมพล โลหะชาละ พล.ต.อ.เสริม จารุรัตน์ และอีกมากมายมาก่อน

ก่อนเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ สถานการณ์บ้านเมืองก็เป็นเช่นนี้ไม่มีผิด

รัฐบาลฝ่ายขวาที่มาจากการเลือกตั้ง กลายเป็นรัฐบาลพิการที่เขาใช้แค่เป็นหนังหน้าไฟยังไม่ไหว ในที่สุดเขาก็ต้องเอารัฐบาลของเขามาแทน ก่อนหน้านั้นก็ต้องให้ลูกน้องยึดอำนาจเสียอีกรอบหนึ่งก่อน เพื่อล้มกระดาน เหมือนเปลี่ยนรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (ประชาธิปัตย์) มาสู่รัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร (ภายหลังเป็นองคมนตรี) ก็ต้องให้ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยึดอำนาจในเวลา ๑๘.๐๐ น. ของวันที่ ๖ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เสียก่อน

แม้แต่ชื่อ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ในขณะนั้น ยังคล้ายกับชื่อเต็มของ คปค. ซึ่งเป็นชื่อแรกของคณะยึดอำนาจที่นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

เพราะทั้งหมดก็เป็นมายากลอย่างเก่า

งานนี้ต้องจัดการโยกย้ายทหารและตำรวจระดับคุมกำลังให้เป็นฝ่ายขวาจัด เตรียมเข้าบดขยี้ฝ่ายประชาธิปไตยให้เต็มที่

กลุ่มมวลชนฝ่ายขวาจัดอนุรักษ์นิยม อย่างนวพล กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน อภิรักษ์จักรี เป็นต้น ที่เคยใช้ในนโยบายไทยฆ่าไทยมาแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ใช้มวลชนจัดตั้งที่ใช้สีเหลืองและสีน้ำเงินเป็นสัญลักษณ์ หรือกลุ่มของคนอย่าง พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ทำหน้าที่แทน

คำถามคือฝ่ายประชาธิปไตยเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์ระหว่าง ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ จนถึง ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ซึ่งผมเองก็เล็กเกินไป ต้องอาศัยถามไถ่หาความรู้จากรุ่นพี่ๆ และเอกสารข้อมูลต่างๆ

คำตอบที่ได้รับคือ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องไม่เดินทะเล่อทะล่าไปให้เขาฆ่าเล่นตามอำเภอใจ ยิ่งรู้ว่าเมฆหมอกแห่ง ๖ ตุลาใกล้เข้ามาแล้วอย่างนี้ ยิ่งต้องระมัดระวัง

ผมไม่ทราบเหตุผลว่าการยื่นถวายฎีกาทำไมต้องเป็น ๑๗ สิงหาคม และเดิมทีก็ต้องยอมรับว่าไม่สนใจนัก เพราะจิตใจและอุดมการณ์ผ่านจุดนั้นไปนานแล้ว แต่เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่ดูจะขมวดเข้าสู่การปะทะระหว่างมวลชนฝ่ายประชาธิปไตย และมวลชนจัดตั้งของฝ่ายอำมาตย์แล้ว ก็ต้องติงกันด้วยความรักและห่วงใยว่า ระยะนี้ทำอะไรขอให้รวดเร็วและกระชับ อย่าเน้นการแห่แหน ไม่ควรทำตัวพะรุงพะรังเพื่อแสดงความสำคัญของใคร

ที่สำคัญ อย่าช่วยซื้อเวลาจนกระทั่งฝ่ายอำมาตย์เขาพร้อมปะทะ ยกเว้นเจตนาจะเคลื่อนไหวเพื่อช่วยให้ฝ่ายอำมาตย์เขาสมหวัง

โปรดระลึกว่าการแสดงพลังของมวลชนประชาธิปไตยไม่ว่าจะใช้ฎีกาหรือใช้อะไรเป็นพาหะก็ตามนั้น ล้วนเป็นเรื่องของเรา ไม่ใช่เรื่องของเขา เมื่อเราจะแสดงจุดยืนและแสดงพลังของเราก็แสดงไว้ โดยไม่ต้องเก้กังอยู่แถวนั้นเหมือนต้องการจะให้เกิดเรื่อง

ชาวประชาธิปไตยต่างรู้ว่าขณะนี้ฝ่ายอำมาตย์กำลังเดือดร้อนยิ่งกว่าเรา เวลาของเขาใกล้หมดลงและลูกน้องตัวใหญ่ๆ ของเขาก็รู้ความจริงข้อนี้ ในขณะที่เวลาของฝ่ายประชาธิปไตยเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น

การรัฐประหารยังเป็นไปได้ในหัวเลี้ยวหัวต่อ ไม่ว่าจะกระทำโดยอาวุธ โดยกฎหมาย โดยการขอ “รัฐบาลแห่งชาติ” หรือโดยใช้นโยบายไทยฆ่าไทยเหมือนที่เคยใช้ก็ตาม

นี่คือเวลาที่ฝ่ายประชาธิปไตยต้องฉลาดรอบคอบเป็นพิเศษ

แกล้งโง่ไม่ได้เป็นอันขาด.

----------------------------------------------------------------
TPNews (Thai People News): ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146
ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)

ถ้าไม่มีผลงาน ต่อให้ทุ่มเงินโฆษณาแค่ไหน .. ก็ไม่มีผลงานอยู่ดี

ที่มา Thai E-News


โดย คุณ ลมเปลี่ยนทิศ
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ
15 สิงหาคม 2552

ทุกรัฐบาล เมื่อถูกประชาชนวิจารณ์ว่า ไม่มีผลงาน ก็มักจะออกมาแก้ตัวว่า รัฐบาลมัวแต่ทำงานหนัก มีผลงานดีๆ มากมาย แต่ประชาสัมพันธ์ไม่เป็น คนเลยไม่รู้ ทั้งๆ ที่สื่อทีวีและวิทยุทั้งหมด ก็เป็นสื่อของรัฐบาลร้อยเปอร์เซ็นต์

ล่าสุด รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก็เหมือนกัน ผลงานรัฐบาล 6 เดือนที่ผ่านมา ได้คะแนนแค่สอบผ่าน หรือใช้ได้ ก็ออกมาแก้ตัวว่า ประชาสัมพันธ์อ่อน

นายชุมพล กาญจนะ ประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งไป ทาบทาม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ให้มาเป็น "โฆษกรัฐบาล" บอกว่า ที่ต้องยกเครื่องกองงานโฆษกรัฐบาล ก็เพราะรัฐบาลมีนโยบายดีๆมากมาย แต่กองงานโฆษกสื่อสารออกไปให้ประชาชนรับทราบน้อยมาก

รัฐบาลนี้อ่อนประชาสัมพันธ์จริงหรือ

คำตอบของผมก็คือ ไม่จริง

เมื่อสองวันนี้เอง บริษัทวิจัยสื่อโฆษณา เอซี นีลสัน เพิ่งรายงาน ตัวเลขการโฆษณาผ่านสื่อในรอบเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาว่า

สำนักนายกรัฐมนตรี มีการใช้เงินโฆษณาผ่านสื่อต่างๆ สูงสุดเป็นอันดับ 3 ของยอดโฆษณาทั้งหมด เป็นเงินกว่า 160 ล้านบาท เพิ่มขึ้นสองเท่าจากเดือนมิถุนายน ที่ใช้เงินโฆษณาไป 76 ล้านบาท

แค่สองเดือน สำนักนายกรัฐมนตรี ใช้เงินโฆษณาไปแล้วกว่า 236 ล้านบาท ก่อนหน้านี้ใช้ไปเท่าไรแล้ว ใครอยากรู้ คงต้องไปขอข้อมูลจาก เอซี นีลสัน

ยอดการใช้เงินโฆษณาของ สำนักนายกรัฐมนตรี อยู่ใน อันดับ 3 รองจาก ยูนิลิเวอร์ และ พีแอนด์จี มากกว่า ไบเออร์ รถยนต์โตโยต้า โคคาโคลา และมากกว่า เอไอเอส ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่เกือบเท่าตัว

เห็นไหมว่าสำนักนายกฯ ใช้เงินโฆษณามากมายขนาดไหน แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนยังสู้ไม่ได้

แล้วจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนประชาสัมพันธ์ ได้อย่างไร

นี่แค่งบโฆษณาของหน่วยงานเดียวเท่านั้น ยังไม่นับเงินโฆษณาของกระทรวงต่างๆ ที่ทุ่มงบโฆษณากันอีกมากมาย รวมทั้ง กรุงเทพมหานคร มีการโฆษณาตามสื่อทุกวัน โดยมี รัฐมนตรี และผู้ว่าฯ กทม. เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณากันตรงๆ เลย

นอกจากนี้ รัฐมนตรีแต่ละคน ยังมีการใช้งบ จ้างเอเยนซีโฆษณา และจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์ แยกเป็นส่วนตัวอีกต่างหาก ขนาด รัฐมนตรีว่าการ กับ รัฐมนตรีช่วย ก็ยังจ้างบริษัทประชาสัมพันธ์แยกกันเลย ของใครของมัน เพื่อใช้เผยแพร่งานของตัวเอง เพื่อให้เข้าถึงสื่อและมวลชนให้มากที่สุด ตรงนี้ไม่รู้ใช้งบประมาณไปอีกกี่ร้อยล้านบาท

จ้างประชาสัมพันธ์มืออาชีพมาทำงานกันมากมายขนาดนี้ แล้วยังจะมาบอกว่า รัฐบาลอ่อนเรื่องการประชาสัมพันธ์ คงฟังไม่ขึ้น

เมื่อนับรวมเม็ดเงินทั้งหมด ที่รัฐบาลใช้ไปในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาแล้ว ผมประเมินคร่าวๆ ว่า น่าจะไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท เฉลี่ยเดือนละ 160 กว่าล้านบาท

ด้วยเม็ดเงินโฆษณาประชาสัมพันธ์ขนาดนี้ คะแนนนิยมของรัฐบาล น่าจะพุ่งขึ้นไปสูงลิ่ว แต่ผลที่ออกมา กลับตรงกันข้าม ประชาชนรับรู้ผลงานของรัฐบาลแค่ไม่กี่เรื่อง นักธุรกิจและนักวิชาการ ให้คะแนนรัฐบาลแค่สอบผ่านด้วยความเกรงใจ

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้รัฐบาลเข้าใจก็คือ การโฆษณาประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง จะต้องมีผลงานที่ดีเป็นรูปธรรมจับต้องได้เป็นตัวตั้ง การโฆษณาประชาสัมพันธ์จึงจะได้ผล ไม่ใช่การขายฝันด้วยนโยบาย เหมือนตอนหาเสียง มันคนละเรื่องเดียวกัน

ถ้าไม่มีผลงาน ต่อให้ทุ่มเงิน โฆษณามากกว่านี้หลายเท่า ก็ไม่มีผลงานอยู่ดี

ถ้ารัฐบาลมีผลงานเมื่อไร ไม่ต้องเสียเงินไปโฆษณาประชาสัมพันธ์แม้แต่บาทเดียว แค่บอกเล่าผ่านสื่อที่มีอยู่เท่านั้น ประชาชนย่อมรู้สึก และรับรู้ได้เองว่า นี่คือผลงานของรัฐบาลอย่างแท้จริง.

ผลาญภาษีเพื่อ ปชส.สร้างภาพผลงาน ... อย่าลืมว่า นี่คือเงินของประชาชน !!!!

ที่มา Thai E-News

โดย คุณอัคนี คคนัมพร
ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
15 สิงหาคม 25552

... เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรีนั่งหัวโต๊ะ แถลงผลงานรัฐบาลในรอบ 6 เดือน

ระดมสื่อของรัฐที่มีในมือ ถ่ายทอดสดทั้งทางวิทยุและโทรทัศน์ ก็ยังไม่บูม ไม่มีคนสนใจเท่าที่ควร เลยมีการมองหาแพะ

ในที่สุดนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในฐานะปฏิบัติหน้าที่รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็กลายเป็นแพะ สารพัดข้อกล่าวหาขุดมาถาโถมเข้าใส่ พูดไม่เก่ง ทำงานไม่เป็น ตอบโต้ทางการเมืองไม่ได้ ไม่ทันเกมฝ่ายตรงข้าม

ทำให้รัฐบาลอยู่ในฐานะเพลี่ยงพล้ำในสงครามสื่อ ทั้งที่มีอำนาจและมีสื่ออยู่ในมือมากมาย ทำให้ต้องมองหาคนมาทำงานแทน โดยจับจ้องไปที่นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน อดีตผู้ว่าฯ กทม.

ความจริง เรื่องที่ชาวบ้านไม่ค่อยสนใจรัฐบาล ไม่ค่อยรับรู้เรื่องของรัฐบาล จะโทษนายปณิธานก็ไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะหากรัฐบาลมีอะไรให้น่าสนใจมากกว่านี้ แม้ไม่ต้องยึดครองสื่อ ชาวบ้านก็หันมาสนใจเอง

แต่นี่เข้าข่ายข้างนอกสดใส ข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง กลวงโบ๋จนไม่อาจสัมผัสจับจ้องอะไรได้

งบประมาณกว่า 15 ล้านบาท ที่ใช้ตีปี๊บผลงานรัฐบาลในรอบ 6 เดือน เหมือนตำพริกละลายแม่น้ำ สูญเปล่า เข้าไม่ถึงชาวบ้าน

เรื่องการใช้งบประมาณที่มาจากภาษีประชาชน เพื่อตีปี๊บผลงานและสร้างภาพให้กับรัฐบาล ความจริงไม่ใช่มีเพียงแค่ 15 ล้านบาท ดังที่กล่าวมาเท่านั้น

ความจริงรัฐบาลผลาญภาษีประชาชน สำหรับประชาสัมพันธ์ตัวเองทุกเดือน เพียงแต่ไม่ค่อยมีคนรู้

แต่ว่ามีคนพวกหนึ่งรู้ คือคนที่อยู่ในแวดวงโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพราะหลายเรื่อง รัฐบาลทำประชาสัมพันธ์ผ่านเอเยนซี่

มีคนบอกให้ฟังว่า เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลใช้งบประมาณตีปี๊บสร้างภาพให้ตัวเอง ไม่น้อยกว่า 156 ล้านบาท

มากกว่าที่บริษัทโตโยต้า ใช้ในการโฆษณาเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่คัมรีไฮบริดเสียอีก และมากกว่าบริษัทน้ำดำชื่อดังอย่างโค้กที่ใช้โฆษณาผลิตภัณฑ์ ซึ่งทั้ง 2 บริษัทนี้ ใช้อยู่ในระดับไม่เกิน 100 ล้านบาท

ย้อนหลังไปเดือนมิถุนายน รัฐบาลหมดงบประมาณไปกับการประชาสัมพันธ์ตัวเองอีก ประมาณ 76 ล้านบาท
ตัวเลขที่เอามาบอกกันนี้ บางคนอาจคิดว่า ยกเมฆมาด่ารัฐบาล ถ้าคิดอย่างนั้นก็ขอว่า อย่าเพิ่งเชื่อเสียทีเดียว เพราะกำลังจะหาตัวเลขอย่างเป็นทางการ ที่รายงานการใช้งบโฆษณาประชาสัมพันธ์กันในหมู่แวดวงคนทำโฆษณามายืนยัน

เหนืออื่นใด สิ่งที่อยากจะบอกรัฐบาลคือ ไม่ว่าจะใช้เงินเท่าไรในการสร้างภาพโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้ตัวเอง ก็ไม่ได้ผล หากสินค้าที่โฆษณาไม่ดีจริง

จะหลอกประชาชนได้บ้าง ก็เป็นแค่บางครั้งบางคราว และในช่วงแรกๆ เท่านั้น เมื่อชาวบ้านทดลองให้โอกาส ทดลองใช้สินค้าแล้ว ไม่ดีจริงอย่างคำโฆษณาชวนเชื่อ ต่อให้หมดงบประมาณอีกมาก หรือเอาคนหล่อๆ หน้าตาดีๆ มานั่งเป็นโฆษกรัฐบาล ก็ช่วยอะไรไม่ได้

ค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ว่า เป็นคนของใคร แต่ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานอย่างที่เขาว่าไว้จริงๆ